Home Blog Page 496

เปิดตัวแล้ว “นิสสัน ลีฟ ใหม่” รถยนต์พลังงานไฟฟ้าสัญลักษณ์ “นิสสัน อินเทลลิเจนท์ โมบิลิตี้” ที่งาน Motor Expo 2018

0

 

นิสสัน เปิดตัว “นิสสัน ลีฟ ใหม่” รถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ขายดีที่สุดในโลก และยังเป็นสัญลักษณ์ ของนิสสัน อินเทลลิเจนท์ โมบิลิตี้ ที่งานมหกรรมยานยนต์ มอเตอร์ เอ็กซ์โป 2018

 

ลูกค้าที่สนใจสามารถสั่งจองนิสสัน ลีฟ ใหม่ ได้ตั้งแต่วันนี้ ในราคา 1,990,000 บาท พร้อมส่งมอบในเดือนเมษายนปี พ. ศ. 2562 พร้อมรับประกันรถยนต์เป็นเวลา 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร รับประกันระบบไฟฟ้ารถยนต์เป็นเวลา 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร และรับประกันการเสื่อมสภาพของแบตเตอรี่เป็นเวลา 8 ปีหรือ 160,000 กิโลเมตร ปัจจุบันมีศูนย์บริการที่ผ่านการรับรอง 33 แห่งทั่วประเทศที่พร้อมนำเสนอข้อมูลของ นิสสัน ลีฟ ใหม่ รวมถึงพนักงานที่มีทักษะ และการบริการหลังการขาย

 

“การนำ นิสสัน ลีฟ ใหม่ เข้าสู่ประเทศไทยเป็นการย้ำถึงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับอนาคตของการขับเคลื่อน เพราะเราเชื่อว่า เราจะนำพาผู้คนให้ไปสู่โลกที่ดีกว่าเดิม โลกที่มีพลังงานไฟฟ้ามากขึ้น เชื่อมต่อกันถึงกัน และเป็นอิสระมากขึ้น และเราเชื่อว่านิสสัน ลีฟ ใหม่ จะเปลี่ยนรูปแบบการขับขี่และการใช้ชีวิตของทุกคน” นายอันตวน บาร์เตส ประธาน นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย กล่าว

นิสสัน ลีฟ ใหม่ คือ นวัตกรรมที่สมบูรณ์แบบ และยังเป็นการนำเสนอความก้าวหน้าในด้านเทคโนโลยีพลังการขับเคลื่อนอัจฉริยะ (Intelligent Power) เทคโนโลยีการขับขี่อัจฉริยะ (Intelligent Driving) และเทคโนโลยีการเชื่อมต่ออัจฉริยะ (Intelligent Integration) โดยให้ระยะการขับขี่ 311 กิโลเมตร ตามมาตรฐานการวัดค่าไอเสียและอัตราสิ้นเปลืองในการขับขี่ของยุโรป NEDC และเพิ่มประสิทธิภาพมากกว่ารุ่นก่อนถึง 60 เปอร์เซ็นต์ต่อการชาร์จ ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเพลิดเพลินกับการเดินทางที่ปลอดภัยและสะดวกสบายมากขึ้น

ระบบขับเคลื่อนพลังงานไฟฟ้า (e-powertrain) ใหม่ของนิสสัน ลีฟ ใหม่ ให้อัตราเร่งที่ดีขึ้น ด้วยกำลังเครื่องยนต์สูงสุด 110 กิโลวัตต์และแรงบิดสูงสุด 320 นิวตันเมตร ตั้งแต่ 0 ถึง 100 กม./ชม. ภายใน 7.9 วินาที อีกหนึ่งเทคโนโลยีการขับขี่อัจฉริยะที่โดดเด่นของนิสสัน ลีฟ ใหม่ คือ e-Pedal ที่จะช่วยให้ผู้ขับขี่เริ่มขับขี่ เร่งความเร็ว ลดความเร็ว และหยุดรถด้วยการใช้คันเร่งเพียงอย่างเดียว โดยการเหยียบหรือผ่อนคันเร่ง เมื่อปล่อยคันเร่งทั้งหมดรถจะชะลอและหยุดโดยอัตโนมัติ นำรถไปสู่การหยุดอย่างสมบูรณ์ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ที่สามารถเปลี่ยนแปลงวิถีผู้ขับขี่ได้ตลอดไป ถึง 90 เปอร์เซ็นต์ของการขับขี่โดยใช้เพียงคันเร่งเดียวเท่านั้น

อีกหนึ่งเทคโนโลยีที่เป็นนวัตกรรมใหม่ที่น่าสนใจที่พบได้ในลีฟ ใหม่ คือ นิสสัน เซฟตี้ ชิลด์ (Nissan Safety Shield) ซึ่งประกอบด้วยชุดเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยขั้นสูง ได้แก่ เทคโนโลยีช่วยเตือนเมื่อเสี่ยงต่อการชนรถยนต์ด้านหน้าขณะขับขี่ (Forward Collision Warning) เทคโนโลยีเบรกฉุกเฉินอัจฉริยะ (Forward Emergency Braking) เทคโนโลยีกล้องอัจฉริยะมองภาพรอบทิศทาง (Intelligent Around View Monitor) พร้อมด้วยเทคโนโลยีเตือนวัตถุเคลื่อนไหวรอบคัน (Moving Object Detection) และเทคโนโลยีช่วยเตือนเมื่อเหนื่อยล้าขณะขับขี่ (Driver Alert Assist)

ทางด้าน การออกแบบภายนอกที่ทันสมัยของนิสสัน ลีฟ ใหม่ มีลักษณะเพรียวบาง รวมถึงไฟหน้าทรงบูมเมอแรงที่เป็นเอกลักษณ์และการออกแบบด้านหน้าแบบ V-Motion กระจังหน้าแบบแฟลชที่มีสีน้ำเงินชัดเจนและคิ้วรถสีน้ำเงินของกันชนด้านหลัง แสดงให้เห็นถึงความเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้าของนิสสันอย่างชัดเจน ลูกค้าชาวไทยสามารถเป็นเจ้าของนิสสัน ลีฟ ใหม่ รถยนต์พลังงานไฟฟ้าแห่งอนาคตที่ทันสมัยและเข้าถึงได้มากที่สุดในโลก ในฐานะที่นิสสันเป็นบริษัทผู้บุกเบิกแนวคิดในการพัฒนาเมืองแห่งอนาคตอย่างโดดเด่น เราจึงมีความคิดว่ารถยนต์จะเป็นมากกว่ายานพาหนะ” นายอันตวน เสริม วิสัยทัศน์นี้ได้ขยายความไปถึงความมุ่งมั่นที่จะช่วยผลักดันให้เกิดพลังงานไฟฟ้าในประเทศไทย การเปิดตัวครั้งนี้ จึงนับเป็นก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่างนิสสัน อุตสาหกรรมยานยนต์ รัฐบาลไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง”

ในฐานะที่ลูกค้าเป็นหัวใจสำคัญของทุกสิ่งที่นิสสัน ประเทศไทย ทำ การเปิดตัวลีฟ ใหม่ นับเป็นอีกก้าวของการจัดทำแผนธุรกิจระยะกลางของนิสสันหรือ Nissan M.O.V.E 2022 ภายใต้การดำเนินงานของนิสสันประเทศไทย ที่มุ่งมั่นนำเสนอรถยนต์ที่เหมาะสมกับกลุ่มตลาดเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า ลีฟ ใหม่ ถูกออกแบบขึ้นตามรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในตำนานเมื่อ 70 ปีผ่านมา นั่นรวมถึงทามะ 1947 ซึ่งเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้ารุ่นแรกของนิสสัน นี่จึงเป็นการสร้างประสบการณ์ใหม่แห่งการขับขี่ รถยนต์จะไม่เป็นเพียงแค่ยานพาหนะ แต่ยังจะสร้างอนาคตอันน่าตื่นเต้นและยั่งยืนสำหรับทุกคน” นายอันตวน กล่าวเสริม

ด้วยบันทึกข้อตกลงความร่วมมือล่าสุดระหว่างการไฟฟ้านครหลวงแห่งประเทศไทยกับนิสสัน เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการทำให้เจ้าของลีฟชาวไทยสามารถเข้าถึงอุปกรณ์ชาร์จที่บ้าน ที่ทำงาน และบนท้องถนน โดยใช้ระบบการชำระค่าไฟฟ้า โดยการสร้างวิธีคิดใหม่เกี่ยวกับการเดินทางซึ่งจะช่วยผลักดันให้เกิดการใช้พลังงานไฟฟ้าในประเทศไทย

“นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น สำหรับรัฐบาลไทยกับการริเริ่มนโยบาย “ประเทศไทย 4.0″ เพื่อผลักดันให้เกิดการขับเคลื่อนอย่างชาญฉลาด แข็งแกร่ง และมีประสิทธิภาพมากขึ้น ที่มาพร้อมระบบไฟฟ้าที่น่าเชื่อถือเพื่อการขับเคลื่อนยานยนต์ในอนาคต นิสสันจะยังคงร่วมมือกับภาครัฐในเรื่องไฟฟ้าของประเทศ” นายอันตวน กล่าวเสริม

 

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับนิสสัน ลีฟ ใหม่ สามารถเยี่ยมชมได้ที่ศูนย์บริการที่ได้รับการรับรองทั่วประเทศหรือติดต่อศูนย์บริการคอลเซ็นเตอร์ของนิสสันได้ที่ 02 401 9600 หรือไปที่ https://www.nissan.co.th/vehicles/new-vehicles/leaf.html

ฮอนด้า ยกทัพใหญ่ส่งท้ายปีบุกงาน “มอเตอร์ เอ็กซ์โป 2018” พร้อมเปิดตัวบิ๊กไบค์ 500 Series โฉมใหม่

0

 

เอ.พี. ฮอนด้า ผู้จัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้าในประเทศไทย ระดมทีเด็ดบุกตลาดบิ๊กไบค์ช่วงปลายปี ยึด “มอเตอร์ เอ็กซ์โป 2018” เปิดตัวรถโฉมใหม่ในตระกูล 500 Series ทั้ง CBR500R CB500F และ CB500X เสริมทัพ CBR650R และ CB650R ที่เป็นเครื่องยนต์ 4 สูบ ถอดแบบมาจากรุ่นใหญ่ CBR/CB1000R พร้อมพบกับรถจักรยานยนต์โปรเจ็คพิเศษจาก CUB House กับ Monkey และ C125 Limited Edition จำกัดรุ่นละ 100 คันเท่านั้น

นายสุชาติ อรุณแสงโรจน์ รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด ผู้นำตลาดรถจักรยานยนต์อันดับ 1 ในเมืองไทย เปิดเผยว่า ภายใต้กลยุทธ์แบรนด์ “WHAT STOPS YOU? มุ่งไป อย่าให้อะไรมาหยุด” บริษัทนำเสนอนวัตกรรมยานยนต์ใหม่ๆ ให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป พร้อมทางเลือกหลากหลายให้ตรงกับความต้องการ หวังเพิ่มความสุขให้ทุกการเดินทาง ในงาน“มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 35” หรือ The 35th Thailand International Motor Expo 2018 บริษัทได้นำรถจักรยานยนต์ทั้งกลุ่ม บิ๊กไบค์ และรถรุ่นพิเศษจาก CUB House มาจัดแสดงหลายรุ่น รวมถึงไฮไลท์สำคัญคือการเปิดตัวรถโฉมใหม่ในตระกูล 500 (All New 500 Series) 3 รุ่น และรถใหม่ตระกูล 650 (New 650 Series) 2 รุ่น ให้คนไทยได้ใช้เป็นประเทศแรกของโลกหลังจากเปิดตัวอย่างฮือฮาที่งานจัดแสดงรถจักรยานยนต์นานาชาติชื่อก้องโลกอย่าง อิกมา (EICMA) ประเทศอิตาลี

สำหรับโฉมใหม่ในตระกูล 500 ทั้งที่เป็นสายสปอร์ต CBR500R, สายเนคเคดไบค์  (Naked Bike) CB500F และสายเอนดูโร ( Enduro ) CB500X เครื่องยนต์ 2 สูบ 500 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ มาพร้อมการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้าง รวมถึงการออกแบบและสีสันใหม่ทั้งคัน โดยรุ่น CBR500R ออกแบบมาสำหรับผู้ที่ชื่นชอบความสนุกสนานในการขับขี่แบบเรซซิ่งสปอร์ต มีการปรับตำแหน่งที่นั่งและระยะมือจับใหม่ (Handle Bar) ช่วยให้ท่านั่งผู้ขับขี่สามารถควบคุมรถได้คล่องแคล่วและสะดวกสบายมากขึ้น

