Home Blog Page 467

“IAM BANGKOK 2020” โชว์สีสันรถแต่งแน่น ฟิวเจอร์พาร์ค และสเปลล์

0

“IAM BANGKOK 2020” จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 รวบรวมรถแต่งชั้นนำของเมืองไทย ทั้งแบบ 2 ประตู 3 ประตู 4 ประตู 5 ประตู และรถพิคอัพ จากสำนักแต่งชื่อดัง มาจัดแสดงอย่างคับคั่ง เต็มพื้นที่ฟิวเจอร์พาร์ค และสเปลล์ 27 กุมภาพันธ์-1 มีนาคม นี้

สุขสันต์ ก๊กผล กรรมการจัดงาน “IAM BANGKOK” เผยว่า บริษัท สื่อสากล จำกัด ผู้จัดงาน มหกรรมยานยนต์ ร่วมกับ บริษัท คาร์โชว์ จำกัด ที่คร่ำหวอดในวงการรถแต่ง จัดงาน IAM BANGKOK 2020 หลังจากที่ประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง โดยปีนี้ได้รวบรวมรถแต่งชั้นนำของเมืองไทย ภายใต้แนวคิด “สีสันรถแต่งแห่งเมืองไทย-COLORFUL MODIFIED CARS OF THAILAND” ที่ผ่านกิจกรรม ROAD TO IAM BANGKOK 2020 มาจัดแสดงโดยแบ่งเป็นประเภทต่างๆ ดังนี้

ประเภท 2 ประตู ได้แก่ BLITZ RACING SUBARU BRZ By GARAGE86 / HONDA S2000 สวยซิ่งจากรั้ว GARAGE UNIQUE / MAZDA RX-7 ตัวซิ่งสูบหมุน 3 โรเตอร์จาก JICA / NISSAN SILVIA S15 หล่อไม่ตกยุค และ ACCORD USDM 2 ประตู ตัวซิ่งแรร์ไอเทม

ประเภท 3 ประตู ได้แก่ HONDA CR-X ปรับลุคซิ่งให้เท่เหนือกาลเวลา / NI_K_EI HONDA CIVIC TYPE R (EP3) / VOLKSWAGEN SCIROCCO R ตัวแรงพ่วงเทอร์โบ / MINI COOPERS หัวใจซามูไร และ HONDA CIVIC EK 3D ถอดแบบตามแคตาล็อก SPOON ไว้เป๊ะ

ประเภท 4 ประตู ได้แก่ NISSAN ALMERA ดำดุ / BLUEBIRD 510 ซิ่งไม่ตกยุค / BENZ สละความหรู ขอซิ่งเต็มตัว / LEXUS LS400 เต็มสูตรสไตล์ VIP และ HONDA CITY พลัง K SERIES

ประเภท 5 ประตู ได้แก่ MUGEN HONDA FREED รถครอบครัวพลังเทอร์โบ / JAZZ สไตล์รถแข่งเซอร์กิทตัวนอก / FREED STREET RACING / YARIS ROCKET BUNNY และ CIVIC FK SPOON SPORT

ประเภทพิคอัพ ได้แก่ ISUZU TFR มังกรซิ่งสายโชว์ / ISUZU D-MAX คันซิ่งสายโชว์จาก LUCKY SHOP / ISUZU D-MAX CAB4 ของแต่งแน่น / ALL NEW TRITON ซื้อก่อน แต่งก่อน สวยก่อน และ ISUZU D-MAX HI-LANDER ตัวซิ่งสายหมกอย่างแท้ทรู

นอกจากนี้ ยังมีรถที่น่าสนใจมาร่วมแสดง เช่น รถแข่ง DRAG ที่เร็วที่สุดในประเทศ, รถแข่ง ENDURANCE, รถแข่งแรลลีทางฝุ่น, รถ SUPER CAR – LAMBORGHINI HURACAN GT3 EVO ยอดกระทิง 600 แรงม้า, รถ STREET REBUILT STYLE – NISSAN 200SX ใส่ขุมพลัง 500 แรงม้า รวมถึงมีสำนักเต่งรถชั้นนำมาแสดงอุปกรณ์ตกแต่งระดับแนวหน้าของไทย อีกทั้ง จัดโซนรถจักรยานยนต์สำหรับคนรักรถ 2 ล้อ และกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย

คนรักสีสันรถแต่งเมืองไทย ห้ามพลาด ! งาน IAM BANGKOK 2020 ณ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค และสเปลล์ ระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์-1 มีนาคม 2563 ติดตามความเคลื่อนไหวที่ iambangkok.in.th และ facebook.com/iambangkok.in.th

โตโยต้า ต่อยอดความสำเร็จ “KINTO” ตอบสนองความต้องการของลูกค้าครบวงจร

0

บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ร่วมมือกับ บริษัท โตโยต้า ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ต่อยอดความสำเร็จ “KINTO” ธุรกิจออนไลน์รูปแบบใหม่สำหรับลูกค้าบุคคลเช่ารถระยะยาว ด้วยการเพิ่มบริการรถรุ่นไฮบริดใน C-HR โคโรลล่า และคัมรี พร้อมด้วยคัมรี 2.5G และโคโรลล่า รุ่น GR สปอร์ต เพื่อตอบรับไลฟ์สไตล์การใช้รถของลูกค้าที่หลากหลายได้ครบวงจรมากยิ่งขึ้น เดินหน้าสู่การเป็น “องค์กรแห่งการขับเคลื่อน” (Mobility Company) อย่างเต็มรูปแบบ 

บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ร่วมมือกับ บริษัท โตโยต้า ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด แนะนำ KINTO” ธุรกิจออนไลน์รูปแบบใหม่สำหรับลูกค้าบุคคลเช่ารถระยะยาว เพื่อตอบรับกับไลฟ์สไตล์ของลูกค้าที่เปลี่ยนไป จากความต้องการในการเป็นเจ้าของรถยนต์ สู่การใช้งานรถยนต์ที่มีอิสระไร้ความกังวลกับค่าใช้จ่ายที่จะตามมาในอนาคต  เพียงจ่ายค่าบริการราคาเดียวตลอดอายุสัญญา พร้อมด้วยการให้บริการออนไลน์อย่างเต็มรูปแบบ ไม่ต้องมีเงินดาวน์ อีกทั้งยังสามารถรับการบำรุงรักษาดูแลรถยนต์จากศูนย์บริการโตโยต้าตลอดอายุการใช้งาน โดยไม่ต้องกังวลเรื่องราคาขายต่อของรถยนต์ในอนาคต ทั้งหมดนี้ถือเป็นบริการที่จะสร้างประสบการณ์รูปแบบใหม่แก่ผู้ใช้รถยนต์ในประเทศไทย และเป็นการยกระดับสู่การเป็น “องค์กรแห่งการขับเคลื่อน” (Mobility Company) อย่างแท้จริง

