Home Blog Page 466

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย วางศิลาฤกษ์ ก่อสร้างโรงพ่นสีเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมแห่งใหม่

0

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ก่อสร้างโรงพ่นสีแห่งใหม่ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี โรงพ่นสีแห่งใหม่นี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการลงทุนมูลค่า 7 พันล้านบาทเพื่อปรับปรุงเทคโนโลยีและยกระดับขีดความสามารถของศูนย์การผลิตรถยนต์ของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ที่ดำเนินงานมาอย่างยาวนานในประเทศไทย มุ่งเสริมสร้างความแข็งแกร่งด้านการผลิตและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น นอกจากการก่อสร้างโรงพ่นสีแห่งใหม่นี้ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ยังมีแผนการปรับปรุงพัฒนาเพื่อยกระดับศูนย์การผลิตแหลมฉบังในอนาคต

“โรงพ่นสีแห่งใหม่คือส่วนหนึ่งของการลงทุนมูลค่า 7 พันล้านบาทที่นำไปสู่การพัฒนาความสามารถทางการแข่งขันด้านการผลิตของเราให้เพิ่มสูงขึ้นด้วยเทคโนโลยีอันทันสมัยและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม  การพัฒนาในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นพัฒนาธุรกิจสู่อนาคตอันยั่งยืนของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส” มร. โมะริคาซุ ชกกิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว

 

โรงพ่นสีแห่งใหม่นี้จะก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ในเดือนธันวาคม 2564 เมื่อแล้วเสร็จจะประกอบด้วยอาคาร 4 ชั้น ครอบคลุมพื้นที่กว่า 21,000 ตารางเมตร และจะเป็นโรงพ่นสีที่มีความทันสมัยและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย เป็นผู้บุกเบิกในด้านเทคโนโลยีการพ่นสีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยเริ่มต้นในปี 2555 เราเป็นผู้นำเทคโนโลยีระบบสีที่ใช้น้ำเป็นตัวทำละลาย (Waterborne) ที่ทันสมัยที่สุด ณ เวลานั้น มาใช้อย่างเป็นทางการที่โรงงานแหลมฉบัง 3 ซึ่งจะทำให้ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย เป็นศูนย์การผลิตแห่งแรกในประเทศไทย ที่ใช้เทคโนโลยีการพ่นสีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมล่าสุดในทุกโรงงาน

ปัจจุบันกระบวนการพ่นสีของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ที่เป็นแบบสีที่ใช้สารระเหยจะยังคงสามารถดำเนินการผลิตได้เป็นอย่างดีตามมาตรฐานและข้อกำหนดของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย แต่ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ได้ตระหนักถึงผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมจึงได้พิจารณาลงทุนเพิ่มในเทคโนโลยีที่สามารถลดการปล่อยสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย  หรือ VOCs ( Volatile Organic Compounds) ให้ได้มากที่สุด

 

โรงพ่นสีแห่งใหม่นี้จะติดตั้งระบบหุ่นยนต์อัตโนมัติและระบบ IoT (Internet of Things) เพื่อเพิ่มคุณภาพและประสิทธิภาพความแม่นยำในกระบวนการพ่นสีให้สูงขึ้น  พร้อมด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อเพิ่มความสามารถในการกำจัดสารระเหยที่หลงเหลือจากขั้นตอนการผลิต โรงพ่นสีแห่งใหม่จะสามารถลดการปล่อย VOCs ได้ถึงร้อยละ 81 พร้อมกันนี้จะใช้ระบบสายพานขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์บังคับแรงเสียดทาน (Friction Conveyor System) ที่สามารถลดมลภาวะทางเสียงในโรงงานได้ดีอีกด้วย

ขณะเดียวกันน้ำเสียจากกระบวนการพ่นสีจะถูกรีไซเคิลผ่านระบบรีเวอร์สออสโมซิสและนำกลับมาใช้ในกระบวนการผลิต จึงสามารถช่วยลดปริมาณน้ำเสียลงร้อยละ 80 และยังช่วยลดการนำน้ำใหม่มาใช้ในกระบวนการพ่นสีร้อยละ 80 เมื่อเทียบกับกระบวนการพ่นสีในปัจจุบัน

โรงพ่นสีแห่งใหม่นี้ยังจะได้รับการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนดาดฟ้า ที่ละกะวัตต์อารถนการพ่นสีพมs) ลยีที่สามารถลด ำหนดของ yสามารถผลิตไฟฟ้าได้ถึง 3,000 เมกะวัตต์ชั่วโมงต่อปี ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 1,707 ตันต่อปี โดยเมื่อรวมกับแผนการใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ของโรงงานแหลมฉบังแล้ว จะสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้เกือบ 6,000 ตันต่อปี

 

การลงทุนก่อสร้างโรงพ่นสีแห่งใหม่และการยกระดับศูนย์การผลิตได้ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นและการให้ความสำคัญของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ที่มีต่อประเทศไทย โดยปัจจุบันรถยนต์ 4 รุ่นหลักของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ที่ผลิตขึ้นในประเทศไทย ได้แก่ มิตซูบิชิ ไทรทัน มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต
มิตซูบิชิ แอททราจ
และ มิตซูบิชิ มิราจ ได้ส่งออกไปยังกว่า 120 ประเทศทั่วโลก โดยในปี 2562 ที่ผ่านมา มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ครองอันดับหนึ่งด้านการส่งออกรถยนต์ของประเทศไทย

การยกระดับความสามารถด้านการผลิตในประเทศไทยยังสอดคล้องกับกลยุทธ์ระยะยาวของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ที่ได้ให้ความสำคัญต่อความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การประหยัดพลังงานและการใช้กพลังงานทางเลือก รวมถึงการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้เพื่อเพิ่มคุณภาพและประสิทธิภาพในการผลิตให้สูงขึ้น

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส เริ่มดำเนินธุรกิจในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2504 โดยโรงงานผลิตที่แหลมฉบังเริ่มดำเนินงานครั้งแรกในปี 2535 และได้เติบโตสู่การเป็นศูนย์กลางด้านการผลิตและส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส นอกประเทศญี่ปุ่น จึงมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตทางธุรกิจ และสร้างความแข็งแกร่งให้กับ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ในระดับโลก การก่อสร้างโรงพ่นสีแห่งใหม่นับเป็นโครงการเริ่มต้นของแผนการยกระดับและปรับปรุงศูนย์การผลิตครั้งสำคัญในรอบเกือบ 30 ปี ของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย

มาสด้าคอนเฟิร์มปิกอัพ BT-50 PRO เติมดีเซล B20 ได้

0

มาสด้า เสริมทัพปิกอัพพันธุ์แกร่ง BT-50 PRO เพื่อรองรับการใช้น้ำมันดีเซล B20 โดยยังคงความเป็นรถปิกอัพที่ตอบสนองการใช้งานได้ทั้งการเป็นรถยนต์นั่งเพื่อทุกคนในครอบครัว และการบรรทุกที่มีสมรรถนะการขับขี่อันทรงพลัง หวังให้ลูกค้ามาสด้าได้มีส่วนร่วมในการช่วยเหลือเกษตรกรไทยเติมน้ำมันดีเซล B20 ตามนโยบายภาครัฐ

นายชาญชัย ตระการอุดมสุข ประธานบริหาร มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย กล่าวว่า จากการที่ภาครัฐมีมาตรการส่งเสริมการใช้น้ำมันดีเซล B20 เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรไทย และลดปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ที่เข้าขั้นวิกฤตในหลายพื้นที่ของประเทศโดยมีสาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ของรถยนต์ ซึ่งได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชนขานรับกับนโยบายนี้ ส่งผลให้ราคาผลปาล์มปรับเพิ่มสูงขึ้น แก้ไขปัญหาปริมาณน้ำมันปาล์มส่วนเกินได้สำเร็จ รวมถึงปัญหาฝุ่นละอองที่ลดระดับความรุนแรงลง ด้วยประเทศไทยเป็นตลาดรถปิกอัพขนาด 1 ตัน อันดับหนึ่งของโลก หากผู้ใช้รถปิกอัพช่วยกันปฏิบัติตามนโยบายภาครัฐ เชื่อว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้อย่างรวดเร็วและยั่งยืน อีกทั้งยังช่วยเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานเชื้อเพลิงในระยะยาวด้วยการลดปริมาณนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศ ลดภาระที่เกิดจากความผันผวนของราคาน้ำมันโลก

จากเหตุผลข้างต้น มาสด้าในฐานะผู้จำหน่ายรถปิกอัพรุ่น BT-50 PRO ที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซล จึงออกประกาศแผนในการศึกษา พัฒนาในทันทีเพื่อดำเนินการอัพเกรดอุปกรณ์ในรถปิกอัพมาสด้าให้สามารถรองรับน้ำมันดีเซล B20 สำหรับลูกค้าที่จองซื้อรถปิกอัพ BT-50 PRO ที่เริ่มผลิตตั้งแต่เดือนมกราคม ปี 2563 สามารถเติมน้ำมันดีเซล B20 ได้โดยไม่ส่งผลกระทบต่อการเครื่องยนต์ สมรรถนะของรถ และอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันแต่อย่างใด ซึ่งสามารถช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในส่วนของน้ำมันเชื้อเพลิงไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการ ประชาชนที่ใช้เป็นยานพาหนะส่วนตัว รวมถึงประชาชนที่ใช้บริการรถสาธารณะด้วยราคาน้ำมันดีเซล B20 ที่ต่ำกว่าน้ำมันดีเซลปกติ อีกทั้งยังช่วยให้ระบบการเผาไหม้ของเครื่องยนต์สะอาดยิ่งขึ้น ตอบรับกับวิสัยทัศน์ Sustainable zoom-zoom 2030 คือ การแก้ปัญหาที่ต้องเผชิญ เพื่อให้โลกของเรายังคงสวยงาม เพื่อผู้คน และสังคมให้น่าอยู่ตลอดไป

