Home Blog Page 494

ปอร์เช่ 718 เคย์แมน จีที4 คลับสปอร์ต ใหม่ (The new Porsche 718 Cayman GT4 Clubsport) สายพันธุ์แรง ที่มาพร้อมตัวถัง natural-fibre

0

ด้วยระยะเวลา 3 ปี หลังการเปิดตัวครั้งแรกของ ปอร์เช่ เคย์แมน จีที4 คลับสปอร์ต (Porsche Cayman GT4 Clubsport)  ถึงเวลาแล้วที่ยนตรกรรมผู้รับหน้าที่สืบทอดความแรงลำดับต่อไปจะเผยโฉมที่แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น: ปอร์เช่ 718 เคย์แมน จีที4 คลับสปอร์ต (Porsche 718 Cayman GT4 Clubsport) อีกหนึ่งความภาคภูมิใจในฐานะ ตัวแทนของความก้าวหน้า และความสำเร็จอันยอดเยี่ยมจากโรงงาน Weissach นับเป็นครั้งแรกที่รถแข่งเครื่องยนต์ วางกลาง ซึ่งได้รับการออกแบบพัฒนาให้มีประสิทธิภาพเทียบเคียงรถสนามพันธุ์แท้ที่สุด โดยเพิ่มทางเลือกถึง 2 รูปแบบ ของตัวถังภายนอก : เวอร์ชั่นแรกคือ “Trackday” ตอบสนองความต้องการของผู้ขับขี่เพื่อการลงสนามแข่งขันในระดับเริ่มต้น และอีกหนึ่งเวอร์ชั่น “Competition” รองรับการประลองความเร็วบนสนามแข่งขันระดับประเทศและระดับนานาชาติ

แนวคิดในการออกแบบพัฒนา ปอร์เช่ 718 เคย์แมน จีที4 คลับสปอร์ต รุ่นล่าสุด (The new Porsche 718 Cayman GT4 Clubsport) ไม่เพียงมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มสมรรถนะการขับขี่และศักยภาพในการทำความเร็วต่อรอบสนามให้ดีเยี่ยมยิ่งขึ้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงการเลือกใช้วัสดุในการผลิตที่คงทนถาวร รวมทั้งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ปอร์เช่ 718 เคย์แมน จีที4 คลับสปอร์ต (Porsche 718 Cayman GT4 Clubsport) คือรถแข่งจากสายการผลิตคันแรกที่ได้รับการติดตั้งชิ้นส่วนตัวถังที่ผลิตขึ้นจากวัสดุ natural-fibre ประตูรถฝั่งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร รวมทั้งปีกหลังทรงสูงผลิตขึ้นด้วยวัสดุธรรมชาติ organic fibre mix ซึ่งวัตถุดิบดังกล่าวมีแหล่งกำเนิดจากผลผลิตต่างๆ ในภาค gdK9idii, อาทิ เส้นใยจากต้นปอหรือต้นป่าน ซึ่งมีคุณสมบัติหลายประการใกล้เคียงกับวัสดุ carbon fibre ทั้งในแง่ของน้ำหนักที่เบาและมีความแข็งแกร่งสูง

ขุมพลังที่ประจำการอยู่ในปอร์เช่ 718 เคย์แมน จีที4 คลับสปอร์ต (Porsche 178 Cayman GT4 Clubsport) คือเครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบนอน ขนาดความจุ 3.8-ลิตร ให้พละกำลังสูงสุดถึง 425 แรงม้า (313 กิโลวัตต์) หรือมีกำลังเพิ่มขึ้นถึง 40 แรงม้า เมื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพกับรุ่นก่อนหน้า พลังมหาศาลได้รับการถ่ายทอดต่อไปจนถึงล้อขับเคลื่อนคู่หลัง ผ่านระบบเกียร์อัจฉริยะ 6 จังหวะคลัทช์คู่ รวมทั้งชุดเฟืองท้ายแบบ differential lock ชิ้นส่วนสตรัทและสปริงของระบบช่วงล่างด้านหน้าถอดแบบจากตัวแข่งรุ่นพี่ ปอร์เช่ 911 จีที3 คัพ (Porsche 911 GT3 Cup) ระบบเบรกสมรรถนะสูงสำหรับการแข่งขัน ประกอบด้วยจานเบรกเหล็กหล่อขนาดใหญ่ เส้นผ่านศูนย์กลาง 380-มิลลิเมตร สามารถรับมือกับน้ำหนักตัวรถเพียง 1,320 กิโลกรัมได้อย่างไร้ข้อกังขาใดๆ ปอร์เช่ 718 เคย์แมน จีที4 คลับสปอร์ต (Porsche 718 Cayman GT4 Clubsport) เพิ่มเติมความปลอดภัยให้แก่ตัวถังและห้องโดยสารด้วยการเชื่อมยึดโครงสร้างนิรภัยอย่างแน่นหนา เบาะนั่ง racing bucket seat สำหรับการแข่งขัน พร้อมเข็มขัดนิรภัยแบบจุดยึด 6 ตำแหน่ง ทั้งหมดนี้ส่งผลดีต่อน้ำหนักรวมของตัวรถที่เบาอย่างเหลือเชื่อ

ในส่วนของเวอร์ชั่นเริ่มต้น “Trackday” ออกแบบพัฒนาขึ้น เพื่อวัตถุประสงค์สำหรับการใช้งานโดย      นักแข่งในระดับพื้นฐาน ผู้ซึ่งต้องการเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์การขับขี่บนสนามแข่งขันความเร็วและการเข้าร่วมกิจกรรม clubsport ต่างๆ ได้โดยไม่ต้องการทีมงานหรืออุปกรณ์สนับสนุนเพิ่มเติม ตัวรถได้รับการติดตั้งโช๊คอัพที่ผ่านการปรับแต่งมาแล้ว รวมทั้งระบบเบรก ABS ระบบช่วยเหลือการขับขี่ ESC และ traction control เพื่อความมั่นใจในประสิทธิภาพการบังคับควบคุม ทั้งนี้ระบบดังกล่าวสามารถปิดการใช้งานได้ตามความต้องการ นอกจากนี้ยังสามารถเลือกติดตั้ง ระบบปรับอากาศระบบ หลังคานิรภัย rescue hatch อุปกรณ์ดับเพลิงแบบมือถือ และถังน้ำมันเชื้อเพลิงนิรภัย FT3 safety fuel cell ขนาดความจุ 80 ลิตร ทั้งนี้รถแข่งแบบ non-road-homologated ทุกคันสามารถเข้ารับการซ่อมบำรุงได้ที่ศูนย์บริการ Porsche Centre ทุกแห่ง

เวอร์ชัน “Competition” ได้รับการเพิ่มเติมอุปกรณ์และฟังก์ชันการใช้งานที่คำนึงถึง การเข้าร่วมแข่งขันกีฬาความเร็วในระดับอาชีพ โช๊คอัพสามารถปรับแต่งได้ถึง 3 ระดับ ติดตั้งถังน้ำมันเชื้อเพลิงนิรภัยขนาดความจุสูงถึง 115 ลิตร เพื่อรองรับกิจกรรมการแข่งขันที่มีระยะทางยาวไกล ระบบเบรกที่สามารถปรับความสมดุล ระหว่างเบรกคู่หน้าและเบรกคู่หลังได้อย่างอิสระ พร้อมระบบแม่แรงลม air jack เพื่อความรวดเร็วของงานบริการในพิท พวงมาลัยสำหรับการแข่งขันแบบ quick-release ที่ยกมาจาก 911 จีที3 อาร์ (911 GT3 R) เพื่อให้มั่นใจได้ว่า นักแข่งทุกคนสามารถปรับตำแหน่งที่เหมาะสมที่สุดได้ตามต้องการ เสริมด้วยระบบดับเพลิงอัตโนมัติเพิ่มความปลอดภัยเต็มพิกัด

“ปอร์เช่ 718 เคย์แมน จีที4 คลับสปอร์ต (Porsche 718 Cayman GT4 Clubsport) แสดงออกอย่างชัดเจน ในฐานะตัวตนของยนตรกรรมสายสนามซึ่งถูกถ่ายทอดพันธุกรรมความแรงจากความสำเร็จอันยอดเยี่ยมของรุ่นก่อนหน้ามาอย่างเต็มที่” ข้างต้นคือคำกล่าวของ Fritz Enzinger หัวหน้าส่วนงานมอเตอร์สปอร์ตของปอร์เช่ “พละกำลังจากเครื่องยนต์ได้รับการปรับแต่งเพิ่มขึ้นมาก พร้อมกับการเพิ่มประสิทธิภาพด้านแรงกดตัวถังและห้องโดยสารที่เหมาะสมกับความต้องการของผู้ขับขี่มากขึ้นไปอีกระดับ ผมมั่นใจว่าเราจะทำยอดจำหน่ายที่ดีเยี่ยมเช่นเดียวกับรุ่นที่ ผ่านมาซึ่งมีจำนวนรถที่ส่งมอบถึง 421 คัน”
ปอร์เช่ 718 เคย์แมน จีที4 คลับสปอร์ต (Porsche 718 Cayaman GT4 Clubsport) เปิดรับคำสั่งซื้อทั้ง 2 เวอร์ชันแล้ววันนี้ และมีกำหนดส่งมอบไปยังทีมแข่งและนักขับทั่วทุกมุมโลกตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นไป ติดต่อสอบถามราคาจำหน่าย และรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมรถยนต์ปอร์เช่ บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส ทุกสาขา

 
รายละเอียดด้านเทคนิคของปอร์เช่ 718 Cayman GT4 Clubsport (Type 982)
 แนวคิดในการพัฒนา

  • รถแข่งความเร็วสูงที่นั่งเดี่ยวจากสายการผลิตปกติ ที่ได้รับการออกแบบให้มีสมรรถนะพื้นฐานใกล้เคียงกับรถแข่งเหนือข้อกำหนด Homologation

ระบบเครื่องยนต์

  • เครื่องยนต์อะลูมิเนียม 6 สูบนอน บ๊อกเซอร์ วางกลางตัวถัง
  • ปริมาตรความจุกระบอกสูบ 3,800 ซีซี; ความสูงการขึ้นลงของลูกสูบ 77.5 มิลลิเมตร ความกว้างกระบอกสูบ 102 มิลลิเมตร
  • พละกำลังสูงสุด: 425 แรงม้า (313 กิโลวัตต์) ที่ 7,500 รอบต่อนาที
  • รอบการทำงานสูงสุด: 7,800 รอบต่อนาที
  • แรงบิดสูงสุด: 425 นิวตันเมตร ที่ 6,600 รอบต่อนาที
  • อัตราส่วนกำลังอัด: 12.5:1
  • ระบบระบายความร้อนด้วยน้ำออกแบบสำหรับการแข่งขันโดยเฉพาะ พร้อมระบบควบคุมอุณหภูมิ สำหรับเครื่องยนต์และชุดเกียร์
  • เทคโนโลยี 4 วาล์วต่อสูบ พร้อมระบบแปรผันการทำงานของเพลาลูกเบี้ยว adjustable camshaft phasing และระบบวาล์วแปรผัน VarioCam Plus
  • น้ำมันเชื้อเพลิง: Super Plus ไร้สารตะกั่ว ค่าออกเทนขั้นต่ำ 98
  • ระบบควบคุมการทำงานของเครื่องยนต์ด้วยอิเล็กทรอนิกส์ออกแบบสำหรับการแข่งขันโดยเฉพาะ (Continental SDI 9)
  • ระบบน้ำมันหล่อลื่นแบบ Integrated dry sump
  • ระบบกรองไอเสีย 100-cell metal catalytic converter ตามมาตรฐาน DMSB

 ระบบส่งกำลัง

  • ขับเคลื่อนล้อหลัง
  • เกียร์อัตโนมัติอัจฉริยะ 6-จังหวะ PDK ควบคุมการทำงานด้วยอิเลกทรอนิกส์ออกแบบสำหรับการแข่งขันโดยเฉพาะ
  • ล้อช่วยแรงแบบ Reinforced dual mass
  • ระบบหล่อลื่นแบบ Internal pressure พร้อมระบายความร้อนด้วย active oil cooling
  • ระบบเฟืองท้าย Differential lock ออกแบบสำหรับการแข่งขันโดยเฉพาะ