KINTO

นายสุรศักดิ์ สุทองวัน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า “หลังจากที่บริษัทฯ ได้เปิดบริการ KINTO ธุรกิจออนไลน์รูปแบบใหม่สำหรับลูกค้าบุคคลเช่ารถระยะยาวระยะแรกในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ตั้งแต่เดือนตุลาคมที่ผ่านมา ได้ประสบความสำเร็จและได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี ซึ่งผมขอขอบคุณลูกค้าทุกท่านที่ไว้วางใจและใช้บริการ จากการตอบรับอย่างดีเยี่ยม ในการนี้บริษัทฯ จึงขอเพิ่มบริการรถรุ่นไฮบริดใน C-HR โคโรลล่า และคัมรี พร้อมด้วย คัมรี 2.5G และโคโรลล่ารุ่น GR สปอร์ตอีกจำนวน 5 รุ่น เพื่อเป็นทางเลือกให้กับลูกค้ามากยิ่งขึ้น อันเป็นการสอดรับกับแนวทางการดำเนินงานของบริษัทฯ ที่จะให้ลูกค้าได้สัมผัสประสบการณ์ในรุ่นรถที่ลูกค้าต้องการ    ผ่านรูปแบบธุรกิจเช่ารถระยะยาวแบบใหม่ที่จะให้อิสระ สะดวกสบาย และคุ้มค่าในการใช้รถของลูกค้า”

KINTOธุรกิจออนไลน์รูปแบบใหม่สำหรับลูกค้าบุคคลเช่ารถระยะยาว  ภายใต้แนวคิดการให้บริการแบบครบวงจรทั้ง 3 ด้าน คือ

  1. Full Service ตอบโจทย์ความสะดวกสบายในทุกการขับขี่ ที่พร้อมจะดูแลด้านการบำรุงรักษารถยนต์ด้วยคุณภาพมาตรฐานและอะไหล่แท้ โดยเครือข่ายผู้แทนจำหน่ายโตโยต้า* นอกจากนั้นยังคุ้มครองด้วยประกันภัยชั้น 1 โตโยต้า แคร์ พร้อมด้วยบริการพิเศษช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชม. อีกทั้งยังรวมไปถึงการดูแลเรื่องภาษีรถยนต์ประจำปี และการให้บริการรถทดแทนระหว่างซ่อม ตลอดอายุสัญญาเช่ารถ 
  2. One Price ตอบโจทย์ความคุ้มค่าในการใช้รถ ด้วยแพ็กเกจในการขับขี่ รุ่นรถ ระยะเวลา และระยะทางในการใช้งานที่มีให้เลือกหลากหลาย ตอบโจทย์ทุกรูปแบบการใช้ชีวิตได้อย่างลงตัว ช่วยให้ลูกค้า ใช้รถได้อย่างคุ้มค่ากับค่าบริการราคาเดียวตลอดอายุสัญญา โดยไม่ต้องมีเงินดาวน์ และลูกค้ายังไม่ต้องกังวลกับราคาขายต่อ โดยอัตราค่าบริการรายเดือนนั้นจะใกล้เคียงกับการเช่าซื้อรถยนต์ปกติ ที่รวมค่าใช้จ่ายในการใช้รถเรียบร้อยแล้ว
  3. Online Service ตอบโจทย์อิสระใหม่ในการใช้บริการ ด้วยบริการเช่ารถทางออนไลน์ที่ให้ความสะดวกสบายและรวดเร็วตั้งแต่ต้นจนจบ ผ่านการสมัครใช้บริการทางเว็บไซต์ www.kinto-th.com หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ตลอดระยะเวลาของการใช้บริการ และให้อิสระมากขึ้นด้วยบริการผ่านโมบายแอปพลิเคชัน 

KINTO

การให้บริการของKINTO
รถยนต์ที่ให้บริการแพ็กเกจการให้บริการระยะเวลาสัญญาพื้นที่ให้บริการ
รุ่นใหม่
(เริ่มตั้งแต่
17 ก.พ. 2563)
Camry 2.5 HV Premium

Camry 2.5 G

C-HR HV Hi

Corolla HV Hi

Corolla GR Sport 

Light Package

ระยะการขับขี่ไม่เกิน 15,000 กม./ปี

Medium Package

ระยะการขับขี่ไม่เกิน 25,000 กม./ปี

Ultimate Package

ระยะการขับขี่ไม่เกิน 40,000 กม./ปี

36 เดือน48 เดือนครอบคลุมเฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล (นนทบุรี สมุทรปราการ และปทุมธานี)
รุ่นปัจจุบันCamry 2.0G

C-HR 1.8 Mid

Vios Mid

Yaris 1.2G+

ATIV 1.2E

 

*ด้านการบำรุงรักษารถยนต์ สามารถเข้ารับบริการได้ที่ผู้แทนจำหน่ายโตโยต้าทั่วประเทศ
*ด้านการรับมอบรถยนต์ สามารถรับรถยนต์ได้เฉพาะผู้แทนจำหน่ายโตโยต้าที่เข้าร่วมโครงการในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล

 

 โตโยต้ามุ่งมั่นที่จะก้าวไปสู่การเป็น “องค์กรแห่งการขับเคลื่อน” (Mobility Company)  เพื่อการสร้างสรรค์การขับเคลื่อนอย่างมีอิสระเสรีสำหรับทุกคน ด้วยความเชื่อว่าการขับเคลื่อนนั้นไม่ได้หมายถึงเพียงแค่รถยนต์ หากแต่เป็นสื่อกลางสำคัญในการขับเคลื่อนให้ทุกคนสามารถบรรลุถึงเป้าหมาย

 

ติดตามข้อมูลข่าวสาร ศึกษาข้อมูลบริการเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์บริการข้อมูลลูกค้า 02-386-3888 หรือ https://www.kinto-th.com
และสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมผู้แทนจำหน่ายโตโยต้าที่เข้าร่วมโครงการในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล

เอ.พี. ฮอนด้า จัดการแข่งขันทักษะฝีมือช่างระดับประเทศ ครั้งที่ 26 ยกระดับการบริการด้วยแนวคิด Bikers’ Solution ตอกย้ำความมั่นใจให้ผู้ใช้รถจักรยานยนต์ฮอนด้าทั่วประเทศ

0

เอ.พี. ฮอนด้า ผู้นำแห่งวงการรถจักรยานยนต์ไทย เดินหน้าพัฒนาทักษะของช่างรถจักรยานยนต์ฮอนด้า ด้วยการจัดการแข่งขันทักษะฝีมือช่างระดับประเทศ ครั้งที่ 26 ประจำปี 2563 (Honda Mechanic Skill Contest 2020) รอบชิงชนะเลิศ มุ่งหวังยกระดับมาตรฐานและคุณภาพการบริการของช่างมืออาชีพประจำศูนย์ Honda Wing Center และ Honda BigWing เพื่อส่งมอบการบริการที่เหนือความคาดหมายภายใต้แนวคิด Bikers’ Solution ตอกย้ำความมั่นใจให้กับผู้บริโภคทั่วประเทศ

