Home Blog Page 47

บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย เผยโฉมสามนักกอล์ฟแชมป์ BMW Golf Cup National Final 2025 พร้อมเป็นตัวแทนสู่เวทีระดับโลกที่สาธารณรัฐแอฟริกาใต้

0
บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย 10

บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย ประกาศผลการแข่งขัน BMW Golf Cup National Final 2025 สุดยอดทัวร์นาเมนต์กอล์ฟสมัครเล่นระดับประเทศ เฟ้นหาสามนักกอล์ฟไทยผู้เปี่ยมด้วยทักษะและความมุ่งมั่น เพื่อเป็นตัวแทนประเทศไทยไปประชันฝีมือบนเวทีระดับโลกในรายการ BMW Golf Cup World Final 2025 ที่สนามแฟนคอร์ต กอล์ฟ รีสอร์ต เมืองจอร์จ สาธารณรัฐแอฟริกาใต้ ในเดือนมีนาคม 2569

การแข่งขัน BMW Golf Cup National Final 2025 ได้จัดขึ้น ณ สนามกอล์ฟระดับตำนาน อมตะ สปริง
คันทรี คลับ จังหวัดชลบุรี หลังจากที่ได้มีการแข่งขันรอบคัดเลือกใน 16 ทัวร์นาเมนต์ตลอดปีที่ผ่านมา โดยตัวแทนผู้ชนะในแต่ละประเภท ได้แก่

  1. ประเภทชาย 1 (Handicap 0-12) – คุณเอกรัฐ สมันตรัฐ 
    (38-36-74 (4) Stableford Score: 38)
  2. ประเภทชาย 2 (Handicap 13-28) – คุณเต็มสิทธิ์ ธีรวิโรจน์ 
    (41-42-83 (13) Stableford Score: 38)
  3. ประเภทหญิง (Handicap 0-28) – คุณอภิรุจี ปิ่นประยงค์
    (37-34-71 (7) Stableford Score: 42)

BMW Golf Cup World Final2025 จะจัดขึ้นในเดือนมีนาคม 2569 ณ แฟนคอร์ต กอล์ฟ รีสอร์ต (Fancourt Golf Resort) สาธารณรัฐแอฟริกาใต้ สนามกอล์ฟระดับโลกที่ขึ้นชื่อเรื่องความท้าทายและความงดงาม และที่สำคัญคือเป็นสนามที่ทีมนักกอล์ฟสมัครเล่นจากประเทศไทย เคยไปคว้าแชมป์ในรายการ BMW Golf Cup World Final 2017 มาแล้ว สำหรับปีหน้า นักกอล์ฟสมัครเล่นชั้นนำจาก BMW Golf Cup ทั่วโลก จะมาร่วมสร้างมิตรภาพ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และประชันฝีมือเพื่อชิงความเป็นหนึ่งของทัวร์นาเมนต์กอล์ฟสมัครเล่นระดับนานาชาติที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย  3

บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย  4

บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย  5

 

BMW Golf Cup ถือกำเนิดขึ้นในปี 1982 จากการแข่งขัน BMW Invitation Tournament ในประเทศอังกฤษ และได้เติบโตจนกลายเป็นทัวร์นาเมนต์กอล์ฟสมัครเล่นระดับนานาชาติที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ดึงดูดผู้เข้าแข่งขันจาก 50 ประเทศทั่วโลก ประเทศไทยเองเคยสร้างประวัติศาสตร์อันน่าภาคภูมิใจด้วยการคว้าชัยชนะในรอบชิงชนะเลิศระดับโลกถึงสองปีซ้อนในปี 2016 และ 2017 ร่วมส่งแรงใจเชียร์ทีมชาติไทยในเวทีระดับโลก ที่สะท้อนความเป็นเลิศในแบบฉบับของบีเอ็มดับเบิลยู ติดตามข่าวสารและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.bmw.co.th

 

 

“มาสด้า” ขยายการรับประกันคุณภาพ เพิ่มความคุ้มครองนาน 7 ปี ยกระดับความสะดวกให้ลูกค้าด้วย “MAZDA MOBILE SERVICE” ศูนย์บริการมาสด้าเคลื่อนที่

0
มาสด้า 1

มาสด้าต่อยอดสิทธิประโยชน์ Mazda Family มุ่งมั่นเอาใจใส่ดูแลลูกค้าและยกระดับประสบการณ์บริการหลังการขายให้ครอบคลุมทุกมิติ เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจในการครอบครองรถยนต์มาสด้าในระยะยาว ด้วยโปรแกรมสุดพิเศษ “MAZDA WARRANTY PLUS ใหม่” โปรแกรมพิเศษ ขยายการรับประกันคุณภาพอะไหล่ เฟสที่ 2 คุ้มครองเพิ่มเติม จาก 3 ปี เป็น 7 ปี* คุ้มค่า พร้อมเพิ่มการดูแลลูกค้าในทุกพื้นที่ กับความสะดวกสบาย ด้วยบริการ “MAZDA MOBILE SERVICE” ศูนย์บริการมาสด้าเคลื่อนที่ โดยให้บริการและเข้าถึงลูกค้า ด้วยบริการตรวจเช็กตามระยะและซ่อมบำรุงรถยนต์นอกสถานที่  โดยทีมช่างเทคนิคผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการฝึกอบรมตามมาตรฐานศูนย์บริการมาสด้าทั่วประเทศ นอกจากนี้ยังมอบสิทธิพิเศษเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย สำหรับงานซ่อมทั่วไป ด้วยโปรแกรมผ่อนชำระ 0% นานสูงสุด 12 เดือน** และรับเครดิตเงินคืนสูงสุด 30% เมื่อนำรถเข้ารับบริการที่ศูนย์บริการมาสด้าทั่วประเทศ เพื่อให้ทุกการดูแลรถยนต์มาสด้าเป็นเรื่องง่าย สะดวกสบาย อุ่นใจ และคุ้มค่ามากที่สุด

มาสด้า 2

นายภพนิพิฐ จิรวัฒนานนท์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและนวัตกรรมดิจิทัล บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “สิ่งสำคัญที่มาสด้ายึดมั่นในการดำเนินธุรกิจมาโดยตลอด คือการให้ความสำคัญกับลูกค้าเป็นอันดับหนึ่งภายใต้แนวคิด Customer-Centric ที่มุ่งมั่นให้ลูกค้าได้รับสิทธิประโยชน์สูงสุด มาสด้าจึงได้พัฒนาและต่อยอดการบริการมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับคุณภาพงานบริการหลังการขาย ให้สามารถส่งมอบประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นให้กับลูกค้าตลอดระยะเวลาการเป็นเจ้าของรถมาสด้า โดยเฉพาะการบริการที่ครอบคลุม สะดวก รวดเร็ว และช่วยให้ประหยัดเวลาในการเดินทาง เพิ่มความสบายใจในเรื่องของค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นจากการดูแลรักษารถยนต์มาสด้า ภายใต้โปรแกรม Mazda Family พร้อมมอบสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เพื่อให้ลูกค้าครอบครองรถมาสด้าได้อย่างมั่นใจและไร้ความกังวล อันเป็นสิทธิพิเศษที่มาสด้าตั้งใจมอบให้เพื่อแทนคำขอบคุณลูกค้าที่เลือกเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งกับครอบครัวมาสด้าและไว้วางใจให้มาสด้าดูแล”

มาสด้า 3

เพื่อตอบโจทย์วัตถุประสงค์เหล่านี้ และเพื่อให้การเป็นเจ้าของรถยนต์มาสด้าเป็นไปอย่างราบรื่นและไร้กังวล มาสด้าจึงต่อยอดโปรแกรม “MAZDA WARRANTY PLUS” เพื่อเพิ่มสิทธิพิเศษให้กับลูกค้ามากยิ่งขึ้น ด้วยการขยายการรับประกันคุณภาพอะไหล่รถยนต์เพิ่มเติมจากเดิม 3 ปี เป็น 7 ปี* ซึ่งจะช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้กับลูกค้ามาสด้า โดยสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโปรแกรมนี้ได้ผ่าน 2 ช่องทาง ได้แก่ ทางเว็บไซต์ https://family.mazda.co.th/warranty_plus/RegistrationWAPlus/index หรือ ผ่าน Line Mazda Sky Journey ที่ @Skyjourney

รายละเอียดและเงื่อนไขการเข้าร่วมโปรแกรม “MAZDA WARRANTY PLUS ใหม่ โปรแกรมพิเศษ ขยายการรับประกันคุณภาพอะไหล่ เฟสที่ 2 คุ้มครองเพิ่มขึ้น จาก 3 ปี เป็น 7 ปี*”

  • อายุรถไม่เกิน 7 ปี หรือ ระยะทางไมล์สะสมไม่เกิน 200,000 กม. (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)
  • มีประวัติการเข้ารับบริการเช็กระยะอย่างสม่ำเสมอ ทุก ๆ 6 เดือน หรือ ทุก ๆ 10,000 กม. ตามคู่มือการใช้งานของรถยนต์แต่ละรุ่น* หรือขาดการเช็กระยะไม่เกิน 2 ครั้ง และการขาดการเช็กระยะดังกล่าวต้องไม่เกิดขึ้นติดต่อกันภายในระยะเวลา 12 เดือน*
  • ชิ้นส่วนอะไหล่ที่ขยายการรับประกันมีดังต่อไปนี้ เครื่องยนต์ท่อนตรง (Partial Engine) เกียร์อัตโนมัติและเกียร์ธรรมดา (Gear Box) เทอร์โบชาร์จเจอร์ (Turbocharger) และคาปาซิเตอร์ (Capacitor)*

นอกจากนี้ มาสด้ายังได้ยกระดับประสบการณ์ด้านการบริการ ด้วย “MAZDA MOBILE SERVICE” หรือศูนย์บริการมาสด้าเคลื่อนที่ เพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับลูกค้าในการเข้ารับบริการเช็กตามระยะและซ่อมบำรุงรักษา โดยทีมช่างเทคนิคผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์บริการฯ จะเดินทางไปอำนวยความสะดวกและให้บริการตรวจเช็กระยะในพื้นที่หรือจังหวัดที่ลูกค้าต้องเดินทางไกลหรือไม่สะดวกเดินทาง ซึ่งลูกค้าสามารถติดตามข่าวสารได้จากโชว์รูมมาสด้าในพื้นที่หรือในจังหวัดใกล้เคียง เพื่อทำนัดหมายเพื่อเข้ารับบริการ ทั้งนี้ ลูกค้าที่เข้ารับบริการจากศูนย์บริการมาสด้าเคลื่อนที่จะได้รับการบริการตรวจเช็กสภาพทั่วไป ฟรี 20 รายการ ตรวจเช็กเครื่องยนต์ด้วยระบบคอมพิวเตอร์ M-MDS รับประกันอะไหล่แท้จากมาสด้า โดยลงประวัติการบำรุงรักษาเช่นเดียวกับการเข้าศูนย์บริการตามปกติ

มาสด้า 4

ทั้งนี้ มาสด้ายังได้มอบข้อเสนอการบริการหลังการขายเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มความอุ่นใจให้ลูกค้าในทุกการซ่อม กับการผ่อนชำระ 0% นานสูงสุด 12 เดือน** พร้อมรับเครดิตเงินคืนสูงสุด 30% สำหรับการเข้ารับบริการที่ศูนย์บริการมาสด้าทั่วประเทศ อีกด้วย

ลูกค้าที่ต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโปรแกรมบริการหลังการขายของมาสด้า สามารถสอบถามได้กับที่ปรึกษาการขาย ณ โชว์รูมและศูนย์บริการมาสด้าทั่วประเทศ หรือ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ Mazda Speedline โทร 02-030-5666 หรือ Mazda official website ที่ www.mazda.co.th

มาสด้ายังคงมุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพเกี่ยวกับการดูแลลูกค้าให้ดียิ่งขึ้นด้วยโปรแกรมหลังการขายข้างต้น เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดีจากการเป็นเจ้าของรถยนต์มาสด้า และให้รถยนต์มาสด้าเป็นเสมือนเพื่อนรู้ใจ ที่มอบความสุขทั้งในด้านการขับขี่และการใช้ชีวิตในทุกด้านให้กับลูกค้าทุกคน ตั้งแต่วันแรกที่ครอบครองรถไปตลอดอายุการใช้งานรถยนต์มาสด้าคันโปรดของคุณ

“อีซูซุ” จัดแคมเพจ์นใหญ่ส่งท้ายปี “MAXFORCE BIG THANKS ขอบคุณจากใจ” ลุ้นรับ   บัตรน้ำมันและส่วนลดพิเศษมากมาย

