Home Blog Page 470

มินิ ประเทศไทย เปิดตัว มินิ คูเปอร์ เอสอี รถยนต์ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% รุ่นแรกจากมินิ เป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก

0

มินิ ประเทศไทย เริ่มต้นศักราชด้วยนิยามใหม่ของการขับขี่สไตล์มินิ กับการเปิดตัว มินิ คูเปอร์ เอสอี ใหม่ รถยนต์ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้ารุ่นแรกจากมินิ ซึ่งได้เผยโฉมในประเทศไทยเป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก ผสานดีไซน์โดดเด่นสะดุดตาไม่ซ้ำใคร และคุณภาพระดับพรีเมียมเข้าไว้ด้วยกันภายใต้เอกลักษณ์ความเป็นมินิได้อย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งรถยนต์พลังงานไฟฟ้ารุ่นแรกจากมินินี้ นับเป็นก้าวสำคัญแห่งการปฏิวัติการขับขี่ด้วยพลังงานสะอาด แต่ยังคงความสนุกเร้าใจสไตล์โกคาร์ทในตำนาน พร้อมรูปโฉมที่เป็นเอกลักษณ์ของมินิ บุกเบิกไลฟ์สไตล์แบบใหม่แห่งการขับขี่ในตัวเมืองด้วยพลังงานสะอาดแก่แฟน ๆ ชาวไทย โดยมินิ คูเปอร์ เอสอี ใหม่ จะเปิดให้ลูกค้าพรีออเดอร์ผ่านช่องทางออนไลน์ตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 14:14 น. เป็นต้นไปทางเว็บไซต์ www.mini.co.th ในจำนวนจำกัดเพียง 25 คันเท่านั้น

คุณปรีชา นินาทเกียรติกุล ผู้จัดการทั่วไป มินิ ประเทศไทย กล่าวว่า “ประเทศไทยเป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิกที่ได้เปิดตัวมินิ คูเปอร์ เอสอี ซึ่งเป็นรถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุดจากมินิที่บุกเบิกยนตรกรรมไฟฟ้าสำหรับการขับขี่ในตัวเมืองด้วยสไตล์ใหม่ที่มีความเฉพาะตัว โดยเมื่อ 60 ปีก่อน เราได้นำเสนอนิยามใหม่ของการใช้พื้นที่ในตัวรถอย่างสร้างสรรค์ เพื่อมอบความสนุกสนานในการขับขี่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของมินิในเซกเมนต์พรีเมียมคอมแพคเป็นครั้งแรก ในวันนี้ ประสบการณ์ขับขี่จากมินิจะก้าวสู่อนาคตที่ทั้งยั่งยืนกว่า และยังคงไว้ซึ่งความน่าหลงใหลของการโลดแล่นบนท้องถนน เราจึงตื่นเต้นเป็นอย่างมากที่แฟน ๆ ชาวไทยจะได้สัมผัสปรากฎการณ์ครั้งใหม่จากมินิที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า เดินหน้าสู่อนาคตที่สะอาดและปลอดมลพิษ ทั้งยังคงตอบสนองความเร้าใจในการขับขี่ที่แฟน ๆ ต่างคาดหวังจากมินิได้เช่นเคย”

ขุมพลังไฟฟ้าในสไตล์มินิ

มินิ คูเปอร์ เอสอี ใหม่ สืบทอดตำนานความคลาสสิกตามแบบฉบับมินิ 3 ประตู แต่แทนที่เครื่องยนต์เบนซินหรือดีเซลด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า จึงทำให้มินิ คูเปอร์ เอสอี ไร้การปล่อยมลพิษได้อย่างแท้จริง โดยระบบส่งกำลังและวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่ควบคุมการจ่ายพลังงานไฟฟ้าไปยังระบบต่าง ๆ จะติดตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าของรถในโครงสร้างรูปทรงท่อ ส่วนแบตเตอรี่แรงดันสูงที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาสำหรับมินิ คูเปอร์ เอสอีโดยเฉพาะ ประกอบไปด้วยเซลล์แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนจำนวน 12 โมดูล ติดตั้งในรูปทรงตัว T บริเวณใต้รถ จุพลังงานไฟฟ้ารวม 32.6 กิโลวัตต์ชั่วโมงมอเตอร์ไฟฟ้าในมินิ คูเปอร์ เอสอี ใหม่ ไม่เพียงมีขนาดเล็กกว่าเครื่องยนต์สันดาปทั่วไป แต่ยังมีน้ำหนักเบากว่ามาก จึงทำให้กระจายน้ำหนักสู่เพลาได้อย่างสมมาตรยิ่งขึ้น ซึ่งเมื่อผสานกับจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำของมินิ คูเปอร์ เอสอี จึงทำให้มีความคล่องตัว ควบคุมได้อย่างแม่นยำและง่ายดายยิ่งขึ้นแม้ขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูง และยังมีประสิทธิภาพในการเกาะถนนมากขึ้นจากตำแหน่งที่ตั้งของแบตเตอรี่แรงดันสูงบริเวณใต้ท้องรถ ระหว่างเบาะนั่งด้านหน้าไปจนถึงบริเวณใต้เบาะหลัง การติดตั้งแบตเตอรี่ที่ใต้ท้องรถเช่นนี้ ทำให้มินิ คูเปอร์ เอสอี มีพื้นที่ในการเก็บสัมภาระมากกว่ารุ่นอื่น ๆ และเพื่อเป็นการสร้างระยะห่างจากแบตเตอรี่ใต้ท้องรถและพื้นถนน มินิ คูเปอร์ เอสอีจึงได้รับการออกแบบให้สูงกว่ามินิรุ่นอื่น ๆ 18 มิลลิเมตร

ขุมพลังไฟฟ้าใน มินิ คูเปอร์ เอสอี เป็นมอเตอร์ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูงรุ่นใหม่ล่าสุดที่บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ปได้พัฒนาขึ้น สามารถส่งพละกำลังสูงสุด 135 กิโลวัตต์ / 184 แรงม้า และด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า จึงสามารถส่งแรงบิดสูงสุด 270 นิวตันเมตรได้ทันทีที่เท้าแตะคันเร่งแม้จากรถหยุดนิ่ง ส่งความเร็วจาก 0 ถึง 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 3.9 วินาที มอบความแรงเร้าใจใน 60 เมตรแรกได้เทียบชั้นรถสปอร์ต และสามารถเร่งความเร็วจากหยุดนิ่งถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 7.3 วินาที มินิ คูเปอร์ เอสอี ทำความเร็วสูงสุดได้ 150 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนในการวิ่งได้ระยะทางสูงสุดราว 217 กิโลเมตร (ตามมาตรฐาน NEDC)

สมรรถนะสุดสปอร์ตของมินิ คูเปอร์ เอสอี ไม่เพียงโดดเด่นด้วยการตอบสนองที่เฉียบพลันบนท้องถนนเท่านั้น แต่ยังแตกต่างด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าที่ทำงานโดยแทบจะไร้เสียง ด้วยเหตุนี้ จึงต้องมีการติดตั้งระบบการจำลองเสียงเพื่อเตือนคนเดินถนน ซึ่งเป็นเสียงเฉพาะสำหรับรุ่นมินิ คูเปอร์ เอสอี เท่านั้น โดยจำลองเสียงผ่านทางระบบลำโพงสำหรับขณะขับขี่ที่ความเร็วต่ำ สร้างความสุนทรีย์ขณะขับขี่ในสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของมินิ

คุณสมบัติด้านความปลอดภัยของมินิ คูเปอร์ เอสอี ใหม่ยังเป็นไปตามมาตรฐานสูงสุดของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป โดยทุกชิ้นส่วนของระบบการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า จะได้รับการปกป้องด้วยโครงสร้างที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ และจะหยุดการทำงานทั้งหมดทันทีหากได้เกิดการชน ในส่วนของวงจรอิเล็กทรอนิกส์ จะอยู่ภายใต้กันชนและโครงสร้างมอเตอร์ที่เสริมความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น ส่วนแบตเตอรี่แรงดันสูงจะติดตั้งอยู่ภายในแผ่นรองฐานใต้ท้องรถทีออกแบบมาเพื่อป้องกันชิ้นส่วนแบตเตอรี่โดยเฉพาะ

โดดเด่นสะดุดตาด้วยเอกลักษณ์มินิทั้งภายนอกและภายใน

มินิ คูเปอร์ เอสอี ใหม่ มอบความรู้สึกเอ็กซ์คลูซีฟด้วยดีเอ็นเอมินิพันธุ์แท้ ภายในมาพร้อมเบาะผ้าสีดำ Carbon Black ลาย Double Stripe หัวเกียร์ในดีไซน์เฉพาะสำหรับรุ่นมินิ คูเปอร์ เอสอี ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ 2 โซน แยกการระบายอากาศและการควบคุมอุณหภูมิระหว่างผู้ขับและผู้โดยสารด้านหน้า รองรับการสั่งงานระยะไกลจากแอปพลิเคชั่น MINI Connected ในการตั้งเวลาออกเดินทางเพื่อเปิดระบบปรับอากาศล่วงหน้าได้ตามต้องการ

แผงหน้าปัดมาในดีไซน์เฉพาะรุ่นเช่นเดียวกัน โดดเด่นด้วยจอแสดงผลสีดิจิทัลขนาด 5.5 นิ้ว ในดีไซน์ Black Panel ด้านหลังพวงมาลัย โดยอัตราความเร็วในการขับขี่จะแสดงผลทั้งในแบบตัวเลขและแถบทรงกลมอยู่บริเวณกลางจอ ส่วนด้านข้างเป็นการแสดงข้อมูลในรูปแบบดิจิทัลเกี่ยวกับระดับพลังงานของแบตเตอรี่แรงดันสูง โหมดการขับขี่ สถานะของระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ และสัญญาณแสดงสถานะการทำงานของระบบต่าง ๆ รวมทั้งเวลาที่ใช้ในการชาร์จแบตเตอรี่ โดยจะเปลี่ยนสีไฟตามสถานะการชาร์จ ได้แก่ สีส้มขณะเริ่มชาร์จ สีเหลืองขณะกำลังชาร์จ และสีเขียวเมื่อชาร์จเต็ม โดยหากมีความผิดปกติใด ๆ ในระหว่างการชาร์จ จะแจ้งเตือนผู้ขับขี่ด้วยไฟสีแดง สำหรับจอระบบสัมผัสขนาด 6.5 นิ้วบริเวณแผงคอนโซล รองรับการแสดงผลจากบริการ MINI Connected ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าโดยเฉพาะ เช่น จอ eDrive ที่แสดงข้อมูลเกี่ยวกับการใช้พลังงานและระยะทางที่วิ่งได้ รวมถึงทางเลือกต่าง ๆ ในการเพิ่มระยะทางในการขับขี่

ลูกค้าที่สนใจสามารถพรีออเดอร์มินิ คูเปอร์ เอสอี ใหม่ได้ทาง www.mini.co.th ตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 14.14 น. เป็นต้นไป ที่ราคาจำหน่าย 2,290,000 ล้านบาท รวมโปรแกรมบำรุงรักษา MSI Standard ครอบคลุมการบำรุงรักษานาน 3 ปี / 60,000 กิโลเมตรและการรับประกัน 3 ปี ไม่จำกัดระยะทาง