ระบบตัวถัง

  • โครงสร้างตัวถังน้ำหนักเบา ผลิตจากอะลูมิเนียมและเหล็กกล้า
  • โครงสร้างห้องโดยสารนิรภัย Welded-in roll-cage ได้รับการรับรองมาตรฐาน FIA Art. 277
  • ฝากระโปรงหน้าติดตั้งจุดยึดแบบ quick release
  • ฝากระโปรงหลังติดตั้งจุดยึดแบบ quick release
  • ปีกหลังทรงสูงพร้อมขายึดแบบ “swan neck” ผลิตจากวัสดุ natural-fibre รวมถึง ช่องระบายอากาศด้านข้าง และ ปีกรถที่ผลิตจากวัสดุ carbon-fibre รูปแบบ Gurney flap
  • ประตูรถฝั่งผู้ขับขี่และผู้โดยสารผลิตจากวัสดุ natural-fibre
  • หลังคารถติดตั้งระบบนิรภัย ได้รับการรับรองมาตรฐาน FIA Art. 275a
  • เบาะนั่งสำหรับการแข่งขัน Recaro race bucket seat ปรับระดับความสูง พร้อมระบบ padding สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการของผู้ขับขี่ (ตามมาตรฐาน FIA Standard 8862/2009 – ข้อกำหนดล่าสุดของ FIA)
  • ระบบแม่แรงลม three-piston air jack (เฉพาะเวอร์ชัน “Competition”)
  • จุดติดตั้งเพิ่มเติมเพื่อรองรับระบบแม่แรงลม three-piston air jack (เฉพาะเวอร์ชั่น “Trackday”)
  • รองรับการติดตั้งตาข่ายนิรภัย
  • ห่วงเกี่ยวสำหรับลากจูงด้านหน้าและด้านหลัง รับรองมาตรฐาน FIA
  • คอนโซลกลางแบบ Motorsport สำหรับการแข่งขัน แสดงข้อมูลฟังก์ชันการทำงานและสามารถปรับแต่งได้
  • เข็มขัดนิรภัยแบบจุดยึด 6 ตำแหน่ง
  • ถังน้ำมันเชื้อเพลิงนิรภัย ขนาดความจุ 115 ลิตร FT3 safety fuel cell พร้อมระบบตัดการจ่ายเชื้อเพลิง “Fuel Cut Off” ชุดวาล์วนิรภัยเป็นไปตามข้อกำหนดของ FIA (เฉพาะ เวอร์ชั่น “Competition”)
  • ถังน้ำมันเชื้อเพลิงนิรภัย ขนาดความจุ 80 ลิตร FT3 safety fuel cell with “Fuel Cut Off” พร้อมระบบตัดการจ่ายเชื้อเพลิง “Fuel Cut Off” ชุดวาล์วนิรภัยเป็นไปตามข้อกำหนดของ FIA (เฉพาะ เวอร์ชั่น “Trackday”)

 
ระบบช่วงล่าง ช่วงล่างด้านหน้า:

  • MacPherson สตรัท สามารถปรับระดับความสูง มุม camber และระยะฐานล้อได้
  • ชิ้นส่วนช่วงล่างแบบ Forged: ให้ความแข็งแรงสูงด้วยจุดยึดแบบ double shear mounting และ high-performance spherical bearings
  • ดุมล้อแบบ 5 ตำแหน่ง
  • โช๊คอัพสำหรับการแข่งขันปรับได้ 3-ระดับ rebound และ 2-stage compression สำหรับความเร็วสูงและความเร็วต่ำ (เฉพาะเวอร์ชั่น “Competition”)
  • โช๊คอัพปรับแต่งสำเร็จจากโรงงาน (เฉพาะเวอร์ชั่น “Trackday”)
  • ระบบพวงมาลัยแปรผันอัตราทดแบบ Electromechanical
  • เหล็กกันโคลง anti-roll bar ดีไซน์แบบ 3-hole

ช่วงล่างด้านหลัง:

  • MacPherson สตรัท สามารถปรับระดับความสูง มุม camber และระยะฐานล้อได้
  • ชิ้นส่วนช่วงล่างแบบ Forged: ให้ความแข็งแรงสูงด้วยจุดยึดแบบ double shear mounting และ high-performance spherical bearings
  • ดุมล้อแบบ 5-ตำแหน่ง
  • โช๊คอัพสำหรับการแข่งขันปรับได้ 3-ระดับ rebound และ 2-stage compression สำหรับความเร็วสูงและความเร็วต่ำ (เฉพาะเวอร์ชั่น “Competition”)
  • โช๊คอัพปรับแต่งสำเร็จจากโรงงาน (เฉพาะเวอร์ชั่น “Trackday”)
  • เหล็กกันโคลง anti-roll bar แบบ blade-type ปรับตั้งได้

 
ระบบเบรก ช่วงล่างด้านหน้า:

  • คาลิเปอร์เบรกอะลูมิเนียม 6 ลูกสูบ โมโนบลอก สำหรับการแข่งขัน พร้อมสปริงลูกสูบแบบ “Anti Knock Back”
  • จานเบรกเหล็กหล่อเซาะร่องแบบ multi-piece พร้อมครีบระบายความร้อน ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 380 มิลลิเมตร
  • ผ้าเบรกสำหรับการแข่งขันโดยเฉพาะ
  • ระบบปรับสมดุลย์แรงเบรกด้วย balance bar system (เฉพาะ เวอร์ชั่น “Competition”)
  • หม้อลมเบรก (เฉพาะ เวอร์ชั่น “Trackday”)

ระบบเบรกหลัง:

  • คาลิเปอร์เบรกอะลูมิเนียม 6 ลูกสูบ โมโนบลอก สำหรับการแข่งขัน พร้อมสปริงลูกสูบแบบ “Anti Knock Back”
  • จานเบรกเหล็กหล่อเซาะร่องแบบ multi-piece พร้อมครีบระบายความร้อน ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 380 มิลลิเมตร
  • ผ้าเบรกสำหรับการแข่งขันโดยเฉพาะ
  • ระบบปรับสมดุลแรงเบรกด้วย balance bar system (เฉพาะ เวอร์ชั่น “Competition”)
  • หม้อลมเบรก (เฉพาะเวอร์ชั่น “Trackday”)

ระบบอิเล็กทรอนิกส์:

  • แผงหน้าปัทม์ COSWORTH instrument cluster ICD พร้อมหน้าจอแสดงข้อมูล integrated data logger
  • ตรวจจับรหัสข้อผิดพลาดด้วยเครื่องมือพิเศษ PIWIS motorsport tester
  • สามารถใช้งานร่วมกับแอปพลิเคชัน Porsche Track Precision Race App
  • จับเวลารอบสนามด้วย Integrated lap trigger ผ่านสัญญาณ GPS
  • ลิ้นบังคับควบคุมด้วยอิเล็กทรอนิกส์
  • แบตเตอรี่ lithium-ion (LiFePo) น้ำหนักเบา ขนาด 60 Ah ทนทานต่อการรั่วซึม ติดตั้งภายในบริเวณที่วางเท้า ฝั่งผู้โดยสาร (เฉพาะ เวอร์ชั่น “Competition”)
  • แบตเตอรี่ 12 โวลต์ ขนาด 70 Ah (AGM) ทนทานต่อการรั่วซึม ติดตั้งภายในบริเวณที่วางเท้า ฝั่งผู้โดยสาร (เฉพาะเวอร์ชั่น “Trackday”)
  • สวิทช์ตัดการจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงฉุกเฉินติดตั้งภายในห้องโดยสาร และภายนอกห้องโดยสารบริเวณฝั่งซ้ายของกระจกบังลมหน้า
  • ระบบควบคุมเสถียรภาพการขับขี่ PSM (Porsche Stability Management) พร้อมระบบ ABS, traction Control (TC) และ Electronic Stability Control (ESC) สามารถปิดการทำงานได้ทั้งหมด
  • ระบบตรวจสอบแรงดันลมยาง Tyre pressure monitoring system (TPMS)
  • ระบบดับเพลิงฉุกเฉิน ตามข้อกำหนดของ FIA (เฉพาะเวอร์ชั่น “Competition”)
  • ถังดับเพลิงแบบมือถือ (เฉพาะเวอร์ชั่น “Trackday”)
  • ระบบปรับอากาศ
  • กระจกมองข้างปรับไฟฟ้า
  • พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นแบบสปอร์ต CFRP พร้อมระบบจำกัดความเร็ว pit speed limiter และคอพวงมาลัยแบบ quick release coupling (เฉพาะ เวอร์ชั่น “Competition”)
  • พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นแบบสปอร์ต พร้อมระบบจำกัดความเร็ว pit speed limiter (เฉพาะเวอร์ชั่น “Trackday”)
  • คอนโซลกลางพร้อมสวิทช์ปรับตั้งการทำงานของระบบ ABS, ESC, TC และสวิทช์ปรับขนาดยางรถยนต์ที่ใช้งาน

น้ำหนัก/มิติตัวถัง:

  • น้ำหนักรวม: 1,320 กิโลกรัม
  • ความยาวรวม: 4,456 มิลลิเมตร
  • ความกว้างรวม: 1,778 มิลลิเมตร
  • ความสูงรวม: 1,238 มิลลิเมตร
  • ระยะฐานล้อ: 2,456 มิลลิเมตร

ล้อและยางรถยนต์คู่หน้า:

  • ล้ออัลลอยน้ำหนักเบาแบบ forged ชิ้นเดียว ขนาด 9J x 18 offset 28 น็อตล้อ 5-ตำแหน่ง
  • ยาง Michelin transportation สำหรับ การเคลื่อนย้ายและขนส่ง ขนาด: 25/64-18
  • ยาง Michelin สลิก/ยาง wet สำหรับการแข่งขัน ขนาด: 25/64-18

ล้อและยางรถยนต์คู่หลัง:

  • ล้ออัลลอยน้ำหนักเบาแบบ forged ชิ้นเดียว ขนาด 10.5J x 18.5 offset 53 น็อตล้อ 5-ตำแหน่ง
  • ยาง Michelin transportation สำหรับการเคลื่อนย้ายและขนส่ง ขนาด: 27/68-18
  • ยาง Michelin สลิก/ยาง wet สำหรับการแข่งขัน ขนาด: 27/68-18

สีตัวถัง:

  • สีน้ำ Water-based
  • สีตัวถังภายนอก: สีขาว C9A
  • สีตัวถังภายใน: สีขาว filler-coat ไม่ผสมแลกเกอร์

กำหนดส่งมอบ:
เริ่มตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2019 เป็นต้นไป

เอ. พี. ฮอนด้า ครองแชมป์ตลาดรถจักรยานยนต์ไทย 30 ปีติดต่อกัน ประเดิมเปิดตัวรถใหม่ 4 รุ่น รับปีหมูทอง

0

เอ. พี. ฮอนด้า ประกาศความสำเร็จในปี 2561 ด้วยยอดขาย 1,404,000 คัน ครองส่วนแบ่งการตลาด 78.5% เป็นผู้นำตลาดรถจักรยานยนต์ไทยต่อเนื่องเป็นปีที่ 30 เดินหน้ารับศักราชใหม่ภายใต้กลยุทธ์แบรนด์ “WHAT STOPS YOU? มุ่งไป อย่าให้อะไรมาหยุด” ด้วยแผนการตลาดเชิงรุก Insight Centric ที่เข้าถึงและเข้าใจผู้บริโภคในยุคดิจิตอล พร้อมนำเสนอผลิตภัณฑ์หลากหลาย เพียบพร้อมเทคโนโลยียานยนต์ทันสมัย เพื่อมอบความสุขให้แก่ผู้ใช้รถจักรยานยนต์ฮอนด้า ประเดิมปีหมูทองด้วยรถใหม่ 4 โมเดล นำโดยรถครอบครัวยอดนิยมตลอดกาล  “ออลนิวฮอนด้า เวฟ 110 ไอ โฉมใหม่” และรถครอบครัวแฟชั่น เอาใจสาวกเจแปนิสเรโทร “ฮอนด้า ซูเปอร์ คับ สีใหม่” ตามด้วยพรีเมี่ยม เอ.ที. “ฮอนด้า พีซีเอ็กซ์ 150” และรถสปอร์ตสไตล์เอนดูโร “ฮอนด้า        ซีอาร์เอฟ 250 แอล” ที่ปรับสีสันใหม่ วางจำหน่ายพร้อมกันทั่วประเทศในเดือนมกราคมนี้
 
มร.โยอิจิ มิซึทานิ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด ผู้จัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้าในประเทศไทย เปิดเผยว่า “ปี 2561 ที่ผ่านมาประเทศไทยมีอัตราเติบโตของ GDP ที่ 4% แต่ตลาดรถจักรยานยนต์ไม่ได้เติบโตสอดคล้องกับ GDP ด้วยสภาพเศรษฐกิจทั้งภายนอกและภายในประเทศที่มีความผันผวนตลอดทั้งปี  ส่งผลให้ตลาดรวมรถจักรยานยนต์ปี 2561 มีจำนวน 1.79 ล้านคัน เติบโตลดลง 1% สำหรับฮอนด้ามียอดจดทะเบียน 1.40 ล้านคัน คิดเป็นส่วนแบ่งการตลาดที่ 78.5% และเป็นอันดับ 1 ในทุกเซ็กเม้นท์ ส่งผลให้วันนี้ Honda มียอดขายอันดับ 1 ติดต่อกันยาวนาน 30 ปี  เอ. พี. ฮอนด้า ขอขอบคุณผู้ใช้ที่ให้การตอบรับผลิตภัณฑ์ฮอนด้าด้วยดีเสมอมา

และสำหรับปี 2562 นี้ เรามองว่าตลาดรถจักรยานยนต์ไทยในปีนี้ จะอยู่ที่ 1.72 ล้านคัน และ Honda ตั้งเป้าการจำหน่ายที่ 1.36 ล้านคัน ส่วนตลาดรถ Big Bike ปี 2561 ปิดตลาดที่ 31,179 คัน เติบโตขึ้น 5% ฮอนด้ามียอดจดทะเบียน 13,285 คัน เติบโตขึ้น 3% คิดเป็นส่วนแบ่งการตลาดที่ 43% ครองตลาดเป็นอันดับ 1 ติดต่อกันเป็นปีที่ 5 โดยในปี 2562 นี้คาดว่าตลาดรถ Big Bike จะมีขนาดใกล้เคียงปีที่ผ่านมาที่ 31,500 คัน โดยฮอนด้าตั้งเป้าการจำหน่ายที่ 13,300 คัน” ส่วนของคับเฮ้าส์ (Cub House) ธุรกิจใหม่ที่เราริเริ่มขึ้น ในปีที่ผ่านมา ได้สร้างให้เกิดวัฒนธรรมในการขับขี่รถจักรยานยนต์รูปแบบไลฟสไตล์ใหม่ๆ       เกิดขึ้น โดยล่าสุดมีเนตเวิร์ค Cub House ตามจังหวัดต่างๆ 8 แห่งทั่วประเทศแล้ว”