0
อีซูซุ 1

อีซูซุตอกย้ำแนวคิด “ISUZU Trusted Buddy…อีซูซุเคียงข้างคุณ เคียงคู่ไทย” จัดแคมเพจ์นขอบคุณลูกค้าสุดยิ่งใหญ่ส่งท้ายปี “MAXFORCE BIG THANKS ขอบคุณจากใจ” สำหรับลูกค้าที่ซื้อและรับรถปิกอัพอีซูซุ ดีแมคซ์ ทุกรุ่น หรือรถยนต์นั่งอเนกประสงค์มิว-เอ็กซ์ ทุกรุ่น ตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม – 30 ธันวาคม 2568 โดยมีสิทธิ์ลุ้นรับบัตรน้ำมัน PT รางวัลใหญ่สุด 9 รางวัล มูลค่ารางวัลละ 175,500 บาท และรางวัลบัตรน้ำมันอื่น ๆ รวมจำนวน 1,907 รางวัล มูลค่ารวม 38,700,900 บาท จับรางวัลจำนวน 9 สัปดาห์ ประเดิมจับสลากผู้โชคดี ส่งท้ายปีครั้งแรกโดย คุณวิชัย สินอนันต์พัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด ผู้แทนจากกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย และผู้แทนสื่อมวลชน ร่วมเป็นสักขีพยาน ในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568   ณ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด 

อีซูซุ 2

พิเศษ! ลูกค้าที่ลงทะเบียนตามช่องทางที่กำหนดจะได้รับคูปองส่วนลดเพิ่ม มูลค่า 5,000 บาท สำหรับซื้อรถปิกอัพอีซูซุ ดีแมคซ์ จำนวน 10,300 รางวัล มูลค่ารวม 51,500,000 บาท และคูปองส่วนลด มูลค่า 10,000 บาท สำหรับซื้อรถยนต์นั่งอเนกประสงค์มิว-เอ็กซ์ จำนวน 2,200 รางวัล มูลค่ารวม 22,000,000 บาท ตั้งแต่วันที่     25 ตุลาคม 2568 ถึง 30 ธันวาคม 2568

นอกจากนี้ พิเศษ! สำหรับลูกค้าเก่าอีซูซุรับคูปองส่วนลดเพิ่มเติมสูงสุด มูลค่า 30,000 บาท สำหรับซื้อรถปิกอัพอีซูซุ ดีแมคซ์เฉพาะรุ่นที่กำหนด และคูปองส่วนลด 50,000 บาท สำหรับซื้อรถยนต์นั่งอเนกประสงค์        มิว-เอ็กซ์ เฉพาะรุ่นที่กำหนด ทั้งนี้เป็นไปตามสถานะของสมาชิกอีซูซุ

สัมผัสรถอีซูซุ ณ โชว์รูมอีซูซุทั่วประเทศ และศึกษารายละเอียดแคมเพจ์นเพิ่มเติมได้ที่ https://www.isuzu-tis.com/register

 

 

 

 

หมายเหตุ

  • สิทธิ์ในการลุ้นรางวัลจะถูกแบ่งตามรอบการจับรางวัล ผู้ที่ซื้อและรับรถในช่วงเวลาของรอบใด จะมีสิทธิ์ลุ้นรางวัลเฉพาะใน รอบการจับรางวัลของสัปดาห์นั้น ๆ เท่านั้น และสิทธิ์ดังกล่าวจะไม่ถูกนำไปรวมเพื่อจับรางวัลในรอบถัดไป
  • ผู้โชคดีมีสิทธิ์ได้รับรางวัลเพียงครั้งเดียวเท่านั้น และลูกค้า 1 สิทธิ์ จะมีสิทธิ์ลุ้นรางวัลจับสลากได้เพียง 1 ครั้ง (1รอบ) เท่านั้น ลูกค้านิติบุคคลและลูกค้ารายใหญ่ (Fleet Customer) สามารถร่วมแคมเพจ์นได้ และได้รับ 1 สิทธิ์ เท่านั้น
  • ประกาศรายชื่อผู้โชคดีในวันทำการหลังวันที่มีการจับสลาก เวลา 00 น.ผ่านเพจ FB : All-New ISUZU D-MAX,       All-New ISUZU MU-X และผ่านทางผู้จำหน่ายอีซูซุทั่วประเทศพร้อมรายละเอียดการรับรางวัล
  • ใบอนุญาตจับสลากเลขที่ 1727-1735/2568

 

หมายเหตุรางวัลบัตรน้ำมัน

  • บัตรเติมน้ำมันสามารถใช้แทนเงินสดในการเติมน้ำมันที่สถานีบริการน้ำมันพีที (PT) ทุกสาขาที่ร่วมรายการทั่วประเทศ ทั้งนี้เงื่อนไขการใช้บัตรเติมน้ำมันเป็นไปตามที่บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) กำหนด
  • บัตรเติมน้ำมันสามารถใช้ได้ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2572
  • ผู้โชคดีมีหน้าที่รับผิดชอบชำระภาษีหัก ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 5 (5%) ของมูลค่ารางวัลทั้งหมด ตามที่กฎหมายกำหนด
  • ในกรณีที่บัตรเติมน้ำมันเกิดการสูญหาย ชำรุด หรือถูกทำลายบริษัทฯ จะไม่รับผิดชอบในการออกบัตรใหม่หรือชดเชยมูลค่าของรางวัลให้ในทุกกรณี

 

รายละเอียดการจับสลาก ดังนี้

  • วันและเวลาจับสลาก

– ครั้งที่ 1 : วันศุกร์ที่ 7 พฤศจิกายน  2568 เวลา 13.00 น.

– ครั้งที่ 2 : วันศุกร์ที่ 14 พฤศจิกายน  2568 เวลา 13.00 น.

– ครั้งที่ 3 : วันศุกร์ที่ 21 พฤศจิกายน  2568 เวลา 13.00 น.

– ครั้งที่ 4 : วันศุกร์ที่ 28 พฤศจิกายน  2568 เวลา 13.00 น.

– ครั้งที่ 5 : วันพฤหัสบดีที่ 4 ธันวาคม 2568 เวลา 13.00 น.

– ครั้งที่ 6 : วันศุกร์ที่ 12 ธันวาคม 2568 เวลา 13.00 น.

– ครั้งที่ 7 : วันศุกร์ที่ 19 ธันวาคม 2568 เวลา 13.00 น.

– ครั้งที่ 8 : วันศุกร์ที่ 26 ธันวาคม 2568 เวลา 13.00 น.

– ครั้งที่ 9 : วันอังคารที่ 6 มกราคม 2569 เวลา 13.00 น.

“นิสสัน” เตรียมสร้างความตื่นเต้นอีกครั้งในมอเตอร์เอ็กซ์โป 2025 เปิดตัวพรีเมียมเอสยูวี พร้อมนำรถยนต์ยอดนิยมครบรุ่นจัดแสดงในงาน

0
นิสสัน 1

นิสสัน ประเทศไทย พร้อมสร้างความตื่นเต้นในงานมอเตอร์เอ็กซ์โป 2025 ด้วยการเปิดตัวรถพรีเมียมเอสยูวี ที่จะเปิดมิติใหม่ของการขับขี่ด้วยการผสานพลังของเทคโนโลยี อี-พาวเวอร์ เข้ากับเทคโนโลยี อี-ฟอร์ซ (e-4ORCE) ของนิสสัน ระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัตโนมัติแบบ All-Wheel Drive (AWD) ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่มั่นใจ สามารถควบคุมรถได้อย่างเต็มที่บนทุกสถานการณ์ และทุกสภาพถนน

นิสสัน 2

โทชิฮิโระ ฟูจิคิ ประธานนิสสัน ประเทศไทย และนิสสัน อาเซียน กล่าวว่า “ด้วยความมุ่งมั่นของ    นิสสันที่จะสร้างสีสัน และความตื่นเต้นให้กับลูกค้าชาวไทยอย่างต่อเนื่อง เราเตรียมที่จะนำรถยนต์เอสยูวีระดับพรีเมียมรุ่นใหม่มาเสริมทัพ  รถยนต์รุ่นนี้ถูกออกแบบมาเพื่อยกระดับประสบการณ์การขับขี่ที่ตื่นเต้นเร้าใจสำหรับคนที่รักความท้าทายอย่างแท้จริง  ด้วยเทคโนโลยี อี-พาวเวอร์ พร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ AWD เทคโนโลยี อี-ฟอร์ซ รถยนต์รุ่นนี้ไม่เพียงสร้างความตื่นเต้นให้กับผู้ขับขี่ แต่ยังตอกย้ำความมุ่งมั่นของนิสสันในการนำเสนอนวัตกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง และยนตรกรรมที่สร้างความตื่นเต้นให้กับตลาดประเทศไทย นอกจากนี้ ยังทำให้นิสสันมีรถยนต์ที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น ครอบคลุมในเซกเมนต์ต่างๆ สามารถสนองต่อความต้องการของลูกค้าทุกกลุ่มได้ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์แบบซีดาน คอมแพคเอสยูวี เอ็มพีวี และรถกระบะ โดยแต่ละรุ่นสะท้อนความมุ่งมั่นของเราที่จะสนองต่อความต้องการของลูกค้าแต่ละกลุ่ม รวมถึงยกระดับประสบการณ์ในการเดินทางให้กับลูกค้าชาวไทยทุกคน”

ไฮไลต์ที่บูทนิสสัน

นิสสัน 3

บูทนิสสันในงานมอเตอร์เอ็กซ์โป 2025 จะมีไฮไลต์หลัก 2 รุ่น ได้แก่ รถพรีเมียมเอสยูวี ที่จะเปิดตัวในงาน และนิสสัน เซเรน่า อี-พาวเวอร์

รถเอสยูวีระดับพรีเมียมที่จะเปิดตัวในงาน ถือเป็นการเปิดตัวครั้งสำคัญของนิสสันในประเทศไทย เพื่อสร้างความตื่นเต้นให้กับตลาดด้วยดีไซน์โฉบเฉี่ยวทรงพลัง มอบประสบการ์การขับขี่ที่นุ่มนวล เงียบ และตอบสนองได้อย่างฉับไว ให้ความรู้สึกเหมือนขับรถยนต์พลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบ แต่ยังคงความสะดวกสบาย และมั่นใจในระยะทาง ด้วยเทคโนโลยีเฉพาะของนิสสันอย่าง อี-พาวเวอร์ (e-POWER) พร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัตโนมัติ AWD เทคโนโลยี อี-ฟอร์ซ ที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ โดยเทคโนโลยี   อี-ฟอร์ซ (e-4ORCE) จะช่วยให้การเข้าโค้งเป็นไปอย่างแม่นยำ และมั่นคง ผู้ขับขี่จึงควบคุมการเลี้ยวเข้าโค้งได้อย่างมั่นใจไม่ว่าทักษะการขับขี่จะอยู่ในระดับใด ทั้งยังมอบการขับขี่ที่นุ่มนวล เสถียร และมั่นใจ พร้อมเพิ่มความสบายให้กับทั้งผู้ขับขี่ และผู้โดยสารตลอดการเดินทาง นิสสันยังได้ออกแบบรถอเนกประสงค์     เอสยูวีพรีเมียมรุ่นนี้มาเพื่อมอบอรรถประโยชน์ของการใช้งานอย่างเต็มที่ และนั่งสบายไม่ว่าจะขับขี่ในเมือง นอกเมือง หรือแบบออฟโรดที่เต็มไปด้วยความท้าทาย มอบประสบการณ์ใหม่ของการขับขี่ในแบบที่เหนือความคาดหมายสำหรับรถเอสยูวีระดับพรีเมียม

อีกหนึ่งไฮไลต์ของงาน ได้แก่ นิสสัน เซเรน่า อี-พาวเวอร์ รถยนต์อเนกประสงค์เอ็มพีวี 7 ที่นั่งที่โดดเด่นด้วยห้องโดยสารที่กว้างขวางนั่งสบาย กระจกรอบคันมีขนาดใหญ่ให้ความรู้สึกโปร่งโล่ง เบาะนั่งทุกตำแหน่งออกแบบมาให้รับกับสรีระเป็นอย่างดี มีพื้นที่เหนือศีรษะที่ให้ความโปร่ง ภายในถูกออกแบบให้สามารถเดินได้ตลอดคันจากหน้าไปถึงเบาะนั่งแถวที่สาม ประตูเลื่อนอัตโนมัติไฟฟ้าให้การเข้าออกที่ง่าย สะดวกในทุกการใช้งาน เหมาะสำหรับการเดินทางที่สร้างความทรงจำและประสบการณ์สุดพิเศษกับครอบครัว หรือเพื่อนฝูง

นอกจากนี้ เทคโนโลยีอี-พาวเวอร์ ในนิสสัน เซเรน่า ยังให้การขับขี่ที่ราบรื่น เงียบ ตอบสนองได้ดังใจ เช่นเดียวกับรถยนต์ไฟฟ้า แต่ไม่ต้องกังวลกับการชาร์จไฟฟ้าที่สถานีแม้จะเป็นการใช้งานเพื่อเดินทางไกล เซเรน่า อี-พาวเวอร์ ยังติดตั้งเบาะนั่งที่ปรับได้ถึง 13 รูปแบบ ประตูท้ายที่สามารถเปิดได้ทั้งแบบครึ่งบานและเต็มบานให้ความสะดวกในการใช้งาน ป้องกันไม่ให้ของท้ายรถหล่นออกมาขณะเปิดท้าย และยังเปิดท้ายได้สะดวกแม้ต้องจอดในที่ที่มีพื้นที่ด้านหลังจำกัด

