Home Blog Page 493

นิสสัน ริเริ่ม'ซีรีส์' ให้ความรู้เกี่ยวกับรถยนต์พลังงานไฟฟ้า

0

นิสสัน ริเริ่มซีรีส์การให้ความรู้เกี่ยวกับรถยนต์พลังงานไฟฟ้าผ่านสื่อดิจิตอลเป็นครั้งแรก เพื่อการรับรู้และความเข้าใจที่ถูกต้อง
ปัจจุบันมีผู้บริโภคถึง 37 เปอร์เซ็นต์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่สนใจซื้อรถยนต์พลังงานไฟฟ้าเป็นรถคันต่อไป และเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นด้านข้อมูลเกี่ยวกับรถยนต์พลังงานไฟฟ้า นิสสัน ได้ทำการเปิดตัว วิดีโอซีรีส์เพื่อการศึกษาเป็นครั้งแรก เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง และสร้างความตระหนักเกี่ยวกับรถยนต์พลังงานไฟฟ้าขึ้น
หลายๆ คนอาจไม่เข้าใจว่าจริงๆ แล้วรถยนต์พลังงานไฟฟ้าเหมาะสมกับวิถีชีวิต หรือ ไลฟ์สไตล์ รวมถึงพื้นฐานการใช้งานของพวกเขาอย่างไร นิสสัน ในฐานะที่เป็นผู้ผลิตรถยนต์รายแรกที่ผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100 เปอร์เซ็นต์ เพื่อออกจำหน่ายในตลาด  และด้วยความรู้ความชำนาญกว่า 70 ปีเกี่ยวกับเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้า จึงช่วยส่งเสริมความเข้าใจที่ถูกต้อง
NISSAN-EV-Series-04
นิสสันได้ทำการรวบรวมและพร้อมแบ่งปันความรู้ในวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการระบบขับเคลื่อนให้แก่ลูกค้า ชุดวีดีโอซีรีส์ มุ่งสร้างความเข้าใจ 4 ด้านของการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย โดย ชุดวีดีโอซีรีส์นี้ จะแบ่งออกเป็นสี่ส่วน ครอบคลุม การชาร์จ ระยะทาง การขับขี่ และการเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้า
เป็นการตีโจทย์และรวบรวมคำถามที่มักจะพบได้บ่อยรวมถึงความเชื่อต่างๆเกี่ยวกับรถยนต์พลังงานไฟฟ้า โดยมีทอม จาร์วิส นักสำรวจและนักวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมชาวออสเตรเลียจะเป็นผู้นำการพูดคุย พร้อมกับณยา เอียร์ลิคซ์-อาดัม ผู้ก่อตั้งธุรกิจอาหารแบบยั่งยืนภายใต้ชื่อ บรอกโคลี เรฟโวลูชั่น ในกรุงเทพฯ ที่จะมาร่วมทีมในการพูดคุยตอบคำถามเกี่ยวกับรถยนต์พลังงานไฟฟ้า จากประสบการณ์และความชอบส่วนตัวของทั้งสองคน
NISSAN-EV-Series-02
วีดีโอชิ้นแรกของซีรีส์ เป็นหัวข้อเกี่ยวกับการชาร์จไฟ ซึ่งผลการศึกษาของนิสสัน สะท้อนให้เห็นว่าวิธีการชาร์จ (ความสามารถในการชาร์จในที่ทำงาน จุดชาร์จที่บ้าน และตัวเลือกในการชาร์จแบบรวดเร็ว) เป็นปัจจัยหลักในการเลือกซื้อรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ความสะดวกสบายในการชาร์จถือเป็นปัจจัยสำคัญลำดับที่สองในการตัดสินใจซื้อรถยนต์พลังงานไฟฟ้า รองลงมาจากเรื่องของมาตรฐานความปลอดภัย ซึ่งในขณะที่ความต้องการรถยนต์พลังงานไฟฟ้ามีเพิ่มมากขึ้น ความไม่แน่ใจเกี่ยวกับวิธีการชาร์จที่ถูกต้องถือเป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับผู้สนใจรถยนต์ไฟฟ้าหลายๆ คน
เคล็ดลับของการชาร์จ
นิสสันแบ่งปันข้อมูลและเคล็ดลับว่าเจ้าของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าจะสามารถชาร์จรถยนต์ได้อย่างไร โดยมีตัวเลือกการชาร์จสามตัววิธีหลักๆ สำหรับนิสสัน ลีฟ ตัวอย่าง เช่น การชาร์จจากไฟบ้านปกติ (standard outlet charging) การชาร์จจากอุปกรณ์ชาร์จติดผนัง หรือ wall box charging และการชาร์จแบบเร็วหรือที่เรียกว่า Quick Charge

NISSAN-EV-Series-03

  • เช่นเดียวกับการเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จสมาร์ทโฟน 80-90 เปอร์เซ็นต์ของเจ้าของรถนิสสัน ลีฟ ส่วนใหญ่เลือกที่จะชาร์จรถยนต์ของเขาที่บ้านโดยใช้เคเบิลอเนกประสงค์ที่มาพร้อมกับรถยนต์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการชาร์จข้ามคืน
  • เจ้าของลีฟ สามารถเลือกติดตั้งกล่องชาร์จหรือ wall box charging ที่บ้าน ที่ทำงาน หรือในที่ๆ อื่นๆที่เหมาะสมได้ ซึ่งจะสามารถชาร์จไฟฟ้าให้เต็มได้ภายในระยะเวลา 5-7 ชั่วโมง ซึ่งใช้เวลาน้อยกว่าการชาร์จแบบแรก
  • สถานีชาร์จแบบรวดเร็วหรือ Quick Charge จะใช้เวลาชาร์จเพียงแค่ 40-60 นาทีเพื่อชาร์จให้แบตเตอรี่กลับมามีความจุที่ 80 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งส่วนใหญ่มักมีติดตั้งในพื้นที่ที่ชาร์จสะดวก เช่น ห้างสรรพสินค้า หรือที่สาธารณะต่างๆ

 
วีดีโอซีรีส์ชุดแรก เพื่อความเข้าใจเกี่ยวกับการชาร์จ

อีซูซุส่ง “รุ่นพิเศษ!“ อีซูซุมิว-เอ็กซ์ ดิ ออนิคซ์…

0

อีซูซุเปิดฉากรุกตลาดรถตั้งแต่ต้นปีด้วย รุ่นพิเศษ!“อีซูซุมิว-เอ็กซ์ ดิ ออนิคซ์…จุดประกายความรู้สึกใหม่ในตัวคุณ (ISUZUMU-X THE ONYX… NEW SENSATION IGNITED)” 
 “อีซูซุมิว-เอ็กซ์ ดิ ออนิคซ์” รถอเนกประสงค์ระดับหรูรุ่นพิเศษที่รังสรรค์เพื่อปลุกเร้าอารมณ์แห่งการใช้ชีวิตอย่างแท้จริง เป็นการปรับโฉม “ใหม่! อีซูซุมิว-เอ็กซ์” สู่ลุคใหม่สไตล์สปอร์ตมากยิ่งขึ้น ด้วย ชุดแต่ง ONYX DESIGN EDITION ที่เป็นเอกลักษณ์ ตั้งแต่ด้านหน้าจรดด้านท้าย คม…เข้มทุกอณู ให้อรรถรสเต็มอารมณ์สปอร์ตที่ดึงดูดทุกสายตาไม่ว่าจากมุมไหน อาทิ  
ชุดกันชนหน้า-หลัง พร้อมสเกิร์ตดีไซน์พิเศษ ให้ลุคสปอร์ต สง่าโดดเด่น  กระจังหน้าดีไซน์ใหม่! แบบ Sport 3D ให้มิติสูงสง่า เด่นชัด อารมณ์สปอร์ต  คิ้วโป่งล้อสีดำด้าน เพิ่มความทันสมัยโฉบเฉี่ยว  ไฟท้ายรมดำแบบ LED ลงตัวทุกมุมมอง  ล้ออัลลอยด์ใหม่! Flash Black Design ขนาด 18 นิ้ว และ Roof Rail สไตล์สปอร์ต ออกแบบรับกับตัวรถ เป็นต้น  
THE ONYX-02
THE ONYX-03
 “อีซูซุมิว-เอ็กซ์ ดิ ออนิคซ์” พร้อมเปิดประสบการณ์ใหม่ให้ได้สัมผัสสุนทรียอารมณ์จากห้องโดยสารโอ่อ่าโทนเข้ม  ด้วย AMBIENT LIGHT แสงบรรยากาศที่เพิ่มมิติในห้องโดยสารให้โดดเด่นมีระดับยิ่งขึ้น  โดยมาพร้อมระบบความบันเทิงสมบูรณ์แบบ   และฟังก์ชั่นครบครันที่ถูกจัดวางให้ง่ายและสะดวกต่อการใช้งาน  ตอบสนองการใช้ชีวิตยุคใหม่ของผู้ใช้รถได้สูงสุดในทุกด้าน  เบาะนั่งกึ่งหนังแท้สีดำแบบ Sport Cut  โอบกระชับรับกับสรีระ   
THE ONYX-04
 “อีซูซุมิว-เอ็กซ์ ดิ ออนิคซ์” เพิ่มระบบความมั่นใจอีกระดับด้วย BOS (Brake Override System) ระบบลดกำลังเครื่องยนต์เพื่อช่วยเบรก และ แอร์แบค 6 ใบ ในตำแหน่งคู่หน้า ด้านข้าง และม่านถุงลมด้านข้าง  เพิ่มความสามารถในการปกป้องผู้ขับขี่และผู้โดยสารรอบคัน และระบบความบันเทิงพร้อม Built-in Navigator และ Digital TV Tuner โดยมีให้เลือกเฉพาะรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด เครื่องยนต์ 1.9 และ 3.0 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์  อีกทั้งยังทำการปรับโฉม “ใหม่!  อีซูซุมิว-เอ็กซ์” รุ่นมาตรฐาน ที่มีการปรับโฉมสู่ลุคใหม่สไตล์สปอร์ตยิ่งขึ้น 
THE ONYX-05
“อีซูซุมิว-เอ็กซ์ ดิ ออนิคซ์” พร้อมสีให้เลือก 4 สี ได้แก่ ใหม่! แดงเอทน่า (Etna Red) ขาวมุกเอเวอร์เรสต์ (Everest Pearl White) ดำออสเตรเลียนโคล (Australian Coal Black) และเงินไอซ์เบิร์ก (Iceberg Silver) ราคาจำหน่าย 1,364,000 – 1,421,000 บาท
นอกจากนี้ อีซูซุ ยังเสริมไลน์อัพ “ใหม่!  อีซูซุดีแมคซ์ รุ่นพิเศษ! สเทลธ์” เพื่อตอบสนองกระแสความชื่นชอบปิกอัพพันธุ์ดุ เพิ่มทางเลือกครอบคลุมทั้งรุ่น 4 ประตู และ 2 ประตู พร้อมเครื่องยนต์ 1.9 และ 3.0 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ ซึ่งเริ่มจำหน่ายไปเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา
STEALTH 2 Doors
สามารถสัมผัส รุ่นพิเศษ! “อีซูซุมิว-เอ็กซ์ ดิ ออนิคซ์” และ “ใหม่! อีซูซุมิว-เอ็กซ์” อย่างใกล้ชิด ณ โชว์รูมอีซูซุทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 21 กุมภาพันธ์ ศกนี้ หรือติดตามข่าวสารของอีซูซุเพิ่มเติมได้ที่ www.isuzu-tis.com หรือ LINE: @isuzuthai

ทดลองขับ Toyota Camry Hybrid 2.5 HV Premium (ภาพ+คลิปวีดีโอ)

0

Toyota Camry Hybrid 2.5 HV Premium ซีดานหรูรุ่นท๊อฟ ความสำเร็จคันล่าสุดที่ได้รับการพัฒนาเต็มรูปแบบจาก TNGA หรือ Toyota New Global Architecture ซึ่งตอบสนองมาด้วยรูปลักษณ์สง่างาม สมรรถนะการขับขี่ที่ดี และประหยัดเชื้อเพลิงไปกับระบบมอเตอร์ไฟฟ้าไฮบริด

