Home Blog Page 488

“MOTOR EXPO 2019” ขายดี ค่ายรถจองพื้นที่คึกคัก

0

“IMC สื่อสากล” เปิดจองพื้นที่งาน “MOTOR EXPO 2019” ค่ายรถยนต์ จักรยานยนต์ อุปกรณ์เกี่ยวเนื่อง มาครบ

ขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ ประธาน บริษัท สื่อสากล จำกัด และประธานจัดงาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 36” (MOTOR EXPO 2019) เปิดเผยว่า งานปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “โลดแล่นทันใด ทะยานไปด้วยกัน – Ride and Drive Together Now” เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้ขยายตัว และเชิญชวนผู้ใช้ยานยนต์ทุกประเภททะยานไปด้วยกัน โดยมี บริษัทรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และอุปกรณ์เกี่ยวเนื่อง จำนวนมากให้ความสนใจจองพื้นที่แสดงงาน
“เหตุผลที่งานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 36 ได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการอย่างมาก เนื่องจากความสำเร็จของงานปีก่อน ที่มียอดจำหน่ายรถยนต์ 44,189 คัน รถจักรยานยนต์ 9,169 คัน รวม 53,358 คัน สร้างเม็ดเงินสะพัดกว่า 56,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ ยังเป็นผลจากการที่ตลาดรถยนต์ภายในประเทศเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยยอดขายรถยนต์ตั้งแต่เดือนมกราคม – เมษายน 2562 มีจำนวนเกือบ 350,000 คัน เพิ่มขึ้น 10.5% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ขณะที่สถานการณ์ทางการเมืองเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการมั่นใจว่า เศรษฐกิจโดยรวม และอุตสาหกรรมยานยนต์จะขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน”
“ที่สำคัญ “มหกรรมยานยนต์” จัดงานในช่วงต้นเดือนธันวาคมของทุกปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ประชาชนมีกำลังซื้อสูงสุด และมีความต้องการจับจ่ายใช้สอยมากที่สุด ฉะนั้น ผู้ประกอบการจึงพร้อมใจกันมาร่วมงานนี้”
MOTOR EXPO 2019
 “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 36” มีพื้นที่จัดงานรวมทั้งสิ้นกว่า 100,000 ตารางเมตร ทั้งภายในและภายนอกอาคารชาลเลนเจอร์ IMPACT รวมถึงบริเวณทะเลสาบเมืองทองธานี ซึ่งมีการจัดงาน Boat Fest 2019 กิจกรรม Road To IAM Bangkok 2020 ฯลฯ
พลาดไม่ได้กับงาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 36” ณ อาคารชาลเลนเจอร์ IMPACT เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน – 10 ธันวาคม 2562 ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ทาง motorexpo.co.th

โตโยต้า โคสเตอร์ (Coaster) รถโดยสารอเนกประสงค์ 20 ที่นั่งน้องใหม่ ราคาจำหน่าย 1.96 ล้านบาท

0

โตโยต้า โคสเตอร์ (Coaster) รถโดยสารอเนกประสงค์ที่มากับคอนเซ็ปต์“อีกขั้นของความมั่นใจ ปลอดภัยทุกการเดินทาง” จุดเด่นจากความกว้างขวางและสะดวกสบายในสไตล์รถโดยสาร 20 ที่นั่ง ติดตั้งเครื่องยนต์ดีเซลคอมมอนเรลเทอร์โบขนาด 4.0 ลิตร 136 แรงม้า เกียร์ธรรมดา ติดตั้งตัวช่วยความปลอดภัยครบครัน นำเข้าจากแดนอาทิตย์อุทัยพร้อมจำหน่ายในราคา 1.96 ล้านบาท
Toyota Coaster
บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด แนะนำรถโดยสารอเนกประสงค์ โคสเตอร์ (Coaster) ที่มีห้องโดยสารกว้างขวาง สะดวกสบาย และเน้นความปลอดภัยของผู้โดยสาร ตอบสนองนโยบายภาครัฐที่ให้ความสำคัญกับการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในการเดินทางในรถโดยสารสาธารณะ นอกจากนี้ยังตอบโจทย์ผู้ประกอบการที่กำลังมองหารถโดยสารอเนกประสงค์ เพื่อใช้ในการดำเนินธุรกิจการเดินทาง อาทิเช่น ธุรกิจการท่องเที่ยวและการโรงแรม รถโดยสารรับ-ส่ง รถที่ใช้ในหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เป็นต้น
Toyota Coaster
โตโยต้า โคสเตอร์ (Coaster) ซึ่งประกอบและนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น ได้รับการออกแบบดีไซน์ภายนอกให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ภายในห้องโดยสาร กว้างขวางสะดวกสบายตลอดการเดินทาง มาพร้อมกับจำนวนที่นั่งผู้โดยสาร 20 ที่นั่ง และระบบปรับอากาศทุกที่นั่ง กระจายความเย็นสบายได้อย่างทั่วถึง เพิ่มความสะดวกและปลอดภัยในขณะก้าวขึ้น-ลงในเวลากลางคืนด้วย
ไฟส่องสว่างบันไดข้าง นอกจากนี้ยังเพียบพร้อมไปด้วยความปลอดภัยที่สมบูรณ์แบบ อาทิ ระบบเบรก ABS (Anti-lock Braking System) ป้องกันล้อล็อกและลื่นไถล สามารถหลบเลี่ยงสิ่งกีดขวางได้เมื่อรถเบรกกระทันหัน ระบบควบคุมการทรงตัว VSC (Vehicle Stability Control) ควบคุมรถให้ทรงตัวอย่างมั่นคงแม้ในทางโค้งหรือถนนเปียกลื่น ระบบป้องกันการเหยียบคันเร่ง ล็อคคันเร่งอัตโนมัติ ป้องกันรถเคลื่อนที่ ขณะที่ประตูผู้โดยสารปิดไม่สนิท
Toyota Coaster
 
