Home Blog Page 468

ทั่วโลกจับตา! กำหนดเปิดตัวทีมแข่งฮอนด้า HRC ทวงบัลลังก์แชมป์ WSBK 2020

0

ยอดทีมแข่งฮอนด้า HRC เผยกำหนดวันเปิดตัวทีมแข่งเพื่อทวงบัลลังก์แชมป์ศึกเวิลด์ ซูเปอร์ไบค์(WSBK) ประจำปี 2020 อย่างเป็นทางการ เตรียมจัดขึ้นในวันที่ 21 กุมภาพันธ์นี้ ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น โดยจะมีการถ่ายทอดสดให้แฟนมอเตอร์สปอร์ตทั่วโลกได้รับชมพร้อมกันผ่านทางช่องยูทูบ Honda Global เริ่มเวลา 15.00 น. ตามเวลาประเทศไทย

คลิ๊กชมการถ่ายทอดสดงานเปิดตัวทีมแข่ง Honda Superbike World Championship Team ได้ที่ช่องยูทูบ Honda Global :          https://www.youtube.com/watch?v=JVYVV1xZ3Js&feature=youtu.be

เอ.พี. ฮอนด้า ประกาศผลผู้ผ่านเข้ารอบ36 ทีมโครงการ IMC Plan Contestby A.P. Honda ครั้งที่ 12

0

หลังจากที่บริษัท เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด ผู้จัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้าในประเทศไทย ได้เปิดตัวโครงการประกวดแผนสื่อสารการตลาด IMC Plan Contest by A.P. Honda ครั้งที่ 12 วางเป้าหมายพัฒนานักศึกษารุ่นใหม่สู่การเป็นนักการตลาดมือดีที่เก่งทั้งทฤษฏีและปฏิบัติ

 

ล่าสุด การแข่งขันได้ดำเนินมาถึงรอบ 36 ทีมสุดท้าย กับรูปแบบการแข่งขันที่ได้จากการเปลี่ยนแปลงให้มีความสนุกและเข้มข้นขึ้น โดยหลังจากที่นักศึกษาได้ส่งแผนการตลาดมากกว่า 500 ผลงาน มากกว่า 50 สถาบัน ทางคณะกรรมการได้เลือกแผนที่ดีที่สุด และให้ผู้เข้าร่วมประกวดแผนงานจำนวน 140 ทีมจากทั่วประเทศ เดินทางมาพรีเซนต์แผนงาน ต่อหน้าคณะกรรมการทั้ง 5 ภูมิภาค ด้วยโจทย์การทำตลาดเชิงไลฟ์สไตล์มาร์เก็ตติ้ง ภายใต้แบรนด์ CUB House ของฮอนด้า ซึ่งประกอบไปด้วย Monkey และ C125  ผู้เข้าแข่งขันจะต้องเข้าใจทั้งตัวสินค้า และวิธีทางการตลาดที่เหมาะสม โดยมีคณะกรรมการผู้มากประสบการณ์ประกอบด้วย ดร.ธีรพันธ์ โล่ห์ทองคำ  นักกลยุทธ์ชื่อดังด้าน IMC , คุณจุฑามาศ อินปริงกานันท์  ผู้ช่วยผู้จัดการทั่วไปส่วนงานสื่อสารการตลาด และ คุณอธิพล เมธาวิกูล  Client Service Director บริษัท ฮาคูโฮโด (กรุงเทพฯ) จำกัด ร่วมคัดเลือกผลงาน สู่รอบ 36 ทีม

โดยทั้ง 36 ทีมจะได้ทำกิจกรรมจริงกันที่  CUB House ทั้ง 12  สาขา จากนั้นทางคณะกรรมการจะคัดเลือก 12  ทีมเป็นตัวแทนของแต่ละสาขา มาร่วม workshop ในวันที่  26 กุมภาพันธ์ 2563 –  28 กุมภาพันธ์ 2563 ที่ศูนย์ฝึกอบรมฮอนด้า กรุงเทพมหานคร โดยวิทยากรชั้นนำของประเทศ และเข้าแข่งขันในรอบชิงชนะเลิศ ในวันที่ 5-7 มีนาคม 2563  ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เวสต์เกต

สำหรับการประกวดแผนสื่อสารการตลาด IMC Plan Contest by A.P. Honda ครั้งที่ 12 เปิดโอกาสให้นิสิต และนักศึกษาที่สนใจงานด้านการสื่อสารการตลาด ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์มาประชันความสามารถ กับการประกวดวางแผนการสื่อสารการตลาดสำหรับ Monkey และ C125 จากแบรนด์ CUB House เพื่อนำความรู้มาต่อยอดความคิด วิเคราะห์ วางแผน นำเสนอ และทำให้เกิดขึ้นจริง ภายใต้โจทย์ “การสร้างแผนการสื่อสารการตลาดระหว่างปี 2020-2022 สำหรับรถ Monkey และ C125” ภายใต้แบรนด์ CUB House เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ด้วยงบประมาณสมมุติ 100 ล้านบาท

ทั้งนี้ การประกวดจะแบ่งออกเป็น 3 รอบได้แก่

รอบที่ 1 (Presentation) เปิดรับแผนงานจากนิสิต นักศึกษาทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 5 กันยายน ถึง 10 ธันวาคม  2562 ก่อนคัดให้เหลือ 140 แผนงาน ที่จะได้สิทธิ์ในการนำเสนอแผนงานต่อหน้าคณะกรรมการที่จะเดินสายไปตัดสินใน 5 ภูมิภาคทั่วประเทศในช่วงเดือนธันวาคม 2562 เพื่อคัดให้เหลือ 36 แผนงานที่จะได้เข้าสู่รอบต่อไป

รอบที่ 2 (Semi Final) ทีมที่ผ่านการคัดเลือกในรอบแรกทั้ง 36 ทีม จะต้องนำแผนงานบางส่วนมาปฏิบัติจริงในพื้นที่ร้าน CUB House ทั้ง 12 แห่งทั่วประเทศในช่วงเดือนมกราคม 2563 ก่อนคัดเหลือเพียง 12 ทีมเข้าสู่รอบสุดท้าย

รอบที่ 3 (Final) 12 ทีมสุดท้ายที่เข้ารอบมาในฐานะตัวแทนของ CUB House แต่ละสาขา จะต้องนำเสนอไฮไลท์หรือความโดดเด่นของ Monkey และ C125 ในแบบที่ทีมได้วางแผนไว้ในแบบฉบับของ CUB House แต่ละสาขา โดยนำเสนอในระหว่างวันที่ 5-7 มีนาคม 2563 ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เวสต์เกต

ทีมชนะเลิศอันดับ 1 จะได้รับทุนการศึกษา 150,000 บาท, อันดับ 2 จะได้รับทุนการศึกษา 100,000 บาท, อันดับ 3 จะได้รับเงินรางวัล 50,000 บาท และรางวัลทุนการศึกษาชมเชยในรอบ Final ตามลำดับ นอกจากนี้ ทีมชนะเลิศ 3 อันดับแรกยังจะได้รับรางวัลพิเศษ เข้าร่วมทริปบินไปสัมผัสตำนานของรถจักรยานยนต์ฮอนด้า ที่ Honda Collection Hall ประเทศญี่ปุ่นในช่วงเดือนพฤษภาคม 2563 รวมมูลค่ารางวัลในการแข่งขันรายการนี้สูงถึงกว่า 2,000,000 บาท

เท่ให้ถึงแก่น! ฮอนด้าเปิดตัว New Rebel Series ล้ำด้วยชุดไฟ LED รอบคัน พร้อมแอซซิสท์สลิปเปอร์คลัทช์ เพื่อการขับขี่ที่นุ่มนวลมั่นใจ

