Home Blog Page 471

“อเล็กซ์” ฟอร์มดีรั้งอันดับ 3 เชคดาวน์เซปัง ก่อนควง “มาร์ค” เปิดตัวทีมแข่งเรปโซล ฮอนด้า วันนี้ที่อินโดนีเซีย

0

อเล็กซ์ มาร์เกซ  รุกกีส์น้องใหม่ในศึก โมโตจีพี 2020 เริ่มปรับตัวเข้ากับรถแข่งฮอนด้า RC213V ได้อย่างต่อเนื่อง ล่าสุด ทำเวลาเร็วสุดรั้งอันดับที่ 3 ในรอบการทดสอบพิเศษสำหรับนักแข่งหน้าใหม่ (เชคดาวน์) จัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-4 กุมภาพันธ์ ที่สนามเซปัง อินเตอร์เนชันแนล เซอร์กิต ประเทศมาเลเซีย เพิ่มความมั่นใจก่อนบินลัดฟ้าควงคู่พี่ชาย มาร์ค มาร์เกซ ร่วมเปิดตัวทีมแข่งเรปโซล ฮอนด้า วันนี้ที่ประเทศอินโดนีเซีย

โดยผลการทดสอบ 2 วันแรกปรากฏว่า อเล็กซ์ มาร์เกซ รุกกีส์น้องใหม่ชาวสแปนิช สังกัดทีมแข่ง เรปโซล ฮอนด้า เริ่มทำความคุ้นเคยกับสุดยอดรถแข่งฮอนด้า RC213V ได้อย่างต่อเนื่อง วันแรก(2 ก.พ.) ทำเวลาดีสุด 2 นาที 1.317 วินาที รั้งอันดับที่ 5 ขณะที่วันที่สอง(3 ก.พ.) ทำเวลาเร็วสุด 2 นาที 0.270 วินาที ห่างหัวแถวเพียง 0.429 วินาที ขยับขึ้นมารั้งอันดับที่ 3 จากนักบิดที่ร่วมทดสอบ 14 คน

ขณะเดียวกัน แม้ยังเหลือรอบการทดสอบอีกหนึ่งวัน แต่แชมป์โลก 2 สมัย(โมโตทู 2019 และโมโตทรี 2014) จำเป็นต้องสละสิทธิ์ เนื่องจากมีคิวควงคู่กับพี่ชาย มาร์ค มาร์เกซ ในฐานะทีมเมทคนใหม่ เพื่อไปร่วมเปิดตัวทีมแข่งเรปโซล ฮอนด้า ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์นี้ ที่กรุงจาการ์ต้า ประเทศอินโดนีเซีย

ทั้งนี้ แฟนคลับทีมแข่งเรปโซล ฮอนด้า สามารถติดตามรับชมการถ่ายทอดสดงานเปิดตัวได้ทางแฟนเพจเฟซบุ๊ก fb.com/hondaracingcorporation วันนี้(4 ก.พ.) เริ่มตั้งแต่เวลา 15.30 น. เป็นต้นไป

สาวก Monkey และ C125 รวมพลบุกเทศกาลดนตรี Gypsy Carnival 2020

0

 CUB House  ภายใต้คอนเซปต์ The First Moto Lifestyle Café and Showroom by Honda  จัดทริปสุดเอ็กซ์คลูซีฟ  ชวนลูกค้าร่วมขับขี่รถจักรยานยนต์ระดับตำนานอย่าง Monkey และ C125  เปิดประสบการณ์ความสนุกในเทศกาลดนตรี  Gypsy Carnival 2020 มิวสิก แอนด์ ไลฟ์สไตล์ เฟสติวัล ครั้งที่ 5 ณ ต้นผึ้งฟาร์ม อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี เมื่อวันเสาร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา

โดยงานนี้นอกจากจะได้เต็มอิ่มกับบรรยากาศความสนุกจากกิจกรรมคอนเสิร์ต 2 เวทีใหญ่ จาก 16 ศิลปินชั้นนำ  ที่มาในธีมงานวัดภูเขาทอง  ขบวนคาราวานผู้ขับขี่ Monkey และ C125 ที่เข้าร่วมงานนี้เกือบ 100 ชีวิต  ขากลับในช่วงเช้าวันอาทิตย์ที่ 2 กุมภาพันธ์ ยังได้อิ่มบุญกับกิจกรรม CSR ร่วมบริจาคสิ่งของและหมวกกันน็อก ภายใต้โครงการสังคมหัวแข็ง  ให้กับโรงเรียนบ้านสวนผึ้ง พร้อมทำกิจกรรมขับขี่ปลอดภัย ชวนน้องๆ  สวมหมวกกันน็อกและนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ระดับตำนานทั้ง 2 รุ่นอีกด้วย

 

ติดตามข้อมูลข่าวสารและกิจกรรมดีๆ จากทาง CUB House ได้ที่แฟนเพจเฟซบุ๊ก fb.com/cubhousebyhonda และเว็บไซต์ www.aphonda.co.th/cubhous

 

10 ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมยานยนต์ ในทศวรรษที่ผ่านมา

0

อุตสาหกรรมยานยนต์มีความก้าวล้ำอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ในช่วง 10 ปี ที่ผ่านมา เราได้เห็นรถยนต์ไฟฟ้าหลากหลายรุ่นวิ่งอยู่บนท้องถนน ได้เห็นรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ (หรือ รถยนต์ไร้คนขับ) วิ่งทดสอบอยู่ในเมือง บนถนนที่มีการจราจรหนาแน่น และยังเห็นรถยนต์และกระบะที่มีน้ำหนักเบาลง เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมรวมทั้งสามารถเชื่อมต่อกับทุกการสื่อสารในทุกเส้นทางได้มากขึ้น นี่คือ 10 เทคโนโลยีสุดล้ำในอุตสาหกรรมยานยนต์ ระหว่างปี 2010 – 2019 ที่ผ่านมา