เพิ่มความมั่นใจด้วย ถุงลมเสริมความปลอดภัย 2 ตำแหน่ง สำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารด้านหน้า พร้อมเข็มขัดนิรภัย 3 จุด ทุกที่นั่ง เพิ่มความปลอดภัยอีกขั้นในการโดยสารด้วยโครงสร้างแชสซีส์และเหล็กกันโคลงหน้า-หลัง โครงสร้างตัวถังพร้อมคานเสริมนิรภัยที่ออกแบบพิเศษให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ปกป้องผู้โดยสารจากการชนได้อย่างดีเยี่ยม ทั้งนี้รถโดยสารอเนกประสงค์ โคสเตอร์ (Coaster) ยังมาพร้อมกับเครื่องยนต์ดีเซลคอมมอนเรล 4.0 ลิตร ที่ให้สมรรถนะทรงพลัง พร้อมกับการประหยัดน้ำมันดีเยี่ยม
ดีไซน์ภายนอก
•กระจังหน้าและกันชนหน้า…ออกแบบให้มีเอกลักษณ์ กลมกลืน เข้ากันอย่างลงตัว
•ชุดไฟหน้าพร้อมไฟตัดหมอกขนาดใหญ่…เพื่อการส่องสว่างที่กว้างไกลและทัศนวิสัยที่ดีของการเดินทาง
•ชุดไฟท้ายพร้อมไฟเบรก…ส่องสว่างในระยะไกล เพิ่มความปลอดภัยให้รถตามหลังมองเห็นได้ชัดเจน
สิ่งอำนวยความสะดวก
•กระจกมองมุมด้านหน้าและมองหลัง…ลดจุดอับสายตาสำหรับผู้ขับขี่ ทั้งขณะเดินทางและจอดรถ
•หน้าต่างบานใหญ่รอบคัน…เปิดทัศนวิสัยแห่งการเดินทางให้ผู้โดยสาร
•ไฟส่องสว่างบันไดข้าง…เพิ่มความปลอดภัยในขณะก้าวขึ้น-ลงในเวลากลางคืน
•ระบบปรับอากาศทุกที่นั่ง…กระจายความเย็นสบายได้อย่างทั่วถึง พร้อมระบบระบายความร้อนจากด้านบน
Toyota Coaster
ระบบความปลอดภัย
•ระบบเบรก ABS (Anti-lock Braking System)…ป้องกันล้อล็อกและลื่นไถลทำให้สามารถควบคุมรถ และหลบเลี่ยงสิ่งกีดขวางได้เมื่อรถเบรกกระทันหัน
•ระบบควบคุมการทรงตัว VSC (Vehicle Stability Control)…ขณะเข้าโค้งบนถนนที่เปียกลื่น ระบบจะส่งแรงเบรกไปยังแต่ละล้อแบบอัตโนมัติป้องกันสภาวะการหลุดโค้ง
•ระบบป้องกันการเหยียบคันเร่ง…ล็อกคันเร่งอัตโนมัติ ป้องกันรถเคลื่อนที่ขณะที่ประตูผู้โดยสารปิดไม่สนิท
•ระบบประตูไฟฟ้าพร้อมสัญญาณเตือน และป้องกันการหนีบ (Jam Protection)
•ไฟแสดงตำแหน่งตัวรถด้านข้าง…สะดวก ปลอดภัยสำหรับผู้โดยสารและผู้ร่วมทาง
•ถุงลมเสริมความปลอดภัย 2 ตำแหน่ง…มั่นใจอีกขั้นกับระบบปกป้องผู้ขับขี่และผู้โดยสารด้านหน้า ลดโอกาสบาดเจ็บจากแรงกระแทกได้อย่างเต็มประสิทธิภาพเมื่อเกิดอุบัติเหตุ
•เข็มขัดนิรภัย 3 จุดทุกที่นั่ง…เพื่อความปลอดภัยสูงสุดสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร
•โครงสร้างแชสซีส์และเหล็กกันโคลงหน้า-หลัง…แข็งแรง มั่นคง ทนทาน รองรับน้ำหนักได้มาก พร้อมสมรรถนะการทรงตัวที่ดีเยี่ยม เพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่และโดยสาร
•โครงสร้างตัวถังพร้อมคานเสริมนิรภัย…ออกแบบพิเศษให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น กระจายแรงกระแทกเพื่อปกป้องผู้โดยสารจากการชนได้อย่างดีเยี่ยม
•ประตูทางออกฉุกเฉินด้านหลัง…เปิดออกง่ายทั้งจากด้านนอกและด้านใน เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้โดยสาร
Toyota Coaster
สมรรถนะเครื่องยนต์
•เครื่องยนต์ดีเซล คอมมอนเรล 4.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 100 กิโลวัตต์ (136 แรงม้า) ที่ 3,000 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 353 นิวตัน-เมตร ที่ 1,600 รอบ/นาที
บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย นำเข้าพร้อมตั้งราคาจำหน่าย โตโยต้า โคสเตอร์ 4.0 M/T ไว้ที่ 1,960,000 บาท โดยสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่โชว์รูมผู้แทนจำหน่ายโตโยต้าทั่วประเทศ

5 เคล็ดลับ ท่องเที่ยวปลอดภัย ไร้กังวลช่วงหน้าฝน

0

5 เคล็ดลับ ท่องเที่ยวปลอดภัย ไร้กังวลช่วงหน้าฝน

เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาเป็นช่วงเริ่มต้นของฤดูฝนและอากาศกำลังสบาย หลายๆ คนเริ่มวางแผนเพื่อท่องเที่ยว อย่างไรก็ดี การขับรถท่องเที่ยวในช่วงหน้าฝนต้องอาศัยความระมัดระวังเป็นอย่างมาก เนื่องจากสภาพแวดล้อมและสภาพถนนที่เปลี่ยนไป วิสัยทัศน์การมองเห็นถนนของผู้ขับขี่ และความสามารถในการควบคุมรถยนต์
รวมถึงพฤติกรรมของผู้ขับขึ่ เช่น การขับรถเร็วเบนถนนเปียก การจอดรถใกล้รถคันข้างหน้ามากเกินไปจนไม่มีพื้นที่เพียงพอที่จะหยุดรถในกรณีฉุกเฉิน ฯลฯ ด้วยเหตุนี้เอง ฟอร์ด ประเทศไทย จึงแนะนำ 5 เคล็ดลับ สำหรับการท่องเที่ยวในช่วงหน้าฝนให้ปลอดภัยยิ่งขึ้น ดังนี้
1. เตรียมรถให้พร้อม หมั่นตรวจเช็ค ดูแลรถยนต์ เข้าศูนย์บริการอย่างสม่ำเสมอ และควรให้ความสนใจสิ่งเหล่านี้เป็นพิเศษ      

  • ใบปัดน้ำฝน เพื่อปัดน้ำฝนไม่ให้บดบังวิสัยทัศน์ซึ่งปกติมีระยะเวลาใช้งานประมาณ 1 ปี  
  • น้ำฉีดกระจก เตรียมไว้ในกรณีที่มีดินหรือโคลนกระเด็นใส่กระจกหน้าด้วยเหตุนี้เอง จึงควรเช็คปริมาณน้ำฉีดกระจกและเติมน้ำสะอาดในถังน้ำฉีดกระจกให้ถึงขีดที่กำหนดทุกเดือน
  • ไฟหน้า-หลังรถ ช่วยให้มองเห็นข้างหน้าได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้นและให้รถคันอื่นมองเห็นรถของคุณ และ
  • สภาพยาง เพื่อให้ล้อรถอยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน ควรเปลี่ยนยางรถทุก 4-5 ปี
    เนื่องจาก โดยทั่วไปอายุของยางมักจะไม่เกิน 6 ปี นับตั้งแต่วันที่ผลิต หรือควรเปลี่ยนยางเมื่อสภาพไม่อำนวยต่อการขับขี่อย่างปลอดภัย เช่น โครงสร้างของยางชำรุด  ความลึกของดอกยางต่ำกว่า 3 มิลลิเมตร เป็นต้น


2. วิธีขับรถไม่ให้ไถล
เนื่องจากฝนตกทำให้ถนนเปียกและลื่น รวมถึงการยึดจับของยางกับถนนจะลดลงเมื่อขับเร็วขึ้น ดังนั้น การขับรถเร็วเกินความเหมาะสมในขณะที่ถนนเปียกจะส่งผลให้รถเสียหลักและไถลลื่นได้  
ควรใช้ความเร็วที่เหมาะสมกับสถานการณ์ ไม่ควรขับเกิน 80 กิโลเมตร/ชั่วโมง เพื่อหลีกเลี่ยงการเหินน้ำของรถ ป้องกันการลื่นไถลและเพื่อที่ผู้ขับจะสามารถควบคุมรถได้
3. รับมือกับฝนตกหนักจนมองไม่เห็นถนน
หากฝนตกในช่วง 10 นาทีแรก ควรเริ่มลดความเร็ว หากฝนตกหนักเกินกว่าที่ผู้ขับขี่จะสามารถมองเห็นถนนและข้างทาง ไม่สามารถขับรถต่อได้อย่างปลอดภัย ผู้ขับขี่ควรหาจุดจอดรถที่ปลอดภัยและโทรแจ้งสถานการณ์ต่อคนใกล้ชิดหรือคนรู้จัก
4. ห้ามเบรกกะทันหัน
ถนนลื่นเป็นเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นเมื่อฝนตก การเบรกกะทันหันบนถนนเปียกอาจส่งผลให้เบรกไม่อยู่ เสียการควบคุมรถ จนเกิดอุบัติเหตุได้
ดังนั้น ผู้ขับขี่จึงควรทิ้งระยะห่างจากรถคันข้างหน้ามากกว่าปกติ หรือราว 2 เท่าของระยะทิ้งห่างเมื่อขับรถในสภาพอากาศปกติ เพื่อให้สามารถหยุดรถได้อย่างทันท่วงที ไม่ต้องเบรกอย่างกระทันหัน และหลีกเลี่ยงการชนคนเดินถนนหรือรถคันอื่นบนท้องถนน 