All New Toyota Camry เจนเนอเรชั่นที่ 8 มากับการออกแบบภายใต้โครงสร้างใหม่ที่โตโยต้าภูมิใจ นั่นคือ TNGA หรือ Toyota New Global Architecture ซึ่งถือเป็นรุ่นที่ 2 ต่อจาก C-HR และเป็นรุ่นแรกที่ใช้โครงสร้างนี้อย่างเต็มระบบ ทั้งด้านการออกแบบ, เครื่องยนต์, เกียร์ และอื่น ๆโดยมีคุณสมบัติเพื่อการขับขี่ที่ดีและปลอดภัยยิ่งขึ้นจาก
-โครงสร้างเหล็กที่แข็งแกร่ง พร้อมเพิ่มจำนวนจุดเชื่อมตัวถัง (Spot welding) ช่วยรองรับแรงบิดที่มีต่อตัวถัง
-จุดศูนย์ถ่วงต่ำลง
-ช่วงล่างด้านหลังแบบอิสระปีกนกคู่
-ปรับอัตราทดที่พวงมาลัยและ ECU ใหม่
-เพิ่มทัศนวิสัย และการลดจุดอับสายตาภายในห้องโดยสาร ด้วยการปรับกระจกด้านหน้าคนขับให้กว้างขึ้น และลดขนาดเสา เอ (A Pillar) ทั้ง 2 ด้านให้แคบลง
Toyota Camry Hybrid 2.5 HV Premium 1
และจากโครงสร้างแบบใหม่ รวมถึงช่วงล่างที่อิสระ จึงทำให้ลดแรงกระแทกจากพื้นถนนสู่ผู้โดยสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้เกิดนุ่มนวลทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ไม่เมื่อยล้าในการขับขี่
Toyota Camry Hybrid 2.5 HV Premium 2
Toyota Camry Hybrid 2.5 HV Premium มีมิติตัวรถที่ยาวขึ้น 35 มิลลิเมตร กว้างขึ้น 15 มิลลิเมตร เตี้ยลง 25 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อยาวขึ้น 50 มิลลิเมตร รวมถึงแบตเตอรี่รุ่น Hybrid ที่ถูกย้ายมาไว้ใต้เบาะนั่งด้านหลังแทนที่จะอยู่บริเวณใต้พื้นที่บรรทุกสัมภาระด้านหลัง หรือระบบเกียร์ Hybrid ที่จัดวางใหม่ให้ขยับเข้ามาตรงกลางของห้องเครื่องได้มากขึ้น ทำให้ห้องโดยสารนั่งสบายกว่าเดิม รวมถึงเสริมความหรูด้วยซันรูฟระบบไฟฟ้า
Toyota Camry Hybrid 2.5 HV Premium 3
Toyota Camry Hybrid 2.5 HV Premium 4
Toyota Camry Hybrid 2.5 HV Premium 5
ห้องโดยสารนอกจากทัศนวิสัยในการขับขี่ที่ดีขึ้น ยังมีการเติมเต็มในส่วนของสิ่งอำนวยความสะดวกอาทิ แทนชาร์จไร้สายสำหรับสมาร์ทโฟน เบรกมือเปลี่ยนให้เป็นแบบไฟฟ้า พร้อมปุ่ม Hold และปุ่มเปิดพัดลมเป่าเบาะ ที่ย้ายมาอยู่บริเวณคอนโซลเกียร์ สำหรับผู้โดยสารแถวหลัง สามารถเอนได้ด้วยระบบไฟฟ้า และยังสามารถควบคุมอุณหภูมิและเครื่องเสียงได้ด้วย
Toyota Camry Hybrid 2.5 HV Premium 7
Toyota Camry Hybrid 2.5 HV Premium 8
Toyota Camry Hybrid 2.5 HV Premium 8
Toyota Camry Hybrid 2.5 HV Premium 9

พวงมาลัยยังคงเป็นแบบมัลติฟังค์ชั่น แต่เพิ่มปุ่มสั่งการมากมายทั้ง ระบบเตือนออกนอกเลน ระบบเตือนระยะห่างจากรถคันหน้า และที่เด็ดคือปุ่มการสั่งงานด้วยคำสั่งเสียง
Toyota Camry Hybrid 2.5 HV Premium 12
ชุดมาตรวัดเรืองแสง Optitron พร้อมจอแสดงผลข้อมูลการขับขี่ TFT ขนาด 7 นิ้วนั้นมีรายละเอียดของระบบต่างๆเพิ่มเข้ามามากมาย และมีการแสดงปริมาณพลังงานไฮบริดอยู่ที่มาตรวัดฝั่งซ้ายมือ ทั้งนี้ยังนำเทคโนโลยี T-Connect Telematics เชื่อคุณและรถเป็นหนึ่งเดียว รวมถึงจอแสดงผลข้อมูลการขับขี่แบบสีบนกระจกหน้ารถ และเครื่องเล่น DVD แบบหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว ลำโพง JBL 9 ตำแหน่ง
Toyota Camry Hybrid 2.5 HV Premium 10
Toyota Camry Hybrid 2.5 HV Premium 13
Toyota Camry 2.5 HV Premium ใช้เครื่องยนต์รหัส A25A-FXS แบบเครื่องยนต์ 4 สูบแถวเรียง DOHC 16 วาล์ว D-4S VVT-iE ขนาด 2.5 ลิตร ให้กำลังที่ 178 แรงม้าที่ 5,700 รอบ แรงบิด 221 นิวตันเมตร ที่ 3,600-5,200 รอบ ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าชนิด มอเตอร์ซิงโครนัส ให้กำลังที่ 88 กิโลวัตต์ หรือเทียบเป็นแรงม้าได้เป็น 119 แรงม้า แรงบิด 202 นิวตันเมตร และเมื่อทำงานร่วมกันระหว่างเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า จะสามารถผลิตกำลังได้สูงสุด 211 แรงม้าเลยทีเดียว ซึ่งระบบ Hybrid ที่ติดตั้งนั้น เป็นเจนเนเรชั่นที่ 4 ซึ่งโตโยต้าได้พัฒนามาอย่างต่อเนื่อง และขับเคลื่อนด้วยระบบเกียร์แบบ E-CVT (Electronically-controlled Continuously Variable Transmission)
Toyota Camry Hybrid 2.5 HV Premium 14
ด้านระบบความปลอดภัย Toyota Safety Sense ถูกอัดแน่นมาในรถคันนี้ ทั้ง ระบบความปลอดภัยก่อนการชน Pre-Collision System, ระบบเตือนเมื่อออกนอกเลน พร้อมพวงมาลัยหน่วงอัตโนมัติ Lane Departure Alert, ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ Dynamic Radar Cruise Control และระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ Automatic High Beams
นอกจากนี้ก็ยังมีอุปกรณ์ความปลอดภัย Active Safety อีกหลายอย่าง ทั้ง กล้องมองภาพขณะถอยหลัง พร้อมแนะนำเส้นทางการถอย, ระบบช่วยเตือนขณะถอยรถ RCTA, ระบบช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน HAC, ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตาที่กระจกมองข้าง BSM, สัญญาณไฟกระพริบเมื่อเบรกกะทันหัน ESS รวมทั้งยังติดตั้งถุงลมนิรภัยมาทั้งหมด 9 จุดอีกด้วย
Toyota Camry Hybrid 2.5 HV Premium 14
การทดสอบในครั้งนี้ใช้เส้นทางประมาณ 80 กม. จากกทม.มุ่งสู่อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา สำหรับการใช้งานในเมืองระบบมอเตอร์ไฟฟ้าไฮบริดจะมีคุณสมบัติเด่นหากผู้ใช้ชาร์จแบตเตอรี่ให้มีกำลังเหลือเฟือสำหรับการขับขี่ ซึ่งจะมีการรีชาร์จกำลังกลับไปยังชุดแบตเตอรี่ที่ถูกย้ายจากด้านท้ายรถมาอยู่ที่ใต้เบาะนั่งผู้โดยสารแถว 2 แต่การใช้งานนี้ผู้ขับขี่จะต้องควบคุมคันเร่งให้เนียนพอสมควร เพราะหากมีพฤติกรรมการขับขี่ด้วยการใช้คันเร่งบ่อยครั้ง ระบบจะตัดกลับไปใช้กำลังจากเครื่องยนต์ทันที
Toyota Camry Hybrid 2.5 HV Premium 15
การปรับแต่งพวงมาลัยให้ความรู้สึกที่หนักขึ้นในช่วงความเร็วต่ำ แต่ถ้าเป็นย่านความเร็วสูงจะรู้สึกมั่นคงและควบคุมรถในทิศทางที่ต้องการได้ดียิ่งขึ้น
Toyota Camry Hybrid 2.5 HV Premium 16
สำหรับขุมพลังหลักจากเครื่องยนต์ 2.5 ลิตรที่มีกำลังแรงม้ามาให้ถึง 178 แรงม้า ในช่วงเร่งแซงทำได้อย่างสบายหายห่วง ระบบเกียร์ E-CVT นั้นทำงานได้อย่างต่อเนื่องและตอบสนองต่อการใช้พละกำลังในการใช้งานได้เป็นอย่างดี รวมถึงระบบแพดเดิลชิฟท์ที่บริเวณพวงมาลัยยังช่วยให้การควบคุมเกียร์ขณะเร่งแซงทำได้อย่างสนุกสนาน ซึ่งการเดินทางนอกเมือง ระบบไฮบริดของรถคันนี้แทบจะถุกตัดการทำงานออก จะเหลือก็เป็นเพียงการรีชาร์จไฟกลับไปยังแบตเตอรี่เท่านั้น
Toyota Camry Hybrid 2.5 HV Premium 17
ในส่วนของระบบช่วงล่างที่เป็นอิสระทั้ง 4 ล้อนั้นให้ความนุ่มนวลในการขับขี่พร้อมกับสมรรถนะการยึดเกาะถนนที่มั่นใจได้ รวมถึงน้ำหนักของแบตเตอรี่ไฮบริดซึ่งจะเป็นตัวแปรให้ Toyota Camry Hybrid 2.5 HV Premium มีเสถียรภาพการยึดเกาะถนนมากกว่ารุ่นปกติ
เรื่องที่หลายคนเป็นห่วงนั่นคือแบตเตอรี่หากเกิดการชำรุดเสียหาย หรือ หมดอายุการใช้งาน ทางโตโยต้าบอกว่า แบตเตอรี่ที่ติดตั้งอยู่ใน All-New Toyota Camry นั้น จะมีรับประกันการเปลี่ยนลูกใหม่ให้ทันทีในระยะรับประกัน 10 ปี ถ้าหากแบตเตอรี่เกิดอาการเสียตามเลื่อนไขขึ้นมา ซึ่งราคาแบตเตอรี่ในปัจจุบันนั้น ราคาเบิกศูนย์จะอยู่ที่ 67,000 บาทเท่านั้น
สำหรับคู่แข่งในตลาด ตอนนี้ที่มีอยู่ได้แก่ Nissan Teana ที่ปรับโฉมในไสตล์ไมเนอร์เชนจ์ ซึ่งยังดูว่าเสียเปรียบ All New Toyota Camry อยู่ประมาณนึง แต่คู่กัดตลอดกาลอย่างค่ายฮอนด้า ที่เตรียมเปิดตัว แอคคอร์ดรุ่นใหม่เร็วๆนี้ แต่ถ้าผลการทดสอบสมรรถนะในครั้งนี้ถูกใจท่านผู้ชม All New Toyota Camry ก็ถือเป็นรถซีดานที่ขับสนุกและมีลุคส์ที่หรูหราไม่น้อยไปกว่าใครครับ
Toyota Camry Hybrid 2.5 HV Premium 18
ข้อมูลเทคนิค Toyota Camry Hybrid 2.5 HV Premium
เครื่องยนต์: เบนซินแบบ 4 สูบ ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า
ความจุกระบอกสูบ (ซี.ซี.): 2,487
กำลังสูงสุด (แรงม้า ที่ รอบ/นาที): 178/5,700 + 120
แรงบิดสูงสุด(นิวตัน-เมตร ที่รอบ/นาที): 221/3,600-5,200 + 220
ระบบส่งกำลัง: E-CVT
ระบบขับเคลื่อน: ล้อหน้า
เบรก (หน้า/หลัง): ดิสก์พร้อมครีบระบายความร้อน
ระบบกันสะเทือน (หน้า/หลัง): อิสระแม็กเฟอร์สันสตรัท/ ดับเบิลวิชโบน
ยาว/กว้าง/สูง (มม.): 4,885/ 1,840/ 1,445
ความจุถังน้ำมัน (ลิตร): 50
ราคาจำหน่าย (บาท) 1,799,000