0

เอ.พี. ฮอนด้า ผู้นำวงการรถจักรยานยนต์ไทย เปิดตัวรถใหม่แนวคัสตอมบ็อบเบอร์ New Honda Rebel Series ภายใต้แนวคิด  Express Yourself เท่ให้ถึงแก่น”

ผสานเอกลักษณ์ความเท่สุดคลาสสิกและเทคโนโลยีอันทันสมัย ล้ำหน้าด้วยไฟหน้าทรงกลม LED แบบใหม่ ที่ได้รับการออกแบบให้ดูมีมิติจากทุกมุมมอง และชุดไฟ LED รอบคัน ทันสมัยด้วยเรือนไมล์ดิจิทัลทรงคลาสสิกพร้อมฟังก์ชั่นไฟบอกตำแหน่งเกียร์

เสริมด้วยระบบแอซซิสท์/สลิปเปอร์คลัชท์ (Assist/Slipper Clutch) ให้ความสมูททุกการขับเคลื่อน มีเครื่องยนต์ให้เลือก 2 ขนาด ประกอบด้วยเครื่องยนต์ขนาด 500 ซีซี สำหรับการขับขี่ท่องเที่ยวทางไกล และเครื่องยนต์ขนาด 300 ซีซี สำหรับขับขี่ในเมือง

New Honda Rebel Series ได้รับการออกแบบให้เป็นรถคัสตอมบ็อบเบอร์ยุคใหม่ ตอบรับไลฟ์สไตล์การขับขี่ได้อย่างอิสระและหลากหลาย ได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบ จากรูปทรงอากาศยานที่ล้ำอนาคต เท่ถึงแก่นด้วยโครงสร้างแบบมินิมอลโชว์เฟรมรถสีดำอันดุดัน ถังน้ำมันดีไซน์ปราดเปรียว หล่อเข้มสะกดทุกสายตากับยางขนาดใหญ่

Rebel 300 วางจำหน่ายที่ศูนย์จำหน่ายและบริการ Honda Wing Center ด้วยราคาแนะนำที่ 146,830 บาท

Rebel 300  น้ำเงินแมตยีนส์บลูเมทัลลิก

Rebel 300  สีเทาแมตอาร์เมอร์ซิลเวอร์เมทัลลิก

Rebel 300  สีดำกราไฟท์แบล็ก

Rebel 500 จะวางจำหน่ายที่ศูนย์ Honda BigWing ด้วยราคาแนะนำที่ 222,780 บาท

Rebel 500 สีน้ำเงินแมตยีนส์บลูเมทัลลิก

Rebel 500  สีเทาแมตอาร์เมอร์ซิลเวอร์เมทัลลิก

Rebel 500  สีดำกราไฟท์แบล็ก

เอ.พี. ฮอนด้า พร้อมวางจำหน่าย New Honda Rebel Series อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ผ่านสองช่องทาง โดย Rebel 500 จะวางจำหน่ายที่ศูนย์ Honda BigWing ด้วยราคาแนะนำที่ 222,780 บาท และ Rebel 300 วางจำหน่ายที่ศูนย์จำหน่ายและบริการ Honda Wing Center ด้วยราคาแนะนำที่ 146,830 บาท มีให้เลือก 3 สีได้แก่ สีน้ำเงินแมตยีนส์บลูเมทัลลิก สีเทาแมตอาร์เมอร์ซิลเวอร์เมทัลลิก และสีดำกราไฟท์แบล็ก

 ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมของ New Honda Rebel Series ได้ที่เว็บไซต์ www.hondabigbike.com และ www.aphonda.co.th

เชพโรเลต หยุดขายในไทยปลายปี 63

0

เจนเนอรัล มอเตอร์ส (จีเอ็ม) จะยุติการจัดจำหน่ายรถยนต์  เชฟโรเลตในตลาดประเทศไทยภายในสิ้นปี 2563 แต่จะยังคงให้บริการหลังการขายแก่ลูกค้าเชฟโรเลต อาทิ การรับประกันคุณภาพรถยนต์ การซ่อมบำรุง และการบริการต่างๆ ผ่านเครือข่ายของศูนย์บริการ     ที่ได้รับการแต่งตั้งจากเชฟโรเลตทั่วประเทศ

นายแอนดี้ ดันสแตน ประธานกรรมการตลาดเชิงกลยุทธ์ พันธมิตรและผู้แทนจำหน่าย จีเอ็ม อินเตอร์เนชั่นแนล โอเปอเรชั่นส์ กล่าวว่าการถอนเชฟโรเลตออกจากตลาดรถยนต์ประเทศไทยนั้นเป็นการตัดสินใจของจีเอ็ม หลังจากที่มีการขายศูนย์การผลิตรถยนต์และเครื่องยนต์ของจีเอ็ม ประเทศไทย  ในจังหวัดระยองให้แก่ เกรท วอล มอเตอร์ส

“จีเอ็มทราบดีถึงผลกระทบที่จะมีต่อพนักงานและคู่ค้าของเราจากการตัดสินใจครั้งนี้ เราให้คำมั่นที่จะปฏิบัติต่อพนักงาน คู่ค้า และผู้ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของเราด้วยความเคารพตลอดระยะเวลา          การปรับเปลี่ยนนี้” นายแอนดี้ กล่าว

“จีเอ็มได้ประเมินทางเลือกหลายทางในการรักษาเชฟโรเลตไว้ในตลาดประเทศไทย แต่ความเป็นจริงก็คือ หากไม่มีฐานการผลิตในประเทศไทยแล้ว เชฟโรเลตก็ไม่อาจที่จะแข่งขันในตลาดรถยนต์ประเทศไทยได้เลย” นายแอนดี้ กล่าว

นายแอนดี้ กล่าวว่า จีเอ็มได้ทำการศึกษาและวิเคราะห์โดยละเอียดถึงแผนธุรกิจที่จะจัดสรรโครงการรถยนต์รุ่นใหม่ให้แก่ศูนย์การผลิตในจังหวัดระยอง แต่พบว่าจะมีอัตราการใช้กำลังการผลิตของศูนย์การผลิตแห่งนี้ได้อย่างไม่เต็มที่ ตลอดจนความต้องการสินค้าในตลาดประเทศไทยและตลาดส่งออกที่เราคาดการณ์ไว้นั้นจะมีจำนวนน้อย อีกทั้งยังมีปัจจัยทางเศรษฐกิจหลายประการที่ไม่เอื้อต่อแผนธุรกิจนี้

“การตัดสินใจที่จะยุติการผลิตและการจำหน่ายรถยนต์ในประเทศไทยนั้นเป็นไปตามกลยุทธ์        การดำเนินธุรกิจทั่วโลกของจีเอ็ม และขอบข่ายการจัดสรรเงินทุนภายในองค์กรของเรา”

“การตัดสินใจในครั้งนี้ไม่ได้สะท้อนถึงศักยภาพและความสามารถของทีมงานในประเทศไทย รวมถึงผู้จัดจำหน่ายของเราแต่อย่างใด ผมต้องขอขอบคุณพวกเขาที่ทำงานและให้การสนับสนุนจีเอ็มรวมถึงอุตสาหกรรมรถยนต์ในประเทศไทยมาโดยตลอด นอกจากนี้ ผมต้องขอบคุณรัฐบาลไทยที่ให้การสนับสนุนการดำเนินธุรกิจของเรามาอย่างยาวนานในตลาดรถยนต์ที่มีการแข่งขันทางธุรกิจสูงมาก        ในประเทศไทย” นายแอนดี้ กล่าวเพิ่มเติม

จีเอ็ม และเกรท วอล มอเตอร์ส ได้ลงนามในสัญญาซื้อขายศูนย์การผลิตรถยนต์และเครื่องยนต์ของจีเอ็ม ประเทศไทยในจังหวัดระยอง ทั้งสองบริษัทคาดว่าการซื้อขายและส่งมอบศูนย์การผลิตทั้งสองจะเสร็จสิ้นในปลายปี 2563

