Home Blog Page 498

ฟอร์ด แนะนำเคล็ดลับแก้ง่วงขณะขับรถ ช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุได้อย่างถูกวิธี

0

ปิดแอร์ให้หมด เปิดกระจกรถ และเปิดเพลงโปรดให้เสียงดังลั่น มักเป็นวิธีที่คนส่วนใหญ่ใช้ขณะขับรถเพื่อให้รู้สึกตื่นตัว ความจริงคือวิธีการเหล่านี้มักไม่ได้ผลและยังก่อให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมา จากผลการศึกษา พบว่าวัยรุ่นที่ชอบเปิดเพลงขณะขับรถมักจะก่อปัญหาบนท้องถนนมากกว่า ขับรถชวนหวาดเสียวมากกว่าในขณะที่จดจ่อกับสภาพแวดล้อมรอบข้างได้น้อยลง ส่วนอีกหนึ่งวิธีผิดๆ ที่คนชอบทำกันคือทานของหวานเพื่อช่วยให้ตื่นตัว ซึ่งมันช่วยได้แค่ช่วงหนึ่งเท่านั้น หลังจากนั้นภาวะอ่อนเพลียเฉียบพลันจะตามมา อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะต้องปิดวิทยุหรือทนหิวตลอดทาง ฟอร์ด มีวิธีที่จะช่วยให้คุณสามารถขับรถได้อย่างสบายใจและปลอดภัยในเวลาเดียวกัน

เปิดเพลงที่เข้ากับจังหวะการเต้นของหัวใจ

เพลงที่เหมาะกับการขับรถคือเพลงที่มีจังหวะความเร็วพอๆ กับจังหวะการเต้นของหัวใจ ซึ่งก็คือ 60-80 bpm  ต่อนาที หากเพลงมีจังหวะเร็วหรือเสียงดังเกินไป คนขับมักจะขับรถก้าวร้าวมากขึ้น ในขณะที่ถ้าเพลงช้าไปก็อาจจะทำให้เรารู้สึกเฉื่อยชาตามไปด้วย ดังนั้น สร้างเพลลิสต์ดีๆ สำหรับเวลาขับรถขึ้นมาและเปิดให้ดังพอเหมาะ จะช่วยให้เรารู้สึกสบาย คลายเครียดและเพิ่มสมาธิในการขับรถได้ดียิ่งขึ้น

“ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี ได้พัฒนาเทคโนโลยีสุดล้ำ เช่น ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติและระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเพื่อช่วยให้คนขับทุกคนปลอดภัยและลดความตึงเครียดขณะเดินทาง” สก็อตต์ ลี วิศวกรด้านเทคโนโลยีช่วยขับขี่อัจฉริยะและความปลอดภัยเชิงป้องกันจากศูนย์วิจัยและวิศวกรรมของฟอร์ด กล่าว “ในขณะเดียวกัน แม้เทคโนโลยีเหล่านี้จะช่วยป้องกันการเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน มันก็ไม่ได้มาแทนที่ระบบอื่นๆ ที่จำเป็นต่อผู้ใช้”

หลีกเลี่ยงของหวานและอาหารจานด่วน

หมั่นดื่มน้ำเสมอ หรือชากาแฟบ้างบางครั้งบางคราว ซึ่งนอกจากจะช่วยให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่ามากขึ้น ยังทำให้เราได้แวะพักเข้าห้องน้ำบ่อยๆ และได้ยืดเส้นยืดสายอีกด้วย พยายามหลีกเลี่ยงของหวานและอาหารจานด่วนที่จะทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย ระลึกไว้ว่าให้หยุดรถเสมอเมื่อจะทานของว่าง ผลการศึกษาของฟอร์ด พบว่าคนขับรถที่ทำหลายๆ อย่างในเวลาเดียวกัน เช่น ทานขนมระหว่างขับรถ จะเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติมากขึ้น

พักผ่อนก่อนร่างกายจะไม่ไหว

ไม่ว่าคุณจะเป็นคนขับรถบรรทุกที่ต้องขับทางไกลนานๆ คนทำงานเป็นกะ พ่อแม่มือใหม่ หรือวัยรุ่น ทุกคนสามารถเกิดอาการง่วงขณะขับรถได้ทั้งนั้น สัญญาณที่บ่งบอกว่าคุณเหนื่อยล้าเกินกว่าจะขับรถได้ มีตั้งแต่ ลืมตาไม่ค่อยไหว หาวบ่อย มีสมาธิในการขับรถได้ยากขึ้น ไม่สามารถจำช่วงเวลาที่ตัวเองขับรถในช่วงไม่กี่กิโลที่ผ่านมาได้ ลืมมองป้ายจราจรหรือทางเลี้ยว ควบคุมความเร็วได้ยากและขับรถกินเลน เป็นต้น หากคุณมีแผนที่จะเดินทางไกลและรู้ว่าตัวเองจะไม่ไหว ลองหาคนมาช่วยสลับกันขับ ดีกว่าเสี่ยงขับรถทั้งๆ ที่ง่วง เติมพลังให้ร่างกายง่ายๆ ด้วยวิธีต่อไปนี้ :

  • ยืดกล้ามเนื้อที่ปวดหรือเมื่อยล้า
  • นวดกดจุดที่ตึงได้ง่าย เช่น บริเวณขมับและหลังคอเพื่อคลายความตึงหรือเคล็ด
  • ออกกำลังกายแบบเร็วๆ เช่นกระโดดตบหรือวิ่งอยู่กับที่เพื่อให้ร่างกายตื่นตัวมากขึ้น

หากรู้สึกเหนื่อยล้ามาก ควรหาที่พักเพื่องีบหลับหรือค้างคืนในที่ที่ปลอดภัย หากตื่นเช้ามาแล้วยังรู้สึกง่วง ให้ดื่มกาแฟหรือชาสักถ้วยเพื่อให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่าพร้อมออกเดินทางต่อไป

 

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับฟอร์ด ผลิตภัณฑ์ของฟอร์ด และฟอร์ด มอเตอร์ เครดิต โปรดเยี่ยมชมเว็บไซต์ที่ www.corporate.ford.com

ปอร์เช่เพิ่ม 2 รุ่นแห่งขุมกำลังยนตรกรรมสายพันธุ์จีทีเอส (GTS) ใหม่ล่าสุด เสริมทัพตระกูลสปอร์ตซาลูน พานาเมร่า (Panamera)

0

ปอร์เช่เปิดตัวยนตรกรรมสปอร์ต 4 ประตู พานาเมร่า (Panamera) เพิ่มเติมถึง 2 รุ่นพิเศษ ที่เปี่ยมไปด้วยพละกำลังมหาศาลจากขุมพลังเครื่องยนต์เบนซิน  V8 เทอร์โบคู่ ขนาดความจุกระบอกสูบ 4.0 ลิตร (460 แรงม้า/338 กิโลวัตต์) ผสานการทำงานกับระบบช่วงล่างถุงลมปรับระดับอัตโนมัติ three-chamber air suspension ที่ได้รับการปรับแต่งโดยเน้นการขับขี่สไตล์สปอร์ตเต็มขั้น เพียบพร้อมด้วยงานออกแบบ อุปกรณ์และฟังก์ชันอำนวย ความสะดวกมากมายที่ล้วนแล้วแต่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะรุ่น ปอร์เช่ พานาเมร่า จีทีเอส (Porsche Panamera GTS) และ ปอร์เช่ พานาเมร่า จีทีเอส สปอร์ต ทัวริสโม่ (Porsche Panamera GTS Sport Turismo) ติดตั้งชุดตกแต่ง performance package โดยตรงจากโรงงาน อาทิ อุปกรณ์ตกแต่งตัวถัง Sport Design package สีดำ และงานตกแต่งภายใน ห้องโดยสารด้วยวัสดุ Alcantara เป็นมาตรฐาน ยิ่งไปกว่านั้น ปอร์เช่ยังได้เพิ่มเติมระบบช่วยเหลือการขับขี่แบบใหม่ล่าสุด เป็นครั้งแรกสำหรับพานาเมร่า (Panamera) นั่นคือระบบแสดงข้อมูลการขับขี่ head-up display ซึ่งสามารถปรับแต่งวิธีการ ใช้งานได้ตามความต้องการของผู้ขับขี่

ปลุกเร้าทุกสัมผัสแห่งสมรรถนะ: เครื่องยนต์ V8 พลังแรง 460 แรงม้า และระบบระบายไอเสียแบบสปอร์ต

หัวใจหลักใต้ฝากระโปรงหน้าของปอร์เช่ พานาเมร่า จีทีเอส ใหม่ (The new Porsche Panamera GTS) ทั้ง 2 รุ่น คือเครื่องยนต์เบนซิน V8 เทอร์โบคู่ ขนาดความจุกระบอกสูบ 4.0 ลิตร ที่ให้พละกำลังสูงสุดกว่า 460 แรงม้า (338 กิโลวัตต์) พร้อมแรงบิดสูงสุดถึง 620 นิวตันเมตร ปลุกอารมณ์สปอร์ตให้โลดแล่นด้วยเสียงคำรามอันกึกก้องของเครื่องยนต์ทรงพลัง และประสบการณ์การขับขี่ชั้นเลิศจากระบบระบายไอเสียแบบสปอร์ต ทั้งนี้เมื่อเปรียบเทียบกับรุ่นก่อนหน้า เครื่องยนต์ เทอร์โบคู่รุ่นใหม่ ให้พละกำลังมากขึ้นถึง 20 แรงม้า (15 กิโลวัตต์) และแรงบิดที่เพิ่มขึ้นมากกว่า 100 นิวตันเมตร

ปอร์เช่ พานาเมร่า จีทีเอส (Porsche Panamera GTS) และ ปอร์เช่ พานาเมร่า จีทีเอส สปอร์ต ทัวริสโม่ (Porsche Panamera GTS Sport Turismo) มีอัตราเร่งจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายในระยะเวลาเพียง 4.1 วินาที เมื่อทำงานร่วมกับ ชุดแต่งเพิ่มสมรรถนะ Sport Chrono package ซึ่งได้รับการติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน พานาเมร่า (Panamera) ทั้ง 2 รุ่น สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 292 และ 289 กิโลเมตรต่อชั่วโมงตามลำดับถ่ายทอด

กำลังขับเคลื่อนจากเครื่องยนต์ อย่างมีประสิทธิภาพผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติอัจฉริยะคลัทช์คู่ 8 จังหวะ PDK ไปยังระบบ Porsche Traction Management (PTM) และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ all-wheel drive สมรรถนะการขับขี่ที่ดีเยี่ยมดังกล่าวมาพร้อมอัตราการ บริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงที่ประหยัดอย่างเหลือเชื่อ เพียง 9.7 กิโลเมตรต่อลิตร หรือ 10.3 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร (รุ่น สปอร์ต ทัวริสโม่: 9.4 กิโลเมตรต่อลิตร หรือ 10.6 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร) (รายละเอียดเพิ่มเติมท้ายบทความ); อัตราการปล่อย ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 235 กรัมต่อกิโลเมตร (รุ่น สปอร์ต ทัวริสโม่: 242 กรัมต่อกิโลเมตร)

สมดุลแห่งพลังและความนุ่มนวลสะดวกสบาย: ระบบช่วงล่างถุงลม threechamber air suspension

ปอร์เช่ พานาเมร่า จีทีเอส  (Porsche Panamera GTS) ได้รับการปรับแต่งระบบรองรับใหม่ โดยเน้นการตอบสนองต่อ การขับขี่สไตล์สปอร์ตอย่างเต็มรูปแบบ โดดเด่นด้วยช่วงล่างถุงลมเทคโนโลยี three-chamber ปรับระดับอัตโนมัติ ติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ผสมผสานการทำงานที่ยืดหยุ่นจากค่าความแข็งของ ถุงลมที่แปรผันไป ตามสภาวะการขับขี่ ทั้งนี้ระดับความสูงของช่วงล่างในปอร์เช่ พานาเมร่า จีทีเอส (Porsche Panamera GTS) จะลดต่ำลงจากรุ่นปกติ 10 มิลลิเมตร เสริมประสิทธิภาพการบังคับควบคุมด้วยระบบ Porsche Active Suspension Management (PASM) ซึ่งผ่านการปรับตั้งฟังก์ชันการทำงานให้เฉียบคมและขับขี่ได้อย่างดุดันยิ่งขึ้น  ผลลัพธ์ที่เกิดจากการพัฒนาดังกล่าวคือ เสถียรภาพการทรงตัวในระดับที่ยอดเยี่ยม  จานเบรกขนาดใหญ่พิเศษ (คู่หน้าเส้นผ่านศูนย์กลาง 390 มิลลิเมตร, คู่หลังเส้น ผ่านศูนย์กลาง 365 มิลลิเมตร) มั่นใจในประสิทธิภาพการลดความเร็วที่เหนือกว่า

