Home Blog Page 489

ฮอนด้าประกาศราคาพร้อมวางจำหน่าย 'ฮอนด้า แอคคอร์ด ใหม่' อย่างเป็นทางการ

0

ฮอนด้าประกาศราคาพร้อมวางจำหน่าย ฮอนด้า แอคคอร์ด ใหม่ อย่างเป็นทางการ รุ่น TURBO EL 1.475 ล้านบาท รุ่น HYBRID 1.639 ล้านบาท และรุ่น HYBRID TECH 1.799 ล้านบาท ชูเทคโนโลยีการขับเคลื่อน Di VTEC TURBO 190 แรงม้า และระบบ Sport Hybrid i-MMD
เพิ่มความมั่นใจให้ลูกค้าด้วยสิทธิพิเศษรับประกันคุณภาพรถยนต์และการบริการ พร้อมรับนาฬิกา Garmin ( Garmin Smartwatch) Limited Edition รุ่น Forerunner 645 Music สี Slate มูลค่า 16,990 บาท เมื่อจองและรับรถภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด
นายพิทักษ์ พฤทธิสาริกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารปฏิบัติการ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ฮอนด้า แอคคอร์ด นับเป็นรถยนต์ที่เป็นผู้นำในการนำเทคโนโลยียนตรกรรมใหม่ๆ เข้าสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ อีกทั้งเป็นหนึ่งในผู้นำด้านยอดขายใน D-segment มาอย่างต่อเนื่อง
การประกาศราคา พร้อมวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการของฮอนด้า แอคคอร์ด ใหม่ จะมีส่วนช่วยกระตุ้นตลาดในภาพรวมให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง และเชื่อมั่นว่าจะเป็นยนตรกรรมสปอร์ตพรีเมียมซีดานที่พร้อมตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของลูกค้า ด้วยเทคโนโลยีอันล้ำสมัยทั้งขุมพลังการขับเคลื่อนและเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยที่ลงตัวกับดีไซน์สไตล์สปอร์ตและหรูหราสง่างามเหนือระดับ ซึ่งจะมาสร้างโลกบทใหม่แห่งยนตรกรรมที่ก้าวล้ำไปอีกขั้น”
ฮอนด้า แอคคอร์ด ใหม่ มาพร้อม 2 ขุมพลังการขับเคลื่อน ได้แก่
เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร Di VTEC TURBO ให้กำลังสูงสุด 190 แรงม้า ตอบสนองได้ทันใจด้วยแรงบิด 243 นิวตัน-เมตร จากเทคโนโลยีไดเรคอินเจคชัน (Direct Injection) ประสานการทำงานกับระบบเกียร์อัตโนมัติอัตราทดแปรผันต่อเนื่อง (CVT) ให้สมรรถนะการขับขี่ที่ทรงพลังกว่าเครื่องยนต์ 2.4 ลิตร และให้อัตราการประหยัดน้ำมันที่ 16.4 กิโลเมตร/ลิตร ซึ่งดีกว่าเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตรในรุ่นเดิม โดยเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และรองรับน้ำมัน E85 ได้อีกด้วย

ระบบขับเคลื่อน Sport Hybrid Intelligent Multi-Mode Drive (i-MMD) เป็นการทำงานของเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร Atkinson-Cycle DOHC i-VTEC 4 สูบ 16 วาล์ว ผสานกับมอเตอร์ไฟฟ้าที่ทรงพลัง 2 ตัว พร้อมด้วยเกียร์อัตโนมัติอัตราทดแปรผันต่อเนื่องไฟฟ้า (E-CVT) และแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน ให้กำลังสูงสุดทั้งระบบได้ถึง 215 แรงม้า สามารถปรับเปลี่ยนโหมดการขับขี่ได้อย่างอัจฉริยะ เพื่อตอบสนองทุกการขับขี่ โดยระบบ Sport Hybrid i-MMD ใหม่ เป็นระบบ Full Hybrid ที่ให้สมรรถนะการขับขี่ที่ทรงพลังและอัตราการประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยมสูงถึง 24.4 กิโลเมตร/ลิตร อีกทั้งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพียง 97 กรัม/กิโลเมตร

พร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง (Honda SENSING) และระบบความปลอดภัยอันล้ำสมัยระดับพรีเมียม อาทิ ระบบเตือนเมื่อมีรถเคลื่อนผ่านขณะถอย (Cross Traffic Monitor: CTM) ระบบกล้องมองภาพรอบทิศทาง (Multi-View Camera System: MVCS) ระบบช่วยจอดอัจฉริยะ พร้อมระบบช่วยเบรก (Honda Smart Parking Assist System) เป็นต้น
ดีไซน์ภายนอกและภายในห้องโดยสารที่ได้รับการออกแบบอย่างประณีต ผสมผสานเอกลักษณ์ความสปอร์ตพรีเมียมได้อย่างลงตัว พร้อมตอบสนองไลฟ์สไตล์การใช้งานที่หลากหลายของลูกค้าด้วยฟังก์ชันและเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกอันล้ำสมัย อาทิ ระบบแสดงข้อมูลบนกระจกหน้า (Head-Up Display : HUD) มาตรวัดพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ TFT ขนาด 7 นิ้ว ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว แบบ Advanced Touch รองรับการเชื่อมต่อ  Apple CarPlay และระบบสั่งการด้วยเสียง SIRI และอุปกรณ์ชาร์จไฟแบบไร้สาย (Wireless Charger) เป็นต้น

พร้อมสิทธิพิเศษ โปรแกรมการให้บริการพิเศษด้านคุณภาพรถยนต์ ฮอนด้า อัลติเมท แคร์ (Honda Ultimate Care) ด้วยการขยายการรับประกันคุณภาพรถยนต์ใหม่โดยเพิ่มระยะเวลาอีก 2 ปี หรือระยะทาง 40,000 กิโลเมตร รวมเป็น 5 ปี หรือ 140,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) บริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนน 24 ชั่วโมง (Honda 24hr Roadside Assistance) และพิเศษยิ่งขึ้นในรุ่นไฮบริด กับการรับประกันอายุการใช้งานแบตเตอรี่ถึง 10 ปี และรับประกันระบบไฮบริดทั้งระบบ 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง อีกทั้งฟรีค่าแรงในการเช็คระยะเป็นเวลา 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)
ฮอนด้า แอคคอร์ด ใหม่ มีให้เลือกทั้งหมด  4 สี ได้แก่ สีใหม่ สีขาวแพลทินัม (มุก) สีดำคริสตัล (มุก) สีเงินลูนาร์ (เมทัลลิก) และสีเทาโมเดิร์นสตีล (เมทัลลิก) มาพร้อมสีภายในห้องโดยสาร 3 สี ได้แก่ สีไอวอรี่เบจ สีดำ และสีน้ำตาล (เฉพาะรุ่น HYBRID TECH) ซึ่งขึ้นอยู่กับสีตัวรถภายนอก โดยมีให้เลือก 3 รุ่น ได้แก่

  • HYBRID TECH ราคา 1,799,000 บาท
  • HYBRID ราคา 1,639,000 บาท
  • TURBO EL ราคา 1,475,000 บาท

ทั้งนี้  สามารถยกระดับความโดดเด่นและเพิ่มเติมความสปอร์ตเร้าใจในสไตล์คุณได้อีกขั้นด้วยชุดอุปกรณ์ตกแต่งระดับพรีเมียมโมดูโล (Modulo) รอบคัน รายละเอียดอุปกรณ์ตกแต่งเพิ่มเติมสามารถอ่านได้จาก https://hondaaccess.co.th/line-up/honda-accord/

สิทธิพิเศษสำหรับลูกค้า เมื่อจอง ฮอนด้า แอคคอร์ด ใหม่ รุ่น TURBO EL ตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2562 – 31 พฤษภาคม 2562 และรับรถยนต์ตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2562 – 31 กรกฏาคม 2562 หรือเมื่อจอง รุ่น HYBRID หรือ HYBRID TECH ตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2562 – 30 มิถุนายน 2562 และรับรถยนต์ตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2562 – 31 สิงหาคม 2562 รับนาฬิกา Garmin ( Garmin Smartwatch) Limited Edition รุ่น Forerunner 645 Music สี Slate มูลค่า 16,990 บาท
สัมผัสและทดลองขับ ฮอนด้า แอคคอร์ด ใหม่ รุ่นเทอร์โบได้แล้ว ตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2562 เป็นต้นไป ณ โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ หรือลงทะเบียนทดลองขับผ่าน www.honda.co.th/testdrive  และพบกับรุ่นไฮบริด พร้อมทดลองขับได้ในเดือนกรกฎาคม 2562 หรืออ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.honda.co.th/accord