รถยนต์ยอดนิยมจัดแสดงครบครัน

นิสสัน 4

นิสสันจะนำรถยนต์รุ่นหลักทั้งหมดมาร่วมสร้างสีสันในงานมอเตอร์เอ็กซ์โป 2025 ได้แก่

นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ ที่มอบความสนุกในการขับขี่ ตอบสนองทันใจแบบรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 100% จากเทคโนโลยี อี-พาวเวอร์ ของนิสสัน และให้ความสะดวกในการเพิ่ม และลดความเร็วได้ในคันเร่งเดียวกับระบบ อี-เพดัล สเต็ป (e-Pedal Step)  นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์การใช้งานที่ให้ทั้งความสะดวก และมั่นใจมากมาย เช่น กระจกมองหลังอัจฉริยะ IRVM (Intelligent Rear View Miror)  รวมถึงเทคโนโลยีความปลอดภัยรอบคัน 360 Safety Shield

นิสสัน นาวารา กระบะ “ทน พร้อม ลุย” ในรูปโฉมที่สปอร์ตมากขึ้นทั้งภายนอกภายใน นาวาราทุกรุ่นยังรักษาจุดเด่นด้านความทนทาน ความอเนกประสงค์ และวางใจได้อันเป็นเอกลักษณ์  ไฮไลต์ของนิสสัน นาวารา ได้แก่ รุ่นย่อย SL ได้แก่ คิงแค็บ คาลิเบอร์ SL 7AT  ดับเบิ้ลแค็บ คาลิเบอร์ SL 6 MT และดับเบิ้ลแค็บ คาลิเบอร์ SL 7AT ซึ่งเป็นรุ่นเริ่มต้นที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถเป็นเจ้าของได้ง่าย โดยยังได้สมรรถนะ ความอเนกประสงค์ และการใช้งานประจำวันในแบบฉบับของนาวาราที่มีความคุ้มค่า

นิสสัน 5

นิสสัน อัลเมร่า คอมแพคซีดานที่ “แรงจริง … จัดให้” ผสมผสานความกว้างขวาง และความสบายภายในห้องโดยสารเข้ากับเทคโนโลยีการเชื่อมต่ออัจฉริยะได้อย่างลงตัว ออกแบบมาเพื่อให้ทุกการเดินทางเต็มไปด้วยความเพลิดเพลิน ห้องโดยสารกว้างขวางและนั่งสบายเหนือระดับสำหรับทั้งผู้ขับขี่ และผู้โดยสาร พร้อมด้วยแอปพลิเคชัน NissanConnect Services ช่วยเพิ่มความสะดวก และความอุ่นใจ ให้ผู้ขับขี่สามารถเชื่อมต่อ และสั่งการรถผ่านสมาร์ตโฟนได้ทุกที่ พร้อมฟังก์ชันปุ่ม SOS ขอความช่วยเหลือฉุกเฉิน และฟีเจอร์ Walk-Away Lock เพื่อความมั่นใจในทุกการเดินทาง มาพร้อมการขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เทอร์โบ 1.0 ลิตร ที่ให้สมรรถนะดีเยี่ยม และประหยัดน้ำมัน เหมาะกับการขับขี่ในชีวิตประจำวัน

นอกจากรถยนต์รุ่นต่างๆ แล้ว นิสสัน ยังได้จัดแคมเปญพิเศษ “SAY YES!” ที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าตัดสินใจเป็นเจ้าของรถยนต์คุณภาพสูงจากนิสสันได้ง่ายขึ้น โดยมีข้อเสนอที่หลากหลายในแต่ละรุ่นให้ลูกค้าเลือกได้ตามความต้องการตั้งแต่ ดอกเบี้ยพิเศษเริ่มต้น 0% หรือส่วนลดสูงสุด 120,000 บาท ไปจนถึงผ่อนนาน    96 เดือน* พร้อมข้อเสนอสุดพิเศษสำหรับผู้ที่ต้องการเป็นเจ้าของ นิสสัน เซเรน่า อี-พาวเวอร์

ผู้ที่สนใจสามารถแวะมาเยี่ยมชมได้ที่บูทนิสสัน ในงานไทยแลนด์มอเตอร์เอ็กซ์โป 2025 ที่อิมแพค ชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน ถึง 10 ธันวาคม 2025

 

ฮอนด้า แนะนำ ‘CR-V e:HEV ใหม่’ ปิดรุ่นเทอร์โบ ชู e:HEV ทั้งไลน์อัป เพิ่ม Blind Spot และ Cross Traffic Monitor ทุกรุ่นย่อย พร้อมฟีเจอร์ล้ำสมัย

0
Honda CR-V e:HEV 2

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด แนะนำและเปิดรับ จองสิทธิ์ ‘Honda CR-V e:HEV ใหม่’ รุ่นไมเนอร์เชนจ์ ปรับไลน์อัปเป็นฟูลไฮบริด e:HEV ในทุกรุ่นย่อย ให้ลูกค้าได้สัมผัสกับ SUV ไฮบริดสำหรับครอบครัวที่ครบและคุ้มค่าในราคาที่เข้าถึงง่ายยิ่งขึ้น ด้วยราคาประมาณการเริ่มต้นไม่เกิน 1,4XX,XXX บาท* จัดเต็มความคุ้มค่าด้วยฟีเจอร์ใหม่! อาทิ ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตาที่กระจกมองข้าง (Blind Spot Information – BSI) ระบบเตือนเมื่อมีรถเคลื่อนผ่านขณะถอย (Cross Traffic Monitor – CTM) และแอปและบริการของ Google ที่ติดตั้งมาในตัว พร้อมทั้งอัปเกรดฟังก์ชันการใช้งานเพิ่มเติมในหลากหลายรุ่น** ครั้งแรก! กับรุ่นย่อยใหม่ e:HEV HuNT กับดีไซน์อัปลุคสะท้อนไวบ์ที่แตกต่างอีกขั้น และรุ่นย่อย e:HEV RS ที่มาพร้อมระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ เพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการลูกค้าอย่างลงตัว พิเศษ! รับฟรีบัตรเติมน้ำมันมูลค่า 20,000 บาท*** พร้อมรับดอกเบี้ย 0.99%*** และฟรีประกันภัย 1 ปี สำหรับลูกค้าที่ลงทะเบียนจองสิทธิ์ล่วงหน้าเพื่อเป็นเจ้าของ Honda CR-V e:HEV ใหม่ ผ่านทางที่ปรึกษาการขายฮอนด้าที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 – 27 พฤศจิกายน 2568
พร้อมจองและรับรถตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 – 31 ธันวาคม 2568***

เตรียมพบกับการประกาศราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการของ Honda CR-V e:HEV ใหม่ ในวันที่
28 พฤศจิกายน 2568
รวมถึงสัมผัสได้ที่บูทฮอนด้า (A08) ในงาน Motor Expo 2025 ระหว่างวันที่
29 พฤศจิกายน 2568 – 10 ธันวาคม 2568 และโชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ

ไฮไลต์ข้อมูล ‘Honda CR-V e:HEV ใหม่’

Honda CR-V e:HEV 2

  • ใหม่! ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตาที่กระจกมองข้าง (Blind Spot Information – BSI) ในทุกรุ่นย่อย
  • ใหม่! ระบบเตือนเมื่อมีรถเคลื่อนผ่านขณะถอย (Cross Traffic Monitor – CTM) ในทุกรุ่นย่อย
  • ใหม่! แอปและบริการของ Google ที่ติดตั้งมาในตัว ในทุกรุ่นย่อย
  • สวิตซ์โหมดการขับขี่ (Drive Mode Switch) ที่มาพร้อมโหมดการขับขี่ที่ปรับได้ 4 รูปแบบ ในทุกรุ่นย่อย ได้แก่ ใหม่! โหมดการขับขี่แบบ Individual โหมดการขับขี่แบบสปอร์ต โหมดการขับขี่แบบปกติ และโหมดการขับขี่แบบประหยัด
  • ใหม่! ครั้งแรกในรถยนต์ฮอนด้าประเทศไทย กับ เบาะนั่งคู่หน้าแบบระบายอากาศ ตั้งแต่รุ่น e:HEV ES
  • เพิ่ม! ระบบเครื่องเสียงพร้อมลำโพง BOSE 12 ตำแหน่ง ตั้งแต่รุ่น e:HEV ES
  • เพิ่ม! ระบบเชื่อมต่อ Honda CONNECT พร้อมเทคโนโลยี Digital Key เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่นย่อย
  • เพิ่ม! เซนเซอร์กะระยะหน้า 4 จุด และ หลัง 4 จุด เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่นย่อย
  • เพิ่ม! ขนาดมาตรวัดพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ TFT เป็นขนาด 2 นิ้ว เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่นย่อย
  • อัปลุคทั้งภายนอกและภายใน ด้วยดีไซน์สปอร์ตพรีเมียมที่สะท้อนตัวตนเฉพาะรุ่นอย่างมีสไตล์
  • สีภายนอก สีใหม่! สีเทาเออร์เบิน (มุก) ในรุ่น e:HEV RS และ e:HEV RS 4WD

Honda CR-V e:HEV 3

โดยมีให้เลือกทั้งหมด 5 รุ่นย่อย พร้อมราคาประมาณการ* ดังนี้

  • ใหม่! รุ่น e:HEV E ราคาประมาณการไม่เกิน 1,4XX,XXX บาท

รุ่นเริ่มต้นที่ครบครัน สัมผัสกับขุมพลังไฮบริดในเอสยูวีขนาดใหญ่ กับราคาที่เข้าถึงง่าย เอาใจสายคุ้มค่า
ที่มองหาฟังก์ชันที่ตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างลงตัวในทุกวัน

  • รุ่น e:HEV ES ราคาประมาณการ 1,5XX,XXX บาท

ฟังก์ชันรองรับไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย ครอบคลุมทุกการใช้งานของทุกคน พร้อมตอบโจทย์ความสะดวกสบายได้อย่างครบครัน

  • ใหม่! ครั้งแรกกับรุ่น e:HEV HuNT ลุคพิเศษที่ออกแบบมาเพื่อสะท้อนตัวตนและไวบ์ที่แตกต่างของเหล่า HuNTSTER พร้อมมอบประสบการณ์สุดยูนีคในทุกเส้นทางที่โลดแล่น

Honda CR-V e:HEV 5

  • ใหม่! รุ่น e:HEV RS ราคาประมาณการ 1,6XX,XXX บาท

เพิ่มทางเลือกสำหรับสายมีสไตล์ ด้วยดีไซน์สปอร์ตเอกซ์คลูซีฟ ออปชันล้ำสมัยครบ มาพร้อมระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ

  • รุ่น e:HEV RS 4WD ราคาประมาณการ 1,7XX,XXX บาท

จัดเต็มสปิริตความสปอร์ตพรีเมียม ผสานระหว่างดีไซน์เอกซ์คลูซีฟ ฟังก์ชันครบ และสมรรถนะขับสนุกพร้อมลุยทุกสภาพถนนอย่างมั่นใจ ด้วยระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออัตโนมัติ (Real Time™ AWD)

Honda CR-V e:HEV 7

ลูกค้าที่สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง www.honda.co.th/crv และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้จากที่ปรึกษาการขายโชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ หรือแชทกับที่ปรึกษาการขายทางออนไลน์ผ่านเว็บไซต์
www.honda.co.th หรือติดต่อศูนย์บริการข้อมูลฮอนด้า 24 ชั่วโมง โทร 0 2341 7777

อัปเดตทุกข่าวสาร ข้อมูลผลิตภัณฑ์ และกิจกรรมล่าสุด เพื่อให้คุณไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหวได้ที่

  • เว็บไซต์: honda.co.th
  • Facebook Official Account: Honda Thailand
  • LINE Official Account: @honda-thailand

รายละเอียดโดยย่อของ ‘Honda CR-V e:HEV ใหม่’

ฟีเจอร์ใหม่จัดเต็ม ครบครันคุ้มค่า พร้อมอัปเกรดฟังก์ชันการใช้งานเพิ่มเติมในหลากรุ่นย่อย เติมเต็มทุกไลฟ์สไตล์การใช้งาน