  • บอกลาปั๊มน้ำมันไปได้เลย วันนี้คุณสามารถเป็นเจ้าของรถยนต์ที่ไม่ต้องเติมน้ำมันเลยตลอดชีวิต รถยนต์ไฟฟ้าเชฟโรเลต โบลต์ สามารถวิ่งได้ไกลถึง 259 ไมล์ (ประมาณ 417 กิโลเมตร) ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง และในปัจจุบันตามเมืองใหญ่ๆ อย่างในกรุงเทพฯ ก็มีสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นทุกวัน หรือเพื่อความสะดวกจะติดตั้งที่ชาร์จไฟไว้ที่บ้านก็ได้ อย่าคิดว่ารถยนต์ไฟฟ้าจะมีแค่รถขนาดเล็ก รถอเนกประสงค์รุ่นยอดนิยมจากหลายค่ายก็เริ่มพัฒนาให้รองรับระบบไฟฟ้าได้แล้ว รวมถึงรถกระบะที่วิ่งด้วยพลังงานจากแบตเตอรี่ก็ได้รับการพัฒนาขึ้นเช่นกัน 
  • ลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างง่ายดาย เราสามารถลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการใช้รถยนต์ได้มากกว่าการประหยัดน้ำมันและการลดปริมาณการเผาผลาญน้ำมัน ผู้ผลิตรถยนต์หลายราย รวมถึงจีเอ็ม ใช้ชิ้นส่วนรถยนต์ที่ผลิตจากวัสดุรีไซเคิลเพื่อลดปริมาณขยะและลดน้ำหนักของตัวรถ เช่นการนำขวดน้ำพลาสติกรีไซเคิลมาผลิตเป็นฉนวนของเครื่องยนต์สำหรับรถยนต์ รุ่นอิควีนอกซ์  รวมถึงการที่จีเอ็ม ประเทศไทยได้พัฒนาให้เครื่องยนต์ของรถอเนกประสงค์เทรลเบลเซอร์และรถกระบะโคโลราโดรองรับการใช้น้ำมันไบโอดีเซล B20 ได้
  • ไม่พลาดทุกการติดต่อสื่อสารในทุกการเดินทาง  สมาร์ทโฟนช่วยให้ผู้คนในปัจจุบันที่ต้องเร่งรีบดินทาง และใช้ชีวิตอยู่นอกบ้านได้รับความสะดวกมากขึ้น ไม่แปลกใจเลยที่ผู้ผลิตรถยนต์หลายรายได้พัฒนาให้รถยนต์สามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่างๆ ได้อย่างชาญฉลาดขึ้น อย่างเช่น        รถอเนกประสงค์เชฟโรเลต แคปติวา ใหม่ ที่มาพร้อมระบบการเชื่อมต่อการสื่อสารและความบันเทิง Chevrolet Link ซึ่งสามารถใช้งานพร้อมกันทั้งบนหน้าจอรถยนต์และหน้าจอโทรศัพท์ระบบแอนดรอยด์ ทำให้สามารถรับสายโดยไม่ต้องละมือออกจากพวงมาลัยรถ พร้อมเข้าถึงแอปพลิเคชันหลากหลายได้ผ่านหน้าจอในรถยนต์ (สามารถรองรับ Apple CarPlay™ ได้ในช่วงต้นปี 2563) เชฟโรเลต โคโลราโด และเทรลเบลเซอร์ ก็มีระบบการเชื่อมต่อการสื่อสารและความบันเทิง Chevrolet MyLink ที่มีรูปแบบการใช้งานคล้ายกัน และสามารถรองรับ Apple CarPlay™ ได้
  • มองเห็นรถทั้งคันจากมุมสูง ขอบคุณความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยในปัจจุบันที่ช่วยให้เราสามารถพัฒนารถยนต์ที่เปี่ยมด้วยระบบความปลอดภัยล้ำสมัยขึ้น รถยนต์ที่จีเอ็มผลิตนั้นมาพร้อมระบบช่วยจอดรถ ระบบไฟหน้าอัตโนมัติ และระบบป้องกันการชน ทั้งนี้เพื่อปกป้องผู้ขับขี่และผู้ที่อยู่บริเวณใกล้เคียงให้มีความปลอดภัย เช่นเดียวกับเทคโนโลยีอันก้าวล้ำในรถอเนกประสงค์แคปติวา ใหม่ ที่มีกล้อง 360 องศาให้มองเห็นทุกมุมรอบตัวรถ พร้อมกล้องมุมสูงให้มุมมองในแบบ bird’s eye view ผ่านหน้าจอแสดงผลแบบสัมผัสขนาด 10.4 นิ้ว
  • นั่งรถไปกับคนแปลกหน้า ซึ่งหากเป็นเมื่อก่อนพ่อแม่คงไม่ยอมให้เราทำแบบนั้นแน่ๆ แต่ปัจจุบันเรามีทางเลือกมากขึ้น อย่างการให้บริการร่วมเดินทาง หรือ ridesharing ไม่ต้องรอเรียกรถแท็กซี่    ผู้ให้บริการรถโดยสารผ่านแอปพลิเคชันอย่าง  Lyft หรือ Grab ที่ได้รับความนิยมในบ้านเราสามารถไปรับลูกค้าถึงทีเพื่อเดินทางไปยังจุดหมายที่เขาต้องการ ในอเมริกาถึงกับมีธุรกิจรูปแบบใหม่       เพื่อรองรับการเติบโตของบริการนี้ เช่น Maven Gig ที่ให้เช่ารถยนต์เพื่อให้บริการผู้ขับของ Lyft, Seamless, Postmates
  • ลดน้ำหนักของรถลง ความก้าวหน้าของซอฟต์แวร์ด้านการออกแบบพร้อมด้วยวัสดุที่ล้ำสมัยขึ้น ทำให้บริษัทรถยนต์สามารถนำเทคนิคการลดน้ำหนักมาใช้ในการผลิตรถยนต์ให้มีน้ำหนักเบาลงและประหยัดน้ำมันมากขึ้น โดยการใช้เทคโนโลยีการออกแบบควบคู่ไปกับความก้าวหน้าด้านการผลิต เช่น การพิมพ์แบบสามมิติที่พลิกโฉมการออกแบบและพัฒนารถยนต์ครั้งสำคัญ ก่อให้เกิดผลลัพธ์    ที่ดียิ่งขึ้นทั้งกับลูกค้าที่ได้ครอบครองรถยนต์ที่ดีขึ้นทั้งยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอีกด้วย
  • อัพเดทซอฟต์แวร์สำหรับรถยนต์โดยไม่ต้องไปที่ศูนย์บริการ  ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในปัจจุบันช่วยให้ลูกค้าสามารถดาวน์โหลดซอฟต์แวร์ต่างๆไปยังรถยนต์ผ่านเครือข่ายออนไลน์ วิศวกรรมอิเล็คทริคสมัยใหม่ช่วยให้จีเอ็มสามารถอัพเดทซอฟต์แวร์ของรถยนต์หลายรุ่นตลอดอายุการใช้งานของรถ เมื่อมีการอัพเดทใหม่ๆลูกค้าจะได้รับการแจ้งเตือนผ่านระบบอินโฟเทนเมนต์และสามารถเลือกได้ว่าจะติดตั้งซอฟต์แวร์ล่าสุดหรือปฏิเสธการอัพเดต
  • ขับขี่โดยไม่ต้องจับพวงมาลัย ในขณะที่เราถูกย้ำเตือนอยู่เสมอว่าห้ามละสายตาจากถนนและจับพวงมาลัยรถตลอดเวลา แต่ต่อไปนี้เทคโนโลยีจะช่วยเราขับรถ ระบบช่วยขับขี่ Super Cruise ซึ่งเป็นเทคโนโลยีของจีเอ็ม ช่วยให้ผู้ขับสามารถปล่อยมือจากพวงมาลัยรถเมื่อรถวิ่งอยู่บนไฮเวย์ที่กำหนด โดยจีเอ็มได้พัฒนาเซ็นเซอร์และระบบแจ้งเตือนต่างๆ มาช่วยให้คุณขับรถอย่างปลอดภัย โดยมีเส้นทางกว่า 200,000 ไมล์ (ประมาณ 321,869 กิโลเมตร) ครอบคลุมเกือบทั่วสหรัฐอเมริกาที่รองรับระบบนี้
  • ลืมพวงมาลัยและคันเร่งไปได้เลย การพัฒนาอย่างต่อเนื่องของรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติกำลังเปลี่ยนโฉมรูปแบบและขีดความสามารถของรถยนต์ที่เราเห็นในปัจจุบันไปอย่างสิ้นเชิง และเร่งไปสู่การขับเคลื่อนแห่งอนาคต

 

หลายสิ่งเปลี่ยนแปลงไปในรอบ 10 ปีที่ผ่านมานี้ แต่ที่จีเอ็ม เราไม่เคยหยุดพัฒนาและตื่นเต้น ที่ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของอึตสาหกรรมยานยนต์ในปีหน้า ในทศวรรษหน้า และในอนาคตต่อไป เรามุ่งมั่นที่จะสานต่อวิสัยทัศน์แห่งอนาคตของเราในการพัฒนาโลกในอนาคตให้อุบัติเหตุเป็นศูนย์ ไร้มลพิษ และปราศจากความแออัด (Zero Crashes, Zero Emissions และ Zero Congestion)

“ลมหายใจไร้มลทิน” มอบรางวัลเยาวชน ชนะการประกวดปี 2562

0

มูลนิธิ “ลมหายใจไร้มลทิน” ร่วมกับ กรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ประกาศผล และมอบทุนการศึกษาแก่ผู้ชนะการประกวดกิจกรรมประจำปี 2562 ขยายเครือข่ายเยาวชนซื่อสัตย์สุจริตทั่วประเทศ

ชไมพร ปภัสร์พงษ์ ผู้อำนวยการมูลนิธิ “ลมหายใจไร้มลทิน” เผยว่า มูลนิธิฯ จัดกิจกรรมการประกวด ประจำปี 2562 รวม 4 ประเภท ได้แก่ เรียงความ ร้องเพลง วาดภาพศิลปะ และวีดีโอคลิป มีผู้ส่งผลงานเข้าประกวดทั้งหมดกว่า 2,000 ชิ้น ทุกชิ้นมีจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวีดีโอคลิป มีการพัฒนาตามเทคโนโลยีที่ทันสมัย ซึ่งคณะกรรมการได้พิจารณาประกาศผลพร้อมมอบรางวัลแก่ผู้ชนะรวม 72 รางวัล โดยผู้ชนะเลิศการประกวดประเภทต่างๆ มีดังนี้

  1. ประกวดเรียงความหัวข้อ “สุจริตคือเกราะบัง ศาสตร์พ้อง”

ระดับประถมศึกษา ได้แก่ เด็กหญิงณภัทร สายสว่าง โรงเรียนวัดหนองแขม (สหราษฎร์บูรณะ) กรุงเทพมหานคร

ระดับมัธยมศึกษา อาชีวศึกษา หรือเทียบเท่า (ปวช.) ได้แก่ นางสาวปพิชญา มนูเลิศ โรงเรียนทวารวดี จ.นครปฐม