รถปิกอัพมาสด้า BT-50 PRO ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อยกระดับด้วยดีไซน์ภายนอกให้ความสปอร์ตหรูหราไปอีกขั้น เน้นเอกลักษณ์การออกแบบเช่นเดียวกับรถยนต์นั่งของมาสด้า เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับกลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบรถปิกอัพแบบอเนกประสงค์ แต่ให้ความสปอร์ตหรู ช่วงล่างดี ห้องโดยสารกว้าง สามารถตอบสนองไลฟ์สไตล์ที่ทันสมัยของลูกค้าในปัจจุบัน มีคุณสมบัติโดดเด่นกว่ารถปิกอัพทั่วไปที่จำหน่ายในท้องตลาด มีให้เลือกทั้งตัวถังแบบฟรีสไตล์แคบ หรือบานแค็ปเปิดได้ FSC และรุ่น 4 ประตู DBL แบบยกสูง Hi-Racer มีให้เลือกทั้งเกียร์ธรรมดาและเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด มาพร้อมเครื่องยนต์ 2.2 ลิตร 150 แรงม้า วางจำหน่ายในราคาเท่าเดิม

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป เปิดศักราช 2563 เผยโฉมทัพยนตรกรรมใหม่ครบทั้งบีเอ็มดับเบิลยู มินิ และบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด

0

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เริ่มต้นเส้นทางแห่งความสำเร็จของการดำเนินธุรกิจในปี 2563 ด้วยการเผยโฉมครั้งแรกของ BMW 218i Gran Coupe M Sport ใหม่ เสริมทัพซีรี่ส์ 3 ด้วยรุ่นประกอบในประเทศ พร้อมมินิ คูเปอร์ เอสอี รถยนต์ไฟฟ้า 100% รุ่นแรกของมินิ และมินิ คูเปอร์ เอส คันทรีแมน ไฮทริม (ระบบเกียร์ส่งกำลังใหม่) 

BMW 218i Gran Coupe M Sport ใหม่
ราคาจำหน่าย: 2,399,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และโปรแกรมบำรุงรักษา BSI Standard)

บีเอ็มดับเบิลยู 218i Gran Coupe M Sport รุ่นแรกในประวัติศาสตร์ มาพร้อมกับคอนเซปต์คูเป้ 4 ประตู ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในรุ่นรถที่สูงกว่า พร้อมให้ได้ยลโฉมเป็นครั้งแรกในเซกเมนต์รถยนต์พรีเมียมคอมแพคต์ มอบอีกหนึ่งทางเลือกที่โก้หรูยิ่งขึ้นให้กับรถยนต์ซีดานรุ่นคลาสสิคนี้ พร้อมเติมเต็มอัตลักษณ์และสุนทรียะให้เพลิดเพลินไปกับทุกอารมณ์การขับขี่ด้วยดีไซน์พรีเมียมหรูหราที่อวดโฉมมาแล้วในรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 6, ซีรี่ส์ 4, และ ซีรี่ส์ 8 กับรายละเอียดเฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใคร

บีเอ็มดับเบิลยู 218i Gran Coupe M Sport แตกต่างไม่เหมือนใครด้วยเค้าโครงที่โฉบเฉี่ยวกว่าเคยด้วยดีไซน์ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากรถยนต์คูเป้รุ่นคลาสสิค เช่น กระจกประตูข้างแบบไร้กรอบทั้ง 4 ประตู ด้านรูปลักษณ์สปอร์ตโหลดเตี้ยทรงกว้างส่งให้บุคลิกบนถนนเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ พร้อมช่วงหน้าอันปราดเปรียวที่เสริมให้รถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูสุดคลาสสิคดูแปลกตาน่าค้นหากว่าเคย ส่วนไฟหน้าสี่ตาอันเป็นเอกลักษณ์ทำมุมเล็กน้อย เสริมความโดดเด่นให้กับกระจังหน้ารูปไตที่มาพร้อมกับซี่กระจังซึ่งให้ความรู้สึกมีมิติยิ่งกว่า มาพร้อมอุปกรณ์มาตรฐานไฟหน้า LED ที่ให้ความรู้สึกทันสมัย

เส้นสายอันเฉียบคมด้านข้างตัวรถของบีเอ็มดับเบิลยู 218i Gran Coupe M Sport เน้นย้ำสัดส่วนอันปราดเปรียวและความเรียบหรูอันเป็นเอกลักษณ์ของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู คูเป้ รุ่นหลัง เส้นโค้งของหลังคาที่ทอดตัวอย่างสง่างาม พร้อมทรงหน้าต่างและเส้นข้างตัวรถที่ยาวขึ้น ส่งให้ตัวรถดูโฉบเฉี่ยวเปรียวยาว ในขณะที่ตัวรถด้านข้างบริเวณเสา C โดดเด่นชัดเจน พร้อมเส้นโค้งอันทรงพลังของล้อหลัง และไฟท้ายเพรียวบางที่ลาดออกในแนวนอน ควบคู่ชิ้นส่วนสีดำ High-gloss Black ที่เชื่อมต่อไฟท้ายทั้งสองส่วนสู่ตราสัญลักษณ์บีเอ็มดับเบิลยูตรงกลาง ส่งให้บีเอ็มดับเบิลยู 218i Gran Coupe M Sport ดูกว้างขวางทรงอำนาจบนท้องถนนยิ่งกว่า เช่นเดียวกับไฟหน้า ไฟท้าย LED มาพร้อมตัวรถเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน

แม้รูปลักษณ์ภายนอกจะดูสปอร์ตปราดเปรียว ผู้โดยสารยังคงสามารถเพลิดเพลินไปกับพื้นที่ใช้สอยอันยืดหยุ่น ด้วยที่เก็บของท้ายรถซึ่งรองรับปริมาตรการบรรจุได้ถึง 430 ลิตร ทั้งยังสามารถปรับขยายได้หลากหลายรูปแบบ บีเอ็มดับเบิลยู 218i Gran Coupe M Sport ยังมาพร้อมกับล้ออัลลอยน้ำหนักเบาขนาด 18 นิ้ว และหลังคาพาโนรามิคขนาดใหญ่ที่สามารถเปิดออกด้านนอกได้ไม่จำกัดระดับ พร้อมโหมดระบายอากาศไฟฟ้า

บีเอ็มดับเบิลยู 218i Gran Coupe M Sport ส่งตรงขุมพลังจากเครื่องยนต์เบนซิน 3 สูบ ขนาด 1.5 ลิตร และเทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo ทำงานควบคู่เกียร์อัตโนมัติ 7 จังหวะ Steptronic แบบคลัทช์คู่ ด้านเครื่องยนต์ให้กำลังสูงสุด 140 แรงม้า / 103 กิโลวัตต์ มอบแรงบิดสูงสุด 220 นิวตันเมตร ที่ 1,480-4,200 รอบต่อนาที ส่งพลังให้เร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายใน 8.7 วินาที และความเร็วสูงสุดที่ 215 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ภายในห้องโดยสารของบีเอ็มดับเบิลยู 218i Gran Coupe M Sport ผสมผสานความหรูหราด้วยวัสดุชั้นเยี่ยมและพื้นที่ใช้สอยที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองทั้งไลฟ์สไตล์ครอบครัวและการเดินทางระยะยาว ส่วนภายในห้องโดยสารฝั่งคนขับ ส่งมอบข้อมูลสำคัญในการขับขี่ให้ผู้ขับได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่จำเป็นต้องละสายตาจากถนนด้วยหน้าจอ และแผงหน้าปัด Instrument Cluster ขนาด 5.1 นิ้ว รวมไปถึงจอสัมผัส Control Display ขนาด 8.8 นิ้ว ที่ตั้งอยู่กลางคอนโซลทำมุมเข้าหาคนขับเล็กน้อยตามแบบฉบับของบีเอ็มดับเบิลยู

การออกแบบที่เน้นผู้ขับยังถูกเสริมด้วยแถบสีที่พาดผ่านตรงเข้าสู่ที่นั่งคนขับ และรายละเอียด graining effects แบบต่างๆ รวมไปถึงพื้นผิวที่หลากหลายของแผงหน้าปัดและบริเวณหลังพวงมาลัย โดยแถบสีบริเวณแผงหน้าปัดและกรอบประตูมาในลาย ‘Illuminated Boston’ ด้านพวงมาลัย M Sport และเบาะที่นั่งตอนหน้าดีไซน์สปอร์ตหุ้มหนังแท้ Dakota พร้อมรูระบายอากาศส่งให้บีเอ็มดับเบิลยู 218i Gran Coupe M Sport ดูสปอร์ตโฉบเฉี่ยวขึ้นอีกขั้น

 

BMW 320d M Sport ใหม่ (ประกอบภายในประเทศ)
ราคาจำหน่าย: 2,549,000 บาท (พร้อมโปรแกรมบำรุงรักษา BSI Standard)

