Home Blog Page 465

เปอโยต์ ประเทศไทย เปิดแฟลกชิปโชว์รูมพร้อมศูนย์บริการใหม่ล่าสุด บนถนนสุขุมวิท

0

เบลฟอร์ต ออโตโมบิล (ประเทศไทย) ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถยนต์ เปอโยต์ ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ร่วมจัดพิธีเปิดแฟลกชิปโชว์รูมพร้อมศูนย์บริการแห่งใหม่บนถนนสุขุมวิท ระหว่างซอย 58-60 ภายใต้การบริหารงานของผู้แทนจำหน่าย บริษัท ไลอ้อน ออโตโมบิล จำกัด โดยนับเป็นโชว์รูมพร้อมศูนย์บริการสาขาที่ 3 ในกรุงเทพฯ ต่อเนื่องจากสาขาเกษตร-นวมินทร์และเยาวราช รวมถึงมีเออร์เบินสโตร์ที่สยามพารากอนอีกแห่ง ตอกย้ำความเชื่อมั่นของลูกค้า ด้วยผลิตภัณฑ์และบริการหลังการขายครบวงจร

ลอเรนซ์ โนเอล, รองประธานอาวุโส อาเซียน, กรุ๊ป พีเอสเอ กล่าวว่า “เปอโยต์ นับเป็นแบรนด์ที่มีผลิตภัณฑ์หลากหลาย ครอบคลุมตลาดรถยนต์ทุกเซกเมนท์ โดยในปีนี้ได้เตรียมเปิดตัว เปอโยต์ 2008 เอสยูวีระดับเริ่มต้นในกลุ่มรถยนต์ราคาประมาณ 1 ล้านบาท เพื่อเสริมทัพรุ่น 3008 เอสยูวี และ 5008 เอสยูวี 7 ที่นั่ง ซึ่งทำตลาดในปัจจุบัน นอกจากนั้น เราก็เพิ่งเปิดตัวรถปิกอัพรุ่น ‘Landtrek’ อย่างเป็นทางการบนเวทีโลก ซึ่งดิฉันเชื่อว่า รถปิกอัพรุ่นนี้จะได้รับความสนใจจากลูกค้าชาวไทยทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด”

ดร.ยอร์ก บรอยเออร์, ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เปอโยต์ ประเทศไทย เผยว่า “การเปิดแฟลกชิปโชว์รูมพร้อมศูนย์บริการสาขาสุขุมวิท เป็นการขยายเครือข่ายตามแผนที่วางไว้ โดยนับเป็นโชว์รูมพร้อมศูนย์บริการครบวงจรแห่งที่ 3 หลังได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้นำเข้ารายใหม่อย่างเป็นทางการช่วงกลางปีที่ผ่านมา ปัจจุบันกำลังเปิดรับสมัครผู้แทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ เพื่อมอบผลิตภัณฑ์และบริการอันเป็นเลิศให้กับลูกค้าทั่วประเทศไทย สำหรับผู้สนใจสามารถสมัครเพื่อเป็นผู้แทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการได้แล้ววันนี้ ทั้งใน กรุงเทพฯ ปริมณฑล และต่างจังหวัด”

ทวีวัฒน์ ปรุงพัฒนสกุล, กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไลอ้อน ออโตโมบิล จำกัด ให้ข้อมูลว่า “เปอโยต์ สาขาสุขุมวิท เป็นแฟลกชิปโชว์รูมพร้อมศูนย์บริการครบวงจร ครอบคลุมพื้นที่กว่า 4,500 ตารางเมตร ตกแต่งเพื่อสร้างบรรยากาศสไตล์ฝรั่งเศส จัดสรรพื้นที่ตรงกลางไว้รองรับลูกค้า ช่วยให้สามารถชมรถยนต์ เปอโยต์ แบบรอบด้าน พร้อมให้บริการทั้งก่อนและหลังการขายครบวงจรแบบ one-stop service ด้วยศูนย์บริการมาตรฐานพร้อมอู่ซ่อมสีและตัวถัง ติดตั้งอุปกรณ์อันทันสมัย มีเครื่องมือพิเศษสำหรับวิเคราะห์เพื่อแก้ปัญหาอย่างตรงจุด ผสานการสต็อกอะไหล่อย่างเป็นระบบ พร้อมทีมช่างที่ผ่านการฝึกอบรมมาอย่างดี อีกทั้งยังมีรถผู้บริหารป้ายแดง ไมล์น้อย รวมถึงรถมือสอง ให้ลูกค้าได้เลือกสรรเพื่อความคุ้มค่าสูงสุด”

เปอโยต์ 3008 เอสยูวี และ 5008 เอสยูวี 7 ที่นั่ง มาพร้อมความอุ่นใจด้วยการรับประกันคุณภาพ 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร และแพ็คเกจบำรุงรักษา 3 ปี หรือ 60,000 กิโลเมตร รวมถึงบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมงทั่วประเทศนาน 3 ปีเต็ม พร้อมตอกย้ำความเชื่อมั่นของลูกค้า ด้วยทีมงานมืออาชีพ พร้อมมีแผนนำเข้ายนตรกรรมรุ่นใหม่ๆ เพื่อจำหน่าย และเน้นการขยายเครือข่ายให้ครอบคลุมทั่วประเทศ

ข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ เปอโยต์ ไทยแลนด์ คอลล์เซ็นเตอร์ 02-931-8400 หรือเว็บไซต์ www.peugeot.co.th

การเดินทางกับกิจกรรม Nissan “Go Anywhere” Malaysia (ภาพ+คลิป)

0

นิสสัน ประเทศไทย พร้อมสื่อมวลชน 78 คนจากทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ร่วมผจญภัย เป็นเวลา 8 วัน 7 คืน มีระยะทางรวมกว่า 2,000 กิโลเมตร ตะลุยรอบประเทศมาเลเซีย

การเดินทางกับกิจกรรม Nissan “Go Anywhere” Malaysia หรือ “ลุยได้ทุกที่” ของนิสสัน ผ่านภูมิประเทศที่หลากหลายของมาเลเซีย ครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อ พิสูจน์สมรรถนะ ความสะดวกสบายในการขับขี่ และเทคโนโลยีอัจฉริยะจากการใช้งานของรถยนต์นิสสัน เทอร์ร่า นิสสัน นาวารา และนิสสัน เอ็กซ์เทรลเป็นเวลา 3 วัน บนสภาพเส้นทางที่ผสมผสานถนนลาดยาง ถนนโค้งบนภูเขา หรือการผจญภัยแบบออฟโรด

การเดินทางของผมในทริปนี้ เป็นกลุ่มที่ 1 เริ่มต้นจากหาดใหญ่มุ่งสู่ปลายทางที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ประเทศมาเลเซีย รวมระยะทางทั้งสิ้นกว่า 700 กม.

ในวันแรกของการเดินทางนั้นจากอำเภอหาดใหญ่ วิ่งไปตามทางหลวงมุ่งหน้าสู่ด่านสะเดา ชายแดนไทย-มาเลเซีย ผ่านจุดตรวจเรียบร้อยแล้ว ก็เดินทางต่อไปยังเมือง Alor Setar และแวะชมความงดงามสถาปัตยกรรมของเมืองแห่งนี้

หลังจากนั้นเราก็เดินทางต่อไปยังจุดที่พัก Jerai Hill ซึ่งมีความสูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 1,800 เมตร จากทางขึ้นถึงที่พักเป็นทางขึ้นเขาระยะทางประมาณ 12 กม. สองข้างทางเป็นป่าบรรยากาศดีใช้ได้เลยทีเดียว ในช่วงนี้เทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูงและนิสสัน อินเทลลิเจนต์ โมบิลิตี ได้ถูกใช้ประโยชน์ไม่ว่าจะเป็นกล้องมองภาพรอบทิศทางและระบบช่วยการออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน รวมระยะทางของการเดินทางในวันแรกนั้นใช้ระยะทาง 182 กม.

