Home Blog Page 472

วอลโว่ จับมือ CPN นำเสนอประสบการณ์สไตล์สแกนดิเวียน ในห้างสรรพสินค้าเครือเซ็นทรัล

0

วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) ต้อนรับเทศกาลตรุษจีนอย่างยิ่งใหญ่ภายใต้แนวคิด “The Great China Bazaar” ผนึกพันธมิตรกับ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN Group ประกาศเดินหน้าจัดกิจกรรมการตลาดและโรดโชว์บนพื้นที่ห้างสรรพสินค้าเครือเซ็นทรัลทั่วประเทศต่อเนื่องตลอดปี เพื่อให้ลูกค้าวอลโว่สามารถเดินทางมาสัมผัสกับรถยนต์วอลโว่รุ่นใหม่ได้อย่างสะดวกสบายโดยไม่ต้องเดินทางไปโชว์รูม การจับมือเป็นพันธมิตรในครั้งนี้แสดงถึงความมุ่งมั่นของวอลโว่ในการนำเสนอโอกาสแก่ผู้บริโภคชาวไทยได้สัมผัสกับยนตกรรมระดับหรูและดีไซน์ล้ำสมัยสไตล์สแกนดิเนเวียนมากยิ่งขึ้น

มร.ฌอง-ดาวิด อาเรล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า “เรารู้สึกยินดีที่ได้ร่วมมือเป็นพันธมิตรกับซีพีเอ็นกรุ๊ป เพื่อให้ใกล้ชิดและเข้าถึงผู้บริโภคชาวไทยให้มากยิ่งขึ้น  และช่วยให้ลูกค้าสามารถสัมผัสกับงานออกแบบยานยนต์สไตล์สแกนดิเนเวียน งานฝีมือสวีดิชระดับสูง และเทคโนโลยีการเชื่อมต่ออันล้ำสมัยในรถยนต์วอลโว่รุ่นต่าง ๆ ของเรา ในราคาที่ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น อาทิ รุ่น XC40 สุดยอดรถคอมแพกต์เอสยูวีในราคาเริ่มต้นเพียง 2.09 ล้านบาท หรือรุ่น V60 สปอร์ตี้ พรีเมี่ยม เอสเตท ที่เหมาะสำหรับทุกคนในครอบครัว ด้วยเริ่มต้นเพียง 2.29 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะตอบโจทย์ผู้บริโภคที่มาจับจ่ายในห้างสรรพสินค้าของซีพีเอ็นกรุ๊ปได้อย่างลงตัว”

พิเศษ! สำหรับแฟนวอลโว่ ลุ้นรับโชคตรุษจีน รถยนต์ VOLVO รุ่น XC40 T4 Fusion Red Metallic มูลค่า 2.09 ล้านบาท จำนวน 2 รางวัล เมื่อซื้อสินค้าตามเงื่อนไขทั้งที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เซ็นทรัลพลาซา เซ็นทรัลเฟสติวัล เซ็นทรัลภูเก็ต และเซ็นทรัล วิลเลจ รวม 33 สาขาทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้ – 9 กุมภาพันธ์ 2563

‘Subaru Forester’ มาตรฐานความปลอดภัย 5 ดาว คะแนนสูงสุดในกลุ่ม โดย EURO NCAP

0

ซูบารุ คอร์ปอเรชัน เผยล่าสุด ‘Subaru Forester’ คว้ารางวัล มาตรฐานความปลอดภัย 5 ดาวด้วยคะแนนรวมสูงที่สุดในกลุ่มรถยนต์ออฟโรด/อเนกประสงค์ขนาดเล็ก ประจำปี2562 (Best in Class) *1 จากองค์กรทดสอบการชนของรถยนต์ใหม่แห่งยุโรป EURO NCAP*2 ซึ่ง เป็นองค์กรระดับนานาชาติที่ได้รับการยอมรับจากค่ายรถยนต์ทั่วโลกว่ามีมาตรฐานและเป็นกลางในการประเมินผล โดยคะแนนจะมาจากการทดสอบซึ่งแบ่งเป็น 4 หัวข้อหลัก ได้แก่

 1.การป้องกันผู้ขับขี่และผู้โดยสารที่นั่งด้านหน้า (Adult Occupant Protection)

2.การป้องกันผู้โดยสารที่เป็นเด็ก (Child Occupant Protection)

3.การป้องกันคนเดินถนนที่ถูกรถทดสอบชน (Pedestrian Protection)

4.ความปลอดภัยในอุปกรณ์ช่วยเหลือต่าง ๆ (Safety Assist)

โดยการประเมินผลจะสรุปผลคะแนนทั้งหมดและจัดระดับตั้งแต่ 1 ถึง 5 ดาวโดย ซูบารุ ฟอเรสเตอร์ ทำคะแนนรวมสูงที่สุดในกลุ่ม รับรางวัล “Best in Class”  นอกจากนี้ยังทำคะแนนได้สูงที่สุดในหัวข้อ การป้องกันผู้โดยสารที่เป็นเด็ก (Child Occupant Protection) และ ความปลอดภัยในอุปกรณ์ช่วยเหลือต่าง ๆ (Safety Assist)

ประสิทธิภาพด้านความปลอดภัยของ ‘Subaru Forester’ เป็นที่ยอมรับและได้รับรางวัลสำคัญอื่นๆ อีกมากมายทั่วโลก ยกตัวอย่างเช่น ในญี่ปุ่น ‘ฟอเรสเตอร์’ ได้รับรางวัลชนะเลิศ*3 จากโครงการประเมินรถยนต์ใหม่ของญี่ปุ่น (JNCAP) ประจำปี 2561 ในด้านความปลอดภัยจากการชน*4  และยังทำคะแนนสูงสุดประเภท “ยานพาหนะปลอดภัยขั้นสูง” ระดับ 3 บวก (ASV +++) ประจำปี 2562 จากการประเมินความปลอดภัยเชิงป้องกันโดยโครงการประเมินรถยนต์ใหม่ของญี่ปุ่นอีกเช่นกัน

