Home Blog Page 497

“ฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่” พาท่องเที่ยวเชิงนิเวศเส้นทางนครสวรรค์-อุทัยธานี

0

 

ฟอร์ด ประเทศไทย ร่วมกับ ฟอร์ด เอฟ นครสวรรค์จัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ แกร่งไปกับฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่นำสื่อมวลชนในจังหวัดนครสวรรค์ออกเดินทางไปกับฟอร์ดเรนเจอร์ใหม่รถกระบะนิยาม‘เกิดมาแกร่ง’ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ขุมพลังใหม่ผสานเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีดพร้อมเทคโนโลยีที่เหนือชั้นเพื่อสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ปลอดภัยล้ำสมัยบนทั้งเส้นทางเรียบและออฟโรดโดยมีจุดมุ่งหมาย คือ เส้นทางท่องเที่ยวเชิงนิเวศในเส้นทางจังหวัดนครสวรรค์-อุทัยธานีที่ พร้อมร่วมกิจกรรมเพื่อสังคม ที่โรงพยาบาลชุมตาบง และโรงเรียนอนุบาลชุมตาบง จังหวัดนครสวรรค์ ตลอดจนการปลูกฝังจิตสำนึกด้านการขับขี่อย่างปลอดภัย เพื่อช่วยลดอุบัติเหตุบนท้องถนน

ในการเดินทางครั้งนี้ ฟอร์ดได้นำคณะผู้เข้าร่วมกิจกรรมออกเดินทางจากโชว์รูมและศูนย์บริการฟอร์ด เอฟ นครสวรรค์ไปทำสิ่งดีๆ ร่วมกัน ในกิจกรรมเพื่อสังคม มอบอุปกรณ์การแพทย์ให้กับโรงพยาบาลชุมตาบง จากนั้นขบวนได้เดินทางไปทำกิจกรรมเพื่อชุมชนกันต่อด้วยการมอบอุปกรณ์การเรียนให้กับโรงเรียนอนุบาลชุมตาบง และร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับคณะครูและนักเรียน

 

 

ระหว่างการเดินทางคณะเดินทางได้ทดสอบอัตราเร่งและสมรรถนะทรงพลังและเปี่ยมประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ใหม่ ของ ฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ ที่มาพร้อมเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ทั้งเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร ไบเทอร์โบให้พละกำลังสูงถึง 213 แรงม้ามอบแรงบิดที่สูงถึง 500 นิวตันเมตร และเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบ กำลัง 180 แรงม้าและแรงบิด 420 นิวตันเมตร เพื่อรองรับการขับขี่ที่หลากหลาย ช่วยให้การเดินทางสะดวกสบาย เพิ่มความมั่นใจตลอดเส้นทาง

สถานที่ต่อไปที่ขบวนเดินทางไป คือ หุบป่าตาด มหัศจรรย์ถ้ำ ป่าดึกดำบรรพ์ที่เต็มไปด้วยความสวยงามทางธรรมชาติมีสภาพทางภูมิศาสตร์ที่แปลกตาด้วยพันธุ์ไม้หายากมากมายหลายชนิดและสัตว์ป่าหายากภายในเป็นถ้ำหินงอกหินย้อยที่ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังข้ามกาลเวลาไปสู่ยุคไดโนเสาร์เบื้องหลังเขาหินปูนเป็นป่าดงดิบขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยต้นตาดต้นไม้โบราณสายพันธุ์เดียวกับปาล์มนอกจากพันธุ์ไม้แปลกตายังสามารถพบสัตว์ป่าหายากทั้งเต่าเทียนและกิ้งกือมังกรสีชมพู สัตว์ชนิดใหม่ที่ถูกค้นพบเมื่อปี 2550 ที่สามารถพบได้ที่นี่ที่เดียวในโลก

จากนั้น ขบวนเดินทางต่อไปยังบ้านภูเหม็น เพื่อทดสอบสมรรถนะของฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ ในเส้นทางออฟโรดโดยได้สัมผัสถึงวิถีชีวิตชาวไทยเชื้อสายกระเหรี่ยงไหสี่หู จากสองข้างทาง และแวะจุดชมวิวผาร่มเย็นเพื่อชมวิวน้ำตกผาร่มเย็นและทิวทัศน์ของหมู่บ้านด้านล่างซึ่งคณะเดินทางได้ทดสอบเทคโนโลยีอันชาญฉลาดที่ตอบสนองต่อการขับขี่แบบออฟโรด ของฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ อย่างครบครัน

 

ฟอร์ดมีความยินดีที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมการออกไปเดินทางท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ซึ่งการเดินทางในเส้นทางการท่องเที่ยวชมเส้นทางอนุรักษ์ธรรมชาติตลอดจนทำกิจกรรมเพื่อสังคมนั้น ต้องเผชิญกับเส้นทางอันยากลำบาก แต่ฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ ก็ได้นำสื่อมวลชนผ่านทุกอุปสรรคการเดินทางอย่างง่ายดายและปลอดภัยด้วยขุมพลังใหม่ที่เปี่ยมสมรรถนะ ผนวกกับเทคโนโลยีอันชาญฉลาดที่ตอบสนองต่อการขับขี่ทั้งแบบออนโรดและแบบออฟโรด ได้อย่างดีเยี่ยมครบครัน

 

นอกจากนี้คณะเดินทาง ยังได้ใช้เทคโนโลยีช่วยขับขี่อัจฉริยะมากมายที่ติดตั้งมากับรถฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ อาทิ ระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติ ระบบการเตือนการชนด้านหน้า ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง และระบบแจ้งเตือนการขับขี่ ซึ่งได้รับการคิดค้นและพัฒนาขึ้น เพื่อมอบความปลอดภัยสูงสุดและความอุ่นใจในทุกเส้นทางการเดินทางและยังได้ทดลองใช้ระบบซิงค์ 3 (SYNC3) ที่รองรับ Apple Carplay และ Android Auto พร้อมบลูทูธจอทัชสกรีนฟูลคัลเลอร์ขนาด 8.0 นิ้ว ซึ่งสามารถสั่งงานเสียงด้วยภาษาไทยได้ ช่วยโทรออกฟังเพลงหรือเรียกใช้เมนูอื่นๆ ได้โดยไม่ต้องละสายตาจากถนน

 

ในวันที่ 2 คณะสื่อมวลชนได้เข้าร่วมอบรม Ford Driving Skills for Life (DSFL) หรือ “ฉลาดขับ ประหยัด ปลอดภัย” ณ สนามกีฬา จังหวัดนครสวรรค์โดยโครงการนี้ เป็นโครงการเพื่อสังคมของฟอร์ด ทั่วโลก ในประเทศไทย ฟอร์ด ได้จัดกิจกรรม Ford Driving Skills for Life มาต่อเนื่องเป็นเวลา 11ปี เพื่อรณรงค์สร้างการรับรู้และจิตสำนึกด้านการขับขี่ปลอดภัยในโครงการฝึกอบรม ผู้เข้าร่วมกิจกรรมต่างได้เรียนรู้เทคนิคการขับรถยนต์อย่างถูกต้องทั้งในภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ อาทิ ท่านั่งในการขับรถและวิธีการจับพวงมาลัยอย่างถูกต้อง การควบคุมรถขณะเกิดเหตุฉุกเฉิน และเกร็ดความรู้การขับขี่อย่างปลอดภัยอื่นๆ  อีกมากมายโดยไม่มีค่าใช้จ่าย โดยฟอร์ดมุ่งหวังที่จะช่วยป้องกันและลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุโดยรวมบนท้องถนน

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับฟอร์ด ผลิตภัณฑ์ของฟอร์ด และฟอร์ด มอเตอร์ เครดิต โปรดเยี่ยมชมเว็บไซต์ที่  www.corporate.ford.com

เผยโฉม “รอยัล เอนฟิลด์ คอนเซ็ปต์ เคเอ็กซ์” จากกระดานออกแบบสู่การผลิตคันจริงในเวลาเพียง 6 เดือน

0
Royal_Enfield_KX_Concept

 

ทีมนักออกแบบอินดัสเตรียล ดีไซน์ของรอยัล เอนฟิลด์ในอินเดียและสหราชอาณาจักรได้ร่วมกันพิสูจน์ความสามารถอันยอดเยี่ยมและแสดงทัศนคติที่ไร้ขีดจำกัด ผ่านการนำเสนอรอยัล เอนฟิลด์ “คอนเซ็ปต์ เคเอ็กซ์” (Concept KX) รถมอเตอร์ไซค์วี-ทวินรุ่นพิเศษ ที่โชว์ตัวให้สิงห์นักบิดได้ยลโฉมครั้งแรกในโลกที่งานอิคม่า 2018 (EICMA 2018) งานแสดงยนตรกรรมด้านมอเตอร์ไซค์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ณ กรุงมิลาน ประเทศอิตาลี

ทีมงานของรอยัล เอนฟิลด์ใช้เวลาเพียง 6 เดือนระหว่างช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา ในการพัฒนาคอนเซ็ปต์ เคเอ็กซ์ โดยเรียกได้ว่าเริ่มต้นขึ้นจากศูนย์ ซึ่งคอนเซ็ปต์ไบค์คันนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรถจักรยานยนต์โมเดล เคเอ็กซ์ (Model KX) รุ่นดั้งเดิมของรอยัล เอนฟิลด์ที่ผลิตขึ้นในช่วงปลายคริสต์ทศวรรษ 1930 ที่โดดเด่นด้วยเครื่องยนต์ไซด์วาล์วอันทรงพลังขนาด 1,140 ซีซี โดยรถเตอร์ไซค์รุ่นนี้ได้รับการขนานนามในงานโฆษณายุคนั้นว่าเป็น “คำตอบสุดท้ายของการขับขี่อย่างหรูหรา”

รถมอเตอร์ไซค์ เคเอ็กซ์ รุ่นออริจินอลดั้งเดิม นับได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของรถมอเตอร์ไซค์ที่สะท้อนความนิยมของรถมอเตอร์ไซค์สไตล์ “เรโทร-โมเดิร์น” (Retro-modern) อย่างแท้จริง โดยรถรุ่นนี้มีด้วยการผสมผสานตัวถังทรงเตี้ย (Low-slung) ระบบกันสะเทือนแบบสปริงยุคแรก (Girder-fork) และการวางล้อแบบล้ออยู่ใต้ซุ้มเข้าด้วยกัน พร้อมมีการออกแบบที่ปราณีตสวยงาม รวมถึงมีการเลือกใช้กวัสดุมีมอบความหรูหราอย่างทองแดงและหนัง สำหรับโครงการคอนเซ็ปต์ เคเอ็กซ์ ใหม่นี้ ทีมงานทั้งในอินเดียและที่ศูนย์เทคนิครอยัล เอนฟิลด์ในสหราชอาณาจักร เริ่มต้นทำงานร่วมกันตั้งแต่เดือนเมษายน

โดยเริ่มออกแบบเครื่องยนต์วี-ทวินขึ้นมาก่อนเพื่อให้เป็นพื้นฐานสำหรับการพัฒนารถมอเตอร์ไซค์คันนี้ต่อไป โดยหลักจากการศึกษาค้นคว้ามากมาย ทีมงานได้คัดสรรให้เหลือรูปแบบรถมอเตอร์ไซค์เพียง 2 รูปแบบ ที่จะนำทั้ง 2 รูปแบบมาขึ้นโมเดลจากดินเหนียวขนาดเท่าคันจริง คันแรกมีรูปลักษณ์สไตล์ “นีโอคลาสสิก” ส่วนอีกคันมีดีไซน์ที่ล้ำสมัย ซึ่งรถต้นแบบที่เสร็จสมบูรณ์ในงานอิคม่า 2018 เป็นผลลัพธ์จากการผสมผสานการออกแบบอย่างเหนือชั้นของรถทั้ง 2 คันเข้าด้วยดัน โดดเด่นด้วยฟีเจอร์ต่างๆ อาทิ ระบบกันสะเทือนแบบสปริงยุคแรกซึ่งถูกประยุกต์ใหม่ให้เป็นแบบขาตะเกียบเทคโนโลยีขั้นสูง กรอบไฟหน้าแบบยุคก่อนสงครามสุดคลาสสิกซึ่งได้รับการปรับปรุงใหม่ให้มีความทันสมัยและเหนือจินตนาการ   รวมถึงช่วงล่างหลังแบบฮาร์ดเทลที่มีเอกลักษณ์และสวิงอาร์มแขนเดียว