ดึงดูดทุกสายตาด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัวของสายพันธุ์จีทีเอส (GTS): ชุดตกแต่งตัวถัง Sport Design package สีดำ

เมื่อเปรียบเทียบกับรุ่นที่ผ่านมา พานาเมร่า จีทีเอส ใหม่ (The new Panamera GTS) สร้างความแตกต่างของรูปโฉมภายนอกด้วยการยกระดับชิ้นงานตกแต่งตัวถังในหลายจุด โดยการติดตั้ง Sport Design package ซึ่งประกอบด้วยชายกันชนล่างด้านหน้าและด้านหลังสีดำและอุปกรณ์เพิ่มเติมรอบคันอีกหลายตำแหน่ง ขับเน้นความกร้าวแกร่งให้แก่รูปโฉมภายนอกของสปอร์ต 4 ประตูตัวแรงเฉพาะรุ่นจีทีเอส (GTS) ติดตั้งล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้ว ลวดลาย Panamera Design เป็นมาตรฐาน ในส่วนของบรรยากาศภายในห้องโดยสารได้รับการตกแต่งด้วยวัสดุ Alcantara สีดำ และอะลูมิเนียม อะโนไดซ์ นอกจากนี้ยังได้รับการติดตั้งพวงมาลัยสปอร์ตมัลติฟังก์ชันหุ้มวัสดุ Alcantara พร้อมระบบทำความร้อน และสวิทช์เปลี่ยนเกียร์ shift paddles ยิ่งไปกว่านั้นยังสามารถสั่งติดตั้ง อุปกรณ์พิเศษเพิ่มเติม ชุดตกแต่งภายในห้องโดยสาร GTS package เปิดโอกาสให้ผู้ขับขี่เลือกงานออกแบบรวมไปถึงวัสดุในการตกแต่ง ได้ตามความต้องการ เช่น มาตรวัดความเร็วรอบ ดีไซน์ของกรอบตะเข็บ และตราสัญลักษณ์ GTS ที่มีให้เลือกถึง 2 เฉดสี คือ Carmine Red หรือ Crayon

 

ครั้งแรกของปอร์เช่ พานาเมร่า (Porsche Panamera) : ระบบแสดงข้อมูลการขับขี่ headup display พร้อมฟังก์ชันที่หลากหลาย

พานาเมร่า จีทีเอส (Panamera GTS) เพียบพร้อมไปด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยีและอุปกรณ์อำนวยความสะดวกล้ำสมัย เฉกเช่นเดียวกับ พานาเมร่า (Panamera) เจเนอเรชั่นล่าสุดทุกคัน ซึ่งรวมไปถึงระบบควบคุมการทำงานด้วยดิจิทัล Porsche Advanced Cockpit ระบบช่วยเหลือการขับขี่ และระบบช่วยเลี้ยวล้อหลัง rear-axle steering เป็นอุปกรณ์พิเศษ นอกเหนือจากนี้ พานาเมร่า จีทีเอส (Panamera GTS) ยังได้รับการติดตั้งหนึ่งในนวัตกรรมใหม่ที่ปรากฎเป็นครั้งแรกใน ตระกูลพานาเมร่า (Panamera) ระบบแสดงข้อมูลการขับขี่ head-up display โดยจะรับหน้าที่ถ่ายทอดข้อมูลที่จำเป็นให้แก่ ผู้ขับขี่โดยตรงด้วยการแสดงภาพสีไปยังกระจกบังลมหน้าในระดับสายตา

รองรับทุกการใช้งานเพื่อทุกวันของชีวิต: ปอร์เช่ พานาเมร่า จีทีเอส สปอร์ต ทัวริสโม่ (Porsche Panamera GTS Sport Turismo)

ธรรมเนียมปฏิบัติของปอร์เช่ที่ได้รับการยึดถือกันมาโดยตลอดเมื่อกล่าวถึงสายพันธุ์สุดแกร่งจีทีเอส (GTS) ซึ่งมีย่อมาจาก คำว่า Gran Turismo Sport ในฐานะของรถสนามที่ได้รับการผลิตขึ้นเพื่อโลดแล่นบนท้องถนน เริ่มต้นความยิ่งใหญ่ เกรียงไกรจากปอร์เช่ 904 คาร์เรร่า จีทีเอส (Porsche 904 Carrera GTS) เปิดตัวเมื่อปี 1963 โดดเด่นด้วยการนำเทค โนโลยีจากสนามความเร็วมาบรรจุลงในสายพานการผลิต ตามมาด้วยปอร์เช่ 924 จีทีเอส (Porsche GTS) และ 928 จีทีเอส (928 GTS) 2 ยนตรกรรมสปอร์ตที่สืบทอดแนวคิดดังกล่าวอย่างเหนียวแน่น ถือครองความยิ่งใหญ่ในยุค 1980s และ 90s ตามลำดับ จนกระทั่งปี 2007 ถึงวาระเฉลิมฉลองให้กับการหวนกลับมาอีกครั้งของสายพันธุ์จีทีเอส (GTS) นั่นคือ ปอร์เช่ คาร์เรร่า จีทีเอส (Porsche Carrera GTS) สำหรับเจเนอเรชั่นที่ 1 ของ พานาเมร่า จีทีเอส (Panamera GTS) ปรากฎตัวครั้งแรกในปี 2011 ภายใต้รูปโฉมตัวถังสปอร์ตซาลูนในขณะนั้น และในวันนี้ปอร์เช่ พานาเมร่า จีทีเอส รุ่นล่าสุด Porsche Panamera GTS) พร้อมแล้วกับการมาถึงของตัวถัง สปอร์ต ทัวริสโม่ (Sport Turismo) งามสง่าด้วยฝาท้าย ขนาดใหญ่ที่วางตัวในระดับต่ำ อำนวยความสะดวกและเพิ่มพื้นที่บรรทุกสัมภาระพร้อมรองรับผู้ขับขี่ และผู้โดยสารทุก ตำแหน่งในสไตล์การจัดวางที่นั่ง 4+1 มั่นใจได้ว่าปอร์เช่ พานาเมร่า จีทีเอส (Porsche Panamera GTS) คือรถสปอร์ตสี่ประตูที่เต็มไปด้วยศักยภาพสูงสุดในการตอบสนองต่อทุกความต้องการในชีวิตประจำวัน รวมทั้งยังคงไว้ซึ่งสมรรถนะการขับขี่และพละกำลังที่โดดเด่นเหนือระดับ

ปอร์เช่ พานาเมร่า จีทีเอส ใหม่ (The new Porsche Panamera GTS) เปิดรับคำสั่งซื้อแล้ววันนี้ ราคาจำหน่ายขึ้นอยู่ กับอุปกรณ์มาตรฐานในแต่ละประเทศ สอบถามข้อมูลได้ที่ โชว์รูมปอร์เช่ บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส ทุกสาขา

ปอร์เช่ พานาเมร่า จีทีเอส (Porsche Panamera GTS: อัตราการบริโภคเชื้อเพลิงเฉลี่ย 9.7 กิโลเมตรต่อลิตร หรือ 10.3 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร; อัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 235 กรัมต่อกิโลเมตร

ปอร์เช่ พานาเมร่า จีทีเอส สปอร์ต ทัวริสโม่ (Porsche Panamera GTS Sport Turismo: อัตราการบริโภค น้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ย 9.4 กิโลเมตรต่อลิตร หรือ 10.6 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร; อัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 242 กรัมต่อกิโลเมตร

ค่าการตรวจวัดอัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงตามมาตรฐาน NEDC ที่ระบุในบทความนี้ ใช้อ้างอิงได้เฉพาะสภาพ การทดสอบในช่วงเวลาเดียวเท่านั้น ไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกับค่าการตรวจวัดอัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงของ NEDC ที่ได้จากวิธีการอื่นใดก่อนหน้าการทดสอบนี้

สำหรับข้อมูลอย่างเป็นทางการของผลทดสอบอัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงและค่าการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ในรถยนต์รุ่นใหม่อื่นๆ สามารถค้นหาได้จากเอกสาร Guidelines on fuel consumption, CO2 emissions and power consumption of new passenger cars” [Leitfaden über den Kraftstoffverbrauch, die CO2Emissionen und den Stromverbrauch neuer Personenkraftwagen], ผ่านตัวแทนจำหน่ายและสถาบัน Deutsche Automobil Treuhand GmbH (DAT) โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น

“ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์” ปลื้ม 3 ไตรมาสแรก ยอดจดทะลุเป้า พร้อมโชว์ 3 ไลน์รถย้ำความเป็นผู้นำตลาดรถบิ๊กไบค์พรีเมี่ยม

0

ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ ตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดรถบิ๊กไบค์พรีเมี่ยมไทย เผยภาพรวมยอดจดทะเบียนรถมอเตอร์ไซค์ ตั้งแต่เดือนมกราคม – กันยายน ปี 2561 มีจำนวนทั้งสิ้น 1,927 คัน มั่นใจสิ้นปีนี้มียอดจดทะเบียน 3,000 คัน ครองส่วนแบ่งตลาดไม่น้อยกว่า 45 เปอร์เซ็นต์ ถือเป็นผู้นำในกลุ่มตลาดรถมอเตอร์ไซค์พรีเมี่ยมสัญชาติยุโรปและอเมริกา พร้อมรุกสร้างความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ต่อเนื่องผ่านการเดินหน้าขยายโชว์รูมและศูนย์บริการให้เป็นไปตามมาตรฐานเดียวกันทั่วทั้งประเทศ รวมถึงการเปิดตัวไลน์ผลิตภัณฑ์ใหม่ ตลอดจนการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายใน 3 กลุ่มรถไลน์ผลิตหลัก ได้แก่ กลุ่มโมเดิร์นคลาสสิก (Modern Classic) กลุ่มแอดเวนเจอร์แอนด์ทัวร์ริ่ง (Adventure & Touring) และกลุ่มเน็กเก็ตโรสเตอร์ (Naked Roadster) ตอกย้ำแบรนด์รถมอเตอร์ไซค์พรีเมี่ยมอันดับ 1 ที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์การขับขี่ระดับไฮคลาสที่ทุกคนสามารถสัมผัสได้

นายจักรพงษ์ ศานติรัตน์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ (ไทยแลนด์) จำกัด เปิดเผยว่า “ตลอดระยะเวลาตั้งแต่ปี 2558 ที่ ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ ได้เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยในนาม บริษัท ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ (ไทยแลนด์) จำกัด พบว่าตลาดรถมอเตอร์ไซค์พรีเมี่ยมในกลุ่มแบรนด์สัญชาติยุโรปและอเมริกาในประเทศไทย ไทรอัมพ์มีสัดส่วนอยู่ในอันดับที่ 2 คือมีส่วนแบ่งอยู่ประมาณ 25 เปอร์เซ็นต์ ต่อมาในปี 2559 มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 40 เปอร์เซ็นต์โดยนับเป็นอันดับ 1  และในปี 2560 มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าอยู่ที่  44  เปอร์เซ็นต์ ผ่านการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทั้ง 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มโมเดิร์นคลาสสิก (Modern Classic) กลุ่มแอดเวนเจอร์แอนด์ทัวร์ริ่ง (Adventure & Touring) และกลุ่มเน็กเก็ตโรสเตอร์ (Naked Roadster) ในขณะที่ปีนี้ตั้งแต่เดือนมกราคม – กันยายน 2561 มียอดจดทะเบียนประมาณ 1,927 คัน (ที่มา: กรมขนส่ง) หรือคิดเป็นสัดส่วนอยู่ที่ประมาณ 44 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือได้ว่าเป็นอันดับ 1 ของกลุ่ม คาดการณ์สิ้นปีนี้ยังคงรักษาสัดส่วนผู้นำดังกล่าวเอาไว้ได้