BMW 330e M Sport ใหม่ (ประกอบภายในประเทศ)
ราคาจำหน่าย: 2,799,000 บาท (พร้อมโปรแกรมบำรุงรักษา BSI Standard)

ในครั้งนี้รถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 3 เจเนอเรชั่นที่ 7 ได้นำการผสมผสานอันเป็นเอกลักษณ์จากความเพลิดเพลินในการขับขี่รถสปอร์ต ดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยว และประสิทธิภาพอันเหนือชั้น มามอบให้แก่ผู้ขับขี่ชาวไทยในรถยนต์สองรุ่นย่อยซึ่งประกอบขึ้นภายในประเทศ

บีเอ็มดับเบิลยู 320d M Sport ใหม่ และบีเอ็มดับเบิลยู 330e M Sport ใหม่ สืบทอดรูปโฉมที่ทันสมัยและปราดเปรียวของบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 3 ซีดาน ใหม่ ด้วยเส้นสายที่แข็งแกร่งและคมชัด ด้านหน้าของตัวรถคือกระจังหน้าทรงไตคู่ขนาดใหญ่ในกรอบที่เชื่อมกับไฟหน้าคู่ LED ทรงเรียวยาว ส่งเสริมรูปลักษณ์ความสง่าแบบรถสปอร์ตให้โดดเด่นด้วยดีไซน์แบบ Hofmeister Kink อันเป็นเอกลักษณ์ด้วยกรอบหน้าต่างที่ได้รับการออกแบบให้เป็นหนึ่งเดียวกับเสา C-pillar พร้อมด้วยไฟท้ายดีไซน์ใหม่เรียวยิ่งขึ้นในรูปทรง L แนวนอนสีหม่นแบบสามมิติ และท่อไอเสียแบบคู่ให้ท้ายรถดูกว้างและสปอร์ตกว่าเดิม

สำหรับบีเอ็มดับเบิลยู 330e M Sport ใหม่ ได้ยกระดับการขับเคลื่อนอันน่าประทับใจของบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 3 ซีดาน ให้ก้าวหน้าไปอีกขั้นด้วย XtraBoost ฟังก์ชั่นใหม่ที่จะเผยสมรรถนะสูงสุดของรถยนต์ออกมา บีเอ็มดับเบิลยู 330e M Sport ใหม่ ทรงพลังด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 2.0 ลิตร มาพร้อมกับเทคโนโลยี TwinPower Turbo และมอเตอร์ไฟฟ้า มอบพละกำลังสูงสุด 215 กิโลวัตต์ / 292 แรงม้า และสามารถเพิ่มกำลังส่งในการเร่งความเร็วได้มากยิ่งขึ้นในโหมด SPORT เพียงเหยียบคันเร่งเพื่อกระตุ้นการทำงานของ XtraBoost และปลดปล่อยพละกำลังเสริมมากถึง 30 กิโลวัตต์ / 40 แรงม้า ภายในเวลาเพียง 10 วินาที ทำให้บีเอ็มดับเบิลยู 330e M Sport ใหม่ มีอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 5.9 วินาที ต่อเนื่องไปจนถึงความเร็วสูงสุด 230 กม./ชม.

ในโหมดการขับขี่แบบ HYBRID ของบีเอ็มดับเบิลยู 330e M Sport ใหม่ สามารถเร่งความเร็วสูงสุดได้ถึง 110 กม./ชม. ซึ่งมากกว่ารุ่นก่อนหน้า 30 กม./ชม. โดยใช้เพียงพลังงานไฟฟ้าก่อนสลับไปเป็นการใช้พลังงานเครื่องยนต์ ขณะเดียวกันในโหมด ELECTRIC ซึ่งเป็นโหมดการขับขี่แบบไร้มลพิษ สามารถเร่งความเร็วสูงสุดได้ถึง 140 กม./ชม. มากกว่ารุ่นเดิมที่ทำได้ 120 กม./ชม. บีเอ็มดับเบิลยู 330e M Sport ยังได้ปรับปรุงอัตราการขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้าปลอดมลพิษให้มากกว่ารุ่นก่อน 50 เปอร์เซ็นต์ ในระยะทางขับขี่สูงสุดที่  55-68 กิโลเมตร ในขณะเดียวกันยังลดการใช้อัตราการสิ้นเปลืองและการปล่อยมลพิษในโหมดขับขี่อื่น ๆ ได้มากกว่า 15 เปอร์เซ็นต์ ระบบสร้างเสียงจำลองเพื่อให้ผู้ใช้ทางเท้าได้ยินจะถูกเปิดใช้ในขณะขับขี่ด้วยระบบพลังงานไฟฟ้าเพื่อส่งเสียงเตือนผู้ใช้ทางเท้าผ่านระบบลำโพงติดตั้งภายนอก

ทางด้านบีเอ็มดับเบิลยู 320d M Sport ใหม่ ที่ประกอบภายในประเทศ ทรงพลังด้วยเครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ ซึ่งสามารถเร่งความเร็วสูงสุดได้ถึง 140 กิโลวัตต์ / 190 แรงม้าที่ 4,000 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 400 นิวตันเมตรที่ 1,750 – 2,500 รอบต่อนาที สามารถเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 6.8 วินาที และมีความเร็วสูงสุด 240 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

การออกแบบสไตล์ M Sport ของบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 3 ซึ่งประกอบขึ้นภายในประเทศทั้งสองรุ่นย่อยนี้ เสริมความโดดเด่นคล่องแคล่วบนท้องถนนด้วยชุดแต่ง M Aerodynamics ทั้งในส่วนด้านหน้า ด้านข้างและด้านหลังของรถยนต์ กระจังหน้าทรงไตคู่อันเป็นเอกลักษณ์ของบีเอ็มดับเบิลยูได้ถูกออกแบบเป็นพิเศษบริเวณซี่กระจังหน้าไตคู่สีดำเงาและขอบช่องดักอากาศแบบสี Chrome เพิ่มความโฉบเฉี่ยวยิ่งขึ้นด้วยช่วงล่าง M Sport สำหรับบีเอ็มดับเบิลยู 320d M Sport และช่วงล่าง Adaptive M

สำหรับบีเอ็มดับเบิลยู 330e M Sport มาพร้อมระบบพวงมาลัยไฟฟ้าแปรผันตามการหมุนและความเร็วแบบ Servotronic และคาลิเปอร์เบรกแบบ M Sport เพิ่มความเพลิดเพลินในการขับขี่ด้วยความสะดวกสะบายและความหรูหราในห้องโดยสารที่ประกอบด้วยพวงมาลัยหนังแท้ M กาบบันไดและชุดแป้นวางเท้า เพดานหลังคาภายในสี Anthracite และอีกมากมาย

 

MINI Cooper SE ใหม่
ราคาจำหน่าย: 2,290,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม โปรแกรมบำรุงรักษา MSI Standard)

มินิ คูเปอร์ เอสอี ใหม่ สืบทอดตำนานความคลาสสิกตามแบบฉบับมินิ 3 ประตู แต่แทนที่เครื่องยนต์เบนซินหรือดีเซลด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า จึงทำให้มินิ คูเปอร์ เอสอี ไร้การปล่อยมลพิษได้อย่างแท้จริง โดยระบบส่งกำลังและวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่ควบคุมการจ่ายพลังงานไฟฟ้าไปยังระบบต่าง ๆ จะติดตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าของรถในโครงสร้างรูปทรงท่อ ส่วนแบตเตอรี่แรงดันสูงที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาสำหรับมินิ คูเปอร์ เอสอีโดยเฉพาะ ประกอบไปด้วยเซลล์แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนจำนวน 12 โมดูล ติดตั้งในรูปทรงตัว T บริเวณใต้รถ จุพลังงานไฟฟ้ารวม 32.6 กิโลวัตต์ชั่วโมง

มอเตอร์ไฟฟ้าในมินิ คูเปอร์ เอสอี ใหม่ ไม่เพียงมีขนาดเล็กกว่าเครื่องยนต์สันดาปทั่วไป แต่ยังมีน้ำหนักเบากว่ามาก จึงทำให้กระจายน้ำหนักสู่เพลาได้อย่างสมมาตรยิ่งขึ้น ซึ่งเมื่อผสานกับจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำของมินิ คูเปอร์ เอสอี จึงทำให้มีความคล่องตัว ควบคุมได้อย่างแม่นยำและง่ายดายยิ่งขึ้นแม้ขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูง และยังมีประสิทธิภาพในการเกาะถนนมากขึ้นจากตำแหน่งที่ตั้งของแบตเตอรี่แรงดันสูงบริเวณใต้ท้องรถ ระหว่างเบาะนั่งด้านหน้าไปจนถึงบริเวณใต้เบาะหลัง การติดตั้งแบตเตอรี่ที่ใต้ท้องรถเช่นนี้ ทำให้มินิ คูเปอร์ เอสอี มีพื้นที่ในการเก็บสัมภาระมากกว่ารุ่นอื่น ๆ และเพื่อเป็นการสร้างระยะห่างจากแบตเตอรี่ใต้ท้องรถและพื้นถนน มินิ คูเปอร์ เอสอีจึงได้รับการออกแบบให้สูงกว่ามินิรุ่นอื่น ๆ 18 มิลลิเมตร

