Home Blog Page 499

เมอร์เซเดส-เบนซ์ จัดกิจกรรม “Mercedes-AMG Driving Experience” พร้อมเปิดตัวรถใหม่ 3 รุ่นส่งท้ายปี”

0

เมอร์เซเดสเบนซ์ เปิดตัวแรงรับท้ายปี ด้วยรถยนต์ 3 รุ่น พร้อมชวน เพิ่มอะดรีนาลีนให้เต็มสูบกับการทดสอบทัพเมอร์เซเดสเอเอ็มจี แบบครบตระกูลเป็นครั้งแรก ใน  Mercedes-AMG Driving Experience 2018 ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต 

บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ตอกย้ำภาพการเป็นผู้ผลิตรถสปอร์ตสายพันธุ์แรงระดับแถวหน้าของโลก เปิดตัวรถยนต์ 3 รุ่น อย่าง Mercedes-AMG C 43 4MATIC Coupé  รุ่นประกอบในประเทศโฉมใหม่ Mercedes-AMG E 63 S 4MATIC+ และ Mercedes-Benz C 200 Coupé AMG Dynamic รุ่นประกอบในประเทศโฉมใหม่มาให้ชมกันอย่างใกล้ชิด พร้อมจัดกิจกรรม Mercedes-AMG Driving Experience 2018 เป็นครั้งแรกในประเทศไทย กับการขนทัพรถยนต์สปอร์ตสมรรถนะสูงภายใต้แบรนด์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีครบทั้งตระกูลกว่า 9 รุ่น ในทุกเซ็กเมนต์ พาสื่อมวลชน และลูกค้าก้าวข้ามขีดความสามารถของตนเองขึ้นไปอีกขั้น ด้วยการเรียนรู้เทคนิคการขับขี่แบบเต็มสมรรถนะ กับทีมผู้ฝึกสอนมืออาชีพ ดีกรีแชมป์การแข่งขัน มอเตอร์สปอร์ตระดับโลก ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์

มร. โรลันด์ โฟลเกอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “นับตั้งแต่ที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้เปิดตัวแบรนด์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีในประเทศไทยอย่าง เป็นทางการ เราได้นำเสนอรถยนต์รุ่นใหม่ พร้อมทำการตลาดที่หลากหลายเพื่อตอกย้ำภาพการเป็นผู้ผลิตรถสปอร์ตระดับแถวหน้าของโลกให้แก่ลูกค้าในประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจากความมุ่งมั่นดังกล่าว ส่งผลให้เราได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าที่สนใจรถยนต์สปอร์ต สมรรถนะสูง ด้วยยอดขายรถยนต์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีทั่วโลกสูงถึงกว่า 130,000 คันเมื่อปี พ.ศ. 2560 ที่ผ่านมา”

“การส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่ ‘ขับเคลื่อนทุกสมรรถนะ – Driving Performance’ ถือเป็นหัวใจหลักของแบรนด์ โดยผลิตภัณฑ์ของเมอร์เซเดส-เอเอ็มจี ต้องมีทั้งเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย เต็มเปี่ยมด้วยนวัตกรรมเพื่อมอบความโฉบเฉี่ยว และเร้าอารมณ์ให้แก่ผู้ขับขี่ ซึ่งนอกจากผลิตภัณฑ์ที่ดีแล้ว การขับขี่อย่างปลอดภัย และเต็มสมรรถนะของรถยนต์ถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ทางบริษัทฯ  ห้ความสำคัญ  ด้วยเหตุนี้ เราจึงได้จัดกิจกรรม Mercedes-AMG Driving Experience 2018 ขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อเป็นการสานต่อปรัชญาในการมอบ ‘สิ่งที่ดีที่สุด’ พร้อมเพิ่ม ขีดความสามารถในการขับขี่รถยนต์แบบสปอร์ตสมรรถนะสูงให้แก่ทุกท่าน ด้วยการเชิญสื่อมวลชนกว่า 100 ชีวิต รวมถึงลูกค้าของเมอร์เซเดส-เอเอ็มจีและเมอร์เซเดส-เบนซ์ อีกกว่า 600 คนมาร่วมก้าวข้ามขีดจำกัดของตนเองไปพร้อมกับผู้ฝึกสอนมืออาชีพ ดีกรีแชมป์การแข่งขันมอเตอร์สปอร์ตระดับโลก ในระหว่างวันที่ 13 – 21 ตุลาคมนี้อีกด้วย” มร.โรลันด์ กล่าวเพิ่มเติม

มร.ฟรังค์ ชไตน์อัคเคอร์ รองประธานบริหารฝ่ายขายและการตลาด บริษัท เมอร์เซเดสเบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ช่วยให้แบรนด์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยด้วยเช่นกัน โดยในช่วง 9 เดือนแรก ที่ผ่านมา เรามียอดขายที่เติบโตสูงขึ้นกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้าถึงประมาณ 350%  ดังนั้น เพื่อเป็นการรักษาการเติบโตอย่างยั่งยืนของแบรนด์ ทางบริษัทฯ จึงได้มีการดำเนินกลยุทธ์ วางจำหน่ายผลิตภัณฑ์สมรรถนะสูงอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการเตรียมแผนรองรับกลุ่มลูกค้า เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีที่เพิ่มมากขึ้น พร้อมเจาะกลุ่มลูกค้าใหม่ที่สนใจรถยนต์กลุ่มนี้ ด้วยเหตุนี้ ทางเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย จึงได้เปิดตัวคอมมูนิตี้สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการขับขี่รถยนต์สปอร์ตสายพันธุ์แกร่งในตระกูล เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี อย่าง Mercedes-AMG Driving Experience 2018 เพื่อให้ทุกคนได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวกลุ่มรถยนต์ที่แรงที่สุดในโลก (World’s Fastest Family) ไปด้วยกัน รวมถึงการเปิดตัวรถยนต์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี 2 รุ่นล่าสุด อย่าง Mercedes-AMG C 43 4MATIC Coupé  รุ่นประกอบในประเทศโฉมใหม่ล่าสุด Mercedes-AMG E 63 S 4MATIC+ และ Mercedes-Benz C 200 Coupé AMG Dynamic  รุ่นประกอบในประเทศโฉมใหม่ในครั้งนี้ ทางบริษัทฯ เชื่อว่าจะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ากลุ่มนี้ได้อย่างแน่นอน”

 

“สำหรับกิจกรรม Mercedes-AMG Driving Experience 2018 มีไฮไลท์พิเศษอยู่ที่ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกท่านจะได้มาร่วมกระตุ้นอะดรีนาลีนให้สูบฉีดเหมือนกำลังแข่งขันกีฬามอเตอร์สปอร์ต จากการสัมผัส และทดสอบรถยนต์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีครบทั้งตระกูลเป็นครั้งแรกอย่างใกล้ชิด โดยในปัจจุบัน แบรนด์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี มีรถยนต์ที่วางขายในประเทศไทย จำนวนทั้งหมด 11 รุ่น ทั้งรุ่นที่ประกอบในประเทศและนำเข้า ครอบคลุมตั้งแต่รถยนต์คอมแพค ที่ใช้เครื่องยนต์แบบ 4 สูบ รถซาลูนที่ใช้เครื่องยนต์หลากหลายแบบ หรือแม้แต่รถเอสยูวี รถยนต์สไตล์คูเป้ รถเปิดประทุนสไตล์คาบริโอเลต์และโรดสเตอร์ตระกูล AMG GT” มร.ฟรังค์ กล่าวเพิ่มเติม

กิจกรรม “Mercedes-AMG Driving Experience 2018” จะแบ่งผู้เข้ารับการอบรมออกเป็น กลุ่มต่างๆ และแบ่งการทดสอบออกเป็น 4 สถานี พร้อมแบบฝึกหัดสุดท้าทายในการขับขี่แบบเต็มสนาม โดยผู้เข้ารับการอบรมจะได้รับประสบการณ์จริงจากการฝึกทักษะแต่ละด้าน และได้รับทราบถึงประโยชน์ที่จะได้รับจากสมรรถนะอันยอดเยี่ยม เทคโนโลยี และนวัตกรรมอันก้าวล้ำ ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักของแนวคิดในการผลิตรถยนต์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีทุกรุ่น ซึ่งหลังจากเสร็จสิ้นการฝึกทุกฐานแล้ว ผู้ขับขี่จะมีความเข้าใจและสามารถใช้ประโยชน์จากสมรรถนะ และเทคโนโลยีอันทันสมัยที่มาพร้อมกับตัวรถได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมอบรมทุกท่านที่ผ่านการฝึกอบรมฯ จะได้รับประกาศนียบัตรรับรองจากทางบริษัทฯ อีกด้วย

“อีกหนึ่งความพิเศษที่เราเตรียมมาให้กับสื่อมวลชนทุกท่านในครั้งนี้ คือการเปิดตัวรถยนต์ 3 รุ่นยอดนิยมภายใต้แบรนด์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีและเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่าง Mercedes-AMG C 43 4MATIC Coupé รุ่นประกอบในประเทศ ที่มาพร้อมกับรูปโฉมใหม่ของตระกูลซี-คลาส และการยกระดับสมรรถนะ ด้วยการพัฒนาด้านอากาศพลศาสตร์ รวมถึงเพิ่มเติมความหรูหราและความสปอร์ตภายในห้องโดยสารให้โดดเด่นกว่าที่เคย Mercedes-AMG E 63 S 4MATIC+ รถยนต์ตัวแรงที่สุดที่เคยมีมาในรถยนต์ตระกูล  E-Class ด้วยเครื่องยนต์ V8 เทอร์โบคู่ 4.0 ลิตร 612 แรงม้า เร่งความเร็ว 0-100 กม./ชม. ภายใน 3.4 วินาที และสุดท้ายกับ Mercedes-Benz C 200 Coupé AMG Dynamic รุ่นประกอบในประเทศ          ยนตรกรรมสไตล์สปอร์ตคูเป้ เจนเนอเรชั่นล่าสุดในกลุ่ม Dream Car ซึ่งลูกค้าที่สนใจสามารถเข้าชมรถยนต์รุ่นใหม่นี้ได้อย่างใกล้ชิด ณ ผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี และผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป” มร.ฟรังค์ กล่าวปิดท้าย

 

รายละเอียดของแต่ละสถานีทดสอบ

สถานีที่ 1 “Brake and Swerve” เป็นการทดสอบระบบเบรก ระบบความปลอดภัยภายในรถยนต์ อันได้แก่ระบบ ESP® และระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (ABS) และเป็นการทดสอบความเร็วใน การตอบสนองต่อสิ่งเร้าของตัวผู้ขับขี่เอง โดยผู้เข้าร่วมทดสอบจะได้ขับรถออกจากจุดเริ่มต้นด้วยความเร็วประมาณ 80 กม./ชม. และเมื่อเห็นสัญญาณไฟกระพริบจากทางซ้ายหรือขวา ผู้เข้าร่วมทดสอบจะต้องเหยียบเบรก และหักเลี้ยวหลบสิ่งกีดขวางตามทิศทางของสัญญาณไฟนั้น

สถานีที่ 2 “ESP® Exercise” เป็นการทดสอบโดยอิงจากสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้จริงในชีวิตประจำวัน ด้วยการเปรียบเทียบสิ่งกีดขวางเป็นคนเดินถนน ผู้ขับขี่จะได้ทดสอบทั้งการควบคุมการขับขี่ในสถานการณ์คับขันและทักษะการใช้สายตาเพื่อกะระยะทาง โดยผู้เข้าร่วมทดสอบจะได้ขับรถออกจากจุดเริ่มต้นด้วยความเร็วประมาณ 80 กม./ชม. แล้วหักเลี้ยวหลบสิ่งกีดขวางที่อยู่   ด้านขวามือโดยไม่เหยียบเบรก และต้องควบคุมรถให้อยู่ในเส้นทางที่ต้องการจะไป โดยมองไปในทิศทางที่ต้องการบังคับรถ ซึ่งการควบคุมรถในลักษณะนี้ จะทำให้ระบบ ESP® ทำงาน และลดความเร็วของรถยนต์ลง 30 กม./ชม.

 

สถานีที่ 3 “Motorkhana” เป็นสถานีที่จำลองมาจากกีฬามอเตอร์สปอร์ตชนิดหนึ่ง โดยสถานีนี้จะให้ผู้เข้าร่วมการทดสอบได้ฝึกบังคับรถยนต์ในสนามจำลองเล็กๆ ที่มีอุปสรรคมากมายภายในเวลาที่รวดเร็วที่สุด และปลอดภัยที่สุด โดยไม่ชนสิ่งกีดขวางใดๆ เลย

 

สถานีที่ 4 “Cornering Theory” เป็นสถานีทดสอบการเข้าโค้ง ที่จะใช้พื้นที่โค้งภายในสนามทั้งหมด 4 โค้งด้วยกัน ซึ่งแต่ละโค้งจะมีความกว้างแตกต่างกันไป ทำให้ผู้ขับขี่ได้ทดสอบการควบคุมความเร็วของรถยนต์ได้อย่างเต็มที่ โดยในแต่จะโค้งจะมีสิ่งกีดขวางที่วางไว้เป็นเสมือนสัญลักษณ์ให้กับผู้เข้าร่วมการทดสอบได้ทราบถึงสิ่งที่ควรทำเมื่อเข้าโค้งนั้นๆ เช่น จุดที่ต้องเบรก จุดที่ต้องหักเลี้ยว หรือจุดเอเป็กซึ่งเป็นจุดที่สามารถเดินคันเร่งส่งรถออกไปจากโค้งได้ปลอดภัย และรวดเร็วที่สุด เป็นต้น

 

ข้อมูลผลิตภัณฑ์ Mercedes-AMG C 43 4MATIC Coupé รุ่นประกอบในประเทศไทย

Mercedes-AMG C 43 4MATIC Coupé ถือเป็นรถยนต์สมรรถนะสูงตระกูล 43 โฉมใหม่ที่ได้รับการยกระดับทั้งรูปลักษณ์ สมรรถนะ อัตราการใช้พลังงาน และความสปอร์ตให้เป็นไปตามแบบฉบับของเมอร์เซเดส-เอเอ็มจี

ดีไซน์ภายนอกของรถยนต์รุ่นนี้ ดูโดดเด่นยิ่งขึ้นด้วยกระจังหน้าเอเอ็มจีก้านคู่ตกแต่งด้วยสีเงิน แบบด้าน ฝากระโปรงหน้าที่ปรับแต่งด้วยเส้นสายใหม่ให้สวยงามกว่าเดิม โครงสร้างบังคับ ทิศทางลมที่ยกตัวขึ้นจากฝากระโปรงหน้าที่ได้รับการออกแบบให้ช่วยควบคุมการไหลเวียนของลมที่ปะทะด้านหน้าของตัวรถให้ดียิ่งขึ้น สเกิร์ตข้างที่ดีไซน์ให้เข้ากับล้ออัลลอยน้ำหนักเบาจากเอเอ็มจี โดยช่องลมและองศาก้านล้อได้รับการปรับปรุงอย่างละเอียดในอุโมงค์ลมเพื่อให้การไหลเวียนของอากาศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการพัฒนาล้ออัลลอยนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาด้านอากาศพลศาสตร์ น้ำหนักรถและความร้อนที่ระบบเบรก ที่ส่งผลโดยตรงต่อสมรรถนะและอัตราการใช้พลังงาน ฝากระโปรงหลังยังมาพร้อมกับโครงสร้างบังคับทิศทางลมที่ดูสะดุดตา รวมถึงดิฟฟิวเซอร์สไตล์ใหม่ที่ช่วยพัฒนาการไหลเวียนของอากาศด้านหลังตัวรถ พร้อมท่อไอเสียดีไซน์ใหม่ แบบ Two round twin tailpipe look

นอกจากนี้ รถยนต์รุ่นนี้ยังมาพร้อมกับประตูแบบไร้ขอบ กรอบกระจกมองข้างสีดำแบบลอยตัว จากตัวถัง ขอบตกแต่งสีดำเงาบริเวณด้านข้างตัวรถและกรอบหน้าต่าง เส้นสายด้านข้างตัวรถที่ยาวลงไปถึงซุ้มล้อหลัง ตกแต่งรอบคันด้วย AMG Bodystyling (กันชนหน้า-หลังและสเกิร์ตข้าง) เทคโนโลยีไฟหน้าแบบ MULTIBEAM LED ที่มีคุณสมบัติพิเศษมากมายที่เหนือกว่าระบบไฟหน้า LED มาตรฐาน (ที่มีหลอดไฟ LED 19 หลอดต่อโคมไฟหน้า 1 โคม) เช่น ระบบไฟส่องสว่างขณะขับผ่านสี่แยกหรือวงเวียน ระบบไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเมือง และระบบไฟส่องสว่างสำหรับสภาวะอากาศเลวร้าย รวมถึงหลังคาพาโนรามิคซันรูฟเลื่อนเปิด-ปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้า

ดีไซน์ภายใน มาพร้อมชุดเบาะที่นั่ง AMG Sport Seat ด้วยวัสดุหุ้มหนังแท้กับคุณสมบัติ การอุ่นเบาะและระบบทำความเย็นที่ปรับได้ 3 ระดับ เสริมทั้งพนักพิงหลังและปีกทั้ง 2 ข้าง เพื่อปกป้องด้านข้างของผู้ขับขี่ขณะขับรถด้วยความเร็วสูงได้ดียิ่งขึ้น พนักพิงศีรษะที่ออกแบบเป็นพิเศษ เพื่อช่วยปลุกเร้าความสปอร์ตภายในห้องโดยสาร เพิ่มเติมความสะดวกสบายด้วยแผงหน้าปัดแบบดิจิทัลขนาด 12.3 นิ้ว ที่มีโหมดการแสดงผล 3 แบบในสไตล์เอเอ็มจี คือ Classic, Sport และ Progressive พร้อมระบบปฏิบัติการที่ใช้งานง่ายและมีความยืดหยุ่นสูงในการควบคุม เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถเลือกคำสั่งต่างๆ ได้สะดวกรวดเร็วและสอดคล้องกับสภาพการขับขี่ด้วยความเร็วสูง รวมถึงผู้ขับขี่ยังจะได้พบกับความสปอร์ต เร้าใจมากกว่าที่เคยด้วยพวงมาลัยรุ่นใหม่แบบ AMG Performance Steering Wheel หุ้มด้วยหนังชนิด Nappa leather ที่มีรูปทรงสปอร์ตท้ายตัดที่ออกแบบเป็นวงโค้งอย่างสมบูรณ์แบบ

