Home Blog Page 461

กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ เลือกนายองอาจ พงศ์กิจวรสิน เป็นประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์คนใหม่

0

ที่ประชุมสามัญประจำปี 2563 ของ กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ได้มีมติเลือก นายองอาจ พงศ์กิจวรสิน จากบริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด ให้ดำรงตำแหน่งประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ วาระปี 2563-2565 ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2563 เป็นต้นไป แทนนายครรชิต ไชยสุโพธิ์ ที่ครบ วาระการดำรงตำแหน่ง นอกจากนี้ ประธานกลุ่มฯ ยานยนต์คนใหม่ ยังดำรงตำแหน่งนายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยด้วย

 

นายองอาจ พงศ์กิจวรสิน ดำรงตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปฝ่ายนโยบายอุตสาหกรรม บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด

สำเร็จการศึกษา

  • ปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตร์บัณฑิต ภาควิชาเครื่องกล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • ปริญญาโท บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ข้อมูลการติดต่อ

ชื่อ-สกุล         นายองอาจ พงศ์กิจวรสิน  ( Mr. Ong-Arj  Pongkijworasin )

ตำแหน่ง         ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์

Chairman of the Automotive Industry Club

สถานที่ติดต่อ 

บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด

1088 ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900

หมายเลขติดต่อ โทรศัพท์ 02-966-2182-3

โทรสาร 02-966-2178

E-mail: ongarjpk@gmail.com

 

รีวิวและทดลองขับ Mitsubishi Xpander Cross ปรับลุคส์ เพิ่มอรรถประโยขน์ ช่วงล่างแน่น (มีคลิปวีดีโอ)

0

Mitsubishi Xpander Cross เอสยูวีรุ่นพิเศษปรับรูปลักษณ์ใหม่ให้บึกบึนและดุดัน ด้วยชุดกระจังแบบ Dynamic Shield รุ่นล่าสุด รวมถึงโคมไฟที่ใช้หลอดแอลอีดีทั้งด้านหน้าและด้านท้าย หรูกว่าเดิมด้วยภายในแบบทูโทนสีน้ำตาล-ดำ พร้อมวัสดุผิวสัมผัสนุ่มสบายสีเงินและสีเปียโน แบล๊ค รวมถึงช่วงล่างที่พัฒนาเพื่อรองรับการกระแทกได้ดีกว่าเดิม การทดสอบสมรรถนะครั้งนี้จึงเป็นการเดินทางบนสภาพเส้นทางที่หลากหลาย ไปดูกันว่ารถคันนี้จะมีความน่าสนใจด้านใดบ้าง

Mitsubishi Xpander Cross ปรับโฉมใหม่ด้วยดีไซน์ Dynamic Shield เวอร์ชั่นล่าสุดบริเวณกันชนและกระจังใหม่
รวมถึงโคมไฟหน้าและไฟตัดหมอกเป็นแบบแอลอีดีและได้ออกแบบมุมมองด้านหน้าใหม่ ซึ่งใหญ่ขึ้น 50 มม.

Mitsubishi Xpander Cross 1

ซุ้มล้อและข้างประตูด้านนอกแต่งด้วยสีดำ มากับล้ออัลลอยสีทูโทนขนาด 17 นิ้ว ทำให้ระยะความสูงใต้ท้องรถเพิ่มขึ้นกว่ารุ่นมาตรฐาน 20 มม. เป็น 225 มม.

Mitsubishi Xpander Cross 2

ด้านบนหลังคาติดตั้งรางเพื่อใช้ประโยชน์ในงานบรรทุกสัมภาระ และเปลี่ยนเสาอากาศให้เป็นแบบ Shark Fin

Mitsubishi Xpander Cross 3

ประตูท้ายตกแต่งด้วยวัสดุสีเปียโนแบล๊ค กันชนท้ายและแผงกันกระแทกก็ได้รับการออกแบบใหม่ให้ใหญ่ขึ้นด้วยเช่นกัน

Mitsubishi Xpander Cross 4

สำหรับ Mitsubishi Xpander Cross เพิ่มเติมสีใหม่อีก 2 สี ได้แก่ Sunrise Orange และ Graphite Gray รวมที่มีจากเดิมอีก 3 สีเป็น 5 สี

Mitsubishi Xpander Cross 5

ห้องโดยสารติดตั้งวัสดุที่มีผิวสัมผัสนุ่มสบายสีเงินและสีเปียโน แบล๊ค แดชบอร์ดและเบาะนั่งดีไซน์ด้วยสีทูโทนน้ำตาลและดำ ในส่วนของแดชบอร์ดนั้นติดตั้งจอแสดงข้อมูลอเนกประสงค์พร้อมมาตรวัดแบบ High Contrast

Mitsubishi Xpander Cross 6

พวงมาลัย หัวเกียร์ และ เบรกมือหุ้มหนังแท้ พวงมาลัยติดตั้งระบบมัลติฟังค์ชั่นมีทั้งสวิทต์ควบคุมเครื่องเสียง ปุ่มรับโทรศัพท์ และระบบล๊อกความเร็วอัตโนมัติ เครื่องเสียงควบคุมผ่านจอทัชสกรีนขนาด 6.2 นิ้วพร้อมแสดงการทำงานของระบบกล้องมองหลัง

Mitsubishi Xpander Cross 7

เบาะนั่ง 3 แถว 7 ที่นั่ง แถวสองพับได้ 60:40 และแถวสามพับได้ 50:50 ซึ่งเบาะทั้ง 2 แถว สามารถพับได้แบนราบเพื่อเพิ่มพื้นที่บรรทุกสัมภาระ นอกจากนี้ยังเพิ่มความสบายด้วยช่องแอร์สำหรับเบาะนั่งแถวสอง และมีช่องจ่ายกระแสไฟ 12 โวลท์สำหรับผู้โดยสารทั้ง 3 แถว และยังมีช่องวางแก้วน้ำถึง 14 จุด

เครื่องยนต์แบบเดิม เบนซินขนาด 1.5 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 105 แรงม้าที่ 6,000 รอบ พร้อมแรงบิดสูงสุด 141 นิวตันเมตรที่ 4,000 รอบ ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะ

Mitsubishi Xpander Cross 9

ช่วงล่างด้านหน้าเป็นแบบแมคเฟอร์สันสตรัท ด้านหลังแบบทอรืชั่นบีมมาพร้อมสตรัททาวเวอร์บาร์ขนาดใหญ่ที่โช๊คอัพคู่หน้าและมีการดามตัวถังเพื่อลดการบิดตัวขณะเข้าโค้ง และยังได้ทำการปรับความหนืดของน้ำมันโช๊คอัพเพื่อรับกับความสูงและขนาดล้อที่ใหญ่ขึ้น

ระบบความปลอดภัยยกชุดมาจากเดิมทั้งระบบควบคุมเสถียรภาพ ASC ระบบป้องกันการลื่นไถล TCL ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HSA เบรคเอบีเอส อีบีดี และบีเอมาครบ รวมถึงไฟกระพริบฉุกเฉินขณะเบรคกะทันหัน ESS และถุงลมนิรภัยคู่หน้า

Mitsubishi Xpander Cross 14

การทดลองขับในครั้งนี้จะใช้เส้นทางที่มีสภาพหลากหลาย ทั้งทางเรียบและทางลุยบนเส้นทางทุรกันดาร

อรรถประโยชน์ของรถคันนี้น้องจากจะเป็นรถอเนกประสงค์ที่มาพร้อมกับเบาะ 3 แถว 7 ที่นั่ง ยังมีการเพิ่มระบบปรับอากาศด้านบนหลังคา เพื่อการกระจายความเย็นทั่วห้องโดยสาร สำหรับเบาะนั่งแถวสามอาจต้องยกพื้นที่ให้กับผู้โดยสารตัวเล็กๆหรือเด็กน่าจะเหมาะกว่า นอกจากนี้ ช่องใส่แก้วน้ำที่มีให้ถึง 14 จุดและช่องเสียบไฟ 12 โวลท์ที่มีสำหรับผู้โดยสารทั้ง 3 แถว จะทำให้สามารถบันเทิงในรถตลอดการเดินทาง