5. ขับรถลุยน้ำยังไงไม่ให้รถดับ
เมื่อพบว่าถนนที่ขับไปมีน้ำท่วมขังหรือแอ่งน้ำ ให้สังเกตระดับความลึกของน้ำจากฟุตบาทและสภาพแวดล้อมข้างทาง หรือจากรถคันข้างหน้า เพื่อประเมินความลึกและสถานการณ์ ถ้าระดับน้ำไม่สูงมากคุณสามารถขับผ่านไปได้ โดยในเบื้องต้นควรปิดแอร์ และใช้เกียร์ต่ำ แต่ถ้าระดับน้ำสูงเกินและฝืนขับลุยต่อไปก็อาจส่งผลให้น้ำเข้าเครื่องยนต์และเกิดความเสียหายต่อรถได้
 
นอกจากการขับรถอย่างระมัดระวังเป็นพิเศษแล้ว การเลือกขับรถที่มีฟีเจอร์เพื่อความปลอดภัยก็สามารถช่วยให้การขับขี่ในสายฝนปลอดภัยยิ่งขึ้นได้ เช่น ฟอร์ด เรนเจอร์ และฟอร์ด เอเวอเรสต์ ที่มาพร้อมกับระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (Electronic Stability Program หรือ ESP) ที่สามารถปรับเบรกและกำลังของเครื่องยนต์ ช่วยรักษาสมดุลของรถในกรณีฉุกเฉิน เพื่อป้องกันการลื่นไถลออกข้างทาง
พร้อมเสริมความมั่นใจให้ผู้ขับขี่ด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยอย่าง ระบบเตือนการชนด้านหน้า (Forward Collision Warning System) และระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติพร้อมระบบตรวจจับคนเดิน (Autonomous Emergency Braking System with Pedestrian Detection) ซึ่งสามารถช่วยตรวจจับคนเดินถนนและยานพาหนะด้วยการทำงานร่วมกันระหว่างเรดาร์และกล้องหน้า โดยระบบเบรกอัตโนมัติจะทำงานทันทีเมื่อประเมินว่าอาจมีความเสี่ยงเกิดขึ้น ช่วยลดและป้องกันการเกิดอุบัติเหตุและความรุนแรงของอุบัติเหตุได้

นอกจากนี้ ฟอร์ด เรนเจอร์ ยังสามารถลุยน้ำได้ที่ความลึกสูงถึง 800 มิลลิเมตร โดยห้องเครื่องถูกออกแบบให้สามารถรับมือกับการลุยน้ำลึกได้ ทำให้มั่นใจได้ว่าสามารถลุยผ่านพื้นที่น้ำท่วมได้ในยามจำเป็น

ทดสอบ BMW 330i,320d และ X5 (ภาพ+คลิปวีดีโอ)

0

ทดสอบ BMW หลากรุ่นทั้ง 330i,320d และX5 ในกิจกรรม BMW Driving Experience ที่มาพร้อมการออกแบบใหม่ เครื่องยนต์ขับสนุก พัฒนาเทคโนโลยีทันสมัยทั้งระบบ BMW Intelligent Personal Assistant โดดเด่นด้วยการตัวช่วยการขับขี่อย่าง Reversing Assistant รวมถึงระบบสั่งงานด้วยเสียงกับประโยคที่แฟนๆค่ายใบพัดฟ้า-ขาวกำลังจะคุ้นหูกับคำว่า “Hello BMW”