นอกจากนี้ยังเพิ่ม Feature ทันสมัยให้ทั้ง 3 รุ่น CBR500R , CB500F และ CB500X อย่างไฟหน้า-หลังแบบ Full LED มาตรวัดดิจิตอลใหม่พร้อมแสดงตำแหน่งเกียร์ และระบบ Emergency Stop Tail Light แสดงไฟฉุกเฉินเมื่อรถเบรกกะทันหัน เหมือนที่ใช้ในกลุ่มรถซูเปอร์สปอร์ต ตลอดจนระบบ Assist & Slipper Clutch ช่วยลดอาการกระชากของล้อหลังในช่วงเปลี่ยนเกียร์สูงลงมาเกียร์ต่ำ เพิ่มความปลอดภัยและขับขี่ได้นุ่มนวล ขณะที่รุ่น CB500X สไตล์เอนดูโร สำหรับคนชอบขี่ออกทริปท่องเที่ยวยังมาพร้อมล้อขนาดใหญ่ขึ้นอีกด้วย

สำหรับราคาขายปลีกช่วงแนะนำ CBR500R ราคา 217,000 บาท CB500F ราคา 212,000 บาท และ CB500X  ราคา 222,000 บาท พร้อมทั้งนำเสนอรถตระกูล 500 กับชุดแต่งพิเศษ CBR500R Racing Addict Edition ในราคา 243,200 บาท และ CB500X พร้อมชุดแต่ง Bordering Edition ในราคา 243,900 บาท

นอกจากตระกูล 500 Series โฉมใหม่ ซึ่งเป็นรุ่นยอดนิยมแล้ว เอ.พี. ฮอนด้า ยังเอาใจผู้ที่ชื่นชอบเครื่องยนต์แบบ 4 สูบ 650 ซีซี ทั้งสปอร์ตแบบฟูลแฟริ่ง CBR650R และสไตล์ นีโอ สปอร์ต คาเฟ่ CB650R โดยในรุ่น CBR650R มาพร้อมรูปลักษณ์สปอร์ตแบบเต็มขั้น ขณะที่ CB650R เน้นความเท่แบบมีสไตล์เป็นของตนเอง แต่ทั้ง 2 รุ่น เร้าใจด้วยเทคโนโลยียานยนต์ที่ถอดแบบ DNA มาจากรุ่นใหญ่ CBR1000RR

ในด้านอุปกรณ์ติดรถ ฮอนด้า 650 Series 2 รุ่นนี้ ยังเท่ด้วยมาตรวัดใหม่แบบดิจิตอลพร้อมไฟแสดงตำแหน่งเกียร์ เพื่อการเปลี่ยนเกียร์ที่แม่นยำขึ้น โดยรุ่น CBR650R ยังวางตำแหน่งมือจับ (Handle Bar) และถังน้ำมันใหม่ เพื่อความสมดุลและการควบคุมที่ยอดเยี่ยม พร้อมไฟหน้าแบบ Duo Head Light ใช้หลอด LED รอบคัน ส่วนรุ่น CB650R ใช้ไฟหน้าทรงกลมที่โดดเด่นด้วย LED แบบวงแหวน

ด้านความปลอดภัยทั้ง CBR650R และ CB650R มาพร้อมโช้คอัพหน้าแบบหัวกลับขนาดใหญ่ (Upside down) และดิสก์เบรกคาลิปเปอร์ 4 พอร์ต มั่นใจด้วย Assist & Slipper Clutch  ช่วยลดอาการกระชากของล้อหลังในช่วงเปลี่ยนเกียร์สูงลงมาเกียร์ต่ำ ระบบ HSTC (Honda Selectable Torque Control) เทคโนโลยีจากสนามแข่ง ช่วยปรับกำลังเครื่องยนต์ให้เหมาะสมตามสภาพการขับขี่ และป้องกันล้อหมุนฟรี  ติดตั้งระบบ Emergency Stop Tail Light แสดงไฟฉุกเฉินเมื่อรถเบรกกะทันหันแบบที่ใช้ในรถระดับซูเปอร์สปอร์ต

สำหรับราคาขายปลีกช่วงแนะนำ CBR650R ราคา 320,000 บาท และ CB650R ราคา 305,000 บาท พร้อมทั้งนำเสนอรถตระกูล 650 กับชุดแต่งพิเศษ CBR650R Furious  Edition ในราคา 350,000 บาท และ CB650R Muscular Edition ในราคา 324,500 บาท

ขณะเดียวกันทาง เอ.พี. ฮอนด้า ยังเปิดตัวโปรเจ็คพิเศษสำหรับรถจักรยานยนต์จาก CUB House ด้วยความร่วมมือระหว่าง H2C for CUB House กับสำนักแต่งระดับโปร MORIWAKI สร้างสรรค์ตำนาน C125 และ Monkey ให้ดูมีชีวิตชีวามากขึ้น ด้วยสไตล์การตกแต่งพิเศษภายใต้แนวคิด Never Over A hundred และผลิตจำกัดรุ่นละ 100 คันเท่านั้น

โดย C125 รุ่น Exclusive Limited Edition มาในโทนขาวและฟ้าที่เป็นเอกลักษณ์ ภายใต้คอนเซปต์ VERY SERIOUS BLUE แต้มแต่งชิ้นงานสีน้ำเงินเพิ่มความโดดเด่นให้รถรอบคัน พร้อมปลายท่อไอเสีย Megaphone Black  เพิ่มความเป็น Classic Sport ส่วน Monkey รุ่น Exclusive Limited Edition มาภายใต้คอนเซปต์ VERY SERIOUS SPORT จัดจ้านด้วยชุดแต่งสีน้ำเงินและเหลืองรอบคัน เพิ่มพลังแห่งความซุกซนด้วยปลายท่อไอเสีย MORIWAKI ZERO TYPE

สำหรับราคาช่วงแนะนำ C125 รุ่น Exclusive Limited Edition ราคา 114,900 บาท และ Monkey รุ่น Exclusive Limited Edition ราคา 129,900 บาท

นอกจากนี้ทาง เอ.พี. ฮอนด้า ได้จัดข้อเสนอสุดพิเศษแห่งปี เมื่อซื้อรถในกลุ่มบิ๊กไบค์รวมถึงรถจักรยานยนต์รุ่นอื่น ๆ ที่ยกขบวนมาอวดโฉมเต็มเวที พร้อมจัดโปรโมชั่นส่งเสริมการขาย ตั้งแต่วันนี้จนถึง 10 ธันวาคมนี้

รถจักรยานยนต์ฮอนด้าบิ๊กไบค์

  • Honda CB500X , Rebel500 , Africa Twin โมเดลปี 2017, CB650F , CBR650F, CBR500R โมเดลปี 2017  และ CB500F
  • รับรถได้ทันที!
  • โปรโมชั่นสุดพิเศษ ดาวน์ 0%
  • รับฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง พร้อมทะเบียน พ.ร.บ.
  • Gift Voucher รวมมูลค่าของแถม 20,000 – 42,000 บาท

 รถจักรยานยนต์ฮอนด้า

  • All New Forza
    • รับรถได้ทันที
    • ราคาพิเศษ 169,000 บาท
    • ดอกเบี้ยเริ่มต้น 5%
    • ดาว์เริ่มต้นที่ 0 บาท
    • จองรถภายในงานเพียง 1,000 บาท รับทันทีแจ็กเก็ตมูลค่า 1,200 บาท ฟรี
  • New PCX150 Hybrid
    • ราคา 98,500 บาท
    • ดอกเบี้ยพิเศษเริ่มต้นที่ 0.9%
    • ดาวน์เริ่มต้นที่ 0 บาท
    • จองรถภายในงานเพียง 1,000 บาท รับทันทีเสื้อโปโลมูลค่า 800 บาท ฟรี
  • CB150R
    • ราคาพิเศษ 96,900 บาท เฉพาะในงาน
    • ดอกเบี้ยเริ่มต้นเพียง 0.9%
    • จองรถภายในงานเพียง 1,000 บาท รับทันทีฟรีทันทีเสื้อยืดมูลค่า 300 บาท
    • รับฟรีทันทีกล้อง GoPro มูลค่า 11,900 บาท ในวันที่ออกรถ
  • CB300R
    • ราคาพิเศษ 149,800 บาท เฉพาะในงาน
    • รับฟรีเสื้อยืด 300 บาท และกล้อง GoPro มูลค่า 11,900 บาท
    • รับฟรีทันทีกล้อง GoPro มูลค่า 11,900 บาท ในวันที่ออกรถ

ทั้งนี้พิเศษสุด CUB House ขอมอบ Gift Voucher มูลค่า 3,000 บาท สำหรับซื้ออุปกรณ์ตกแต่งเมือตัดสินใจเป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์ระดับตำนาน 2 รุ่น ทั้ง Monkey และ C125

ผู้สนใจสามารถเยี่ยมชมรถจักรยานยนต์ฮอนด้า ได้ที่ บูธ G05 บริเวณ “Motorcycle Zone” ณ  อาคารชาเลนเจอร์  ฮอลล์  3 อิมแพ็คเมืองทองธานี ในงาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 35” ตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน – 10 ธันวาคม  2561 หรือดูรายละเอียดของรถรุ่นต่างๆ พร้อมข่าวสารและโปรโมชั่นพิเศษได้ที่ www.aphonda.co.th และติดตามกิจกรรมต่าง ๆ ผ่านทาง เฟสบุคแฟนเพจรถจักรยานยนต์ฮอนด้า www.facebook.com/hondamotorcyclethailand.com

ยามาฮ่ายกทัพรถจักรยานยนต์ครบซีรี่ส์ร่วม มอเตอร์เอ็กซ์โป ครั้งที่ 35 เผยโฉม “XMAX 300 ใหม่ และ MT-15” พร้อมโชว์ MT Concept Bike ดีไซน์แห่งอนาคต

0

 

นางสาวจินตนา อุดมทรัพย์ (คนที่ 6 จากซ้าย) รองประธานกรรมการบริหาร พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูง บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด และนายชลัทชัย ปภัสร์พงษ์ (คนที่ 5 จากขวา) รองประธานจัดงานมหกรรมยานยนต์ และนางสาววราทิพย์ เชยศักดิ์ (คนที่ 5 จากซ้าย) กรรมการผู้จัดงาน บริษัท มอเตอร์ไซเคิลเอ็กซ์โป จำกัด ถ่ายภาพร่วมกันในพิธีเปิดบูธ Yamaha Unlock Your Style อย่างเป็นทางการ ในงานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 35 หรืองานมอเตอร์เอ็กซ์โป 2018

โดยยามาฮ่ายกทัพรถจักรยานยนต์ครบทุกซีรี่ส์ร่วมจัดแสดง พร้อมเปิดขาย New Yamaha XMAX 300 ใหม่ พร้อมกับ MT-15 อย่างเป็นทางการ และนำรถต้นแบบ MT Concept Bike แห่งอนาคตมาร่วมเผยโฉม พร้อมกันนี้ยามาฮ่าได้จัดโปรโมชั่นสุดพิเศษแบบแรงเว่อร์มาต้อนรับผู้เข้าชมงานทั้งสแตนดาร์ดไบค์ และบิ๊กไบค์ กันแบบจุใจ ภายในงาน

มหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 35 ระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน – 10 ธันวาคม 2561 นี้ ณ บูธ “Yamaha Unlock Your Style” G03 อาคารชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี 

เรนาสโซ มอเตอร์ ส่ง “อูรุส ซูเปอร์เอสยูวี รุ่นแรกของโลก” เปิดตลาดรถหรูสำหรับครอบครัวไทย

0

 

เรนาสโซ มอเตอร์ ตัวแทนจำหน่ายและให้บริการหลังการขายรถยนต์ลัมโบร์กินีอย่างเป็นทางการรายเดียวในประเทศไทย เปิดตัว อูรุส ซูเปอร์เอสยูวี คันแรกของโลกอย่างเป็นทางการในประเทศไทย ที่ได้รับการถ่ายทอดดีเอ็นเอของแบรนด์ลัมโบร์กินี ทั้งดีไซน์ สมรรถนะ และการมอบประสบการณ์การขับขี่แบบสปอร์ตที่เหนือระดับ สามารถใช้งานในชีวิตประจำวันและทุกสภาพการขับขี่ อูรุส จึงนับเป็นการเปิดเซกเมนต์ใหม่ในตลาดรถยนต์ลักซูรี ในฐานะซูเปอร์       เอสยูวี ที่ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันของครอบครัวได้อย่างสมบูรณ์แบบ

