Home Blog Page 480

Royal Enfield เปิดตัว “The 30” รถมอเตอร์ไซค์คัสตอมสไตล์คาเฟ่ เรเซอร์

0

Royal Enfield เปิดตัว เดอะ 30 (The 30) รถมอเตอร์ไซค์คัสตอมรุ่นใหม่ภายในงานคัสตอมเฟสต์ 2019 ประเทศอินโดนีเซีย โดยคัสตอมจากคอนติเนนทัล จีที 650 หนึ่งในรถมอเตอร์ไซค์ที่เปี่ยมด้วยความทะเยอทะยานที่สุดของรอยัล เอนฟิลด์
เดอะ 30 (The 30) คือ รถสไตล์คาเฟ่ เรเซอร์ โมเดิร์นคลาสสิกที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างรอยัล เอนฟิลด์ และครอม เวิร์กส์ การาจ (Krom Works Garage) สำนักแต่งรถจักรยานยนต์ชื่อดังจากอินโดนีเซียซึ่งเป็นที่รู้จักจากงานออกแบบที่โดดเด่นและสร้างแรงบันดาลใจ ได้รับเสียงชื่นชมอย่างมากในงานแสดงรถจักรยานยนต์คัสตอมหลายแห่งทั่วโลก

       

เดอะ 30 คัสตอมจากรอยัล เอนฟิลด์ คอนติเนนทัล จีที 650 ได้รับการออกแบบสำหรับผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ในปัจจุบันที่มองว่ารถของตนเองคือการเติมเต็มตัวตนและขับขี่ไปในทุกช่วงเวลาของชีวิต ชวนให้นึกถึงวิถีชีวิตของรถคาเฟ่ เรเซอร์ที่เริ่มต้นจากการเป็นรถจักรยานยนต์มาตรฐานจากโรงงาน ก่อนถูกถอดรื้อ ปรับแต่ง และโมดิฟายด์แบบเดียวกับรถจักรยานยนต์สายพันธุ์แข่ง

ถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากตำนานในอดีต นำเสน่ห์แห่งความโดดเด่นอันหลากหลายแห่งยุคทองของสไตล์คาเฟ่เรซิ่งกลับมาจากยุค 1960 ครอม เวิร์กส์ จาการ์ตา ปั้นแต่งคอนติเนนทัล จีที 650 ให้กลายเป็นการจุติของรถคัสตอมคันใหม่ที่มีชื่อว่า “เดอะ 30” รถจักรยานยนต์ที่ส่งพลังสะท้อนแนวคิด Back to The Roots ของการจัดงานคัสตอมเฟสต์ในปีนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยตัวเลข 30 มาจากอายุของบริษัทผู้สร้างที่พร้อมก้าวต่อไปอย่างมั่นคงในอนาคต

       

รถคัสตอมจีทีคันนี้สร้างขึ้นภายใต้แนวคิดคาเฟ่ เรเซอร์ยุคใหม่ ยังคงคาแรคเตอร์มินิมอลแบบคลาสสิกและผสมผสานวิสัยทัศน์ของงานดีไซน์อันสดใหม่ที่เชื่อมต่อความเก่าและใหม่เข้าไว้ด้วยกัน โครงสร้างแบบดิบเปลือยแนวเรโทรถูกเติมเต็มด้วยช่วงล่างหัวกลับแบบโมเดิร์นที่ด้านหน้าและแบบโช๊คอัพเดี่ยวที่ด้านหลัง ดิสก์เบรก Brembo และคาลิปเปอร์ Tokiko ช่วยให้รถจักรยานยนต์คันนี้อยู่ภายใต้การควบคุมและหยุดได้อย่างไม่ยากเย็น ตกแต่งด้วยเพลทโครเมียม สีดำด้าน และสีทองแดงมุก “เดอะ 30” แสดงทั้งพลังของรถคาเฟ่ เรเซอร์แบบโมเดิร์น คลาสสิกและพัฒนาการของบริษัทผู้ผลิต และไม่เพียงสะท้อนถึงสิ่งที่เคยเป็นมาแต่ยังกำหนดสิ่งที่จะเป็นไปได้อีกด้วย

Porsche Panamera รุ่นพิเศษ ฉลองวาระครบรอบ 10 ปี

0

ปอร์เช่ เฉลิมฉลองครบรอบ 10 ปีให้แก่ยนตรกรรมสายพันธุ์สปอร์ต 4 ประตู พานาเมร่า (Panamera) ด้วยการเปิดตัวรุ่นพิเศษ Porsche Panamera 10 Years Edition มอบความแตกต่างอย่างเหนือระดับให้แก่ผู้ครอบครอง ผ่านการออกแบบที่โดดเด่น บ่งบอกถึงความพิเศษที่ไม่ซ้ำใคร กับ 2 รุ่นพิเศษ Panamer 4 E-Hybrid และ Panamera4 E-Hybrid
ปอร์เช่ พานาเมร่า 4 รุ่นพิเศษ ฉลองวาระครบรอบ 10 ปี (Porsche Panamera 4 10 Years Edition)
ประจำการด้วยขุมพลังเครื่องยนต์เบนซิน ไบเทอร์โบ ขนาดความจุ 2.9  ลิตร ให้พละกำลังสูงสุด 330 แรงม้า  (243 กิโลวัตต์)  อัตราการบริโภค น้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ย 11.9 กิโลเมตรต่อลิตร หรือ 8.4 ลิตรต่อระยะทาง 100 กิโลเมตร; อัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เฉลี่ย 194-192 กรัมต่อกิโลเมตร
ปอร์เช่ พานาเมร่า 4 E-Hybrid รุ่นพิเศษ ฉลองวาระครบรอบ 10 ปี (Porsche Panamera 4 E-Hybrid 10 Years Edition)
ผสานพลังเครื่องยนต์เบนซิน ไบเทอร์โบ ขนาดความจุ 2.9 ลิตร ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า สมรรถนะสูงที่ให้กำลังถึง 136 แรงม้า (100 กิโลวัตต์) เมื่อทำงานควบคู่กันสามารถให้พละกำลังสูงสุดกว่า 462 แรงม้า (340 กิโลวัตต์) มาพร้อมระบบ on-board charger ที่มี charging capacity สูงถึง 7.2 กิโลวัตต์ มากกว่ามาตรฐานทั่วไปที่มีเพียง 3.6 กิโลวัตต์
อัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ย 37-38 กิโลเมตรต่อลิตร หรือ 2.7-2.6 ลิตรต่อระยะทาง 100 กิโลเมตร; อัตราการใช้พลังงานไฟฟ้าเฉลี่ย 16.1 – 16.0 กิโลวัตต์ชั่วโมงต่อระยะทาง 100 กิโลเมตร; อัตราการปล่อยก๊าซ คาร์บอนไดออกไซด์เฉลี่ย 62-60 กรัมต่อกิโลเมตร