สำหรับ BMW Series 3 ใหม่ ได้รับการพัฒนาต่อยอดยาวนานกว่า 40 ปีและจำหน่ายไปทั่วโลกได้กว่า 2 ล้านคัน จวบจนมาถึงเจเนอเรชั่นล่าสุดหรือเจนเนอเรชั่นที่ 7 ในรหัส G20) ซึ่งเปิดตัวพร้อมจำหน่ายในเมืองไทยทั้งรุ่น 330i M Sport ขุมพลังเบนซิน และ 320d Sport ขุมพลังดีเซล โดยมีความกว้างเพิ่มขึ้น 16 มิลลิเมตร ยาวขึ้น 76 มิลลิเมตร และฐานล้อกว้างขึ้นจากรุ่นเดิม 41 มิลลิเมตร
ทดสอบ BMW
ทดสอบ BMW
โดยมากับจุดเด่นด้านโครงสร้างตัวถังและชิ้นส่วนต่างๆอาทิ ฝากระโปรงและกันชนหน้า ผลิตจากอลูมิเนียมคุณภาพสูงที่ให้ความแข็งแร่ง ทนทาน แต่นน.เบา ทำให้ BMW 3 Series รุ่นใหม่มีนน.เบากว่ารุ่นเดิมถึง 55 กก.
ทดสอบ BMW
ทดสอบ BMW
รูปลักษณ์ได้รับการออกแบบให้มีความสวย คม โดดเด่นด้วยกระจังหน้าทรงไตคู่ขนาดใหญ่ พร้อมระบบ Active Air Flap ซึ่งเป็นแผ่นปิดหน้ากระจังเพื่อจัดระเบียบการไหลของอากาศ
ทดสอบ BMW
ดีไซน์โคมไฟคู่หน้าให้มีความสวยงามพร้อมอรรถประโยชน์มากยิ่งขึ้นโดยปรับทิศทางลำแสงตามการหมุนพวงมาลัย ไฟท้ายดีไซน์ใหม่รูปทรง L แนวนอนมีการรมดำในโคมไฟแบบสามมิติ และ ท่อไอเสียคู่สไตล์ดุดัน
ทดสอบ BMW
ทดสอบ BMW
ความแตกต่างของรถทั้ง 2 รุ่นนี้นอกจากเครื่องยนต์ก็ยังมีอยู่อีกหลายจุด สังเกตุได้จากล้ออัลลอย 18 นิ้วลาย V Spoke พร้อมยาง 225/45 R18 ในรุ่น 320d และชุดแต่ง BMW Individual high-gloss Shadow Line บริเวณขอบหน้าต่าง ขอบช่องดักอากาศ และซี่บริเวณกระจังหน้าไตคู่สีดำเงา
ทดสอบ BMW
สำหรับ 330i M Sport ได้รับการตกแต่งให้ดูสปอร์ตมากยิ่งขึ้นด้วยชุดแต่ง M Sport รอบคัน รวมถึงอัพเกรดระบบช่วงล่างและระบบเบรค ล้ออัลลอยก็เป็นของชุดแต่ง M เช่นกัน ซึ่งเป็นขนาด 18 นิ้วลาย Double Spoke พร้อมยางที่ขนาดต่างกันโดยล้อหน้าหุ้มยางขนาด 225/45 R18 แต่ล้อหลังเป็นขนาด 255/45 R18
ทดสอบ BMW
ห้องโดยสารออกแบบให้มีความหรูหราสไตล์สปอร์ต โดยมีการติดตั้งระบบไฟส่องสว่างภายในห้องโดยสารแบบ ambient light โดดเด่นด้วยชุดแดชบอร์ดขนาด 12.3 นิ้ว ในรุปแบบ Control Display โดยใข้เป็นจอแสดงการทำงานระบบต่างๆของรถ มาพร้อมจอสัมผัสกลางคอนโซลขนาด 10.25 นิ้ว ระบบเครื่องปรับอากาศแยกอุณหภูมิ 3 โซน เบาะนั่งสามารถพับได้แบบ 40:20:40
ทดสอบ BMW
ทดสอบ BMW
BMW 3 Series ทั้ง 2 รุ่นนี้มากับออพชั่นที่ต่างกัน ในรุ่น 320d พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น 3 ก้าน ตกแต่งด้วยวัสดุอลูมิเนียมลาย Mesheffect ส่วน 330i M Sport ติดตั้งพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น 3 ก้านหุ้มหนังแท้แบบ M
ทดสอบ BMW
ภายในตกแต่งด้วยวัสดุอลูมิเนียม Tetragon พร้อมระบบเครื่องเสียงคุณภาพจาก Harman Kardon และจอ head-up display ซึ่งแสดงทั้งความเร็ว ระบบนำทางผ่านดาวเทียม นอกจากนี้ยังมาพร้อมระบบ BMW Intelligent Personal Assistant ซึ่งได้อัพเกรดระบบปฏิบัติการ ให้เป็น BMW Operating System 7.0 ทำงานประสานเป็นหนึ่งเดียวกับระบบ BMW Live Cockpit Professional ระบบผู้ช่วยส่วนตัวนี้สามารถรับคำสั่งจากเสียงพูด สามารถเรียนรู้และจดจำการใช้งานประจำวันและความชอบส่วนตัวของผู้ขับขี่ได้ เช่นการปรับหรือลดอุณหภูมิระบบปรับอากาศ หรือปรับช่องสัญญาณวิทยุ ซึ่งรับการสั่งงานได้ด้วยเสียงภาษาไทย
ทดสอบ BMW
และระบบที่ถือเป็นจุดขายอย่าง Reversing Assistant ซึ่งจะช่วยผู้ขับขี่ขณะถอยจอดหรือถอยออกจากที่แคบได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบช่วยนำรถเข้าที่จอดอัตโนมัติ Parking Assistant โดยระบบจะจดจำองศาการเลี้ยวของพวงมาลัยระยะ 50 เมตร ขณะขับขี่ที่ความเร็วไม่เกิน 36 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ก่อนที่จะหยุดรถ
ทดสอบ-BMW 14
ด้านของเอสยูวีหรูอย่าง BMW X5 ได้รับการพัฒนามาจวบจนถึงเจเนอเรชั่นที่ 4 ในรหัส G05 ซึ่งสำหรับในประเทศไทยจะมีการจำหน่ายเพียงรุ่นเดียวนั่นคือรุ่น X5 xDrive30d M Sport ซึ่งตัวถังมีความยาวกว่ารุ่นเดิม 36 มม. กว้างขึ้น 66 มม. สูงขึ้น 19 มม. ที่มาพร้อมกับรูปลักษณ์หรู หล่อ พร้อมลุยไปทุกสถานการณ์ ตามสไตล์รถ SAV (Sports Activity Vehicle)
ทดสอบ-BMW
ไฟหน้าเป็นแบบ Adaptive LED headlights พร้อมไฟท้าย LED เสริมความเท่ด้วยชุดแต่ง M Aerodynamics โดดเด่นสะดุดตาไปกับกระจังหน้าทรงไตคู่หุ้มขอบสีโครเมียม
ทดสอบ-BMW
ทดสอบ-BMW
นอกจากนี้คาลิเปอร์เบรกและช่วงล่างก็เป็น M Sport เช่นเดียวกับล้ออัลลอย M ขนาด 22 นิ้ว ลาย Double-spoke พร้อมยางต่างไซส์ ล้อหน้าขนาด 275/35 R22 ส่วนล้อหลัง 315/30 R22
ทดสอบ-BMW
ห้องโดยสารหรูหรา กว้างขวางและโอ่อ่า สไตล์รถ 5 ที่นั่ง ตกแต่งด้วยวัสดุหนังแท้ Vernasca เบาะหลังสามารถพับได้แบบ 40 : 20 : 40 รองรับการบรรทุกสัมภาระตั้งแต่ 650 ลิตรจนถึง 1,870 ลิตร พร้อมประตูท้ายที่สามารถแยกเปิดสองส่วนเพื่อสะดวกต่อการขนย้าย ซึ่งสามารถเปิดปิดอัตโนมัติด้วยไฟฟ้า
ทดสอบ-BMW
ทดสอบ-BMW
คอนโซลหน้าแต่งด้วยหนังผสมกับลายไม้คุณภาพ ติดตั้งมาตรวัดดิจิทัลขนาด 12.3 นิ้ว และจอ Control Display ระบบสัมผัสขนาด 10.25 นิ้ว ทั้งยังมีระบบ BMW Intelligent Personal Assistant และ Reversing Assistant แบบเดียวกับ BMW Series 3 พร้อมระบบ BMW Head-Up Display เช่นเดียวกัน รวมถึงยังสามารถแสดงภาพกราฟฟิคแบบสามมิติขณะที่ระบบควบคุมผ่าน iDriveพร้อมฟังค์ชั่นสั่งการแบบ BMW Gesture Control ด้วยการใช้มือเคลื่อนไหว รวมถึงระบบ BMW ConnectedDrive ซึ่งช่วยให้เกิดการเชื่อมต่อแบบไร้ขีดจำกัดระหว่างรถยนต์และผู้ขับขี่ และหลังคากระจกแบบ Panorama ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นกว่ารุ่นเก่า 30%
ทดสอบ-BMW
ทดสอบ-BMW
การทดสอบสมรรถนะเริ่มต้นที่ในสนามแข่งรถยนต์ปทุมธานีสปีดเวย์ โดยสัมผัสความแรงของ BMW 330i เป็นรุ่นแรก เริ่มที่ทดสอบอัตราเร่งบนทางตรงระยะทางเกือบ 400 เมตร การตอบสนองของเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร 258 แรงม้า พร้อมแรงบิด 400 นิวตันเมตรที่ 1,550 -4,400 รอบเป็นไปอย่างเร้าใจ เกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะมีรอยต่อค่อนข้างชิด ทำให้การเปลี่ยนอัตราทดนั้นนุ่มนวล แต่ด้วยระยะทางที่ถูกจำกัด ทำให้มีการเปลี่ยนอัตราทดเพียง 4 เกียร์ ซึ่งเมื่อเหยียบคันเร่งเต็มแรง เสียงเครื่องยนต์ก็จะคำรามผ่านท่อไอเสียทรงคู่ โดยเสียงที่สะท้อนม่ให้ได้ยินนั้นเป็นเสียงสังเคราะห์ผ่านลำโพงที่แผดคำรามอย่างดุดัน
ทดสอบ-BMW
ทดสอบ-BMW
ต่อจากทางตรงซึ่งสัมผัสในเรื่องอัตราเร่ง ก็จะมาถึงเส้นทางโค้งทั้งหักศอก โค้งกว้างและโค้งยูเทริน์ ซึ่ง BMW 330i นั้นมีโหมดการขับขี่ที่เรียกว่า Driving Experience Control มีให้เลือกทั้ง Sport,Comfort และ Eco Pro ซึ่งสะท้อนมายังระบบช่วงล่างและพวงมาลัยที่แตกต่างกัน และในสถานการณ์แบบนี้ โหมด Sport จึงเป็นตัวเลือกที่ตอบสนองการขับขี่ได้ดีที่สุด สำหรับโหมด Sport จะมีการปรับเซทระบบช่วงล่างให้แน่นหนึบขึ้นจนสัมผัสได้อย่าชัดเจนเช่นเดียวกับน้ำหนักของพวงมาลัยที่รู้สึกตึงมือขึ้นมาทันที
ทดสอบ-BMW
และด้วยการเป็นรถขับเคลื่อนล้อหลัง หากเข้าโค้งด้วยความเร็วสูงเกินไป อาการท้ายดิ้นจะมีให้สัมผัสได้บ้างแต่ก็มี Tracktion Control ที่คอยคุมอาการรถไม่ให้เสียการควบคุมได้ง่ายๆและแก้กลับมายังทิศทางที่เหมาะสมได้ไม่ยากเย็นนัก
ทดสอบ-BMW
ในส่วนสถานี Elf Test ซึ่งเป็นการหักหลบสิ่งกีดขวางแต่จะยากกว่ารูปแบบของการหักหลบทั่วไปเนื่องจากต้องบังคับรถให้ไปตามทิศทางที่ได้จัดไว้ แต่ด้วยระบบช่วงล่างที่ไว้ใจได้จึงทำให้ผ่านพ้นไปอย่างสบายๆ
ทดสอบ-BMW
ปลายทางของการทดสอบ BMW 330i ในสนามแข่งจะมีการขับขี่ในรูปแบบจิมคาน่าพร้อมสัมผัสระบบ Reversing Assistant สำหรับระบบนี้ถือเป็นความอัจฉริยะของเทคโนโลยีรุ่นล่าสุดที่จะช่วยให้การถอยออกจากช่องทางแคบๆทำได้อย่างปลอดภัย โดยระบบจะจดจำการขับขี่ 50 เมตรสุดท้ายซึ่งจะตรวจจับในขณะที่ความเร็วไม่เกิน 36 กม./ชม. หลังจากจอดสนิทสามารถเลือกใช้งานระบบนี้ซึ่งแสดงบนจอทัชสกรีนขนาด 10.25 นิ้ว ระบบจะทำการสั่งงานและควบคุมทิศทางของรถโดยปรับตำแหน่งพวงมาลัยย้อนกลับไปตามเส้นทางเดิม เพียงแค่ผุ้ขับขี่ต้องควบคุมความเร็วไว้ไม่เกิน 9 กม./ชม. หากความเร้วสูงกว่าที่กำหนด ระบบจะตัดการทำงานทันที
ทดสอบ-BMW
รถรุ่นต่อไปคือ BMW 320d ซีดานคันนี้มีรูปลักษณ์แบบเดียวกับ 330i เพียงแต่ระบบต่างๆอาจจะไม่มากเท่า และเครื่องยนต์ที่มีขนาดความจุน้อยกว่า โดยเป็นเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.0 ลิตร เทอร์โบคู่ ให้กำลังสูงสุด 190 แรงม้า ในส่วนของแรงบิดจะมอบพละกำลังที่รอบเครื่องยนต์สูงกว่าคือ 1,750-2,500 รอบ ในขณะที่ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะแบบเดียวกัน
ทดสอบ-BMW
ทดสอบ-BMW
การทดสอบนั้นใช้รูปแบบเดียวกัน เแน่นอนว่าความโหดจากขุมพลังที่ด้อยกว่าทำให้ BMW 320d กลายเป็นรถพ่อบ้านหรูซึ่งหากเค้นพละพลังจากเครื่องยนต์นั้นคนละเรื่อง อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.ได้ในเวลา 6.8 วินาที น้อยกว่า 330i อยู่ 1 วินาที แต่ก็มีข้อดีในส่วนที่ควบคุมได้ง่ายและไม่ดื้อ รวมถึงอัตราสิ้นเปลืองที่ถือเป็นจุดเด่นโดยมีการเคลมจากบริษัทผู้ผลิตไว้ถึง 21.7 กม./ลิตร ในขณะที่ 330i มีอัตราบริโภคเชื้อเพลิงอยู่ที่ 16.1 กม./ลิตร
ทดสอบ-BMW
มาถึงคิวของเอสยูวีหรูอย่าง X5xDrive30d การทดสอบในสนามแข่งแบบนี้อาจไม่ตรงประเด็นสำหรับรถหรูสายลุย แต่ก็ไม่ได้มีอะไรด้อยไปกว่า 330i และ 320d ในด้านของขุมพลังเครื่องยนต์ซึ่งถ้าเทียบกันจะเห็นได้ว่ามีพละกำลังที่สูงกว่า โดย X5xDrive30d มากับขุมพลังดีเซลแบบ 6 สูบเทอร์โบคู่ขนาดความจุ 2,993 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 265 แรงม้า และมีแรงบิดมหาศาลถึง 620 นิวตันเมตรที่ 2,000-2,500 รอบ ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.ในเวลา 6.5 วินาที และเคลมอัตราสิ้นเปลืองไว้ที่ 14.5 กม.ลิตร
ทดสอบ-BMW
จุดเด่นของ X5xdrive30d อยู่ที่ระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัจฉริยะ xDrive ที่สั่งการถ่ายเทแรงบิดไปยังล้อต่างๆแบบอัตโนมัติโดยประมวลผลผ่านกล่องควบคุมและรูปแบบการใช้คันเร่งของผู้ขับขี่
ทดสอบ-BMW
ในรูปแบบของการทดสอบแบบ Elf Test ซึ่งอาจเป็นปัญหาสำหรับรถเอสยูวีเนื่องจากความสูงของตัวรถนั้นจะทำให้รถมีแรงเหวี่ยงมากยิ่งขึ้น แต่นอกจากระบบขับเคลื่อนอัจฉริยะ Xdrive ยังได้รับการติดตั้งระบบDriving Experience Control มีให้เลือกทั้ง Sport,Comfort และ Eco Pro จนทำให้ผ่านการทดสอบรูปแบบต่างๆไปได้อย่างสะดวก
ทดสอบ-BMW
เสร็จจากการทดสอบสมรรถนะในสนามแข่ง ถึงเวลาลองของจริงบนถนนหลวงเส้นทางรวมประมาณ 60 กม.จากสนามแข่งปทุมธานีสปีดเวย์ไปยังอ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา เริ่มจาก BMW 320d รถพ่อบ้านหรูรุ่นนี้พอใช้งานบนถนนกลับมีฟิลลิ่งที่ดี นุ่มนวล ขับสบาย ในขณะใช้ความเร็ว เสียงรบกวนที่เข้ามาในห้องโดยสารนั้นน้อยมาก ทั้งนี้เป็นคุณสมบัติของกระจกแบบ Acoustic Comfort ที่ช่วยป้องกันเสียงรบกวนจากภายนอก
ทดสอบ-BMW
สำหรับ 330i มีความห้าวหาญของเครื่องยนต์ที่ไม่ธรรมดา เหนือกว่านั้นคือระบบช่วงล่างที่เหมือนมีการอัพเกรดเป็นโช๊คอัพซิ่งแต่ไม่กระด้าง ซึ่งความเป็นเลิศด้านการยึดเกาะต้องยกเครดิตให้กับช่วงล่าง M Sport
ทดสอบ-BMW
และอีกหนึ่งฟังค์ชั่นซึ่งติดตั้งมาคือระบบ BMW Intelligent Personal Assistant คอยทำหน้าที่ในการสื่อสาร รวมถึงทำความรู้จักและเรียนรู้พฤติกรรมของผู้ขับขี่ในแต่ละวัน และยังมีการใช้งานคำสั่งเสียงเพื่อสั่งการระบบต่างๆทั้งเครื่องปรับอากาศ วิทยุ และ นำทางไปยังสถานที่ต่างๆด้วยการเปิดใช้งานจากคำสั่งเสียงที่ว่า “Hello BMW”
มาถึงการทดสอบช่วงออฟโรดระยะสั้นๆกับ BMW X5xDrive30d ซึ่งเน้นไปในเรื่องของระบบ xDrive เวอร์ชั่นล่าสุด สภาพเส้นทางที่ทดสอบนั้นไม่ได้โหดร้ายมากนัก รูปแบบจะเป็นพื้นต่างระดับลัดเลาะไปตามคันนาซึ่งระบบจะเข้ามามีส่วนในการถ่ายเทแรงบิดไปยังล้อต่างๆได้อย่างสมบูรณ์ ผู้ขับขี่สามารถดูสภาพเส้นทางข้างหน้าได้จากกล้องแสดงภาพที่ติดตั้งอยุ่ด้านหน้ารถเพื่อความปลอดภัย
ทดสอบ-BMW
ทดสอบ-BMW
และอีกหนึ่งระบบที่ไม่ต่างไปจาก 330i นั่นคือ Reverse Assistant แม้จะเป็นเส้นทางที่แคบแบบพอดีคัน เรียกได้ว่าวัดใจกับระบบนี้กันไปเลย การจดจำรูปแบบเส้นทางและการบังคับควบคุมรถก่อนเปิดระบบนั้นถือว่าทำงานได้อย่างไม่บกพร่อง
ทดสอบ-BMW
BMW ทั้ง 3 รุ่นที่ได้ทำการทดสอบยังมีระบบปฎิบัติการใหม่ที่ได้รับการติดตั้ง BMW Operating System 7.0 ทำงานประสานเป็นหนึ่งเดียวกับ BMW Live Cockpit Professional ระบบอัจฉริยะนี้นอกจากจะอัพเดทซอพท์แวร์ได้ด้วยตัวเองหลังจากมีการแจ้งเตือน ยังสามารถดาว์นโลหดแอพลิเคชั่นไปยังสมาร์ทโฟนเพื่อตรวจสอบสถานะของรถ รวมถึงถ่ายภาพด้วยกล้องจากตัวรถได้อีกด้วย
ข้อมูลทางเทคนิค: BMW 330i M Sport
เครื่องยนต์: เบนซิน 4 สูบ เทอร์โบคุ่
ความจุกระบอกสูบ (ซี.ซี.): 1,998
กำลังสูงสุด (แรงม้า ที่ รอบ/นาที): 258/5,000-6,500
แรงบิดสูงสุด (นิวตัน-เมตร ที่รอบ/นาที): 400 /1,550-4,400
ระบบส่งกำลัง: อัตโนมัติ 8 จังหวะ พร้อม Sport Steptronic
ระบบขับเคลื่อน: ล้อหลัง
ระบบกันสะเทือน(หน้า/หลัง): หน้า Double-joint spring strut หลัง Five-link suspension
เบรก(หน้า/หลัง): ดิสก์/ดิสก์
ยาว/กว้าง/สูง(มม.): 4,709 x1,827×1,435 มม
ราคา (บาท): 3,359,000