 

อูรุส คือ รถลัมโบร์กินีสายพันธุ์ใหม่ที่ลงตัวสมบูรณ์แบบที่สุดสำหรับครอบครัว ที่คงคาแรกเตอร์ของลัมโบร์กินีทั้งภายนอกและภายในไว้อย่างชัดเจน ดีไซน์ภายในสปอร์ตหรู มาพร้อมเครื่องยนต์ V8 ขนาด 4.0 ลิตร ทวิน-เทอร์โบ สามารถทำความเร็วได้สูงสุดถึง 305 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขณะที่ยังสามารถควบคุมและขับขี่ได้ง่าย คล่องตัว ให้ความสะดวกสบายแก่ผู้โดยสารตลอดการเดินทางบนทุกสภาพถนน ผ่าน Tamburo Lamborghini driving dynamics control  อูรุสจึงเป็นซูเปอร์เอสยูวีตัวจริงที่ก้าวข้ามขีดจำกัด และทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการสูงสุดของลูกค้าทั่วโลก

 

มร. ดาวิเด ซเฟรโคลา ผู้จัดการฝ่ายขายประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ออโตโมบิลี ลัมโบร์กินี กล่าว “ลัมโบร์กินี อูรุส คือวิสัยทัศน์ที่ก้าวล้ำในการผนวกดีเอ็นเอของลัมโบร์กินี เข้ากับยนตรกรรมอเนกประสงค์หรือรถยนต์เอสยูวี อูรุสจึงยกระดับเอสยูวีให้ก้าวล้ำเกินกว่าสิ่งที่เคยเป็นไปได้ในวงการที่เรียกว่าเป็นซูเปอร์เอสยูวี ซึ่งเราเป็นแบรนด์ลัคชัวรี่ที่ไม่เหมือนใครพร้อมจะเปลี่ยนอนาคตและสร้างสรรค์ประสบการณ์ใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา เพราะเราอยากให้ลูกค้าของเราได้สัมผัสประสบการณ์ความเป็นที่สุดในโลก ที่ลัมโบร์กินีเท่านั้นจะมอบประสบการณ์นี้ให้กับคุณได้”

ม.ล. ณัฐสิทธิ์ ดิศกุล กรรมการ บริษัท เรนาสโซ มอเตอร์ จำกัด หรือ ลัมโบร์กินี กรุงเทพฯ กล่าวว่า “ลัมโบร์กินี กรุงเทพฯมีความภาคภูมิใจที่จะนำเสนอ “ลัมโบร์กินี อูรุส” ซูเปอร์เอสยูวีคันแรกของโลกให้แก่ลูกค้าในเมืองไทย ซึ่งเป็นรุ่นที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากทั่วโลก ผมเชื่อมั่นว่า อูรุส ที่ถ่ายทอดดีเอ็นเอของแบรนด์ลัมโบร์กินีมาอย่างเต็มเปี่ยม พร้อมมอบประสบการณ์ของรถซูเปอร์สปอร์ตลักซูรี จะยกระดับมาตรฐานรถซูเปอร์สปอร์ตให้ก้าวล้ำไปอีกขั้น กลายเป็นขวัญใจหนึ่งเดียวของคนรักรถซูเปอร์เอสยูวี และครองใจผู้บริโภคไทยในทันทีที่เปิดตัว”

 

“ลัมโบร์กินี อูรุส มีราคาเริ่มต้นที่ 23.42 ล้านบาท พร้อมบริการหลังการขายระดับท็อปคลาสและบริการซ่อมบำรุงครบวงจรเป็นเวลา 5 ปี โดยทีมงานที่มีประสบการณ์ในการดูแลรถซูเปอร์คาร์หรูมากว่า 20 ปี ผมมั่นใจว่า อูรุส จะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของทุกท่าน โดยเฉพาะกลุ่มครอบครัวคนรุ่นใหม่ ในฐานะซูเปอร์เอสยูวี หนึ่งเดียวในตลาดรถยนต์ลักซูรีของไทย ทำให้เกิดมาตรฐานใหม่ในเซกเมนต์ และตอกย้ำความสำเร็จของ อูรุส ในตลาดโลก” ม.ล. ณัฐสิทธิ์กล่าวเสริม

ลัมโบร์กินี อูรุสรถซูเปอร์เอสยูวี 5 ที่นั่งที่มาพร้อมกับความหรูหราและทรงพลังที่สุดในรถเอสยูวีระดับเดียวกันและยังให้ประสบการณ์การขับขี่ที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร การออกแบบรูปทรงและเส้นสายของตัวรถยังคงเอกลักษณ์ความเป็นลัมโบร์กินีอย่างแท้จริง ทั้งรูปทรงด้านหน้าที่ดูปราดเปรียว ลาดลง และช่องรับอากาศด้านหน้าที่เป็นรูปตัว Y เข้ากันกับไฟหน้าแบบ LED ที่ดูเพรียวบาง โฉบเฉี่ยวไปกับประตูแบบไร้ขอบ ห้องโดยสารภายในสปอร์ตหรู สะท้อนเอกลักษณ์ลัมโบร์กินีด้วยดีไซน์ทรงหกเหลี่ยมทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นช่องระบายอากาศที่จับประตู และที่วางแก้ว

นอกจากนี้อูรุสยังขับเคลื่อนด้วยสุดยอดเทคโนโลยีแห่งการขับขี่และความสะดวกสบาย เช่น พวงมาลัยสามก้านพร้อมระบบลดการสั่นสะเทือนและระบบมัลติฟังก์ชั่นบนพวงมาลัยที่ช่วยควบคุมระบบอินโฟเทนเมนต์เฉพาะของลัมโบร์กินี (Lamborghini Infotainment SystemLIS) ทั้งการตั้งค่าในรถยนต์ ระบบแอปเปิลคาร์เพลย์ และแอนดรอยด์ ออโต้ การควบคุมโทรศัพท์ ระบบนำทาง ปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์แบบอัจฉริยะไร้กุญแจ พร้อมระบบปลดล็อคประตูรถแบบสัมผัสที่ประตูและกระโปรงหลัง เบาะนั่งปรับไฟฟ้าอัตโนมัติ  และโหมดการขับขี่ EGO Mode ที่สามารถปรับเปลี่ยนคาแรกเตอร์ของรถให้ผู้ขับขี่เกิดความพึงพอใจสูงสุด

 

ลัมโบร์กินี อูรุส ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ V8 ขนาด 4.0 ลิตร ทวิน-เทอร์โบ ให้กำลังสูงสุด 650 แรงม้า (478 กิโลวัตต์) รอบสูงสุดที่ 6,800 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 850 นิวตันเมตรที่ 2,250 รอบ/นาที จึงจัดได้ว่ามีสมรรถนะสูงสุดในรถเอสยูวี ระดับเดียวกัน ด้วยอัตราส่วนแรงม้าต่อที่ทำแรงม้าได้ถึง 162.7 แรงม้าต่อลิตร และอัตราส่วนแรงม้าต่อน้ำหนักรถทำได้ดีที่สุดที่ 3.38 กก./แรงม้า นั่นเป็นเหตุผลให้อูรุสเป็นเอสยูวีที่ทำความเร็วได้ดีที่สุดด้วยอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชั่วโมงในเวลา 3.6 วินาที อัตราเร่งจาก 0-200 กม./ ชั่วโมงในเวลา 12.8 วินาที และทำความเร็วได้สูงสุด 305 กม./ชั่วโมง

 ระบบ Tamburo ที่มีโหมดการขับขี่ให้เลือกมากถึง 6 โหมด ได้แก่

  • STRADA สำหรับการขับขี่ทั่วไปที่ให้ความสบายเหนือชั้น
  • SPORT สำหรับการขับขี่อย่างมั่นคงและแม่นยำในความเร็วสูง
  • CORSA สำหรับการขับขี่ที่เน้นสมรรถนะ และความแม่นยำสูงสุด
  • NEVE สำหรับการขับขี่บนถนนที่มีหิมะ
  • TERRA สำหรับการขับขี่แบบออฟโร้ด
  • SABBIA สำหรับการขับขี่แบบออฟโร้ดบนผืนทราย

 

ทั้งนี้ อูรุสยังมีระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ที่ทันสมัย (Advanced Driver Assistance SystemsADAS) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเฉพาะของลัมโบร์กินี ให้ความมั่นคงปลอดภัย และสุนทรียภาพในการขับขี่สูงสุด รวมทั้งระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ เซนเซอร์หน้าและหลังสำหรับจอดรถ ระบบครูซคอนโทรล และระบบ PreCongnition ที่ช่วยป้องกันหรือบรรเทาความรุนแรงจากการปะทะ นอกจากนี้ ยังมีออฟชั่น ADAS ซึ่งมีระบบช่วยเหลือในการขับขี่บนท้องถนน เช่น กล้องจับภาพด้านบน และฟังก์ชั่นตะขอพ่วงรถด้านท้าย เป็นต้น

 

อูรุสถือว่าเป็นลัมโบร์กินีอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการออกแบบ ขุมพลังและสมรรถนะที่เต็มเปี่ยม รวมถึงประสบการณ์การขับขี่ที่หลากหลายและสามารถใช้ได้ในชีวิตประจำวันได้อย่างสะดวกสบาย ซึ่งนี่คือรถลัมโบร์กินีที่มีความอเนกประสงค์มากที่สุด

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาเยี่ยมชมเว็บไซต์ของลัมโบร์กินี อูรุส ที่ www.lamborghini.com/en-en/models/urus

เปิดตัว “มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต อีลีท เอดิชั่น” หรูหราเหนือระดับเพื่อความสำเร็จที่แตกต่าง

0

 

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัวรถอเนกประสงค์ มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต รุ่นพิเศษ อีลีท เอดิชั่นยกระดับความหรูหรา ผสานสไตล์การออกแบบและความสะดวกสบายอย่างเหนือชั้น โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์ทั้งภายนอกและภายในที่ตกแต่งพิเศษสร้างความแตกต่างอย่างมีระดับ

 

มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต เปี่ยมด้วยสมรรถนะ เทคโนโลยี ความปลอดภัย ความอเนกประสงค์พร้อมมอบประสบการณ์ขับขี่ที่เหนือชั้นเสมอมา ทั้งนี้เพื่อต่อยอดความเป็นผู้นำในเซ็กเมนท์นี้ เราจึงเพิ่มความหรูหราให้กับปาเจโร สปอร์ต พร้อมด้วยอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษเพื่อให้ มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ตอีลีท เอดิชั่นสามารถสร้างแรงบันดาลใจสู่ความสำเร็จที่แตกต่าง” มร. โมริคาซุ ชกกิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท    มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว

 

มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต อีลีท เอดิชั่นมีจำหน่ายทั้งรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อและขับเคลื่อน 4 ล้อ มอบความอเนกประสงค์และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ลูกค้าชาวไทยมีให้เลือก 2 สี ได้แก่ สีดำ Jet Black Mica และสีขาว White Pearl

สีดำ Jet Black Mica เน้นความสปอร์ตดุดันผสานเข้ากับความหรูหราเหนือระดับ มาพร้อมอุปกรณ์ตกแต่งสัญลักษณ์ PAJERO SPORT บนฝากระโปรงด้านหน้า กระจังหน้าสีดำ ชุดตกแต่งใต้กันชนหน้าและหลังสีดำ ราวหลังคาสีดำ สปอยเลอร์หลัง ปลายท่อไอเสียสแตนเลส และล้ออัลลอยสีดำขนาด 18 นิ้ว

ขณะที่สีขาวมุก White Pearl สะกดทุกสายตาด้วยสไตล์การตกแต่งที่หรูหราสง่างามและปราดเปรียวด้วยตัวถังสีขาวมุก White Pearl ตัดกับหลังคาสีดำ Jet Black Mica ลงตัวแบบทูโทนและครบครันด้วยอุปกรณ์ตกแต่งรอบคัน

มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต อีลีท เอดิชั่น มาพร้อมเอกลักษณ์การออกแบบ ‘Dynamic Shield’ ของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ดีไซน์ด้านหน้าจึงโฉบเฉี่ยวด้วยเส้นสายที่เฉียบคมมีลักษณะคล้ายโล่ที่ผสมผสานการปกป้องเข้ากับสมรรถนะไว้กับการออกแบบได้อย่างลงตัว ทำให้ มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต อีลีท เอดิชั่นเปี่ยมด้วยความแกร่งทันสมัยและยังให้สัมผัสแห่งความหรูหราเหนือระดับอย่างชัดเจน