ขุมพลังไฟฟ้าใน มินิ คูเปอร์ เอสอี เป็นมอเตอร์ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูงรุ่นใหม่ล่าสุดที่บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ปได้พัฒนาขึ้น สามารถส่งพละกำลังสูงสุด 135 กิโลวัตต์ / 184 แรงม้า และด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าจึงสามารถส่งแรงบิดสูงสุด 270 นิวตันเมตรได้ทันทีที่เท้าแตะคันเร่งแม้จากรถหยุดนิ่ง ส่งความเร็วจาก 0 ถึง 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 3.9 วินาที มอบความแรงเร้าใจใน 60 เมตรแรกได้เทียบชั้นรถสปอร์ต และสามารถเร่งความเร็วจากหยุดนิ่งถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 7.3 วินาที มินิ คูเปอร์ เอสอี ทำความเร็วสูงสุดได้ 150 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนในการวิ่งได้ระยะทางสูงสุดราว 217 กิโลเมตร (ตามมาตรฐาน NEDC) ติดตั้งระบบการจำลองเสียงเพื่อเตือนคนเดินถนน ซึ่งเป็นเสียงเฉพาะสำหรับรุ่นมินิ คูเปอร์ เอสอี เท่านั้น โดยจำลองเสียงผ่านทางระบบลำโพงสำหรับขณะขับขี่ที่ความเร็วต่ำ โดยทุกชิ้นส่วนของระบบการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า จะได้รับการปกป้องด้วยโครงสร้างที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ และจะหยุดการทำงานทั้งหมดทันทีหากได้เกิดการชน

มินิ คูเปอร์ เอสอี ยังมาพร้อมระบบควบคุมเสถียรภาพการขับขี่ (DSC) ที่เสริมความสนุกสนานขณะโลดแล่นบนท้องถนนได้อย่างเร้าใจยิ่งขึ้น โดยไม่สูญเสียประสิทธิภาพในการยึดเกาะถนน และรองรับการตั้งค่าต่าง ๆ ตามสภาวะการขับขี่และรูปแบบการขับขี่ที่เฉพาะตัวของแต่ละบุคคล โดยมาพร้อมโหมดการขับขี่ 4 รูปแบบ ได้แก่ Sport, MID, GREEN, และ GREEN+ ซึ่งสามารถช่วยเพิ่มระยะทางในการขับขี่โดยการจำกัดหรือหยุดการทำงานของระบบอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เช่น ระบบปรับอากาศหรือระบบอุ่นเบาะที่นั่ง เป็นต้น

 อีกหนึ่งเอกลักษณ์อันโดดเด่นของเทคโนโลยีการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป คือการนำพลังงานจากการเบรกกลับมาใช้ใหม่ (regenerative brake) ที่ทำให้รถชะลอความเร็วทันทีที่ผู้ขับยกเท้าออกจากคันเร่ง จึงสามารถลดความเร็วรถได้ขณะขับขี่ที่ความเร็วต่ำโดยไม่ต้องแตะเบรก ทำให้ ผู้ขับขี่สามารถควบคุมความเร็วได้โดยใช้เพียงคันเร่งเท่านั้น หรือที่เรียกว่าเป็นประสบการณ์ในการขับขี่แบบ one-pedal feeling โดยมินิ คูเปอร์ เอสอี ถือเป็นรถยนต์รุ่นแรกของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ที่ผู้ขับสามารถเลือกปรับเปลี่ยนระหว่างการขับขี่แบบ one-pedal feeling หรือเลือกลดระดับการนำพลังงานจากเบรกกลับมาใช้ใหม่ เพื่อทำให้รถชะลอตัวนุ่มนวลยิ่งขึ้น ให้ความรู้สึกเพลิดเพลินได้ไม่ต่างจากมินิรุ่นอื่น ๆ

แบตเตอรี่แรงดันสูงสามารถรองรับสายชาร์จทั้งแบบมาตรฐานและสายชาร์จจาก MINI ELECTRIC Wallbox ที่รองรับกำลังไฟได้สูงสุด 11 กิโลวัตต์ ชาร์จถึง 80 เปอร์เซ็นต์ภายใน 2.5 ชั่วโมง และชาร์จเต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ภายใน 3.5 ชั่วโมง และหากชาร์จจากสถานีที่เป็นหัวชาร์จแบบ DC fast-charging จะช่วยให้สำรองพลังงานได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งมินิ คูเปอร์ เอสอี ได้รับการออกแบบมาให้รองรับพลังงานในการชาร์จได้สูงสุด 50 กิโลวัตต์ ชาร์จได้ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ภายในเพียง 36 นาที โดยสามารถรองรับหัวชาร์จทั้ง AC และ DC แบบ Type 2 และหัวชาร์จ CCS Combo 2 ซึ่งจะมีไฟบอกสถานะการชาร์จปรากฎอยู่เหนือเต้าเสียบใน 3 สถานะด้วยกัน ได้แก่ ไฟสีส้มขณะเริ่มชาร์จ ไฟกระพริบสีเหลืองระหว่างการชาร์จ และไฟสีเขียวเมื่อชาร์จเต็ม

ภายในห้องโดยสารมาพร้อมเบาะผ้าสีดำ Carbon Black ลาย Double Stripe หัวเกียร์ในดีไซน์เฉพาะสำหรับรุ่นมินิ คูเปอร์ เอสอี ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ 2 โซน แยกการระบายอากาศและการควบคุมอุณหภูมิระหว่างผู้ขับและผู้โดยสาร แผงหน้าปัดมาในดีไซน์เฉพาะรุ่นเช่นเดียวกัน โดดเด่นด้วยจอแสดงผลสีดิจิทัลขนาด 5.5 นิ้ว ในดีไซน์ Black Panel ด้านหลังพวงมาลัย โดยอัตราความเร็วในการขับขี่จะแสดงผลทั้งในแบบตัวเลขและแถบทรงกลมอยู่บริเวณกลางจอ ส่วนด้านข้างเป็นการแสดงข้อมูลในรูปแบบดิจิทัลเกี่ยวกับระดับพลังงานของแบตเตอรี่แรงดันสูง โหมดการขับขี่ สถานะของระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ และสัญญาณแสดงสถานะการทำงานของระบบต่าง ๆ รวมทั้งเวลาที่ใช้ในการชาร์จแบตเตอรี่ สำหรับจอระบบสัมผัสขนาด 6.5 นิ้วบริเวณแผงคอนโซล รองรับการแสดงผลจากบริการ MINI Connected ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าโดยเฉพาะ เช่น จอ eDrive ที่แสดงข้อมูลเกี่ยวกับการใช้พลังงานและระยะทางที่วิ่งได้ รวมถึงทางเลือกต่าง ๆ ในการเพิ่มระยะทางในการขับขี่

ดีไซน์ภายนอกมาพร้อมเส้นสายการออกแบบที่โดดเด่นและชัดเจน สะท้อนถึงเทคโนโลยีการขับขี่แห่งอนาคตที่ล้ำสมัย ส่วนฝาครอบที่ชาร์จไฟฟ้าอยู่เหนือล้อหลังด้านขวา ซึ่งเป็นตำแหน่งเดียวกับฝาถังน้ำมันของมินิ 3 ประตู บนฝาแสดงสัญลักษณ์ MINI Electric เพื่อสร้างความแตกต่างระหว่างการใช้เชื้อเพลิงน้ำมันและการใช้พลังงานไฟฟ้า สัญลักษณ์นี้ยังปรากฎบริเวณกรอบไฟเลี้ยวด้านข้าง ประตูท้ายรถ และกระจังหน้า ซึ่งสะดุดตาด้วยแถบสีเหลืองรับกับฝาครอบกระจกข้างในสีเดียวกัน สร้างความโดดเด่นเฉพาะตัวให้แก่มินิ คูเปอร์ เอสอี ซึ่งมาพร้อมไฟหน้า LED เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน

ดีไซน์กระจังหน้าที่ปรากฎเฉพาะในมินิ คูเปอร์ เอสอี ใต้ท้องรถที่มีแผ่นปิดเกือบรอบคัน และกระโปรงท้ายรถในรูปลักษณ์สะดุดตา ล้วนมีส่วนช่วยลดแรงต้านของอากาศ ซึ่งเมื่อปราศจากท่อไอเสีย อากาศจึงสามารถไหลผ่านใต้ท้องรถไปยังท้ายรถได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังเสริมประสิทธิภาพด้านอากาศพลศาสตร์ด้วยล้ออัลลอยน้ำหนักเบาขนาด 17 นิ้ว ลาย MINI Electric Corona พร้อมยางรันแฟลตที่มีเป็นพิเศษเฉพาะในรุ่นมินิ คูเปอร์ เอสอีเท่านั้น

 

MINI Cooper S Countryman Hightrim (ระบบเกียร์ส่งกำลังใหม่)
ราคาจำหน่าย: 2,499,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และโปรแกรมบำรุงรักษา MSI Standard)

มินิ คูเปอร์ เอส คันทรีแมน ไฮทริม ใหม่ มาในรูปลักษณ์ปราดเปรียวและคลาสสิกในสไตล์คันทรีแมน ภายนอกและภายในห้องโดยสารตกแต่งด้วย Chrome Line ตัดขอบด้วยเส้นสายโครเมียมสีเงิน เพิ่มความหรูหรา ภายในรถมาพร้อมกล้องมองหลังและระบบ Parking Assistant ช่วยให้จอดรถได้ง่ายดาย และกระจกมองหลังตัดแสงอัตโนมัติ เพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่