วันที่สองเราเริ่มต้นจาก Jerai Hill การเดินทางช่วงนี้เป็นการเดินทางบนทางหลวงเป็นระยะทางไกล สามารถใช้เทคโนโลยีควบคุมความเร็วอัตโนมัติ ใน นิสสัน เอกซ์เทรล ซึ่งจะรักษาระยะห่างตามความเร็วของรถคันหน้าตามที่ตั้งค่าไว้ ก็สามารถช่วยลดความเมื่อยล้าได้ดีทีเดียว ระหว่างทางเราพักเบรกที่ปราสาทเคลลี แวะถ่ายรูปเยี่ยมชมความงาดงามสักครู่แล้วก็เดินทางต่อ

เรามีโอกาสสัมผัสเส้นทางออฟโร้ดกับบรรยากาศที่สวยงาม 2 ข้างทางที่เป็นป่า ผิวถนนเป็นเป็นดิน ทางลูกรัง โขดหิน การขับขี่ในช่วงนี้ก็สนุกมากครับ ในขณะที่ฟังก์ชันการเปลี่ยนระบบขับเคลื่อนขณะขับขี่ หรือ shift-on-the-fly ยังช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเปลี่ยนระบบขับเคลื่อนจากสองล้อ (2H) เป็นขับเคลื่อนสี่ล้อ (4H) เพื่อการเดินทางที่ปลอดภัยยิ่งขึ้นในสภาพถนนที่มีความลื่นไถล นอกจากนี้ในโหมดการขับเคลื่อนแบบ 4 ล้อที่ความเร็วต่ำ (4LO) ได้ช่วยเสริมกำลังเมื่อเผชิญกับทรายและโคลนที่ลึก ขณะเดินทางข้ามแหล่งน้ำ การขับขึ้นโขดหิน รวมถึงขึ้นและลงจากเนินสูงต่างๆ

ในสภาพเส้นทางที่เต็มไปโคลน เทคโนโลยีอัจฉริยะของนิสสันที่แสดงประสิทธิภาพอย่างชัดเจนคือ ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี (Traction Control System – TCS) ช่วยควบคุมการหมุนของล้อ เมื่อพบอาการล้อหมุน ซึ่งเทคโนโลยีป้องกันล้อหมุนฟรีนี้ จะช่วยลดความเร็วโดยอัตโนมัติหรือใช้เบรกเพื่อเรียกคืนการยึดเกาะ ทำให้รถอยู่ในการควบคุมและเคลื่อนที่ไปข้างหน้า และยังเสริมด้วยมาตรวัดการขับขี่บนทางออฟโรด (Off-road Meter) ที่ช่วยแสดงข้อมูลการขับขี่ที่สำคัญรวมถึงมุมเอียงต่างๆ ในขณะขับขี่แบบออฟโรดสมรรถนะของรถนั้นผ่านช่วงนี้ได้อย่างสบายๆ

 

หลังจากนั้นเราก็แวะพักที่ The Hide Out ซักพักคลายความเมื่อยล้า ก่อนขับกันยาวๆ สู่ที่พักในกัวลาลัมเปอร์

วันที่สามนั้นเราเดินทางออกจากที่พัก เมืองหลวงที่นี่ในช่วงเช้านั้นค่อนข้างจะแออัดเป็นพิเศษ ดูแล้วก็คล้ายๆ บ้านเราเหมือนกัน ปลายทางช่วงเช้าในวันนี้คือ Putrajaya ที่แห่งนี้เป็นเมืองใหม่และศูนย์กลางการปกครองของประเทศจุดเด่นของเมืองนี้คือการก่อสร้างอยู่บนเนิน อาคารคล้ายรูปโดมของมัสยิด ซึ่งเป็นที่ทำการของนายกรัฐมนตรี ซึ่งบรรยากาศรอบๆ นี้มีความสวยงามเป็นอย่างยิ่ง

 

 

“เบาติสต้า” เข้าที่ 6 เรซสอง WSBK ออสเตรเลีย

0

อดีตนักบิดโมโตจีพี อัลวาโร่ เบาติสต้า จากทีมแข่งฮอนด้า HRC ออกสตาร์ทจากกริดที่ 14 ฮึดไล่แซงคู่แข่ง 8 คันรวด บิดเข้าเส้นชัยอันดับที่ 6 ในศึกดวลความเร็ว เวิลด์ ซูเปอร์ไบค์ 2020 สนามเปิดฤดูกาลที่ออสเตรเลีย ด้านทีมเมท ลีออน ฮาสลัม พลาดล้มต้นเกม ทว่าใจสู้บิดต่อจบที่ 12 เก็บแต้มรั้งท็อปเท็นตารางคะแนนสะสม

การแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลก รายการเอฟไอเอ็ม เวิลด์ ซูเปอร์ไบค์ แชมเปี้ยนชิพ หรือ WSBK สนามแรกของปี 2020 จัดขึ้นที่ฟิลลิปส์ ไอส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย ระยะทางต่อรอบ 4.445 กิโลเมตร โดยวันที่ 1 มีนาคม ที่ผ่านมา เป็นการชิงชัยเรซที่สอง ดวลความเร็ว 22 รอบ เริ่ม 11.00 น. ตามเวลาในไทย


สำหรับผลการแข่งขันเรซนี้ ต้องชมความยอดเยี่ยมของรองแชมป์เก่า อัลวาโร่ เบาติสต้า ยอดนักบิดสแปนิชและเป็นอดีตนักแข่งโมโตจีพี หมายเลข 19 สังกัดทีมแข่งฮอนด้า HRC หลังออกสตาร์ทจากกริดที่ 14 วิ่งไล่บดคู่แข่ง ขยับแซง 8 คันรวด บิดเข้าเส้นชัยอันดับที่ 6 ตามหลังผู้ชนะ 4.322 วินาที ด้านคู่หูจอมเก๋าจากอังกฤษ ลีออน ฮาสลัม หมายเลข 91 น่าเสียดายพลาดล้มตั้งแต่รอบที่ 2 แต่ทว่าด้วยสปิริตนักสู้ เจ้าตัวนำรถบิดต่อจนจบการแข่งขันได้ในอันดับที่ 12

หลังเสร็จสิ้นเกมดวลความเร็วสนามแรก สองนักบิดจากทีมแข่งฮอนด้า HRC รั้งตำแหน่งท็อปเท็นตารางคะแนนสะสม เบาติสต้า อยู่อันดับที่ 6 มี 20 แต้ม ส่วน ฮาสลัม อยู่ที่ 9 มี 17 แต้ม ขณะที่ผู้นำเป็น อเล็กซ์ โลวส์ นักบิดชาวอังกฤษ มี 51 แต้ม
ศึกสองล้อชิงแชมป์โลก WSBK 2020 สังเวียนถัดไป เตรียมดวลความเร็วที่สนามโลแซล อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ประเทศกาตาร์ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 13-15 มีนาคมนี้

แฟนมอเตอร์สปอร์ตชาวไทย สามารถติดตามความเคลื่อนไหวของทีมแข่งฮอนด้า HRC ในศึก WSBK ตลอดฤดูกาล 2020 ได้ที่แฟนเพจเฟซบุ๊ก เรซ ทู เดอะ ดรีม fb.com/aphondaracingth

Porsche 911 Carerra 4S ขับสี่เกาะหนึบ เมื่อไหร่ที่เค้นความแรง ท้องคุณจะโล่งทันที

0

Porsche 911 Carerra 4s ก่อนที่จะได้สัมผัสกับเจ้าชายกบขับสี่ ผมได้มีโอกาสไปสัมผัสกับรุ่น 911 Carerra S ในรุ่นขับสองล้อหลังมาเมื่อปีก่อน ซึ่งผ่านกิจกรรมเดียวกันนั่นคือ Porsche Driving Experiences แต่ในครั้งนี้ รูปแบบของการจัดทดสอบได้เปลี่ยนไป ซึ่งสนุก เร้าใจ ทุกสถานีทดสอบ ความน่าสนใจในเจ้าชายกบขับสี่คันนี้และรุปแบบของกิจกรรมจะเป็นเช่นไร ติดตามกันได้เลย

Porsche 911 Carerra 4S 1

ก่อนจะเข้าสุ่เรื่องทดสอบ มาดูถึงความต่างของ 911 Carerra S และ 4S ว่ามีอะไรกันบ้าง รายละเอียดของ 911 Carerra S ติดตามได้จากลิงค์นี้ครับ

Porsche 911 Carerra เจ้าชายกบรุ่นใหม่กับความเร็ว 0-100 กม./ชม.ด้วยระยะทางไม่ถึง 30 ม.(ภาพ+คลิปวีดีโอ)

หากมองจากภายนอกความแตกต่างอันน้อยนิดของรถทั้ง 2 รุ่นนี้อยู่ที่ สัญลักษณ์ของรุ่นซึ่งต้องดูจากด้านท้าย แต่โดยรวม เหมือนกันทุกกระเบียดนิ้ว

Porsche 911 Carerra 4S 2

ภายในก็จะมีเบาะคู่หน้าสไตล์บัคเกตซีท โครงเบาะออกแบบใหม่และมีนน.ลดลงถึง 3 กก. บนคอนโซลมีนาฬิกาแบบเข็มสไตล์คลาสสิค ที่ยังคงไว้ในรูปแบบเข็ม ชุดแดชบอร์ดดีไซน์ทรงกลม 5 ช่อง บริเวณคอนโวลกลางมีหน้าจอสัมผัสความละเอียดสูงขนาด 10.9 นิ้ว พร้อมติดตั้งระบบ Porsche Communication Management

Porsche 911 Carerra 4S 4

 

พวงมาลัยติดตั้งแพดเดิลชิฟท์ มีแป้นควบคุมทรงกลมที่คอยสั่งการระบบ DRIVE นั้น ซึ่งเป็นโหมดการขับขี่ต่างๆอาทิ NORMAL/ SPORT/ SPORT PLUS รวมถึงการปรับค่าความหนืดของช่วงล่างได้อีกด้วย

Porsche 911 Carerra 4S 3

ขุมพลังเป็นแบบ 6 สูบนอน เทอร์โบคู่ ขนาดความจุ 3.0 ลิตรให้กำลังสูงสุด 450 แรงม้า ที่ 6,500 รอบ ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติแบบคลัทช์คู่ 8 จังหวะ ทำความเร็ว 0-100 กม./ชม.ด้วยระยะทางไม่ถึง 30 ม. 3.6 วินาทีในรุ่น 4S และความเร็วสูงสุดทะลุ 300 กม./ชม.