Mitsubishi Xpander Cross 10

นอกจากรูปลักษณ์ที่ดูเปลี่ยนไป ช่วงล่างก็ได้รับการปรับแต่งเพิ่มเติมในส่วนของน้ำมันโช๊คอัพพร้อมเหล็กกันโคลงบริเวณช่วงล่างหน้า เพื่อให้สอดรับกับความสูงที่เปลี่ยนไป และจากคุณสมบัติของขอบล้อที่เพิ่มขนาดเป็น 17 นิ้วหุ้มยาง 205/55 ทำให้การยึดเกาะถนนนั้นดียิ่งขึ้นกว่าเดิมแย่างชัดเจน และการรองรับแรงกระแทกนั้นให้คงามรู้สึกที่หนึบ และแน่นขึ้นกว่ารุ่นปกติ

Mitsubishi Xpander Cross 12

น้ำหนักของพวงมาลัยไฟฟ้าถูกปรับให้มีน้ำหนักไม่มากนักผู้หญิงใช้ในเมืองก็ไม่ถึงขั้นหนักมือหรือต้องออกแรงเยอะ

เครื่องยนต์และเกียร์ออกแบบมาให้ขับสนุก ขุมพลังขนาด 1.5 ลิตร 105 แรงม้าทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติแบบ 4 จังหวะ ความเร็วรอบต้นอาจจะช้าไปนิด แต่พอรอบกลางถึงสูงจะตอบสนองต่อการใช้คันเร่งได้สมบูรณ์ซึ่งมีการเคลมจากอีโค่สติ๊กเกอร์ในด้านความประหยัดอยู่ที 15.6 กม./ลิตร แต่การทดลองขับในครั้งนี้จะได้ค่าเฉลี่ยอยู่ที่เท่าไหร่ต้องรอลุ้นตอนจบ

Mitsubishi Xpander Cross 13

ในเส้นทางลุย แม้รถคันนี้จะไม่ใช่ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ แต่เกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะทำงานได้ดีกว่าซีวีที ในการไต่ขึ้นทางชัน เกียร์ที่มีให้เลือกทั้ง L,2 และ D ให้คุณสมบัติในการควบคุมรอบเครื่องยนต์เพื่อใช้บุกตะลุยหรือทำหน้าที่ในการช่วยชะลอในกรณีลงทางชันตามรูปแบบของ Engine Brake

Mitsubishi Xpander Cross 14

อีกหนึ่งตัวช่วยที่หลายคนมักจะมองข้ามนั่นคือระบบช่วยออกตัวบนทางชันหรือ Hill Start Assist ซึ่งจะเข้ามาช่วยเบรคค้างไว้อีก 3 วินาทีเพื่อกันไม่ไห้รถไหลลงเนิน

Mitsubishi Xpander Cross 15

บทสรุปของการทดลองขับในครั้งนี้ฟิลลิ้งที่ได้นั่นคือระบบช่วงล่างที่แน่นขึ้น และล้อขนาด 17 นิ้วก็ยังช่วยให้การยึดเกาะถนนมีประสิทธิภาพดีกว่าเดิม รูปลักษณืที่ได้ปรับใหม่นั้นดูดุดันขึ้นอย่างชัดเจน และห้องโดยสารที่ได้รับการตกแต่งใหม่ทำให้ดูหรูหราขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ระยะทางในการทดสอบแตะ 150 กม. อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยอยู่ที่ 6.8 ลิตร/ 100 กม. หรือเทียบเท่ากับประมาณ 14.6-14.7 กม./ลิตร ซึ่งถือว่าประหยัดใช้ได้ แต่อย่างเดียวที่น่าตินั่นคือเรื่องของเกียร์ที่หากใช้งานในเมืองจะใช้รอบเครื่องยนตืที่ค่อนข้างสูง แต่ในทางกลับกัน การขับขี่นอกเมืองที่ต้องใช้ความเร็ว รอบเครื่องยนต์ที่สูงทำให้ในด้านการเร่งแซงนั้นทำได้ค่อนข้างดี

Mitsubishi Xpander Cross 16

ข้อมูลทางเทคนิค: All New Mitsubishi Xpander Cross
เครื่องยนต์: เบนซิน 4 สูบ ดับเบิลโอเวอร์เฮดแคมชาฟท์ ไมเวค 16 วาล์ว
ความจุกระบอกสูบ (ซี.ซี.): 1,499
กำลังสูงสุด (แรงม้า ที่ รอบ/นาที): 105/6,000
แรงบิดสูงสุด (นิวตัน-เมตร ที่รอบ/นาที): 141/4,000
ระบบส่งกำลัง: อัตโนมัติ 4 จังหวะ
ระบบขับเคลื่อน: 2 ล้อหน้า
ระบบกันสะเทือน(หน้า/หลัง): แมคเฟอร์สันสตรัท /ทอร์ชั่นบีม
เบรก(หน้า/หลัง): ดิสก์/ดุม
ยาว/กว้าง/สูง(มม.):4,500×1,750×1,800
ราคา (บาท): 899,000
ตัวแทนจำหน่าย: บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด

เอ็มจี เตรียมขยายโชว์รูมและศูนย์บริการมาตรฐาน ตั้งเป้ามีโชว์รูมครบ 150 แห่งครอบคลุมทั่วประเทศ ภายในปีนี้

0

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย เตรียมเปิดโชว์รูมและศูนย์บริการมาตรฐานเพิ่มอีกกว่า 25 แห่ง ภายในปีนี้ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการมีโชว์รูม 150 แห่ง ที่จะครอบคลุมทั่วประเทศ รวมทั้งเตรียมขยายไปในระดับอำเภอที่มีศักยภาพ เพื่อรองรับการเติบโตของยอดขายและเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่ลูกค้า

นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลา 6 ปี ที่เอ็มจีเข้ามาทำการตลาดในประเทศไทย นอกจากการพัฒนารถยนต์ที่มีคุณภาพ รวมถึงการนำเทคโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาแนะนำในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องแล้ว “การบริการ” ก็ถือเป็นอีกเรื่องสำคัญที่เรามุ่งเน้น โดยในปัจจุบัน เอ็มจี มีโชว์รูมและศูนย์บริการมาตรฐานกระจายอยู่ทั่วประเทศกว่า 125 แห่ง ทั้งนี้จากการเติบโตของยอดขายรถยนต์เอ็มจี ทำให้ได้รับความเชื่อมั่นและความไว้วางใจจากนักลงทุนชาวไทย ที่พร้อมจะเข้ามาเป็นผู้จัดจำหน่ายรถยนต์เอ็มจีอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ภายในปีนี้ เอ็มจีจะสามารถเปิดโชว์รูม และศูนย์บริการเพิ่มได้อีกกว่า 25 แห่ง รวมแล้วกว่า 150 แห่ง ครอบคลุมทั่วประเทศไทย”

 

เอ็มจี เติบโตก้าวกระโดด 125 โชว์รูม ใน 6 ปี!!

เอ็มจีเริ่มดำเนินธุรกิจในประเทศไทยในปี พ.ศ. 2557 โดยในปีแรกมีจำนวนโชว์รูม 19 แห่ง จากนั้นในปี พ.ศ. 2560 ได้ขยายเป็น 80 แห่ง และล่าสุด ณ เดือนมกราคมที่ผ่านมา บริษัทฯ มีผู้จำหน่ายที่เปิดให้บริการแล้ว 125 แห่งทั่วประเทศ สำหรับปี พ.ศ. 2563 นี้ เอ็มจีได้ตั้งเป้าหมายในการขยายโชว์รูมให้ครบ 150 แห่ง ซึ่งจะครอบคลุมทั่วประเทศไทย นอกจากนี้ยังมีแผนเปิดจุดให้บริการสู่ระดับอำเภอที่มีศักยภาพเพื่อการให้บริการ ที่จะสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเอ็มจีตามพื้นที่ต่างๆ ได้อย่างทั่วถึงมากยิ่งขึ้น

 

ติดอาวุธ เสริมศักยภาพให้ดีลเลอร์ ด้วยการอบรมและประเมินผลอย่างต่อเนื่อง

นอกเหนือจากจำนวนโชว์รูมที่ครอบคลุมมากยิ่งขึ้นแล้ว เรายังให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรด้วยการจัดอบรมเพิ่มการเรียนรู้และฝึกฝนในด้านต่าง ๆ ที่จะสอดคล้องกับหน้าที่และความรับผิดชอบของแต่ละฝ่ายรวมทั้งมีการประเมินเพื่อวัดประสิทธิภาพและการดำเนินงานของผู้จำหน่ายทั้งในด้านการขาย และบริการหลังการขาย ทุกๆ 3-6 เดือน เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามมาตรฐานของบริษัทฯ ช่วยสร้างความมั่นใจและความพึงพอใจสูงสุดให้ลูกค้าเอ็มจี