นายสุคติ สรรพวัฒน์ ผู้จัดการทั่วไป ส่วนงานบริการลูกค้า บริษัท เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด กล่าวว่า “ในฐานะผู้นำวงการรถจักรยานยนต์ไทย เอ.พี. ฮอนด้า ไม่เคยหยุดนิ่งที่จะพัฒนาเพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์และการบริการที่ดีที่สุดให้กับผู้บริโภคชาวไทย เราให้ความสำคัญกับนายช่างที่ศูนย์บริการ ซึ่งเป็นทัชพอยท์ที่สำคัญในการส่งมอบประสบการณ์การใช้บริการให้กับลูกค้า มุ่งสู่การเป็น Bikers’ Solution อย่างแท้จริง และกลายเป็นที่มาของจัดการแข่งขันทักษะฝีมือช่างรถจักรยานยนต์ระดับประเทศ ซึ่งจะเป็นตัวขับเคลื่อนให้ช่างจากศูนย์ Honda Wing Center และ Honda BigWing ได้มีความตื่นตัวและพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ”

“การแข่งขันทักษะฝีมือช่างระดับประเทศยังเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญที่เอ.พี. ฮอนด้า สร้างสรรค์เพื่อความเป็นเบอร์หนึ่งอย่างมั่นคงในทุก 6S ช่วยส่งเสริมความรู้ความสามารถของบุคลากรซึ่งถือเป็นหัวใจหลักของการบริการ เชื่อว่าประสบการณ์ของช่างซ่อมที่ได้เข้าร่วมกิจกรรม จะช่วยยกระดับงานบริการและสร้างความไว้วางใจและเชื่อมั่นจนเกิดเป็นแบรนด์ลอยัลตี้ให้กับผู้ใช้รถจักรยานยนต์ฮอนด้าทั่วประเทศ”

การแข่งขันทักษะฝีมือช่างระดับประเทศครั้งที่ 26 หรือ Honda Mechanic Skill Contest 2020 รอบชิงชนะเลิศ จัดขึ้นที่ศูนย์ฝึกอบรมด้านเทคนิคและงานขาย บริษัท เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด ถนนรามคำแหง กรุงเทพฯ โดยปีนี้มีช่างซ่อมร่วมการแข่งขันกว่า 6,140 คน และผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศจำนวนทั้งสิ้น 45 คน ประกอบไปด้วยผู้เข้าแข่งขันประเภทรถเล็กหรือ Commuter จำนวน 30 คน และประเภทรถบิ๊กไบค์จำนวน 15 คน

สำหรับรูปแบบการแข่งขันในรอบชิงชนะเลิศ ผู้เข้าร่วมจะต้องทดสอบทักษะฝีมือทั้งภาคปฏิบัติและทฤษฎีรวม 5 สถานี ได้แก่ สถานีที่ 1 การตรวจเช็กตามระยะทาง, สถานีที่ 2 การเปลี่ยนอะไหล่ตามมาตรฐาน, สถานีที่ 3 การวิเคราะห์ปัญหาระบบหัวฉีด PGM – FI Troubleshooting, สถานีที่ 4 การเปลี่ยนอะไหล่ภายใต้เวลาที่กำหนด และสถานีที่ 5 ข้อสอบทฤษฎี จำนวน 100 ข้อ

ผู้ชนะเลิศการแข่งขันในแต่ละประเภท จะได้รับถ้วยรางวัลเกียรติยศและใบประกาศเกียรติคุณ พร้อมนำเทคนิคความรู้ต่างๆ ที่ได้รับไปถ่ายทอดให้กับนายช่างเพื่อนร่วมงานในเครือข่ายศูนย์ Honda Wing Center นอกจากนี้ ผู้ชนะระดับประเทศ 3 อันดับแรกจะได้รับโอกาสเข้าแข่งขันกับผู้ชนะเลิศจากปีก่อน เพื่อชิงสิทธิ์เป็นตัวแทนช่างซ่อมจากประเทศไทยไปร่วมการแข่งขัน Honda Mechanic Skill Contest ในระดับเอเชียโอเชียเนีย ซึ่งประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพในปลายเดือนพฤศจิกายนนี้

“พรประภา” แตกไลน์ธุรกิจบริการ ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อเพื่อสุขภาพอนามัย

0

“ชยพร พรประภา” ร่วมกับมัตซึนากะและโตไกกิกิ รุกคืบธุรกิจเพื่อสุขภาพอนามัย  โดยมุ่งเน้นการบริการฆ่าเชื้อและทำความสะอาดภายใต้ บริษัท โตไก ไฮยีน (ประเทศไทย) จำกัด ช่วงเริ่มต้นจับกลุ่มสถานพยาบาลก่อน ขยายสู่ทุกครัวเรือน ยันสะอาดเยี่ยมปลอดเชื้อ 99.99% พร้อม มาตรฐานรับรอง ISO 15883 จากญี่ปุ่น

นายชยพร พรประภา ประธานบริหาร บริษัท โตไก ไฮยีน (ประเทศไทย) จำกัด TOKAI HYGIENE (THAILAND) Co.,LTD. เปิดเผยถึงที่มาของบริษัทนี้ว่า เนื่องด้วยกระทรวงเศรษฐกิจการค้าและอุตสาหกรรมของประเทศญี่ปุ่น มีโครงการส่งเสริมการก่อสร้างศูนย์สุขภาพระหว่างประเทศ โดยมี (องค์กร Medical Excellence JAPAN) สนับสนุนการขยายตัวทางด้านการแพทย์ของบริษัทประเภท SME ผลักดันให้เกิดการสตาร์ทอัพของธุรกิจเพื่อสุขภาพขึ้นในประเทศต่างๆ จึงเป็นจุดกำเนิดของบริษัท โตไก ไฮยีน ในประเทศไทย   

การเข้าร่วมโครงการนี้ เป็นไปตามนโยบายของกระทรวงเศรษฐกิจการค้าและอุตสาหกรรมประเทศญี่ปุ่น เพื่อปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางด้านการแพทย์ ด้วยการมุ่งเน้นการบริการฆ่าเชื้อและทำความสะอาดสถานพยาบาลเป็นปัจจัยหลัก จากนั้นจะขยายสู่การบริการอื่น ๆ อาทิ สถานดูแลผู้สูงอายุ (Nursing Home), ผู้ป่วยติดเตียงและเตียงนอนของทุกครัวเรือน

บริษัทฯ ประกอบด้วยผู้ถือหุ้นกรรมการซึ่งลงนามผูกพันได้แก่ นายชยพร พรประภา, นายอภิรักษ์ จูตระกูล ,นายพิชญะ พรประภา, และ นายซินจิ ฮายาชิ โดยมีงบสนับสนุนจาก (Medical Excellence JAPAN และหอการค้าไทย) ในช่วงเริ่มต้นของการดำเนินธุรกิจ