เพิ่มเติมอุปกรณ์มาตรฐานเต็มพิกัด
ปอร์เช่ พานาเมร่า รุ่นพิเศษ ฉลองวาระครบรอบ 10 ปี มาพร้อมอุปกรณ์อำนวย ความสะดวก และเสริมความปลอดภัยเพิ่มเติมหลากหลายรายการ อาทิ ไฟหน้า LED matrix ซึ่งรวมเอาระบบ PDLS Plus ไว้ด้วยกัน ระบบ Lane Change Assist และ Lane Keeping Assist พร้อมระบบแจ้งเตือนสัญญาณจราจร traffic sign recognition ระบบช่วยเหลือการจอด Park Assist พร้อมกล้องมองหลัง

         

นอกจากนี้ ยังได้รับการติดตั้งอุปกรณ์มาตรฐานเพิ่มเติม อาทิ ล้ออัลลอยใหม่ ขนาด 21 นิ้ว ลาย Panamera Sport Design สี satin-gloss White Gold Metallic และ ตราสัญลักษณ์ “Panamera10” สี White Gold Metallic ติดตั้งบนประตูหน้าทั้ง 2 ฝั่ง ที่มีเฉพาะรุ่นนี้ เท่านั้น นอกจากนี้ตราสัญลักษณ์ดังกล่าวยังได้รับการติดตั้งภายในห้องโดยสารบริเวณแผงคอนโซล ฝั่งผู้โดยสารตอนหน้า และบนแผ่นปิดธรณีประตู

ระบบหลังคากระจกพาโนรามิค กระจกตัดแสง privacy glass เบาะนั่งปรับระดับด้วยไฟฟ้า 14 ทิศทางพร้อมระบบปรับอุณหภูมิเบาะ ประทับตราสัญลักษณ์ปอร์เช่ บริเวณหมอนรองศีรษะ ระบบประตูดูดsoft-close วิทยุdigital และระบบเครื่องเสียงรอบทิศทาง BOSE® Surround Sound พร้อมติดตั้งระบบช่วงล่างถุงลมปรับระดับอัตโนมัติ adaptive three-chamber air suspension ซึ่งรวมเอาระบบควบคุม เสถียรภาพ Porsche Active Suspension Management (PASM) และระบบพวงมาลัย Power Steering Plus เอาไว้ด้วยกัน

เปิดรับคำสั่งซื้อแล้ววันนี้ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่่ โชว์รูม ปอร์เช่ บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส ทุกสาขา
 
 