นายเฮกตอร์ บีจาเรียล ประธานกรรมการ จีเอ็ม เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า บริษัทให้คำมั่นสัญญาที่จะดูแลช่วยเหลือพนักงานและลูกค้า และจะปรับเปลี่ยนการดำเนินงานต่างๆ สำหรับลูกค้า พนักงาน ผู้จัดจำหน่ายรถยนต์เชฟโรเลตและผู้จัดหาวัตถุดิบหรือบริการให้สำเร็จเป็นไปได้ด้วยความเรียบร้อย

“เราจะให้ความช่วยเหลือและมอบแพ็คเกจเงินชดเชยให้กับพนักงานที่ได้รับผลกระทบทั้งหมดในจำนวนที่มากกว่ากฎหมายแรงงานไทยกำหนด”

“ผู้จัดจำหน่ายรถยนต์เชฟโรเลตจะได้รับการเสนอโปรแกรมการช่วยเหลือพิเศษในการปรับเปลี่ยนธุรกิจอย่างเหมาะสมหลังจากที่ร่วมเป็นคู่ค้ากับเรามาอย่างยาวนาน รวมถึงโอกาสในการเปลี่ยนธุรกิจของตนให้เป็นศูนย์บริการที่ได้รับการแต่งตั้งจากเชฟโรเลต”

“เราให้คำมั่นสัญญาว่าจะดูแลและให้บริการลูกค้าของเราต่อไป ท่านเจ้าของรถยนต์เชฟโรเลตมั่นใจได้ว่าเราจะยังคงปฏิบัติตามการรับประกันคุณภาพรถยนต์ทุกคันและให้บริการหลังการขายผ่านเครือข่ายของเราในประเทศไทย เชฟโรเลตจะร่วมมือกับผู้จัดจำหน่ายของเราอย่างใกล้ชิด โดยเราจะเสนอโอกาสในการปรับเปลี่ยนธุรกิจให้แก่ผู้จัดจำหน่าย ให้เปลี่ยนเป็นศูนย์บริการที่ได้รับการแต่งตั้งจากเชฟโรเลต” นายเฮกตอร์ กล่าว

 

ลูกค้าเชฟโรเลตสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์ โทร 1734

เอ.พี. ฮอนด้า ประกาศผลผู้ชนะเลิศการแข่งขันทักษะครูฝึกขับขี่ปลอดภัยระดับประเทศครั้งที่ 17

0

ปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่ สำหรับการจัดการแข่งขันแข่งขันทักษะครูฝึกขับขี่ปลอดภัยระดับประเทศครั้งที่ 17 ท่ามกลางการตอบรับอย่างล้นหลามจากครูฝึกขับขี่ปลอดภัยทั่วประเทศ รวมถึงครูฝึก ฯ จากสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ทำให้มีครูฝึกจากทั่วประเทศไทยเข้าร่วมเข้าแข่งขันมากกว่า 180 คน การแข่งขันทักษะครูฝึกขับขี่ปลอดภัยจัดขึ้นที่ศูนย์ฝึกขับขี่ปลอดภัยฮอนด้า กรุงเทพฯ ผลปรากฏว่า มีครูฝึกคว้ารางวัลชนะเลิศในระดับรุ่นต่างๆ ดังนี้

ประเภททีมศูนย์ฝึกขับขี่ปลอดภัยฮอนด้า
รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ บจก. บุรีรัมย์ยนตรการ
รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ บจก. ที เค ซี มอเตอร์ไบค์
รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ บจก. เกียรติสุรนนท์อุบลราชธานี

ประเภทครูฝึกชาย
รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ นายสมชาย จันทร์อ่อน หจก. เอสเอ็มดี มอเตอร์
รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ นายทินกร สีใส บจก. บุรีรัมย์ยนตรการ
รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ นายธีระชัย สายสะอาด บจก. เกียรติสุรนนท์ยโสธร

ประเภทครูฝึกหญิง
รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ นางสาววิมล สุนิลรัมย์ บจก. บุรีรัมย์ยนตรการ
รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ นางสาวสงกรานต์ สารปิง บจก. ที เค ซี มอเตอร์ไบค์
รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ นางสาวรัตน์ชิดา มุสิกพันธ์ บจก. อริยะมอเตอร์

รุ่น Big bike
รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ นายจารุวัตร ขันเงิน บจก. ฮอนด้า สมุทรปราการ
รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ นายวัฒนา คะใจ บจก. ที เค ซี มอเตอร์ไบค์
รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ นายปรีดา สาคุณ บจก. ที เค ซี มอเตอร์ไบค์

ประเภทครูอาจารย์
รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ นายนราวิชญ์ เจ็ดรัมย์ วิทยาลัยเทคนิคบุรีรัมย์
รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ นายชัยลักษณ์ เส้นเศษ วิทยาลัยเทคนิคกำแพงเพชร
รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ นายพูนศักดิ์ ปลายหาญ วิทยาลัยกาญจนาภิเษกเชียงราย

ประเภทนักเรียน
รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ นายกฤษดา วงศ์หอม วิทยาลัยเทคนิคกำแพงเพชร
รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ นายชัยวุฒิ แยลูกู วิทยาลัยกาญจนาภิเษกเชียงราย
รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ นายณภัทร บุญคุ้ม วิทยาลัยเทคนิคราชบุรี 2

โดยผู้ชนะเลิศทั้งหมด จะได้รับถ้วยรางวัลเกียรติยศ พร้อมนำประสบการณ์ที่ได้รับจากการแข่งขันไปเผยแพร่ต่อผู้ใช้รถใช้ถนน ตลอดจนดูแลความปลอดภัยของประชาชนบนท้องถนนต่อไป

ฮอนด้าสานต่อกิจกรรมแข่งขันทักษะครูฝึกขับขี่ปลอดภัยระดับประเทศครั้งที่ 17 ครูฝึก ฯ ทั่วไทยกว่า 180 คนตบเท้าประชันความสามารถ

0

เอ.พี. ฮอนด้า ผู้นำแห่งวงการรถจักรยานยนต์ไทย และผู้บุกเบิกกิจกรรมรณรงค์ขับขี่ปลอดภัยในประเทศไทย สานต่อกิจกรรมการแข่งขันทักษะครูฝึกขับขี่ปลอดภัยระดับประเทศเป็นครั้งที่ 17 โดยได้รับการตอบรับอย่างดีจากครูฝึกขับขี่ปลอดภัยทั่วประเทศ รวมถึงครูฝึก ฯ จากสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ณ ศูนย์ฝึกขับขี่ปลอดภัยฮอนด้า กรุงเทพ ฯ

ดร.อารักษ์ พรประภา รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด กล่าวว่า “เอ.พี. ฮอนด้า เริ่มต้นโครงการเมืองไทยขับขี่ปลอดภัยมาตั้งแต่ปี 2532 โดยนำหลักสูตรการเรียนการสอนจากญี่ปุ่นมาปรับใช้กับสภาพแวดล้อมของประเทศไทย และได้มีการผลักดันให้โครงการนี้เป็นที่รับรู้ในวงกว้าง ผ่านการถ่ายทอดของครูฝึกขับขี่ปลอดภัย ซึ่งมีหน้าที่ส่งมอบความรู้และวิธีการขับขี่อย่างปลอดภัยทั้งภาคทฏษฏีและปฏิบัติให้กับผู้ใช้รถจักรยานยนต์ฮอนด้าผ่านทางเครือข่ายร้านผู้จำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้าทั่วประเทศทั้ง Honda Wing Center และ Honda BigWing

