Home Blog Page 6

GWM ปักธงส่ง GWM ORA 5 ใน 2 ขุมพลัง ทั้งไฟฟ้าและไฮบริด เปิดตัวครั้งแรกบนเวทีโลกที่ประเทศไทย ในวันที่ 12 มีนาคม!

0
GWM ORA 5 1

GWM (Thailand) ยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงาน ตอบโจทย์ผู้ใช้งานทุกกลุ่มทั่วโลก ภายใต้แนวคิด “All Scenarios – All Powertrains – All Users” พร้อมก้าวสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์จีนที่คนไทยให้ความไว้วางใจสูงสุด และอันดับหนึ่งของแบรนด์รถยนต์จีนด้านบริการหลังการขายผ่านผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และการดูแลลูกค้าด้วยความใส่ใจและโปร่งใส ล่าสุด GWM เตรียมเขย่าตลาด SUV-B ในไทย กับการมาถึงของ GWM ORA 5 ที่ต่อยอดความสำเร็จจาก GWM ORA Good Cat รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นสำคัญที่คนไทยให้ความไว้วางใจมากว่า 4 ปี พร้อมตอกย้ำกลยุทธ์ Multi-powertrain กับการเปิดตัวรถยนต์รุ่นไฮไลต์แห่งปีอย่าง GWM ORA 5 ใน 2 ทางเลือกขุมพลัง ทั้ง BEV และ HEV สะท้อนแนวคิดการพัฒนารถยนต์ที่มุ่งตอบโจทย์การใช้งานจริงของผู้บริโภคชาวไทยในทุกมิติ ด้วยดีไซน์ที่โดดเด่นและการจัดเต็มด้านเทคโนโลยี ควบคู่กับการมอบความปลอดภัยและความสะดวกสบายขั้นสุด ตอบโจทย์ทั้งผู้ที่ต้องการประสบการณ์การขับขี่ล้ำสมัยแบบรถยนต์ไฟฟ้าล้วน (BEV) และผู้ที่มองหาความยืดหยุ่นในการใช้งานด้วยระบบไฮบริด (HEV) โดยยังคงมอบสมรรถนะ ความคล่องตัว และความมั่นใจในทุกการเดินทาง โดย GWM ORA 5 เตรียมเปิดตัวในวันที่ 12 มีนาคม ณ UOB Live, Emsphere

การเปิดตัว GWM ORA 5 ในประเทศไทย ถือเป็นก้าวสำคัญของ GWM ในระดับโลก โดยประเทศไทยถือเป็นประเทศที่สองของโลกในการเปิดตัวรุ่น BEV ต่อจากประเทศจีน และเป็นประเทศแรกของโลกในการเปิดตัวรุ่น HEV ซึ่ง GWM (Thailand) ได้ศึกษาถึงโครงสร้างตลาดรถยนต์ในประเทศไทยและเล็งเห็นถึงความชื่นชอบของผู้บริโภคชาวไทยที่มีต่อรถยนต์ไฮบริด ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการตัดสินใจนำ GWM ORA 5 รุ่น HEV เข้ามาให้คนไทยได้สัมผัส ซึ่ง GWM มั่นใจว่ารถยนต์คันนี้จะเป็นทางเลือกที่คุ้มค่า ตอบโจทย์ความต้องการของคนไทย ในการยกระดับประสบการณ์ในทุกมิติไปอีกขั้น

เบื้องหลังกลยุทธ์ Multi-powertrain และความยืดหยุ่นด้านขุมพลังของ GWM ORA 5 คือแนวคิดการพัฒนาแพลตฟอร์มระดับโลกล่าสุดของ GWM ซึ่งยึดหลัก “First Principles” หรือการกลับไปสู่แก่นแท้ของการสร้างรถยนต์ เพื่อลดความซับซ้อน และออกแบบโครงสร้างที่รองรับความต้องการที่หลากหลายได้อย่างมีประสิทธิภาพ แนวคิด “หนึ่งรุ่น หลายขุมพลัง” จึงกลายเป็นคำตอบสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคสามารถเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของตนเองได้ โดยยังคงมาตรฐานคุณภาพและประสบการณ์การใช้งานในระดับเดียวกัน