 

ในด้านของช่วงล่างด้านหน้าเป็นอิสระแมคเฟอร์สันและด้านหลังใช้แบบมัลติลิงค์ ซึ่งมีตัวช่วยการขับขี่อย่างโหมด Drive คอยควบคุมให้เหมาะสมกับการใช้งานและปรับค่าความหนืดของโช๊คอัพไฟฟ้าจากบิลสไตน์ และพวงมาลัย รวมถึงที่เด็ดที่ได้พัฒนามาเป็นพิเศษกับ Wet Mode ที่ใช้ในการขับขี่ขณะสภาพพื้นผิวที่เปียก ลื่น หรือขับขี่ขณะฝนตก

Porsche 911 Carerra 4S 5

มาถึงการทดสอบ Porsche Driving Experience 2020 ณ สนามปทุมธานีสปีดเวย์ 2 รอบสนามกับการพิสูจน์สมรรถนะคงไม่ได้อรรถรส ถ้าอย่างนั้นขอเป็นจัดเต็มไปเลยแล้วกันครับ มาดูกันว่า 3 สถานีในกิจกรรมนี้จะสนุกไปกับ 911 Carerra 4S ได้มากขนาดไหน

Porsche 911 Carerra 4S 6

สถานีแรกกับ Moose Test เบรกพร้อมหักหลบรวมถึงควบคุมรถให้ปลอดภัยมากที่สุด

เริ่มที่สร้างความคุ้นเคยกับรถพวงมาลัยซ้ายที่ค่อนข้างเล็งยากเพราะไม่ชินตา ต่อมาคือการปิด Tracktion Control แบบเต็มระบบ เหยียบคันเร่งออกจากจุดสตาร์ทแบบจมมิด ถึงจุดสังเกตต้องเบรกพร้อมกับเลือกหักหลบ รถเสียอาการแถซ้ายที ขวาที แต่ยังดีที่ไม่หมุนเป็นลูกข่าง

Porsche 911 Carerra 4S 7

อีกรอบเข้าสู่โหมด Normal โดย Tracktion Control จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการช่วยผู้ขับขี่ควบคุมรถได้ง่ายขึ้น และเมื่อหักหลบ อาการของความพยศก็ถูกกำราบโดยสิ้นเชิง

Porsche 911 Carerra 4S 8

ต่อด้วยสถานี Slalom รอบแรกครูฝึกขับให้ดูไลน์และวิธีการปฏิบัติ รอบเดียวก็เสียวได้ อาการที่ว่าคือเสียวท้องน้อยเมื่อมีการเดินคันเร่งและโยกพวงมาลัยหักหลบสิ่งกีดขวาง

Porsche 911 Carerra 4S 10

ถึงเวลาที่ผมขับกลับกลายเป็นว่าอาการเหล่านั้นหายไป และน่าจะไปตกอยู่ที่ครูฝึก แต่ที่ชอบคือการควบคุมรถที่ง่าย ช่วงล่างเกาะหนึบ ไม่มีอาการท้ายออกเหมือนที่เคยลองกับ 911 Carerra S

Porsche 911 Carerra 4S 11

สุดท้ายจัดเต็ม ทั้งเบรกหนัก เปิดคันเร่งสุด และเข้ษโค้งด้วยความเร็วสูงในรูปแบบเซอร์กิต ด้วยระบบขับเคลื่อนสี่ล้อส่งผลให้ ควบคุมได้ง่ายขึ้น ไม่สะดีดสะดิ้งเหมือนรุ่น S แต่ที่แน่ๆ การขับขี่รถยนต์แบรนด์ Porsche หากไม่คุ้นกับรถพอก็ไม่ควรที่จะประมาท เพราะอาการพยศต่างๆที่จะแสดงออกมา ยิ่งถ้าคุณควบคุมรถไม่เก่งพอ แถมยังปิดระบบช่วยเหลือที่มีมากับรถ ก็อาจจะงานช้างงอกได้

Porsche 911 Carerra 4S 13

Porsche 911 Carerra 4S 14

แต่สำหรับ Porsche 911 Carerra 4S ต้องยกความดีความชอบให้กับระบบขับเคลื่อนสี่ล้อที่ช่วยให้ควบคุมได้ง่ายและยังแรงดีไม่มีตก ซึ่งทั้งหมดพอเป้นบทสรุปแบบสังเขปที่ได้จับรถคันนี้ตลอด 2 รอบสนามที่ใช้ทดสอบครับ

ข้อมูลทางเทคนิค: Porsche 911 Carerra 4S
เครื่องยนต์: เบนซิน 6 สูบนอน เทอร์โบคุ่
ความจุกระบอกสูบ (ซี.ซี.): 2,981
กำลังสูงสุด (แรงม้า ที่ รอบ/นาที): 450/6,500
แรงบิดสูงสุด (นิวตัน-เมตร ที่รอบ/นาที): 530 /2,300-5,000
ระบบส่งกำลัง: อัตโนมัติ 8 จังหวะ PDK
ระบบขับเคลื่อน: 4 ล้อ
ระบบกันสะเทือน(หน้า/หลัง): แม็คเฟอร์สันสตรัทพร้อมเหล็กกันโคลง/อิสระมัลติลิงค์พร้อมเหล็กกันโคลง
เบรก(หน้า/หลัง): ดิสก์/ดิสก์
ยาว/กว้าง/สูง(มม.): 4,519 x1,852×1,300 มม
ราคา (บาท): 12,150,000
ตัวแทนจำหน่าย: บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด

SUZUKI CIAZ 2020 ปรับลุคส์พร้อมอัพเกรดฟีเจอร์ใหม่ ช่วงแนะนำเริ่มต้น 5.23 – 6.75 แสนบาท

0

Suzuki Ciaz 2020 กลับสู่สังเวียนรถอีโค่คาร์อีกครั้ง ด้วยการปรับปรุงรูปลักษณ์สปอร์ต เพิ่มเติมฟีเจอร์ให้มีความทันสมัย ราคาพิเศษช่วงแนะนำเริ่มต้นเพียง 5.23 แสนบาท ดึงเบลล่า-ราณี ขึ้นแท่นพรีเซ็นเตอร์ เพื่อตอกย้ำคอนเซ็ปต์ความสบาย

New Suzuki Ciaz 2020 01
นายมิโนรุ อามาโนะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ซูซูกิ ตอกย้ำความเป็นผู้นำในการผลิตรถยนต์อีโคคาร์มาอย่างต่อเนื่อง ทั้ง Suzuki Swift Suzuki Celerio และ Suzuki Ciaz มียอดรวมจำหน่ายรถยนต์อีโคคาร์ในประเทศกว่า 150,000 คัน นอกจากนี้ซูซูกิยังได้มีการเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีรถยนต์ประหยัดพลังงานที่มีประสิทธิภาพสูงยิ่งขึ้น เพื่อตอบรับกับความเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานของโลก และเพื่อตอบรับกับความต้องการรถยนต์ที่คุ้มค่า สอดคล้องกับทิศทางทางการตลาดรถยนต์ที่ปีนี้รถยนต์อีโคคาร์มีแนวโน้มจะกลับมาคึกคัก ซูซูกิจึงได้พัฒนาจนออกมาเป็น New Suzuki Ciaz 2020 สุดยอดสปอร์ตอีโคซีดานที่สมบูรณ์แบบทั้งด้านดีไซน์ และสมรรถนะ ที่ซูซูกินำมาช่วยเสริมทัพอีโคคาร์ของซูซูกิให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นในปี 2563 นี้ โดยตั้งเป้ายอดขายซูซูกิทุกรุ่นในปีนี้จำนวน 31,000 คัน”