ข้อมูลทางเทคนิค: BMW 320d Sport
เครื่องยนต์: ดีเซล 4 สูบ เทอร์โบคุ่
ความจุกระบอกสูบ (ซี.ซี.): 1,995
กำลังสูงสุด (แรงม้า ที่ รอบ/นาที): 190/4,000
แรงบิดสูงสุด (นิวตัน-เมตร ที่รอบ/นาที): 400 /1,750-2,500
ระบบส่งกำลัง: อัตโนมัติ 8 จังหวะ พร้อม Steptronic
ระบบขับเคลื่อน: ล้อหลัง
ระบบกันสะเทือน(หน้า/หลัง): หน้า Double-joint spring strut หลัง Five-link suspension
เบรก(หน้า/หลัง): ดิสก์/ดิสก์
ยาว/กว้าง/สูง(มม.): 4,709 x1,827×1,435 มม
ราคา (บาท): 2,959,000 ทดสอบ-BMW
ข้อมูลทางเทคนิค: BMW X5 xDrive30d Msport
เครื่องยนต์:ดีเซล 6 สูบ เทอร์โบคุ่
ความจุกระบอกสูบ (ซี.ซี.):2,993
กำลังสูงสุด (แรงม้า ที่ รอบ/นาที): 265/4,000
แรงบิดสูงสุด (นิวตัน-เมตร ที่รอบ/นาที): 620 /2,000-2,500
ระบบส่งกำลัง:อัตโนมัติ 8 จังหวะ พร้อม Steptronic
ระบบขับเคลื่อน: 4 ล้อ
ระบบกันสะเทือน(หน้า/หลัง): Adaptive M
เบรก(หน้า/หลัง): ดิสก์/ดิสก์
ยาว/กว้าง/สูง(มม.): 4,922 x2,004×1,745 มม
ราคา (บาท): 5,699,000
ทดสอบ-BMW
 