เอ.พี. ฮอนด้า หนุนสังคมหัวแข็ง ปี 3

0

เอ.พี.ฮอนด้า หนุนสังคมหัวแข็ง ปี 3 ขับขี่ปลอดภัยในสถานศึกษา หาแชมป์ภาคกลาง โครงการ “วาดฝันไว้ในหมวกกันน็อก”  และ “โรงเรียนหัวแข็ง”
เอ.พี. ฮอนด้า ผู้ริเริ่มการรณรงค์โครงการขับขี่ปลอดภัยในประเทศไทย และจัดกิจกรรมการรณรงค์เรื่องความปลอดภัยบนท้องถนนของคนไทยมาอย่างต่อเนื่อง ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และองค์การช่วยเหลือเด็ก (Save the Children) จัดกิจกรรมภายใต้โครงการฮอนด้า สังคมหัวแข็ง ปี 3 โดยถือเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่มีแนวคิดรณรงค์ขับขี่ปลอดภัยใส่หมวกกันน็อกในเด็ก ในรูปแบบกิจกรรมการประกวดวาดภาพระบายสี “วาดฝันไว้ในหมวกกันน็อก” และกิจกรรมการประกวดแผนงานรณรงค์การใส่หมวกกันน็อก “โรงเรียนหัวแข็ง”
เอ.พี. ฮอนด้า ได้จัดทำโครงการรณรงค์การขับขี่ปลอดภัยบนถนนมาอย่างต่อเนื่องในทุกๆ ปี เพื่อกระตุ้นจิตสำนึกให้คนไทยที่ขับขี่จักรยานยนต์ต้องใส่หมวกกันน็อก โดยกิจกรรมในปีนี้ ถือเป็นครั้งแรกของประเทศไทย ที่ เอ.พี. ฮอนด้า ร่วมกับ สพฐ. และองค์การช่วยเหลือเด็ก (Save the Children) ได้ขยายแนวคิดไปยังสถานศึกษาในระดับประเทศริเริ่มกิจกรรมโครงการประกวด “วาดฝันไว้ในหมวกกันน็อก” ระดับชั้นประถมศึกษาตอนต้น (ประถมปีที่ 1-3) เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวความฝันของน้องๆ เยาวชนไทยลงบนหมวกกันน็อก
และอีกกิจกรรมที่ดำเนินควบคู่ไปด้วยกัน คือ กิจกรรมประกวดโครงงานรณรงค์การใส่หมวกกันน็อก “โรงเรียนหัวแข็ง”  สำหรับคุณครูและบุคคลากรในโรงเรียนระดับชั้นประถมศึกษาทั่วประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทำการรณรงค์ ในพื้นที่ของโรงเรียนและชุมชนของตนเอง
HelmetProject02
การจัดกิจกรรมรอบชิงชนะเลิศระดับภูมิภาค ประจำเขตภาคกลาง มีโครงงานฯ ที่ผ่านเข้ารอบมา 13 โครงงาน และมีน้องๆ ที่ผ่านเข้ารอบการคัดเลือกภาคกลาง วาดฝันไว้ในหมวกกันน็อก จำนวน 100 คน หมวกกันน็อกที่น้องๆ วาดฝันในวันนี้จะเป็นข้อความส่งจากลูกไปถึงพ่อแม่ และหมวกนี้จะทำให้พ่อแม่รู้สึกอยากใส่ไปกับลูก เพื่ออยู่ปกป้องความฝัน ปกป้องอนาคตของลูกให้นานที่สุด เพราะความฝันจะเป็นจริงไม่ได้ ถ้าเขาไม่ได้โต
รางวัลชนะเลิศการประกวดวาดภาพ “วาดฝันไว้ในหมวกกันน็อก” ระดับเขตภาคกลาง ได้แก่

  1. ด.ช.อภิชัจจ์ สังเกตุ ป.3 ร.ร. อินทรโมลีประทาน จ.สิงห์บุรี

รางวัลรองชนะเลิศการประกวดวาดภาพ “วาดฝันไว้ในหมวกกันน็อก” ระดับเขตภาคกลาง ได้แก่

  1. ด.ญ อทิตยา ดุลยพงศ์รักษ์ ป.3 จาก ร.ร.พระยาประเสริฐสุนทราศรัย (กระจ่างสิงหเสนี) กทม.
  2. ด.ญ กมลพร อิ่นแก้ว ป.3 จาก ร.ร.วัดหนองแขม

รางวัลชนะเลิศการประกวดแผนงานโรงเรียนหัวแข็ง ระดับเขตภาคกลาง ได้แก่

  1. ร.ร. เมืองใหม่ ชลอราษฎร์รังสฤษฏ์ จ. ลพบุรี สนับสนุนโดย บริษัท ศรีสมบูรณ์ธุรกิจเซ็นเตอร์ จำกัด

รางวัลรองชนะเลิศการประกวดแผนงานโรงเรียนหัวแข็ง ระดับเขตภาคกลางได้แก่

  1. ร.ร.วัดบญสัมพันธ์ จ.ชลบุรี สนับสนุนโดย บริษัท มิตรยนต์พัทยา จำกัด
  2. ร.ร.วัดบุญญราศรี (ตำหรุราษฎร์อุปถัมภ์) จ.ชลบุรี สนับสนุนโดย บริษัท อาคมเจริญยนต์

สังคมหัวแข็ง03
ในส่วนของกิจกรรมความบันเทิงอื่นๆ ที่ทาง เอ.พี. ฮอนด้า นำมาสร้างสังคมหัวแข็งร่วมกัน ยังมีการแสดงพิเศษจากน้องอินเตอร์-รุ่งรดา รุ่งลิขิตเจริญ ดาราเด็กที่มากความสามารถ การแสดงจากกลุ่มเยาวชนทีมออกัสซั่มจูเนียร์ทีมเด็กไทยที่ไปชนะการแข่งขันประกวดเต้นฮิพฮอพโลกรวมไปถึง การแสดงชุด  We’re Dreams Protector จากเหล่า Teen Idol นอกจากนี้ ยังมีคุณรถเมล์-คะนึงนิจ จักรสมิทธานนท์ และตัวแทนจากสื่อมวลชนมาร่วมเป็นคณะกรรมการตัดสินผลงาน อีกด้วย
สังคมหัวแข็ง04
กิจกรรมการแข่งขันยังคงเหลือ อีก 3 ภาค คือ ภาคใต้ ที่สุราษฎ์ธานี ภาคอีสาน ที่โคราช ภาคเหนือ ที่เชียงใหม่ และจะมีรอบชิงในระดับภูมิภาคต่อไป 
สามารถติดตามข่าวสารของกิจกรรมทั้งหมดนี้ได้ทาง www.aphonda.co.th/HelmetProject2018
 

เมอร์เซเดส-เบนซ์ แรงรับต้นปี จัดหนัก 2 รุ่นใหม่ CLS 53 4MATIC+ และ E 53 4MATIC+ Coupé

0

เมอร์เซเดส-เบนซ์ แรงรับต้นปี จัดหนัก 2 รุ่นใหม่ ตระกูลเมอร์เซเดส-เอเอ็มจี 53
CLS 53 4MATIC+ รุ่นประกอบในประเทศ และ E 53 4MATIC+ Coupé รุ่นนำเข้า

เมอร์เซเดส-เบนซ์ เปิดตัวรถยนต์สองรุ่นใหม่ตระกูลเมอร์เซเดส-เอเอ็มจี 53 อย่าง CLS 53 4MATIC+ รุ่นประกอบในประเทศ และ E 53 4MATIC+ Coupé รุ่นนำเข้า เอาใจสาวกรถยนต์สายพันธุ์แกร่ง มาพร้อมกับเทคโนโลยี EQ Boost เพื่อเพิ่มพลังให้กับรถยนต์มากขึ้นกว่าเดิม
รถยนต์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีตระกูล 53  ผสมผสานเครื่องยนต์แบบแถวเรียง 6 สูบ ขนาด 3.0 ลิตรที่ให้กำลัง 320 กิโลวัตต์ (435 แรงม้า) กับรูปลักษณ์สไตล์สปอร์ต และอัตราการใช้พลังงานที่เยี่ยมยอด รถยนต์ตระกูลนี้มีระบบอีคิวบูสท์ (EQ Boost) สามารถสร้างและจ่ายไฟฟ้าเพื่อเลี้ยงระบบไฟฟ้าของรถที่ใช้แรงดันไฟฟ้า 48 โวลต์ได้ ระบบอีคิวบูสท์เป็นระบบมอเตอร์ไฟฟ้าแบบพิเศษ  เป็นระบบที่เป็นตัวกลางช่วยประสานการทำงานระหว่างเครื่องยนต์กับระบบเกียร์อีกด้วย
 
Mercedes-AMG CLS 53 4MATIC+ รุ่นประกอบในประเทศ
New AMG 02
ดีไซน์ภายนอก โดดเด่นด้วยกระจังหน้าแบบแผงบังคับลมคู่สีเงินชุบโครเมี่ยม วัสดุเก็บขอบด้านข้างแบบพิเศษ กระโปรงหลังรูปแบบใหม่ล่าสุดที่สอดรับกับปลายท่อไอเสียทรงกลมทำให้ดูโดดเด่นสะดุดตา ท่อไอเสียแบบ AMG Sports exhaust system, ล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตจาก AMG แบบ 5 ก้านคู่ ขนาด 20” ตกแต่งด้วยสีดำพร้อมเทคโนโลยีไฟหน้าแบบ MULTIBEAM LED with ULTRA RANGE Highbeam ที่มีคุณสมบัติพิเศษมากมายที่เหนือกว่าระบบไฟหน้า LED มาตรฐาน (ที่มีหลอดไฟ LED 84 หลอดต่อข้าง) เช่น ระบบไฟส่องสว่าง ขณะขับผ่านสี่แยกหรือวงเวียน ระบบไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเมือง ระบบไฟส่องสว่างสำหรับสภาวะอากาศเลวร้าย และสามารถส่องสว่างได้ไกลถึง 650 เมตร รวมถึงหลังคาซันรูฟเลื่อนเปิด-ปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้า
New AMG 03
ดีไซน์ภายใน ติดตั้งอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษที่เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี ออกแบบขึ้นโดยเฉพาะให้หรูหรา หลากหลาย และเข้ากับรถยนต์สมรรถนะสูงรุ่นใหม่ เพิ่มเติมความสะดวกสบายด้วยจอแสดงผลขนาดใหญ่ 12.3 นิ้ว ทำงานร่วมกับ MB Audio 20 พร้อม Touchpad และ Controller ที่ผู้ขับขี่จะสามารถปรับแต่งการแสดงผลของแผงหน้าปัดได้ 3 รูปแบบได้แก่ “Classic” “Sport” และ “Progressive” อีกทั้งยังสามารถเลือกแสดงข้อมูลต่างๆ ได้เพิ่มเติมตามต้องการอีกด้วย โดยผู้ขับขี่ยังจะสามารถควบคุมรถด้วยพวงมาลัยแบบพิเศษ AMG Performance Steering Wheel ที่เพิ่มความกระชับและมั่นใจตลอดการขับขี่ นอกจากนี้ยังสามารถเพิ่มสุนทรียภาพของการเดินทางด้วยระบบไฟในห้องโดยสารที่ปรับสีได้ถึง 64 สี และระบบเสียงรอบทิศทาง Burmester® surround sound system
New AMG 04
New AMG 05
ด้านความปลอดภัยและเทคโนโลยี  ช่วยให้การขับขี่สะดวกสบายขึ้น อาทิ ระบบ AMG DYNAMIC SELECT, ระบบ PRE-SAFE® Plus และระบบแสดงผลข้อมูลการขับขี่บนกระจกบังลมหน้า (Head-up display) นอกจากนี้ เทคโนโลยีเกียร์ AMG SPEEDSHIFT TCT 9G transmission ที่เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีเลือกใช้เป็นระบบเกียร์ที่ตอบสนองดีขึ้นเมื่อผู้ขับขี่เปลี่ยนเกียร์ ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อพร้อมเทคโนโลยี AMG Performance 4MATIC+ แบบแปรผันได้สมบูรณ์แบบ รวมไปถึงระบบช่วงล่างแบบถุงลม AMG RIDE CONTROL+ Suspension ที่ทำงานโดยอัตโนมัตินั้นยังช่วยให้ผู้ขับขี่รู้สึกรื่นรมย์มากยิ่งกว่าที่เคย
New AMG 06
New AMG 07