มินิ คูเปอร์ เอส คันทรีแมน ไฮทริม ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ขนาด 2.0 ลิตร มอบกำลังสูงสุดถึง 141 กิโลวัตต์/192 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 280 นิวตันเมตร ที่ 1,350-4,600 รอบต่อนาที เช่นเดียวกับในรุ่นมินิ คูเปอร์ เอส คันทรีแมน และทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติแบบคลัทช์คู่ Steptronic 7 จังหวะแบบสปอร์ตพร้อม Paddle Shift พวงมาลัยหนังแท้สไตล์ MINI Yours แบบสปอร์ตพร้อมระบบมัลติฟังก์ชั่น และล้ออัลลอยสีดำลาย Pin Spoke ขนาด 18 นิ้ว ขับขี่ได้สนุกทันใจแบบมีสไตล์

ห้องโดยสารตกแต่งในสไตล์ MINI Yours Piano Black Illuminated สีดำมันวาว มาพร้อมไฟสีที่แต่งแต้มห้องโดยสารเพื่อเสริมสร้างบรรยากาศยามค่ำคืน พร้อมด้วยเครื่องเสียงชั้นเลิศจาก Harman Kardon ที่พร้อมมอบความเพลิดเพลินให้กับทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร เพื่อการเดินทางที่สุนทรีย์ยิ่งขึ้น

ด้วยระบบแสดงผล MINI Head-Up Display ที่ได้รับแรงบรรดาลใจจากเทคโนโลยีในห้องโดยสารเครื่องบินเจ็ท ผู้ขับขี่มินิ คูเปอร์ เอส คันทรีแมน ไฮทริม จะสามารถมองเห็นข้อมูลการขับขี่ เช่น ความเร็วของรถยนต์ โดยที่ไม่ได้บดบังทัศนวิสัยบนท้องถนน ส่วนหน้าจอระบบสัมผัสดีไซน์ใหม่ขนาด 8.8 นิ้ว จะอยู่บริเวณกลางแผงคอนโซล พร้อมระบบ MINI Connected ที่เป็นเสมือนผู้ช่วยส่วนตัวในยามเดินทาง แสดงพิกัดของรถ และข้อมูลต่างๆ ผ่านการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน เพื่อความสะดวกสบายในทุกการเดินทาง

 

 

กรังด์ปรีซ์ ผนึกกำลังพันธมิตรประกาศความพร้อม ROYAL’S CUP 2020 ณ สนาม กรังด์ปรีซ์ กอล์ฟ คลับ กาญจนบุรี

0

บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) จับมือพันธมิตรประกาศความพร้อมจัด “การแข่งขันกอล์ฟอาชีพ ถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ROYAL’S CUP 2020” ในวันที่ 12-15 มีนาคม 2563 ณ สนาม กรังด์ปรีซ์ กอล์ฟ คลับ อำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี โดยมีนักกอล์ฟอาชีพแถวหน้าของโลกกว่า 150 คน เตรียมร่วมดวลวงสวิงชิงเงินรางวัล 400,000 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมรางวัลพิเศษ รถยนต์หรู 7 คัน แบ่งเป็นรางวัลโฮล-อิน-วัน 4 คัน และรางวัลอัลบาทรอส 3 คัน รวมมูลค่ากว่า 12,000,000 บาท

การแข่งขันการแข่งขันกอล์ฟอาชีพ ถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ROYAL’S CUP 2020 จัดโดยบริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) โดยความร่วมมือกับการกีฬาแห่งประเทศไทย กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และ เอเชียน ทัวร์  ถือเป็นรายการแข่งขันกอล์ฟอาชีพ ถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 เป็นครั้งแรกของประเทศไทย ซึ่งจะมีนักกอล์ฟเข้าร่วมการแข่งขันทั้งหมด 150 คน ประกอบด้วยนักกอล์ฟสมาชิกเอเชียน ทัวร์ 90 คน  นักกอล์ฟไทย 40 คน และนักกอล์ฟรับเชิญ 20 คน  ได้แก่ สก็อตต์ เฮนด์ จากออสเตรเลีย, ชีฟ คาปูร์ จากอินเดีย รวมถึงนักกอล์ฟอาชีพชั้นนำชาวไทยทั้ง ภูมิ ศักดิ์แสนศิลป์, พชร คงวัดใหม่, ปวิธ ตั้งกมลประเสริฐ, และ กัญจน์ เจริญกุล ต่างตอบรับเข้าร่วมการแข่งขันเพื่อมาร่วมดวลวงสวิงชิงเงินรางวัลกว่า 400,000 เหรียญสหรัฐฯ

 

ดร.ปราจิน เอี่ยมลำเนา ประธานกรรมการบริหาร บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) และประธาน สนาม กรังด์ปรีซ์ กอล์ฟ คลับ อำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี กล่าวว่า “การจัดการแข่งขันกอล์ฟอาชีพ ถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ROYAL’S CUP 2020 มีวัตถุประสงค์เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทร มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ตลอดจนสร้างมูลค่าให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการจัดการแข่งขันกีฬาสู่ระดับสากล พัฒนาบุคลากรด้านการแข่งขันกอล์ฟอาชีพให้มีศักยภาพสูงขึ้น และส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศไทยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ การจัดทัวร์นาเมนท์ภายในประเทศยังมอบโอกาสให้นักกอล์ฟอาชีพของไทยสามารถเข้าร่วมการแข่งขันกอล์ฟอาชีพระดับสากล อันจะก่อให้เกิดการเรียนรู้และนำประสบการณ์ไปใช้พัฒนาศักยภาพต่อไปในอนาคต การจัดการแข่งขัน ROYAL’S CUP 2020 ในปีนี้ ยังถือเป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองในโอกาสที่ บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ที่ได้ดำเนินธุรกิจก้าวเข้าสู่ปีที่ 50 ในปี พ.ศ. 2563”

“นอกจากนี้ ROYAL’S CUP 2020 ยังถือเป็นการแข่งขันกอล์ฟอาชีพโลกรายการแรกที่มีค่ายรถยนต์ร่วมสนับสนุนการแข่งขันมากกว่าหนึ่งราย และสนาม กรังด์ปรีซ์ กอล์ฟ คลับ ยังเป็นสนามกอล์ฟแห่งเดียวในโลกที่มีสปอนเซอร์ทุกหลุม ทำให้ในปีนี้มีการตั้งรางวัลพิเศษเพิ่มอีก 7 รางวัล โดยผู้ชนะที่สามารถทำโฮล-อิน-วัน ได้เป็นคนแรกในหลุมที่ 3, 5, 12 และ 16 จะได้รับรางวัลรถยนต์รุ่น MG ZS EV, MITSUBISHI All-New Xpander, Mazda CX-5 2.0 SP และ TOYOTA CAMRY 2.5 Hybrid HV ตามลำดับ ส่วนผู้ชนะที่สามารถทำอัลบาทรอสได้เป็นคนแรกในหลุมที่ 2, 14 และ 18 จะได้รับรางวัลรถยนต์รุ่น Volkswagen Multivan, Fiat Classic Car – Fiat 850 Sport Spider (1968-1974) และ ISUZU All-New ISUZU D-MAX HI-LANDER 4 ประตู 1.9 Ddi Blue Power Gen 2 รุ่น Z รวมมูลค่ามากกว่า 12,000,000 บาท ซึ่งคาดว่าจะทำให้การแข่งขันกอล์ฟ ROYAL’S CUP 2020 ครั้งนี้ ทวีความยิ่งใหญ่และสนุกสนานเร้าใจยิ่งกว่าทัวร์นาเมนต์อื่น ๆ” ดร.ปราจินกล่าว

สนาม กรังด์ปรีซ์ กอล์ฟ คลับ ถือเป็นผลงานระดับมาสเตอร์พีซและเป็นสนามกอล์ฟระดับนานาชาติห้าดาวบนพื้นที่กว่า 2,400 ไร่ ตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่สงบเงียบและอุดมสมบูรณ์ โดยมีทิวเขาทอดยาวเป็นฉากหลังที่แสนงดงาม การวางผังสนามกอล์ฟแห่งนี้จึงมีความพิถีพิถันเป็นอย่างยิ่งเพื่อรักษาภูมิทัศน์ของธรรมชาติให้มากที่สุด และสร้างสรรค์เกมกอล์ฟที่สนุกสนานและแฝงไว้ด้วยความท้าทาย ทำให้นักกอล์ฟต้องวางแผนในการเล่นทุกช็อตอย่างรัดกุม สนาม กรังด์ปรีซ์ กอล์ฟ คลับ ยังเพียบพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน เพื่อมอบสุดยอดประสบการณ์ทั้งในการแข่งขันและการพักผ่อนที่ดีเลิศแก่ทั้งนักกอล์ฟและผู้มาเยือนทุกท่าน

“สำหรับงานเลี้ยงต้อนรับนักกอล์ฟที่จะเข้าร่วมการแข่งขันรายการ ROYAL’S CUP 2020 จะเป็นการล่องแพทานอาหารค่ำแม่น้ำแคว เพื่อให้นักกีฬาและผู้ติดตามจากทั่วโลก ได้สัมผัสกับธรรมชาติป่าฝนเขตร้อนอันอุดมสมบูรณ์ของจังหวัดกาญจนบุรี และเผยแพร่ภาพความงดงามนี้สู่สายตาของผู้ชมทั่วโลก ถือเป็นการประชาสัมพันธ์และส่งเสริมการท่องเที่ยวและการกีฬาของเมืองไทยได้อย่างดีเยี่ยม” ดร.ปราจิน เอี่ยมลำเนา กล่าวเสริม