ด้าน นายสุชาติ อรุณแสงโรจน์ รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด เปิดเผยถึงแนวทางกลยุทธ์ในปีนี้ว่า “ภายใต้แบรนด์เมสเสจ “WHAT STOPS YOU? มุ่งไป อย่าให้อะไรมาหยุด” ในปี 2562 บริษัทฯ มีแผนการตลาดเชิงรุก เดินหน้าสร้างความสุขสู่ผู้ใช้ในยุคดิจิตอล ด้วยกลยุทธ์ INSIGHT CENTRIC ผ่านการดำเนินงาน 3C คือ
 

  1. Creating Customer Experience ก้าวสู่การสร้างประสบการณ์ในยุคดิจิตอลกับร้านฮอนด้าวิงเซ็นเตอร์ รูปแบบใหม่ เพื่อให้เป็น must have experience ของลูกค้ายุคดิจิตอล
  2. Connecting to social trend ก้าวสู่การเชื่อมต่อกับลูกค้าทุก Sub-Culture ด้วยการใช้ Digital Platform และเน้นสร้าง Brand Memory ด้วย World Class Activities อาทิ กิจกรรมเชียร์นักแข่งไทย ก้อง สมเกียรติ จันทรา ในรุ่นโมโตทู ในการแข่งขันรถจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลก ThaiGP ที่สนามช้างฯ จ.บุรีรัมย์ และการร่วมกับร้านผู้จำหน่ายฯ จัดกิจกรรมเชียร์มันส์กับแชมป์โลกโมโตจีพี เป็นต้น
  3. Capability of Life ก้าวไปข้างหน้าเพื่อให้ลูกค้าได้มีประสิทธิภาพในการใช้ชีวิตด้วยผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ครอบคลุมทุกความต้องการของการใช้ชีวิตของคนไทยอย่างแท้จริง ด้วยการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ในต้นปีนี้ถึง 4 รุ่น มุ่งตอบรับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่แบบครอบคลุมทุก Segment เริ่มจากประเภทรถครอบครัว ที่ผ่านมาตลาดรถครอบครัวมีปริมาณเติบโตขึ้น และมีสัดส่วนสูงถึง 51% ของตลาดรวม จึงถือเป็นตลาดหลักของประเทศไทย และคาดว่าจะมีแนวโน้มเติบโตขึ้นท่ามกลางสภาพความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ


บริษัท ฯ จึงประเดิมเปิดตัวรถใหม่ตั้งแต่ต้นปีด้วยรถจักรยานยนต์แบบครอบครัวยอดนิยมสูงสุดของประเทศไทย “ออลนิว ฮอนด้า เวฟ 110 ไอ” โฉมใหม่ ที่ปรับเข้าสู่ยุคไฟหน้า แอล อี ดี (LED) ที่ให้ความสว่างได้กว้างและไกลกว่า ด้วยโคมไฟหน้าดีไซน์ใหม่ทรงหัวใจ พร้อมไฟเลี้ยวแบบแยกส่วน มองเห็นได้ชัดเจนทั้งกลางวัน และกลางคืน มิเตอร์ใหม่พร้อมไฟสัญญาณบอกตำแหน่งเกียร์ ครบทุกฟังก์ชันการใช้งาน พร้อมความต่อเนื่องของลายกราฟฟิคให้ความปราดเปรียวตลอดคัน ไฟท้ายดีไซน์ใหม่ ให้ความโฉบเฉี่ยวยิ่งขึ้น ที่เก็บของใต้เบาะขนาดใหญ่ 7.4 ลิตร สะดวกสบาย วางใจด้วยคีย์ชัตเตอร์ใช้งานง่าย เครื่องยนต์ 4 จังหวะ 110 ซีซี ระบบหัวฉีด PGM-FI ประหยัดน้ำมันสูงถึง 63.3 กม.ต่อลิตร ตามมาตรฐานใหม่ของ สมอ. ในการวัดด้วย ECE R40 Mode โดยออลนิว ฮอนด้าเวฟ 110 ไอ ใหม่ มีให้เลือกทั้งแบบสตาร์ทมือ และสตาร์ทเท้า ทั้งแบบล้อแม็กและล้อซี่ลวด  ราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ประมาณ 36,500 บาท วางจำหน่ายพร้อมกันทั่วประเทศ ตั้งแต่ 17 ม.ค. นี้เป็นต้นไป

สำหรับแนวทางสื่อสารการตลาดของฮอนด้า เวฟ 110 ไอ โฉมใหม่ จากการที่ “ฮอนด้า เวฟ” เป็นรถครอบครัวที่มีพัฒนาการมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านดีไซน์ที่สวยทันสมัยและด้านเทคโนโลยีเครื่องยนต์ที่สุดประหยัด ทนทาน บำรุงรักษาง่าย   และด้านภาพลักษณ์ของการเป็นรถครอบครัวที่ทันสมัยตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ได้สูงสุดตลอดมา ฮอนด้าเวฟจึงเติบโตอยู่คู่คนไทยมายาวนานกว่า 21 ปี ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2540-2561 และมียอดจำหน่ายสะสมทั้งซีรี่ส์สูงมากถึง 14.5 ล้านคัน ถือเป็นจำนวนที่มากที่สุด สะท้อนความเป็นรถซีรี่ส์เดียวที่ได้รับความไว้วางใจสูงสุดในประวัติศาสตร์รถจักรยานยนต์ไทย และอยู่คู่ตลาดรถจักรยานยนต์ไทยมายาวนานที่สุด

การปรับโฉม ออลนิว ฮอนด้าเวฟ 110 ไอ ใหม่ ในปี 2562 นี้ จึงเป็นการนำฮอนด้าเวฟเข้าสู่ยุคของความทันสมัยใหม่อีกครั้ง เพื่อให้ฮอนด้าเวฟยังคงเป็น “ความสุขหมายเลข 1 ของทุกครอบครัว” ต่อไป         ดังนั้นในการสื่อสารไปยังกลุ่มเป้าหมายเพื่อให้เข้าใจง่ายและมีความสุขทุกครั้งที่ได้ชมภาพยนต์โฆษณา เราจึงเลือกใช้เพลง “เรามีเรา” ขับร้องใหม่ให้ทันสมัยและแอคทีฟขึ้นมาประกอบการนำเสนอในภาพยนต์โฆษณา เพื่อแสดงถึงความผูกพันที่ฮอนด้าเวฟอยู่คู่ครอบครัวไทยมาอย่างยาวนานตลอดมา และจะมีกันและกันอยู่ตลอดไป โดยภาพยนต์โฆษณาชุดใหม่จะเริ่มออกอากาศตั้งแต่ปลายเดือนมกราคมนี้เป็นต้นไป

นอกจากนี้ เอ. พี. ฮอนด้า ยังนำเสนอสีสันใหม่ของรถจักรยานยนต์แบบครอบครัวแฟชั่นสไตล์เจแปนิส     เรโทรที่เป็นไฟกลมแบบ LED ในรุ่น “ฮอนด้า ซูเปอร์ คับ” (Honda Super Cub) อีก 2 สี คือ สีส้ม-ขาว และสีฟ้า-ขาว นอกเหนือไปจากสีขาว, สีเขียว – ขาว และ สีแดง – ขาว ที่มาพร้อมบังลมสีครีม แต่งแต้มด้วยตัวอักษรและสัญลักษณ์กราฟิกสไตล์เจแปนนิส ที่ได้กลิ่นอายมาจากพระอาทิตย์สีแดงอยู่ท่ามกลางลวดลายคลื่นทะเล ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของประเทศญี่ปุ่น นอกจากนั้น แนวทางสื่อสารการตลาดของ ฮอนด้า ซูเปอร์ คับ ใหม่ ยังคงแสดงถึงการสานต่อความเป็นเอกลักษณ์ของฮอนด้าซูปเปอร์คับไฟกลมตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันในสไตล์ของเจแปนิสเรโทร ผ่าน 2 พรีเซ็นเตอร์ที่เป็นเน็ตไอดอลขวัญใจวัยรุ่นทั้ง แจนจัง และ พิมฐา ภายใต้แนวคิด Honda Super Cub Forever Retro เท่…ได้ใจไม่เปลี่ยน โดยยังคงราคาขายเดิมที่ประมาณ 47,100 บาท และวางตลาดพร้อมกันทั่วประเทศตั้งแต่กลางเดือนมกราคมนี้เป็นต้นไป

ส่วนพรีเมียม เอ. ที. ที่มีการปรับสีสันใหม่ในรุ่น “ฮอนด้า พีซีเอ็กซ์ 150” (New Honda PCX150) ภายใต้แนวคิด   New Energetic Pride สำหรับกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบพรีเมี่ยมเอทีที่ให้อารมณ์สปอร์ต ทันสมัย ด้วยคู่สีแบบทูโทนร้อนแรง ทั้งแบบ ขาว-แดง และ ดำ-แดง กับแบบพรีเมี่ยมสปอร์ตด้วยล้อแมกซ์สีทองในรุ่นสีแดง-ดำ และสีน้ำเงิน-ดำ  ฮอนด้า พีซีเอ็กซ์ 150 สีสันใหม่ มีราคาจำหน่ายอยู่ที่ประมาณ 83,300 บาท และวางตลาดพร้อมกันทั่วประเทศตั้งแต่กลางเดือนมกราคมนี้เป็นต้นไป

ขณะเดียวกันฮอนด้ายังปลุกกระแสรถจักรยานยนต์สปอร์ตสไตล์เอ็นดูโรด้วย “ซีอาร์เอฟ250แอล” (New CRF250L) ที่มาพร้อมสีสันใหม่ เอาใจสายลุยกับแนวคิด “All Destinations Are Possible เป็นไปได้ทุกเส้นทางผจญภัย  ทั้งทางเรียบและทางวิบาก” โดยนำเสนอสีดำใหม่ ให้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการผจญภัยสไตล์เข้ม วางตลาดควบคู่กับ “ซีอาร์เอฟ250แอล” สีแดงสไตล์สปอร์ต พร้อมหน้ากากสีเดียวกับตัวรถ ดีไซน์โฉบเฉี่ยวสไตล์เอนดูโรไบค์ และขอบล้อสีดำด้าน วางตลาดพร้อมกันทั่วประเทศตั้งแต่กลางเดือนมกราคมนี้เป็นต้นไป โดยมีราคาขายช่วงแนะนำประมาณ 134,600 บาท

นอกจากนั้นในด้านการรณรงค์ขับขี่ปลอดภัย ด้วยความมุ่งมั่นที่จะทำให้อุบัติเหตุบนท้องถนนลดลงอย่างต่อเนื่อง เอ. พี. ฮอนด้า จึงพัฒนาหลักสูตรการอบรม Honda APT : Honda Accident Prediction Training ซึ่งเป็นสื่อ 3D รูปแบบ E-Learning เพื่อให้ผู้ใช้รถใช้ถนนได้เรียนรู้และนำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างปลอดภัย โดยผู้สนใจสามารถคลิกเข้าไปเรียนรู้และทำแบบทดสอบได้ที่ https://www.aphonda.co.th/hondasafetyapt/
ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลได้ที่ Honda Wing Center ทั่วประเทศ พร้อมทั้งติดตามรายละเอียดผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมได้ที่เวปไซต์ www.aphonda.co.th และเฟซบุ๊ค www.facebook.com/hondamotorcyclethailand.com

ส่อง 5 มอเตอร์ไซค์โมเดิร์นคลาสสิกใหม่ล่าสุด ปี 2019 จาก “ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์”

0

ช่วงปลายปี 2018 ที่ผ่านมา วงการรถมอเตอร์ไซค์ของประเทศไทยคึกคักเป็นอย่างมากจากการเปิดตัวรถมอเตอร์ไซค์ใหม่หลากหลายรุ่น ซึ่ง ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ ผู้ผลิตรถมอเตอร์ไซค์สัญชาติอังกฤษ ก็ได้เปิดตัวรถมอเตอร์ไซค์รุ่นใหม่ของตระกูลโมเดิร์นคลาสสิกไปทั้งหมด 5 รุ่นด้วยกัน ซึ่งแต่ละคันมาพร้อมคุณลักษณะเฉพาะตัวที่แตกต่าง อีกทั้งสไตล์ และเอกลักษณ์เฉพาะตัวอันมีเสน่ห์น่าหลงใหลที่ทำให้คนที่ได้พบเห็นอยากจับจองเป็นเจ้าของ ทั้งนี้รถมอเตอร์ไซค์ไทรอัมพ์ของตระกูลโมเดิร์นคลาสสิกทั้ง 5 รุ่นที่เปิดตัวไปอย่างร้อนแรงเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมาจะมีรุ่นไหนบ้างไปชมกันเลย