นวัตกรรมยานยนต์ จากงาน Auto Shanghai 2019 เตรียมเผยโฉมในไทยเร็วๆ นี้

0

“Auto Shanghai 2019 – The 18th International Automobile Industry Exhibition” หรือที่คนไทยรู้จักกันในชื่องาน “เซี่ยงไฮ้ ออโต้โชว์” นับเป็นงานที่จัดแสดง นวัตกรรมยานยนต์ รถยนต์ต้นแบบ และรถยนต์รุ่นใหม่ของแบรนด์ต่างๆ มากมาย รวมถึง SAIC Motor Corporation ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของเอ็มจี ในประเทศไทย
โดย SAIC Motor Corporation ได้เปิดตัวรถรุ่นใหม่ และรถต้นแบบเพื่อโชว์ความล้ำหน้าทาง นวัตกรรมยานยนต์ ครอบคลุมทั้งรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยน้ำมัน รถยนต์พลังงานไฟฟ้า100%  (EV) รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) รถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยเซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cell) รวมทั้งยานยนต์แห่งอนาคตกับรถต้นแบบที่รองรับการสื่อสาร 5G อาทิ
รถต้นแบบ

รถยนต์ต้นแบบ 5G zero-screen smart cockpit “Roewe Vision-I” รถยนต์ SPV (Special Purpose Vehicle)  อัจฉริยะรุ่นแรกของโลก ที่จุดประกายยานยนต์แห่งอนาคตด้วยเทคโนโลยี 5G
 
รถยนต์สำหรับจำหน่ายในระดับสากล

MG EZS รถพลังงานไฟฟ้า Pure EV รุ่นแรกของเอ็มจี ที่เข้าทำการตลาดในต่างประเทศ ทั้ง อังกฤษ เยอรมัน และอีกหลายประเทศทั่วโลก และคาดว่าจะแนะนำสู่ตลาดเมืองไทยภายในกลางปีนี้ โดยขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าที่ให้กำลังสูงสุด 150 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 350 นิวตันเมตร ทำให้สามารถเร่งจาก 0-50 กม./ชม. ได้ภายในเวลา 3.1 วินาที และ 0-100 กม./ชม. ประมาณ 8-9 วินาที วิ่งได้ระยะทางไกลสูงสุด 335 กม. ตามมาตรฐาน NEDC ต่อการชาร์จไฟเต็ม 1 ครั้ง (และ 428 กม. เมื่อวิ่งที่ความเร็วเฉลี่ยไม่เกิน 60 กม./ชม.) และรองรับ Fast Charging ซึ่งชาร์จไฟจาก 0-80% ได้ในครึ่งชั่วโมง
 

MG HS รถ C-Segment Crossover SUV รุ่นใหม่ ที่ถูกออกแบบใหม่ ทั้งภายนอกและภายในให้มีรูปลักษณ์และสไตล์แบบสปอร์ต โฉบเฉี่ยวด้วยเส้นสายด้านข้างทำให้ตัวรถมีมิติ นอกจากนี้ ยังมีกระจังหน้าแบบใหม่ที่ดูเท่ สะท้อนความพรีเมี่ยม ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 1.5 ลิตร กำลังสูงสุด 169 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร และเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 2.0 ลิตร กำลังสูงสุด 231 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 350 นิวตันเมตร
 
รถรุ่นอื่นๆ ที่เปิดตัวในงาน

MG6 XPOWER TCR มาพร้อมสมรรถนะเต็มเปี่ยม สามารถทำความเร็วจาก 0 – 100 กม./ชม. ได้ในเวลาเพียง 4 วินาที ตัวถังภายนอกสีเขียวมรกต ตกแต่งลวดลายแบบรถแข่งสไตล์อังกฤษ
 

MAXUS T70  ดุดัน โดดเด่น ด้วยดีไซน์ของกระจังหน้าโครเมี่ยม มาพร้อมเครื่องยนต์ใหม่ดีเซลเทอร์โบ 2.0 ลิตร ที่ให้เลือกความแรงได้ 2 ทาง กับ 2.0 ลิตร เทอร์โบเดี่ยว 163 แรงม้าที่ 4,000 รอบ/นาที แรงบิด 375 นิวตันเมตร ที่ 1,500-2,400 รอบ/นาที และ 2.0 ลิตร เทอร์โบคู่ 218 แรงม้าที่ 4,000 รอบ/นาที แรงบิด 480 นิวตันเมตรที่ 1,500-2,400 รอบ/นาที ระบบส่งกำลังแบบเกียร์ธรรมดา และเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด เลือกได้ทั้งรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ และขับเคลื่อน 4 ล้อ Part-Time ระบบส่งกำลังแบบเกียร์ธรรมดา

All New Mitsubishi Triton กระบะแกร่งมากับตัวข่วยการขับขี่แบบจัดเต็ม (ภาพ+คลิปวีดีโอ)

0

ทดสอบสมรรถนะ All New Mitsubishi Triton กระบะแกร่งที่มาพร้อมรูปโฉมใหม่ในสไตล์สะดุดตา เครื่องยนต์ Mivec Clean Diesel Turbo ขนาด 2.4 ลิตร พัฒนาระบบเกียร์อัตโนมัติแบบ 6 จังหวะ รวมถึงเสริมตัวช่วยขับขี่ Super Select 4WD II สมรรถนะของคันนี้จะเป็นเช่นไร จัดเต็มกับการขับขี่ทั้งรูปแบบ On Road และ Off Road ที่จ.เชียงใหม่ เพื่อให้ทุกท่านได้รับชม