ต่อมาในปี 2537 ทางเอ.พี. ฮอนด้า ได้มีแนวคิดในการยกระดับขีดความสามารถของครูฝึก ฯ ขึ้นไปอีกขั้น จึงเป็นที่มาของการจัดการแข่งขันระหว่างครูฝึก ฯ ด้วยกันเอง ใช้ชื่อเรียกว่าการแข่งขันครูฝึกขับขี่ปลอดภัยระดับประเทศ ซึ่งการแข่งขันนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้สังคมได้เห็นถึงความมุ่งมั่นจริงจังของเรา และให้ความไว้วางใจกับหลักสูตรขับขี่ปลอดภัยรวมถึงมาตรฐานครูฝึก ฯ ที่กระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ ล่าสุดในปีที่ผ่านมา ครูฝึก ฯ ของฮอนด้ายังสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยด้วยการคว้ารางวัลจากการแข่งขันครูฝึก ฯ ระดับนานาชาติที่ญี่ปุ่นได้ถึง 7 รางวัล มากที่สุดในกลุ่มอาเซียน สะท้อนให้เห็นถึงคุณภาพอย่างแท้จริง เรามั่นใจว่าการแข่งขันครั้งที่ 17 นี้จะเพิ่มขีดความสามารถและสร้างพัฒนาการของครูฝึก ฯ รุ่นใหม่ ๆ ทั้งจากของฮอนด้า และจากหน่วยงานภาครัฐอย่าง สอศ.”

ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า “ทางสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันรายการนี้มาตั้งแต่ปี 2553 จนถึงปัจจุบันเป็นปีที่ 10 ต้องยอมรับว่าในประเทศไทยยังต้องการการสร้างจิตสำนึกและทักษะของการขับขี่ และการใช้รถใช้ถนนอีกมาก การแข่งขันจะทำให้ครูฝึก ฯ ในการดูแลของ สอศ. มีขีดความสามารถและสามารถส่งต่อความรู้ให้กับนักเรียนอาชีวะได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

สำหรับการแข่งขันทักษะครูฝึกขับขี่ปลอดภัยระดับประเทศครั้งที่ 17 นี้ จัดขึ้นที่ศูนย์ฝึกขับขี่ปลอดภัยฮอนด้ากรุงเทพฯ มีผู้เข้าร่วมทั้งสิ้น 183 คน ประกอบด้วยครูฝึกจากศูนย์ Honda Wing Center 104 คน, ครูฝึกจาก Honda BigWing 33 คน และครูฝึกจาก สอศ. 46 คน โดยการแข่งขันจะประกอบไปด้วย 5 สถานี ประกอบด้วย สถานีที่ 1. การเบรก (Braking) ที่ผู้เข้าแข่งขันต้องเบรกได้มั่นคงในระยะเบรกสั้นที่สุด เมื่อขับขี่ด้วยความเร็วที่กำหนด สถานีที่ 2. ความคล่องตัว (Slalom) ที่ผู้เข้าแข่งขันต้องขับขี่ไปยังทิศทางที่กำหนดจนถึงเส้นชัย โดยไม่ผิดพลาดและใช้เวลาน้อยที่สุด สถานีที่ 3. การขับขี่ทรงตัวบนทางแคบ (Narrow Plank) ผู้เข้าแข่งขันต้องขับขี่บนเส้นทางแคบด้วยวิธีการที่ถูกต้องและทรงตัวได้มั่นคงที่สุด สถานีที่ 4. ความแม่นยำในการเลี้ยวแบบเลข 8 (Figure 8) ผู้เข้าแข่งขันต้องแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการเข้าโค้งต่อเนื่องแบบเลข 8 และสถานีที่ 5. การสอบข้อเขียน ผู้ชนะอันดับที่ 1-3 จะได้ถ้วยเกียรติยศเป็นรางวัล โดยการแข่งขันครั้งนี้จัดขึ้นที่ศูนย์ฝึกขับขี่ปลอดภัยฮอนด้า

กกพ.สนับสนุน AEITF ลุยโครงการ Solar Move ดึงอสังหาฯ ร่วม พร้อมจัดกิจกรรมในงานมอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 41

0

คุณกิตติพงษ์ ภิญโญตระกูล รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) และคุณอลงกรณ์ พลบุตร ประธานที่ปรึกษาประธานมูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทย แถลงข่าวเปิดตัวโครงการรณรงค์ส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ Solar Rooftop เข้าสู่ชุมชน เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ของการใช้ไฟฟ้าภาคครัวเรือน หรือ Solar Move ณ ห้องจรัสชั้น 3 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

นายกิตติพงษ์  ภิญโญตระกูล   รองเลขาธิการสำนักงาน กกพ.กล่าวว่า โครงการรณรงค์ส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ Solar Rooftop เข้าสู่ชุมชน เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ของการใช้ไฟฟ้าภาคครัวเรือน   ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนพัฒนาไฟฟ้าเพื่อกิจการตามมาตรา 97(5) ประจำปีงบประมาณ 2562 โดยกองทุนพัฒนาไฟฟ้านั้นจัดตั้งขึ้นภายในสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน หรือ สำนักงาน กกพ ตาม “พระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550” โดยมีคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน หรือ กกพ. เป็นผู้กำกับดูแล ภายใต้กรอบนโยบายของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานแห่งชาติ หรือ กพช. ซึ่งมีภารกิจสำคัญอย่างหนึ่ง คือ ส่งเสริมสังคมและประชาชนให้มีความรู้ ความตระหนัก และมีส่วนร่วมทางด้านไฟฟ้า

สำหรับโครงการรณรงค์ส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ Solar Rooftop เข้าสู่ชุมชน เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ของการใช้ไฟฟ้าภาคครัวเรือน เป็นการจัดกิจกรรมเชิงรุก นำความรู้ภาคทฤษฏีถ่ายทอดสู่การปฏิบัติได้จริง ผ่านกิจกรรมสื่อเคลื่อนที่ที่กลุ่มเป้าหมายจะได้มีส่วนร่วมและทดลองปฏิบัติ จากสื่อที่ทันสมัย ทั้ง Interactive, สื่อวีดิทัศน์  และโมเดลจำลอง  โดยประชาชนในหมู่บ้านและประชาชนทั่วไปในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จะ ได้สัมผัสและทดลองการนำพลังงานแสงอาทิตย์มาต่อกับอุปกรณ์ง่ายๆภายในบ้าน เพื่อสร้างความตระหนักปลูกจิตสำนึก และเกิดการมีส่วนร่วมในเรื่องพลังงานสะอาด โดยเฉพาะพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ ที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของกองทุนพัฒนาไฟฟ้า เพื่อกิจการตามมาตรา 97(5) ซึ่งต้องการส่งเสริมสังคมและประชาชนให้มีความรู้ ความตระหนัก และมีส่วนร่วมทางด้านไฟฟ้า

นอกจากนี้ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้แก่สังคมไทยในเรื่อง “พลังงานสะอาดที่ทุกคนเข้าถึงได้” โดยโครงการได้นำเสนอ “พลังงานแสงอาทิตย์” เพื่อการใช้ไฟฟ้าภาคครัวเรือน และประชาชนในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ผ่านการจัดแสดงสื่อนิทรรศการเคลื่อนที่ Solar move ซึ่งในวันนี้จัดแสดงอยู่บริเวณลานหน้าหอศิลป์  ขอเรียนเชิญทุกท่านเข้าร่วมกิจกรรม Solar move โดยภายใน Solar move จะมีการนำเสนอความรู้และเรื่องราวที่น่าสนใจต่างๆ อาทิ การติดตั้งแผง Solar Roof ที่ถูกต้อง จะลดค่าใช้จ่ายครัวเรือนได้อย่างไร Solar ดีอย่างไร นอกจากตัวนิทรรศการเคลื่อนที่ Solar move แขกผู้มีเกียรติทุกท่านยังสามารถติดตาม FACEBOOK ของโครงการซึ่งจะมีผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้ประสบการณ์นวัตกรรมใหม่ๆเกี่ยวกับพลังงานแสงอาทิตย์ อีกมากมาย  

“กระผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า โครงการรณรงค์ส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ Solar Rooftop เข้าสู่ชุมชน เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ของการใช้ไฟฟ้าภาคครัวเรือนจะมีส่วนร่วมในการส่งเสริมสังคมและประชาชนให้มีความรู้ ความตระหนักด้านพลังงานทดแทน และสร้างความเข้าใจให้กับประชาชนในพื้นที่ ในด้านพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ต่อไป”

นายสุเมฆ ปัณฑรานุวงศ์  ประธานมูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทย (AEITF)  กล่าวว่า มูลนิธิได้รับการจัดสรรเงินกองทุนพัฒนาไฟฟ้าจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เพื่อการส่งเสริมสังคมและประชาชนให้มีความรู้ ความตระหนัก และมีส่วนร่วมทางด้านไฟฟ้าตามมาตรา 97(5) ผ่านการดำเนินโครงการรณรงค์ส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ Solar Rooftop เข้าสู่ชุมชน เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ของการใช้ไฟฟ้าภาคครัวเรือน (Solar Move ) โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญๆ อาทิ เพื่อส่งเสริมสังคมและประชาชนกรุงเทพฯและปริมณฑลในหมู่บ้านจัดสรรประมาณ 200 โครงการ ประมาณ 10,000 ครัวเรือนให้มีความรู้ มีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งเป็นพลังงานสะอาด

นอกจากนี้ ต้องการให้ร่วมกันส่งเสริมให้ผู้ใช้ไฟฟ้าได้มีแนวทางในการลดต้นทุนค่าใช้จ่ายพลังงานไฟฟ้า โดยมีส่วนร่วมในการใช้พลังงานสะอาดจากการนำพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน สามารถทดลองใช้งานจริงผ่านรถนิทรรศการเคลื่อนที่ในรูปแบบ  Active Learning  และที่สำคัญเพื่อร่วมกันลดภาวะโลกร้อนจากการลดการใช้ไฟฟ้าที่ผลิตโดยเชื้อเพลิงที่เป็นฟอสซิลซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 75% (ก๊าซธรรมชาติ 58%  และถ่านหิน/ลิกไนต์ 17% ) เทียบกับการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่มีสัดส่วนเพียง 10% ซึ่งตามการวางแผนการพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยปี 2561-2580  (PDP2018) จะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น  30% ในปี 2580

เนื่องจากสาขาครัวเรือนหรือกลุ่มที่อยู่อาศัยมีอัตราการเติบโตของการใช้ไฟฟ้าถึง 10.1% (พิจารณาจากตัวเลขการใช้ไฟฟ้าเมื่อ พ.ย.2562)  โดยมีสัดส่วนการใช้ไฟฟ้าถึง 26%  หรือคิดเป็นสัดส่วนการใช้ไฟมากเป็นอันดับ 2 รองจากสาขาอุตสาหกรรมที่มีสัดส่วนการใช้ไฟฟ้า 45%  และหากมีการรณรงค์หรือส่งเสริมให้ภาคครัวเรือน รวมทั้งหมู่บ้านจัดสรรได้ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (โซลาร์รูฟท็อป) ตามโครงการโซลาร์ภาคประชาชนของ กกพ.ที่ส่งเสริมให้มีการติดตั้งปีละประมาณ 100 เมกกะวัตต์ (MW) หรือเป็นการติดตั้งปีละ 10,000-20,000 ครัวเรือน คิดเป็นมูลค่าได้ 4,000 ล้านบาท/ปี และหากมีการติดตั้งครบ 10 ปีตามแผน PDP2018  ก็จะมีกลุ่มบ้านที่อยู่อาศัยมีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดถึง 1,000 MW  ซึ่งกระทรวงพลังงานคาดว่า จะมีประชาชนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปตามโครงการโซลาร์ภาคประชาชนประมาณ 200,000 ครัวเรือน

ดร.ปราจิน เอี่ยมลำเนา ประธานกรรมการบริหาร บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้สนับสนุนให้มูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทยร่วมออกบูธจัดกิจกรรมเคลื่อนที่สำหรับโครงการ Solar Move ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 41 (Motor Show 2020) ระหว่างวันที่ 25 มี.ค.-5 เม.ย.2563 ที่อิมแพ็คเมืองทองธานีกล่าวว่า การจัดทำโครงการ Solar Move เข้ากับกระแส PM 2.5 ซึ่งประเทศเราไม่เคยพบมาก่อน ในระยะช่วงปีหลังๆ นี้ฝุ่นและมลพิษต่างมีส่วนทำลายในชั้นบรรยากาศของโลกมากๆ มากจนถึงเรามีความรู้สึกว่า มีความจำเป็นหรือถึงเวลาแล้ว  เนื่องจากเราปล่อยปละละเลยเรื่องของพลังงานสะอาดหลายประเภท  เพราะฉะนั้นพอเราหันมาใช้โซลาร์เซลล์แล้วก็จะช่วยลดการใช้พลังงานด้านอื่นๆ ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของโลก และลดความมักง่าย  เพื่อมาใช้พลังงานเงียบคือ พลังงานแสงแดดที่เราปล่อยทิ้งไปอย่างน่าเสียดาย ซึ่งไม่เคยสนใจตลอดชีวิตของเรา ทั้งที่มีพลังงานมากมาย หลายคนมาสนใจตอนนี้ก็ไม่ได้สายเกินไป และต้องสอนลูกๆ หลานๆ ว่าสิ่งที่ใกล้ตัวของเรามากที่สุดตอนนี้คือ “พลังงานแสงอาทิตย์”

รถนิทรรศการเคลื่อนที่ของโครงการ Solar Move

บริษัทอสังหาริมทรัพย์ส่งบ้านจัดสรร 10,000 หลังเข้าร่วมโครงการ Solar Moveสำหรับบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่เข้าร่วมโครงการรณรงค์ส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ Solar Rooftop เข้าสู่ชุมชน เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ของการใช้ไฟฟ้าภาคครัวเรือน (Solar Move )  ประกอบด้วยบริษัท กานดา พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด,  บริษัท ควอลิตี้เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน),  บริษัท แลนด์แอนด์เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน), บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน), บริษัท อารียา พรอพเพอร์ตี้  จำกัด (มหาชน), บมจ.เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น และบมจ. เอ็น.ซี.เฮ้าส์ซิ่ง

บริษัท แลนด์แอนด์เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LH ได้ส่งโครงการบ้านจัดสรรเข้าร่วมโคar Move ประมาณ 19 โครงการ ประมาณ 4,000 หลัง ซึ่งมีบ้านหลายแบรนด์ที่เข้าร่วมโครงการ อาทิ บ้านเดี่ยวแบรนด์มัณฑนา, ชัยพฤกษ์, พฤกษ์ลดา, ชลลดา และอินนิซิโอ

บริษัท ควอลิตี้เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน)หรือ QH ได้ส่งโครงการบ้านจัดสรรเข้าร่วมโครงการ Solar Move ประมาณ 30 โครงการ ประมาณ 3,000 หลัง

บริษัท อารียา พรอพเพอร์ตี้  จำกัด (มหาชน) หรือ A ได้ส่งโครงการบ้านจัดสรรเข้าร่วมโครงการ Solar Moveประมาณ 10 โครงการ ประมาณ 1,000 หลัง