ระดับอาชีวศึกษา หรือเทียบเท่า (ปวส.) และอุดมศึกษา ได้แก่ นายวัทนพร บุญชู มหาวิทยาลัยศิลปากร จ.นครปฐม

  1. ประกวดร้องเพลงประกอบดนตรีตามเพลง
    • เพลง “คิดดี ทำดี”

ระดับประถมศึกษา ประเภทเดี่ยว ได้แก่ เด็กชายศุภณัฐ บุญธรรม โรงเรียนเซนต์โยเซฟนครสวรรค์ จ.นครสวรรค์

ระดับประถมศึกษา ประเภทหมู่ ได้แก่ ทีมเด็กดี กรุงเทพมหานคร

  • เพลง “ด้วยลมหายใจที่ไร้มลทิน”

ระดับมัธยมศึกษา อาชีวศึกษา หรือเทียบเท่า (ปวช.) ประเภทเดี่ยว ได้แก่ นางสาวพิมพ์วลัญช์ ดุษฎีปรีชา โรงเรียนศึกษานารี กรุงเทพมหานคร

ระดับมัธยมศึกษา อาชีวศึกษา หรือเทียบเท่า (ปวช.) ประเภทหมู่ ได้แก่ ทีมพลังไทย

ระดับอาชีวศึกษา หรือเทียบเท่า (ปวส.) และอุดมศึกษา ประเภทเดี่ยว ได้แก่ นางสาวนฤทัย เรืองไพศาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรุงเทพมหานคร

ระดับอาชีวศึกษา หรือเทียบเท่า (ปวส.) และอุดมศึกษา ประเภทขับร้องประสานเสียง ได้แก่ ทีม Pop music มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ จ.สงขลา

  1. ประกวดวาดภาพศิลปะสะท้อนค่านิยมแห่งความซื่อสัตย์สุจริต

ระดับปฐมวัย หัวข้อ “ขยัน อดทน เป็นคนซื่อสัตย์” ได้แก่ เด็กชายจรณ์ฐกฤต โอมอภิญญาณ ศูนย์สาธิตการบริบาลและพัฒนาเด็กปฐมวัย มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร กรุงเทพมหานคร

ระดับประถมศึกษา หัวข้อ “ขยัน อดทน เป็นคนซื่อสัตย์” ได้แก่ เด็กหญิงฉัตรตรี คงเขียว โรงเรียนสายชล จ.สงขลา

ระดับมัธยมศึกษา อาชีวศึกษา หรือเทียบเท่า (ปวช.) หัวข้อ “ซื่อสัตย์สุจริต ดำเนินชีวิตใช้เทคโนโลยีอย่างมีคุณค่า” ได้แก่ นางสาวทินธินาถ พืชการ โรงเรียนเทศบาลปลูกปัญญา ในพระอุปถัมภ์ฯ จ.ภูเก็ต

  1. ประกวดวีดีโอคลิปสะท้อนค่านิยมแห่งความซื่อสัตย์สุจริต

หัวข้อ “สังคมแห่งความซื่อสัตย์สุจริต”

ระดับมัธยมศึกษา อาชีวศึกษา หรือเทียบเท่า (ปวช.) ได้แก่ ทีม Money is on fire Production โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่

ระดับอาชีวศึกษา หรือเทียบเท่า (ปวส.) และอุดมศึกษา ได้แก่ ทีม Full house มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม กรุงเทพมหานคร

ผู้ส่งผลงานเข้าประกวดทุกคนจะได้รับสิทธิ์เข้าร่วมค่ายเยาวชนลมหายใจไร้มลทินปีนี้ รวมทั้งผลงานจะได้รับการเผยแพร่อย่างกว้างขวาง เพื่อขยายเครือข่ายเยาวชน สร้างเสริมค่านิยมความซื่อสัตย์สุจริตให้สังคมไทยใสสะอาดตลอดไป

ติดตามผลการประกวด และกิจกรรมต่างๆ ของมูลนิธิ “ลมหายใจไร้มลทิน” ได้ที่ lomhaijai.org dcy.go.th และ facebook.com/LomhaijaiFoundation/

มาสด้าเตรียมเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปี

0

มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น เตรียมเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสครบรอบ 100 ปี นับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท โดยจะเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 30 มกราคม 2563

“มาสด้า ถือกำเนิดขึ้นจากการเป็นบริษัทผู้ผลิตจุกไม้ค๊อก และเติบโตไปสู่การเป็นผู้ผลิตรถยนต์ ปัจจุบันรถยนต์มาสด้าได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายจากลูกค้ากว่า 130 ประเทศทั่วโลก พวกเราชาวมาสด้าทุกคนขอขอบคุณจากใจจริง สำหรับทุกท่าน ในทุกภูมิภาค ผู้แทนจำหน่าย ผู้ผลิตชิ้นส่วน พันธมิตรทางธุรกิจ และที่สำคัญที่สุดคือ ลูกค้าจากทั่วทุกมุมโลก ที่ให้การส่งเสริมและสนับสนุนมาสด้าด้วยดีมาโดยตลอด รวมไปถึงพันธมิตรทางธุรกิจและผู้สนับสนุนทุกท่านตลอดระยะเวลา 100 ปี ที่ผ่านมา และเมื่อมองไปอีกใน 100 ปีข้างหน้า มาสด้าจะยังคงให้ความสำคัญกับผู้คนเป็นลำดับแรก ยึดมั่นในแนวคิด “การสร้างสรรค์ระหว่างความเป็นเอกลักษณ์ของพวกเราร่วมกับผู้อื่น” และจากการที่เราได้เสริมสร้างความแข็งแกร่งในการสร้างสรรค์ และความร่วมมือกับผู้อื่นนั้น มาสด้าจะยังคงท้าทายความสามารถของตัวเองต่อไป เพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี และประสบการณ์ที่เป็นเอกลักษณ์อันเป็นความปรารถนาของลูกค้า” มร. อาคิระ มารุโมโต ประธานกรรมการบริหาร กล่าวแสดงความขอบคุณจากใจ

มาสด้าวางแผนเพื่อจะถ่ายทอดความรู้สึกขอบคุณนี้ตลอดทั้งปี 2020 โดยเริ่มการเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปี ในงาน เจนีวา อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในเดือนมีนาคม และต่อด้วยกิจกรรม “Mazda Open Day 2020” ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจเข้าเยี่ยมชมสำนักงานใหญ่ของมาสด้า ในระหว่างวันที่ 22-24 พฤษภาคม 2563

สำหรับพิธีเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสครบรอบ 100 ปี จะถูกจัดขึ้นในวันนี้ที่หอประชุมใหญ่ ณ สำนักงานใหญ่ ของมาสด้า ในเมืองฮิโรชิมา ภายในงานมาสด้าขอบคุณผู้ที่มีส่วนร่วมในการสนันสนุนองค์กร และยืนยันที่จะยึดมั่นในปณิธานในอีก 100 ปีข้างหน้า โดยมีผู้บริหาร พนักงาน และบุคคลที่เกี่ยวข้องจากบริษัทในเครือ เข้าร่วมพิธีประมาณ 460 คน

สำหรับมาสด้าในประเทศไทยนั้น เริ่มนำรถยนต์เข้ามาจำหน่ายเมื่อปี พ.ศ. 2494 ภายใต้ชื่อ “มาสด้าสุโกศล” จนถึงวันนี้ก็เกือบ 70 ปีแล้ว ซึ่งถือเป็นแบรนด์รถยนต์ที่เก่าแก่ที่อยู่คู่กับคนไทยมาอย่างยาวนาน จนเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเมื่อ มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น ได้เข้ามาลงทุนดำเนินธุรกิจ และก่อตั้ง บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เมื่อปี พ.ศ. 2542 จวบจนปัจจุบันก็ก้าวเข้าสู่ปีที่ 21

ในขณะที่ นายชาญชัย ตระการอุดมสุข ประธานบริหาร มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย กล่าวว่า สำหรับประเทศไทยมาสด้าเตรียมจัดกิจกรรมไปพร้อมกันกับมาสด้าทั่วโลกตลอดทั้งปีนี้ และแน่นอนว่าเรากำลังเตรียมกิจกรรมต่างๆ มากมายสำหรับลูกค้าและพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อร่วมเฉลิมฉลองในครั้งนี้อย่างที่ทุกท่านคาดไม่ถึง