สามารถใช้คำสั่งหรือก้านควบคุมต่างๆ ได้ง่ายยิ่งขึ้นคันเกียร์ที่คอพวงมาลัยชุบวัสดุโลหะและรองรับโหมดเกียร์ธรรมดา และ Touchpad 2 ข้างที่คอพวงมาลัยซึ่งเป็นอุปกรณ์ใหม่ที่เพิ่มเติมขึ้นมาในรุ่นนี้ โดยด้านซ้ายใช้ควบคุมแผงหน้าปัด และ Cruise Control ด้านขวาใช้ควบคุมระบบมัลติมีเดีย ระบบโทรศัพท์ ระบบสั่งการด้วยเสียง เป็นต้น นอกจากนี้ รถยนต์รุ่นนี้ยังมีระบบป้อนเข็มขัดนิรภัยอัตโนมัติ สำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารด้านหน้า หน้าจอมัลติมีเดียขนาด 10.25 นิ้ว ทำงานร่วมกับ MB Audio 20 พร้อม Touchpad และ Controller ระบบเสียงรอบทิศทาง Burmester® ตกแต่งภายในด้วย AMG matt Silver glass-fibre

นวัตกรรมและเทคโนโลยี Mercedes-AMG C 43 4MATIC Coupé มาพร้อมกับชุดคำสั่งเอเอ็มจี เพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อให้การขับขี่มีความสปอร์ตจนถึงขีดสุด ได้แก่

  • หน้าจออุณหภูมิของเหลว (Warm-up) ที่แสดงอุณหภูมิน้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์ และแรงดันในโหมด Boost
  • หน้าจอการตั้งค่า (Setup) แสดงข้อมูลของโหมดการขับขี่ที่ใช้งานอยู่ การตั้งค่าระบบ กันสะเทือน โหมดการปล่อยไอเสีย การตั้งค่าระบบ ESP® และเกียร์ที่ใช้อยู่
  • หน้าจอแรงจี (G-Force) แสดงแรงจีปัจจุบันที่กดลงมาที่ตัวรถ เมื่อผู้ขับขี่ใช้ความเร็วใดๆ และให้คำแนะนำในการขับขี่ให้เหมาะสม
  • หน้าจอจับเวลา (Race Timer) สำหรับการจับเวลาโดยตัวผู้ขับขี่เอง ซึ่งสามารถจับเวลาต่อรอบพร้อมทั้งแสดงรอบที่ใช้เวลาน้อยและมากที่สุดได้พร้อมกัน รวมถึงระยะที่ขับขี่และความเร็วเฉลี่ย
  • หน้าจอข้อมูลเครื่องยนต์ (Engine data) แสดงแรงบิดและกำลังเครื่องยนต์แบบ กราฟแท่ง รวมถึงแรงดันในโหมด Boost

 

นอกจากนี้ เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี ยังติดตั้งหน้าจอดิจิทัลสำหรับแสดงความเร็วและเกียร์ปัจจุบัน เมื่อเปิดการใช้งานโหมดเกียร์ธรรมดา โดยสัญลักษณ์ตัว M สีเหลืองจะปรากฏขึ้นมาที่หน้าจอ

รถยนต์รุ่นนี้ยังมาพร้อมกับระบบ AMG DYNAMIC SELECT ที่มีให้เลือก 5 โหมด คือ Comfort, Sport, Sport Plus, Individual และโหมดการขับขี่ใหม่ คือ Slippery เพื่อช่วยกระจายกำลังให้เป็นไปอย่างสม่ำเสมอและเหมาะสมกับสภาพถนนที่เปียกเพราะฝนหรือหิมะ

รุ่นเครื่องยนต์ปริมาตร

กระบอกสูบ (ซีซี)

แรงม้าสูงสุด
 (แรงม้า/รอบต่อนาที)
แรงบิดสูงสุด

(นิวตันเมตรที่ความเร็วรอบต่อนาที)

อัตราเร่ง 0-100

กม./ชม.
(วินาที)

ความเร็วสูงสุด (กม. / ชม.)
Mercedes-AMG C 43 4MATIC Coupéเบนซิน แบบ V62,996390 / 6,100520 / 2,500-5,0004.7250
  • Mercedes-AMG C 43 4MATIC Coupé ราคา    4,220,000 บาท

 

ข้อมูลผลิตภัณฑ์ Mercedes-AMG E 63 S 4MATIC+

Mercedes-AMG ได้สร้างนิยามใหม่ของคำว่าซีดานสมรรถนะสูง ด้วยการนำสุดยอดซีดานอัจฉริยะมาปรับโฉมพร้อมเพิ่มเติมความแรง เพื่อให้เป็นที่สุดของรถยนต์สมรรถนะสูงในตระกูล E-Class โดยใช้ชื่อว่า Mercedes-AMG E 63 S 4MATIC+ ซึ่งเมอร์เซเดส-เอเอ็มจี ยังได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับรถยนต์ในเซ็กเมนต์นี้ ผ่านการนำเสนอเทคโนโลยีล่าสุดเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของรถยนต์ขึ้นไปอีกขั้น พร้อมการมอบความเร็วที่เหนือกว่า ด้วยเครื่องยนต์เบนซินแบบ V8 เทอร์โบคู่ แรงม้าสูงสุด 612 แรงม้า อัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ที่ 3.4 วินาที ซึ่งทำให้เครื่องยนต์มีประสิทธิภาพมากที่สุดเท่าที่เคยติดตั้งไว้ใน E-Class

ในขณะเดียวกัน ทางแบรนด์ยังได้มีการพัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของเทคโนโลยีช่วยลดการทำงานที่สูญเปล่าของเครื่องยนต์และเพิ่มอายุการทำงานของลูกสูบ หรือ CDS (Cylinder Deactivation System) ให้เป็นมาตรฐาน รวมถึงเพิ่ม AMG SPEEDSHIFT MCT (มัลติคลัทช์เทคโนโลยี) และระบบเกียร์ความเร็ว 9 สปีดพร้อมกับคลัทช์เปียก (wet start-off clutch) เป็นครั้งแรกเพื่อช่วยให้สามารถตอบสนองได้อย่างคล่องตัวขึ้น

ดีไซน์ภายใน ตกแต่งด้วยเบาะแบบ AMG Performance Seat ที่ให้ความสปอร์ตเร้าใจตลอด การขับขี่ มาพร้อมกับชุดหน้าจอความละเอียดสูง COMAND® ขนาด 12.3 นิ้ว ที่สามารถเลือกหน้าจอได้ 3 แบบตามชอบคือ Classic, Sport และ Progressive นอกจากนี้ยังสามารถเพิ่มสุนทรียภาพของการเดินทางด้วยระบบไฟในห้องโดยสารที่ปรับสีได้ถึง 64 สี และระบบเสียงรอบทิศทาง Burmester® high-end 3D surround sound system

ด้านความปลอดภัยและเทคโนโลยี ที่มีมาอย่างมากมายเพื่อช่วยให้การขับขี่สะดวกสบายขึ้น อาทิ ระบบ AMG DYNAMIC SELECT, ระบบ PRE-SAFE®, ระบบช่วยรักษาระยะห่างจากรถคันหน้า (Distance Pilot DISTRONIC), ฟังก์ชั่นเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือ Apple CarPlay™, ระบบแสดงผลข้อมูลการขับขี่บนกระจกบังลมหน้า (Head-up display) และระบบสำหรับเชื่อมต่อโทรศัพท์เคลื่อนที่ Bluetooth

รุ่นเครื่องยนต์ปริมาตร

กระบอกสูบ (ซีซี)

แรงม้าสูงสุด
 (แรงม้า/รอบต่อนาที)
แรงบิดสูงสุด

(นิวตันเมตรที่ความเร็วรอบต่อนาที)

อัตราเร่ง 0-100

กม./ชม.
(วินาที)

ความเร็วสูงสุด (กม. / ชม.)
Mercedes-AMG E 63 S 4MATIC+เบนซิน แบบ V8

เทอร์โบคู่

3,982612 /                   5,750-6,500850 /              2,500-4,5003.4250
  • Mercedes-AMG E 63 S 4MATIC+   ราคา 12,790,000 บาท

 

ข้อมูลผลิตภัณฑ์ Mercedes-Benz C 200 Coupé AMG Dynamic รุ่นประกอบในประเทศไทย

รถยนต์รุ่นนี้ได้ถูกพัฒนาให้สาวกดาวสามแฉกทุกท่านได้พบกับความสปอร์ตและการขับขี่ที่เพลิดเพลินมากยิ่งขึ้น ด้วยการดีไซน์แผงหน้าปัดแบบดิจิทัลและระบบกันสะเทือน DYNAMIC BODY CONTROL เครื่องยนต์ 4 สูบ ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยี EQ boost เป็นต้น

ดีไซน์ภายนอก มาพร้อมกับดีไซน์ด้านหน้าและท้ายรถใหม่ให้มีความโฉบเฉี่ยวมากยิ่งขึ้น ล้ออัลลอยน้ำหนักเบา เทคโนโลยีไฟหน้าแบบ MULTIBEAM LED พร้อมระบบไฟสูงแบบ ULTRA RANGE Highbeam และระบบกันสะเทือนแบบ AMG Sports Suspension Based on  AIR BODY CONTROL

ดีไซน์ภายใน เพิ่มความหรูหราและสะดวกสบายด้วยเบาะนั่งแบบสปอร์ต แผงหน้าปัดแบบดิจิทัลขนาด 12.3 นิ้ว หน้าจอมัลติมีเดียขนาด 10.25 นิ้ว พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นดีไซน์ใหม่ โทนสีของไฟภายในห้องโดยสาร Premium Ambient Light ที่เลือกได้ถึง 64 สี ระบบปรับอากาศ ระบบเครื่องเสียงรอบทิศทาง Burmester® surround sound system และหลังคาแก้วแบบ panoramic sliding sunroof

ระบบช่วยเหลือการขับขี่และระบบความปลอดภัย มาพร้อมระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่มากมายเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน อาทิ ระบบ ATTENTION ASSIST พร้อมถุงลมนิรภัย 7 ลูก 9 ตำแหน่ง

รุ่นเครื่องยนต์ปริมาตร

กระบอกสูบ (ซีซี)

แรงม้าสูงสุด
 (แรงม้า/รอบต่อนาที)
แรงบิดสูงสุด

(นิวตันเมตรที่ความเร็วรอบต่อนาที)

อัตราเร่ง 0-100

กม./ชม.
(วินาที)

ความเร็วสูงสุด (กม. / ชม.)
Mercedes-Bnenz C 200 Coupé AMG Dynamicเบนซิน 4 สูบ พร้อมเทอร์โบและอินเตอร์คูลเลอร์1,497184 / 5,800 – 6,100280 /
3,000 – 4,000
7.9239

ยามาฮ่าเปิดตัว New YZF-R3 พร้อมกันทั่วโลกอย่างยิ่งใหญ่

0

ยามาฮ่าเปิดตัว New YZF-R3 พร้อมกันทั่วโลกอย่างยิ่งใหญ่

นางสาวจินตนา อุดมทรัพย์ รองประธานกรรมการบริหาร พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูง บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ถ่ายภาพร่วมกันในพิธีเปิด GLOBAL LAUNCHING NEW YZF-R3 ภายใต้สโลแกน Ride the “R” Anytime ของตระกูล R-SERIES ผู้นำจิตวิญญาณความแรงที่ได้รับความนิยมทั่วโลก โดยการเปิดตัวในครั้งนี้มีขึ้นพร้อมกันทั่วโลกอย่างยิ่งใหญ่ผ่านการ Live Streaming ส่งตรงจากประเทศอินโดนีเซีย โดยมีนักแข่งชื่อดังมาร่วมทำการเปิดตัวในครั้งนี้ด้วย สำหรับการเปิดตัวในประเทศไทย ครั้งนี้มีขึ้น ณ AUDITORIUM สถาบันฝึกอบรมขับขี่รถจักรยานยนต์ยามาฮ่า (YRA) เมื่อเร็วๆ นี้

 

 

 

 

 

ทดสอบ ฟอร์ด มัสแตง สัมผัสแรกในสนามแข่งพร้อมเปิดตัวอย่างเป็นทางการในไทย (ภาพ+คลิปวีดีโอ)

0
ทดสอบ ฟอร์ด มัสแตง

ฟอร์ด มัสแตง มัสเซิลคาร์ในตำนานกว่า 50 ปี พร้อมโชว์ตัวและจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทยด้วยกันถึง 2 รุ่น ทั้งรุ่น 5.0L V8 GT และ รุ่น 2.3L EcoBoost การมาในครั้งนี้ “Autoworldthailand” ได้จัดรายละเอียดและบททดสอบเพื่อให้ทุกท่านได้รับชม

ทดสอบ ฟอร์ด มัสแตง 01

ฟอร์ด มัสแตง เปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรกในประเทศไทย โดย ฟอร์ด ประเทศไทย ได้นำเข้ามาจำหน่ายถึงสองรุ่น ทั้ง รุ่น 5.0L V8 GT Coupe Performance Pack และ รุ่น 2.3L EcoBoost Coupe Performance Pack ตามแบบฉบับของรถ Fast Back ที่มีดีไซน์ปราดเปรียว เครื่องยนต์ทรงพลังและระบบกันสะเทือนที่เหนือชั้น โดยได้รับการติดตั้งเทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อช่วยในการขับขี่ รวมถึงออปชั่นเสริมความดุให้กับม้าป่าโมเดล 2018 มากมาย ก่อนที่จะเข้าถึงรีวิวและบททดสอบ มาดูประวัติคร่าวๆของมัสเซิล คาร์ คันนี้กันก่อนดีกว่าครับ

รู้หรือไม่ว่า “มัสแตง” มีที่มาจากเครื่องบินรบ???

หลายคนที่ติดตามข่าวสารหรือแฟนพันธุ์แท้รุ่นลายครามได้ให้สมญานามของ ฟอร์ด มัสแตง ว่า “ม้าป่า” ตามโลโก้บริเวณหน้ากระจัง ซึ่งก็เป็นหนึ่งเหตุผลที่เหมาะสม แต่แท้จริงแล้วที่มาของ ฟอร์ด มัสแตง มาจากเครื่องบินรบรุ่น P-51 Mustang ซึ่งเป็นเครื่องบินขับไล่และทิ้งระเบิดพิสัยไกลหนึ่งที่นั่งสัญชาติอเมริกาที่ใช้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 สงครามเกาหลี และสงครามอื่นๆ โดยได้รับการโจษจันด้านแสนยานุภาพในการทำลายเครื่องบินฝั่งตรงข้ามได้อย่างมากมาย

ทดสอบ ฟอร์ด มัสแตง 02

ความเป็นมากว่า 50 ปี ของ ฟอร์ด มัสแตง

ข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้นี้เป็นต้นทางของการผลิต ฟอร์ด มัสแตง โมเดลแรก ซึ่งเริ่มต้นขึ้นในปี 1962 จากรถต้นแบบรุ่น T-5 project เรียกกันว่า Ford Mustang I ก่อนจะเป็นโปรดักส์ชั่นคาร์ในอีกสองปีถัดมา โดยใช้เครื่องยนต์ 6 สูบแถวเรียงขนาด 2.8 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 101 แรงม้า พร้อมเกียร์ธรรมดา 3 สปีด

ทดสอบ ฟอร์ด มัสแตง 03

จากนั้นเจนเนอเรชั่นที่ 2 ก็ตามมาในปี 1973 และในปี 1975 ได้มีการติดตั้งเครื่องยนต์บิ๊กบล๊อคขนาด 5.0 ลิตร V8 เพื่อเป็นทางเลือกให้นักขับเท้าหนัก พร้อมเผยโฉมรุ่น King Cobra ในปี 1978 ที่มากับเครื่องยนต์ขนาด 2.3, 2.8 และ 5.0 ลิตร สำหรับรูปทรงในโฉมนี้ มีให้เลือกทั้งแบบ Coupe และ Hatchback

ทดสอบ ฟอร์ด มัสแตง 04

ในปี 1979 เกิดการเปลี่ยนแปลงในเจนเนอเรชั่นที่ 3 ขึ้นอีกครั้ง กับการเพิ่มเติมเบาะนั่งจาก 2 เป็น 4 ที่นั่ง มีตัวถังให้เลือกทั้งแบบ Coupe, Hatchback และ Convertible ซึ่งในปี 1982 ถือเป็นการแจ้งเกิดอย่างเป็นทางการของรุ่น GT มาแทนที่ Cobra และกลับมาใช้เครื่องยนต์ขนาด 5.0 ลิตรอีกครั้ง

ทดสอบ ฟอร์ด มัสแตง 05

ต่อมาในปี 1994 ฟอร์ด มัสแตง เจนเนอเรชั่นที่ 4 ได้ถือกำเนิดขึ้นพร้อมลดขนาดเครื่องยนต์บิ๊กบลอค แบบ 8 สูบ จากขนาด 5.0 ลิตร ให้เหลือเพียง 4.6 ลิตร แต่มีกำลังสูงถึง 215 แรงม้า และพัฒนาต่อในปี 1998 ให้มีแรงม้าสูงถึง 225 แรงม้า และขยับขึ้นเป็น 260 แรงม้าในปี 1999

ทดสอบ ฟอร์ด มัสแตง 06

มาถึงเจนเนอเรชั่นที่ 5 ด้วยการเผยโฉมในปี 2005 ฟอร์ด มัสแตงได้กลับไปใช้ตัวถังแบบ Fast Back และโมดิฟายเครื่องยนต์ขนาด 4.6 ลิตร V8 ให้มีกำลังสูงถึง 300 แรงม้า ส่วนรุ่น GT กลับมาใช้เครื่องยนต์ 5.0 ลิตรอีกครั้ง โดยมากับพละกำลัง 412 แรงม้า พร้อมเผยโฉมรุ่นใหญ่อย่าง Shelby GT500 ที่ใช้เครื่องยนต์ 5.4 ลิตร supercharged V8 ให้กำลังสูงถึง 550 แรงม้า

ทดสอบ ฟอร์ด มัสแตง 07

สำหรับเจนเนอเรชั่นที่ 6 หรือโฉมปัจจุบัน ฟอร์ดได้ทำการเปิดตัวครั้งแรกไปเมื่อปี 2013 มากับเสปคเครื่องยนต์ที่มีให้เลือกถึง 3 แบบได้แก่ขนาด 2.3 ลิตร EcoBoost 4 สูบให้กำลัง 310 แรงม้า ขนาด 3.7 ลิตร V6 ให้กำลัง300 แรงม้า และ 5.0 ลิตร V8 435 แรงม้า