MG Passion Service อีกขั้นของการบริการที่ลูกค้าเอ็มจี

เพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้าเอ็มจีได้มีการนำเสนอบริการ “เอ็มจี แพสชั่น เซอร์วิส (MG Passion Service)” แก่ผู้ใช้รถยนต์เอ็มจีทุกท่านโดยเน้นการให้บริการที่ครอบคลุมและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของลูกค้าทั้งที่สะดวกมารับบริการที่ศูนย์บริการ หรือสะดวกในการรับบริการนอกสถานที่ โดยประกอบด้วยการบริการใน 5 รูปแบบ ได้แก่ การรับประกันสูงสุด 4 ปี หรือ 120,000 กิโลเมตร บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน ROADSIDE ASSISTANCE 24 ชั่วโมง  และบริการให้คำปรึกษาผ่าน CALL CENTRE ตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านหมายเลข 1267 รวมไปถึง รถบริการตรวจเช็คเคลื่อนที่ (Mobile Service) เพื่อให้บริการดูแลรักษารถยนต์ตามระยะทางนอกสถานที่ และบริการรถสำรองใช้ระหว่างรอซ่อม

“เอ็มจียังคงเดินหน้าสร้างมาตรฐานด้านการบริการ และเสริมศักยภาพทั้งในเรื่องของบุคลากรที่จะให้บริการลูกค้า รวมไปถึงพื้นที่ให้บริการที่จะครอบคลุมมากยิ่งขึ้น เพื่อตอบแทนลูกค้าที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวเอ็มจี และสร้างรากฐานเพื่อรองรับการเติบโตของแบรนด์รถยนต์เอ็มจี ในอนาคต” นายพงษ์ศักดิ์  กล่าวสรุป

 

สำหรับผู้ที่สนใจรถยนต์เอ็มจีหรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 หรือที่เว็บไซต์ www.mgcars.com

อาวดี้ ส่งแคมเปญมอเตอร์โชว์รถใหม่ราคาสุดพิเศษ #ลดโหดเหมือนโกรธใครมา ภายใน 31 มีนาคมนี้เท่านั้น

0

ผู้บริหารและพนักงาน อาวดี้ ประเทศไทย ร่วมใจเป็นหนึ่งสร้างความมั่นใจ ลูกค้าใช้บริการ Audi Centre Thailand และโชว์รูมทั่วประเทศ ปลอดภัย มาตรการป้องกันโควิด-19 เข้มทุกจุด ใส่ใจดูแลความสะอาดทั้งภายในและภายนอก เอาใจลูกค้าสุดขีด พร้อมจัดหนักจัดเต็มกับอีเว้นท์ใหม่ราคาพิเศษ รวมถึงรถผู้บริหารป้ายแดงไมล์น้อย ราคาสุดพิเศษ ภายใน 31 มีนาคมนี้เท่านั้น

เราจัดราคาพิเศษแบบเต็มน้ำเต็มเนื้อ ต่อยอดแคมเปญลดโหดเหมือนโกรธใครมา ส่งรถอาวดี้ทั้งรถผู้บริหารและรถทดลองขับป้ายแดงไมล์น้อย ขอย้ำถึง 31 มีนาคมนี้เท่านั้น อาทิ เช่น

  • A5 Coupe 45 TFSI quattro S line ราคาพิเศษ 2,999,000 บาท จากราคา 4,299,000 บาท
  • A5 Coupe 40 TFSI ราคาพิเศษ 2,450,000 บาท จากราคา 3,299,000 บาท
  • A4 Avant 45 TFSI quattro S Line Black Edition ราคาพิเศษ 2,750,000 บาท จากราคา 3,249,000 บาท

นายกฤษณะกร เศวตนันทน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร อาวดี้ ประเทศไทย กล่าวถึง นโยบายมาตรการและแนวปฏิบัติของบริษัทฯ ท่ามกลางสถานการณ์ปัจจุบันของโรคติดต่อโควิด-19 ว่า ทางบริษัทฯ ติดตามสถานการณ์ และส่งเสริมการปฏิบัติงานตามแนวทางของกองควบคุมโรคติดต่ออย่างเคร่งครัด โดยให้ความสำคัญกับการดูแลสุขอนามัย ความสะอาด ความปลอดภัย มีมาตรการการปฏิบัติในการป้องกันของสำนักงานใหญ่และโชว์รูม บริเวณทางเข้าอาคารมีการคัดกรอง โดยการตรวจวัดอุณหภูมิร่างกาย หากพบว่าพนักงานมีอุณหภูมิร่างกายผิดปกติ ก็จะให้ไปพบแพทย์ทันที ทั้งนี้เรามีบอร์ดข้อความชี้แจงขั้นตอนต่างๆ อย่างชัดเจน

พนักงานทุกคนต้องสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา รวมถึงประกาศห้ามผู้บริหารและพนักงานเดินทางไปต่างประเทศอย่างเด็ดขาด หากพบพนักงานป่วยหรือมีอาการสุ่มเสี่ยงก็ให้หยุดงานอย่างน้อย 14 วัน ตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด ทางศูนย์บริการทุกสาขามีการปรับเปลี่ยนเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ เน้นเมนูร้อนเป็นหลัก เช่น น้ำขิง น้ำตะไคร้ และซุป โดยเราตระหนักถึงสุขภาพของลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการอย่างยิ่ง

ในส่วนของความปลอดภัยโดยรอบทั้งภายในและภายนอกอาคาร มีการพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อ เช็ดทำความสะอาดพื้น ผนัง อุปกรณ์ เครื่องใช้สำนักงาน เครื่องมือ  ลิฟท์ ราวบันได ราวจับประตู และห้องรับรองลูกค้า โซฟา ทุกๆ ชั่วโมง ทั้งนี้เรามีการอบโอโซนทำความสะอาดทั้งอาคารเพื่อให้ลูกค้ามั่นใจว่าเราตระหนักถึงความปลอดภัยของลูกค้าที่เข้ามาใช้ศูนย์บริการเป็นอย่างมาก โดยติดตั้งจุดบริการเจลล้างมือทั่วอาคาร และเตรียมหน้ากากอนามัยให้ลูกค้าด้วย

 

ในส่วนกิจกรรมการตลาดตามแผนงาน นายกฤษณะกร กล่าวว่า ยังคงเป็นไปตามแผน แต่มีการปรับรูปแบบการจัดกิจกรรมใหม่ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อการควบคุมป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัส ในเบื้อง ต้น กำหนดให้เลื่อนการจัดกิจกรรมในที่สาธารณะ และกิจกรรมที่มีคนจำนวนมากมารวมกัน โดยเน้นใช้โซ เชียลมีเดีย หรือจัดมินิอีเว้นท์อำนวยความสะดวกให้ลูกค้า สื่อมวลชน สามารถเข้ามาทดลองและสอบถามรายละเอียดแคมเปญพิเศษที่จัดขึ้นได้ตลอดทั้งวัน

สำหรับลูกค้าที่สนใจรถใหม่ ทางเรายังคงแคมเปญ #ลดโหดเหมือนโกรธใครมา “ดาวน์น้อย ผ่อนน้อย นานสูงสุดถึง 7 ปี ที่สำคัญไม่มีบอลลูน” และลูกค้าที่ใช้บัตรเครดิตของธนาคารกสิกร ไทยพาณิชย์ และกรุงเทพ ลูกค้าจะได้รับพอยต์ 20 เท่าทันที เมื่อจอง 100,000 บาท ในการจองรถภายในช่วงแคมเปญ

  • A1 และ Q2 ราคาพิเศษสุด 1,999,000 บาท ดาวน์เพียง 600,000 บาท ผ่อนต่อเดือน 19,000 บาท ไม่มีบอลลูน
  • Q3 รุ่นใหม่ล่าสุด ดาวน์เพียง 689,700 บาท ผ่อนต่อเดือนเพียง 21,900 บาท ไม่มีบอลลูน
  • A8, Q8 และ TTS แจกฟรีป้ายทะเบียนตอง 888 หรือ 999 ทันที หรือ โปรแกรม Trade-in ที่ให้มูลค่าเพิ่มสูงสุดถึง 400,000 บาท