การบริการฆ่าเชื้อและทำความสะอาด ตามขั้นตอนของโตไก ไฮยีนฯ ใช้เครื่องมือล้างทำความสะอาดและการอบฆ่าเชื้อโรคได้ถึง 99.99% ซึ่งได้รับการรับรอง ISO 15883 จากประเทศญี่ปุ่นเป็นเครื่องการันตีถึงความสะอาดปลอดภัยแน่นอน     

“สำหรับผมและผู้ถือหุ้นเล็งเห็นว่า ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุกล่าวคือประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมีอัตราส่วนถึง 20% ของประชาชนโดยรวมทั้งประเทศ อีกทั้งการเกิดโรคและแพร่ระบาดก็มีความรวดเร็วมาก ดังกรณีของโคโรน่าไวรัสที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ การดูแลสุขภาพอนามัยจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด และตอบโจทย์มากที่สุดในปัจจุบัน การป้องกันดีกว่าการรักษา ผมจึงพร้อมเต็มที่ในการทำธุรกิจบริการนี้”  

ในช่วงแรกของการบริการ จะเน้นการรับสินค้ามาล้าง ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อที่โรงงานก่อน การทำงานของเครื่องล้างและเครื่องอบไม่มีผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์ที่นำมาใช้บริการ และไม่ก่อให้เกิดมลภาวะใด ๆ จากการทำความสะอาดอย่างแน่นอน ทั้งนี้เราได้ทำระบบบำบัดไว้รองรับอย่างถูกต้องตามกฎระเบียบที่รัฐกำหนด

“รัฐบาลไทย-เอฟไอเอ็ม-ดอร์น่า” คอนเฟิร์มยึดตารางเดิม “โออาร์ ไทยแลนด์ กรังปรีซ์

0

รัฐบาลไทย โดย การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ยืนยันอย่างเป็นทางการ จัดการแข่งขัน โมโตจีพี รายการ โออาร์ ไทยแลนด์ กรังด์ปรีซ์ 2020 ตามกำหนดการเดิม 20-22 มีนาคมนี้ หลังหารือกับ เอฟไอเอ็มดอร์น่า สปอร์ต และสมาคมทีมแข่งรถจักรยานยนต์นานาชาติอย่างชัดเจนในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา

ท่ามกลางความกังวลในการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส โควิด-19 (Covid-19) ที่กระจายตัวอย่างรวดเร็วในประเทศจีน รวมถึงในประเทศแถบเอเชีย ส่งผลให้การแข่งขันอีเวนต์กีฬาระดับโลกหลายรายการในหลายประเทศต้องถูกยกเลิก หรือ เลื่อนออกไป รวมถึงศึก ฟอร์มูล่าวัน รายการ ไชนิส กรังด์ปรีซ์ ซึ่งมีกำหนดการในเดือนเมษายนนี้ด้วย

ขณะเดียวกัน ในสัปดาห์ที่ผ่านมา คาร์เมโล เอซเปเลต้า ซีอีโอ ดอร์น่า สปอร์ต ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อในสเปนถึงความกังวลในสถานการ์แพร่ระบาดของเมืองไทยโดยกระทรวงสาธารณสุข, การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ในฐานะตัวแทนรัฐบาลไทยได้ยืนยันความปลอดภัยแล้ว และทุกอย่างยังคงเดินหน้าตามกำหนดการเดิม

โดยล่าสุด การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.)  ตัวแทนของรัฐบาลไทย ร่วมกับ เอฟไอเอ็ม, ดอร์น่า สปอร์ต และ สมาคมทีมแข่งจักรยานยนต์นานาชาติ ได้หารือร่วมกัน และตัดสินใจเดินหน้าจัดการแข่งขัน โมโตจีพี 2020 สนาม 2 รายการ โออาร์ ไทยแลนด์ กรังด์ปรีซ์ ตามกำหนดเดิมในวันที่ 20-22 มีนาคมนี้ ที่ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์

การประกาศดังกล่าว เป็นการสร้างความมั่นใจให้กับแฟนความเร็วทั่งโลก ที่จะเดินทางมายังประเทศไทย เพื่อชม โมโตจีพี ในรายการ โออาร์ ไทยแลนด์ กรังด์ปรีซ์ ซึ่งจะเป็นปีที่ 3 ของไทยในการเป็นเจ้าภาพของสุดยอดการแข่งขันรายการนี้

โดยฝ่ายจัดการแข่งขัน เดินหน้าจัดงานเคาท์ดาวน์ นับถอยหลังการแข่งขันโมโตจีพี 2020 ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2563 ที่ การกีฬาแห่งประเทศไทย หัวหมาก ประกาศความพร้อม ความยิ่งใหญ่ รวมทั้งมาตรการต่างๆ เพื่อรองรับแฟนมอเตอร์สปอร์ตนับแสนที่จะมาร่วมงานอีกด้วย

“ออลนิว อีซูซุดีแมคซ์ พลานุภาพ…พลิกโลก!” จัดทริปพาสื่อแอ่วเหนือ เส้นทางเชียงใหม่-เชียงดาว

0

อีซูซุนำคณะสื่อมวลชนร่วมสัมผัสความสนุกสนานของการขับรถท่องเที่ยวไปกับยนตรกรรมที่เหนือกว่าคำว่าปิกอัพ  “ออลนิว อีซูซุดีแมคซ์ พลานุภาพ…พลิกโลก!” จัด “All-New Isuzu D-Max…Infinite Potential Press Trip” พาแอ่วเหนือลัดเลาะเส้นทางขึ้น-ลงเขา ชมที่เที่ยวบนเส้นทางเชียงใหม่ – เชียงดาว ระยะทางรวมมากกว่า 250 กม. ทั้งเก็บและชิมสตรอว์เบอร์รีสดกลางสวน ไหว้พระวัดถ้ำเชียงดาว ชมวิวหลักล้านของดอยหลวงเชียงดาวแบบเต็มตาท่ามกลางลมหนาวเบา ๆ  และไม่พลาดการแชะ & แชร์รูปสวย ๆ กลางสวนดอกไม้ แหล่งเช็คอินสุดชิคล่าสุดของเชียงใหม่

นับเป็นทริปสื่อมวลชนที่เปิดให้สัมผัสพลานุภาพพลิกโลกของ “ออลนิว อีซูซุดีแมคซ์”  อย่างเป็นทางการครั้งแรก หลังจากเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่สร้างความฮือฮาในวงการรถยนต์เมืองไทยเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ซึ่งประกอบด้วยรถปิกอัพ “ออลนิว อีซูซุดีแมคซ์ พลานุภาพ…พลิกโลก!” ที่ภายนอกออกแบบใหม่หมด  ตัวรถมีมิติที่ใหญ่และบึกบึนยิ่งขึ้น ให้ความรู้สึกทรงพลังแต่ยังปราดเปรียว พร้อมฟังก์ชั่นใหม่ อาทิ ไฟหน้า Isuzu Vision Bi-LED ไฟ Multifunctional Daylight แบบ Built-in และไฟตัดหมอก LED ไฟท้าย Dual-Sonic LED กันชนท้าย Integrated Bumper เป็นหนึ่งเดียวกับตัวรถ และล้อที่ลงตัวกับดีไซน์รถ โดยรวมแล้วจึงเป็นรถที่โดดเด่นสะดุดตา โดยเฉพาะเมื่อขับกันเป็นขบวนเหมือนการเดินทางครั้งนี้         