New Suzuki Ciaz 2020  2

นายวัลลภ ตรีฤกษ์งาม กรรมการบริหารด้านการขายและการตลาด บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “New Suzuki Ciaz 2020 มาภายใต้คอนเซ็ปต์ สัมผัสใหม่ สบายทุกมิติ พร้อมมอบความคุ้มค่า ความสบาย ให้กับลูกค้าในราคาที่เหมาะสม รวมไปถึงมอบประสบการณ์การขับขี่ และฟังก์ชั่นใช้สอยที่ครบครันพร้อมตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ไปกับทุกการเดินทาง ซึ่งนับว่าเป็นไฮไลท์หลัก และเป็นจุดเด่นของ New Suzuki CIAZ และเพื่อให้ลูกค้าที่มีความสนใจสามารถเข้าถึงราคาที่เหมาะสมพร้อมสัมผัสกับที่สุดของความคุ้มค่า บริษัทฯ จึงขอมอบราคาพิเศษเฉพาะช่วงแนะนำ เริ่มต้นเพียง 523,000 บาท พร้อมเปิดตัวพรีเซ็นเตอร์ เบลล่า ราณี แคมเปญ นางเอกสาวชื่อดังที่มีความโดดเด่น มีคาแรคเตอร์ชัดเจน และมีไลฟ์สไตล์ที่น่าสนใจซึ่งสอดคล้องกับความเป็น New Suzuki CIAZ พร้อมช่วยตอกย้ำภาพลักษณ์ ให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น รวมทั้งเป็นตัวแทนที่จะช่วยสร้างความน่าสนใจ สร้างการจดจำ และการเข้าถึงง่าย สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ และในวงกว้างได้มากยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาฐานกลุ่มเป้าหมายเดิมได้อยู่

New Suzuki Ciaz 2020  3

สำหรับ New Suzuki CIAZ 2020 ยังคงไม่ทิ้งลวดลายความเป็นสปอร์ต อีโอคาร์ ที่เร้าใจทุกองศา พร้อมออกแบบทุกรายละเอียดตามหลักแอโรไดนามิก ลู่ลม แรงเสียดทานต่ำ เพิ่มสมรรถนะการขับขี่และประหยัดน้ำมัน กระจังหน้าใหม่สไตล์สปอร์ตที่เป็นเอกลักษณ์กลมกลืนกับไฟหน้าได้อย่างลงตัว

New Suzuki Ciaz 2020  4

ไฟหน้าโปรเจคเตอร์ LED พร้อมไฟหรี่แบบ LED ดีไซน์พิเศษ ชุดแต่งสไตล์สปอร์ตรอบคันพร้อมสปอยเลอร์หลังไดนามิก โฉบเฉี่ยวด้วยความสปอร์ตเกินพิกัด ไฟท้ายดีไซน์โดดเด่น เติมเต็มอารมณ์สปอร์ต Emblem RS สะท้อนความเหนือขั้นด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัว

New Suzuki Ciaz 2020  5

New Suzuki Ciaz 2020  6

ภายในประกอบด้วย คอนโซลหน้าดีไซน์สปอร์ตที่ออกแบบให้ผายออกเพื่อเพิ่มมิติความกว้างของห้องโดยสาร พวงมาลัยหุ้มหนังพร้อมปุ่มควบคุมเครื่องเสียง และสั่งการโทรศัพท์บนพวงมาลัย มาตรวัดสไตล์สปอร์ต Suzuki Smart Connect

New Suzuki Ciaz 2020  7

เชื่อมต่อทุกความบันเทิงด้วยจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว พร้อมฟังก์ชั่นเชื่อมต่อ Bluetooth และระบบนำทาง รองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน Apple CarPlay เบาะหนังคุณภาพสูง สบายตลอดการเดินทางด้วยการออกแบบให้โอบกระชับรับกับสรีระ ช่องปรับอากาศสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง เย็นสบายทั่วถึงในทุกพื้นที่ ช่องวางเครื่องดื่มมากถึง 8 ตำแหน่ง ตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์ให้ความสะดวกสบายยิ่งกว่า พื้นที่เก็บสัมภาระท้ายรถ รองรับทุกการเดินทางได้อย่างลงตัวกับพื้นที่เก็บสัมภาระกว้างถึง 565 ลิตร

New Suzuki Ciaz 2020  9

ระบบเบรก ABS/EBD เพิ่มประสิทธิภาพการเบรก เครื่องยนต์ K12B สมรรถนะเหนือขั้นประหยัดน้ำมัน พร้อมกล้องมองหลัง ช่วยกะระยะถอยหลังได้อย่างแม่นยำ เซ็นเซอร์ถอยหลังพร้อมสัญญาณเตือน เพิ่มความปลอดภัยในการถอยจอดให้เป็นไปอย่างง่ายดาย Performance & Safety ที่สุดแห่งสมรรถนะกับความปลอดภัยที่ครบครัน ถุงลมนิรภัย ขับขี่ปลอดภัยด้วยถุงลมนิรภัยคู่หน้า SRS ระบบ NVH ช่วยลดเสียงรบกวนจากภายนอก และลดแรงสั่นสะเทือน เพื่อความนุ่มนวลตลอดการขับขี่ โครงสร้างตัวถัง (TECT) ออกแบบพิเศษจากเหล็กกล้าทนทานสูง ปลอดภัยทุกการเดินทาง กุญแจนิรภัย Immobilizer ป้องกันการโจรกรรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมไปถึง Keyless Entry และ Keyless Push Start

New Suzuki Ciaz 2020  10

“ด้านกลยุทธ์ทางการตลาด ซูซูกิพร้อมลุยตลาดอีโคคาร์ ด้วยกลยุทธ์ทางการตลาดอย่างครบวงจร ทั้งออนไลน์ ออฟไลน์ และโปรโมชั่นข้อเสนอพิเศษจัดเต็ม พร้อมพรีเซ็นเตอร์เข้ามาเสริมทัพ ซึ่งเป็นนางเอกระดับแถวหน้าของเมืองไทย เบลล่า ราณี แคมเปญ เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์แบรนด์ให้ชัดเจนขึ้น และส่งเสริมยอดขาย พร้อมขยายกลุ่มเป้าหมายไปที่กลุ่มลูกค้าทั่วประเทศ โดยหวังว่า New Suzuki CIAZ จะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่กำลังมองหารถยนต์อีโคคาร์ราคาที่เหมาะสม ที่ตอบโจทย์ความคุ้มค่ามากยิ่งขึ้นทั้งดีไซน์ และฟังก์ชั่นได้เป็นอย่างดี” คุณวัลลภ กล่าวทิ้งท้าย

ราคา New Suzuki Ciaz 2020

เกรดGLGLGLXRS
เกียร์ธรรมดาซีวีทีซีวีทีซีวีที
ราคาขาย New Suzuki CIAZ     533,000.00     569,000.00   650,000.00     689,000.00
* ราคาขายพิเศษช่วงแนะนำ     523,000.00     559,000.00    625,000.00      675,000.00

*หมายเหตุ.-เพื่อให้ลูกค้าที่มีความสนใจและสามารถเข้าถึงราคาที่เหมาะสมพร้อมสัมผัสกับที่สุดของความคุ้มค่า ในราคาพิเศษเฉพาะช่วงแนะนำ จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง

สำหรับ New Suzuki Ciaz มีสีขาว สีแดง และสีดำในเกรด RS (สีขาวเพิ่ม 5,000 บาท) สีขาว สีแดง สีเทาอ่อน สีเทาเข้ม สีดำ และสีน้ำตาล ในเกรด GLX (สีขาวเพิ่ม 5,000 บาท) สีขาว สีเทาอ่อน สีเทาดำ สีดำ และสีน้ำตาล ในเกรด GL และ GLX (สีขาวเพิ่ม 5,000 บาท) โดยสามารถพบกับ New Suzuki Ciaz พร้อมกันได้แล้ววันนี้ ที่โชว์รูมรถยนต์ซูซูกิครอบคลุมทั่วประเทศ

“สมเกียรติ” กดเวลาเทสต์โมโตทูตามผู้นำ 0.806 วินาที

0

“ก้อง” สมเกียรติ จันทรา ยอดนักบิดไทยจากโครงการ “เรซ ทู เดอะ ดรีม” ของ เอ.พี. ฮอนด้า ยังคงแสดงพัฒนาการที่โดดเด่นบนเวทีระดับโลก ล่าสุด ลงสนามเช็กความพร้อมรอบไฟนอลเทสต์ที่ประเทศกาตาร์ กดเวลาจี้ติดหัวแถว ห่างจ่าฝูงเพียง 0.806 วินาที แฟนมอเตอร์สปอร์ตชาวไทยเตรียมส่งกำลังใจเชียร์ ศึกโมโตทู 2020 มีกำหนดดวลความเร็วสนามแรก วันที่ 6-8 มีนาคมนี้