ทดสอบ ฟอร์ด มัสแตง 08

ความเป็นมากว่า 50 ปีของมัสเซิล คาร์ จากค่ายรถอเมริกันรุ่นนี้ต้องบอกว่าไม่ธรรมดา ทั้งยังมีลูกค้าทั่วโลกที่สนใจและครอบครอง ฟอร์ด มัสแตง ทุกเจนเนอเรชั่นสูงถึง 10 ล้านคัน นับเป็นตัวเลขที่บ่งบอกถึงดีกรีความแรงและยังเป็นกระแสที่ทั่วโลกต่างให้การยอมรับ

ทดสอบ ฟอร์ด มัสแตง 44

ถึงเวลาที่แฟนๆชาวไทยจะได้จับจองเป็นเจ้าของกับ ฟอร์ด มัสแตง ม้าป่าอเมริกันสายพันธุ์แรงในรุ่นปี 2018 ซึ่ง ฟอร์ด ประเทศไทย ได้นำเข้ามาจำหน่าย โดยมีการปรับปรุงรูปโฉมให้มีความทันสมัยและเติมเต็มเทคโนโลยีอัจฉริยะมากมาย มาดูกันว่า ฟอร์ด มัสแตง โมเดล 2018 ทั้งรุ่น 5.0L V8 GT และ 2.3L EcoBoost มีอะไรที่โดนใจกลุ่มเป้าหมายในเมืองไทย

ทดสอบ ฟอร์ด มัสแตง 09

ว่ากันด้วยเรื่องของรูปลักษณ์ภายนอก ยังคงเป็นไปในรูปแบบของรถ Fast Back ที่ปราดเปรียวและโฉบเฉี่ยว คงเอกลักษณ์ซึ่งเป็นที่จดจำตลอด 50 ปีที่ผ่านมาไว้อย่างครบถ้วน วิศวกรของฟอร์ดยังปรับลดความสูงของช่วงหน้าและเพิ่มขนาดของสปลิตเตอร์หรือลิ้นหน้าเพื่อเพิ่มแรงกดอากาศ แผงกันชนด้านหลังล้อหน้ายังช่วยให้อากาศไหลผ่านใต้ตัวรถได้ดียิ่งขึ้นและช่วยลดแรงต้านได้มากถึง 3 เปอร์เซ็นต์

ทดสอบ ฟอร์ด มัสแตง 10

ในขณะที่ไฟหน้าเดย์ไลท์ ไฟเลี้ยวและไฟท้าย 3 แถวอันเป็นเอกลักษณ์ จะมาพร้อมเทคโนโลยีไฟ LED กรอบไฟหน้าได้รับการออกแบบใหม่เพื่อสอดรับกับทรงสี่เหลี่ยมคางหมูของหน้ากระจังชิ้นบน

ทดสอบ ฟอร์ด มัสแตง 11

กันชนหลังและดิฟฟิวเซอร์แบบใหม่ช่วยเพิ่มความโฉบเฉี่ยวให้กับด้านท้ายของฟอร์ด มัสแตง ในขณะที่ท่อไอเสีย 4 ท่อพร้อมรองรับความแรงของเครื่องยนต์ V8 ขนาด 5.0 ลิตร และมีสปอยเลอร์เป็นมาตรฐานในรุ่น GT

ทดสอบ ฟอร์ด มัสแตง 12

ฟอร์ด มัสแตง ทั้ง 2 รุ่นมาพร้อมชุดแต่ง Performance Pack ที่ให้เฟืองท้ายแบบ Limited-Slip ส่งผลให้การขับขี่ในโค้งทำได้สนุกสนาน และเสริมความดุด้วยล้ออัลลอยสีดำขนาด 19 นิ้ว

ทดสอบ ฟอร์ด มัสแตง 13

สำหรับรุ่น 5.0L V8 GT จะได้รับการติดตั้งระบบเบรค Brembo ด้านหน้าเป็นแบบ 6 พอต ส่วนด้านหลังเป็นแบบ 1 พอต ส่วนในรุ่น 2.3 EcoBoost นั้นใช้ระบบเบรกหน้าแบบ 4 พอต ส่วนด้านหลังเป็นแบบ 1 พอต เช่นเดียวกัน

ทดสอบ ฟอร์ด มัสแตง 14

ฟอร์ด มัสแตง ที่จำหน่ายในประเทศไทย มีให้เลือกทั้งหมด 4 สี คือ สีส้ม ออเรนจ์ ฟิวรี่ เมทัลลิค ไตร-โค้ท (Orange Fury Metallic Tri-Coat) สีดำชาโดว์ แบล็ค เมทัลลิค (Shadow Black Metallic) สีแดง เรซ เรด (Race Red) และ สีเทา แมคเนติค เมทัลลิค (Magnetic Metallic)

ทดสอบ ฟอร์ด มัสแตง 15

ภายในห้องโดยสารได้รับการออกแบบให้มีความหรูหราสะดวกสบายกว่าเดิม ด้วยวัสดุตกแต่งผิวสัมผัสนุ่มตลอดแนวประตู พร้อมมือจับประตูอลูมิเนียม

ทดสอบ ฟอร์ด มัสแตง 16

ทดสอบ ฟอร์ด มัสแตง 17

เมื่อปลดล็อคประตู ปุ่มสตาร์ทรถจะกระพริบไฟสีแดงทันทีจนกว่าจะสตาร์ทรถ โดยจะกระพริบด้วยความเร็ว 30 ครั้งต่อนาที เท่ากับอัตราการเต้นของหัวใจของม้าป่า

ทดสอบ ฟอร์ด มัสแตง 18

เบาะนั่งของ ฟอร์ด มัสแตงเป็นแบบ 2+2 ที่นั่ง ซึ่งจะว่าไปแล้วเบาะนั่งด้านหลังอาจจะไม่จำเป็นที่จะต้องเอาไว้บรรทุกผู้โดยสาร เพราะรถสปอร์ตรูปแบบนี้ มีเพียงคนขับกับคนนั่งข้างแลดูจะเท่กว่าเยอะ

ทดสอบ ฟอร์ด มัสแตง 18

พวงมาลัยเป็นแบบ 3 ก้าน ตรงกลางมีโลโก้ม้าป่าขนาดใหญ่ มาพร้อมสวิทช์ควบคุมระบบต่างๆแบบมัลติฟังค์ชั่น รวมถึงติดตั้งระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์แบบแพดเดิลชิฟท์ และยังสามารถปรับน้ำหนักพวงมาลัยได้ด้วยระบบ Selectable Steering Mode

ทดสอบ ฟอร์ด มัสแตง 20

แผงหน้าปัดแสดงผลเป็นแบบดิจิตอล LCD ขนาด 12 นิ้ว แสดงภาพกราฟฟิกของข้อมูลทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับตัวรถทั้งมาตรวัดความเร็ว รอบเครื่องยนต์ โดยสามารถปรับเซ็ทการแสดงผลได้ตามความชอบด้วยฟังค์ชั่น My Color

ทดสอบ ฟอร์ด มัสแตง 21

ทั้งยังมีการแสดงผลของระบบ TRACK APPS ซึ่งจะช่วยประมวลผลสมรรถนะของรถ และการขับขี่ เช่นการจับเวลา 0-100 กม./ชม., จับเวลารอบสนามแข่งโดยใช้ GPS, ระบบช่วยเบิร์นยาง Electronic Line Lock และมาตรวัดแรง G

ทดสอบ ฟอร์ด มัสแตง 22

เพิ่มเติมในส่วนของตัวช่วยเบริ์นยางหรือ Electronic Line Lock อีกสักนิด ระบบนี้ได้รับการติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ผู้ขับขี่ไม่จำเป็นต้องเหยียบคันเร่งและเบรกไปพร้อมกัน ระบบจะทำการล๊อคเบรกหน้าอัตโนมัติพร้อมปล่อยให้ล้อหลังหมุนฟรีโดยใช้เวลาประมาณ 15 วินาที เพื่อเป็นการเปิดหน้ายางและสร้างอุณหภูมิภายในยางให้พร้อมทำการแข่งขัน ทั้งนี้ยังเป็นครั้งแรกที่ผู้ขับขี่จะเห็นแอนนิเมชั่นแบบวิดีโอเกมส์ที่จะปรากฏบนหน้าจอเมื่อสั่งการให้ระบบทำงาน

ทดสอบ ฟอร์ด มัสแตง 23

นอกจากนี้แผงหน้าปัดยังรวมไปถึงการแสดงผลของระบบ Driving Modes ซึ่งเป็นการกำหนดรูปแบบการขับขี่ ประกอบด้วย

Normal Mode
เพิ่มความสมดุลระหว่างความสะดวกสบายและการตอบสนองที่รวดเร็ว

ทดสอบ ฟอร์ด มัสแตง 24

Snow/Wet
ฟังค์ชั่นนี้จะช่วยให้การควบคุมรถทำได้ง่ายยิ่งขึ้นเมื่อเจอสภาพพื้นผิวที่เปียกหรือแฉะ ระบบจะสั่งการให้คันเร่งตอบสนองช้าลงเพื่อป้องกันล้อหมุนฟรี

ทดสอบ ฟอร์ด มัสแตง 26

Sport +
ระบบจะช่วยให้การตอบสนองของคันเร่งและระบบบังคับเลี้ยวให้ไวขึ้นรวมถึงเปลี่ยนเกียร์ในรอบเครื่องยนต์ที่สูงขึ้น

ทดสอบ ฟอร์ด มัสแตง 27

Track
ออกแบบเพื่อให้ขับขี่ในสนามแข่ง รถจะตอบสนองผู้ขับได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ สเถียรภาพการทรงตัว หรือ Traction Control จะถูกปิดการทำงาน รวมถึงคันเร่งจะตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว

ทดสอบ ฟอร์ด มัสแตง 28

Drag Strip
ออกแบบเพื่อใช้ขับแข่งทางตรงหรือในรูปแบบของควอเตอร์ไมล์ การออกตัวจะทำได้เร็วกว่าปกติพร้อมลดช่วงเวลาของการเปลี่ยนเกียร์ แรงบิดของเครื่องยนต์จะปล่อยออกมาแบบต่อเนื่องและเพิ่มการยึดเกาะถนนให้ดียิ่งขึ้นขณะออกตัว

ทดสอบ ฟอร์ด มัสแตง 29

อีกหนึ่งระบบที่เป็นจุดเด่นของ ฟอร์ด มัสแตง คือเทคโนโลยีปรับระดับเสียงของชุดท่อไอเสีย Active Valve Exhaust System ซึ่งได้รับการติดตั้งในรุ่น 5.0 V8 GT เลือกใช้งานได้ถึง 4 โหมด ได้แก่ Quiet,Normal,Sport และดุดันแบบรถแข่งในสนามด้วยโหมด Track ความโดดเด่นของระบบนี้อยู่ที่โหมด Quiet ที่สามารถตั้งเวลาความเงียบในขณะที่สตาร์ทรถตอนเช้า แต่ถ้ามองต่างมุม ระบบนี้จะช่วยให้พ่อบ้านหนีเที่ยวตอนกลางคืนได้อย่างสบายอุรา

ทดสอบ ฟอร์ด มัสแตง 31

ฟอร์ด มัสแตง 2018 มาพร้อมระบบสื่อสารและความบันเทิงภายใน SYNC 3 สามารถเชื่อมต่อและควบคุมสมาร์ทโฟน ระบบเสียง ระบบนำทางและระบบปรับอากาศด้วยคำสั่งเสียงและการสัมผัสบนหน้าจอทัชสกรีนกลางขนาด 8 นิ้ว โดยระบบ SYNC 3 รองรับทั้ง Apple CarPlay และ Android Auto

ทดสอบ ฟอร์ด มัสแตง 31

รถเท่ก็ต้องคู่กับเครื่องเสียงไพเราะ ฟอร์ด มัสแตง ได้รับการติดตั้งพลังเสียงแบรนด์ Shaker Pro Audio System ขนาด 390 วัตต์ พร้อมลำโพง 12 ตำแหน่ง และยังมีซับวูฟเฟอร์และแอมพลิฟายเออร์เสร็จสรรพ

ทดสอบ ฟอร์ด มัสแตง 32

ด้านขุมกำลังเริ่มจากรุ่น 2.3 L EcoBoost ใช้เครื่องยนต์แบบ 4 สูบติดตั้งเทอร์โบ Twin-Scrolls ที่มีแรงเฉื่อยต่ำ พร้อมหัวฉีดแบบ Direc Injection และ ระบบวาล์วแปรผัน ขนาดความจุ 2.3 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 300 แรงม้าที่ 5,400 รอบ และแรงบิดสูงสุดที่ 440 นิวตันเมตร ประหยัดน้ำมันได้ถึง 10.8 กิโลเมตร/ลิตร

ทดสอบ ฟอร์ด มัสแตง 33

ในรุ่นใหญ่ 5.0 L V8 GT ใช้เครื่องยนต์ V8 ขนาด 5.0 ลิตร พัฒนาเพื่อมอบพลังที่มากกว่าและรอบเครื่องที่ตำแหน่ง red line สูงกว่าที่เคยมีมา ด้วยระบบหัวฉีดสองระบบ (Dual-Fuel) ผสานระบบไดเร็คอินเจคชั่นแรงดันสูง (High-Pressure Direct Injection) และระบบฉีดเชื้อเพลิงที่ท่อแบบแรงดันต่ำ (Low-Pressure Port Fuel Injection) ให้กำลังสูงสุดถึง 460 แรงม้าที่ 7,000 รอบ พร้อมแรงบิดสูงสุดที่ 556 นิวตันเมตร ที่ 4,400 รอบ มีอัตราบริโภคเชื้อเพลิงเคลมจากโรงงานอยู่ที่ 7.8 กิโลเมตร/ลิตร ทำอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ภายในเวลาเพียง 4.3 วินาที โดยที่เครื่องยนต์ทั้ง 2 ขนาดจะรองรับเชื้อเพลิงแก๊สโซฮอลล์ 95 เท่านั้น

ทดสอบ ฟอร์ด มัสแตง 33

ฟอร์ด มัสแตง ทั้ง 2 รุ่นส่งกำลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ซึ่งมากับจุดเด่นด้านความอัจฉริยะในเรื่องของอัตราทดที่สมองกลควบคุมให้เหมาะสมกับการใช้งาน ทำให้การเปลี่ยนอัตราทดเป็นไปในแบบก้าวกระโดด(1,3,5) เมื่อกดคันเร่งอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้มีการออกตัวที่ดีและตอบสนองไวโดยไม่ต้องรอรอบ ขณะเดียวกัน ในจังหวะคิกดาวน์จะมีการปรับลดแบบก้าวกระโดดเช่นกัน (10,8,6) ทำให้เครื่องยนต์มอบพลังและแรงบิดสูงสุดแม้ในตอนเปลี่ยนเกียร์ หรือจะเลือกขับสนุกในโหมดเกียร์ธรรมดาโดยใช้ระบบแพดเดิ้ลชิฟท์บริเวณหลังพวงมาลัย

ทดสอบ ฟอร์ด มัสแตง 34

วิศวกรของฟอร์ดได้ทำการพัฒนาสมรรถนะการขับขี่ของ ฟอร์ด มัสแตง ไปอีกขั้นเพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยระบบช่วงล่างนั้นยังคงเป็นแบบอิสระแมคเฟอร์สันสตรัทพร้อมเหล็กกันโคลง แต่เปลี่ยนจากปีกนกมาใช้ลูกหมากเป็นจุดยึด เพื่อป้องกันการดิ้นของช่วงล่างด้านหน้าในขณะที่เข้าโค้งด้วยความเร็วสูง ส่วนด้านหลังเป็นแบบอินทิทัลลิงค์พร้อมคอยล์สปริงและเหล็กกันโคลงที่ให้ความอิสระมากกว่าเดิม อีกทั้งยังติดตั้งเฟืองท้ายแบบ Limited Slip ที่ช่วยส่งเสริมให้รถมีการยึดเกาะ

ทดสอบ ฟอร์ด มัสแตง 35

มาถึงเทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อความปลอดภัยและสะดวกสบาย แน่นอนว่าฟอร์ดเป็นค่ายรถอันดับต้นๆที่พัฒนาระบบความปลอดภัยมาอย่างต่อเนื่อง พออยู่ใน มัสเคิล คาร์ระดับตำนาน ก็ไม่ลืมที่จะติดตั้งเทคโนโลยีเหล่านั้นเริ่มจาก ระบบเตือนการชน (Pre-Collision Assist) ที่ผสานระบบช่วยเบรกฉุกเฉิน อัตโนมัติพร้อมระบบตรวจจับคนเดินถนน (AEB) และระบบตรวจจับยานพาหนะ (Vehicle Detection) ซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อลดความรุนแรง รวมถึงติดตั้งถุงลมนิรภัยถึง 8 จุด ซึ่งเพิ่มเติมมาในบริเวณลิ้นชักของผู้โดยสารตอนหน้าเพื่อปกป้องหัวเข่าให้เกิดความรุนแรงน้อยที่สุด รวมถึงระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติ (Adaptive Cruise Control) และระบบแจ้งเตือนระยะห่าง (Distance Alert)  นอกจากนี้ ยังอัดแน่นด้วยเทคโนโลยีช่วยในการขับขี่อีกมากมาย เช่น ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง และแจ้งเตือนเมื่อออกนอกช่องทาง ซึ่งทำการเตือนเมื่อรถเบี่ยงออกนอกเส้นทางโดยไม่ตั้งใจ และช่วยหักพวงมาลัยเล็กน้อยเพื่อนำรถกลับเข้าสู่ช่องทาง (Lane Keeping System)

อีกหนึ่งกิจกรรมในวันเปิดตัวอย่างเป็นทางการนั่นคือการทดลองขับบนสนามแข่งพีระอินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ซึ่งผู้เข้าร่วมงานจะได้ลองม้าป่าในตำนานทั้ง 2 รุ่น มาเข้าเรื่องกันอย่างจริงจังว่าเทคโนโลยีต่างๆที่กล่าวไว้ในข้างต้น จะเป็นตัวช่วยการขับขี่ได้อย่างไร

รูปแบบการขับขี่ที่ทีมผู้จัดงานได้จำลองสถานการณ์ต่างๆมาไว้ในสนามแข่งประกอบด้วย 4 สถานีหลักได้แก่

-สถานี Acceleration Test-ทดสอบอัตราเร่ง 0-100 กม.
-สถานี Slalom-ทดสอบสมรรถนะการควบคุมรถ
-สถานี Handling-การยึดเกาะถนนของระบบช่วงล่าง
-สถานี Lane Change-การควบคุมรถแบบกะทันหัน