“ทั้งนี้ทางเราขอขอบคุณลูกค้า ผู้บริหาร พนักงาน ทุกท่านที่ร่วมมือร่วมใจปฏิบัติตามมาตรการของบริษัทฯเป็นอย่างดี และเพื่อให้ลูกค้ามีเวลาตัดสินใจเพิ่มมากขึ้นกับแคมเปญมอเตอร์โชว์ #ลดโหดเหมือนโกรธใครมา ทางอาวดี้ ได้ประกาศขยายช่วงเวลาของการจัดแคมเปญนี้ออกไปจนถึงเดือนพฤษภาคม ตามที่มีการประกาศเลื่อนจัดงานมอเตอร์โชว์ด้วย ในส่วนของการเปิดตัวรถใหม่ อาวดี้ยังคงมีการเปิดตัว Q7 ใหม่ และ A6 ซีดาน  แต่ปรับรูปแบบการจัดงานโดยใช้ช่องทางโซเชียลมีเดีย และจัดมินิอีเว้นท์ที่ Audi Centre Thailand เพื่อต้อน รับลูกค้า สื่อมวลชน ที่อยากจะมายลโฉมรถรุ่นใหม่ด้วยตนเอง” 

อาวดี้ ภูเก็ต

ลูกค้าอาวดี้ที่จองรถใหม่จะได้รับการดูแลจาก Audi Protection ด้วยการรับประกันรถใหม่ 5 ปี หรือระยะทาง 150,000 กิโลเมตร และการให้บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน Roadside Assistance ทั่วประเทศ 24 ชั่วโมงนาน 5 ปี และลูกค้าที่สนใจ สามารถมาชมยนตรกรรมนำเข้าใหม่ของอาวดี้ ได้ที่

Audi Centre Thailand 02-765-8888  Audi New Petchaburi 02-023-4888
Audi Pattaya 038 197888Audi Phuket 076 646666

 

ฟอร์ด เรนเจอร์ บรรทุกอะไรได้บ้าง?

0

ฟอร์ด เรนเจอร์ ได้รับสมญานามว่าเป็นรถกระบะ “เกิดมาแกร่ง” เพราะรถกระบะคันนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อตอบสนองการทำงานที่หลากหลายในชีวิตประจำวัน ซึ่งในการทำงานทั้งระดับเกษตรกรรม การค้าขาย และอุตสาหกรรมนั้น อย่างไรก็หนีไม่พ้นการบรรทุกสินค้า และวัตถุดิบ แต่รถสุดแกร่งคันนี้มีความสามารถในการบรรทุกน้ำหนักได้มากน้อยขนาดไหน สามารถเปรียบเทียบให้เห็นภาพกันได้ ดังต่อไปนี้

“ก้องไกล เอ็นนี่ มวยไทย” คว้าแชมป์อีซูซุคัพคนล่าสุด รับ “ออลนิว อีซูซุดีแมคซ์” พร้อมเงินสด 1 ล้านบาท

0

อีซูซุ ร่วมแสดงความยินดีกับชัยชนะของ “ก้องไกล เอ็นนี่ มวยไทย” หลังชนะน๊อกคว้าตำแหน่งแชมป์มวยอีซูซุคัพครั้งที่ 30 “ศึก 30 ปี อีซูซุคัพ” ได้รับรางวัลรถปิกอัพยอดนิยม “ออลนิว อีซูซุดีแมคซ์ สปาร์ค 4×4” และรางวัลเงินสด 1 ล้านบาท พร้อมเข้าชิงความเป็นหนึ่งในศึก “อีซูซุคัพ ซูเปอร์ไฟต์ 2020” เพื่อเป็นนักชกตัวแทนประเทศไทยไปประกาศศักดิ์ศรีบนสังเวียนผ้าใบระดับโลก “THAI FIGHT 2020”

การแข่งขันมวยไทยศึกอีซูซุคัพ ครั้งที่ 30 “ศึก 30 ปี อีซูซุคัพ” รอบชิงชนะเลิศ ณ เวทีมวยสยาม (อ้อมน้อย) เปิดสนามด้วยคู่ชิงที่ 3 ระหว่าง แสนเชิงน้อย ศิษย์นายกสัญญา ฝ่ายแดง (ซึ่งขึ้นชิงที่ 3 แทนคิงสตาร์ ร.ร.กีฬาโคราช ที่ได้รับอุบัติเหตุจนไม่สามารถขึ้นชกได้ ตามกฏกติกาของสนาม) พบกับ มหาเดช พี เค แสนชัย มวยไทยยิม ฝ่ายน้ำเงิน ทั้งสองฝ่ายต่างพกดีกรีความร้อนแรงแลกหมัดตลอด 5 ยก มหาเดชชั้นเชิงเหนือกว่า เป็นฝ่ายชนะคะแนน ครองตำแหน่งรองชนะเลิศอันดับ 2 พร้อมรับรางวัลเงินสด 300,000 บาท ส่วนแสนเชิงน้อยครองตำแหน่งรองชนะเลิศอันดับ 3 พร้อมรับรางวัลเงินสด 200,000 บาทไปครอง

จากนั้นเป็นการแสดงเปิดตัวนักมวยคู่ชิงชนะเลิศ ระหว่าง “ก้องไกล เอ็นนี่ มวยไทย” ฝ่ายแดง และ “ปราบศึก สีโอปอล” ฝ่ายน้ำเงิน เพื่อชิงตำแหน่งแชมป์มวยอีซูซุคัพ คนที่ 30 โดยมีคุณวิชัย สินอนันต์พัฒน์ กรรมการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เป็นประธานกล่าวเปิดการแข่งขันอย่างเป็นทางการ พร้อมมอบพวงมาลัยเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้แก่นักมวยทั้งสองฝ่าย

เมื่อสิ้นเสียงระฆัง ความสนุกจึงเริ่มต้นขึ้น ก้องไกลพลาดท่า ล้มให้นับในยก 2 แต่กลับฮึดสู้ด้วยแม่ไม้มวยไทยปักษาแหวกรัง และสวนกลับปราบศึกด้วยศอกซ้ายใส่ปลายคาง จนปราบศึกล้มนิ่ง ส่งผลให้ก้องไกลชนะน๊อก TKO ในยก 3 ไปอย่างสวยงาม คว้าตำแหน่งแชมป์มวยอีซูซุคัพ ครั้งที่ 30 ได้รับรางวัลชนะเลิศรถปิกอัพยอดนิยม “ออลนิว อีซูซุดีแมคซ์ สปาร์ค 4×4” พร้อมรางวัลเงินสด 1 ล้านบาทและรางวัลเงินสดอีก 30,000 บาทที่สามารถทำ TKO ได้ อีกทั้งต้องเตรียมฟิตร่างกายเพื่อเข้าชิงความเป็นหนึ่งในศึก “อีซูซุคัพ ซูเปอร์ไฟต์ 2020” เพื่อเป็นนักชกตัวแทนประเทศไทยไปประกาศศักดิ์ศรีบนสังเวียนผ้าใบระดับโลก “THAI FIGHT 2020” ส่วนปราบศึกได้รับตำแหน่งรองชนะเลิศอันดับ 1 รับรางวัลเงินสด 500,000 บาทไปครอง

หลังเสร็จสิ้นการแข่งขันฯ อีซูซุและแชมป์มวยคนล่าสุด ยังได้ร่วมจับสลากมอบโชคสำหรับแฟนมวยที่ส่งบัตรทายผล “แชมป์มวย” ใน “ศึก 30 ปี อีซูซุคัพ” ซึ่งผู้โชคดีจะได้รับรางวัลสร้อยคอทองคำแท้หนัก 3 บาท จำนวน 1 รางวัล มูลค่า 68,100 บาท และรางวัลสร้อยคอทองคำแท้หนัก 1 สลึง จำนวน 30 รางวัลๆ ละ 6,050 บาท รวมมูลค่า 181,500 บาท อีกด้ว

การผจญภัยกับเส้นทางสุดท้าทายในประเทศเวียดนาม กับ “ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์” (ภาพ+คลิป)

0

ฟอร์ด ประเทศไทย จัดทริปสุดพิเศษนำคณะสื่อมวลชนไทย ร่วมผจญภัยกับเส้นทางสุดท้าทายในประเทศเวียดนามเป็นเวลา 3 วัน “ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์” รถกระบะออฟโรดสมรรถนะสูงอันโดดเด่น กระตุ้นอะดรีนาลีนของการขับขี่แบบออฟโรดให้สูบฉีบด้วยความเร้าใจ

เริ่มต้ยลุยไปกับ เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เครื่องยนต์เทอร์โบคู่ขนาด 2.0 ลิตร และระบบเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด  ในสนามทดสอบบนเส้นทางดินปนทรายและสภาพแวดล้อมที่ทั้งลื่นและขรุขระ ที่ “โด่ย ก่อ ฮอง” เป็นเส้นทางธรรมชาติและเป็นจุดชมวิวที่สวยงามของที่นี่ อากาศค่อนข้างจะเย็นเลยทีเดียวครับ