ภายในห้องโดยสารของมิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต อีลีท เอดิชั่นได้รับการตกแต่งขึ้นไปอีกขั้นด้วยเบาะหนังสีน้ำตาลแบบ Horizontal Stripeเหนือกว่าด้วยวัสดุสะท้อนความร้อนที่เกิดขึ้นจากแสงแดดในกรณีที่ต้องจอดรถกลางแจ้ง มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต อีลีท เอดิชั่นยังตกแต่งแผงข้างประตูและกล่องเก็บของบริเวณคอนโซลกลางด้วยหนังสีน้ำตาลเพื่อสัมผัสที่หรูหรา พร้อมด้วยแผ่นกันรอยขอบประตูผลิตจาก       สแตนเลสพร้อมไฟ LED และพรมรองพื้นห้องโดยสาร

มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต อีลีท เอดิชั่น ทั้งรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อและขับเคลื่อน 4 ล้อ มาพร้อมถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่ง ครบครันด้วยเทคโนโลยีระบบความปลอดภัยทั้ง ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวพร้อมระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไถล (ASTC) ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (HSA) ระบบเตือนการชนด้านหน้าตรง พร้อมระบบช่วยชะลอความเร็ว (FCM) ระบบตัดกำลังเครื่องยนต์ชั่วขณะเมื่อเหยียบคันเร่งอย่างรุนแรงและรวดเร็ว (UMS) ระบบสัญญาณเตือนจุดอับสายตา (BSW) พร้อมกล้องมองภาพรอบคัน (Multi Around Monitor) และสัญญาณกะระยะจอด

 

มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต อีลีท เอดิชั่นผสานขุมพลังความแกร่งด้วยเครื่องยนต์ MIVEC ดีเซลเทอร์โบ 2.4 ลิตร พละกำลัง 181 แรงม้าที่ 3,500 รอบต่อนาที แรงบิด 430 นิวตันเมตรที่ 2,500 รอบต่อนาที ส่งกำลังด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อทรงประสิทธิภาพด้วยระบบSuper Select 4WD-II ของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประกอบด้วย 4 โหมดการขับขี่ ได้แก่ โหมด 2H ระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ, โหมด 4H ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ, โหมด 4HLc ระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออัตราทดความเร็วสูง (4WD High-range with LockedTransfer) และโหมด 4LLc ระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออัตราทดความเร็วต่ำ (4WD Low-Range with LockedTransfer) นอกจากนี้ยังมาพร้อมระบบล็อกเฟืองท้าย (Rear Differential Lock) ที่ทำงานร่วมกับระบบล็อกเฟืองท้ายกลาง (Center Differential Lock) ซึ่งเป็นระบบที่ติดตั้งในรถอเนกประสงค์ไม่กี่รุ่น

มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต อีลีท เอดิชั่นคือขั้นของความหรูหราเหนือระดับที่เพียบพร้อมด้วยระบบความปลอดภัย สมรรถนะและเทคโนโลยี ที่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าตามกลยุทธ์ระดับโลกของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส “Drive Your Ambition” มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต อีลีท เอดิชั่นรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ มีราคาจำหน่ายที่ 1,459,000 บาท รุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ มีราคาจำหน่ายที่ 1,574,000 บาทและเพิ่มอีก 20,000 บาท สำหรับรุ่นสีขาว White Pearl หลังคาสีดำ Jet Black Mica

ติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ได้ที่

 

Website:www.mitsubishi-motors.co.th
Facebook:www.facebook.com/MitsubishiMotorsTH

เมอร์เซเดส-เบนซ์ จัดงาน “เมอร์เซเดส-เบนซ์ อีคิว เทค เดย์ 2018” พร้อมอวดโฉมรถยนต์ไฟฟ้าต้นแบบ “อีคิวเอ” เป็นครั้งแรกในประเทศไทย

0
????????????????????????????????????

 

บริษัท เมอร์เซเดสเบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ตอกย้ำภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำอันดับหนึ่งด้าน ยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้า จัดงาน “เมอร์เซเดส-เบนซ์ อีคิว เทค เดย์ 2018(Mercedes-Benz EQ Tech Day 2018) เผยความก้าวล้ำของยนตรกรรมแห่งอนาคต ทิศทางของรถยนต์ปลั๊กอิน  ไฮบริด และรถยนต์ไฟฟ้าภายใต้แบรนด์อีคิว (EQ) พร้อมอวดโฉมรถยนต์ไฟฟ้าต้นแบบ อีคิวเอ (EQA) เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ณ โรงแรมวอลดอร์ฟ แอสโทเรีย กรุงเทพฯ

มร.โรลันด์ โฟลเกอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดสเบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เมื่อมองภาพของอนาคต “ปัญญาประดิษฐ์ (artificial intelligence)” ถือเป็นประเด็นสำคัญที่ทุกคนต่างให้ความสนใจ ซึ่งเรื่องนี้สามารถประยุกต์ใช้ได้กับการทำงานทุกด้าน ทั้งการพัฒนาและการผลิตรถยนต์ การขับเคลื่อนยานพาหนะ ตลอดจนการบริการด้านการเดินทางและการสื่อสาร สำหรับเดมเลอร์ เราได้ตอบรับต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น พร้อมได้มีการระดมความคิดเพื่อพัฒนากลยุทธ์ขึ้นมาใหม่ ที่เกิดจากการนำปัญญาประดิษฐ์และกระบวนการในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลมาผสมผสานเข้าด้วยกัน โดยชื่อว่า ‘เคส’ (CASE)” โดยยนตรกรรมแห่งอนาคตของเมอร์เซเดส-เบนซ์ จะดำเนินงานตามกลยุทธ์ ‘CASE’ ที่มาจากรากฐานแนวคิดใหม่ 4 ประการ ได้แก่ Connected,  Autonomous, Shared & Service,  Electric Drive  ที่ทางบริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาเพื่อปรับเปลี่ยนการใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในมาเป็นมอเตอร์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง ด้วยแนวคิดดังกล่าวทำให้เมอร์เซเดส-เบนซ์ กำลังก้าวเข้าสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่ไม่ปล่อยไอเสียเลย”

ในฐานะผู้ผลิตรถยนต์ วิศวกรของเมอร์เซเดส-เบนซ์มุ่งมั่นในการคิดค้นนวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ตอบโจทย์ความยั่งยืนแห่งอนาคต โดยในปี พ.ศ.2552 รถยนต์คันแรกของโลกที่มีการขับเคลื่อนแบบไฮบริด พร้อมแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ได้ถือกำเนิดขึ้น ในชื่อว่า S 400 HYBRID ซึ่งเป็นยานยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์เบนซิน และมีประสิทธิภาพในการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงสูงสุดเพียง 7.9 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร ทั้งยังได้ชื่อว่าเป็นรถยนต์ซาลูนระดับพรีเมี่ยมที่ลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ยอดเยี่ยมที่สุดของโลกอีกด้วย

ต่อมาในปีพ.ศ.2555 ระบบส่งกำลังไฮบริดเจเนอเรชั่นที่ 2 ได้รับพัฒนาขึ้นด้วยการใช้พื้นฐานของระบบส่งกำลังแบบเกียร์อัตโนมัติเดินหน้า 7 จังหวะ 7G-TRONIC PLUS ซึ่ง E 300 BlueTEC HYBRID นับเป็นยนตรกรรมระดับพรีเมี่ยมที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลไฮบริดรุ่นแรก ด้วยการผสานประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ดีเซลเข้ากับการขับเคลื่อนแบบไฮบริด ทำให้เมอร์เซเดส-เบนซ์ เป็นผู้กำหนดเป้าหมายใหม่สำหรับการพัฒนายานยนต์ และบรรลุถึงความก้าวหน้าในการทำให้การสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงในรถยนต์นั่งแบบซาลูนระดับพรีเมี่ยม ต่ำเพียง 4 ลิตรต่อระยะทาง 100 กิโลเมตร เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้มีบทบาทต่อการขับเคลื่อนสู่อนาคตมากยิ่งขึ้น ด้วยการพัฒนายนตรกรรมแบบ PLUG-IN HYBRID ที่จะมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดในทุกรูปแบบการขับขี่ ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบเมื่อขับขี่ภายในเมือง หรือการขับขี่แบบไฮบริดที่ผสมผสานการทำงานระหว่างเครื่องยนต์กับมอเตอร์ไฟฟ้าเข้าด้วยกัน เพื่อให้ได้ทั้งความประหยัดและการตอบสนองที่รวดเร็ว พร้อมมอบสุนทรียะทุกครั้งที่ขับขี่

มร.โรลันด์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “รถยนต์ภายใต้แบรนด์ EQ ของเราเป็นมากกว่าแค่รถยนต์ไฟฟ้า แต่เป็นระบบนิเวศไฟฟ้าที่ครอบคลุมทั้งด้านการบริการ เทคโนโลยี และนวัตกรรม โดยภายในปี พ.ศ. 2565 บริษัทฯ จะผสานระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าเข้ากับรถยนต์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างทั่วถึง เพื่อให้ลูกค้ามีทางเลือกที่เป็นรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า อย่างน้อย 1 รุ่นในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่รถยนต์จาก    แบรนด์สมาร์ทไปจนถึงรถยนต์อเนกประสงค์ขนาดใหญ่ รวมถึงบริษัทฯ กำลังวางแผนจะนำเสนอรถยนต์ไฟฟ้ามากกว่า 50 รุ่นย่อยอีกด้วย”

“ซึ่งในวันนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญสู่ยุคใหม่ กับการนำรถยนต์ไฟฟ้าต้นแบบ เมอร์เซเดสเบนซ์ คอนเซ็ปต์ อีคิวเอ มาอวดโฉมที่เมืองไทย โดยรถยนต์รุ่นนี้จะแสดงให้เห็นถึง กลยุทธ์อีคิวที่จะถูกนำมาใช้ในรถยนต์กลุ่มคอมแพค ที่โดดเด่นด้วยการผสานความคล่องตัวอันน่าประทับใจเข้ากับระยะทางในการขับขี่ที่ยาวไกล ซึ่งเหมาะเป็นอย่างยิ่งกับการขับขี่ในชีวิตประจำวัน ที่ใช้สถาปัตยกรรมซึ่งพัฒนาขึ้นเพื่อรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่”

การดีไซน์รถยนต์ไฟฟ้า Mercedes-Benz Concept EQA รุ่นนี้เป็นผลจากการนำปรัชญาการออกแบบ Sensual Purity ของเรามาตีความใหม่ โดยลดองค์ประกอบที่เป็นสัน และเส้นออกไป เพื่อเผยสัดส่วนที่น่าตื่นตารวมถึงพื้นผิวที่ราบลื่นไร้รอยต่อ เมื่อผสานกับกราฟิกเร้าอารมณ์ที่เกิดจากการใช้แผงด้านหลังแบบไฮเทคสีดำ บ่งบอกถึงความเป็นที่สุดของการออกแบบที่โดดเด่นทำให้รถยนต์คันนี้ดูมีเสน่ห์อย่างแท้จริง ซึ่งรถยนต์คันนี้ได้เพิ่มความสวยงามภายนอก ด้วยเทคโนโลยีไฟส่องสว่างที่โดดเด่นด้วยเลเซอร์ไฟเบอร์ โดยที่ตัวกลางซึ่งถูกกระตุ้นด้วยแสงเลเซอร์ได้ถูกฝังไว้ในแกนกลางของเคเบิ้ลใยแก้วไฟรูปทรงขดเกลียวเล็กๆ

สวยสะดุดตาช่วยเน้นย้ำแนวคิดของรถยนต์ไฟฟ้า ทั้งด้วยการออกแบบที่ชวนให้นึกถึงขดลวดทองแดงในมอเตอร์ไฟฟ้า และภาพการเคลื่อนไหวที่ให้มโนภาพถึงการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า และด้วยโหมดการทำงานแบบอัจฉริยะของเมอร์เซเดส-เบนซ์ รถยนต์ไฟฟ้าต้นแบบ คอนเซ็ปท์ อีคิวเอ สามารถวิ่งได้เป็นระยะทางประมาณ 400 กิโลเมตร ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความจุของแบตเตอรี่ที่ติดตั้งเอาไว้ ซึ่งแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออนประสิทธิภาพสูงนี้ เป็นแบบเซลล์กระเป๋า (Pouch Cell) ที่ผลิตขึ้นโดยบริษัทย่อยของเดมเลอร์ คือ บริษัท ดอยท์ช แอคคิวโมทิฟ ซึ่งผลจากการออกแบบในแบบโมดูลาร์ ทำให้ระบบแบตเตอรี่ชนิดนี้มีความจุรวมเฉพาะรุ่นมากกว่า 60 kWh