ไฟหน้าและไฟท้ายของรถคันนี้ยังส่องสว่างเป็นรูปตัวอักษร “E” สไตล์เรดดิทช์เก่าแก่แบบโลโก้ของรอยัล เอนฟิลด์ (Royal Enfield) โดยตัวถังของรถถอดแบบมาจากตัวถังรถที่มีพื้นที่ว่างที่เรียกว่า Negative Space ซึ่งมักพบเห็นได้ในรถมอเตอร์ไซค์ยุคก่อนสงครามที่ไม่ต้องติดตั้งแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ หรือสายไฟต่างๆ นอกจากนี้ ตัวเฟรมและกล่องกรองอากาศยังถูกออกแบบให้เป็นหนึ่งเดียวกับโครงสร้างตัวรถ โดยมีส่วนเบาะนั่งแบบสปริงลอยตัว พร้อมระบบไฟฟ้าขนาดเล็ก ทำให้เกิดลุคที่ดู “สะอาดตา” ยิ่งไปกว่านั้น ชิ้นส่วนอย่างล้อและฝาเครื่องยนต์ ได้รับการพ่นสีโทนสีเขียวสลับดำแบบคลาสสิก พร้อมตกแต่งเพิ่มเติมด้วยการพ่นลายสีทองแดง โดยพ่นสีดำบนเครื่องยนต์และชุดท่อไอเสีย ส่วนเบาะหนังเลือกใช้เบาะนั่งสีน้ำตาลวอลนัทกับเข้ากับแฮนด์จับสีเดียวกัน

รอยัล เอนฟิลด์ “คอนเซ็ปต์ เคเอ็กซ์” จะถูกจัดแสดงในฐานะรถต้นแบบเท่านั้น โดยจะถูกจัดแสดงอยู่หน้าสุดของบูธรอยัล เอนฟิลด์ที่งานอิคม่า 2018 และยังไม่มีแผนผลิตเพื่อออกจำหน่าย

ผู้สนใจสามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม ทั้งเรื่องของผลิตภัณฑ์ ความเป็นมา และกิจกรรมต่างๆ ของรอยัล เอนฟิลด์ ได้ที่ www.royalenfield.com/thai  หรือโทรสอบถามได้ที่ รอยัล เอนฟิลด์ คอนแทค เซ็นเตอร์ เซอร์วิส โทร.1800 012 720 เปิดให้บริการทุกวันในเวลา 9.00 – 21.00 น.

 

เผยโฉม “มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ ครั้งแรกในโลก

0

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น ได้เปิดตัวรถกระบะ มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ หรือ แอล 200 ครั้งแรกในโลกที่ กรุงเทพมหานคร และจะเริ่มจำหน่าย มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ ในประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 17 พฤศจิกายนนี้ เป็นต้นไป

มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ หรือ แอล 200 ถือเป็นรถกระบะมิตซูบิชิรุ่นใหม่ล่าสุด ที่ผลิตขึ้น ณ ศูนย์การผลิตแหลมฉบังของ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกที่สำคัญของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น ควบคู่กับการฉลองครบ 40 ปี แห่งความสำเร็จของรถกระบะมิตซูบิชิในปีนี้

มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ ถือเป็นยานยนต์เชิงกลยุทธ์ระดับโลกของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ซึ่งภายหลังจากการเปิดตัวในประเทศไทยนี้มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ จะทยอยเปิดตัวสู่ตลาดอื่นๆ ทั้งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โอเชียเนียตะวันออกกลาง ยุโรป แอฟริกา และลาตินอเมริกา รวมกว่า 150 ประเทศทั่วโลก

มร. โอซามุ มาสุโกะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น ได้กล่าวที่งานเปิดตัวครั้งแรกในโลกว่า “มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ หรือ แอล 200 เป็นหนึ่งในยานยนต์เชิงกลยุทธ์ระดับโลกที่สำคัญยิ่ง และความสำเร็จของมิตซูบิชิ ไทรทันใหม่ มีบทบาทสำคัญต่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ทั้งนี้ มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่นี้ได้รับการพัฒนาต่อยอดสมรรนะและความแข็งแกร่งที่ไว้ใจได้ รวมถึงความสะดวกสบายในการขับขี่ ซึ่งเป็นจุดเด่นของรถกระบะมิตซูบิชิมาตลอดระยะเวลา 40 ปี ผมเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่า มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ หรือ แอล 200 นี้ จะสามารถตอบสนองทุกความต้องการของลูกค้าจากทั่วโลกได้เป็นอย่างดีเยี่ยม”

 

ภาพรวม

 มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ หรือ แอล 200 ได้รับการพัฒนาขึ้นให้ แกร่ง ลุยทุกอุปสรรค’ พร้อมการพัฒนาเพื่อยกระดับในทุกมิติ โดดเด่นด้วยเอกลักษณ์การออกแบบ “Dynamic Shield” พร้อมเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนสี่ล้อที่ได้รับการพัฒนาขึ้นไปอีกขั้นเพื่อสมรรถนะที่เหนือกว่าในการขับขี่ไปบนเส้นทางออฟโรด ครบครันด้วยเทคโนโลยีระบบความปลอดภัยและระบบช่วยเหลืออำนวยความสะดวกส่งผลให้มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ สามารถตอบสนองได้ทั้งการใช้งานเชิงพาณิชย์และการใช้งานในชีวิตประจำวันที่สะดวกสบาย

  1. ดีไซน์ทรงพลังสะท้อนความ แกร่ง ลุยทุกอุปสรรค มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ หรือ แอล 200 ได้รับการปรับโฉมภายใต้แนวคิด “แกร่งดังหินผา” ทั้งภายในและภายนอกสะท้อนถึงจิตวิญญาณของความ‘แกร่ง ลุยทุกอุปสรรค ในมิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ ที่ต่อยอดจากความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมยานยนต์ที่มีมาอย่างยาวนาน

 

 

 

ด้านหน้า ดีไซน์ด้านหน้าโดดเด่นด้วยดีไซน์ใหม่แบบ “Dynamic Shield” ผสานเข้ากับเส้นสายอันดุดันของฝากระโปรงหน้า พร้อมไฟหน้าดีไซน์ใหม่ติดตั้งอยู่บนตำแหน่งที่สูงขึ้นส่งผลให้มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่มีรูปลักษณ์ที่สง่างามและทรงพลัง

 

 

ด้านข้างและด้านหลัง ตัวถังดีไซน์ใหม่ผสานกันอย่างลงตัวด้วยส่วนโค้งมนตัดกับเส้นสายอันโฉบเฉี่ยว พร้อมซุ้มล้อขนาดใหญ่เน้นความแกร่งและความทันสมัยของมิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ รวมถึงชุดไฟท้ายและชุดกันชนดีไซน์ใหม่ช่วยเพิ่มความบึกบึน

 

ภายใน ห้องโดยสารของ มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ มีดีไซน์ใหม่ที่ทันสมัยและสะท้อนถึงความแกร่งได้เป็นอย่างดี ด้วยลักษณะการออกแบบแผงควบคุมตลอดจนช่องแอร์ ที่คุณสามารถสัมผัสได้ถึงความประณีตและคุณภาพของวัสดุบุนุ่มและการตัดเย็บที่บริเวณกล่องคอนโซลข้างคนขับ ที่วางแขนและเบรกมือ ซึ่งผลิตขึ้นอย่างพิถีพิถัน

 

  1. เทคโนโลยีระบบการขับเคลื่อนสี่ล้อเพื่อเอาชนะทุกอุปสรรค

มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ หรือ แอล 200 มีระบบขับเคลื่อนสี่ล้อให้เลือกทั้งแบบ Super-Select 4WDII ที่มอบพละกำลังและการควบคุมตัวรถได้อย่างเหนือชั้นพร้อมฝ่าทุกอุปสรรคบนทุกสภาพถนนหรือจะเลือกระบบการขับเคลื่อนสี่ล้อแบบ Easy-Select 4WD ที่สามารถปรับเปลี่ยนโหมดการขับขี่ได้อย่างง่ายดาย เพื่อเลือกให้เหมาะกับสภาพถนนที่แตกต่างกัน ซึ่งทั้งระบบ Super-Select 4WDและระบบEasy-Select 4WD ใน มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ ได้รับการพัฒนาขึ้นไปอีกขั้นเพื่อเพิ่มสมรรถนะการขับขี่บนเส้นทางออฟโรดให้ดียิ่งขึ้น

 

โหมดการขับขี่ออฟโรดใหม่ เทคโนโลยีการขับเคลื่อนสี่ล้อทั้งระบบ  Super-Select 4WD II และระบบ Easy-Select 4WDใน มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ ได้มีการเพิ่มเติมโหมดใหม่สำหรับการขับขี่บนเส้นทางออฟโรด สามารถปรับเปลี่ยนการตั้งค่าให้เหมาะสมกับรูปแบบการขับขี่ ได้แก่ GRAVEL MUD/SNOW SAND และ ROCK (ในตำแหน่ง 4LLc- ระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัตราทดความเร็วต่ำเท่านั้น) โดยเมื่อขับเคลื่อนมิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ ในโหมดออฟโรด ระบบดังกล่าวจะช่วยควบคุมพละกำลังของเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังรวมถึงระบบเบรกเพื่อการกระจายกำลังไปยังล้ออย่างเหมาะสม สามารถลุยผ่านทุกอุปสรรคไปบนทุกเส้นทางอย่างมีประสิทธิภาพรวมถึงการขับขี่ไปบนเส้นทางโคลนหรือหิมะที่เปียกลื่นได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น

 

 

ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน ควบคุมการทำงานด้วยระบบไฟฟ้าช่วยให้การขับขี่ขณะลงทางลาดชันและเปียกลื่นเป็นไปได้อย่างมั่นใจและปลอดภัย

 

  1. ระบบความปลอดภัยและระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่

มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ หรือ แอล 200 สืบทอดความแกร่งจากอดีตสู่ปัจจุบันด้วยโครงสร้างตัวถังและแชสซีส์ที่ทนทาน พร้อมโครงสร้างห้องโดยสารแบบนิรภัยที่ช่วยดูดซับแรงกระแทกครบครันด้วยเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยและระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ประกอบไปด้วย

  • ระบบเตือนการชนด้านหน้าตรงพร้อมระบบช่วยชะลอความเร็ว (FCM) สามารถตรวจจับได้ทั้งพาหนะและคน

  • ระบบสัญญาณเตือนจุดอับสายตาและแจ้งเตือนขณะเปลี่ยนเลน (BSWwith LCA) ช่วยตรวจจับพาหนะที่มาจากด้านข้างและด้านหลังขณะเปลี่ยนเลน พร้อมการแจ้งเตือนผู้ขับขี่ด้วยระบบเสียงและสัญญาณไฟกระพริบที่กระจกมองข้าง

  • ระบบเตือนด้านหลังขณะถอยออกจากช่องจอด (RCTA) ป้องการการชนขณะขับถอยหลังออกจากช่องจอด

  • ระบบตัดกำลังเครื่องยนต์ชั่วขณะเมื่อเหยียบคันเร่งอย่างรุนแรงและรวดเร็ว (UMS) ช่วยลดอุบัติเหตุจากการเหยียบคันเร่งโดยไม่ตั้งใจขณะรถออกตัวหรือถอยรถออกจากช่องจอดรถหรือพื้นที่อับสายตา

มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ ยังมอบความสะดวกสบายให้กับผู้ขับขี่ด้วยกล้องมองภาพรอบคันที่ช่วยให้สามารถมองเห็นภาพจากมุมสูงพร้อมเซ็นเซอร์ช่วยในการจอดรถ

  1. กระบะอเนกประสงค์ที่เปี่ยมสมรรถนะ

มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ หรือ แอล 200ได้รับการปรับเปลี่ยนหลายรายการ เพื่อพัฒนาให้เป็นตัวจริงของรถกระบะ ‘แกร่ง ลุยทุกอุปสรรค’ทนทานและมั่นใจได้เพื่อการใช้งานเชิงพาณิชย์ ขณะเดียวกันก็ยังมอบความสะดวกสบายเหมาะสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน

 

มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ พัฒนาระบบเบรกให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยการใช้ดิสก์เบรกใหญ่ขึ้นในคู่หน้าพร้อมคาลิปเปอร์เบรก สมรรถนะการขับขี่ที่เหนือกว่า พร้อมประสิทธิภาพในการซับแรงกระแทกที่ดีกว่าเดิมด้วยโช้คอัพหลังที่มีขนาดใหญ่ขึ้น รวมถึงการใช้ระบบส่งกำลังชุดใหม่แบบเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีดจากเดิม5 สปีด เพื่อเพิ่มสมรรถนะและการเร่งแซงได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมการขับขี่ที่นุ่มนวลขึ้น

แผนการเปิดตัว

 หลังจากเริ่มจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 17 พฤศจิกายน นี้ เป็นต้นไป มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ หรือ แอล 200 จะทยอยเปิดตัวสู่ตลาดอื่นๆในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โอเชียเนีย ตะวันออกกลาง ยุโรป แอฟริกา และลาตินอเมริกาครอบคลุมกว่า 150 ประเทศทั่วโลก

ทั้งนี้ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น วางแผนที่จะจำหน่าย มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ และรุ่นเดิม ที่ประมาณ 180,000 คัน ภายในปีงบประมาณนี้ โดยรถรุ่นดังกล่าวถือเป็นยานยนต์เชิงกลยุทธ์ที่มียอดจำหน่ายสูงสุด

สนใจข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.mitsubishi-motors.co.th/th/car/new-double-cab

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

โตโยต้าแนะนำ ฟอร์จูนเนอร์ TRD Sportivo ใหม่ ยนตรกรรมเหนือระดับที่มอบความสปอร์ตโฉบเฉี่ยวยิ่งขึ้น อีกครั้ง…กับคำตอบที่ใช่

0
modern building and empty floor with skyline; Shutterstock ID 1113020027; Purchase Order: -

บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด แนะนำ ฟอร์จูนเนอร์ TRD Sportivo ใหม่ (ฟอร์จูนเนอร์ ทีอาร์ดี สปอร์ตติโว่) รุ่น 2.8 ขับเคลื่อนสี่ล้อ และรุ่น 2.8 ขับเคลื่อนสองล้อ เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2561

 

 

โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ เป็นรถยนต์อเนกประสงค์ ที่ได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดี ครองยอดขายอันดับหนึ่ง นับตั้งแต่การแนะนำสู่ประเทศไทย ครั้งนี้เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้าที่ชื่นชอบรถยนต์อเนกประสงค์ ที่ยังคงไว้ด้วยความสปอร์ต โตโยต้าจึงตอกย้ำความนิยมดังกล่าว ด้วยการกลับมาของ ฟอร์จูนเนอร์ TRD Sportivo ใหม่ โดยยกระดับการออกแบบภายนอกให้มีความสปอร์ต และทันสมัยมากยิ่งขึ้น ด้วยกันชนหน้าดีไซน์สปอร์ตและกระจังหน้าสีดำเมทัลลิกพร้อมสเกิร์ตหน้า กระจกมองข้างสีดำเมทัลลิก กรอบไฟตัดหมอก กันชนท้ายพร้อมสเกิร์ตหลังดีไซน์ใหม่และคิ้วประตูท้ายสีดำเมทัลลิก ทั้งเพิ่มความโฉบเฉี่ยวด้วยล้ออัลลอย TRD 20 นิ้ว สีทูโทน ภายในสปอร์ตหรูมีระดับ ด้วยวัสดุหนังและหนังสังเคราะห์สีดำสลับแดง พร้อมชุดแต่งลาย Carbon Kevlar (คาร์บอน เคฟล่า) กับแถบโครเมียมรมดำ และมาตรวัดเรืองแสงแบบ Optitron สีแดงลาย Carbon Kevlar พร้อมสัญลักษณ์ TRD ซึ่งมาพร้อมกับสมรรถนะอันทรงพลังจากเครื่องยนต์ GD Efficient Boost 2.8 ลิตร ที่ทำงานคู่กับระบบขับเคลื่อน             ซิกม่าโฟร์ และชุดแต่งช่วงล่างเฉพาะรุ่น TRD Sportivo ครั้งนี้มาพร้อมกับทางเลือก 2 สีภายนอก ได้แก่ สีขาวมุก White Pearl Crystal พร้อมหลังคาแบบสปอร์ตสีดำ Black Top และสีดำ Attitude Black Mica

สะกดทุกสายตา… ด้วยดีไซน์ใหม่ที่ตอบทุกหัวใจสปอร์ต 

     ♦ กันชนหน้าดีไซน์สปอร์ตและกระจังหน้าสีดำเมทัลลิก มาพร้อมสเกิร์ตหน้า และกรอบไฟตัดหมอกดีไซน์ใหม่…สปอร์ตเท่เร้าใจ โดดเด่นทุกมุมมอง
♦ ล้ออัลลอย TRD 20 นิ้ว สีทูโทน… อีกระดับแห่งความสปอร์ตเหนือชั้น
♦ สคัฟเพลทพร้อมไฟเรืองแสงสัญลักษณ์ TRD… บ่งบอกความสปอร์ตที่เป็นคุณ
♦ หลังคาแบบสปอร์ต BLACK TOP*… เผยเอกลักษณ์แห่งความสปอร์ต เหนือชั้นแตกต่างอย่างมีระดับ ด้วยหลังคาเคลือบฟิล์มดำสุดโฉบเฉี่ยว (*เฉพาะสี WHITE PEARL CS)
♦ กันชนท้ายพร้อมสเกิร์ตหลังดีไซน์ใหม่ และคิ้วประตูท้ายสีดำเมทัลลิก… ตอบความเร้าใจสไตล์สปอร์ต
♦ ท่อไอเสียสแตนเลส TRD… ดีไซน์สปอร์ต หรูมีสไตล์
♦ สัญลักษณ์รุ่น TRD Sportivo… ตอบตัวตนสปอร์ตเหนือชั้น
♦ ประตูท้ายเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้าพร้อมไฟส่องสว่างสัญลักษณ์ TRD… เต็มอารมณ์สปอร์ต

ภายในโดดเด่นลงตัว… สะท้อนภาพลักษณ์เหนือระดับที่ทุกคนยอมรับ 

สปอร์ตเต็มขั้น ด้วยวัสดุหนังและหนังสังเคราะห์สีดำสลับแดง พร้อมชุดแต่งลาย Carbon Kevlar และแถบโครเมียมรมดำ ผสานกับเทคโนโลยีล้ำสมัยที่มอบความสะดวกสบายสูงสุด
♦ เบาะหนังคู่หน้าปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง สีดำสลับแดง พร้อมเดินด้ายแดงสไตล์สปอร์ต
♦ มาตรวัดเรืองแสงแบบ Optitron สีแดงลาย Carbon Kevlar พร้อมสัญลักษณ์ TRD
♦ ชุดเครื่องเสียง Premium Audio พาวเวอร์แอมป์ และลำโพง JBL 9 ตำแหน่ง 11 ลำโพง
♦ ระบบนำทาง (Navigator) รองรับ T-Connect พร้อมเครื่องเล่น DVD หน้าจอแบบสัมผัสขนาด 7 นิ้ว เชื่อมต่อ Bluetooth และกล้องมองหลัง
♦ ปุ่ม Push Start พร้อมสัญลักษณ์ TRD… เติมเต็มอารมณ์สปอร์ต
♦ กุญแจ Smart Key พร้อมสัญลักษณ์ TRD… สะท้อนความสปอร์ตมีระดับ
♦ ชุดพรมปูพื้น TRD Sportivo… สปอร์ตในทุกรายละเอียด

เร้าใจเต็มสมรรถนะ…เหนือกว่าทุกขุมพลังที่เคยสัมผัส 

♦ เครื่องยนต์ดีเซล 2.8 ลิตร (เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด)  กำลังสูงสุด 130 กิโลวัตต์ (177 แรงม้า) ที่ 3,400 รอบ/นาที  แรงบิดสูงสุด 450 นิวตัน-เมตร ที่ 1,600 – 2,400 รอบ/นาที
♦ ระบบขับเคลื่อนซิกม่าโฟร์… เอาชนะทุกความท้าทาย ก้าวข้ามทุกอุปสรรคแห่งการเดินทาง ด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำ ที่สามารถเลือกโหมดการขับขี่ได้ดั่งใจ ทั้งโหมด H2 H4 และ L4 ผสานการทำงานร่วมกับระบบ DAC และ A-TRC (เฉพาะรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ)
♦ ดิสก์เบรก 4 ล้อ… โลดแล่นมั่นใจสไตล์สปอร์ต ด้วยดิสก์เบรกขนาดใหญ่ทั้ง 4 ล้อ
♦ ชุดแต่งช่วงล่าง TRD Sportivo… ตอบรับทุกการขับขี่สไตล์สปอร์ต นุ่มนวลเหนือชั้น ทรงตัวและเกาะถนนดีเยี่ยมในทุกสภาพถนน

“อีกครั้ง…กับคำตอบที่ใช่” กับการกลับมาของฟอร์จูนเนอร์ TRD Sportivo เพื่อตอกย้ำความสำเร็จและการตอบรับที่ดีจากผู้ใช้เสมอมา ในครั้งนี้ ฟอร์จูนเนอร์ TRD Sportivo ใหม่ จึงเป็นคำตอบของทุกการรอคอย ด้วยการออกแบบอย่างสปอร์ตที่ลงตัวในทุกรายละเอียด ตลอดจนสมรรถนะการขับขี่ที่เหนือชั้น ซึ่งถือเป็นที่สุดแห่ง ยนตรกรรมที่จะสามารถสะท้อนบุคลิกความเป็นผู้นำ และเป็นคำตอบที่ใช่สำหรับชีวิตที่เหนือระดับได้อย่างแท้จริง

เลือกเป็นเจ้าของ ฟอร์จูนเนอร์ TRD Sportivo ดีไซน์ใหม่ได้ 2 สี

สีขาวมุก…White Pearl Crystal หลังคาดำ Black Top และ สีดำ… Attitude Black Mica

สีขาวมุก White Pearl Crystal / Black Top
 รุ่น 2.8 TRD Sportivo 2WD 1,719,000 บาท***
 รุ่น 2.8 TRD Sportivo 4WD 1,789,000 บาท***

สีดำ Attitude Black Mica
 รุ่น 2.8 TRD Sportivo 2WD 1,699,000 บาท***
 รุ่น 2.8 TRD Sportivo 4WD 1,769,000 บาท***
***ราคาดังกล่าวเป็นราคารถยนต์พร้อมอุปกรณ์มาตรฐานที่ผลิตจากโรงงาน รวมราคาชุดอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษ

ค้นหาคำตอบที่ใช่กับ “โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ TRD Sportivo ใหม่”
ได้ที่โชว์รูมผู้แทนจำหน่ายโตโยต้าทั่วประเทศ

ติดตามข้อมูลข่าวสาร ศึกษาข้อมูลผลิตภัณฑ์และกิจกรรมการตลาดเพิ่มเติมได้ที่ 
www.toyota.co.th
Facebook: Toyota Motor Thailand
LINE ID: @ToyotaThailand

ฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ พาเปิดเส้นทางท่องเที่ยววิถีชุมชนจังหวัดเชียงราย พร้อมอบรม “ฉลาดขับ ประหยัด ปลอดภัย”

0

ฟอร์ด ประเทศไทย ร่วมกับ ฟอร์ด อเมริกัน มอเตอร์ส เชียงราย จัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยววิถีชุมชน ฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่พาไปแกร่งในเมืองรอง นำสื่อมวลชนในจังหวัดเชียงรายออกเดินทางไปกับ ฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ รถกระบะนิยาม “เกิดมาแกร่ง” ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ขุมพลังใหม่ ผสานเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด พร้อมเทคโนโลยีที่เหนือชั้น เพื่อสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ปลอดภัยล้ำสมัย บนทั้งเส้นทางเรียบและออฟโรด โดยมีจุดมุ่งหมาย คือ เส้นทางท่องเที่ยววิถีชุมชนในเส้นทางจังหวัดเชียงราย ที่มีเสน่ห์น่าค้นหา พร้อมร่วมกิจกรรมเพื่อสังคม ตลอดจนการปลูกฝังจิตสำนึกด้านการขับขี่อย่างปลอดภัย เพื่อช่วยลดอุบัติเหตุบนท้องถนน

 