รุ่นเครื่องยนต์ปริมาตร
กระบอกสูบ (ซีซี)
แรงม้าสูงสุด (แรงม้า/
รอบต่อนาที)
แรงบิดสูงสุด
(นิวตันเมตร
ที่ความเร็วรอบต่อนาที
)
อัตราเร่ง
0-100
กม./ชม.
(วินาที)
ความเร็วสูงสุด (กม. / ชม.)
Mercedes-AMG CLS 53 4MATIC+เบนซิน
แถวเรียง 6 สูบ
2,999435 /6,100520 /
1,800-5,800
4.5250

Mercedes-AMG CLS 53 4MATIC+ รุ่นประกอบในประเทศ   ราคา  5,350,000  บาท

 
E 53 4MATIC+ Coupé รุ่นนำเข้า
รถยนต์คูเป้ที่สมบูรณ์แบบที่สุด สะท้อนผ่านการออกแบบที่เปี่ยมพลัง สวยงาม และน่าดึงดูดใจ สามารถมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับได้ในทุกย่านความเร็ว
New AMG 08

ดีไซน์ภายนอก ได้รับการออกแบบให้สะท้อนสมรรถนะ ผ่านรูปลักษณ์แบบคูเป้และลายเส้นด้านข้างที่ดูทรงพลัง ฝากระโปรงและช่องพาวเวอร์โดม พร้อมตกแต่งกระจกมองข้างและขอบบานกระจกด้วยสีดำที่ช่วยเสริมความสปอร์ตขึ้นไปอีกขั้น ท่อไอเสียแบบ AMG Sport exhaust system ปลายท่อไอเสียคู่แบบ 2 round twin tailpipe look สปอยเลอร์ด้านหลังบน ฝากระโปรงท้ายแบบ AMG Spoiler lip ปลายสปอยเลอร์อันเป็นเอกลักษณ์ที่ช่วยเสริมคุณสมบัติด้านอากาศพลศาสตร์ ล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตจาก AMG แบบ 5 ก้านคู่ ขนาด 20” ตกแต่งด้วยสีดำ พร้อมเทคโนโลยีไฟหน้าแบบ MULTIBEAM LED ไฟท้ายแบบ LED พร้อมเทคโนโลยีไฟเบอร์ออฟติก รวมถึงหลังคาพาโนรามิคซันรูฟเลื่อนเปิด-ปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้า

New AMG 10
New AMG 09
ดีไซน์ภายใน มาพร้อมกับการตกแต่งห้องโดยสารด้วยวัสดุ Metal-weave และ Black piano เบาะที่นั่งหุ้มของเอเอ็มจีและตราสัญลักษณ์เอเอ็มจี ด้วย ARTICO leather ตัดสลับ DINAMICA Microfibre เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน พวงมาลัยแบบ AMG Performance steering wheel หุ้มหนัง nappa ตกแต่งด้วย DINAMICA Microfibre ที่เป็นพวงมาลัยนิรภัยพร้อมเพาเวอร์ปรับระดับด้วยไฟฟ้า แบบปรับน้ำหนักตามระดับความเร็ว เพิ่มความปลอดภัยด้วยระบบป้อนเข็มขัดนิรภัยอัตโนมัติ สำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารด้านหน้า รวมถึงเพลิดเพลินกับระบบมัลติมีเดีย อย่างหน้าจอแสดงผลข้อมูลแบบ Digital widescreen cockpit ระบบ MB Audio 20 พร้อมจอแสดงผลขนาดใหญ่ 12.3 นิ้ว ฟังก์ชันเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือระบบปฏิบัติการ  Apple CarPlay™ และ Android Auto ระบบชาร์จมือถือแบบไร้สาย ระบบเสียงรอบทิศทาง Burmester® surround sound system รวมถึงระบบไฟเรืองแสงล้อมรอบห้องโดยสารแบบ 64 สี
New AMG 11
New AMG 12
ด้านความปลอดภัยและเทคโนโลยี  โดดเด่นด้วยระบบปรับรูปแบบการขับขี่แบบ AMG DYNAMIC SELECT ที่ผู้ขับขี่สามารถเลือกใช้โหมดการขับขี่ให้สอดคล้องกับความต้องการได้ ซึ่งทำให้ผู้เป็นเจ้าของสามารถสัมผัสถึงการขับขี่แบบเร้าใจหรือการขับขี่แบบนุ่มสบายตลอดการเดินทางได้ในคันเดียว ระบบกุญแจ KEYLESS-GO พร้อมเปิด-ปิดฝากระโปรงท้ายอัตโนมัติไม่ต้องใช้มือ (HAND-FREE ACCESS) ระบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติ THERMATIC แบบ 2-Zones ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Adaptive Highbeam Assist) ระบบปรับโคมไฟหน้ารถตามการเลี้ยวของพวงมาลัย ALS (Active Light System) ระบบช่วยนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ (Parking Pilot including Active Parking Assist) ระบบนำทาง (navigation system) ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อพร้อมเทคโนโลยี AMG Performance 4MATIC+ รวมไปถึงระบบช่วงล่างแบบถุงลม AMG RIDE CONTROL+ Suspension
New AMG 12

รุ่นเครื่องยนต์ปริมาตร
กระบอกสูบ (ซีซี)
แรงม้าสูงสุด (แรงม้า/
รอบต่อนาที)
แรงบิดสูงสุด
(นิวตันเมตร
ที่ความเร็วรอบต่อนาที
)
อัตราเร่ง
0-100
กม./ชม.
(วินาที)
ความเร็วสูงสุด (กม. / ชม.)
Mercedes-AMG CLS 53 4MATIC+เบนซิน
แถวเรียง 6 สูบ
2,999435 /6,100520 /
1,800-5,800
4.45250

Mercedes-AMG E 53 4MATIC+ Coupé รุ่นนำเข้า   ราคา 6,990,000 บาท

 
 

ซูซูกิ เออร์ติก้า ใหม่ ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ในราคาสุดว๊าว

0

รถเอนกประสงค์ 7 ที่นั่ง มาพร้อมลุคสดใสสไตล์โฉบเฉี่ยวและแพลมฟอร์มตัวถัง HEARTECT ที่แข็งแกร่งและปลอดภัย มากด้วยฟังค์ชั่นที่มุ่งตอบสนองไลฟ์สไตล์ที่แตกต่าง ขุมกำลังขนาด 1.5 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 105 แรงม้า เกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะ เคาะราคาจำหน่ายเพียง 655,000-695,000 บาท
ซูซูกิ เออร์ติก้า ใหม่ ถือเป็นการพัฒนารุ่นที่ 2 หลังจากรุ่นแรกกวาดยอดจำหน่ายทั่วโลกไปได้กว่า 732,000 คัน ซึ่งการเปิดตัวพร้อมจำหน่ายในครั้งนี้ บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้สร้างปรากฏการณ์ Way of Life! ครั้งใหม่ด้วยสโลแกน “Unlock Your Life-ปลดล็อกอีกด้าน ของชีวิต”
ซูซูกิ เออร์ติก้า ใหม่ 02
ซูซูกิ เออร์ติก้า ใหม่ เป็นรถอเนกประสงค์ 7 ที่นั่ง ซึ่งเติมเต็มความสมบูรณ์แบบด้วยดีไซน์โฉบเฉี่ยว ตัวรถออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ พร้อมด้วยเส้นสายด้านข้างตัวรถที่โดดเด่น ทันสมัย กระจังหน้าโครเมี่ยม เปลี่ยนแปลงไฟหน้าให้เป็นโปรเจ็คเตอร์เลนส์ เพื่อการขับขี่อย่างปลอดภัยในยามค่ำคืน เสริมด้วยไฟตัดหมอกทรงกลม และยังสะดุดตาไปกับไฟท้าย LED และล้ออลูมิเนียมอัลลอยลายใหม่ขนาด 15 นิ้ว
ซูซูกิ เออร์ติก้า ใหม่ 03
ซูซูกิ เออร์ติก้า ใหม่ 04
ภายในออกแบบเรียบหรู ใช้วัสดุคุณภาพสูง พื้นที่ภายในห้องโดยสารเป็นแบบ 3 แถว 7 ที่นั่ง ที่กว้างขวาง สามารถปรับเปลี่ยนเพื่อตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์ให้ใช้งานได้อย่างเต็มที่ พวงมาลัยมาพร้อมการออกแบบสไตล์ D-shape เพื่อเพิ่มพื้นที่วางขาให้มีมากขึ้น พร้อมติดตั้งฟังก์ชั่นเชื่อมต่อโทรศัพท์ด้วยบลูทูธ
ซูซูกิ เออร์ติก้า ใหม่ 09
ซูซูกิ เออร์ติก้า ใหม่ 05
ชุดคอนโซลและแผงข้างตกแต่งด้วยลายไม้ จัดเต็มไปกับอุปกรณ์ที่ช่วยเพิ่มความสบาย อาทิ ช่องเชื่อมต่อ USB ช่องจ่ายไฟสำรอง 12V ถึง 2 ตำแหน่ง สะดวกยิ่งขึ้นด้วยระบบ Keyless Entry และ Keyless Push Start สัมผัสกับความเย็นสบายตลอดการเดินทางด้วยระบบปรับอากาศสำหรับผู้โดยสารแถวหลัง พร้อมช่องวางเครื่องดื่มที่สามารถรักษาอุณหภูมิความเย็นของเครื่องดื่มได้นานยิ่งขึ้น
ซูซูกิ เออร์ติก้า ใหม่ 06
ซูซูกิ เออร์ติก้า ใหม่ 07
ซูซูกิ เออร์ติก้า ใหม่ 08
ซูซูกิ เออร์ติก้า ใหม่ ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังเครื่องยนต์ใหม่รหัส K15B ขนาด 1.5 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 105 แรงม้าที่ 6,000 รอบ แรงบิดสูงสุดที่ 135 นิวตันเมตร ที่ 4,400 รอบ ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะ
ซูซูกิ เออร์ติก้า ใหม่ 10
แพลตฟอร์มใหม่แบบ HEARTECT เทคโนโลยีเฉพาะของซูซูกิก็ถือเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งจะทำหน้าที่ช่วยเพิ่มทั้งสมรรถนะและความปลอดภัย
ช่วงล่างทำจากเหล็ก High Tensile เชื่อมเป็นหนึ่งเดียวกัน เพื่อความแข็งแกร่งและปลอดภัยอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ทนทานด้วยโครงสร้างตัวถัง TECT ออกแบบจากเหล็กกล้าทำให้ทนทานต่อการสึกหรอ ระบบ NVH ให้การขับขี่นุ่มนวล ดูดซับแรงสั่นสะเทือน พร้อมลดเสียงรบกวนในขณะขับขี่
ซูซูกิ เออร์ติก้า ใหม่ 11
ด้านความปลอดภัยได้รับการติดตั้งถุงลมนิรภัย SRS คู่หน้า รวมถึงระบบป้องกันล้อล๊อค ABS และ EBD เพื่อช่วยกระจายแรงเบรก นอกจากนี้ยังมีระบบ ESP ช่วยควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวให้เข้าโค้งได้อย่างแม่นยำ ระบบช่วยการออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน Hillhold Control และมีจุดยึดเบาะนั่งนิรภัย ISOFIX และ Top tether สำหรับเด็กอีกด้วย
ซูซูกิ เออร์ติก้า ใหม่ 12
ซูซูกิ เออร์ติก้า ใหม่ มีสีให้เลือกทั้งหมด 4 สี ได้แก่ สีแดง Pearl Radiant Red,สีเทา Metallic Magma Gray,สีขาว Paerl Snow White และ สีดำ Cool Black Mettallic
ซูซูกิ เออร์ติก้า ใหม่ จะมีจำหน่าย 2 รุ่น ได้แก่ GL ราคา 655,000 บาท และ GX ราคา 695,000 บาท ซึ่งเป็นราคาพิเศษช่วงเปิดตัว-30 เมษายนนี้ เท่านั้น
ซูซูกิ เออร์ติก้า ใหม่ 01
ข้อมูลทางเทคนิค: ซูซูกิ เออร์ติก้า ใหม่
เครื่องยนต์: เบนซิน 4 สูบ 16 วาล์ว
ความจุกระบอกสูบ (ซี.ซี.): 1,462
กำลังสูงสุด (แรงม้า ที่ รอบ/นาที): 105/6,000
แรงบิดสูงสุด (นิวตัน-เมตร ที่รอบ/นาที): 138/4,400
ระบบส่งกำลัง: อัตโนมัติ 4 จังหวะ
ระบบขับเคลื่อน: 2 ล้อหน้า
ระบบกันสะเทือน(หน้า/หลัง): แมคเฟอร์สันสตรัท /ทอร์ชั่นบีม
เบรก(หน้า/หลัง): ดิสก์/ดรัม
ยาว/กว้าง/สูง(มม.): 4,395x 1,735 x1,690
ราคา (บาท): 655,000-695,000
ตัวแทนจำหน่าย: บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด

นิสสัน เปิดตัว เอ็กซ์เทรล ใหม่ รถยนต์เอสยูวีที่ขายดีที่สุดในโลก

0

นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย เปิดตัว เอ็กซ์เทรล ใหม่ รถยนต์เอสยูวีที่ขายดีที่สุดในโลก ผสานความหรูหรา เทคโนโลยี และฟังก์ชั่นด้านความปลอดภัยครบครัน เปิดตัวพร้อมกันทั้งในรุ่นเครื่องยนต์เบนซิน และแบบไฮบริด รายแรกในกลุ่มเอสยูวี ระดับเดียวกันในประเทศไทย

เอ็กซ์เทรล ใหม่ เพิ่มฟังก์ชั่นมากมายเพื่อตอบสนองวิถีชีวิตคนเมือง เช่น ระบบเปิด-ปิด ประตูท้ายอัตโนมัติแบบระบบแฮนด์ฟรี นอกจากนี้ ยังมีการเปลี่ยนระบบเครื่องเสียงที่ให้ความบันเทิงรุ่นใหม่แบบ A-IVI เพื่อเพิ่มความหรูหราและตอบสนองกับสไตล์ของลูกค้ามากยิ่งขึ้น
สำหรับรูปโฉมภายนอก เอ็กซ์เทรล ใหม่ มีการเพิ่มสีตัวถังใหม่ สปอยเลอร์หลัง รางหลังคา และพานอรามิกซันรูฟอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของ เอ็กซ์เทรล ที่ให้ผู้โดยสารมีความเพลิดเพลินจากบรรยากาศภายนอกได้มากกว่าผ่านกระจกขนาดใหญ่
จากการสำรวจยอดขายรถยนต์ของจาโต ไดนามิกส์ (JATO Dynamics) บริษัทจัดทำข้อมูลยานยนต์ระดับโลกระบุว่า นิสสัน เอ็กซ์เทรล เป็นรถเอสยูวีที่มียอดขายสูงสุดในโลกประจำปีพ.ศ. 2560 มียอดขายกว่า 810,000 คัน เพิ่มขึ้นถึง 6.25 เปอร์เซ็นต์จากปีก่อนหน้า และยังเป็นรถยนต์รุ่นที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลกเป็นอันดับที่สี่ ในปีเดียวกันอีกด้วย
 
X-TRAIL-02
เอ็กซ์เทรล ใหม่ มีเครื่องยนต์ให้เลือก ทั้งเครื่องยนต์เบนซิน และ เครื่องยนต์แบบไฮบริด โดยเครื่องยนต์ทั้งสองรุ่นนี้มาพร้อมกับเกียร์ XTRONIC CVT พร้อม ระบบ manual mode 7 สปีด ให้อัตราเร่งที่ดีกว่าแม้ในย่านความเร็วต่ำและยังให้การประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นเยี่ยม
สำหรับเครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.5 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 171 แรงม้า แรงบิดสูงที่ 233 นิวตันเมตร ในขณะที่เครื่องยนต์แบบไฮบริดขนาด 2.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 144 แรงม้า แรงบิดสูงที่ 200 นิวตันเมตร พร้อมกำลังเสริมจากมอเตอร์ไฟฟ้าที่ให้แรงม้าสูงสุด 41 แรงม้าและแรงบิดสูงสุด 160 นิวตันเมตร
เทคโนโลยีการขับขี่อัจฉริยะของนิสสัน ยังให้การขับขี่ที่มั่นใจและมีสมรรถนะยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ผู้ขับขี่ควบคุมได้อย่างมั่นคง ด้วยระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ พร้อมโรเตอร์สวิตช์ (4x4i with roter switch) ของนิสสัน เอ็กซ์เทรล ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยการขับขี่ทั้งออนโรดและออฟโรด ผู้ขับขี่สามารถเลือกโหมดการขับเคลื่อนได้ถึง 3 รูปแบบ ได้แก่ ระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ ระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออัตโนมัติ และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ เพื่อประสิทธิภาพในการขับขี่สูงสุด
 
ดีไซน์รูปลักษณ์ใหม่ ที่สะท้อนไลฟ์สไตล์ในแบบคุณ

  • เอ็กซ์เทรล ใหม่ มาพร้อมรูปลักษณ์ที่แข็งแกร่งและดูคล่องแคล่วกว่าเดิม ด้วยการปรับเปลี่ยนรูปโฉมภายนอกใหม่ ตั้งแต่ด้านหน้ากับกระจังหน้ารูปตัววี หรือ “V-motion” อันเป็นสัญลักษณ์การออกแบบของนิสสัน พร้อมทั้งไฟตัดหมอก กันชน และไฟแอลอีดี เดย์ไทม์ รันนิ่ง ไลท์
  • ปรับกันชนด้านหลังใหม่ ให้โค้งรับและเข้ากันกับไฟท้ายทรงบูมเมอแรง รวมถึงบานจับประตูด้านข้างแบบเคลือบโครเมียม
  • ล้ออัลลอยใหม่ขนาด 19 นิ้ว สำหรับรุ่น 5VL 4WD เสริมให้เอ็กซ์เทรล ใหม่ ดูโดดเด่นและหรูหรา
  • เอ็กซ์เทรล ใหม่ มาพร้อมกับสีใหม่ ได้แก่ สีส้ม โมนาร์ช (Monarch Orange)

X-TRAIL-03
สัมผัสอีกขั้นความพรีเมียม เหนือระดับ

  • ห้องโดยสารของนิสสัน เอ็กซ์เทรล ใหม่ เป็นที่นั่งในรูปแบบ 5+2 ที่นั่ง (ในรุ่น 2.5 ลิตร) และห้าที่นั่ง (ในรุ่นไฮบริด 2.0 ลิตร) โดยเอ็กซ์เทรล มุ่งตอบสนองความต้องการของลูกค้าและถูกออกแบบมาเพื่อเสริมตำแหน่งทางการตลาดรถยนต์สำหรับการผจญภัยของครอบครัว
  • ระบบเปิด-ปิดประตูท้ายอัตโนมัติด้วยระบบแฮนด์ฟรีสะดวกทุกการเดินทาง ทั้งบรรทุกของหรือการออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้ง แม้กระทั่งการท่องเที่ยวที่ต้องพกอุปกรณ์และกระเป๋าเดินทางหลาย ๆ ชิ้น
  • รางหลังคาและพาโนรามิกซันรูฟ เอกลักษณ์ของเอ็กซ์เทรล ทำให้สามารถเพลิดเพลินกับบรรยากาศภายนอกได้มากกว่าเดิมผ่านกระจกที่กว้างขึ้น (มีให้เลือกในรถยนต์บางรุ่น)
  • พวงมาลัยใหม่ แบบ D-Shaped รูปทรงสปอร์ต และภายในที่ให้ความรู้สึกสบายและพื้นที่ที่มากกว่า รวมถึงพนักพิงเบาะหลังปรับเอนได้ รองรับจำนวนผู้โดยสารได้ในแบบ5+2 ที่นั่ง
  • ที่นั่งแถว 2 สามารถแยกพับได้ 60:40 และที่นั่งแถว 3 แบบ 50:50 สามารถพับเก็บได้อย่างสมบูรณ์
  • สะดวกยิ่งขึ้นและปรับแต่งเพื่อให้คุณมีพื้นที่เก็บสัมภาระเพิ่มขึ้น มีพื้นที่วางขามากขึ้น
  • ระบบความบันเทิงรูปแบบใหม่ แบบ A-IVI เพิ่มสไตล์และความหรูหรา

 
X-TRAIL-06
 
เทคโนโลยีความปลอดภัย จาก นิสสัน อินเทลลิเจนท์ โมบิลิตี้
เทคโนโลยีการขับขี่อัจฉริยะ หรือ นิสสัน อินเทลลิเจนท์ โมบิลิตี้ (Nissan Intelligent Mobility) 8 ฟังก์ชั่นอัจฉริยะด้านความปลอดภัยใน เอ็กซ์เทรล ใหม่ จะสร้างนิยามการขับขี่อัจฉริยะ ด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยชั้นสูงด้วย

  • เทคโนโลยีควบคุมความเร็วอัตโนมัติอัจฉริยะ หรือ Intelligent Cruise Control (ICC)
  • เทคโนโลยีตรวจจับวัตถุด้านหลังรถขณะถอย หรือ Rear Cross Traffic Alert (RCTA)
  • เทคโนโลยีช่วยเตือนก่อนการชนด้านหน้าอัจฉริยะ หรือ Intelligent Forward Collision Warning (FCW)
  • เทคโนโลยีเบรกฉุกเฉินอัจฉริยะ หรือ Intelligent Emergency Braking (IEB)
  • เทคโนโลยีเตือนเมื่อรถออกนอกช่องทาง หรือ Lane Departure Warning (LDW)
  • เทคโนโลยีเตือนเมื่อมีวัตถุอยู่ในจุดอับสายตา หรือ Blind Spot Intervention (BSW)
  • เทคโนโลยีกล้องอัจฉริยะมองภาพรอบทิศทาง หรือ Intelligent Around View Monitor (iAVM)
  • เทคโนโลยีเตือนวัตถุเคลื่อนไหวรอบคัน หรือ Moving Object Detection (MOD)

 
X-TRAIL-05
 
นิสสัน เอ็กซ์เทรล ใหม่ ยังพร้อมสรรพด้วยนวัตกรรมด้านความปลอดภัย ได้แก่ เทคโนโลยีเปิด-ปิดไฟสูงอัตโนมัติ (High Beam Asisst: HBA) ระบบนี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการส่องสว่างยามค่ำคืนอย่างเหมาะสมและเพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้ขับขี่ นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีอื่นๆ ที่ได้รับการติดตั้งเพื่อความปลอดภัยช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขับขี่ในทุกรุ่น ได้แก่ ระบบช่วยลดความเร็วอัตโนมัติในขณะถอนคันเร่งหรือเข้าโค้ง (Active Engine Brake: AEB) ระบบช่วยลดอาการโยนตัวบนทางขรุขระ (Active Ride Control: ARC) ระบบควบคุมเสถียรภาพขณะเข้าโค้ง (Active Trace Control: ATC) ระบบช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน (Hill Start Assist: HSA) ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน (Hill Descent Control: HDC) ระบบป้องกันการลื่นไถลขณะถนนลื่น (Active Brake Limited Slip: ABLS) และถุงลม 6 จุด ได้แก่ ถุงลม SRS คู่หน้า ถุงลมด้านข้าง และม่านถุงลมด้านข้าง
 