ขับ Nissan Leaf พิชิตยอดดอยอินทนนท์

0

บทพิสูจน์ใหม่ในครั้งนี้ ผมมีโอกาสได้นำ Nissan Leaf รถยนต์พลังงานไฟฟ้าไปทำภารกิจการทดสอบสมรรถนะไต่ระดับความสูงกว่า 2,500 เมตร เพื่อขึ้นสู่ยอดดอยที่สูงสุดในประเทศไทย โดยออกเดินทางจาก อ.สะเมิง มุ่งสู่ อ.จอมทอง และพักรถบนยอดดอยอินทนนท์ ก่อนกลับมายังอ.สะเมิง รวมระยะทางกว่า 200 กม. ซึ่งเป็นระยะทางที่ค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับตัวเลขของระยะทางที่ได้เคลมจากบริษัทผู้ผลิตนั่นคือทะลุ 300 กม. ต่อการชาร์จไฟเต็ม 1 ครั้ง แต่ตัวแปรที่จะเข้ามาท้าทายพร้อมอุปสรรคต่างๆอาจจะทำให้ไปได้แต่…กลับไม่ถึง ติดตามรับชมกันครับว่าภารกิจนี้จะสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีหรือไม่
Nissan Leaf 08
ก่อนหน้าไม่นาน บริษัท นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ได้จัดกิจกรรมทดสอบสมรรถนะของ Nissan Leaf ในรูปแบบการชาร์จไฟ 1 ครั้งกับภารกิจเที่ยวทั่วกรุง โดยรายละเอียดทั้งตัวรถและกิจกรรมสามารถรับชมได้ตามลิงค์นี้เลยครับ https://www.autoworldthailand.com/nissan-leaf-2/
Nissan Leaf 01
จากการทดลองและตัวเลขที่ทำได้ในกิจกรรมเที่ยวทั่วกรุง ระยะทางประมาณ 160 กม. เหลือพลังงานจากแบตเตอรี่อีก 30 % ซึ่งถ้ารวมแล้วอาจทำตัวเลขได้กว่า 200 กม. และความเข้าใจที่ว่าควรใช้งานรถยนต์พลังไฟฟ้าแต่ในเมืองหลวงเนื่องจากมีสถานีบริการอัดประจุไฟฟ้าที่หาได้ไม่ยาก
Nissan Leaf 04
แต่ความท้าทายรูปแบบใหม่ที่ผู้จัดงานได้สร้างขึ้นนั่นคือการเดินทางขึ้นที่สูง ซึ่งมีตัวแปรเป็นสภาพเส้นทางที่หลากรูปแบบ แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นปัญหาในการใช้งาน แถมยังทึ่งกับการชาร์จไฟกลับไปยังแบตเตอรี่ได้อย่างรวดเร็วกับเทคโนโลยี Regenerative Braking System ซึ่งถือเป็นไฮไลท์เด็ดในรูปแบบของอุปกรณ์มาตรฐาน
Nissan Leaf 04
การเดินทางเริ่มต้นที่อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ โดยทีมงานได้ทำการชาร์จไฟไว้เต็ม 100 % โดยตัวเลขแสดงที่จอดิสเพลย์บริเวณแดชบอร์ดได้แจ้งไว้ว่าสามารถใช้งานได้ระยะทาง 270 กม. แต่เส้นทางที่ทดสอบในครั้งนี้แค่เพียง 210 กม. ซึ่งถือเป็นเรื่องง่าย แต่ในความเป็นจริงกลับไม่ใช่อย่างที่คิด
Nissan Leaf 08
ขาขึ้นระยะทาง 100 กม. โดยประมาณ เทคโนโลยีคันเร่งอัจฉริยะ e-Pedel ได้เข้ามาช่วยแบ่งเบาการใช้พลังงาน เนื่องจากเมื่อไหร่ก็ตามที่เปิดสวิทช์ระบบนี้ หากเร่งความเร็วและชะลอความเร็ว ระบบจะทำการหน่วงและสร้างแรงเฉื่อยจนรถหยุดนิ่งและยังมีระบบช่วยเตือนและช่วยเบรคอัตโนมัติ เท่ากับว่าหากกะเกณฑ์ระยะทางในการหยุดรถให้ดี เบรกที่เท้าจึงแทบไม่จำเป็นต้องใช้ แถมยังช่วยชาร์จไฟกลับมายังแบตเตอรี่ได้ แต่ก็ถือเป็น% ที่ไม่สูงนัก
Nissan Leaf 06
สภาพเส้นทางถือเป็นตัวแปรสำคัญ เพราะเป็นการขับขี่ไต่ระดับความสูงชันกว่า 2,500 กม. เพื่อขึ้นไปยังจุดสูงสุดของประเทศไทยนั่นคือ “ยอดดอยอินทนนท์” ในเรื่องของอัตราเร่งนั้นหายห่วง เพราะรถยนต์ไฟฟ้าที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์นั้นไม่มีอาการรอรอบเหมือนเครื่องยนต์ และยังทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลาเพียง 7.9 วินาที ซึ่งได้มาจากพละกำลังของมอเตอร์ไฟฟ้าที่ให้กำลังสูงถึง 150 แรงม้า
Nissan Leaf 07
ขาขึ้นจากอ.สะเมิง ไปยังยอดดอยอินนทนนท์ ใช้เวลาประมาณ 2 ชม. ซึ่งระหว่างการจอดพักรถ พลังงานจากแบตเตอรี่เหลือเพียง 29 % แม้จะใช้ความเร็วเฉลี่ยไม่ถึง 70 กม./ชม.ก็ตาม นั่นหมายความว่า ระยะทางที่ใช้ไปเรียกว่าครึ่งทางของกิจกรรมก็ว่าได้ แต่แบตเตอรี่มีพลังงานคงเหลือเพียง 29% เท่ากับใช้ไปแล้วกว่า 70% แล้วระยะทางขาลงอีก 100 กม.กับแบตเตอรี่ที่เหลือเพียง 29 % จะพอกลับถึงเส้นชัยหรืออาจจะต้องแวะกินข้าวลิงข้างทาง
Nissan Leaf 10
สำหรับพระเอกที่มาในระบบฟื้นฟูพลังงานโดยการขับในโหมด B ผสานกับ Eco ซึ่งจะช่วยสร้างพลังงานกลับมาได้สูงสุดถึง 20 % โดยทุกครั้งที่ชะลอความเร็วหรือเบรก พลังงานที่สูญเสียจากการขับขี่รวมถึงสภาพความลาดชันของเส้นทางจะแปรสภาพกลับไปเป็นพลังงานในแบตเตอรี่ ซึ่งถือเป้นนวัตกรรมลิขสิทธิ์ที่นิสสันได้ออกแบบมาโดยเฉพาะ
ด้วยสภาพเส้นทางที่ให้ความลาดชันและแฝงด้วยอันตรายตลอดการเดินทาง การขับขี่ในโหมด B ผสานกับ Eco เมื่อยกคันเร่งก็จะช่วยชะลอความเร็วได้ในระดับหนึ่ง แต่ไม่ถึงกับสร้างแรงเฉื่อยสูงแบบ e-Pedel และยิ่งเหยียบเบรก การชาร์จพลังงานกลับไปยังแบตเตอรี่ก็จะรวดเร็วยิ่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
Nissan Leaf 11
จะว่าไปแล้วการทรงตัวของ Nissan Leaf นั้นได้ออกแบบมาอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงชุดยางซับแรงสั่นสะเทือนแบบยูรีเทนจะช่วยรองรับแรงสั่นสะเทือนได้ดี เมื่อทำงานร่วมกับระบบช่วงล่างแบบทอร์ชั่นลาร์ที่ปรับเรื่องของความยืดหยุ่นเพิ่มขึ้นอีก 10% และพวงมาลัยที่มีการปรับเซ็นเซอร์วัดองศาการเลี้ยว เมื่อทุกอย่างทำงานร่วมกัน การควบคุมรถก็ทำได้ง่ายและมั่นใจมากยิ่งขึ้น
Nissan Leaf 13
จากเดิมบนยอดดอยพลังงานเหลือเพียง 29% พอลงมาถึงปากทางขึ้นดอยด้านล่าง พลังงานแสดงที่หน้าจอเพิ่มขึ้นถึง 49% ณ จุดนี้ ต้องยกความดีความชอบให้กับโหมด B ที่ผสานการทำงานกับ Eco และระยะทางที่เหลือจนถึงเส้นชัยอีกไม่เกิน 60 กม. ทำให้สามารถพารถไฟฟ้าคันนี้ไปยังเส้นชัยได้อย่างสบายๆ
Nissan Leaf 15
ในภารกิจพา Nissan Leaf พิชิตยอดดอยอินทนนท์ในครั้งนี้ยังมี Challenge เบาๆ นั่นคือรถคันไหนที่กลับมาถึงเส้นชัยพร้อมกับเหลือพลังงานมากที่สุดจะเป็นผู้ชนะพร้อมของรางวัลเล็กๆน้อยๆติดมือกลับบ้าน
Nissan Leaf 14
สำหรับตัวเลขที่ทำได้หลังจากนำรถมาถึงยังเส้นชัยนั่นคือเหลือพลังงานแบตเตอรี่อีก 23 % ทำระยะทางไปทั้งสิ้น 205.4 กม.ด้วยความเร็วเฉลี่ย 49 กม./ชม. แต่ก็ยังไม่สูงพอที่จะคว้าชัยชนะในครั้งนี้มาครอง โดยผู้ชนะเลิศนั้นทำระยะทางและความเร็วชนะไปแบบใกล้เคียง แต่พลังงานแบตเตอรี่ยังเหลืออยู่กว่า 26 % พลาดการคว้าชัยไปอย่างน่าเสียดาย
Nissan Leaf 12
บทสรุปของการเดินทางพา Nissan Leaf พิชิตยอดดอยในครั้งนี้กลับเป็นผลงานที่น่าประจักษ์ แบะทำให้รู้ว่าการใช้งานบนพื้นที่เนินสูงชันนั้น หากมีการวางแผนการใช้งานที่ดีและตัวช่วยการขับขี่ที่เป็นเลิศ ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องกลัวเรื่องพลังงานที่อาจจะหมดระหว่างทางจนทำให้ต้องกินข้าวลิง แต่อย่างไรก็ตาม ถ้ามีสถานีบริการอัดประจุไฟฟ้าระหว่างเส้นทางท่องเที่ยว รถยนต์พลังงานไฟฟ้าก็ถือเป็นยานพาหนะที่น่าสนใจไม่ใช่น้อย เพราะพลังขับเคลื่อนที่ได้เปรียบกว่าเครื่องยนต์สันดาปนั่นเอง ทั้งนี้เรื่องของสถานีอัดประจุคงต้องรอภาครัฐตื่นตัวให้มากขึ้น จะ 1 ปี 5 ปี 10 ปี หรือมากกว่านั้น
Nissan Leaf 16