ฟอร์ดได้นำคณะผู้เข้าร่วมกิจกรรมออกเดินทางจากโชว์รูมและศูนย์บริการ ฟอร์ด อเมริกัน มอเตอร์ส เชียงราย มุ่งหน้าสู่ บ้านปางห้า ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวชุมชนที่มีเสน่ห์และมีเอกลักษณ์โดดเด่น ตั้งอยู่เหนือสุดแดนสยาม ในตำบลเกาะช้าง อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ในระหว่างการเดินทาง คณะเดินทางได้ทดสอบอัตราเร่งและสมรรถนะทรงพลังและเปี่ยมประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ใหม่ ของ ฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ ที่มาพร้อมเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ทั้งเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร ไบเทอร์โบให้พละกำลังสูงถึง 213 แรงม้ามอบแรงบิดที่สูงถึง 500 นิวตันเมตร และเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบ กำลัง 180 แรงม้าและแรงบิด 420 นิวตันเมตร เพื่อรองรับการขับขี่ที่หลากหลาย ช่วยให้การเดินทางสะดวกสบาย เพิ่มความมั่นใจตลอดเส้นทาง

เมื่อเดินทางถึง บ้านปางห้า คณะผู้ร่วมงานได้เข้าร่วมกิจกรรม ณ จินนาลักษณ์ มิราเคิล ออฟ สา แลนด์มาร์กของบ้านปางห้า ที่นี่เป็นโรงงานทำกระดาษสาของชุมชนที่ผลิตกระดาษสาเพื่อส่งออกมากว่า 20 ปี ซึ่งคณะผู้ร่วมงานได้ศึกษาถึงกรรมวิธีการผลิตกระดาษสาแบบทำมือ พร้อมกับได้ลองทำกระดาษสาในรูปแบบดีไซน์ที่เป็นของตัวเอง ถือเป็นอีกหนึ่งภูมิปัญญาของคนในชุมชนบ้านปางห้าที่ร่วมกันอนุรักษ์การทำกระดาษสาทำมือไว้

 

จากนั้นคณะออกเดินทางไปรับประทานอาหารกลางวันที่ ร้านเมล็ดชา ซึ่งเป็นร้านอาหารภายในศูนย์วิจัยและพัฒนาชาน้ำมันและพืชน้ำมัน มูลนิธิชัยพัฒนา ตามแนวพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ตั้งอยู่ในอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ก็เป็นสถานที่ทำการวิจัยและพัฒนาการผลิตน้ำมันคุณภาพสูงจากเมล็ดชาและพืชต่างๆ สำหรับการบริโภค นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งความรู้เรื่องพืชน้ำมัน คุณสมบัติ และกระบวนการผลิตน้ำมันอีกด้วย ซึ่งอาหารของร้านเมล็ดชาจะเป็นอาหารเหนือสไตล์โมเดิร์น และใช้น้ำมันชามาเป็นวัตถุดิบหลัก เมนูที่พลาดไม่ได้ คือ อาหารเมนูพระราชทาน ได้แก่ ลาบเมล็ดชา เต้าหู้ทรงเครื่อง และ โครเก็ตเบค่อน

สถานที่ต่อไปที่ผู้ร่วมกิจกรรมจะได้ทดสอบสมรรถนะของฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ ในเส้นทางออฟโรด เพื่อชมทิวทัศน์ขุนเขาที่งดงามของ ขุนน้ำนางนอน บริเวณตำบลโป่งผา อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ซึ่งมีลักษณะเป็นภูเขาขนาดใหญ่หลายลูกเรียงตัวสลับซับซ้อน ที่มีทิวทัศน์งดงามตลอดสองข้างทาง ซึ่งคณะเดินทางได้ทดสอบเทคโนโลยีอันชาญฉลาดที่ตอบสนองต่อการขับขี่แบบออฟโรด ของฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ อย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็น ระบบควบคุมความเร็วขณะลงเขา (Hill Descent Control) โหมดการตั้งค่าแบบอัตราทดสูง (4×4 Low) และระบบล็อคเฟืองท้ายแบบ Electronic Locking Rear Differential (LRD) ที่ช่วยเพิ่มพลังการขับเคลื่อนให้ดียิ่งขึ้นโดยเฉพาะบนพื้นผิวถนนที่ขรุขระ

 

 

ในการเดินทางครั้งนี้ ฟอร์ดได้นำคณะผู้ร่วมขบวนไปทำสิ่งดีๆ ร่วมกัน ในกิจกรรมเพื่อสังคม มอบวัสดุสร้างห้องน้ำให้กับ โรงเรียนเจ้าพ่อหลวงอุปถัมภ์ 5 โรงเรียนขนาดเล็กห่างไกล ในบริเวณบ้านผาหมี ซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนไทย-พม่า ประมาณ 200 เมตร จากนั้นคณะได้เดินทางไปยัง ดอยผาฮี้  ซึ่งแหล่งปลูกกาแฟที่ใหญ่ที่สุดอีกแห่งหนึ่งในประเทศไทย ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ที่นี่ คือ ชาวไทยภูเขาเผ่าอาข่า มูเซอร์แดง มูเซอร์ดำ ซึ่งการปลูกกาแฟเป็นอาชีพหลักของชุมชนทั้งหมู่บ้าน เป็นกาแฟพันธุ์อาราบิก้า ซึ่งให้ผลดีในพื้นที่สูงจนโด่งดังไปทั่วโลก โดยชูสโลแกน “ปลูกกาแฟดีกว่าปลูกฝิ่น” ไฮไลท์ดึงดูดใจให้นักท่องเที่ยวต้องแวะมาดอยผาฮี้ คือ ร้านกาแฟภูผาฮี้ ที่ผู้มาเยือนสามารถมาจิบกาแฟรสชาติเยี่ยม ชมวิวที่สวยงามมองเห็นทิวเขาที่เรียงรายเบื้องหน้า

ฟอร์ดมีความยินดีที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมการออกไปเดินทางท่องเที่ยววิถีชุมชนในเมืองรองที่มีเสน่ห์น่าค้นหา ซึ่งการเดินทางในเส้นทางการท่องเที่ยวชมเส้นทางอนุรักษ์ธรรมชาติ และภูมิปัญญาท้องถิ่น ตลอดจนทำกิจกรรมเพื่อสังคมนั้น ต้องเผชิญกับเส้นทางอันยากลำบาก แต่ ฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ ก็ได้นำสื่อมวลชนผ่านทุกอุปสรรคการเดินทางอย่างง่ายดายและปลอดภัยด้วยขุมพลังใหม่ที่เปี่ยมสมรรถนะ ผนวกกับเทคโนโลยีอันชาญฉลาดที่ตอบสนองต่อการขับขี่ทั้งแบบออนโรดและแบบออฟโรด ได้อย่างดีเยี่ยมครบครัน

การเดินทางทั้ง 2 วัน คณะเดินทาง ยังได้ใช้เทคโนโลยีช่วยขับขี่อัจฉริยะมากมายที่ติดตั้งมากับรถฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ อาทิ ระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติ ระบบการเตือนการชนด้านหน้า ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง และระบบแจ้งเตือนการขับขี่ ซึ่งได้รับการคิดค้นและพัฒนาขึ้น เพื่อมอบความปลอดภัยสูงสุดและความอุ่นใจในทุกเส้นทางการเดินทาง และยังได้ทดลองใช้ระบบซิงค์ 3 (SYNC3) ที่รองรับ Apple Carplay และ Android Auto พร้อมบลูทูธ จอทัชสกรีน ฟูลคัลเลอร์ ขนาด 8.0 นิ้ว ซึ่งสามารถสั่งงานเสียงด้วยภาษาไทยได้ ช่วยโทรออก ฟังเพลง หรือเรียกใช้เมนูอื่นๆ ได้ โดยไม่ต้องละสายตาจากถนน

ในวันที่ 2 คณะสื่อมวลชนได้เข้าร่วมอบรม Ford Driving Skills for Life (DSFL) หรือ “ฉลาดขับ ประหยัด ปลอดภัย” ณ สิงห์พายัพ เชียงราย โดยโครงการนี้ เป็นโครงการเพื่อสังคมของฟอร์ด ทั่วโลก ในประเทศไทย ฟอร์ด ได้จัดกิจกรรม Ford Driving Skills for Life มาต่อเนื่องเป็นเวลา 11 ปี เพื่อรณรงค์สร้างการรับรู้และจิตสำนึกด้านการขับขี่ปลอดภัยในโครงการฝึกอบรม ผู้เข้าร่วมกิจกรรมต่างได้เรียนรู้เทคนิคการขับรถยนต์อย่างถูกต้องทั้งในภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ อาทิ ท่านั่งในการขับรถและวิธีการจับพวงมาลัยอย่างถูกต้อง การควบคุมรถขณะเกิดเหตุฉุกเฉิน และเกร็ดความรู้การขับขี่อย่างปลอดภัยอื่นๆ  อีกมากมายโดยไม่มีค่าใช้จ่าย โดยฟอร์ดมุ่งหวังที่จะช่วยป้องกันและลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุโดยรวมบนท้องถนน

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับฟอร์ด ผลิตภัณฑ์ของฟอร์ด และฟอร์ด มอเตอร์ เครดิต โปรดเยี่ยมชมเว็บไซต์ที่ www.corporate.ford.com

ขับขี่ปลอดภัย ห่างไกลจากอุบัติเหตุด้วยระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติจากฟอร์ด

0

ชีวิตที่หมดไปกับการอยู่บนถนนที่แสนจะรถติด อยากมีดวงตาสัก 8 คู่อยู่รอบตัวเพราะต้องคอยระวังทั้งคนข้ามถนน ทั้งคนปั่นจักรยานที่โฉบไปมาแบบไม่รู้ตัว ไหนจะมีมอเตอไซค์ที่ซอกแซกระหว่างเลน สิ่งเหล่านี้คือเรื่องปกติที่เกิดขึ้นในหลายๆ ประเทศในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก ที่ซึ่งภาวะประชากรล้นหลามกลายเป็นปัญหาที่กระทบชีวิตประจำวันอย่างจริงจัง และด้วยทั้งคนทั้งยานพาหนะมากมายที่ต่างเบียดเสียดรวมกันอยู่บนถนน อุบัติเหตุที่ตามมาจึงไม่ใช่เรื่องแปลก

 

 

ข้อมูลจากศูนย์อุบัติเหตุ ระบุว่าคนไทยเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนกว่า 12,927 คน ตั้งแต่ต้นปี 2561 จนถึงเดือนพฤศจิกายน 2561 เฉลี่ยวันละ 38 คน โดยรถจักรยานยนต์ครองอันดับหนึ่งที่เกิดอุบัติเหตุมากที่สุด แสดงให้เห็นว่าถึงเวลาที่เราจะต้องให้ความสำคัญกับการปกป้องชีวิตและความปลอดภัยผู้ใช้รถใช้ถนนให้มากขึ้น พร้อมกับมีตัวช่วยให้คนขับรถสามารถควบคุมการขับขี่ท่ามกลางสภาวะที่ยากลำบากได้ด้วยในเวลาเดียวกัน

ฟอร์ด มีความเข้าใจและพร้อมช่วยเหลือผู้ขับขี่ โดยทั้งฟอร์ด เอเวอเรสต์ ฟอร์ด, เรนเจอร์, ฟอร์ด มัสแตง มาพร้อมระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติพร้อมระบบตรวจจับคนเดินถนน (PreCollision Assist uses InterUrban Autonomous Emergency Braking หรือ AEB)* ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยให้ผู้ขับขี่หลีกเลี่ยงไม่ให้การชนเกิดขึ้น หรืออย่างน้อยก็เพื่อลดความรุนแรงเมื่อเกิดการชนที่ด้านหน้า โดยรูปแบบการใช้งานของระบบขึ้นอยู่กับความเร็วขณะขับขี่ ระบบจะสแกนถนนและทางเดินที่อยู่ข้างหน้าเพื่อคอยดูยานพาหนะและคนที่ผ่านไปมา หากตรวจจับได้ว่ามีความเป็นไปได้ที่จะเกิดเหตุรถชน มันจะส่งสัญญาณเตือนไปยังคนขับ หากคนขับไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง ระบบจะทำงานเพิ่มขึ้นเริ่มตั้งแต่เริ่มชาร์ต  ระบบเบรก เบรกแบบจำกัด ไปจนถึงเบรกอัตโนมัติแบบเต็มแรง โดยคนขับสามารถควบคุมหรือยกเลิกการทำงานของระบบได้อย่างง่ายดายผ่านพวงมาลัย เบรก และการเหยียบคันเร่ง