รุ่นแรกที่ทำการทดสอบเป็น ฟอร์ด มัสแตง 2.3 EcoBoost หลังจากอินสตรัคเตอร์อธิบายการใช้งานระบบต่างๆ พร้อมพาไปดูรอบเส้นทางเสร็จสรรพ สถานีแรกเป็นการทดลองอัตราเร่งรูปแบบเส้นทางตรง โหมดการขับขี่ที่ใช้เป็นรูปแบบของ Drag Stip แม้ว่าจะเป็นรุ่นเล็กตามขนาดเครื่องยนต์ 2.3 ลิตร แต่พละกำลังที่มีมาถึง 300 แรงม้านั้นก็ทำให้รู้สึกถึงอาการที่รถพุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว การเปลี่ยนเกียร์ทำได้ในเวลาที่สั้น ระยะทางโดยประมาณ 300 ม. ตำแหน่งเกียร์แสดงที่มาตรวัดอยู่ที่เกียร์ 5 ก่อนที่จะถึงระยะเบรก นอกจากนี้สิ่งที่สัมผัสได้นั่นคือการยึดเกาะขณะกระแทกคันเร่งในช่วงออกตัว ซึ่งถือเป็นการควบคุมที่เป็นผลลัพธ์ของระบบ Drag Stip นั่นเอง

ทดสอบ ฟอร์ด มัสแตง 36

ผ่านสถานีแรกปรับโหมดการขับขี่มาอยู่ในรูปแบบของ Track Mode และจึงมาต่อกันที่สถานี Slalom กติกาของการใช้สถานีนี้คือความเร็ว 60 กม./ชม. แต่ผมเชื่อมั่นว่าสมรรถนะของเจ้าม้าป่าถ้าใช้ความเร็วเกินน่าจะเอาอยู่ ลองรั้นอินสตรัคเตอร์ไปที่ความเร็ว 70 กม./ชม. ก็จริงอย่างที่คิดครับ ควบคุมรถได้สบายๆ ทั้งที่โหมดนี้ ระบบควบคุมสเถียรภาพของรถหรือ Tracktion Control จะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการช่วยประคับประคองรถเลยก็ตาม

ทดสอบ ฟอร์ด มัสแตง 36

มาถึงสถานี Handling ถือเป็นการลองของกับโค้งรูปตัวเอส ซึ่งตอนที่อินสตรัคเตอร์ขับให้ชมก่อนได้ขับจริงนั้นอาจจะมีอาการเสียวเล็กน้อยคล้ายกับรถจะหลุดการควบคุม แต่พอได้ขับเอง ผมว่าสมรรถนะของระบบช่วงล่างยังเหลือๆ ความเร็วที่ใช้ประมาณ 70 กม./ชม. ยังสามารถผ่านโค้งรูปตัวเอสไปได้อย่างสบายๆ ในส่วนนี้น่าจะเป็นผลมาจากการพัฒนาช่วงล่างแบบแมคเฟอร์สันสตรัท ที่เปลี่ยนจุดยึดแบบปีกนกมาใช้แบบลูกหมาก ทำให้ล้อหน้าดิ้นได้น้อยกว่าแบบเดิม รวมถึง Limited Slip ในเฟืองท้ายที่ยังคอยช่วยปรับสมดุลระหว่างล้อคู่หลัง

มาที่สถานี Lane Change แน่นอนว่าผมเริ่มคุ้นเคยกับม้าป่า หลังจากที่ทำความรู้จักกันได้พักใหญ่ มาถึงตรงนี้เริ่มที่จะทำอะไรเหนือกฏเกณฑ์ที่ผู้จัดงานได้ตั้งไว้ ความเร็วที่ใช้เริ่มจะเกินขอบเขต เพราะผมมั่นใจว่า ”เอาอยู่” รูปแบบการทดสอบคือ “หักหลบ” อินสตรัคเตอร์คงจะเอียนกับผม เพราะหลังจากสถานีแรก ไม่ได้ทำตามที่เค้าบอกสักอย่าง ความเร็วที่ใช้เกือบ 80 กม./ชม. พอถึงจุดหักเลี้ยว ผมยกคันเร่งเล็กน้อยพร้อมควบคุมพวงมาลัยเพื่อพารถไปยังช่องทางที่บังคับไว้

ตอนแรกตั้งใจจะให้ท้ายรถออกนิดๆ เพื่อจะลองแก้อาการ แต่ก็ไม่เกิดผล เพราะรถไม่ยอมเสียอาการตามที่ตั้งใจ นอกจากระบบช่วงล่างที่ให้การยึดเกาะ เจอสเปคของยางที่ติดตั้งมากับรถถึงกับบางอ้อ ฟอร์ด มัสแตงรุ่น 2.3 EcoBoost นั้นติดตั้งล้อขอบ 19 นิ้ว แถมยังหุ้มยางขนาด 255/40 หน้ายางกว้างขนาดนี้ ถ้าจะให้รถออกอาการคงต้องใช้ความเร็วทะลุ 100 กม./ชม. ผมถึงกับอดสนุกเลยทีเดียว

ถึงเวลาของรุ่นใหญ่ พลังเยอะ ในรุ่น 5.0 V8 GT กับสถานีแรก พร้อมกับการขับขี่ในโหมด Drag Stip แน่นอนว่ามีความแตกต่างจากขุมพลังอย่างเห็นได้ชัด แรงม้า 460 ตัว และ แรงบิด 556 นิวตันเมตร จากเครื่องยนต์ 5.0 ลิตร V8 มาเต็มแบบ “หลังติดเบาะ” แต่ระบบเกียร์ก็จะคอยควบคุมความห้าวของม้าป่าเอาไว้ และตำแหน่งเกียร์ยังเปลี่ยนได้แค่ 3 เกียร์ คือ 1,3 และ 5 ก็ถึงปลายทางของสถานีแรก

ทดสอบ ฟอร์ด มัสแตง 42

สถานีต่อไปก็ยังคงรูปแบบเดิมนั่นคือการขับขี่แบบสลาลม แต่สิ่งที่แตกต่างไปจากเดิมนั่นคือพละกำลัง ขุมกำลังบิ๊กบล๊อคแบบนี้ เติมคันเร่งเมื่อไหร่รถก็พร้อมที่จะพุ่งไปข้างหน้าเสมอ พอถึงไพล่อนแรก ลองเข้าที่ความเร็วสัก 80 กม./ชม. ถ้าท้ายออกเมื่อไหร่คือยกคันเร่ง พอใช้ความเร็วนี้ต้องบอกว่าค่อนข้างอันตรายเพราะรถพุ่งเข้าหาไพล่อนเร็วขึ้น แต่ช่องทางของการหักหลบเท่าเดิม ความไวในการหักหลบต้องสัมพันธ์กันตลอด เอาเป็นว่ารอดมาแบบฟลุ๊คๆ แต่ก็ต้องแก้อาการบ้างบางจังหวะ ณ จุดนี้ขอยกความดีความให้ระบบช่วงล่างและพวงมาลัยที่บังคับควบคุมได้อย่างแม่นยำ

ทดสอบ ฟอร์ด มัสแตง 37

มาถึงการทดสอบในโค้งรูปตัวเอส โหมดการขับขี่ถูกปรับให้เป็น Track Mode อีกครั้ง ที่นี้ล่ะสนุก เพราะคันเร่งและพละกำลังเครื่องยนต์ต่างไปจากเดิม ผมลองใช้ความเร็วสัก 90 กม./ชม. โดยไม่หันไปมองหน้าอินสตรัคเตอร์ เพราะรู้ว่าถ้าสบตากัน คือผมต้องดรอปความเร็วให้มาเหลือแค่ 60 กม./ชม.ตามกติกา โค้งซ้ายแรกยังคมกริบแต่พอหักขวามีอาการท้ายออกเล็กน้อย มีเสียงอินสตรัคเตอร์ดังเตือนสติมาเบาๆ “ผมรู้ว่าพี่เอาอยู่และรถมันคอนโทรลง่าย แต่พี่เซฟให้หน่อยนะครับ” ผมได้แต่หันไปยิ้มตอบ เสมือนว่ารับทราบ

ทดสอบ ฟอร์ด มัสแตง 39

ช่วงสุดท้ายของการทดสอบในสถานี Lane Change ขอโอกาสหลุดกรอบกับรุ่นใหญ่ดูสักครั้ง ก่อนที่ไม่รู้จะได้เตะอีกทีเมื่อไหร่ การหักหลบรอบนี้ ผมเพิ่มความเร็วไปที่ 90 กม./ชม. วัดใจดูกับระบบช่วงล่างแบบใหม่สักหน่อย พอถึงช่วงหักหลบรถยังไม่มีอาการ พอสะบัดพวงมาลัยกลับเท่านั้น เริ่มรับรู้ถึงอาการท้ายกวาด แต่พอถอนคันเร่งพร้อมรอแก้อาการของรถ ม้าป่าดันกลับมาสู่ช่องทางปกติได้ เท่ากับว่ายังคงมีการช่วยเหลือจากระบบ Tracktion Control น่าจะประมาณ 20-30 เปอร์เซ็นต์ เทคโนโลยีมันฉลาดเกินไปหรือเป็นคำสั่งจากคนเขียนโปรแกรมระบบนี้กันแน่ แต่ทั้งนี้ก็มีอาการ “เหวอ” เล็กๆทั้งจากผมในฐานะผู้ขับขี่และอินสตรัคเตอร์ที่นั่งมาในฐานะผู้ควบคุมการทดสอบ

ทดสอบ ฟอร์ด มัสแตง 38

บทสรุปของการทดสอบสมรรถนะ ฟอร์ด มัสแตง ทั้ง 2 รุ่น พอจะสังเขปได้ว่าม้าป่าในตำนานยังคงความดุดันจากอดีตสู่ยุคปัจจุบัน ความน่าสนใจนอกจากสมรรถนะและราคาที่ “Shock Price” ซึ่งเมื่อเทียบกับสมรรถนะ ผมมองว่าคุ้มค่าเกินราคา ทั้งยังเอาไปแข่งในสนามได้โดยที่ไม่ต้องไปปรับแต่งอะไรมากมาย และผู้ขับก็ไม่ต้องมีทักษะชั้นสูง เนื่องจากระบบต่างๆจะคอยจัดการให้เอง แต่ถ้าบนถนนไม่แนะนำ เพราะอาจสร้างความหมั่นไส้ให้ผู้ใช้รถใช้ถนนท่านอื่นก็เป็นได้ เพิ่มเติมอีกเล็กน้อยในส่วนของการรองรับเชื้อเพลิงที่หลากหลายได้ด้วยก็จะดีงาม ส่วนที่เหลือหากเทียบกับรถกลุ่มเดียวกันที่ขายในบ้านเรา คำตอบคือ ”ยังไม่มี” แต่ถ้าเทียบด้านราคา ถ้าคุณมองซีดานขนาดกลางจากฝั่งยุโรป และเหลือบตามามองมัสเซิล คาร์ จากฝั่งอเมริกา ผมว่าคุณต้องเบนเข็มมาหาม้าป่าคันนี้แน่นอน

ทดสอบ ฟอร์ด มัสแตง 40

ฟอร์ด ประเทศไทย ในฐานะบริษัทแม่ที่ลงมาลุยตลาดเองทำเอาผู้นำเข้าอิสระและกลุ่มลูกค้าของเขาต้องลำบาก เนื่องจากค่ายยักษ์ประกาศชัดว่าไม่รับบริการรถที่ซื้อจากผู้จำหน่ายกลุ่มนี้ และผู้ที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากผู้จำหน่าย “ฟอร์ด มัสแตง” อย่างเป็นทางการ 19 แห่ง ทั้งในกรุงเทพ และต่างจังหวัด

ลูกค้าจะได้รับความคุ้มค่าด้วยแพ็กเก็จ ฟอร์ด พรีเมี่ยม แคร์ ที่มาพร้อมการรับประกันคุณภาพรถนานสูงสุดถึง 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร พร้อมบริการฟรีค่าแรงและค่าอะไหล่ในการตรวจเช็คตามระยะ 5 ครั้ง ยาวนานถึง 60 เดือน หรือ 75,000 กิโลเมตร อีกทั้งบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง เป็นเวลา 5 ปี

ข้อมูลเทคนิค Ford Mustang 2.3 Ecoboost และ 5.0 V8 GT
เครื่องยนต์: เบนซิน 4 สูบ เทอร์โบ อีโค่บูสต์,เบนซิน วี 8 สูบ
ความจุกระบอกสูบ(ลิตร): 2.3, 5.0
กำลังสูงสุด (แรงม้า ที่ รอบ/นาที): 300 / 5,400, 460/7,000
แรงบิดสูงสุด(นิวตัน-เมตร ที่รอบ/นาที): 440 / 3,000 , 556/4,600
ระบบส่งกำลัง: เกียร์อัตโนมัติ 10 จังหวะ พร้อม แพดเดิลชิฟท์
ระบบขับเคลื่อน: ขับเคลื่อน 2 ล้อหลัง
เบรก (หน้า/หลัง): ดิสก์เบรก 4 สูบ/ ดิสเบรก 1 สูบ , ดิสก์เบรก 6 สูบ/ ดิสเบรก 1 สูบ
ระบบกันสะเทือน: หน้าอิสระแมคเฟอร์สันสตรัทพร้อมเหล็กกันโคลง / หลังอิสระอินทิทรัลลิงค์พร้อมคอยล์สปริงและเหล็กกันโคลง
ยาว/กว้าง/สูง (มม.): 4,784 / 2,080 / 1,381
ราคา (บาท): 3,599,000 , 4,799,000
ตัวแทนจำหน่าย: บริษัท ฟอร์ด ประเทศไทย จำกัด

ขอขอบคุณภาพประกอบเพิ่มเติมจาก Google

ปอร์เช่ มาคันน์ รุ่นใหม่ล่าสุด (The new Porsche Macan) เปิดตัวอย่างเป็นทางการในทวีปยุโรป

0

เปิดตัวสุดยิ่งใหญ่ใจกลางกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส : ปอร์เช่ มาคันน์ ใหม่ (The new Porsche Macan) มาพร้อมสุดยอดสมรรถนะจากขุมพลังเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ เทอร์โบชาร์จ ความจุกระบอกสูบ 2.0 ลิตร ผ่านการปรับ แต่งรูปทรงของห้องไหม้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจุดระเบิด ให้พละกำลังสูงสุด 252 แรงม้า (185 กิโลวัตต์) แรงบิดสูงสุดถึง 370 นิวตันเมตร เมื่อประกบกับเกียร์อัตโนมัติอัจฉริยะคลัทช์คู่ 7 จังหวะ PDK ส่งผลให้ยนตรกรรมสปอร์ต SUV สามารถเร่งออกตัวจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายในระยะเวลาเพียง 6.7 วินาที และพุ่งทะยานจนถึงระดับความเร็ว สูงสุดที่ 227 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงที่ 12.3 กิโลเมตร ต่อลิตร หรือ 8.1 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร เมื่อตรวจวัดตามมาตรฐาน New European Driving Cycle (NEDC)

การปรับแต่งเพิ่มเติมความสมบูรณ์แบบในด้าน ของงานออกแบบ ความสะดวกสบาย ระบบการติดต่อสื่อสาร รวมทั้งสมรรถนะการขับขี่ คือสิ่งที่ตอกย้ำถึงความมั่นใจว่า ปอร์เช่ มาคันน์ (Porsche Macan) จะยังคงสมรรถนะและประสิทธิภาพที่ยอดเยี่ยมที่สุดในรถระดับเดียวกัน มาคันน์ รุ่นใหม่ (The new Macan) สามารถรักษาเอกลักษณ์ความเป็นยนตรกรรมสายพันธุ์สปอร์ตที่แท้จริงเอาไว้อย่างเหนียวแน่น ไม่ว่าจะเป็นการติดตั้งไฟหน้าเทคโนโลยี LED ล่าสุดเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน พร้อมนวัตกรรมเหนือระดับที่ได้รับการบรรจุลง ในห้องโดยสาร ประกอบด้วยหน้าจอสัมผัสขนาด 10.9 นิ้ว สำหรับควบคุมการทำงานของระบบความบันเทิงและติดต่อ สื่อสาร Porsche Communication Management (PCM) เวอร์ชั่นใหม่ล่าสุด

สร้างสรรค์ดุลยภาพแห่งการขับขี่ ด้วยช่วงล่างที่ได้รับการปรับแต่งใหม่
สมรรถนะการขับขี่และบังคับควบคุม ยังคงเป็นคุณสมบัติอันเหนือชั้นที่ติดตัวปอร์เช่มาโดยตลอด สิ่งที่ถือเป็นความไม่ ธรรมดาสำหรับยนตรกรรมในรูปแบบ SUV คือการที่ มาคันน์ (Macan) ได้รับการ ติดตั้งยางรถยนต์ต่างขนาดความกว้าง ระหว่างล้อคู่หน้าและล้อคู่หลัง เช่นเดียวกับรถสปอร์ตทุกคันจากปอร์เช่ ผลลัพธ์ที่ได้คือสุดยอดประสิทธิภาพในการบังคับ ควบคุมจากระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออัจฉริยะ all-wheel drive และ Por-sche Traction Management (PTM) ผสานการทำ งานกับยางรถยนต์ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่เพื่อรองรับการขับขี่สไตล์สปอร์ตและตอบสนองต่อการควบคุมที่เฉียบคมยิ่งขึ้น เพิ่มทางเลือกในการตกแต่งด้วยล้ออัลลอยที่มีขนาดตั้งแต่มาตรฐาน 18 นิ้ว จนถึง 21 นิ้ว ซึ่งเป็นอุปกรณ์ สั่งติดตั้งพิเศษ

ภาพลักษณ์สุดสปอร์ต ระบบไฟส่องสว่าง LED และสีตัวถังใหม่
การปรับแต่งดีไซน์ภายนอกหลายจุด ส่งผลให้มาคันน์ ใหม่ (The new Macan) มีภาพลักษณ์ที่สปอร์ต เฉียบคม และล้ำสมัยยิ่งขึ้น รายละเอียดปลีกย่อยมากมายล้วนแล้วแต่สะท้อนให้เห็นถึง DNA ของยนตรกรรมสปอร์ตสายพันธุ์แท้ จากการออกแบบที่เสริมความเรียบหรู ขับเน้นความต่อเนื่องกลมกลืน ไม่ว่าจะเป็นแนวไฟท้าย three-dimensional LED หรือไฟเบรกแบบสี่ลำแสงที่บ่งบอกเอกลักษณ์ความเป็นยนตกรรมปอร์เช่ยุคใหม่ อันโดดเด่น สง่างาม มาคันน์ รุ่นใหม่ (The new Macan) ได้รับการติดตั้งไฟหน้าเทคโนโลยี LED เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ระบบไฟส่องสว่างประสิทธิภาพ สูงดังกล่าว ได้รับการออกแบบลักษณะ 3 มิติ three-dimensional สร้างความประทับใจเพียงแรกสายตาสัมผัส ระบบ Porsche Dynamic Light System Plus (PDLS) รับหน้าที่ควบคุมการกระจายของลำแสงไฟหน้าให้เป็นไป อย่างเหมาะสมในแต่ละสถานการณ์ ตัวถังด้านหน้าของมาคันน์ (Macan)ผ่านการปรับรายละเอียดใหม่ด้วยความพิถีพิถัน สร้างมุมมองที่ทำให้รู้สึกถึงความกว้างยิ่งขึ้น สะท้อนเอกลักษณ์และตัวตนอันน่าประทับใจของผู้ขับขี่ด้วยตัวถัง 4 เฉดสีใหม่ ได้แก่ – Mamba Green Metallic, Dolomite Silver Metallic, Miami Blue และ Crayon