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของเจ้าของฉายา “คิงคองก้อง” นักบิดดาวรุ่งหนึ่งเดียวของไทยในการแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบระดับเวิลด์กรังด์ปรีซ์ รุ่นโมโตทู สังกัดทีมแข่งอิเดมิตสึ ฮอนด้า ทีม เอเชีย หมายเลข 35 ซึ่งลงแข่งขันแบบเต็มฤดูกาลต่อเนื่องเป็นปีที่สอง หลังบินลัดฟ้าเพื่อสมทบกับทีมแข่งเตรียมเข้าร่วมการแข่งขันสนามแรกของปี 2020 ที่ประเทศกาตาร์

โดยก่อนการแข่งขันอย่างเป็นทางการ ตามโปรแกรมยังเหลือรอบการทดสอบออฟฟิเชียลเทสต์ครั้งสุดท้าย จัดขึ้นที่สนามโลแซล อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ประเทศกาตาร์ ระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม ที่ผ่านมา ซึ่งผลปรากฏว่า ยอดดาวบิดไทยสามารถประสานงานกับทีมแข่งได้เป็นอย่างดี ทำเวลาต่อรอบเร็วขึ้นในทุกเซสชั่นที่ลงสนาม และล่าสุด ในเซสชั่นที่ 7 เจ้าตัวกดเวลาจี้ติดหัวแถว รั้งอยู่ในอันดับที่ 11 ห่างจ่าฝูงอย่าง ฆอร์เก นาวาโร่ นักบิดสแปนิช เพียง 0.806 วินาที

สมเกียรติ กล่าวถึงผลการทดสอบว่า “หลังการทดสอบที่เฆเรซครั้งก่อน ผมยังไม่สามารถขับขี่ได้เต็มที่ เนื่องจากมีอาการบาดเจ็บเล็กน้อยบริเวณซี่โครง ซึ่งเกิดขึ้นตอนซ้อมขี่แบบแฟลตแทร็ค แต่พอมาถึงที่สนามโลแซล อาการที่ว่านั้นก็เริ่มดีขึ้น บวกกับสมาชิกทีมแข่งของเราร่วมกันทำงานกันอย่างหนัก ผลการทดสอบที่ออกมาครั้งนี้จึงทำได้ตามเป้าหมาย มั่นใจว่าตอนนี้ผมและทีมแข่งของเรา พร้อมแล้วสำหรับการแข่งขันอย่างเป็นทางการที่กำลังจะมีขึ้นในสัปดาห์หน้า ฝากแฟนกีฬาความเร็วชาวไทย ช่วยติดตามเชียร์ด้วยนะครับ”

ศึกดวลความเร็วชิงแชมป์โลก เวิลด์ กรังด์ปรีซ์ รุ่นโมโตทู ปี 2020 เตรียมเปิดฉากสนามแรก ที่โลแซล เซอร์กิต ประเทศกาตาร์ วันที่ 6-8 มีนาคมนี้

แฟนมอเตอร์สปอร์ตชาวไทยสามารถติดตามข่าวสารของ “คิงคองก้อง” สมเกียรติ จันทรา พร้อมส่งกำลังใจเชียร์นักบิดหนึ่งเดียวของไทยในศึกโมโตจีพี รุ่นโมโตทู ตลอดฤดูกาล 2020 ได้ที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ เรซ ทู เดอะ ดรีม fb.com/aphondaracingth

ฮอนด้าพร้อมสนับสนุนโออาร์ไทยแลนด์กรังด์ปรีซ์เต็มสูบ ชวนแฟนชาวไทยส่งแรงเชียร์ ก้อง-สมเกียรติ คว้าโพเดี้ยมโฮมเรซให้ได้

0

เอ.พี. ฮอนด้า ผู้นำตลาดและวงการมอเตอร์สปอร์ตไทย ภายใต้แผนงาน เรซ ทู เดอะ ดรีม ประกาศสนับสนุนโออาร์ไทยแลนด์กรังด์ปรีซ์ 2020 หรือการแข่งขันโมโตจีพีในประเทศไทยเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน พร้อมส่งก้อง-สมเกียรติ จันทรา นักบิดหนึ่งเดียวของไทยในโมโตทูแบบเต็มฤดูกาลลงสู้ศึกในครั้งนี้

ดร.อารักษ์ พรประภา รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด เปิดเผยว่า “ฮอนด้ามีความยินดีที่ได้สนับสนุนการแข่งโออาร์ไทยแลนด์กรังด์ปรีซ์ 2020 จากความสำเร็จตลอดสองปีที่ผ่านมาทำให้เรามีความมั่นใจในศักยภาพของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในปีนี้จังหวัดบุรีรัมย์มีความพร้อมในการจัดงานสูง รวมถึงความพร้อมในการรับมือกับปัญหาไข้หวัด COVID-19 ที่ได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงสาธารณสุขในระดับสูงสุด

ในขณะที่ฮอนด้าก็พร้อมมอบความสุขให้กับคนไทยด้วยการส่ง ก้อง-สมเกียรติ จันทรา หนึ่งเดียวของไทยในโมโตทูแบบเต็มฤดูกาล ลงแข่งขันภายใต้สังกัด อิเดมิตสึ ฮอนด้า ทีม เอเชีย ด้วยรถหมายเลข 35 ซึ่งในปีที่แล้ว ก้องทำผลงานได้อย่างสุดยอดด้วยการคว้าอันดับที่ 9 และในปีที่สองของก้อง สนามที่สองของโมโตทู 2020 ก็ถือเป็นความท้าทายกับการลุ้นตำแหน่งโพเดี้ยมในบ้านเกิด เพราะก้อง-สมเกียรติ ได้สั่งสมประสบการณ์จากปีที่แล้วมาอย่างเต็มเปี่ยม ในขณะที่ร่างกายก็ค่อนข้างสมบูรณ์ จึงอยากให้แฟน ๆ ชาวไทยมาให้กำลังใจกัน

 

ติดตามชมและเชียร์ ก้อง – สมเกียรติ จันทรา ในศึกโออาร์ไทยแลนด์กรังด์ปรีซ์ 2020 รุ่นโมโตทู ได้ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชันแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ หรือทางโทรทัศน์ช่อง PPTV36 ตั้งแต่เวลา 13.00น. เป็นต้นไป พร้อมติดตามข่าวสารได้ที่ fb.com/aphondaracingth

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ร่วมส่งเสริมกำรใช้น้ำมันดีเซล บี10

0

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด นำโดย คุณจารุกร เรืองสุวรรณ ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักวางแผนผลิตภัณฑ์ (ที่ 3 จากซ้าย) ร่วมกิจกรรมการส่งเสริมการใช้น้ำมันดีเซล บี10 ที่จัดขึ้นโดย บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) โดยมี นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานในพิธี พร้อมประกาศยืนยันและสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในการใช้น้ำมันไบโอดีเซล บี10 ที่สามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายและส่งผลดีต่อคุณภาพอากาศจากการลดมลพิษ  

ทั้งนี้รถกระบะและรถอเนกประสงค์ของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ที่สามารถรองรับน้ำมันไบโอดีเซล บี10 ประกอบด้วย มิตซูบิชิ ไทรทัน รุ่นที่ผลิตตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 จนถึงรุ่นปัจจุบัน และมิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต ที่ผลิตตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552 จนถึงรุ่นล่าสุด

รุ่นเครื่องยนต์ปี ค.ศ. ที่ผลิต/ นำเข้า/ รุ่นปี
มิตซูบิชิไทรทัน4D562007 – 2013
มิตซูบิชิไทรทัน4M412007 – 2011
มิตซูบิชิไทรทัน4D562011 – 2015
มิตซูบิชิไทรทัน4M412010
มิตซูบิชิไทรทัน4D562015 เป็นต้นไป
มิตซูบิชิไทรทัน4N152015 เป็นต้นไป
มิตซูบิชิปาเจโร สปอร์ต4D562009 – 2010
มิตซูบิชิปาเจโร สปอร์ต4M412009 – 2010
มิตซูบิชิปาเจโร สปอร์ต4D562011- 2014
มิตซูบิชิปาเจโร สปอร์ต4N152016 เป็นต้นไป

 

เพื่อเป็นการสนับสนุนนโยบายด้านการอนุรักษ์พลังงานและการพัฒนาพลังงานทดแทนของกระทรวงพลังงาน มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ และ มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต ใหม่ ยังสามารถรองรับน้ำมันไบโอดีเซล บี20 โดยลูกค้าที่สนใจสามารถตรวจสอบรุ่นรถยนต์มิตซูบิชิที่รองรับน้ำมันไบโอดีเซล บี20 ได้ที่ https://www.mitsubishi-motors.co.th/th/b20 หรือ มิตซูบิชิ คอลเซ็นเตอร์ หมายเลขโทรศัพท์ 02-079-9500 เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 8:30-17:00 น.