นายพลัฏฐ์ สุวรรณาเมธากร  ผู้อำนวยการกองบริหารงานและมาตรฐานกีฬาอาชีพ ฝ่ายกีฬาอาชีพและกีฬามวย  การกีฬาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “รายการ ROYAL’S CUP 2020 ถือว่ามีส่วนสนับสนุนอย่างมากในการยกระดับประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการจัดการแข่งขันกีฬากอล์ฟระดับสากล  จากการที่กลุ่มนักกอล์ฟชั้นนำเดินทางมาแข่งขันเพื่อสะสมคะแนน GOLF WORLD RANKING อีกทั้งยังช่วยสร้างโอกาสให้นักกอล์ฟอาชีพของไทยได้มีโอกาสเข้าร่วมการแข่งขันกอล์ฟอาชีพระดับสากลอันจะส่งผลถึงการพัฒนาศักยภาพสู่ระดับโลก รวมถึงการพัฒนาบุคลากรด้านผู้ตัดสินกอล์ฟอาชีพ ผู้ฝึกสอนกอล์ฟอาชีพ แคดดี้อาชีพ และผู้จัดการแข่งขันกอล์ฟอาชีพให้มีมาตรฐานการปฏิบัติงานสูงขึ้น นอกจากนี้  รายการ ROYAL’S CUP 2020 ยังนำเสนอกิจกรรมกอล์ฟคลินิก ซึ่งเปิดโอกาสให้กับบุคคลทั่วไปที่สนใจในกีฬากอล์ฟได้เข้าร่วม เพื่อเป็นการกระตุ้นและสร้างแรงบันดาลใจในการเรียนรู้เทคนิคและรับประสบการณ์ตรงจากนักกอล์ฟอาชีพ โดยมีเป้าหมายให้เกิดการพัฒนาฝีมือและสั่งสมประสบการณ์ในการเล่นกอล์ฟ ซึ่งจะส่งผลให้กีฬากอล์ฟได้รับความนิยมมากขึ้นในอนาคต”

มร. โช มินน์ ตันท์ ประธานบริหารและซีอีโอ เอเชียน ทัวร์ กล่าวว่า “เอเชียน ทัวร์ รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมงานกับผู้จัดงานที่เปี่ยมศักยภาพอย่าง กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล ในการจัดงานแข่งขันกอล์ฟอาชีพครั้งนี้ อีกทั้งเอเชียน ทัวร์ รู้สึกเป็นเกียรติอย่างมากที่ ดร.ปราจิน ได้เลือก เอเชียน ทัวร์ เป็นพันธมิตรจัดงาน เพื่อแสดงถึงศักยภาพอีกด้านหนึ่งของบริษัทนอกเหนือจากธุรกิจอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การแข่งขันของเอเชียน ทัวร์ ที่จะมีการจัดทัวร์นาเมนท์แมตช์สำคัญที่จังหวัดกาญจนบุรี ภายใต้มาตรฐานการจัดงานและบริการระดับสูงของสนาม กรังด์ปรีซ์ กอล์ฟ คลับ โดยนักกอล์ฟสมาชิก เอเชียน ทัวร์ ที่มาร่วมงานครั้งนี้จะได้แข่งขันและร่วมเก็บคะแนนสะสมเพื่อทำอันดับให้ดีขึ้น ในประเทศที่สร้างแชมป์นักกอล์ฟมาแล้วมากมาย และเรามั่นใจว่าผู้เข้าชมจะได้สัมผัสกับบรรยากาศการแข่งขันที่สนุกสนานเร้าใจ ภายในสนาม กรังด์ปรีซ์ กอล์ฟ คลับ แห่งนี้อย่างแน่นอน”

นอกจากทัวร์นาเมนต์การแข่งขัน รายการ ROYAL’S CUP 2020 ยังกำหนดจัดกิจกรรมนำร่องที่น่าสนใจก่อนการแข่งขัน เพื่อส่งเสริมวงการกีฬากอล์ฟในเมืองไทยอย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่ กิจกรรมโฟโต้คอล เพื่อการประชาสัมพันธ์การแข่งขันโดยกำหนดจัดในวันที่ 10 มีนาคม กิจกรรมกอล์ฟคลินิก ซึ่งเป็นส่่วนหนึ่่งในการจัดกิจกรรมเพื่่อสังคม เปิดโอกาสให้กับผู้ที่สนใจกีฬากอล์ฟสามารถเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อเป็นเสริมสร้างแรงบันดาลใจ ผ่านการเรียนรู้เทคนิคและรับประสบการณ์ตรงจากนักกอล์ฟระดับอาชีพ และ การแข่งขันโปร-แอม ในวันที่ 11 มีนาคม เพื่อให้กลุ่มผู้สนับสนุนการจัดงานได้สัมผัสบรรยากาศก่อนการแข่งขันจริงและได้ออกรอบกับนักกอล์ฟที่เข้าร่วมการแข่งขัน

รายการ ROYAL’S CUP 2020 กำหนดถ่ายทอดสดภายในประเทศ 2 วันสุดท้ายของการแข่งขัน (14-15 มีนาคม 2563) ระยะเวลาวันละ 3 ชั่วโมง ตั้งแต่เวลา 13.00-16.00 น. โดยประมาณ ผ่านทางเครือข่ายของ True Visions ไปทั่วประเทศ
ซึ่งสามารถเข้าถึงผู้ชมกว่า 20 ล้านหลังคาเรือน

เมอร์เซเดส-เบนซ์ จัดกิจกรรม “Marriott Mercedes-Benz Client Appreciation Days 2020”

0

เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) ฉายภาพผู้นำยนตรกรรมระดับแนวหน้า ด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยและนวัตกรรมความปลอดภัยที่เป็นที่สุด เดินหน้าจัด Marriott Mercedes-Benz Client Appreciation Days 2020   กิจกรรมฝึกอบรมเทคนิคการขับขี่ปลอดภัยเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจในนวัตกรรมด้านความปลอดภัยระดับโลกตามมาตรฐานของเมอร์เซเดส-เบนซ์ให้กับคณะผู้บริหารโรงแรมในเครือแมริออทอินเตอร์เนชั่นแนล และ กลุ่มลูกค้าที่ให้การสนับสนุนทางโรงแรม  โดยทีมผู้ฝึกสอนมืออาชีพจากประเทศออสเตรเลีย ร่วมฝึกทักษะการขับขี่อย่างใกล้ชิด พร้อมกองทัพรถหรูรุ่นใหม่ล่าสุดกว่า 24 รุ่น มาให้ได้ทดสอบกันอย่างครบครันในทุกเซ็กเมนต์ทั้ง Mercedes-Benz และ Mercedes-AMG อาทิ Mercedes-Benz GLS 350 d 4 MATIC AMG Premium, Mercedes-Benz GLE 300 d 4 MATIC AMG Premium, Mercedes-AMG GT C Roadster และ Mercedes-AMG C 63 S Coupé ณ สนามพีระเซอร์กิต พัทยา

นายยาคอบ เฮลเก้น รองประธานบริษัท แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล ประจำภูมิภาค (ไทย เวียดนาม กำพูชา และ เมียนมา) กล่าวว่า “เรามีความยินดีที่ได้ร่วมมือกับ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ในการจัดกิจกรรม Marriott Mercedes-Benz Client Appreciation Days 2020 โดยในปีนี้ได้จัดขึ้นเป็นปีที่ 2 หลังจากที่ได้รับการตอบรับอย่างดีในปีที่ผ่านมา ในปีนี้มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั้งหมด 60 คน โดยกิจกรรมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมทักษะความรู้และเทคนิคการขับขี่อย่างปลอดภัยให้กับผู้เข้าร่วมอบรมทุกคน โดยผู้เข้ารับการอบรมจะได้สัมผัสประสบการณ์จริงของการฝึกทักษะการขับขี่ในสนามทดสอบที่ได้มาตรฐาน พร้อมเรียนรู้ประสบการณ์จริงของการทดสอบสมรรถนะที่ยอดเยี่ยมและนวัตกรรมความปลอดภัยอันล้ำหน้าของเมอร์เซเดส-เบนซ์มากมาย จากรถยนต์รุ่นต่าง ๆ ที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้เตรียมไว้ให้ทดสอบกันอย่างจุใจ เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่ากิจกรรมในครั้งนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อลูกค้าของเราและสามารถช่วยให้การขับขี่บนท้องถนนปลอดภัยยิ่งขึ้น”

มร.โรลันด์ โฟล์เกอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า  “เมอร์เซเดส-เบนซ์ไม่เคยหยุดนิ่งที่จะคิดค้นเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อความปลอดภัยใหม่ ๆ ออกมามอบให้กับผู้ใช้รถ ในขณะเดียวกัน เราก็ไม่หยุดนิ่งในการทำกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการขับขี่อย่างปลอดภัย และสร้างความรู้ความเข้าใจในการขับขี่ให้กับลูกค้าและผู้ใช้รถทั่วไป เราจึงมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับโรงแรมในเครือแมริออทอินเตอร์เนชั่นแนลในฐานะพันธมิตรทางธุรกิจ ในการจัดกิจกรรม Marriott Mercedes-Benz Client Appreciation Days 2020 ซึ่งเมอร์เซเดส-เบนซ์มุ่งหวังว่า กิจกรรมนี้จะนำไปสู่ผลลัพธ์ของการช่วยลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุจากการขับขี่ และนำไปสู่ความปลอดภัยสูงสุดบนท้องถนน โดยการเรียนรู้ทักษะและเทคนิคการขับขี่อย่างปลอดภัยในกิจกรรมนี้ จะช่วยให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกคนได้มีความรู้ความเข้าใจในการใช้งานระบบความปลอดภัยของรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการช่วยเหลือตนเองและบุคคลรอบข้าง และช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนได้อีกทางหนึ่ง”