*1: ทดสอบด้วย ซูบารุ ฟอเรสเตอร์ อี-บ๊อกเซอร์ ซึ่งเป็นระบบที่ได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่ ผสานความสามารถของเครื่องยนต์บ็อกเซอร์แบบสูบนอนเข้ากับมอเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและยังคงไว้ซึ่งความเพลิดเพลินในการขับขี่อันเป็นเอกลักษณ์ของซูบารุ

*2: หน่วยงานอิสระ ซึ่งประกอบด้วยรัฐบาลของประเทศต่างๆ ในทวีปยุโรป และองค์กรด้านยานยนต์และผู้บริโภคในทวีปยุโรป

*3: รางวัลสำหรับยานพาหนะระดับห้าดาว ซึ่งสามารถทำคะแนนได้สูงสุด ณ การประเมินโดย JNCAP

*4: โครงการประเมินความปลอดภัยของยานพาหนะในญี่ปุ่น ดำเนินการโดยกระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน การขนส่ง และการท่องเที่ยว (MLIT) และสำนักงานความปลอดภัยยานยนต์แห่งชาติและการช่วยเหลือผู้ประสบภัย (NASVA)

 

ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.subaru.asia/th/th/home/

GPI โชว์ความพร้อมจัดงาน The 2nd Yangon International Motor Show 2020

0

GPI รุกขยายธุรกิจจัดงานมอเตอร์โชว์ในภูมิภาคอาเซียน ดีเดย์ 21 – 23 กุมภาพันธ์นี้ โดยมอบหมายให้ ‘บริษัท จีพีไอ เมียนมา จำกัด’ (GPI Myanmar Co., Ltd.) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ ‘บมจ. กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล’ จัดงานมหกรรมยานยนต์ ‘The 2nd Yangon International Motor Show 2020’ ในเมียนมา ภายในศูนย์การประชุมและแสดงสินค้า Yangon Convention Centre โชว์ความคืบหน้าค่ายรถ 15 แบรนด์ตอบรับเข้าร่วมงานแล้ว คิดเป็นอัตราจองพื้นที่กว่า 80% พร้อมจับมือกับธนาคาร CB Bank นำเสนอแคมเปญโปรโมชั่นส่งเสริมการขายภายในงานฯ มั่นใจได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมงานไม่แพ้ปีก่อน

นายอโณทัย เอี่ยมลำเนา ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการด้านพัฒนาธุรกิจ บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ GPI ผู้นำสร้างสรรค์การจัดกิจกรรมให้บริการข่าวสาร ข้อมูล สาระ เพื่อสร้างประสบการณ์ และความบันเทิงที่น่าประทับใจ ตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้ยานยนต์ เปิดเผยว่า ในปีนี้บริษัทฯ ได้วางแผนงานขยายธุรกิจจัดงานแสดงสินค้าด้านยานยนต์ในภูมิภาคอาเซียนอย่างต่อเนื่อง หลังจากเห็นโอกาสจากการเติบโตทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมยานยนต์ในภูมิภาคนี้ โดยเตรียมจัดงาน The 2nd Yangon International Motor Show 2020 ในประเทศเมียนมา ซึ่งนับเป็นการจัดงานครั้งที่ 2 ต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา ภายใต้ความร่วมมือกับ Automotive Association of Myanmar หรือสมาคมยานยนต์แห่งประเทศเมียนมา

งานดังกล่าวจะจัดขึ้นในวันที่ 21 –  23 กุมภาพันธ์นี้ ณ ศูนย์การประชุมและแสดงสินค้า Yangon Convention Centre (YCC) ใจกลางเมืองย่างกุ้ง ภายใต้ธีม ‘Future Driving Society’ หรือ ‘สังคมการขับขี่แห่งอนาคต’ เพื่อตอบสนองความต้องการซื้อรถและกระตุ้นตลาดยานยนต์ในเมียนมาคึกคักยิ่งขึ้น

“การจัดงานครั้งแรกเมื่อปีที่ผ่านมาถือว่ามีผลตอบรับที่ดีพอสมควร เราจึงเดินหน้าจัดงานในปีนี้เพื่อสร้างความต่อเนื่องและการจดจำในฐานะผู้นำการสร้างประสบการณ์แก่ผู้ใช้ยานยนต์ในภูมิภาคอาเซียน โดยเราได้นำความเชี่ยวชาญจากการจัดงานมอเตอร์โชว์ในไทย มาพัฒนารูปแบบการจัดงานที่มีความน่าสนใจเพิ่มขึ้น”  นายอโณทัย กล่าว

ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการด้านพัฒนาธุรกิจ GPI กล่าวว่า สำหรับความคืบหน้าการจัดงานดังกล่าว หลังจากได้พูดคุยกับผู้ประกอบการยานยนต์แบรนด์ต่างๆ ถือว่ามีการตอบรับเป็นที่น่าพอใจ ปัจจุบันมีค่ายรถในเอเชียและยุโรปตอบรับจองพื้นที่ในงานแล้ว 15 แบรนด์ มากกว่าการจัดงานครั้งแรกเมื่อปีที่ผ่านมา โดยคิดเป็นอัตราการจองพื้นที่แล้วกว่า 80% ของพื้นที่จัดแสดงทั้งหมด สำหรับค่ายรถที่เข้าร่วมงาน 15 แบรนด์ได้แก่ BMW, Brilliance, DFM, Ford, Fuso, GAC Motor, Jaguar, Land Rover, Mazda, Mercedes-Benz, Nissan, Scania, Suzuki, Toyota และ Volvo โดยผู้ประกอบการที่เข้าร่วมงานฯ ครั้งแรกเมื่อปีที่ผ่านมา ได้ตอบรับเข้าร่วมงานในปีนี้ทุกราย