นายจักรพงษ์ กล่าวต่อว่า การเติบโตที่แข็งแกร่งของ ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ ในประเทศไทย เป็นผลจากการดำเนินกลยุทธ์เชิงรุกอย่างต่อเนื่องหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น การเดินหน้าขยายโชว์รูมและศูนย์บริการให้เป็นไปตามมาตรฐานเดียวกันครอบคลุมทั่วทั้งประเทศ การเปิดตัวไลน์ผลิตภัณฑ์ใหม่ ตลอดจนการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายเพื่อสร้างการรับรู้แบรนด์ในกลุ่มผู้บริโภค ผ่านทั้งช่องทางออนไลน์ และในงานมหกรรมยานยนต์ทั่วประเทศ เพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงผลิตภัณฑ์ได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ยังได้ให้ความสำคัญต่อการสื่อสารเรื่องแคมเปญหรือกิจกรรมต่าง ๆ บนช่องทางออนไลน์ ที่ปัจจุบันจะเห็นได้ว่ามีความสำคัญต่อการตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ของผู้บริโภค โดยช่องทางดังกล่าวช่วยขยายฐานลูกค้าในกลุ่มรถมอเตอร์ไซค์ระดับพรีเมี่ยมให้กว้างขวางมากขึ้นอีกด้วย ควบคู่ไปกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ตลอดจนประสิทธิภาพการบริการหลังการขายอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการจัดกิจกรรมออกทริปสำหรับดีลเลอร์และลูกค้าตลอดทุกเดือน เพื่อเป็นการสร้างความสัมพันธ์ในทางบวกแก่ทั้งดีลเลอร์และลูกค้าให้มีความแน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น เป็นต้น

 

ปัจจุบัน ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ มีฐานการผลิตรถมอเตอร์ไซค์เต็มรูปแบบ 2 แห่ง ได้แก่ เมืองฮิงค์ลีย์ ประเทศอังกฤษ และที่นิคมอมตะนคร จังหวัดชลบุรี ประเทศไทย โดยมีกำลังการผลิตราว 60,000 คันต่อปี ทั้งนี้โรงงานไทรอัมพ์ในประเทศไทยมีการผลิตรถมอเตอร์ไซค์ทั้งหมด 3 กลุ่มด้วยกัน ได้แก่ กลุ่มโมเดิร์นคลาสสิก (Modern Classic) ทั้ง 10 รุ่น อันประกอบไปด้วย บอนเนวิลล์ ที120 (Bonneville T120) บอนเนวิลล์ ที120 แบล็ค (Bonneville T120 Black) บอนเนวิลล์ที 100 (Bonneville T100) และ บอนเนวิลล์ ที100 แบล็ค (Bonneville T100 Black) รุ่นคลาสสิกร่วมสมัยอย่าง สตรีท ทวิน (Street Twin) และสตรีท สแครมเบลอร์ (Street Scrambler) รวมถึงรถสไตล์ Café Racer ในตำนานอย่าง ทรักซ์ตัน อาร์ (Thruxton R) รุ่นคลาสสิกสวยสะกดทุกสายตาอย่าง บอนเนวิลล์ บอบเบอร์ (Bonneville Bobber) บอนเนวิลล์ บอบเบอร์ แบล็ค (Bonneville Bobber Black) และบอนเนวิลล์ สปีดมาสเตอร์ (Bonneville Speedmaster)

 

ตามมาด้วย กลุ่มแอดเวนเจอร์แอนด์ทัวร์ริ่ง (Adventure & Touring) อันประกอบไปด้วย ไทเกอร์ 800 เอ็กซ์ซีเอ (Tiger 800 XCA) ไทเกอร์ 800 เอ็กซ์อาร์ที (Tiger 800 XRT) และไทเกอร์ 800 เอ็กซ์อาร์ (Tiger 800 XR) โฉมใหม่ และกลุ่มเน็กเก็ตโรสเตอร์ (Naked Roadster) ได้แก่ สตรีท ทริปเปิล อาร์เอส (Street Triple RS) ซึ่งกำลังการผลิตรถมอเตอร์ไซค์ของไทรอัมพ์กว่า 70 เปอร์เซ็นต์ที่จำหน่ายทั้งในประเทศไทยและทั่วโลกได้ถูกผลิตขึ้น ณ โรงงานไทรอัมพ์ในประเทศไทยแห่งนี้

โดยผลิตภัณฑ์ที่ถือเป็นไฮไลท์ของปี 2560 ที่ได้ทำการเปิดตัวในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ มีทั้งหมด 5 รุ่น ได้แก่ กลุ่มโมเดิร์นคลาสสิก คือ บอนเนวิลล์ บอบเบอร์ แบล็ค (Bonneville Bobber Black) และบอนเนวิลล์ สปีดมาสเตอร์ (Bonneville Speedmaster) รวถถึงในกลุ่มแอดเวนเจอร์แอนด์ทัวร์ริ่งอย่าง ไทเกอร์ 800 เอ็กซ์ซีเอ (Tiger 800 XCA) ไทเกอร์ 800 เอ็กซ์อาร์ที (Tiger 800 XRT) และไทเกอร์ 800 เอ็กซ์อาร์ (Tiger 800 XR) โฉมใหม่ ซึ่งทั้งหมดต่างได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดีจากกลุ่มลูกค้า โดยพบว่าตั้งแต่แรกจนถึงปัจจุบันยอดจดทะเบียนรถมอเตอร์ไซค์ไทรอัมพ์ในประเทศไทยมีจำนวนทั้งสิ้นประมาณ 9,600 คัน

นอกจากนี้ไทรอัมพ์ยังได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่น ในการตอบสนองความต้องการของลูกค้า ด้วยแผนดำเนินการขยายโชว์รูมและศูนย์บริการที่มีอยู่ในปัจจุบันทั้ง 14 แห่งทั่วประเทศให้เป็นไปตามมาตรฐาน ไทรอัมพ์ เวิลด์ สแตนดาร์ด (Triumph World Standard) ทั้งด้านการจัดจำหน่ายและการบริการหลังการขายให้เหมือนกันทั่วทั้งประเทศ รวมทั้งเดินหน้าขยายโชว์รูมและศูนย์บริการเพิ่มเติมที่จังหวัดนครราชสีมา

เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจแก่กลุ่มลูกค้าทั้งในปัจจุบันและในอนาคตให้ได้รับความพึงพอใจสูงสุดอันเป็นหัวใจสำคัญควบคู่ไปกับการมุ่งมั่นสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น ผสมผสานงานออกแบบที่สวยงามคลาสสิกร่วมสมัยเข้ากับความแม่นยำในการควบคุมและสมรรถนะอันเป็นเลิศ เพื่อประสบการณ์การขับขี่ที่สมบูรณ์แบบตามสโลแกน “ฟอร์ เดอะ ไรด์” (For The Ride) ซึ่งทั้งหมดนี้มั่นใจได้ว่าไทรอัมพ์จะประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ รวมถึงยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำในกลุ่มตลาดรถมอเตอร์ไซค์พรีเมี่ยมสัญชาติยุโรปและอเมริกาในไทย ตอกย้ำตำแหน่งแบรนด์รถมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์พรีเมี่ยมอันดับ 1 ที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์การขับขี่ระดับพรีเมี่ยมที่ทุกคนสามารถสัมผัสได้” นายจักรพงษ์ กล่าวทิ้งท้าย

ข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ บริษัท ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ (ไทยแลนด์) จำกัด เว็บไซต์ www.triumphmotorcycles.co.th หรือติดตามรายละเอียดได้ที่ www.facebook.com/TriumphMotorcyclesThailand

MULSANNE W.O. EDITION by MULLINER เอกลักษณ์แห่งยนตกรรม บรรทัดฐานใหม่ของความเหนือระดับอย่างแท้จริง

0

MULSANNE W.O. EDITION by MULLINER: เอกลักษณ์แห่งยนตกรรม บรรทัดฐานใหม่ของความเหนือระดับอย่างแท้จริง

  • Limited edition จำกัดจำนวนการผลิตเพียง 100 คัน เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบศตวรรษ
  • ย้อนระลึกถึงผู้ก่อตั้ง W.O. Bentley ด้วยงานดีไซน์สุดท้ายจากปี 1930
  • Mulsanne แต่ละคันนั้น ล้วนได้รับการตกแต่ง ด้วยชิ้นส่วนของเพลาข้อเหวี่ยงจากรถยนต์ส่วนตัวของ W.O.
  • บรรดาดีไซเนอร์ของแผนกตกแต่งพิเศษ Mulliner ทุ่มเทถ่ายทอดทุกแรงบันดาลใจ ในโอกาสครบรอบหนึ่งร้อยปีของตำนานยานยนต์หรูสายพันธ์อังกฤษ
  • ของสะสมสุดล้ำค่าในฐานะยนตกรรมที่สื่อถึงความรุ่งโรจน์ตลอดศตวรรษของ Bentley ที่กำลังจะมาถึงในปี 2019
  • เปิดตัวต่อสาธารณะชนเป็นครั้งแรกของโลก ในงาน Monterey Car Week (24-26 สิงหาคม)

[embedyt] https://www.youtube.com/watch?v=ZOZsSg6tHZM[/embedyt]

 

Bentley Motors ภูมิใจนำเสนอ ขีดสุดแห่งความงดงามล้ำค่าแห่งยนตกรรมที่ได้รับการสร้างสรรค์ด้วยความพิเศษเหนือระดับยิ่งกว่าครั้งใด Mulsanne W.O. Edition by Mulliner รถยนต์ที่เป็นตัวแทนความเคารพยกย่องและมีสายสัมพันธ์เชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งถึงผู้ก่อตั้งบริษัท รวมทั้งยังเป็นบุคคลสำคัญผู้มีส่วนในการกำหนดทิศทางทั้งในแง่ของประวัติศาสตร์และอนาคตของยนตกรรม Bentley ทุกคัน ภายในของ Mulsanne รุ่น Limited edition ซึ่งจำกัดจำนวนการผลิตเพียง 100 คันนี้ จะได้รับการบรรจุชิ้นส่วนจากเพลาข้อเหวี่ยงดั้งเดิม โดยนำมาจาก Bentley 8 Litre ที่มีอายุหลายสิบปีของ W.O. Bentley ทั้งนี้รถยนต์รุ่นดังกล่าวคือผลงานออกแบบชิ้นสุดท้ายของเขา ที่ฝากไว้ให้แก่ Bentley Motors ตั้งแต่ปี 1930

เนื่องในในวาระโอกาสครบรอบหนึ่งร้อยปีการก่อตั้งองค์กรของ Bentley ที่กำลังจะเยือนมาถึงในปี 2019, ทีมงานดีไซเนอร์ผู้เชี่ยวชาญของแผนกตกแต่ง Mulliner ได้ร่วมรังสรรค์ยานยนต์สุดหรูหรา ที่สะท้อนภาพลักษณ์เหนือธรรมดาของยนตรกรรมสายพันธ์อังกฤษตลอดระยะเวลากว่า 99 ปี เกียรติประวัติแห่งความรุ่งโรจน์อันยาวนาน ได้รับการจารึกไว้ใน Mulsanne W.O. Edition  ผลลัพธ์ที่ได้คือ สมบัติล้ำค่าที่คู่ควรอย่างยิ่งต่อการครอบครองในฐานะนักสะสม

Mulsanne W.O. Edition มีความแตกต่างอย่างเหนือระดับจาก Mulsanne ในสายการผลิตปกติทั้งสามรุ่น สิ่งที่ผู้หลงไหลในยนตกรรม Bentley สามารถพบเห็นได้อย่างเด่นชัด ได้แก่ การตกแต่งภายในห้องโดยสารด้วยเฉดสีสไตล์คลาสสิก สวยสง่าจากล้ออัลลอยด์สีดำลาย Beluga และหรูหราอลังการยิ่งกว่าด้วย cocktail cabinet หรือตู้แช่เย็น bottle cooler  ซึ่งได้รับการบรรจุชิ้นส่วนของเพลาข้อเหวี่ยงจากเครื่องยนต์ Bentley 8 Litre ซึ่งเป็นรถยนต์ส่วนตัวของ W.O. โดยติดตั้งชิ้นส่วนดังกล่าวในบริเวณท้าวแขน