เอ็กซ์เทรล ใหม่ จะมาพร้อมสีภายนอก 6 สีให้เลือก ได้แก่ สีแดง เรเดี้ยนเรด, สีดำ แบล็คสตาร์, สีขาว สตอร์มไวท์, สีเงิน บริลเลี่ยนซิลเวอร์, สีเทา ดีพไอริสเกรย์ และสีใหม่ ส้ม โมนาร์ช
สำหรับราคาเริ่มต้นของนิสสัน เอ็กซ์เทรล ใหม่ เริ่มตั้งแต่ 1,350,000 บาท สำหรับรุ่นเครื่อง 2.5 ลิตร (2.5S 2WD) และ 1,537,000 บาทสำหรับเครื่องไฮบริด 2.0 ลิตร (2.0V 4WD HYBRID)
ผู้สนใจสามารถทดลองขับรถยนต์นิสสันเอ็กซ์เทรล ใหม่ ได้ที่โชว์รูมและศูนย์บริการนิสสันที่มีกว่า 180 แห่งใน 77 จังหวัดทั่วประเทศไทย หรือสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ นิสสันคอลเซ็นเตอร์ หมายเลขโทรศัพท์ 02-401-9600 หรือเยี่ยมชมได้ที่เว็บไซต์ www.nissan.co.th

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเดิมศักราชใหม่ เปิดตัว Mercedes-Benz CLS รุ่นประกอบในประเทศ หั่นราคาทันที 600,000 บาท

0

บริษัท เมอร์เซเดสเบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัวยนตรกรรมสปอร์ตสุดหรูรุ่นล่าสุดที่ประกอบในประเทศ Mercedes-Benz CLS 300 d AMG Premium ที่มาพร้อมเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และดีไซน์อันงดงามที่จะช่วยเสริมรากฐาน และเอกลักษณ์ของรถยนต์ตระกูลนี้ให้แข็งแกร่งขึ้นไปอีกขั้น พร้อมนำเสนอในราคา 4,390,000 บาท เทียบกับรุ่นนำเข้าก่อนหน้านี้ที่มีราคา 4,990,000 บาท ลดลง 600,000 บาทโดยประมาณ

Mercedes-Benz CLS 300 d AMG Premium รุ่นประกอบในประเทศ เป็นรถยนต์สปอร์ตคูเป้ 4 ประตูรุ่นใหม่ ที่มาพร้อมกับดีไซน์ที่น่าหลงใหลเหนือระดับ สะท้อนแนวคิดของการออกแบบรถยนต์ในแบบฉบับของเมอร์เซเดส-เบนซ์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ โฉบเฉี่ยวด้วยไฟหน้า MULTIBEAM LED และเสริมความมั่นใจให้กับผู้ขับขี่ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีความปลอดภัยต่างๆ อาทิ ระบบช่วยรักษาระยะห่างจากรถที่อยู่ด้านหน้า (Active Distance Assist DISTRONIC) ระบบช่วยเตือนเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตา (Blind Spot Assist) หรือระบบช่วยเบรกแบบแอคทีฟ (Active Brake Assist) เป็นต้น ที่พร้อมเป็นเสมือนผู้ช่วยในการขับขี่อัจฉริยะตลอดระยะเวลาที่อยู่บนท้องถนน

 
 
สำหรับ ดีไซน์ภายนอก มีจุดเด่นอยู่ที่ชุดไฟหน้าแบบ MULTIBEAM LED ดีไซน์ใหม่ และกระจังหน้าแบบ diamond grille ที่มีเส้นตัดแบ่งเส้นเดียวอันเป็นเอกลักษณ์ของรถยนต์แบบคูเป้ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ พร้อมเส้นสายที่ดูกว้างและมีลักษณะทอดตัวลงไปที่พื้น คล้ายกับลักษณะของ Mercedes-AMG GT นอกจากนี้ รถยนต์รุ่นนี้ยังมาพร้อมกับหลังคาซันรูฟเลื่อนเปิด – ปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้า, กันชนหน้า – หลัง และสเกิร์ตข้างดีไซน์สปอร์ตจาก AMG, สัญลักษณ์ Mercedes-Benz บนคาลิปเปอร์เบรก, ล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตจาก AMG แบบ 5 ก้านคู่ ขนาด 19″, ยางรถยนต์แบบ Run-flat tyres และไฟท้ายแบบ LED พร้อมเทคโนโลยีไฟเบอร์ออฟติก

ดีไซน์ภายในห้องโดยสารนั้นหรูหราเรียบง่าย แต่เพิ่มความพิเศษด้วยการติดตั้งไฟประดับที่ช่องลมของเครื่องปรับอากาศ เพื่อเสริมรูปลักษณ์ของช่องลมที่ดูคล้ายเครื่องยนต์ของเครื่องบินเจ็ทให้ดูโดดเด่นและสวยงามมากยิ่งขึ้น พร้อมเสริมลูกเล่นด้วยการเปลี่ยนสีเมื่อมีการปรับอุณหภูมิ รวมถึงการออกแบบแผงหน้าปัดสำหรับผู้ขับขี่แบบดิจิทัล ที่ผู้ขับขี่สามารถเลือกรูปแบบการแสดงผลของแผงหน้าปัดได้ 3 แบบ เพื่อให้เหมาะกับความรู้สึกขณะขับขี่ หรือให้เข้ากับการตกแต่งภายในห้องโดยสาร

นอกจากนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ได้มีการออกแบบเบาะที่นั่งสำหรับรถยนต์ตระกูลซีแอลเอสให้มีการจัดวางเบาะที่นั่งเป็นแบบ 5 ที่นั่ง โดยมีวัสดุหุ้มเบาะเป็นหนัง nappa และฝีเข็มสำหรับทั้งเบาะที่นั่งคู่หน้าและเบาะที่นั่งตอนหลังที่อยู่ในตำแหน่งตรงกับเบาะที่นั่งตอนหน้าถูกจัดวางให้เหมือนกันทุกประการเพื่อสร้างความรู้สึกให้คล้ายกับรถสปอร์ต 1 ที่นั่ง เบาะที่นั่งตอนหลังยังสามารถพับลงแบบ 40/20/40 ได้, เบาะที่นั่งคู่หน้าสามารถปรับระดับด้วยระบบไฟฟ้า พร้อมหน่วยบันทึกความจำ, พวงมาลัยเพาเวอร์แบบมัลติฟังก์ชั่นแบบสปอร์ต 3 ก้านท้ายตัดที่ปรับน้ำหนักตามความเร็วรถด้วยระบบไฟฟ้า หุ้มหนัง nappa พร้อมปุ่มควบคุมแบบ Touch Control, ระบบ AUDIO 20 GPS และหน้าจอแสดงผลข้อมูลแบบ Digital widescreen cockpit ขนาด 12.3 นิ้ว, ระบบควบคุมและสั่งงานด้วย touchpad, กาบบันไดเรืองแสงพร้อมสัญลักษณ์ Mercedes-Benz, ชุดคันเร่งและแป้นเบรกแบบสปอร์ต อีกทั้งยังสามารถเลือกสีของไฟเรืองแสงล้อมรอบห้องโดยสารได้ถึง 64 สี (Premium ambient lighting)

ด้านความปลอดภัยและเทคโนโลยี โดดเด่นด้วยระบบปรับรูปแบบการขับขี่ DYNAMIC SELECT ซึ่งทำให้ผู้เป็นเจ้าของสามารถสัมผัสถึงการขับขี่แบบเร้าใจหรือการขับขี่แบบนุ่มสบายตลอดการเดินทางได้ในคันเดียว, ระบบกุญแจ KEYLESS-GO พร้อมระบบเปิด – ปิดฝากระโปรงท้ายอัตโนมัติโดยไม่ต้องใช้มือ (HAND-FREE ACCESS), ระบบแสดงผลข้อมูลการขับขี่บนกระจกบังลมหน้า (Head-up display), ระบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติ THERMATIC แบบ 2 โซน, ระบบป้องกันก่อนเกิดเหตุ (PRE-SAFE® system), โปรแกรมควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ ESP® (Electronic Stability Program), ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี ASR (Acceleration skid control), ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก ABS (Anti-lock braking system), ระบบเบรก ADAPTIVE BRAKE พร้อมฟังก์ชัน HOLD และ Hil-Start Assist, ระบบไฟเบรกกระพริบฉุกเฉิน (Adaptive brake light), ระบบช่วยเบรกแบบแอคทีฟ (Active Brake Assist)

ระบบช่วยรักษาระยะห่างจากรถที่อยู่ด้านหน้า (Active Distance Assist DISTRONIC), ระบบช่วยเตือนเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตา (Blind Spot Assist), ระบบรักษาระดับความเร็ว (Cruise Control), ระบบจำกัดความเร็ว (SPEEDTRONIC), ระบบเตือนเพื่อนำรถเข้าสู่ศูนย์บริการ (ASSYST service interval indicator), ระบบเตือนแรงดันลมยาง (tyre pressure loss warning system), ระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้าขณะขับขี่ (ATTENTION ASSIST), ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Adaptive Highbeam Assist), ระบบปรับโคมไฟหน้ารถตามการเลี้ยวของพวงมาลัย ALS (Active Light System), ระบบช่วยการนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ (Parking Pilot including Active Parking Assist), เซ็นเซอร์ช่วยในการนำรถเข้าจอด (PARKTRONIC), ระบบนำทาง (navigation system), ระบบเสียงรอบทิศทาง Burmester®  Surround Sound System, ฟังก์ชันเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือ Apple CarPlay™ & Android Auto, ระบบ Bluetooth สำหรับเชื่อมต่อโทรศัพท์เคลื่อนที่ และกล้องแสดงภาพรอบทิศทาง

Mercedes-Benz CLS 300 d AMG Premium รุ่นประกอบในประเทศ มาพร้อมกับระบบเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ 9G-TRONIC และระบบเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย (Steering-wheel Gearshift Paddles) ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเปลี่ยนเกียร์ได้อย่างรวดเร็ว ควบคุมแรงเหวี่ยงจากการทำงานของเครื่องยนต์ให้ต่ำลง ช่วยให้สมรรถนะการขับขี่นุ่มนวลและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

รุ่นเครื่องยนต์ปริมาตรกระบอกสูบ (ซีซี)แรงม้าสูงสุด (แรงม้า/รอบต่อนาที)แรงบิดสูงสุด
(นิวตันเมตรที่ความเร็วรอบต่อนาที)
อัตราเร่ง 
0-100 กม./ชม.
(วินาที)
ความเร็วสูงสุดโดยประมาณ (กม./ชม.)
CLS 300 d AMG Premium
รุ่นประกอบในประเทศ
ดีเซลแถวเรียง 4 สูบ พร้อมเทอร์โบคู่ และอินเตอร์คูลเลอร์1,950245 / 4,200500 / 1,600 – 2,4006.4250

Mercedes-Benz CLS 300 d AMG Premium รุ่นประกอบในประเทศ ราคา 4,390,000 บาท

ยนตรกรรมสปอร์ตเปิดประทุนรุ่นล่าสุด (The new Porsche 911 Cabriolet) ปอร์เช่ 911 คาบริโอเลต ใหม่