บริดจสโตน กางแผนปี 63 ดำเนินธุรกิจแบบครบวงจร ลุยรับมือภาวะเศรษฐกิจไทยปัจจุบัน

0

บริษัท ไทยบริดจสโตน จำกัด ผู้นําด้านการผลิตยางรถยนต์ระดับโลก พร้อมกางแผนปี 63 ลุยรับมือภาวะสภาพเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน ด้วยการดำเนินธุรกิจแบบครบวงจรครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำ (Upstream) กลางน้ำ (Midstream) และปลายน้ำ (Downstream)* พร้อมทั้งเน้น 4 กลยุทธ์หลักที่ยังตอกย้ำการเป็นผู้นำตลาดยางรถยนต์อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ 1) ด้านพัฒนาผลิตภัณฑ์, 2) โปรแกรมสุดพิเศษ B-Care, 3) แคมเปญ Chase Your Dream ในฐานะที่เป็นผู้สนับสนุนโอลิมปิกและพาราลิมปิกอย่างเป็นทางการ และ 4) ดำเนินธุรกิจผ่านการสร้างสรรค์กิจกรรมเพื่อสังคม Our Way to Serve

 

มร. ฮิเดยูกิ ทาเคดะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยบริดจสโตน จำกัด เผยว่า “ปี 2563 แม้ภาพรวมของภาคธุรกิจในไทยและอุตสาหกรรมยานยนต์นั้นจะยังคงที่ บวกกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป การเข้าถึงข้อมูลได้จำนวนมหาศาล จากหลากหลายช่องทางจึงเป็นปัจจัยเสริมต่อการตัดสินใจได้เองมากขึ้น แต่ผมเชื่อว่าในอุตสาหกรรมยางรถยนต์ การตัดสินใจของผู้บริโภคยังคงให้ความสำคัญกับคุณภาพและความปลอดภัยมาเป็นอันดับหนึ่ง เพราะยางรถยนต์เป็นสิ่งเดียวที่สัมผัสพื้นถนน ซึ่งนี่เป็นจุดแข็งของบริดจสโตนที่ยังคงส่งมอบผลิตภัณฑ์ยางรถยนต์ที่ดีที่สุด ผ่านการพัฒนาสร้างสรรค์นวัตกรรมเทคโนโลยีการผลิตยางและยางรถยนต์ เพื่อดูแลผู้บริโภคให้ปลอดภัยและดีที่สุดตลอดการเดินทาง” รวมถึงยังคงสานต่อโปรแกรมสุดพิเศษ B-Care รุกตลาดอย่างต่อเนื่อง

 

และอีกหนึ่งไฮไลท์ของปีนี้ ในฐานะที่บริดจสโตนเป็นผู้สนับสนุนโอลิมปิกและพาราลิมปิกอย่างเป็นทางการ โดยบริดจสโตน   คอร์ปอเรชั่นได้เป็นส่วนสำคัญในการนำเสนอโซลูชั่นและเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อยกระดับการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกและพาราลิมปิกโตเกียว 2020 อาทิ เทคโนโลยีรองรับการเกิดแผ่นดินไหว และระบบท่าเทียบรถโดยสารแบบไร้สิ่งกีดขวาง เป็นต้น ในส่วนของประเทศไทย บริดจสโตนให้ความสำคัญกับกิจกรรมการตลาดผ่านแคมเปญสร้างแรงบันดาลใจ “Chase Your Dream” สนับสนุนทัพนักกีฬาไทยและตัวแทนทีมบริดจสโตนไทยแลนด์ สานฝันสู่เส้นทางโอลิมปิกและพาราลิมปิก ก้าวข้ามอุปสรรคและไล่ล่าความฝันได้สำเร็จ ซึ่งนายวรวุฒิ แสงอำภา (กีฬาบอคเซีย) และนายชัยวัฒน์ รัตนะ (กีฬาวีลแชร์เรสซิ่ง) นักกีฬาพาราลิมปิกไทยและพนักงานไทยบริดจสโตน ได้คว้าตั๋วไปแข่งขันที่โตเกียว 2020 เป็นที่เรียบร้อย

 

การรับใช้สังคมด้วยคุณภาพที่เหนือกว่า คือพันธกิจที่บริดจสโตนมุ่งเน้นการพัฒนาตอบโจทย์วิถีของผู้คนทั้งในด้านการเดินทาง, การดำเนินชีวิต, การทำงาน และการพักผ่อนให้ดียิ่งขึ้น ผ่านการสร้างสรรค์กิจกรรมเพื่อสังคม Our Way To Serve อาทิ กิจกรรมการส่งเสริมให้พนักงานได้กลับไปพัฒนาความเป็นอยู่ของชุมชนบ้านเกิดให้ดีขึ้น ภายใต้ “โครงการบริดจสโตนรักษ์บ้านเกิด” ซึ่งเดินทางมาต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 และกิจกรรม “ยิ่งวิ่งยิ่งให้ Chase Your Dream Run” ที่ผู้วิ่งทุกคนจะได้กลับไปในสิ่งที่มากกว่าสุขภาพที่แข็งแรง และลานอเนกประสงค์ B Active ที่ทำจากยางบริดจสโตนรีไซเคิล เป็นต้น

ไทยเร้นท์อะคาร์ กระตุ้นการท่องเที่ยวไทยให้เช่ารถเริ่มเพียง 499 บาท/วัน

0

บริษัท ไทยเร้นท์อะคาร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้นำบริษัทรถเช่าระยะสั้นเพื่อการท่องเที่ยว และระยะยาวเพื่อองกรค์ของคนไทยที่ให้บริกามาตรฐานระดับสากลมากว่า 42 ปี เดินหน้าปล่อยกองทัพโปรโมชั่นแรงเช่ารถเริ่มต้น 499 บาท/วัน และโปรโมชั่นอื่นๆ กว่า 10 โปรโมชั่นบนเว็ปไซต์ Thairentacar.com หวังกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ อีกทั้งออกมาตรการรักษาความสะอาดของเคาน์เตอร์ให้บริการและรถทุกคันทุกสาขาทั่วประเทศ รับมือสถานการณ์ไวรัสโคโรน่าอย่างจริงจัง เพื่อความสบายใจของลูกค้าผู้ใช้บริการ

นายวิกรานต์ อมาตยกุล กรรมการบริหารสายงานการตลาด บริษัท ไทยเร้นท์อะคาร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เผยว่า “ในช่วงไตรมาสที่ 1/2563 นี้ ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่าทำให้นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เป็นกังวลที่จะเดินทางท่องเที่ยวในช่วงนี้ ทางไทยเร้นท์อะคาร์เราไม่นิ่งนอนใจและออกมาตรการให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ทุกสาขาดูแลสุขอนามัยอย่างเคร่งครัด รวมถึงติดตามข่าวสารจากกระทรวงสาธารณสุขอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมความพร้อมกับสถานการณ์ในปัจุบัน เน้นย้ำความสะอาดของทุกเคาน์เตอร์บริการและรถทุกคัน โดยประกาศให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานสวมหน้ากากอนามัย, ตั้งจุดบริการเจลทำความสะอาดและแจกหน้ากากอนามัยที่เคาน์เตอร์ทุกสาขา, ใช้สเปรย์แอลกอฮอล์เช็ดทำความสะอาดบริเวณผิวสัมผัสรถก่อนให้บริการ และฉีดสเปรย์ฆ่าเชื้อโรคภายในห้องโดยสารรถก่อนให้บริการ เพื่อความสะบายใจและมั่นใจในมาตรฐานบริการของไทยเร้นท์อะคาร์ ทั้งนี้ไทยเร้นท์อะคาร์ได้ยังออกโปรโมชั่นรถเช่าราคาพิเศษอีกมากมาย รวมถึงโปรโมชั่นเด็ดที่มีรองรับทั้งลูกค้าที่ต้องการเช่ารถระยะสั้นและเช่ารถระยะยาวหวังกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ โดย 2 โปรโมชั่นไฮไลท์พิเศษสุดๆ ได้แก่

โปรโมชั่นรถเช่าระยะสั้น ไทยเร้นท์อะคาร์ เมืองไทยไอเลิฟยู เช่ารถไซส์ ES โตโยต้า ยาริสเอทีฟ (หรือเทียบเท่า)  เริ่มต้นเพียง 499 บาท/วัน หรือ ไซส์ XL มิตซูบิชิ ปาเจโร่สปอร์ต (หรือเทียบเท่า) 999 บาท/วัน รหัสโปรโมชั่น “ILOVEU20” โปรโมชั่นสำหรับลูกค้าที่จองและใช้รถระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ – 31 มีนาคม 2563

โปรโมชั่นรถเช่ารายเดือน สะดวกกาย สบายใจ ในสถานการณ์แบบนี้หลายๆคนอาจต้องการหลีกเลี่ยงการขนส่งสาธารณะที่ต้องเผชิญหน้ากับผู้คนมากมาย ไทยเร้นท์อะคาร์จึงขอมอบโปรโมชั่นรถเช่ารายเดือนสุดพิเศษ เริ่มต้นเพียง 14,800 บาท/เดือน (จากปกติ 21,000 บาท/เดือน) สำหรับลูกค้าที่จองและใช้รถระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ – 31 มีนาคม 2563”

 

ลูกค้าไทยเร้นท์อะคาร์สามารถดูรายละเอียดโปรโมชั่นข่าวสารเพิ่มเติมหรือทำการจองและชำระค่าเช่ารถในรูปแบบออนไลน์ง่ายๆผ่าน Thairentacar.com หรือติดต่อเจ้าหน้าที่ไทยเร้นท์อะคาร์ผ่านช่องทางคอนแทคเซ็นเตอร์โทร.1647 เที่ยวให้สนุกนะครับ

“MG FRIEND GETS FRIEND” แนะนำเพื่อนซื้อ NEW MG EXTENDER รับทันที 10,000 บาท!!