ยนตกรรมรุ่นพิเศษสุดคันนี้ จะได้รับการเปิดเผยตัวออกสู่สายตาสาธารณะชนครั้งแรกของโลก ในงาน Monterey Car Week จัดขึ้นที่แคลิฟอเนียร์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ช่วงปลายเดือนสิงหาคม หลังจากนั้นจะพร้อมส่งถึงมือลูกค้าในปี 2019 อันเป็นวาระครบรอบหนึ่งร้อยปีของบริษัท Bentley

 

Mulsanne W.O. Edition by Mulliner – อีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ที่ต้องจารึก

ยนตกรรมรุ่นล่าสุด Mulsanne W.O. Edition by Mulliner ได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบดีไซน์จากรถยนต์ Bentley 8 Litre สุดคลาสสิก – บรรจงสร้างสรรค์ขึ้นอย่างพิถีพิถันเพื่อเป็นตัวแทนที่แสดงออกถึงความรุ่งโรจน์และยิ่งใหญ่เกรียงไกรตลอดช่วงเวลา ‘ยุคทอง’ ของอุตสาหกรรมยานยนต์ในสหราชอาณาจักร โดยรถยนต์รุ่นดังกล่าวจะได้รับการผลิตด้วยมือของช่างเทคนิคระดับปรมาจารย์จากแผนกตกแต่งพิเศษ Mulliner ในจำนวนจำกัดเพียง 100 คันเท่านั้น

งานตกแต่งภายในห้องโดยสาร บ่งบอกถึงสไตล์ร่วมสมัยสุดคลาสสิกที่พบเห็นได้จากการออกแบบยุค 1930s – หัวใจสำคัญที่ถือเป็นส่วนหลักของผลงานจาก Mulliner คือชุดเก็บอุปกรณ์ cocktail cabinet เรืองแสงสุดหรูหรา ผลิตขึ้นอย่างประณีตบรรจงด้วยฝีมือของช่างชั้นครู ชิ้นงานผลิตด้วยวัสดุไม้ประดับมุก สะท้อนภาพอันเปี่ยมไปด้วยความสมดุลย์ของกระจังหน้าลาย matrix และความเจิดจรัสสว่างไสวของโคมไฟคู่หน้าในรถยนต์ Bentley 8 Litre – เปิดเผยความงดงามภายในด้วยกรอบกระจกใส ซึ่งบรรจุชิ้นส่วนเพลาข้อเหวี่ยงจากเครื่องยนต์ของรถรุ่น 8 Litre อันเป็นรถส่วนตัวของ W.O. Bentley เอาไว้อย่างงดงามสะดุดตา ด้านล่างของกรอบกระจกติดตั้งแผ่นโลหะพร้อมจารึกลวดลายที่แสดงออกถึงประดิษฐ์ศิลป์แห่งยนตกรรมสไตล์ Bentley

เพื่อขับเน้นให้งานไม้ประดับมุกมีความโดดเด่นยิ่งขึ้น ชิ้นงานลายไม้หลากรูปแบบและวัสดุคุณภาพสูงจำนวนมากได้รับการนำมาตกแต่งลงในห้องโดยสารทุกตารางนิ้ว ลายไม้สี่ชนิดให้ลวดลายและความล้ำลึกที่ไม่ซ้ำแบบ ขณะที่วัสดุอลูมินั่มถูกจัดวางเพื่อเพิ่มความสว่างสดใสพร้อมประดับด้วยลายมือชื่อของผู้ก่อตั้งและตราสัญลักษณ์อื่นๆ บรรยากาศโดยรอบของห้องโดยสาร อบอวลด้วยลวดลายการตกแต่งสไตล์ diamond-วางตัวคู่ขนานโอบล้อมตลอดแนวด้านข้างตัวถังให้อารมณ์เรียบหรูอบอุ่น และให้มุมมองถึงความร่วมสมัยของศิลปะ art deco ทรงคุณค่าด้วยการประดับลายมือชื่อของ W.O. ในหลากหลายจุดของห้องโดยสาร

เฉดสีภายในผสานความหรูหราลงตัวระหว่างสีแดง Fireglow Heritage และ Fireglow hide เพิ่มเติมด้วยรายละเอียดการตัดเย็บจากตะเข็บสี Beluga แบบซ่อนภายใน ลายไม้ Dark Stain Burr Walnut สีเข้มประดับต่อเนื่องเป็นชิ้นเดียวตลอดแนวแผงหน้าปัทม์หลักจนถึงแผงมาตรวัดรองบริเวณคอนโซลหน้า ขอบวงพวงมาลัยและพื้นที่อื่นโดยรอบห้องโดยสาร Mulsanne ติดตั้งพรมปูพื้นขนแกะสีแดง ที่วางแก้วเรียบหรู ม่านบังสายตาและระบบความบันเทิงสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง

Mulsanne W.O. Edition โดดเด่นงามสง่า พร้อมภาพลักษณ์ดุดันน่าเกรงขามในทุกเส้นทางที่ปรากฎกายด้วยสีตัวถัง Onyx (ลูกค้าสามารถเลือกสั่งสีตัวถังอื่นได้ตามความต้องการจาก Bentley’s extensive pallet) ฝากระโปรงหน้าคาดแถบโครเมียม และตราสัญลักษณ์ Flying B บริเวณส่วนบนของกระจังหน้าและช่องดักอากาศกันชนหน้าโครเมียมวาววับ แผ่นเพลทตัวอักษรลายมือชื่อ W.O. Bentley ติดตั้งบริเวณด้านล่างของกันชน พร้อมตราสัญลักษณ์ครบรอบหนึ่งร้อยปีติดตั้งบนฝาครอบดุมล้อแบบ self-levelling และธรณีประตูทั้งสี่บาน เฉกเช่นเดียวกับ Mulsanne รุ่นปกติ Mulsanne W.O. Edition คือยนตกรรมหรูหราที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความยอดเยี่ยมในสไตล์ Bentley อย่างแท้จริง บรรจุนวัตกรรมล้ำสมัยที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นจากงานฝีมือชั้นเลิศ ยานยนต์รุ่นเรือธงของ Bentley คันนี้ คือรถยนต์ handmade ที่ประกอบขึ้นด้วยความละเอียดพิถีพิถันที่สุดในโลก เป็นเอกลักษณ์ที่บ่งบอกถึงที่สุดของความหรูหราและสมรรถนะ

 

Bentley 8 Litre – ผลงานการออกแบบชิ้นสุดท้ายจาก W.O.

Bentley 8 Litre คือรถยนต์สไตล์แกรนทัวริ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุดจากการออกแบบดีไซน์ของ W.O. Bentley เปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 1930 ยิ่งไปกว่านั้น นี่คือรถยนต์รุ่นสุดท้ายที่เขาได้ฝากผลงานเอาไว้ให้แก่ Bentley Motors คือรถยนต์ Bentley ที่มีขนาดใหญ่และหรูหราที่สุดในยุคสมัยนั้น ถึงพร้อมด้วยพละกำลังมหาศาลจากเครื่องยนต์ประสิทธิภาพสูงสุดยิ่งกว่ารถยนต์คันอื่นๆบนเกาะอังกฤษ ด้วยขุมพลังหกสูบเรียง ขนาดความจุ 7,983 ซีซี ให้สมรรถนะการขับขี่ที่ไร้คู่ต่อกร W.O. ได้กล่าวถึง Bentley 8 Litre ไว้ว่า: “ผมเคยต้องการที่จะสร้างรถยนต์ที่ทำความเร็วสูงสุดได้ 100 ไมล์ต่อชั่วโมงอย่างสบายๆ และตอนนี้ผมคิดว่า ผมได้สร้างมันขึ้นมาเรียบร้อยแล้ว”

รถยนต์รุ่น 8 Litre ที่ได้รับหมายเลขทะเบียน GK 706 ซึ่งออกจากสายการผลิตเป็นลำดับที่สอง คือรถยนต์ส่วนตัวของ W.O. ที่เขาใช้ในการเดินทาง เขามอบหมายให้ HJ Mulliner เป็นผู้ประดิษฐ์โครงสร้างตัวถังแบบซาลูนขนาด 12-ฟุต เพื่อวางลงบนแชสซีสแบบ short-wheelbase หลังจากนั้น W.O. จำใจต้องขายรถยนต์สุดรักของเขาไปในปี 1931 มันได้รับการซื้อกลับมาอีกครั้งโดยบริษัท Bentley Motors ในปี 2006 เมื่อรถคันนี้ได้รับการซ่อมบำรุงและปรับปรุงสภาพครั้งใหญ่ รวมถึงจำเป็นต้องเปลี่ยนเพลาข้อเหวี่ยงชุดใหม่ ชิ้นส่วนอันเป็นตำนานของเพลาข้อเหวี่ยงดั้งเดิมที่ติดมากับรถ จึงได้ถูกนำไปบรรจุลงใน Mulsanne W.O. Edition by Mulliner

รถยนต์ Bentley 8 Litre ของ W.O. ได้กลายมาเป็น ‘สัญลักษณ์ประจำตำแหน่ง’ ของ Bentley CEO เป็นการสืบสานตำนานและรักษาขนบธรรมเนียมอันยิ่งใหญ่นับแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ย้อนรำลึกถึงอัจฉริยะภาพอันล้ำเลิศของผู้ก่อตั้งองค์กร ทุกวันนี้มันได้รับการจัดแสดงไว้ภายในส่วนงาน Bentley Motors Lineage Exhibition ซึ่งตั้งอยู่ภายในสำนักงานใหญ่ของบริษัท เมือง Crewe ประเทศอังกฤษ

 

ครบรอบศตวรรษ Bentley – หนึ่งร้อยปีของความเหนือระดับ

ในปี 1919 Walter Owen (W.O.) Bentley ได้ก่อตั้งบริษัทซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักในการดำเนินธุรกิจที่เรียบง่าย: เพื่อสร้างสรรค์ “รถยนต์ที่รวดเร็ว รถยนต์ที่ดีเยี่ยมที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับรถในระดับเดียวกัน” นี่คือหลักปรัชญาในการกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนองค์กรของ Bentley นับแต่บัดนั้น สิ่งนี้คือแรงผลักดันให้บริษัทก้าวไปข้างหน้าและพัฒนาจนกระทั่งขึ้นเป็นผู้นำในแวดวงยนตกรรมระดับหรูหราของโลกจวบจนทุกวันนี้

วันที่ 10  กรกฎาคม 2018 คือวันที่เริ่มต้นนับถอยหลัง เพื่อต้อนรับการมาถึงของวาระครบรอบ 100th ปี ของการก่อตั้งบริษัท Bentley ในปี 2019 จุดหมายปลายทางสุดพิเศษที่รอคอยอยู่นั้น มีเพียงไม่กี่องค์กรบนโลกที่จะสามารถยืนหยัดอย่างยิ่งใหญ่จนถึงโอกาสอันดีเยี่ยมเช่นนี้ได้ และนั่นจึงเป็นเหตุผลสำหรับการเฉลิมฉลองให้แก่ประวัติศาสตร์และความรุ่งโรจน์ที่มั่นคงมาจนถึงปัจจุบัน

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เบนท์ลี่ย์ ประเทศไทย, บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์เบนท์ลีย์อย่างเป็นทางการแต่ เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ที่โชว์รูม CTI Tower โทร. 02 261 1050 – 1 และที่ โชว์รูม Siam Paragon โทร. 02 610 9880 ติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวของ ทางเบนท์ลี่ย์ประเทศไทยได้ที่ เว็ปไซด์ http://thailand.bentleymotors.com หรือที่  www.facebook.com/bentleythailand และ Instagram: bentley.thailand

ASTON MARTIN BANGKOK จัดงานเปิดตัว THE NEW VANTAGE สุดอลังการ สืบสานตำนานยนตรกรรมสปอร์ตนักล่าจากอังกฤษ

0
????????????????????????????????????