Honda CR-V e:HEV 8

  • ใหม่! ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตาที่กระจกมองข้าง (Blind Spot Information – BSI) ในทุกรุ่นย่อย
  • ใหม่! ระบบเตือนเมื่อมีรถเคลื่อนผ่านขณะถอย (Cross Traffic Monitor – CTM) ในทุกรุ่นย่อย
  • ใหม่! แอปและบริการของ Google ที่ติดตั้งมาในตัว ในทุกรุ่นย่อย
  • สวิตซ์โหมดการขับขี่ (Drive Mode Switch) ที่มาพร้อมโหมดการขับขี่ที่ปรับได้ 4 รูปแบบ ในทุกรุ่นย่อย ได้แก่ ใหม่! โหมดการขับขี่แบบ Individual โหมดการขับขี่แบบสปอร์ต โหมดการขับขี่แบบปกติ และโหมดการขับขี่แบบประหยัด
  • ใหม่! ครั้งแรกในรถยนต์ฮอนด้าประเทศไทย กับ เบาะนั่งคู่หน้าแบบระบายอากาศ ตั้งแต่รุ่น e:HEV ES
  • เพิ่ม! ระบบเครื่องเสียงพร้อมลำโพง BOSE 12 ตำแหน่ง ตั้งแต่รุ่น e:HEV ES
  • เพิ่ม! ระบบเชื่อมต่อ Honda CONNECT พร้อมเทคโนโลยี Digital Key เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่นย่อย
  • เพิ่ม! เซนเซอร์กะระยะหน้า 4 จุด และ หลัง 4 จุด เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่นย่อย
  • เพิ่ม! ขนาดมาตรวัดพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ TFT เป็นขนาด 2 นิ้ว เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่นย่อย

ปรับลุคทั้งภายนอกและภายใน ด้วยดีไซน์สปอร์ตพรีเมียมที่สะท้อนตัวตนเฉพาะรุ่นอย่างมีสไตล์

ดีไซน์รุ่น e:HEV RS และ e:HEV RS 4WD

  • เปลี่ยน! กันชนหน้าและหลัง สีดำแบบสปอร์ต
  • เปลี่ยน! ชายกันกระแทกด้านข้าง สีดำแบบสปอร์ต
  • เปลี่ยน! มือจับประตูด้านนอก สีดำแบบสปอร์ต
  • เปลี่ยน! ชุดตกแต่งภายในสีเงินอะลูมิเนียมรมดำ ลาย Hairline และสีดำแบบสปอร์ต
  • ภายในห้องโดยสารมาพร้อมเบาะหนังแท้และวัสดุหนังสังเคราะห์ ตกแต่งด้วยด้ายสีแดง พร้อมใหม่!
    โลโก้ RS บนเบาะนั่งคู่หน้า
  • เปลี่ยน! ก้านพวงมาลัยสีดำแบบสปอร์ต

ดีไซน์รุ่น e:HEV ES

  • เปลี่ยน! ชุดตกแต่งภายในสีเงินอะลูมิเนียม ลาย Hairline และสีดำแบบสปอร์ต

ดีไซน์รุ่น e:HEV E

  • ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว เปลี่ยนสีใหม่! สีดำ Berlina Black

ดีไซน์รุ่น e:HEV HuNT ที่มาพร้อม ใหม่! ชุดแต่ง HuNT แพ็กเกจรอบคัน ได้แก่

  • ชุดเสริมหลังคาคู่
  • บันไดข้าง
  • คิ้วตกแต่งกระจังหน้าสี Glossy Copper
  • คิ้วตกแต่งไฟตัดหมอกสี Glossy Copper
  • แผงใต้กันชนหน้า
  • คิ้วตกแต่งซุ้มล้อหน้า-หลัง

สีภายนอก มีให้เลือกทั้งหมด 6 สี ได้แก่

  • สีใหม่! สีเทาเออร์เบิน (มุก) (เฉพาะรุ่น e:HEV RS และ e:HEV RS 4WD)
  • สีน้ำเงินแคนยอนริเวอร์ (เมทัลลิก) (ทุกรุ่นย่อย ยกเว้นรุ่น e:HEV HuNT)
  • สีขาวแพลทินัม (มุก) (ทุกรุ่นย่อย ยกเว้นรุ่น e:HEV HuNT)
  • สีเงินลูนาร์ (เมทัลลิก) (ทุกรุ่นย่อย ยกเว้นรุ่น e:HEV HuNT)
  • สีเทาเมทิเออรอยด์ (เมทัลลิก)
  • สีดำคริสตัล (มุก)

มาพร้อมระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด Honda e:HEV ทุกรุ่นย่อย มอบสมรรถนะแรง เร้าใจ สมูทในทุกอัตราเร่ง ด้วยการทำงานร่วมกันของมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว ในระบบเกียร์อัตโนมัติ E-CVT กับเครื่องยนต์ขนาด
2.0 ลิตร 4 สูบ 16 วาล์ว และแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออนที่มีประสิทธิภาพสูง มั่นใจไม่ต้องรอรอบในทุกการออกตัว
กับแรงบิดมอเตอร์ไฟฟ้าสูงสุด 335 นิวตัน-เมตร ที่ 0 – 2,000 รอบต่อนาที ให้อัตราการประหยัดน้ำมันดีเยี่ยมสูงสุดถึง 19.6 กม./ลิตร**** (รุ่น e:HEV RS) และ 18.5 กม./ลิตร**** (รุ่น e:HEV RS 4WD)

Honda CR-V e:HEV 9

ห้องโดยสารกว้างขวาง มาพร้อมเบาะโดยสารแบบ 5 ที่นั่ง ดีไซน์มาเพื่อความสะดวกสบายสำหรับทุกคนในทุกการเดินทาง พร้อมฟีเจอร์ต่าง ๆ ที่ใช้งานง่าย เพื่อไลฟ์สไตล์ที่ลงตัวในทุกวัน

Honda CR-V e:HEV  11

  • ระบบแสดงข้อมูลบนกระจกหน้า (Head-up Display) (เฉพาะรุ่น e:HEV RS และ e:HEV RS 4WD)
  • ระบบบันทึกตำแหน่งเบาะนั่งของผู้ขับขี่ (Driver Memory Seat)
  • ระบบฟอกอากาศในห้องโดยสาร Plasmacluster (รุ่น e:HEV ES, e:HEV HuNT, e:HEV RS, และ e:HEV RS 4WD)
  • หลังคาซันรูฟไฟฟ้าแบบพาโนรามา (รุ่น e:HEV ES, e:HEV HuNT, e:HEV RS, และ e:HEV RS 4WD)
  • ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 9 นิ้ว แบบ Advanced Touch รองรับ Apple CarPlay และ Android AutoTM แบบไร้สาย พร้อมรองรับระบบสั่งการด้วยเสียง Siri และ Android Auto
  • อุปกรณ์ชาร์จไฟแบบไร้สาย (Wireless Charger)
  • ช่องเชื่อมต่อ USB 4 ตำแหน่ง

Honda CR-V e:HEV 12

ครบครันเรื่องเทคโนโลยีความปลอดภัยล้ำสมัย ครบถ้วนด้านเทคโนโลยีการขับขี่ระดับพรีเมียม ให้ทุกการเดินทางสู่จุดหมายเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ โดยทุกรุ่นย่อยมาพร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ Honda SENSING โดยมีฟังก์ชันการทำงานหลัก ๆ ได้แก่

  • ระบบเตือนการชนพร้อมระบบช่วยเบรก (Collision Mitigation Braking System: CMBS)
  • ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ (Lane Keeping Assist System: LKAS)
  • ระบบเตือนและช่วยควบคุมเมื่อรถออกนอกช่องทางเดินรถ (Road Departure Mitigation System with Lane Departure Warning: RDM with LDW)
  • ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Auto High-Beam: AHB)
  • ระบบไฟหน้า LED อัจฉริยะ (Adaptive Driving Beam: ADB) (เฉพาะรุ่น e:HEV RS และ e:HEV RS 4WD)
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน พร้อมระบบปรับความเร็วตามรถยนต์คันหน้า
    ที่ความเร็วต่ำ
    (Adaptive Cruise Control with Low-Speed Follow: ACC with LSF)
  • ระบบเตือนเมื่อรถคันหน้าเคลื่อนที่ (LCDN)

พร้อมด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยและการขับขี่อื่น** อาทิ

  • ระบบกล้องมองภาพรอบทิศทาง (Multi-view Camera System: MVCS) (ยกเว้นรุ่น e:HEV E)
  • ไฟส่องสว่างด้านข้างอัตโนมัติขณะเลี้ยว (Active Cornering Light: ACL) (เฉพาะรุ่น e:HEV RS และ e:HEV RS 4WD)
  • ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน (Hill Descent Control: HDC)
  • ระบบเบรกมือไฟฟ้า (Electric Parking Brake) และระบบ Auto Brake Hold
  • ระบบช่วยชะลอความเร็วรถที่พวงมาลัย (Deceleration Paddle Selectors)

ฮอนด้า นำเสนอเทคโนโลยีเจเนอเรชันใหม่ ในกิจกรรม “Honda Automotive Technology Workshop” สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่เตรียมเปิดตัวในช่วงครึ่งหลังของทศวรรษ 2020

0
ฮอนด้า 1

บริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด จัดกิจกรรม Honda Automotive Technology Workshop สำหรับสื่อมวลชน เพื่อเผยข้อมูลของเทคโนโลยีเจเนอเรชันใหม่สำหรับรถยนต์ ที่มีแผนจำหน่ายในช่วงครึ่งหลังของทศวรรษ 2020

ฮอนด้า 2

เทคโนโลยีหลักที่นำเสนอในกิจกรรม ได้แก่ 1) แพลตฟอร์มสำหรับรถยนต์ไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ 2) เทคโนโลยีระบบไฮบริด-ไฟฟ้า (Hybrid-Electric System) สำหรับรถยนต์ไฮบริดขนาดใหญ่รุ่นใหม่ ที่มีแผนเปิดตัวในอเมริกาเหนือช่วงครึ่งหลังของทศวรรษ 2020 และ 3) เทคโนโลยีหลักที่จะนำมาใช้กับรถยนต์ไฟฟ้า Compact รุ่นผลิตจริง โดยอ้างอิงจาก Super-ONE Prototype ที่เปิดตัวครั้งแรกในโลกที่งาน Japan Mobility Show 2025

ฮอนด้ายึดมั่นในเป้าหมายด้าน “สิ่งแวดล้อม” และ “ความปลอดภัย” ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องดำเนินการ เพื่อให้ฮอนด้าสามารถส่งมอบความสนุกและอิสระแห่งการขับเคลื่อนแก่ผู้คนได้อย่างยั่งยืน บนพื้นฐานแนวคิดดังกล่าว ฮอนด้าได้ตั้งเป้าหมายระยะยาวไว้ 2 ประการ ได้แก่ “การบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน สำหรับทั้งผลิตภัณฑ์และกิจกรรมองค์กรทั้งหมด” และ “ลดการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องจากการใช้รถยนต์และรถจักรยานยนต์ฮอนด้าทั่วโลกให้เป็นศูนย์ (Zero Traffic Collision Fatalities) ภายในปี ค.ศ. 2050

ในการแถลงแนวทางการดำเนินธุรกิจของฮอนด้า เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ฮอนด้าได้ประกาศเดินหน้าพัฒนาเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และรถยนต์ไฮบริด (HEV) และพร้อมมอบคุณค่าใหม่ให้แก่ลูกค้า ขับเคลื่อนไปสู่ยุคแห่งการขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า ควบคู่กับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะที่ก้าวล้ำยิ่งขึ้น

ขณะเดียวกัน ฮอนด้ายังคงเดินหน้าส่งมอบคุณค่า “ความสนุกในการขับขี่” อันเป็นเอกลักษณ์ในยุคแห่งยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อให้ผู้ขับรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับรถ ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้า (EV) หรือ รถยนต์ไฮบริด นอกจากนี้ ฮอนด้ายังคงยึดหลักการออกแบบ M/M Concept*1 (Man Maximum, Machine Minimum) โดยให้ความสำคัญกับผู้ใช้งานเป็นศูนย์กลาง เพื่อส่งมอบความสนุกในการขับขี่ พร้อมด้วยความสะดวกสบายและความสนุกให้แก่ผู้โดยสาร

ภายใต้แนวคิด “Enjoy the Drive” ซึ่งสะท้อนคุณค่าหลักของรถยนต์ฮอนด้า ด้วยแนวคิด M/M Concept และ “ความสนุกในการขับขี่” ฮอนด้ายังคงมุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์เจเนอเรชันใหม่อย่างต่อเนื่อง  โดยในกิจกรรมครั้งนี้ ฮอนด้าได้เผยโฉมเทคโนโลยีใหม่ที่กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนา เพื่อสะท้อนแนวคิดและคุณค่าที่เป็นเอกลักษณ์ของฮอนด้า

ฮอนด้า 3

■ ภาพรวมของแพลตฟอร์มขนาดกลางเจเนอเรชันใหม่

ฮอนด้าเดินหน้าพัฒนาสมรรถนะของระบบไฮบริด และแพลตฟอร์มไฮบริด ให้ก้าวล้ำยิ่งขึ้น โดยมีแผนเริ่มนำมาใช้ในกลุ่มรถยนต์ไฮบริดรุ่นใหม่ ที่จะเปิดตัวสู่ตลาดตั้งแต่ปี ค.ศ. 2027 เป็นต้นไป