การติดต่อสื่อสารด้วย ระบบ Porsche Communication Management (PCM) ใหม่
ปอร์เช่ มาคันน์ (Porsche Macan) มาพร้อมนวัตกรรมเทคโนโลยีดิจิทัลเหนือระดับที่ได้รับการบรรจุลงในห้องโดยสาร ประกอบด้วย ระบบความบันเทิงและติดต่อสื่อสาร เวอร์ชั่นใหม่ล่าสุดควบคุมและสั่งการผ่านหน้าจอสัมผัสขนาด 10.9 นิ้ว full-HD (รุ่นเดิมมีขนาด 7.2 นิ้ว) เช่นเดียวกับ พานาเมร่า (Panamera) และคาเยนน์ (Cayenne) นอกจากนี้ผู้ใช้งาน สามารถปรับตั้งอินเทอร์เฟซให้เหมาะสมตามความต้องการได้อย่างอิสระ รองรับการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หรือโทรศัพท์เคลื่อนที่โดยไร้ข้อจำกัด สะดวกสบายด้วยออดิโออินเทอร์เฟซ (audio interfaces) ถึง 2 รูปแบบ และระบบ สั่งงานด้วยเสียง intelligent voice control

 

เพิ่มเติมอุปกรณ์พิเศษใหม่: พวงมาลัย GT sports ระบบฟอกอากาศ ioniser และระบบ traffic assistant
ปอร์เช่ เพิ่มเติมอุปกรณ์พิเศษหลากหลายรายการ รวมทั้งระบบช่วยเหลือการขับขี่ที่สามารถสั่งติดตั้งให้แก่ มาคันน์ รุ่นล่าสุด (The new Macan) ได้ตามความต้องการ พวงมาลัย GT sports ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรถสปอร์ตระดับเรือธงอย่างปอร์เช่ 911 (Porsche 911) พร้อมชุดสวิทช์เลือกโปรแกรมการขับขี่และสวิทช์ Sport Response สำหรับ มาคันน์ (Macan) ที่เลือกติดตั้งชุดแต่งเพิ่มสมรรถนะ รวมไปถึงอุปกรณ์อำนวยความสะดวกมากมาย อาทิ ระบบไล่ฝ้ากระจกบังลมหน้า ระบบฟอกอากาศ ioniser ทำงานร่วมกับชุดกรองฝุ่นละออง particulate air filter (ติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน) เพื่อคุณภาพและความสะอาดบริสุทธิ์ของบรรยากาศภายในห้องโดยสาร

เปิดรับคำสั่งซื้อแล้ววันนี้ : ปอร์เช่ มาคันน์ ใหม่ (The new Macan) พร้อมอุปกรณ์มาตรฐานล่าสุด
ปอร์เช่ มาคันน์ ใหม่ (The new Porsche Macan) ได้รับการผลิตขึ้นอย่างประณีต จากโรงงานปอร์เช่ Leipzig พบกับยนตกรรมสปอร์ต compact SUV เปี่ยมสมรรถนะในประเทศไทยได้ช่วงปลายปี 2018 ราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 4,800,000 บาท รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม อุปกรณ์มาตรฐานที่ได้รับการเพิ่มเติมคือ ไฟหน้า LED ระบบความบันเทิงและ ติดต่อสื่อสาร PCM รุ่นล่าสุด ระบบเซ็นเซอร์หน้า-หลังพร้อมกล้องช่วยเหลือในการถอยจอด เบาะนั่งแบบ comfort ปรับได้ 14 ทิศทางที่สามารถจดจำการตั้งค่าที่นั่งได้ ระบบช่วยเหลือการเปลี่ยนเลนส์หรือเปลี่ยนช่องทางการขับขี่ ระบบปรับ อุณหภูมิภายในห้องโดยสารแยกระหว่างตำแหน่งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ระบบเชื่อมต่อ bluetooth พร้อมระบบสั่งการด้วย เสียง Apple® CarPlay และระบบเครื่องเสียง BOSE® Surround Sound System

ปอร์เช่ มาคันน์ (Porsche Macan): อัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ย 12.3 กิโลเมตรต่อลิตร หรือ 8.1 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร; อัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เฉลี่ยที่ 185 กรัมต่อกิโลเมตร

ค่าการตรวจวัดอัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงตามมาตรฐาน NEDC ที่ระบุในบทความนี้ ใช้อ้างอิงได้เฉพาะสภาพ การทดสอบในช่วงเวลาเดียวเท่านั้น ไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกับค่าการตรวจวัดอัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงของ NEDC ที่ได้จากวิธีการอื่นใดก่อนหน้าการทดสอบนี้

สำหรับข้อมูลอย่างเป็นทางการของผลทดสอบอัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงและอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ในรถยนต์รุ่นใหม่อื่นๆ สามารถค้นหาได้จากเอกสาร “Guidelines on fuel consumption, CO2 emissions and power consumption of new passenger cars” [Leitfaden über den Kraftstoffverbrauch, die CO2-Emissionen und den Stromverbrauch neuer Personenkraftwagen], ผ่านตัวแทนจำหน่ายและสถาบัน Deutsche Automobil Treuhand GmbH (DAT) โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ

ขับ “ฮอนด้า เอชอาร์วี” ไปทำความดี พร้อมสัมผัสเสน่ห์เมืองแห่งสายน้ำ จ.อุทัยธานี

0

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด จัดกิจกรรม “ฮอนด้าชวนทำดี” ขึ้นเป็นครั้งที่ 2 นำขบวนสื่อมวลชนร่วมเดินทางสู่ เมืองแห่งสายน้ำ จ.อุทัยธานี ในทริป “ฮอนด้าชวนทำดี ไปกับ ฮอนด้า เอชอาร์วี” สานต่อการทำความดี โดยการนำเงินบริจาครวมถึงเครื่องให้สารละลายทางหลอดเลือดและสิ่งของจำเป็นเพื่อช่วยเหลือโรงพยาบาลหนองฉาง พร้อมสัมผัสวิถีชีวิตของชุมชนท้องถิ่นริมแม่น้ำสะแกกรัง

ฮอนด้าชวนทำดี ไปกับฮอนด้าเอชอาร์-วี 01

ต่อเนื่องจากช่วงต้นปีที่ผ่านมา ฮอนด้าได้ริเริ่มกิจกรรม”ฮอนด้าชวนทำดี” เป็นครั้งแรก โดยเชิญชวนสื่อมวลชนร่วมทำกิจกรรมช่วยเหลือเยาวชนที่ขาดแคลน และผู้ด้อยโอกาสในสังคม ตามความประสงค์ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านห้วยผาก จ.ราชบุรี นอกจากนั้นยังร่วมสมทบทุนเพื่อซื้ออุปกรณ์เครื่องฟังเสียงหัวใจทารกให้กับทางโรงพยาบาลสวนผึ้ง รวมถึงอุปกรณ์การเรียนการสอนให้กับศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านผาปก จ.ราชบุรี

“ฮอนด้าชวนทำดี ไปกับฮอนด้า เอชอาร์วี” จึงจัดขึ้นต่อจากทริปแรก โดยออกเดินทางจากบริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ณ อาคารภิรัช ทาวเวอร์ แอท ไบเทค สู่จุดหมายปลายทางที่ จ.อุทัยธานี สำหรับกิจกรรมนี้ นอกจากคณะสื่อมวลชนจะได้รับประสบการณ์จากการท่องเที่ยวสถานที่ต่างๆของ จ.อุทัยธานี ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จ.อุทัยธานี

ฮอนด้าชวนทำดี ไปกับฮอนด้าเอชอาร์-วี 02

พาหนะที่ใช้ในการเดินทางคือ ฮอนด้า เอชอาร์วี ยนตรกรรมสปอร์ตครอสโอเวอร์ระดับพรีเมียม ซึ่งมาพร้อมดีไซน์ใหม่ทั้งภายนอกและภายในที่เพิ่มความสปอร์ตโฉบเฉี่ยวมากขึ้น ยกระดับความพรีเมียมด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวก อีกทั้งเทคโนโลยีความปลอดภัยใหม่ที่ทันสมัย

ฮอนด้าชวนทำดี ไปกับฮอนด้าเอชอาร์-วี 03

ด้วยความอเนกประสงค์จากห้องโดยสารที่กว้างขวางของ ฮอนด้า เอชอาร์-วี รวมถึงเบาะนั่งยังสามารถปรับเปลี่ยนตามการใช้งานได้ถึง 3 รูปแบบ ได้แก่ Utility Mode, Tall Mode และ Long Mode รองรับการขนย้ายสัมภาระที่หลากหลาย พร้อมตอบโจทย์การใช้งานทุกไลฟ์สไตล์ สื่อมวลชนที่เดินทางไปในทริปนี้จึงได้นำจักรยานส่วนตัวเพื่อใช้เป็นพาหนะเข้าร่วมกิจกรรมการปั่นจักรยานรอบเกาะเทโพของรุ่งเช้าในวันถัดไป ซึ่งถือเป็นเส้นทางที่สวยงามและเป็นไฮไลท์ประจำจังหวัดที่นักปั่นหลายๆคนอยากมาสัมผัส

ฮอนด้าชวนทำดี ไปกับฮอนด้าเอชอาร์-วี 03

ระหว่างทางแวะเติมพลังที่ร้านกาแฟสตาร์บัค สาขาพอร์โต้ โก บางปะอิน จากนั้นจึงมุ่งหน้าสู่จุดหมายแรก ที่ร้านครัวบ้านนอกริมนา เพื่อรับประทานอาหารกลางวัน ก่อนจะเดินทางต่อไปยังโรงพยาบาลหนองฉาง จ.อุทัยธานี เพื่อมอบอุปกรณ์เครื่องให้สารละลายทางหลอดเลือดและสิ่งของจำเป็นให้กับผู้ป่วยขาดแคลนทุนทรัพย์ ซึ่งการนำสิ่งของมาบริจาค

ฮอนด้าชวนทำดี ไปกับฮอนด้าเอชอาร์-วี 04

ฮอนด้าชวนทำดี ไปกับฮอนด้าเอชอาร์-วี 05

ต่อจากการมอบสิ่งของที่โรงพยาบาลหนองฉาง สถานที่ต่อไปคือวัดท่าซุง หรือวัดจันทาราม โดยเป็นการเดินทางเพื่อกราบสักการะสมเด็จองค์พระปฐม หลวงพ่อโต พร้อมร่วมกันถวายสังฆทาน และชมความงดงามของวิหารแก้ว

ฮอนด้าชวนทำดี ไปกับฮอนด้าเอชอาร์-วี 07

ฮอนด้าชวนทำดี ไปกับฮอนด้าเอชอาร์-วี 08

ฮอนด้าชวนทำดี ไปกับฮอนด้าเอชอาร์-วี 08

สถานที่ต่อไปคือ บ้านธูปหอมทองตะนาว คณะสื่อมวลชนได้ร่วมชมการทำเทียนโบราณแบบต่างๆ เช่น เทียนร่ำอบขนม เทียนร่ำห้อง และร่วมชิม เหมี่ยนเซี่ยน ก๋วยเตี๋ยว 2 สัญชาติ ที่มีการประยุกต์จากตำรับของคนจีน นำมาปรุงให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการกินของคนไทย

ฮอนด้าชวนทำดี ไปกับฮอนด้าเอชอาร์-วี 09

ฮอนด้าชวนทำดี ไปกับฮอนด้าเอชอาร์-วี 10

ฮอนด้าชวนทำดี ไปกับฮอนด้าเอชอาร์-วี 11

จากนั้นเดินทางไปยังจุดชมวิวบนยอดเขาสะแกกรัง เพื่อชมบรรยากาศพระอาทิตย์ตก และวิวมุมสูงที่สวยงามของ จ.อุทัยธานี ก่อนจะเข้าพักที่ พญาไม้ รีสอร์ท รีสอร์ทท่ามกลางธรรมชาติอันเขียวขจี พร้อมวิวริมแม่น้ำสะแกกรัง

ฮอนด้าชวนทำดี ไปกับฮอนด้าเอชอาร์-วี 13

ฮอนด้าชวนทำดี ไปกับฮอนด้าเอชอาร์-วี 11

ต้อนรับเช้าวันที่ 2 ของทริป ด้วยการทำบุญใส่บาตร ริมแม่น้ำสะแกกรัง หลังจากรับประทานอาหารเช้า เพื่อเติมพลังเป็นที่เรียบร้อย คณะสื่อมวลชนได้ร่วมกันปั่นจักรยานระยะทางรวมกว่า 20 กม. พร้อมชื่นชมทัศนียภาพอันงดงามรอบเกาะเทโพ

ฮอนด้าชวนทำดี ไปกับฮอนด้าเอชอาร์-วี 14

ฮอนด้าชวนทำดี ไปกับฮอนด้าเอชอาร์-วี 15

ฮอนด้าชวนทำดี ไปกับฮอนด้าเอชอาร์-วี 15

ปิดท้ายทริปด้วยการล่องเรือ เพื่อสัมผัสกับวิถีชีวิตที่เรียบง่ายของชุมชนท้องถิ่นซึ่งอาศัยอยู่บนเรือนแพริมแม่น้ำสะแกกรัง

ฮอนด้าชวนทำดี ไปกับฮอนด้าเอชอาร์-วี 16

ฮอนด้าชวนทำดี ไปกับฮอนด้าเอชอาร์-วี 17

ฮอนด้าชวนทำดี ไปกับฮอนด้าเอชอาร์-วี 18

นอกจากความดีที่ฮอนด้าได้ชวนสื่อไปร่วมสร้าง ความสนุกสนานและประสบการณ์ใหม่ๆที่ได้จากการเดินทางในครั้งนี้ยังถือเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสรรค์สังคมไทยให้เป็นสังคมแห่งการแบ่งปัน รวมถึงยังได้สัมผัสประสบการณ์การขับขี่รถยนต์ ฮอนด้า เอชอาร์-วี อย่างใกล้ชิด ซึ่งตอบโจทย์การใช้งานทุกไลฟ์สไตล์ได้อย่างลงตัว

ฮอนด้าชวนทำดี ไปกับฮอนด้าเอชอาร์-วี 19

อีซูซุคาราวานสัญจร 2018 ทริปสุดท้ายแห่งปี พาแอ่วเหนือจากเชียงคำสู่เชียงแสน

0

อีซูซุนำสมาชิกประชาคมอีซูซุ 31 คัน พร้อมด้วยสื่อมวลชนรวมทั้งสิ้นกว่า 130 ท่าน ร่วมกิจกรรมอีซูซุคาราวานสัญจร 2018 ความสุข สนุกสุด… ฉุดไม่อยู่ เส้นทางที่ 4 ทริปสุดท้ายของปีนี้ พะเยา – เชียงราย Isuzu Caravan 2018 (1)

ทริพนี้เป็นการเดินทางเพื่อสัมผัสวิถีชาวบ้านริมฝั่งโขงทั้ง ชาวเชียงคำ เชียงของ และเชียงแสนในอดีต โดยได้รับเกียรติจากว่าที่ร้อยตรีสมัย คำชมภู ปลัดจังหวัดพะเยา พร้อมด้วย มร. ฮิโรกิ คาโต้ ผู้จัดการฝ่ายขายดีลเลอร์–บี บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด และคุณพัฒนเดช อาสาสรรพกิจ ผู้อำนวยการจัดคาราวาน ร่วมตีธงปล่อยขบวนคาราวานออกจากบริษัท อีซูซุลำปาง จำกัด สาขาพะเยา อ.เมือง จ.พะเยา

Isuzu Caravan 2018 (2)

ขบวนคาราวานออกเดินทางท่ามกลางสายฝนอันชุ่มฉ่ำ แต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคใด ๆ ต่อการขับขี่ รถทุกคันทั้งคนขับและผู้นำทางต่างมั่นใจในสมรรถนะอันยอดเยี่ยมของรถอีซูซุ พร้อมใจกันออกเดินทางตามกำหนดการ มุ่งหน้าสู่สถานที่ท่องเที่ยวแห่งแรกของคาราวาน “วัดนันตาราม”

Isuzu Caravan 2018 (3)

วัดนันตาราม (วัดจองเหนือ) เป็นวัดที่สร้างด้วยศิลปะแบบไทยใหญ่ ตั้งอยู่ที่อำเภอเชียงคำ จ.พะเยา ตัววัดสร้างจากไม้สักทั้งหลัง โดยมีการตกแต่งลวดลาย ในส่วนต่าง ๆ อย่างสวยงาม หลังคาของวัดนันตารามถือเป็นจุดเด่นอย่างหนึ่ง เพราะจะมีลักษณะเป็นหลังคาหลายๆ ชั้น ซ้อนกัน โดยแต่ละชั้น จะลดหลั่นกัน และด้วยสีของกระเบื้องมุงหลังคา และสีของไม้ภายในตัวโบสถ์ ที่เป็นสีเข้ม ทำให้วัด นันตารามดูขลังและศักดิ์สิทธิ์มากยิ่งขึ้น

Isuzu Caravan 2018 (4)

ภายในโบสถ์ องค์พระประธานจะเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย แกะสลักจากไม้สักทองลงรักปิดทอง ทรงเครื่องแบบไทยใหญ่ ประดิษฐานบนฐานไม้ หรือ “ธรรมาสน์” ที่ฉลุลวดลายอย่างอ่อนช้อยสวยงาม จำลองแบบมาจากราชบัลลังก์ของพม่า โดยข้างองค์พระประธาน มีพระพุทธรูปหินขาว และพระพุทธปฏิมาประธานไม้สักทอง ที่ต่างเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยทรงเครื่องแบบไทยใหญ่อย่างสมส่วนสวยงามประดิษฐานอยู่ ภายในวัดนันตารามมีพิพิธภัณฑ์สะสมของเก่าหาชมได้ยากอยู่มากมายอีกด้วย

Isuzu Caravan 2018 (5)