0

หลังจากการเปิดตัวครั้งแรกของโลกในรุ่นคูเป้ไปเพียงไม่กี่สัปดาห์ ปอร์เช่ 911 คาบริโอเลต (Porsche 911 Cabriolet) ตัวถังเปิดหลังคาของยนตรกรรมสปอร์ต 911 ได้รับการเผยโฉมตามมาทันที ในฐานะตัวแทนรถสปอร์ตเปิด ประทุนระดับเรือธงที่ถือกำเนิดมายาวนานหลายสิบปี ประวัติศาสตร์แห่งความยิ่งใหญ่เริ่มต้นเมื่อปอร์เช่เปิดตัวรุ่น โปรโตไทป์ของ 911 คาบริโอเลต (911 Cabriolet) คันแรก ภายในงานมหกรรมยานยนต์นานาชาติ International Motor Show (IAA) ณ นครแฟรงเฟิร์ต ประเทศเยอรมนี เมื่อเดือนกันยายน 1981: ผู้หลงใหลในยนตรกรรมสปอร์ตสัญชาติเยอรมัน ต่างประทับใจกับรูปโฉมอันสวยงามชวนมองในทันทีที่ได้สัมผัส หลังจากนั้น ปอร์เช่ 911 (Porsche 911) รุ่นเปิดประทุน รุ่นแรกได้เดินทางออกจากสายการผลิตในปี 1982, และแน่นอนว่านี่คือหนึ่งในโมเดลที่ได้รับความนิยมตลอดมาตราบจน ปัจจุบันเวอร์ชันเปิดประทุนของยนตรกรรมสปอร์ตเปี่ยมเอกลักษณ์ระดับตำนานรุ่นล่าสุด กำลังจะเผยโฉมอีกครั้งในปี 2019 อย่างที่หลายฝ่ายไม่ได้คาดการณ์ไว้ รถสปอร์ตระดับตำนานโมเดลล่าสุดนี้เพียบพร้อมด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยีล้ำยุค เฉกเช่นเดียวกับรุ่นคูเป้ พร้อมเสริมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่ได้รับการติดตั้งเป็นพิเศษเฉพาะรุ่นคาบริโอเลต Cabriolet อาทิ ระบบเปิด-ปิดหลังคาประทุนด้วยไฮดรอลิกที่ทำงานรวดเร็วที่สุดเท่าที่เคยมีมา

ยนตรกรรมสปอร์ตรุ่นใหม่ล่าสุด ยังคงสะท้อนภาพของทรวดทรงตัวถังที่ทันสมัยไม่แตกต่างจากรุ่นคูเป้ รักษาเอกลักษณ์ ของปอร์เช่ 911 ในรูปแบบเปิดประทุน Cabriolet (Porsche 911 Cabriolet) ตั้งแต่อดีตมาอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ หลังคาประทุนเปิดปิดอัตโนมัติ ซึ่งรวมเอากระจกบังลมหลังไว้ด้วยกันอย่างเหมาะสมลงตัว โครงสร้างของหลังคาเสริม ความแข็งแกร่งด้วยวัสดุแมกนีเซียมสามารถป้องกันอาการยกตัวของหลังคาเมื่อขับขี่ด้วยความเร็วสูงได้เป็นอย่างดี หลังคา ประทุนเปิดและปิดได้ที่ความเร็วไม่เกิน 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ระบบไฮดรอลิกแบบใหม่ลดระยะเวลาในการทำงานได้ถึง 12 วินาที พร้อมกับอุปกรณ์ป้องกันกระแสลมย้อนกลับควบคุมด้วยไฟฟ้าหรือ electrically extendable wind deflector รับหน้าที่ป้องกันบริเวณท้ายทอยของผู้ขับขี่และผู้โดยสารจากแรงกระแทกของลม

ปอร์เช่ 911 คาบริโอเลต (Porsche 911 Cabriolet) เพิ่มทางเลือกที่หลากหลาย เริ่มต้นด้วยรุ่นคาร์เรร่า เอส (Carrera S)* ขับเคลื่อนล้อหลัง และตามด้วยรุ่นคาร์เรร่า 4 เอส (Carrera 4S)* ที่มาพร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ all-wheel drive ทั้ง 2 รุ่นประจำการด้วยขุมพลังเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ 6 สูบนอน ขนาดความจุกระบอกสูบ 2,981 ซีซี ให้พละกำลังสูงสุดถึง 450 แรงม้า (331 กิโลวัตต์) ที่ 6,500 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุดกว่า 530 นิวตันเมตร พร้อมรองรับทุกสถานการณ์ การขับขี่ระหว่าง 2,300 จนถึง 5,000 รอบต่อนาที สมรรถนะการขับขี่ได้รับการพัฒนาให้ดีเยี่ยมยิ่งขึ้น ในขณะที่ปริมาณไอเสียที่ปล่อยออกจากเครื่องยนต์ลดน้อยลง เป็นผลจากการปรับแต่งเพิ่มประสิทธิภาพของระบบ จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิง;

สำหรับนวัตกรรมเทคโนโลยีอื่นที่ได้รับการติดตั้งลงในตัวรถ ได้แก่ ระบบอัดอากาศเทอร์โบชาร์จและ ระบบประจุไอดีรูปแบบใหม่ กำลังมหาศาลจะถูกถ่ายทอดไปยังล้อขับเคลื่อนผ่านเกียร์อัตโนมัติอัจฉริยะ คลัทช์คู่ 8 จังหวะที่ได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่ ในรุ่นคาร์เรร่า เอส (Carrera S) ให้อัตราเร่งจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายในระยะเวลาเพียง 3.9 วินาที (เมื่อติดตั้งอุปกรณ์พิเศษชุดแต่งเพิ่มสมรรถนะ Sport Chrono Package: สามารถทำได้ที่ 3.7 วินาที) ทะยานทะลุพิกัดความเร็วสูงสุดกว่า 306 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในส่วนของคาร์เรร่า 4 เอส (Carrera 4S) สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 304 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และเร่งออกตัวจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 3.8 วินาที (เมื่อติดตั้งอุปกรณ์พิเศษชุดแต่งเพิ่มสมรรถนะ Sport Chrono Package จะสามารถทำได้ที่ 3.6 วินาที)

ขุมพลังเครื่องยนต์ใหม่ได้รับการพัฒนาตำแหน่งจุดยึดในห้องเครื่องให้มีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น ส่งผลให้เครื่องยนต์เดินเรียบ และต้านทานการสั่นสะเทือนได้ดียิ่งกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับรุ่นก่อนหน้า นับเป็นครั้งแรกสำหรับการติดตั้งระบบ ควบคุม เสถียรภาพการทรงตัวด้วยอิเล็กทรอนิกส์ Porsche Active Suspension Management (PASM) sport chassis ในปอร์เช่ 911 คาบริโอเลต (Porsche 911 Cabriolet) ชุดสปริงของช่วงล่างมีค่าความแข็งที่เพิ่มขึ้นและมีจำนวนขดสปริงที่สั้นลง เหล็กกันโคลงหน้าและหลังได้รับการปรับปรุงให้รับภาระได้มากขึ้น รวมทั้งระดับความสูงของช่วงล่างที่ลดลงถึง 10 มิลลิเมตร การปรับแต่งทั้งหมดช่วยให้ปอร์เช่ 911 (Porsche 911) ตอบสนองต่อการบังคับควบคุมด้วยอาการที่เป็นกลาง และยึดเกาะได้อย่างมั่นใจในทุกสภาพถนนอันเป็นผลจากการกระจายน้ำหนักที่สร้างดุลยภาพได้อย่างดีเยี่ยม

การออกแบบตัวถังภายนอกสะท้อนความเป็นสปอร์ตพันธุ์แท้ 911 จากรุ่นสู่รุ่น
ปอร์เช่ 911 คาบริโอเลต ใหม่ (The new Porsche 911 Cabriolet) มีขนาดความกว้างเพิ่มขึ้น กร้าวแกร่ง ดุดันยิ่งขึ้น และเหนือชั้นยิ่งกว่า ซุ้มล้อที่ได้รับการขยายเพื่อรองรับล้ออัลลอยคู่หน้าขนาด 20 นิ้ว และคู่หลังขนาด 21 นิ้ว สำหรับโมเดลล่าสุดนี้ ตัวถังในรุ่นขับเคลื่อนล้อหลังได้รับการปรับมาใช้รูปแบบเดียวกับรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ ทั้งนี้มิติตัวถัง ด้านท้ายมีขนาดกว้างขึ้นถึง 44 มิลลิเมตร ขณะที่มิติตัวถังด้านหน้าในทุกรุ่นมีขนาดกว้างขึ้นถึง 45 มิลลิเมตร ผลลัพธ์จากการปรับแต่งรูปทรงตัวถังภายนอกโดยยังคงรักษาเอกลักษณ์ของปอร์เช่ 911 (Porsche 911) ทุกเจเนอเรชัน เอาไว้อย่างเหนียวแน่น: ฝากระโปรงหน้าที่มีขนาดใหญ่ขึ้นอย่างชัดเจนวางตัวต่อเนื่องกับกระจก บังลมหน้าที่ให้ทัศนวิสัย ปลอดโปร่งยิ่งขึ้น ทั้ง 2 ส่วนดังกล่าวทำให้มุมมองด้านหน้าของรถดูยาวและสร้างภาพลักษณ์ที่พร้อมจะทะยานไปข้างหน้าตลอดเวลา ตัวถังด้านท้ายรถในทุกรุ่นบ่งบอกถึงขนาดความกว้างที่เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เสริมความสปอร์ตเต็มพิกัดด้วยสปอยเลอร์ หลังปรับระดับได้หลายตำแหน่ง เรียบหรูงามสง่าด้วยแผงไฟท้าย light bar คาดยาวตลอดแนวตัวถัง ทุกส่วนประกอบ ของชิ้นงานตัวถังภายนอกล้วนแล้วแต่ได้รับการผลิตขึ้นด้วยอะลูมิเนียมที่แข็งแกร่งและมีน้ำหนักเบา

งานออกแบบภายในที่เด่นชัดด้วยอัตลักษณ์
การตกแต่งภายในห้องโดยสารสมบูรณ์แบบด้วยบุคลิกที่เด่นชัด เป็นผลจากความปลอดโปร่งที่เกิดขึ้นด้วยแนวเส้นตรงของ แผงคอนโซลและแผงหน้าปัทม์ ซึ่งแรงบันดาลใจในการออกแบบได้รับอิทธิพลจากปอร์เช่ 911 (Porsche 911) รุ่นบุกเบิก มาตรวัดรอบเครื่องยนต์ติดตั้งบริเวณกึ่งกลาง อันเป็นเอกลักษณ์ดั้งเดิมของปอร์เช่ประกบด้วยหน้าจอแสดงข้อมูลการ ขับขี่ทั้งฝั่งซ้ายและขวาบริเวณคอนโซลกลางเป็นตำแหน่งหน้าจอสัมผัสความละเอียดสูงของระบบ Porsche Communication Management (PCM) ขนาดใหญ่ถึง 10.9 นิ้ว ใช้สำหรับควบคุมและสั่งการทำงานของฟังก์ชันต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย

ปลอดภัยและสะดวกสบายเหนือระดับด้วยระบบช่วยเหลือการขับขี่สุดล้ำ
นับเป็นครั้งแรกของโลก สำหรับการติดตั้งระบบช่วยเหลือการขับขี่ Wet mode ในยนตรกรรมปอร์เช่เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ระบบดังกล่าวจะรับหน้าที่ตรวจจับปริมาณน้ำที่ขังอยู่บนพื้นผิวเส้นทาง ปรับแต่งระบบควบคุมอื่นๆ และส่งสัญญาณ เตือนไปยังผู้ขับขี่ เพื่อเตรียมความพร้อมล่วงหน้าให้แก่รถยนต์ทั้งคัน ตอบสนองต่อความปลอดภัยสูงสุดในสถานการณ์สุ่ม เสี่ยง เพียงกดปุ่มสั่งการทำงานหรือปรับตั้งผ่านชุดสวิทช์เลือกโปรแกรมการขับขี่บนพวงมาลัย (เมื่อติดตั้งชุดแต่งเพิ่ม สมรรถนะ Sport Chrono Package) นอกจากนี้ระบบ warning and brake assist ซึ่งได้รับการติดตั้งเป็นมาตรฐานเช่นเดียวกันจะรับหน้าที่ตรวจสอบอัตราเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดการเฉี่ยวชนจากวัตถุเคลื่อนไหวอื่นๆ และสั่งการเบรกฉุกเฉินล่วงหน้าในกรณีที่จำเป็น