แพลตฟอร์มเจเนอเรชันใหม่นี้ ได้รับการพัฒนาโดยผสานเทคโนโลยีล้ำสมัยหลากหลายด้าน เพื่อให้ได้ทั้งโครงสร้างตัวถังที่มีความแข็งแกร่งและน้ำหนักเบาในระดับสูง รวมถึงแนวคิดการออกแบบที่แบ่งระบบหรือผลิตภัณฑ์ออกเป็นโมดูล ที่ช่วยเพิ่มการใช้ชิ้นส่วนร่วมกันได้ในหลายรุ่นให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทำให้ฮอนด้าสามารถยกระดับ “ความสนุกในการขับขี่” อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจสไตล์สปอร์ตและสนุกสนานยิ่งกว่าเดิม

  • เพื่อกำหนดมาตรฐานใหม่ด้านเสถียรภาพในการขับขี่ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อสมรรถนะของตัวรถ ฮอนด้าได้พัฒนาแนวทางใหม่ในการจัดการความแข็งแรงของตัวถัง เพื่อเพิ่มความมั่นคงในการขับขี่ โดยการปรับสมดุลความแข็งแกร่งของตัวถังให้เหมาะสม ซึ่งจะช่วยให้น้ำหนักโดยรวมของตัวรถลดลง พร้อมทั้งสร้างลักษณะการทรงตัวของรถให้มีความยืดหยุ่นขณะเข้าโค้ง ซึ่งจะสามารถควบคุมแรงกดบนยางแต่ละเส้นและเพิ่มประสิทธิภาพในการยึดเกาะถนน ผลลัพธ์ คือ รถยนต์ EV รุ่นใหม่จะมอบเสถียรภาพในการขับขี่ที่เหนือความคาดหมาย พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่ที่สปอร์ตและสนุกเร้าใจยิ่งขึ้น

ฮอนด้ามีแผนนำเทคโนโลยีดังกล่าวไปประยุกต์ใช้กับแพลตฟอร์มรถไฟฟ้าในอนาคตอีกด้วย

ฮอนด้า 4ฮอนด้า 6

น้ำหนักแพลตฟอร์มของรถไฮบริด จะลดลงถึง 90 กิโลกรัม (198 ปอนด์) เมื่อเทียบกับแพลตฟอร์มรุ่นปัจจุบัน โดยมีการปรับปรุงโครงสร้างตัวถังและนำวิธีการออกแบบทางวิศวกรรมรูปแบบใหม่มาใช้ ด้วยแพลตฟอร์มรุ่นใหม่นี้ ฮอนด้ามุ่งมั่นที่จะพัฒนารถยนต์ไฮบริดรุ่นใหม่ที่มอบทั้งความสนุกในการขับขี่และประสิทธิภาพในการประหยัดน้ำมันที่ยอดเยี่ยมไปพร้อมกัน

แนวคิดการออกแบบที่แบ่งระบบหรือผลิตภัณฑ์ออกเป็นโมดูล จะถูกนำมาใช้เพื่อให้ชิ้นส่วนสามารถใช้ร่วมกันได้หลายรุ่น โดยแยกชิ้นส่วนเป็นโมดูลที่ใช้ร่วมกันได้ เช่น ห้องเครื่องยนต์และโครงสร้างใต้ท้องรถส่วนหลัง และโมดูลเฉพาะส่วน เช่น ห้องโดยสารด้านหลัง จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการพัฒนารถรุ่นใหม่ ฮอนด้าตั้งเป้าให้ชิ้นส่วนต่าง ๆ สามารถใช้ร่วมกันได้มากกว่า 60% ในทุกรุ่นที่ใช้แพลตฟอร์มนี้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตรถยนต์และความหลากหลายของรุ่นรถได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสามารถควบคุมต้นทุนการผลิตได้ ช่วยยกระดับประสิทธิภาพทั้งในด้านการพัฒนาและการผลิตให้เพิ่มขึ้น

จากการพัฒนาแพลตฟอร์ม ฮอนด้าได้นำเทคโนโลยีใหม่ที่ช่วยให้ผู้ขับควบคุมรถได้ตามต้องการมาใช้ เช่น ระบบ Motion Management ที่ต่อยอดองค์ความรู้และต้นแบบด้านการควบคุมท่าทาง การพัฒนาหุ่นยนต์เทคโนโลยีต้นแบบ นอกจากนี้ ยังเพิ่มเทคโนโลยี Pitch Control*2 เข้าไปในระบบ Agile Handling Assist ซึ่งเป็นระบบควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ที่ช่วยให้รถมีพฤติกรรมการเข้าโค้งที่ราบรื่น ซึ่งได้ถูกติดตั้งแล้วใน Accord และ Prelude เพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่ควบคุมรถได้อย่างแม่นยำในทุกสถานการณ์ โดยไม่ถูกจำกัดด้วยสภาพถนน ด้วยเทคโนโลยีเหล่านี้ ฮอนด้ามุ่งมั่นที่จะยกระดับ “ความสนุกในการขับขี่” ให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง

■ ภาพรวมของแพลตฟอร์มขนาดใหญ่สำหรับไฮบริดเจเนอเรชันใหม่

จากความต้องการของตลาด ส่งผลให้รถยนต์ไฮบริดยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ฮอนด้าจึงได้วางทิศทางของรถยนต์ไฮบริด โดยเฉพาะรถยนต์ไฮบริด (HEV) เจเนอเรชันใหม่ที่จะเปิดตัวตั้งแต่ปี 2027 เป็นต้นไป ให้เป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์หลักที่จะมีบทบาทสำคัญในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ยุคที่รถยนต์ไฮบริดได้รับความนิยมอย่างสูงสุด

โดยเฉพาะในตลาดอเมริกาเหนือ ซึ่งเป็นตลาดหลักของรถยนต์ไฮบริด ซึ่งมีความต้องการรถยนต์ไฮบริดขนาดใหญ่อย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองต่อความต้องการดังกล่าว ฮอนด้ากำลังทำการพัฒนาระบบไฮบริดรุ่นใหม่ ที่มาพร้อมสมรรถนะการขับขี่ทรงพลังและความสามารถในการลากจูงสูง (High Towing Capability) ควบคู่ไปกับความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่ยอดเยี่ยม เพื่อให้เหมาะสมกับรถยนต์ขนาดใหญ่ในกลุ่ม D-segment ขึ้นไป โดยมีแผนเปิดตัวในช่วงครึ่งหลังของทศวรรษ 2020

ฮอนด้า 7

ในกิจกรรมนี้ ฮอนด้าได้เผยเทคโนโลยีหลักของระบบไฮบริดขนาดใหญ่เจเนอเรชันใหม่ ซึ่งประกอบด้วย เครื่องยนต์ V6 ที่พัฒนาขึ้นใหม่ ซึ่งสอดคล้องกับกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวด รวมถึง ชุดขับเคลื่อน และชุดแบตเตอรี่ที่พัฒนาขึ้นใหม่ ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายทั้งด้านประสิทธิภาพที่ดีเยี่ยมและต้นทุนต่ำ

ฮอนด้ามุ่งมั่นที่จะพัฒนาอัตราการประหยัดน้ำมันของรถยนต์ไฮบริดขนาดใหญ่เจเนอเรชันใหม่ให้ดีขึ้นมากกว่า 30% เมื่อเทียบกับรถยนต์สันดาปที่จำหน่ายอยู่ในเซกเมนต์เดียวกัน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ ฮอนด้าจะผสานเครื่องยนต์ V6 รุ่นใหม่ ที่พัฒนาในเรื่องความประหยัดน้ำมันให้ดียิ่งขึ้น เข้ากับชุดขับเคลื่อนประสิทธิภาพสูงเจเนอเรชันใหม่ พร้อมทั้งนำระบบควบคุมพลังงานอัจฉริยะรุ่นใหม่มาใช้ เพื่อปรับโหมดการขับขี่ให้เหมาะสมกับทุกสภาพการขับขี่ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันได้ดียิ่งขึ้น

เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ทรงพลังให้เหมาะสมกับรถยนต์ไฮบริดขนาดใหญ่ ฮอนด้ามุ่งมั่นที่จะ ปรับปรุงสมรรถนะด้านอัตราเร่งและการเร่งความเร็วเมื่อเหยียบคันเร่งแบบเต็มกำลังให้ดีขึ้นมากกว่า 10% เมื่อเทียบกับรถยนต์สันดาปที่จำหน่ายอยู่ในเซกเมนต์เดียวกัน โดยการเพิ่มประสิทธิภาพของเครื่องยนต์และชุดขับเคลื่อนแต่ละส่วน รวมถึงการใช้พลังงานเสริมจากแบตเตอรี่อีกด้วย

■ ภาพรวมของเทคโนโลยีไดนามิก สำหรับรถยนต์ Compact EV ต้นแบบ Super-ONE

ฮอนด้า 7

รถยนต์รุ่นผลิตจริงที่พัฒนาขึ้นจากรถต้นแบบ Super-ONE เผยโฉมเป็นครั้งแรกในโลก ณ งาน Japan Mobility Show 2025 มีกำหนดเริ่มวางจำหน่ายที่ประเทศญี่ปุ่นในปี ค.ศ. 2026 เป็นประเทศแรก
ตามมาด้วยสหราชอาณาจักรและประเทศอื่น ๆ ในเอเชีย ที่มีความต้องการรถ Compact EV สูง ได้รับการพัฒนาภายใต้แนวคิด “e: Dash BOOSTER” โดยสร้างสรรค์ให้เป็นรถไฟฟ้าขนาดกะทัดรัด ที่ออกแบบมาเพื่อยกระดับการเดินทางในชีวิตประจำวัน ให้กลายเป็นประสบการณ์ที่สนุกสนาน น่าตื่นเต้น มาพร้อมหลากหลายฟังก์ชันการใช้งานที่ออกแบบมาเพื่อยกระดับความสุขภายในห้องโดยสารและการขับขี่

แพลตฟอร์มน้ำหนักเบาที่ได้รับการพัฒนาต่อยอดจากรถในกลุ่ม Honda N Series โดยมีการขยายความกว้างของตัวรถด้วยการใช้พื้นฐานโครงสร้างแชสซีส์ที่มีการขยายระยะห่างระหว่างล้อและซุ้มล้อมาใช้ นอกจากนี้ ยังรวมตำแหน่งของชิ้นส่วนที่มีน้ำหนักมากให้อยู่ในจุดเดียว และลดจุดศูนย์ถ่วงให้ต่ำลง ด้วยการติดตั้งแบตเตอรี่แบบบาง ซึ่งเป็นชิ้นส่วนหลักของรถ EV ไว้ที่ศูนย์กลางใต้ท้องรถ
ด้วยวิธีการนี้ รถต้นแบบ Super-ONE จึงมีน้ำหนักเบาที่สุดรุ่นหนึ่งในกลุ่มรถยนต์ EV ในระดับ
A-segment  และมีจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำกว่ารถยนต์สันดาปขนาด Compact ทั่วไป ซึ่งจากจุดต่าง ๆ เหล่านี้ช่วยให้รถต้นแบบ Super-ONE มีการตอบสนองต่อการควบคุมของผู้ขับได้อย่างฉับไว และมอบการควบคุมที่สมดุลและมั่นคงแม้ในขณะเข้าโค้ง โดยให้สมรรถนะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยม ตอบสนองได้อย่างแม่นยำ และมั่นใจตลอดการขับขี่ 

รถรุ่นผลิตจริงที่พัฒนาขึ้นจากรถต้นแบบ Super-ONE จะมาพร้อมกับฟังก์ชัน “Boost Mode” ที่ พัฒนาขึ้นเป็นพิเศษสำหรับรุ่นนี้โดยเฉพาะ จะช่วยเพิ่มกำลังขับเคลื่อนให้เครื่องยนต์สามารถมอบสมรรถนะได้อย่างเต็มกำลัง พร้อมผสานการทำงานกับระบบจำลองเกียร์ 7 สปีด และระบบ Active Sound Control เพื่อสร้างเสียงเครื่องยนต์ที่ทรงพลังและให้ความรู้สึกการเปลี่ยนเกียร์ที่เฉียบคม เสมือนกำลังขับรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปที่มีระบบเกียร์หลายจังหวะแบบดั้งเดิม

ระบบจำลองเกียร์ 7 สปีด จะมีการคำนวณความเร็วรอบเครื่องยนต์จำลองและตำแหน่งเกียร์แบบเรียลไทม์  โดยอิงจากการควบคุมของผู้ขับ เช่น การเหยียบคันเร่ง สภาพการขับขี่ ความเร็วของรถ รวมถึงพฤติกรรมของรถขณะเข้าโค้ง ด้วยการควบคุมกำลังการขับขี่และการตอบสนองอย่างเหมาะสม ผู้ขับจึงสามารถเพลิดเพลินกับการขับขี่ พร้อมกับรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับรถ  นอกจากนี้ ระบบเกียร์จำลอง 7 สปีด ยังจำลองแรงกระชากจากการ คิกดาวน์ ขณะเร่งความเร็ว และจำลองพฤติกรรมของรถขณะเกิด “fuel cut” ซึ่งเป็นการตัดการจ่ายเชื้อเพลิงชั่วคราวเพื่อปกป้องเครื่องยนต์และควบคุมรอบเครื่องให้เหมาะสม ด้วยเทคโนโลยีเหล่านี้ ฮอนด้าจะสามารถถ่ายทอดอารมณ์และเอกลักษณ์การขับขี่ที่มุ่งมั่นพัฒนามาตลอดหลายปีในยุครถสันดาป เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่การพัฒนายานยนต์ไฟฟ้าได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ด้วยเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่พัฒนาขึ้นเพื่อ Super-ONE โดยเฉพาะ ฮอนด้ามุ่งมั่นที่จะมอบ ความสนุกในการขับขี่ อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของ Super-ONE ซึ่งผสมผสานความรู้สึกระหว่างการเร่งความเร็วที่นุ่มนวลอย่างต่อเนื่องของรถ EV เข้ากับประสบการณ์การขับขี่สุดเร้าใจของรถสันดาปได้อย่างลงตัว