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ได้เผยโฉม All New Mitsubishi Triton 2019 และเปิดตัวครั้งแรกของโลกในรูปแบบ World Premier ที่ประเทศไทย เมื่อช่วงเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการปรับโฉมครั้งใหญ่ในวาระ 40 ปี ของการผลิตรถ Pick up จากค่าย Mitsubishi มีตัวถังให้เลือก 3แบบ ได้แก่ Singal Cab, Mega Cab, Double Cab มากับกระจังหน้าสไตล์ Dynamic Shield แบบเดียวกับที่ใช้ออกแบบใน Mitsubishi Pajero Sport
All New Mitsubishi Triton
ชุดไฟหน้าเป็นเลนส์โปรเจคเตอร์ แบบ Bi – LED Design พร้อมชุดไฟ LED Day Time มากับกรอบไฟตัดหมอกแบบใหม่ ติดตั้งระบบเปิดปิดไฟหน้ารวมถึงระบบปรับระดับไฟหน้า สูง ต่ำ อัตโนมัติ
All New Mitsubishi Triton
ซุ้มล้อขนาดใหญ่ เสริมความโดดเด่นจากล้ออัลลอยลวดลายใหม่ ขนาด 18 นิ้วพร้อมติดตั้งบันไดข้างเพื่อการเข้า/ออก ห้องโดยสารที่สะดวก
All New Mitsubishi Triton
ด้านท้ายรถมีการออกแบบชุดไฟท้ายและกันขนใหม่ด้วยเช่นกัน ทั้งในส่วนของผากระบะท้ายที่มาพร้อมสปอย์เลอร์ หรือมือจับ ไฟท้ายพร้อมไฟเบรค LED เมื่อผสมรวมกับกันชนท้ายแบบใหม่ทำให้ดูลงตัวมากยิ่งขึ้น
All New Mitsubishi Triton
ภายในห้องโดยสารติดตั้งเบาะนั่งหุ้มหนังปรับไฟฟ้า 8 ทิศทางฝั่งผู้ขับ พวงมาลัยหุ้มหนังแท้ มีระบบ Multifucion ควบคุมเครื่องเสียงและ Cruise Control รวมถึงยังเป็นกระบะเพียงรุ่นเดียวในตลาดที่ได้รับการติดตั้ง เพดเดิลชิฟท์ที่พวงมาลัย
All New Mitsubishi Triton
All New Mitsubishi Triton
All New Mitsubishi Triton
All New Mitsubishi Triton
ชุดมาตรวัดออกแบบใหม่มาพร้อมจดแสดงข้อมูลการขับชี่แบบสี พร้อม 3D Animation กระจายความเย็นทั่งห้องโดยสารด้วยระบบปรับอากาศอัตโนมัติ Duo Zone รวมถึงติดตั้งช่องแอร์พร้อมชุดควบคุมสำหรับผู้โดยสารตอนหลังใหม่
All New Mitsubishi Triton
All New Mitsubishi Triton
นอกจากนี้ยังมีช่องจ่ายไฟกระแสตรง 12 โวล พอร์ท USB ที่คอนโซลหน้า รวมถึงพอร์ท USB บริเวณคอนโซลกลาง รวมถึงยังให้มีความสะดวกสบายไปกับระบบ Push Start พร้อมกุญแจอัจฉริยะ KOS
All New Mitsubishi Triton
ขุมพลังที่ติดตั้งในรถคันนี้เป็นเครื่องยนต์ขนาด 2.4 ลิตร Mivec Clean Diesel ให้กำลังสูงสุด 181 แรงม้า ที่ 3,500 รอบ และแรงบิด 430 นิวตันเมตรที่ 2,500 รอบ ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะพร้อม Sport Mode และ Paddle Shift โดยมีตัวช่วยการขับขี่ที่น่าสนใจทั้งระบบสี่ล้อ พร้อมระบบ Diff Lock เฟืองท้าย และ Super Select 4WD II สำหรับระบบกันสะเทือนหน้าเป็นแบบดับเบิลวิชโบน ส่วนด้านหลังเป็นแหนบแผ่นพร้อมโช๊คอัพไขว้
All New Mitsubishi Triton
All New Mitsubishi Triton
All New Mitsubishi Triton ได้รับการติดตั้งระบบความปลอดภัยชั้นสูงที่หยิบยกมาจาก Mitsubishi Pajero Sport เช่น ระบบการเตือนกาชนด้านหน้าตรง พร้อมช่วยชะลอความเร็ว ซึ่งระบบนี้สามารถตรวจจับพาหนะและบุคคลได้อีกด้วย ระบบเตือนจุดอับสายตาและแจ้งเตือนขณะเปลี่ยนเลน ระบบเตือนด้านหลังขณะถอย ระบบตัดกำลังเครื่องรถยนต์ชั่วคราวเมือเหยียบคันเร่งอย่างรุ่นแรงและระบบไฟสูงอัตโนมัติ
All New Mitsubishi Triton
ในช่วงของการทดลองขับรถที่ใช้เป็นรุ่นท๊อพนั่นคือ Mitsubishi Triton Double Cab 4WD GT-Premium A/T และเส้นทางที่ผู้จัดได้เตรียมไว้มีทั้ง ช่วงโค้ง เขา เยอะพอสมควร แต่ในเรื่องของระบบรองรับยังไว้ใจได้ดี ด้านหลังเป็นแหนบแผ่น แล้วก็ข้างหน้าเป็นอิสระดับเบิลวิชโบน รถจะมีอาการโคลงตัวน้อยมาก ถือว่า set ช่วงล่างมาได้ดี โดยมีการขยายขนาดของกระบอกโช๊คอัพจากเดิม 42.7 มิลลิเมตร เป็น 45 มิลลิเมตร
All New Mitsubishi Triton
All New Mitsubishi Triton
ขุมพลังจากเครื่องยนต์ Mivec Clean Diesel ขนาด 2.4ลิตร ให้กำลังสุงสุด 181แรงม้า มาพร้อมกับแรงบิดที่ 430 นิวตันเมตร ตอบสนองการขับขี่ได้ดีเกียร์จะเป็นเกียร์ 6 speed มาพร้อม Sport Mode โดยสามารถเพิ่มหรือลดเกียร์ได้ที่คัน นอกจากนี้จะมี แพดเดิลชิฟท์มาให้ด้วย เส้นทางโค้งเยอะๆ จากดอยอินทนนท์-หางดง ที่ใช้ในการพิสูจน์สมรรถนะ ทำให้สัมผัสได้ถึงพวงมาลัยที่ให้การตอบสนองที่ค่อนข้างคม ช่วงฟรีของพวงมาลัยมีน้อยมาก
All New Mitsubishi Triton
สมรรถนะของเครื่องยนต์ค่อนข่างมีประสิทธภาพในการตอบสนองได้ดีและประหยัด การขับขี่ขณะที่ความเร็วคงที่ประมาณ 100 กม/ชม จะใช้รอบเครื่องยนต์ประมาณ 1,700 – 1,800 รอบเท่านั้น ความเร็วคงที่ 120 กม./ชม. ใช้รอบเครื่องยนต์เพียง 2,000 รอบนะครับ ส่วนการตอบสนองเครื่องยนต์นั้นสัมผัสได้ว่า Turbo เข้ามามีบทบาทสำคัญในการรีดแรงม้า และช่วยให้มีแรงบิดสูงขึ้น ในด้านของอัตราสิ้นเปลือง ทางบริษัทผู้ผลิตเคลมไว้อยู่ที่ 13 กม/ ลิตร แต่หากรักษาความเร็วอย่างที่ผมได้สัมผัสในครั้งตัวเลขน่าจะมี 16-17 กม./ลิตร น่าจะมีให้เห็น
All New Mitsubishi Triton
เข้าสู่ทางลุยในรูปแบบ Off Road ซึ่งเป้นการพิสูจน์สมรรถนะของระบบ Super Select 4WD II จากถนนหลวงใช้ระบบขับเคลื่อน 2H หรือว่าขับเคลื่อน 2 ล้อ พอมาถึงเส้นทางนี้จะใช้ 4H เป็นหลัก แต่อีก 2 ระบบ ได้แก่ 4HLC และ 4LLC จะมีหน้าที่แตกต่างกัน
All New Mitsubishi Triton
4HLC เป็นระบบขับเคลื่อนที่เหมาะกับสภาพเส้นทางที่สมบุกสมบันเหมาะกับเส้นทางที่มีอุปสรรคต่างๆ แต่ฟังค์ชั่น 4LLC จะคล้ายคลึงกับเกียร์ 4 LOW แต่ว่าระบบขับเคลื่อนอัจฉริยะรุ่นนี้จะประมวลผลให้เอง สภาพเส้นทางแบบไหนควรถ่ายเทแรงบิดเท่าไหร่เป้นหน้าที่ของสมองกลระบบเกียร์ทั้งสิ้น แต่ในสภาพเส้นทางที่โหดจัด ก็จะมีในส่วนของ Real Difference Lock ทำการช่วยจับเฟื่องท้ายให้ถ่ายเทแรงบิดไปยังล้อหลังทั้ง 2 ฝั่งที่ใกล้เคียงกัน
All New Mitsubishi Triton
แต่สภาพเส้นทางที่เป็น Dert Track แบบที่ได้ทำการทดสอบ จะใช้โหมด 4H เป็นหลัก บนสภาพเส้นทางฝุ่นแบบนี้ในเรื่องช่วงล่างจะมีส่วนสำคัญ ทำให้การยึดเกาะถนนทำได้ดีขึ้น
All New Mitsubishi Triton
และตัวช่วยการขับขี่อีก 1 ฟังค์ชั่นจะเป็นตัวช่วยในด้านการมองหรือเป็นกล้องรอบคัน เรียกว่า Multi Around View Monitor นะครับ Multi Around View Monitor โดยจะมีสวิตช์ควบคุมไว้ที่พวงมาลัย สามารถเลือกกดดูในกรณีช่องทางแคบ โดยไม่จำเป็นต้องเปิดกระจกแล้วชะโงกหน้าออกไปข้างนอก ด้วยการใช้งานมี่ความเร็วไม่เกิน 40กม/ชม หากความเร็วสูงขึ้น ระบบจะตัดการทำงานของกล้องรอบคันออก และเหลือการทำงานของกล้องเพียงตัวเดียว นั่นคือ กล้องจากกระจกมองข้าง เราจะสามารถมองเห็นภาพจากฝั่งซ้ายมือ ทำให้การวางล้อบนพื้นที่แบบนี้ทำได้ง่ายขึ้น การเล็งเส้นทางแคบๆ ดูได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น
All New Mitsubishi Triton
แต่ที่น่าสนใจในสภาพที่เป็นพื้นผิวขรุขระ มีหลุม บ่อ ก็ยังรับรู้ได้ถึงความแน่นหนึบของช่วงล่างซึ่งไม่แข็งกระด้างจนเกินไป
ในช่วงทางลงเขาชันๆ ตัวช่วยในการขับขี่อีกระบบเรียก Hill Descent Control สามารถกดปุ่มใช้งานบริเวณคอนโซลเกียร์ หากระบบทำงานจะมีสัญลักษณ์ของรูปรถลงเนินขึ้นอยู่ที่หน้าจอ ระบบนี้จะทำการควบคุมความเร็วในการลทางชันอยู่ที่ไม่เกิน 10กม/ชม เพราะฉะนั้นไม่ต้องห่วงว่ารถจะเป๋หรือรถจะฟรี เนื่องจากระบบเบรกที่เค้าเข้ามาช่วยในการจับปล่อยล้อ มันจะทำให้ล้อไม่ล็อคฟรีนั่นเอง
All New Mitsubishi Triton
All New Mitsubishi Triton
บทสรุปของ All New Mitsubishi Triton นอกจากรูปลักษณ์ที่มีความสวย เฉียบ คม ในด้านขุมพลังเครื่องยนต์ Mivec Clean Diesel ขนาด 2.4 ลิตร 181 แรงม้านั้น สำหรับการใช้งานบนทางหลวงให้การตอบสนองได้ดีและประหยัดเชื้อเพลิง ระบบช่วงล่างมีประสิทธิภาพที่ดีจากการเพิ่มขนาดของกระบอกโช๊คอัพ และโครงสร้างตัวถังแบบเหลกกล้า 2 ชั้นที่พัฒนาขึ้นมาใหม่ ส่วนตัวช่วยในเส้นทางลุยอย่างระบบ Super Select 4WD II ถือเป็นตัวช่วยอัจฉริยะที่ผู้ขับขี่ไม่ต้องมีทักษะมากนักก็สามารถฟันผ่าอุปสรรคไปได้อย่างสบาย
All New Mitsubishi Triton
ข้อมูลทางเทคนิค: Mitsubishi Triton Double Cab 4WD GT-Premium A/T
เครื่องยนต์: Mivec Clean Diesel Turbo Commonrail
ความจุกระบอกสูบ (ซี.ซี.): 2,442
กำลังสูงสุด (แรงม้า ที่ รอบ/นาที): 181/3,500
แรงบิดสูงสุด (นิวตัน-เมตร ที่รอบ/นาที): 430/ 2,500
ระบบส่งกำลัง: อัตโนมัติ 6 จังหวะ พร้อม Sport Mode
ระบบขับเคลื่อน: สี่ล้อ พร้อมระบบ Diff Lock เฟืองท้าย
ระบบกันสะเทือน(หน้า/หลัง): ดับเบิลวิชโบน /แหนบแผ่นพร้อมโช๊คอัพไขว้
เบรก(หน้า/หลัง): ดิสก์/ดรัม
ยาว/กว้าง/สูง(มม.): 5,300×1,815 x1,795
ราคา (บาท): 1,099,000
ตัวแทนจำหน่าย: บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด

ฟอร์จูนเนอร์ รุ่นปรับปรุงใหม่ รองรับน้ำมัน บี 20

0

บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด แนะนำรถยนต์อเนกประสงค์ ฟอร์จูนเนอร์ รุ่นปรับปรุงใหม่ 2.4G เกียร์อัตโนมัติ พร้อมตอกย้ำความเป็นผู้นำด้วยการประกาศรองรับการใช้น้ำมันไบโอดีเซล บี 20 ให้กับ ฟอร์จูนเนอร์ ทุกรุ่น 
ฟอร์จูนเนอร์ รุ่นปรับปรุงใหม่ 2.4G เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีดพร้อมระบบ Sequential Shift มอบสมรรถนะการขับขี่อันทรงพลัง พร้อมด้วยแป้นเปลี่ยนเกียร์ (Paddle Shift) เพิ่มความสะดวกสบายและความสนุกสนานในการขับขี่มากยิ่งขึ้น
ภายนอก เพิ่มทัศนวิสัยด้วยไฟส่องสว่างแบบ LED Bi-Beam Projector ให้ความปลอดภัยที่เหนือระดับในทุกการขับขี่ ด้วยไฟตัดหมอกหน้าแบบ LED และกล้องมองภาพขณะถอยหลัง พร้อม Back Guide Monitor
ภายใน หรูหราล้ำสมัยด้วยเบาะหนังสีน้ำตาล พร้อมติดตั้งเครื่องเสียง DVD หน้าจอสัมผัส เพื่อสุนทรียภาพในทุกการเดินทาง ตลอดจนอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่ครบครัน และระบบมาตรฐานความปลอดภัยระดับโลก
รถยนต์ ฟอร์จูนเนอร์ รุ่นปรับปรุงใหม่ 2.4G มาพร้อมกับราคาที่คุ้มค่า เริ่มต้นที่ 1,299,000 บาท อีกทั้งยังรองรับการใช้น้ำมันไบโอดีเซล บี 20 ได้อีกด้วย
ติดตามข้อมูลข่าวสาร ศึกษาข้อมูลผลิตภัณฑ์และกิจกรรมการตลาดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.toyota.co.th/fortuner
 

เผยโฉม ปอร์เช่ คาเยนน์ คูเป้ (Porsche Cayenne Coupé) ยนตรกรรมสปอร์ตพันธุ์แกร่ง

0

ปอร์เช่ พร้อมลุยตลาดรถสปอร์ตกลุ่มใหม่ ด้วยการเผยโฉม คาเยนน์ คูเป้ (Cayenne Coupé) เป็นครั้งแรกของโลก นับเป็นอีกหนึ่งกลยุทธการเสริมทัพต่อยอดความสำเร็จของยนตรกรรมสปอร์ต SUV รุ่นใหญ่  เจเนอเรชันที่ 3  เพื่อสนองตอบต่อความต้องการของกลุ่มลูกค้าอันหลากหลาย รถสปอร์ตอเนกประสงค์คันล่าสุดนี้ สง่างามโดดเด่นด้วยรูปทรงตัวถังอันแข็งแกร่ง เพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยบ่งบอกเอกลักษณ์ยานยนต์เปี่ยมสมรรถนะสุดโฉบเฉี่ยวดุดันอย่างแท้จริง

ความเหนือชั้นของคาเยนน์เวอร์ชันล่าสุด (The new Porsche Cayenne Coupé) เริ่มตั้งแต่เส้นสายรอบตัวถังที่เฉียบคม มุมมองด้านท้ายรถที่เปี่ยมเอกลักษณ์เฉพาะตัว สปอยเลอร์หลังปรับระดับอัตโนมัติ เบาะหลังแบบแยกที่นั่งอิสระ และการออกแบบหลังคาที่แตกต่างกันถึง 2 สไตล์  หลังคากระจกพาโนรามิกเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน หรือเลือกติดตั้งหลังคาคาร์บอนเป็นอุปกรณ์พิเศษรูปทรงตัวถังเน้นย้ำความสปอร์ต ผสมผสานงานออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ ยกระดับ คาเยนน์ คูเป้ ใหม่ (The new Cayenne Coupé) ให้งามสง่าเหนือล้ำอย่างไร้คู่เปรียบ แนวหลังคาที่ลาดลงจรดท้ายรถคือภาพแห่งความแข็งแกร่งที่ปรากฎท้าทายต่อสายตาทุกคู่เมื่อมองมาที่ คาเยนน์ คูเป้ (Cayenne Coupé)

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่านี่คือ ยนตรกรรมที่ยืนอยู่บนตำแหน่งสูงสุดของสปอร์ต SUV ในระดับเดียวกัน แหล่งกำเนิดพลังสมรรถนะชั้นเลิศ 2 ขนาดความจุ ได้ถูกจัดเตรียมไว้เพื่อประจำการใต้ฝากระโปรงของคาเยนน์ คูเป้ (Cayenne Coupé) เริ่มด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบ เทอร์โบชาร์จ ให้กำลังสูงสุด 340 แรงม้า (250 กิโลวัตต์) สปอร์ต SUV รุ่นล่าสุดนี้สามารถสร้างอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายในระยะเวลา 6.0 วินาที สำหรับรุ่นเรือธง คาเยนน์ เทอร์โบ คูเป้ (Cayenne Turbo Coupé) มั่นใจในความแรงเต็มพิกัดจากเครื่องยนต์เบนซิน ขนาด 4.0 ลิตร V8 ทวิน เทอร์โบ กำลังสูงสุดกว่า 550 แรงม้า (404 กิโลวัตต์) ส่งผลต่ออัตราเร่งจากจุดหยุดนิ่งไปยังความเร็ว 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สามารถทำได้ภายในระยะเวลาเพียง 3.9 วินาทีเท่านั้น

ปอร์เช่ คาเยนน์ (Cayenne) – ความสำเร็จอันเป็นที่ยอมรับทั่วโลก
นับตั้งแต่การเปิดตัวครั้งแรกของ คาเยนน์ (Cayenne) เมื่อปี 2002 สปอร์ต SUV รุ่นใหญ่คันนี้ได้รับความนิยมอย่างสูงจากลูกค้าทั่วทุกมุมโลกมาอย่างต่อเนื่อง คาเยนน์ (Cayenne) จำนวนมากกว่า 864,200 คัน ถูกส่งมอบถึงมือผู้รักในยนตรกรรมอเนกประสงค์สายพันธุ์แรง หรือคิดเป็นยอดจำหน่ายเฉลี่ยต่อปีถึง 50,000 คัน เฉพาะปี 2018 คาเยนน์ (Cayenne) มียอดส่งมอบทั่วโลกสูงถึงประมาณ 71,500 คัน มีเพียงปอร์เช่ มาคันน์ (Macan) เท่านั้นที่สามารถสร้างสถิติยอดจำหน่ายส่งมอบเหนือกว่า คาเยนน์ (Cayenne) ทั้งนี้ตลาดหลักที่ให้การตอบรับเป็นอย่างดีคือประเทศจีน และทวีปยุโรป