0

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย เอาใจลูกค้าเอ็มจีเปิดแคมเปญ “MG FRIEND GETS FRIEND” เพียงแนะนำเพื่อนมาซื้อกระบะพันธุ์ยักษ์ NEW MG EXTENDER รับทันที 10,000 บาท ตั้งแต่วันนี้ – 31 มีนาคม 2563 ณ โชว์รูมเอ็มจีทั่วประเทศ

เงื่อนไขกิจกรรม:

  • สิทธิพิเศษเฉพาะเจ้าของรถยนต์เอ็มจีทุกรุ่นแนะนำเพื่อนหรือบุคคลในครอบครัวหรือตนเอง ซื้อรถกระบะ MG EXTENDER เท่านั้น
  • เจ้าของรถยนต์เอ็มจีที่ประสงค์จะเข้าร่วมกิจกรรมต้องลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรม ในแบบฟอร์มออนไลน์ ที่ทางบริษัทฯ กำหนด ตั้งแต่วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2563 – 15 มีนาคม 2563 และจะได้รับรหัสแนะนำ 6 หลักทาง SMS เพื่อนำไปใช้ในการแนะนำเพื่อนหรือบุคคลในครอบครัว เพื่อออกรถกระบะ MG EXTENDER
  • การซื้อรถกระบะ MG EXTENDER คันใหม่ของผู้ถูกแนะนำ จะต้องเป็นการซื้อแบบขายปลีกเท่านั้น ต้องทำการจองและรับรถตั้งแต่วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2563 ถึง 31 มีนาคม 2563
  • เจ้าของรถยนต์เอ็มจี ผู้แนะนำได้รับรางวัลเงินสด 10,000 บาท ต่อการแนะนำ 1 คัน จากผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจี ที่ผู้ถูกแนะนำออกรถกระบะ MG EXTENDER คันใหม่ ณ วันที่ผู้ถูกแนะนำรับรถ รางวัลผู้แนะนำไม่สามารถโอนสิทธิ์การรับรางวัลให้ผู้หนึ่งผู้ใดได้
  • พนักงาน และที่ปรึกษาการขายของผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจี ไม่มีสิทธิ์เข้าร่วมเป็นผู้แนะนำในกิจกรรมนี้

จุดเด่นและสเปคกระบะพันธุ์ยักษ์ NEW MG EXTENDER

NEW MG EXTENDER มีรูปลักษณ์ที่โดดเด่นด้วยกระจังหน้าแบบโมเดิร์นดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ของเอ็มจี พร้อมมิติตัวถังขนาดใหญ่ รวมถึงกระบะท้ายใหญ่กว่า ช่วยเพิ่มปริมาณการบรรทุกได้มากยิ่งขึ้น ช่วงล่าง แบบ EUROPEAN TUNING SUSPENSION พร้อมโครงสร้างตัวถังที่แข็งแกร่งและสร้างด้วยเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง ปลอดภัยยิ่งขึ้นด้วยดิสก์เบรก 4 ล้อ และระบบความปลอดภัยมาตรฐานยุโรป Advanced Synchronized Protection System ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังเครื่องยนต์ดีเซลคอมมอนเรล 2.0 ลิตร เทอร์โบ ให้กำลังสูงสุด 161 แรงม้า ที่ 4,000 รอบต่อนาที แรงบิด 375 นิวตันเมตร พร้อมความอัจฉริยะด้วยระบบปฏิบัติการ i–SMART เอกสิทธิ์เฉพาะสำหรับผู้ใช้รถยนต์เอ็มจี

NEW MG EXTENDER มีให้เลือกทั้งแบบกระบะตอนครึ่ง (Giant Cab) และแบบ 4 ประตู (Double Cab) ซึ่งมีทั้งระบบขับเคลื่อนแบบ 2 ล้อ (2WD) และแบบ 4 ล้อ (4WD) ครอบคลุมทั้งเกียร์ธรรมดาและเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด  พร้อม 5 สีให้เลือก คือ สีขาว Artic WHITE สีดำ BLACK Knight สีเงิน SILVER Metallic สีแดง Scarlet RED และสีเทา Metal Ash GREY โดยมีทั้งหมด 9 รุ่นย่อย ในราคาที่ดีที่สุด และให้ Option ครบที่สุด ดังนี้

NEW MG EXTENDER รุ่น GIANT CAB (กระบะตอนครึ่ง)

  • NEW MG EXTENDER GC 2.0 C 6MT ราคาจำหน่าย 549,000 บาท   
  • NEW MG EXTENDER GC 2.0 D 6MT ราคาจำหน่าย 619,000 บาท   
  • NEW MG EXTENDER GC 2.0 GRAND D 6MT ราคาจำหน่าย 659,000 บาท 
  • NEW MG EXTENDER GC 2.0 GRAND D 6AT ราคาจำหน่าย 719,000 บาท  
  • NEW MG EXTENDER GC 2.0 GRAND X 6MT ราคาจำหน่าย 729,000 บาท 

NEW MG EXTENDER รุ่น DOUBLE CAB (4 ประตู)

  • NEW MG EXTENDER DC 2.0 GRAND D 6MT ราคาจำหน่าย 759,000 บาท 
  • NEW MG EXTENDER DC 2.0 GRAND D 6AT ราคาจำหน่าย 819,000 บาท  
  • NEW MG EXTENDER DC 2.0 GRAND X 6AT ราคาจำหน่าย 879,000 บาท  
  • NEW MG EXTENDER DC 2.0 GRAND 4WD X 6AT ราคาจำหน่าย 1,029,000 บาท  

เปิดวาร์ปโปรโมชั่นพิเศษ NEW MG EXTENDER อัดแน่น คุ้มสุด รุ่นนี้เลย

NEW MG EXTENDER: กระบะพันธุ์ยักษ์ ให้มากกว่าความแกร่ง โดดเด่นทั้งในด้านรูปลักษณ์และมิติตัวถังขนาดใหญ่ สมรรถนะที่เหนือกว่า การควบคุมที่สมบูรณ์แบบ ระบบความปลอดภัยครบครัน และระบบปฏิบัติการอัจฉริยะ i-SMART รองรับการสั่งการด้วยเสียงภาษาไทยครั้งแรกของโลกในรถกระบะ

  • รับส่วนลดพิเศษแตกต่างกันไปในแต่ละรุ่น
  • รับประกันคุณภาพ 5 ปี หรือ 150,000 กม. (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)
  • ฟรี! ค่าบำรุงรักษาตามระยะนาน 5 ปี หรือ 105,000 กม.
  • ดาวน์เริ่มต้นที่ 5%
  • ฟรี! ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. คุ้มครอง 1 ปี
  • ฟรี! NEW MG EXTENDER T-Shirt

ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 ทางออนไลน์ที่เว็บไซต์ www.mgcars.com หรือทางแฟนเพจ MG Thailand : www.facebook.com/MGcarsThailand

ผ้าเบรกเบ็นดิกซ์มอบ ขาเทียม เพื่อคนพิการในถิ่นทุรกันดาร

0

นายประพัฒน์ อัศวาดิศยางกูร ผู้จัดการฝ่ายขายและการตลาดประจำภูมิภาค บริษัท เอฟเอ็มพี ดิสทริบิวชั่น จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่าย ผ้าเบรกเบ็นดิกซ์ ได้ให้การสนับสนุนขาเทียม เป็นจำนวนเงิน 30,000 บาท (สามหมื่นบาทถ้วน) ให้กับ สมาคมคนพิการกรุงเทพมหานคร เพื่อประโยชน์แก่คนพิการทั่วถิ่นทุรกันดาร สำหรับผู้พิการที่ด้อยโอกาศให้ได้รับชีวิตใหม่ สำหรับ บริษัท เอฟเอ็มพี ดิสทริบิวชั่น จำกัด ได้จัดกิจกรรมเพื่อสาธารณกุศล อย่างต่อเนื่องเป็น ปีที่ 2 สำหรับการตอบแทนสังคม

ฮอนด้าพร้อมป้องแชมป์โมโตจีพี เปิดตัว “มาร์ค-อเล็กซ์”ควบ RC213V เวอร์ชั่น 2020

0

เรปโซล ฮอนด้า ทีมแข่งชั้นนำแห่งวงการมอเตอร์สปอร์ตระดับโลก เปิดตัวสองพี่น้องนักบิดชาวสแปนิช มาร์ค มาร์เกซ และ อเล็กซ์ มาร์เกซ พร้อมด้วยเรซแมชชีน ฮอนด้า RC213V ใหม่ เตรียมป้องกันตำแหน่งแชมป์โมโตจีพี ปี 2020ความเคลื่อนไหวของยอดทีมแข่งชื่อก้องโลกอย่าง เรปโซล ฮอนด้า หลังจากทำผลงานได้อย่างยิ่งใหญ่ สามารถคว้าแชมป์ทุกประเภท ทั้งแชมป์นักบิด แชมป์ทีมแข่ง และแชมป์ผู้ผลิต ในศึกโมโตจีพี ฤดูกาล 2019 ที่ผ่านมา ล่าสุด เมื่อวันอังคารที่ 4 กุมภาพันธ์ ได้จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวทีมแข่งประจำปี 2020 อย่างเป็นทางการ ณ กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย

โดยนักบิดตัวหลักยังคงเป็น มาร์ค มาร์เกซ เจ้าของตำแหน่งแชมป์โลก 8 สมัย(โมโตจีพี 6 สมัย, โมโตทู 1 สมัย และรุ่น 125 ซีซี 1 สมัย) จะได้จับคู่กับทีมเมทคนใหม่ นั่นคือ น้องชายในสายเลือดอย่าง อเล็กซ์ มาร์เกซ แชมป์โลก 2 สมัย (โมโตทู 1 สมัย และโมโตทรี 1 สมัย) ซึ่งจะร่วมกันผนึกกำลังควบรถแข่ง ฮอนด้า RC213V ใหม่ เพื่อออกล่าความสำเร็จให้กับต้นสังอีกครั้งในปีนี้

มาร์เกซ กล่าวว่า “การเปิดตัวนั้นมีความสำคัญ ซึ่งจะช่วยให้เรากลับเข้าสู่บรรยากาศของการแข่งขันอีกครั้ง ส่วนการเตรียมความพร้อมก็เหมือนทุกปีที่ผ่านมา พวกเรายังคงทำงานด้วยความมุ่งมั่นอย่างเต็มขีดความสามารถ โดยความสำเร็จจากปีก่อนจะเป็นแรงผลักดันให้ผมต้องก้าวต่อไป และตอนนี้ผมพร้อมแล้วสำหรับการแข่งขันฤดูกาลใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น”

ด้าน อเล็กซ์ กล่าวว่า “มันเป็นความรู้สึกที่พิเศษจริงๆ ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวทีมแข่ง เรปโซล ฮอนด้า และผมรู้ว่ายังมีอะไรให้เรียนรู้อีกมากมาย สำหรับการขยับขึ้นมาแข่งขันในรุ่นใหญ่สุด ผมจะต้องทุ่มสุดตัวเพื่อทำผลงานให้ดีที่สุด และขอตั้งเป้าหมายพัฒนาตัวเองได้อย่างต่อเนื่องแบบสเต็ปบายสเต็ป”

สองสิงห์นักบิดตระกูลมาร์เกซ มีกำหนดควบรถแข่งฮอนด้า RC213V ใหม่ เวอร์ชั่นปี 2020 ครั้งแรกในรอบการทดสอบวินเทอร์เทสต์ ที่สนามเซปังฯ เซอร์กิต ประเทศมาเลเซีย วันที่ 7-9 กุมภาพันธ์นี้ ก่อนศึกโมโตจีพีจะเปิดฉากชิงชัยสังเวียนแรกแบบไนท์เรซที่สนามโลแซล ประเทศกาตาร์ วันที่ 5-8 มีนาคม 2020

วอลโว่ต้อนรับศักราชใหม่ เปิดตัว “The All-New Volvo S60”

0

วอลโว่ พร้อมสร้างปรากฏการณ์ใหม่แห่งวงการรถยนต์ระดับพรีเมียมของเมืองไทย เปิดตัว The All-New Volvo S60” สุดยอดสปอร์ตซีดานระดับพรีเมียมจากสวีเดนที่มาพร้อมคอนเซ็ปต์ Your Signature Drive

วอลโว่ไม่เคยหยุดพัฒนาประสบการณ์การขับขี่แนวใหม่พร้อมระบบส่งกำลังรุ่นล่าสุดและความล้ำหน้าทางเทคโนโลยี “The All-New Volvo S60” คือสุดยอดยานยนต์แห่งยุค สปอร์ตซีดานระดับพรีเมียมจากสวีเดนที่จะพลิกโฉมสู่ประสบการณ์การขับขี่บนมาตรฐานใหม่ด้วยสมรรถนะขั้นสุดยอด เทคโนโลยีที่ตอบสนองอย่างเป็นธรรมชาติ และโครงสร้างตัวถังสุดไฮเทค มอบสมดุลแห่งความสบายและการควบคุมที่ฉับไวอย่างสมบูรณ์แบบ เพราะ The All-New Volvo S60 ถูกสร้างสรรค์มาเพื่อให้คุณใช้ชีวิตได้ง่ายยิ่งขึ้น พร้อมตอบสนองทุกความต้องการของแฟนวอลโว่และผู้บริโภคในเมืองไทย