*1 แนวคิด “man maximum, machine minimum (M/M)” เป็นแนวทางพื้นฐานในการออกแบบรถยนต์ของฮอนด้า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พื้นที่ภายในรถ โดยการขยายพื้นที่สำหรับผู้โดยสาร และลดพื้นที่สำหรับชิ้นส่วนกลไกให้เหลือน้อยที่สุด

*2  เทคโนโลยีควบคุมแรงหน่วงให้สอดคล้องกับการหมุนพวงมาลัย เพื่อเพิ่มแรงกดที่ยางล้อหน้า ซึ่งจะช่วยเพิ่มการยึดเกาะของล้อหน้า

*3 รถรุ่นผลิตจริง จะเปิดตัวภายใต้ชื่อที่แตกต่างกันไปตามแต่ละภูมิภาค โดยในประเทศญี่ปุ่นและภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย จะใช้ชื่อว่า ‘Super-ONE’ ขณะที่บางประเทศในภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย จะใช้ชื่อว่า ‘Honda Super-ONE’ และในสหราชอาณาจักรจะเปิดตัวภายใต้ชื่อ ‘Super-N’

 

 

“NEW MG S5 EV” คว้า มาตรฐานความปลอดภัย 5 ดาว ASEAN NCAP   ขึ้นแท่นเอสยูวีไฟฟ้าที่ขับขี่ปลอดภัยระดับโลก

0
NEW MG S5 EV 1

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย อัพเดตล่าสุด NEW MG S5 EV ผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยระดับสูงสุด 5 ดาวจาก ASEAN NCAP โปรแกรมทดสอบความปลอดภัยรถยนต์ระดับภูมิภาคอาเซียน ต่อจาก Euro NCAP และ ANCAP ส่งมอบความปลอดภัยให้ทั้งผู้ขับขี่ และผู้ใช้ถนนด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยระดับสูงมาตรฐานสากลที่ใส่มารอบคัน

NEW MG S5 EV 2

2025 ASEAN NCAP เป็นความร่วมของ Malaysian Institute of Road Safety Research (MIROS) + Global NCAP ได้เผยการวัดผลคะแนน NEW MG S5 EV ในแต่ละด้าน ได้แก่ ความปลอดภัยสำหรับผู้โดยสารผู้ใหญ่ (Adult Occupant Protection) ความปลอดภัยสำหรับผู้โดยสารเด็ก (Child Occupant Protection) ประสิทธิภาพของระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ (Safety Assist) และระบบความปลอดภัยสำหรับผู้ใช้มอเตอร์ไซค์ (Motorcyclist Safety) ซึ่งผ่านการประเมินความปลอดภัยของรถยนต์ อย่างเข้มงวด สามารถคว้าระดับความปลอดภัย 5 ดาว จากสถาบัน ASEAN NCAP ด้วย 92.39 คะแนน แบ่งเป็นรายละเอียด ดังนี้

  • การปกป้องผู้โดยสารที่เป็นผู้ใหญ่ (Adult Occupant Protection) อยู่ที่ 9 คะแนน มีรูปแบบการทดสอบ ด้านความแข็งแกร่งของโครงสร้างตัวรถยนต์จากการชนทั้งด้านหน้าและด้านข้าง พบว่าตัวห้องโดยสาร          ยังเสถียร ป้องกันผู้ขับขี่และผู้โดยสารรอบด้าน ลดการกระแทกของผู้โดยสารด้วยถุงลมนิรภัยทั้งด้านหน้าและด้านหลัง
  • การปกป้องผู้โดยสารเด็ก (Child Occupant Protection) อยู่ที่ 99 คะแนน โดยทดสอบด้วยหุ่นยนต์จำลองอายุ 6 และ 10 ปี พบว่า สามารถป้องกันได้ดีจากอุบัติเหตุการชนด้านหน้าและด้านข้างของตัวรถยนต์
  • ประสิทธิภาพของเทคโนโลยีช่วยเหลือผู้ขับขี่ (Safety Assist) อยู่ที่ 20 คะแนน โดยได้นำเสนอเทคโนโลยีล้ำสมัยที่เข้ามาช่วยเหลือผู้ขับขี่อย่างเต็มระบบ ทั้งระบบ Anti-Lock Braking system(ABS) ระบบการควบคุมการทรงตัว Electronic Stability Control ระบบแจ้งเตือนการรัดเข็มขัดนิรภัยในทุกตำแหน่ง ระบบเบรกฉุกเฉิน Auto Emergency Braking และ ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ Advanced Safety Assist Technologies เป็นต้น
  • เทคโนโลยีที่ให้ความปลอดภัยสำหรับผู้ใช้มอเตอร์ไซค์ (Motorcyclist Safety) อยู่ที่ 17.50 คะแนน โดยคะแนนส่วนนึงมาจากการติดตั้งระบบเตือนมุมอับสายตา (Blind Spot Detection) ทั้งสองด้านของตัวรถเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน และจากการประเมิน ASEAN NCAP ยืนยันว่า เทคโนโลยีดังกล่าวสามารถทำงานได้ตามข้อกำหนดของ ASEAN NCAP ครบทั้งสองด้านของตัวรถ.

NEW MG S5 EV ถือเป็นโกลบอลโมเดลที่ถูกพัฒนาด้วยการใช้แพลตฟอร์มสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะอย่าง NEBULA PURE ELECTRIC PLATFORM ที่คำนึงถึงความสมดุลและเสถียรภาพในการขับขี่อย่างแท้จริง มีการกระจายน้ำหนักแบบสมมาตร 50:50 จุดศูนย์ถ่วงต่ำ มาพร้อมช่วงล่างหน้าแบบอิสระแมคเฟอร์สันสตรัท และช่วงล่างหลังแบบอิสระ 5-Link Suspension และระบบความปลอดภัยขั้นสูงที่มีความครบครัน อาทิ ระบบเบรกมือไฟฟ้า (EPB) ระบบควบคุมการทรงตัว (SCS) ระบบป้องกันการไหลของรถ (AVH) ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (HAS) ระบบเปิด-ปิดไฟสูงอัตโนมัติ (IHC) ระบบตรวจจับพฤติกรรมการขับขี่ DMS (Driver Monitor System) และระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน ACC (Adaptive Cruise Control) ฯลฯ

NEW MG S5 EV 3

นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การที่ NEW MG S5 EV ผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยระดับสูงสุด 5 ดาวจาก 3 โปรแกรมทดสอบความปลอดภัยรถยนต์ระดับโลกทั้ง Euro NCAP, ANCAP และล่าสุด ASEAN NCAP ถือเป็นเครื่องยืนยันถึงประสิทธิภาพด้านความปลอดภัยในระดับสูงสุด สะท้อนให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ และระบบความปลอดภัยบนท้องถนนที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง สำหรับประเทศไทย แน่นอนว่า NEW MG S5 EV ถือเป็น “อีวีมหาชน” ด้วยจุดเด่น “ขับสนุก วิ่งไกล ชาร์จไว นั่งสบาย พร้อม Lifetime Warranty” กับการรับประกันแบตเตอรี่แรงเคลื่อนสูง ชุดมอเตอร์ขับเคลื่อน และชุดควบคุมมอเตอร์ขับเคลื่อนตลอดอายุการใช้งานแม้เปลี่ยนผู้ครอบครองรถ การมีศูนย์บริการ125 แห่ง พร้อมการจัดการอะไหล่ที่พร้อม 125 แห่ง พร้อมการจัดการอะไหล่ที่ี่พร้อมสะท้อนความใส่ใจของ เอ็มจี ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลลูกค้าทั้งก่อน และหลังการขาย”

NEW MG S5 EV 4

ลิงก์วิดีโอการทดสอบการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยระดับสูงสุด 5 ดาวจาก ASEAN NCAP

https://www.youtube.com/watch?v=e6IBBw1Q-S0

ข้อมูลการทดสอบ จาก ASEAN NCAP

https://www.aseancap.org/result/12559

 

ทั้งนี้ ASEAN NCAP ( ASEAN New Car Assessment Programme) โปรแกรมทดสอบความปลอดภัยรถยนต์” ของภูมิภาคอาเซียน ภายใต้การร่วมกันของ Malaysian Institute of Road Safety Research (MIROS) + Global NCA จุดประสงค์คือยกระดับความปลอดภัยของรถยนต์ที่ “ขายจริงในอาเซียน” โดย ASEAN NCAP มีเพิ่มเทคโนโลยีที่ให้ความปลอดภัยสำหรับผู้ใช้มอเตอร์ไซค์ (Motorcyclist Safety)

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมของเอ็มจี ได้ที่

Website: www.mgcars.com

Line: @MGThailand

Facebook: www.facebook.com/MGcarsThailand

Twitter: @mg_thailand

Instagram: @mgthailand

Youtube: MG Thailand

TikTok: @mgthailand

Application: MG Thailand

 

 

 

เปิดตัว “Porsche Macan GTS” รุ่นพลังงานไฟฟ้า ชาร์จเต็มใช้งานได้ 586 กม. ความเร็ว 0-100 ในเวลา 3.8 วินาที

0
Porsche Macan GTS 1

ปอร์เช่ต่อยอดความสำเร็จในกลุ่มรถยนต์ SUV พลังงานไฟฟ้า ด้วยการเปิดตัว มาคันน์ จีทีเอส (Macan GTS) รุ่นใหม่ ที่สะท้อนจิตวิญญาณแห่งความสปอร์ตและมอบประสบการณ์การขับขี่อันเร้าใจ มาพร้อมพละกำลังสูงสุด 420 กิโลวัตต์ (571 แรงม้า) ในโหมดโอเวอร์บูส พร้อมระบบล็อกเฟืองท้ายควบคุมด้วยไฟฟ้า และช่วงล่างถุงลมสปอร์ตที่สามารถปรับระดับความสูง เพื่อเพิ่มความคล่องตัวและการทรงตัวอย่างเหนือระดับ มาคันน์ จีทีเอส ตั้งมาตรฐานใหม่แห่งความคล่องตัวและสมรรถนะการขับขี่ ถ่ายทอดเอกลักษณ์แห่งความสปอร์ตในแบบฉบับจีทีเอสอย่างแท้จริง โดยรุ่นนี้ถือเป็น รุ่นย่อยที่ 5 ของตระกูลมาคันน์ไฟฟ้า โดดเด่นด้วยดีไซน์เฉพาะตัวและการตกแต่งภายนอกด้วยสีดำ สะท้อนถึงพลัง ความหรูหรา และบุคลิกเฉพาะตัวในแบบปอร์เช่

Porsche Macan GTS 2

จีทีเอส (GTS) สามตัวอักษรที่ครองใจสาวกปอร์เช่มาตั้งแต่การเปิดตัว 904 คาร์เรร่า จีทีเอส (Carrera GTS) ในปี 1963 โดยครั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกที่ชื่อ จีทีเอส จะปรากฏบนมาคันน์ รุ่นพลังงานไฟฟ้า โดย มาคันน์ จีทีเอส ใหม่ สามารถถ่ายทอดสมรรถนะการขับขี่และอัตราเร่งที่เหนือระดับ โดยทำความเร็วจาก 0–100 กม./ชม. ได้ภายใน 3.8 วินาที ทำความเร็วถึง 200 กม./ชม. ในเวลาเพียง 13.3 วินาที และมีความเร็วสูงสุดจำกัดไว้ที่ 250 กม./ชม.