Mercedes-AMG GT R โฉมใหม่ ยนตรกรรมสปอร์ตสายพันธุ์แรง

0

บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัวรถสปอร์ตสายพันธุ์แรง Mercedes-AMG GT R  โฉมใหม่ ตอบสนองความเร้าใจในทุกมิติด้วยสมรรถนะอันทรงพลังจากขุมพลังเครื่องยนต์ V8 เทอร์โบคู่ ขนาด 4.0 ลิตร และเทคโนโลยีแบบมอเตอร์สปอร์ต ดีไซน์โฉบเฉี่ยว และดุดันเต็มพิกัดในราคา 17,900,000 ล้านบาท
Mercedes-AMG GT R โฉมใหม่ รถสปอร์ตตระกูล AMG GT และเป็นรถสปอร์ตรุ่นแรกของเมอร์เซเดส-เบนซ์ที่นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมอันล้ำสมัยของรถแข่งมาประยุกต์ใช้  รถยนต์รุ่นนี้เป็นการผสมผสานระหว่างสมรรถนะของรถสปอร์ตกลุ่ม AMG GT 3 กับการใช้งานในชีวิตประจำวันของรถสปอร์ตกลุ่ม AMG GT เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ดีที่สุดให้กับผู้เป็นเจ้าของที่ชื่นชอบความเร็ว

       

ดีไซน์ภายนอก
ส่วนหน้าของตัวรถมีลักษณะลาดต่ำ และกระจังหน้าแบบ AMG-specific radiator trim ที่ยื่นออกไปคล้ายจมูกฉลาม ช่วยลดแรงกดที่ด้านหลังตัวรถ ส่งผลให้การไหลเวียนของอากาศขณะรถเคลื่อนที่ดีขึ้น เช่นเดียวกับรถแข่งรุ่น Mercedes-AMG GT 3, ล้ออัลลอยแบบ AMG forged wheels น้ำหนักเบา ช่วยประหยัดพลังงาน และทำให้ระบบช่วงล่างและการหมุนพวงมาลัยเป็นไปอย่างราบรื่นและแม่นยำ พร้อมติดตั้งระบบเบรกแบบ AMG high-performance composite brake สีเหลืองพิเศษสำหรับรุ่นนี้โดยเฉพาะ

ดีไซน์ภายใน
ห้องโดยสารมาพร้อมอุปกรณ์ตกแต่งดีไซน์ใหม่ที่ได้รับอิทธิพลมาจากรถยนต์มอเตอร์สปอร์ต อาทิ เบาะนั่งแบบ AMG Bucket Seats หุ้มด้วยหนัง Nappa และ DINAMICA Microfibre ที่ช่วยปกป้องลำตัวด้านข้างได้ดีแม้ขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูงที่ถูกปรับให้ต่ำลงเพื่อให้ผู้ขับขี่รู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับตัวรถ
ทั้งนี้ สามารถเลือกติดตั้งเบาะแบบ AMG Performance และอุปกรณ์เสริมต่างๆ เพื่อเพิ่มความเร้าอารมณ์ขณะขับขี่ เช่น ชุดเข็มขัดนิรภัยสีเหลือง หรือชุดแต่งห้องโดยสาร AMG Interior Piano Lacquer เป็นต้น

นอกจากนี้ รถยนต์รุ่นนี้มาพร้อมชุดแต่ง AMG Interior Night และพวงมาลัยแบบ AMG Performance Steering ตกแต่งด้วย DINAMICA Microfiber สีดำ พร้อมหน้าจอแสดงผลบนพวงมาลัยจำนวน 2 หน้าจอแบบ AMG steering wheel buttons ลงตัวด้วยหน้าจอเรือนไมล์แบบ all-digital instrument display ขนาด 12.3 นิ้ว และเกียร์จะชุบสีดำเงาทั้งหมด
แผงหน้าปัดกว้างดีไซน์ใหม่ด้วยอัตราส่วนแบบ 16:9 ขนาด 10.15 นิ้ว ทำงานด้วยระบบปฏิบัติการแบบ COMAND Online สื่อถึงเอกลักษณ์ของงานออกแบบอากาศยาน, แผงควบคุมตรงกลางมีหน้าจอแสดงผลมากถึง 8 จอบริเวณคอนโซลกลางแบบ AMG DRIVE UNIT ที่ออกแบบตามลักษณะเครื่องยนต์แบบ V8 และมีช่องลมของเครื่องปรับอากาศ 4 ช่องที่ดูคล้ายสปอตไลท์