มาสด้าเป็นบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ที่มีความแตกต่างไม่เหมือนใคร กล้า…ที่จะแตกต่าง และได้ฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ มากมายในอดีตจนถึงทุกวันนี้ และนี่คือแนวทางการทำงานและมุ่งสู่ชัยชนะอันเป็นเอกลักษณ์ของมาสด้า มาสด้าสร้างสรรค์รถยนต์ด้วยจิตวิญญาณและความมุ่งมั่นที่เชื่อในความต่าง รถมาสด้าจึงเป็นมากกว่าแค่ยานพาหนะที่พาคุณไปสู่เป้าหมาย และยังเชื่อมั่นในพลังของรถว่า จะสร้างความผูกพัน ความสุข และความมีชีวิตชีวาให้แก่ผู้ที่รักในการขับขี่ได้ไม่รู้จบ

มาสด้าเชื่อในพลังความรู้สึก ให้คุณลองหยุดเพื่อฟังเสียงหัวใจตัวเอง สัมผัสถึงความรู้สึกจากการได้ยินเสียงในใจของคนที่เรารัก บอกให้คุณทำในสิ่งที่ยากจะเป็นไปได้ ให้มองจุดหมายเป็นแค่จุดเริ่มต้น และไม่หยุดแค่ความสมบูรณ์แบบที่อยู่ตรงหน้า แต่ค้นหาเพื่อค้นพบความสมบูรณ์แบบที่แท้จริง เพราะไม่ว่าชีวิตจะมุ่งหน้าไปทางไหนจงขับเคลื่อนชีวิตให้มีความหมาย FEEL THE DRIVE

Honda City 2020 ไม่ธรรมดาเรื่องความแรง (มีคลิปวีดีโอ)

0

Honda City 2020 น้องใหม่เจนเนเรชั่นที่ 5 ที่มากับรูปลักษณ์ทันสมัย และยังเป็นครั้งแรกที่เปิดตัวในไทยเป็นประเทศแรกของโลกพร้อมกับเทคโนโลยีเครื่องยนต์ในรูปแบบ Downsizing 3 สูบ 12 วาล์ว Vtec Turbo ขนาด 1.0 ลิตร 122 แรงม้า นอกจากแต้มต่อด้านความแรง ยังเข้าข่ายรถในกลุ่มอีโค่คาร์เฟส 2 ที่มีทั้งความใหม่ และ สด แต่รายละเอียดทั้งหมดของรถคันนี้จะเป็นอย่างไร และสมรรถนะการขับขี่จะน่าประทับใจแค่ไหน…เชิญรับชม

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ความสำเร็จของ Honda City เกิดจากยอดขายสะสมใน 60 ประเทศทั่วโลกกว่า 4 ล้านคัน ตั้งแต่เปิดตัวรุ่นแรกเมื่อปี 1996 และเจนที่ผ่านมาสามารถสร้างยอดขายได้ถึง 100,000 คันในช่วงเวลาของปี 2019 ซึ่งเกิดจากเพียงภูมิภาคเดียวคือเอเซียอาคเนย์และผ่านการผลิตจากโรงประกอบรถยนต์ในเมืองไทย

Honda City 2020-1

เพราะเหตุนี้จึงทำให้ Honda City 2020 ใช้เมืองไทยเป็นชาติแรกในโลกสำหรับการเปิดตัว ซึ่งกระแสตอบรับนั้นถือว่าไม่พลิกความคาดหมาย ระยะเวลาไม่ถึง 3 เดือนจากปลาย พ.ย. จนถึงวันนี้ ยอดจำหน่ายสะสมรวมแล้วกว่า 8,000 คัน

-มิติตัวถังมีการปรับปรุงใหม่ทุกมิติ ด้วยความยาว 4,553 มม. หากเทียบกับรุ่นเดิมจะเพิ่มขึ้น 113 มม. กว้าง 1,748 มม. เพิ่มขึ้น 53 มม. สูง 1,467 มม. ต่ำลง 10 มม. ฐานล้อเกือบ 1.5 ม.และความสูงจากพื้นถนน 135 มม. ในรุ่นท๊อพ RS ที่ใช้ในการทดสอบมีน้ำหนัก 1,165 กก. และวงเลี้ยวแคบสุด 5 ม.

Honda City 2020-3
New Honda City ได้รับการออกแบบให้สวยงามและเฉียบคม โดยเฉพาะในรุ่น RS ที่เป็นรุ่นท๊อพได้รับการปรับรุปลักษณ์ตามสไตล์สปอร์ตพรีเมี่ยม กระจังหน้า กระจกมองข้าง และสปอยเลอร์หลังตกแต่งพิเศษด้วยสีแบบ Glass Black มาพร้อมไฟหน้าและไฟท้ายแบบ LED รูปทรงใหม่คล้ายกับของ Civic และไฟตัดหมอกที่มุมกันชน

Honda City 2020-4

Honda City 2020-5

บนหลังคามีเสาอากาศแบบครีบฉลามแต่งด้วยสีเดียวกับสปอยเลอร์ กันชนหลังดีไซน์ดุ รับกับเส้นด้านข้างที่ช่วยในเรื่องแอโรไดนามิค มาพร้อมชายล่างแบบมีดิฟฟิวเซอร์ และล้อขนาด 16 นิ้ว

Honda City 2020-6

ในด้านการออกแบบได้ปรับตำแหน่งของกระจกมองข้าง จากเสา A มาที่บริเวณแผงประตู เพื่อเพิ่มทัศนวิสัยในการขับขี่

Honda City 2020-7

ภายในห้องโดยสารเน้นความเรียบง่าย ทันสมัย ติดตั้งวัสดุซับเสียงในทุกมิติไม่ว่าจะเป็นหลังคา แผงข้าง พื้น รวมถึงผนังห้องเครื่องยนต์ รวมถึงฉีดสเปย์โฟมในส่วนที่เชื่อมต่อกันระหว่างประตูกับห้องเครื่องยนต์เพื่อลดเสียงรบกวนจากภายนอก ออกแบบเบาะนั่งใหม่เพื่อเพิ่ม Leg Room Space ให้กว้างขึ้นกว่าเดิม พร้อมเพิ่มความสปอร์ตด้วยเบาะเป็นหนังกลับเย็บด้ายแดง และยังออกแบบให้เพียวขึ้นเพื่อเพิ่มพื้นที่วางขาของผู้โดยสารตอนหลัง

Honda City 2020-11

Honda City 2020-8

Honda City 2020-9

Honda City 2020 ยังคงใช้มาตรวัดทรงกลมแบบอนาลอคขนาดใหญ่ 2 วง มีหน้าจอแสดงข้อมูลแบบ Multi-information Display สไตล์สปอร์ต ส่วนพวงมาลัยปรับได้ 4 ทิศทางเป็นแบบมัลติฟังค์ชั่นที่ควบคุมได้ทั้งระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติและระบบเครื่องเสียง พร้อมติดตั้งระบบเปลี่ยนเกียร์แบบแพดเดิลชิฟท์

Honda City 2020-10

คอนโซลกลางมีจอทัชสกรีนขนาด 8 นิ้วเชื่อมต่อกับ Apple Carplay และระบบสั่งการด้วยเสียง Siri พร้อมติดตั้งระบบ Honda Connect ซึ่งประกอบไปด้วย

Honda City 2020-12

1.MY SERVICE สามารถตรวจสอบประวัติการเข้ารับบริการ รวมทั้งการประเมินรายการอะไหล่และค่าใช้จ่ายเบื้องต้น โดยจะมีการแจ้งเตือนกำหนดการเข้ารับบริการครั้งต่อไป

2.DRIVING BEHAVIOR บันทึกข้อมูลและพฤติกรรมการขับขี่ต่างๆ ที่สามารถให้แสดงผลเป็นรายวัน รายเดือน  หรือรายปี

3.WIFI เชื่อมต่อสัญญาณอินเตอร์เน็ตไร้สายจากรถยนต์ โดยจะใช้งานได้พร้อมกันสูงสุดถึง 5 อุปกรณ์ ซึ่งต้องสมัครแพ็กเกจอินเตอร์เน็ตจากผู้ให้บริการเครือข่าย (เอไอเอส) โดยเจ้าของรถจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย

4.AIRBAG DEPLOYMENT เมื่อถุงลมทำงาน จะส่งสัญญาณแจ้งผู้ใช้งานผ่านทางแอปพลิเคชันทันที และส่งข้อความสั้นไปยังเบอร์ติดต่อฉุกเฉิน นอกจากนี้ระบบจะส่งข้อมูลไปยังศูนย์บริการข้อมูลลูกค้า เพื่อทำการประสานงานให้ความช่วยเหลือขั้นต้น