“การหยุดรถโดยไม่ระวังอาจนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ร้ายแรง ดังนั้นการมีระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติจาก    ฟอร์ด ที่ถูกออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อเตือนให้คุณเห็นถึงปัญหา หรือเตือนตั้งแต่ก่อนที่คุณจะรู้ตัว ถือเป็นตัวช่วยที่สำคัญอย่างมาก”

ข้อมูลแสดงให้เห็นว่า แค่เพียงลดความเร็วยานพาหนะก่อนเกิดการชน ก็สามารถลดความรุนแรงของอุบัติเหตุได้อย่างมหาศาล นอกจากนี้ ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก กล่าวว่า คนที่อยู่บนถนนแทบไม่มีโอกาสรอดชีวิตเลยหากถูกรถที่พุ่งมาด้วยความเร็ว 80 กิโลเมตร/ชั่วโมง ชนเข้า แต่ถ้าหากลดความเร็วลงเหลือ 45 กิโลเมตร/ชั่วโมง โอกาสรอดชีวิตจะเพิ่มขึ้นเป็น 50 เปอร์เซ็นต์ และอาจเพิ่มไปถึง 90 เปอร์เซ็นต์ หากรถยนต์สามารถลดความเร็วลงมาได้ที่ 30 กิโลเมตร/ชั่วโมง

ข้อความจากบรรณาธิการ : เทคโนโลยีเป็นเพียงตัวช่วยในการขับขี่ ไม่ได้มาแทนที่ความสามารถ การตัดสินใจ และความต้องการในการควบคุมยานพาหนะของผู้ขับขี่แต่อย่างใด ระบบอาจไม่ทำงานที่ความเร็วบางระดับ หรือในบางสถานการณ์การขับขี่ ทั้งขึ้นอยู่กับสภาพถนนและสภาพอากาศ

 

*เฉพาะในฟอร์ด เอเวอเรสต์ ไทเทเนียม พลัส, ฟอร์ด เรนเจอร์ ไวล์แทรค 4×4, ฟอร์ด มัสแตง 5.0L GT และ  2.3L Ecoboost

ทดสอบสมรรถนะ Ford Everest Titaniam Plus 4×4 (ภาพ+คลิปวีดีโอ)

0
Ford Everest 23

ต้องยอมรับว่า Ford Everest 2018 รถอเนกประสงค์กระแสแรงแห่งปีรุ่นนี้มากับสมรรถนะที่ไม่ตกเป็นสองรองใคร และยังมีตัวช่วยการขับขี่สำหรับทางเรียบ และ ทางลุย หลากหลายรูปแบบที่ได้รับการติดตั้งมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน และการทดสอบสมรรถนะในครั้งนี้ Autoworldthailand ได้สัมผัสกับตัวช่วยทุกรูปแบบของรถคันนี้ ซึ่งพร้อมที่จะให้ทุกท่านได้รับชม

จากการสร้างชื่อเสียงจนเป็นกระแสแรงและสามารถคว้ารางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมแห่งปี (Thailand Car of the Year 2015) จากสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย (สรยท) ในเจนเนอเรชั่นที่ผ่านมา ฟอร์ด ประเทศไทย จำกัด ก็ได้เดินหน้าพัฒนาทั้งรูปลักษณ์และสมรรถนะของรถ Ford Everest อย่างต่อเนื่องเพื่อย้ำความแข็งแกร่งของรถยนต์อเนกประสงค์ที่โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีทันสมัย และอัดแน่นด้วยตัวช่วยขับขี่อัจฉริยะ ซึ่งก่อนจะเข้าสู่เรื่องของการทดสอบ มาดูข้อมูลของรถที่ได้นำไปทดสอบนั่นคือ Ford Everest Titaniam Plus 4×4 ว่ามีอะไรบ้าง

Ford Everesrt 01
ในด้านรูปลักษณ์ของ Ford Everest Titaniam Plus 4×4 อาจไม่ได้รับการปรับเปลี่ยนสักเท่าไหร่นัก จะมีความแตกต่างจากรุ่นเดิมในส่วนของกระจังหน้าที่ดูหรูหรายิ่งขึ้นด้วยการหุ้มขอบโครเมียม และล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้ว ที่เปลี่ยนแปลงลวดลายไปเล็กน้อย

Ford Everest 02

Ford Everest 21

ลูกเล่นของความสะดวกสบายที่ได้รับการติดตั้งเพิ่มเติมได้แก่ ประตูท้าย เปิด-ปิด ด้วยไฟฟ้าแบบแฮนฟรี สั่งการและทำงานด้วยการยื่นเท้าไปที่ใต้กันชนหลัง ฝาท้ายก็จะเปิดโดยอัตโนมัติ รวมถึงหลังคาแบบพาโนรามิค มูนรูฟ ออฟชั่นเท่ๆที่เหนือระดับกว่ารถในเซกเมนต์เดียวกัน

Ford Everest 03

ห้องโดยสารแต่งด้วยโทนสีดำ เสริมความโดดเด่นด้วยเส้นสายทั้งคอนโซลและแผงข้าง ทุกที่นั่งหุ้มด้วยหนังสีดำ เบาะคนขับปรับไฟฟ้าได้ 8 ทิศทางรวมถึงเพิ่มระบบไฟฟ้าให้กับผู้โดยสารตอนหน้าและเบาะแถวที่ 3 พับได้ด้วยไฟฟ้า และได้รับการเติมเต็มด้านความสะดวกสบายด้วยกุญแจอัจฉริยะและปุ่มสตาร์ท รวมถึงระบบตัดเสียงรบกวนจากภายนอก (Active Noise Cancellation) ทำให้ห้องโดยสารปราศจากเสียงรบกวน ในขณะที่กระบวนการวิศวกรรมออกแบบให้ความสำคัญกับการลดเสียงรบกวนจากเครื่องยนต์และระบบเกียร์ พร้อมพัฒนาซีลกันเสียงและวัสดุดูดซับเสียงภายในห้องโดยสารให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น

Ford Everest 04

Ford Everest 05

ความโดดเด่นที่ได้รับการพัฒนาอีกหนึ่งฟีเจอร์นั่นคือ ระบบซิงค์ 3 (SYNC 3) ซึ่งรองรับ Apple CarPlay และ Android Auto พร้อมระบบบลูทูธ จอทัชสกรีน ฟูลคัลเลอร์ ขนาด 8.0 นิ้ว และกล้องมองหลัง ผู้ขับขี่ยังสามารถใช้งาน Apple Maps และระบบแผนที่นำทางด้วยดาวเทียมเมื่อออกนอกพื้นที่ที่มีสัญญาณโทรศัพท์ ทั้งยังมากับระบบสั่งงานเสียงด้วยภาษาไทย เพื่อการใช้งานที่คล่องตัว

Ford Everest 06
นอกจากนี้ยังมีระบบช่วยโทรฉุกเฉิน (Emergency Assistance) คือ ระบบ SYNC® ที่ได้รับการพัฒนามาขึ้นอีกขั้น เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือผ่านบลูทูธด้วยระบบ SYNC® และต่อสายไปที่เบอร์ 1669 เมื่อเกิดอุบัติเหตุ หรือต้องการความช่วยเหลือฉุกเฉิน

Ford Everest 07

Ford Everest Titaniam Plus 4×4 ใช้ขุมพลังแบบเดียวกับ Ford Ranger Raptor นั่นคือเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร ไบเทอร์โบ (Bi-turbo Diesel Engine) ให้กำลังสูงสุดถึง 213 แรงม้า พร้อม ด้วยแรงบิดสูงสุดถึง 500 นิวตันเมตร ที่ความเร็ว 1,750 -2,000 รอบต่อนาที ซึ่งถ่ายทอดกำลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีดพร้อมแมนนวลโหมด

Ford Everest 08
ในด้านของระบบขับเคลื่อน ถือเป็นการยกระดับรถในกลุ่มเอสยูวีก็ว่าได้เนื่องจากเป็นการทำงานกึ่ง All wheel Drive ซึ่งต่างไปจาก Ranger และ Ranger Rapter อย่างชัดเจน เนื่องจากไม่มีสวิตช์ปรับระบบขับเคลื่อน แบบ 4H และ 4 Low แต่จะมีโหมดการขับขี่อัจฉริยะ Terrain Management System ที่มีตัวช่วยให้เลือกถึง 4 รูปแบบการใช้งาน ทั้ง Normal-เพื่อการขับขี่บนพื้นผิวทั่วไป, Snow/Mud/Grass-สำหรับพื้นหิมะ โคลน และ หญ้า, Sand-เพื่อการขับขี่บนพื้นทราย และ Rock-สำหรับการขับขี่บนพื้นหินขรุขระ

Ford Everest 09

โหมดต่างๆในระบบ Terrain Management System นั้นจะใช้การประมวลผลจากกล่องคอมพิวเตอร์โดยจะปรับเปลี่ยนการตั้งค่าทั้งอัตราเร่ง ระบบส่งกำลัง ระบบขับเคลื่อน และระบบควบคุมการเกาะถนนไปตามสถานการณ์ต่างๆซึ่งจะยืนพื้นอยู่ที่ระบบขับเคลื่อนสองล้อหลัง แต่มีสวิตช์สั่งการระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบ 4 Low ติดตั้งเพิ่มเติมอีกต่างหากซึ่งจะใช้งานร่วมกับโหมด Rock เนื่องจากการใช้งานต้องใช้แรงบิดค่อนข้างสูง

นอกจากนี้ยังมีตัวช่วยอย่างระบบ Electronic Locking Rear Differential หรือระบบล๊อคเฟืองท้าย Traction Control-ระบบป้องกันไม่ให้รถลื่นไถล, Hill Start Assist-ตัวช่วยออกตัวบนทางชัน Hill descent control-ตัวช่วยลงทางชัน ในด้านของระบบกันสะเทือนด้านหน้ายังคงใช้แบบอิสระปีกนก 2 ชั้น พร้อมคอยล์สปริง และ เหล็กกันโคลง ส่วนด้านหลังเป็นแบบคอยล์สปริงพร้อมวัตต์ลิงค์และเหล็กกันโคลง

Ford Everest 10
ตัวช่วยความปลอดภัยมาพร้อมระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติพร้อมระบบตรวจจับคนเดินถนนของฟอร์ด ซึ่งผสานระบบเบรกแบบ Autonomous Emergency Braking (AEB) เข้ากับระบบตรวจจับคนเดินถนน (Pedestrian Detection) และระบบตรวจจับยานพาหนะ (Vehicle Detection) บริเวณรอบตัวรถ เพื่อหยุดรถ และช่วยลดอัตราการชนท้ายและการชนคนเดินถนนลง โดยระบบนี้จะทำงานเมื่อใช้ความเร็วสูงกว่า 3.6 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป

Ford Everest 11

ฟีเจอร์ใหม่มากมายที่ได้รับการติดตั้งมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐานได้แก่ ระบบตรวจจับลมยาง (Tire Pressure Monitoring System) ซึ่งได้รับการติดตั้งในรถระดับนี้เป็นครั้งแรก ทำหน้าที่ในการตรวจวัดความดันลมในยางล้อทั้ง 4 ล้อ และเตือนผู้ใช้งานเมื่อความดันลมเปลี่ยนแปลง ระบบนี้นอกจากจะช่วยเสริมประสิทธิภาพการใช้น้ำมันแล้ว ยังช่วยเพิ่มความปลอดภัย และยืดอายุการใช้งานของยางอีกด้วย

Ford Everest 12
นอกจากนี้ยังอัดแน่นด้วยเทคโนโลยีช่วยขับขี่อัจฉริยะอันเป็นเอกลักษณ์ เพื่อให้ผู้ใช้งานได้เพลิดเพลินกับประสบการณ์การขับขี่อย่างสะดวกสบายและปลอดภัย ได้แก่
ระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติ (Adaptive Cruise Control)
ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง (Lane Keeping System)
ระบบเตือนการชนด้านหน้า (Forward Collision Warning System)
ระบบแจ้งเตือนการขับขี่ (Driver Alert System)
ระบบเปิด-ปิดไฟสูงอัจฉริยะ (Auto High Beam Control)
ระบบช่วยจอดอัจฉริยะ (Active Park Assist)
ระบบตรวจจับรถในจุดบอด (BLIS – Blind Spot Information System) ที่มาพร้อมระบบตรวจจับรถขณะออกจากซองจอด (Cross Traffic Alert)
กล้องมองหลังขณะถอยจอดและสัญญาณเตือนระยะจอดด้านหน้า (Rear View Camera and Sensors)