ความปลอดภัยและเทคโนโลยี 
ระบบกันสะเทือนที่ออกแบบมาโดยเฉพาะทำงานร่วมกับระบบ AMG RIDE CONTROL ด้วยการใช้โครงสร้างปีกนกสองชั้นเพื่อรักษาสมดุลของล้อ และติดสปริงไว้ด้านบน, ใช้นวัตกรรม AMG Lightweight Performance ที่เลือกสรรวัสดุน้ำหนักเบามาใช้ในการผลิต ทำให้โครงสร้างของรถมีน้ำหนักเบา มีความยืดหยุ่นสูง แต่แข็งแกร่งและสามารถกระจายแรงได้เป็นอย่างดี
ระบบควบคุมการยึดเกาะเอเอ็มจีแบบ 9 ระดับ หรือ AMG TRACTION CONTROL สามารถจำลองค่าแรงเสียดทานภายในระยะเวลาเพียงเสี้ยววินาทีเพื่อเตรียมระบบต่างๆ ของรถให้สอดคล้องกับสภาพพื้นถนน โดยมีกลไกชุดหม้อเพลาท้ายรถแบบ LSD เป็นตัวช่วย, เสาค้ำยึดล้อคู่หน้าช่วยลดแรงปะทะขณะเกิดอุบัติเหตุ นอกจากนั้นยังมีระบบท่อไอเสียเอเอ็มจีเพอร์ฟอร์มานซ์รูปทรงหกเหลี่ยมขนาดใหญ่ที่ใช้ท่อเก็บเสียงที่ผลิตจากไทเทเนี่ยมและเหล็กกล้าไร้สนิม ให้เสียงคล้ายคลึงกับเสียงรถแข่ง
Mercedes-AMG GT R โฉมใหม่ มาพร้อมกับเครื่องยนต์ V8 เทอร์โบคู่ ความจุกระบอกสูบ 4 ลิตร ระบบไดเรค อินเจคชั่น และระบบเกียร์แบบคลัทช์คู่ 7 สปีด (seven-speed dual clutch transmission) ที่ช่วยทำให้รถมีความคล่องตัวยิ่งขึ้น และการตอบสนองของระบบเกียร์จะดีขึ้นตามจังหวะการเปลี่ยนเกียร์ของผู้ขับขี่

รุ่นเครื่องยนต์ปริมาตร
กระบอกสูบ (ซีซี)
แรงม้าสูงสุด
(แรงม้า/รอบต่อนาที)
แรงบิดสูงสุด
(นิวตันเมตรที่ความเร็วรอบต่อนาที)
อัตราเร่ง
0-100
กม./ชม.
ความเร็วสูงสุด
(กม./ชม.)
Mercedes-AMG GT RV8 เทอร์โบคู่3,982585 / 6,250700 / 2,100-5,5003.6318

Mercedes-AMG GT R  โฉมใหม่ ราคา 17,900,000 ล้านบาท

รีวิวก่อนขายจริง All New ISUZU D-MAX ปรับใหม่หมด พร้อมเปิดราคาเริ่มต้น 510,000-1,164,000 บาท