Detlev von Platen, สมาชิกคณะกรรมการบริหารผู้กำกับดูแลส่วนงานขายและการตลาดของ Porsche AG ให้สัมภาษณ์ถึงความคาดหวังที่มีต่อการบุกเบิกแนวทางใหม่ของ คาเยนน์ คูเป้ (Cayenne Coupé) ทั้งในแง่ของภูมิภาคการขายที่แตกต่าง, ลูกค้ากลุ่มใหม่ และอัตราการเติบโตของตลาดรถสปอร์ตในอนาคต
ภูมิภาคและกลุ่มผู้ซื้อที่เป็นเป้าหมายหลักของ คาเยนน์ คูเป้ (Cayenne Coupé)
คาเยนน์ คูเป้ (Cayenne Coupé) คือผู้พิชิตถือกำเนิดขึ้นเพื่อตอบสนองต่อตลาดในทุกภูมิภาคทั่วโลก แน่นอนว่านี่คือรถยนต์ที่จะสร้างความตื่นเต้น ประทับใจให้แก่ผู้คนทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบความสปอร์ตเต็มพิกัดของ คาเยนน์ (Cayenne) ซึ่งอาจจะหมายรวมถึงลูกค้าเดิมหรือลูกค้ารายใหม่ของปอร์เช่ ด้วยความเชื่อมั่นต่อตราสินค้าและศักยภาพในการตอบโจทย์สไตล์การใช้ชีวิตตลาดของรถ SUV ตัวถังคูเป้ ไม่ได้เกิดขึ้นใหม่ แต่เรากำลังจะนำเสนอผลิตภัณฑ์ยานยนต์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ถ่ายทอดงานออกแบบจาก DNA ของปอร์เช่ครบถ้วนทุกรายละเอียดไม่ต้องสงสัยเลยว่า รูปทรงตัวถังของรถคันนี้จะสามารถสะท้อนตัวตนของแบรนด์ปอร์เช่ได้อย่างแท้จริง

ในภาพรวมของตลาดทั่วโลก ใครคือกลุ่มลูกค้าของปอร์เช่
กลุ่มลูกค้าของเรามีความแตกต่างหลากหลายและรูปแบบการใช้ชีวิตที่มีเอกลักษณ์ ไม่มีคำนิยามมาตรฐานสำหรับการเป็นลูกค้าปอร์เช่ และด้วยเหตุผลดังกล่าว ทำให้เราต้องพิจารณาถึงความต้องการสูงสุดของลูกค้าแต่ละราย ในขณะเดียวกัน ลูกค้าของเราก็มีคุณสมบัติบางอย่างร่วมกัน สิ่งนั้นคือความหลงใหลในสมรรถนะการขับขี่ที่เหนือชั้น ความทะเยอทะยานเพื่อไปสู่สิ่งที่ดีกว่า และความมีเอกลักษณ์ เช่นเดียวกับทัศนคติซึ่งเป็นแรกผลักดันส่งผลต่อความสำเร็จของพวกเขาเหล่านั้น ลูกค้าของเราให้ความสำคัญกับ ความรู้สึกของบุคคลในครอบครัวอันเป็นที่รักพร้อมดูแลสร้างสรรค์ความสุขให้เกิดขึ้น เช่นเดียวกับสิ่งที่บุคลากรของปอร์เช่มุ่งมั่นตั้งใจนำเสนอต่อลูกค้าของเราทุกคนมีหลายครั้งที่ลูกค้าของปอร์เช่เคยขับขี่รถยนต์ระดับพรีเมี่ยมแบรนด์อื่นมาก่อน แต่เขาก็เปลี่ยนมาใช้รถของเราเมื่อเขาคาดหวังอะไรบางอย่างที่มากกว่ารถยนต์ทั่วไป ลูกค้าบางท่านผ่านประสบการณ์ใช้รถปอร์เช่ในรุ่นเริ่มต้น หลังจากนั้นพวกเขาจะเริ่มเสาะแสวงหายนตรกรรมที่ให้สมรรถนะและความสปอร์ตมากยิ่งขึ้นกว่าเดิมซึ่งอาจจะเป็นรุ่น เทอร์โบ (Turbo) หรือ รุ่นจีที (GT) ในกระบวนการดังกล่าว ความพึงพอใจส่วนตัวมีความสำคัญกว่าภาพลักษณ์ภายนอก

การสำรวจและศึกษาเพื่อตัดสินใจทำตลาดรถยนต์ปอร์เช่สักรุ่นหนึ่งมีความสำคัญอย่างไร
ข้อมูลที่ได้รับจากลูกค้ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการตัดสินใจทำตลาดรถยนต์ และลูกค้าของเรามีความคิดเห็นที่เป็นรูปธรรมชัดเจน เราได้รับข้อมูลรายงานมากกว่า 300,000 ครั้งในแต่ละปี โดยเป็นการเสนอแนะและแสดงออกถึงความต้องการต่างๆ แน่นอนว่าปอร์เช่นำเอาสิ่งที่เป็นประโยชน์ดังกล่าวทั้งหมดมาประยุกต์ใช้ในกระบวนการวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ยานยนต์รุ่นใหม่ๆนอกจากนี้ บ่อยครั้งที่เรานำเสนอแนวคิดผ่านรถยนต์ต้นแบบเพื่อสำรวจกระแสตอบรับจากลูกค้าปัจจุบันและกลุ่มบุคคลที่จะเป็นลูกค้าในอนาคต  คาเยนน์ (Cayenne) รุ่นล่าสุดคือกรณีศึกษาที่เห็นได้ชัด ในระหว่างการพัฒนาเราได้นำข้อคิดเห็นจำนวนมหาศาลที่ลูกค้าเสนอแนะเกี่ยวกับรถรุ่นที่แล้วมาพิจารณา ดังจะเห็นได้จากงานออกแบบภายในห้องโดยสารที่สร้างขึ้นโดยอาศัยข้อมูลอ้างอิงตามความต้องการของบรรดาผู้หลงใหลในยนตรกรรมสปอร์ต ไทคานน์ (Taycan) เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ดีของความใส่ใจในรายละเอียดที่เราได้รับจากความต้องการของลูกค้า นับตั้งแต่ขั้นตอนการพัฒนาช่วงเริ่มต้นเราได้สอบถามความคิดเห็นและเสนอข้อมูลไปยังลูกค้า เพื่อให้สามารถมองเห็นภาพที่ควรจะเป็นของรถสปอร์ตพลังงานไฟฟ้าสมบูรณ์แบบคันแรกจากปอร์เช่ จนถึงตอนนี้ เหลือเวลาอีกเพียงไม่นานก่อนที่รถคันดังกล่าวจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรกของโลกในช่วงฤดูใบไม้ร่วง เรายังคงสำรวจความคิดเห็นจากลูกค้าเพื่อรับฟังข้อมูลจนกว่ารถคันจริงเผยโฉม

คาเยนน์ คูเป้ (Cayenne Coupé) เป็นตัวแทนของรถสปอร์ตจากปอร์เช่ที่เพิ่มเติมความอเนกประสงค์และอรรถประโยชน์รอบด้าน นี่คือแนวทางการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตใช่หรือไม่
แนวทางในการพัฒนาองค์รวมของเรา ไม่ได้เน้นเพียงแค่ตัวรถเท่านั้น แต่เรายังคงให้ความสำคัญของแบรนด์ DNA อีกด้วย นั่นคือการผสมผสานความสปอร์ตและศักยภาพในการสนองตอบต่อความต้องการในเชิงของคุณภาพระดับสูงสุดซึ่งเป็นจุดขายและภาพสะท้อนในใจของลูกค้าผู้ครอบครองยนตรกรรมปอร์เช่ทุกรุ่นตั้งแต่อดีต ผลิตภัณฑ์ยานยนต์ของปอร์เช่ทุกคันคือรถสปอร์ตโดยแท้จริง ไม่เว้นแม้แต่ พานาเมร่า (Panamera) มาคันน์ (Macan) หรือ คาเยนน์ (Cayenne) ทั้งหมดล้วนถึงพร้อมด้วยอุปกรณ์และระบบเสริมสมรรถนะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยมที่สุดในรถระดับเดียวกัน ประกอบขึ้นด้วยเอกลักษณ์ที่สืบทอดจากปอร์เช่ 911 (Porsche 911) รถสปอร์ตระดับตำนานไม่ต้องแปลกใจเลยว่า เพราะเหตุใดปอร์เช่จึงได้รับการยอมรับในฐานะผู้ผลิตรถสปอร์ตพันธ์ุแท้มาเป็นระยะเวลายาวนาน ทีมงานของเราทุ่มเทปฏิบัติงานอย่างหนักเพื่อให้มั่นใจว่า สิ่งต่างๆเหล่านี้จะยังคงอยู่ตราบนานเท่านาน ในขณะเดียวกัน พวกเรายังคงมุ่งมั่นสร้างสรรค์นำเสนอรถสปอร์ตหลากหลายรุ่นอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าในทุกภูมิภาคทั่วโลก ตัวอย่างเช่น อัตราการเติบโตที่เป็นไปในทิศทางเดียวกันของกำลังซื้อจากกลุ่มลูกค้าในตลาดที่แข็งแกร่ง ความต้องการรถสปอร์ต SUV ที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในประเทศจีน พร้อมกับความนิยมที่เพิ่มขึ้นของรถสปอร์ต 2 ประตู