เช่นเดียวกับรุ่น มาคันน์ เทอร์โบ (Macan Turbo) มาคันน์ จีทีเอส จะมาพร้อมกับมอเตอร์ไฟฟ้าที่เพลาหลังซึ่งทรงพลังที่สุดในตระกูลมาคันน์ โดยชุดขับเคลื่อนมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 230 มิลลิเมตร และความยาวแกนมอเตอร์ 210 มิลลิเมตร ทำงานร่วมกับอินเวอร์เตอร์พัลส์แบบซิลิคอนคาร์ไบด์ (SiC) ที่มีกระแสไฟฟ้าสูงสุดถึง 900 แอมป์ และมอเตอร์ไฟฟ้าใน มาคันน์ จีทีเอส สามารถสร้างพละกำลังได้สูงสุด 380 กิโลวัตต์ (516 แรงม้า) และเพิ่มขึ้นเป็น 420 กิโลวัตต์ (571 แรงม้า) เมื่อใช้งานในโหมด Launch Control เพื่อเรียกใช้กำลังสูงสุด ส่งแรงบิดสูงสุด 955 นิวตันเมตร ระบบส่งกำลังที่มาพร้อมอัตราทด 9.0:1 ได้รับการออกแบบเป็นพิเศษ เพื่อรองรับแรงบิดมหาศาลของรถสมรรถนะสูงรุ่นนี้

Porsche Macan GTS 3

Porsche Macan GTS สามารถขับขี่สูงสุดตามมาตรฐาน WLTP ได้ไกลถึง 586 กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง และเมื่อชาร์จเร็วแบบ DC แบตเตอรี่แรงดันสูงขนาด 100 กิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) สามารถชาร์จจาก 10 ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ ได้ภายในเวลา 21 นาที โดยมีความสามารถในการชาร์จสูงสุดถึง 270 กิโลวัตต์ (kW)

แพ็คเกจ Sport Chrono ได้ติดตั้งมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐานใน มาคันน์ จีทีเอส และมีการพัฒนาเพิ่มเติมด้

วยโหมดแทรค แบบเดียวกันกับบนไทคานน์ เพื่อรองรับการขับขี่ด้วยสมรรถนะสูงสุด ในโหมดนี้จะมีการปรับเพิ่มประสิทธิภาพการระบายความร้อนของแบตเตอรี่ เพื่อลดการสูญเสียกำลังจากความร้อนสะสม (Derating Effect) ซึ่งทำให้สามารถคงประสิทธิภาพการขับขี่ได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพสูงยิ่งขึ้น

ช่วงล่างถุงลมแบบสปอร์ต ปรับแต่งพิเศษสำหรับรุ่น จีทีเอส

สำหรับ มาคันน์ จีทีเอส ใหม่ ได้ถ่ายทอดสมรรถนะในรูปแบบของรถสปอร์ต ด้วยการผสมผสานและการกระจายน้ำหนักไปล้อหลัง (Rear-biased weight distribution) จุดศูนย์ถ่วงต่ำ และระบบจัดการพลังงานอัจฉริยะ พร้อมกับระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ Porsche Traction Management (ePTM) แบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ตอบสนองอย่างรวดเร็ว และระบบ Porsche Torque Vectoring Plus (PTV Plus) ซึ่งติดตั้งมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ช่วยเพิ่มการยึดเกาะถนนและความคล่องตัวในการเข้าโค้งได้อย่างแม่นยำ นอกจากนี้ ระบบล็อกเฟืองท้ายควบคุมด้วยไฟฟ้า (Electronically Controlled Differential Lock) ช่วยเสริมแรงยึดเกาะและความรวดเร็วในการขับขี่ โดยติดตั้งอยู่ด้านหลังมอเตอร์เพลาหลัง เพื่อการกระจายน้ำหนักแบบ 48:52 ที่เน้นไปทางด้านหลัง

มาคันน์ จีทีเอส มาพร้อมกับจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำที่สุดในรุ่นมาคันน์ โดยวิศวกรของปอร์เช่ได้พัฒนาช่วงล่าง
ถุงลมสปอร์ตให้มีความแม่นยำยิ่งขึ้น โดยมาพร้อมระบบควบคุมระดับช่วงล่าง และระบบควบคุมการทำงานของช่วงล่างแบบ Porsche Active Suspension Management (PASM) โดยมาคันน์ จีทีเอส มีความสูงจากพื้นลดลง 10 มิลลิเมตร พร้อมโช้คอัพและเหล็กกันโคลงที่ได้รับการปรับตั้งค่าเฉพาะรุ่น เพื่อความคล่องตัวและความแม่นยำในการเข้าโค้ง และสามารถเพิ่มสมรรถนะด้วยระบบบังคับเลี้ยวล้อหลัง ที่มีให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน

บุคลิกสปอร์ตอันโดดเด่นของ มาคันน์ จีทีเอส ได้สะท้อนผ่านเสียงจำลองอันเป็นเอกลักษณ์ ด้วยระบบ Porsche Electric Sport Sound (PESS) พร้อมกับเสียงเฉพาะสำหรับรุ่นจีทีเอส 2 รูปแบบ โดยแต่ละเสียงจะมีลักษณะที่แตกต่างกัน ทั้งในโหมด Sport และ Sport Plus เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจ

การตกแต่งภายนอก: การตกแต่งด้วยโทนสีดำและสเกิร์ตข้างดีไซน์พิเศษ

การตกแต่งของ มาคันน์ จีทีเอส ใหม่ มาพร้อมการออกแบบที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดดเด่นด้วยชิ้นส่วนตกแต่งภายนอกด้วยสีดำรอบคัน ทั้งด้านหน้า ด้านข้าง และด้านหลัง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของปอร์เช่ ในรุ่นจีทีเอส โดยเฉพาะไฟหน้า Matrix LED แบบรมดำ และเส้นขอบด้านนอกของช่องลมด้านหน้า

ตั้งแต่ต้นปี 2026 เป็นต้นไป ปอร์เช่ เตรียมเปิดตัวชุดตกแต่ง Sport Design ใหม่สำหรับมาคันน์ โดยมาพร้อมกันชนหน้าและกันชนหลังในรูปแบบใหม่ โดย มาคันน์ จีทีเอส จะเป็นรุ่นแรกที่มีการใช้ชุดตกแต่งใหม่นี้ ซึ่งไม่เพียงติดตั้งมาเป็นมาตรฐานเท่านั้น แต่ยังมาพร้อมการออกแบบเฉพาะตัวในแบบฉบับของจีทีเอส การตกแต่งภายนอกในส่วนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ชิ้นส่วนตกแต่ง, แผงตกแต่งด้านข้างตัวรถ, ขอบซุ้มล้อ และ ขอบสปอยเลอร์หลังแบบปรับได้ ล้วนได้รับตกแต่งในโทนสีดำอย่างมีเอกลักษณ์

สเกิร์ตข้างดีไซน์ใหม่ที่ขยายกว้างขึ้นในส่วนท้าย ช่วยเพิ่มความสปอร์ตและทรงพลัง โดยด้านล่างของกันชนท้ายยังได้รับการออกแบบใหม่อย่างโดดเด่นด้วยชิ้นส่วนตกแต่งสีดำและแผงดิฟฟิวเซอร์ โดยมีไฟท้ายรมดำที่ออกแบบให้เข้ากับไฟหน้าได้อย่างลงตัว พร้อมล้ออัลลอยขนาด 21 นิ้ว ลาย Macan Design สี Anthracite Grey เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน และยังสามารถเลือกอัปเกรดเป็นล้อขนาด 22 นิ้ว ลาย RS Spyder Design สีเดียวกันได้อีกด้วย

การเปิดตัว มาคันน์ จีทีเอส ใหม่ มาพร้อมตัวเลือกสีตัวถังทั้งหมด 3 สี ได้แก่ สี Crayon ยอดนิยมที่กลับมาอีกครั้ง สี Carmine Red ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของรุ่นจีทีเอส และเป็นครั้งแรกสำหรับมาคันน์กับสี Lugano Blue นอกจากนี้ ยังมีให้เลือกอีกกว่า 15 เฉดสีผ่าน Porsche Car Configurator พร้อมทางเลือกเพิ่มเติมจาก Porsche Exclusive Manufaktur ที่มีเฉดสีพิเศษกว่า 60 เฉด ผ่านแพ็คแกจ Paint to Sample

การตกแต่งภายใน: เลือกการตัดเย็บในสีที่เข้ากับตัวรถ

Porsche Macan GTS 4

เพื่อถ่ายทอดความสปอร์ตจากภายนอกสู่ภายใน มาคันน์ จีทีเอส จะมาพร้อมห้องโดยสารที่ตกแต่งด้วยวัสดุ Race-Tex ผสานกับหนังเรียบสีดำ โดยวัสดุ Race-Tex จะนำมาใช้บนพวงมาลัยมัลติฟังก์ชันแบบ GT Sports ที่มาพร้อมระบบทำความร้อน ที่วางแขนบริเวณคอนโซลกลางและแผงประตู รวมถึงแดชบอร์ด นอกจากนี้ เบาะนั่งสปอร์ตแบบปรับได้ 18 ทิศทางยังมาพร้อมเบาะที่หุ้มด้วยวัสดุ Race-Tex ส่วนด้านข้างของเบาะและพนักพิงศีรษะที่ตกแต่งด้วยหนังเรียบ

เป็นครั้งแรกในมาคันน์ ไฟฟ้า ที่มาพร้อมกับแพ็คเกจตกแต่งภายในแบบ GTS Interior Package ซึ่งสามารถเลือกการตกแต่งภายในให้เข้ากับสีภายนอกของตัวรถได้ โดยมีให้เลือกทั้งหมด 3 เฉดสี ได้แก่ สี Carmine Red, สี Slate Grey Neo และ สี Lugano Blue โดยจะมีการตกแต่งด้วยตะเข็บด้ายสีตัดกันทั้งบนเบาะนั่ง พวงมาลัย แผงประตู ด้านบนของแผงหน้าปัด รวมถึงเข็มขัดนิรภัย และอักษร ‘GTS’ บนพนักพิงเบาะ และบนพวงมาลัยยังมีการตกแต่งด้วย ตราสัญลักษณ์ ‘GTS’ สีเดียวกับภายนอก รวมถึงในแพ็คเกจยังมี Carbon Interior Package ด้วยการตกแต่งคาร์บอนไฟเบอร์บนพวงมาลัย แผงหน้าปัด และแผงประตูอีกด้วย

Porsche Macan GTS 7

เอกลักษณ์ของจีทีเอส ได้ถ่ายทอดสู่ห้องโดยสารดิจิทัลของมาคันน์ จีทีเอส โดยภาพจำลองตัวรถแบบ 3 มิติ บนหน้าจอแสดงผลกลาง จะเป็นสีเดียวกับสีตัวถัง พร้อมกับชุดมาตรวัดที่มีการตกแต่งด้วยอักษร ‘GTS’ นอกจากนี้ ฟังก์ชันต่าง ๆ ของแพ็คเกจ Sport Chrono ได้ติดตั้งมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน เช่น ระบบจับเวลาต่อรอบ การบันทึกข้อมูลเทเลเมทรี และการวิเคราะห์ช่วงเวลาในแต่ละเซกเตอร์ โดยสามารถใช้งานผ่านแอปพลิเคชันบนหน้าจอแสดงผลกลาง

ระบบช่วยขับขี่ ความสะดวกสบาย และความบันเทิงรูปแบบใหม่

Porsche Macan GTS 8

มาคันน์ จีทีเอส มาพร้อมเทคโนโลยีล่าสุดที่ได้รับการอัปเดตเช่นเดียวกับรุ่นย่อยอื่น ๆ ในตระกูลมาคันน์ โดยมีการพัฒนาเพิ่มเติมในด้านระบบช่วยขับและฟังก์ชันดิจิทัล ระบบช่วยจอดรถอัจฉริยะรุ่นใหม่ ที่ได้รับการพัฒนาเพิ่มเติม และความสามารถในการลากจูงสูงสุดเพิ่มเป็น 2,500 กิโลกรัม

มาคันน์ จีทีเอส เปิดรับจองแล้วที่ตัวแทนจำหน่ายของปอร์เช่อย่างเป็นทางการ ในราคาเริ่มต้น 7,290,000 บาท ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ทางการของปอร์เช่ ประเทศไทย                                                                                                                                          

 

เกาหลีรุก! ปล่อยหมัดเด็ด “Hyundai Deal SEOUL Good” กับข้อเสนอ Motor Expo 2025 สู้ศึกเดือดปลายปี มอบที่สุดแห่งดีล ผ่อนเบา ๆ เริ่มต้น 5,024 บาทพร้อมส่วนลดออนท็อป! 20,000 บาท*

0
Hyundai 1

บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด เร่งเครื่องแรงส่งท้ายปีด้วยแคมเปญ “Hyundai Deal SEOUL Good” ที่สุดแห่งดีล ฟีลเกาหลี ที่มอบข้อเสนอโค้งสุดท้ายจากแบรนด์เกาหลีอย่างฮุนได ด้วยข้อเสนอมากมายที่ลูกค้าสามารถเลือกได้ตามต้องการ ไม่ว่าจะเป็นดอกเบี้ยต่ำเริ่มต้น 0% หรือผ่อนน้อยเริ่มต้นต่อเดือนเพียง 5,024 บาท พร้อมมอบส่วนลดพิเศษเพิ่ม 20,000 บาท* สำหรับลูกค้าที่จองและรับรถยนต์ฮุนไดรุ่นที่ร่วมรายการ ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน – 10 ธันวาคม 2568*