เมื่อจัดแบ่งรถกันเป็นที่เรียบร้อยก็ได้เวลาออกเดินทางสำหรับคณะสื่อมวลชน โดยใช้เส้นทางสายแม่ริม เพื่อจะไปเติมพลังอาหารกลางวันที่ “ฮิมน้ำแม่จะ”  ร้านอาหารริมน้ำตกที่แสนน่ารัก ประดับประดาด้วยร่มสีสันสดใส ซึ่งในช่วงตัดเข้าสู่เส้นโป่งแยง-สะเมิง เป็นทางโค้งขึ้นเขาตลอดระยะทาง จึงเป็นโอกาสให้ทุกคนได้รับรู้ถึงสมรรถนะและช่วงล่างที่ยอดเยี่ยมของเครื่องยนต์ อีซูซุ 3.0 และ 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์เรียกพลังลุยได้ตั้งแต่รอบต่ำ ให้กำลังปีนไต่สูง เข้าโค้งได้มั่นใจยิ่งกว่าเดิม ระบบกันสะเทือนที่พัฒนาขึ้นด้วยเทคโนโลยีใหม่ช่วยให้รถมีความนุ่มนวลและนั่งสบายขึ้น สะท้อนพลานุภาพใหม่ที่ไร้ขีดจำกัดของรถอีซูซุรุ่นล่าสุดนี้อย่างแท้จริง นอกจากนี้ภายในห้องโดยสารใหม่ยังกว้างขวาง สะท้อนรสนิยมเหนือระดับจากการใช้วัสดุพรีเมี่ยม พร้อมฟังก์ชั่นการใช้งานที่ครบครัน ใช้งานง่าย สัมผัสได้ถึงความหรูหรา สะดวกสบาย จึงเป็นรถที่เหมาะสำหรับทุกการเดินทาง  

หลังมื้อกลางวันยังเป็นการขับลุยขึ้นเขาต่อเนื่องเพื่อให้ไปถึงยังจุดหมาย “ไร่สตรอว์เบอร์รีวงค์วาน” เจ้าแรกในอำเภอสะเมิงใต้เพื่อไปเก็บและชิมสตรอว์เบอร์รีสีแดงหอมหวานจากต้น ลิ้มลองเมนูเด็ดตำสตรอว์เบอร์รี่รสชาติกลมกล่อม ควบคู่กับสตรอว์เบอร์รีปั่นที่ให้ความสดชื่นสุด ๆ นอกจากนี้ที่ไร่ยังจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากสตรอว์เบอร์รี่หลายรูปแบบให้เลือกซื้อหาเป็นของฝากกันอีกด้วย

จากนั้นขับต่อกันยาว ๆ ไปยัง “วัดถ้ำเชียงดาว” ซึ่งตั้งอยู่เชิงเขาของดอยหลวงเชียงดาว จุดเด่นอยู่ที่ด้านในของบริเวณวัดมีถ้ำขนาดใหญ่ที่มีพระพุทธรูป และศาลพ่อหลวงคำแดง ที่มาของเรื่องราวในตำนานที่กลายเป็นความเชื่อ ความศรัทธาในความศักดิ์สิทธิ์ของถ้ำหลวงเชียงดาว รวมทั้งตื่นตาตื่นใจกับหินงอกหินย้อยที่สามารถจินตนาการเป็นรูปต่าง ๆ ได้มากมาย

แล้วจึงขับต่อไปอีกเล็กน้อยสู่ที่พัก  “อาซาเลีย วิลเลจ รีสอร์ท” ที่อยู่ท่ามกลางขุนเขา วิวสวยและมีสไตล์เป็นเอกลักษณ์ด้วยการนำวัสดุจากธรรมชาติและบรรยากาศของท้องถิ่นมาตกแต่ง ที่สำคัญมองเห็นวิวหลักล้านของดอยหลวงเชียงดาวได้อย่างชัดเจน และปิดท้ายค่ำคืนด้วยการขับรถไปยังร้าน “หมอกหลวง” เพื่อลิ้มรสอาหารค่ำ ซึ่งไฟหน้า Isuzu Vision Bi-LED ช่วยให้ทัศนวิสัยในการขับตอนกลางคืนปลอดภัยยิ่งขึ้น กลับมาหลับสบายไปพร้อมกับลมหนาวที่มาเยือนตั้งแต่ช่วงหัวค่ำจนถึงเช้าวันรุ่งขึ้น  

พวกเราอำลาที่พักกันหลังอาหารมื้อเช้าที่มีให้เลือกแบบ a la carte ทั้งเมนูไข่ต่าง ๆ และข้าวต้ม ผสมผสานกับผักสลัดออแกนิค น้ำสลัด และแยมแบบโฮมเมด ระหว่างเดินทางกลับสู่ตัวเมืองเชียงใหม่ ยังได้แวะเที่ยวสวนดอกไม้ละแวกแม่ริมที่กำลังเป็นกระแสดังอยู่ในโซเชียล ที่นี่เดิมเป็นชุมชนที่ปลูกดอกมากาเร็ต รวมถึงดอกคัตเตอร์ขายอยู่แล้ว และเพิ่งเปิดเป็นธุรกิจใหม่ให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชมตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา โดยเก็บค่าเข้าคนละ 50 บาท พวกเราเข้าชมความงามของทุ่งดอกคัตเตอร์สีขาวที่ “We Flower Village สวนดอกไม้อุ๊ยเป็ง” และทุ่งดอกมากาเร็ต 3 สีม่วง สีชมพู และสีขาวที่กำลังบานสะพรั่งของ “สวนสมคิด” ซึ่งอยู่ติดกัน ถ่ายรูปสวย ๆ ปัง ๆ ไว้เป็นความทรงจำอัพลงโซเชียลกันได้ถึงปีหน้ากันเลยทีเดียว จากนั้นจึงโบกมือลาความสวยละมุนของเหล่าดอกไม้ไปยังร้านอาหารพื้นเมืองชื่อดัง “ลำดีตี้ขัวแดง” เป็นมื้อส่งท้ายของทริป พร้อมกับส่งต่อรถ “ออลนิว อีซูซุดีแมคซ์ พลานุภาพ…พลิกโลก!” ที่โดดเด่นทั้งรูปลักษณ์ สมรรถนะ ประโยชน์ใช้สอย และความประหยัดน้ำมัน ตอกย้ำความเป็นยนตรกรรมที่เหนือกว่าคำว่าปิกอัพให้สื่อมวลชนอีกกลุ่มได้มาเก็บความประทับใจ ความสุข และความสนุกของการขับรถเที่ยวในเส้นทางเชียงใหม่-เชียงดาวที่ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกหลายแห่งที่รอการค้นพบ