ตัวถังสไตล์คูเป้ คือเทรนด์ที่กำลังมาแรงในรถ SUV คุณมีวิธีการอย่างไรในการสร้างแรงจูงใจให้แก่ลูกค้าในมุมมองของแบรนด์ปอร์เช่
ปอร์เช่ ยืนหยัดในวิธีการปฏิบัติงานที่ประณีตบรรจง และสนองตอบต่อความต้องการอันหลากหลายของลูกค้าผู้หลงใหลในยนตรกรรมสปอร์ตระดับพรีเมียม เพื่อการนี้ บุคลากรของเราคือหัวใจสำคัญตลอดมา ปอร์เช่ถือกำเนิดขึ้นด้วยแรงกาย แรงใจของบุคลากรทุกคน ฝีไม้ลายมือ ความเชี่ยวชาญที่ละเมียดละไม ความรัก และความหลงใหลที่ฝังแน่นอยู่ในทุกรายละเอียดที่ปอร์เช่เป็นหนึ่งเดียว สามัคคีกันเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดต่อทุกปัญหาที่เผชิญ นี่คือหลักปรัชญาในการสร้างสรรค์ผลงาน อันนำมาซึ่งคุณภาพอันโดดเด่น และสมรรถนะการขับขี่ชั้นเลิศเราต้องการที่จะสร้างความประทับใจให้เกิดขึ้นกับลูกค้ากลุ่มใหม่ ที่มีอายุน้อยลงด้วย คาเยนน์ คูเป้ (Cayenne Coupé) โดยกลุ่มบุคคลเหล่านี้ให้คุณค่ากับความพิเศษ และมีไลฟ์สไตล์ที่ไม่ธรรมดา รวมทั้งมีใจรักในการขับขี่รถยนต์สมรรถนะสูง

ปอร์เช่ คาเยนน์ คูเป้ (Porsche Cayenne Coupé)
อัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ย 10.6 – 10.7 กิโลเมตรต่อลิตร หรือ 9.4 – 9.3 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร; อัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่ 215 – 212  กรัมต่อกิโลเมตร
ปอร์เช่ คาเยนน์ เทอร์โบ คูเป้ (Porsche Cayenne Turbo Coupé)
อัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ย 8.7 – 8.8 กิโลเมตรต่อลิตร หรือ 11.4 – 11.3 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร; อัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 261 – 258 กรัมต่อกิโลเมตร
 อัตราการการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงและอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เฉลี่ย ได้รับการตรวจสอบตามมาตรฐานสากลที่สอดคล้องกับวิธีการ Light Vehicle Test Procedure (WLTP) ล่าสุด สำหรับค่าการตรวจวัดอัตรา การบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงตามมาตรฐาน NEDC ที่ระบุในบทความนี้ ใช้อ้างอิงได้เฉพาะสภาพการทดสอบในช่วงเวลาเดียวเท่านั้น ไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกับค่าการตรวจวัดอัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงของ NEDC ที่ได้จากวิธีการอื่นใดก่อนหน้าการทดสอบนี้
 สำหรับข้อมูลอย่างเป็นทางการของผลทดสอบอัตราการการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงและอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เฉลี่ยในรถยนต์รุ่นใหม่อื่นๆ สามารถค้นหาได้จากเอกสารGuidelines on fuel consumption, CO2 emissions and power consumption of new passenger cars” [Leitfaden über den Kraftstoffverbrauch, die CO2Emissionen und den Stromverbrauch neuer Personenkraftwagen], ผ่านตัวแทนจำหน่ายและสถาบัน Deutsche Automobil Treuhand GmbH (DAT) โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
AAS Auto Service Co., Ltd. โทร.02-522-6655 ext. 101-103 หรือ www.porsche.co.th
Porsche Centre Bangkok โทร. 02-522-6655
Porsche Centre Pattanakarnโทร. 02-369-1111
Porsche City Showroom Siam Paragon ชั้น 2 โทร. 02-610-9911
Porsche Studio Bangkok ICONSIAM ชั้น1 โทร. 02-288-0911

เมอร์เซเดส-เบนซ์ เปิดตัวรถยนต์ตระกูล Mercedes-AMG พร้อมกันถึง 5 รุ่น

0

บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด สร้างสีสันให้กับวงการรถหรูอีกครั้ง เปิดตัวรถสปอร์ตสมรรถนะสูง 5 รุ่นใหม่ภายใต้แบรนด์ Mercedes-AMG เอาใจคนรักความเร็ว และแรงโดยเฉพาะ ยกทัพมาทั้งรุ่น Mercedes-AMG GT 53 4MATIC+ 4-Door Coupé และMercedes-AMG GT 63 S 4MATIC+ 4-Door Coupé ที่เปิดตัวครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้,  Mercedes-AMG G 63, Mercedes-AMG C 43 4MATIC และ Mercedes-AMG E 53 4MATIC+ รุ่นประกอบในประเทศ

 
เบนซ์เปิดตัว Mercedes-AMG-02
มร. โรลันด์ โฟลเกอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “สำหรับในประเทศไทย วันนี้ถือเป็นปรากฏการณ์ครั้งยิ่งใหญ่ กับการเปิดตัว Mercedes-AMG รุ่นใหม่ล่าสุดถึง 5 รุ่น ได้แก่ Mercedes-AMG GT 53 4MATIC+ 4-Door Coupé และ Mercedes-AMG GT 63 S 4MATIC+ 4-Door Coupé, Mercedes-AMG G 63, Mercedes-AMG C 43 4MATIC และ Mercedes-AMG E 53 4MATIC+ รุ่นประกอบในประเทศ ซึ่งแต่ละรุ่นมีคาแรกเตอร์และความโดดเด่นที่แตกต่างกัน เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้ทุกกลุ่ม โดยประเทศไทยได้รับความไว้วางใจจากบริษัท เดมเลอร์ เอจี ให้เปิดตัว Mercedes-AMG GT 53 4MATIC+ 4-Door Coupé  และ Mercedes-AMG GT 63 S 4MATIC+ 4-Door Coupé เป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”
 
เบนซ์เปิดตัว Mercedes-AMG-03
มร. ฟรังค์ ชไตน์อัคเคอร์ รองประธานบริหารฝ่ายขายและการตลาด บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การเปิดตัวทั้ง 5 รุ่นในวันนี้ จะไม่เพียงแค่สร้างปรากฏการณ์ครั้งใหม่ให้กับเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นการเติมเต็มพอร์ทโฟลิโอของรถยนต์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีในประเทศไทย ที่ปัจจุบันมีจำนวนทั้งสิ้น 18 รุ่น ครอบคลุมทั้งตระกูล 43, 45, 53, 63, 63 S และเมอร์เซเดส-เอเอ็มจี จีที
 
นอกจากนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังเล็งเห็นถึงความสำคัญของกิจกรรมสานสัมพันธ์ระหว่างบริษัทและลูกค้าของเมอร์เซเดส-เอเอ็มจีทุกท่าน โดยเตรียมจัดกิจกรรม อาทิ AMG Private Lounge คอมมูนิตี้สำหรับกลุ่มผู้ขับขี่รถยนต์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีโดยเฉพาะเพื่อรับสิทธิ์เข้าร่วมกิจกรรมที่ทางบริษัทฯ จัดขึ้นทั้งในประเทศไทย และกิจกรรมจากค่ายเอเอ็มจีทั่วโลก
และยังเตรียมจัด AMG Driving Academy เป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อให้ผู้ชื่นชอบความเร็วแรงทุกท่าน ได้สัมผัสรถยนต์ Mercedes-AMG อย่างใกล้ชิด ภายใต้คำแนะนำของทีมนักขับมืออาชีพ ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อผู้จำหน่ายรถยนต์Mercedes-AMG อย่างเป็นทางการทั้ง 13 แห่งทั่วประเทศ
เบนซ์เปิดตัว Mercedes-AMG-04
Mercedes-AMG GT 53 4MATIC+ 4-Door Coupé และ Mercedes-AMG GT 63 S 4MATIC+ 4-Door Coupé

รุ่นเครื่องยนต์ปริมาตร
กระบอกสูบ
(ซีซี)
แรงม้าสูงสุด
(แรงม้า
/รอบ
ต่อนาที)
แรงบิดสูงสุด
(นิวตันเมตร
ที่ความเร็วรอบ
ต่อนาที)
อัตราเร่ง
0-100 กม./ชม.
(วินาที)
ความเร็วสูงสุด
โดยประมาณ (กม.
/ชม.)
Mercedes-AMG GT 53 4MATIC+4-Door Coupéเบนซิน 6 สูบ
แถวเรียง
2,999435 / 6,100520 /
1,800 – 5,800
4.5285
Mercedes-AMG GT 63 S 4MATIC+4-Door Coupéเบนซิน V83,982639 /
5,500-6,500
900 /
2,500-4,500
3.2315