Hyundai 2

IONIQ 5 รถยนต์ไฟฟ้า 100% ซึ่งได้รับการยอมรับในระดับโลก โดดเด่นทั้งด้านสมรรถนะ ความปลอดภัย และประสิทธิภาพการชาร์จที่เหนือกว่า ด้วยเทคโนโลยีแบตเตอรี่ 800V ชาร์ตไวจาก 10% ถึง 80% ใน 18 นาที สะท้อนความเป็นผู้นำแห่งนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าที่ทั่วโลกให้การยอมรับอย่างมั่นใจ ปี 2022 คว้ารางวัลจาก World Car Awards ถึง 3 รางวัลในปีเดียว ทั้ง World Car of The Year, World Electric Vehicle of The Year และ World Car Design of The Year เลือกรับข้อเสนอ ดอกเบี้ยพิเศษ 0% ดาวน์ 25% ผ่อนได้นานสูงสุด 84 เดือน* หรือ รับส่วนลดเงินสดสูงสุด 670,000 บาท* 

ทั้งสองตัวเลือกรับส่วนลดเพิ่มอีก 20,000 บาท พร้อมฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง 1 ปี* ฟรีเครดิตชาร์จไฟ 10,000 บาท* ฟรี โฮมชาร์จเจอร์ รับประกันนานถึง 3 ปี และฟรีค่าแรงติดตั้ง* ฟรีการรับประกันคุณภาพรถยนต์ 5 ปี* ฟรีการรับประกันแบตเตอรี่แรงดันสูงนาน 8 ปี* เพื่อให้เจ้าของมั่นใจในคุณภาพและความคุ้มค่าในทุกการเดินทาง

Hyundai 3

Hyundai all-new SANTA FE Hybrid พรีเมียม SUV เจเนอเรชันใหม่ 3 แถว 6 ที่นั่ง ที่สะท้อนความโดดเด่น ด้วยดีไซน์ทรง BOXY ผสานขุมพลังไฮบริดสมรรถนะสูง มอบทั้งพละกำลัง 232 แรงม้า และความประหยัดเหนือระดับ 19.6 กิโลเมตรต่อลิตร  มาพร้อมข้อเสนอพิเศษ ดอกเบี้ยเริ่มต้น 0.99% ดาวน์ 25% ผ่อนได้นาน 48 เดือน* รับส่วนลดเพิ่มอีก 20,000 บาท พร้อมฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง 1 ปี* ฟรีการรับประกันคุณภาพรถยนต์ 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร* ฟรีการรับประกันแบตเตอรี่แรงดันสูง 8 ปี* และบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 5 ปีไม่จำกัดเลขไมล์* ยกระดับมาตรฐานใหม่ของ SUV พลังไฮบริดสำหรับครอบครัวยุคใหม่อย่างแท้จริง

Hyundai 4

Hyundai PALISADE Diesel รุ่นเรือธงของฮุนได D-SUV 7 ที่นั่งระดับแฟลกชิปที่ผสานความหรูหรา แข็งแกร่ง และเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูง เด่นทั้งดีไซน์สง่างามพร้อมสมรรถนะทรงพลังที่ตอบโจทย์ความมั่นใจและความสบายในทุกเส้นทาง มาพร้อมทางเลือกข้อเสนอสุดพิเศษ ดอกเบี้ย 0% ดาวน์ 25% ผ่อนได้นาน 48 เดือน หรือเลือกรับส่วนลดเงินสด 300,000 บาท ทั้งสองตัวเลือกจะได้รับส่วนลดเพิ่มอีก 20,000 บาท รับฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง 1 ปี* รับประกันคุณภาพรถยนต์ 7 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร* และบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 7 ปีไม่จำกัดระยะทาง*

Hyundai 6

Hyundai STARIA (Euro5) MPV นำเข้าทั้งคันจากเกาหลี 11 ที่นั่ง มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซล ที่สานต่อความสำเร็จด้วยดีไซน์ล้ำสมัยแนวคิด Space Innovation ห้องโดยสารสไตล์ Lounge กว้างขวาง หรูหรา เหมาะทั้งครอบครัวและผู้บริหาร เลือกรับข้อเสนอดอกเบี้ยพิเศษเริ่มต้น 0% ดาวน์ 25% ผ่อนได้นาน 48 เดือน พร้อมบริการ Hyundai Smart Care 4 ปี หรือ 80,000 กิโลเมตร หรือเลือกรับ ส่วนลดเงินสดสูงสุด 400,000 บาท ทั้งสองตัวเลือกจะได้รับส่วนลดเพิ่มอีก 20,000 บาท ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง 1 ปี* รับประกันคุณภาพรถยนต์ 5 ปี* และบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 5 ปี

Hyundai 77

สำหรับครอบครัวยุคใหม่ Hyundai STARGAZER X7 โดดเด่นด้วยความอเนกประสงค์และฟังก์ชันอัจฉริยะครบครัน มอบข้อเสนอ ดอกเบี้ย 0% ดาวน์ 25% ผ่อนได้นานสูงสุด 60 เดือน พร้อมช่วยผ่อน 4,000 บาทต่อเดือน นาน 10 งวด (รวม 40,000 บาท) พร้อมฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง 1 ปี หรือเลือกรับ ส่วนลดเงินสด 130,000 บาท ทั้งสองตัวเลือกจะได้รับส่วนลดเพิ่มอีก 20,000 บาท * พร้อมรับประกันคุณภาพรถยนต์ 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร* และบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 5 ปีเต็ม*

Hyundai 8

ปิดท้ายความคุ้มค่าด้วย Hyundai CRETA รถ SUV ขนาดกลาง ดีไซน์โฉบเฉี่ยว คล่องตัว เหมาะกับการขับขี่ในเมืองทุกวัน ขับสนุกด้วยเครื่องยนต์ Smartstream 1.5 ลิตร ทั้งแรงและประหยัด ข้อเสนอ ดอกเบี้ยเริ่มต้น 0% ดาวน์ 25% ผ่อนได้นานสูงสุด 72 เดือน หรือเลือกราคาพิเศษเริ่มต้นเพียง 799,000 บาท ทั้งสองตัวเลือกรับฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง 1 ปี* พร้อมรับประกันคุณภาพรถยนต์ 5 ปี* และบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 5 ปี*

ผู้สนใจสามารถทดลองขับฮุนไดและสัมผัสสุดยอดยนตรกรรมจากเกาหลีได้แล้ววันนี้ที่โชว์รูมฮุนไดทั่วประเทศ โดยสามารถดูรายละเอียดข้อเสนอเพิ่มเติมได้ที่ hyundai.com/th/th  

ทีมภาคกลางโชว์ฟอร์มดุ คว้าแชมป์ “Isuzu Thailand Championship 2025” รับถ้วยพระราชทานและรถปิกอัพอีซูซุรุ่นใหม่ พร้อมร่วมชิงชัยต่อในศึกมวยไทยโลก Thai Fight 2025

0
อีซูซุ 1

อีซูซุ ร่วมเปิดศึกการแข่งขันมวยไทย รายการ “Isuzu Thailand Championship 2025”     รอบชิงชนะเลิศ ระหว่างทีมภาคเหนือและทีมภาคกลาง ชิงถ้วยพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมเข็มขัดแชมป์ และรถปิกอัพ อีซูซุ ดีแมคซ์ “สปาร์ค 2.2 Ddi MAXFORCE” “THE ONE & ONLY” ทั้งหมด 3 คัน มูลค่ารวมกว่า 1,785,000 บาท ณ สโมสรรวมใจ อ.กาญจนดิษฐ์ จ.สุราษฎร์ธานี

อีซูซุ  2

มร. ทาคาชิ ฮาตะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เผยว่า “อีซูซุมีความภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสืบสานและยกระดับศิลปะแม่ไม้มวยไทย ซึ่งถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของชาติไทย ผ่านการแข่งขัน Isuzu Thailand Championship” ที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ภายใต้แนวคิดในการส่งเสริมเยาวชนและนักชกรุ่นใหม่ให้มีเวทีในการแสดงความสามารถอย่างเต็มศักยภาพ ควบคู่ไปกับการปลูกฝังจิตวิญญาณของนักกีฬาในด้านความมีน้ำใจเป็นนักกีฬา ความมุ่งมั่น และความอดทน ซึ่งเป็นคุณค่าที่อีซูซุให้ความสำคัญมาโดยตลอด สำหรับการแข่งขันในปี 2025 นี้ นับเป็นอีกหนึ่งความยิ่งใหญ่ของอีซูซุที่ได้จัดขึ้นในระดับประเทศ เพื่อค้นหาสุดยอดนักชกดาวรุ่งจาก 6 ภูมิภาคทั่วไทย โดยทีมผู้ชนะจะได้รับถ้วยพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งถือเป็นรางวัลแห่งเกียรติยศสูงสุดในชีวิตของนักมวยไทย พร้อมด้วยรถปิกอัพใหม่! ISUZU D-MAX “THE ONE & ONLY” หนึ่งเดียว…เท่านั้น! จำนวน 3 คัน และ เข็มขัดแชมป์อีซูซุ นอกจากนี้ อีซูซุยังภาคภูมิใจที่ได้มอบโอกาสให้นักชกไทยได้ก้าวสู่เวทีระดับโลก โดยผู้ชนะจะได้รับสิทธิ์เข้าร่วมแข่งขันในรายการ “THAI FIGHT 2025” ซึ่งเป็นเวทีที่มีชื่อเสียงในระดับนานาชาติ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของนักมวยไทยที่สามารถก้าวไกลได้ในเวทีโลกอย่างแท้จริง”

อีซูซุ  3

Isuzu Thailand Championship คือ การแข่งขันนักมวยไทยในรูปแบบทีมที่ต่อยอดรูปแบบการแข่งขันจากศึกอีซูซุคัพ ให้ตื่นเต้นเร้าใจมากยิ่งขึ้นในรูปแบบการชกคาดเชือก ทำการชกสะสมคะแนนแบบทีม จากทั้งหมด 6 ทีมภูมิภาค คัดเข้มเหลือเพียง 2 ทีมภูมิภาคที่มีคะแนนสูงสุด ร่วมประลองความเหนือชั้นชิงความเป็นที่สุดแห่งยอดนักชกดาวรุ่งแห่งปี ซึ่งมี Thai Fight International Boxing Association (TFIBA) หรือ สมาคมกีฬามวยไทยไฟท์นานาชาติ เป็นผู้รับรองการแข่งขัน

อีซูซุ  4

สำหรับนักชกในศึกมวย Isuzu Thailand Championship 2025 รอบชิงชนะเลิศ มีทั้งหมด 3 คู่ ดังนี้

  • พิกัด 65 กิโลกรัม:

ภาคเหนือ – เพชรลือชา ช.ห้าพยัคฆ์ ปะทะ ภาคกลาง – เก้าศาสตรา สจ.วิชิตเมืองแปดริ้ว

  • พิกัด 63 กิโลกรัม:

ภาคเหนือ – ชัยบุรี ลูกสิงห์นำชัย ปะทะ ภาคกลาง – จรวดศึก สจ.วิชิตเมืองแปดริ้ว

  • พิกัด 61 กิโลกรัม:

ภาคเหนือ – ขุนศึกเล็ก ศิษย์ผู้ใหญ่เทพ ปะทะ ภาคกลาง – พรพิทักษ์ สจ.วิชิตเมืองแปดริ้ว

อีซูซุ  6

ตลอดการแข่งขันท่ามกลางสายฝนโปรยปราย ทีมภาคกลาง (กางเกงสีขาว) โชว์ฟอร์มดุเดือด เดินเกมรัว หมัด เท้า เข่า ศอก ใส่ทีมภาคเหนือ (กางเกงสีดำ) ไม่ลดละ แม้โดนไม้เด็ดจากนักชกทีมภาคเหนือสวนกลับ แต่ก็ยังรักษาทรงเดินเกมบุกต่อเนื่อง ก่อนเอาชนะไปด้วยคะแนน 3 ต่อ 0 คว้าแชมป์ยกทีม รับถ้วยพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมเข็มขัดแชมป์ และ ปิกอัพ อีซูซุ ดีแมคซ์ “สปาร์ค 2.2 Ddi MAXFORCE” “THE ONE & ONLY” ไปครองอย่างเต็มภาคภูมิ พร้อมกันนี้อีซูซุได้มอบเงินสนับสนุน คนละ 100,000 บาท ให้แก่ 3 นักมวยจากทีมภาคเหนือในโอกาสรับรางวัลรองชนะเลิศ รายการ Isuzu Thailand Championship 2025 อีกด้วย

อีซูซุ  4 อีซูซุ  9

ร่วมติดตามการแข่งขันมวยไทยโลก “THAI FIGHT 2025” รอบรองชนะเลิศ วันที่ 23 พฤศจิกายน 2568 ณ ลานกิจกรรมข้างเอสซีจี จ.พัทลุง และรอบชิงชนะเลิศ วันที่ 21 ธันวาคม 2568 ณ ลานอนุสาวรีย์พ่อขุนงำเมือง จ.พะเยา หรือชมการถ่ายทอดสดได้ทาง ช่อง 8 และ LIVE YOUTUBE ช่อง THAI FIGHT OFFICIAL