ผมใช้ ระบบ Terrain Management System ที่มีโหมดการขับขี่ให้ถึง 6 รูปแบบ ทำให้การขับขี่บนสถาพเส้นทางแบบนี้นั้นราบรื่นไปโดยปริยายครับ โดยระบบจะปรับการตอบสนองของเครื่องยนต์ให้เหมาะกับการขับขี่อัตโนมัต รวมทั้ง ระบบควบคุมความเร็วขณะลงเขา Hill Descent Control ทำหน้าที่ปรับความดันเบรกอย่างต่อเนื่อง ช่วยควบคุมการลื่นไหลและรักษาความเร็วให้คงที่ ทำให้ผมไม่ต้องใช้เบรกเลยทีเดียว

ผมยังได้ทดสอบระบบกันสะเทือนที่พัฒนามาเพื่อสามารถรองรับการขับขี่ความเร็วสูงของ เรนเจอร์ แร็พเตอร์  โดยมีโช้คอัพคู่ด้านหน้าและหลังของ Fox ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษสำหรับการพิชิตทุกเส้นทางหฤโหด ถึงแม้จะขับขี่ด้วยความเร็วสูงอยู่ก็ตาม ในขณะที่ช่วยเรื่องการทรงตัวและการควบคุมรถให้ดียิ่งขึ้น ด้วยการออกแบบที่เพิ่มแรงต้านเมื่อมีการกระแทกเต็มช่วงยุบกระบอกสูบ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขับขี่แบบออฟโรดให้ดียิ่งขึ้น ไปพร้อมกับช่วยให้เพลาเคลื่อนที่อย่างมั่นคง ทำให้เราสามารถลุยฝ่าเส้นทางที่ขรุขระเป็นหลุมเป็นไปได้อย่างนิ่มนวล

ถึงแม้ว่าเส้นทางจะลื่นขรุขระทุรกันดาร แต่ด้วยระบบล็อคเฟืองท้ายไฟฟ้า ที่ส่งแรงบิดเครื่องยนต์เต็มกำลังไปยังล้อหลังทั้ง 2 ล้อ ไม่ว่าล้อใดล้อหนึ่งจะไม่ได้อยู่บนพื้นก็ตาม โดยระหว่างการขับขี่ ผมได้ทดสอบโหมดกรวด ซึ่งเป็นระบบที่จะช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์นุ่มนวลขึ้นพร้อมทั้งออกตัวด้วยเกียร์ที่สอง ลดโอกาสการลื่นไถลของล้อรถให้น้อยที่สุด

ในวันที่สองผมเดินทางมุ่งหน้าไปยังเมืองมุยเน่ ระยะทางประมาณ 200 กว่ากิโลเมตร ถึงแม้จะต้องเดินทางไกล แต่ด้วยเทคโนโลยีช่วยในการขับขี่อย่างระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง (Lane Keeping System) ฟีเจอร์ใหม่ในเรนเจอร์ แร็พเตอร์ ทำให้การขับรถระยะไกลเป็นไปได้อย่างผ่อนคลายยิ่งขึ้น พร้อมชมวิว 2 ข้างทางที่ดูแปลกตาซึ่งผมไม่ค่อยได้สัมผัสบรรยากาศแบบนี้เท่าใดนัก

คณะฟอร์ดแรพเตอร์เราเดินทางถึงทะเลทรายขาวมุยเน่ หรือ White Sand Dunes ตรงนี้ผมได้ทดสอบสมรรถนะของ เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ด้วยการใช้ โหมดทราย ซึ่งระบบ TMS ให้การตอบสนองของรถดีมากด้วยการรักษาเกียร์ต่ำและแรงบิดให้อยู่ในระดับสูง และโหมดบาฮาระบบจะปรับการตอบสนองของเครื่องยนต์ให้เหมาะกับการขับขี่ออฟโรดด้วยความเร็วสูง โดยระบบป้องกันล้อหมุนฟรีจะถูกตัดการทำงาน เพื่อไม่ให้แทรกแซงการทำงานของเครื่องยนต์ รวมทั้งเกียร์จะถูกปรับให้มีประสิทธิภาพการทำงานสูงสุด

    

การขับขี่ในช่วงนี้จะมีอินสตัคเตอร์คอยแนะนำอยู่ตลอด เพื่อความปลอดภัยของผู้ทดสอบเอง ถือเป็นประสบการณ์ที่ดีมากจริงๆ ทำให้รู้ว่า ฟอร์ดเรนเจอร์ แรพเตอร์นั้น ไปได้ทุกสภาพเส้นทาง

 

 

เรนาสโซ มอเตอร์ รุกตลาดซูเปอร์สปอร์ตคาร์ เปิดตัว “ลัมโบร์กินี ฮูราแคน อีโว เรียวีลไดร์ฟ” ดีไซน์ใหม่ ขับขี่สนุกขึ้น

0

เรนาสโซ มอเตอร์ (ในเครือชาริช โฮลดิ้ง) ตัวแทนจำหน่ายและผู้ให้บริการหลังการขายรถยนต์ลัมโบร์กินีอย่างเป็นทางการ รายเดียวในประเทศไทย จัดงาน Sneak Preview Huracán EVO Rear-Wheel Drive (RWD) (ฮูราแคน อีโว เรียวีลไดร์ฟ) ซูเปอร์สปอร์ตคาร์รุ่นใหม่อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ด้วยเครื่องยนต์ V10 ของ Huracán EVO RWD คุณสามารถควบคุมทุกอย่างอยู่ในมือ ประสบการณ์การขับขี่ที่มีแต่คุณเท่านั้นที่สัมผัสได้

ประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจของ Huracán EVO RWD ถูกขับเคลื่อนด้วยพละกำลัง 610 แรงม้า และแรงบิด 560 นิวตันเมตร ซึ่งถูกส่งตรงไปที่ล้อคู่หลังเพื่ออรรถรสสูงสุดแห่งการขับขี่ และด้วยน้ำหนักตัวเพียง 1,389 กิโลกรัม Huracán EVO RWD มีอัตราเร่งจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ในเวลาเพียง 3.3 วินาที และยังสามารถเร่งความเร็วได้สูงสุดถึง 325 กิโลเมตร/ชั่วโมง แม้เต็มเปี่ยมไปด้วยสมรรถนะบนทางตรง Huracan EVO RWD ยังใส่ใจกับดีไซน์ใหม่เฉพาะตัวด้วยชุดแอโรไดนามิกใหม่ จึงเรียกว่าเป็นรถของผู้ที่รักในการขับขี่อย่างแท้จริง

อภิชาติ ลีนุตพงษ์ ประธานกรรมการ บริษัท เรนาสโซ มอเตอร์ จำกัด เผยว่า “Huracán EVO RWD จะดึงดูดลูกค้าใหม่และผู้ที่มองหาความสนุกจากการขับรถ เรามั่นใจว่ารถคันนี้จะได้รับการยอมรับจากลูกค้าทั้งเก่าและใหม่ของลัมโบร์กินี เนื่องในโอกาสครบรอบ 1 ปี ที่เรนาสโซ มอเตอร์ ได้รับการแต่งตั้งเป็นตัวแทนจำหน่ายและผู้ให้บริการหลังการขายรถยนต์ลัมโบร์กินีอย่างเป็นทางการ รายเดียวในประเทศไทย ทางบริษัทฯ ได้รับความเชื่อมั่นและไว้วางใจจากท่านเจ้าของรถลัมโบร์กินี จนนำมาสู่การเติบโตของแบรนด์ลัมโบร์กินีในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งการแต่งตั้ง Lamborghini Club Thailand อย่างเป็นทางการครั้งแรกของโลก การเปิดตัวรถลัมโบร์กินีรุ่นใหม่ๆ ในเมืองไทยอย่างต่อเนื่อง เราตั้งเป้าว่าจะมีการเติบโตจากการเปิดตัว Rear-Wheel Drive RWD ในประเทศไทย”