Mercedes-AMG GT 53 4MATIC+ 4-Door Coupé : ราคา 9,990,000 าท

Mercedes-AMG GT 63 S 4MATIC+ 4-Door Coupé : ราคา 14,990,000 บาท

เบนซ์เปิดตัว Mercedes-AMG-05
Mercedes-AMG G 63

รุ่นเครื่องยนต์ปริมาตร
กระบอกสูบ
(ซีซี)
แรงม้าสูงสุด
(แรงม้า
/รอบ
ต่อนาที)
แรงบิดสูงสุด
(นิวตันเมตร
ที่ความเร็วรอบ
ต่อนาที)
อัตราเร่ง
0-100 กม./ชม.
(วินาที)
ความเร็วสูงสุด
โดยประมาณ (กม.
/ชม.)
Mercedes-AMG G 63เบนซิน V83,982585 / 6,000850 / 2,500 – 3,5004.5220

Mercedes-AMG G 63 : ราคา 14,790,000 บาท

เบนซ์เปิดตัว Mercedes-AMG-06
Mercedes-AMG C 43 4MATIC รุ่นประกอบในประเทศ

รุ่นเครื่องยนต์ปริมาตร
กระบอกสูบ
(ซีซี)
แรงม้าสูงสุด
(แรงม้า
/รอบ
ต่อนาที)
แรงบิดสูงสุด
(นิวตันเมตร
ที่ความเร็วรอบ
ต่อนาที)
อัตราเร่ง
0-100 กม./ชม.
(วินาที)
ความเร็วสูงสุด
โดยประมาณ (กม.
/ชม.)
Mercedes-AMG C 43 4MATIC รุ่นประกอบ
ในประเทศ
เครื่องยนต์
V
6 สูบ
2,996390 / 6,100520 /
2,500 – 5,000
4.7250

Mercedes-AMG C 43 4MATIC รุ่นประกอบในประเทศ : ราคา 4,310,000 บาท

เบนซ์เปิดตัว Mercedes-AMG-07
Mercedes-AMG E 53 4MATIC+ รุ่นประกอบในประเทศ

รุ่นเครื่องยนต์ปริมาตร
กระบอกสูบ
(ซีซี)
แรงม้าสูงสุด
(แรงม้า
/รอบ
ต่อนาที)
แรงบิดสูงสุด
(นิวตันเมตร
ที่ความเร็วรอบ
ต่อนาที)
อัตราเร่ง
0-100 กม./ชม.
(วินาที)
ความเร็วสูงสุด
โดยประมาณ (กม.
/ชม.)
Mercedes-AMG E 53 4MATIC+ รุ่นประกอบ
ในประเทศ
เบนซินแถวเรียง 6 สูบ2,999435 /
6,100
520 /
1,800-5,800
4.5250

Mercedes-AMG E 53 4MATIC+ รุ่นประกอบในประเทศ ราคา 5,260,000 บาท

 

Great Wall Motor เปิดตัวรถกระบะ P Series สามรุ่นใหม่

0

Great Wall Motor Company Limited ผู้ผลิตรถกระบะและรถเอสยูวีรายใหญ่ที่สุดของจีน ได้เปิดตัวรถกระบะ P Series สามรุ่นใหม่ในมหกรรมยานยนต์ Auto Shanghai 2019
การเปิดตัวรถกระบะ P Series ถือเป็นการรุกเข้าสู่ตลาดรถกระบะระดับโลกอย่างเป็นทางการ และเป็นการประเดิมกลยุทธ์รถกระบะ “5+N” ระยะเวลาสามปีของ Great Wall Motor โดยรถกระบะ P Series ใช้แพลตฟอร์ม P71 ใหม่ล่าสุดของบริษัท
รถกระบะโดยสาร P Series มีดีไซน์ที่ทรงพลัง มาพร้อมเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีดของ ZF รวมถึงระบบช่วงล่างแบบมัลติลิงค์ ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ ระบบจอดรถอัตโนมัติ ระบบทำความร้อนที่พวงมาลัยในฤดูหนาว ระบบควบคุมจากระยะไกลและระบบควบคุมด้วยเสียง นอกจากนั้นยังมีการปรับแต่งฟังก์ชันต่างๆอย่างดีที่สุด เพื่อสร้างสรรค์ยานยนต์อเนกประสงค์สำหรับครอบครัวที่ผสานความสะดวกสบาย ความอึด และศักยภาพในการบรรทุก
ส่วนรถกระบะออฟโรด P Series มีดีไซน์ที่แข็งแรงและดุดัน มาพร้อมระบบดิฟล็อกทั้งหน้า กลาง และหลังของรถ รอกสำหรับลากรถ ระบบช่วยกลับรถ และฟังก์ชันออฟโรดอีกมากมาย รวมถึงความสามารถในการลุยน้ำลึก 900 มิลลิเมตร นับว่าเป็นรถที่ฮอตที่สุดรุ่นหนึ่งในมหกรรมยานยนต์ครั้งนี้
รถกระบะเชิงพาณิชย์พลังงานไฟฟ้า P Series ก็มาอวดโฉมในงานนี้เช่นกัน โดยรถรุ่นนี้วิ่งได้สูงสุด 500 กิโลเมตร และชาร์จไฟได้เต็มภายในสองชั่วโมง
Great Wall Motor P Series-02
ทั้งนี้ รถกระบะ P Series ของ Great Wall Motor พร้อมแข่งขันกับรถกระบะของค่ายรถยักษ์ใหญ่อย่างโตโยต้าและฟอร์ด โดยมีเป้าหมายในการก้าวขึ้นเป็นผู้นำในตลาดรถกระบะโลก

เชฟโรเลต สร้างความมั่นใจให้ลูกค้าเย็นฉ่ำได้ตลอดฤดูร้อน

0

กรมอุตุนิยมวิทยาพยากรณ์ว่าอุณหภูมิในช่วงฤดูร้อนของประเทศไทยปีนี้จะสูงกว่าปีที่แล้ว 1-2 องศาเซลเซียส ทำให้แม้แต่ในจังหวัดทางภาคเหนืออุณหภูมิก็อาจสูงถึง 42-43 เซลเซียส ลองคิดดูว่าห้องโดยสารรถยนต์ของคุณนั้นจะร้อนสักแคไหน

นักวิจัยในอเมริกาเผยว่า หากจอดรถยนต์ไว้กลางแดดในวันที่มีอากาศร้อน ห้องโดยสารอาจมีอุณหภูมิสูงถึงระดับ 46 องศาเซลเซียส และแผงแดชบอร์ดอาจมีความร้อนเกินกว่า 73 องศาเซลเซียส ซึ่งสูงมากจนสามารถคร่าชีวิตผู้โดยสารที่เป็นเด็กเล็กหรือสัตว์เลี้ยง ถึงแม้บางวันสภาพอากาศจะไม่ร้อนมากนัก แต่ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า ห้องโดยสารอาจมีความร้อนถึงระดับที่เป็นอันตราย ดังนั้นอย่าทิ้งคนหรือสัตว์เลี้ยงไว้ในรถยนต์ที่ปิดประตูหน้าต่างทุกบานโดยไม่ได้เปิดระบบปรับอากาศ

อย่างไรก็ตาม ลูกค้าเชฟโรเลตในประเทศไทยไม่จำเป็นต้องทนต่ออากาศที่ร้อนจัด
เนื่องจากเทคโนโลยีรีโมทสตาร์ทในรถกระบะ โคโลราโด และรถอเนกประสงค์ เทรลเบลเซอร์ ช่วยให้ผู้ใช้สามารถสตาร์ทเครื่องยนต์และเปิดระบบปรับอากาศเพื่อทำความเย็นในห้องโดยสารตามอุณหภูมิที่กำหนดไว้ล่วงหน้าด้วยกุญแจก่อนที่จะเข้าไปนั่งในรถยนต์ได้

ระบบปรับอากาศของเชฟโรเลตได้รับการออกแบบให้ทำความเย็นอยู่ในระดับที่สร้างความเย็นสบายในเวลาไม่กี่นาทีด้วยช่องแอร์ที่มีในทุกแถวที่นั่ง ลูกค้าเชฟโรเลตยังสามารถเปิดหน้าต่างทุกบานได้ด้วยกุญแจรถ เพื่อการระบายอากาศที่รวดเร็วและทำให้ห้องโดยสารมีความเย็นเร็วทันใจกว่าเดิม

รถยนต์เชฟโรเลตได้ผ่านการทดสอบระบบปรับอากาศท่ามกลางอุณหภูมิสูง ทำให้เรามั่นใจว่า ในพื้นที่ที่มีอากาศร้อนอย่างประเทศไทย ลูกค้ารถกระบะโคโลราโดและรถอเนกประสงค์เทรลเบลเซอร์ จะมีระบบปรับอากาศที่มีประสิทธิภาพและเชื่อถือได้ทุกครั้งที่เปิดใช้งาน” นายชัชวาล จันทเขต ผู้อำนวยการทั่วไปฝ่ายวิศวกรรมผลิตภัณฑ์ จีเอ็ม เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กล่าว