มร.คริส เวลส์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า “การเปิดตัว The All-New Volvo S60 สมาชิกใหม่ในตระกูลรถซีดานของเรา ถือเป็นการนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ยังไม่เคยปรากฏในเมืองไทยมาก่อน เรายังได้ทำการศึกษาเป็นอย่างดีในการกำหนดราคาและข้อเสนอทางการเงินที่เหมาะสม เพื่อให้ลูกค้าได้รับมูลค่าสูงสุดจากรถยนต์รุ่นใหม่ของเรา ปี 2562 ที่ผ่านมาถือเป็นปีแห่งความสำเร็จของเราด้วยยอดขายรถยนต์รุ่นใหม่ที่เพิ่มขึ้นกว่า 63% ซึ่งผมขอถือโอกาสนี้ ขอบคุณลูกค้าทุกท่านที่ไว้วางใจให้เราดูแลการเดินทางของท่าน ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว เราได้ส่งมอบรถยนต์วอลโว่รุ่นใหม่แก่ลูกค้าในเมืองไทยเป็นจำนวนมากที่สุดในรอบ 22 ปีเลยทีเดียว โดยเฉพาะรุ่น  The All-New Volvo V60 ซึ่งเปิดตัวไปแล้วในปี 2562 ที่ผ่านมา ซึ่งได้กระแสตอบรับจากผู้บริโภคอย่างดีเยี่ยม มียอดจองล่วงหน้าก่อนเปิดตัวอย่างเป็นทางการ”

“และเราเชื่อมั่นว่าในปี 2563 นี้ก็จะไม่แตกต่างกัน เราตั้งเป้าหมายสู่การเติบโตที่มากขึ้นในปีนี้และ The All-New Volvo S60 ถือเป็นส่วนสำคัญในแผนสร้างการเติบโตของเรา และเรายังมีกำหนดเปิดตัวยานยนต์ตระกูลเอสยูวีรุ่นใหม่อีกหลาย

รุ่นในเดือนมีนาคมที่จะถึงนี้ ซึ่งเชื่อว่าจะได้รับความสนใจจากกลุ่มผู้ซื้อรถยนต์รายใหม่อย่างแน่นอน นอกจากนี้ เรายังคงยึดมั่นสัญญาในการใช้ระบบพลังงานไฟฟ้ากับรถยนต์รุ่นใหม่ทั้งหมด เพื่อลดการปล่อยมลพิษสู่ชั้นบรรยากาศ และถือว่าลูกค้าเป็นหัวใจสำคัญในการปฏิบัติงานของเราทุกขั้นตอน โดยความพึงพอใจและความปลอดภัยของผู้ใช้รถใช้ถนนยังคงเป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญมากที่สุด”

“The All-New Volvo S60 เป็นรถยนต์ที่มีความยาวและหน้ากว้างที่สุดในรถยนต์กลุ่มเดียวกัน ทั้งยังขับขี่ได้อย่างสนุกสนานและเป็นมิตรต่อสภาพแวดล้อมด้วยเครื่องยนต์รุ่น  T8 TWIN ENGINE PLUG-IN HYBRID  407 แรงม้า ที่เปี่ยมประสิทธิภาพและทรงพลัง สามารถพาคุณพุ่งทะยานจากความเร็ว 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 4.4 วินาที รถยนต์รุ่นนี้ยังมอบมูลค่าสูงสุดด้วยประสิทธิภาพการทำงานขั้นสูงและดีไซน์สไตล์สแกนดิเนเวียน ถือเป็นสุดยอดยนตรกรรมที่โฉบเฉี่ยวที่สุดเท่าที่วอลโว่เคยผลิตมา และในค่ำคืนนี้ เราภูมิใจนำเสนอ S60 ในราคาเริ่มต้นเพียง 2.19 ล้านบาทสำหรับรุ่น Momentum และรุ่น R-DESIGN ในราคาเริ่มต้นที่ 2.59 ล้านบาท” และเป็นเจ้าของอย่างง่ายดาย ด้วยการผ่อนชำระเพียงเดือนละ 19,xxx บาท *เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด

The All-New Volvo S60 สปอร์ตซีดานเกรดพรีเมียมจากสวีเดนภายใต้สโลแกน Your Signature Drive สปอร์ตซีดานระดับพรีเมียม ที่มอบสุดยอดแห่งความสมดุล ด้วยประสบการณ์การขับขี่ที่หรูหราและการเชื่อมต่อออนไลน์อย่างครบถ้วน ถูกออกแบบมาเพื่อนักขับผู้ต้องการความแตกต่างสื่อถึงตัวตนที่มาดมั่น พร้อมโครงสร้างตัวรถอันเปี่ยมพลัง และเสริมความหรูหราในแบบฉบับสแกนดิเนเวียน การออกแบบห้องโดยสารภายในจึงเน้นความเรียบง่าย หากประณีตในทุกรายละเอียดด้วยงานฝีมือขั้นสูง ติดตั้งเทคโนโลยีที่ใช้งานง่ายและนวัตกรรมใหม่ที่ให้ความสำคัญกับมนุษย์เป็นศูนย์กลางของทุกสิ่ง พร้อมเปิดตัวรุ่นรถด้วยกัน 2 รุ่น ได้แก่ รุ่น R-Design เพื่อลุคที่โฉบเฉี่ยวปราดเปรียวแบบสปอร์ต และ รุ่น Momentum เพื่อความหรูหราภูมิฐานที่เหนือระดับ

โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์อันมาดมั่น

ด้วยรายละเอียดสไตล์สแกนดิเนเวียน ช่วยเสริมเอกลักษณ์ที่แตกต่างและทำให้ The All-New Volvo S60 มอบภาพลักษณ์อันแข็งแกร่งบนท้องถนน นำเสนอ 4 โทนสี ได้แก่ Crystal White Premium Metallic, Onyx Black Metallic, Fusion Red Metallic และสีใหม่ล่าสุด “Pebble Grey Metallic” นำเสนอลุคแบบสปอร์ตที่สวยงามด้วยล้อดีไซน์ 5 – Triple Spoke แบบ Diamond Cut ขนาด 8 x 19 นิ้ว สีดำด้าน สำหรับรุ่น R-Design และล้อดีไซน์ 5 – Y Spoke แบบ Diamond Cut ขนาด 7.5 x 18 นิ้ว สีดำ สำหรับรุ่น Momentum

สวยงามด้วยรายละเอียดเฉพาะตัว

ส่วนกระจังหน้า ออกแบบอย่างสะดุดตา ติดตั้งตราวอลโว่อันภาคภูมิ ส่วนฮู้ดหลังยาวและฝากระโปรงห้องเครื่องสื่อถึงพลังในการขับเคลื่อนอย่างชัดเจน เสริมด้วยไฟหน้าแอลอีดี ดีไซน์รูปลักษณ์ฆ้อนธอร์อันเป็นซิกเน-เจอร์ของวอลโว่ มอบภาพลักษณ์ของนักขับผู้มาดมั่นไม่ว่าจะขับขี่เวลากลางวันหรือกลางคืน

ห้องโดยสารสุดหรูแบบฉบับสแกนดิเนเวียน

งานออกแบบแนวสแกนดิเนเวียนให้ความสำคัญกับความสะอาดหมดจด คุณภาพ และตอบรับกับการใช้งาน ซึ่งการออกแบบห้องโดยสาร สะท้อนถึงหลักการดังกล่าวอย่างชัดเจน ด้วยการจัดสรรพื้นที่ภายในอย่างเรียบง่าย โปร่งสบายตา เพื่อมอบบรรยากาศที่ผ่อนคลายและหรูหราตลอดการเดินทางของคุณ โดยรุ่น R-Design ตกแต่งเบาะด้วยหนัง R-Design Fine Nappa Perforated Leather Upholstery ในเฉดสี Charcoal และรุ่น Momentum ตกแต่งหนังแท้ในเฉดสี Charcoal และ Maroon Brown

งานฝีมือขั้นสูงยุคใหม่

ห้องโดยสารรุ่น R-Design นำเสนอมาตรฐานขั้นสูงของงานฝีมือแบบสแกนดิเนเวียน มือจับประตูรถตกแต่งด้วยอลูมิเนียมและแผงไฟในโทนสีที่สอดประสานกลมกลืน เสริมความสวยงามด้วยการฝังลายแบบ Metal Décor Inlays ไม่ว่าจะเป็นรายละเอียดการตกแต่ง แป้นเกียร์ และพวงมาลัยแบบ R-design ใน The All-New Volvo S60 ล้วนแสดงให้เห็นถึงงานฝีมือของยานยนต์แนวสปอร์ตอันประณีตอย่างแท้จริง

เทคโนโลยีความปลอดภัยชั้นนำระดับโลก

ระบบไฟหน้าหักเหตามพวงมาลัย (Active Bending Headlights) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีความปลอดภัยชั้นนำระดับโลกเพื่อการปกป้องคุณและผู้โดยสาร อันเป็นผลงานจากการคิดค้นนวัตกรรมมายาวนานหลายทศวรรษ นอกจากนี้ ระบบไฟหน้า LED Headlights with ABL (Active Bending Lights) ยังถูกออกแบบมาเพื่อมอบความสว่างสูงสุดเมื่อเจอทางโค้งหรือแยกบนถนน และระบบ High-Pressure Cleaning เพื่อให้คุณมีทัศนวิสัยในความมืดที่ชัดเจนที่สุดและช่วยให้การขับขี่ราบรื่นตลอดเส้นทางในรุ่น R-Design

การแสดงผลแบบ Head-Up Display

ระบบ Head-Up Display จะแสดงการเตือนและข้อมูลการขับขี่บนระดับการมองเห็นของผู้ขับพอดี ทั้งอัตราความเร็ว การทำงานต่าง ๆ ช่วยลดความถี่ในการละสายตาจากถนนของผู้ขับ ผ่านการฉายข้อมูลที่จำเป็นบนระดับการมองเห็นของผู้ขับโดยตรง จึงไม่ต้องละสายตาจากถนนในขณะขับรถ

ระบบกล้อง 360 องศาและกล้องช่วยจอด

ระบบช่วยในการจอดรถพร้อมจอแสดงผลด้วยภาพ 360 องศา ทำงานด้วยเซ็นเซอร์ซึ่งติดตั้งบนกระจังหน้ารถและบนกันชนหลัง ร่วมกับกล้องอื่น ๆ ทั้งที่ติดตั้งเข้ากับป้าย Volvo Iron Mark ด้านล่างกระจกหูช้าง และที่ประตูท้าย เพื่อการวัดระยะห่างของวัตถุรอบตัวรถ เมื่อระบบตรวจพบวัตถุในระยะใกล้ จะส่งสัญญาณเสียงเตือนและแสดงภาพบนหน้าจอแบบ