โครงบ้านเดี่ยวของ SENA ที่ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป

บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน)  หรือ SENA ได้ส่งโครงการบ้านจัดสรรทั้งบ้านเดี่ยวและทาวน์โฮมเข้าร่วมโครงการ Solar Move ประมาณ 10 โครงการ ประมาณ 1,000 หลัง อาทิ เสนาพาร์ควิลล์  รามอินทรา , เสนาทาวน์ 1 รามอินทรา, เสนาช็อปเฮาส์ บางแค-เทิดไท และโครงการเสนาอเวนิว  บางกะดี่ ฯลฯ

บริษัท  เอ็น.ซี.เฮ้าส์ซิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ NCH  ได้ส่งโครงการบ้านจัดสรรประเภทบ้านเดี่ยวเข้าร่วมโครงการ Solar Move ประมาณ 10 โครงการ

นายอิสระ บุญยัง  กรรมการผู้จัดการ บริษัท กานดา พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด กล่าวว่า ที่ผ่านมาบริษัทกานดาฯ ได้ติดตั้งเสาไฟฟ้าโซลาเซลล์ในพื้นที่ส่วนกลางของหมู่บ้านจัดสรรร่วมกับกังหันลมเพื่อผลิตไฟฟ้าเก็บไว้ที่แบตเตอรี่แล้วนำมาใช้ในตอนกลางคืน นอกจากนั้นมีการทดลองติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปที่สำนักงานขาย ขนาด 10 KW  ทำให้ประหยัดไฟเดือนละหลายพันบาท  สำหรับโครงการหมู่บ้านจัดสรรประเภทบ้านเดี่ยวที่เข้าร่วมโครงการรณรงค์ส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ Solar Rooftop เข้าสู่ชุมชน เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ของการใช้ไฟฟ้าภาคครัวเรือนประมาณ 3 โครงการ รวมกันประมาณกว่า 1,000 ครัวเรือน  ประกอบด้วยโครงการไอลีฟ พาร์ค พระราม 2 กม.14  จำนวน 379 หลัง  โครงการสยามเนเชอรัลโฮม พระราม 2 กม.17.5 จำนวน 283 หลัง และโครงการไอลีฟ พาร์ค วงแหวน-รังสิตคลอง 4 จำนวน  422 หลัง

โครงการไอลีฟ พาร์ค พระราม 2 กม.14 ที่ดิดตั้งเสาไฟโซลาร์และกังหันลม

สถานการณ์การการใช้ไฟฟ้าของไทยช่วง 11 เดือนปี 62 (ม.ค.-พ.ย.)

          -ความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุดของประเทศ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2562 เวลา 14.27 น. อยู่ที่ระดับ 37,312 เมกกะวัตต์ (MW)

          -การใช้ไฟฟ้าของประเทศ ซึ่งเป็นปริมาณไฟฟ้าในแต่ละชั่วโมงตลอดทั้งปีมีหน่วยเป็นล้านหน่วย (GWh)  อยู่ที่ 178,602 GWh หรือกิโลวัตต์ต่อชั่วโมง  เพิ่มขึ้น 3.4% โดยภาคครัวเรือนยังคงเติบโตสูงสุดที่ 10.1% ในขณะที่ภาคอุตสาหกรรม ลดลงที่ 1.7%

           -สาขาอุตสาหกรรมมีสัดส่วนการใช้ไฟฟ้า 45% มากที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับสาขาอื่น แต่การใช้ลดลงที่ 1.7% โดยอุตสาหกรรมเหล็กและโลหะพื้นฐาน และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ มีการใช้ไฟฟ้าลดลง 10.2% และ 6.0% ตามล้าดับ สอดคล้องกับดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือนพฤศจิกายน 2562 หดตัวลงเมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 8.27 อยู่ที่ระดับ 96.77 โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้าขั้นมูลฐาน สาเหตุหลักมาจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าหลัก ท้าให้มีค้าสั่งซื้อจากต่างประเทศลดลง ประกอบกับกำลังซื้อในประเทศชะลอตัวลง ส่วนหนึ่งมาจากสถาบันการเงินเข้มงวด ในการปล่อยสินเชื่อ

          -สาขาธุรกิจมีสัดส่วนการใช้ไฟฟ้า 25% การใช้เพิ่มขึ้น 6.0% โดยกลุ่มธุรกิจหลักที่มีการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นได้แก่ อพาร์ตเมนต์และเกสต์เฮาส์ โรงแรมและห้างสรรพสินค้า 14.9% 3.3.% และ 3.2% ตามล้าดับ สะท้อนจากจ้านวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยในเดือนพฤศจิกายน 2562 มีจ้านวน 3.36 ล้านคน ขยายตัวร้อยละ 5.9 ต่อปี ซึ่งเป็นการขยายตัวจากนักท่องเที่ยวชาวจีนเป็นหลัก โดยขยายตัวร้อยละ 18.3 ต่อปี นอกจากนี้ ยังมีนักท่องเที่ยวจากประเทศอื่นที่ขยายตัวได้ดี อาทิ นักท่องเที่ยวชาวไต้หวัน อินเดีย และรัสเซีย

          -สาขาครัวเรือนมีสัดส่วนการใช้ไฟฟ้า 26% การใช้เพิ่มขึ้น 10.1% สอดคล้องกับดัชนีภาวะเศรษฐกิจและการครองชีพของครัวเรือนไทย (KR-ECI) ในเดือนพฤศจิกายนอยู่ที่ระดับ 42.0 ขยับขึ้นเล็กน้อยจากระดับ 41.8 ในเดือนตุลาคม

 

 

ฮอนด้าสนับสนุนการแข่งขันขับขี่ปลอดภัยเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับประเทศปีที่ 3

0

เอ.พี. ฮอนด้า ผู้นำแห่งวงการรถจักรยานยนต์ไทย และผู้บุกเบิกกิจกรรมรณรงค์ขับขี่ปลอดภัยในประเทศไทย ยกระดับโครงการเมืองไทยปลอดภัยหรือ Safety Thailand ด้วยการให้การสนับสนุนสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการจัดการแข่งขันขับขี่ปลอดภัยเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับประเทศเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน โดยมี 6 หน่วยงานตำรวจร่วมส่งเจ้าหน้าที่ร่วมแข่งขันกันอย่างคับคั่ง ณ ศูนย์ฝึกขับขี่ปลอดภัยฮอนด้า กรุงเทพฯ


ดร.อารักษ์ พรประภา รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด กล่าวว่า “จากจุดเริ่มต้นของโครงการ ฮอนด้าเมืองไทยขับขี่ปลอดภัย เมื่อกว่า 3 ทศวรรษที่แล้ว เราได้สานต่อทั้งในเรื่องการรณรงค์ การแผยแพร่ความรู้ และการทำกิจกรรม ทำให้โครงการมีความเข้มแข็งและเป็นรากฐานสำคัญในการส่งต่อความรู้ความเข้าใจในการขับขี่ รวมถึงการใช้รถใช้ถนนอย่างปลอดภัย ให้กับคนไทยเป็นจำนวนมาก โดยในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเราได้ขยายฐานการรับรู้และส่งมอบความรู้ไปยังกลุ่มต่าง ๆ มากมาย ผ่านทางหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน จนกระทั่งในปี 2561 เราได้ยกระดับโครงการขึ้นไปอีกขั้นด้วยการให้การสนับสนุนการจัดการแข่งขันทักษะขับขี่ปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจทั่วประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยให้เกิดการพัฒนาทักษะ ยกระดับความสามารถ เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถส่งต่อความรู้และประสบการณ์เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนต่อไปได้เป็นอย่างดี”
“ในปีนี้เป็นปีที่ 3 แล้ว ที่ทางเอ.พี. ฮอนด้า ได้ให้การสนับสนุนการแข่งขันนี้ นอกเหนือจากการถ่ายทอดความรู้ เราได้ให้การสนับสนุนสถานที่ในการแข่งขัน อุปกรณ์ที่ใช้ในการแข่งขัน รวมถึงกรรมการผู้ตัดสินการแข่งขัน ซึ่งทั้งหมดล้วนแต่ได้มาตรฐานระดับเดียวกันกับที่ประเทศญี่ปุ่นซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการจัดการแข่งขันในลักษณะนี้มาอย่างยาวนาน”