เวย์น โจว กรรมการผู้จัดการ GWM (Thailand) กล่าวว่า “การวางตำแหน่ง GWM ORA 5 ในเซกเมนต์ SUV-B พร้อมทางเลือกใน 2 ขุมพลัง ทั้ง BEV และ HEV ไม่เพียงสะท้อนทิศทางของ GWM ในการพัฒนาแพลตฟอร์มอัจฉริยะที่ยืดหยุ่นเท่านั้น แต่ยังตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะหนึ่งในตลาดยุทธศาสตร์สำคัญของภูมิภาค และเรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เป็นเจ้าภาพการเปิดตัว GWM ORA 5 HEV ครั้งแรกของโลกในกรุงเทพฯ โดย GWM ORA 5 ถูกวางให้เป็นอีกหนึ่งรุ่นหลักที่มีศักยภาพสร้างแรงกระเพื่อมให้ทั้งตลาด BEV และ HEV ในประเทศ การเดินหน้าครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ แต่เป็นอีกก้าวสำคัญของ GWM (Thailand) ในการขยายทางเลือกด้านพลังงานให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น พร้อมส่งมอบความมั่นใจให้ผู้บริโภคไทยเลือกใช้ได้อย่างตรงใจและใช้ชีวิตได้อย่างลงตัวในทุกไลฟ์สไตล์”

 

 

 

 

“เอเอเอสฯ” สะท้อนความเชื่อมั่นถึงบริการหลังการขายที่ได้รับความไว้วางมากว่า 30 ปี ขอเชิญเจ้าของรถยนต์ปอร์เช่ พานาเมร่า (Panamera) รับบริการตรวจเช็คสภาพในแคมเปญ “Porsche Service Clinic Panamera Trust & Performance Check 2026”

0
เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส 1

เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ปอร์เช่อย่างเป็นทางการแห่งแรกในประเทศไทย ด้วยมาตรฐานศูนย์บริการระดับโลกจากโรงงานปอร์เช่ ประเทศเยอรมนี ผสานความเชี่ยวชาญของทีมช่างผู้ผ่านการรับรอง ขอเชิญเจ้าของรถยนต์ปอร์เช่รุ่นปอร์เช่ พานาเมร่า (Panamera) เข้าร่วมแคมเปญสุดพิเศษ “Porsche Service Clinic Panamera Trust & Performance Check 2026 ระหว่างวันที่ 4 – 14 มีนาคม 2569 ณ Porsche Centre Bangkok และ Porsche Centre Pattanakarn

เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส 2

พร้อมดูแลรถยนต์คู่ใจด้วยประสบการณ์ที่ได้รับความไว้วางใจมากว่า 30 ปี เอเอเอสฯ ดูแลรถทุกคันโดยทีมช่างผู้ผ่านการรับรองและได้รับรางวัลเหรียญทองตามมาตรฐานเดียวกับโรงงานผู้ผลิตจากประเทศเยอรมนี พร้อมเครื่องมือเฉพาะทางที่ทันสมัย เพื่อให้รถของท่านคงไว้ซึ่งสมรรถนะ ความปลอดภัย และความสมบูรณ์แบบในทุกการขับขี่ โดยลูกค้าที่เข้าร่วมแคมเปญจะได้รับสิทธิประโยชน์พิเศษ ดังนี้

เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส 3

ลูกค้าที่นำรถเข้ารับบริการในแคมเปญนี้จะได้รับสิทธิพิเศษดังต่อไปนี้

  • ฟรี บริการตรวจเช็กรถยนต์ 111 จุด
  • น้ำมันเครื่อง Mobil 1 ฟรี 1 ลิตร เมื่อทำการนัดหมายผ่านระบบออนไลน์
  • รับส่วนลดเพิ่ม 5% สำหรับ Fast Check ครอบคลุมการเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง ไส้กรองต่าง ๆ น้ำมันเบรก และอุปกรณ์สิ้นเปลืองสำคัญ
  • รับส่วนลดพิเศษสูงสุด 40% สำหรับสินค้า Tequipment (เฉพาะสินค้าที่ร่วมรายการ)
  • รับส่วนลดพิเศษสูงสุด 25% สำหรับสินค้า Porsche Lifestyle
  • เมื่อมียอดใช้จ่ายมากกว่า 30,000 บาท รับฟรี ร่ม Mobil 1 และแก้วน้ำ Mobil Tumbler
  • สัมผัสประสบการณ์ Test Drive ยนตรกรรมจากปอร์เช่หลากหลายรุ่นภายในงาน