มัตเตโอ ออเทนซี่ ประธานกรรมการบริหารประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก บริษัท ออโตโมบิลี ลัมโบร์กินี กล่าวว่า “รถคันนี้ตอกย้ำให้ผู้ขับขี่เข้าใจต้นกำเนิดงานวิศวกรรมของลัมโบร์กินี ที่ทำให้ผู้ขับขี่เป็นศูนย์กลางในการควบคุมรถ ด้วยประสบการณ์ที่ปลุกทุกประสาทสัมผัส เร้าอารมณ์และสัญชาตญาณการขับขี่ Huracán EVO RWD หลอมรวมความเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างคนกับเครื่องยนต์ ทักษะการขับขี่และกลไกของรถจะขับเคลื่อนพลังที่สมดุลไร้    ที่ติ การตอบสนองทางกายภาพ และประสิทธิภาพชั้นเลิศ รถคันนี้จึงเป็นรุ่นที่ต้องจับตามอง ซึ่งเราคาดว่าจะเติบโตอย่างมีศักยภาพในตลาดที่กำลังแข่งขันกันสูงนี้”

Huracán EVO RWD สืบทอดดีไซน์อันทรงพลังของเครื่องยนต์ V10 NA ลัมโบร์กินี พร้อมฟังก์ชั่นใหม่ทั้งหน้าและหลัง แตกต่างจาก Huracán EVO 4WD อย่างชัดเจน โดย Huracán EVO RWD มีการติดตั้งลิ้นกันชนหน้าที่ผลิตขึ้นมาเฉพาะเพื่อความสมบูรณ์แบบและครีบแนวตั้งภายในช่องดักลมขนาดใหญ่ด้านหน้า กันชนหลังสีดำไฮกลอสติดตั้งเข้ากับดิฟฟิวเซอร์เฉพาะสำหรับ Huracán EVO RWD และยังขับขี่ได้ง่าย สนุก และปลอดภัยด้วยเทคโนโลยี P-TCS ระบบ traction control แบบใหม่ที่มีเฉพาะใน Huracan EVO RWD ซึ่งในโหมด Strada ระบบ P-TCS จะลดการไถลของล้อหลัง โดยตัวรถจะมีความยึดเกาะสูงสุดเพื่อการขับขี่ที่ปลอดภัยในทุกสภาพพื้นผิว รวมถึงสภาพถนนเปียกลื่น แม้กระทั่งบนพื้นผิวที่มีหิมะ และในโหมด sport ระบบ P-TCS ยกระดับความสนุกในการขับขี่ โดยการส่งแรงไปล้อหลังในขณะกดคันเร่ง ช่วยให้รถสามารถดริฟได้ง่ายขึ้น แต่ยังคงด้วยความปลอดภัยสูงสุด หากรถมีการเปลี่ยนแปลงองศาด้านท้ายของตัวรถอย่างรวดเร็ว ตัวระบบจะจำกัดการกระจายแรงบิดที่ส่งไปล้อหลังทันที ทำให้ผู้ขับขี่ควบคุมและเข้าโค้งอย่างสมบูรณ์แบบ สำหรับในโหมด Corsa ระบบ P-TCS ช่วยปรับแรงที่ส่งไปล้อหลังเพื่อป้องกันล้อหลังสลิปตอนกำลังเร่งออกจากโค้ง เพื่อประสิทธิภาพในการยึดเกาะสูงสุดในการเข้าโค้ง ทั้งนี้ ระบบ P-TCS ช่วยให้การกระจายแรงบิดทำงานนุ่มนวลมากขึ้น 30% เมื่อเทียบกับ Huracán RWD รุ่นก่อน และ ช่วยให้รถออกจากโค้งได้เร็วขึ้น 20% รวมถึงช่วยให้รถสไลด์ง่ายขึ้น 30%  

           

โครงสร้างตัวถังแบบไฮบริดน้ำหนักเบาของ Huracán EVO RWD ผสมผสานด้วยวัสดุอลูมิเนียมและคาร์บอน จึงทำให้ตัวรถมีน้ำหนักเพียง 1,389 กิโลกรัม และแรงม้าต่อน้ำหนักต่ำถึง 2.28 กก./แรงม้า การกระจายน้ำหนักด้านหน้าที่ 40 และหลังที่ 60 ช่วยให้การยึดเกาะด้านท้ายทำได้ดีมากยิ่งขึ้น ระบบพวงมาลัยแปรผัน Lamborghini Dynamic Steering (LDS) ถูกออกแบบและปรับตั้งเพื่อให้เหมาะสมกับ Huracán EVO RWD โดยเฉพาะ เพื่อให้ได้การตอบสนองที่เป็นธรรมชาติและแม่นยำที่สุด

ระบบส่งกำลังผ่านเกียร์คลัตช์คู่ 7 สปีดช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์มีความกระชับและยังมาพร้อมระบบ launch control เพื่ออัตราเร่งสูงสุดเมื่อออกตัวจากหยุดนิ่ง ล้อขนาด 19 นิ้ว Kari มาพร้อมกับยาง Pirelli P Zero ถูกติดตั้งคู่กับระบบเบรกพร้อมรูและครีบระบายความร้อนโดยเป็นอุปกรณ์มาตรฐานของ Huracán EVO RWD  ผู้ขับขี่สามารถเพิ่มออพชั่นขนาดล้อได้เป็นขนาด 20” และระบบเบรกแบบคาร์บอนเซรามิค

ด้านภายในห้องโดยสารติดตั้งจอทัชสกรีน HMI ขนาด 8.4 นิ้ว  ซึ่งควบคุมทุกฟังก์ชั่นของตัวรถ รวมถึงการจัดการระบบเชื่อมต่อทั้งโทรศัพท์ อินเตอร์เน็ต และ Apple CarPlay ตัวรถทั้งภายในและภายนอกสามารถสะท้อนบุคลิกและไลฟ์สไตล์ของเจ้าของรถด้วยโปรแกรม Ad Personam อาทิ สีตัวรถและลวดลายต่างๆ นอกจากนี้ ยังมีการเปิดตัวสีใหม่อย่าง จิอัลโลเบเลนุส (สีเหลือง) กับชุดเบาะหนัง และสีวัสดุลวดลายภายในของอัลคันทาร่า ที่จับคู่เข้ากันกับสีตัวถังอย่างลงตัว เพื่อเสริมบุคลิกของรถอย่างชัดเจน

สาวกกระทิงดุสามารถร่วมสัมผัสความหรูหรา โฉบเฉี่ยว ดุดัน ของ Huracán EVO Rear-Wheel Drive ได้ที่ “ลัมโบร์กินี กรุงเทพฯ” โชว์รูมและศูนย์บริการครบวงจรขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียแปซิฟิก โดยมีราคาเริ่มต้นที่ 19.8 ล้านบาท

โตโยต้า สนับสนุนการถ่ายทอดสด การแข่งขันกีฬาโอลิมปิกและพาราลิมปิกเกมส์ 2020

0

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย พลตรีจารึก อารีราชการรัณย์ รองประธานและเลขาธิการคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ภักดี มะนะเวศรองเลขาธิการ กสทช.สายงานกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ พร้อมด้วย มร.มิจิโนบุ  ซึงาตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด พร้อมกับกลุ่มพันธมิตรภาคเอกชน ร่วมแถลงข่าวการสนับสนุนการถ่ายทอดสดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกเกมส์ และพาราลิมปิกเกมส์ 2020 ภายใต้โครงการ “Road to Tokyo 2020 รวมใจสู่ชัยชนะ” ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติ 25  ชั้น 4  การกีฬาแห่งประเทศไทย

บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด พร้อมด้วยกลุ่มพันธมิตรภาคเอกชน นำโดยบริษัท บริดจสโตนเซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) บริษัท อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต จำกัด(มหาชน) บริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย) จํากัด บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) ธนาคารออมสิน บริษัท เดอะ สวอท์ช กรุ๊ป เทรดดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท ซีพี-เมจิ จำกัด   บริษัท เดริเวอรี่ ฮีโร่ (ประเทศไทย) จำกัด (สำนักงานใหญ่) บริษัท บุญรอดเทรดดิ้ง จำกัด บริษัท โคคา-โคล่า(ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา คณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์การกีฬาแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และคณะกรรมการโอลิมปิกสากล ร่วมจัดกิจกรรมภายใต้โครงการ Road to Tokyo 2020, รวมใจสู่ชัยชนะ” เพื่อสนับสนุนการถ่ายทอดสดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกและพาราลิมปิกเกมส์ ปี 2020