 

แอสตัน มาร์ติน แบงคอก ผู้จำหน่ายรถสปอร์ตระดับตำนานของอังกฤษอย่างเป็นทางการ เปิดตัว แอสตัน มาร์ติน “เดอะ นิว วานเทจ” ผู้สืบทอดตำนานความแรงแห่งสายพันธุ์ “วานเทจ” ท่ามกลางบรรยากาศอันงดงามของสถานที่สุดพิเศษ “บ้านเลขที่ 1” ให้สื่อมวลชนและแขกผู้มีเกียรติได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด

พรเศก  ภาคสุวรรณ ผู้จัดการทั่วไป แอสตัน มาร์ติน แบงคอก กล่าวว่า “แอสตัน มาร์ติน วานเทจ เป็นรถสปอร์ตที่งดงาม ผสานความดุดันแบบนักล่า และผมเชื่อว่า “เดอะ นิว วานเทจ” ยังสามารถรักษามนต์เสน่ห์ไว้ได้อย่างครบถ้วน โดยนับเป็นผลิตภัณฑ์ลำดับที่ 2 ตามแผนงานในศตวรรษที่ 2 ของเรา และเป็นเสมือนอีกก้าวสำคัญสู่ความสำเร็จในอนาคต ซึ่งผมเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า ผู้ที่มีโอกาสได้เห็นจะรู้สึกว่าเป็นรถที่ผสมผสานความคลาสสิค เข้ากับเทคโนโลยียุคใหม่ได้อย่างลงตัว”

 

 

เดอะ นิว วานเทจ : ขีดสุดแห่งความสวย สปอร์ต ประณีต เร้าใจทุกสัมผัส

แอสตัน มาร์ติน “เดอะ นิว วานเทจ” มาพร้อมรูปลักษณ์น่าตื่นตาตื่นใจ ด้วยเส้นสายบึกบึน ผสานแนวทางการออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์ ดุดันแบบนักล่า โอเวอร์แฮงค์หน้า-หลังสั้นและโป่งล้อกว้าง แสดงถึงความคล่องตัวและการตอบสนองอย่างมีประสิทธิภาพ ไฟหน้าแบบใหม่ พร้อมไฟท้ายบางเฉียบ กว้างเต็มพื้นที่ของฝาท้ายที่เชิดขึ้น ก็สะท้อนคาแรคเตอร์ของสัตว์ป่า และสมรรถนะที่ไม่ธรรมดา

ขุมพลังของ “เดอะ นิว วานเทจ” เป็นเครื่องยนต์เบนซิน วี8 สูบ 4.0 ลิตร เทอร์โบคู่ 503 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิด 685 นิวตันเมตร ที่ 2,000-5,000 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะของ ZF อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 3.6 วินาที ท็อปสปีด 314 กม./ชม. โดยเครื่องยนต์ถูกติดตั้งให้ชิดกับตัวถังมากสุด เพื่อการกระจายน้ำหนักที่สมดุล 50:50% อีกทั้งยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพราะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพียง 245 กรัม/กม. ขณะที่พิกัด 1,530 กก.

ส่งผลให้มีอัตราส่วนแรงม้า-แรงบิด/น้ำหนักดีมาก พิสูจน์ได้ทุกครั้งที่กดคันเร่ง เครื่องยนต์ก็ตอบสนองทันใจในทุกช่วงรอบ นอกจากนั้น การปรับแต่งระบบไอดี-ไอเสียและกล่องอีซียูอย่างพิถีพิถัน ก็ส่งผลให้ท่อไอเสียคำรามราวกับสัตว์ป่าที่พร้อมขย้ำเหยื่ออย่างดุดัน พุ่งทะยานด้วยฝีเท้าอันคมกริบ ผ่านช่วงล่างหน้าดับเบิลวิชโบน หลังมัลติ-ลิงค์ พร้อมโช้กอัพปรับความหนืดอัตโนมัติ และเฟืองท้ายอิเล็กทรอนิกส์ (E-Diff) กระจายกำลังสู่ล้อคู่หลังอย่างเหมาะสม รวมถึงมีสารพัดสิ่งอำนวยความสะดวกเหนือระดับ เช่น ระบบความบันเทิงภายในรถ ควบคุมผ่านจอแอลซีดีอเนกประสงค์ 8 นิ้ว ประกอบด้วยชุดเครื่องเสียงของแอสตัน มาร์ติน บลูทูธ รองรับการเชื่อมต่อกับไอพอด ไอโฟน ช่องเสียบยูเอสบี พร้อมระบบนำทางผ่านดาวเทียม ช่วยให้ผู้ขับเกิดความรื่นรมย์สูงสุด

พรเศก ภาคสุวรรณ กล่าวเสริมว่า “ปี 2561 น่าจะเป็นอีกปีที่ แอสตัน มาร์ติน แบงคอก ประสบความสำเร็จ เป็นผลจากความมั่นใจของลูกค้าที่เพิ่มขึ้น พร้อมคอนเซปต์ “Beautiful to Look” ที่เปิดโอกาสให้ทุกท่านได้ชม “เดอะ นิว วานเทจ” อย่างใกล้ชิดได้ตั้งแต่วันนี้ ที่โชว์รูม แอสตัน มาร์ติน แบงคอก สาขาพระราม 3 ต่อเนื่องด้วย คอนเซปต์ “Beautiful to Drive” กับกิจกรรมเทสไดร์ฟที่จัดขึ้นเป็นพิเศษ ปิดท้ายด้วย “Beautiful to Own” กับการเปิดโอกาสให้ผู้สนใจได้สัมผัสและจับจองในงาน มอเตอร์ เอ็กซ์โป ช่วงปลายปี อีกทั้งยังมุ่งมั่นสร้างประสบการณ์ระดับเฟิร์ส-คลาสสำหรับผู้ครอบครอง เพื่อให้สามารถตอบสนองทุกความต้องการของลูกค้า แอสตัน มาร์ติน”

เกี่ยวกับ แอสตัน มาร์ติน

แอสตัน มาร์ติน เป็นผู้ผลิตรถสปอร์ตสุดหรูจากอังกฤษที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน มีจุดเด่นเป็นการผสมผสานรูปลักษณ์อันงดงาม เข้ากับงานฝีมือสุดประณีต และเทคโนโลยีล้ำสมัย กำเนิดเป็นรถสปอร์ตยุคใหม่ เช่น DB11 Rapide S Vanquish S Vantage S และ Vanquish Zagato สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองเกย์ดอน ประเทศอังกฤษ ผลิตรถสปอร์ตสุดพิเศษ พร้อมส่งออกเพื่อจำหน่ายใน 53 ประเทศทั่วโลก

เกี่ยวกับ แอสตัน มาร์ติน แบงคอก

เปิดตัวอย่างเป็นทางการช่วงเดือนพฤศจิกายน ปี 2556 แอสตัน มาร์ติน แบงคอก เป็นผู้จำหน่ายรถยนต์ แอสตัน มาร์ติน อย่างเป็นทางการในประเทศไทย โชว์รูมพร้อมศูนย์บริการครบวงจร ตั้งอยู่บนถนนพระราม 3 พร้อมศักยภาพที่สามารถตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าได้อย่างลงตัว

แอสตัน มาร์ติน แบงคอก

บริษัท เฮอริเทจ มอเตอร์ เซลส์แอนด์เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด

โทร. 02-670-6040 (โชว์รูมพร้อมศูนย์บริการ สาขาพระราม 3)

02-610-9775 (โชว์รูมสาขาสยามพารากอน)

076-201-966 (โชว์รูมพร้อมศูนย์บริการ สาขาภูเก็ต)

Facebook: Astonmartinbangkok   อี-เมล: contact@astonmartin-bangkok.com

บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย ปลุกจิตวิญญาณแห่งการผจญภัยด้วยบิ๊กไบค์สองรุ่นใหม่ในตระกูล GS พร้อมเปิดตัวมอเตอร์ไซค์สกู๊ตเตอร์ รุ่นใหม่

0

บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย กลับมาปลุกเร้าจิตวิญญาณแห่งการผจญภัยของนักบิดชาวไทยอีกครั้งเผยโฉมมอเตอร์ไซค์ระดับตำนานในตระกูล GS สองรุ่นใหม่ล่าสุด ได้แก่ บีเอ็มดับเบิลยู F 750 GS และบีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS สานต่อเอกลักษณ์อันโดดเด่นของตระกูล F-Series ที่พกพาทั้งสมรรถนะออนโรดและออฟโรดมาอย่างเต็มเปี่ยม พร้อมเปิดตัวบีเอ็มดับเบิลยู C 400 X สมาชิกใหม่ในตระกูล Urban Mobility มอบความคล่องตัวในทุกเลี้ยวโค้ง ครบครันทุกฟังก์ชั่นเพื่อความสะดวกสบาย ให้ผู้ขับขี่ได้สัมผัสที่สุดของประสบการณ์แห่งความสนุกสนานขณะขับขี่ในเมือง

มร.มาร์คุสเกลเซอร์ ผู้อำนวยการ บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย กล่าวว่า “หลังจากที่ได้เปิดตัวบีเอ็มดับเบิลยู F 800 GS ไปในปีพ.ศ. 2558 วันนี้เรากลับมาสร้างความตื่นตาตื่นใจด้วยมอเตอร์ไซค์เอ็นดูโร่ใหม่ถึงสองรุ่น บีเอ็มดับเบิลยู F 750 GS และบีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS ซึ่งได้รับการพัฒนาให้เหนือชั้นยิ่งขึ้นทั้งในด้านดีไซน์และสมรรถนะการขับขี่ เพื่อสร้างยนตรกรรมสองล้อที่สามารถมอบประสบการณ์ในการขับขี่อย่างสมบูรณ์แบบ ผสานทั้งความปราดเปรียวบนท้องถนน ความสะดวกสบายในสไตล์ทัวริ่ง และดีเอ็นเอของนักผจญภัยบนเส้นทางออฟโรด โดยทั้งบีเอ็มดับเบิลยู F 750 GS และบีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS เป็นมอเตอร์ไซค์สองรุ่นล่าสุดที่ประกอบขึ้น ณ โรงงานของ บีเอ็มดับเบิลยูกรุ๊ปแมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย ในจังหวัดระยอง และเป็นอีกหนึ่งข้อพิสูจน์ถึงศักยภาพในการผลิตที่แข็งแกร่งของโรงงานบีเอ็มดับเบิลยูในประเทศไทย

คุณกีกี้ กัญญ์กุลณัช  กัญกุลพิพัฒน์ สาวนักบิดเจ้าของเพจ Punker Enduro

อาจารย์ป้อ ผศ.ดร.อัษฎา  โปราณานนท์  เซียนไบเกอร์เอ็นดูโร่ตัวแทนจากประเทศไทยในทีมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในการแข่งขัน International GS Trophy 2018 ณ ประเทศมองโกเลีย

นอกจากนี้ เรายังเสริมความหลากหลายให้แก่ทัพมอเตอร์ไซค์บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ด้วยอีกหนึ่งตัวเลือกสำหรับขับขี่ในเมืองอย่างคล่องตัวและสะดวกสบาย กับบีเอ็มดับเบิลยู C 400 X ที่สามารถพาคุณฝ่าฟันการจราจรในกรุงเทพฯได้อย่างสนุกสนานและง่ายดาย”

บีเอ็มดับเบิลยู F 750 GS ใหม่

บีเอ็มดับเบิลยู F 750 GS ใหม่สมาชิกล่าสุดในตระกูล GS ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อสิงห์นักบิดขาลุยผู้หลงใหลในจิตวิญญาณและรูปลักษณ์ของมอเตอร์ไซค์เอ็นดูโร่ มาพร้อมที่นั่งที่ได้รับการออกแบบให้มีตำแหน่งต่ำลง ทรงพลังด้วยเครื่องยนต์สองสูบแถวเรียงขนาด 853 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำ พกพากำลังสูงสุด 57 กิโลวัตต์ (77 แรงม้า) ที่ 7,500 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 83 นิวตันเมตรที่ 6,000 รอบต่อนาทีสั่งจ่ายเชื้อเพลิงด้วยระบบหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ตามมาตรฐาน EU4 และได้รับการพัฒนาให้ลดแรงสั่นสะเทือนด้วยเพลาคู่พร้อมระบบ counterbalance ทำงานคู่กับเกียร์ 6 สปีดที่อยู่ด้านซ้ายมือของผู้ขับขี่