เข้าสู่การทดสอบสมรรถนะซึ่งเริ่มจากเส้นทางเรียบ การเดินทางในครั้งนี้ใช้เส้นทางจากกรุงเทพ ไปยังอำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ ระยะทางกว่า 400 กม. ด้วยความเป็นรถเอนกประสงค์ที่มีขนาดใหญ่ ขุมพลังจึงถือเป็นเรื่องสำคัญ การตอบสนองของเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร ไบ-เทอร์โบ ที่มีพละกำลังสูงถึง 213 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุดถึง 500 นิวตันเมตร นั้นช่วยให้การเดินทางเป็นไปได้อย่างราบลื่น

Ford Everest 13

Ford Everest 14

ระบบเกียร์อัตโนมัติแบบ 10 จังหวะนั้นถือเป็นจุดเด่นของรถคันนี้ เนื่องจากได้รับการพัฒนาอัตราทดให้มีความเหมาะสมกับการใช้งาน และให้ความนุ่มนวลขณะเปลี่ยนเกียร์ ในช่วงทางตรงยาวๆบางครั้งลืมตัวใช้ความเร็วทะลุ 160 กม./ชม. โดยที่ไม่ต้องเค้นขุมพลังจากเครื่องยนต์มากนัก

Ford Everest 15

จังหวะในการเร่งแซงถือเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่โดดเด่นจากระบบเกียร์อัตโนมัติ 10 จังหวะ ซึ่งมีความอัจฉริยะในเรื่องของอัตราทดที่สมองกลควบคุมให้เหมาะสมกับการใช้งาน ทำให้การเปลี่ยนอัตราทดเป็นไปในแบบก้าวกระโดด(1,3,5) เมื่อกดคันเร่งอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้มีการออกตัวที่ดีและตอบสนองไวโดยไม่ต้องรอรอบ ขณะเดียวกัน ในจังหวะคิกดาวน์จะมีการปรับลดแบบก้าวกระโดดเช่นกัน (10,8,6) ทำให้เครื่องยนต์มอบพลังและแรงบิดสูงสุดแม้ในตอนเปลี่ยนเกียร์ หรือจะเลือกขับสนุกในโหมดเกียร์ธรรมดาโดยใช้ระบบแพดเดิ้ลชิฟท์บริเวณหลังพวงมาลัย

Ford Everest 16

ระบบช่วงล่างสำคัญไม่ต่างกัน ทั้งยังเป็นระบบเติมเต็มเพื่อการเดินทางที่ปลอดภัยและสะดวกสบาย เทคโนโลยีวัตต์ลิงค์ซึ่งเป็นระบบของช่วงล่างด้านหลังมีคุณสมบัติใกล้เคียงกับระบบช่วงล่างแบบอิสระซึ่งมีจุดเด่นในด้านการยึดเกาะและให้ความนุ่มนวลในขณะที่ขับขี่แม้ในช่วงทางโค้งขึ้น/ลงเขา ระยะการเดินทางหลายร้อยกิโลเมตรจึงไม่ถือเป็นปัญหาและตัวแปรที่ทำให้เกิดการเมื่อยล้าจากการเดินทาง

Ford Everest 17

เริ่มต้นกับการทดลองขับขี่ในเส้นทางอ๊อฟโรดด้วยการใช้งานระบบ Terrain Management System ด้วยโหมด Normal ซึ่งสามารถพารถเข้าสู่เส้นทางทุรกันดารได้อย่างสบายๆ โดยระบบนี้จะสั่งงานระบบขับเคลื่อนด้วยคอมพิวเตอร์ในการถ่ายเทแรงบิดไปยังล้อต่างๆอัตโนมัติ

Ford Everest 18

บางช่วงของเส้นทางที่ทดลองลุย สภาพพื้นผิวจะเป็นดินร่วนและมีทรายปะปนอยู่ ซึ่งช่วยตอบโจทย์การใช้งานในโหมด Sand ได้อย่างสบายๆ และทำให้สัมผัสได้ถึงการถ่ายกำลังและระบบขับเคลื่อนจาก 2 ล้อเป็น 4 ล้อได้อย่างชัดเจน และการขับขี่ด้วยความเร็วบนเส้นทางที่ร่วนซุยยังทำได้อย่างมั่นใจ

Ford Everest 19

การลุยหนักสุดในทริพนี้จะเป็นเส้นทางที่อุ้มน้ำในสภาพโคลนเละ ระยะทางยาวประมาณ 50 เมตร จากการประเมินสถานการณ์และไม่ต้องเป็นกังวลว่ารถจะก้าวข้ามอุปสรรคนี้ไปได้หรือไม่ ผมมองข้ามโหมด Snow/Mud/Glass และบิดสวิตช์ไปยังโหมด Rock ซึ่งเป็นตัวช่วยลุยหนักรวมถึงใช้งานระบบขับเคลื่อนแบบ 4 Low และ Electronic Locking Rear Differential ผลปรากฏว่าการทำงานในโหมดนี้ได้ถ่ายทอดกำลังและแรงบิดไปยังล้อต่างๆได้อย่างเหมาะสม อุปสรรคที่ดูหนักก็สามารถผ่านไปได้ด้วยดี

Ford Everest 20

บทสรุปของการทดลองขับ Ford Everest Titaniam Plus 4×4 รถคันนี้ถือเป็นการยกระดับมาตรฐานของรถเอสยูวีไปได้อย่างชัดเจนด้วยการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาติดตั้งอย่างครบครัน ทั้งตัวช่วยการขับขี่ และตัวช่วยด้านความปลอดภัย สมรรถนะของเครื่องยนต์และช่วงล่างทำงานร่วมกันได้เป็นอย่างดีซึ่งเสริมความมั่นใจในการขับขี่ แต่ด้วยระบบที่ติดตั้งมาให้ในรถคันนี้ชนิดที่เรียกว่าคุ้มค่าเกินราคา ผู้ขับขี่อาจต้องสร้างความคุ้นเคยกับการใช้งานตัวช่วยต่างๆและอุปสรรคต่างๆก็จะผ่านพ้นไปได้ด้วยดี

ข้อมูลทางเทคนิค: Ford Everest Titaniam Plus 4×4
เครื่องยนต์: ดีเซล EcoBlue TDCi 4 สูบ เทอร์โบคู่
ความจุกระบอกสูบ (ซี.ซี.): 1,996
กำลังสูงสุด (แรงม้า ที่ รอบ/นาที): 213/3,750
แรงบิดสูงสุด (นิวตัน-เมตร ที่รอบ/นาที): 500/1,750 – 2,000
ระบบส่งกำลัง: อัตโนมัติ 10 จังหวะ พร้อม Manual Mode
ระบบขับเคลื่อน: สี่ล้อพาร์ทไทม์ พร้อมระบบ Terrain Management
ระบบกันสะเทือน(หน้า/หลัง): แมคเฟอร์สันสตรัท /วัตต์ลิงค์
เบรก(หน้า/หลัง): ดิสก์/ดิสก์
ยาว/กว้าง/สูง(มม.): 4,893×1,862 x1,836
ราคา (บาท): 1,799,000
ตัวแทนจำหน่าย: บริษัท ฟอร์ด (ประเทศไทย) จำกัด

“นิสสัน เทียน่า ใหม่” ปรับดีไซน์เติมความสปอร์ต เปิดตัวด้วยเทคโนโลยีทันสมัยสะท้อนความเหนือระดับในเรื่องการออกแบบ ความสะดวกสบายและเทคโนโลยีที่ครบครัน

0

นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย ปรับดีไซน์เทียน่าใหม่ภายใต้แนวคิด “Energetic Flow” หรือดีไซน์ที่ทรงพลังสง่างามปราดเปรียวพร้อมลายเส้นที่พลิ้วไหวจากภายนอกสู่ภายในที่กว้างขวางสไตล์สปอร์ต

การปรับดีไซน์ในครั้งนี้ เสริมความสดใหม่ให้กับเทียน่าด้วยดีไซน์และเส้นสายด้านหน้าใหม่เริ่มจากบริเวณเสาที่เชื่อมระหว่างตัวถังส่วนหน้าและหลังคารถยนต์หรือเสา A (A-pillars) แผงกันชนหน้ารวมถึงไฟหน้านอกจากนี้ยังเพิ่มความโดดเด่นที่เน้นกระจังหน้าแบบ V-Motion และไฟหน้าทรงบูมเมอแรงอันเป็นแนวทางหลักของการออกแบบรถยนต์ของนิสสัน

ระบบสตาร์ทเครื่องยนต์ด้วยรีโมท (Remote Engine Start) เป็นอีกนวัตกรรมที่รวมอยู่ในนิสสัน เทียน่าใหม่ ทีช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถสตาร์ทรถ และเปิดเครื่องปรับอากาศก่อนเริ่มใช้งานโดยประตูรถยังล็อคอยู่ เพิ่มความสะดวกสบายให้กับลูกค้าที่เป็นกังวลในเรื่องอุณหภูมิของห้องโดยสาร

นอกจากนี้ เทียน่า ใหม่ ยังคงพื้นที่กว้างขวางของห้องโดยสาร พร้อมเปิดประสบการณ์ให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารสามารถเข้าถึงการตกแต่งภายในที่ทันสมัยและสะดวกสบายอย่างไม่เคยมีมาก่อน

เทคโนโลยีอันล้ำสมัยในเรื่องความปลอดภัยภายใต้รูปลักษณ์ใหม่ เพื่อสร้างความมั่นใจในการขับขี่จากเทคโนโลยีอัจฉริยะ หรือ นิสสัน อินเทลลิเจนท์ โมบิลิตี้ (Nissan Intelligent Mobility) ประกอบด้วยกล้องอัจฉริยะมองภาพรอบทิศทาง Intelligent Around View Monitor (IAVM) พร้อม เทคโนโลยีตรวจจับและส่งสัญญาณเตือนวัตถุและบุคคลที่เคลื่อนไหวจากกล้องรอบคันหรือ Moving Object Detection (MOD) เทคโนโลยีเตือนจุดอับสายตา Blind Spot Warning (BSW) และเทคโนโลยีเตือนเมื่อรถออกนอกช่องทาง Lane Departure Warning (LDW) ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่บนถนนในเมือง การเข้าจอดรถในพื้นที่จำกัดหรือขับรถระยะทางไกลบนทางหลวง

เทียน่า ใหม่ ได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถันสู่ความเป็นที่ยนตรกรรมพรีเมี่ยมที่ผสมผสานในเรื่องดีไซน์ทันสมัยผนวกกับ นิสสัน อินเทลลิเจนท์ โมบิลิตี้ จึงทำให้เทียน่า ใหม่มอบประสบการณ์การขับขี่อันยอดเยี่ยม สมกับที่เป็นอีกหนึ่งยนตรกรรมระดับพรีเมียมของนิสสัน

นิสสัน ตอกย้ำในการนำเสนอนวัตกรรมที่สร้างความตื่นเต้นเร้าใจให้กับลูกค้า(Innovation that Excites) ด้วยงานเปิดตัว เทียน่าใหม่ ผ่านเทคโนโลยีเสมือนจริง หรือ Virtual Reality (VR) ครั้งแรกในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยที่ใช้เทคนิคนี้ในการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่

“การเปิดตัวด้วยนวัตกรรมอัจฉริยะที่ทันสมัยในครั้งนี้สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมพฤติกรรมและความคาดหวังของผู้บริโภคชาวไทยที่มีการเข้าถึงข้อมูลออนไลน์ทั้งวิดีโอรูปถ่ายและการรีวิวต่างๆที่มากขึ้นในขณะที่นิสสันยังคงมุ่งเน้นไปที่ฟีเจอร์ความปลอดภัยและเทคโนโลยีอินเทลลิเจนท์โมบิลิตี้อันถือเป็นแนวทางหลักของเราในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่างๆ” นายอันตวนบาร์เตสประธานนิสสันมอเตอร์ประเทศไทยกล่าว