การอบรมการขับขี่ปลอดภัยในครั้งนี้จัดขึ้นที่สนามพีระเซอร์กิต พัทยา โดยได้แบ่งการทดสอบออกเป็น 3 สถานี ได้แก่ การขับแบบสลาลม (Slalom) ด้วยความเร็วสูง เพื่อทดสอบการควบคุมรถ การเปลี่ยนช่องทางวิ่งแบบกะทันหัน (Lane Change) เพื่อเรียนรู้อาการของรถและการควบคุมอย่างถูกวิธี การเบรคแบบฉุกเฉิน (Emergency Braking) เมื่อต้องเบรคในกรณีฉุกเฉิน และเรียนรู้การกะระยะทางที่ปลอดภัยในการเบรคฉุกเฉินในความเร็วที่แตกต่างกัน และสร้างความเข้าใจในเหตุการณ์เสียการทรงตัว การเข้าโค้งและหลุดโค้ง (Corner Theory) นอกจากนั้นยังมีการทดลองขับแบบ Lead & Follow เพื่อให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ทดสอบสมรรถนะกันอย่างเต็มที่

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมและกิจกรรมต่าง ๆ จาก เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้ที่เว็บไซต์ www.mercedes-benz.co.th

“เอช เซม มอเตอร์” สนับสนุนงานยอยศยิ่งฟ้าอยุธยามรดกโลก 2563

0

นายวันชัย ลี้นะวัฒนา กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอช เซม มอเตอร์ จำกัด (คนที่ 3 จากซ้าย) พร้อมทีมบริหาร มอบรถ SEV-TL 1 ให้กับ นายเดชาธร เชาว์เลขา นายอำเภอบางปะหัน เพื่อเป็นของรางวัลสำหรับออกร้านกาชาด ในงานยอยศยิ่งฟ้าอยุธยามรดกโลกและงานกาชาดประจำปี ซึ่งจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 13-22 มีนาคม 2563 ณ อุทยานแห่งชาติประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา

เชฟโรเลต ประเทศไทย ให้คำมั่นมีบริการหลังการขายและดูแลลูกค้าต่อไป

0

เชฟโรเลต เซลส์ ประเทศไทย ขอเน้นย้ำถึงคำมั่นสัญญาที่ได้มอบให้กับลูกค้าเชฟโรเลตว่า เรายังคงดูแลลูกค้าทุกท่านในด้านบริการหลังการขายที่ได้มาตรฐานการรับประกันคุณภาพรถยนต์ และการซ่อมบำรุงโดยศูนย์บริการที่ได้รับการแต่งตั้งจากเชฟโรเลตทั่วประเทศเช่นเดิม โดยยังคงมีทีมงานฝ่ายบริการหลังการขายและศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์เชฟโรเลตให้การดูแลช่วยเหลือ และให้บริการลูกค้าเชฟโรเลตหลังจากยุติการจำหน่ายรถยนต์ในประเทศไทย

 

นายเฮกตอร์ บีจาเรียล ประธานกรรมการ จีเอ็ม เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า “ถึงแม้ว่าเชฟโรเลต กำลังจะยุติการจำหน่ายรถยนต์ในประเทศไทยภายในปีนี้ แต่เรายังคงมุ่งมั่นที่จะดูแลลูกค้ารถยนต์เชฟโรเลตทุกท่าน ท่านเจ้าของรถยนต์เชฟโรเลตมั่นใจได้ว่าเราจะยังคงให้บริการหลังการขาย การรับประกันคุณภาพรถยนต์แก่ลูกค้าในประเทศไทยผ่านเครือข่ายศูนย์บริการหลังการขายทั่วประเทศ เชฟโรเลตยังคงมีทีมงานฝ่ายบริการหลังการขายและศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์อยู่ดำเนินงานในประเทศไทยเพื่อให้มั่นใจว่าเรายังคงให้บริการหลังการขาย การซ่อมบำรุง และจัดหาอะไหล่แท้มาตรฐานให้แก่ลูกค้าทุกท่านเช่นเดิม”

 

นายวันชนะ อูนากูล ผู้อำนวยการทั่วไปฝ่ายบริการหลังการขายและตลาดส่งออก จีเอ็ม ประเทศไทย  กล่าวเพิ่มเติมเกี่ยวกับการบริการหลังการขาย อาทิ บริการตรวจเช็คระยะ บริการซ่อมบำรุง และบริการจัดหาอะไหล่แท้ ว่า “จีเอ็ม ประเทศไทย มีคลังสินค้าขนาดใหญ่ที่เก็บสต๊อกอะไหล่แท้มาตรฐานสำหรับรถยนต์เชฟโรเลตทุกรุ่นทั้งเก่าและใหม่ไว้ครบถ้วน เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า ผมและทีมงานฝ่ายบริการหลังการขายจะยังคงทำงานอยู่ในประเทศไทยเพื่อให้ลูกค้ามั่นใจว่าเราจะยังคงดูแลพวกเขาอย่างต่อเนื่อง”

 

เชฟโรเลตยังคงมีบริการหลังการขายและศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์เพื่อคอยดูแลและให้บริการต่างๆแก่ลูกค้าเช่นเดิม ได้แก่

  • การรับประกัน 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร หรืออย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน ครอบคลุมค่าแรงช่างซ่อม อะไหล่แท้มาตรฐานเชฟโรเลต และการรับประกันคุณภาพรถยนต์
  • บริการตรวจและซ่อมบำรุงโดยช่างเทคนิคผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการรับรองจากเชฟโรเลต
  • บริการจัดหาอะไหล่แท้มาตรฐานและสินค้าที่ได้รับการรับประกันคุณภาพ เช่น น้ำมันหล่อลื่นประสิทธิภาพสูงของจีเอ็มและผลิตภัณฑ์คุณภาพของเอซีเดลโก้
  • บริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง โดยช่างผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมให้บริการตรวจเช็คและให้คำปรึกษาทุกปัญหาเรื่องรถ
  • ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์เชฟโรเลต โทร 1734 ให้บริการทุกวัน ระหว่างเวลา 07:00 – 20:00 น.

ลูกค้าเชฟโรเลตสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์ โทร 1734   หรือที่ www.chevrolet.co.th/

อีซูซุ ร่วมกับ เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ สร้างภาพยนตร์เทิดพระเกียรติฯ เพื่อส่งเสริมปรัชญาแห่งความพอเพียง

0

อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ถือเป็นแหล่งสร้างรายได้สำคัญของเศรษฐกิจไทย แต่ในอีกมุมหนึ่งการท่องเที่ยวก็อาจส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมวิถีชีวิตของสถานที่นั้น ๆ หากไม่มีการจัดการที่ดีพอ ซึ่งจะสวนทางกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่ควรรักษาดุลยภาพระหว่างการหารายได้กับการอนุรักษ์ เมื่อนำมาประยุกต์ใช้เพื่อให้เกิดการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน ซึ่งเป็นการท่องเที่ยวที่มีการบริหารจัดการทรัพยากรของชุมชน โดยชุมชนและเพื่อชุมชนโดยแท้จริง

เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวแบบยั่งยืนให้ประสบผลสำเร็จ และสร้างการรับรู้ให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง กลุ่มตรีเพชร โดย บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด และบริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) ได้จัดทำภาพยนตร์เทิดพระเกียรติฯ สืบสานแนวทาง “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง”  ชุดที่ 20 ในชื่อ “ท่องเที่ยวยั่งยืน กลมกลืนวิถีชุมชน” ขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องราวของคุณไผ-สมศักดิ์ บุญคำ หนึ่งในผู้ก่อตั้งกิจการเพื่อสังคม “โลคอล อไลค์” (Local Alike) ที่มีเป้าหมายในการพัฒนาชุมชน โดยสร้างการท่องเที่ยวแบบยั่งยืนเพื่อชุมชนอย่างแท้จริง โดยจะเผยแพร่ทางโรงภาพยนตร์ในเครือเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป ทั่วประเทศ

กลุ่มตรีเพชร โดย คุณปนัดดา เจณณวาสิน กรรมการรองผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เผยว่า “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นแนวทางพัฒนาที่คำนึงถึงทางสายกลางโดยใช้ความรู้ และคุณธรรมเป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิตของประชาชนทุกระดับ สามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาความมั่นคงทางเศรษฐกิจในหลายระดับของประเทศ อันนำไปสู่ความเติบโตทางสังคมและความสุขของประชาชนอย่างยั่งยืนในที่สุด อีซูซุได้เล็งเห็นถึงคุณค่าและความสำคัญในปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรที่พระราชทานให้เป็นของขวัญแก่คนไทยทั้งชาติได้นำมาเป็นหลักชัยในการดำเนินชีวิต จึงเกิดเป็นแนวความคิดที่ต้องการเผยแพร่ให้กับกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้รับรู้ จึงได้ร่วมมือกับ เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จัดทำภาพยนตร์เทิดพระเกียรติฯ เพื่อส่งเสริมปรัชญาแห่งความพอเพียงมาอย่างต่อเนื่องจนมาถึงชุดที่ 20 คือ “ท่องเที่ยวยั่งยืน กลมกลืนวิถีชุมชน” ได้นำเรื่องราวที่น่าสนใจของคุณไผ-สมศักดิ์ บุญคำ เด็กหนุ่มจากจังหวัดร้อยเอ็ด หนึ่งในผู้ก่อตั้งกิจการเพื่อสังคม “โลคอล อไลค์” (Local Alike) ที่ให้นิยามของกิจการธุรกิจท่องเที่ยวแนวใหม่โดยยึดหลัก “Meaningful Experience for Traveler and Local Alike” เน้นประสบการณ์ที่มีความหมายต่อนักท่องเที่ยว และชาวบ้าน ที่สำคัญต้องสร้างรายได้ และอาชีพที่ยั่งยืนให้คนในชุมชนได้มีความสุขด้วย ภาพยนตร์เทิดพระเกียรติฯ ชุดดังกล่าวจะเผยแพร่ผ่านโรงภาพยนตร์เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์โดยมุ่งหวังว่าเรื่องราวเหล่านี้จะสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนได้เข้าใจ และสามารถนำแนวทางปรัชญาแห่งความพอเพียงมาปรับใช้เพื่อความสุขที่ยั่งยืนในชีวิต”  