เปิดด้วยรถมอเตอร์ไซค์โมเดิร์นคลาสสิกที่เป็นที่สุดของการขับขี่เพื่อสายลุยตัวจริงแห่งปี อย่าง “สแครมเบลอร์ 1200 เอ็กซ์ซี” (Scrambler 1200 XC) และ สแครมเบลอร์ 1200 เอ็กซ์อี’’ (Scrambler 1200 XE) รถมอเตอร์ไซค์คลาสสิกสายลุยที่มาพร้อมเครื่องยนต์แรงบิดสูงสูบคู่ขนาด 1,200 ซีซี และเกณฑ์มาตรฐานใหม่ทั้งหมด นำเสนอความสามารถแบบ Dual Purposeและสไตล์การตกแต่งแบบ      โมเดิร์น ซึ่งทั้ง 2 รุ่น เป็นรถมอเตอร์ไซค์คันแรกของโลกที่ติดตั้งระบบควบคุมกล้อง GoPro และระบบนำทางแบบ Turn-by–turn เรียกได้ว่าทั้งรายละเอียดและการตกแต่งถือเป็นรถที่ดีที่สุดในทุกมิติ และนี่คือนิยามของรถมอเตอร์ไซค์คลาสสิกสายลุยตัวจริงแห่งการขับขี่ที่สาวกไม่ควรพลาด

โดย “สแครมเบลอร์ 1200 เอ็กซ์ซี”(Scrambler 1200 XC) มาพร้อมกับ 2 สี ได้แก่ สี Jet Black / Matt Black และสี Khaki Green / Brooklands Green ราคา 613,000 บาท ส่วน“สแครมเบลอร์ 1200 เอ็กซ์อี’’ (Scrambler 1200 XE) มีให้เลือก 2 สีสุดพรีเมี่ยมเช่นกัน ได้แก่ Fusion White / Brooklands Green และสี Cobalt Blue / Jet Black ราคา 656,000 บาท

ต่อกันด้วย “สตรีท ทวิน โฉมใหม่ (The New Street Twin 2019) รถมอเตอร์ไซค์ที่สืบทอดความเป็นต้นแบบแท้จริง โดยเป็นรถมอเตอร์ไซค์โมเดิร์นคลาสสิกที่จะพาไปสู่ความตื่นเต้นเร้าใจในการขับขี่ที่มากขึ้นกว่าเดิม ด้วยพละกำลังและประสิทธิภาพของรถที่เพิ่มมากขึ้นอย่างโดดเด่นเห็นได้ชัด มาพร้อมเครื่องยนต์บอนเนวิลล์แรงบิดสูง ขนาด 900 ซีซี ที่ผ่านการปรับปรุงพัฒนา โดย สตรีท ทวิน” โฉมใหม่ (The New Street Twin 2019) มาพร้อม 3 สีให้เลือก ได้แก่ Matt Ironstone, Korosi Red และ Jet Black ราคา 407,000 บาท

รวมถึง “สตรีท สแครมเบลอร์” โฉมใหม่ (The New Street Scrambler 2019) รถมอเตอร์ไซค์ที่มาพร้อมอิสระและความสนุกสนานไร้ขีดจำกัด ซึ่งได้รับการพัฒนาไปอีกขั้นทั้งด้านพละกำลัง และประสิทธิภาพที่เพิ่มมากขึ้นอย่างโดดเด่นอย่างเห็นได้ชัด จนก้าวขึ้นเป็นรถระดับชั้นนำอย่างแท้จริง โดยมาพร้อมเครื่องยนต์บอนเนวิลล์แรงบิดสูง 900 ซีซี เช่นกัน ซึ่ง “สตรีท สแครมเบลอร์” โฉมใหม่ มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ สี Fusion white, Cranberry Red และ Khaki Green / Matt Aluminum พร้อมเส้นขอบซึ่งวาดด้วยมือ สี Jet black ราคา 489,000 บาท

ตลอดจนพี่ใหญ่โมเดลล่าสุดของตระกูลอย่าง สปีด ทวิน (Speed Twin) มอเตอร์ไซค์เอกลักษณ์ใหม่ อันเป็นที่สุดแห่งสมรรถนะเหนือชั้น ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ 1200 ซีซี โดยเป็นรถมอเตอร์ไซค์ที่กลับมา  สร้างชื่ออันเป็นตำนานให้กับไทรอัมพ์อีกครั้ง พร้อมสร้างบรรทัดฐานใหม่ของรถมอเตอร์ไซค์คลาสสิก      โรสเตอร์ ทั้งในด้านการขับขี่และความรู้สึก ด้วยสมรรถนะสุดเร้าใจ และการควบคุมการขับขี่ระดับชั้นนำ ทั้งนี้ ไทรอัมพ์ “สปีด ทวิน” (All-New Speed Twin) มาพร้อมกับตัวเลือกสีทั้ง 3 สี สุดพรีเมี่ยม ได้แก่ สี Silver Ice / Storm Grey ลงลายเส้นหลักแกรไฟต์ด้วยมือ พร้อมคาดลายขวางสีขาว สี Korosi Red / Storm Grey ลงลายเส้นหลักแกรไฟต์ด้วยมือ พร้อมคาดลายขวางสีขาว และสี Jet Black ราคาจำหน่ายประมาณการ 576,000 บาท

ในขณะที่นอกจากทั้ง 5 รุ่นข้างต้นแล้ว ไทรอัมพ์ ยังมีรถมอเตอร์ไซค์ในไลน์ตระกูลโมเดิร์นคลาสสิกอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น “บอนเนวิลล์ ที120” (Bonneville T120) “บอนเนวิลล์ ที120 แบล็ค” (Bonneville T120 Black) “บอนเนวิลล์ที 100” (Bonneville T100) “บอนเนวิลล์ ที100 แบล็ค”   (Bonneville T100 Black) รถสไตล์ Café Racer ในตำนานอย่าง “ทรักซ์ตัน อาร์” (Thruxton R) รุ่นคลาสสิกสวยสะกดทุกสายตาอย่าง “บอนเนวิลล์ บอบเบอร์” (Bonneville Bobber) “บอนเนวิลล์ บอบเบอร์ แบล็ค” (Bonneville Bobber Black) และ “บอนเนวิลล์ สปีดมาสเตอร์” (Bonneville Speedmaster) 

อย่างไรก็ตาม ไทรอัมพ์ ได้มอบข้อเสนอพิเศษที่จะทำให้สามารถเป็นเจ้าของรถมอเตอร์ไซค์ไทรอัมพ์   โมเดิร์นคลาสสิกได้ง่ายขึ้น สำหรับรุ่น “บอนเนวิลล์ ที100” และ “บอนเนวิลล์ ที100 แบล็ค” (Bonneville T100 & Bonneville T100 Black) ราคาเริ่มต้น 456,000  บาท รับฟรี Gift Voucher สำหรับเสื้อผ้าและอุปกรณ์ตกแต่ง  มูลค่า 20,000 บาท ต่อด้วย “บอนเนวิลล์ ที120” และ “บอนเนวิลล์ ที120 แบล็ค” (Bonneville T100 & Bonneville T100 Black) ราคาเริ่มต้น 578,000 บาท รวมทั้ง “บอนเนวิลล์ บอบเบอร์” (Bonneville Bobber) ราคา 599,000 บาท รับฟรี Gift Voucher สำหรับเสื้อผ้าและอุปกรณ์ตกแต่ง  มูลค่า 30,000 บาท

โดยทุกรุ่นยังจะได้รับ ค่าพรบ. ค่าจดทะเบียน ดอกเบี้ยสุดพิเศษ ดาวน์ต่ำ ผ่อนนาน ตลอดจนบริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนนตลอด 24 ชั่วโมง (Triumph Roadside Assistance) เป็นระยะเวลา 24 เดือน และการรับประกันคุณภาพของรถอีก 24 เดือน ไม่จำกัดระยะทาง โดยโปรโมชั่นดังกล่าวเริ่มตั้งแต่วันนี้ – วันที่ 31 มกราคม 2562 เท่านั้น

ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ตลอดจนสอบถามรายละเอียดโปรโมชั่นของรถรุ่นอื่น ๆ รวมถึงทดลองขี่รถมอเตอร์ไซค์ไทรอัมพ์ทุกรุ่นได้ ณ ผู้แทนจำหน่ายไทรอัมพ์ ทั้ง 14 สาขาทั่วประเทศ ข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ บริษัท ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ (ไทยแลนด์) จำกัด เว็บไซต์  www.triumphmotorcycles.co.th  หรือติดตามข่าวสารและกิจกรรมได้ที่ www.facebook.com/TriumphMotorcyclesThailand

ฮอนด้า ตอกย้ำความสำเร็จ แอคคอร์ด ใหม่ เจเนอเรชั่นที่ 10 "เตรียมเปิดตัวในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ต้นปี 2562"

0

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ตอกย้ำความสำเร็จของ ฮอนด้า แอคคอร์ด ใหม่  เจเนอเรชั่นที่ 10 ที่สุดแห่งยนตรกรรมพรีเมียมซีดาน ด้วยรางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมจากสถาบันชั้นนำ ทั้งในด้านดีไซน์ที่ผสานความหรูหราสง่างามกับความสปอร์ตไว้อย่างลงตัว และสมรรถนะการขับขี่ที่ทรงพลังเหนือระดับ ซึ่งจะทำการเปิดตัวในประเทศไทยอย่างเป็นทางการในช่วงต้นปี 2562

ฮอนด้า แอคคอร์ด ใหม่ เจเนอเรชั่นที่ 10 เปิดตัวครั้งแรกที่เมืองดีทรอยต์ ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อปี 2560 และหลังจากเปิดตัวเพียงไม่นาน ยนตรกรรมพรีเมียมซีดานรุ่นนี้ ก็สามารถคว้ารางวัลเกียรติยศจากหลากหลายสถาบันชั้นนำด้านยานยนต์ ทั้งในสหรัฐอเมริกา แคนาดา และยุโรป ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของลูกค้าและการเป็นที่ยอมรับจากผู้เชี่ยวชาญในวงการรถยนต์ที่มีต่อ ฮอนด้า แอคคอร์ด ใหม่    เจเนอเรชั่นที่ 10 ได้เป็นอย่างดี โดยรางวัลต่างๆ ที่ ฮอนด้า แอคคอร์ด ใหม่ เจเนอเรชั่นที่ 10 ได้รับหลังจากการเปิดตัว มีดังนี้
ปี 2560

  • รางวัลนวัตกรรมตัวถังยอดเยี่ยม EuroCarBody Awards 2017 จากสมาคมยานยนต์ระดับนานาชาติ Automotive Circle ในประเภท Volume Segment ซึ่งรถยนต์ในกลุ่มนี้จะต้องเป็นรถยนต์ที่มีการผลิตและจำหน่ายในตลาดเป็นจำนวนมาก และมีความคุ้มค่าต่อผู้ใช้งานอย่างสูงสุด โดย ฮอนด้า แอคคอร์ด ได้รับรางวัลนี้ ด้วยคะแนนสูงสุดในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็น ความโดดเด่นด้านดีไซน์ คุณภาพของวัสดุและกระบวนการผลิตเพื่อการประกอบรถยนต์ อีกทั้งมาพร้อมเทคโนโลยีอันล้ำสมัย เพื่อความสะดวกสะบายในการขับขี่ และความปลอดภัยในทุกการเดินทาง สมฐานะรถยนต์รุ่นเรือธงของฮอนด้า ที่สะท้อนให้เห็นภาพลักษณ์ความพรีเมียมของแบรนด์เทียบเท่าแบรนด์รถยนต์ยุโรป
  • รางวัล Best Car of 2018 จาก ExtremeTech ซึ่งฮอนด้า แอคคอร์ด ได้รับรางวัลในฐานะรถยนต์พรีเมียมซีดาน ที่ลงตัวทั้งดีไซน์ ความสะดวกสบายภายในห้องโดยสาร และมาพร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยแบบอัจฉริยะ ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง (Honda SENSING)
  • รางวัล 2018 Best Car of the Year จาก Detroit Free Press ซึ่ง ฮอนด้า แอคคอร์ด ใหม่ นำเสนอคุณค่าทั้งในด้านประสบการณ์การขับขี่ที่ดีและสนุกสนาน อีกทั้งคำนึงความสะดวกสบายของผู้โดยสาร และพื้นที่บรรทุกสัมภาระด้านท้ายที่กว้างขวาง ลงตัวกับทุกการใช้งาน