การทดสอบในสภาวะการใช้งานจริงและในสภาพแวดล้อมจำลองนั้น รถยนต์ที่ได้รับการทดสอบจะผ่านกระบวนการ “สะสมความร้อนจากแสงอาทิตย์ (solar load)” อย่างเต็มที่เพื่อทำให้รถยนต์ได้รับความร้อนจากการตากแดดมากที่สุด หลังจากนั้นวิศวกรของจีเอ็มจะขับรถยนต์คันดังกล่าวด้วยความเร็วคงที่เพื่อสร้างความมั่นใจว่าระบบปรับอากาศนั้นสามารถทำความเย็นภายในห้องโดยสารให้มีอุณหภูมิที่อยู่ในระดับเย็นสบายภายในเวลาไม่กี่นาที

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า รถยนต์ที่มีตัวถังและภายในห้องโดยสารโทนสีอ่อนจะมีอุณหภูมิลดลงรวดเร็วกว่ารถยนต์ที่มีสีเข้ม เนื่องจากสีเข้มดูดซับความร้อนจากแสงอาทิตย์ได้มากกว่าสีอ่อน ดังนั้น รถยนต์สีอ่อนจึงมีอุณหภูมิต่ำกว่ารถยนต์สีเข้มประมาณ 5 องศาเซลเซียสเมื่อถูกนำไปทดสอบการสะสมความร้อนพร้อมกัน

นอกจากนี้ ฟิล์มกรองแสงติดรถยนต์สามารถช่วยลดความร้อนภายในห้องโดยสารได้เกือบ 80 เปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้ลูกค้าสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ผู้จัดจำหน่ายรถยนต์เชฟโรเลต

ทดสอบสมรรถนะ All New Suzuki Ertiga

0

All New Suzuki Ertiga รถเอนกประสงค์ 7 ที่นั่ง ขุมพลัง 1.5 ลิตร ช่วงล่างเกาะหนึบ สมรรถนะโดนใจ ผ่านการทดสอบทั้งทางราบ ทางโค้ง ทั้งขึ้นและลงภูเขาในจ.เชียงราย เชิญรับชมได้จากคลิปวีดีโอ

เทคโนโลยีช่วยขับขี่อัจฉริยะ ช่วยลดความเสี่ยงบนท้องถนน !!

0

เทคโนโลยีช่วยขับขี่อัจฉริยะ ตัวช่วยลดความเสี่ยงและเอาชนะความท้าทายบนท้องถนน
ลองจินตนาการถึงการเดินทางในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางไปทำงาน การท่องเที่ยวระหว่างวันหยุดสุดสัปดาห์ การสัญจรจากจุด ก ไปยังจุด ข ในวันข้างหน้าว่าจะเป็นอย่างไร? หลายคนคงนึกถึงรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยตัวเองหรือเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) 
ในปัจจุบัน ผู้ผลิตรถยนต์ได้เริ่มปูทางเทคโนโลยีไปสู่ระบบคมนาคมขนส่งที่ชาญฉลาดและปลอดภัยยิ่งขึ้น เทคโนโลยีขั้นสูงจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านการเดินทางอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้รถยนต์สามารถเชื่อมโยงเมืองต่างๆ ได้อย่างสะดวก รวมถึงเปลี่ยนวิถีการขับรถของผู้คน
ที่ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี คือ รถยนต์ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีล้ำสมัย อย่างระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ (Autonomous Emergency Braking: AEB) ส่วนหนึ่งของเทคโนโลยีช่วยขับขี่อัจฉริยะของระบบขับขี่กึ่งอัตโนมัติ Ford Co-Pilot 360  ซึ่งมีอยู่ใน ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ไทเทเนียม พลัส, ฟอร์ด เรนเจอร์ ไวลด์แทรค, ฟอร์ด มัสแตง 5.0L GT และ 2.3L Ecoboost ระบบนี้ช่วยผู้ขับขี่หลีกเลี่ยงการชน หรืออย่างน้อยก็เพื่อลดความรุนแรงเมื่อเกิดการชนที่ด้านหน้า ทำให้การขับขี่บนท้องถนนเป็นไปอย่างชาญฉลาดและปลอดภัยยิ่งขึ้น

เทคโนโลยีช่วยขับขี่อัจฉริยะ-02

AEB มองเห็นอันตรายที่คุณอาจไม่ทันสังเกต
ไม่ว่าจะเป็นผู้คนบนท้องถนนที่มีมากขึ้น หรือไลฟ์สไตล์อันแสนวุ่นวาย ส่งผลให้เสียสมาธิได้ง่าย รถยนต์จึงจำเป็นต้องมีอุปกรณ์และเทคโนโลยี เพื่อรับมือหรือแม้กระทั่งป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ ที่สามารถหยุดรถได้ในสภาวะต่างๆ ซึางมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการขับขี่ที่ปลอดภัยกับผู้ใช้รถใช้ถนน
ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติพร้อมระบบตรวจจับคนเดินถนน สามารถตรวจจับและตอบสนองต่ออันตรายในรูปแบบต่างๆ ได้ ตั้งแต่คนเดินถนน จักรยาน ไปจนถึงรถยนต์บนท้องถนน* 
ข้อมูลจากหน่วยงานประกันความปลอดภัยบนทางหลวงจากสหรัฐอเมริกา (Insurance Institute for Highway Safety: IIHS) เผยว่า ระบบแจ้งเตือนการชนด้านหน้าและเบรกอัตโนมัติ หรือที่รู้จักกันดีในตลาดรถยนต์ในนาม ระบบ AEB สามารถลดการเสียชีวิตและอาการบาดเจ็บจากการชนได้ โดยระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติพร้อมระบบตรวจจับคนเดินถนน สามารถลดการชนที่ด้านหน้าและการชนท้ายได้ถึง 56% นอกจากนี้ ระบบดังกล่าวยังสามารถลดการบาดเจ็บของคนที่อยู่ในรถอีกคันได้ถึง 23%
เทคโนโลยีช่วยขับขี่อัจฉริยะ-01
ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติพร้อมระบบตรวจจับคนเดินถนนของฟอร์ด ผสานการทำงานของกล้องและเรดาร์แบบคลื่นมิลลิเมตรในการตรวจจับและระบุความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นบนท้องถนน ในขณะที่เรดาร์ตรวจจับสิ่งกีดขวางระยะไกลที่เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว เช่น ยานพาหนะ กล้องจะตรวจจับภาพ เช่น คนที่ผ่านไปมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เมื่อระบบตรวจจับสิ่งกีดขวางที่อยู่ข้างหน้า จะส่งสัญญาณเตือนไปยังคนขับด้วยเสียงและไฟกระพริบ ในขณะเดียวกัน ระบบก็จะเตรียมเบรกเพื่อการหยุดรถอย่างรวดเร็ว และหากผู้ขับขี่ตอบสนองช้า เทคโนโลยีการเบรกอัตโนมัติจะทำงานโดยทันที ซึ่งสามารถช่วยหลีกเลี่ยงการชนหรือลดแรงกระแทกได้
เทคโนโลยีช่วยขับขี่อัจฉริยะ-0
เอาชนะความท้าทาย
การจราจรในเมืองที่วุ่นวายในปัจจุบัน ที่เต็มไปด้วยจักรยาน จักรยานยนต์ คนเดินถนน และพาหนะต่างๆ ยิ่งเป็นบททดสอบความสามารถของระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ ตัวอย่างเช่น ผลการสำรวจในประเทศออสเตรเลีย ฟอร์ด พบว่าผู้ขับขี่มักเกิดความเครียดเมื่อพบคนปั่นจักรยานบนถนน โดยมีผู้ขับขี่เกือบครึ่งที่แสดงออกเชิงลบต่อคนปั่นจักรยานขณะที่ขับรถ สถานการณ์ที่อาจเป็นอันตรายในรูปแบบดังกล่าวแสดงให้เห็นความสำคัญของระบบ AEB ที่สามารถตรวจจับและตอบสนองต่อสิ่งกีดขวางได้ นอกจากนี้ วิศวกรของฟอร์ดยังได้ทำการวิจัยและทดสอบเพื่อให้ระบบสามารถตรวจจับสิ่งขีดขวางในรูปแบบต่างๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ คนเดินถนน (เด็กและผู้ใหญ่) หรือคนปั่นจักรยานได้ ทั้งช่วงกลางวันและกลางคืน
เทคโนโลยีช่วยขับขี่อัจฉริยะ-03
ถึงแม้ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติพร้อมระบบตรวจจับคนเดินถนน จะชาญฉลาดและปลอดภัยกว่าที่เคย แต่คนขับก็ยังจำเป็นต้องมีสมาธิจดจ่อในการขับขี่บนต้องถนน เพราะระบบกึ่งอัตโนมัตินี้ไม่สามารถทดแทนความสนใจของคนขับได้ เป็นเพียงระบบช่วยในการขับขี่เท่านั้น