Sensus Screen ในทันที ระบบกล้องช่วยจอดยังช่วยในการถอยรถโดยมีเส้นนำทางและภาพแสดงพื้นที่ เพื่อช่วยให้คุณทราบระยะห่างระหว่างยานพาหนะและวัตถุรอบข้างได้ดีขึ้น

ระบบช่วยจอดโดยอัตโนมัติ (Park Assist Pilot)

ระบบช่วยจอดอัตโนมัติช่วยให้คุณถอยรถเข้าและออกจากที่จอดรถได้อย่างแม่นยำ โดยระบบจะกำหนดระยะห่างสำหรับการจอดที่เหมาะสม (ทั้งสองด้านของตัวรถ) และให้คำแนะนำการจอดทีละขั้นตอน โดยรถยนต์จะควบคุมการเลี้ยวโดยอัตโนมัติ ส่วนคุณเพียงควบคุมการเบรกและการเปลี่ยนเกียร์

 

ความสะดวกสบายในการเดินทางที่เหนือชั้น

ด้วยเบาะที่ออกแบบมาอย่างพิถีพิถันและรองรับส่วนโค้งของสรีระได้อย่างสมบูรณ์แบบ จึงมอบความสบายแม้ในการเดินทางที่ยาวนาน รวมถึงการกำหนดความสูงของเบาะนั่งระดับต่ำยังทำให้คุณสัมผัสถึงการเคลื่อนไหวบนพื้นถนนอย่างชัดเจน สำหรับเบาะด้านหลังของผู้โดยสารมาพร้อมระบบ 4-Way Power Lumbar Support เพื่อผ่อนคลายความเมื่อยล้าบริเวณหลัง ผสานกับ Power Fold Rear Headrest และการปรับระยะหมอนรองได้ตามต้องการ

นอกจากนี้ ยังมีระบบกุญแจ Remote Control with Keyless Entry & Drive และ การเปิดประตูท้ายฝากระโปรงหลังปลดล็อคด้วยไฟฟ้าโดยไม่ต้องใช้มือ (Power-Operated Handsfree Tailgate Unlocking) เพื่อให้ชีวิตคุณง่ายดายยิ่งขึ้น

ระบบพลังงานที่ยั่งยืน

The All-New Volvo S60 มอบความเพลิดเพลินในการขับขี่ด้วยเครื่องยนต์เปี่ยมประสิทธิภาพ T8 Twin Engine AWD Plug-In Hybrid ที่ให้กำลังสูงถึง 407 แรงม้า และไม่ปล่อยไอเสียสู่ชั้นบรรยากาศ

เทคโนโลยีที่ใช้งานได้อย่างราบรื่น

นวัตกรรมสุดล้ำ อาทิ ระบบนำทาง และ Apple Car Play & Android Auto Support ทำงานร่วมกับระบบเครื่องเสียงระดับพรีเมียมจากแบรนด์ “Harman Kardon” เพื่อให้คุณเชื่อมต่อออนไลน์และรื่นรมย์กับการขับขี่ได้ตลอดเส้นทาง

The All-New Volvo S60 คือสปอร์ตซีดานระดับพรีเมียมที่จะพลิกโฉมสู่ประสบการณ์การขับขี่บนมาตรฐานใหม่ด้วยสมรรถนะขั้นสุดยอด เทคโนโลยีที่ตอบสนองอย่างเป็นธรรมชาติ และโครงสร้างตัวถังสุดไฮเทคที่มอบสมดุลแห่งความสบายและการควบคุมที่ฉับไวอย่างสมบูรณ์แบบนำคุณสู่ยานยนต์ยุคใหม่ที่ผสานงานดีไซน์แบบสแกนดิเนเวียนเข้ากับเทคโนโลยีเพื่อการขับขี่ขั้นสูงและแนวทางการออกแบบที่คงความเป็นหนึ่ง ช่วยให้ชีวิตของคุณง่ายขึ้นและตอบสนองทุกความต้องการของแฟนวอลโว่และผู้บริโภคในเมืองไทยด้วยประสิทธิภาพการทำงานที่เหนือระดับ

เป็นรถซีดานที่มอบความหรูหราที่สุดในคลาส ด้วยสมรรถนะการขับขี่อันน่าทึ่ง ห้องโดยสารที่สะดวกสบายอย่างเหนือชั้น และฟังก์ชั่นการทำงานสุดไฮเทคมากมาย นำเสนอสมดุลแห่งประสิทธิภาพและความสะดวกสบายบนมาตรฐานแห่งความหรูหราในหนึ่งเดียว และรอคอยให้นักขับมาสัมผัสกับความเป็นเลิศด้วยตนเอง

ฟอร์ด แจกความสุขรับปีใหม่ กับแคมเปญ ‘ศูนย์บริการอภิมหาความสุข’

0

ฟอร์ด ประเทศไทย เอาใจลูกค้า แจกความสุขยิ่งใหญ่รับปีใหม่กับโปรโมชั่นด้านบริการแบบจัดเต็ม ด้วยแคมเปญ ‘ศูนย์บริการอภิมหาความสุข’ มอบส่วนลดและข้อเสนอพิเศษด้านบริการสุดคุ้ม ที่โชว์รูมฟอร์ดทั่วประเทศ ตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์ 2563 ถึง 31 พฤษภาคม 2563  พิเศษสุดสำหรับลูกค้ารถฟอร์ดทุกรุ่นที่นำรถเข้ารับบริการที่ศูนย์บริการฟอร์ดและใช้จ่ายขั้นต่ำ 1,500 บาทต่อใบเสร็จ ลุ้นรับรางวัล รถฟอร์ด เรนเจอร์ และคูปองเงินสด 2,000 บาท รวมมูลค่าทั้งสิ้น 773,000 บาท โดยจับรางวัลผู้โชคดีวันที่ 16 มิถุนายน 2563 และประกาศรายชื่อผู้โชคดี วันที่ 19 มิถุนายน 2563 ทาง Facebook ‘ฟอร์ด’ https://www.facebook.com/FordThailand/ และเว็บไซต์ www.ford.co.th/owner/happinesscampaign

 

รถแฮปปี้ คุณก็แฮปปี้ สุขใจกับส่วนลดพิเศษเพิ่มเติมและโปรแกรมดูแลรถสุดคุ้ม

  • รับส่วนลด 1,000 บาท เมื่อเปลี่ยนยางยี่ห้อใดก็ได้ รุ่นใดก็ได้ครบ 4 เส้นในใบเสร็จเดียวกันพร้อมรับสิทธิ์ผ่อน 0% นาน 10 เดือน เมื่อจ่ายผ่านบัตรเครดิตกสิกรไทยหรือบัตรเครดิตกรุงศรี เฉพาะศูนย์บริการฟอร์ดที่ร่วมรายการ
  • เปลี่ยนผ้าเบรกทุกรุ่น ทุกยี่ห้อ รับฟรีน้ำยาทำความสะอาดหัวฉีด Ford Motorcraft มูลค่า 355 บาท
  • แบตเตอรี่ราคาเริ่มต้น 2,890 บาท โดยอ้างอิงราคาจากโปรแกรมฟอร์ด ซูเปอร์เซฟ (ราคาอะไหล่รวมค่าแรงแล้ว) และพิเศษต่อที่ 2 รับส่วนลดเพิ่มอีก 200 บาท หากนำแบตเตอรี่เก่ามาแลกใหม่ที่ศูนย์บริการฟอร์ด
  • ตรวจเช็กสภาพรถยนต์เบื้องต้นฟรี 30 รายการ สำหรับการตรวจเช็กสภาพแบตเตอรี่ มอเตอร์สตาร์ทและไดชาร์จจะตรวจสอบด้วยเครื่องมือพิเศษ รวมมูลค่า 400 บาท
  • รับส่วนลดเพิ่มสูงสุด 1,200 บาท สำหรับโปรแกรมบำรุงรักษารถยนต์ตามระยะ (SSP) โดยลดเพิ่ม 300 บาท สำหรับแพคเกจ 18 เดือน/30,000 กม. หรือ 24 เดือน/30,000 กม., ลดเพิ่ม 600 บาทสำหรับแพคเกจ 36 เดือน/60,000 กม. หรือ 48 เดือน/60,000 กม. และลดเพิ่ม 1,200 บาทสำหรับแพคเกจ 63 เดือน/105,000 กม. พร้อมรับสิทธิ์ผ่อน 0% นาน 10 เดือน เมื่อจ่ายผ่านบัตรเครดิตกสิกรไทยหรือบัตรเครดิตกรุงศรี เฉพาะศูนย์บริการฟอร์ดที่ร่วมรายการ
  • ลดค่าใช้จ่ายการเปลี่ยนน้ำมันเครื่องกับโปรแกรมชุดน้ำมันเครื่องสุดคุ้ม (OSP) ที่ลดสูงสุด 500 บาท โดยลดเพิ่ม 300 บาท สำหรับแพคเกจ 2 ครั้ง และลดเพิ่ม 500 บาท สำหรับแพคเกจ 3 ครั้ง
  • โปรแกรมขยายเวลาการรับประกันคุณภาพรถฟอร์ด (PEW) รับสิทธิ์ผ่อน 0% นาน 10 เดือน เมื่อจ่ายผ่านบัตรเครดิตกสิกรไทยหรือบัตรเครดิตกรุงศรี เฉพาะศูนย์บริการฟอร์ดที่ร่วมรายการ

ฟอร์ดมุ่งมั่นพัฒนาการบริการลูกค้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าครอบครัวฟอร์ดด้วยความใส่ใจ สร้างความไว้วางใจในระยะยาวให้กับลูกค้าฟอร์ดทุกคน

 

ข้อกำหนดและเงื่อนไขลุ้นรับรางวัลภายใต้กิจกรรม ‘ศูนย์บริการอภิมหาความสุข’

ลุ้นรับรางวัล รถฟอร์ด เรนเจอร์ และคูปองเงินสด 2,000 บาท รายละเอียดดังนี้

รางวัลที่ 1: รถกระบะ ฟอร์ด เรนเจอร์รุ่น Open Cab XL+ 4×2 HR เครื่องยนต์ 2.2L 6MT (Sport Pack) ราคา 673,000 บาทจำนวน 1 รางวัล

รางวัลที่ 2: คูปองเงินสด มูลค่า 2,000 บาท จำนวน 50 รางวัล มูลค่ารวม 100,000 บาท (ใช้เป็นส่วนลดเมื่อซื้อสินค้าและบริการใดก็ได้ภายในศูนย์บริการฟอร์ดทั่วประเทศภายใน 31 ธันวาคม 2563 เท่านั้น)

 

ขั้นตอนการลงทะเบียน

  1. ลูกค้านำรถเข้ารับบริการที่ศูนย์บริการฟอร์ดทั่วประเทศ ประเทศ ตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์ 2563 ถึง 31 พฤษภาคม 2563 และใช้จ่ายขั้นต่ำ 1,500 บาทต่อใบเสร็จ (1 คน/1 สิทธิ์)
  2. ลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิ์ลุ้นรางวัลได้ที่ ford.co.th/owner/happinesscampaign หรือสแกน QR Code ที่ศูนย์บริการฟอร์ด ลงทะเบียนโดยกรอกข้อมูล ชื่อ-นามสกุล เบอร์โทรศัพท์ และเลขที่ใบสั่งซ่อม ค่าใช้จ่าย จังหวัดและชื่อผู้จำหน่ายที่เข้ารับบริการ
  3. เก็บใบเสร็จเพื่อเป็นหลักฐานยืนยัน โดยบริษัทฯ จะจับรางวัลในวันที่ 16 มิถุนายน 2563