สำหรับในประเทศไทย เมอร์เซเดส-เบนซ์ ทำการตลาดรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด ภายใต้ชื่อว่า  EQ Power’  ซึ่งหลังจากที่เราแนะนำรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดรุ่นแรกไปเมื่อต้นปี พ.ศ. 2559 ทางบริษัทฯ ได้มีการแนะนำรถยนต์รุ่นอื่นๆ ตามมาอย่างต่อเนื่องเพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้แก่ลูกค้า นอกจากการแนะนำรถยนต์รุ่นใหม่แล้ว เรายังให้ความสำคัญกับการสร้างระบบนิเวศไฟฟ้าที่ครอบคลุมทุกความต้องการของกลุ่มลูกค้า ทั้งในด้านการผลิต และการบริการเพื่อเสริมสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภค ด้วยการสร้างโรงงานแบตเตอรี่ในประเทศไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในเครือข่ายการผลิตแบตเตอรี่ทั่วโลกของเมอร์เซเดส-เบนซ์ คาร์ส โดยจะผลิตเพื่อรองรับความต้องการในประเทศ และเพื่อส่งออก เดมเลอร์ใช้เงินลงทุนรวมกว่า 1,180 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (กว่า 1 พันล้านยูโร) ในเครือข่ายการผลิตแบตเตอรี่ดังกล่าว ซึ่งยังมีโรงงานทั้งในเยอรมนี สหรัฐอเมริกา และจีนอีกด้วย เครือข่ายการผลิตแบตเตอรี่นี้จะตอบสนองความต้องการในตลาดอย่างยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพเช่นเดียวกับการผลิตรถยนต์ ซึ่งกลยุทธ์นี้จะทำให้มีเทคโนโลยีแบตเตอรี่อันทันสมัยจากศูนย์กลางการผลิตในแต่ละพื้นที่ ทั้งยุโรป จีน และสหรัฐอเมริกาไว้พร้อมรองรับการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของ เมอร์เซเดส-เบนซ์ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นตามแผนงานรถยนต์ไฟฟ้าของบริษัท ทั้งนี้ โรงงานผลิตแบตเตอรี่ในประเทศไทยมีแผนจะเริ่มเดินสายการผลิตภายในปีพ.ศ. 2562

อีกหนึ่งแผนการตลาดสำคัญที่เรากำลังดำเนินการอยู่ คือการสร้างเครือข่ายขยายจุดติดตั้งสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าให้ครอบคลุมพื้นที่มากที่สุด เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าตามไลฟ์สไตล์ และพฤติกรรมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่เริ่มเปลี่ยนไป โดยลูกค้ามองหาความสะดวกสบายในการชาร์จรถยนต์มากขึ้น นอกจากการชาร์จรถยนต์ที่บ้าน ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ห้างสรรพสินค้า หรือตามโรงแรม เป็นต้น โดยเราวางแผนที่จะสร้างสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้ารวมทั้งสิ้นกว่า 200 จุด ครอบคลุมทั้งผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการทั้ง 32 แห่งทั่วประเทศ โรงแรมชั้นนำในเครือ Marriott International, Minor Hotels และ Hilton และศูนย์การค้าชั้นนำ อาทิ สยามเซ็นเตอร์, เซ็นทรัลเวิลด์, พาราไดซ์ พาร์ค นอกจากนี้ ทางบริษัทฯ ยังได้เดินหน้าวางแผนเพิ่มสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าอีกหลายแห่งในอนาคตเพื่อรองรับความต้องการที่มากขึ้นของรถยนต์แบรนด์ EQ Power

ติดตามข้อมูลข่าวสารของเมอร์เซเดส-เบนซ์ได้ที่  www.facebook.com/MercedesBenzThailand

เชฟโรเลตเปิดตัวรถกระบะ “โคโลราโด มิดไนท์ อีดิชั่น” เปิดจองเพียง 100 คันในงานมอเตอร์ เอ็กซ์โป 2018 และที่ผู้จัดจำหน่าย

0
HyperFocal: 0

 

เชฟโรเลต ชวนเผยความเป็นตัวตนอีกด้านกับรถกระบะเชฟโรเลต โคโลราโด มิดไนท์ อีดิชั่น ที่มีความโดดเด่นลงตัว ด้วยรูปลักษณ์ภายนอกที่ดูโฉบเฉี่ยว มีเสน่ห์เข้มเร้าใจและน่าหลงใหล พร้อมท้าทายทุกสายตา มาพร้อมกับฟีเจอร์ใหม่เพิ่มความสะดวกสบายเพื่อให้คุณดื่มด่ำกับการขับขี่ที่เร้าใจในทุกเส้นทาง ไม่ว่าจะเป็นท้องถนนในเมืองหรือป่าเขา หรือจะในยามค่ำคืนหรือยามเช้า เมื่อคืนวันที่ 21 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา เชฟโรเลตชวนสื่อมวลชนร่วมงานแถลงข่าวเผยโฉมเชฟโรเลต โคโลราโด มิดไนท์ อีดิชั่น แบบเอ็กซ์คลูซีฟ ก่อนที่จะเปิดตัวสู่สาธารณชนภายในงานมอเตอร์ เอ็กซ์โป ครั้งที่ 35 ภายใต้แนวคิด “พลังแห่งรัตติกาล ที่ท้าทายคุณ” ที่วอยซ์ สเปซ กรุงเทพฯ

โดยโคโลราโด รุ่นพิเศษนี้ จะเปิดให้จองในปีนี้เพียง 100 คันเท่านั้น ลูกค้าที่สนใจ สามารถจองรถกระบะโคโลราโด มิดไนท์ อีดิชั่น พร้อมด้วยรถกระบะโคโลราโด และรถอเนกประสงค์เทรลเบลเซอร์ทุกรุ่นได้ที่บูธเชฟโรเลตภายในงานมอเตอร์ เอ็กซ์โป ครั้งที่ 35 ตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน – 10 ธันวาคม 2561 ที่อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี นอกจากนี้ ลูกค้ายังสามารถจองรถกระบะเชฟโรเลต โคโลราโด มิดไนท์ อีดิชั่น ทั้งรุ่น 4×2 และ 4×4 ได้ที่ผู้จัดจำหน่ายรถยนต์เชฟโรเลตทั่วประเทศในงานเปิดตัวรถกระบะโคโลราโด มิดไนท์ อีดิชั่น โดยครั้งนี้ได้นำเสนอรูปลักษณ์ที่โดดเด่นของรถกระบะโคโรลาโดรุ่นพิเศษรุ่นนี้ ที่มีเสน่ห์เข้มเร้าใจ มาพร้อมกับฟีเจอร์ใหม่ต่างๆ ได้แก่ ยางออลเทอร์เรนใหม่และไฟท้ายแอลอีดี ดีไซน์ล่าสุด รวมถึงภายในห้องโดยสารที่ตกแต่งด้วยสีดำแบบ Jet Black

 

รถกระบะโคโลราโด มิดไนท์ อีดิชั่น ประกอบด้วย

  • ภายในห้องโดยสารสีดำแบบ Jet Black พร้อมเบาะนั่งหุ้มหนังสีดำ เพิ่มความหรูหรา และกาบข้างประตูสีดำเงา พร้อมตราสัญลักษณ์ MIDNIGHT
  • ยางออลเทอร์เรน (AT) ทั้งล้อหน้าและหลัง ขนาด 18 นิ้ว ใหม่!
  • ไฟท้ายแอลอีดี ใหม่!
  • ล้ออัลลอยสีดำ ขนาด 18 นิ้ว
  • กระจังหน้าสีดำเงาพร้อมตราสัญลักษณ์เชฟโรเลตสีดำ
  • กระจกมองข้าง มือจับประตู กรอบไฟหน้า สปอร์ตบาร์ ขอบหน้าต่าง กันชนหลังพร้อมมือจับฝาท้ายเและซุ้มล้อ (ทั้งหมดเป็นสีดำ)
  • กระจกนิรภัยเพิ่มความเป็นส่วนตัว (Privacy Glass) สำหรับห้องโดยสารตอนหลัง 3 บาน

นางสาวปิยะนุช จตุรภัทร์ ผู้อำนวยการทั่วไปฝ่ายขายและการตลาด บริษัท เชฟโรเลต เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “รถกระบะโคโลราโด มิดไนท์ อีดิชั่นมีรูปลักษณ์ที่ดูลึกลับมีเสน่ห์เข้มเร้าใจและน่าหลงใหล พร้อมพาคุณทะยานไปในทุกเส้นทางและด้วยสไตล์ที่โฉบเฉี่ยวและดูลึกลับนี้เองทำให้รถกระบะรุ่นพิเศษนี้ดูจะเหมาะกับการปฏิบัติการลับ”  นางสาวปิยะนุช กล่าวเพิ่มเติมว่า “ไฟท้ายแอลอีดีดีไซน์ล่าสุดทำให้รถกระบะรุ่นพิเศษนี้ดูพรีเมี่ยมมากยิ่งขึ้น และยางออลเทอร์เรน ขนาด 18 นิ้วใหม่ จะช่วยเพิ่มความมั่นใจในทุกสภาพถนน ทำให้คุณสามารถขับรถไปในทุกที่ได้อย่างมั่นใจ”

รถกระบะโคโลราโด มิดไนท์ อีดิชั่นเกิดจากทักษะและความชำนาญของเชฟโรเลตในการผลิตรถกระบะเป็นระยะเวลากว่า 100 ปี และยังมีฟีเจอร์ต่างๆ ที่ช่วยอำนวยความสะดวกสบายระหว่างการขับขี่ รวมถึงเทคโนโลยีความปลอดภัยอื่นๆ เช่นเดียวกับที่มีในรถกระบะโคโลราโด ไฮ คันทรี ขุมพลังของรถกระบะโคโลราโด มิดไนท์ อีดิชั่นมาพร้อมเครื่องยนต์ดูราแม็กซ์ 4 สูบ ดีเซล เทอร์โบ 2.5 ลิตร ใช้ระบบเทอร์โบแปรผัน มีพละกำลัง 180 แรงม้า ที่ 3,600 รอบต่อนาที และแรงบิด 440 นิวตันเมตร ที่รอบต่ำ 2,000 รอบต่อนาที รวมถึงยังมีอุปกรณ์ ที่ช่วยลดเสียงรบกวนและแรงสั่นสะเทือนจากระบบขับเคลื่อนสู่ภายในห้องโดยสาร (Centrifugal Pendulum Absorber – CPA) จึงทำให้มั่นใจได้ว่าการขับขี่จะเงียบมากขึ้นกว่าเดิม

กล่องควบคุมของเครื่องยนต์ซึ่งเปรียบเสมือนสมองของตัวรถ มาพร้อมกับซอฟต์แวร์ที่ได้รับการพัฒนาโดยจีเอ็ม เพื่อการตอบสนองที่รวดเร็วยิ่งขึ้นและแม่นยำกว่าเดิม ทำให้เครื่องยนต์ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพในทุกสถานการณ์การขับขี่ โครงสร้างนิรภัยที่แข็งแกร่งและทนทานของรถกระบะโคโลราโด มิดไนท์ อีดิชั่นช่วยป้องกันการบิดตัวของตัวถังที่อาจเกิดจากแรงปะทะ พร้อมเสริมความแข็งแรงของห้องโดยสารด้วยคานนิรภัยด้านข้างที่แผงประตู ที่จะช่วยรับแรงกระแทกจากการชนด้านข้าง เพิ่มความปลอดภัยให้แก่ผู้โดยสาร นอกจากนี้ แชสซีส์ยังได้รับการออกเเบบมาเพื่อต้านทานแรงบิดของตัวถังเพื่อให้มีประสิทธิภาพสูงสุด จากทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้น ทำให้โคโลราโด รุ่นพิเศษนี้มีเสถียรภาพการทรงตัวเเละการเกาะถนนที่ดีเยี่ยม เหมาะกับการใช้งานทุกรูปเเบบ ไม่ว่าจะเป็นขับขี่โดยปกติหรือการบรรทุกสัมภาระ