หลังจากท่องเที่ยวชมจุดต่าง ๆ ในวัดแล้ว คณะคาราวานก็เดินทางต่อเพื่อรับประทานอาหารกลางวัน ณ โรงแรมน้ำโขงริเวอร์ไซด์ อ.เชียงของ จ.เชียงราย อิ่มอร่อยกับอาหารท่ามกลางบรรยากาศริมฝั่งโขง แบบชิลล์ๆ พร้อมเดินชมบรรยากาศรอบ ๆ ที่สวยงาม พร้อมทั้งเลือกซื้อผลิตภัณฑ์พื้นบ้านบริเวณร้านค้าใกล้ ๆ อีกด้วย

Isuzu Caravan 2018 (6)

หลังจากนั้น ขบวนคาราวานตั้งขบวนใหม่เพื่อเดินทางต่อไปยังจุดหมายถัดไป คือ “วัดพระธาตุผาเงา” ตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำโขงทางด้านทิศตะวันตก ตรงข้ามกับประเทศลาว อยู่ในอำเภอเชียงแสน ห่างจากสามเหลี่ยมทองคำประมาณ 15 กิโลเมตร ซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นเนินเขาเล็ก ๆ แต่ก่อนชาวบ้านเรียกดอยลูกนี้ว่า “ดอยคำ” แต่ต่อมาเปลี่ยนเป็น “ดอยจัน”

Isuzu Caravan 2018 (7)

ในอดีตช่วงสมัยของอาณาจักรโยนก วัดแห่งนี้เจริญรุ่งเรืองมาก สันนิษฐานว่าอาจจะเป็นวัดที่สำคัญและถือเป็นวัดประจำกรุงเก่าก็เป็นได้ จะเห็นได้ว่าพระพุทธรูปหลวงพ่อผาเงาที่ขุดค้นพบแห่งนี้ถูกสร้างและฝังอยู่ใต้พระพุทธรูปองค์ใหญ่ (พระประธาน) ถูกปิดบังซ่อนเร้นเพราะเกรงว่าจะถูกโจรกรรมจากพวกนิยมสะสมของเก่า แต่เดิมที่แห่งนี้เคยเป็นถ้ำ เรียกว่า “ถ้ำผาเงา” ปากถ้ำถูกปิดไว้นาน ทำให้บริเวณแห่งนี้เป็นป่ารก เต็มไปด้วยซากโบราณวัตถุกระจัดกระจาย พระพุทธรูปหลวงพ่อผาเงาองค์นี้มีอายุระหว่าง 700-1,300 ปี

Isuzu Caravan 2018 (8)

ภายในบริเวณวัดพระธาตุผาเงา มี “หอพระไตรปิฎกเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา” สร้างขึ้นเพื่อรวบรวมพระไตรปิฎกนานาชาติ 9 ประเทศ 9 ภาษา ได้แก่ อินเดีย ศรีลังกา พม่า จีน ญี่ปุ่น ลาว อังกฤษ กัมพูชา และไทย ได้รับพระราชทานชื่อเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2550 เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเจริญพระชนมายุครบ 80 พรรษา สร้างลักษณะศิลปะล้านนา กลางสระน้ำ ฐานรองรับสร้างด้วยคอนกรีต มีเสา 80 ต้น อาคารหอพระไตรปิฏกฯ สร้างด้วยไม้สักทองทั้งหลัง พื้นและราวระเบียงตกแต่งด้วยหินทราย

Isuzu Caravan 2018 (9)

ปิดทริปเที่ยวจุดสุดท้ายของครั้งนี้ คือการเข้าเยี่ยมชม “พิพิธภัณฑ์หอฝิ่น ณ อุทยานสามเหลี่ยมทองคำ” เป็นเสมือนประตูเปิดสู่โลกอันลึกลับของฝิ่น ผ่านเรื่องราวและมุมต่าง ๆ ภายในพิพิธภัณฑ์จากความมืดมนน่าหวาดกลัว สู่ความแจ่มจรัสและรู้แจ้ง บอกเล่าเรื่องราวของฝิ่น โดยเริ่มจากธรรมชาติวิทยาของฝิ่น การสืบประวัติการใช้ฝิ่นในยุคโบราณ กลับไป 5,000 ปี

Isuzu Caravan 2018 (10)

ประวัติการแพร่กระจายของฝิ่นจากการค้าในสมัยจักรวรรดินิยม เหตุการณ์พลิกประวัติศาสตร์ที่สร้างความอดสูแก่ผู้ชนะและผู้แพ้ในสงครามฝิ่นอันนำไปสู่การล่มสลายของราชวงศ์แมนจู ความชาญฉลาดของประเทศสยามในการเผชิญกับมหาอำนาจตะวันตกและการควบคุมปัญหาฝิ่น หอฝิ่นได้จัดแสดงอุปกรณ์การสูบฝิ่น การขายฝิ่น ชมภาพถ่าย ภาพยนตร์ และวิดีทัศน์เรื่องราวเกี่ยวกับฝิ่นและยาเสพติดจากหลากหลายประเทศทั่วโลก

Isuzu Caravan 2018 (11)

จากนั้นคาราวานสัญจรของครอบครัวอีซูซุ เข้าพัก ณ อิมพีเรียล โกลเด้น ไทรแองเกิ้ล รีสอร์ท บริเวณสามเหลี่ยมทองคำ จ.เชียงราย พร้อมงานเลี้ยงรับรองภาคค่ำอย่างอบอุ่นตามแบบฉบับของอีซูซุ ที่เต็มไปด้วยความสนุกสนานและเสียงหัวเราะ พร้อมกิจกรรมก่อนเริ่มงานเลี้ยงด้วยการประดิษฐ์จานรองแก้วสีสันสวยงาม สนุกสนานกับเกมหลากหลายรับของรางวัลมากมาย ปิดท้ายความบันเทิงจากนักแสดงหนุ่ม ปั้นจั่น – ปรมะ อิ่มอโนทัย หรือท่านหมื่นเรืองจากละครบุพเพสันนิวาส ที่มาร้องเพลง พร้อมร่วมสนุกบนเวที และถ่ายภาพคู่กับสมาชิกคาราวานอย่างเป็นกันเอง ปิดทริปอีซูซุคาราวานสัญจร 2018 ดั่งสโลแกน ความสุข สนุกสุด… ฉุดไม่อยู่ จริงๆ

Isuzu Caravan 2018 (12)

Isuzu Caravan 2018 (13)

Isuzu Caravan 2018 (14)

ว่าที่ร้อยตรี ชัยยุทธ บัวมั่น รถหมายเลข 22 มาพร้อมภรรยาและเพื่อน ๆ รวม 5 ท่าน เล่าว่า “ผมเป็นลูกค้าอีซูซุมาโดยตลอด ใช้รถอีซูซุมาแล้ว 5 คัน การมาร่วมกิจกรรมคาราวานครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่ได้มาเที่ยวกับทางอีซูซุ เคยได้ยินจากเพื่อน ๆ เสมอว่ามากับอีซูซุสนุกมาก เลยอยากมาร่วมกิจกรรมบ้าง สมัครมาร่วมทริปทั้งหมด 3 คัน แต่ได้เข้าร่วมเพียง 1 คัน เพราะสมาชิกครอบครัวอีซูซุสนใจสมัครเป็นจำนวนมาก ทำให้เต็มอย่างรวดเร็ว สำหรับการมาร่วมกิจกรรมครั้งแรกก็รู้สึกประทับใจมาก ทั้งสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงาม และการต้อนรับอย่างดียิ่งจากทีมงาน พร้อมทั้งความสนุกสนานเป็นกันเอง รวมถึงมิตรภาพดี ๆ ของเพื่อน ๆ ผู้ร่วมทริปทุกคันด้วยครับ”

Isuzu Caravan 2018 (15)

โตโยต้า มอเตอร์ สปอร์ต 2018 DARE TO RACE สนามที่ 4 จังหวัดภูเก็ต

0

การแข่งขันรถยนต์ทางเรียบรายการ “โตโยต้า มอเตอร์สปอร์ต 2018 … DARE TO RACE” สนามที่ 4 เมื่อวันที่ 22-23 กันยายน ที่ผ่านมา ณ สวนสาธารณะสะพานหิน จังหวัดภูเก็ต โดยมี มร. มิจิโนบุ ซึงาตะ เจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น และ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด พร้อมด้วย นายนรภัทร ปลอดทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต นายกวี ตันสุคตานนท์ รองนายกเทศมนตรีนครภูเก็ต นายวิรัช พาที ผู้อำนวยการการกีฬาแห่งประเทศไทยจังหวัดภูเก็ต และผู้แทนจำหน่ายโตโยต้าจังหวัดภูเก็ต ร่วมเปิดการแข่งขันท่ามกลางพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดภูเก็ต ที่ให้ความสนใจเข้าร่วมชมการแข่งขันอย่างเนืองแน่น 


มร.ซึงาตะ กล่าวว่า ตลอดระยะเวลากว่า 31 ปีที่ผ่านมา โตโยต้ามุ่งมั่นสนับสนุนกีฬามอเตอร์สปอร์ต อย่างต่อเนื่อง อันเป็นการส่งเสริมทักษะของนักแข่งและพัฒนาการของวงการยานยนต์ สำหรับโตโยต้า มอเตอร์สปอร์ต ในปีนี้ได้มีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงเพื่อให้มีความสนุกสนาน ตื่นเต้นและเร้าใจยิ่งขึ้น ภายใต้แนวคิด “Dare to Race” เพื่อพิสูจน์ให้เห็นถึงสมรรถนะอันดีเยี่ยมของรถโตโยต้าอย่างใกล้ชิด ในรายการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบวันเมคเรซ ทั้ง 4 รุ่น


ผลการแข่งขัน “พุทธมนต์ ธนะพาสุข” จากทีม “CFON RACING TEAM” คว้าแชมป์ “โคโรลล่า อัลติส วันเมคเรซ” ส่วน “Wada Naoya” จากทีม Advics Racing Team CEF โชว์ฟอร์มเยี่ยม คว้าแชมป์ “วีออส วันเมคเรซ ดิวิชั่น 1” สำหรับรุ่น “วีออส วันเมคเรซ ดิวิชั่น 2” แชมป์ตกเป็นของ “จิรศักดิ์ คงพลับ” จากทีม “B-Quik Racing Team” และ “วีออส วันเมคเรซ เลดี้คัพ”   สนามนี้ “นิสาธร กุละปาลานนท์” ทำผลงานยอดเยี่ยมเข้าเส้นชัยคว้าอันดับ 1 ส่วน “เอกสิทธิ์ นามแสงผา” คว้าแชมป์ในรายการ “ไฮลักซ์ รีโว่ วันเมคเรซ” ไปครองได้สำเร็จ

โคโรลล่า อัลติส วันเมคเรซ
การแข่งขัน “โคโรลล่า อัลติส วันเมคเรซ” มีรถลงแข่งขันทั้งสิ้น 15 คัน แข่งขัน 22 รอบสนาม โดยแชมป์อันดับ 1 ตกเป็นของ “พุทธมนต์ ธนะพาสุข” จากทีม “CFON Racing Team” ตามด้วย“เชาวลิต สุขหร่อง” จากทีม “Ruk ServiceTeam” ส่วนอันดับที่ 3 ตกเป็นของ  “Kentaro Tsuchitori” นักแข่งฝีมือดีจากทีม “Advics Racing Team CEF” สำหรับ “ปรม พวงงาม”  สื่อมวลชนสายยานยนต์ ที่เข้าร่วมการแข่งขันกับรถหมายเลข 54 เข้าเส้นชัยในอันดับที่ 7 จากการแข่งขันครั้งนี้


ผลการแข่งขัน “โคโรลล่า อัลติส วันเมคเรซ” 

 อันดับ หมายเลข ชื่อนักแข่ง ทีม
 1 96 พุทธมนต์ ธนะพาสุข CFON Racing Team
 2 66 เชาวลิต สุขหร่อง Ruk ServiceTeam
 3 22 Kentaro Tsuchitori Advics Racing Team CEF
 4 7 ชัญญบุศย์ ธนะพาสุข CFON Racing Team
 5 33 ชนินชา ปัญญารุ่งเรือง 33 Auto เงากลการ

 

 

วีออส วันเมคเรซ ดิวิชั่น 1 
“วีออส วันเมคเรซ ดิวิชั่น1” กับการแข่งขัน 22 รอบสนาม แชมป์สนามแรกนี้ ตกเป็นของ “Wada Naoya จากทีม“Advics Racing Team CEF” ในขณะที่อันดับ 2 เป็นของ “กฤษฏิ์ วสุรัตน์” นักแข่งจาก “Muangthai – Singha by Tein Master Shop” และอันดับที่ 3 เป็นของ “พีรกานต์ เงินมีศรี” จากทีม“Super Club Racing”


ผลการแข่งขันรุ่น โตโยต้า วีออส ดิวิชั่น 1

 อันดับ หมายเลข ชื่อนักแข่งทีม 
 1 178 Wada Naoya Advice Racing Team CEF
 2 196 กฤษฏ์ วสุรัตน์Muangthai – Singha by Tein Master Shop 
 3 177 พีรกานต์ เงินมีศรี Super Club Racing
 4 134 Sugiyama Yoshiki Advice Racing Team CEF
 5 195 เขมรัช ขอนพุดซา –

 

วีออส วันเมคเรซ ดิวิชั่น 2 
ในขณะที่รุ่น “วีออส วันเมคเรซ ดิวิชั่น2” กับการแข่งขัน 15 รอบ มีรถร่วมเข้าแข่งขันบนจุดสตาร์ท 7คัน โดย “จิรศักดิ์ คงพลับ” คว้าแชมป์อันดับ 1 ตามด้วย “Kelvin Kwok” ในอันดับที่ 2 ส่วนอันดับที่ 3 ตกเป็นของ “Clement Leung” 

ผลการแข่งขันรุ่น โตโยต้า วีออส ดิวิชั่น 2

อันดับหมายเลขชื่อนักแข่งทีม
1126จิรศักดิ คงพลับ
2135Kelvin Kwok
3139Clement Leung
4181Lok Ting Fung
5133รุสลี เจ๊ะอุบง

 

วีออส วันเมคเรซ เลดี้คัพ
เปิดฉากการแข่งขันเป็นรุ่นแรกกับนักแข่งสาวสวยทั้ง 13 คน กับ 20 รอบการแข่งขัน – สนามนี้ “นิสาธร กุละปาลานนท์” นักแข่งสาวสวย น้องสาวของนักแข่งมากฝีมือจาก Toyota GAZOO Racing Team Thailand อย่าง ต้น-มานัต กุละปานานนท์ ขึ้นโพเดียมคว้าอันดับ 1 ตามด้วย อันดับที่ 2 “ธัญชนก เจริญสุขะวัฒนะ” ส่วนอันดับที่ 3 ตกเป็นของ “กมลชนก บุญคร่ำ” จากทีม “The Sittipol Group”


ผลการแข่งขัน “วีออส วันเมคเรซ เลดี้คัพ” 

อันดับหมายเลขชื่อนักแข่งทีม
191นิสาธร กุละปาลานนท์
239ธัญชนก เจริญสุขะวัฒนะ
399กมลชนก บุญคร่ำThe Sittipol Group
425ธัญญมัย วัชรเสถียรBualoy Racing Team
538ทิพวรรณ ภู่ระยับ

 

ไฮลักซ์ รีโว่ วันเมคเรซ
ปิดท้ายด้วยรุ่นไฮไลท์ การแข่งขันรถกระบะทางเรียบ “ไฮลักซ์ รีโว่ วันเมคเรซ” กับเครื่องยนต์ 2,400 ซีซี บทพิสูจน์ของกระบะสายพันธุ์แกร่ง กับช่วงล่างที่หนึบและสมรรถนะที่แรงสุดขีด แข่งขันกัน 22 รอบสนาม เริ่มต้นการแข่งขันหลังจากสัญญาณไฟออกสตาร์ทดับลง เหล่านักแข่งก็ต่างเร่งเครื่องเพื่อแย่งชิงไลน์ในการเข้าโค้งแรก ด้วยความหนึบจากช่วงล่างของไฮลักซ์ รีโว่ ทำให้ทุกคนผ่านเข้าไลน์ได้อย่างยอดเยี่ยม สนามนี้ อันดับ 1 ตกเป็นของ “เอกสิทธิ์ นามแสงผา” ตามมาด้วย “โสภณ ภุมรินทร์” ในอันดับที่ 2 และ “กัมปนาท แก้วถังเมือง” ในอันดับ 3 


ผลการแข่งขันรุ่น โตโยต้า ไฮลักซ์ รีโว่ วันเมคเรซ

อันดับหมายเลขชื่อนักแข่งทีม
12เอกสิทธิ์ นามแสงผา
236โสภณ ภุมรินทร์
377กัมปนาท แก้วถังเมือง
423ชินวุฒิ เหล่าชินชาติ
510เพิก เลิศวังพง

 

นอกเหนือจากความสนุกเร้าใจจากบทพิสูจน์สมรรถนะอันดีเยี่ยมของรถโตโยต้าแล้ว โตโยต้า มอเตอร์สปอร์ต 2018 ยังมาพร้อมกิจกรรมอีกหลายรูปแบบ อาทิเช่น C-HR Test Drive Run on Track ให้แฟนพันธุ์แท้รถโตโยต้า ได้ร่วมประสบการณ์จริงบนสนามแข่งรถ Hilux Revo Drift Show…การโชว์ ดริฟท์กระบะพันธุ์แกร่ง ไฮลักซ์ รีโว่ ที่ทั้งแรง และหนึบจากลีลาการขับของนักดริฟท์ชั้นนำ นำโดยดริฟท์คิงจากแดนปลาดิบ TOYOTA Team Thailand Show…โชว์สมรรถนะและความสามารถของทีมแข่งรถระดับมืออาชีพลำดับต้นของประเทศ พร้อมปิดท้ายด้วยคอนเสิร์ตสุดมันส์โดนใจวัยรุ่นจากศิลปินวง BNK48

พบกับ “โตโยต้า มอเตอร์ สปอร์ต 2018”
สนามสุดท้าย ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์
ในศึก Thailand Super Series 2018
27 – 28 ตุลาคม ศกนี้


ติดตามข้อมูลข่าวสาร และรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 

http://www.toyotamotorsport.net
Facebook / Instagram / Youtube : ToyotaMotorsportThai

ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน™ เปิดตัวมอเตอร์ไซค์รุ่นปี 2019 พร้อมกลยุทธ์ราคาใหม่เพื่อนักขับขี่ในเมืองไทย