ขณะที่ไฮไลต์การจัดงานฯ ในปีนี้ คาดว่าจะได้เห็นการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ๆ และแคมเปญโปรโมชั่นส่งเสริมการขายผ่านความร่วมมือกับธนาคาร CB Bank มอบสิทธิพิเศษในการเช่าซื้อรถยนต์ภายในงานฯ เพื่อกระตุ้นการตัดสินใจจองซื้อจากผู้เข้าชมงานดังกล่าว จึงคาดว่าจะได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมงานไม่แพ้ปีที่ผ่านมาซึ่งมีจำนวนผู้เข้าชมกว่า 2 หมื่นคน โดยภายหลังเสร็จสิ้นการจัดงานฯ บริษัทฯ จะประเมินผลตอบรับเพื่อพิจารณาแผนการจัดงานในปีหน้า นอกจากนี้ GPI จะมองโอกาสขยายการจัดงานมอเตอร์โชว์ ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคอาเซียน เพื่อเพิ่มสัดส่วนรายได้จากธุรกิจต่างประเทศ

LAMBORGHINI เรนาสโซ มอเตอร์ จัดแคมเปญครบรอบ 1 ปี

0

บริษัท เรนาสโซ มอเตอร์ จำกัด ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ ลัมโบร์กินี อย่างเป็นทางการรายเดียวในประเทศไทย มอบสิทธิพิเศษในโอกาสครบรอบ 1 ปี จัดแคมเปญพิเศษ Check your car, Check your health ที่โชว์รูมและศูนย์บริการครบวงจร Lamborghini Bangkok ถ.วิภาวดีรังสิต เมื่อเร็วๆ นี้ โดยเอกสิทธิ์ที่ เรนาสโซ มอเตอร์ นำมามอบให้แก่ท่านเจ้าของรถลัมโบร์กินี มีดังนี้

-นำรถลัมโบร์กินีเข้ารับบริการพร้อมสิทธิพิเศษมากมาย

-ทดสอบสมรรถนะของซูเปอร์สปอร์ตคาร์อย่าง Lamborghini Huracan Evo และซูเปอร์เอสยูวี Lamborghini Urus

-พบกับรถ Lamborghini Selezione (Certified Pre-owned) กว่า 10 คัน

-พูดคุยกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสร้างเสริมและฟื้นฟูระบบกล้ามเนื้อและกระดูก พร้อมนักโภชนาการจาก  BDMS Wellness Clinic เพื่อสุขภาพที่ดีจากภายในสู่ภายนอก

เอ.พี. ฮอนด้าเผยรายชื่อผู้ผ่านเข้ารอบกิจกรรมในโครงการ “สังคมหัวแข็ง” ปี 4

0

เมื่อวันที่ 23-24 มกราคม ที่ผ่านมา ดร.อารักษ์ พรประภา รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร

คุณนิภา  พานน้อย ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมพลานามัยนักเรียน สำนักงานการศึกษาขึ้นพื้นฐาน (สพฐ.) และ คุณอรุณรัตน์ วัฒนผลิน ผู้จัดการโครงการความปลอดภัยทางถนน องค์การช่วยเหลือเด็กประจำประเทศไทย (Save the Children Thailand)

ได้ร่วมคัดเลือกผลงานผู้ผ่านเข้ารอบในกิจกรรมภายใต้โครงการ สังคมหัวแข็งปีที่ 4 ประกอบด้วยกิจกรรมประกวดวาดภาพระบายสี “วาดฝันไว้ในหมวกกันน็อก” ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากเยาวชนทั่วประเทศ

กิจกรรมการประกวดแผนการรณรงค์การสวมหมวกกันน็อก “โรงเรียนหัวแข็ง” ที่คณะครูและนักเรียนจากโรงเรียนทั่วประเทศได้ร่วมส่งแผนงานเข้ามาเป็นจำนวนมาก โดยผู้สมัครสามารถตรวจสอบรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกในรอบแรกนี้ได้ที่ www.facebook.com/aphondahelmetproject  และ  www.aphonda.co.th/HelmetProject

ทั้งนี้ ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกในรอบแรก จะลงทำการแข่งขันในระดับภูมิภาคใน 4 จังหวัดใหญ่ โดยมีกิจกรรมสุดพิเศษมากมายให้ผู้เข้าร่วมได้สนุกกัน และยังมีศิลปินชื่อดังมาร่วมสร้างความสุขด้วย อาทิ เสนาหอย และโก๊ะตี๋ ตามกำหนดการดังต่อไปนี้

ภาควันที่สถานที่จังหวัด
ใต้อา.  9 ก.พ. 63ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซานครศรีธรรมราช
ตะวันออกเฉียงเหนือส.  15 ก.พ. 63ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซาขอนแก่น
เหนืออา. 23 ก.พ. 63ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซาพิษณุโลก
กลางอา.  8 มี.ค. 63ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวสต์เกตนนทบุรี

 