รถกระบะโคโลราโด มิดไนท์ อีดิชั่นสามารถเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนผ่านแอปเปิล คาร์เพลย์ พร้อมสิริ อายส์ ฟรี และแอนดรอยด์ ออโต้ เมื่อเชื่อมต่อแล้ว ฟังก์ชั่นการใช้งานที่ขึ้นบนหน้าจอทัชสกรีนของโคโลราโดจะเหมือนกับที่แสดงผ่านจอมือถือ ไม่ว่าจะเป็นฟังค์ชั่นออดิโอ รูปภาพและภาพยนตร์ โทรศัพท์ การเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน และการตั้งค่าต่างๆ  พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นอำนวยความสะดวกแก่ผู้ขับขี่ในการควบคุมระบบเสียง และรับสายโทรศัพท์ผ่านการเชื่อมต่อบลูทูธ หรือสั่งการระบบครูสคอนโทรลโดยตรงจากพวงมาลัย ขณะที่ระบบนำทางที่ติดตั้งมาในรถยนต์จะแสดงผลผ่านหน้าจอทัชสกรีนบนคอนโซลกลาง ช่วยให้ผู้ขับขี่เดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ ได้อย่างมั่นใจ

ระบบอินโฟเทนเมนท์ มายลิงค์ยังมาพร้อมกับความบันเทิงผ่านช่องทางที่หลากหลาย ทั้ง คลื่นวิทยุระบบ AM และ FM ช่อง AUX และ USB รวมทั้งการเชื่อมต่อบลูทูธ โดยผู้โดยสารสามารถชมภาพยนตร์เรื่องโปรดผ่านทาง USB และ AUX นอกจากนี้ ยังสามารถชมคลังภาพในโหมดสไลด์โชว์ได้อย่างปลอดภัยด้วยฟังก์ชั่นหยุดการเล่นภาพโดยอัตโนมัติในขณะรถเคลื่อนที่ และสามารถเข้าถึงวิทยุอินเตอร์เน็ตด้วยการเปิดเครือข่ายวิทยุสตรีมมิ่ง เพื่อรับฟังสถานีวิทยุทั้งจากในประเทศและทั่วโลกผ่านแอพพลิเคชั่นของสมาร์ทโฟน ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ขับขี่ยังสามารถปรับการทำงานของตัวรถได้ตามต้องการ ตั้งแต่สัญญาณเตือน ระบบไฟส่องสว่าง ไปจนถึงการล็อกประตู ผ่านหน้าจอทัชสกรีนมายลิงค์

รถกระบะเชฟโรเลต โคโลราโด มิดไนท์ อีดิชั่นมีระบบความปลอดภัยแบบแอคทีฟที่ล้ำสมัย ซึ่งประกอบด้วยระบบป้องกันการลื่นไถลและล้อหมุนฟรี (TCS) ระบบรองรับการเบรกกะทันหัน (PBA) ระบบควบคุมการกระจายแรงเบรก (EBD) ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวของรถ (ESC) ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน (HDC) ระบบป้องกันการไหลของรถเมื่อขึ้นทางลาดชัน (HSA) ระบบป้องกันการพลิกคว่ำ (ARP) และระบบควบคุมการทรงตัวขณะลากจูง (TSC) ด้วยการให้ความสำคัญกับความปลอดภัย ทำให้หน่วยงานมาตรความปลอดภัยของออสเตรเลียและเอเชีย (ANCAP) จัดให้โคโลราโดมีความปลอดภัยระดับ 5 ดาว โคโลราโด รุ่นพิเศษนี้จึงช่วยให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารมีความปลอดภัยในทุกการเดินทาง

รถกระบะโคโลราโด รุ่นพิเศษนี้ยังมีระบบแจ้งเตือนเมื่อออกจากช่องจราจร ระบบแจ้งเตือนการชนด้านหน้า ระบบช่วยเหลือการจอดด้านหน้าและด้านหลัง พร้อมกล้องมองหลังติดรถยนต์ที่มีเส้นกะระยะปรับทิศทางได้ กระจกมองหลังตัดแสงอัตโนมัติ ระบบเตือนการคาดเข็มขัดนิรภัยที่เบาะหลัง รวมถึงระบบตรวจวัด และแจ้งเตือนแรงดันลมยางที่ตรวจวัดแรงดันลมยางแต่ละล้อ

นอกจากนี้ รถรุ่นพิเศษนี้ยังมีฟังก์ชั่นรีโมทสตาร์ท ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากเมื่อจอดกลางแจ้ง โดยผู้ขับขี่สามารถควบคุมการสตาร์ทเครื่องยนต์ พร้อมสั่งการให้ระบบปรับอากาศภายในห้องโดยสารทำงานอัตโนมัติเมื่ออยู่นอกตัวรถ เพื่อให้ห้องโดยสารเย็นสบายก่อนขึ้นรถ

ราคาจำหน่ายรถกระบะเชฟโรเลต โคโลราโด มิดไนท์ อีดิชั่น รุ่นขับเคลื่อนสองล้อ เกียร์อัตโนมัติ ราคา 1,028,000 บาท รุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อ เกียร์อัตโนมัติ ราคา 1,098,000 บาท ทั้งนี้ เชฟโรเลต ประเทศไทยจะเปิดจองและจำหน่ายรถกระบะเชฟโรเลต โคโลราโด มิดไนท์ อีดิชั่นภายในงานมอเตอร์ เอ็กซ์โป ครั้งที่ 35 ตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน – 10 ธันวาคม 2561 นอกจากนี้ ลูกค้ายังสามารถจองรถกระบะเชฟโรเลต โคโลราโด มิดไนท์ อีดิชั่นได้ที่ผู้จัดจำหน่ายรถยนต์เชฟโรเลตทั่วประเทศ

Audi Thailand เพิ่มดีกรีความร้อนแรงให้ตลาด และงาน Motor Expo 2018 เผยโฉม “Audi A6 Avant ใหม่”

0

 

อาวดี้ ประเทศไทย เพิ่มดีกรีความร้อนแรงและความคึกคักให้ตลาดรถยนต์หรูช่วงท้ายปี และงาน Motor Expo 2018  เพิ่มขึ้นไปอีก ล่าสุดได้ประกาศเปิดตัวยนตรกรรมรุ่นใหม่ล่าสุดอีกหนึ่งรุ่นเข้าสู่ตลาด “The new Audi A6 Avant” เพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้าที่รอคอยการมาของยนตรกรรมที่มีดีไซน์ล้ำสมัย สะกดใจ และมีความลงตัวเหนือระดับทุกมิติ ทั้งความหรูหรา ปราดเปรียว สปอร์ต อัจฉริยะ สมรรถนะสูง สะดวกสบาย และตอบสนองทุกการเดินทางอย่างยอดเยี่ยม

นายกฤษณะกร เศวตนันทน์  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร อาวดี้ ประเทศไทย เปิดเผยว่า จะมีการเปิดตัว “The new Audi A6 Avant อย่างเป็นทางการในงาน Motor Expo ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน -10 ธันวาคม 2561  ที่ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1-3 อิมแพค เมืองทองธานี  มั่นใจว่าความโดดเด่นและความยอดเยี่ยมของ Audi A6  Avant ใหม่  ที่เกิดจากการออกแบบอย่างพิถีพิถันให้มีความลงตัวอย่างกลมกลืนระหว่างสมรรถนะ ความสวยงาม ความล้ำสมัย  และความคล่องตัว สะดวกสบาย จะเพิ่มดีกรีความพึงพอใจ และความประทับใจของลูกค้าที่มีต่อแบรนด์ Audi ให้เพิ่มมากขึ้นไปอีก  โดยรุ่นที่นำเข้ามาจะเป็น  “Audi A6  Avant  55  TFSI quattro  S line”  พร้อมข้อเสนอราคาพิเศษสุดคุ้มค่า ที่ 4,999,000 บาท  โดยเปิดรับจองยนตรกรรมรุ่นใหม่ล่าสุดนี้ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปที่โชว์รูม Audi ทุกแห่ง และที่งาน Motor Expo 2018

The new Audi  A6  Avant  เป็นยนตรกรรมแบบ Avant ซึ่งเป็นอัตลักษณ์ของ Audi ที่ประสบความสำเร็จและได้รับความนิยมอย่างสูงในยุโรป นับเป็นยนตรกรรมที่ตอบโจทย์ เป็นรถที่ขับสนุกทุกสภาพถนน แฝงด้วยความหรูหรา  ความสะดวกสบายทุกการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานในชีวิตประจำวัน การเดินทางท่องเที่ยว หรือกิจกรรมสันทนาการ

The new Audi A6 Avant ได้รับการออกแบบภายนอกให้โดดเด่น สวยงาม สะท้อนถึงความเป็นดีเอ็นเอของ Audi และเป็นการออกแบบแบบยุคใหม่ที่ก้าวล้ำนำสมัยทุกมิติ ดูมีพลังด้วยเส้นสายแนวนอนทำให้รถดูมีความเคลื่อนไหวพร้อมตอบสนองการขับขี่ทุกเวลา ให้ความรู้สึกหรูหราไปพร้อมๆ กับอารมณ์สปอร์ต และมีสมรรถนะการขับขี่ที่พร้อมให้ประสบการณ์ความมั่นใจดีเยี่ยม ภายใต้เทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัจฉริยะประสิทธิภาพสูงที่ได้รับการพัฒนาล่าสุดแบบ quattro with ultra technology ซึ่งเป็นระบบขับเคลื่อนที่สามารถเปลี่ยนการขับในโหมด 4 ล้อ หรือ 2 ล้อ ภายในเสี้ยววินาที ทั้งเกาะถนนและช่วยเพิ่มความประหยัดน้ำมันมากยิ่งขึ้น

ขุมพลังใน Audi A6  Avant ใหม่ มาพร้อมทุกด้านทั้งพละกำลัง ความนุ่มนวล ความประหยัด และการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ด้วยเทคโนโลยี Mild Hybrid (MHEV) ที่ทำงานร่วมกันระหว่างเครื่องยนต์เบนซิน    วี 6 ขนาด 3.0 ลิตร กับระบบไฟฟ้า 48 โวลต์ ให้กำลังสูงสุด  340 แรงม้า และอัตราเร่งที่เร้าใจ 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 5.3 วินาที

ภายในห้องโดยสาร Audi A6 Avant ใหม่ ถูกออกแบบให้เป็นไปตามแนวคิดใหม่ New Audi design language” ซึ่งนอกจากความสวยงาม โฉบเฉี่ยว สปอร์ต พื้นที่กว้างขวาง และหรูหราแล้ว ยังเพิ่มความสะดวกในการใช้งานของลูกค้า เช่น จอมัลติฟังก์ชันแบบสัมผัสขนาด 10.0 นิ้ว และมาพร้อมระบบ MMI Navigation Plus ส่วนจอขนาด 8.6 นิ้วด้านล่าง ใช้สำหรับควบคุมระบบปรับอากาศ แบบแยกอิสระ 4 โซน เพิ่มความพึงพอใจให้กับทุกที่นั่งในทุกการเดินทาง และยังเพิ่มความสุนทรีย์ ความเพลิดเพลินในการเดินทาง ด้วยระบบเสียง 3 มิติ คุณภาพสูงจากเครื่องเสียง Bang & Olufsen ที่โด่งดัง และได้รับการยอมรับไปทั่วโลก

Audi A6  Avant ใหม่ มาพร้อมกับระบบไฟหน้าแบบ Matrix LED ช่วยให้การส่องสว่างสอดคล้องกับสภาพเส้นทาง ลดการรบกวนสายตาผู้ใช้รถคันอื่นอัตโนมัติ แต่ส่องสว่างในพื้นที่อื่นๆ ด้านหน้าได้ไกลช่วย ให้ผู้ขับขี่มีทัศนวิสัยในการมองเห็นได้ดียิ่งขึ้นในช่วงค่ำคืน  เพิ่มความปลอดภัยในการเดินทางได้มากขึ้น