0

All New ISUZU D-MAX เปิดตัวครั้งแรกของโลกด้วยการออกแบบใหม่ทุกมิติ เครื่องยนต์มีให้เลือก 2 ขนาดในรูปแบบของขุมพลัง DDi Blue-Power เจนเนอเรชั่นที่ 2 ทั้งขนาด 1.9 ลิตร 150 แรงม้า พร้อมแรงบิด 350 นิวตันเมตร และ ขนาด 3.0 ลิตร 190 แรงม้าพร้อมแรงบิด 450 นิวตันเมตร พร้อมระบบส่งกำลังทั้งแบบธรรมดา และ อัตโนมัติ 6 จังหวะ รวมถึงตัวช่วยการขับขี่ที่ไม่น้อยหน้าคู่แข่ง พร้อมเปิดราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 510,000-1,164,000 บาท
All New ISUZU D-MAX 1
บริษัท ตรีเพชรอีซูซุ เซลส์ ประเทศไทย จำกัด ได้ฤกษ์เปิดตัว All New ISUZU D-MAX ในรอบสื่อมวลชนพร้อมแขกผู้มีเกียรติที่เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง ก่อนขึ้นโชว์ตัวพร้อมจำหน่ายทุกโชว์รูมทั่วไทยในวันที่ 19 ตุลาคมศกนี้ โดยมาพร้อมกับคำจำกัดความภายใต้สโลแกน “พลานุภาพ…พลิกโลก” ซึ่งเป็นการปรับปรุงใหม่หมดในรูปแบบ All New ในประเทศไทยและยังเป็นครั้งแรกของโลก
All New ISUZU D-MAX 2
การเปลี่ยนแปลงในรูปแบบ All New ครั้งนี้ถือเป็นเจนเนอเรชั่นที่ 3 หลังจากรุ่นแรกได้ปรากฏตัวพร้อมจำหน่ายในปี พ.ศ. 2545 ต่อด้วยเจนเนอเรชั่นที่ 2 ในปี พ.ศ. 2554 โดยการเปลี่นแปลงในครั้งนี้พัฒนาจากแนวคิด BOLD, EMOTIONAL and SMART นำไปสู่ดีไซน์ใหม่หมดในทุกมิติจากภายนอกจรดภายใน
All New ISUZU D-MAX 3
เริ่มที่การเปลี่ยนแปลงอันดับแรกโดยนำมาเทียบกับ ISUZU D-MAX Hilander โมเดลก่อนหน้า คือขนาดมิติตัวถังที่มีความยาว 5,265 มม. เพิ่มขึ้น 65 มม. กว้าง 1,870 มม. เพิ่มขึ้น 10 มม. สูง 1,790 มม. เตี้ยลงกว่าเดิม 5 มม. ในขณะที่ฐานล้อมีความยาว 3,125 มม. เพิ่มขึ้นกว่าเดิม 30 มม.
อีกหนึ่งไฮไลท์ชูโรงคือนวัตกรรมโครงสร้างตัวถัง “ISUZU DYNAMIC DRIVE PLATFORM” ซึ่งเป็นการผสานการทำงานของโครงสร้างตัวถัง แชสซีย์ เครื่องยนต์ และช่วงล่าง เพื่อการขับขี่ที่สมบูรณ์แบบ โดยโครงสร้างตัวถังได้รับการเสริมเหล็กที่มีความแข็งแกร่ง และแชสซีย์ใหม่ขนาดใหญ่ รองรับแรงบิดสูงขึ้นถึง 23 % รวมถึงวางตำแหน่งเครื่องยนต์ไว้หลังเพลาหน้าเพื่อการกระจายน้ำหนักให้ได้มาซึ่งสมดุลกับตัวรถ
มุมมองด้านหน้ามีการปรับปรุงเพิ่มเติมความสปอร์ตพร้อมฟังก์ชั่นใหม่ อาทิ ไฟหน้า Isuzu Vision Bi-LED พร้อมระบบเปิด – ปิดอัตโนมัติ ไฟ Multifunctional Daylight แบบ Built-in และไฟตัดหมอก LED All New ISUZU D-MAX 4
สำหรับไฟท้าย Dual-Sonic LED ออกแบบให้มีความโดดเด่น พร้อมกันชนท้าย Integrated Bumper ส่วนในด้านของล้อแมกลวดลายดุดัน หุ้มยางขนาด 265/60R18
All New ISUZU D-MAX 8
และยังเป็นครั้งแรกของรถกระบะที่ได้รับการติดตั้งกระจกบานหน้าแบบ IR Cut ป้องกันรังสี UVA และ UVB รวมถึงระบบปัดน้ำฝนอัตโนมัติซึ่งมาพร้อมระบบฉีดน้ำบนก้านปัดแบบ Blade Type ช่วยทำความสะอาดและไม่บดบังทัศนวิสัยในการขับขี่
ภายในใช้วัสดุ Soft Touch สำหรับเบาะนั่งและแผงข้างหุ้มเบาะหนังสีดำเดินด้ายสีขาว & Telescopic เบาะนั่งคู่หน้าเทคโนโลยี AVEC (Anti Vibration Elastic Comfort) ซึ่งช่วยในการซับแรงสั่นสะเทือน ลดความเมื่อยล้า พร้อมระบบปรับไฟฟ้า 8 ทิศทางในตำแหน่งที่นั่งคนขับ
All New ISUZU D-MAX 5
พวงมาลัยมัลติฟังค์ชั่นปรับได้ 4 ทิศทาง สามารถควบคุมระบบความบันเทิงและสั่งการตัวช่วยการขับขี่ต่างๆได้อย่างสะดวกสบาย
ชุดมาตรวัดทรงกลม 2 ช่องแสดงผลด้านความเร็วและรอบเครื่องยนต์ ตรงกลางจะมีจอ Smart MID ขนาด 4.2 นิ้วแสดงภาพแบบ 3 มิติรวมถึงแสดงข้อมูลการขับขี่ได้หลากหลายรุปแบบ
บริเวณคอนโซลกลางมาพร้อมระบบความบันเทิง ISUZU Ultimate Entertainment ในรูปแบบของหน้าจอสัมผัส Infotainment Display ขนาด 9 นิ้ว ซึ่งให้ความคมชัดระดับ HD รวมถึงรองรับระบบ Apple CarPlay และ Android Auto ส่งต่อความสุนทรีย์จากการดูหนัง ฟังเพลง ผ่านระบบเสียงรอบทิศทาง Dynamic Surround Sound พร้อมลำโพง 8 ตัว
ใต้จอทัชสรีนซึ่งเป็นตำแหน่งที่อยู่ของสวิตช์ควบคุมระบบปรับอากาศได้รับการเปลี่ยนแปลงในรูปแบบ Piano Touch ซึ่งเป็นปุ่มกดแบบดิจิตอลและยังได้รับการติดตั้งระบบกรองอากาศที่สามารถป้องกันฝุ่นละออง P.M. 2.5 ได้อีกด้วย
All New ISUZU D-MAX 7
ด้านขุมพลังได้มีการพัฒนาใหม่ แบบแรกเป็นเครื่องยนต์อีซูซุ 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ Gen 2 รุ่น RZ4E-TC ให้กำลังสูงสุด 150 แรงม้า ที่ 3,600 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 350 นิวตัน-เมตร ที่ 1,800 – 2,600 รอบ/นาที
และอีกหนึ่งพิกัดความจุนั่นคือ ขนาด 3.0 ลิตร DDi Blue Power รุ่น 4JJ3-TCX ให้กำลังสูงสุด 190 แรงม้า ที่ 3,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 450 นิวตัน-เมตร ที่ 1,600 – 2,600 รอบ/นาที
All New ISUZU D-MAX 6
ระบบส่งกำลังมีให้เลือกทั้งแบบเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ และเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะที่มาพร้อมโหมดขับขี่แบบสปอร์ต Rev Tronic
ช่วงล่างหน้าใช้เป็นอิสระปีกนก 2 ชั้น ดับเบิ้ลวิชโบน พร้อมคอยล์สปริง ซึ่งได้รับการออกแบบจุดยึดให้สูงขึ้นเพื่อลดอาการโยนตัว ด้านหลังแบบแหนบแผ่นยาวผลิตด้วยเทคโนโลยี Warm Stress Shot Peening แข็งแกร่งและทนทานกว่าแหนบปกติ ในส่วนของระบบเบรคได้มีการขยายจานเบรคหน้าให้มีขนาด 320 มม. ซึ่งทำงานร่วมกับระบบ ABS,EBD และ BA
สำหรับอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยนอกจากโครงสร้างที่เสริมเหล็กและคานเหล็กกันกระแทกด้านข้าง รวมถึงถุงลมนิรภัยถึง 6 จุด พร้อมระบบปลดล๊อคประตูอัตโนมัติเมื่อถุงลมนิรภัยทำงาน นอกจากนี้ All New ISUZU D-MAX ยังได้รับการติดตั้งในรูปแบบจัดเต็มของการป้องกันก่อนเกิดเหตุ ได้แก่
Emergency Stop Signal เบรคกะทันหันมีไฟฉุกเฉินโชว์
Blind Sport Monitoring ระบบเตือนจุดอับสายตา
Rear Cross Traffic Alert เตือนจุดอับสายตาขณะถอยหลัง
Parking Aid System พร้อมเซ็นเซอร์กะระยะ 8 จุดรอบคัน
Hill Start Assist ระบบช่วยออกตัวบนทางชัน
Hill Descent Control ระบบควบคุมความเร็วบนทางชัน
Walk Away Auto Lock ระบบล๊อคอัตโนมัติเมื่ออกจากรถเกิน 3 ม.
Welcome Light เปิดล๊อคอัตโนมัติเมื่อเข้าใกล้เกิน 2 ม.
ISUZU Genius Entry กุญแจพร้อมฟังค์ชั่น Remote Engine Start ซึ่งสามารถสตาร์ทเครื่องยนต์ได้ในระยะ 20 ม.
All New ISUZU D-MAX 9
All New ISUZU D-MAX จะโชว์ตัวพร้อมวางจำหน่ายทุกโชว์รูมทั่วประเทศพร้อมกันในวันที่ 19 ตุลาคมนี้ พร้อมตั้งราคาเริ่มต้นที่ 510,000 บาท – 1,164,000 บาท