สำหรับโครงการสังคมหัวแข็ง เริ่มต้นขึ้นโดย เอ.พี. ฮอนด้า ผู้จัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ในประเทศไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ.2559 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรณรงค์ให้คนไทยหันมาใส่หมวกกันน็อกทุกครั้งที่ขับขี่หรือซ้อนรถจักรยานยนต์ ภายใต้กฎเหล็ก 3 ข้อ “ขี่ซ้อนเราใส่ ใกล้ไกลเราใส่ ใครไม่ใส่เราไม่ยอม และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากทั้งหน่วยงานรัฐและเอกชนจนถึงปัจจุบัน

โตโยต้า แถลงยอดขายรถยนต์ปี 2562 คาดการณ์ตลาดรวมในประเทศปี 63 อยู่ที่ 9.4 แสนคัน

0

มร.มิจิโนบุ ซึงาตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด แถลงสถิติการจำหน่ายรถยนต์ปี 2562 พร้อมคาดการณ์ตลาดรถยนต์ไทยปี 2563 “ยอดขายรถยนต์รวมในประเทศไทยปี 2562 ลดลง 3% โดยมียอดขายอยู่ที่ 1,007,552 คัน แต่อย่างไรก็ตามครั้งนี้ยังถือได้ว่าเป็นครั้งที่สี่ในประวัติศาสตร์ของตลาดรถยนต์ไทยที่มียอดขายถึงระดับหนึ่งล้านคัน ถึงแม้ว่าตลาดรถยนต์มีการหดตัวอย่างเห็นได้ชัดในช่วงครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งนับตั้งแต่เดือนกันยายนผ่านมา”

สถิติการขายรถยนต์ในประเทศปี 2562ยอดขายปี 2562เปลี่ยนแปลง
เทียบกับปี 2561
Ž ปริมาณการขายรวม  1,007,552 คัน   -3.3%
Ž รถยนต์นั่ง     398,386 คัน   -0.3%
Ž รถเพื่อการพาณิชย์     609,166 คัน   -5.1%
Ž รถกระบะ 1 ตัน (รวมรถกระบะดัดแปลง)     492,129 คัน   -3.8%
Ž รถกระบะ 1 ตัน (ไม่รวมรถกระบะดัดแปลง)     431,677 คัน   -3.4%

สำหรับแนวโน้มตลาดรถยนต์ของปี 2563 มร.ซึงาตะ คาดการณ์ว่า “ปีนี้นับเป็นปีที่ท้าทายอีกปีหนึ่งสำหรับตลาดรถยนต์ไทย เนื่องจากตลาดรถยนต์ยังคงเผชิญกับหลายปัจจัย จากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อภาวะเศรษฐกิจโลกที่ไม่แน่นอนและมาตรการควบคุมสินเชื่อรถยนต์ที่มีความเข้มงวดมากขึ้น ดังนั้นเราจึงคาดการณ์ว่าตลาดรถยนต์รวมในประเทศจะอยู่ที่ 940,000 คัน ลดลงประมาณ 7% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา”

ประมาณการยอดขายรถยนต์ในประเทศปี 2563 ยอดขาย
ประมาณการปี 2563  
เปลี่ยนแปลง
เทียบกับปี 2562
Ž ปริมาณการขายรวม940,000 คัน-6.7%
Ž รถยนต์นั่ง358,500 คัน-10.0%
Ž รถเพื่อการพาณิชย์581,500 คัน-4.5%

 

มร.ซึงาตะ กล่าวว่า “สำหรับยอดขายโตโยต้าในปี 2562 สามารถสร้างยอดขายเพิ่มขึ้นสวนทางกับ สถานการณ์ตลาดที่หดตัวลง โดยโตโยต้ามียอดขายอยู่ที่ 332,380 คัน เพิ่มขึ้นประมาณ 6% ครองส่วนแบ่งการตลาด 33.0% เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 2.8 จุด โดยปัจจัยหลักมาจากการตอบรับที่ดีของลูกค้าและจากการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่และรุ่นปรับปรุงใหม่ของรถยนต์นั่งอย่าง New Camry และ New Corolla Altis รวมไปถึงกิจกรรมส่งเสริมการขายของ Yaris และ ATIV ตลอดจนรถเพื่อการพาณิชย์ อย่าง Hilux Revo Z Edition, Commuter และ Majesty”

สถิติการขายรถยนต์ของโตโยต้าในปี 2562ยอดขายปี 2562เปลี่ยนแปลง
เทียบกับปี 2561
ส่วนแบ่งตลาดส่วนแบ่งตลาดเติบโต (จุด)
Ž ปริมาณการขายโตโยต้า332,380 คัน  +5.5%33.0%+2.8
Ž รถยนต์นั่ง117,708 คัน+4.7%29.5%+1.4
Ž รถเพื่อการพาณิชย์214,672 คัน+5.9%35.2%+3.6
Ž รถกระบะ 1 ตัน (รวมรถกระบะดัดแปลง)191,669 คัน+8.3%38.9%+4.3
Ž รถกระบะ 1 ตัน (ไม่รวมรถกระบะดัดแปลง)165,452 คัน+9.6%38.3% +4.5

มร.ซึงาตะ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับเป้าหมายของโตโยต้าในปี 2563 โตโยต้ามีเป้าหมายการขายที่     310,000 คัน ด้วยส่วนแบ่งการตลาดที่ 33.0% ลดลงประมาณ 7% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา และเพื่อบรรลุเป้าหมายนี้เราจะเสริมสร้างความแข็งแกร่งด้วยการเพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น พร้อมยกระดับประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถยนต์โตโยต้าด้วยการดูแลเอาใจใส่ลูกค้านับตั้งแต่วันแรกที่ซื้อรถยนต์ ตลอดจนวันสุดท้ายของการใช้งาน”