 

เงื่อนไขการจับรางวัลและประกาศผลภายใต้กิจกรรม ‘ศูนย์บริการอภิมหาความสุข’

  • ลูกค้า 1 ท่านจะมี 1 สิทธิ์ในการจับรางวัลเท่านั้น
  • จับรางวัลในวันที่ 16 มิถุนายน 2563 ณ บริษัท ลัคกี้วัน กรุ๊ป จํากัด เลขที่ 3/16 ถนนนนทบุรี 48 ต.ท่าทราย อ.เมือง นนทบุรี 11000 และประกาศรายชื่อผู้โชคดี วันที่ 19 มิถุนายน 2563 ทาง Facebook ‘ฟอร์ด’ และ ford.co.th/owner/happinesscampaign  
  • ผู้โชคดีที่ได้รับรางวัลจะต้องมารับรางวัลภายในวันที่ 31 ส.ค. 2563 ที่ศูนย์บริการที่ท่านเข้ารับบริการ  หากท่านไม่มารับรางวัลภายในระยะเวลาที่กำหนด จะถือว่าท่านสละสิทธิ์การรับรางวัลและบริษัทฯ จะดำเนินการติดต่อผู้โชคดีท่านใหม่
  • ไม่สามารถโอนสิทธิ์ในการรับรางวัลให้บุคคลอื่นได้และของรางวัลไม่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดหรือเงินทอนได้
  • ผู้โชคดีจะต้องเป็นผู้ที่มีชื่อระบุในใบเสร็จเท่านั้น
  • ผู้ได้รับรางวัลจะต้องชำระภาษีหัก ณ ที่จ่าย 5% ของมูลค่ารางวัล
  • พนักงานบริษัท ฟอร์ด เซลส์ แอนด์ เซอร์วิส (ประเทศไทย) จำกัด รวมถึงบริษัทในเครือ บริษัทผู้จำหน่ายรถยนต์ฟอร์ด และพนักงานบริษัทตัวแทนโฆษณาที่เกี่ยวข้อง ลูกค้าที่ซื้อรถฟอร์ดภายใต้เงื่อนไขพิเศษอื่น เช่น รถ display และรถขาย fleet รวมถึงครอบครัวและเครือญาติใกล้ชิดของบุคคลดังกล่าวไม่มีสิทธิ์ในการเข้าร่วมกิจกรรมนี้
  • บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ไม่มอบรางวัลให้กับผู้โชคดีที่ทำผิดเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด
  • บริษัทขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดของแคมเปญ ‘ศูนย์บริการอภิมหาความสุข’ โดยไม่แจ้งให้ทราบล่วงหน้า
  • โปรดดูรายละเอียดข้อกำหนดและเงื่อนไขของแคมเปญศูนย์บริการอภิมหาความสุขเพิ่มเติมได้ที่ ford.co.th/owner/happinesscampaign

 

ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ฟอร์ด โทร. 1383 สำหรับกรุงเทพฯ และโทรฟรี 1-800-225-449 เฉพาะต่างจังหวัด หรือดูข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.ford.co.th

AUDI เผยศักราชใหม่ รุกกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์เข้ม เน้นพัฒนาและเลือกรถยนต์ที่กับไทย

0

อาวดี้ ประเทศไทย โดยบริษัท ไมซ์สเตอร์ เทคนิค จำกัด เดินหน้ารุกตลาด ปี 2563 เต็มที่ เผยกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ คือกลยุทธ์หลักในการบุกตลาดปีนี้ เน้นให้ความสำคัญกับการคัดเลือกและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมกับประเทศไทยเป็นหัวใจสำคัญ มั่นใจสร้างความเชื่อมั่นและความพึงพอใจให้กับลูกค้า อีกทั้งยังเป็นการขยายโอกาสทางการตลาดได้อย่างยั่งยืน เผยเบื้องหลังการทำงานสุดหิน เข้มข้นทุกกระบวนการ ภายใต้การสนับสนุนของ AUDI AG กว่าจะเลือกรถยนต์แต่ละรุ่นเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย ส่งผลทำให้ทุกรุ่นตอบสนองลูกค้า และการใช้งานในประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความปลอดภัย สร้างความพึงพอใจให้ลูกค้าสูงสุด ดังนั้น หากรถยนต์อาวดี้ที่ อาวดี้ ประเทศไทย ไม่ได้เป็นผู้นำเข้าและไม่ใช่เสปคของประเทศไทย  จะไม่สามารถเข้ารับบริการที่ศูนย์บริการอาวดี้อย่างเป็นทางการได้ และไม่เข้าข่ายในการรับประกันสินค้าใดๆทั้งสิ้น

นายวัลลภ เฉลิมวงศาเวช กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไมซ์สเตอร์ เทคนิค จำกัด เปิดเผยว่า เพื่อรองรับการเติบโตของลูกค้าที่มีปริมาณเพิ่มขึ้นใน ปี 2563 และเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า บริษัทฯ ยังเน้นการทำงานเชิงรุก ทั้งด้านการขายและการบริการหลังการขาย ซึ่งในส่วนของการขยายตลาด บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับ     กลยุทธ์การคัดเลือกและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบสนองความต้องการของลูกค้าทุกกลุ่ม รวมถึงการทำงานร่วมกันอย่างเข้มข้นของทีมคัดเลือกและพัฒนาผลิตภัณฑ์กับทีมงานของ AUDI AG อย่างใกล้ชิด เพื่อให้รถยนต์แต่ละรุ่นที่นำเข้ามาจำหน่ายมีสเปคที่เหมาะสม ตอบโจทย์ลูกค้า และสามารถใช้งานในประเทศไทย   ซึ่งมีสภาพภูมิอากาศ, มาตรฐานไอเสียและมาตรฐานน้ำมันที่แตกต่างจากยุโรปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด เป็นไปตามข้อกำหนดมาตรฐานสากล และข้อกำหนดทางมาตรฐานยานยนต์ มาตรฐานสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยของประเทศไทย

“ในการพิจารณาคัดเลือก และกำหนดสเปครถแต่รุ่นที่จะนำเข้ามาทำตลาดในประเทศไทย นอกจากการพิจารณาเรื่องโอกาสทางการตลาด สิ่งสำคัญ คือ การใช้งานได้จริงในประเทศไทย รวมถึงการรองรับการบริการหลังการขาย ซึ่งมีความสำคัญมาก ก่อนที่เราจะนำรถยนต์อาวดี้แต่ละรุ่นเข้ามา เราทำงานกันอย่างหนัก เดินทางไปประชุมร่วมกับ AUDI AG เพื่อทดสอบทั้งสมรรถนะ และคัดเลือกสเปคที่ตอบโจทย์ความต้องการและความเหมาะสมกับสภาพถนน สภาพภูมิอากาศ ข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม รวมถึงมาตรฐานน้ำมันต่างๆ ให้มากที่สุด ในหลายรุ่นที่มีจำหน่ายในยุโรป และอยู่ในความสนใจของลูกค้าประเทศไทย แต่ด้วยข้อกำหนดมาตรฐานไอเสียต่างๆ ที่จะส่งผลกระทบตามมา รวมถึงสร้างภาระให้ลูกค้าในระยะยาว เช่น ต้องมีค่าใช้จ่ายในการเข้ามาเปลี่ยนอะไหล่อย่างต่อเนื่องและไม่สามารถแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนได้ อันมีผลต่อความพึงพอใจในการบริการหลังการขาย เราก็พิจารณาที่จะไม่นำเข้ามาจำหน่าย จนกว่าจะมีการทดสอบและบทพิสูจน์ที่ชัดเจนว่ามีความเหมาะสมกับสภาพอากาศและถนนในประเทศไทย”

“ตัวอย่างรายละเอียดการพิจารณา ที่นำไปสู่การทำงาน เพื่อปรับจูนสเปคก่อนนำเข้ามาจำหน่ายในประเทศ อาทิ รุ่น Q5 หรือ Q7 เครื่องยนต์ดีเซล ที่ อาวดี้ ประเทศไทย นำมาจำหน่าย จะถูกปรับจูนอุปกรณ์ต่างๆเพื่อให้ใช้น้ำมันดีเซลพรีเมียม มาตรฐานยูโร 5 ในประเทศไทยได้ โดยรถยนต์รุ่นดังกล่าว ไม่ต้องมีการเติมสาร  AdBlue เพื่อให้ผ่านมาตรฐานไอเสียยูโร 6 อันเข้มงวดของยุโรป นอกจากนี้อุปกรณ์หลายๆชิ้น อาทิเช่น พัดลมไฟฟ้า ระบบปรับอากาศ หม้อน้ำ อะไหล่ที่ทำจากยาง กล่องสมองเครื่องยนต์ ที่มีความสำคัญจะต้องมีการปรับเปลี่ยนให้เข้ากับภูมิอากาศของประเทศไทยก่อน มิฉะนั้นจะส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของรถยนต์ รวมถึงความปลอดภัย อีกทั้งยังมีเรื่องความแตกต่างของอะไหล่บางรายการ ที่รถเสปคยุโรป ไม่สามารถใช้ร่วมกันกับรถที่ อาวดี้ ประเทศไทย นำมาจำหน่ายได้อีกด้วย”

จากกระบวนการคัดเลือกและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เข้มข้น และมีมาตรฐานสูง ทำให้การดำเนินงานตลอด 3 ปี ผ่านมา ลูกค้าทุกรายที่ซื้อรถยนต์จาก อาวดี้ ประเทศไทย มีความพึงพอใจอย่างมาก โดยไม่มีข้อร้องเรียนด้านความเหมาะสมของระบบเครื่องยนต์ในการใช้งานในประเทศไทย ตรงกันข้ามลูกค้ามีความมั่นใจและบอกต่อ รวมถึงมีความพึงพอใจต่อการบริการหลังการขายทั้งการบริการและอะไหล่ ซึ่งอาวดี้ให้ความสำคัญมาก โดยมีโปรแกรมการพัฒนาบุคลากรทั้งวิศวกรและช่างเทคนิค ร่วมกับ Audi AG อย่างต่อเนื่อง รวมถึงมีการลงทุนนำเครื่องมือ อุปกรณ์ เทคโนโลยี ที่ทันสมัยมาใช้ในแต่ละศูนย์บริการ รองรับการซ่อมบำรุงรถยนต์อาวดี้แต่ละรุ่นให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

 

เมื่อปี 2562 อาวดี้ ประเทศไทย ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมบริการหลังการขายและการฝึกอบรมระดับภูมิภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก “Audi Silver Arrows Awards จาก Audi AG ถึง 3 รางวัล และครองตำแหน่งอันดับ 1 ในภูมิภาคอีกครั้ง สะท้อนถึงความเป็นเลิศของคุณภาพบริการหลังการขายและการพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่อง ภายใต้นโยบาย Customer Centricity เน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลาง สำหรับปีนี้ กรรมการผู้จัดการ อาวดี้ ประเทศไทย ย้ำว่า บริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นรักษามาตรฐาน คุณภาพ การบริการหลังการขายซึ่งเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญ 