ปี 2561

  • รางวัล Best Sedan จาก2018 AutoWebs Buyers Choice Awards: Category Winners
  • รางวัล 2018 Best Resale Value ในประเภทซีดานขนาดกลาง (MidSize Car) จาก Kelly Blue Book โดยพิจารณาจากการเป็นเจ้าของในช่วง 5 ปีแรก ซึ่งฮอนด้า แอคคอร์ด เป็นรถยนต์ที่สามารถทรงคุณค่าของซีดานขนาดกลางที่สำหรับการซื้อขายมือสอง
  • รางวัล North American Car of the Year Awards 2018 หลังจบงาน North American International Auto Show 2018 (NAIAS 2018) ในฐานะรถยนต์ใหม่ที่มีความสำคัญต่อตลาดรถยนต์
  • รางวัล MotorWeek’s Drivers’ Choice Awards 2018 ในประเภทรถยนต์ซีดานสำหรับครอบครัว ซึ่ง ฮอนด้า แอคคอร์ด ถือเป็นรถยนต์รุ่นหนึ่งของฮอนด้าที่ขายดีที่สุดในสหรัฐอเมริกาอีกด้วย
  • รางวัล 2018 Canadian Car of the Year และรางวัลรถยนต์ขนาดใหญ่ยอดเยี่ยม (Best Large Car) ประจำปี 2018 จากสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์ประเทศแคนาดา (Automobile Journalists Association of Canada: AJAC) ซึ่งผลรางวัลมาจาก การยกระดับการออกแบบและดีไซน์ของ ฮอนด้า แอคคอร์ด ใหม่ ให้มีความความหรูหราและสปอร์ตมากกว่าทุกรุ่นที่เคยมีมา และการสัมผัสประสบการณ์จริงในด้านการขับขี่ ซึ่ง ฮอนด้า แอคคอร์ด ในเจเนอเรชั่นก่อนหน้าก็ได้รับรางวัลนี้เช่นกัน
  • รางวัล Editor’s Choice Awards 2018 รถซีดานยอดเยี่ยมประจำปี 2018 จากนิตยสาร Car and Driver ซึ่งเป็นนิตยสารรถยนต์ที่มีชื่อเสียงของสหรัฐอเมริกามานานกว่า 6 ทศวรรษ
  • รางวัล 2018 AUTOMOBILE All-Stars จากนิตยสาร Automobile มอบให้ ฮอนด้า แอคคอร์ด ใหม่ รุ่นเครื่องยนต์เทอร์โบ ที่โดดเด่นทั้งในเรื่องของดีไซน์และการขับขี่ที่ทรงพลังในสไตล์สปอร์ต
  • รางวัล 2018 New York Daily News Auto Awards (DNA) ฮอนด้า แอคคอร์ด ใหม่ ได้รับรางวัลรถยนต์ซีดานสำหรับครอบครัวที่ดีเยี่ยมที่สุด
  • รางวัล US Automotive Performance Execution and Layout 2018 (US APEAL 2018) สำหรับรถยนต์ขนาดกลาง (Midsize Car) ซึ่งตัดสินจากผลการศึกษาวิจัยผู้บริโภคโดย J.D. Power ซึ่งฮอนด้า แอคคอร์ด ใหม่ ได้รับระดับคะแนนสูงสุดในเกณฑ์การตัดสินทั้ง 5 ด้าน ประกอบด้วย การขับขี่และการออกแบบในภาพรวม สมรรถนะ ความนั่งสบาย ฟีเจอร์และแผงหน้าปัดรถยนต์ ไปจนถึงเรื่องของสไตล์ รวมเป็นทั้งหมด 863 คะแนน ซึ่งเทียบเท่ากับยนตรกรรมแบรนด์พรีเมียม
  • รางวัล 2019 Wards 10 Best Engines list จาก WardsAuto ซึ่ง ฮอนด้า แอคคอร์ด ไฮบริด ใหม่ ที่มาพร้อมระบบ Sport Hybrid Intelligent Multi Mode Drive (i-MMD) ใหม่ ซึ่งเป็นระบบ Full Hybrid เจเนอเรชั่นที่ 3 ติด 1 ใน 10 อันดับเครื่องยนต์ที่ดีทีสุด ที่ให้สมรรถนะการขับขี่ที่ทรงพลัง การตอบสนองที่รวดเร็ว แต่ยังคงไว้ซึ่งอัตราการประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยม
  • รางวัล 10 Best Cars for 2019 จาก ExtremeTech ซึ่งฮอนด้า แอคคอร์ด ได้รับรางวัลต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ในฐานะรถยนต์ที่พร้อมมอบความปลอดภัยให้แก่ผู้คน ด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยแบบอัจฉริยะ ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง (Honda SENSING)


ทุกรางวัลที่ ฮอนด้า แอคคอร์ด ใหม่ เจเนอเรชั่นที่ 10 ได้รับนั้น สะท้อนความโดดเด่นในทุกด้านของรถยนต์รุ่นนี้ได้อย่างดีเยี่ยม ตั้งแต่การออกและดีไซน์ สมรรถนะการขับขี่ เครื่องยนต์ที่ทรงประสิทธิภาพ      ฟังก์ชั่นการใช้งานเพื่อความสะดวกสบาย รวมถึงมาตรฐานความปลอดภัยในทุกการขับขี่ ซึ่งเป็นการยอมรับจากผู้ใช้งานจริงและสถาบันที่มีชื่อเสียงในระดับโลก
ฮอนด้า แอคคอร์ด ใหม่ เจเนอเรชั่นที่ 10 มาพร้อมกับดีไซน์ภายนอกที่ผสานความหรูหราสง่างามกับความสปอร์ตไว้อย่างลงตัว ด้วยเส้นสายที่ปราดเปรียวและเฉียบคมมากกว่าทุกรุ่นที่เคยมีมา เครื่องยนต์โดดเด่นด้วย 2 ขุมพลังขับเคลื่อนที่สปอร์ตเร้าใจ ทั้งเครื่องยนต์เทอร์โบรุ่นใหม่ และเครื่องยนต์ที่มาพร้อมระบบ Sport Hybrid Intelligent Multi Mode Drive (iMMD) ใหม่ ซึ่งเป็นระบบ Full Hybrid เจเนอเรชั่นที่ 3 มอบสมรรถนะการขับขี่ที่ทรงพลังและมีอัตราการประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยม อีกทั้งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ ยังเหนือระดับในด้าน    ฟังก์ชั่นการใช้งานด้วย เทคโนโลยีความปลอดภัยแบบอัจฉริยะฮอนด้า เซนส์ซิ่ง” (Honda SENSING) พร้อมกับห้องโดยสารและพื้นที่เก็บสัมภาระที่กว้างขึ้น เพื่อมอบประสบการณ์ในการขับขี่ที่ยอดเยี่ยม ตอบสนองทันใจ และเติมเต็มทุกไลฟ์สไตล์
หลังจากเผยโฉมครั้งแรกในมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 35 หรืองานมอเตอร์ เอ็กซ์โป 2018 ที่ผ่านมา ฮอนด้า แอคคอร์ด ใหม่ เจเนอเรชั่นที่ 10 ได้รับความสนใจอย่างท่วมท้นจากทั้งผู้เข้าชมงานและลูกค้าชาวไทย โดยจะทำการเปิดตัวเข้าสู่ตลาดประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เพื่อให้ลูกค้าได้เป็นเจ้าของ ในช่วงต้นปี 2562

พา ฟอร์ด เรนเจอร์ ทั้ง แรพเตอร์ และ ไวลด์แทรค ไปลองลุย (ภาพ+คลิปวีดีโอ)

0

กลับมาได้สัมผัสอีกครั้งกับ ฟอร์ด เรนเจอร์ รถพิคอัพที่เกิดมาแกร่ง ซึ่งในครั้งนี้ Autoworldthailand ได้นำรถไปทดลองสมรรถนะกันถึง 2 รุ่น ทั้ง เรนเจอร์ แรพเตอร์                และไวลด์แทรค โดยมีจุดหมายปลายทางไม่ห่างจากเมืองกรุง นั่นคือ จ.นครนายก ซึ่งรถทั้ง       2 คัน จะแยกย้ายกันไปทำภารกิจแอดเวนเจอร์และจะสนุกสุดมันส์ขนาดไหนนั้น ติดตามได้จากรายงาน

แต่ก่อนที่จะเข้าเรื่องราวของการลุย มาดูถึงรายละเอียดและความแตกต่างของฟอร์ด เรนเจอร์ ทั้ง 2 คันนี้ก่อน
Ford Ranger Rapter & Wildtrak 1
ขนาดมิติตัวรถของ ฟอร์ด เรนแจอร์ ไวลด์แทรค มีขนาดความยาว 5,362 มม. กว้าง 2,163 มม. และสูง 1,815 มม. ส่วนของใต้ท้องรถนั้นสูงถึง 230 มม. แต่ฟอร์ด เรนเจอร์ แรพเตอร์ จะมีมิติตัวรถใหญ่โตกว่าชัดเจน โดยยาวขึ้น 36 มม. กว้างขึ้น 168 มม. สูงขึ้น 58 มม. ฐานล้อเท่าเดิม แต่ความกว้างล้อหน้า/หลังเพิ่มขึ้น 150 มม. และใต้ท้องรถสูงขึ้น 53 มม.
Ford Ranger Rapter & Wildtrak 2
Ford Ranger Rapter & Wildtrak 3
รูปลักษณ์ภายนอกของรถทั้ง 2 รุ่นเริ่มจากกระจังหน้าในรุ่น ไวลด์แทรค มีการพ่นสีดำเงา ส่วนแรพเตอร์ จะมีคำว่า FORD เกือบเต็มพื้นที่ของหน้ากระจัง แบบเดียวกับพี่ใหญ่ในรุ่น F-150 สีโครเมียม โคมไฟทั้ง 2 รุ่นนี้ใช้เหมือนกันนั่นคือแบบ เอซไอดี พร้อมโปรเจคเตอร์เลนส์ รวมถึงมีไฟกลางวัน และที่มุมกันชนจะมีไฟตัดหมอกเพื่อเพิ่มทัศนวิสัยในการขับขี่
โป่งล้อทั้ง 4 ของเรนเจอร์ แรพเตอร์ แสดงให้เห็นสรีระที่ดูสมบุกสมบัน ผลิตจากคอมโพสิท แข็งแกร่ง ทนต่อการบุบและรอยขีดข่วน อีกทั้งถูกตีโป่งขยายรองรับระยะยุบตัวของโช้คอัพที่เพิ่มมากขึ้น รวมถึงติดตั้งบันไดข้างเพื่อการเข้าออกห้องโดยสารที่สะดวกและช่วยป้องกันการกระแทกจากใต้ท้องรถ
Ford Ranger Rapter & Wildtrak 4