บีเอ็มดับเบิลยู F 750 GS ใหม่มาในโครงสร้างเฟรมเหล็กกล้าแบบ monocoque เพื่อความแข็งแกร่งในการต้านทานแรงบิดและการขับขี่ที่แม่นยำยิ่งขึ้น ระบบกันสะเทือนล้อหน้าและล้อหลังสามารถตอบสนองได้อย่างฉับไว ด้วยโช้คแบบเทเลสโคปิก และสวิงอาร์มคู่อะลูมิเนียมพร้อม Central Spring strut พร้อมปรับตั้งค่าความหนืดและการยุบตัวของสปริงได้ด้วยระบบไฮดรอลิค อีกทั้งยังสามารถขับขี่ได้อย่างสนุกสนานด้วยโหมดการขับขี่ ‘Rain’ และ ‘Road’ ปลอดภัยทุกการเข้าโค้งด้วยระบบเบรก ABS มาตรฐานของบีเอ็มดับเบิลยูมอเตอร์ราดและระบบ ASC (Automatic Stability Control)

สำหรับรุ่น Exclusive style ยังมาพร้อม Riding Modes Pro, Dynamic Traction Control (DTC), Dynamic ESA และ ABS Pro เส้นสายในการดีไซน์ของบีเอ็มดับเบิลยู F 750 GS ใหม่ ตอกย้ำถึงความปราดเปรียวและความแข็งแกร่งของตระกูล GS มาพร้อมไฟหน้า LED แบบใหม่สะดุดตา ล้ออะลูมิเนียมขนาด 19 นิ้ว และ 17 นิ้ว โดยมาให้เลือกสรรใน 2 สี คือ Austin Yellow Metallic และ Stereo Metallic Matt (Exclusive Style)

 

บีเอ็มดับเบิลยูF 850 GS ใหม่

บีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS ใหม่ ผสานเอกลักษณ์ของมอเตอร์ไซค์แบบทัวริ่งเข้ากับสมรรถนะออฟโรดเหนือชั้นไว้ได้อย่างลงตัว มาพร้อมพละกำลังของเครื่องยนต์สองสูบแถวเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำ ขนาด 853 ซี.ซี. เช่นเดียวกับบีเอ็มดับเบิลยู F 750 GS แต่ทรงพลังกว่าด้วยกำลัง 70 กิโลวัตต์ (95 แรงม้า) ที่ 8,250 รอบต่อนาที และแรงบิด 92 นิวตันเมตรที่ 6,250 รอบต่อนาที พร้อมระบบควบคุมไอเสียแบบ Closed-Loop ชนิด 3 ทาง Catalytic Converter ตามมาตรฐาน EU4

เฟรมโครงสร้างได้รับการพัฒนาให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นเช่นเดียวกับบีเอ็มดับเบิลยู F 750 GS เสริมประสิทธิภาพของระบบกันสะเทือนด้วยโช้คหัวกลับและสวิงอาร์มคู่อะลูมิเนียม พร้อมโหมดการขับขี่มาตรฐาน ‘Rain’ และ‘Road’

สำหรับรุ่น Exclusive Style มาพร้อม Riding Modes Pro ที่เพิ่มโหมดการขับขี่‘Dynamic’,‘Enduro’ และ ‘Enduro Pro’ พร้อมเทคโนโลยีทันสมัยอาทิ Dynamic ESA, Dynamic Traction Control (DTC), Keyless Ride และ ABS Pro ดีไซน์ใหม่เสริมเส้นสายความดุดัน รวมทั้งไฟหน้า LED แบบใหม่เช่นกัน พร้อมลุยบนพื้นผิวออฟโรดด้วยล้อซี่ลวดขนาด 21 นิ้วและ 17 นิ้ว โดยบีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS มาให้เลือกในสี Light White Uni (Rallye Style) และ Pollux Metallic Matt (Exclusive Style)

 

บีเอ็มดับเบิลยู C 400 X ใหม่ Limited Edition 

ราคาจำหน่าย 399,000บาท(รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

บีเอ็มดับเบิลยู C 400 X ใหม่ ผสมผสานเสน่ห์และความคล่องตัวของสกู๊ตเตอร์เข้ากับความหรูหราระดับพรีเมียมในแบบของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด เพื่อมอบทั้งความสะดวกสบายในการฟันฝ่าการจราจรในเมืองและความสนุกสนานในทุกขณะของการขับขี่ด้วยเครื่องยนต์หนึ่งสูบที่พัฒนาขึ้นเพื่อมุ่งเน้นความประหยัดน้ำมันโดยเฉพาะ มอบพละกำลังสูงสุด 25 กิโลวัตต์ (34 แรงม้า) ลงสู่ล้อหลังด้วยระบบเกียร์ CVT และสวิงอาร์มที่ออกแบบมาเพื่อลดแรงสั่นสะเทือนและมอบความนุ่มสบายในขณะขับขี่ ส่วนระบบ Automatic Stability Control (ASC) ก็ช่วยให้ตัวรถมั่นคง ปลอดภัยขณะเร่งความเร็ว แม้บนพื้นถนนที่เปียกและลื่น

เฟรมเหล็กกล้าอันแข็งแกร่งของบีเอ็มดับเบิลยู C 400 X ใหม่ ติดตั้งอยู่บนระบบช่วงล่างที่มีโช้คหน้าแบบเทเลสโคปิกและโช้คหลังแบบสปริงสตรัทคู่ ซึ่งได้รับการปรับแต่งมาให้ครบเครื่องทั้งความสนุกและความสบายในยามขับขี่ ส่วนดิสก์เบรกคู่ที่ล้อหน้า ดิสก์เบรกเดี่ยวที่ล้อหลัง พร้อมระบบ ABS ก็มอบความปลอดภัยด้วยแรงเบรกแบบเต็มประสิทธิภาพ

ดีไซน์ของบีเอ็มดับเบิลยู C 400 X ใหม่ เปี่ยมด้วยความล้ำสมัยในแบบของมอเตอร์ไซค์ตระกูล Urban Mobility จากบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด และผสมผสานทั้งความสวยงามและประโยชน์ใช้สอยเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว โดดเด่นจากด้านหน้าด้วยไฟ LED ในรูปทรงที่เป็นเอกลักษณ์ และแผงกันลมในขนาดที่พอดี เข้ากับตัวถังที่มีให้เลือกในสี Zenith Blue metallic และ Alpine White ส่วนช่องเก็บของแบ่งพื้นที่ภายในเป็นสองส่วนเพื่อความสะดวกสบายและเป็นระเบียบ พร้อมด้วยช่องเก็บหมวกกันน็อก Flexcase ที่พับเก็บอยู่ใต้เบาะแบบตอนเดียว ทำให้บีเอ็มดับเบิลยู C 400 X ใหม่ ตอบได้ทุกโจทย์ในชีวิตประจำวัน และยังพร้อมรับมือกับการเดินทางไกลได้อีกด้วย

บีเอ็มดับเบิลยู C 400 X มาพร้อม Connectivity ด้วยหน้าจอ TFT Screen ขนาด 6.5 นิ้ว พร้อม BMW ConnectedRide ที่สามารถเชื่อมต่อและแสดงข้อมูลผ่านสมาร์ทโฟนและหมวกกันน็อกผ่านบลูทูธได้อย่างปลอดภัยและสะดวกสบาย

พิเศษสุดสำหรับรุ่น Limited Edition ที่มีจำกัดเพียง 26 คันเท่านั้น มาพร้อมอุปกรณ์เสริมพิเศษ ได้แก่ Keyless Ride, ไฟส่องสว่างตอนกลางวัน Daytime Riding Lights, ระบบทำความอุ่นที่นั่ง Heated Seat และระบบทำความอุ่นมือจับ Heated Grip

นอกจากนี้เพื่อเป็นการตอกย้ำถึงคุณภาพของรถมอเตอร์ไซค์ทุกคันทางบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด พร้อมมอบข้อเสนอพิเศษสำหรับผู้ที่จับจองเป็นเจ้าของรถบีเอ็มดับเบิลยูมอเตอร์ราดทุกรุ่นตั้งแต่วันนี้ถึง 31 ธันวาคม 2561 รับฟรี BMW Motorrad Service Inclusive (BMSI) ที่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายการบำรุงรักษาเบื้องต้นตามมาตรฐานเป็นระยะเวลา 3 ปีหรือ 30,000 กิโลเมตร และ BMW Motorrad Extended Warranty ที่ขยายระยะเวลารับประกันเพิ่มเป็น 3 ปีไม่จำกัดระยะทาง

รีวิวพร้อมบททดสอบสมรรถนะ Kia Grand Carnival 2018

0

[embedyt] https://www.youtube.com/watch?v=zb4DOJD0o2A[/embedyt]

 

อีซูซุส่ง ไฮ-แลนเดอร์ รุ่นพิเศษ “สเทลธ์” (STEALTH) ทะยานเหนือชั้น ดุดันทุกองศา เสริมทัพลุยตลาดปลายปี

0

อีซูซุเปิดตัวยนตรกรรมปิกอัพพันธุ์ดุ ลุยตลาดไตรมาสสุดท้าย นำทัพโดย ใหม่! อีซูซุ ดีแมคซ์ ไฮ-แลน   เดอร์ รุ่นพิเศษ! สเทลธ์ (STEALTH)  ทะยานเหนือชั้น ดุดันทุกองศา มาพร้อมชุดแต่งรอบคัน STEALTH BLACK PACKAGE เข้มเต็มพิกัดทั้งภายนอกและภายใน  ควบคู่กับการปรับโฉมรุ่นไฮ-แลนเดอร์ 1.9 และ 3.0 ดีดีไอ สู่ความเป็นสปอร์ตล้ำสมัย มีระดับยิ่งขึ้น  ตามติดด้วยการเผยโฉมลุคใหม่ของสปอร์ตออฟโรด ดีสุดสุด  ใหม่! อีซูซุดีแมคซ์ วี-ครอส MAX 4×4 ที่ทรงพลังยิ่งขึ้น เพิ่มฟังก์ชั่นล้ำสมัย สมบูรณ์แบบในทุกมิติ  ทุกรุ่นพร้อมตอบสนองไลฟ์สไตล์และเสริมส่งภาพลักษณ์ของผู้ใช้รถให้โดดเด่นอย่างมีเอกลักษณ์

กลุ่มตรีเพชร  โดย มร.โทชิอากิ มาเอคาวะ  กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เผยว่า  เพื่อตอบรับเทรนด์ความชื่นชอบของผู้ใช้รถปิกอัพรุ่นใหม่ที่ต้องการ “ความแตกต่าง” ไม่เหมือนใครและตอบสนองไลฟ์สไตล์ของคนเมือง ครั้งนี้อีซูซุจึงได้เลือกรถปิกอัพรุ่นไฮ-แลนเดอร์  รถปิกอัพขับเคลื่อน 2 ล้อยกสูง ซึ่งอีซูซุเป็นผู้บุกเบิกตลาด จนเป็นโมเดลที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในตลาดรถปิกอัพ รวมทั้งในกลุ่มลูกค้าอีซูซุเอง จึงทำให้เราได้นำมาจัดทำรุ่นพิเศษ โดยให้ชื่อว่า “สเทลธ์” (STEALTH)

ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากเครื่องบินรบ STEALTH ที่มีภาพลักษณ์แสดงถึงความแข็งแกร่ง ดุดัน เรามั่นใจอย่างยิ่งว่าจะโดนใจลูกค้ากลุ่มเป้าหมายอย่างแน่นอน ด้วยความเท่ ล้ำสมัยเหนือระดับ ดุดันในทุกองศาจากชุดแต่ง STEALTH BLACK PACKAGE ดีไซน์พิเศษ พร้อมความโดดเด่นด้านสมรรถนะ และความปลอดภัยตามแบบฉบับอีซูซุ จัดทำพิเศษเฉพาะรุ่นเครื่องยนต์อีซูซุ 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์เท่านั้น พร้อมจะเผยโฉมที่โชว์รูมอีซูซุทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2561 เป็นต้นไป ได้แก่

ใหม่! อีซูซุดีแมคซ์ ไฮ-แลนเดอร์ 4 ประตู รุ่นพิเศษ! สเทลธ์ ยอดปิกอัพพันธุ์ดุที่พร้อมพุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างเหนือชั้น ดุดันทุกองศา ทรงพลังเกินพิกัดกับชุดแต่ง STEALTH BLACK PACKAGE เท่ เข้ม สไตล์สปอร์ต ทั้งภายนอกและภายใน