ประมาณการขายรถยนต์ของโตโยต้าในปี 2563 ยอดขาย
ประมาณการปี 2563  
เปลี่ยนแปลง
เทียบกับปี 2562
ส่วนแบ่งตลาด
Ž ปริมาณการขายรวม310,000 คัน-6.7%33.0%
Ž รถยนต์นั่ง103,000 คัน-12.5%28.7%
Ž รถเพื่อการพาณิชย์207,000 คัน-3.6%35.6%

ด้านการส่งออกในปี 2562 โตโยต้าได้ส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปจำนวน 264,775 คัน ลดลง 10% ทั้งนี้ปริมาณการผลิตสำหรับการขายภายในประเทศและการส่งออกมีจำนวนรวมทั้งสิ้น 570,850 คัน ลดลง 3% สืบเนื่องจากสภาวะทางเศรษฐกิจที่ไม่เอื้ออำนวยในหลายภูมิภาค เช่น โอเชียเนีย อเมริกากลางและอเมริกาใต้

ปริมาณการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปและการผลิต
ของโตโยต้าปี 2562
ปริมาณปี 2562  เปลี่ยนแปลง
เทียบกับปี 2561
Ž ปริมาณการส่งออก264,775 คัน-10%
Ž ยอดผลิตรวมทั้งส่งออกและการขายในประเทศ570,850 คัน-3%

สำหรับเป้าหมายการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปของโตโยต้าในปีนี้ คาดการณ์ไว้ว่าปริมาณการส่งออกจะอยู่ที่ 263,000 คัน ลดลงจากปีที่ผ่านมา 1% อันเนื่องมาจากสถานการณ์ทางด้านเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศคู่ค้ายังไม่คลี่คลาย นอกจากนี้แผนการผลิตสำหรับการขายภายในประเทศและการส่งออกจะอยู่ที่ 556,000 คัน ลดลง 3%

เป้าหมายการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปและการผลิต
ของโตโยต้าปี 2563
ปริมาณปี 2563  เปลี่ยนแปลง
เทียบกับปี 2562
Ž ปริมาณการส่งออก263,000 คัน-1%
Ž ยอดผลิตรวมทั้งส่งออกและการขายในประเทศ556,000 คัน-3%

มร.ซึงาตะ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ปัจจุบันอุตสาหกรรมยานยนต์ได้ก้าวเข้าสู่ยุคแห่งการปฏิรูปในรอบศตวรรษ โดยโตโยต้ามุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนแปลงองค์กรจากเดิมที่เป็นบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ สู่การเป็น “องค์กรแห่งการขับเคลื่อน” (Mobility Company) ซึ่งหมายความว่าเราจะมุ่งเดินหน้าพัฒนาการบริการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้คนในสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ตลอดระยะเวลากว่า 57 ปีของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย โตโยต้ามีความตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะเดินหน้าพัฒนาให้เกิด “สังคมที่ดียิ่งขึ้น” (Ever-Better Society)  ผ่านโครงการต่างๆ อาทิ โครงการพัฒนาเทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมผ่านการแนะนำรถยนต์ไฮบริดในหลากหลายรุ่น รวมไปถึงการผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฮบริดในประเทศไทย และการพัฒนาไฮบริดเจเนอเรชั่นที่ 4 ไม่เพียงเท่านี้ โตโยต้ายังพัฒนาระบบการจัดการแบตเตอรี่ไฮบริดแบบครบวงจร ซึ่งเราเชื่อว่าความพยายามทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการเป็นผู้นำการสร้างสรรค์สังคมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

นอกจากนี้โตโยต้ายังเน้นย้ำต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทยในด้านต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง เริ่มจากโครงการที่มีมากกว่า 30 ปี นั่นคือ“โตโยต้า ถนนสีขาว” โครงการที่มุ่งมั่นในการส่งเสริมความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน เพื่อนำไปสู่การสร้าง “สังคมคนขับรถดี” (Good Driver Society) โดยเฉพาะในปีที่ผ่านมากับ “หลักสูตรการขับขี่ปลอดภัย ประหยัดพลังงาน และรักษาสิ่งแวดล้อม” (Safe Eco Driving) ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้แทนจำหน่าย ประชาชน นักศึกษาและผู้ขับขี่รถสาธารณะ โดยปัจจุบันมีผู้เข้าร่วมโครงการมากกว่า 70,000 คน ซึ่งเป็นความตั้งใจของโตโยต้าในการที่จะมีบทบาทสำคัญในการสร้าง “สังคมคนขับรถดี(Good Driver Society)  

สำหรับโครงการด้านสิ่งแวดล้อม โตโยต้ามีอีกหนึ่งกิจกรรมที่สำคัญคือ “โตโยต้า ปลูกป่าชายเลน” (Toyota Mangrove Reforestation) ซึ่งเราดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องภายใต้ชื่อ “โตโยต้า เมืองสีเขียว” (Toyota Green Town) โดยในปีนี้โตโยต้าวางแผนที่จะปลูกป่าชายเลนเพิ่มขึ้นอีก 50,000 ต้น ส่งผลให้จำนวนต้นไม้ที่เราปลูกนับตั้งแต่เริ่มต้นโครงการในปี 2547 มีรวมทั้งหมดถึง 692,000 ต้น 