5.SECURITY ALARM แจ้งสถานะเมื่อเกิดความผิดปกติกับรถยนต์จากภายนอก

6.REMOTE VEHICLE CONTROL สามารถสั่งล็อกและปลดล็อกประตูทั้งหมด ฝากระโปรงหน้าและฝากระโปรงท้าย รวมถึงสตาร์ทและดับเครื่องยนต์ พร้อมทั้งตั้งค่าระดับอุณหภูมิของระบบปรับอากาศในรถยนต์ ทั้งยังสามารถสั่งเปิด/ปิดสัญญาณไฟ ทั้งไฟหน้าและไฟท้าย

7.GEO FENCE & SPEED ALERT กำหนดขอบเขตการขับขี่รถยนต์ทั้งเข้าและออกตามพื้นที่ที่กำหนดไว้ และตั้งค่าแจ้งเตือนความเร็วตามกำหนด

8.FIND MY CAR ตรวจสอบพิกัดรถยนต์ โดยระบบจะส่งพิกัดรถยนต์บนแผนที่ล่าสุดผ่านทางแอปพลิเคชัน

Honda City 2020-13

สำหรับ Honda Connect นั้นไม่มีการจำกัดระยะทาง เพียงแค่มีสัญญาณอินเตอร์เนต แม้จะอยู่ต่างประเทศก็สามารถใช้งานได้ปกติ

เครื่องยนต์พัฒนาภายใต้แนวคิด Enjoy The Ride และเป็นครั้งแรกที่วิศวกรของ Honda ได้ผลิตเครื่องยนต์แบบ 3 สูบ 12 วาล์ว VTec Turbo ส่งกำลังด้วยเทอร์ไบและเวสต์เกตไฟฟ้า พร้อมอินเตอร์คูลเลอร์แบบน้ำ มีระบบหัวฉีดมัลติพอยท์ PGM-FI ขนาดความจุ 988 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 122 แรงม้าที่ 5,500 รอบ แรงบิด 173 นิวตันเมตร ที่ 2,000-4,500 รอบ ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ CVT รองรับเชื้อเพลิงอี 20

Honda City 2020-14

ขุมพลังใหม่นี้นอกจากจะโดดเด่นด้านความแรง ยังประหยัดขึ้นจากเดิมถึง 33% ซึ่งมีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเคลมจากอีโค่สติกเกอร์ที่ 23.8 กม./ลิตร ถือว่าประหยัดเทียบเท่ากับเครื่องยนต์ 1.2 ลิตร แต่ความแรงเทียบเท่ากับเครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตรเลยทีเดียว

ช่วงล่างหน้าเป็นแบบอิสระแมคเฟอร์สตรัทพร้อมเหล็กกันโคลง หลังทอร์ชั่นบีม ระบบเบรคหน้าดิส หลังดรัม ส่วนโครงสร้างของรถเป็นแบบนิรภัย ปกป้องห้องโดยสารจากการชนรอบทิศทาง ปรับน้ำหนักให้เบาลง 4.3 กก. แต่แข็งแกร่งขึ้น 20 %

Honda City 2020-15

ในส่วนของระบบความปลอดภัยมากับถุงลมนิรภัยคู่หน้าและม่านด้านข้าง มีระบบ ABS EBD ระบบควบคุมการทรงตัวขณะเข้าโค้ง VSA, ระบบช่วยออกตัวขณะขึ้นทางชัน HSA,สัญญาณไฟฉุกเฉินขณะเบรคกะทันหัน

Honda City 2020-16

เส้นทางที่ใช้ในการทดสอบอยุ่ที่จ.เชียงราย โดยใช้เส้นทางเชียงราย- เชียงของระยะทางรวมประมาณ 200 กม.และมีช่วงขับประหยัดเป็นทางตรงยาวๆไว้คอยสร้างตัวเลขประหยัดเชื้อเพลิงพิสูจน์ความประหยัดว่าจะเทียบเท่ากับยอีโค่สติ๊กเกอร์ที่แสดงไว้ถึง 23.3 กม./ลิตร

Honda City 2020-17

เริ่มต้นกับการสัมผัสเบาะนั่งแบบใหม่ที่มีการแซมหนังกลับ Acantara ทำให้นั่งได้กระชับ และทัศนวิสัยในการขับขี่ดีขึ้นด้วยการย้ายกระจกมองข้างมาไว้ที่ประตู น้ำหนักของพวงมาลัยกำลังดี และเมื่อใช้ความเร็วจะมีน้ำหนักมากขึ้นเพื่อความมั่นใจในการขับขี่ แต่ที่ดีกว่านั่นคือเรื่องของการเซ็ทช่วงล่างที่รับพลังของเครื่องจิ๋วตัวจี๊ดนี้ได้อย่างลงตัว จนบางครั้งที่ขับเพลินๆแล้วเหลือบตามาดูที่เร็วถึงกับต้องถอนคันเร่ง ทางโค้งขึ้นหรือลงเขานั้นเกาะถนนแน่นหนึบ

Honda City 2020-18

ตัวช่วยให้ขับสนุกเวลาใช้ความเร็วหรือขึ้นเขาลงเขาอย่างแพดเดิล ชิฟท์ ออกแบบมานุ่มนวลไปสักนิดเพราะต้นทางมาจากระบบเกียร์ CVT แต่ในกรณีการเร่งแซงนั้นช่วยเพิ่มความสนุกได้แน่นอน

Honda City 2020-18

ที่ว่าเด็ดดวงเป็นเรื่องของเครื่องยนต์ไซส์เล็กแต่ทรงพลังแบบ 3 สูบ 12 วาล์ว VTec Turbo ส่งกำลังด้วยเทอร์ไบและเวสต์เกตไฟฟ้า พร้อมอินเตอร์คูลเลอร์แบบน้ำ มีระบบหัวฉีดมัลติพอยท์ PGM-FI ขนาดความจุ 988 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 122 แรงม้าที่ 5,500 รอบ แรงบิด 173 นิวตันเมตร ที่ 2,000-4,500 รอบ ซึ่งต้องบอกว่าจัดจ้านของจริง

Honda City 2020-20

ขุมพลังเทอร์โบนี้มีอัตราบูสต์ถึง 1.1 บาร์ เท่ากับ Honda Civic หากกดคันเร่งเมื่อไหร่ ก็พร้อมจะพุ่งทะยานตลอดเวลา อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.ทำได้ในเวลาเพียง 10.5 วินาที

Honda City 2020-21

สำหรับการใช้งาน จริงนั้นลองทดสอบในความเร็ว 100 กม./ชม. ใช้รอบเครื่องยนต์เพียง 1,800 รอบต่อนาที และ ความเร็ว 120 กม./ชม.ใช้ที่ 2,200 รอบ ซึ่งถือว่าใช้รอบเครื่องยนต์ค่อนข้างต่ำ และยังเข้าข่ายตามกติกาของรถอีโค่คาร์ซึ่งมาจากพิกัดเครื่องยนต์ที่มีขนาดเล็ก

Honda City 2020-22

แต่เนื่องจากขับสนุกจนลืมเรื่องการขับประหยัด แต่แอบลุ้นไว้นิดๆว่า ถ้าขับขนาดนี้ตัวเลขเฉลี่ยของอัตราสิ้นเปลืองอยู่ที่ 15-17 กม./ลิตรก็ถือว่าเฟอร์เฟคแล้ว ซึ่งพอมาถึงปลายทาง ตัวเลขที่ออกมาคือ 14.7 กม./ลิตร ผิดจากที่ตั้งเป้าไว้เล็กน้อย

อีกเรื่องที่น่าชื่นชมคือการเก็บเสียงภายในห้องโดยสารที่ค่อนข้างเงียบ ประเด็นนี้ต่อยอดมาจาก Honda Accord โดยมีการใช้สเปรย์โฟมพ่นไปที่ช่องลมต่างๆที่เป็นต้นเหตุของเสียงและมีการติดตั้งวัสดุซับเสียงในทุกมิติของห้องโดยสาร