จีเอ็มเปิดตัว แพลทฟอร์มรถยนต์ดิจิทัล

0

มาร์ก รอยส์ ประธานกรรมการ เจนเนอรัล มอเตอร์ส (จีเอ็ม) ประกาศเปิดตัว แพลทฟอร์มรถยนต์ดิจิทัล รุ่นใหม่ ซึ่งมีความจำเป็นสำหรับรถยนต์เจนเนอเรชั่นต่อไป รถยนต์พลังงานไฟฟ้า ระบบความปลอดภัยเชิงป้องกันก่อนเกิดเหตุ ระบบอินโฟเทนเมนท์ และการเชื่อมต่อ รวมถึงพัฒนาการของระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ซูเปอร์ ครูส (Super Cruise) โดยเทคโนโลยีและความก้าวล้ำดังกล่าวคือหัวใจสำคัญในวิสัยทัศน์ของจีเอ็ม ที่มุ่งสู่โลกที่ปราศจากอุบัติเหตุ มลพิษ และความแออัด
ในอีก 5 – 10 ปีข้างหน้าอุตสาหกรรมยานยนต์และรถยนต์จะมีพัฒนาการที่ก้าวกระโดด ความสามารถในการรับ-ส่งข้อมูลทางไฟฟ้า (bandwidth) และการเชื่อมต่อจึงมีความจำเป็นมากขึ้น เพื่อสร้างความมั่นใจว่าฟีเจอร์สำคัญ อาทิ ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ซูเปอร์ ครูส (Super Cruise) และระบบความปลอดภัยเชิงป้องกันก่อนเกิดเหตุที่ล้ำสมัย จะสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น
ซึ่งเทคโนโลยีนี้มีความสามารถในการประมวลผลข้อมูลได้สูงสุดถึง 4.5 เทราไบต์ต่อชั่วโมง หรือเพิ่มขึ้น 5 เท่าเมื่อเทียบกับโครงสร้างทางไฟฟ้าของจีเอ็มที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน รวมถึงการเพิ่มศักยภาพการอัพเดทซอฟต์แวร์แบบไร้สาย (OTA) เหมือนกับการอัพเดทซอฟท์แวร์สำหรับสมาร์ทโฟน ระบบนี้จึงรองรับการอัพเกรดการใช้งานได้ตลอดอายุใช้งานของรถยนต์
     แพลทฟอร์มรถยนต์ดิจิทัล จีเอ็ม    
ทั้งนี้ แพลทฟอร์มรถยนต์ดิจิทัล รุ่นใหม่ ได้รับการพัฒนาขึ้นโดยทีมวิศวกรทางไฟฟ้าฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ ที่ศูนย์การดำเนินงานของจีเอ็ม ทั่วโลก และนำมาใช้งานครั้งแรกในรถซีดาน คาลิคแลค ซีที5 ปี 2020 ที่เพิ่งเผยโฉมล่าสุด โดยจะขึ้นสายการผลิตภายในปีนี้ และจะใช้งานกับรถยนต์ส่วนใหญ่ของจีเอ็ม ที่จะออกวางจำหน่ายทั่วโลกภายในปี 2566  
       

ทดสอบ 4 ครอสโอเวอร์ซับคอมแพค

0

ทดสอบ 4 ครอสโอเวอร์ซับคอมแพคจากค่ายดัง ทั้ง Honda HR-V,Mazda CX-3,Subaru XV และ Toyota C-HR พร้อมจัดเต็มกับบทสรุปความคุ้มค่าของรถแต่ละรุ่นโดย 2 กูรูในแวดวงผู้สื่อข่าวสายรถยนต์

“พักใจไว้ที่เขา” ลูกค้าปลื้มมาสด้าชวนไปชิล

0

มาสด้าเดินหน้าเพิ่มความเชื่อมั่นที่มีต่อแบรนด์ ผุดกิจกรรมสุดซิล “พักใจไว้ที่เขา” ชวนลูกค้าและคู่หูขับรถมาสด้าไปพักร้อนบนเส้นทาง กรุงเทพฯ – เขาใหญ่ พร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างลูกค้า เพื่อสร้างความมั่นใจต่อยอดไปสู่ความสัมพันธ์อย่างยั่งยืน เปิดรับประสบการณ์จากลูกค้าไปสู่การพัฒนาแบรนด์อย่างตรงจุด จัดวิทยากรพิเศษแนะนำการบำรุงดูแลรักษา และตรวจเช็คสภาพรถได้ด้วยตัวเอง ก่อนสนุกสนานไปกับมินิคอนเสิร์ต แตงโม วัลย์ลิกา และ ว่าน วันวาน จากเวที เดอะ วอยซ์
ดร. ปณัสย์ บุญค้ำ รองประธานบริหารฝ่ายบริการหลังการขาย บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงที่มาของกิจกรรมว่า เป้าหมายการดำเนินธุรกิจของมาสด้าไม่ใช่เพียงแค่การเติบโตด้านยอดขายเท่านั้น แต่เราพร้อมส่งมอบความสุขที่แท้จริงให้กับลูกค้าตลอดระยะเวลาที่ครอบครองรถมาสด้าไม่ว่าจะรุ่นไหน ซื้อในราคาเท่าไหร่ก็ตาม
 