0

ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน™ ผู้ผลิตรถมอเตอร์ไซค์ชั้นนำระดับโลกสัญชาติอเมริกัน เปิดตัวมอเตอร์ไซค์รุ่นปี 2019 เพื่อตอบสนองความต้องการของนักขับขี่ในเมืองไทยที่เพิ่มสูงขึ้น พร้อมกลยุทธ์การปรับราคาใหม่ ซึ่งจะเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ ตุลาคม 2561 เป็นต้นไป โดยมอเตอร์ไซค์ตระกูลสปอร์ตสเตอร์ (Sportster™) มีราคาเริ่มต้นที่ 479,000 บาท ส่วนตระกูลซอฟเทล (Softail™) ที่เพิ่งได้รับการปรับปรุงใหม่ เริ่มต้นที่ 849,000 บาท

 

หลังประสบความสำเร็จอย่างสูงจากการจัดงาน Harley-Davidson Battle of the Kings ซึ่งประกาศผลผู้ชนะเมื่อวันที่ 5 กันยายน ที่ผ่านมา ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน™ ได้เปิดตัวรถรุ่นปี 2019 ใหม่เพื่อตอกย้ำสถานะผู้นำในตลาดมอเตอร์ไซค์ของฮาร์ลีย์-เดวิดสัน™ โดยการประกวดคัสตอมรถ Harley-Davidson Battle of the Kings ได้ก่อให้เกิดความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างมากในด้านการคัสตอมรถในหมู่คนรักมอเตอร์ไซค์ของเมืองไทย

 

“ความต้องการของลูกค้าที่มีต่อรถฮาร์ลีย์-เดวิดสัน™ ในประเทศไทยยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง นับตั้งแต่การก่อตั้งบริษัท ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน   (ประเทศไทยขึ้นในประเทศเมื่อปี ค.ศ. 2015 เราได้เห็นถึงอัตราการเติบโตที่รวดเร็วและอันน่าทึ่งในเรื่องยอดขายและความสนใจของลูกค้าคนไทยที่มีต่อผลิตภัณฑ์ของฮาร์ลีย์ของเรา” นายธนบดี กุลทล (มาร์ค) ผู้จัดการประจำประเทศ ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน™ ประเทศไทย กล่าว

 

“รถรุ่นปี 2019 ที่เปิดตัวในประเทศไทย มีทั้งตระกูลคัสตอม วีฮิเคิ้ล โอเปอร์เรชั่นส์ ซีวีโอ (Custom Vehicle Operations™ : CVO™)ทัวร์ริ่ง (Touring)ซอฟเทล (Softail™)และ สปอร์ตสเตอร์ (Sportster™) ที่มาพร้อมเทคโนโลยีใหม่ การอัพเดทฟีเจอร์การทำงาน รูปลักษณ์ที่เท่ล้ำสะดุดตา สีและลวดลายกราฟฟิคแบบใหม่ และการติดตั้งอุปกรณ์ตกแต่งที่สวยงามกลมกลืน ซึ่งทั้งหมดล้วนสร้างมิติใหม่แห่งสมรรถนะให้กับมอเตอร์ไซค์ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน™ รุ่นปี 2019 ทุกรุ่น”

นายธนบดี กล่าวเสริมว่า “เราเชื่อว่า เราสามารถตอบสนองความต้องการมอเตอร์ไซค์ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน™ ในประเทศไทยได้อย่างดีเยี่ยม และพร้อมที่จะช่วยเติมเต็มความฝันของคนไทยจำนวนมากที่ต้องการครอบครองรถฮาร์ลีย์-เดวิดสัน สักคันในชีวิต ในระดับราคาที่เอื้อมถึงได้มากกว่าในอดีตที่ผ่านมา”

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาเยี่ยมชมเว็บไซต์ https://www.harley-davidson.com/th/th

 

รอยัล เอนฟิลด์ ฟื้นตำนานรถมอเตอร์ไซค์ทวิน ขุมพลัง 2 สูบ ยุคใหม่

0

รอยัล เอนฟิลด์ ผู้นำตลาดรถมอเตอร์ไซค์ขนาดกลางระดับโลก เปิดตำนานบทใหม่ในหน้าประวัติศาสตร์ 117 ปีของการผลิตรถมอเตอร์ไซค์ด้วยการนำเสนอรถมอเตอร์ไซค์ที่ใช้เครื่องยนต์สองสูบที่หลายคนรอคอยอย่างคอนติเนนทัล จีที 650 ทวิน และอินเตอร์เซ็ปเตอร์ ไอเอ็นที 650 ทวิน

 

รอยัล เอนฟิลด์ นำความเร้าใจแบบ “ทวินฟัน” (Twin Fun) กลับมาอีกครั้งด้วยการเปิดตัวรถมอเตอร์ไซค์สองสูบครั้งแรกในรอบ 50 ปี

คอนติเนนทัล จีที 650 (Continental GT 650) และอินเตอร์เซ็ปเตอร์ ไอเอ็นที 650 (Interceptor INT 650) รุ่นใหม่ล่าสุดเตรียมเขย่าตลาดรถจักรยานยนต์ขนาดกลางทั่วโลก

เปิดตัวในอเมริกาเหนือด้วยราคา 5,799 ดอลลาร์สหรัฐ (ราคากลาง) สำหรับอินเตอร์เซ็ปเตอร์ ไอเอ็นที 650 และ 5,999 ดอลลาร์ (ราคากลาง) สำหรับคอนติเนนทัล จีที 650

ถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2513 ที่รอยัล เอนฟิลด์ผลิตรถมอเตอร์ไซค์เครื่องยนต์สองสูบออกจำหน่าย รถมอเตอร์ไซค์รุ่นใหม่ล่าสุดนี้ชวนให้หวนคิดถึงยุคทองของรอยัล เอนฟิลด์ที่เริ่มต้นในปี พ.ศ. 2491 ด้วยการเปิดตัว 500 ทวิน รถมอเตอร์ไซค์สองสูบรุ่นแรกที่ถูกพัฒนาต่อยอดเป็นรุ่นสมรรถนะสูงอันโด่งดังอย่างมีทีเออร์ (Meteor) และซูเปอร์มีทีเออร์ (Super Meteor) ก่อนจะพัฒนามาเป็นอินเตอร์เซ็ปเตอร์รุ่นบุกเบิกในปี พ.ศ. 2503

 

700 อินเตอร์เซ็ปเตอร์ และรุ่นต่อมา 750 ซีซี ซึ่งที่ออกจำหน่ายเฉพาะในสหรัฐอเมริกาและแคนาดากลายเป็นส่วนหนึ่งในวัฒนธรรมสายลมแสงแดดของแคลิฟอร์เนียอย่างรวดเร็ว ตอบสนองความสนุกสนานและตื่นเต้นเร้าใจบนการขับขี่สองล้อ มอบอิสรภาพและความเข้าใจโลกในรูปแบบรถโรดไบค์ที่ปราดเปรียวและมีสไตล์พร้อมกับเป็นเครื่องจักรแห่งการแข่งขันที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ทั้งในรายการแข่งวิบาก ทางฝุ่น และทางเรียบ

การเชื่อมโยงทางประวัติศาสตร์ระหว่างรอยัลเอนฟิลด์และรัฐแคลิฟอร์เนียเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เมืองซานตาครูซได้รับเลือกเป็นสถานที่เปิดตัวคอนติเนนทัล จีที 650 และอินเตอร์เซ็ปเตอร์ ไอเอ็นที 650 ซึ่งไม่เพียงเป็นการประกาศการกลับมาผลิตเครื่องยนต์สองสูบเท่านั้น แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการขยายแบรนด์รอยัล เอนฟิลด์สู่ระดับโลก

รถมอเตอร์ไซค์ทั้งสองรุ่น ซึ่งเปิดตัวในวันนี้ที่อเมริกาเหนือและยังมีการทดลองขับขี่เป็นครั้งแรก ราคาจำหน่ายรุ่นอินเตอร์เซ็ปเตอร์ ไอเอ็นที 650 อยู่ที่ 5,799 ดอลลาร์สหรัฐ และรุ่นคอนติเนนทัล จีที 650 อยู่ที่ 5,999 ดอลลาร์สำหรับสีมาตรฐานนับเป็นการผสมผมสานที่ลงตัวสมบูรณ์แบบ ระหว่างรูปลักษณ์ที่เปี่ยมด้วยสุนทรียภาพประสบการณ์ขับขี่แบบร่วมสมัยและโอกาสที่ลูกค้าเข้าถึงได้ ขณะที่อินเตอร์เซ็ปเตอร์ ไอเอ็นที 650คัสตอม (Custom) และโครม (Chrome) ราคาท 5,999 ดอลลาร์และ 6,499 ดอลลาร์ตามลำดับ ส่วนรุ่นคอนติเนนทัล จีที 650 ราคา 6,249 ดอลลาร์ และ 6,749 ดอลลาร์ ตามลำดับ

สิทธัตถะลาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร รอยัล เอนฟิลด์ กล่าวระหว่างงานเปิดตัวมอเตอร์ไซค์รอยัลเอนฟิลด์ ทวินว่า “เราขับเคลื่อนรอยัล เอนฟิลด์ให้เดินไปข้างหน้าได้อย่างน่ามหัศจรรย์ตลอดกว่าทศวรรษที่ผ่านมา ยอดขายเติบโตจากประมาณ 50,000 คันในปี พ.ศ. 2553 เป็นกว่า 820,000 คันในปี พ.ศ. 2560 การเติบโตระดับปรากฎการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นจากความมุ่งมั่นของเราในการผลิตรถจักรยานยนต์ที่เรียบง่าย สวยงาม สัมผัสได้อย่างลึกซึ้งและมีหัวใจที่ทันสมัย พร้อมกับการสร้างระบบนิเวศของการเดินทางส่วนบุคคลและการแสดงออกระหว่างการเดินทาง เรามีความยินดีต่อการพลิกโฉมของอินเตอร์เซ็ปเตอร์ ไอเอ็นที 650 และคอนติเนนทัล จีที 650 รถมอเตอร์ไซค์ทวินทั้งสองรุ่นคือผลิตภัณฑ์ระดับโลกรุ่นแรกๆ ของเราอย่างแท้จริง และจะมีบทบาทสำคัญเชิงกลยุทธ์ในการต้อนรับเจ้าของรถรอยัล เอนฟิลด์หน้าใหม่ทั่วโลก”

ถึงแม้จะมีการเชื่อมโยงกับอดีต แต่คอนติเนนทัล จีที 650 และอินเตอร์เซ็ปเตอร์ ไอเอ็นที 650 เป็นรถมอเตอร์ไซค์ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาใหม่ทั้งหมดโดยเกิดจากทีมพัฒนาผลิตภัณฑ์ของรอยัล เอนฟิลด์ทั้งในประเทศอินเดียและศูนย์เทคโนโลยีที่ก้าวล้ำหน้าในเมืองบรันติงธอร์ปประเทศอังกฤษ คอนติเนนทัล จีที 650 เป็นรถมอเตอร์ไซค์สไตล์คาเฟ่เรเซอร์แบบสปอร์ต ขณะที่อินเตอร์เซ็ปเตอร์ ไอเอ็นที 650 คือรถโรดสเตอร์ที่ผสานรูปลักษณ์แบบคลาสสิคพร้อมระบบวิศวกรรมที่มีความพิถีพิถันทำให้เกิดเป็นรถมอเตอร์ไซค์ ที่มีเครื่องยนต์ร่วมกันที่จะจุดประกายความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ขับขี่หน้าใหม่และตอบสนองความคาดหวังของนักขี่ที่มีประสบการณ์ให้เกิดความประทับใจ

รุดดราเทศซิงห์ ประธานกรรมการ รอยัล เอนฟิลด์ กล่าวถึงการเปิดตัวรอยัล เอนฟิลด์ ทวินว่า “เรามีลูกค้ารถมอเตอร์ไซค์รอยัล เอนฟิลด์ขนาด 350 ซีซี และ 500 ซีซี มากกว่า 3 ล้านคนในอินเดีย พวกเขากำลังรอคอยที่จะได้สัมผัสกับประสบการณ์ขับขี่ที่แท้จริงเรียบง่าย และสนุกสนานรูปแบบใหม่ๆ สำหรับในตลาดต่างประเทศ รถมอเตอร์ไซค์ทวินจะมีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ไม่เพียงสำหรับเราแต่รวมถึงอุตสาหกรรมในภาพรวมที่จะขยายเซ็กเมนต์รถมอเตอร์ไซค์ขนาดกลางและเชิญชวนผู้ขับขี่หน้าใหม่ ให้หันมาเลือกรถประเภทนี้มากขึ้น เราคาดหวังว่าอินเตอร์เซ็ปเตอร์ ไอเอ็นที 650 และคอนติเนนทัล จีที 650 จะเป็นเหมือนโอกาสที่สมบูรณ์แบบที่จะยกระดับนักเดินทางในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และละตินอเมริการวมถึงการขยายตลาดรถจักรยานยนต์ในสหรัฐอเมริกาและยุโรป”

คอนติเนนทัล จีที 650 และอินเตอร์เซ็ปเตอร์ ไอเอ็นที 650 ถูกผลิตขึ้นเพื่อการขับขี่จริงด้วยการใช้ระบบหล่อเย็นด้วยอากาศที่ง่ายต่อการบำรุงรักษาและเพื่อสร้างเสียงท่อไอเสียของเครื่องยนต์สองสูบที่เร้าใจ พร้อมกับตอกย้ำเส้นสายที่ถ่ายทอดดีไซน์ในอดีตได้อย่างแท้จริง รถมอเตอร์ไซค์ทั้งสองรุ่นมาพร้อมแรงบิดสูงในรอบต่ำเพิ่มความสะดวกง่ายดายในการขับขี่ผ่านจราจรในเมืองและยังมีพละกำลังมากเพียงพอต่อการขับขี่บนถนนทางไกล

รถมอเตอร์ไซค์ทวินรุ่นใหม่ของรอยัล เอนฟิลด์มอบการขับขี่ที่ราบรื่นนอกจากการมีพละกำลังสูงเพียงพอที่ 47 แรงม้า คุณสมบัติลับเฉพาะที่ทำให้เกิดสมรรถนะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยมอยู่ที่การถ่ายทอดแรงบิดถึงผู้ขับขี่ได้อย่างต่อเนื่องตั้งแต่รอบต่ำ โดย 80 เปอร์เซ็นต์ของแรงบิดสูงสุด 52 นิวตันเมตรมาที่ 2,500 รอบต่อนาที ทำให้มีอัตราเร่งที่นุ่มนวลและต่อเนื่องโดยไม่จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนเกียร์บ่อยครั้งเมื่อผสานกับแชสซีส์ที่มีความปราดเปรียวสูงอย่างยิ่งซึ่งพัฒนาที่ศูนย์เทคโนโลยีของรอยัลเอนฟิลด์ในประเทศอังกฤษร่วมกับบริษัทผู้ผลิตเฟรมรถสปอร์ตไบค์ชื่อดังอย่าง แฮริส        เพอร์ฟอร์แมนซ์ (Harris Performance) คุณสมบัติลับเฉพาะที่ทำให้เกิดสมรรถนะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยมจึงไม่เป็นความลับอีกต่อไป

แต่คอนติเนนทัล จีที 650 และอินเตอร์เซ็ปเตอร์ ไอเอ็นที 650 มอบความโดดเด่นมากกว่าแค่ระบบวิศวกรรมที่เป็นเลิศ รถมอเตอร์ไซค์ทั้งสองรุ่นยังตอบโจทย์การขับขี่รถมอเตอร์ไซค์แบบคลาสสิคยุคใหม่ที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องซึ่งเป็นหัวใจหลักในการดำเนินงานของรอยัลเอนฟิลด์มานานหลายทศวรรษ รถมอเตอร์ไซค์ทวินมีแนวคิดเหมือนกับบุลเล็ต รถมอเตอร์ไซค์เครื่องยนต์สูบเดียวอันโด่งดังตรงที่ได้แรงบันดาลใจมาจากอดีตแต่ถูกผลิตขึ้นเพื่อปัจจุบันและออกแบบมาอย่างเหนือกาลเวลาเพื่ออนาคตรถมอเตอร์ไซค์ทั้งสองรุ่นจึงสะท้อนเจตจำนงของรอยัล เอนฟิลด์ที่ให้ความสำคัญกับการใช้งานที่ยาวนานด้วยการกำหนดนิยามความยั่งยืนของรถมอเตอร์ไซค์ในโลกที่ซึ่ง      เทรนด์แบบฉาบฉวย การบริโภคเพื่อแสดงสถานะ และผลิตภัณฑ์ใช้แล้วทิ้งจะถูกมองข้ามอย่างรวดเร็ว

ปัจจุบันมีผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์จำนวนมากขึ้นและมองยานพาหนะของพวกเขาเป็นเหมือนส่วนขยายตัวตนรถมอเตอร์ไซค์ที่พวกเขาสร้างขึ้นเองได้และสามารถขับขี่ผ่านทุกการผจญภัยคอนติเนนทัล จีที 650 และอินเตอร์เซ็ปเตอร์ ไอเอ็นที 650 ถูกสร้างขึ้นให้เป็นรถมอเตอร์ไซค์เช่นนั้น ถึงแม้รถทั้งสองรุ่นจะมีหัวใจคล้ายคลึงกันแต่มอบประสบการณ์ขับขี่ที่แตกต่างกันอย่างมาก

คอนติเนนทัล จีที 650 จะดึงดูดผู้ขับขี่แนวสปอร์ตมากเป็นพิเศษด้วยอุปกรณ์เสริมอย่างเบาะที่นั่งเดี่ยว ถังน้ำมันที่สวยงาม ชุดพักเท้าหลัง และคลิปบนแฮนด์จับแบบรถแข่ง ไม่เพียงมอบความสนุกสนานในการขับขี่ด้วยความเร็วสูงบนถนนอันคดเคี้ยวได้อย่างสมบูรณ์แบบ หากยังมีการออกแบบตามสรีรศาสตร์ที่มอบความสะดวกสบายเมื่อต้องใช้งานในเมืองอย่างมีสไตล์รองรับการเดินทางบนถนนทางไกลหรือการขับขี่สัมผัสธรรมชาติในวันหยุดสุดสัปดาห์ได้อย่างง่ายดาย

อินเตอร์เซ็ปเตอร์ ไอเอ็นที 650 ถูกออกแบบให้สะท้อนรุ่นแรกเริ่มด้วย ถังน้ำมันรูปทรงหยดน้ำที่สะดุดตาพร้อมพื้นที่พักเข่าอันสะดวกสบาย เบาะนั่งคู่ตัดเย็บบุนวม และแฮนด์จับที่กว้างชวนให้นึกถึงสไตล์สตรีทสแครมเบลอร์ที่ได้รับความนิยมทั่วทั้งแคลิฟอร์เนียในยุคทศวรรษที่ 1960 ความสะดวกสบายและตำแหน่งที่นั่งที่ควบคุมง่ายทำให้อินเตอร์เซ็ปเตอร์ ไอเอ็นที 650 มอบทั้งความตื่นเต้นเร้าใจและรองรับการใช้งานในทุกสภาพถนน ตั้งแต่ถนนเรียบชายฝั่งที่เต็มไปด้วยทางโค้งไปจนถึงเส้นทางในเมือง และการโลดแล่นออกนอกเมืองไปถึงการขับขี่รับสายลมริมชายหาด