พล.ต.อ. มนู เมฆหมอก รอง ผบ.ตร. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า “ปัญหาเรื่องการขับขี่อย่างปลอดภัยถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องให้ความสำคัญ ที่ผ่านมาทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้พยายามผลักดันเรื่องนี้ผ่านหน่วยงานในสังกัดที่เกี่ยวข้อง ทั้งการรณรงค์ การบังคับใช้กฏหมาย และการให้ความรู้แก่ประชาชน อย่างไรก็ดี ตัวเจ้าหน้าที่ตำรวจเองก็ต้องมีความสามารถในการขับขี่ปลอดภัยที่ดีเพื่อการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิผลและเพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับประชาชน ดังนั้น การแข่งขัน ฯ ทักษะขับขี่ปลอดภัยจึงเป็นกิจกรรมที่ช่วยยกระดับขีดความสามารถของเจ้าหน้าที่ตำรวจให้มีความพร้อม และมีความตื่นตัวอยู่เสมอ”


สำหรับการแข่งขันทักษะขับขี่ปลอดภัยเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับประเทศครั้งที่ 3 นี้ จัดขึ้นที่ศูนย์ฝึกขับขี่ปลอดภัยฮอนด้ากรุงเทพฯ มีผู้เข้าร่วมทั้งสิ้น 50 คน จาก 6 หน่วยงาน ประกอบด้วย กองบังคับการอารักขาและควบคุมฝูงชน, กองบัญชาการตำรวจสันติบาล, กองบัญชาการตำรวจนครบาล, กองบังคับการตำรวจจราจร, ตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต, และตำรวจภูธรเชียงใหม่ รวมถึงกองพลาธิการ (เข้าร่วมสังเกตุการณ์) โดยการแข่งขันจะประกอบไปด้วยภาคปฏิบัติ 3 สถานี ประกอบด้วย สถานีที่ 1. การเบรก (Braking) ที่ผู้เข้าแข่งขันต้องเบรกได้มั่นคงในระยะเบรกสั้นที่สุด เมื่อขับขี่ด้วยความเร็วที่กำหนด สถานีที่ 2. ความคล่องตัว (Slalom) ที่ผู้เข้าแข่งขันต้องขับขี่ไปยังทิศทางที่กำหนดจนถึงเส้นชัย โดยไม่ผิดพลาดและใช้เวลาน้อยที่สุด สถานีที่ 3. การขับขี่ทรงตัวบนทางแคบ (Narrow Plank) ผู้เข้าแข่งขันต้องขับขี่บนเส้นทางแคบด้วยวิธีการที่ถูกต้องและทรงตัวได้มั่นคงที่สุด โดยการแข่งขันครั้งนี้จัดขึ้นที่ศูนย์ฝึกขับขี่ปลอดภัยฮอนด้า กรุงเทพ ฯ

โครงสร้างตัวถังใหม่ มาสด้า CX-30 การันตีความปลอดภัยระดับโลก

0

รถยนต์ถือเป็นปัจจัยหลักสำคัญในการดำรงชีวิตในปัจจุบัน ดังนั้นการจะเลือกซื้อรถยนต์จึงมีหลากหลายเหตุผลที่ผู้ซื้อต้องคิดและนำมาพิจารณา ไม่ว่าจะเป็น สมรรถนะ ความปลอดภัย ลักษณะการใช้งาน งบประมาณ หรือความชื่นชอบของดีไซน์ อีกหนึ่งองค์ประกอบที่มีผลต่อการตัดสินใจที่สำคัญ นั่นคือ “เทคโนโลยี” บรรดาค่ายรถยนต์ต่างงัดกลเม็ดต่างๆ เข้ามาใส่ในรถยนต์แต่ละรุ่น เพื่อเป็นตัวช่วยให้การขับขี่เกิดความสะดวกสบายมากที่สุด มีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น นำไปสู่ความมั่นใจของผู้ขับขี่และผู้โดยสาร

หนึ่งในเทคโนโลยีใหม่ที่น่าสนใจจากมาสด้า ที่นำเสนอภายใต้แนวคิดที่แตกต่างจากคู่แข่ง โดยให้ความสำคัญกับความสนุกในทุกการขับขี่ และความเป็นหนึ่งเดียวระหว่างคนกับรถ ล่าสุดได้เผยแพลตฟอร์มเจนเนอเรชั่นใหม่ SKYACTIV-VEHICLE ARCHITECTURE

มาสด้าได้อธิบายถึงความท้าทายของการพัฒนาเทคโนโลยี SKYACTIV-VEHICLE ARCHITECTURE เกิดจากความต้องการความแข็งแกร่งที่มากขึ้นของโครงสร้างตัวถังใหม่ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องการอัตราเร่งและการประหยัดเชื้อเพลิงที่มากขึ้น  จึงต้องใช้เหล็กกล้าคุณภาพสูง High Tensile Steel ที่มีน้ำหนักเบาแต่แข็งแกร่งมาทดแทนโครงเหล็กซึ่งจะส่งผลให้น้ำหนักตัวรถเพิ่มขึ้น และเป็นภาระต่อการควบคุมขับขี่ เทคโนโลยีใหม่นี้ยังสามารถจัดการกับแรงสั่นสะเทือนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยโครงสร้างตัวถังแบบวงแหวนหลายทิศทาง (Multi-directional Ring Structure) ที่รองรับแรงกระทำได้รอบทุกทิศทาง สามารถกระจายแรงปะทะที่จะเข้าสู่ห้องโดยสารในกรณีเกิดอุบัติเหตุ เพิ่มความปลอดภัยให้ทั้งผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร รวมไปถึงผู้ใช้ถนนได้อีกด้วย

ล่าสุดเทคโนโลยี SKYACTIV-VEHICLE ARCHITECTURE คือแฟลตฟอร์มโครงสร้างตัวถังที่ใส่เทคโนโลยีลงไปรถมาสด้า3 ใหม่ รุ่นปี 2019 เป็นที่เรียบร้อย ผ่านการทดสอบมาตรฐานความปลอดภัยระดับโลกมาแล้ว ทั้งยุโรปและออสเตรเลีย ดังนั้น มาสด้าจึงมุ่งมั่นพัฒนาเพื่อต่อยอดเทคโนโลยีโครงสร้างตัวถังนี้ไปสู่รถครอสโอเวอร์เอสยูวีโดยเฉพาะ สำหรับ ALL NEW MAZDA CX-30 (มาสด้า ซีเอ็กซ์ เทอร์ตี้) ที่ใช้แฟลตฟอร์มโครงสร้างตัวถังใหม่มาจากรถยนต์นั่งขนาดกลาง หรือ C-Segment ทำให้ขับขี่ได้อย่างอุ่นใจ ปลอดภัยควบคุมรถได้ดั่งใจ เป็นรถครอสโอเวอร์เอสยูวีที่มีความคล่องตัว สมรรถนะสูงที่มาพร้อมกับพื้นที่ใช้สอยที่เป็นอรรถประโยชน์ และกำลังจะเปิดตัวในประเทศในเดือนมีนาคมนี้