สำหรับกิจกรรม “พักใจไว้ที่เขา” ลูกค้าให้ความสนใจตอบรับเข้าร่วมกิจกรรมอย่างไม่รอช้า ร่วมเดินทางขับรถมาสด้ามากถึง 50 คัน ร่วม 100 ชีวิต บนเส้นทาง กรุงเทพฯ – เขาใหญ่ นับเป็นโอกาสอันดีที่มาสด้าได้บอกเล่าถึงสิ่งต่างๆ ของแบรนด์ที่เปลี่ยนแปลงไปเพื่อเกิดการบริการที่ดีที่สุด อาทิ การปรับภาพลักษณ์โชว์รูมและศูนย์บริการ พร้อมที่สร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับลูกค้าในการซ่อมบำรุงแบบครบวงจรอย่างมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมในทุกพื้นที่ และเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้ถ่ายทอดประสบการณ์ตรงจากการเข้าใช้บริการจากศูนย์มาสด้า เป็นการสื่อสารสองทางนำไปสู่การพัฒนาด้านการบริการสู่ความเป็นเลิศ

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมการสาธิตการดูแลรักษา ตรวจเช็คสภาพรถยนต์ในเบื้องต้นด้วยตนเอง เพื่อเก็บเป็นความรู้ และให้ลูกค้าตรวจเช็คสภาพรถก่อนออกเดินทางได้ด้วยตัวเอง ช่วยเพิ่มความปลอดภัยบนท้องถนน และกิจกรรมออกแบบผ้าพันคอสไตล์โบฮีเมียน เพื่อต่อเนื่องไปสู่ธีมงานเลี้ยงขอบคุณในช่วงเย็น เพิ่มดีกรีความเอ็กซ์คลูซีฟด้วยมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินเสียงดีเวที เดอะ วอยซ์ แตงโม วัลย์ลิกา และ ว่าน รัชยาวีร์ หรือ วันวาน ลุ้นรับของรางวัลจากมาสด้ามากมาย ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวได้สร้างความสนุกสนานในบรรยากาศอันแสนอบอุ่น และเป็นกันเอง

อแวนซา ปรับโฉมใหม่ เพิ่มอารมณ์สปอร์ตพร้อมความคุ้มค่าที่สมบูรณ์แบบ

0

บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด แนะนำ รถยนต์นั่งอเนกประสงค์ 5 ประตู 7 ที่นั่ง “อแวนซา” ในรูปแบบรถยนต์นั่งแนว “Multi – Purpose Vehicle” ที่เหมาะสำหรับการใช้งานในทุกรูปแบบ โดย ปรับโฉมใหม่ ภายใต้แนวคิด “ปลดปล่อยทุกมิติการใช้ชีวิต” (Start your new dimension) รูปลักษณ์ภายนอกได้รับการดีไซน์ให้มีความทันสมัย ภายในห้องโดยสารสไตล์สปอร์ต มีระดับ พร้อมด้วยสมรรถนะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยม ให้ความคุ้มค่าที่สมบูรณ์แบบ ในทุกรูปแบบของการใช้ชีวิต โดยมีทางเลือกทั้งหมด 2 รุ่น ได้แก่ 1.5G A/T และ 1.5E A/T
อแวนซา ปรับโฉมใหม่ … ครบครันด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบาย
Toyota Driving Experience Park 2
    ภายนอก…โดดเด่นด้วยดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์
          •กระจังหน้า และกันชนด้านหน้า…ดีไซน์สปอร์ต ดุดัน
          •ไฟหน้า LED…สว่างไสวเพิ่มความมั่นใจทุกเส้นทางการขับขี่
          •สเกิร์ตด้านข้าง พร้อมตกแต่งด้วยโครเมียม…ให้ความรู้สึกสปอร์ตเท่
          •กระจกมองข้างปรับไฟฟ้า…ดีไซน์ใหม่ เพิ่มความสะดวกสบาย และความปลอดภัยในการขับขี่
          •ล้ออัลลอย 15 นิ้ว…ดีไซน์ใหม่
          •เสาอากาศครีบฉลาม…ให้สัญญาณสื่อสารคมชัด
          •กันชนด้านหลัง…เน้นอารมณ์สปอร์ต
          •สปอยเลอร์ด้านหลัง พร้อมไฟเบรก…เพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ (เฉพาะรุ่น 1.5G A/T)
Toyota Driving Experience Park 3
     ภายใน…ห้องโดยสารดีไซน์ล้ำสมัย ขยายความสบายให้กว้างขึ้น
          •คอนโซลด้านหน้า…เรียบหรู ลงตัวทุกฟังก์ชัน
          •มาตรวัดความเร็ว…สวย โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์
          •แผงข้างประตูและวัสดุหุ้มเบาะผ้าสีดำลายสปอร์ต…คมเข้ม สปอร์ตล้ำ
          •แผงควบคุมเครื่องปรับอากาศ แบบดิจิตอล…ให้ความสะดวกสบายสูงสุดในการใช้งาน
          •พวงมาลัยและหัวเกียร์หุ้มหนัง…เติมความเท่แฝงความหรูหราอย่างลงตัว (เฉพาะรุ่น 1.5G A/T)
Toyota Driving Experience Park 4
    อุปกรณ์อำนวยความสะดวกและระบบความปลอดภัย…มั่นใจตลอดการเดินทาง
          •เครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว…ครบครันทุกความบันเทิงได้เต็มรูปแบบ (เฉพาะรุ่น 1.5G A/T)
          •ปุ่มควบคุมเครื่องเสียงที่พวงมาลัย…สะดวกสบาย ไม่ต้องละสายตาขณะขับขี่ (เฉพาะรุ่น 1.5G A/T)
          •กล้องมองภาพด้านหลัง…ช่วยเพิ่มมุมมองการถอยรถจอดได้อย่างแม่นยำ (เฉพาะรุ่น 1.5G A/T)
เลือกเป็นเจ้าของ อแวนซา รุ่นปรับปรุงโฉมใหม่ 2 รุ่น และ 3 สี (Silver Mica Metallic/ White/ Black Metallic)
          •1.5G A/T เกียร์อัตโนมัติ 699,000 บาท
          •1.5E A/T เกียร์อัตโนมัติ 649,000 บาท
*ราคาดังกล่าวเป็นราคารถยนต์พร้อมอุปกรณ์มาตรฐานที่ผลิตจากโรงงาน
สัมผัส “อแวนซา รุ่นปรับปรุงโฉมใหม่” ได้ที่โชว์รูมผู้แทนจำหน่ายโตโยต้าทั่วประเทศ พร้อมทดลองขับรถยนต์ ที่ศูนย์ขับทดสอบรถยนต์ Toyota Driving Experience Park (บางนา กม.3)

New Honda Zoomer-X ดึง 'ยัวบอยทีเจ' ย้ำคอนเซ็ปต์ Unblocker We Are มีดี…ก็ออกมาดิ!

0

เอ.พี.ฮอนด้า เปิดตัว New Honda Zoomer-X เขย่าตลาดรถเอ.ที. ชูคอนเซ็ปต์ “Unblocker We Are #ออกมาดิ” เพื่อตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบความแตกต่าง รักความสนุกนอกกรอบ ท้าทายตัวเอง  เปิดเผยตัวตน พร้อมดึงแร็ปเปอร์หนุ่มสุดฮอต “ยัวบอยทีเจ” ร่วมเป็นพรีเซ็นเตอร์ เปิดราคาแนะนำ 55,700 บาท วางจำหน่ายพร้อมกันทั่วประเทศที่ Honda Wing Center 
New Honda Zoomer-X มาพร้อมเทคโนโลยี Honda Smart Technology เครื่องยนต์ eSP สูบเดียว ขนาด 110 ซีซี ระบายความร้อนด้วยอากาศ ระบบหัวฉีด PGM-FI ให้ประสิทธิภาพทั้งความแรงและอัตราความประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยม ทำงานร่วมกับระบบ Idling Stop System ช่วยหยุดเครื่องยนต์อัตโนมัติ เพิ่มความประหยัดคุ้มค่าไปอีกขั้น ค่าไอเสียผ่านมาตรฐานระดับ 7 หรือยูโร 4 รองรับน้ำมัน E20
   