เริ่มแล้ว “IAM BANGKOK 2020” ยกขบวนรถแต่งแน่น ฟิวเจอร์พาร์ค และสเปลล์

0

งาน “IAM BANGKOK 2020” ประชันรถแต่งหลากรุ่นหลายสไตล์ พร้อมพาเหรดรถสวยจากคาร์คลับชื่อดัง เลือกซื้อสินค้า ลุ้นโชคดีนาทีทอง ชมแฟชันโชว์ทเรนด์ใหม่ของ BMW, PUMA และร่วมกิจกรรมมากมาย ณ ฟิวเจอร์พาร์ค และสเปลล์ 27 กุมภาพันธ์-1 มีนาคม นี้

ชลัทชัย ปภัสร์พงษ์ กรรมการจัดงาน “IAM BANGKOK” เผยว่า “การตกแต่งรถยนต์ เป็นทั้งศาสตร์ และศิลป์ และกำลังได้รับความนิยมจากผู้ใช้รถอย่างกว้างขวาง ส่งผลให้อุตสาหกรรมการผลิต ตลอดจนธุรกิจจำหน่าย และติดตั้งอุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์เติบโตอย่างรวดเร็ว คณะกรรมการจัดงานจึงร่วมกับผู้ดำเนินงาน IAM INDONESIA จัดงาน IAM BANGKOK (INTERNATIONAL AUTO MODIFIED BANGKOK) ขึ้นครั้งแรกในปี 2018 และครั้งที่สองในปี 2019 ซึ่งล้วนประสบผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ นั่นคือ เพื่อสนับสนุนให้ผู้ผลิตจำหน่ายอุปกรณ์ตกแต่ง และเจ้าของรถที่นิยมการเพิ่มสมรรถนะ และความสวยงามให้รถของตน ได้นำเสนอสินค้าอุปกรณ์ตกแต่งทุกประเภท รวมถึงรถที่ได้รับการตกแต่งอย่างประณีตพิถีพิถันต่อสาธารณชน กระตุ้นให้เกิดการพัฒนามาตรฐานการผลิต คุณภาพสินค้า และทักษะการติดตั้ง ตลอดจนเพิ่มพูนความรู้ และประสบการณ์ให้แก่ประชาชนที่สนใจศาสตร์ และศิลป์ของการตกแต่งรถยนต์”

IAM BANGKOK 2020 จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “สีสันรถแต่งแห่งเมืองไทย-COLORFUL MODIFIED CARS OF THAILAND” เน้นการตกแต่งรถด้วยโทนสีต่างๆ เพื่อให้มีความงดงาม โดดเด่น เพิ่มสีสันบนท้องถนน โดยรวบรวมรถแต่งชั้นนำของเมืองไทย ทั้งแบบ 2 ประตู 3 ประตู 4 ประตู 5 ประตู และรถพิคอัพ จากสำนักแต่งชั้นนำ และรถแต่งที่ผ่านกิจกรรม ROAD TO IAM BANGKOK 2020 มาจัดแสดงอย่างคับคั่ง

นอกจากนั้น ยังมีกิจกรรม “CAR CLUB PARADE” ตื่นตากับรถแต่งจากคลับยอดนิยมมารวมตัวบริเวณภายนอกอาคารหน้า ALIVE PARK HALL และลานกิจกรรม ZAPPENING

ส่วนนักชอพ พบกับกิจกรรม “IAM BANGKOK ชอพลุ้นโชค” ซื้อสินค้า หรือจองรถยนต์ รถจักรยานยนต์ จากร้านค้าในงาน “IAM BANGKOK 2020” นำใบเสร็จรับเงินมาลงทะเบียนรับสิทธิ์ ณ จุดประชาสัมพันธ์บริเวณทางเข้า ALIVE PARK HALL (ใบเสร็จรับเงิน 1 ใบ สามารถลงทะเบียนได้ 1 ครั้ง) ลุ้นโชค 2 ต่อ ต่อที่ 1 ซื้อสินค้าครบทุก 200 บาท รับ 1 สิทธิ์ เพื่อชิงรางวัล GIFT VOUCHER จาก topbrandshop24.com มูลค่า 44,900 บาท จำนวน 1 รางวัล ต่อที่ 2 ซื้อสินค้าในงาน IAM BANGKOK 2020 ภายในวันเดียวกัน ตั้งแต่ 1,000 บาท (รวมใบเสร็จได้) รับฟรีทันที ! กระเป๋าสะพายหลัง MOTOR EXPO มูลค่า 199 บาท วันละ 20 ใบ (จำกัดสิทธิ์ 1 ท่าน รับรางวัลไม่เกิน 1 ใบ/วัน)

สำหรับผู้ชื่นชอบการแข่งขันพูล เชิญชมรายการ “IAM BANGKOK-SOVEREIGN 8-BALL TOURNAMENT 2020” ประเภทชาย และหญิง ซึ่งระหว่างพักจะมีการแสดงโชว์ของ POOL ANGLE

ด้านกิจกรรมไลฟ์สไตล์ ชม “BMW FASHION SHOW” และ “PUMA FASHION SHOW” อัพเดททเรนด์การแต่งตัวสวย เท่ สไตล์เรซิง สตรีท และผู้ที่รักการถ่ายภาพ ห้ามพลาดกิจกรรมถ่ายภาพกับมุมโปรด หรือรถคันโปรดในงาน และแชร์ลง SOCIAL MEDIA รับของที่ระลึก

เชิญชมงาน “IAM BANGKOK 2020” ฟรี ! ณ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค และสเปลล์ วันที่ 27 กุมภาพันธ์-1 มีนาคม 2563 ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ iambangkok.in.th และ facebook.com/iambangkok.in.th

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป เติบโตอย่างต่อเนื่อง มินิทุบสถิติอัตราการเติบโตสูงสุดในเครือข่ายบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ปทั่วโลก

0

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เติบโตอย่างต่อเนื่องจากปี 2562 ด้วยอัตราการเติบโตในระดับโลกที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์สำหรับแบรนด์มินิ แสดงถึงความสำเร็จอันโดดเด่นในเซกเมนต์รถยนต์พรีเมียมในประเทศไทย

มร. อเล็กซานเดอร์ บารากา ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “ในทุกปี เรามุ่งมั่นสร้างความสำเร็จใหม่ ๆ อันน่าจดจำ ที่นอกจากจะนำเราเข้าใกล้เป้าหมายทางธุรกิจยิ่งขึ้นแล้ว ยังรวมถึงความสำเร็จในการสร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้า และการพัฒนาสังคมด้วยนวัตกรรมล้ำสมัยทั้งในด้านยนตรกรรมไฟฟ้า การเชื่อมต่อทางดิจิทัล และการพัฒนาอย่างยั่งยืน ความมุ่งมั่นของเราในการมอบพลังแห่งการเลือกให้แก่ลูกค้าส่งผลให้บีเอ็มดับเบิลยูสามารถครองตำแหน่งผู้ผลิตยานยนต์รายแรกและรายเดียวในประเทศไทยที่นำเสนอตัวเลือกและได้ส่งมอบเทคโนโลยีที่หลากหลายที่สุด ทั้งในระบบเครื่องยนต์สันดาปภายใน ระบบส่งกำลังปลั๊กอินไฮบริด และระบบขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% มาตั้งแต่ปี 2558

“ตลอดปี 2562 บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ได้สานต่อความสำเร็จที่สำคัญต่างๆ มากมายตลอดช่วงปีที่ผ่านมา สู่การปฏิวัติที่สุดแห่งความเพลิดเพลินในการขับขี่ด้วยนวัตกรรมอันหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นระบบผู้ช่วยส่วนตัวในรถยนต์ BMW Intelligent Personal Assistant ที่นับเป็นการเปิดประตูบานใหม่สู่โลกยานยนต์ การพัฒนาประสบการณ์ของลูกค้าผ่านการเปลี่ยนแปลงเชิงดิจิทัลด้วยช่องทางการขายออนไลน์ และยังรวมถึงก้าวสำคัญด้านยานยนต์ไฟฟ้าครั้งประวัติศาสตร์ ด้วยการเปิดโรงงานประกอบแบตเตอรี่แรงดันสูงสำหรับรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) แห่งแรกและแห่งเดียวของภูมิภาคอาเซียน ในจังหวัดชลบุรี พร้อมกันนี้ ได้เปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าบีเอ็มดับเบิลยู i3s ในไทย รวมถึงการเผยโฉมมินิ คูเปอร์ เอสอี ที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าล้วนเป็นครั้งแรกในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา

“นอกจากนี้ เรายังเดินหน้าสู่เส้นทางแห่งความยั่งยืนทั้งภายในและภายนอกองค์กร ผ่านการผนึกกำลังในการประสานงานระหว่างเครือข่ายการผลิตของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ทั่วทั้งภูมิภาค ซึ่งส่งผลให้เราสามารถมอบบริการที่ยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้นให้กับลูกค้า เรายังเน้นย้ำและสนับสนุนความหลากหลายในหมู่พนักงานมากขึ้น เพื่อสร้างบรรยากาศการทำงานที่เน้นความร่วมมือกันและความเคารพซึ่งกันและกัน รวมถึงโอกาสที่เท่าเทียมกัน ยิ่งไปกว่านั้น โครงการเพื่อสังคมของเรายังคงสร้างประโยชน์ให้สังคมในวงกว้าง สะท้อนถึงความมุ่งมั่นที่ไม่แปรเปลี่ยนของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ในการสร้างสรรค์อนาคตที่ดียิ่งขึ้นให้แก่ประชาชนชาวไทย”

ทะยานตัวต่อเนื่องในปี 2562 กับ มินิ ที่ทำสถิติเติบโตสูงสุดในโลก

สำหรับในประเทศไทย บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ได้ฝ่าฟันกับอุปสรรคทางเศรษฐกิจทั้งในประเทศและในระดับโลก สู่ภาพรวมของผลประกอบการที่แข็งแกร่ง ด้วยสถิติส่งมอบรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูและมินิจำนวน 12,954 คัน ลดลงเล็กน้อยจากปีก่อนหน้าที่ 1% แต่นับว่าเป็นอัตราที่ดีกว่าตลาดโดยรวมในช่วงเวลาเดียวกัน

บีเอ็มดับเบิลยูปิดฉากปี 2562 ด้วยอดการส่งมอบรถยนต์รวม 11,750 คัน โดยทำภาพรวมผลงานอยู่ในระดับเดียวกับเซกเมนต์รถยนต์พรีเมียม ปี 2562 ยังเป็นปีที่บีเอ็มดับเบิลยูสร้างผลงานล้ำหน้าในเซกเมนต์รถหรูด้วยยอดขายจากบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 7, บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 8, บีเอ็มดับเบิลยู X7 และบีเอ็มดับเบิลยู i8 ที่เติบโตโดยรวมที่ 39% เมื่อเทียบปีต่อปี และสำหรับรถยนต์ที่ผ่านการใช้งานแล้วตามโปรแกรม BMW Premium Selection มีอัตราการเติบโตที่ 16% เมื่อเทียบปีต่อปี ในขณะเดียวกัน มินิ ยังสร้างปีแห่งปรากฏการณ์ด้วยยอดส่งมอบรถยนต์ 1,204 คัน โตขึ้นถึง 15% จากปีก่อนหน้า นับเป็นยอดการเติบโตที่สูงที่สุดเมื่อเทียบกับตลาดมินิทั่วโลก

บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์โชว์ 2019-02

“ทั้งบีเอ็มดับเบิลยูและมินิพร้อมสานต่อความสำเร็จในปี 2563 จากกลยุทธ์ทางธุรกิจที่วางแผนเพื่อการเติบโตในอนาคตซึ่งช่วยให้สร้างผลงานอย่างน่าพอใจ ไม่ว่าจะเป็นการมาถึงของบีเอ็มดับเบิลยู X7 ที่เปิดโอกาสเติบโตสำคัญในเซกเมนต์ SAV หรู ในขณะที่บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 7 รุ่นปรับโฉมใหม่ที่เปิดตัวไปเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ก็ยังคงสร้างแรงกระตุ้นต่อเนื่องให้กับเซกเมนต์เช่นเดียวกัน ด้านมินิ ทำผลงานฉลองการครบรอบ 60 ปีได้อย่างงดงาม โดยการเปิดตัวมินิ คูเปอร์ เอสอี ที่แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของเราที่จะผลักดันมินิสู่ยนตรกรรมแห่งอนาคต โดยไม่ละทิ้งตัวตนอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์” มร. บารากา กล่าว

 ผลการดำเนินธุรกิจในระดับโลกของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ยังคงสร้างสถิติความสำเร็จสูงสุดอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 9 ติดต่อกันในปี 2562 ที่ผ่านมา ด้วยยอดการส่งมอบรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู มินิ และโรลส์-รอยซ์รวมทั้งหมด 2,520,307 คัน เพิ่มขึ้นกว่าปีก่อนหน้า 1.2% ถือเป็นอีกหนึ่งปีที่บีเอ็มดับเบิลยูและบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราดทำยอดขายทั่วโลกสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่วนกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าก็เติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยได้ส่งมอบรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) และรถยนต์พลังงานไฟฟ้าจากทั้งบีเอ็มดับเบิลยูและมินิไปแล้วถึง 500,000 คัน

รถยนต์ในกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้าของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ปได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปัจจุบันมีสมาชิกในไลน์อัพรวมทั้งหมด 12 รุ่น ซึ่งยอดขายจากทั้งบีเอ็มดับเบิลยู และมินิได้เติบโตขึ้น 2.2% จากยอดการส่งมอบ 145,815 คันในปีที่ผ่านมา และได้ตั้งเป้าขยายทัพรถยนต์ในกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้าให้ครบ 25 รุ่นภายในปี 2566 โดยกว่าครึ่งของจำนวนนี้จะเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้าล้วน 100%

 

บีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย ต่อยอดความสำเร็จ ชูยอดลูกค้าสินเชื่อใหม่ สูงเป็นประวัติการณ์

บีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย ได้สร้างสถิติความสำเร็จในปีที่ผ่านมาเช่นกัน ด้วยยอดสินเชื่อลูกค้าใหม่ที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัท รวมกว่า 1.625 หมื่นล้านบาท และมูลค่าสินเชื่อรวมในพอร์ตที่เพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 5 หมื่นล้านบาท

มร. บียอร์น แอนทอนส์สัน ประธานกรรมการบริหาร บีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย กล่าวว่า “การมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าเป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก เราพยายามอย่างดีที่สุดเพื่อรับประกันความเชื่อมั่นของลูกค้าในอนาคตของเรา และตั้งใจที่จะมอบความมั่นใจให้กับเจ้าของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูได้รับประโยชน์จากข้อเสนอต่างๆ ของเรา โดยในปี 2562 ที่ผ่านมาเราได้ขยายข้อเสนอ BMW Premium Selection ครอบคลุมถึงรถยนต์มือสองที่ผ่านการรับรองแล้วให้ได้รับ

การรับประกันจากกลุ่มอลิอันซ์ด้วยเช่นกัน นับเป็นการเสริมความแข็งแกร่งในพันธกิจของเรากับการมอบประสบการณ์อย่างเหนือชั้นให้กับลูกค้า โดยทำให้รถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูเป็นรถยนต์ที่เข้าถึงได้ง่ายจากลูกค้าในอนาคต และเป็นตัวเลือกแรกในใจทั้งในแง่ของคุณค่า คุณภาพ และการบริการในตลาดรถยนต์มือสอง และด้วยผลการตอบรับที่ดีนี้ เราจึงได้เห็นการเติบโตของฐานลูกค้าใหม่ที่สูงเป็นประวัติการณ์ในปีที่ผ่านมาด้วยมูลค่าสินเชื่อรวมในพอร์ตของเราที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 5 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 7% ซึ่งนับเป็นสถิติใหม่เช่นกัน”

“ปี 2562 ที่ผ่านมายังเป็นอีกหนึ่งปีสำคัญสำหรับบริการผลิตภัณฑ์ผ่านช่องทางดิจิตัล เช่นการเปิดตัวช่องทางติดต่อผ่านทาง LINE ช่วยให้สมาชิกกว่า 5 แสนท่าน สามารถเข้าถึงข้อมูลด้านผลิตภัณฑ์ทางการเงินต่างๆได้อย่างง่ายดาย นอกจากนี้ เรายังได้นำเอาระบบ LINE live chat มาเป็นส่วนหนึ่งของศูนย์บริการข้อมูล BMW Call Center พร้อมกันนี้ เราเตรียมพร้อมเปิดตัวเบอร์ติดต่อหมายเลข 1397 เพื่อความสะดวกสบายสำหรับการติดต่อมาที่ศูนย์บริการข้อมูลของเรา” มร. บียอร์น กล่าวสรุป