นอกจากนี้ เรายังเดินหน้าจัดกิจกรรมเก็บขยะชายเลน ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยเรามีเป้าหมายเก็บขยะให้ได้ 20 ตันในปีนี้ ซึ่งเมื่อรวมกันทั้งหมดแล้วนับได้ว่าเราจะสามารถช่วยให้มีการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้กว่า 9,100 ตัน ในขณะเดียวกัน ด้วยความมุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์สังคมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เราได้ตั้งเป้าหมายที่จะถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมให้กับชุมชนในท้องถิ่นต่างๆ ผ่านศูนย์การเรียนรู้ 2 แห่งของเรา ได้แก่ “โตโยต้าไบโอโทป” (Toyota Biotope) ที่โรงงานประกอบรถยนต์โตโยต้า บ้านโพธิ์ และ “โตโยต้า เมืองสีเขียว อยุธยา” (Toyota Green Town Ayutthaya) ซึ่งประชาชนได้ให้ความสนใจศูนย์การเรียนรู้ทั้ง 2 แห่งนี้เป็นอย่างดี โดยมีจำนวนผู้เข้าเยี่ยมชมรวมตั้งแต่เปิดศูนย์ฯ กว่า 77,000 คน

และอีกหนึ่งความมุ่งมั่นในการส่งเสริมเศรษฐกิจที่ยั่งยืน โดยเรามีโครงการ “โตโยต้าธุรกิจชุมชนพัฒน์” (Toyota Social Innovation) เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการบริหารธุรกิจและหลักปฏิบัติของโตโยต้าให้ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมสามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มผลกำไรและพัฒนาเศรษฐกิจในชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่ผ่านมาเราได้ถ่ายทอดองค์ความรู้แก่ธุรกิจชุมชน 19 แห่งทั่วประเทศ และในปีนี้เราวางแผนที่จะขยายการดำเนินการเพิ่มเติมอีก 13 แห่ง ผมเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่าโครงการนี้ จะเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญที่จะช่วยผลักดันให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืนได้ในท้ายที่สุด”

มร.ซึงาตะ กล่าวปิดท้ายว่า “อย่างที่ทุกท่านทราบ โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น ได้เป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกและพาราลิมปิก ภายใต้แนวคิดเพื่อทำในสิ่งที่คิดว่าเป็นไปไม่ได้…ให้เป็นไปได้ (Start Your Impossible) โดยมีฐานะเป็นผู้สนับสนุนด้านการขับเคลื่อนในระหว่างช่วงการแข่งขัน ซึ่งโตโยต้าไม่เพียงแต่จะสนับสนุนยานพาหนะในการสัญจรไปมาเท่านั้น แต่จะยังมอบการบริการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อน ตลอดจนผลิตภัณฑ์ที่สนับสนุนการขับเคลื่อน ซึ่งรวมไปถึงหุ่นยนต์ด้วย  ทั้งนี้การแข่งขันกีฬาโอลิมปิกจะจัดขึ้นในวันที่ 24 กรกฎาคม – 9 สิงหาคมนี้ ตามมาด้วยกีฬาพาราลิมปิกซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่  25 สิงหาคม – 6 กันยายนนี้

สำหรับโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ได้ผนึกกำลังร่วมกับกลุ่มพันธมิตรภายใต้โครงการ The Power of Unity” เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคมปีที่ผ่านมา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการเตรียมความพร้อมให้กับนักกีฬาชาวไทยก่อนการแข่งขัน พร้อมส่งกำลังใจให้ทัพนักกีฬาไทยสู้ศึกโอลิมปิกและพาราลิมปิกที่กำลังจะมาถึง ตลอดจนเฉลิมฉลองความสำเร็จของฮีโร่ชาวไทยผู้นำชื่อเสียงกลับมาสู่ประเทศ  ซึ่งในขณะนี้การแข่งขันกีฬาโอลิมปิกและพาราลิมปิกเริ่มใกล้เข้ามาแล้ว และเรากำลังอยู่ในช่วงของการคัดเลือกตัวนักกีฬา ผมขอให้ทุกท่านมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางสู่ความสำเร็จในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกและพาราลิมปิก 2020 ด้วยการส่งแรงเชียร์และกำลังใจให้กับบรรดานักกีฬาชาวไทยทุกคน

นอกจากนี้ โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ยังได้ให้การสนับสนุนรถโตโยต้า คอมมิวเตอร์ รุ่นใหม่ล่าสุดสำหรับนักกีฬาโอลิมปิก และรถโตโยต้า คอมมิวเตอร์ เวลแค็บ ที่มีการปรับแต่งพิเศษสำหรับนักกีฬาพาราลิมปิกยิ่งไปกว่านั้น จากการที่โตโยต้ามีความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาเทคโนโลยีการขับเคลื่อน เราจึงตั้งใจที่จะถ่ายทอดความรู้ความสามารถที่มีในการช่วยพัฒนาอุปกรณ์ในการฝึกซ้อมของนักกีฬาพาราลิมปิก ที่สำคัญเรามีความยินดีที่จะมอบโอกาสให้นักกีฬาพาราลิมปิกเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวโตโยต้า เริ่มต้นด้วยการรับนักกีฬาพาราลิมปิก 4 คนเข้ามาเป็นพนักงานของบริษัทฯ

ทั้งหมดนี้คือความภาคภูมิใจของเราที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืนเคียงข้างสังคมไทย”

เอ.พี. ฮอนด้า ฉลองผู้นำยอดขายรวมอันดับหนึ่งกว่า 3 ทศวรรษ เปิดตัวแคมเปญ “ช้อป/ใช้/ชิง… โชคใหญ่จากฮอนด้า” แจกสนั่น! รางวัลใหญ่สุดทอง 1 กิโล 3 รางวัล