นิสสัน เผยโฉม ซิตี้ คาร์ รุ่นใหม่

0

นิสสัน ประเทศไทย เผยแนวคิดรถยนต์ซิตี้ คาร์ รุ่นใหม่ ด้วยแนวคิดของการออกแบบที่โดดเด่น เพื่อลูกค้ากลุ่มมิลเลียนเนียล ดีไซน์ภายนอกทันสมัย และภายในโฉบเฉี่ยว ภายใต้แนวทางในการออกแบบรถยนต์รุ่นใหม่ในอนาคตของนิสสัน ด้วยแนวคิด “เต็มไปด้วยพลัง มีเสน่ห์ ทันสมัย และเร้าใจ”
นิสสัน ซิตี้ คาร์ ใหม่ ดีไซน์ให้มิติภายนอกปราดเปรียวขึ้น กว้าง และยาวขึ้นภายใต้ปรัชญาในการสร้างสรรค์รถยนต์แบบ “รูปทรงเรขาคณิตที่สื่อถึงอารมณ์ หรือ Emotional Geometry” มีองค์ประกอบที่โดดเด่น และเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของแบรนด์ เช่น กระจังหน้าแบบ V-Motion ไฟหน้า และไฟท้ายแบบบูมเมอแรง เสาหลังคาท้ายที่ตั้งชัน (kick-up C-pillars) และ หลังคาแบบลอยตัว (floating roof) ส่งต่ออัตลักษณ์ของแบรนด์ให้มีความต่อเนื่องในรถยนต์นิสสันทุกรุ่น

ด้วยรูปลักษณ์ภายนอก เรียบหรู และกว้างขวาง นำเส้นสายของไฟหน้า และไฟท้ายแบบ LED เสริมให้ตัวรถดูโดดเด่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงเวลากลางคืน

ในส่วนของเสาด้านหลังตัวรถถูกออกแบบให้กลมกลืน เสมือนหลังคาลอยตัวอยู่ ช่วยเติมเต็มรูปลักษณ์ให้สง่างามยิ่งขึ้น พร้อมด้วยซุ้มล้อที่ดูชัดเจน เพิ่มภาพสะท้อนจากแสงในแต่ละมุมของตัวรถ เสริมบุคลิก และความโดดเด่นให้กับตัวรถด้วยเส้นสายที่ให้ความรู้สึกทรงพลังลากผ่านประตูไปถึงด้านท้ายของตัวรถ

ภายในตัวรถได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมด เพื่อรองรับแผงหน้าปัดใหม่ หน้าจอแบบอินโฟเทนเม้นท์ ระบบข้อมูล และความบันเทิงในรถยนต์ พวงมาลัย เบาะนั่ง และห้องโดยสารที่มีสไตล์ ใช้วัสดุคุณภาพสูง และเน้นความประณีตในการประกอบ ช่วยเสริมความโดดเด่น และหรูหราให้กับรถในเซ็กเมนต์นี้

ราเมช นาราสิมัน ประธาน นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย กล่าวว่า “นิสสัน ซิตี้ คาร์ ใหม่ ได้รวมการออกแบบที่โดดเด่น แต่ต้องรักษาความสะดวกสบาย กว้างขวางซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของลูกค้านิสสัน ติดตั้งเทคโนโลยีอัจฉริยะช่วยเพิ่มความปลอดภัย สะดวกสบายในทุกการเดินทาง ให้สมรรถนะการขับขี่ที่สนุกสนาน ประหยัดน้ำมัน และมีความปลอดภัยสูง เพื่อตอบสนองได้ทุกความต้องการใช้งานของกลุ่มมิลเลนเนียล ตลอดจนกลุ่มที่เริ่มสร้างครอบครัว” 
นิสสัน มุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์ และบริการ ด้วยดีไซน์ที่ทันสมัย และมอบเทคโนโลยีเพื่อช่วยการขับขี่ และการเดินทางที่ปลอดภัยใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง นิสสันจึงยืนหยัดในฐานะผู้บุกเบิก และรักษาความเป็นผู้นำตลาดในกลุ่มรถยนต์ ซิตี้ คาร์ อย่างต่อเนื่อง

BMW Motorrad Day 2019 เทศกาลรวมพลสิงห์บิ๊กไบค์ ระเบิดความมันส์ 9 พ.ย.นี้

0

BMW Motorrad Day 2019 ปีที่สี่ของการรวมพลเหล่าสิงห์บิ๊กไบค์ทั่วประเทศ ขอเชิญชวนนักขี่บิ๊กไบค์ ไม่ลิมิตค่าย มาร่วมสนุกระเบิดความมันส์ ในวันที่ 9 พฤศจิกายนศกนี้ ณ สุดยอดเทศกาลมอเตอร์ไซค์แห่งปี ที่เนรมิตสนามแข่งรถ 8 Speed เขาใหญ่ให้กลายเป็น Pure & Crafted Festival โดยสามารถเข้างานได้ฟรี และลงทะเบียนออนไลน์เพื่อสำรองกิจกรรมล่วงหน้าได้ที่ http://bit.ly/2kVueIW

       

ผู้เข้าร่วมงานจะได้เพลิดเพลินกับร้านอาหารและร้านค้าคอนเซ็ปท์คราฟท์ สนุกกับกิจกรรมสุดหลากหลายตั้งแต่สิบโมงเช้ายันเที่ยงคืน ทั้งการยลโฉมบิ๊กไบค์ในแบบ Pure & Crafted Custom Built การประกวดคัสตอมไบค์ประลองฝีมือนักแต่งรถที่มีแรงบันดาลใจและไอเดียสุดสร้างสรรค์ ไปจนถึง มินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง ทั้งวัชราวลี ลุลา ไท ธนาวุฒิ และบิ๊กแอส นอกจากนี้ สาวกบิ๊กไบค์ยังจะได้สัมผัสกับที่สุดแห่งความคลาสสิกผ่านพิพิธภัณฑ์กลางป่า Hall of Frame กับการจัดแสดงภาพมอเตอร์ไซค์ในตำนานหลากหลายรุ่น และบอกเล่าความสำเร็จในงานแข่ง Paris-Dakar ของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด

ไฮไลต์ของงานเพิ่มความเร้าใจกับกิจกรรมความมันส์เคล้าสารอะดรีนาลีนในสนามแข่ง Drag Lane การแข่งความเร็วแบบ 1 ต่อ 1 บนทางตรงในระยะ 201 เมตร และ Dust Lane การแข่งขันบนพื้นหญ้าด้วยรถมินิ เทรล ไบค์ พร้อมโอกาสทดสอบทักษะการขับขี่บิ๊กไบค์สไตล์แอดเวนเจอร์กับการแข่งขัน GS Trophy Challenge 2019 ที่จำลองสถานีทดสอบมาให้ผู้แข่งขันได้ท้าประลองทั้งแบบขับขี่คนเดียวและแบบทีมซึ่งเปิดกว้างให้ร่วมสนุกแบบไร้รุ่น ไร้ค่าย สุดเอ็กซ์คลูซีฟกับการเปิดประสบการณ์การผจญภัย GS Experience โดยทอม วูลฟ์ เจ้าของฉายา Mr. GS Trophy ระดับตำนาน ที่จะมาเผยเทคนิคการขับขี่สุดเร้าใจในเส้นทางที่สนุกและปลอดภัยให้กับบรรดาสิงห์นักบิดที่เข้าร่วมงาน

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดตามได้ที่
อีเวนท์เพจ https://www.facebook.com/events/451155568854180/
และแฟนเพจ https://www.facebook.com/BMWMotorradTH/

ร่วมเชียร์นักบิดไทยสู้ศึก Thailand MotoGP 2019 กับ Idemitsu

0

การแข่งขัน MotoGP เดินทางมาถึงสนามที่ 15 ซึ่งเป็นช่วงท้ายฤดูกาลที่ขับเคี่ยวกันอย่างเข้มข้น ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ ในระหว่างวันที่ 4-6 ตุลาคม 2562 ซึ่ง IDEMITSU แบรนด์น้ำมันเครื่องระดับพรีเมี่ยมจากประเทศญี่ปุ่น โดย บริษัท น้ามันอพอลโล (ไทย) จำกัด จัดแคมเปญ “ร่วมเชียร์นักบิดไทยไปกับ Idemitsu สู้ศึก Thailand MotoGP 2019” เชิญชวนสื่อมวลชนชั้นนำกว่า 30 ชีวิต ร่วมชมการแข่งขันระดับโลกแบบติดขอบสนาม

       

โอกาสนี้ ได้ร่วมเชียร์นักแข่งหนึ่งเดียวของประเทศไทย ในการแข่งขันในเวทีระดับโลก “ก้อง สมเกียรติ จันทรา” ที่ลงทำการแข่งขันในรุ่น Moto2 ภายใต้สังกัด Idemitsu Honda Team Asia

โดย “คิงคองก้อง” สมเกียรติ จันทรา สามารถไล่แซงนักแข่งต่างชาติและจบการแข่งขันในอันดับที่ 9 มีคะแนนสะสม 20 คะแนน รั้งอันดับที่ 20 บนตารางการแข่งขันระดับโลกได้ใจชาวไทยทั้งประเทศ

และในรุ่นใหญ่อย่าง MotoGP ยังมีนักแข่งที่น่าจับตาอย่าง “ทาคาอากิ นาคากามิ” แห่งสังกัด LCR Honda Idemitsu ที่สามารถทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมใน MotoGP 2019 โดยรั้งตำแหน่ง Top 10 มาตลอดทั้งซีซัน และในสนามนี้ก็ไม่พลาดยังคงครองอันดับ Top 10 ไว้ได้อย่างสวยงาม

       

Idemitsu แบรนด์น้ำมันเครื่องระดับพรีเมี่ยมจากประเทศญี่ปุ่น เข้าร่วมสนับสนุนการแข่งขันในรายการระดับโลกอย่าง MotoGP เป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้อยู่ในมาตรฐานระดับสากล และเป็นที่ยอมรับของผู้ใช้ทั่วโลก ซึ่ง Idemitsu ไม่เคยหยุดยั้งที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อตอกย้าความเป็นผู้นาในตลาดผลิตภัณฑ์หล่อลื่นระดับพรีเมี่ยมเสมอมา

Big Motor Sale 2019 มอบเงิน 1 ล้านบาทแก่โตโยต้า ในโอกาสเปิดตัวรถรุ่นใหม่ครั้งแรกในงาน

0

นายจรวย ขันมณี ประธานคณะกรรมการอำนวยการจัดงาน “Big Motor Sale” และบริษัท ยานยนต์สแควร์ กรุ๊ป จำกัด มอบเงินรางวัลเปิดตัวรถยนต์ใหม่ขายครั้งแรก จำนวน 1,000,000 บาท แก่ มร. มิจิโนบุ ซึงาตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ และ นายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ในโอกาสเปิดตัวรถรุ่นใหม่ All New Toyota Majesty รถ MPV พรีเมี่ยมสุดหรูที่มาพร้อมฟังก์ชั่นไฮเทค ในงาน Big Motor Sale 2019 เมื่อเร็ว ๆ นี้ ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา

เอ.พี. ฮอนด้า จัดคาราวานส่งช่างอาสา 65 คนช่วยภัยน้ำท่วมอุบลฯ

0

เอ.พี.ฮอนด้า จัดคาราวานช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมในจังหวัดอุบลราชธานี โดยมีช่างอาสารวม 65 คน จากร้านผู้จำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้าจากทุกภาคทั่วประเทศ โดยทั้งหมดจะเดินทางไปช่วยผู้ประสบภัยตรวจเช็ค ซ่อมแซมและเปลี่ยนอะไหล่หมุนเร็วได้แก่ น้ำมันเครื่อง หัวเทียน ไส้กรอง โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

ผู้ประสบภัยสามารถนำรถจักรยานยนต์ฮอนด้าเข้ารับการตรวจเช็คได้ที่จุดบริการพิเศษในจังหวัดอุบลราชธานีทั้งสิ้น 22 จุด ประกอบด้วย
จุดบริการพิเศษระหว่างวันที่ 1-4 ตุลาคม
จุดที่ 1 ลานจอดรถ ศาลาว่าการเก่า อ.เมือง
จุดที่ 2 ศูนย์รถฯมือสองเกียรติสุรนนท์ สาขาศรีมงคล
จุดที่ 3 เชิงสะพานแก่งสะพือ
จุดที่ 4 รร.บ้านท่าเมือง อ.ดอนมดแดง
และวันที่ 1-15 ตุลาคมนี้ ที่ศูนย์บริการฮอนด้าในเครือเกียรติสุรนนท์ 18 แห่ง