นอกจากนี้ยังมีสติกเกอร์ดีไซน์ดุดัน และยางที่เป็นอุปกรณ์มาตรฐานจะใช้ยาง All-terrain จาก BF Goodrich ขนาด 285/70 R17 พัฒนาขึ้นมาเป็นพิเศษโดยเฉพาะ ในขณะที่ ฟอร์ด เรนเจอร์               ไวลด์แทรค จะใช้ยางแบบ Hi-terrain และเป็นขนาด 18 นิ้ว
ทั้ง แรพเตอร์ และไวลด์แทรค หุ้มเบาะนั่งด้วยหนังแท้ พร้อมปักฉลุชื่อรุ่นไว้เช่นเดียวกัน แต่แรพเตอร์ จะเย็บขอบด้วยด้ายสีน้ำเงิน ส่วนไวลด์แทรค เดินด้ายสีส้ม เบาะนั่งผู้ขับขี่ปรับได้ด้วยไฟฟ้า 8 ทิศทาง บริเวณคอนโซลหน้าฝั่งผู้โดยสาร การตกแต่งโดยรวมดูหรูหราและสปอร์ต
Ford Ranger Raptor & Wildtrak 7
Ford Ranger Raptor & Wildtrak 6
ในรุ่น แรพเตอร์ พวงมาลัยจะใช้วัตถุดิบในการผลิตที่ค่อนข้างนุ่มมือและมีแป้นแพดเดิลชิฟท์ขนาดใหญ่ที่ทำให้การเปลี่ยนระบบเกียร์ทำได้สะดวกมาก ขณะที่ ไวลด์แทรค ติดตั้งปุ่มเปลี่ยนเกียร์แบบบวก/ลบ ที่บริเวณหัวเกียร์ ซึ่งโดยรวมแล้วการตกแต่งค่อนข้างใกล้เคียงกัน
Ford Ranger Raptor & Wildtrak 8
ฟีเจอร์หลักๆ มาครบทั้งคู่ เริ่มจากระบบมัลติฟังค์ชั่นที่พวงมาลัย สั่งการได้ทั้งเครื่องเสียง การรับและวางสายโทรศัพท์ รวมถึงระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ และชุดแดชบอร์ดซึ่งมีจอข้อมูล TFT แบบสีขนาด 4.2 นิ้ว 2 จอ ขนาบข้างมาตรวัดความเร็ว ระบบปรับอากาศแยกอิสระซ้าย-ขวาอัตโนมัติ
ด้านบนคอนโซลติดตั้งหน้าจอระบบสัมผัสแบบเดียวกับสมาร์ทโฟน ตอบสนองการใช้งานได้รวดเร็ว และยังรองรับการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนทั้ง Apple Car Play และ Android Auto ซึ่งมีฟังค์ชั่นการใช้งานระบบซิงค์ 3 (SYNC 3) ภาคเสียงภาษาไทยที่ได้รับการอัพเกรดล่าสุด และหากเกิดอุบัติเหตุฉุกเฉินจน    ถุงลมนิรภัยทำงาน ระบบนี้ยังสามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่านบลูทูธ ไปยังหมายเลข 1669 หรือ        กู้ชีพนเรนธร เพื่อการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที
Ford Ranger Raptor & Wildtrak 9
แต่ฟีเจอร์เด็ดดวงของแร็พเตอร์ นั้นมาพร้อมกับระบบ Terrain Management System (TMS) ซึ่งจะทำงานร่วมกับระบบขับเคลื่อนทั้ง 2 และ 4 ล้อ สำหรับโหมดการขับขี่สามารถเลือกรูปแบบการใช้งานจากปุ่มบนพวงมาลัย ซึ่งมีทั้งหมด 6 รูปแบบดังนี้
โหมดการขับขี่ทางเรียบ ได้แก่ ปกติ (Normal) และสปอร์ต (Sport)
โหมดการขับขี่ออฟโรด ได้แก่ โหมดหญ้า/กรวดหิน/หิมะ (Glass Gravel Snow), โหมดโคลน/ทราย (Mud/Sand), โหมดหิน (Rock) และโหมดบาฮา (Baha)
ขุมกำลังของรถทั้ง 2 รุ่นนั้นมาจากพื้นฐานเครื่องยนต์เดียวกันซึ่งเป็นแบบ ดีเซล EcoBlue TDCi 4 สูบ มาพร้อมระบบอัดอากาศแบบ Bi-turbo มีขนาดความจุ 1,996 ซีซี. ให้กำลังสูงสุด 213 แรงม้าที่ 3,750 รอบ พร้อมแรงบิด 500 นิวตันเมตรที่ 1,750 – 2,000 รอบ ส่งกำลังผ่านระบบส่งกำลังใหม่ในรูปแบบของเกียร์อัตโนมัติ 10 จังหวะ รวมถึงระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบพาร์ทไทม์และติดตั้งดิฟเฟอเรนเชี่ยลล๊อคเพื่อการลุยที่ไร้อุปสรรค
Ford Ranger Raptor & Wildtrak 10
ช่วงล่างด้านหน้าใช้เป็นแบบเดียวกันนั่นคืออิสระแมคเฟอร์สันสตรัท แต่ แรพเตอร์ ใช้ปีกนกที่ทำจากอะลูมิเนียม ด้วยวิธีการฟอร์จและปีกนกล่างใช้วิธีการหล่อ ติดตั้งแผงกันกระแทกด้านล่างอันเป็นเอกลักษณ์ ช่วยปกป้องห้องเครื่องจากการกระแทก ผลิตจากเหล็กกล้า (High-strength steel) ที่มีความหนา 2.3 มิลลิเมตร
ช่วงล่างด้านหลังของแรพเตอร์ จะเป็นแบบ วัตต์ลิงค์และสปริงคอยล์โอเวอร์ และยังได้โช้คแบบ Position Sensitive Damping (PSD) ผลิตขึ้นมาเป็นพิเศษโดย Fox Racing Shox ใช้ลูกสูบขนาด 46.6 มิลลิเมตร ทั้งคู่หน้าและหลัง ส่วนไวลด์เทรคจะเป็นแหนบ
Ford Ranger Raptor & Wildtrak 11
สำหรับภารกิจที่ได้นำรถ 2 คันนี้เป็นพาหนะนั้นอยู่ที่ จ.นครนายก ซึ่งเป็นไปในรูปแบบของกิจกรรม          แอดเวนเจอร์ จากกรุงเทพฯ ใช้เวลาเดินทางเพียงชั่วโมงเศษก็จะถึงยังจุดหมายปลายทางที่ร้าน RATV ซึ่งอยู่ใกล้กับคลองมะเดื่อและน้ำตกวังตะไคร้
การใช้งานบนถนนหลวงของ ฟอร์ด เรนเจอร์ ทั้ง 2 รุ่นนั้นใช้งานได้อย่างสะดวกสบายด้วยขุมพลังที่ตอบโจทย์ในการเดินทางทางจากเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบคู่ขนาด 2.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุดถึง 213 แรงม้าพร้อมแรงบิดมหาศาลถึง 500 นิวตันเมตร นอกจากพลังแรงะบบกียร์ 10 จังหวะยังทำงานได้อย่างราบรื่น จังหวะของการเปลี่ยนเกียร์นุ่มนวล
Ford Ranger Raptor & Wildtrak 12
เรนเจอร์ แรพเตอร์ จะมีฟังค์ชั่น Terain Management System มาให้เลือกใช้งาน ซึ่งส่วนใหญ่จะมีฟีเจอร์ที่คอยตอบสนองในเส้นทางลุยแต่สำหรับการเพิ่มสมรรถนะการขับขี่นั้นจะมีโหมด Sport ซึ่งจะมีตอบสนองสำหรับผู้ที่ชื่นชอบความแรงได้เป็นอย่างดี
นอกจากนี้ระบบช่วงล่างที่เป็นแบบอิสระแมคเฟอร์สันสตรัทและวัตต์ลิงค์ซึ่งทำงานในรูปแบบของช่วงล่างอิสระ เมื่อติดตั้งโช๊คอัพ FOX ทั้ง 4 ต้น ก็จะทำให้รถคันนี้มีช่วงล่างที่นุ่ม หนึบ และมั่นใจได้เมื่อขับขี่แบบใช้ความเร็วสูง
Ford Ranger Raptor & Wildtrak 13
เมื่อมาถึงยังร้าน R ATV ทีมงานของเราได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีจากคุณ ธนพล ลาที (พี่พึง) เจ้าของร้านซึ่งรับหน้าที่เป็นไกด์กิตติมศักดิ์ที่จะพาเข้าร่วมกิจกรรมแอดเวนเจอร์ โดยแบ่งการเดินทางออกเป็น 2 รูปแบบ ฟอร์ด เรนเจอร์ ไวลด์แทรค จะใช้เป็นพาหนะในการลำเลียงแพยางซึ่งจะนำไปสู่กิจกรรมล่องแก่งบนสายน้ำของแม่น้ำนครนายก
Ford Ranger Raptor & Wildtrak 14
Ford Ranger Raptor & Wildtrak 15
เรื่องของการบรรทุกสัมภาระนั้นหมดห่วง เนื่องจากรถคันนี้ยังมีพื้นฐานช่วงล่างที่เป็นแบบแหนบซึ่ง            เหมาะสมกับการบรรทุกน้ำหนักจากร้าน RATV ไปยังจุดเริ่มต้นของการล่องแก่งนั้นห่างกันเพียงไม่ถึง      10 กม. แพยางและเสื้อชูชีพถูกเคลื่อนย้ายไปยังสถานที่ปล่อยแพยางบริเวณเขื่อนขุนด่านปราการชลและเริ่มลุยไปกับกิจกรรมนี้อย่างสนุกสนาน
Ford Ranger Raptor & Wildtrak 16
Ford Ranger Raptor & Wildtrak 17
Ford Ranger Raptor & Wildtrak 18
อีกภารกิจที่รอคอยการตอบโจทย์จาก ฟอร์ด เรนเจอร์ แรพเตอร์ นั่นคือการสำรวจเส้นทางทุรกันดารซึ่งในอนาคตจะใช้เป็นเส้นทางการของการเดินทางของนักท่องเที่ยวที่ต้องการสนุกและผจญภัยไปกับ ATV และ UTV
การสำรวจเส้นทางในครั้งนี้จะใช้รถ UTV เป็นพาหนะในการนำทางซึ่งบางช่วงของเส้นทางค่อนข้างแคบ รวมถึงมีทั้งเนินชัน ลุยน้ำ และโคลน แน่นอนว่าการใช้งานของระบ Terrain Management System นั้นมีบทบาทสำคัญทันที
Ford Ranger Raptor & Wildtrak 19
Ford Ranger Raptor & Wildtrak 20
ระบบ Terrain Management System ที่ได้รับการติดตั้งในฟอร์ด เรนเจอร์ แรพเตอร์ นอกจากโหมด Sport ที่ใช้เพิ่มสมรรถนะอันร้อนแรงและโหมด Baja ซึ่งเป็นการขับขี่ในสไตล์ออฟโรดแบบความเร็วสูง ยังมีตัวช่วยให้เลือกถึง 4 รูปแบบการใช้งาน ทั้ง Normal-เพื่อการขับขี่บนพื้นผิวทั่วไป, Snow/ Grass/Gravel -สำหรับพื้นหิมะ โคลน และ หญ้าใช้งานกับระบบเกียร์ 4H, Sand/Mud เพื่อการขับขี่บนพื้นทรายใช้งานได้ทั้ง 4H และ 4L และ Rock-สำหรับการขับขี่บนพื้นหินขรุขระ ใช้งานกับเกียร์ 4L เท่านั้น
Ford Ranger Raptor & Wildtrak 21
Ford Ranger Raptor & Wildtrak 22
Ford Ranger Raptor & Wildtrak 24
Ford Ranger Raptor & Wildtrak 25
การเดินทางรูปแบบนี้ลุยหนักจริงและยังใช้งานตัวช่วยการขับขี่ได้อย่างครบถ้วน ซึ่งทั้งหมดต้องยกยอดความอัจฉริยะกับตัวช่วยการขับขี่อย่างระบบ Terrain Management System รวมถึงช่วงล่างที่ทำงานอย่างหนักหน่วงและไร้ที่ติของ FOX ซึ่งช่วยให้การปีนป่ายทำได้อย่างสบายและไม่ต้องกลัวในเรื่องของการซับแรงสั่นสะเทือน
Ford Ranger Raptor & Wildtrak 26
ภารกิจทั้ง 2 รูปแบบเสร็จสิ้นอย่างสวยงาม ก่อนเดินทางกลับยังมีร้านอาหารวิวสวยๆและมีอาหารอร่อยโดยการแนะนำจากพี่พึงในชื่อร้านครัวข้าวโอ๊ต ร้านแห่งนี้ตั้งอยู่ริมสายน้ำของแม่น้ำนครนายก ใกล้กับน้ำตกวังตะไคร้ และเมนูแนะนำได้แก่ ไก่ย่าง ส้มตำ ปลาช่อนสมุนไพร ซึ่งนอกจากอาหารอร่อย บรรยากาศยังดีเลิศเพราะได้นั่งริมสายน้ำที่ร่มรื่นและเย็นสบาย
Ford Ranger Raptor & Wildtrak 26
ทั้งหมดก็เป็นบทพิสูจน์ความแกร่งที่ได้นำ ฟอร์ด เรนเจอร์ ทั้งแรพเตอร์ และไวลด์แทรค โดยใช้ในการตอบโจทย์กิจกรรมทั้ง 2 รูปแบบ แถมยังได้รู้ถึงของดีแห่ง จ.นครนายก เพิ่มเติมที่ทำให้พอได้บทสรุปว่านอกจากระยะทางไม่ไกลกรุง กิจกรรมสนุกๆ และอาหารอร่อยๆ ก็ยังรอให้นักเดินทางได้ไปสัมผัสตลอดทั้งปี
ข้อมูลทางเทคนิค: Ford Ranger Wildtrak, Raptor
เครื่องยนต์: ดีเซล EcoBlue TDCi 4 สูบ เทอร์โบคู่
ความจุกระบอกสูบ (ซี.ซี.): 1,996
กำลังสูงสุด (แรงม้า ที่ รอบ/นาที): 213/3,750
แรงบิดสูงสุด (นิวตัน-เมตร ที่รอบ/นาที): 500/1,750 – 2,000
ระบบส่งกำลัง: อัตโนมัติ 10 จังหวะ พร้อม Manual Mode ที่คันเกียร์, แพดเดิลชิฟท์ที่พวงมาลัย
ระบบขับเคลื่อน: สี่ล้อพาร์ทไทม์
ระบบกันสะเทือน(หน้า/หลัง): แมคเฟอร์สันสตรัท/แหนบแผ่น, แมคเฟอร์สันสตรัท/วัตต์ลิงค์ คอยล์สปริง
เบรก(หน้า/หลัง): ดิสก์/ดุม,ดิสก์/ดิสก์
ยาว/กว้าง/สูง(มม.): 5,362×1, 860×1, 815, 5,398 x 2,038 x 1,873
ราคา (บาท): 1,265,000 ,1,699,000
ตัวแทนจำหน่าย: บริษัท ฟอร์ด (ประเทศไทย) จำกัด

“Tour of Thailand 2018” ปีที่ 2 กับทริปทางไกลกว่า 1,400 กิโลเมตร นำลูกค้ารอยัล เอนฟิลด์ ท่องภาคเหนือ

0

รอยัล เอนฟิลด์ ผู้นำตลาดรถมอเตอร์ไซค์ขนาดกลางระดับโลกจัดทริป “Tour of Thailand 2018” พาลูกค้ารถมอเตอร์ไซค์รอยัลเอนฟิลด์กว่า 30ชีวิต ออกเดินทางไกลกว่า 1,400 กิโลเมตร ตลอดระยะเวลา วัน โดยลูกค้าชาวรอยัล เอนฟิลด์ที่ร่วมทริปทุกคนจะได้สัมผัสประสบการณ์การขับขี่มอเตอร์ไซค์อย่างแท้จริงของรถมอเตอร์ไซค์สไตล์โมเดิร์นคลาสสิคของรอยัล เอนฟิลด์ ภายใต้ทิวทัศน์ที่สวยงามตลอดเส้นทางขึ้นสู่ภาคเหนือของประเทศไทยในคอนเซ็ปต์ “ออกจากกรุง มุ่งสู่สามหมอก ชิลให้สุด หยุดที่เวียงพิงค์”

สำหรับ Tour of Thailand 2018 ปีนี้นับเป็นทริปทางไกลครั้งที่สองสำหรับลูกค้ารอยัล เอนฟิลด์ ในประเทศไทย โดยเป็นทริปประจำปีให้ลูกค้าได้สัมผัสประสบการณ์การขับขี่อย่างแท้จริงจากมอเตอร์ไซค์สไตล์โมเดิร์นคลาสสิคของรอยัล เอนฟิลด์ โดยทริปนี้จะช่วยเติมเต็มความต้องการของลูกค้าที่ต้องการ สัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่สนุกสนานบนเส้นทางที่หลากหลาย พร้อมชมทิวทัศน์อันสวยงามตลอดจนเข้าเยี่ยมชมสถานที่น่าสนใจต่างๆ ตลอดระยะเวลา วันบนเส้นทางการขับขี่กว่า 1,400 กิโลเมตร


Tour of Thailand 2018  เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมการขับขี่ของรอยัล เอนฟิลด์ทั่วโลก สำหรับประเทศไทย รอยัล เอนฟิลด์วางแผนจะจัดทริป Tour of Thailand ขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยจะเปลี่ยนเส้นทางการขับขี่ไม่ให้ซ้ำกันในแต่ละปี เพื่อให้ลูกค้าได้มีโอกาสขี่รถมอเตอร์ไซค์ท่องเที่ยวหมุนเวียนไปในทุกภูมิภาคของประเทศไทย

รายละอียดการเดินทาง Tour of Thailand 2018

วันที่ 1:   ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปยังอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก (ระยะทางรวม 501 กิโลเมตร)

วันที่ 2: ออกเดินทางจากอำเภอแม่สอด ไปยังอำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน (ระยะทางรวม 250 กิโลเมตร)

วันที่ 3: เดินทางจากอำเภอแม่สะเรียง หมู่บ้านรักไทย จังหวัดแม่ฮ่องสอน (ระยะทางรวม 214 กิโลเมตร)

วันที่ 4: ออกเดินทางจากหมู่บ้านรักไทย ไปยังอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน (ระยะทางรวม 176 กิโลเมตร)

วันที่ 5: เดินทางจากอำเภอปายไปยังตัวเมืองจังหวัดเชียงใหม่ (ระยะทางรวม 130 กิโลเมตร)

วันที่ 6: ชมวิวดอยสุเทพก่อน ปาร์ตี้ช่วงค่ำ (ระยะทางรวม 57 กิโลเมตร)

AMPLUS จับมือ SACHS ส่ง 2 นักแข่งไทย-ญี่ปุ่น คว้ารองอันดับ 5 ศึก ENDURANCE 3 ชม.