ภาพรวมของ Honda City 2020 ที่นอกจากรูปลักษณ์สะดุดตา ด้านสมรรถนะความแรงของเครื่องยนต์ขนาดจิ๋วนั้นต้องบอกว่าไม่ธรรมดา แถมยังปรับแต่งช่วงล่างและระบบเบรกซึ่งทำให้การขับขี่นั้นมั่นใจได้ และยังมีการเก็บเสียงภายในห้องโดยสารที่ค่อนข้างเงียบแม้จะใช้ความเร็ว รวมถึง Honda Connect เวอร์ชั่นล่าสุดที่มากด้วยอรรถประโยชน์ แต่เครื่องยนต์ขนาด 3 สูบที่เคยมีปัญหาเรื่องรอบเดินเบาแล้วเครื่องยนต์จะสั่น วิศวกรแก้เกมส์โดยการตั้งรอบเดินเบาให้สูงขึ้น และอีกเรื่องคือตัวช่วยการขับขี่ที่น้อยไปสักหน่อยหากนำมาเทียบกับค่แข่งที่เป็นรถในกลุ่มอีโค่คาร์ ทั้งนี้สำหรับผู้ชื่นชอบความแรง รถคันนี้จะตอบโจทย์ให้คุณได้แน่นอนเพราะถือเป็นเล็กพริกขี้หนูที่จี๊ดสุดๆในเซกเมนต์นี้ครับ

Honda City 2020-23

ข้อควรรู้สำหรับ Honda City 2020

-การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันไม่ได้ทำทุก 10,000 กม.เหมือนที่ผ่านมา เมื่อถึงเวลาเปลี่ยนถ่ายจะมีการแจ้งเตือนผ่านมิเตอร์หน้ารถซึ่งใช้กล่องอีซียูเป็นการคำนวน อยู่ที่ประมาณ 8000 กม. แต่ถ้าไม่ใช้งานเครื่องยนตือย่างหนักอาจยืดระยะได้ถึง 15,000 กม.

-สำหรับ Honda City 2020 รุ่นรองที่ไม่ระบบ Honda Connect สามารถซื้อได้ศูนย์บริการในราคา 8900 บาท และปีต่อไปจะจ่ายค่าบริการเพียงปีละ 1600 บาท

มิตซูบิชิ มอบส่วนลดพิเศษการดูแลรักษารถยนต์ เพื่อส่งเสริมการขับขี่อย่างไร้ความกังวล

0

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด  มุ่งมั่นส่งมอบประสบการณ์การขับขี่อย่างไร้กังวลด้วยการบริการภายใต้สโลแกน “เราดูแล คุณแค่ขับ” อย่างต่อเนื่อง พร้อมกันนี้ยังได้จัดรายการส่งเสริมการขายพิเศษเพื่อการดูแลรักษารถยนต์จนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2563 ที่ศูนย์บริการมิตซูบิชิ ทั่วประเทศ

เจ้าของรถยนต์มิตซูบิชิ ทุกรุ่นสามารถเข้ารับการตรวจเช็คสภาพรถยนต์ฟรี 22 รายการ และรับส่วนลดสูงสุด 20% สำหรับอะไหล่และเคมีภัณฑ์ที่ร่วมรายการ 21 รายการ รับฟรีน้ำยาทำความสะอาดเครื่องยนต์ 1 กระป๋องเมื่อซื้อและเปลี่ยนน้ำมันเครื่องสังเคราะห์แท้เบนซินขนาด 4 ลิตร หรือ ดีเซลขนาด 6 ลิตร (ยกเว้น แอททราจ มิราจ และ เอ็กซ์แพนเดอร์) พิเศษ สำหรับเจ้าของ มิตซูบิชิ แอททราจ และ มิตซูบิชิ มิราจ รับส่วนลดสูงสุด 30% สำหรับอะไหล่ ช่วงล่าง และเบรก

สำหรับลูกค้าผู้ที่สนใจสามารถรับข้อเสนอสุดพิเศษดังกล่าวได้ที่ศูนย์บริการมิตซูบิชิ ทั่วประเทศ และ สามารถตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.mitsubishi-motors.co.th/th/promotion/all-model/after_sale หรือ มิตซูบิชิ คอลเซ็นเตอร์ หมายเลขโทรศัพท์ 02-079-9500 เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 8:30-17:00 น.

NEW MG ZS ยอดผลิต ทะลุ 30,000 คัน พร้อมเดินหน้ารุกตลาดส่งออก

0

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย ฉลองความสำเร็จของรถยนต์ SUV ยอดนิยมจากเอ็มจี NEW MG ZS ที่มียอดการผลิตสะสมในประเทศไทย 3 ปี สูงถึง 30,611 คัน และยอดขายสะสมกว่า 28,380 คัน (ข้อมูล ณ เดือนธันวาคม 2562) ทั้งยังได้รับรางวัลถึง 2 รางวัล จาก 2 องค์กรชั้นนำ และพร้อมเดินหน้าส่งออกสู่ตลาดต่างประเทศ

นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยถึงความสำเร็จของการแนะนำ NEW MG ZS สู่ตลาดเมืองไทยว่า “ในปี 2560 เราได้แนะนำ NEW MG ZS สมาร์ทเอสยูวี รุ่นแรกของเอ็มจี ที่มาพร้อมระบบปฏิบัติการอัจฉริยะ i-SMART ซึ่งสามารถสร้างการจดจำ ให้กับแบรนด์เอ็มจี และทำให้บริษัทฯ เป็นหนึ่งในผู้เล่นหลักของตลาด SUV เมืองไทย โดยมียอดขายที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันรวมกว่า 28,380 คัน และมียอดการผลิตสะสมสูงถึง 30,611 คัน สะท้อนให้เห็นถึงการยอมรับ และไว้วางใจจากลูกค้าชาวไทย ยิ่งไปกว่านั้น NEW MG ZS ยังได้รับรางวัลการันตีคุณภาพ ถึง 2 รางวัล ได้แก่ รางวัลคุณภาพรถยนต์ใหม่ จากผลการศึกษาคุณภาพรถใหม่ในประเทศไทย ประจำปี พ.ศ. 2562 โดย เจ.ดี. พาวเวอร์ (J.D. Power 2019 Thailand Initial Quality StudySM (IQS)) และรางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยม  แห่งปี “Car of the Year” 2 ปีซ้อน ในปี พ.ศ. 2561 – 2562 โดยบริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ถือเป็นการตอกย้ำถึงคุณภาพของรถรุ่นนี้ได้เป็นอย่างดี”

เส้นทางความสำเร็จ NEW MG ZS

NEW MG ZS ถือเป็นรถยนต์ในกลุ่มรถอเนกประสงค์ขนาดเล็ก (B-SUV Segment) ที่มีความเป็นสมาร์ทเอสยูวี จากระบบปฏิบัติการอัจฉริยะ i-SMART ซึ่งสามารถสั่งการระบบต่างๆ ภายในรถด้วยเสียงภาษาไทยรุ่นแรกของโลก รวมทั้งมีความโดดเด่น ด้วยสมรรถนะ สิ่งอำนวยความสะดวก พร้อมระบบความปลอดภัยที่ให้มาอย่างครบครันในราคาที่เข้าถึงได้

NEW MG ZS เปิดตัว ในช่วงปลายปี พ.ศ. 2560 ซึ่งมียอดการผลิตเพียง 970 คัน หลังจากนั้น ในปี พ.ศ. 2561 – 2562 NEW MG ZS ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากตลาดเมืองไทย ทำให้การผลิตเติบโตอย่างก้าวกระโดด ส่งผลให้มียอดการผลิตรวม ณ สิ้นปีที่ผ่านมาสูงถึง 30,611 คัน และมีตัวเลขยอดขายรวมอยู่ที่ 28,380 คัน ซึ่งทำให้ NEW MG ZS เป็นหนึ่งในผู้นำของกลุ่มรถอเนกประสงค์ขนาดเล็ก (B-SUV Segment) ในประเทศไทยอีกด้วย

พร้อมกันนี้ NEW MG ZS ยังได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในอันดับสูงสุดของกลุ่มรถยนต์อเนกประสงค์สมรรถนะสูงขนาดเล็ก จากผลการศึกษาคุณภาพรถใหม่ในประเทศไทย ประจำปี พ.ศ. 2562 โดย เจ.ดี. พาวเวอร์ (J.D. Power 2019 Thailand Initial Quality StudySM (IQS)) และ ได้รับรางวัล BEST SUV UNDER 1,600 c.c. รถยนต์ยอดเยี่ยมแห่งปี “Car of the Year” ถึง 2 ปีซ้อน ในปี พ.ศ. 2561 – 2562 โดยบริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ซึ่งถือเป็นเครื่องยืนยันความสำเร็จและตอกย้ำให้เห็นถึงคุณภาพและมาตรฐานของรถยนต์เอ็มจี