0

ครั้งแรกในวงการรถจักรยานยนต์ไทย  พร้อมด้วยรางวัลอื่นๆ  มูลค่ารวมกว่า 30 ล้านบาท  เอ.พี. ฮอนด้า ผู้นำวงการรถจักรยานยนต์ไทย  เปิดตัวอภิมหาแคมเปญต้อนรับปี 2020 ภายใต้ชื่อ   “ช้อป/ใช้/ชิง…โชคใหญ่จากฮอนด้า”   ฉลองตำแหน่งผู้นำยอดขายรวมอันดับหนึ่งในประเทศไทยต่อเนื่องกว่า 30 ปีติดต่อกัน

 

 

 

และเพื่อขอบคุณลูกค้าชาวไทยด้วยการแจกโชคใหญ่ มอบทองคำหนัก 1 กิโลกรัม จำนวน 3 รางวัล เป็นครั้งแรกในวงการรถจักรยานยนต์ไทย รวมถึงยังมีรางวัลทองคำแท่งหนัก 10 บาท 10 รางวัล, สร้อยคอทองคำหนัก 1 บาท 100 รางวัล, สร้อยคอทองคำหนัก 1 สลึง 500 รางวัล รวมทองคำกว่า 600 รางวัล และยังมีรถจักรยานยนต์ฮอนด้า 240 คัน

รวมถึงรางวัลอื่นๆ อีกมากมาย รวมแล้วกว่า 4,000 รางวัล รวมมูลค่าของรางวัลทั้งสิ้นกว่า 30 ล้านบาท โดยผู้สนใจสามารถรับสิทธิ์ลุ้นรับรางวัลได้ง่ายๆ เพียงซื้อรถจักรยานยนต์ฮอนด้ารุ่นใดก็ได้ ที่ศูนย์จำหน่าย Honda Wing Center, Honda BigWing และ CUB House ทั่วประเทศ

แถลงแนวคิด “MOTOR EXPO 2020” “พร้อมขับเคลื่อน ไปในความเปลี่ยนแปลง”

0

IMC สื่อสากล” แถลงแนวคิดงาน “MOTOR EXPO 2020” หรือ “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 37” สนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยี และการใช้ยานยนต์อย่างไร้ข้อจำกัด

ขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ ประธาน บริษัท สื่อสากล จำกัด และประธานจัดงาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 37” เผยถึงความเป็นมาของแนวคิดปีนี้ว่า หลังจากผ่านการพัฒนาอย่างต่อเนื่องกว่าหนึ่งศตวรรษ ยานยนต์กำลังก้าวสู่ยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีขับเคลื่อนครั้งใหญ่ ที่ไม่ต้องอาศัยน้ำมันเชื้อเพลิง และเครื่องยนต์ระบบสันดาปภายในอีกต่อไป

พลังงานทดแทนน้ำมันที่มีบทบาทสูงสุดในปัจจุบัน ได้แก่ ไฟฟ้า โดยเริ่มจากระบบไฮบริด พลัก-อิน ไฮบริด กระทั่งสามารถผลิตยานยนต์ขับเคลื่อนด้วยพลังไฟฟ้าล้วน ที่ประหยัด และไร้มลพิษได้สำเร็จ แม้จะยังอยู่ระหว่างการพัฒนา แต่ตลาดยานยนต์ไฟฟ้าก็กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในหลายประเทศทั่วโลก

นอกจากพลังไฟฟ้าแล้ว ผู้ผลิตยังพยายามแสวงหาพลังงานประเภทอื่นมาใช้แทนน้ำมัน ทั้งไฮโดรเจน เซลล์เชื้อเพลิง พลังแสงอาทิตย์ ฯลฯ ซึ่งยานยนต์ที่โลดแล่นด้วยพลังงานเหล่านี้เริ่มมีการผลิตเชิงพาณิชย์แล้ว และคาดว่าจะเป็นทางเลือกที่สมน้ำสมเนื้อกับยานยนต์พลังไฟฟ้าในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน เครื่องยนต์ระบบสันดาปภายในยังคงเป็นขุมพลังหลักของยานยนต์ส่วนใหญ่ โดยผู้ผลิตสามารถลดมลพิษที่เกิดจากการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง อันเป็นจุดอ่อนของระบบได้อย่างน่าพอใจ

ขณะเดียวกัน ในมุมมองของผู้บริโภค ถึงเทคโนโลยีจะเปลี่ยนไป แต่วัตถุประสงค์ของการขับเคลื่อนมิได้เปลี่ยนแปลง นั่นคือการเดินทางจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งอย่างรวดเร็ว ปลอดภัย และไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

ที่สำคัญ ไม่ว่ายานยนต์อนาคตจะขับเคลื่อนด้วยพลังงานจากน้ำมัน ไฟฟ้า ไฮโดรเจน เซลล์เชื้อเพลิง หรือแสงอาทิตย์ และไม่ว่ามนุษย์จะเป็นผู้บังคับควบคุม หรือยานยนต์จะขับเคลื่อนได้เอง เสน่ห์ของยานยนต์ ทั้งความสะดวกสบาย ความปลอดภัย ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึง ความสวยงามของรูปลักษณ์ และความน่าทึ่งของเทคโนโลยี ก็ยังชวนหลงใหล ทำให้เราไม่มีวันเบื่อหน่ายที่จะขับเคลื่อนไปพร้อมกับมัน

“ด้วยเหตุนี้ เราจึงกำหนดแนวคิดของงาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 37” หรือ MOTOR EXPO 2020 ว่า “พร้อมขับเคลื่อน ไปในความเปลี่ยนแปลง – Whatever Changes will be…Move on” เพื่อเป็นกำลังใจให้บรรดาผู้ผลิต สร้างสรรค์ยานยนต์ที่ใช้พลังงานประเภทต่างๆ อย่างไร้ข้อจำกัด และนำมาแสดงในงานซึ่งจะจัดขึ้น ณ อาคารชาลเลนเจอร์ IMPACT เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 2-13 ธันวาคม 2563 และติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ motorexpo.co.th