โดยสามารถนัดหมายเข้ารับบริการได้ที่:

Porsche Centre Bangkok โทร. 02-522-6655

Porsche Centre Pattanakarn โทร. 02-369-1111

เอเอเอสฯ เชื่อมั่นว่าการดูแลที่ดีเริ่มต้นจากความใส่ใจในรายละเอียด และการบริการที่ครบถ้วนในทุกขั้นตอน เพื่อให้รถปอร์เช่คู่ใจของท่านพร้อมถ่ายทอดพลังแห่งสมรรถนะและความภาคภูมิใจได้อย่างเต็มที่ในทุกเส้นทางเพราะความไว้วางใจที่ลูกค้ามอบให้ตลอด 3 ทศวรรษ คือแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้เอเอเอสฯ ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาการบริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อดูแลรถทุกคันให้ดีที่สุดเสมอมา และตลอดไป

 

 

“ฮอนด้า” แจ้งสถานการณ์การส่งมอบรถยนต์ล่าช้า พร้อมดูแลลูกค้าอย่างต่อเนื่อง

0
ฮอนด้า 1

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ขอขอบคุณลูกค้าทุกท่านเป็นอย่างสูงสำหรับความไว้วางใจและความเชื่อมั่นที่มีต่อฮอนด้าและผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ มาโดยตลอด เนื่องจากบริษัทฯ ได้รับผลกระทบจากชิ้นส่วนบางรายการที่จำเป็นต่อกระบวนการผลิต ส่งผลให้บริษัทฯ ส่งมอบรถยนต์ล่าช้า

ทั้งนี้ ฮอนด้าได้ตระหนักถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากสถานการณ์ดังกล่าว และอยู่ระหว่างเร่งดำเนินมาตรการแก้ไขเพื่อให้สามารถกลับมาดำเนินการผลิตและส่งมอบรถยนต์ได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด สำหรับลูกค้าที่ได้ทำการจองรถภายใต้แคมเปญพิเศษ “Honda โปรตะลึง ตรึงราคา! พลัสเพิ่มความคุ้มแบบจึ้งใจ” ซึ่งมีเงื่อนไขการจองตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 ถึงวันที่ 6 เมษายน 2569 และกำหนดการรับรถภายในวันที่ 10 เมษายน 2569 โดยบริษัทฯ ขอแจ้งว่าลูกค้าจะยังคงได้รับสิทธิประโยชน์ตามแคมเปญดังกล่าว และได้ขยายระยะเวลาการรับรถออกไปจนถึงวันที่ 30 เมษายน 2569 พร้อมจะบริหารจัดการกระบวนการส่งมอบรถยนต์ให้แก่ลูกค้าอย่างเหมาะสม

ฮอนด้าขออภัยในความไม่สะดวกที่เกิดขึ้นมา ณ โอกาสนี้ และยังคงให้ความสำคัญกับการดูแลลูกค้า โดยมุ่งมั่นที่จะพัฒนาและบริหารจัดการกระบวนการส่งมอบผลิตภัณฑ์และการให้บริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้าทุกท่าน

 

 

  “MG Primus” สร้างประวัติการณ์ใหม่! กวาด No.1 รางวัล MG Dealer Award 2025 ครบทุกมิติ ครองแชมป์ผู้นำดีลเลอร์ MG คุณภาพสูง สะท้อนมาตรฐานที่เหนือระดับและความเชื่อมั่นของลูกค้าไทย