สำหรับการให้บริการลูกค้าอาวดี้ที่ซื้อรถจากผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการทั้งในอดีตและปัจจุบัน กรรมการผู้จัดการ อาวดี้ ประเทศไทย กล่าวว่า ลูกค้าสามารถนำรถมาใช้บริการหลังการขายของ อาวดี้ ประเทศไทย ได้ทุกโชว์รูม โดยไม่มีค่าลงทะเบียนแรกเข้า อย่างไรก็ตาม อาวดี้ ประเทศไทย ไม่สามารถให้บริการรถยนต์อาวดี้ ที่นำเข้าโดยผู้จำหน่ายอิสระ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2561 เนื่องจากรถยนต์ที่นำเข้ามาไม่ได้มีการปรับจูนให้เหมาะสมกับการใช้งานในสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย และยังมีความแตกต่างในรายละเอียดของชนิดน้ำมัน ที่อาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของรถยนต์ รวมถึงความปลอดภัยด้วย หากแต่รถยนต์นำเข้าอิสระที่นำเข้ามาก่อนปี 2561 ยังคงนำเข้ามารับบริการได้ โดยมีค่าลงทะเบียนแรกเข้า ตั้งแต่ 20,000 ถึง 100,000 บาท ขึ้นอยู่กับแต่ละรุ่น

รถยนต์อาวดี้ที่นำเข้าโดยผู้นำเข้าอิสระก่อนหน้าวันที่ 1 มกราคม 2561 ที่ไม่ใช่เครื่องยนต์ดีเซลมาตรฐานยูโร   6 นั้น สามารถมารับบริการได้ โดยมีค่าลงทะเบียนแรกเข้าตั้งแต่ 20,000 – 100,000 บาท ตามแต่ละรุ่นโดยมีรายละเอียดดังนี้

  • ค่าลงทะเบียน20,000 บาท สำหรับรถรุ่น A1, A2, A3, A4, Q2, Q3 แต่ไม่นับรวมรุ่น S และ RS
  • ค่าลงทะเบียน50,000 บาท สำหรับรุ่น A5, A6, A7, Q4, Q5, TT แต่ไม่นับรวมรุ่น S และ RS
  • ค่าลงทะเบียน100,000 บาท สำหรับรุ่น Q7, A8, Q8, R8 และรุ่น S และ RS ทุกรุ่น

รถยนต์อาวดี้ทุกรุ่นเป็นรถยนต์นำเข้าจากต่างประเทศ ลูกค้าที่ออกรถใหม่จะได้รับการดูแลจาก Audi Protection การรับประกันรถใหม่ 5 ปี หรือระยะทาง 150,000 กิโลเมตร และบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน Roadside Assistance ทั่วประเทศ 24 ชั่วโมง นาน 5 ปี  ลูกค้าอาวดี้ทุกท่านสามารถนำรถเข้ารับบริการหลังการขายได้ที่ศูนย์บริการทุกสาขา ตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น. วันจันทร์ถึงวันเสาร์ (สาขาเชียงใหม่เปิดบริการ 9:00 – 18:00) หรือโทรนัดหมายได้ที่                           

Audi Centre Thailand 02 765 8888Audi New Petchburi 02 023 4888
Audi Pattaya 038 197 888Audi Phuket 076 646 666
Audi Service Chiang Mai  052 081 188

 

 

Nissan Almera 2020 เหนือชั้นกว่าอีโค่คาร์ ขึ้น/ลงเขากว่า 200 กม.ยังประหยัดถึง 20 กม./ลิตร (มีคลิปวีดีโอ)

0

Nissan Almera 2020 ซีดานรุ่นล่าสุดที่ทำให้นิสสันยังคงย้ำความเป็นผู้นำในกลุ่มอีโค่คาร์ จากการพัฒนาเครื่องยนต์ขนาดเล็ก อัดอากาศด้วยระบบเทอร์โบชาร์จ ให้สมรรถนะดี และยังคงความประหยัด โดยอีโค่สติกเกอร์ระบุไว้สูงถึง 23.3 กม./ลิตร แต่การทดสอบในครั้งนี้ไม่คาดหวังด้านตัวเลข เพราะเส้นทางจากภูเก็ต-พังงา-ภูเก็ต กว่า 200 กม.ที่ล้วนแต่เป็นทางขึ้น/ลง ภูเขา แต่ก็แอบมีเซอร์ไพรส์เล็กๆกับตัวเลขด้านความประหยัดที่แสดงไว้ที่ 20.0 กม./ลิตร นอกจากเรื่องประหยัด รถคันนี้ยังมีอะไรที่น่าสนใจอีกเยอะ ติดตามรับชมกันได้เลยครับ

ทีมออกแบบจากนิสสันได้ดีไซน์ Nissan Almera 2020 ให้มีความใหม่ สด ในรูปแบบของ Eco Car กลุ่ม B-Segment แยกย่อยออกเป็น 5 รุ่น 6 สี ได้แก่รุ่น S E EL V และ VL ซึ่งเป็นรุ่นท๊อพ โดยตั้งราคาจำหน่ายไว้ที่ 499,000 – 639,000 บาท ชูความโดดเด่น 3 เรื่องหลัก ทั้งดีไซน์ที่ดูพรีเมียม,ภายในเน้นความกว้างขวางสะดวกสบาย และขุมพลังปรับใหม่ทุกชิ้นส่วนเพื่อให้ได้มาซึ่งสมรรถนะและความประหยัด

Nissan Almera 2020-1

สัดส่วนที่ได้รับการปรับแต่งใหม่มากับขนาดตัวรถที่ยาว 4,495 มม. กว้าง 1,740 มม. และสูง 1,460 มม. ซึ่งหากเทียบกับรุ่นเดิมจะยาวขึ้น 70 มม. กว้างขึ้น 45 มม.และเตี้ยลง 40 มม. ส่วนฐานล้อยาวขึ้นอีก 45 มม.

Nissan Almera 2020-2

กระจังหน้าแบบ V-Motion ดูเหมือนจะเป็นต้นทางของ Family Look ของรถยนต์นิสสัน ซึ่งก่อนหน้ามีทั้ง X-Tral และ Leaf ที่ใช้กระจังรูปแบบนี้

Nissan Almera 2020-3

ส่วนไฟส่องสว่างทั้งด้านหน้าและด้านท้ายจะเป็นแบบแอลอีดีในรุ่น V และ VL ส่วนรุ่นกลางจนถึงรุ่นล่างจะเป็นแบบฮาโลเจน

Nissan Almera 2020-4

Nissan Almera 2020-5

อีกหนึ่งความแตกต่างนั่นคือล้อแม็กเป็นขอบ 15 นิ้วหุ้มยางขนาด 195/65 จะมีอยู่ในรุ่น EL V และ VL ส่วนที่เหลือจะเป็นล้อกะทะพร้อมฝาครอบ เสาซีเป็นอีกหนึ่งชิ้นส่วนที่ได้รับอิทธิพลมาจาก Leaf ซึ่งเป็นแบบ Floating Roof ลาดไปชนกับกระโปรงท้าย

Nissan Almera 2020-6

กระจกหน้าของรถทุกรุ่นเป็นแบบ Acoustic Glass พร้อมเพิ่มฉนวนกันเสียงในทุกมิติรวมถึงใต้ฝากระโปรง และอุดด้วยโฟมบริเวณแก้มข้างเพื่อช่วยให้ห้องโดยสารเงียบขึ้น บนหลังคายกเลิกการใช้ครีบฉลาม โดยฝังเสาอากาศวิทยุไว้ในกระจะบานท้าย

ฝาท้ายเมื่อเปิดออกในส่วนของพื้นที่บรรทุกสัมภาระนั้นมีความกว้างเท่าเดิมคือ 950 มม. สูง 580 มม. ซึ่งหากเทียบกับรุ่นเดิมจะสูงขึ้นถึง 55 มม. และปรับขอบตัวถังภายในให้กว้างขึ้นทำให้ใส่กระเป่าเดินทางไซส์ใหญ่ได้ถึง 3 ใบ

์Nissan Almera 2020-7

ภายในกว้างกว่านุ่นเดิม 42 มม.ตกแต่งสีทูโทน สำหรับเบาะนั่งถูกปาดให้บางขึ้นพร้อมเสริมสปริงรองแผ่นหลังเพื่อลดอาการเมื่อยล้าในกรณีที่นั่งเป็นระยะเวลานานๆ ในส่วนของเบาะนั่งผู้ขับขี่สามารถปรับความสูงต่ำของเบาะรองนั่งซึ่งเป็นฟังค์ชั่นที่มีมากกว่ารุ่นที่แล้ว เบาะหลังก็ได้ปรับพนักพิงให้ลาดกว่ารุ่นเดิมและเพิ่มพื้นที่เหนือศรีษะได้อีก 8 มม. รวมถึงขยายความกว้างเพิ่มขึ้นอีก 42 มม.

์Nissan Almera 2020-8

์Nissan Almera 2020-9

พวงมาลัยมัลติฟังค์ชั่นสไตล์ D-Shape ปรับได้ถึง 4 ทิศทาง พร้อมติดตั้งระบบ Active Return Control เพื่อช่วยให้รถกลับคืนสู่ทางตรงได้เป็นธรรมชาติ

์Nissan Almera 2020-10

แดชบอร์ดในรุ่นล่างจนถึง EL เข็มวัดรอบเป็นแบบอนาลอค ส่วนรุ่น V และ VL แสดงการทำงานแบบดิจิตอลผ่าน TFT ขนาด 7 นิ้วคล้ายกับ Leaf ซึ่งมาพร้อมเมนูภาษาไทย และสามารถสั่งการวิทยุ เรียกดูอัตราสิ้นเปลือง รวมถึงเปิดปิดตัวช่วยการขับขี่ต่างๆจากเทคโนโลยี Nissan Intelligent Mobility

์Nissan Almera 2020-11

์Nissan Almera 2020-26

 

์Nissan Almera 2020-28

์Nissan Almera 2020-29

ในรุ่นล่างสุดหรือ S จะไม่มีวิทยุติดมาให้ ส่วนรุ่น E และ EL จะเป็นวิทยุที่มีระบบเชื่อมต่อ Bluetooth และ USB พร้อมช่อง AUX ส่วนรุ่น V และ VL จะติดตั้งจอทัชสกรีนขนาด 8 นิ้ว ที่มาพร้อมกับระบบ Nissan Connect รองรับการเชื่อมต่อกับ Apple Carplay และแสดงการทำงานของกล้องมองภาพรอบทิศทาง

์Nissan Almera 2020-12

อุปกรณ์ของยุคสมัยอย่างช่อง USB มีมาให้ 3 จุดที่ด้านหน้า กล่องเก็บของบริเวณที่วางแขนและด้านหลังกล่องเก็บ

์Nissan Almera 2020-13

เครื่องยนต์เป็นแบบ Downsizing ขนาด 1.0 ลิตร 3 สูบ อัดอากาศด้วยเทอร์โบที่มีมอเตอร์ไฟฟ้าควบคุม ให้กำลังสูงสุด 100 แรงม้า พร้อมแรงบิด 152 นิวตันเมตร ที่ 2,400-4,000 รอบต่อนาที ซึ่งจากเดิมมีเพียง 79 แรงม้า และแรงบิด 106 นิวตันเมตร พร้อมการันตีความประหยัดตามอีโค่สติกเกอร์อยู่ที่ 23.3 กม./ลิตร ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.ในเวลา 12.8 วินาที เครื่องยนต์รุ่นนี้ยังได้รับการส่งต่อเทคโนโลยีจาก Nissan GTR นั่นคือ Mirror Bore Coating ซึ่งเป็นการเคลือบผิวกระบอกสูบเพื่อลดแรงเสียดทานและช่วยระบายความร้อน

์Nissan Almera 2020-14

ระบบส่งกำลังยังคงเป็นแบบ CVT ที่มาพร้อม D-Steplogic พร้อมปุ่ม Sport และช่วงล่างหน้าเป็นแบบแม็คเฟอร์สันสตรัท หลังเป็นแบบทอร์ชั่นบีมที่มีการปรับจุดยึดใหม่หมด

เทคโนโลยี Nissan Intelligent Mobility มาแบบจัดเต็ม ในรุ่นท๊อพ VL อาทิ

-ถุงลมนิรภัย 6 จุด

-กล้องรอบทิศทาง Intelligent Aroud View Monitor สามารถมองเห็นพื้นที่ข้างรถรอบทิศทางผ่านกล้อง 4 จุดรอบคัน และยังทำงานร่วมกับเทคโนโลยี Moving Object Detection (MOD) ตรวจจับและส่งสัญญาณเตือนวัตถุและบุคคลที่เคลื่อนไหว ตรวจจับวัตถุและมาพร้อมเสียงเตือนในความเร็วไม่เกิน 8 กม./ชม.