ปนัดดา เจณณวาสิน รับรางวัลเกียรติยศ “บุคคลตัวอย่างแห่งปี 2563” สาขาอุตสาหกรรมยานยนต์

0

คุณปนัดดา เจณณวาสิน กรรมการรองผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด รับมอบรางวัล “บุคคลตัวอย่างแห่งปี” ประจำปี 2563 สาขาอุตสาหกรรมยานยนต์ จากพลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรีและเลขาธิการมูลนิธิพระดาบส ด้วยประวัติอันทรงคุณค่าและผลงานที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน โดยคณะกรรมการพิจารณาจากคุณสมบัติของบุคคลที่เหมาะสม เป็นผู้ที่มีความสามารถนำความรู้ไปปฏิบัติจริง มีวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศในการบริหารงานกิจการต่าง ๆ ให้สำเร็จ โดยอาศัยความรู้ความสามารถของตนเองและความร่วมมือของผู้อื่น ประพฤติตนอยู่ในกรอบของคุณงามความดี มีคุณธรรมจริยธรรม อีกทั้งมีการตอบแทนคุณแผ่นดินในรูปแบบต่าง ๆ สมควรยกย่องให้เป็นแบบอย่างที่ดีต่อสังคมและสาธารณชน ณ หอประชุมกองทัพอากาศ

“ฮอนด้า” ผงาดแชมป์ ดาการ์ แรลลี่ 2020 ฉลองคัมแบ็คครบ 8 ปีอย่างยิ่งใหญ่(มีคลิป)

0

ยอดทีมแข่ง มอนสเตอร์ เอนเนอร์จี้ ฮอนด้า ทีม สร้างผลงานกระหึ่ม ดาการ์ แรลลี่ 2020 หลังดาวบิดสัญชาติอเมริกัน ริคกี้ บราเบ็ค ควบรถแข่ง Honda CRF450 Rally จบการแข่งขันสุดหฤโหด 12 สเตจ ใน 13 วัน บนระยะทาง 7,800 กิโลเมตร ท่ามกลางสภาพอากาศที่ร้อนระอุของทะเลทรายในซาอุดิอาระเบีย ทำเวลารวมเป็นอันดับที่ 1 ด้วยเวลา 40 ชั่วโมง 2.36 นาที พาต้นสังกัดฮอนด้าผงาดคว้าแชมป์ประเภทรถจักรยานยนต์ได้สำเร็จ



ริคกี้ บราเบ็ค ยอดนักแข่งวัย 28 ปี เข้าร่วมการแข่งขันกับทีมโรงงานของฮอนด้าในปี 2016 ทำผลงานได้อย่างน่าทึ่งด้วยการคว้าชัยชนะในสเตจที่สาม และทำคะแนนขึ้นนำจ่าฝูงก่อนรักษาอันดับได้อย่างยอดเยี่ยมจนคว้าแชมป์ได้ในที่สุด ในขณะที่ทีมเมทอย่าง โฮเซ่ อิกนาซิโอ้ คอร์เนโฮ่ จบในอันดับที่ 4 และ โจอัน บาร์เรด้า จบในอันดับที่ 7 ทำให้นักแข่งจากทีมโรงงานของฮอนด้าสร้างผลงานที่ดีด้วยการติดท็อปเท็นถึงสามคน

ฮอนด้าเข้าร่วมการแข่งขัน ดาการ์ แรลลี่ ครั้งแรกในปี 1981 และครองความยิ่งใหญ่ด้วยการคว้าแชมป์ 4 สมัยซ้อนระหว่างปี 1986-1989 ด้วยรถ Honda Africa Twin ก่อนถอนตัวจากการแข่งขันไปนานหลายปี และกลับมาร่วมการแข่งขันอีกครั้งในปี 2013 ด้วยรถ Honda CRF450 Rally และสามารถทำผลงานได้ดีด้วยตำแหน่งรองแชมป์ในปี 2015 และ 2018

สำหรับการคว้าแชมป์ ดาการ์ แรลลี่ 2020 ในครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 8 ปี หลังทีมแข่งโรงงานของฮอนด้าตัดสินใจกลับมาลุยศึกดาการ์ แรลลี่ อย่างเต็มรูปแบบในปี 2013 และยังถือเป็นครั้งแรกในรอบ 31 ปี ที่ทีมแข่งฮอนด้าสามารถทวงคืนบัลลังก์แชมป์ได้อีกครั้ง หลังจากการคว้าชัยชนะครั้งหลังสุดในปี 1989 ที่ประเทศแอฟริกา



ข้อมูลเพิ่มเติม รายชื่อผู้คว้าอันดับที่ 1-3 ของการแข่งขัน ดาการ์ แรลลี่ ประกอบด้วย

1. ริคกี้ บราเบ็ค นักบิดชาวสหรัฐอเมริกา สังกัด มอนสเตอร์ เอนเนอร์จี้ ฮอนด้า ทีม ทำเวลา 40 ชั่วโมง 2.36 นาที

2. ปาโบล ควินตานิลลา นักบิดชาวชิลี สังกัด ฮัสควาน่า แฟ็คตอรี่ เรซซิ่ง ทีม ทำเวลาห่างผู้ชนะ 16.26 นาที

3. โทบี้ ไพรซ์ นักบิดจากออสเตรเลีย สังกัด เคทีเอ็ม แฟ็คตอรี่ เรซซิ่ง ทีม ทำเวลาห่างผู้ชนะ 24.06 นาที

https://www.facebook.com/hondaracingcorporation/videos/219692122377406/