ออพชั่นเด่น อาทิ เรือนไมล์วัดความเร็วแบบดิจิตอล พื้นที่เก็บของขนาดใหญ่ใต้เบาะแบบ Free Space โช็กอัพหน้าหัวกลับ รองรับแรงสะเทือนได้ทุกสภาพผิวถนน ล้อแม็กขนาด 12 นิ้ว ประกบยางจุ๊บเลสแบบไร้ยางใน ด้านความปลอดภัย ดิสก์เบรกหน้า ดรัมเบรกหลัง มาพร้อมการกระจายแรงเบรกหน้า-หลัง Combi Brake System ให้ความมั่นใจตลอดการขับขี่

คุณจุฑามาศ อินปริงกานันท์ ผู้ช่วยผู้จัดการทั่วไปส่วนงานสื่อสารการตลาด บริษัท เอ.พี.ฮอนด้า จำกัด เปิดเผยว่า จากแนวคิดของแบรนด์ What Stops You มุ่งไปอย่าให้อะไรมาหยุด เอ.พี.ฮอนด้า เอาใจวัยรุ่นอินเทรนด์ กับ Zoomer X ใหม่ ด้วยการดึงยัวบอยทีเจ-จิรายุทธ ผโลประการ ศิลปินแร็ปเปอร์หนุ่มที่กำลังมาแรง มาเป็นพรีเซ็นเตอร์เพื่อสื่อสารคอนเซ็ปต์ “Unblocker We Are #ออกมาดิ” พร้อมเปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่และเริ่มออกอากาศทั้งทางออนไลน์และออฟไลน์ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป
ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลได้ที่ Honda Wing Center ทั่วประเทศ พร้อมทั้งติดตามรายละเอียดผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.aphonda.co.th YouTube : HondaMotorcycleTHA และเฟซบุ๊ก www.facebook.com/hondamotorcyclethailand
 

ฟอร์ด เรนเจอร์ เดินหน้าขยายไลน์อัพเปิดตัว 6 รุ่นย่อยใหม่

0

ฟอร์ด ประเทศไทย ประกาศขยายไลน์อัพของ ฟอร์ด เรนเจอร์ เปิดตัวสุดยอดกระบะพันธุ์แกร่ง 6 รุ่นย่อยใหม่ ทั้งรุ่น ไวล์ดแทรค รุ่น XLT รุ่น XL และ รุ่น XL+ ใหม่ จะทำให้ฟอร์ด เรนเจอร์ วางจำหน่ายในประเทศไทย รวมทั้งหมด 26 รุ่นเพื่อมอบความคุ้มค่าและตัวเลือกที่หลากหลายยิ่งขึ้นแก่ลูกค้า
ฟอร์ด เรนเจอร์ ปฏิวัติมาตรฐานวงการรถกระบะ ด้วยการผสมผสานสมรรถนะอันแข็งแกร่ง การออกแบบเหนือระดับ และเทคโนโลยีล้ำสมัยที่เหนือกว่า มาพร้อมกับความประณีตและความสะดวกสบาย แต่ยังคงโดดเด่นด้วยมาตรฐานความแกร่งสมบุกสมบันของกระบะนิยาม ‘เกิดมาแกร่ง’ นับได้ว่า ฟอร์ด เรนเจอร์ คือ สัญลักษณ์ความแกร่งอันชาญฉลาดที่พร้อมช่วยลูกค้าให้ประสบความสำเร็จยิ่งขึ้น
“การเพิ่มรุ่นของเรนเจอร์นับเป็นการเสริมความแข็งแกร่งให้กับทัพผลิตภัณฑ์ของเรนเจอร์ในประเทศไทย และเป็นการมอบตัวเลือกที่หลากหลายขึ้นให้กับลูกค้าในประเทศไทยให้สามารถเลือกรถรุ่นที่ตอบโจทย์ลูกค้าได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด ทั้งในด้านการทำงานและการใช้ชีวิต” นายวิชิต ว่องวัฒนาการ กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว
นอกจากการเปิดตัวรถ 6 รุ่นย่อยใหม่ครั้งนี้ ฟอร์ด ยังได้ปรับปรุงแผงหน้าปัดมาตรวัดความเร็วให้แสดงผลภาษาไทยได้สำหรับ เรนเจอร์ XLS XLT ลิมิเต็ด ไวล์ดแทรค และแร็พเตอร์ ด้วย
ความคุ้มค่าและตัวเลือกที่หลากหลาย ของ ฟอร์ด เรนเจอร์ 6 รุ่นย่อยใหม่ ได้แก่

  • ฟอร์ด เรนเจอร์ สแตนดาร์ดแชสซีแค็บ 2L XL 4×2 เกียร์ธรรมดา 6 สปีด เหมาะสำหรับการขนส่งสินค้า ด้วยสมรรถนะเหนือชั้นที่ และสามารถดัดแปลงเป็นตู้เก็บของเย็นหรือร้อนได้ ในราคา 528,000 บาท
  • ฟอร์ด เรนเจอร์ สแตนดาร์ดแค็บ 2L XL 4×4 เกียร์ธรรมดา 6 สปีด รถกระบะสมรรถนะสูงพร้อมรับมือกับงานสุดหนักหน่วง ไม่ว่าจะเป็นการลากจูง การบรรทุก และออฟโรด ด้วยราคา 649,000 บาท
  • ฟอร์ด เรนเจอร์ ดับเบิ้ลแค็บ XL 2.2L 4×2 เกียร์ธรรมดา 6 สปีด มาพร้อมกับเทคโนโลยีอันชาญฉลาด ซึ่งรวมถึงระบบป้องกันล้อล็อก ABS และระบบกระจายแรงเบรก EBD เสนอขายที่ราคา 689,000 บาท
  • ฟอร์ด เรนเจอร์ ดับเบิ้ลแค็บ 2L XL+ 4×2 Hi-Rider เกียร์ธรรมดา 6 สปีด รถกระบะดับเบิ้ลแค็บ 4 ประตูยกสูงพันธุ์แกร่ง มาพร้อมล้ออัลลอย 16” และขุมพลังสมรรถนะสูง ในราคา 749,000 บาท
  • ฟอร์ด เรนเจอร์ โอเพนแค็บ 2L XLT 4×4 เกียร์ธรรมดา 6 สปีด รถกระบะสมรรถนะสูงมาพร้อมกับล้ออัลลอย 17” เปี่ยมด้วยเทคโนโลยีด้านความปลอดภัย ในราคาที่คุ้มค่าที่สุดที่ 799,000 บาท
  • ฟอร์ด เรนเจอร์ ดับเบิ้ลแค็บ 2.0L ไวล์ดแทรค เทอร์โบ 4×2 เกียร์ธรรมดา 6 สปีด รถกระบะดับเบิ้ลแค็บพันธุ์แกร่ง อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย พร้อมมอบความสะดวกสบายเหนือระดับ ด้วยราคา 979,000 บาท

ฟอร์ด เรนเจอร์ 6 รุ่นย่อยใหม่ 2
ฟอร์ด เรนเจอร์ มีสีให้เลือกทั้งหมด 8 สี ได้แก่ สีเทาคองเคอร์ เกรย์ (เฉพาะรุ่นแร็พเตอร์) สีส้มเซเบรอ (เฉพาะรุ่นไวล์ดแทรค) สีเทาเมทีออร์ เกรย์ เมทัลลิค (เฉพาะรุ่นไวล์ดแทรค รุ่นลิมิเต็ด และรุ่น XLT) สีดำแอพโซลูท สีขาวอาร์กติก ไวท์ สีเงินอะลูมิเนียม เมทัลลิค สีแดงทรู เร้ด และสีฟ้าไลท์นิ่ง บลู (ยกเว้น รุ่นไวล์ดแทรค และรุ่น XL)
นอกจากนี้ ลูกค้าฟอร์ด เรนเจอร์ ยังจะได้รับบริการพิเศษด้วยบริการฟรีค่าแรงในการตรวจเช็คตามระยะ สูงสุดถึง 5 ปี หรือภายในระยะ 75,000 กิโลเมตร เพียงเข้าตรวจเช็คระยะทุก 15,000 กิโลเมตร หรือทุก 1 ปี พร้อมรับประกัน 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร จาก Ford Protect