สำหรับ “The new A6 Avant  55  TFSI quattro S line” ที่อาวดี้ประเทศไทยนำเข้ามาจำหน่าย ยังได้รับการออกแบบให้มีความหรูหรา โฉบเฉี่ยว ล้ำสมัยด้วยหลังคาแบบพาโนรามิค ที่ใช้งานสะดวกด้วยการควบคุมการเปิด-ปิด ด้วยระบบไฟฟ้า และยังถูกเสริมความดุดัน สวยงาม และอารมณ์สปอร์ตเพิ่มขึ้นไปอีก ด้วยชุดแต่งแบบ S line  เช่น กันชนหน้า กันชนหลัง และล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้ว ภายในเพิ่มความหรูหรา ด้วยเบาะนั่งหุ้มหนังคุณภาพสูง Valcona ทรง S sports ตกแต่งแบบ diamond cut พร้อมสัญลักษณ์ S line และพวงมาลัยแบบสปอร์ต 3 ก้าน พร้อมปุ่มควบคุมการทำงานของระบบต่างๆ หรือมัลติฟังก์ชัน

โครงสร้างตัวถังภายนอกของ The new A6 Avant มีความยาว 4,939 มม. กว้าง 1,886  มม. สูง 1,467 มม. บวกกับการออกแบบอย่างละเอียดในส่วนต่างๆ ทำให้มีพื้นที่ในห้องโดยสารที่มีขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับคู่แข่ง ส่งผลให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารมีความสะดวกสบายเมื่ออยู่ในรถ ไม่อึดอัด เมื่อยล้า เช่น พื้นที่วางขาที่มากกว่า ช่วยให้การเดินทางไม่ว่าจะใกล้ หรือไกล มีความรื่นรมย์มากขึ้น ขณะที่พื้นที่การบรรทุกสัมภาระกว้างขวางรองรับปริมาณกระเป๋าเดินทาง อุปกรณ์กีฬา และเครื่องใช้ต่างๆ ได้มากถึง 565  ลิตร และเพิ่มได้เป็น 1,680 ลิตร หากพับเบาะนั่งแถวหลังลง ทำให้สามารถบรรทุกสัมภาระที่มีขนาดใหญ่ หรือมีความยาวเป็นพิเศษได้

ทั้งนี้อาวดี้ ออกแบบให้เบาะนั่งแถวหลังพับได้แบบ 40:20:40 ตามความเหมาะสมของการใช้งาน ทั้งแบบโดยสาร หรือแบบบรรทุกสัมภาระ ซึ่งสามารถพับได้ราบเรียบ ช่วยให้การขนสัมภาระขึ้นลงทำได้ง่ายขึ้น และสำหรับพื้นที่บรรทุกสัมภาระด้านหลัง ยังมีแผ่นบังที่ออกแบบให้ทำงานได้ทั้งการเลื่อนเปิด-ปิด อัตโนมัติ หรือจะควบคุมเองก็ได้เช่นกัน นอกจากนี้ฝาท้ายรถเปิดปิดด้วยระบบไฟฟ้า ควบคุมด้วยเซ็นเซอร์ เพิ่มความสะดวกให้กับผู้ขับขี่

The new A6 Avant ยังถูกออกแบบให้ภายในห้องโดยสารเงียบเป็นพิเศษ จึงเป็นรถที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเดินทางไกล หรือการที่ต้องอยู่ในรถเป็นเวลานาน ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการออกแบบโครงสร้างตัวถังให้มี Aerodynamics ค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศเพียง 0.27 ทำให้ลดเสียงปะทะของลม และยังช่วยให้ประหยัดน้ำมัน รวมถึงมีการยึดเกาะถนนที่ดีอีกด้วย ขณะที่ระบบควบคุมการทำงานต่างๆ มีความล้ำสมัย ใช้งานง่าย สะดวกสบายสุดๆ

นายกฤษณะกร กล่าวว่า มีความมั่นใจกับการมาของ Audi A6 Avant ใหม่ว่าจะเพิ่มความคึกคัก และร้อนแรงให้กับบูธของ Audi เพิ่มขึ้นไปอีก ซึ่งนอกจากจะมีเงื่อนไขและแคมเปญสุดพิเศษส่งท้ายปีมอบให้ลูกค้า ด้วยแคมเปญ “รูดแสนบาท ได้แสนพอยท์” พร้อมกล้อง Leica Q-P  รุ่นใหม่ล่าสุด มูลค่า 180,000 บาท สำหรับลูกค้า 100 ท่านแรก (ยกเว้นQ 2 และ A6 Avant ซึ่งเงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด) แล้ว ในงาน  Motor expo ยังให้ลูกค้า Audi สามารถมาสัมผัสยนตรกรรมรุ่นใหม่ รุ่นยอดนิยมที่ทางอาวดี้จะยกขบวนมาให้ชมอย่างใกล้ชิด อาทิ รถสปอร์ตคูเป้ TT  หนึ่งในไอคอนแห่ง Audi ที่ยังคงมาแรงอย่างต่อเนื่อง และพรีเมียม SUV ตระกูล Q series ที่นอกจาก Q5, Q7 แล้วยังมี Q8 เรือธงของ Audi SUV มาด้วย ส่วนในกลุ่มพรีเมียมซีดาน A7 Sportback, A8 L ที่มาพร้อมความหรูหรา สปอร์ต และดีไซน์สะกดใจ งดงามทุกมุมมอง ก็พร้อมมาอวดโฉมในงานนี้ด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ลูกค้าที่จองรถใหม่ทุกคันจะได้รับการดูแลจาก Audi Protection ด้วยการรับประกันรถใหม่ 5 ปี หรือระยะทาง 150,000 กิโลเมตร และการให้บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน Roadside Assistance ทั่วประเทศ 24 ชั่วโมงนาน 5 ปี” ลูกค้าอาวดี้สามารถสอบถามรายละเอียด The new Audi  A6 Avant รวมถึงยนตกรรมรุ่นอื่นๆ และปรึกษาแคมเปญต่างๆ ได้ที่บูธ Audi ในงาน Motor Expo

  • ส่วนงานขาย สำนักงานใหญ่ Audi Centre Thailand  โทร. 02 765 8888
  • โชว์รูม  Audi New Petchburi โทร. 02 023 4888 (ฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์)
  • โชว์รูม Audi Pattaya โทร. 038 197 888
  • และพบกับ Audi Phuket เร็วๆ นี้

 

“ฮอนด้า” จัดหนักส่งท้ายปี ชูไฮไลท์ 3 รุ่นใหม่ พร้อมสปอร์ตซูเปอร์คาร์ “ฮอนด้า เอ็นเอสเอ็กซ์” ที่งาน มอเตอร์ เอ็กซ์โป 2018

0
2019 Honda Accord Touring 2.0T

 

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) ชูไฮไลท์ 3 รุ่นใหม่ เปิดตัว ฮอนด้า ซีวิค ใหม่, ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ รุ่น 5 ที่นั่ง เผยโฉม ฮอนด้า แอคคอร์ด ใหม่ เจเนอเรชั่นที่ 10 ครั้งแรก พร้อมนำสปอร์ตซูเปอร์คาร์ ฮอนด้า เอ็นเอสเอ็กซ์ มาจัดแสดงที่งาน มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 35 หรือ The 35th Thailand International Motor Expo 2018 ระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน – 10 ธันวาคม 2561 ณ บูทฮอนด้า (A14) อาคารชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1 – 3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

  • ฮอนด้า ซีวิค ใหม่  

ยนตรกรรมสปอร์ตพรีเมียมซีดานที่พร้อมพาคุณก้าวข้ามขีดสุดทุกความท้าทาย สู่ความมั่นใจอีกระดับ มาพร้อมกับเทคโนโลยีความปลอดภัยแบบอัจฉริยะ ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง (Honda SENSING) มาตรฐานความปลอดภัยอันล้ำสมัยเพื่อความมั่นใจในทุกการเดินทาง ดีไซน์ภายนอกใหม่ ที่จะทำให้คุณรู้สึกถึงความสปอร์ตมากกว่าที่เคย มาพร้อมขุมพลังแห่งนวัตกรรม ทั้งเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร DOHC VTEC TURBO และเครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร SOHC i-VTEC ให้การขับขี่ที่เร้าใจแต่ยังคงไว้ซึ่งอัตราการประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยม และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สะท้อนตัวตนของคุณให้ชัดเจนยิ่งขึ้นด้วยสีใหม่          สีน้ำเงินบริลเลียนท์ สปอร์ตตี้ (Brilliant Sporty Blue) โดยจะทำการเปิดตัวพร้อมประกาศราคาอย่างเป็นทางการครั้งแรกที่งานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 35 หรือ มอเตอร์ เอ็กซ์โป 2018 นี้

 

  • ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ รุ่น 5 ที่นั่ง

[embedyt] https://www.youtube.com/watch?v=-Q1Ktfq2WFs[/embedyt]

ที่สุดแห่งยนตรกรรมเอสยูวีระดับพรีเมียม อีกหนึ่งทางเลือกที่พร้อมเติมเต็มทุกพื้นที่จินตนาการในแบบคุณ นำเสนอเบาะนั่ง 2 แถว 5 ที่นั่ง ในรุ่นเครื่องยนต์เบนซิน พร้อมเพิ่มเติมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกให้ครบครันในทุกรุ่น อาทิ ฝากระโปรงท้ายเปิด-ปิดอัตโนมัติด้วยระบบไฟฟ้าพร้อมระบบแฮนด์ฟรี (Hands-free Power Tailgate) และระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว แบบ Advanced Touch รองรับการเชื่อมต่อ  Apple CarPlay และระบบสั่งการด้วยเสียง SIRI เป็นต้น และยังคงไว้ซึ่งเบาะนั่ง 3 แถว 7 ที่นั่ง ทั้งในรุ่นเครื่องยนต์เบนซินและรุ่นเครื่องยนต์ดีเซลอีกด้วย

ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ มาพร้อมดีไซน์รอบคันที่หรูหราแข็งแกร่งในทุกมิติ ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังเครื่องยนต์ดีเซล 1.6 ลิตร i-DTEC DIESEL TURBO ที่มาพร้อมระบบเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด เป็นระบบเกียร์ไฟฟ้าที่ควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ด้วยสวิตช์ (Shift by Wire) และเครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.4 ลิตร DOHC i-VTEC พร้อมเกียร์อัตโนมัติ แบบ CVT  พื้นที่ห้องโดยสารและพื้นที่เก็บสัมภาระที่กว้างขวางสำหรับทุกไลฟ์สไตล์ สะดวกสบายด้วยฟังก์ชั่นที่เหนือระดับ และครบครันด้วยมาตรฐานความปลอดภัยอันล้ำสมัย โดยจะมีให้เลือกทั้งหมด 6 รุ่น ดังนี้

 

เครื่องยนต์เบนซิน

  • รุ่น 2.4 S                   ราคา 1,359,000 บาท (5 ที่นั่ง)
  • รุ่น 2.4 ES 4WD      ราคา 1,499,000 บาท (5 ที่นั่ง)
  • รุ่น 2.4 E                   ราคา 1,409,000 บาท (7 ที่นั่ง)
  • รุ่น 2.4 EL 4WD       ราคา 1,549,000 บาท (7 ที่นั่ง)

เครื่องยนต์ดีเซล

  • รุ่น DT-E                   ราคา 1,559,000 บาท (7 ที่นั่ง)
  • รุ่น DT-EL 4WD      ราคา 1,699,000 บาท (7 ที่นั่ง)

โดยมีให้เลือกทั้งหมด 4 สี ได้แก่ สีดำคริสตัล (มุก) สีขาวออร์คิด (มุก) สีเงินลูนาร์ (เมทัลลิก) และสีเทาโมเดิร์นสตีล (เมทัลลิก) สำหรับลูกค้าที่สนใจ ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ รุ่น 5 ที่นั่ง หรือ 7 ที่นั่ง สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม และจองรถได้ตั้งแต่วันนี้ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ หรือพบกันที่บูทฮอนด้าในมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 35 หรือ มอเตอร์ เอ็กซ์โป 2018 หรือ www.honda.co.th/crv

หมายเหตุ: สีขาวออร์คิด (มุก) เพิ่ม 12,000 บาท และสีดำคริสตัล (มุก) เพิ่ม 8,000 บาท

 

  • ฮอนด้า แอคคอร์ด ใหม่

เผยโฉมครั้งแรกในประเทศไทยที่งาน มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 35 หรือ The 35th Thailand International Motor Expo 2018 ก่อนการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในช่วงต้นปี 2562

 