เทคโนโลยี SKYACTIV-VEHICLE ARCHITECTURE ยังคงนำปรัชญาที่ยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลาง เพื่อสร้างความเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างคนกับรถตามปรัชญา “จินบะ-อิตไต” ทีมพัฒนาของมาสด้าได้ศึกษาการเดินของมนุษย์อย่างลึกซึ้งพบว่า ทุกจังหวะการเดินศีรษะจะตั้งตรงอย่างมีสมดุล กระดูกสันหลังมีลักษณะเหมือนอักษรตัว S เมื่อมองจากด้านข้างลำตัว ถัดลงมาจะเป็นส่วนเชิงกรานที่มีลักษณะตั้งตรงเช่นกัน ทำหน้าที่ช่วยซับแรงสั่นสะเทือนจากการกระทบของฝ่าเท้ากับพื้นที่ส่งต่อขึ้นมาจากขา จึงนำมาต่อยอดสู่การพัฒนาตัวรถในหลายจุด เพื่อให้เกิดการทำงานที่สอดประสานกันอย่างลงตัวมากขึ้น ตั้งแต่ส่วนที่สัมผัสกับพื้นผิวถนน ดั่งเช่น ยางที่รับแรงกระแทกจากพื้นถนน ขึ้นมาสู่ระบบช่วงล่าง และตัวถังที่ได้รับการออกแบบใหม่ให้สามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็วต่อแรงกระทำจากพื้นถนน และต่อเนื่องถึงผู้ขับขี่และผู้โดยสารผ่านเบาะนั่ง ซึ่งทุกองค์ประกอบเป็นส่วนสำคัญที่ได้รับการออกแบบใหม่ เพื่อรักษาความสมดุลของร่างกายให้ใกล้เคียงกับท่วงท่าการเดินของมนุษย์ ให้ผู้ขับขี่เข้าถึงความสนุกในการขับขี่ได้ได้อย่างเป็นธรรมชาติ หากได้ครอบครองรถยนต์ที่ควบคุมขับขี่ง่าย ให้ความปลอดภัยดีเยี่ยมก็คงจะดีไม่ใช่น้อย

‘ฟอร์ด บียอนด์ ดูแลคุณตลอด 5 ปี’ โปรแกรมมอบความอุ่นใจเหนือพิกัด

0

ฟอร์ด ประเทศไทย สร้างมิติใหม่ด้วยการมอบประสบการณ์การครอบครองรถยนต์ฟอร์ดที่เหนือระดับ กับโปรแกรม ‘ฟอร์ด บียอนด์ ดูแคุณตลอด 5 ปี’ มอบความอุ่นใจเหนือพิกัด กับข้อเสนอสุดพิเศษที่ครอบคลุมการรับประกันคุณภาพรถยนต์ ค่าแรง และ ค่าอะไหล่ในการเช็กระยะ และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง ตลอดระยะเวลา 5 ปี สำหรับลูกค้าที่ซื้อรถฟอร์ด เรนเจอร์ รุ่น ลิมิเต็ด, ไวลด์แทร็ค และ ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ภายในวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2563 ที่โชว์รูมฟอร์ดทั่วประเทศ

 

“โปรแกรม ‘ฟอร์ด บียอนด์’ เป็นมิติใหม่ของการดูแลลูกค้าด้วยข้อเสนอสุดพิเศษแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน เพื่อมอบความสบายใจสูงสุดในการเป็นเจ้าของรถฟอร์ด ให้ลูกค้าใช้รถโดยปราศจากความกังวลเรื่องค่าบำรุงรักษาตลอดระยะเวลา 5 ปี เพราะนอกเหนือจากการผลิตรถยนต์คุณภาพระดับโลกเพื่อสนองความต้องการของลูกค้าในทุกๆ ด้าน เรายังมีหน้าที่ในการมอบความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้าครอบครัวฟอร์ด ตลอดอายุการใช้งานอีกด้วย” นายวิชิต ว่องวัฒนาการ กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว

พิเศษสุด สำหรับลูกค้าที่ซื้อ ฟอร์ด เรนเจอร์ ไวลด์แทร็ค ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ พบกับข้อเสนอที่พลาดไม่ได้ เพิ่มเติมกับอัตราดอกเบี้ย 0% นาน 48 เดือน ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่งเมื่อดาวน์ 25% ผ่านฟอร์ด ลีสซิ่ง

 

ที่สุดของความอุ่นใจกับรายละเอียดที่ครอบคลุม  

  • รับประกันคุณภาพรถ 5 ปี /100,000 กม เป็นการรับประกันมาตรฐานจากโรงงานซึ่งเป็นผลมาจากความบกพร่องของชิ้นส่วนภายใต้การขับขี่ปกติเป็นระยะเวลา 5 ปี หรือ 100,000 กม. (แล้วแต่กรณีใดถึงก่อน) โดยไม่รวมค่าแรงและค่าอะไหล่ที่ต้องเปลี่ยนตามอายุการใช้งานหรืออะไหล่สึกหรอ ทั้งนี้ เป็นไปตามเงื่อนไขที่ระบุในสมุดรับประกันและบริการ (Warranty and Service Booklet)
  • ฟรีค่าแรงและค่าอะไหล่เช็กระยะ 5 ครั้ง ภายในระยะ 5 ปี / 75,000 กม. ทุก 1 ปีหรือ 15,000 กม. (แล้วแต่กรณีใดถึงก่อน)  ครอบคลุมค่าอะไหล่และค่าแรงทุกรายการสำหรับการเช็กระยะ ตามตารางเช็กระยะที่ระบุในคู่มือการใช้งาน  เช่น น้ำมันเครื่องชนิดสังเคราะห์แท้ 100% ไส้กรองน้ำมันเครื่อง ไส้กรองอากาศแอร์ ไส้กรองน้ำมันเชื้อเพลิง ไส้กรองอากาศ น้ำมันเบรก  พร้อมค่าแรงและถ่วงล้อทุกระยะ รวมค่าอะไหล่และค่าแรง ผ้าเบรก แบตเตอรี่ และใบปัดน้ำฝน โดยจำกัด แบตเตอรี่ 2 ชุด ผ้าเบรคหน้าหลังทั้ง disc และ drum brake 1 ชุด (ขึ้นอยู่กับรุ่นรถที่จำหน่าย) ใบปัดน้ำฝน 5 ชุด  ซึ่งคำนวณจากค่าเฉลี่ยการเปลี่ยนอะไหล่ในระยะ 5 ปีและต้องผ่านการตรวจสอบตามมาตรฐานจากศูนย์บริการเพื่อพิจารณาการเปลี่ยนอะไหล่ดังกล่าว
  • บริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนนตลอด 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง ไม่จำกัดจำนวนครั้งตลอด 24 ชม. ครอบคลุมกรณีดังต่อไปนี้ สตาร์ทไม่ติด ยางแบน น้ำมันเชื้อเพลิงหมดถัง (1 ครั้งต่อปี ไม่เกิน 10 ลิตร) ลืมกุญแจในรถ รถเสียกรณีอื่นๆเช่นหม้อน้ำแตกรั่ว สายพานขาดในกรณีที่ไม่สามารถแก้ไขเบื้องต้นได้ และไม่รวมกรณีอุบัติเหตุ จะมีบริการยกรถลูกค้าไปยังศูนย์บริการฟอร์ดที่ใกล้ที่สุดโดยไม่มีค่าใช้จ่าย กรณีที่ลากไปยังสถานที่อื่นที่ไม่ใช่ศูนย์บริการฟอร์ดที่ใกล้ที่สุด ฟรี 15 กม.แรก กม. ต่อไปกม. ละ 25 บาท หรือเหมาจ่ายโดยต้องได้รับความยินยอมจากลูกค้า
  • โปรดดูรายละเอียดข้อกำหนดและเงื่อนไขของโปรแกรม ฟอร์ด บียอนด์เพิ่มเติมได้ที่ https://www.ford.co.th/ford-beyond/

 

ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ฟอร์ด โทร. 1383 สำหรับกรุงเทพฯ และโทรฟรี 1-800-225-449 เฉพาะต่างจังหวัด หรือดูข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.ford.co.th