เดินหน้าต่อยอดความสำเร็จ ประเดิมส่งออก NEW MG ZS สู่ประเทศอินโดนีเซีย

ในปี พ.ศ. 2563 นี้ เอ็มจี จะเดินหน้าขยายตลาดสู่ต่างประเทศ ด้วยการเริ่มส่งออก NEW MG ZS ไปยังประเทศอินโดนีเซีย “จากความพร้อมของโรงงานผลิตรถยนต์เอ็มจี ในปีนี้ ทางเอ็มจี ประเทศไทย จึงเดินหน้ารุกตลาดต่างประเทศอย่างเต็มตัวเพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางการดำเนินงานที่วางไว้ ว่าจะเป็นฐานการผลิตรถยนต์พวงมาลัยขวาเพื่อส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ โดยเราได้เริ่มส่งออก รถยนต์รุ่น NEW MG ZS ไปยังประเทศอินโดนีเซียเป็นประเทศแรก เนื่องจากเราเห็นถึงโอกาสทางการตลาดในประเทศอินโดนีเซีย ที่ผู้บริโภคมีความสนใจและใช้งานรถยนต์อเนกประสงค์เป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ ทางเอ็มจีกำลังศึกษาตลาดและเตรียมความพร้อมเพื่อที่จะส่งออกรถยนต์เอ็มจีไปยังประเทศอื่นๆ  ในภูมิภาคอาเซียน ต่อไป” นายพงษ์ศักดิ์ กล่าว

 

เอ.พี. ฮอนด้า ครองผู้นำตลาดด้วยยอดจำหน่ายสูงสุดเป็นปีที่ 31 ติดต่อกัน มุ่งพัฒนาเครือข่ายร้านผู้จำหน่ายสู่ความเป็น Bikers’ Solution แห่งทศวรรษ 2020s

0

เอ.พี. ฮอนด้า  รักษาความเป็นผู้นำวงการรถจักรยานยนต์ไทยได้อย่างเหนียวแน่นด้วยยอดจำหน่าย 1.37 ล้านคัน  ครองอันดับหนึ่งเป็นปีที่ 31 ติดต่อกัน  พร้อมมุ่งหน้าสู่ทศวรรษใหม่แห่งยุค Disruption  ด้วยนโยบายใหม่ที่ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลัก  ได้แก่ การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลาย,  การสร้างทัชพอยท์กับลูกค้าด้วยการเป็น Bikers’ Solution และการส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคม

มร.ชิเกโตะ คิมูระ ประธานกรรมการบริหาร เปิดเผยว่า “ตลาดรถจักรยานยนต์ไทยในปี 2562 ที่ผ่านมา มียอดจดทะเบียนที่ 1.74  ล้านคัน ปรับตัวลดลง 3% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ในขณะที่รถจักรยานยนต์ฮอนด้ามียอดจดทะเบียนอยู่ที่ 1.37 ล้านคัน ปรับตัวลดลง 2% ดีกว่าตลาดรวมราว 1% ส่งผลให้ เอ.พี. ฮอนด้า ครองตำแหน่งยอดจำหน่ายสูงสุด 31 ปีติดต่อกัน สำหรับในปี 2020 คาดการณ์ว่าตลาดโดยรวมจะมีตัวเลขอยู่ที่ 1.7 ล้านคัน โดยทางฮอนด้าตั้งเป้าหมายการจำหน่ายไว้ที่ 1.35 ล้านคัน”

 

“เอ.พี. ฮอนด้า ขอขอบคุณคนไทยที่ให้ความไว้วางใจรถจักรยานยนต์ฮอนด้ามาเป็นอันดับหนึ่งกว่า 3 ทศวรรษ แม้ในปีที่ผ่านมาภาพรวมของเศรษฐกิจอาจจะไม่สู้ดีนัก แต่เรายังรักษาความสามารถในการแข่งขันและสามารถส่งมอบสินค้ารวมถึงบริการที่ตอบโจทย์ผู้ใช้ได้อย่างดี ภายใต้แบรนด์คอนเซ็ปต์ ‘WHAT STOPS YOU? มุ่งไป อย่าให้อะไรมาหยุด’ อย่างไรก็ตาม เราก็ได้วางแนวทางปรับตัวการทำธุรกิจเพื่อให้เข้ากับยุคของการเปลี่ยนแปลงหรือ Age of Disruption ซึ่งเทคโนโลยีและการบริการแบบ personalized ได้เข้ามามีบทบาทเป็นอย่างมาก โดยได้วางแนวทางที่สำคัญไว้ 3 เรื่องดังต่อไปนี้”

  1. New Product Development

การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ให้สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างครอบคลุม โดยแบ่งการพัฒนาสินค้าออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ รถจักรยานยนต์ที่ใช้สำหรับชีวิตประจำวัน เหมาะกับสมาชิกทุกคนในครอบครัว, รถจักรยานยนต์ที่พัฒนาเพื่อการใช้งานตามความสนใจส่วนบุคคล, และรถจักรยานยนต์ที่แสดงสถานะทางสังคม

  1. Customer Touchpoint Optimization

การพัฒนาทัชพอยท์กับลูกค้า ให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่เหนือความคาดหมายจากเครือข่าย Honda Wing Center ซึ่งกำลังจะยกระดับสู่การเป็น Bikers’ Solution ของทศวรรษ 2020s สร้างความไว้วางใจและเชื่อมั่นจนเกิดเป็นแบรนด์ลอยัลตี้ (Brand Loyalty)

  1. Corporate Social Responsibility as the Market Leader

การสร้างความรับผิดชอบต่อสังคมในฐานะผู้ประกอบการธุรกิจรถจักรยานยนต์ โดยประเด็นหลักที่ เอ.พี. ฮอนด้า พร้อมให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก คือ การส่งเสริมการขับขี่ปลอดภัย ด้วยความมุ่งหวังที่จะให้ลูกค้าได้รับความสนุกจากการขับขี่ พร้อมๆ ไปกับการเรียนรู้วิธีขับขี่อย่างปลอดภัย และเป็นผู้ใช้รถใช้ถนนที่ดีของสังคม เช่นเดียวกับการส่งเสริมกิจกรรมเพื่อสังคมด้านอื่นๆ อาทิ กิจกรรมวิ่ง 31 ขาสามัคคี และโครงการสังคมหัวแข็ง เป็นต้น

ในขณะเดียวกันยังเดินหน้าพัฒนาในด้าน EV โดยร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ในการพัฒนาระบบ EV Sharing ที่นักศึกษาสามารถแบ่งปันรถ PCX Electric ผ่านทาง Application โดยมี PCX Electric Smart Station เป็นฮับในการชาร์จพลังงาน และในปีนี้เรากำลังจะพัฒนาฟังก์ชันการสลับแบตเตอรี่หรือ Battery Swapping อย่างเต็มรูปแบบ

“สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ การส่งมอบสินค้าและบริการที่อยู่เหนือความคาดหมาย เพื่อตอบสนองความต้องการของคนแต่ละกลุ่มที่มีไลฟ์สไตล์ไม่เหมือนกัน โดย  ได้กำหนดเป้าหมายในแผนระยะกลางที่จะดำรงความเป็น Number One อย่างมั่นคงในทุก 6S ด้วยการสร้างความแข็งแกร่งให้กับพื้นฐานที่สำคัญของ Honda Wing Center ที่สามารถสร้างความประทับใจ และความเหนือกว่าทางการตลาดในมุมมองของลูกค้า”

“จากนี้ไป เราจะปรับรูปแบบและคอนเซ็ปต์ของเครือข่ายร้านผู้จำหน่าย Honda Wing Center ให้เป็นพื้นที่เป้าหมายของลูกค้าฮอนด้าทุกคน เป็นที่ๆ พร้อมจะตอบสนองไลฟสไตล์ผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้คอนเซ็ปต์ใหม่ ‘Bikers’ Solution ของยุค 2020s’  โดยมุ่งเน้นการเป็นทัชพอยท์ที่น่าประทับใจให้กับลูกค้าได้ทุกจุด ทั้งที่โชว์รูม รวมไปถึงการส่งมอบงานบริการ และกิจกรรมต่างๆ ที่เหนือความคาดหมาย เพื่อให้ผู้จำหน่าย ฯ สามารถรักษาฐานลูกค้าเดิมที่มี และเพิ่มฐานลูกค้าใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดเป็นความยั่งยืนให้กับร้านผู้จำหน่าย Honda Wing Center ทุกร้านทั่วประเทศ”