ทั้งนี้องค์กรภาครัฐและกลุ่มพันธมิตรภาคเอกชน รวมถึงกำลังใจชาวไทยพร้อมใจร่วมมือสนับสนุน ผลักดัน และส่งแรงใจเชียร์นักกีฬาไทยเตรียมความพร้อมเข้าสู่การแข่งขันกีฬาโอลิมปิก และพาราลิมปิกเกมส์ ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬามีนโยบายในการสนับสนุนและส่งเสริมศักยภาพนักกีฬาไทยให้พัฒนาไปสู่การแข่งขันกีฬาระดับโลกมาโดยตลอด ซึ่งภารกิจที่สำคัญที่สุดคือการสนับสนุนนักกีฬาไทยอย่างเต็มที่เพื่อพัฒนาศักยภาพของนักกีฬาไทยในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกเกมส์ 2020 ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ถึงแม้ว่าความกังวลต่อการระบาดของไวรัส COVID-19 ยังคงเป็นที่น่าจับตามอง แต่กระทรวงฯยังได้คำนึงถึงความปลอดภัยของนักกีฬาและทีมงานเป็นหลัก โดยติดตามความเคลื่อนไหวและร่วมงานอย่างใกล้ชิดกับองค์กรต่างๆ ในการป้องกันและเน้นย้ำให้ทุกคนปฏิบัติตามมาตรการต่างๆอย่างเข้มงวด เพื่อความปลอดภัยของนักกีฬาและคนรอบข้าง ดังนั้นผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการแข่งขันในครั้งนี้จะสร้างความสุขให้กับชาวไทยได้อีกครั้ง ซึ่งนักกีฬาไม่เพียงแต่สร้างชื่อเสียงและภาพลักษณ์ให้กับประเทศแล้ว แต่ยังช่วยสร้างแรงบันดาลใจในด้านกีฬาให้กับประชาชน เพื่อให้มีสุขภาพที่แข็งแรง ตลอดจนสร้างความสามัคคีให้คนในชาติได้อีกด้วย

ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) กล่าวว่าการกีฬาแห่งประเทศไทยมีบทบาทและหน้าที่ที่สำคัญ ในการเตรียมความพร้อมทุกด้านเพื่อพัฒนาศักยภาพและสร้างแรงจูงใจของนักกีฬาไทย ซึ่งเราเชื่อมั่นว่าการส่งเสริมให้คนสนใจเล่นกีฬา ตลอดจนการสร้างแรงบันดาลใจในการเล่นกีฬาให้คนรุ่นใหม่และการส่งแรงเชียร์นักกีฬาทีมชาติ เพื่อให้ได้ผลงานที่ดีในเวทีการแข่งขันระดับโลกอย่างโอลิมปิกเกมส์นั้น จะเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนากีฬาของเราได้อย่างยั่งยืน และการผนึกกำลังในการนำลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดโอลิมปิกเกมส์เข้ามาในประเทศไทย เพื่อให้ประชาชนชาวไทยได้ร่วมเชียร์นักกีฬาได้ในทุกช่องทาง นอกจากนี้ เรายังได้ผนึกกำลังร่วมกับภาคเอกชน ภายใต้โครงการ THE POWER OF UNITY” นำโดย    บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ในการส่งแรงเชียร์ทัพนักกีฬาไทย ซึ่งในปีนี้เรายังได้ร่วมกับภาครัฐ และภาคเอกชนในการจัดกิจกรรมเพื่อส่งกำลังใจภายใต้โครงการ Road to Tokyo 2020, รวมใจสู่ชัยชนะ” เช่น การวิ่งธงชาติไทยรวมใจสู่ชัยชนะ ในการวิ่งผ่านเส้นทาง 43 จังหวัดทั่วประเทศ การสร้างสรรค์บทเพลงพิเศษ “รวมใจสู่ชัยชนะ” โดยศิลปินนักร้องชั้นนำของประเทศไทย และการร่วมชมการถ่ายทอดสดพิธีเปิดการแข่งขัน ในกิจกรรม Tokyo 2020 Ready to Watch Live Experience Park ในวันที่ 24-26 กรกฎาคม 2563”

 พลตรีจารึก อารีราชการรัณย์ รองประธานและเลขาธิการคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า “จากการร่วมประสานงานอย่างต่อเนื่องกับคณะกรรมการโอลิมปิกสากล ซึ่งในขณะนี้ยังคงยืนยันว่ายังคงดำเนินการตามแผนที่วางไว้เพื่อทำพิธีเปิดการแข่งขันวันที่ 24 กรกฎาคมนี้ แม้ว่าจะมีการวิตกเกี่ยวกับไวรัสโควิด-19 อยู่ในเวลานี้ก็ตาม แต่คณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทยฯได้มีการร่วมงานกับประเทศเจ้าบ้านอย่างญี่ปุ่น องค์กรอนามัยโลก โอลิมปิกจีนและคณะกรรมการโอลิมปิกประเทศอื่นๆอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกิดมาตรการความปลอดภัยอย่างสูงที่สุดต่อนักกีฬาและบุคลากรด้านกีฬาของประเทศต่างๆ สำหรับความพร้อมของประเทศไทยและนักกีฬาไทยที่เข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้ เราได้เตรียมความพร้อมกันอย่างเต็มที่ ทั้งในกระบวนการคัดสรรนักกีฬา การสนับสนุนการฝึกซ้อมโดยทำงานร่วมกับสมาคมกีฬาต่างๆ โดยการสนับสนุนของการกีฬาแห่งประเทศไทยที่ได้มีการนำวิทยาการความรู้และวิทยาศาสตร์การกีฬาเข้ามาช่วยเพิ่มศักยภาพให้กับนักกีฬาของเรา รวมไปถึงการสร้างมาตรการความปลอดภัยของนักกีฬาที่จะต้องปฏิบัติตามคำแนะนำขององค์กรอนามัยโลกอย่างเคร่งครัด ในขณะนี้เรามีนักกีฬาไทยที่ผ่านการคัดเลือกเข้าสู่การแข่งขันโอลิมปิกจำนวน 14 คน และกำลังอยู่ในระหว่างการแข่งขันรอบคัดเลือกอีกหลายรายการ คณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทยฯหวังเป็นอย่างยิ่งว่านักกีฬาไทยจะได้รับแรงใจแรงเชียร์จากชาวไทยทุกคนเพื่อคว้าชัยชนะในมหกรรมการแข่งขันโอลิมปิก โตเกียว2020 ในครั้งนี้”

มร.มิจิโนบุ ซึงาตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวปิดท้ายว่าอย่างที่ทุกท่านทราบ บริษัทแม่ของเรานั่นคือ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์คอร์ปอเรชั่น ผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการของการจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกและพาราลิมปิกในหมวดหมู่ทางด้านการขับเคลื่อน     ซึ่งรวมไปถึงการให้บริการด้านการขนส่ง และการจัดการในการที่จะส่งเสริมศักยภาพของมนุษย์ผ่านพลังแห่งการขับเคลื่อน เพราะเราเชื่อว่าการขับเคลื่อนคือรากฐานสำคัญในการปูทางให้คนทุกคนสามารถเข้าถึงโอกาสได้อย่างเท่าเทียมกัน ดังที่เราเรียกว่า “การขับเคลื่อนสำหรับทุกคน” หมายถึง “เมื่อเรามีอิสระในการเคลื่อนไหว ทุกอย่างก็เป็นไปได้” และเราขอยืนยันความมุ่งมั่นในการสร้างสังคมที่ยั่งยืนผ่านการขับเคลื่อน ควบคู่ไปกับแนวคิดองค์กรของโตโยต้าทั่วโลก ในการเริ่มต้นทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้…ให้เป็นไปได้ หรือ “Start Your Impossible” ซึ่งเป็นแนวคิดของโตโยต้าที่ได้รับแรงบันดาลใจจากจิตวิญญาณอันท้าทายของนักกีฬาโอลิมปิกและนักกีฬาพาราลิมปิก

สำหรับในประเทศไทย โตโยต้าได้เติบโตเคียงคู่กับคนไทยมานานกว่า 50 ปีและเราตระหนักอยู่เสมอว่าประเทศไทยเปรียบเสมือนบ้านหลังที่สองของเรา ดังนั้นเรายินดีที่จะมีส่วนร่วมในการพัฒนาคนไทยและพัฒนาสังคมให้ดีขึ้น โดยการร่วมแบ่งปันประสบการณ์ทั้งในช่วงเวลาที่ดีและในช่วงเวลาที่ท้าทาย ในปีนี้เรายังสนับสนุนการจัดกิจกรรมภายใต้โครงการ Road to Tokyo 2020, รวมใจสู่ชัยชนะ” ซึ่งเป็นโครงการที่เกิดจากความร่วมมือขององค์กรภาครัฐและภาคเอกชน ในการถ่ายทอดสดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกและพาราลิมปิกเกมส์ 2020 เพื่อให้คนไทยได้มีส่วนร่วมในการส่งแรงเชียร์ให้นักกีฬาไทยระหว่างการแข่งขัน