**ภาพฮอนด้า แอคคอร์ด เจเนอเรชั่นที่ 10 ที่จำหน่ายในประเทศสหรัฐอเมริกา

*รายละเอียดหรืออุปกรณ์บางส่วนในภาพอาจแตกต่างจากรุ่นที่จะจำหน่ายในประเทศไทย

สัมผัสยนตรกรรมฮอนด้า 3 รุ่นไฮไลท์ ทั้ง ฮอนด้า ซีวิค ใหม่ ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ รุ่น 5 ที่นั่ง        และ ฮอนด้า แอคคอร์ด ใหม่ เจเนอเรชั่นที่ 10 พร้อมยนตรกรรมฮอนด้ารุ่นอื่นๆ รวม 12 รุ่น และยนตรกรรมสปอร์ต ซูเปอร์คาร์ ฮอนด้า เอ็นเอสเอ็กซ์ ในงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 35 หรือ The 35th Thailand International Motor Expo 2018 ระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน – 10 ธันวาคม 2561 ณ บูทฮอนด้า (A14) อาคารชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1 – 3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

 

การทดสอบสมรรถนะ “โตโยต้า ไฮลักซ์ รีโว่ รุ่นปรับปรุงใหม่” ครั้งแรกในรอบ 3 ปี หน้าตาดุดัน ได้ทั้งแรง ได้ทั้งประหยัด (ภาพ+Clip VDO)

0

 

[embedyt] https://www.youtube.com/watch?v=eP-Pct0pH5g[/embedyt]

 

โตโยต้า ไฮลักซ์ รีโว่ ถึงเวลาของการปรับปรุงเพื่อให้ได้มากซึ่งสมรรถนะการขับขี่ที่ดีขึ้นหลังจากออกสู่ตลาดมาได้ 3 ปี นับจาการเปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 2558 รุ่นปรับปรุงใหม่นี้ได้รับการดีไซน์อีกครั้ง เติมความแข็งแกร่งดุดันเพิ่มขึ้นอีก หลังจากทำการปรับปรุงหน้าตาไปแล้ว และยังคงเสริมสมรรถนะที่ยอดเยี่ยมจากขุมกำลังของเครื่องยนต์ดีเซลระบบคอมมอนเรล GD Efficient Boost ด้วยเกียร์อัตโนมัติรุ่นใหม่ 6 จังหวะ พร้อมทั้งคงความปลอดภัยเหนือระดับมาตรฐานระดับโลกตอบสนองรูปแบบการใช้งานที่หลากหลาย

มาดูที่การเปลี่ยนแปลงในส่วนของดีไซน์ใหม่ เริ่มจากกระจังหน้าและกันชนหน้า บึกบึนดูดุดันด้วยไฟหน้า LED โปรเจคเตอร์ พร้อมระบบปรับระดับสูงต่ำอัตโนมัติและไฟ Daytime Running Lights และไฟตัดหมอกช่วยเพิ่มทัศนะวิสัย กระจกข้างโครเมี่ยมพร้อมสัญญาณไฟเลี้ยว ล้ออัลลอยด์ ขนาด 17 นิ้ว ดูบึกบึนด้วยยางแบบ All Terrain รองรับทุกรูปแบบการขับขี่

ภายในกว้างขวางสะดวกสบาย จอแสดงข้อมูลการขับขี่ MID 4.2 นิ้ว อ่านง่าย สวยงาม มีระบบเครื่องเสียงพร้อมเนวิเกเตอร์แบบหน้าจอสัมผัส ขนาด 7 นิ้ว และกล่องเก็บของพร้อมระบบรักษาความเย็น

ไฮลักซ์ รีโว่ รุ่นปรับปรุงใหม่ ใช้เครื่องยนต์ 2.4 ลิตร 150 แรงม้า แรงบิด 400นิวตัน-เมตร มีทั้งเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ พร้อม Sequential Shift และเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ ขับเคลื่อน 2 ล้อ มีสวิตช์ปรับรูปแบบการขับขี่ได้ตามต้องการ  Eco Mode และ Power Mode

ระบบช่วงล่าง DCS (Dynamic Control Suspension) อีกขั้นของความล้ำหน้า พร้อมตอบสนองที่ดีทั้งการทรงตัวและความนุ่มนวล ในด้านความปลอดภัยมั่นใจด้วยระบบควบคุมการทรงตัวขณะเข้าโค้ง ระบบป้องกันล้อล็อค ระบบกระจายแรงเบรก ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชันและควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน และระบบแสดงภาพจากกล้องมองหลังขณะถอยจอด

 

การขับขี่

ในส่วนการเดินทางทดสอบ ผมได้ขับในรุ่น Double Cab ออกเดินทางจาก ตัวเมืองในจังหวัด พิษณุโลก ในการเดินทางใช้เส้นทางหลวงมาหลายเลข 12 เส้น จากพิษณุโลก ไปถึงขอนแก่นเป็นเส้นทางหลักในการทดสอบ ในช่วงแรกเราจะสัมผัสกับการขับขี่ในเมือง ช่วงนี้การขับขี่คล่องตัวเนื่องจากการจราจรที่นี่ไม่ได้คับคั่งเท่าใดนัก ทำให้รู้สึกเพลิดเพลินไปในการขับขี่ เราวิ่งเข้าเส้นทางหลวงหมายเลข 12 มุ่งหน้าไปที่เขาค้อ ในเส้นทางนี้จะเป็นเส้นทางขึ้นและลงเขาสลับกันและทางโค้งที่คดเคี้ยวไม่มากเท่าใดนักผมได้สัมผัสกับพละกำลังเครื่องยนต์การควบคุมพวงมาลัยและเบรกที่รู้สึกว่ามั่นใจ ในช่วงนี้เราใช้ความเร็ว ไม่เกิน 80 กม./ชม. มีเปิดกระจกบ้างเพื่อรับอากาศบริสุทธิ์ และเพลิดเพลินกับบรรยากาศระหว่างทาง เรามาจุดพักแรก พักรับประทานอาหารกลางวันกันที่ The Blue Sky Khao Kho จังหวัดเพชรบูรณ์ ระยะทางจากจุดแรกมาถึงตรงนี้ก็ระยะทางประมาณ 110 กม.

 

หลังจากนั้นก็เดินทางต่อโดยใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 12 ตามเดิม ระหว่างนี้ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นเส้นทางที่ลงเขายาวๆ และค่อนข้างจะชัน แต่การควบคุมพวงมาลัยและระบบเบรกก็ทำให้ผมมั่นใจเป็นอย่างดี เส้นทางระหว่างนี้เราสามารถใช้ความเร็วได้บ้างเพราะเป็นทางราบ แต่ก็ไม่เกินที่กฏหมายกำหนดไว้

เราได้สัมผัสกับเนินชันยาวๆ กันอีกครั้งช่วงเส้นทางผ่านอุทยานแห่งชาติน้ำหนาว และเป็นเส้นทางเลนสวน ต้องระมัดระวังเป็นอย่างดี พละกำลังของเครื่องยนต์ 2.4 ลิตร 150 แรงม้า แรงบิด 400 นิวตัน-เมตร นั้นทำให้การขับขี่ในช่วงนี่ราบเรียบง่ายด่าย ด้วยบรรยากาศ 2 ข้างทางที่ ร่มรื่น ผมสัมผัสได้ถึงอากาศ    บริสุทธ์และความเย็นสบายจากภายนอกรถ

ท้ายของการเดินทางทดลองขับ Toyota Hilux Revo รุ่นปรับปรุงใหม่ เราเดินทางเข้าเขตจังหวัดขอนแก่นมุ่งหน้าไปที่ โรงเรียนการศึกษาคนตาบอด เพื่อบริจาคเงินและสิ่งของ อาหารแห้งให้กับเด็กๆ ณ ที่โรงเรียนแห่งนี้ เราใช้ระยะทาง 322 กม. ในการขับทดสอบ Toyota Hilux Revo รุ่นปรับปรุงใหม่ และใช้ความเร็วในการเดินทางอยู่ที่ 80-90 กม. /ชม.

.

ผลที่ออกมาน่าประทับใจใช้น้ำมันไป 12 ลิตร ใช้เงินเติมน้ำมันไป 368 บาท คิดเป็น 2กม./ลิตร ในเส้นทางที่ค่อนข้างจะใช้กำพละกำลังแรงบิดของเครื่องยนต์บ่อยครั้ง แต่ Revo คันนี้สามารถทำให้การขับขี่นั้น สนุก สนานตลอดเวลา

 

เพิ่มทางเลือก 4 รุ่นย่อยใหม่กับเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ พร้อมระบบ Sequential Shift เครื่องยนต์ 2.4 ลิตร ขับเคลื่อน 2 ล้อ

  • รุ่นมาตรฐาน 4 Jแค็บและแชสซีส์ เกียร์อัตโนมัติ ขับเคลื่อน 2 ล้อ
  • รุ่นมาตรฐาน 4J เกียร์อัตโนมัติ ขับเคลื่อน 2 ล้อ

ข้อมูลทางเทคนิค

รหัสเครื่องยนต์   2GD-FTV (High)

ความจุกระบอกสูบ 2,393 ซีซี

แรงม้าสูงสุด  110 กิโลวัตต์ (150 แรงม้า) ที่ 3,400 รอบต่อนาที

แรงบิดสูงสุด  เกียร์ธรรมดา 343 นิวตัน-เมตร ที่ 1,400-2,800 รอบต่อนาที

เกียร์อัตโนมัติ 400 นิวตัน-เมตร ที่ 1,600 – 2,000 รอบต่อนาที

 

 

ราคา ไฮลักซ์ รีโว่ รุ่นปรับปรุงใหม่

รุ่นเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ พร้อมระบบ Sequential Shift  ระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ

  • รุ่นมาตรฐาน 4 แค็บและแชสซีส์เกียร์อัตโนมัติ ขับเคลื่อน 2 ล้อ 583,000 บาท
  • รุ่นมาตรฐาน 4J เกียร์อัตโนมัติ ขับเคลื่อน 2 ล้อ 619,000 บาท
  • สมาร์ทแค็บ 4J Plus เกียร์อัตโนมัติ ขับเคลื่อน 2 ล้อ 699,000 บาท
  • ดับเบิ้ลแค็บ 4J Plus เกียร์อัตโนมัติ ขับเคลื่อน 2 ล้อ 740,000 บาท

รุ่นเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะใหม่ระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ

  • รุ่นมาตรฐาน 4J แค็บและแชสซีส์เกียร์ธรรมดา ขับเคลื่อน 2 ล้อ 528,000 บาท
  • รุ่นมาตรฐาน 4J เกียร์ธรรมดา ขับเคลื่อน 2 ล้อ 564,000 บาท
  • สมาร์ทแค็บ 4J เกียร์ธรรมดา ขับเคลื่อน 2 ล้อ 584,000 บาท
  • สมาร์ทแค็บ 4J Plus เกียร์ธรรมดา ขับเคลื่อน 2 ล้อ 650,000 บาท
  • สมาร์ทแค็บ 4E เกียร์ธรรมดา ขับเคลื่อน 2 ล้อ 690,000 บาท
  • ดับเบิ้ลแค็บ 4J Plus เกียร์ธรรมดา ขับเคลื่อน 2 ล้อ 690,000 บาท
  • ดับเบิ้ลแค็บ 4E เกียร์ธรรมดา ขับเคลื่อน 2 ล้อ 784,000 บาท

  ***ราคาดังกล่าวเป็นราคารถยนต์พร้อมอุปกรณ์มาตรฐานที่ผลิตจากโรงงาน รวมราคาชุดอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษ

หมายเหตุ :  สำหรับสีขาวมุก White Pearl ราคาจะเพิ่ม 10,000 บาท จากราคาที่แสดงข้างบน และสี Solid ราคาจะถูกหักออก 7,000 บาท จากราคาที่แสดงด้านบน

ข้อมูลเพิ่มเติมจากบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด

รถกระบะ ไฮลักซ์ รีโว่ ได้รับการแนะนำภายใต้โครงการ “IMV: Innovative International Multi PurposeVehicle”  เมื่อปี 2558 โดดเด่นด้วยดีไซน์ที่แข็งแกร่งดุดัน เปี่ยมด้วยสมรรถนะที่ยอดเยี่ยมจากขุมกำลังของเครื่องยนต์ดีเซลระบบคอมมอนเรล GD Efficient Boost และระบบความปลอดภัยเหนือระดับมาตรฐานระดับโลก และเมื่อเดือนกันยายน 2561 ได้มีการแนะนำ ไฮลักซ์ รีโว่ รุ่นปรับปรุงใหม่ เพื่อตอบสนองรูปแบบการใช้งานของลูกค้าที่หลากหลาย ทั้งในส่วนของการใช้งานเชิงพาณิชย์ และการใช้งานส่วนบุคคลได้ดียิ่งขึ้น