ระบบเตือนการกะระยะขณะจอดหรือ park assistant ทำงานร่วมกับกล้องมองหลัง reversing camera ได้รับการติดตั้งเป็นมาตรฐานในรุ่นคาบริโอเลต (Cabriolet) เติมเต็มความปลอดภัย ด้วยระบบเพิ่ม ทัศนวิสัยยามกลางคืน Night Vision Assist พร้อมกล้องตรวจจับวัตถุด้วยอุณหภูมิ thermal imaging camera อุปกรณ์พิเศษติดตั้งเพิ่มเติมที่สามารถเลือกได้เป็นครั้งแรกสำหรับปอร์เช่ 911 (Porsche 911) ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ขับขี่ยัง สามารถเลือกติดตั้งระบบควบคุมความเร็วและระยะห่างแบบแปรผันอัตโนมัติ adaptive cruise control includes au-tomatic distance control ระบบตัดและต่อการทำงานของเครื่องยนต์ stop-and-go และระบบ reversible occupant protection

ปอร์เช่ 911 คาร์เรร่า เอส คาบริโอเลต (Porsche 911 Carrera S Cabriolet) และ ปอร์เช่ 911 คาร์เรร่า 4 เอส คาบริโอเลต (Porsche 911 Carrera 4S Cabriolet) เปิดรับคำสั่งซื้อแล้ววันนี้ ราคาจำหน่ายขึ้นอยู่กับภาษีมูลค่าเพิ่มและอุปกรณ์มาตรฐานในแต่ละประเทศ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมรถยนต์ปอร์เช่ เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส ทุกสาขา

ปอร์เช่ *911 คาร์เรร่า เอส คาบริโอเลต (Porsche 911 Carrera S Cabriolet): อัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ย 10.9 กิโลเมตรต่อลิตร หรือ 9.1 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร; อัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 208 กรัมต่อกิโลเมตร
ปอร์เช่ 911 คาร์เรร่า 4 เอส คาบริโอเลต (Porsche 911 Carrera 4S Cabriolet): อัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ย 11.1 กิโลเมตรต่อลิตร หรือ 9.0 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร; อัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 207 กรัมต่อกิโลเมตร
อัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงและอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ได้รับการตรวจสอบตามมาตรฐานสากลที่สอด คล้องกับวิธีการ Light Vehicle Test Procedure (WLTP) ล่าสุด สำหรับค่าการตรวจวัดอัตราบริโภคน้ำมันตามมาตรฐาน NEDC ที่ระบุในบทความนี้ ใช้อ้างอิงได้เฉพาะสภาพการทดสอบในช่วงเวลาเดียวเท่านั้น ไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบ กับค่าการตรวจวัดอัตราบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงของ NEDC ที่ได้จากวิธีการอื่นใดก่อนหน้าการทดสอบนี้
สำหรับข้อมูลอย่างเป็นทางการของผลทดสอบอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงและค่าการปล่อยไอเสีย CO2 emissions ในรถยนต์รุ่นใหม่อื่นๆ สามารถค้นหาได้จากเอกสาร “Guidelines on fuel consumption, CO2 emissions and power consumption of new passenger cars” [Leitfaden über den Kraftstoffverbrauch, die CO2-Emissionen und den Stromverbrauch neuer Personenkraftwagen], ผ่านตัวแทนจำหน่ายและสถาบัน Deutsche Automobil Treuhand GmbH (DAT) โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ

ฮอนด้า เผยขุมพลังขับเคลื่อนใหม่ ใน “ฮอนด้า แอคคอร์ด ใหม่ เจเนอเรชั่นที่ 10” เตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทย เร็วๆ นี้

0

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เผยขุมพลังขับเคลื่อนใหม่ใน “ฮอนด้า แอคคอร์ด ใหม่ เจเนอเรชั่นที่ 10” ได้แก่ เครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร Di VTEC TURBO ใหม่ ที่ทรงพลังเหนือกว่าเครื่องยนต์ 2.4 ในรุ่นเดิม ให้อัตราการประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยม และเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร ที่มาพร้อมระบบ Sport Hybrid iMMD ใหม่ นับเป็นยนตรกรรมพรีเมียมซีดานที่สะท้อนอัตลักษณ์ของแบรนด์ฮอนด้าอย่างชัดเจน ด้วยดีไซน์ภายนอกและภายในที่ผสานความหรูหราสง่างามกับความสปอร์ตไว้อย่างลงตัว พร้อมสมรรถนะการขับขี่ที่ทรงพลังเหนือระดับ  และเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ “ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง” (Honda SENSING) พร้อมด้วยมาตรฐานความปลอดภัยระดับพรีเมียม อาทิ ระบบกล้องส่องภาพรอบทิศทาง (Multi-view Camera System) ระบบช่วยจอดอัจฉริยะพร้อมระบบช่วยเบรก (Honda Smart Parking Assist System) เป็นต้น สร้างกระแสต่อเนื่องหลังจากการตอบรับที่ดีเยี่ยมกับการเผยโฉมครั้งแรกในประเทศไทยที่งานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 35 หรือ The 35th Thailand International Motor Expo 2018 ที่ผ่านมา โดยเตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทย เร็วๆ นี้

 
ฮอนด้า แอคคอร์ด เจเนอเรชั่นที่ 10 เปิดตัวในสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศแรก เมื่อปี 2560 และสามารถคว้ารางวัลเกียรติยศจากสถาบันชั้นนำด้านยานยนต์ในตลาดสำคัญทั่วโลก ทั้งสหรัฐอเมริกา แคนาดา และยุโรป ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความโดดเด่นทั้งในด้านดีไซน์ สมรรถนะการขับขี่ ภาพลักษณ์ความสปอร์ตพรีเมียม ความคุ้มค่าในการเป็นเจ้าของพรีเมี่ยมซีดานรุ่นนี้ รวมทั้งตอกย้ำความเชื่อมั่นของลูกค้าและการยอมรับจากผู้เชี่ยวชาญในวงการรถยนต์ที่มีต่อฮอนด้า แอคคอร์ด เจเนอเรชั่นที่ 10 ทั้งในด้านดีไซน์ สมรรถนะการขับขี่ ภาพลักษณ์ความสปอร์ตพรีเมียมและความคุ้มค่าในการเป็นเจ้าของได้เป็นอย่างดี

แนวคิดการออกแบบ ฮอนด้า แอคคอร์ด ใหม่ เจเนอเรชั่นที่ 10
ฮอนด้า แอคคอร์ด เจเนอเรชั่นที่ 10 ได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิดหลัก Absolute Confidence เพื่อสร้างมาตรฐานยนตรกรรมพรีเมียมซีดานให้เหนือระดับไปอีกขั้น โดยมีหลัก 3 ประการในการพัฒนา ได้แก่

  • Dynamics – ความปราดเปรียว โฉบเฉี่ยว ทั้งในด้านดีไซน์ และสมรรถนะการขับขี่
  • Captivating – ความมีเสน่ห์และน่าดึงดูดของรถยนต์ที่มาพร้อมเทคโนโลยีอันล้ำสมัย
  • Upscale – ยกระดับคุณภาพการพัฒนายนตรกรรม ให้สง่างาม และเหนือระดับเกินคลาส


การออกแบบภายนอก
รูปลักษณ์ของฮอนด้า แอคคอร์ด ใหม่ เจเนอเรชั่นที่ 10 นับเป็นการปฏิวัติดีไซน์จากทุกรุ่นที่ผ่านมาอย่างชัดเจน ด้วยการผสานความหรูหราสง่างามกับความสปอร์ตไว้อย่างลงตัว  โดดเด่นด้วยรูปแบบที่เรียบง่ายแต่ประณีตในทุกรายละเอียด เส้นสายที่ปราดเปรียวและเฉียบคม สะท้อนความหรูหราและสปอร์ตมากกว่าที่เคยมีมา และเป็นครั้งแรกกับการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ที่เรียกว่า Laser Blaze ในการออกแบบตัวถัง เพื่อลดรอยต่อบริเวณหลังคารถและตัวถัง สะท้อนความสปอร์ตพรีเมียมของ ฮอนด้า แอคคอร์ด ใหม่ ให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น
 
การออกแบบภายใน
ห้องโดยสารของ ฮอนด้า แอคคอร์ด ใหม่ เจเนอเรชั่นที่ 10 ได้รับการออกแบบให้กว้างขวาง สะดวกสบาย
มากยิ่งขึ้น ด้วยการใช้โครงสร้างเส้นแนวนอน เพื่อทำให้บริเวณคอนโซลกลางโปร่งโล่ง และส่งผลให้มีพื้นที่ช่วงขามากขึ้น อีกทั้งมอบทัศนวิสัยที่ดีในการขับขี่ ผสมผสานความสปอร์ตและพรีเมียมไว้ได้อย่างลงตัว พร้อมด้วยฟังก์ชั่นและเทคโนโลยีอันล้ำสมัย อาทิ ระบบแสดงผลข้อมูลการขับขี่บนกระจกหน้า (Head Up Display : HUD) และระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว แบบ Advanced Touch รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay และระบบสั่งการด้วยเสียง SIRI เป็นต้น

เครื่องยนต์และระบบส่งกำลัง
ฮอนด้า แอคคอร์ด ใหม่ มาพร้อมขุมพลังขับเคลื่อนที่สปอร์ตเร้าใจ 2 รุ่น ได้แก่

  • เครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร Di VTEC TURBO เครื่องยนต์เทอร์โบรุ่นใหม่ มาพร้อมระบบระบบเกียร์อัตโนมัติ CVT ใหม่ พัฒนาภายใต้เทคโนโลยีเอิร์ธดรีม ให้สมรรถนะการขับขี่ที่ทรงพลัง ดีขึ้นกว่า 10% เมื่อเทียบกับเครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.4 ลิตร ใน ฮอนด้า แอคคอร์ด รุ่นเดิม และยังคงไว้ซึ่งอัตราการประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยม อีกทั้งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รองรับพลังงานทางเลือก E85
  • เครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร AtkinsonCycle DOHC iVTEC 4 สูบ 16 วาล์ว ที่มาพร้อมระบบ Sport Hybrid Intelligent Multi Mode Drive (iMMD) ซึ่งเป็นระบบ Full Hybrid ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่ ผสานกับมอเตอร์ไฟฟ้าที่ทรงพลัง 2 ตัว พร้อมด้วยเกียร์อัตโนมัติอัตราทดแปรผันต่อเนื่องไฟฟ้า
    (E-CVT) และแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน คงไว้ซึ่งสมรรถนะการขับขี่ที่ทรงพลัง และให้อัตราการประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยม อีกทั้งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่ำ

 

มาตรฐานด้านความปลอดภัย
เหนือระดับด้วยอีกขั้นของ เทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะฮอนด้า เซนส์ซิ่ง” (Honda SENSING) ซึ่งมาพร้อมระบบความปลอดภัยที่ล้ำสมัยมากยิ่งขึ้น เพื่อความปลอดภัยของทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสารในรถ รวมถึงเพื่อนร่วมทางบนท้องถนนในทุกการเดินทาง ได้แก่

  • ระบบเตือนการชนรถและคนเดินถนนพร้อมระบบช่วยเบรก (Collision Mitigation Braking System: CMBS)
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผันพร้อมระบบปรับความเร็วตามรถยนต์คันหน้าที่ความเร็วต่ำ (Adaptive Cruise Control with Low-Speed Follow: ACC with LSF)
  • ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ (Lane Keeping Assist System: LKAS)
  • ระบบเตือนและช่วยควบคุมเมื่อรถออกนอกช่องทางเดินรถ (Road Departure Mitigation with Lane Departure Warning : RDM with LDW)
  • ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Auto High-Beam: AHB)

พร้อมด้วยมาตรฐานความปลอดภัยระดับพรีเมียมที่จะติดตั้งในรุ่นที่จะทำการจำหน่ายในประเทศไทย อาทิ

  • ระบบกล้องส่องภาพรอบทิศทาง (Multi-view Camera System)
  • ระบบช่วยจอดอัจฉริยะพร้อมระบบช่วยเบรก (Honda Smart Parking Assist System)
  • ระบบเตือนเมื่อรถยนต์เคลื่อนผ่านขณะถอย (Cross Traffic Monitor)