สิริ เวนเจอร์ส ผนึก สวทช. และ วศ.อว. ทดสอบวิ่งจริง “ยานยนต์ขับขี่อัตโนมัติ” ครั้งแรกในไทย

0

สิริ เวนเจอร์ส ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และกรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.อว.) นำเสนอมิติใหม่ของนวัตกรรมยานยนต์เพื่อความสะดวกสบายของการเดินทางในพื้นที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่ ครั้งแรกในไทย! กับเดโม่ “ยานยนต์ขับขี่อัตโนมัติ” (Autonomous Vehicle) จากการผนึกกำลังของ สวทช. และวศ.อว. ในการติดตั้งเทคโนโลยีควบคุมการขับเคลื่อน ผสานกับแอพพลิเคชั่นเรียกใช้บริการยานยนต์ขับขี่อัตโนมัติที่พัฒนาขึ้นโดยสิริ เวนเจอร์ส กางโรดแมปเข้มข้น 8 เดือน มุ่งพัฒนา-ทดลอง-ประมวลการใช้งานยานยนต์ขับขี่อัตโนมัติในสภาวะควบคุมบนพื้นที่ SIRI VENTURES Private Prop Tech Sandbox ที่ T77 Community โดยสวทช. และ วศ.อว. ตั้งเป้าส่งต่อนวัตกรรมยานยนต์ขับขี่อัตโนมัติต้นแบบ สู่การขยายผลในภาคเอกชนในไตรมาสที่ 2 นี้ พร้อมเตรียมโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นในเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) จังหวัดระยอง หวังผลักดันให้เกิดเป็นอุตสาหกรรมใหม่ของประเทศ ขณะที่แสนสิริและสิริ เวนเจอร์ส วางแผนต่อยอดผลการทดสอบที่เกิดขึ้นจากความเข้าใจพฤติกรรมของลูกบ้าน สู่แนวทางการให้บริการยานยนต์ขับขี่อัตโนมัติในโครงการที่อยู่อาศัยของแสนสิริในอนาคต

นายจิรพัฒน์ จันทร์เจิดศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่เทคโนโลยี บริษัท สิริ เวนเจอร์ส จำกัด กล่าวว่า “บ้านในแบบของแสนสิริจะรวบรวมทุกมิติของการอยู่อาศัย นวัตกรรมจึงเป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองสำคัญในการช่วยเติมเต็มประสบการณ์การใช้ชีวิตของลูกบ้านอย่างสมบูรณ์แบบ สำหรับการทดสอบยานยนต์ขับขี่อัตโนมัติบนพื้นที่ SIRI VENTURES Private Prop Tech Sandbox ที่ T77 Community ภายใต้ความร่วมมือระหว่างสิริ เวนเจอร์ส สวทช. และวศ.อว. จะช่วยให้เราสามารถเรียนรู้พฤติกรรมของลูกบ้านและผู้ใช้งานจริง ควบคู่ไปกับการเป็นส่วนหนึ่งของก้าวสำคัญของประเทศไทยในการร่วมพัฒนาสุดยอดนวัตกรรมยานยนต์ขับขี่อัตโนมัติเพื่อให้บริการ ในพื้นที่โครงการอยู่อาศัยขนาดใหญ่ พร้อมนำร่องทดลองวิ่งเป็นครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อต่อยอดสู่การใช้งานจริงต่อไปในอนาคต”

ด้าน ดร. ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เผยว่า สวทช. มีพันธกิจมุ่งสร้างเสริมการวิจัยและพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตลอดจนการออกแบบและวิศวกรรม จากการวิจัยพื้นฐานเพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ ไปถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อนำไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ที่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับภาคอุตสาหกรรม การพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนและพัฒนาประเทศอย่างมีทิศทางและยั่งยืน ซึ่งการวิจัยและพัฒนายานยนต์ขับขี่อัตโนมัติจัดเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่ สวทช. ให้ความสำคัญ เนื่องจากประเทศไทยยังต้องเพิ่มขีดความสามารถในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้ทัดเทียมกับประเทศชั้นนำอื่นทั่วโลก ที่ได้เริ่มใช้งานยานยนต์ขับขี่อัตโนมัติในภาคการคมนาคมและขนส่ง โดยมีเป้าหมายสำคัญ คือการเพิ่มความปลอดภัยทางถนน และช่วยอำนวยความสะดวกสบายในการเดินทางของประชาชนและขนส่งสินค้า ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วในยุคปัจจุบัน สวทช. จำเป็นต้องร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งกรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.อว.) สิริ เวนเจอร์ส และหน่วยงานอื่น เพื่อเร่งให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ขับขี่อัตโนมัติในประเทศอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะนำไปสู่การยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและขนส่ง ให้มีความยืดหยุ่น เข้าถึงง่าย และเพิ่มความสะดวกสบายในการเดินทางให้แก่ประชาชน นอกจากนี้ ยังผลักดันให้เกิดการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ของประเทศให้ประสบความสำเร็จและก้าวทันโลกไปอีกขั้น”

การทดสอบยานยนต์ขับขี่อัตโนมัติบนพื้นที่ SIRI VENTURES Private Prop Tech Sandbox ที่ T77 Community จะใช้เวลาในการพัฒนา-ทดลอง-ประมวลผลทั้งหมด 8 เดือน เริ่มต้นตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ปี 2019 จนถึงสิ้นสุดไตรมาสที่ 2 ปี 2020 โดย สวทช. และวศ.อว. มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาแพลตฟอร์มเทคโนโลยีเพื่อควบคุมการขับเคลื่อนแบบอัตโนมัติ ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี Drive-by-Wire, การบูรณาการเซ็นเซอร์สำหรับยานยนต์ขับขี่อัตโนมัติ, ระบบบ่งชี้ตำแหน่งและการนำทาง, สมองกลควบคุม-สั่งการการขับเคลื่อน และแผนที่ 3D ความละเอียดสูง ขณะที่สิริ เวนเจอร์สได้ร่วมพัฒนาแอพพลิเคชั่นสำหรับผู้บริโภคเพื่อทดลองเรียกใช้บริการยานยนต์ขับขี่อัตโนมัติ และประมวลผลการทดสอบและพฤติกรรมการใช้งานภายใต้สภาวะควบคุม ควบคู่กับมาตรการดูแลความปลอดภัยสูงสุดของลูกบ้านและชุมชน