  • STEALTH BLACK EXTERIOR ชุดแต่งดีไซน์ใหม่ที่มาพร้อมชุดกระจังหน้าที่ทรงพลัง โฉบเฉี่ยวเร้าใจกับชุดแต่งสเกิร์ตหน้า โดดเด่นด้วยเส้น STEALTH LINE ดีไซน์ต่อเนื่องรับกับ ไฟหน้า และสเกิร์ตหน้า สปอร์ตอีกระดับกับกรอบไฟตัดหมอกสีดำ ทรงพลังทุกองศากับล้ออัลลอย ทูโทน ขนาด 18 นิ้ว  และกันชนท้ายดีไซน์ใหม่ ดุดันเต็มมิติ
  • STEALTH BLACK INTERIOR ล้ำสมัยทุกฟังก์ชั่น ทุกรายละเอียด กับบรรยากาศห้องโดยสารดีไซน์ใหม่! ทูโทน เท่ ล้ำสมัย สไตล์สปอร์ต ยกระดับความหรูหราด้วยเบาะนั่งกึ่งหนังแท้สีดำ พร้อมสัญลักษณ์ STEALTH ที่แผงข้างประตู

ใหม่! อีซูซุดีแมคซ์ ไฮ-แลนเดอร์ 4 ประตู รุ่นพิเศษ! สเทลธ์ มีเฉพาะเครื่องยนต์ 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ เสริมส่งความมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยมีสีให้เลือก สีดำออสเตรเลียนโคล (Australian Coal Black) หรือสีขาวมุกเอเวอเรสต์ (Everest Pearl White) ราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 887,000 บาท

นอกจากนี้ยังได้ทำการปรับโฉม “อีซูซุดีแมคซ์ ไฮ-แลนเดอร์ 1.9 และ 3.0 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์” สู่ความสปอร์ต  ล้ำสมัย มีระดับยิ่งขึ้น ด้วยใหม่! กันชนท้ายดีไซน์ใหม่ บึกบึน ทรงพลังยิ่งขึ้น และใหม่! ล้ออัลลอย 18 นิ้ว ดีไซน์ใหม่ พร้อมนวัตกรรมแห่งความปลอดภัย ใหม่! BOS (Brake Override System) ระบบลดกำลังเครื่องยนต์เพื่อช่วยเบรก (เฉพาะรุ่นเกียร์อัตโนมัติ)

ใหม่! อีซูซุดีแมคซ์ วี-ครอส MAX 4×4 การปรับเปลี่ยนลุคใหม่ของสปอร์ตออฟโรด ทั้งภายนอกและภายใน บึกบึน ทรงพลัง เท่ทุกมุมมองสไตล์สปอร์ตมีระดับ ห้องโดยสารหรูหรายิ่งขึ้น ยกระดับความสะดวกสบายขั้นสุด กับชุดแต่ง MAX 4X4 ดีไซน์ใหม่ เปลี่ยนทุกอุปสรรคให้เป็นความเร้าใจถึงขีดสุด ด้วยยอดแห่งสมรรถนะความแกร่งที่พิสูจน์แล้วจากการแข่งขันครอสคันทรีสุดโหดระดับนานาชาติ และความแรงจัดของเครื่องยนต์อีซูซุ 3.0 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ ที่ให้กำลังแรงม้าและแรงบิดสูง  เพื่อให้ผู้ใช้รถได้สัมผัสสุดยอดแห่งประสบการณ์ลุยในแบบฉบับออฟโรดตัวจริง

  • ใหม่! Bumper Ganish โทนเทาดำตัดรับกระจังหน้า เท่เข้มลงตัว
  • ใหม่! Front Bumper Guard ทูโทนดีไซน์ใหม่! ให้ความรู้สึกบึกบึน  เพิ่มมิติความเข้ม
  • ใหม่! ล้ออัลลอยทูโทน ขนาด 18 นิ้ว สี Matt Black  เท่สะดุดตา  ได้อารมณ์สปอร์ต
  • ใหม่! กันชนท้ายโทนเทาดำ เท่ เข้ม ดุดัน
  • ใหม่! เบาะนั่งกึ่งหนังแท้ สไตล์ทูโทน น้ำตาล-ดำ เดินด้านสีส้มรอบตัวเบาะ พร้อมปักสัญลักษณ์ V-Cross เท่ หรู ในทุกรายละเอียด
  • หน้าจอใหม่! ขนาดใหญ่ 8 นิ้ว ใช้งานสะดวกขึ้น พร้อมระบบสัมผัสตอบสนองการใช้งานได้อย่างรวดเร็ว
  • ครั้งแรกในวงการรถปิกอัพ ใหม่! กระจกมองหลังแบบตัดแสงอัตโนมัติ  พร้อมกล้องบันทึกภาพวิดีโอด้านหน้าขณะขับขี่ เพิ่มความมั่นใจตลอดการเดินทาง
  • อีกขั้นของนวัตกรรมระบบความปลอดภัย ใหม่! BOS (Brake Override System) ระบบลดกำลังเครื่องยนต์เพื่อช่วยเบรก (เฉพาะรุ่นเกียร์อัตโนมัติ)

ใหม่! อีซูซุดีแมคซ์ วี-ครอส MAX 4×4  เลือกความเท่ลุคใหม่ได้  4  สี  ได้แก่  แดงเอทนา (Etna Red)  ดำออสเตรเลียนโคล (Australian Coal Black) ขาวมุกเอเวอเรสต์ (Everest Pearl White) และบรอนซ์เงินอาร์กติก (Arctic Silver)  ราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 1,064,000 บาท

เชิญรับชมภาพยนตร์โฆษณารถรุ่นล่าสุดจากอีซูซุ  ใหม่! อีซูซุดีแมคซ์ ไฮ-แลนเดอร์ รุ่นพิเศษ! สเทลธ์ ได้ที่  https://www.youtube.com/watch?v=apA7-fIYmRU   และเชิญสัมผัสรถ  ใหม่! อีซูซุดีแมคซ์ ไฮ-แลนเดอร์ รุ่นพิเศษ! สเทลธ์  อีซูซุดีแมคซ์ ไฮ-แลนเดอร์ ปรับโฉมใหม่ และ ใหม่! อีซูซุดีแมคซ์ วี-ครอส MAX 4×4  อย่างใกล้ชิด   ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม ศกนี้ ณ โชว์รูมอีซูซุทั่วประเทศ ติดตามข่าวสารของอีซูซุเพิ่มเติมได้ที่ http://isuzu-tis.com/isuzu-pick-up-4-door-stealth  หรือ LINE: @isuzuthai

5 เทคนิคขับขี่ออฟโรดให้สนุกและปลอดภัย โดยวิศวกรผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ “ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่”

0

หากพูดถึงการขับขี่ออฟโรด หลายๆ คนคงนึกถึงภาพการเดินทางที่แสนสมบุกสมบันแถมทดสอบทักษะนักขับได้เป็นอย่างดี แต่นอกเหนือจากความสนุกและประสบการณ์สุดท้าทายที่ได้รับ สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือผู้ขับขี่จะต้องมีความรู้และความเชี่ยวชาญในการผจญภัยแบบออฟโรดเพื่อความปลอดภัยต่อตัวเองและเพื่อนร่วมท้องถนน เพราะการขับขี่ออฟโรดนั้นเต็มไปด้วยความท้าทายและอาจไม่สะดวกสบายเหมือนการขับรถบนถนนพื้นผิวเรียบทั่วไปเหมือนในชีวิตประจำวัน

ทีมวิศวกรของฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ ได้แนะนำเทคนิคดีๆ ที่จะทำให้คุณสามารถออกเดินทางบนทุกพื้นผิวที่ท้าทายและขับขี่ได้อย่างปลอดภัยเมื่อออกผจญภัยแบบออฟโรด

1. เตรียมตัวให้พร้อม

การขับขี่แบบออฟโรดนับเป็นเรื่องท้าทายที่เราไม่ควรประมาทดังนั้น การวางแผนการเดินทางอย่างละเอียด การเตรียมอุปกรณ์ช่วยเหลือและเตรียมรถให้พร้อมใช้งานเต็มกำลังจึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งแนะนำให้เตรียมเช็คลิสต์สำหรับการเดินทางโดยเริ่มตั้งแต่เติมน้ำมันให้เต็มถังเตรียมเชือกสำหรับลากรถยางสำรอง ชุดอุปกรณ์การเปลี่ยนยางเครื่องปั๊มลมแบบพกพาน้ำดื่ม ไฟฉาย และอื่นๆ

ในกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉิน ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ มาพร้อมระบบช่วยโทรฉุกเฉิน (Emergency Assistance) ที่ได้รับการพัฒนาเพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือผ่านบลูทูธด้วยระบบ SYNC® และต่อสายไปที่เบอร์ 1669 ในกรณีที่มีอุบัติเหตุ และยังมีระบบแผนที่นำทางด้วยดาวเทียมซึ่งติดตั้งมากับรถที่ยังคงใช้งานได้เมื่อออกนอกพื้นที่ที่มีสัญญาณโทรศัพท์ทำให้คุณสามารถติดต่อโลกภายนอกเพื่อขอความช่วยเหลือได้ทุกที่ทุกเวลา

2. ลดแรงดันของยาง

เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ง่ายที่สุดที่ช่วยเพิ่มสมรรถนะการขับขี่แบบออฟโรดอีกทั้งช่วยเพิ่มความสะดวกสบายภายในห้องโดยสารตลอดระยะเวลาการเดินทางนอกจากนี้ ข้อดีในการลดแรงดันของยางนั้นมีอยู่มากมาย เช่น

  • หากพื้นผิวยางสามารถสัมผัสพื้นผิวของถนนได้มากเท่าไหร่ ก็จะช่วยให้รถสามารถกระจายน้ำหนักได้สมดุลมากเท่านั้น
  • ยางจะสามารถดูดซับแรงกระทบได้มากขึ้นซึ่งจะช่วยปกป้องล้อและส่วนอื่นๆของยานพาหนะเมื่อขับเคลื่อนบนถนนที่มีพื้นผิวขรุขระ
  • การลดแรงดันของยางจะมอบความรู้สึกของการขับขี่ที่นุ่มนวลและสะดวกสบายมากยิ่งขึ้นเมื่อออกผจญภัยแบบสมบุกสมบันยางที่อ่อนเล็กน้อยจะช่วยยึดเกาะถนนที่มีพื้นผิวขรุขระและสามารถลดแรงกระแทกได้ในเวลาเดียวกัน

โดยฟังก์ชั่นระบบตรวจจับลมยาง (Tire Pressure Monitoring System) ของฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ จะทำหน้าที่คอยตรวจวัดความดันลมในยางล้อทั้ง 4 ล้อ และเตือนผู้ใช้งานเมื่อความดันลมเปลี่ยนแปลง ระบบนี้นอกจากจะช่วยเสริมประสิทธิภาพการใช้น้ำมันแล้ว ยังช่วยเพิ่มความปลอดภัย และยืดอายุการใช้งานของยางอีกด้วย

 

3. ขับรถด้วยความเร็วต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

การขับรถเร็วหมายถึงคุณจะมีเวลาตอบสนองน้อยลงต่อสิ่งรอบข้างที่จะเกิดขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว และมักจะใช้เวลานานกว่าเมื่อคุณต้องการจะหยุดรถความเร็วจะเพิ่มความเสียหายต่อยานพาหนะมากขึ้นในกรณีที่คุณขับรถข้ามสิ่งกีดขวางหรือเมื่อปะทะกับสิ่งใดก็ตามในทางกลับกัน การขับรถในอัตราความเร็วต่ำจะช่วยให้ระบบกันกระเทือนรับมือกับแรงกระทบได้ดีกว่า ทำให้การขับขี่นั้นนุ่มนวลและสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ คุณยังมีเวลามากพอที่จะตรวจสอบสิ่งรอบข้าง และมีเวลาไตร่ตรองก่อนจะตอบสนองกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด

เพื่อให้คุณขับรถทางไกลได้อย่างสะดวกสบายและปลอดภัยระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติ (Adaptive Cruise Control) ของฟอร์ด จะช่วยควบคุมความเร็วตามที่คุณกำหนด และจะรักษาระยะห่างจากรถคันหน้าให้อัตโนมัติ โดยระบบจะช่วยเบรกและเร่งความเร็วให้ตามระยะห่างจากรถคันหน้า โดยที่คุณไม่ต้องคอยเหยียบเบรกและคันเร่ง เป็นตัวช่วยที่ดีเยี่ยมเมื่อต้องเดินทางระยะไกล

 

4. เลือกเส้นทางที่ดีที่สุดทุกครั้ง

ทุกครั้งที่ต้องออกเดินทาง ควรศึกษาเส้นทางให้ละเอียดเพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเอง พยายามศึกษาว่าในเส้นทางนั้นๆ มีจุดไหนที่ต้องระวังเป็นพิเศษ เช่นทางโค้ง ทางเลี้ยวหักศอก ทางชัน และอื่นๆเพื่อให้การเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่นและเพื่อให้คุณได้สนุกกับประสบการณ์ออฟโรดแบบขั้นสุด

ด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะของฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ อย่างระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางชัน จะทำให้การขับรถลงภูเขาที่ลื่นและลาดชันง่ายยิ่งขึ้นกว่าเดิม บวกกับความสามารถในการลุยน้ำสูงถึง 80 ซม. ทำให้คุณมั่นใจได้ว่า ต่อให้บุกป่าฝ่าดงแค่ไหน คุณก็จะได้รับความปลอดภัยตลอดเส้นทางเมื่ออยู่ในรถคันนี้

5. ทำความเข้าใจในเรื่องการขับขี่บนพื้นผิวถนนที่แตกต่างกัน

พื้นผิวถนนที่แตกต่างกันจำเป็นต้องใช้เทคนิคและฟังก์ชั่นการขับขี่ที่แตกต่างกันด้วย ระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออัจฉริยะใน ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ จะทำให้การผจญภัยของคุณง่ายขึ้น เพียงปรับโหมดให้เหมาะกับสภาพพื้นผิวต่างๆ ที่คุณขับในแต่ละครั้ง

ระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออัจฉริยะ หรือ Terrain Management System (TMS) ของฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่มีทั้งโหมดปกติโหมดโคลน โหมดทรายและโหมดหิน ทำงานร่วมกับระบบล็อกเฟืองท้ายควบคุมด้วยไฟฟ้าเพื่อให้บุกตะลุยไปได้ทุกที่ ไม่ว่าสภาพถนนจะเป็นแบบไหน เพียงหมุนปุ่มปรับโหมด คุณก็สามารถสนุกกับการขับขี่บนเส้นทางออฟโรดได้ตลอดทริป

www.ford.co.th

 

โตโยต้า แนะนำ “Yaris G+” และ “ATIV S+” ความคุ้มค่าที่ลงตัวอย่างไร้ที่ติ

0

นายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด แนะนำรถยนต์นั่งขนาดเล็กยอดนิยมของคนไทย โตโยต้า ยาริส จีพลัส (Yaris G+) และโตโยต้ายาริส เอทีฟ เอสพลัส (Yaris ATIV S+) ที่มาพร้อมกับรูปลักษณ์ภายนอกสไตล์สปอร์ตโฉบเฉี่ยว ภายในตกแต่งให้ดูพรีเมียม สวยสะดุดตา ครบครันด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวก ให้ความคุ้มค่าที่สมบูรณ์แบบตอบรับกับไลฟ์สไตล์อันหลากหลายของคนรุ่นใหม่ได้อย่างลงตัว

 

 

บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ได้แนะนำรถอีโคคาร์แฮทช์แบ็ค โตโยต้ายาริส เครื่องยนต์ขนาด 1.2 ลิตร ในเดือนตุลาคมปี 2556 เพื่อตอบสนองความนิยมรถเครื่องยนต์ขนาดเล็กในประเทศไทย และในเดือน สิงหาคมปี 2560 ได้เปิดตัวรถอีโคคาร์รุ่นใหม่ล่าสุด ครั้งแรกของโลกกับโตโยต้ายาริส เอทีฟ ที่มีคุณลักษณะโดดเด่น กว้างขวางสะดวกสบาย สมรรถนะการขับขี่คล่องตัว ให้ความรู้สึกสนุกในทุกการขับขี่ และยังคงไว้ซึ่งเครื่องยนต์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้ประหยัดน้ำมันสูงสุด ที่สำคัญเพิ่มความมั่นใจในการขับขี่ด้วยระบบความปลอดภัยมาตรฐานเหนือรถระดับเดียวกัน การันตีด้วยการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยระดับ  5 ดาว จากอาเซียน เอ็นแคป (ASEAN NCAP)* ทำให้ครองใจลูกค้าชาวไทยด้วยดีตลอดมา

โดยรถอีโคคาร์ทั้ง 2 รุ่นนี้ สร้างยอดขายสะสมรวมมากกว่า 50,000* คัน ตั้งแต่เดือนมกราคมปี 2561 เป็นต้นมา ถือเป็นยอดขายอันดับ 1 ของรถอีโคคาร์ในตลาดเมืองไทย และเพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสุดพิเศษสำหรับลูกค้ารุ่นใหม่ ที่มีสไตล์เป็นของตัวเอง โดดเด่น ไม่เหมือนใคร โตโยต้าได้แนะนำ 2 รุ่นใหม่ คือ โตโยต้า ยาริส จีพลัส (Yaris G+) ที่ครบครันด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวก ล้ำสมัย ตอบโจทย์ทุกการใช้งาน และโตโยต้ายาริส เอทีฟ เอสพลัส (Yaris ATIV S+) ที่มาพร้อมกับรูปลักษณ์ดีไซน์ภายนอกที่สปอร์ต โฉบเฉี่ยว ภายในสปอร์ต หรูหรา ดูล้ำสมัยมากยิ่งขึ้น  ตอบโจทย์ทุกความต้องการของกลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่ที่มีความทันสมัย อีกทั้งยังสร้างความภาคภูมิใจในการเป็นเจ้าของได้เป็นอย่างด

 

โตโยต้ายาริส จีพลัส (Yaris G+)…สะดวกสบายสูงสุด ตอบโจทย์ทุกการใช้งาน

  • ใหม่…อุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน
  • เครื่องเสียง พร้อมDVD หน้าจอสัมผัส 7 นิ้ว พร้อมเชื่อมต่อ Bluetooth, USB, HDMI และMicro SD Card…ตอบรับความบันเทิงได้หลากหลายรูปแบบ
  • ลำโพง 6 ตำแหน่งรอบคัน…เต็มอิ่มความรื่นรมย์ ในทุกการเดินทาง

  • กล้องมองหลัง ในขณะถอยรถ…ช่วยมุมมองการถอยรถจอดได้อย่างแม่นยำ มั่นใจยิ่งขึ้น
  • ภายนอก…เปลี่ยนให้ดูคมเข้ม ดุดัน

  • กระจังหน้าสีดำเงา…เพิ่มความคมเข้ม ทันสมัย
  • กระจกมองข้างสีดำเงาพร้อมไฟเลี้ยว…สอดรับกับกระจังหน้า เติมเต็มความสปอร์ต
  • ล้ออัลลอยขนาด 15 นิ้ว ปัดเงาสีทูโทน…สะท้อนภาพลักษณ์สปอร์ตที่ทันสมัย

  • ภายใน…ปรับให้ดูสปอร์ต หรูหรา
  • ภายในตกแต่งสีดำเปียโนแบล็ค… สะดุดตา หรูหราทุกสัมผัส
  • เบาะนั่งหุ้มหนัง ตกแต่งด้ายสีแดง…พรีเมียม หรูหรา

  • เบาะนั่งทรงสปอร์ตคู่หน้า…โอบกระชับ รองรับทุกสรีระของผู้ขับขี่
  • พวงมาลัยหุ้มหนัง…เติมเต็มความหรูหรา
  • ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ พร้อมจอ LCD…ปรับระดับอุณหภูมิง่ายดาย เพียงปลายนิ้วสัมผัส

        

aw-Brochure-0910 MODEL-SPEC

เลือกเป็นเจ้าของ Yaris 5 รุ่น และ 7 สี

(Citrus Mica Metallic / Orange Metallic / Red Mica Metallic / Super White/Silver Metallic / Gray Metallic / Attitude Black Mica)

  • รุ่น G+ ใหม่ เกียร์อัตโนมัติ               ราคา    639,000 บาท**
  • รุ่น G เกียร์อัตโนมัติ                          ราคา    619,000 บาท**
  • รุ่น E เกียร์อัตโนมัติ                          ราคา    569,000 บาท**
  • รุ่น J เกียร์อัตโนมัติ                           ราคา    539,000 บาท**
  • รุ่น J ECO เกียร์อัตโนมัติ                  ราคา    489,000 บาท**

**ราคาดังกล่าวเป็นราคารถยนต์พร้อมอุปกรณ์มาตรฐานที่ผลิตจากโรงงาน

โตโยต้ายาริส เอทีฟ เอสพลัส (Yaris ATIV S+)…รูปลักษณ์สไตล์สปอร์ตโฉบเฉี่ยว ภายในดูพรีเมียม หรูหรา

  • ภายนอก…ปรับให้สปอร์ต ล้ำสมัย โดดเด่นกว่าที่เคยสัมผัส
  • กระจังหน้าสีดำเงา ด้านล่างตกแต่งด้วยแถบสีแดง…เพิ่มความสปอร์ตในทุกมุมมอง
  • กระจกมองข้างสีดำเงาพร้อมไฟเลี้ยวตกแต่งด้วยแถบสีแดง…สอดรับกับกระจังหน้า เติมเต็มความสปอร์ต
  • ไฟตัดหมอกหน้า พร้อมวัสดุตกแต่งไฟตัดหมอกสีดำเงา…ความโฉบเฉี่ยว โดดเด่น พร้อมเพิ่มทัศนวิสัยขณะหมอกลงจัดหรือฝนตกหนัก
  • ล้ออัลลอยขนาด 15 นิ้ว ปัดเงาสีทูโทน…สะท้อนภาพลักษณ์อันโดดเด่นที่ทันสมัย
  • ภายในล้ำสมัย ให้ความหรูหราอย่างมีสไตล์
  • ภายในตกแต่งสีดำเปียโนแบล็ค…สปอร์ต หรูหราทุกสัมผัส
  • เบาะนั่งหุ้มหนัง ตกแต่งด้ายสีแดง…พรีเมียม หรูหรา
  • เบาะนั่งทรงสปอร์ตคู่หน้า…โอบกระชับ รองรับทุกสรีระของผู้ขับขี่
  • ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ พร้อมจอ LCD…ปรับระดับอุณหภูมิง่ายดาย เพียงปลายนิ้วสัมผัส

เลือกเป็นเจ้าของ Yaris ATIV 5 รุ่น และ 7 สี พร้อมภายในสีดำสปอร์ต ในทุกรุ่น

 

(Red Mica Metallic/ Gray Metallic/ Silver Metallic / Quartz Brown Metallic/Super White/ Attitude Black Mica/ Dark Blue Mica Metallic)

  • รุ่น S + ใหม่ เกียร์อัตโนมัติ ราคา  639,000 บาท**
  • รุ่น G เกียร์อัตโนมัติ   ราคา   609,000 บาท**
  • รุ่น E เกียร์อัตโนมัติ    ราคา   559,000 บาท**
  • รุ่น J เกียร์อัตโนมัติ     ราคา   529,000 บาท**
  • รุ่น J ECO เกียร์อัตโนมัติ ราคา  479,000 บาท**

**ราคาดังกล่าวเป็นราคารถยนต์พร้อมอุปกรณ์มาตรฐานที่ผลิตจากโรงงาน รวมราคาชุดอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษ

ร่วมสัมผัสและทดลองขับรถยนต์ Yaris G+  และ Yaris ATIV S+

ที่ศูนย์ทดสอบขับรถ Toyota Driving Experience Park (บางนา กม.3)

และโชว์รูมผู้แทนจำหน่ายโตโยต้า 473 แห่งทั่วประเทศ

ติดตามข้อมูลข่าวสาร ศึกษาข้อมูลผลิตภัณฑ์และกิจกรรมการตลาดเพิ่มเติมได้ที่

https://www.toyota.co.th

Facebook Toyota Motor Thailand

LINE ID: @ToyotaThailand