เทียน่า ใหม่ ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์QR25DE ในรุ่น 2.5L และเครื่องยนต์MR20DE ในรุ่น 2.0L โดยทั้งคู่มาพร้อมกับระบบส่งกำลังแบบ XTRONIC CVT ที่ให้อัตราเร่งและการประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยม

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเยี่ยมและทดลองขับเทียน่าใหม่ได้ที่โชว์รูมนิสสันทั่วประเทศในราคาเริ่มต้นที่ 1,339,000  บาทสำหรับรุ่น 2.0XE 1,426,000 บาทสำหรับรุ่น 2.0XL 1,476,000  บาทสำหรับรุ่น 2.0XL Naviและ 1,674,000  บาทสำหรับรุ่น 2.5XV Naviโดยมาพร้อมสีใหม่เรเดียนท์เรด (Radiant Red) และอีก 5 สีให้เลือกได้แก่สีเทาดีพไอริสเกรย์ (Deep Iris Gray) สีขาวสตอร์มไวท์ (Storm White) สีดำแบล็คสตาร์ (Black Star) สีเงินบริลเลียนท์ซิลเวอร์ (Brilliant Silver) และสีน้ำตาลเกรย์ยิชบรอนซ์ (Grayish Bronze)

“ที่นิสสันเราให้ความสำคัญกับลูกค้า เพราะเป็นหัวใจสำคัญในทุกๆสิ่งที่เราทำ ผมเชื่อว่าด้วยการออกแบบ ฟีเจอร์และเทคโนโลยีต่างๆจาก นิสสัน อินเทลลิเจนท์ โมบิลิตี้ ที่ทันสมัยนี้ จะทำให้ เทียน่า ใหม่ สามารถตอบสนองความต้องการและความคาดหวังของลูกค้าของเราได้ดีที่สุด” นายบาร์เตส กล่าวเสริม

มิตซูบิชิ แอททราจ ใหม่ ซิตี้คาร์ ไลฟ์สไตล์ที่ไม่ธรรมดา

0

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัว มิตซูบิชิ แอททราจ ใหม่ ยกระดับความโดดเด่นด้วยการปรับปรุงรูปลักษณ์ใหม่ ทั้งภายนอกและภายใน เพิ่มอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน ตอกย้ำความทันสมัยให้รถซิตี้คาร์ยอดนิยม และตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้อย่างสมบูรณ์แบบยิ่งกว่าเดิม ด้วยราคาเริ่มต้น 483,000 บาท  มิตซูบิชิ แอททราจ ใหม่ ยังมาพร้อมกับกระจังหน้าดีไซน์ฮันนี่โคมบ์ พร้อมคิ้วฝากระโปรงท้ายตกแต่งโครเมียมรมดำ และยังสปอร์ตยิ่งขึ้นด้วยล้ออัลลอยดีไซน์สีดำขนาด 15 นิ้ว

มิตซูบิชิ แอททราจ คือรถซิตี้คาร์ทีมีคุณสมบัติโดดเด่นรอบด้าน ตั้งแต่การออกแบบและเทคโนโลยีไปจนถึงความปลอดภัยและสมรรถนะ ตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่มองหาความพิเศษ ความมั่นใจและสมรรถนะการขับขี่ที่เหนือกว่า มิตซูบิชิ แอททราจ ได้รับความนิยมในกลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบรถซิตี้คาร์เสมอมา” มร. โมริคาซุ ชกกิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว

มิตซูบิชิ แอททราจ ใหม่ จะมาพร้อมความพิเศษยิ่งกว่าด้วยการปรับปรุงภายนอก ภายใน และเสริมอุปกรณ์ต่างๆ เพิ่มเติม เราต้องการส่งเสริมให้ผู้ขับขี่ทุกคนมีไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่ไม่ธรรมดาไปกับ        มิตซูบิชิ แอททราจ ใหม่” มร. ชกกิกล่าวเพิ่มเติม

การปรับปรุงภายในห้องโดยสารของ มิตซูบิชิ แอททราจ ใหม่ มีทั้งเซ็นทรัลล็อก พร้อมปุ่มล็อกและปลดล็อก แผงบังแดดคู่หน้าพร้อมกระจกส่องหน้าและฝาปิด ที่พักแขนบริเวณเบาะคนขับ และเบาะคนขับปรับสูง-ต่ำได้ สำหรับอุปกรณ์อำนวยความสะดวกมีทั้งกระจกมองหลังปรับลดแสงสะท้อนอัตโนมัติ ระบบควบคุมการเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ เข็มขัดนิรภัยคู่หน้าแบบดึงกลับและผ่อนแรงอัตโนมัติ พร้อมปรับระดับสูง-ต่ำได้ และช่องเก็บของด้านหลังเบาะที่นั่งคู่หน้า และมือจับเหนือศีรษะแบบพับได้ เพิ่มสัมผัสเหนือระดับด้วยเบาะหนังสีดำ (เฉพาะรุ่น GLS-LTD)

มิตซูบิชิ แอททราจ ใหม่ ยังเพียบพร้อมด้วยติดตั้งเทคโนโลยีและระบบความปลอดภัย อาทิ กุญแจอัจฉริยะพร้อมปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ พวงมาลัยหุ้มหนังแบบมัลติฟังก์ชั่นพร้อมระบบครูสคอนโทรล ระบบเอ็นเตอร์เทนเมนท์รองรับ Apple CarPlay1  พร้อมระบบสั่งงานด้วยเสียง SIRI1 และสามารถเชื่อมต่อโทรศัพท์บลูทูธแบบไร้สาย พร้อมจอแสดงภาพระบบสัมผัสรองรับ DVD/MP3

ระบบความปลอดภัยในเชิงป้องกันและปกป้องใน มิตซูบิชิ แอททราจ ใหม่ ครบครันด้วยระบบเตือนการชนด้านหน้าตรงพร้อมระบบช่วยชะลอความเร็วที่ความเร็วต่ำ (FCM-LS) ระบบตัดกำลังเครื่องยนต์ชั่วขณะเมื่อเหยียบคันเร่งอย่างรุนแรงและรวดเร็ว (RMS-FORWARD) ถุงลมนิรภัยคู่หน้า ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (ASC) ระบบป้องกันการลื่นไถล (TCL) ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (HSA) และระบบไฟกะพริบฉุกเฉินอัตโนมัติขณะเบรกกะทันหัน (ESS) รวมถึงกล้องมองภาพหลังขณะถอยจอด  ระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรก (ABS) ระบบเสริมแรงเบรก (BA)  ระบบกระจายแรงดันน้ำมันเบรกแบบอิเลกทรอนิกส์ (EBD)

 

มิตซูบิชิ แอททราจ ใหม่ ออกจำหน่าย 4 รุ่น ได้แก่

  • รุ่น GLX เกียร์ธรรมดา 5 สปีด
  • รุ่น GLX เกียร์อัตโนมัติ
  • รุ่น GLS 
  • รุ่น GLSLTD

ด้วยสีตัวถังมีให้เลือกสรร 6 สี ได้แก่

  • สีแดง Wine Red
  • สีขาวมุก White Pearl
  • สีดำ Pyreness Black
  • สีเมทัลลิกทั้งสีฟ้า Cerulean Blue Mica
  • สีเงิน Cool Silver
  • สีเทา Titanium Gray

มิตซูบิชิ แอททราจ ใหม่ ผสานความเชื่อมั่นและความปลอดภัยเข้ากับสมรรถนะและเทคโนโลยีที่จะตอบสนองผู้ขับขี่ที่มีความมั่นใจและกล้าแสดงออก  สอดคล้องกับกลยุทธ์แบรนด์ระดับโลก “Drive your Ambition” ผสมผสานจิตวิญญาณแห่งการผจญภัยเข้ากับความมุ่งมั่นสู่ความก้าวหน้าเพื่อจุดประกายและสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้ขับขี่

1 Apple CarPlay และ SIRI เป็นลิขสิทธิ์ของ Apple Inc. จดทะเบียนในประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศอื่น ๆ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

เปิดตัว “โตโยต้า คัมรีใหม่” Soul Striking Luxury ที่สุดของยนตรกรรมแห่งความเหนือระดับ

0

มร.มิจิโนบุ ซึงาตะ เจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด มร.ฮิเดโอะ ซึกานูมะ ผู้ช่วยหัวหน้าวิศวกร บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น และนายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ร่วมแถลงข่าวแนะนำรถยนต์ซีดานขนาดกลางสุดหรูรุ่นใหม่ล่าสุด “The All-New CAMRY…Soul Striking Luxury” เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2561 ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ อิมแพค เมืองทองธานี

 

บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด  แนะนำรถยนต์ซีดานขนาดกลางรุ่นใหม่ล่าสุด “คัมรี” ที่สมบูรณ์แบบด้วยภาพลักษณ์ดีไซน์สปอร์ต หรูหรา ผ่านการออกแบบอย่างพิถิพิถัน เด่นชัดด้วยเส้นสายรอบคัน สื่อถึงความคล่องแคล่ว ปราดเปรียว ภายในกว้างขวาง ใส่ใจในทุกรายละเอียดการตกแต่ง พร้อมด้วยสมรรถนะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยมเหนือใคร จากสถาปัตยกรรมยานยนต์ใหม่ TNGA ที่ช่วยผสานยนตรกรรมกับผู้ขับขี่ให้เป็นหนึ่งเดียวกัน สร้างประสบการณ์การขับขี่ที่ไม่เหมือนใคร ครบครันด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบาย และระบบความปลอดภัยมาตรฐานระดับโลกของรถโตโยต้า ให้ความมั่นใจในทุกสถานการณ์การขับขี่  ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้เหนือความคาดหมาย ถือเป็นยนตรกรรมที่โดดเด่นและเหนือระดับอย่างแท้จริง

 

มร.มิจิโนบุ ซึงาตะ กล่าวว่า ต้นกำเนิดของ คัมรี ได้รับการเปิดตัวในประเทศญี่ปุ่นในปี 2523 ในฐานะ รถสปอร์ตซีดาน ระดับตำนาน อย่าง Celica โดยใช้ชื่อว่า Celica-Camry และขายอยู่ในประเทศญี่ปุ่นเป็นเวลา 2 ปี แม้ในระยะเวลาช่วงสั้นๆ แต่ Celica-Camry ได้สร้างความประทับใจที่โดดเด่น จากนั้นในปี 2525 คัมรีเจเนอเรชั่นที่ 1 ได้ถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการครั้งแรกในประเทศญี่ปุ่น ในฐานะรถซีดานเครื่องยนต์หน้า และขับเคลื่อนล้อหน้า ที่มาพร้อมกับภายในกว้างขวาง มากกว่ารุ่น Crown ในขณะนั้น นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา คัมรี ได้กลายเป็นรถรุ่นสำคัญของโตโยต้า ในระดับโลกที่ได้รับความสำเร็จอย่างท่วมท้นในกว่า 100 ประเทศทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย โดยปัจจุบันมีจำนวนยอดจำหน่ายสะสมของรถคัมรี ทั่วโลกก้าวเข้าสู่  20 ล้านคัน* (*ข้อมูลยอดขายสะสมรวมทั่วโลกตั้งแต่   ปี 2525 ถึงกันยายนปี 2561)  สำหรับในประเทศไทยนั้น คัมรี ได้รับการแนะนำเข้าสู่ตลาดรถยนต์เป็นครั้งแรกในปี 2536 โดย คัมรี ได้รับความสนใจจากลูกค้าชาวไทย ที่มองหารถยนต์หรูที่มาพร้อมกับประสบการณ์เหนือระดับ และด้วยกระแสตอบรับเป็นอย่างดี ส่งผลให้ คัมรี เจนเนอเรชั่นที่ 4 ถูกนำมาประกอบในประเทศไทย เมื่อปี 2542 ยิ่งไปกว่านั้น โตโยต้ายังเป็นผู้บุกเบิกยนตรกรรมระบบไฮบริดเป็นครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อปี 2552  คัมรี ประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่เปิดตัวในประเทศไทย โดยมียอดจำหน่ายสะสมรวมกว่า 200,000 คัน** (*ข้อมูลยอดขายสะสมของคัมรีรวมถึงเดือนกันยายนปี 2561)