ดร.เอกรัตน์ ไวยนิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเทคโนโลยีระบบรางและการขนส่งสมัยใหม่ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่าการทดสอบวิ่งจริงของยานยนต์ขับขี่อัตโนมัติในสภาวะควบคุมบนพื้นที่จริงจะเน้นการขับขี่ทั้งทางตรง ทางเลี้ยว ขึ้นเนิน รวมทั้งระบบความปลอดภัย อาทิ การทดสอบระบบหยุดเมื่อเจอสิ่งกีดขวางต่าง ๆ พร้อมกับการพัฒนาระบบสมองกลของยานยนต์ขับขี่อัตโนมัติควบคู่กันไป โดยจะกำหนดเป็นเส้นทางบังคับ (Fixed Route) และเริ่มให้ลูกบ้านร่วมทดสอบใช้งานจริงผ่านแอพพลิเคชั่นที่พัฒนาขึ้นโดยสิริ เวนเจอร์ส เพื่อนำ User Feedback ที่ได้มาร่วมประมวลผล และพัฒนาในลำดับต่อไป ซึ่งจะเป็นไมล์สโตนในการส่งต่อนวัตกรรมเทคโนโลยียานยนต์ขับขี่อัตโนมัติต้นแบบ สู่การขยายผลต่อในภาคเอกชน เริ่มต้นกับ AIROVR สตาร์ทอัพสัญชาติไทยผู้พัฒนาระบบให้บริการสำหรับยานยนต์ขับขี่อัตโนมัติ ภายในไตรมาสที่ 2 นี้ ในขณะเดียวกันได้สร้างกลุ่มผู้ประกอบการอุตสาหกรรม (Consortium) เพื่อร่วมกันพัฒนารถฟีดเดอร์ขับขี่อัตโนมัติที่มีความพร้อมเพื่อนำไปทดสอบใช้งานจริงในเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) จังหวัดระยองภายในช่วงต้นปี 2021”

นายจิรพัฒน์ จันทร์เจิดศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่เทคโนโลยี บริษัท สิริ เวนเจอร์ส จำกัด เปิดเผยว่า “นอกจากการผลักดันให้การพัฒนาเทคโนโลยี ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การอยู่อาศัยให้เกิดขึ้นจริงผ่านโปรเจค SIRI VENTURES Private PropTech Sandbox แล้ว เรายังได้พัฒนาแอพพลิเคชั่นขึ้น เพื่อรองรับการใช้ประโยชน์ยานยนต์ขับขี่อัตโนมัติสำหรับผู้บริโภคในคอมมิวนิตี้ในการเรียกรถไปรับ-ส่ง ณ จุดจอดใน T77 Community รวมถึงติดตามตำแหน่งของรถ ซึ่งจะเริ่มทดสอบการให้บริการยานยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติให้กับคนในพื้นที่ในไตรมาส 2 นี้ ควบคู่ไปกับการสอบถามความคิดเห็นเพื่อประเมินความพึงพอใจ รวมทั้งรวบรวมคำแนะนำจากผู้ใช้งาน เพื่อนำไปปรับปรุง พร้อมทั้งพัฒนาศักยภาพการบริการของรถให้ดียิ่งขึ้น และเมื่อเทคโนโลยีดังกล่าวพร้อมใช้งานในวงกว้าง แสนสิริจะเป็นผู้พัฒนาอสังหาฯ รายแรกของประเทศไทย ที่พร้อมนำร่องการให้บริการยานยนต์ขับขี่อัตโนมัติ เพื่ออำนวยความสะดวก และเติมเต็มประสบการณ์การใช้ชีวิตอย่างสมบูรณ์แบบให้กับลูกบ้านแสนสิริ”

“ความสำเร็จของความร่วมมือระหว่างสิริ เวนเจอร์ส สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และกรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.อว.) ในครั้งนี้ จะสะท้อนถึงพันธกิจและความตั้งมั่นของเรา ที่ไม่เพียงแต่ให้ความใส่ใจและมุ่งเน้นในการพัฒนาคุณภาพการใช้ชีวิต แต่ยังรวมถึงการให้บริการที่เป็นเหมือนหัวใจสำคัญของผู้ให้บริการอสังหาริมทรัพย์ พร้อมทั้งบรูณาการองค์ความรู้ สร้าง PropTech Ecosystem ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม  อีกทั้งเราจะแสวงหาความร่วมมือกับพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญและมีจุดมุ่งหมายเช่นเดียวกัน ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุน ผลักดันและผลิตนวัตกรรมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลก” นายจิรพัฒน์ สรุป

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย เผยแพร่เทคโนโลยี เดนโด ไดร์ฟ เฮ้าส์ แก่นิสิตนักศึกษา พร้อมเปิดเส้นทางอาชีพสู่บริษัทยานยนต์ชั้นนำ

0

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด จัดกิจกรรม มิตซูบิชิ มอเตอร์ส แคมปัส โรดโชว์ 2020 ที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ศูนย์รังสิต) โดยมีนิทรรศการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยี เดนโด ไดร์ฟ เฮ้าส์ พร้อมเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ลงทะเบียนสมัครงาน หรือ ฝึกงานกับ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย หนึ่งในบริษัทยานยนต์ชั้นนำของประเทศด้วย กิจกรรมดังกล่าวมีขึ้นเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2563 และจะดำเนินไปอย่างต่อเนื่องตลอดเดือนกุมภาพันธ์นี้ ที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ ของสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำ รวม 5 แห่ง

วันที่มหาวิทยาลัย
6 กุมภาพันธ์ 2563มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
13 กุมภาพันธ์ 2563สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
17 กุมภาพันธ์ 2563มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
20 กุมภาพันธ์ 2563จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
25 กุมภาพันธ์ 2563มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ

 

ทั้งนี้ ผู้บริหาร มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย นำโดย นายเอกอธิ รัตนอารี กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ สายงานขายในประเทศและบริการหลังการขาย (ที่ 2 จากซ้าย) และ นายจารุกร เรืองสุวรรณ ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักวางแผนผลิตภัณฑ์ (ที่ 2 จากขวา) ได้ร่วมกิจกรรมพร้อมบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยี เดนโด ไดร์ฟ เฮ้าส์ แก่นักศึกษา อาจารย์ และบุคลากรของมหาวิทยาลัย โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร. ธีร เจียศิริพงษ์กุล คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ที่ 1 จากซ้าย) ให้เกียรติร่วมชมนิทรรศการด้วย

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ตระหนักถึงความสำคัญด้านการศึกษาของประเทศ โดยเฉพาะการสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพเข้าสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ จึงได้จัดกิจกรรม มิตซูบิชิ มอเตอร์ส แคมปัส โรดโชว์ ที่สถาบันอุดมศึกษาต่างๆ เป็นประจำทุกปี โดยปีนี้นำเสนอเทคโนโลยี เดนโด ไดร์ฟ เฮ้าส์ ที่มาพร้อมกับรถยนต์พลังงานไฟฟ้าปลั๊กอินไฮบริด มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี เพื่อให้นิสิตนักศึกษาได้รับความรู้ และสัมผัสประสบการณ์ใหม่กับเทคโนโลยีนี้ด้วยตนเอง   