นอกจากนี้โตโยต้าและผู้แทนจำหน่ายโตโยต้า 155 แห่ง ทั่วประเทศไทยร่วมมือกันสนับสนุนกิจกรรม “วิ่งธงชาติไทย รวมใจสู่ชัยชนะ Road to Tokyo 2020″ เพื่อสนับสนุนและเป็นกำลังใจให้กับนักกีฬาไทย    ในการแข่งขันอีกด้วย และแม้ว่าเราจะประสบกับสถานการณ์ที่ท้าทายมาตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน ผมยังคงเชื่อมั่นว่าเราจะสามารถเอาชนะสถานการณ์นี้ได้ทันเวลาสำหรับการแข่งขันในโตเกียวโอลิมปิก ด้วยพลังแห่งความสามัคคีซึ่งไม่เพียงแค่ในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงเวทีระดับโลก จากที่กล่าวมาทั้งหมด         ผมขอให้ทุกคนลุกขึ้นสู้กับความท้าทายและร่วมมอบกำลังใจอันอบอุ่นให้กับนักกีฬาไทยที่จะเป็นตัวแทนของประเทศและแสดงศักยภาพอันโดดเด่นในการแข่งขันที่ประเทศญี่ปุ่น ขอให้ทุกคนเชื่อมั่นในตัวของนักกีฬาไทย ที่จะได้ก้าวสู่การเป็นฮีโร่ในโอลิมปิกและพาราลิมปิก ซึ่งจะนำความภาคภูมิใจและความสุขกลับคืนมาให้กับประเทศแม่อันเป็นที่รักของพวกเขา”

‘Dawn Silver Bullet Collection’ ยนตรกรรมเปิดประทุนคอลเลกชันใหม่จาก โรลส์-รอยซ์

0

โรลส์-รอยซ์ ก้าวเข้าสู่ปี ค.ศ. 2020 ด้วยจิตวิญญาณแห่งยุค 1920 หรือ Roaring Twenties ด้วยการเปิดตัวคอลเลกชัน คาร์ชุดแรกของทศวรรษใหม่ ‘ดอว์น ซิลเวอร์ บุลเล็ต คอลเลกชัน (Dawn Silver Bullet Collection)’ คือบทขับกล่อมแห่งความหรูหรา ความสำราญ จุดสูงสุดของความสำเร็จที่น่าตื่นเต้น และการหาความสุขในยามว่างแบบไม่ต้องเกรงใจใคร เดินทางข้ามผ่านภูมิประเทศด้วยเส้นทางที่ใช่ โลดแล่นบนหนทางอันยาวไกลด้วยความรวดเร็วและแม่นยำ นี่คือการกลับมาอีกครั้งของ ดอว์น ยนตรกรรมเปิดประทุนที่งดงามดั่งกระสุนเงิน

ด้วยแรงบันดาลใจจากรถเปิดประทุนในตำนานแห่งยุค 1920 ยนตรกรรมเปี่ยมมนต์ขลังที่หาดูได้ยาก ผสานกลิ่นอายแห่งความเยาว์วัยที่เจิดจรัสและแพรวพราวของขบถแห่งฮอลลีวูด ‘ดอว์น ซิลเวอร์ บุลเล็ต คอลเลกชัน’ นำทัศนคติการมองโลกที่ไร้กังวลของวันวาน มาถ่ายทอดด้วยแนวคิดร่วมสมัยและชัดเจน แด่ผู้ยึดมั่นแนวคิดสุขนิยม และปัจเจกชนผู้ไม่เคยตามใคร

ผลิตเพียง 50 คันทั่วโลก ‘ดอว์น ซิลเวอร์ บุลเล็ต คอลเลกชัน’ ที่เย้ายวนและเท่แบบไม่ต้องพยายาม คือสมาชิกใหม่อันทรงพลังซึ่งมาพร้อมการปรับแต่งอย่างมีศิลป์ของทำเนียบยนตรกรรมเพื่อนักสะสมของโรลส์-รอยซ์

สีเงินคือเฉดที่ปรากฏอยู่เสมอ ๆ ในประวัติศาสตร์ยนตรกรรมคอลเลกชันพิเศษอันลึกลับของแบรนด์ เช่น ซิลเวอร์ ดอว์น, ซิลเวอร์ คิง, ซิลเวอร์ ไซเลนซ์, และ ซิลเวอร์ สเปกเทอร์ ในครั้งนี้ ‘ดอว์น ซิลเวอร์ บุลเล็ต คอลเลกชัน’ ก็ได้สร้างความประทับใจด้วยตัวถังสีเงินที่สั่งทำพิเศษเพื่อให้ได้เอกเฟกต์แบบอัลตรา-เมทัลลิก

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ตัวเอกของคอลเลกชันนี้ก็คือ ‘แอโรคาวลิง’ (Aero Cowling) ซึ่งเข้ามาปรับเปลี่ยนบุคลิกของโครงรถทรงไหล่สูง เพิ่มมิติของความเร็วและมุ่งมั่น เส้นกลางรถสีเงินโฉบเฉี่ยว ช่วยเชื่อมโยงสไตล์การตกแต่งภายนอกตัวถังเข้ากับห้องโดยสาร ให้ความรู้สึกใกล้ชิดและเชื่อมถึงกันของยานยนต์แบบสองที่นั่งอย่างแท้จริง เติมเต็มความสมบูรณ์แบบให้กับวินด์เบรกแอโรคาวลิงด้วยสีเคลือบไทเทเนียมเทคนิกพ่นไอระเหย ที่สื่อถึงชื่อของ ‘ซิลเวอร์ บุลเล็ต’ และรูปลักษณ์ของยนตกรรมอย่างเต็มภาคภูมิ

ด้านนอกของ ‘ดอว์น ซิลเวอร์ บุลเล็ต คอลเลกชัน’ ใช้สีที่เข้มขึ้นมาตกแต่ง ทั้งไฟหน้าสีเข้ม และกันชนหน้าสีเข้มแบบใหม่ แสดงออกถึงความเหนือกว่าและเด็ดเดี่ยว ตัดกับเฉดสีเงิน แผงล้อที่ถูกขัดเป็นบางส่วนประดับด้วยเส้นพินสไตรป์เดี่ยวสีเงินเพื่อให้เกิดลูกเล่นของเงาแบบโปร่งแสง

ภายในยนตรกรรม ‘ดอว์น ซิลเวอร์ บุลเล็ต คอลเลกชัน’ นั้นช่างเชิญชวนและน่าสัมผัส ด้วยความอลังการที่ออกมาจากตัววัสดุและงานฝีมือแห่งยุคสมัย แผงฟาสเชียคาร์บอนไฟเบอร์แบบเปิดผิวที่มีเอกลักษณ์ต้อนรับผู้ขับและเพื่อนร่วมทางด้วยความทันสมัยและหรูหรา ช่องเกียร์แต่งผ้าที่มีนัยสื่อถึงแจ็กเกตหนังอันเป็นองค์ประกอบหลักของแฟชั่นแนวขบถถูกจัดวางอย่างพิเศษกลางห้องโดยสาร

เปี่ยมล้นด้วยด้วยเอกลักษณ์และรสนิยมชั้นสูงของอังกฤษ ยนตรกรรมรุ่นนี้หลอมรวมความถวิลหาถึงอดีตเข้ากับนวัตกรรมล้ำสมัยแห่งอนาคต ทำให้ ‘ดอว์น ซิลเวอร์ บุลเล็ต คอลเลกชัน’ เป็นแพลตฟอร์มที่สมบูรณ์ในการเปิดประสบการณ์การเดินทางที่ดีที่สุดไม่ว่าจะเป็นที่ใดในโลก ยกระดับจิตวิญญาณแห่งรถเปิดประทุนคลาสสิค และมอบความรู้สึกแสนปิติของอิสรภาพอย่างไม่ต่อรอง

จากแนวคิดข้างต้น โรลส์-รอยซ์ จะคัดสรรเนื้อหาชุด ‘ซิลเวอร์ บุลเล็ต ไดรฟ์ส’ (Silver Bullet Drives) รวบรวมโรดทริปแสนวิเศษเพื่อผู้ที่ครอบครองยนตรกรรมในคอลเลกชันร่วมสมัยนี้ โดยจะนำเสนอผ่าน ‘วิสเปอร์ส’ (Whispers) สังคมดิจิทัลสุดพิเศษของโรลส์-รอยซ์ สำหรับลูกค้าโรลส์-รอยซ์ ทั่วโลก