มร.มิจิโนบุ ซึงาตะ กล่าวเพิ่มเติมว่าเนื่องจากความนิยมที่มีต่อคัมรีในฐานะยนตรกรรมหรูขนาดกลาง ส่งผลให้ความคาดหวังของลูกค้าจึงสูงขึ้น ปัจจุบันลูกค้าชาวไทยมอง คัมรี เทียบเท่ารถยุโรป ดังนั้นเราไม่เพียงแต่มุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆหากแต่ยังเพิ่มคุณค่าด้านอารมณ์ให้กับรถรุ่นนี้อีกด้วย เราตั้งใจมอบความภาคภูมิใจในการครอบครอง รวมไปถึงความสบายใจในการเป็นเจ้าของ เราจึงได้รับแรงบันดาลในการสรรสร้าง ผลิตภัณฑ์ และบริการที่ดียิ่งกว่า เพื่อตอบสนองความต้องการที่เหนือความคาดหวังของลูกค้า ด้วยเหตุนี้  คัมรี ใหม่ จึงถูกพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด “ปรากฎการณ์แห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่” จากแรงบันดาลใจในการออกแบบของ Sensual-Smart Confidence ส่งผลให้คัมรี ใหม่ ถูกพัฒนาไปสู่การเป็นรถยนต์ที่หรูหรา สปอร์ต และล้ำสมัย แบบที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน นอกจากนี้เรายังยกระดับ สมรรถนะในการขับขี่ ด้วยสถาปัตยกรรมยานยนต์ใหม่ของโตโยต้า TNGA ได้แก่ การนำโครงสร้างที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาใหม่ ผสานเข้ากับเครื่องยนต์ Dynamic Force รุ่นล่าสุด มากกว่านั้นเรายังนำระบบไฮบริด เจเนอเรชั่นที่ 4 ที่พัฒนามาเพื่อมอบความรู้สึกสนุกในการขับขี่ พร้อมประสิทธิภาพในการประหยัดน้ำมันที่ดียิ่งขึ้น”

 มร.ฮิเดโอะ ซึกานูมะ ผู้ช่วยหัวหน้าวิศวกร บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาผมขอขอบคุณลูกค้าชาวไทยที่ให้การตอบรับกับคัมรี จนประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี โดยคัมรี ได้รับการชื่นชมว่าเป็นรถที่มีความสมเหตุสมผลที่ดีที่สุด (Best of Rational) ทั้งในด้านความน่าเชื่อถือ และความสะดวกสบาย แต่ในคัมรีใหม่นั้น เราได้เปลี่ยนวิธีคิดด้วยการกำหนดมาตรฐานใหม่ในการพัฒนา เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือความคาดหมายให้แก่ลูกค้า ด้วยเหตุนี้ คัมรีใหม่ จึงได้รับการพัฒนาภายใต้แนวคิด “Unprecedented Change” ปรากฎการณ์แห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ โดยได้นำสถาปัตยกรรมยานยนต์ใหม่ของโตโยต้า TNGA ที่ถือเป็นหลักในการปฏิรูปโครงสร้างและเครื่องยนต์ มาปรับใช้กับคัมรีใหม่นี้ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายภายใต้แนวคิดการท้าทายในการผลิตยนตรกรรมที่ดียิ่งกว่าของโตโยต้า (Ever-Better Cars)

ดีไซน์ภายนอกสปอร์ต หรูหรา ภายในกว้างขวาง พิถีพิถันในทุกการออกแบบ

รูปลักษณ์สปอร์ต เส้นสายที่คมชัด ดูโฉบเฉี่ยว ปราดเปรียว และยังคงรักษาพื้นที่ภายในที่กว้างขวาง ทันสมัย สัมผัสได้ถึงความละเอียดปราณีตในการออกแบบ เพียบพร้อมไปด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่ทันสมัย ง่ายต่อการใช้งานทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร

 

ที่สุดของสมรรถนะการขับขี่ สร้างประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใคร

จากเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง ที่ถูกนำมาใช้กับเหล็กกล้าคุณภาพเยี่ยม ทำให้โครงสร้างตัวถังรถมีความแข็งแรง ทนทานต่อแรงบิด นอกจากนั้นตัวรถยังได้รับการออกแบบให้มีจุดศูนย์ถ่วงต่ำ ซึ่งจะช่วยเพิ่มทัศนวิสัยในการขับขี่ มีการทรงตัวที่ดีเยี่ยม สามารถควบคุมรถได้ดั่งใจ พร้อมด้วยระบบ ช่วงล่างอิสระแบบปีกนกคู่ (Double Wishbone Suspension) ทำให้เข้าโค้งได้อย่างมั่นใจ ที่สำคัญยังคงไว้ซึ่งความนุ่มสบายและความเงียบตลอดการเดินทาง

นอกจากนี้ยังได้พัฒนาระบบส่งกำลังใหม่ คือ เครื่องยนต์ขนาด 2.5 ลิตร Dynamic Force และเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์ร่วมกับความแข็งแกร่งของโครงสร้างตัวถังรถได้สูงสุด ส่งผลให้มีอัตราการเร่งแบบสปอร์ตและการขับขี่ที่เร้าใจ สำหรับรุ่นไฮบริด ที่มาพร้อมกับไฮบริดเจเนอเรชั่นที่ 4  ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในอัตราการเร่งที่ดีขึ้น และสามารถประหยัดน้ำมันได้มากขึ้น

ครบครันด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกล้ำสมัย

ความสะดวกสบายของผู้โดยสารถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยหลัก ที่เรามุ่งเน้นพัฒนาสำหรับคนไทยโดยเฉพาะ โดยเบาะนั่งด้านหลังที่สามารถปรับเอนได้ (Rear Reclining Seat) ให้ความรู้สึกผ่อนคลายตลอดการเดินทาง และT-Connect Telematics ระบบที่เชื่อมต่อรถและผู้ใช้รถให้เป็นหนึ่งเดียว ช่วยให้คุณอัพเดตสถานะรถได้ตลอดเวลา

มาตรฐานความปลอดภัยใหม่ระดับโลกของรถโตโยต้า เพิ่มความมั่นใจสูงสุด

ความปลอดภัยของผู้โดยสาร ถือเป็นสิ่งสำคัญลำดับแรกของโตโยต้า โดยคัมรี ได้รับการติดตั้งเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยขั้นสูงสุดไว้มากมาย อาทิ ระบบความปลอดภัยก่อนการชน (PRE-COLLISION SYSTEM) ระบบควบคุมและปรับลดความเร็วอัตโนมัติ (DYNAMIC RADAR CRUISE CONTROL) ระบบเตือนเมื่อออกนอกเลนพร้อมพวงมาลัยหน่วงอัตโนมัติ (LANE DEPARTURE ALERT) พร้อมด้วยการติดตั้งถุงลมนิรภัยรอบคัน 9 ลูก ซึ่งถือได้ว่ามากที่สุดในรถระดับเดียวกัน

นายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ กล่าวว่า “ทางโตโยต้าตระหนักถึงความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนไปในการตัดสินใจเลือกซื้อรถยนต์ ที่ไม่ได้มองเพียงดีไซน์ที่สะท้อนตัวตน สมรรถนะที่ดีเยี่ยม ความสะดวกสบาย  หรือระบบความปลอดภัยเท่านั้น ลูกค้ากลุ่มนี้ยังมองหาความสบายใจ โดยไร้ความกังวลตลอดการใช้งานอีกด้วย ดังนั้น­ คัมรีใหม่ จึงเป็นปรากฏการณ์การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบภายนอกที่มีความสปอร์ต โฉบเฉี่ยว ภายในห้องโดยสารที่กว้างขวาง สมรรถนะการขับขี่ที่ดีเยี่ยม ควบคุมได้ดั่งใจ อันเป็นผลมาจากสถาปัตยกรรมยานยนต์ใหม่ TNGA ที่ออกแบบทุกองค์ประกอบใหม่ทั้งหมดเพื่อประสิทธิภาพการขับขี่สูงสุด พร้อมด้วยระบบความปลอดภัยที่เหนือระดับ และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครันทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร นอกจากนี้เรายังมอบประสบการณ์การครอบครอง  ที่เหนือระดับให้แก่ลูกค้าคัมรีทุกท่าน โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ผ่าน “Ultimate Ownership Package” ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่วันแรกของการครอบครอง ตลอดระยะเวลาการใช้งาน ได้แก่ การขยายรับประกันคุณภาพรถใหม่จาก 3 ปี เป็น 5 ปี การรับประกันแบตเตอรีไฮบริด 10 ปี การให้ค่าแรงเช็กระยะฟรีถึง 5 ปี และการรับประกันมูลค่ารถยนต์ไฮบริดในอนาคต (Guaranteed Future Value)”

นายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์  กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากประสบการณ์การครอบครองตัวรถแล้ว คัมรี ยังมีกิจกรรม “The Ultimate Experience” ที่จะมอบประสบการณ์การใช้ชีวิตแบบเหนือระดับ เพื่อเป็นการขอบคุณลูกค้าที่ไว้วางใจคัมรีอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้เรายังได้เตรียมแพคเกจทางเลือกไว้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นชุดแต่ง TRD Sportivo สำหรับลูกค้าที่ต้องการความแตกต่างอย่างมีสไตล์และแพคเกจประกันภัยระยะยาวผ่านโปรแกรม Convini Insure ที่รวมประกันภัยระยะยาว 3 ปีและแพคเกจบำรุงรักษา 5 ปีเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งทั้งหมดนี้ลูกค้าสามารถผ่อนชำระรวมในค่างวดได้ หรือประกันภัยแบบขับน้อย จ่ายน้อย (Pay As You Drive Insurance) ที่จะตอบโจทย์ลูกค้าที่ใช้รถน้อยอีกด้วย”

 

                                                       

ตัวแทนจำหน่ายโตโยต้าทั่วประเทศ พร้อมให้การดูแลลูกค้าทุกท่าน และจะมอบความพึงพอใจ ความภาคภูมิใจในการเป็นเจ้าของ รวมไปถึงความรู้สึกสบายใจตลอดระยะเวลาที่ครอบครองรถรุ่นนี้ สุดท้ายนี้ผมขอขอบคุณรัฐบาลไทย ที่ให้การสนับสนุนการส่งเสริมใช้พลังงานทางเลือกอย่างต่อเนื่อง ทำให้คนไทยสามารถเป็นเจ้าของรถยนต์ที่มีเทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง คัมรีใหม่ ได้ในราคาที่เหมาะสม และผมยินดีที่จะแจ้งให้ทุกท่านทราบถึงความคืบหน้าในการผลิตแบตเตอรีภายในประเทศ เราจะเริ่มต้นการผลิตในกลางปี 2562 ที่โรงงานเกตุเวย์ จังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อตอบสนองนโยบายของภาครัฐ” มร.มิจิโนบุ ซึงาตะ กล่าวในที่สุด

 

เลือกเป็นเจ้าของ The All-New CAMRY 4 รุ่น และ 7 สี

  • Attitude Black
  • Silver Metallic
  • Phantom Brown

สีใหม่ 4 สี

  • Graphite Metallic
  • Premium Red
  • Platinum White Pearl
  • Burning Black (เฉพาะรุ่น 5 HV Premium)

  พร้อมสีภายในสองสี (สีดำ และสีเบจ)

  • รุ่น 5 HV Premium       เกียร์อัตโนมัติ               ราคา    1,799,000 บาท***                    
  • รุ่น 5 HV                           เกียร์อัตโนมัติ               ราคา    1,639,000 บาท***
  • รุ่น 5G                                เกียร์อัตโนมัติ               ราคา    1,589,000 บาท***
  • รุ่น 0G                               เกียร์อัตโนมัติ               ราคา    1,445,000 บาท***

 (สำหรับสีพิเศษ Platinum White Pearl เพิ่ม 10,000 บาท)

***ราคาดังกล่าวเป็นราคารถยนต์พร้อมอุปกรณ์มาตรฐานที่ผลิตจากโรงงาน รวมราคาชุดอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษ

 พิเศษสำหรับลูกค้า The All-New CAMRY / ผ่อนเริ่มต้นเพียง 17,000 บาท ต่อ เดือน หรือ เลือกรับดอกเบี้ยพิเศษ 1.89% นาน 48 เดือน

 ร่วมสัมผัสและทดลองขับ The All-New CAMRY ได้ที่โชว์รูมผู้แทนจำหน่ายโตโยต้ากว่า 470 แห่งทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน เป็นต้นไป

 และศูนย์ทดสอบขับรถ Toyota Driving Experience (บางนา กม.3) พิเศษพร้อมรับ Premium Travel Case (จำนวนจำกัด)