ทั้งอินเตอร์เซ็ปเตอร์ ไอเอ็นที 650 และคอนติเนนทัล จีที 650 มีรายละเอียดที่พิถีพิถันและสวยงาม ถึงแม้เครื่องยนต์จะมีการออกแบบที่ทันสมัย แต่ก็ถ่ายทอดรูปลักษณ์แบบคลาสสิคได้อย่างยอดเยี่ยม   การตกแต่งเพิ่มเติมอย่างแฮนด์ฟอร์จถังน้ำมัน Monza และชิ้นส่วนอื่นๆ ที่มีความประณีตบรรจงสะท้อนคุณภาพที่สัมผัสได้ทั่วทั้งคัน ด้วยการให้ความสำคัญต่อเอกลักษณ์เฉพาะตัวทั้ง อินเตอร์เซ็ปเตอร์ ไอเอ็นที 650 และคอนติเนนทัล จีที 650 มีทั้งเวอร์ชั่นสแตนดาร์ดหรือคัสตอม พร้อมกับทางเลือกตกแต่งแบบย้อนยุค ตั้งแต่สีแบบพิเศษและลวดลายตกแต่งไปจนถึงกระจกปลายแฮนด์สุดเท่แบบเรโทร แผงบังลมหน้าที่เป็นออปชั่นเสริม และอุปกรณ์ตกแต่งอื่นๆ อย่างล้อ ไฟส่องสว่าง และช่วงล่าง

รถมอเตอร์ไซค์ทั้งสองรุ่นมาพร้อมกับอุปกรณ์ในการขับขี่และเครื่องแต่งกายของรอยัล เอนฟิลด์ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากยุคทศวรรษที่ 1960 สะท้อนเค้าโครงจากบริบททางวัฒนธรรมและยุคของรถมอเตอร์ไซค์เหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อแจ็คเก็ต Clymer และ Spirit เสื้อยืดหลากหลายรูปแบบ หมวกกันน็อก รองเท้า รองเท้าผ้าใบหุ้มข้อ และกางเกงยีนส์ Cordura กับถุงมือ Streetborn ซึ่งทั้งหมดเปี่ยมด้วยสุนทรียภาพที่กลมกลืนระหว่างสไตล์คลาสสิคและการใช้งานแบบร่วมสมัย

อินเตอร์เซ็ปเตอร์ ไอเอ็นที 650 และคอนติเนนทัล จีที 650 ยังมาพร้อมอุปกรณ์ตกแต่งรถจักรยานยนต์ของแท้ (Genuine Motorcycle Accessories) ที่มอบความสะดวกสบาย เพิ่มสไตล์และการป้องกัน รวมถึงยังสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวให้แก่ผู้ขับขี่ อุปกรณ์ตกแต่งประกอบด้วยอุปกรณ์เพื่อการใช้งานและป้องกัน อาทิ การ์ดป้องกันเครื่องยนต์ แม่แรงยกรถ ชุดแท่นยึดกระเป๋าสัมภาระ และช่อง auxiliary สำหรับอุปกรณ์ไฟฟ้า ตลอดจนอุปกรณ์เสริมรูปลักษณ์อย่างท่อสลิปออนสแตนเลสและโครเมียม แผงบังลมอะคริลิค เบาะนั่งแบบเดี่ยวและแบบคู่ รวมถึงกระเป๋าผ้าใบ

รถมอเตอร์ไซค์ทั้งสองรุ่นมีความสำคัญต่ออนาคตของรอยัล เอนฟิลด์อย่างยิ่งเหมือนกับที่อินเตอร์เซ็ปเตอร์รุ่นแรกสร้างชื่อเสียงให้รอยัล เอนฟิลด์โด่งดังในอเมริกา คอนติเนนทัล จีที 650 และอินเตอร์เซ็ปเตอร์ ไอเอ็นที 650 จะสร้างความนิยมในเซกเมนท์รถจักรยานยนต์ขนาดกลางในตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่อย่างอินเดีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และลาตินอเมริกา พร้อมกับมอบทางเลือกใหม่และความแตกต่างให้แก่ผู้ซื้อในยุโรป ออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา

 

ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน ประกาศผล ผู้ชนะการประกวดคัสตอมรถมอเตอร์ไซค์

0

ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน® ประกาศผลผู้ชนะการประกวดคัสตอมรถมอเตอร์ไซค์ BATTLE OF THE KINGS” ครั้งแรกของเมืองไทย         ผู้จำหน่ายฮาร์ลีย์-เดวิดสัน® จำนวน 9 รายในเมืองไทยสมัครเข้าร่วมประชันฝีมือการคัสตอมรถ มอเตอร์ไซค์ 3 รุ่น – ไออ้อน 883 (Iron™ 883), โฟร์ตี้-เอท (Forty-Eight™) และ สตรีท บ๊อบ (Street Bob™)  

ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน

 

ผลงานที่ชนะเลิศรายการ BOTK Thailand ครั้งนี้ ได้แก่ “The Prince” จากทีม ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน® ออฟ แบงคอกโดยใช้รถฮาร์ลีย์-เดวิดสัน® รุ่นสตรีท บ๊อบ (Street Bob™) “The Prince” มีแนวคิดการตกแต่งเพื่อ “หวนรำลึกถึงอดีต” และนำพาความทรงจำของรถคันโปรดในอดีตกลับมาสู่ปัจจุบัน โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากรถมอเตอร์ไซค์สไตล์ Chopper ในยุค 70s นำมาดัดแปลงด้วยการเดินท่อสายไฟใหม่ ตัดบังโคลนหน้าและหลังเพื่อทำให้รถเพรียวบางและสะอาดตาขึ้น เสริมด้วยการเพ้นท์ในโทนสีดำและทองแบบคลาสสิกเพื่อสร้างความโดดเด่น

ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน

ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน

ทีมผู้ชนะเลิศ กล่าวว่า “แรงบันดาลใจของการคัสตอมรถคันนี้คือ “การใช้ชีวิตในแบบฉบับฮาร์ลีย์” จากความรู้สึกของการเป็นเจ้าของและการสร้างสรรค์รถ chopper ตลอดจนการแข่งขันและการเฉลิมฉลองความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างผู้จำหน่ายกับบรรดาเจ้าของรถฮาร์ลีย์-เดวิดสัน® ทีมของเราตัดสินใจคัสตอมรถคันนี้เพื่อหลอมรวมแนวคิดและผสมผสานสไตล์ของทั้งคนรุ่นเก่าและคนรุ่นใหม่ เฉกเช่นวิวัฒนาการของรถ Softail™ โดยโทนสีดำที่นำมาใช้สะท้อนถึงภาพลักษณ์ของรถ Chopper และเสื้อแจ๊กเก็ตหนังสีดำส่วนสีทองนั้นสะท้อน ถึงมงกุฏซึ่งคู่ควรกับการเป็นเจ้าชายหรือ The Prince”

 

ผู้ชนะอันดับ 2 ได้แก่ ทีม ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน® ออฟ ภูเก็ต จากผลงาน “Rusty” ซึ่งมีแนวคิดในการหลอมรวมจิตวิญญาณพื้นถิ่นของภูเก็ตเข้ากับรถมอเตอร์ไซค์ โดยทีมนักคัสตอมได้แสวงหาส่วนลึกของจิตวิญญาณและนำมาตีแผ่ในสไตล์คลาสสิกภายใต้รูปลักษณ์งานดีไซน์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสนิมเหล็ก จึงก่อให้เกิดการสร้างสรรค์ผลงานร่วมสมัยที่คาบเกี่ยวยุคสมัยผู้คนหลายรุ่นได้อย่างโดดเด่น ทีมนักคัสตอมเลือกใช้รถรุ่นโฟร์ตี้-เอท (Forty-Eight™) เพื่อการนำเสนอความงดงามของภูเก็ตทั้งในแง่ของทัศนียภาพและการผจญภัยในชีวิตประจำวัน และเนื่องจากภูมิอากาศส่วนใหญ่ของภูเก็ตเป็นแบบฤดูร้อนและฤดูฝน ซึ่งทำให้เกิดสนิมบนพื้นผิวโลหะได้ง่าย ซึ่งในสายตาของคนทั่วไปนั้น สนิมไม่ใช่สิ่งที่สวยงาม ดังนั้น ทีมงานจึงรู้สึกท้าทายในการสร้างความงามจากสนิมเหล็กเพื่อการสะท้อนถึงเรื่องราวของภูเก็ต และด้วยการผสมผสานอุปกรณ์คัสตอมรถจากวัสดุทองเหลืองร่วมกับการเพ้นท์สีสนิมเหล็ก ทำให้ได้ผลงานที่สามารถสะท้อนถึงสไตล์ที่สวยงามและประวัติศาสตร์ของเกาะแห่งนี้ได้อย่างมีเอกลักษณ์

ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน

ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน

 

รางวัลอันดับ 3 ได้แก่ทีม ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน® ออฟ ขอนแก่น เจ้าของผลงาน “Poise” ที่โดดเด่นด้วยงานเพ้นท์สีรถอันสวยงามซึ่งเกิดจากการร่วมมือกับศิลปินชาวญี่ปุ่น มาซายะ นาริตะ โดยผลงาน “Poise” นำเสนอความสวยงามที่ให้ความรู้สึกย้อนรำลึกถึงอดีตจาก “ดอกคูณ” หรือราชพฤกษ์ ซึ่งมีลักษณะพวงดอกห้อยย้อยราวกับสายฝนสีทองและเป็นดอกไม้ประจำจังหวัดขอนแก่น ซึ่งสีเหลืองยังเป็นสีของโชว์รูมฮาร์ลีย์-เดวิดสัน® ในจังหวัดขอนแก่นเช่นกัน โดยถือเป็นสัญลักษณ์ของขอนแก่นที่ชัดเจน สื่อว่าพระอาทิตย์ที่สาดแสงผ่านประตูเมืองขอนแก่น แสงสีทองนั้นก็คืออนาคตอันโชติช่วงและความสำเร็จของเมืองแห่งนี้นั่นเอง การใช้อุปกรณ์ตกแต่งแนว Brass collection ยังช่วยเสริมธีมให้เด่นชัดและเพิ่มกลิ่นอายแบบวินเทจให้แก่รถ Softail™ Street Bob™ ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ Milwaukee-Eight ใหม่ ให้สวยงามยิ่งขึ้น เป็นการผสมผสานภาพลักษณ์ของโลกเก่าเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยไม่ลดทอนความสะดวกสบายและสมรรถนะการขับขี่ในชีวิตประจำวัน ทำให้ผลงานชิ้นนี้ได้ผลโหวตเป็นอันดับต้นๆของ BOTK ในที่สุด

ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน

ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน

รางวัลอันดับ 3 ได้แก่ทีม ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน® ออฟ ขอนแก่น เจ้าของผลงาน “Poise” ที่โดดเด่นด้วยงานเพ้นท์สีรถอันสวยงามซึ่งเกิดจากการร่วมมือกับศิลปินชาวญี่ปุ่น มาซายะ นาริตะ โดยผลงาน “Poise” นำเสนอความสวยงามที่ให้ความรู้สึกย้อนรำลึกถึงอดีตจาก “ดอกคูณ” หรือราชพฤกษ์ ซึ่งมีลักษณะพวงดอกห้อยย้อยราวกับสายฝนสีทองและเป็นดอกไม้ประจำจังหวัดขอนแก่น ซึ่งสีเหลืองยังเป็นสีของโชว์รูมฮาร์ลีย์-เดวิดสัน® ในจังหวัดขอนแก่นเช่นกัน โดยถือเป็นสัญลักษณ์ของขอนแก่นที่ชัดเจน สื่อว่าพระอาทิตย์ที่สาดแสงผ่านประตูเมืองขอนแก่น แสงสีทองนั้นก็คืออนาคตอันโชติช่วงและความสำเร็จของเมืองแห่งนี้นั่นเอง การใช้อุปกรณ์ตกแต่งแนว Brass collection ยังช่วยเสริมธีมให้เด่นชัดและเพิ่มกลิ่นอายแบบวินเทจให้แก่รถ Softail™ Street Bob™ ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ Milwaukee-Eight ใหม่ ให้สวยงามยิ่งขึ้น เป็นการผสมผสานภาพลักษณ์ของโลกเก่าเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยไม่ลดทอนความสะดวกสบายและสมรรถนะการขับขี่ในชีวิตประจำวัน ทำให้ผลงานชิ้นนี้ได้ผลโหวตเป็นอันดับต้นๆของ BOTK ในที่สุด

 

ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน

BOTK คือการประกวดซึ่งเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก เพื่อการเฟ้นหาผลงานการคัสตอมมอเตอร์ไซค์ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน® ที่มีความสร้างสรรค์ สวยงาม และนำเสนอความแปลกใหม่ได้อย่างน่าประทับใจ โดยมีกติกาว่า ผลงานออกแบบขั้นสุดท้ายจะต้องสามารถนำออกวิ่งบนท้องถนนได้และการตกแต่งต้องอยู่ภายใต้งบประมาณ 300,000 บาท นอกจากนี้ ชิ้นส่วนและอุปกรณ์ตกแต่งไม่น้อยกว่า 50% ของบประมาณที่ใช้ในการตกแต่ง ต้องเป็นของชิ้นส่วนและอุปกรณ์ตกแต่งของแท้จาก ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน® สำหรับรายการ BOTK ประเทศไทยนำเสนอผลงานการคัสตอมมอเตอร์ไซค์ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน®  3 รุ่น ได้แก่ ไออ้อน 883 (Iron™ 883), โฟร์ตี้-เอท (Forty-Eight™) และ สตรีท บ๊อบ (Street Bob™)

ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน

สำหรับการประกวด “HARLEY-DAVIDSON® BATTLE OF THE KINGS” ครั้งแรกของเมืองไทยนี้ ในส่วนของกิจกรรมออนไลน์ก็ประสบความสำเร็จอย่างสูงเช่นกันด้วยจำนวนผลโหวตรวมสูงถึง 20,025 คะแนน โดยวันตัดสินและพิธีมอบรางวัลแก่ผู้ชนะเลิศรายการ 2018 Custom King จะจัดขึ้นในเดือนพฤศจิกายนนี้ ที่งาน EICMA Show ในกรุงมิลาน ประเทศอิตาลี โดยมีทีมผู้จำหน่ายฮาร์ลีย์-เดวิดสัน® เกือบ 300 ทีมจากทั่วโลกที่มารวมการประกวดคัสตอมรถมอเตอร์ไซค์ครั้งยิ่งใหญ่นี้

ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน

ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน

“เราขอขอบคุณผู้จำหน่ายฮาร์ลีย์-เดวิดสัน® ทุกท่านที่มาร่วมกันสร้างสรรค์ผลงานการคัสตอมมอเตอร์ไซค์ที่สวยงามทั้ง 9 คันนี้” นายธนบดี กุลทล (มาร์ค) ผู้จัดการประจำประเทศ ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน® ประเทศไทย กล่าว “ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน® มีชื่อเสียงโด่งดังในเรื่องการคัสตอมรถระดับตำนาน และรายการ BATTLE OF THE KINGS ถือเป็นข้อพิสูจน์ที่ยิ่งใหญ่ระดับโลกถึงเรื่องนี้ โดยรายการ BOTK กำหนดรถ 3 รุ่นให้เป็นเสมือนผืนผ้าใบที่ว่างเปล่า เพื่อให้ผู้จำหน่ายทั้ง 9 รายสามารถสร้างสรรค์การคัสตอมรถที่น่าอัศจรรย์ได้ตามธีมและรูปแบบของตัวเอง

ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน

ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน

ซึ่งถือเป็นการบ่งบอกถึงบุคลิกภาพของผู้จำหน่ายแต่ละรายของเราได้อย่างชัดเจน เนื่องจากชิ้นส่วนและอุปกรณ์ตกแต่งของ ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน® นั้นมีให้เลือกมากมาย ทำให้ผู้ขับขี่สามารถเลือกคัสตอมรถได้อย่างอิสระซึ่งเห็นได้จากผลงานในรายการ BOTK ครั้งนี้ สำหรับเจ้าของรถฮาร์ลีย์-เดวิดสัน®  ก็สามารถเป็นเจ้าแห่งการคัสตอมรถและสร้างสรรค์ผลงานระดับมาสเตอร์พีซได้ในโรงรถของตนเอง เราจึงขอเชิญชวนคนรักมอเตอร์ไซค์ให้มาเยี่ยมชมโชว์รูมฮาร์ลีย์-เดวิดสัน® ใกล้บ้านท่าน และสร้างสรรค์สิ่งพิเศษด้วยตัวท่านเอง”

 ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน

ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน

ปัจจุบัน ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน® มีโชว์รูมในประเทศไทย 9 แห่ง ซึ่งทุกแห่งนำเสนอจิตวิญญาณของฮาร์ลีย์-เดวิดสัน® ที่แสดงถึงความเป็นเอกเทศ อิสรเสรี และการนำเสนอตัวตนอันโดดเด่นอย่างมั่นใจ โดยนักขี่สามารถเลือกซื้อและสัมผัสกับชิ้นส่วน อะไหล่ และอุปกรณ์ตกแต่งรถได้ด้วยตัวเองที่โชว์รูมทุกแห่ง

ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน

กรุณาดูข้อมูลเพิ่มเติมที่ h-d.asia/battleofthekings

รายชื่อผู้เข้าประกวดรายการ HarleyDavidson® Battle of the Kings ในประเทศไทย

ผู้จำหน่าย รุ่นฮาร์ลีย์-เดวิดสัน®ชื่อผลงาน
ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน® ออฟ แบงคอกสตรีท บ๊อบTHE PRINCE
ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน® เมโทรโปลิตัน แบงคอกโฟร์ตี้-เอทMETRO CUSTOM
เอเอเอส ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน® ออฟ แบงคอกไออ้อน 883SON OF THE WIND
ริชโค่ ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน® (เชียงใหม่)ไออ้อน 88384 ROCKET
พอยส์ ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน® ออฟ ขอนแก่นสตรีท บ๊อบPOISE
ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน® ออฟ อุบลราชธานีสตรีท บ๊อบIRON LOTUS
เอเอเอส ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน® ออฟ พัทยาสตรีท บ๊อบTHE CLUB STYLE TO DIE FOR
ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน® ออฟ ภูเก็ตโฟร์ตี้-เอทRUSTY
ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน® ออฟ หาดใหญ่ไออ้อน 883GOLDEN MERMAID