ด้าน คุณสุรเชษฐ์ อัศวเรืองอนันต์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารผ่ายสื่อโฆษณาบริษัท เมเจอร์ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ด้วยพระปรีชาสามารถ และพระวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรที่ได้พระราชทาน“ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” มาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต และวิถีปฏิบัติแก่พสกนิกรชาวไทยทำให้เรามีหลักปฏิบัติในการดำเนินวิถีชีวิตอย่างมั่นคง ยั่งยืนภายใต้กระแสโลกาภิวัฒน์ และเพื่อให้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสามารถเผยแพร่ไปถึงบุคคลทั่วไป และกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้ จึงเกิดเป็นความร่วมมือครั้งสำคัญขึ้นระหว่าง อีซูซุ และ เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป ในการถ่ายทอดเรื่องราวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงผ่านภาพยนตร์เทิดพระเกียรติฯ เพื่อส่งเสริมปรัชญาแห่งความพอเพียงผ่านโรงภาพยนตร์ในเครือเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในแต่ละชุดก็จะมีคอนเซ็ปต์ที่แตกต่างกันออกไป แต่ยังคงสอดแทรกหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงให้ผู้ที่ได้รับชมสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี สำหรับภาพยนตร์เทิดพระเกียรติฯ ชุดล่าสุด เป็นชุดที่ 20 ในชื่อ “ท่องเที่ยวยั่งยืน กลมกลืนวิถีชุมชน” นี้สามารถรับชมผ่านโรงภาพยนตร์ในเครือเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำนวน 163 สาขา 778 โรง ตั้งแต่วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 เป็นต้นไปครับ”

ภายในงานได้จำลองบรรยากาศตลาดพื้นเมือง 4 ภาค พร้อมอาหารขึ้นชื่อจากทุกภาคของไทยมาไว้ให้ทุกท่านได้ลิ้มชิมรสชาติที่บริเวณด้านหน้าโรงภาพยนตร์อีสต์วิลล์ ซีนีเพล็กซ์ เสมือนหนึ่งได้ออกเดินทางไปท่องเที่ยวทั่วทุกภาคในประเทศไทย นอกจากนี้ยังได้พูดคุยกับ คุณไผ-สมศักดิ์ บุญคำ เจ้าของเรื่องราวที่มาของภาพยนตร์เทิดพระเกียรติฯ ชุดนี้ โดยมี คุณเจมส์ มาร์ นักแสดงหนุ่มที่หลงใหลการท่องเที่ยวธรรมชาติ มาร่วมถ่ายทอดเรื่องราวการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน พร้อมรับชมภาพยนตร์เทิดพระเกียรติฯ เพื่อส่งเสริมปรัชญาแห่งความพอเพียง ชุด “ท่องเที่ยวยั่งยืน กลมกลืนวิถีชุมชน” เป็นครั้งแรกผ่านโรงภาพยนตร์อีสต์วิลล์ ซีนีเพล็กซ์

ร่วมสร้างความภาคภูมิใจในชุมชน เพื่อความสุขอย่างยั่งยืนไปกับอีซูซุ และ เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ปผ่านภาพยนตร์เทิดพระเกียรติฯ เพื่อส่งเสริมปรัชญาแห่งความพอเพียง ชุด “ท่องเที่ยวยั่งยืน กลมกลืนวิถีชุมชน” ที่โรงภาพยนตร์ในเครือเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป ทั่วประเทศ 

เอ็กซ์คลูซีฟขั้นสุด! ฮอนด้าจัดทริปสุดหรูยกทัพชาวฟอร์ซ่าสัมผัสประสบการณ์การขับขี่สุดพิเศษถึงเขาใหญ่

0

ฮอนด้าเดินหน้าตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดรถจักรยานยนต์ พรีเมียม เอ.ที. ในคลาส 300 ซีซี อีกครั้ง ด้วยการจัดกิจกรรมรองรับไลฟ์สไตล์การขับขี่แบบเอ็กซ์คลูซีฟให้กับสาวกฟอร์ซ่าอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด พาสมาชิกคลับฟอร์ซ่ากว่า 200 คน จากร้านผู้จำหน่ายฯ Honda Wing Center ทั่วประเทศ สัมผัสประสบการณ์การขับขี่สุดพิเศษ ภายใต้ชื่อกิจกรรม Forza Ride On The Hill Party ด้วยรูปแบบคาราวานท่องเที่ยวยกทัพบุกเขาใหญ่ ระหว่างวันที่ 22-23 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา

สำหรับกิจกรรมครั้งนี้เริ่มต้นด้วยการรวมพลที่ศูนย์ฝึกขับขี่ปลอดภัยฮอนด้า กรุงเทพฯ จัดขบวนคาราวานความหรูขั้นสุดเพื่อถ่ายรูปเป็นที่ระลึกและเช็กความพร้อมของสมาชิกคลับ ก่อนออกเดินทางมุ่งหน้าสู่จุดแวะพักและเติมน้ำมัน ซึ่งมีทีมงานคอยให้บริการดูแลความสะดวกสบายต่างๆ อย่างใกล้ชิด หลังจากนั้นบิดไปเติมพลังรับประทานอาหารเที่ยงที่ร้านบ้านไม้ชายน้ำ พร้อมร่วมทำกิจกรรมที่ทองสมบูรณ์คลับในช่วงบ่าย ก่อนถึงที่หมายเข้าพักอย่างสุดหรูที่อัตตา เลคไซด์ รีสอร์ท สวีท และปิดท้ายกับไฮไลต์เอ็กซ์คลูซีฟปาร์ตี้ที่จัดขึ้นสำหรับสาวกฟอร์ซ่าโดยเฉพาะ

แฟนคลับ Honda Forza ผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟแบบนี้ สามารถติดตามข่าวสารการจัดกิจกรรมต่างๆ ได้จากร้าน Honda Wing Center ทั่วประเทศ และที่แฟนเพจเฟซบุ๊ก fb.com/hondamotorcyclethailand

ฮุนไดเตรียมเผยโฉมรถยนต์พลังงานไฟฟ้าต้นแบบรุ่นล่าสุด “Hyundai Prophecy” ที่งานเจนีวา มอเตอร์ โชว์

0

ฮุนได มอเตอร์ เตรียมเปิดตัวรถยนต์พลังงานไฟฟ้าต้นแบบ “Hyundai Prophecy” ที่สะท้อนภาษากาย หรือ Design language ล่าสุดของฮุนได ในงานเจนีวา มอเตอร์โชว์ ในวันที่ 3 มีนาคม 2563 ที่จะถึงนี้ และจะจัดแสดงไปจนถึงวันที่ 15 มีนาคม

เพื่อเป็นการสอดคล้องกับปรัชญาการออกแบบ “Sensuous Sportiness” รถยนต์ต้นแบบคันนี้ได้ผสมผสาน เส้นสายที่เน้นส่วนโค้งที่ดูสวยสง่าผ่านปีกด้านหลังที่กว้าง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพอากาศพลศาตร์ ส่วนด้านท้ายตกแต่งด้วยสปอย์เลอร์พร้อมไฟท้ายแบบ LED pixel

มร. ลี ซังยุพ หัวหน้าศูนย์การออกแบบฮุนไดระดับโลก กล่าวว่า “Prophecy” ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นตามกระแสนิยม แต่มันคือความงามแบบอมตะ ที่จะคงอยู่เหนือกาลเวลา  ซึ่งการออกแบบที่โดดเด่นนี้จะต่อยอดการออกแบบของฮุนไดต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด”

“Prophecy” เป็นชื่อที่สะท้อนวัตถุประสงค์ของแนวคิด และเป็นการกำหนดทิศทางการออกแบบของฮุนไดในอนาคต ขณะเดียวกันก็เป็นการสร้างสัญลักษณ์การออกแบบของรถยนต์พลังงานไฟฟ้ารุ่นอื่น ๆ ของฮุนได

รถไฟฟ้าต้นแบบ “Hyundai Prophecy” จะเผยโฉมครั้งแรกในโลก วันที่ 3 มีนาคม ที่งานเจนีวา มอเตอร์โชว์  โดยฮุนไดจะนำเสนอกลยุทธ์การใช้พลังงานไฟฟ้า ภายใต้แนวคิด “Real Progress is in the Air” ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากวิสัยทัศน์ใหม่ของแบรนด์และเนื้อหาในการจัดแสดง