 

bmw logo

วิสัยทัศน์แห่งความยั่งยืนทั้งในและนอกองค์กร: ดุลแห่งการผนึกพลัง ผสานความต่าง

 ด้วยเป้าหมายที่แน่วแน่ในการสร้างความเติบโตอย่างยั่งยืน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป จึงได้ผนึกความแข็งแกร่งระหว่างเครือข่ายการผลิตของบีเอ็มดับเบิลยูทั่วโลก เพื่อนำเอาศักยภาพและทรัพยากรของโรงงาน ผลิตและประกอบยานยนต์ทั้ง 31 แห่งใน 15 ประเทศทั่วโลกมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทำให้ บีเอ็มดับเบิลยูสามารถบริหารงานในทุกมิติบนหลักการแห่งความยั่งยืนได้อย่างโดดเด่นในอุตสาหกรรม ซึ่งนอกจากจะเป็นการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้คุ้มค่าที่สุดแล้ว ยังทำให้บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ปลดการสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้อีกด้วย โดยในระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา อัตราการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ต่อการผลิตรถยนต์ 1 คัน ลดลงถึง 39% แสดงให้เห็นถึงเจตนารมณ์ของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ทั้งในการพัฒนาเพื่อก้าวไปสู่อนาคตแห่งยนตรกรรมที่มีความยั่งยืนในระดับโลก                   

นอกจากวิสัยทัศน์แห่งความยั่งยืนในด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ปยังให้ความสำคัญเป็นอย่างมากกับความยั่งยืนในด้านการเติบโตภายในองค์กร ด้วยการสร้างสภาพแวดล้อมในการทำงานที่มีความแตกต่างและหลากหลาย สนับสนุนให้พนักงานเห็นคุณค่าของการเปิดใจยอมรับความแตกต่าง การเคารพผู้อื่น และการมอบโอกาสที่เท่าเทียม ทำให้บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ปเปี่ยมไปด้วยบุคลากรที่มากด้วยความสามารถ และมีแรงบันดาลใจในการสร้างผลงานความสำเร็จใหม่ ๆ ภายใต้ความมุ่งมั่นที่เป็นอันหนึ่ง
อันเดียวกัน โดยมีความพึงพอใจของลูกค้าทั่วโลกเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ โดยบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย ได้แสดงถึงการเป็นแบบอย่างในเรื่องของความเท่าเทียมทางเพศ สนับสนุนโอกาสที่เท่าเทียมของผู้หญิงในการทำงาน ซึ่งอัตราส่วนของบุคลากรหญิงในโรงงานที่ระยองคิดเป็นถึง 19% ของพนักงานทั้งหมดในสายการประกอบมอเตอร์ไซค์บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด และ 7% ในสายการประกอบบีเอ็มดับเบิลยู โดยมีคุณวิชญา สถาพงศ์ภักดี ในตำแหน่งสำคัญในฐานะผู้อำนวยการฝ่ายประกอบมอเตอร์ไซค์ของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด

มร. อูเว่ ควาส กรรมการผู้จัดการ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย กล่าวว่า “ปี 2563 นี้ เป็นปีที่บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ปีที่ 20 แห่งการเติบโตและเดินหน้าสู่ความสำเร็จในประเทศไทย วิสัยทัศน์ในด้านความยั่งยืนและความหลากหลายของเราล้วนตอกย้ำถึงความสามารถอันโดดเด่นของโรงงานที่จังหวัดระยอง ซึ่งนับว่าเป็นหนึ่งในโรงงานประกอบที่มีประสิทธิภาพและรอบด้านที่สุดในเครือข่ายบีเอ็มดับเบิลยูทั่วโลก และด้วยบีเอ็มดับเบิลยูซีรี่ส์ 3 อีกสองรุ่นย่อยที่มาเสริมความแข็งแกร่งให้กับสายการประกอบในประเทศของเรา บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย จึงมีความสามารถในการประกอบรถทั้งหมด 15 รุ่นสำหรับบีเอ็มดับเบิลยู และบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ถือเป็นการต่อยอดก้าวครั้งใหญ่ที่สำคัญของเราในปีที่ผ่านมา ซึ่งเราได้เปิดตัวโรงงานผลิตแบตเตอรี่แรงดันสูงในประเทศไทย และยังได้ฉลองการประกอบรถยนต์และมอเตอร์ไซค์รวมทั้งหมด 155,000 คัน โดยในจำนวนนี้ เรายังได้ส่งออกกว่า 52,000 คันไปยัง 5 ประเทศในภูมิภาคนี้ นอกจากนี้ ในสายการประกอบที่โรงงานของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย เราคำนึงถึงการลดมลภาวะที่อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอยู่เสมอ และได้ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์กว่า 4,000 ตารางเมตรเพื่อปูรากฐานสู่การลดมลพิษโดยใช้พลังงานสะอาดอย่างยั่งยืนตลอดทั้งห่วงโซ่ธุรกิจ

“และอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของเรา คือการเดินหน้าปูรากฐานทักษะวิศวกรรมเมคคาทรอนิกส์ (Mechatronics) ให้แก่เยาวชนไทยผ่านโครงการพัฒนาบุคลากรด้านยานยนต์ในระบบทวิภาคี BMW Dual Excellence Program ซึ่งนักศึกษา 35% ของโครงการได้เข้าทำงานในโรงงานของบีเอ็มดับเบิลยู โดยในจำนวนนี้มีนักศึกษาหญิงถึง 27% แสดงถึงเจตนารมณ์ของบีเอ็มดับเบิลยูทั้งในด้านการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศผ่านการสร้างอาชีพให้แก่เยาวชน อีกทั้งยังแสดงถึงการส่งเสริมความเท่าเทียมและความหลากหลายทางเพศในวัฒนธรรมองค์กร”

ส่งต่อความสุขทั่วประเทศไทยผ่านความรับผิดชอบต่อสังคม

ความมุ่งมั่นด้านความยั่งยืนที่มีมาอย่างยาวนานของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ยังได้แผ่ขยายสู่ด้านอื่นๆ นอกเหนือจากยนตรกรรม โดยในปี 2562 บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย และองค์กรพันธมิตร ได้สานต่อโครงการ แคร์ ฟอร์ วอเตอร์ ซึ่งมุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้คนในพื้นที่ทุรกันดารผ่านการสร้างการเข้าถึงน้ำสะอาดต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 โดยได้ร่วมมือกับองค์กรไม่แสวงหากำไรสัญชาติอเมริกาอย่าง Waves For Water ซึ่งนอกจากจะได้มอบเครื่องกรองน้ำให้กับชุมชนต่าง ๆ ยังได้ให้คำแนะนำในการประกอบ ทำความสะอาด และรักษาระบบเครื่องกรองน้ำเพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์ได้สูงสุด ทำให้โครงการ แคร์ ฟอร์ วอเตอร์ เป็นโครงการเพื่อสังคมที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง โดยตั้งแต่ปี 2558 บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย และองค์กรพันธมิตร ได้บริจาคระบบเครื่องกรองน้ำจำนวน 6,201 เครื่อง ให้แก่ 74 ชุมชนทั่วประเทศ ส่งผลให้ชาวบ้านกว่า 620,100 คนสามารถเข้าถึงน้ำสะอาดได้โดยง่าย

ด้วยความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์สังคม ตลอดจนการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยให้ก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย และเครือข่ายผู้จำหน่าย ได้สานต่อโครงการ BMW Service Apprentice Program ที่ช่วยฝึกอบรมนักศึกษาอาชีวะทั้งในภาคทฤษฎีและในภาคปฏิบัติ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการการศึกษาระบบทวิภาคีเยอรมัน-ไทย (German-Thai Dual Excellence Education หรือ GTDEE) โดยนับจากปี 2555 เป็นต้นมา มีนักศึกษาอาชีวะที่จบหลักสูตรแล้วกว่า 106 คน และสำหรับ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย โครงการฝึกอบรมนักศึกษาอาชีวะในด้าน Mechatronics มีนักศึกษาที่จบหลักสูตรแล้ว 62 คน ตั้งแต่เริ่มโครงการในปี 2558 ช่วยขับเคลื่อนและยกระดับศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการผลิตยนตรกรรมแห่งใหญ่อีกด้วย