ขับ Mitsubishi Mirage และ Attrage ใหม่ เที่ยวชานเมือง เยือนไชน่าทาวน์

0

Mitsubishi Mirage และ Attrage ใหม่ ที่ได้ทำการทดลองขับนั้นมีการปรับปรุงในรูปแบบไมเนอร์เชนจ์ โดดเด่นไปกับเทคโนโลยีด้านความปลอดภัย มาพร้อมการออกแบบภายในที่ปราณีต ขุมพลังขนาด 1.2 ลิตร ที่ยังคงไว้ซึ่งความประหยัด คู่น้องเล็กสุดท้องในกลุ่มอีโค่คาร์ที่มาพร้อมกับความกะทัดรัด จะโดนใจหรือไม่ ติดตามได้จากรายงาน

ช่วงปลายปีที่ผ่านมา บริษัท มิตซูบิชิมอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ได้เปิดตัวรถยนต์ในกลุ่มอีโค่คาร์รุ่น Mitsubishi Mirage และ Attrage โมเดลปี 2020 โดยมีการปรับปรุงรูปโฉมตามสไตล์ไมเนอร์เชนจ์ ด้วยการเปลี่ยนกระจังหน้าใหม่ตามแบบฉบับของ Advance Dynamic Sheid ซึ่งตามรุ่นพี่อย่าง Xpander Triton และ Pajero Sport ในสไตล์ Family Look

โคมไฟหน้าเปลี่ยนใหม่ด้วยการใช้ Bi-LED พร้อมไฟกลางวันให้แสงสว่างชัดเจน ในขณะที่ไฟท้ายใช้หลอดแบบ LED ที่ทำให้ผู้ใช้รถใช้ถนนมองเห็นได้ชัดเจนเช่นเดียวกัน

รถทั้ง 2 คันนี้ยังมีการเปลี่ยนลวดลายของล้อแมกใหม่ในขนาด 15 นิ้ว ล้อลายใหม่ รวมถึงเสกริ์ตแบบสปอร์ตรอบคัน

ห้องโดยสารนั้นมีการตกแต่งเพิ่มเติมในหลายส่วนเริ่มตั้งแต่คอนโซลกลางและแผงข้างดีไซน์ใหม่ เบาะนั่งเป็นแบบผ้าสลับหนังให้อารมณ์สปอร์ตยิ่งขึ้น

อุปกรณ์ความปลอดภัยและสะดวกสบายมีทั้งกล้องมองหลังที่ให้ภาพคมชัด ระบบ Infotainment ที่สามารถเชื่อมต่อกับ Apple Carplay สามารถแสดงการทำงานของแอพลิเคชั่นจากสมาร์ทโฟนมายังจอทัชสกรีนขนาด 7 นิ้ว และเพิ่มจุดเชื่อมต่อ USB แยกจากจอมาไว้ที่ใต้คอนโซล รวมถึงติดตั้ง Idle Stop เพื่อความประหยัด

ขุมกำลังยังคงใช้จากเครื่องยนต์เบนซินขนาด 3 สูบ ดับเบิลโอเวอร์เฮดแคมชาร์ฟ ไมเวค 12 วาล์ว ขนาดความจุ 1,193 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 78 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 100 นิวตันเมตรที่ 4,000 รอบ ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ INVECS-III CVT

พร้อมระบบรองรับแบบแมคเฟอร์สันสตรัทที่ด้านหน้า ส่วนด้านหลังเป็นแบบทอร์ชั่นบีมพร้อมคอยล์สปริง ด้านความปลอดภัยนอกจากถุงลมนิรภัยคู่หน้า ระบบเบรกเอบีเอส ระบบเสริมแรงเบรก BA ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว และระบบป้องกันการลื่นไถล

ทั้งนี้ยังมีในส่วนของความปลอดภัยเชิงปกป้องอย่างระบบเตือนการชนด้านหน้าพร้อมระบบช่วยชะลอวามเร็วที่ความเร็วต่ำ ระบบตัดกำลังเครื่องยนต์ชั่วขณะ เมื่อเหยียบคันเร่งอย่างรุนแรงและรวดเร็วและระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน

การทดสอบในครั้งนี้ได้นำทั้ง Mitsubishi Mirage และ Attrage ใหม่ เดินทางไปย่านชานเมืองโดยจุดหมายปลางทางอยู่ที่จ.พระนครศรีอยุธยา และย้อนเข้าใจกลางเมืองย่านไชน่าทาวน์เพื่อความหลากหลายของเส้นทางในการทดสอบ

ขุมพลังของอีโค่คาร์ทั้ง 2 ถึงแม้จะมีขนาดเล็กในพิกัดความจุ 1.2 ลิตร ให้กำลังสุงสุด 78 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 100 นิวตันเมตรที่ 4,000 รอบ ก็เพียงพอต่อนน.ตัวรถที่ไม่ถึง 1,000 กม. การทำงานของเกียร์ซีวีทีทำงานได้ราบลื่น และที่ต้องเอ่ยปากชมนั่นคือการเซทอัพระบบช่วงล่างที่ให้การยึดเกาะถนนและควบคุมรถได้อย่างแม่นยำ

จากอีโค่สติกเกอร์ที่เคลมอัตราสิ้นเปลืองไว้สูงถึง 23.3 กม./ลิตร แต่การทดสอบในครั้งนี้ทำได้อยู่ที่ประมาณ 16 กม./ลิตรจากการขับสนุกจนลืมเรื่องของความประหยัด ซึ่งตัวเลขที่แสดงผลนั้นถือเป็นเกณฑ์ที่รับได้

การทำงานของระบบ Infotainment ที่เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนอย่างระบบ Apple Carplay นอกจากแสดงแอพลิเคชั่นต่างๆ มี 1 แอพลิเคชั่นที่มีประโยชน์อย่าง Google Maps ที่สามารถช่วยให้ผู้ขับขี่เดินทางได้อย่างไม่ต้องกลัวหลง แถมยังใช้งานง่ายกว่าเนวิเกเตอร์ติดรถที่ต้องคอยนำรถเข้าไปรับบริการอัพเกรดโปรแกรมแผนที่ทุกๆ 1 ปี

จุดเด่นอีกเรื่องนั้นคือ FCM-LS เป็นระบบเสริมความปลอดภัย โดยจะประเมินระยะห่างจากรถยนต์คันหน้า หากพบว่ามีความเสี่ยงที่จะชน ระบบจะทำการเตือน และช่วยชะลอความเร็ว โดยเพิ่มแรงดันน้ำมันเบรก เพื่อให้ประสิทธิภาพในการเบรก ดียิ่งขึ้นและบรรเทาความเสียหายจากการชนด้านหน้า ซึ่งระบบนี้ทำงานควบคู่กับ RMS-FORWARD เพราะมีปุ่มเปิดปิดที่เดียวกัน

หลังจากทดลองในย่านชานเมืองก็มุ่งความแออัดใจกลางเมืองย่านไชน่าทาวน์ ด้วยการเป็นรถยนต์ขนาดกะทัดรัดจึงทำให้ไม่เป็นปัญหาในการซอกแซกหรือหาที่จอดรถ นอกจากนี้กล้องมองหลังที่ถือเป็นฟีเจอร์ใหม่ ยังช่วยให้การเข้าที่จอดรถนั้นง่ายขึ้นซึ่งแสดงภาพได้ชัดเจน

เรื่องดีๆของ Mitsubishi Mirage และ Attrage ใหม่มีอยู่มากมาย แต่ถ้าถามว่ามีอะไรให้ติบ้าง สำหรับผมคงเป็นระบบตัวช่วยประหยัดอย่าง Idle Stop ที่หากตัดการทำงานของเครื่องยนต์ คอมเพรสเซอร์แอร์ก็จะตัดการทำงานไปด้วย ซึ่งถ้ารถติดเป็นเวลานาน แรงลมที่ออกจากระบบปรับอากาศโดยไม่มีความเย็นอาจส่งผลให้ห้องโดยสารร้อนขึ้น สำหรับผุ้ที่ไม่ชอบระบบนี้ก็สามารถเปิด/ปิดสวิตช์การใช้งานที่อยู่ใกล้กับช่องแอร์ฝั่งขวามือ และตัวหน่วงคันเร่งที่ผู้ผลิตถือว่าเป็นจุดเด่น ผุ้ใช้หลายๆท่านอาจจะชอบแต่ผมมองว่าไม่ค่อยจำเป็นสักเท่าไหร่