สำหรับเทคโนโลยี เดนโด ไดร์ฟ เฮ้าส์ ของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ในภาษาญี่ปุ่น “เดน” หมายถึง “ไฟฟ้า” และ “โด” หมายถึง “การขับขี่” เดนโด ไดร์ฟ เฮ้าส์ คือ ชุดระบบไฟฟ้าที่ออกแบบมาสำหรับที่พักอาศัย ประกอบด้วย มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี อุปกรณ์ชาร์จไฟฟ้าแบบเทคโนโลยี Vehicle-to-Home หรือ V2H ซึ่งสามารถทำได้ทั้งการจ่ายและรับกระแสไฟฟ้าระหว่างยานพาหนะและที่พักอาศัย แผงโซลาร์เซลล์ และแบตเตอรี่สำหรับที่พักอาศัย โดยระบบ เดนโด ไดร์ฟ เฮ้าส์ สามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ด้วยแผงโซลาร์เซลล์ นำไปชาร์จ มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี  และในทางกลับกันยังสามารถดึงพลังงานไฟฟ้าจากตัวรถ เพื่อนำไปใช้ในที่พักอาศัย เทคโนโลยีดังกล่าวจึงช่วยลดการบริโภคพลังงานและประหยัดค่าใช้จ่าย พร้อมเป็นแหล่งผลิตกระแสไฟฟ้าในกรณีเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน และยังใช้ประโยชน์อื่นๆ ได้อีกมากมาย

เอช เซม มอเตอร์ เดินหน้ารุกตลาดภาคใต้ เปิดตัวแทนจำหน่าย พร้อมตั้งศูนย์กระจายสินค้า

0

เอช เซม มอเตอร์ เดินหน้ารับศักราชปีหนูทอง ขยายตลาดสู่ภาคใต้ เปิดตัวแทนจำหน่าย 3 รายรวดทั้งที่เกาะสมุย,สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช ส่งรถกอล์ฟไฟฟ้า สามล้อไฟฟ้าและสามล้อเครื่องยนต์เอนกประสงค์บุกเต็มสูบ พร้อมจับมือกลุ่ม “มิตรแท้ กรุ๊ป” เป็นพันธมิตรรายใหญ่ตั้งศูนย์กระจายสินค้า บอสใหญ่ “วันชัย” ตั้งเป้าใน 6 เดือนโตขึ้น 35 เปอร์เซ็นต์

 

นายวันชัย ลี้นะวัฒนา กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอช เซม มอเตอร์ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายรถกอล์ฟไฟฟ้ารถสามล้อไฟฟ้า และรถสามล้อเครื่องยนต์เอนกประสงค์ เปิดเผยว่าเมื่อบริษัทฯ เปิดโอกาสให้ตัวแทนจำหน่ายที่ผ่านการคัดสรรสามารถจำหน่ายรถกอล์ฟไฟฟ้าได้จึงทำให้ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เราได้รับความสนใจจากนักธุรกิจและผู้ประกอบการขอเป็นตัวแทนจำหน่ายเป็นจำนวนมาก อาจเป็นเพราะสภาพการเปลี่ยนแปลงของสังคมและเศรษฐกิจ ทำให้การทำธุรกิจต้องมีความหลากหลายในตัวผลิตภัณฑ์ เพื่อเป็นการเพิ่มรายได้และในขณะเดียวกันจะช่วยลดความเสี่ยงทางธุรกิจไปพร้อมๆ กันด้วย

 

“เมื่อปลายปีที่แล้วเราเปิดตัวแทนจำหน่ายเพิ่ม 2 ราย ที่จังหวัดเพชรบุรีและจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ถือว่าเป็นการรุกตลาดทางภาคใต้ตอนบนก่อน นอกเหนือจากที่จังหวัดภูเก็ตที่บริษัทฯ เปิดเป็นสาขาเป็นผู้ดำเนินการมาก่อนตั้งแต่ปี 2559 ซึ่งที่ภูเก็ตจะครอบคลุมพื้นที่การขายและให้บริการทั้งในจังหวัดพังงาและจังหวัดกระบี่ด้วย และเพื่อให้การทำตลาดในภาคใต้ครอบคลุมพื้นที่เพิ่มขึ้นในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้บริษัทฯได้จับมือกับมิตรแท้ กรุ๊ป เปิดตัวแทนจำหน่ายในภาคใต้ตอนล่างเพิ่มเติมอีก 3 รายได้แก่สาขาเกาะสมุย สาขาอำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี และสาขาอำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช” นายวันชัยกล่าว

 

และสำหรับในส่วนของการให้บริการหลังการขายและการกระจายสินค้านั้น นายวันชัยกล่าวว่า“บริษัทได้มอบหมายให้ มิตรแท้ กรุ๊ป เป็นผู้ดำเนินการ เป็นศูนย์กระจายสินค้าในเขตภาคใต้ตอนล่าง เพราะมิตรแท้ กรุ๊ป มีศักยภาพในการบริหารจัดการที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ด้วยปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ บริษัทฯ คาดหวังและตั้งเป้าไว้ว่าภายใน 6 เดือนนี้ จะสามารถเพิ่มยอดขายให้เติบโตได้อีก 35 เปอร์เซ็นต์อย่างแน่นอน” คุณวันชัย กล่าว

มิตซูมหานคร ออโตโมบิล เปิดตัว โชว์รูมใหม่ สาขารังสิต คลอง 10

0

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด สร้างความแข็งแกร่งในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง มุ่งมั่นขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายเพื่อมอบการบริการที่ดียิ่งขึ้นให้แก่ลูกค้า โดยทางบริษัทฯ ได้ร่วมมือกับ บริษัท มิตซูมหานคร ออโตโมบิล จำกัด เปิดตัว บริษัท มิตซูมหานคร ออโตโมบิล จำกัด (สาขารังสิต คลอง 10) อย่างเป็นทางการ

บริษัท มิตซูมหานคร ออโตโมบิล จำกัด หนึ่งในผู้จำหน่ายรถยนต์มิตซูบิชิที่มีเครือข่ายใหญ่ที่สุดด้วยจำนวน 17 สาขาครอบคลุมทั่วประเทศ ได้เปิดดำเนินการ บริษัท มิตซูมหานคร ออโตโมบิล จำกัด (สาขารังสิต คลอง 10) ด้วยงบลงทุนกว่า 35 ล้านบาทเพื่อให้บริการลูกค้าในพื้นที่ ปทุมธานี กรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยเป็นโชว์รูมและศูนย์บริการแบบครบวงจร ครบครันด้วยอุปกรณ์และเครื่องมืออันทันสมัย พร้อมทีมบริการด้านการขายและหลังการขายที่มากด้วยประสบการณ์

ทั้งนี้ บริษัท มิตซูมหานคร ออโตโมบิล จำกัด (สาขารังสิต คลอง 10) ตั้งอยู่ที่ 80/9 หมู่ 2 ถนนรังสิต-นครนายก ตำบลบึงสนั่น อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี  โทร 0-2118-3058