0

ปิดฤดูกาลมอเตอร์สปอร์ต 2018 ในเมืองไทยกับการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบแบบมาราธอน ที่ว่ากันว่ายิ่งใหญ่ที่สุดในเมืองไทยกับรายการ IDEMITSU SUPER ENDUANCE 2018 ซึ่งทีมแข่ง ARTO OSAKA AMPLUS ภายใต้การสนับสนุนของ Amplus ผลิตภัณฑ์บำรุงรักษาเครื่องยนต์ และ SACHS ช็อคอัพคุณภาพชื่อดังจากประเทศเยอรมนี ส่ง 2 นักแข่ง จาก 2 สัญชาติ “ปรม พวงงาม” จากประเทศไทย และ “Mr.Yamazaki Takehiko” จากประเทศญี่ปุ่น คว้าตำแหน่งรองชนะเลิศอันดับ 5 ในศึก IDEMITSU 180 SUPERENDURANCE รุ่น TOYOTA HILUX REVO โดยมีรถลงทำการแข่งขันในรายการนี้มากกว่า 30 คัน ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์

 
สำหรับการแข่งขันรายการ Idemitsu180 Super Enduance 2018 เป็นการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบในรูปแบบมาราธอน 180 นาที ซึ่งเป็นการพิสูนจ์ความอืดทั้งรถแข่งและนักแข่ง ที่จะต้องขับเคี่ยวกัน 3 ชั่วโมงเต็ม เพื่อพิชิตเป็นเจ้าความเร็วและความอืด โดยไฮไลท์สำคัญของการแข่งขันรายการนี้ คือมีรถแข่งที่ลงทำการแข่งขันรายการนี้ทั้งหมด 36 คันนอกจากนี้ยังมีนักแข่งจากหลายประเทศเข้าร่วมแข่งขัน อาที ไทย, ญี่ปุ่น, ฮ่องกง และเวียดนาม ฯลฯ


โดยทีม Arto Osaka Amplusภายใต้การควบคุมและดูแลจาก Ruk Team Service ได้ส่ง 2 นักแข่ง “ปรม พวงงาม” จากประเทศไทย และ “Mr.Yamazaki Takehiko” จากประเทศญี่ปุ่น ลงทำการแข่งขันในรุ่น Toyota Hilux Revo ซึ่งผลการแข่งขันปรากฎว่า 2 นักแข่ง สามารถทำผลงานได้เป็นอย่างดีควบรถแข่ง Toyota Hilux Revoผ่านธงหมากรุก คว้าตำแหน่งรองชนะเลิศอันดับ 5 ในรุ่นไปครอง เป็นการพิสูจน์ถึงสมรรถนะความอึดของทั้งรถแข่งและนักแข่ง ที่ต้องขับเคี้ยวในสนาม 3 ชั่วโมงเต็มๆ


สำหรับ Amplus เป็นผลิตภัณฑ์ดูแลรักษารถยนต์ที่มีให้เลือกหลากหลายทั้ง ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเครื่องยนต์ ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดระบบการฉีดจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิง และสารเพิ่มประสิทธภาพเครื่องยนต์

 

ในขณะที่ช็อคอัพ Sachs เป็นช็อคอัพคุณภาพจากประเทศเยอรมนี ซึ่งมีให้ติดตั้งได้ทั้งรถยุโรป และรถญี่ปุ่น ที่นอกจากจะให้ความนุ่มนวล ปลอดภัย แล้วยังมีระดับราคาที่สามารถจับต้องได้

ฟอร์ด พัฒนา “Sleep Suit” แสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงเมื่อขับขี่ขณะง่วงนอนที่อันตรายพอๆ กับการเมาแล้วขับ

0

หากคุณเห็นเพื่อนหรือคนรักกำลังหยิบกุญแจจะไปสตาร์ทรถหลังจากปาร์ตี้หนักมาทั้งคืน แน่นอนว่าคนส่วนใหญ่จะบอกให้คนเหล่านั้นเอากุญแจมาและอาสาขับรถให้แทน แต่ถ้าหากว่าเพื่อนยังคงยืนกรานที่จะขับรถเองทั้งๆ ที่อยู่ในสภาพที่แสนเหนื่อยล้า พวกคุณจะทำอย่างไร
 
 

  • ฟอร์ด แสดงให้เห็นถึงอันตรายจากการขับขี่ขณะร่างกายเหนื่อยล้า ซึ่งเป็น1 ใน 5 ปัจจัยหลักที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน ด้วยชุด “Sleep Suit” ที่ออกแบบพิเศษเพื่อการวิจัยนี้โดยเฉพาะ
  • ผลวิจัยเปรียบเทียบว่าการง่วงแล้วขับส่งผลร้ายแรงพอๆ กับการเมาแล้วขับ โดยใช้ “Sleep Suit” จำลองอาการหลับในทำให้ผู้ขับขี่ขาดสติสัมปชัญญะและการมองเห็น
  • ฟอร์ดเชิญชวนผู้ขับขี่วัยหนุ่มสาวร่วมทดลอง “Sleep Suit” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “Ford Driving Skills For Life” (DSFL) หรือ “ฉลาดขับประหยัด ปลอดภัย” ที่สอนขับรถโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายจากฟอร์ด


อาการเหนื่อยล้าเป็น 1 ใน 5 ปัจจัยหลักที่ก่อให้เกิดรถชนบนท้องถนนนอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าการอดนอนเกิน 18 ชั่วโมงยังลดสมรรถนะการขับขี่ ซึ่งเปรียบได้กับการเมาแล้วขับเลยทีเดียว
ฟอร์ดได้ออกแบบชุดจำลองสภาวะง่วงนอน “Sleep Suit” ที่ช่วยให้ผู้สวมใส่รับรู้ได้ถึงผลกระทบที่เกิดจากอาการเหนื่อยล้า และเพราะอุบัติเหตุจากยานพาหนะเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตของคนวัยหนุ่มสาว บริษัทจึงได้จัดโครงการฝึกอบรม“Ford Driving Skills For Life” (DSFL) หรือ “ฉลาดขับ ประหยัด ปลอดภัย” ซึ่งเป็นโครงการสำหรับผู้ที่มีอายุระหว่าง 17-24 ปี

“การขับขี่ขณะเหนื่อยล้า มีความเสี่ยงที่จะทำให้คุณขับรถเหมือนกับซอมบี้ และนั่นนำมาซึ่งอันตรายต่อตัวคุณเอง ผู้โดยสารและทุกๆ คนที่อยู่บนท้องถนนเดียวกับคุณ”ดร.กันดอล์ฟ ไมเออร์-เฮนท์เชลซีอีโอของสถาบันไมเออร์-เฮนท์เชล ผู้พัฒนาชุด “Sleep Suit” กล่าว “คนยุคใหม่มักจะบังคับตัวเองให้อดนอนอยู่บ่อยๆ ไม่ว่าจะเล่นโซเชียลมีเดีย ทำงานติดต่อกันยาวๆ หรืออ่านหนังสือเตรียมสอบ”

ชุด Sleep Suit ประกอบด้วยแว่นตาพิเศษที่จำลองอาการเหนื่อยล้าอย่างรุนแรง รวมถึงอาการหลับใน ซึ่งเป็นปฏิกิริยาตอบสนองที่ร่างกายไม่สามารถควบคุมได้ และยังทำให้คนขับเกิดอาการตาบอดชั่วขณะได้ถึง 10 วินาทีหรือมากกว่านั้นทั้งๆ ที่ตายังเปิดอยู่ ซึ่งระยะเวลาเท่านี้อาจหมายถึงการขับรถไปได้ไกลหลายร้อยเมตรโดยที่เราไม่รู้ตัวหรือจำเหตุการณ์ได้เลย
 

แว่นตาพิเศษจะเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชั่นในสมาร์ทโฟนจำลองสภาวะที่สมองหยุดทำงานและผู้ขับขี่จะสูญเสียการมองเห็นเริ่มจากครึ่งวินาทีและเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนถึงสิบวินาที นอกจากนี้ยังต้องสวมใส่หมวกแก๊ป เสื้อกั๊ก สนับแขนและสนับเข่าออกแบบพิเศษที่หนักรวมกันกว่า 18 กิโลกรัม ซึ่งจะให้ความรู้สึกเหมือนกับผู้ขับขี่ที่กำลังตกอยู่ในสภาวะเหนื่อยล้า โดยในประเทศสหรัฐอเมริกา อุบัติเหตุง่วงแล้วชนมาจากผู้ขับขี่ที่มีอายุต่ำกว่า 25 ปีเป็นส่วนใหญ่

“พวกเราตั้งใจเป็นอย่างยิ่งที่จะรณรงค์เรื่องการง่วงไม่ขับ และ Sleep Suit ก็เป็นวิธีที่ดีที่จะสามารถเข้าถึงผู้คนได้” จิม เกรแฮม ผู้จัดการฟอร์ด DSFL กล่าว“คนมักรู้สึกซาบซึ้งที่เพื่อนหรือคนในครอบครัวอาสาขับรถให้เวลาพวกเขาออกไปเที่ยว แต่การที่คนเหล่านั้นไม่ได้ดื่มของมึนเมาก็ไม่ได้แปลว่าพวกเขาจะสามารถขับขี่ได้อย่างปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะพวกเขาอาจจะเหนื่อยล้าจากการอดนอนทั้งคืนก็เป็นได้”

 
แล้วจะทำอย่างไร หากคุณคิดว่ากำลังเหนื่อยล้าเกินกว่าจะขับรถ? ดร. กันดอล์ฟ ไมเออร์-         เฮนท์เชลแนะนำให้ปฏิบัติดังนี้

  • จอดรถข้างทางทันทีที่ปลอดภัย
  • ดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนและพักนอนประมาณ 20 นาที
  • คุณจะรู้สึกสดชื่นขึ้นหลังจากตื่นและพร้อมเดินทางต่อ (หากไม่ ให้ลองหาวิธีอื่นที่จะช่วยให้คุณกลับบ้านหรือจุดหมายปลายทางได้อย่างปลอดภัย)

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับฟอร์ด ผลิตภัณฑ์ของฟอร์ด และฟอร์ด มอเตอร์ เครดิต โปรดเยี่ยมชมเว็บไซต์ที่ www.corporate.ford.com

"เชฟโรเลต" แนะนำเคล็ดลับการขับแบบออฟโรดอย่างปลอดภัย

0

 
การขับขี่แบบออฟโรดนั้น ผู้ขับขี่จำเป็นต้องมีทักษะและความชำนาญในการขับขี่ และต้องมีความเข้าใจในลักษณะภูมิประเทศและสภาวะต่างๆรวมถึงเข้าใจในสมรรถนะของรถยนต์ด้วยซึ่งถึงแม้ว่าผู้ขับขี่จะมีทักษะและเข้าใจถึงสิ่งที่กล่าวมาข้างต้นแล้วก็ตามการขับขี่แบบออฟโรดก็อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อคุณได้เชฟโรเลตจึงขอแนะนำข้อควรระมัดระวังและการวางแผนในการขับขี่แบบออฟโรด ตลอดจนเคล็ดลับการขับออฟโรดในการเดินทางไปในทุกที่ด้วยรถอเนกประสงค์เทรลเบลเซอร์และรถกระบะโคโลราโดซึ่งรถทั้งสองรุ่นนั้นเป็นรถที่จัดอยู่ในกลุ่มรถยนต์ที่มีประสิทธิภาพและความสามารถมากที่สุดรุ่นหนึ่งในตลาดรถยนต์
 