์Nissan Almera 2020-15

-ระบบเตือนจุดบอด Blind Sport Warning ทำงานที่ความเร็วไม่ต่ำกว่า 32 กม./ชม. พร้อมเสียงเตือน

-ระบบเตือนก่อนการชนจะตรวจจับที่ความเร็วไม่เกิน 80 กม./ชม. ซึ่งจะทำการเบรคอัตโนมัติเพื่อลดความรุนแรงของอุบัติเหตุที่จะเกิดขึ้น

-RCTA หรือระบบ Rear Cross Traffic Alert จะช่วยตรวจพื้นที่รอบข้างขณะถอยหลังรัศมี 20 ม. และจะตรวจจับความเร็วของวัตถุที่ไม่เกิน 30 กม./ชม.

นอกจากนี้อุปกรณ์มาตรฐานด้านความปลอดภัยก็ให้มาครบครันทั้งระบบเบรก ABS EBD และ BA รวมถึง Hill Start Assist (HAS) ในรถทุกรุ่น

สำหรับการทดสอบสมรรถนะครั้งนี้เลือกที่จะใช้รุ่นท๊อพ VL โดยใช้เส้นทางที่มีความหลากหลาย แต่ส่วนใหญ่จะเป็นทางโค้งแบบขึ้น/ลงเขาจากภูเก็ต-พังงา-ภุเก็ต ระยะทางรวมกว่า 200 กม.

์Nissan Almera 2020-15

เริ่มกันด้วยเรื่องของพวงมาลัยที่น้ำหนักเบาในย่านความเร็วต่ำแต่ในย่านความเร็วสูงจะมีการปรับให้หน่วงเพื่อการคุมรถที่มั่นใจได้ ซึ่งประเด็นนี้สำหรับผู้ใช้รถที่เป็นผุ้หญิงสามารถขับได้สบายเนื่องจากไม่ต้องออกแรงมากนัก ส่วนระบบ Active Return Control นั้นอาจจะยังเห็นเป็นรูปธรรมมากมายนักแต่ก็รู้สึกได้ว่าการคืนพวงมาลัยมาตำแหน่งเซนเตอร์นั้นไวและราบลื่นขึ้น

์Nissan Almera 2020-16

ในส่วนของการเก็บเสียงภายในห้องโดยสารถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ประจำรุ่น ซึ่งการออกแบบนี้สืบเนื่องมาจากการติดตั้งกระจกแบบ Acoustic Glass และ วัสดุซับเสียงในทุกมิติ จากห้องโดยสารที่เงียบ ส่งผลให้เสียงจากลำโพงนั้นดีขึ้นตามมา

์Nissan Almera 2020-17

ด้านระบบ Nissan Connect เป็นระบบที่คอยเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนซึ่งใช้ระบบปฏิบัติการแบบ IOS ผ่าน Apple Carplay ด้วยการใช้สาย ซึ่งแสดงการทำงานของแอพลิเคชั่นจากสมาร์ทโฟนได้หลากหลาย แต่ที่โดดเด่นคงต้องยกให้ Google Map เนื่องจากใช้งานง่าย อุดจุดอ่อนของเนวิเกเตอร์ติดรถที่ต้องคอยไปอัพเดทโปรแกรมที่ศูนย์บริการทุกๆ 1 ปี

์Nissan Almera 2020-18

ด้านการขับขี่ขุมพลังจิ๋วขนาดเล็กเพียง 1.0 ลิตร แต่ให้แรงม้าสูงถึง 100 แรงม้า พร้อมแรงบิดที่ 152 นิวตันเมตรแม้จะถูกจับคู่กับเกียร์อัตโนมัติซีวีทีที่ทำให้เหมือนถุกลดความเกรี้ยวกราดลง แต่ก็ยังสัมผัสได้ถึงอาการหลังติดเบาะหากเทอร์โบทำงานเต็มกำลังที่ 1.0 บาร์ และยังให้อารมณ์สปอร์ตหากคุณเผลอใช้คันเร่งที่รุนแรงขึ้น

์Nissan Almera 2020-20

ระบบ D-Steplogic จะเข้ามาทำหน้าที่แบ่งตำแหน่งเกียร์จนผุ้ขับขี่สามารถรับรู้ได้ จึงทำให้ได้อารมณ์สปอร์ตไปอีกรูปแบบ แต่หากเมื่อไหร่ที่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการขับขี่กลับมาเหมือนเดิม ระบบก็จะตัดออกและให้เกียร์ซีวีทีเข้ามาทำหน้าที่แบบนุ่มนวลและไร้รอยต่อของเกียร์

 

 

ด้านของความเร็วสูงสุดอาจไม่สามารถเปิดเผยสู่สาธารณได้ซึ่งต้องออกตัวไว้ก่อนเลยว่า ขุมพลัง 1.0 ลิตรเทอร์โบนี้ มีพละกำลังเทียบเท่าเครื่องยนต์ 1.5 ลิตรเลยทีเดียว ถายังตอบสนองต่อความแรงไม่พอ ยังมี Sport Mode ที่ช่วยเรียกให้กำลังมาไวขึ้นรวมถึงเพิ่มรอบความเร็วอัตโนมัติให้อีก 1,000 รอบ

์Nissan Almera 2020-21

อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.ทำได้ในเวลาเพียง 12 เศษๆ และสำหรับความเร็ว 80 กม./ชม. ใช้รอบเครื่องยนต์เพียง 1,600 รอบ ความเร็ว 100 กม./ชม. ใช้เพียง 1,800 รอบ และความเร็ว 120 กม./ชม.ใช้เพียง 2,200 รอบ

์Nissan Almera 2020-23

์Nissan Almera 2020-24

์Nissan Almera 2020-24

สิ่งที่น่าชื่นชมอีกเรื่องคือระบบช่วงล่างที่รองรับความแรงของเครื่องยนต์ได้อย่างเหมาะสม ออกแบบมาไม่ใช่แนวนุ่มนวลแต่กลายเป็นแน่นและหนึบคนละเรื่องกับอัลเมร่ารุ่นก่อน ยิ่งเมื่อผสมโรงกับพวงมาลัยแปรผันตามรอบความเร็ว รถคันนี้จะทำให้คุณซิ่งได้อย่างปลอดภัยและไม่น้อยหน้าใครบนท้องถนน

์Nissan Almera 2020-22

การทดสอบในครั้งนี้อาจจะหลุดคอนเซ็ปต์ที่คิดไว้ตั้งแต่แรกนั่นคือการพิสูจน์ถึงความประหยัดที่แจ้งมาถึง 23.3 กม./ลิตร เนื่องจากเครื่องยนต์นั้นขับสนุกจนลืมนึกถึงเรื่องขับประหยัดแต่หวังเล็กๆว่า ถ้าขับแบบนี้แล้วตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงมีให้เห็นสัก 17-20 กม./ลิตร ก็เป็นที่น่าพอใจ แต่ก็ต้องลุ้นกันไปจนถึงปลายทาง ซึ่งก็มีเรื่องให้เซอร์ไพรส์โดยหน้าจอ TFT แสดงอัตราสิ้นเปลืองไว้ที่ 20.0 กม./ลิตรอย่างพอดิบพอดี

์Nissan Almera 2020-25

บทสรุปของการทดสอบในครั้งนี้พอจะสังเขปได้ว่าสโลแกน “เปลี่ยนทุกความเชื่อ” นั้นเป็นความจริง เครื่องยนต์แม้จะเล็กกว่ารุ่นเดิมแต่จี๊ดกว่าชัดเจนแถมยังประหยัดเพิ่มขึ้นอีกต่างหาก ด้านรุปลักษณ์คงปฏิเสธได้ยากว่านิสสัน ออกแบบรถได้สวยสดกว่าที่ผ่านมาในหลายๆรุ่น เทคโนโลยีด้านตัวช่วยการขับขี่และความปลอดภัยที่ให้มากับรถล้วนแต่เป็นของดีโดยพัฒนาต่อยอดจากรถยนต์ระดับพรีเมี่ยมของทางค่าย และ Nissan Connect ได้เพิ่มเติมความทันสมัยที่มาพร้อมกับการแก้เกมส์จากรถที่ไม่มีระบบนำทาง โดยการแสดงข้อมูลของ Google Map ผ่านระบบ Apple Car Play

 

ข้อดีมากมายที่ได้กล่าวไว้ล้วนแต่สัมผัสได้จริง แต่หากถามว่าสิ่งไหนควรปรับปรุงนั่นคือเอกลักษณ์ของเครื่องยนต์ 3 สูบที่รอบเดินเบาค่อนข้างสั่น ซึ่งถ้าปรับให้เครื่องไม่สั่นโดยการตั้งรอบให้สูงนั้นอาจทำให้รถคันนี้หลุดออกจากกติกาการเข้าร่วมโครงการอีโค่คาร์เฟส 2 ก็เป็นได้

์Nissan Almera 2020-26
ข้อควรรู้สำหรับ Nissan Almera 2020
-การเปลี่ยนถ่ายนมค.ทุก 7000 กม. เพื่อปกป้องเครื่องยนต์ ถ้าใช้น้ำมันเชื้อเพลิงที่ดีก็อาจสามารถยืดระยะถึง 10,000 กม.
-สำหรับผุ้ที่ใช้สมาร์ทโฟนระบบ Android ต้องรออีกสักพัก เมื่อไหร่ที่เจ้าของระบบออกมาประกาศตัวว่าสามารถทำงานร่วมกับรถยนต์ ก็สามารถนำรถเข้าศูนย์บริการเพื่อเปิดระบบให้รองรับการใช้งานได้ทันที
-การปรับปรุงไฟหรี่ให้เป็นไฟกลางวัน จะถือเป็นสิ้นสุดการรับประกันตัวรถที่ 3 ปีหรือ 100,000 กม.ทันที
-สำหรับรุ่นทีอพ VL หากเปลี่ยนจากเบาะผ้าเป็นเบาะหนังก็ถือว่าเป็นการสิ้นสุดการันตีด้วยเช่นกัน