เตรียมตัวสำหรับการขับเคลื่อนสี่ล้อ
โดยปกติทั่วไปแล้วรถอเนกประสงค์และรถกระบะมักจะใช้งานระบบขับเคลื่อนสองล้อเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่สามารถขับเคลื่อนแบบสี่ล้อได้เมื่อต้องขับขี่แบบออฟโรด หรือเผชิญกับสถานการณ์ที่ท้าทายต่างๆ เช่น ฝนตกหนัก ถนนที่เต็มไปด้วยดินโคลนหรือพื้นผิวถนนที่ลื่น เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์ดังกล่าวการขับขี่โดยใช้ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อจะมีประโยชน์เป็นอย่างมาก ระบบการขับเคลื่อนสี่ล้อของรถอเนกประสงค์เทรลเบลเซอร์ และรถกระบะโคโลราโดสามารถช่วยเพิ่มแรงฉุดลากได้ด้วยการถ่ายกำลังของเครื่องยนต์ไปยังล้อทั้งสี่ล้อ

  • ระบบขับเคลื่อนสองล้อด้วยความเร็วสูงหรือโหมดทูไฮ (2H – Two-Wheel Drive High) มักใช้สำหรับการขับขี่บนถนนทั่วไปและไฮเวย์
  • ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อด้วยความเร็วสูง หรือโหมดโฟร์ไฮ (4H – Four-Wheel DriveHigh) ใช้เมื่อต้องการเพิ่มประสิทธิภาพในการยึดเกาะบนผิวถนนลื่น
  • ตำแหน่งเกียร์ว่างหรือโหมด N (Neutral) ใช้เมื่อต้องลากจูง
  • โหมดโฟร์โลว์ (4L-Four-Wheel Drive Low) ใช้เมื่อขับบนทรายหรือดินโคลน หรือเมื่อต้องขึ้น/ลงเนินที่มีความลาดชันสูง

  
 ทำความคุ้นเคยกับรถยนต์ของคุณ
คุณควรรู้ความกว้าง ความสูง สมรรถนะ แรงบิด และระบบช่วยเหลือทั้งหมดของรถคุณ เพื่อที่คุณจะได้ตัดสินใจได้อย่างถูกต้องและทันท่วงทีในการใช้รถยนต์ให้เหมาะสมกับถนนที่มีสภาพพื้นผิวที่หลากหลาย ควรทำความเข้าใจกับฟีเจอร์ระบบช่วยเหลือต่างๆ ในรถยนต์ของคุณ รวมถึงระบบเบรกป้องกันล้อล็อคหรือ Antilock Brake System (ABS) ระบบเสริมแรงเบรก (Brake Assist) ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวหรือ Electronic Stability Control (ESC) ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน (Grade Braking) โหมดลงทางลาดชัน ระบบป้องกันการไหลของรถเมื่อขึ้นทางชัน หรือ Hill Start Assist (HSA) ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางชัน หรือ Hill Descent Control (HDC) และระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและการลื่นไถล Traction Control System (TCS)
เตรียมตัวให้พร้อม
เครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ ต่อไปนี้จะมีประโยชน์ในสภาวะคับขัน ไม่ว่าจะเป็นยางออลเทอร์เรน (AT) และยางอะไหล่ขนาดเท่ายางที่ใช้งาน (full-size) เครื่องวัดความดันของลมในยาง ชุดอุปกรณ์เติมลมยางแบบอิเลคทรอนิกส์ แม่แรงหนุนรถสูง/แม่แรงยกของสูง ชุดรักษาความปลอดภัย รวมถึงชุดปฐมพยาบาล และเครื่องดับเพลิง ชุดวินซ์/กว้าน ยึดหรือผูกกับสายรัด เครื่องมืออเนกประสงค์ พลั่วและขวาน วิทยุสื่อสารคลื่นความถี่ประชาชน (CB) เข็มทิศและไฟฉาย
นั่งในตำแหน่งที่เหมาะสม
สิ่งแรกที่ผู้ขับขี่ควรทำคือ การปรับตำแหน่งเบาะที่นั่งให้เหมาะสมกับรูปร่างของตนเอง และคาดเข็มขัดนิรภัย เพราะจะช่วยให้ผู้ขับขี่รักษาตำแหน่งที่นั่งได้เมื่อต้องขับขึ้น/ลงเนินเขาที่สูงชัน
 จับพวงมาลัยให้ถูกต้อง
วางมือของคุณบนพวงมาลัยที่ตำแหน่ง 3 นาฬิกา และ 9 นาฬิกา จับพวงมาลัยให้กระชับโดยให้นิ้วโป้งทั้งสองข้างชี้ขึ้น ไม่ควรสอดนิ้วโป้งเข้าไปในพวงมาลัยเมื่อต้องขับขี่แบบออฟโรด เพราะเมื่อรถยนต์ชนกับหินหรืออุปสรรคอื่นๆ พวงมาลัยจะหมุนอย่างรวดเร็วและอาจจะทำให้นิ้วโป้งหรือข้อมือของคุณได้รับบาดเจ็บ
 
เพิ่มแรงฉุดลากเมื่อต้องขับขี่บนพื้นผิวถนนที่ไม่แน่น ลาดชัน หรือเปียกลื่น ไม่ควรเหยียบคันเร่งมากเกินไป เพราะอาจจะทำให้รถเสียการทรงตัวบนถนนที่พื้นผิวไม่แน่น ทำให้ควบคุมรถได้ยาก

  • ใช้เกียร์ต่ำและขับช้าๆ
  • หากเป็นไปได้ให้ขับทั้งขึ้นและลงเขา
  • ชะลอความเร็วเมื่อใกล้ถึงยอดเขา
  • ห้ามลงเขาด้วยเกียร์ว่างในตำแหน่ง N (Neutral)
  • เมื่อต้องขับรถลงเขา บังคับพวงมาลัยให้ตรง และใช้เกียร์ต่ำ เพราะกำลังเครื่องจะส่งไปยังเบรก เพื่อชะลอความเร็วและช่วยให้สามารถควบคุมรถยนต์ได้

ออกตัวอีกครั้ง เมื่อเครื่องยนต์ดับ

  • เหยียบเบรกเพื่อหยุดรถ เปลี่ยนเกียร์ให้อยู่ที่ตำแหน่ง P (Park) จากนั้นสตาร์ทเครื่องยนต์อีกครั้ง
  • หากรถดับเมื่อกำลังขับขึ้นเขา ให้เปลี่ยนเกียร์ไปที่ R (Reverse)ปล่อยเบรก และถอยตรงลงมาอย่าพยายามกลับรถ ถ้าเนินลาดชันมากจนทำให้เครื่องยนต์ดับได้ ก็สามารถทำให้รถคว่ำได้เช่นกัน
  • หากรถดับเมื่อกำลังขับลงเขา ให้เปลี่ยนมาใช้เกียร์ต่ำ ปล่อยเบรก และขับตรงลงเขา
  • หากไม่สามารถสตาร์ทเครื่องยนต์อีกครั้งได้ ให้ดึงเบรกมือ เปลี่ยนเป็นเกียร์ P(Park) และดับเครื่อง ลงจากรถและขอความช่วยเหลือ

ขับขี่ผ่านน้ำลึก

  • ถ้าน้ำไม่เชี่ยวและระดับน้ำไม่ลึก ให้ขับผ่านอย่างช้าๆ ถ้าขับขี่ด้วยความเร็วสูงเกินไป จะทำให้น้ำเข้าเครื่องยนต์ และสามารถทำให้เครื่องยนต์ดับได้
  • ก่อนที่จะขับลงไปในน้ำ ให้ปิดแอร์และเปิดกระจกทั้ง 4 บาน
  • ค่อยๆ ขับลงน้ำด้วยความเร็วไม่เกิน 3 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และเพิ่มความเร็วเป็น 6 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เมื่ออยู่ในน้ำ
  • เมื่อขับรถพ้นจากน้ำ ให้เหยียบเบรกหลายๆ ครั้งเพื่อรีดน้ำออกจากผ้าเบรค

เอ.พี.ฮอนด้า แรงสุด! กวาดยอดจองอันดับ 1 ในงาน “มอเตอร์เอ็กซ์โป 2018”

0

 
ตลาดรถจักรยานยนต์คึกคักรับฤดูกาลขายปลายปี “เอ.พี.ฮอนด้า” โชว์ศักยภาพของผู้นำตลาดรถจักรยานยนต์ ในงานมอเตอร์เอ็กซ์โป 2018 กวาดยอดจองเป็นอันดับหนึ่ง 1,558 คัน เพิ่มขึ้น 210% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว แบ่งเป็นกลุ่มบิ๊กไบค์ 707 คัน ตอบรับกระแส CB650R และ CBR650R ใหม่ แรงต่อเนื่อง

นายสุชาติ อรุณแสงโรจน์ รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด ผู้นำตลาดรถจักรยานยนต์อันดับ 1 ในเมืองไทย เปิดเผยว่า มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 35 (The 35th Thailand International Motor Expo) หรือ “มอเตอร์เอ็กซ์โป 2018” ที่ปิดฉากไปวันที่ 10 ธันวาคมที่ผ่านมา บรรยากาศโดยรวมคึกคักด้วยจำนวนผู้เข้าชมตลอดงานกว่า 1.5 ล้านคน เพิ่มขึ้น 12.8% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว เช่นเดียวกับบูธของ เอ.พี. ฮอนด้า ที่ได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม พร้อมครองแชมป์ยอดจองสูงสุดในกลุ่มรถจักรยานยนต์ที่ 1,558 คัน จากยอดรวมทั้งหมด 9,169 คัน

“จากกระแสความนิยมในรถรุ่นใหม่ที่บริษัทนำมาเปิดตัวในงานนี้ ทั้งกลุ่มบิ๊กไบค์ และรถรุ่นพิเศษจาก CUB House รวมถึงไฮไลท์อย่างรถตระกูล 500 โฉมใหม่ (All New 500 Series) และตระกูล 650 ใหม่ (New 650 Series) ที่นำมาให้คนไทยได้ใช้เป็นประเทศแรกของโลก พร้อมมอบข้อเสนอสุดพิเศษแห่งปี ส่งผลให้ยอดจองภายในงานของรถจักรยานยนต์ฮอนด้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ด้วยจำนวน 1,558 คัน เพิ่มขึ้น 210% เมื่อเทียบกับการออกงานในปีที่แล้ว”

ไฮไลท์สำคัญอย่าง ฮอนด้า 650 Series 2 รุ่น ทั้ง CB650R และ CBR650R ได้การตอบรับจากผู้เข้าชมงานเป็นอย่างดี ด้วยความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ พร้อมราคาที่คุ้มค่า โดย CBR650R ราคา 320,000 บาท และ CB650R ราคา 305,000 บาท สามารถทำยอดจองได้ 465 คัน จากยอดรวมในกลุ่มบิ๊กไบค์ของ เอ.พี.ฮอนด้า ในงานนี้จำนวน 707 คัน

ส่วนรถจักรยานยนต์ฮอนด้ารุ่นอื่นๆ ยังทำยอดจองได้ถึง 696 คัน โดยทุกวันนี้ลูกค้าให้ความสำคัญกับเทคโนโลยียานยนต์ใหม่ๆ การก้าวไปสู่นวัตกรรมอนาคต ตอบสนองการขับขี่เป็นเลิศ ทั้งด้านสมรรถนะ อัตราบริโภคน้ำมันน้อย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งรุ่นยอดนิยมในงานนี้คือ PCX Hybrid รถจักรยานยนต์ไฮบริดที่ใช้แบตเตอรี่ลิเทียมไอออนเป็นรายแรกของโลก และบิ๊กสกู๊ตเตอร์พรีเมียม All New Forza 300 รวมถึงรถสปอร์ตพิกัด 150 ซีซี อย่าง CB150R ที่มาพร้อมราคาพิเศษเฉพาะในงาน

นอกจากนี้ ในงานมอเตอร์เอ็กซ์โป 2018 ยังถือเป็นการตอกย้ำความสำเร็จของโปรเจกต์ CUB House ด้วยความร่วมมือกันระหว่าง H2C for CUB House กับสำนักแต่งชื่อดัง MORIWAKI สร้างสรรค์รถรุ่นพิเศษ C125 และ Monkey ที่เปิดให้จองเฉพาะในงานนี้ และได้ยอดจองไปถึง 155 คัน

นายสุชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า ความสำเร็จนี้คงเกิดขึ้นไม่ได้ หากไม่ได้รับการสนับสนุนจากลูกค้าทุกท่าน และภายใต้แคมเปญ “มุ่งไป อย่าให้อะไรมาหยุดคุณได้ WHAT STOPS YOU?” บริษัทพยายามนำเสนอนวัตกรรมยานยนต์ใหม่ๆ และสินค้าที่หลากหลาย หวังเพิ่มความสุขให้ทุกการเดินทาง ซึ่งยอดจองในงานมอเตอร์เอ็กซ์โป 2018 สะท้อนถึงการตอบรับของตลาด กับทิศทางที่บริษัทกำลังจะมุ่งไปได้เป็นอย่างดี
สำหรับผู้สนใจ สามารถดูรายละเอียดของรถจักรยานยนต์ฮอนด้าพร้อมข่าวสารและโปรโมชั่น  พิเศษได้ที่ www.aphonda.co.th และติดตามกิจกรรมต่างๆ ผ่านทางเฟสบุคแฟนเพจ www.facebook.com/hondamotorcyclethailand.com