0
MG Primus 1

นายณัฏฐวุฒิ ตั้งคารวคุณ ประธาน กลุ่มบริษัทในเครือ Primus Group และ MG Primus เปิดเผยว่า ในปี 2025 ที่ผ่านมา ทาง MG Primus ประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูง โดยได้รับรางวัลผลงานยอดเยี่ยมอันดับ 1 ด้านต่างๆ รวมทั้งสิ้น 6 รางวัลใหญ่ ในพิธีมอบรางวัล “MG Dealer Award 2025”  ที่ได้รับเกียรติจาก มร.ต๋า เซินเซิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด เป็นผู้มอบรางวัล ภายในงานประชุมผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ MG ทั่วประเทศ ภายใต้ชื่อ “MG Dealer Award 2025” ที่จัดขึ้น โดยบริษัท เอ็มจี เซลล์ (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด

เอ็มจี ไพร์มัส 2

สำหรับรางวัล MG Dealer Award 2025 ที่ MG Primus ได้รับรวมทั้งหมด 6 รางวัล ได้แก่

  1. 1. Excellence Award : รางวัลอันดับ 1 กลุ่มผู้จำหน่ายที่มีประสิทธิภาพครอบคลุมทุกด้าน
  2. 2. Best Sales Performance : รางวัลอันดับ 1 กลุ่มผู้จำหน่ายที่มียอดขายปลีกสูงสุดในประเทศ
  3. 3. Best Sales Volume of MG IM6 Group: รางวัลอันดับ 1 กลุ่มผู้จำหน่ายที่มียอดขายรถยนต์ MG IM6 สูงสุดในประเทศ
  4. 4. Best Sales Volume (EV) : รางวัลอันดับ 1 กลุ่มผู้จำหน่ายที่มียอดขายรถยนต์ไฟฟ้าสูงสุดในประเทศ

5.Best Sales Volume (ICE) : รางวัลอันดับ 1 กลุ่มผู้จำหน่ายที่มียอดขายรถยนต์สันดาปสูงสุดในระดับประเทศ

  1. 6. Best Dealer Star : รางวัลอันดับ 1 ประเภทผู้จำหน่ายที่มีคะแนนมาตรฐานบริการลูกค้า เฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 90% โดย MG Primus สาขาพัทยา เป็นได้รับรางวัลดังกล่าว

เอ็มจี ไพร์มัส 3

นอกจากนี้ MG Primus ยังได้รับรางวัล 5 Stars Award  สำหรับผู้จำหน่ายที่สามารถรักษามาตรฐานการดำเนินงานและคุณภาพการบริการได้อย่างต่อเนื่องตลอดปี สะท้อนการบริหารที่มีคุณภาพ สม่ำเสมอ และให้ความสำคัญกับประสบการณ์แก่ลูกค้าในทุกด้านเป็นอย่างดี

เอ็มจี ไพร์มัส 4

พร้อมสร้างสถิติใหม่ด้านการจำหน่ายรถยนต์ ในเดือนธันวาคม 2568 โดยทำยอดจำหน่ายสูงสุดในรอบ 12 ปี สะท้อนความเชื่อมั่นของลูกค้าที่มีต่อมาตรฐานการบริการโดยรวมของ MG Primus

เอ็มจี ไพร์มัส 5

นายณัฏฐวุฒิ กล่าวเพิ่มเติมว่า ความสำเร็จครั้งนี้ ตอกย้ำบทบาทของ MG Primus ในฐานะกำลังสำคัญของเครือข่ายผู้จำหน่าย MG ประเทศไทย ที่จะร่วมขับเคลื่อนการเติบโตธุรกิจควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานการบริการให้แก่ลูกค้าให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น

เอ็มจี ไพร์มัส 6

ทั้งเป็นบทพิสูจน์ทิศทางและนโยบายของ Primus Group ที่กำหนดได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม สอดรับกับสถานการณ์ด้านการตลาดและอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในปัจจุบัน ด้วยการมุ่งพัฒนาเครือข่าย บุคลากร การบริหารงานและการบริการที่ส่งมอบประสบการณ์ตรงให้แก่ลูกค้าอย่างครบวงจร เพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดและสร้างมาตรฐานการบริการที่ดีและเหนือระดับ ในฐานะผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ระดับชั้นแนวหน้าของไทย

เอ็มจี ไพร์มัส ิ10

นายจิระพล รุจิวิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัท Primus Group กล่าวเพิ่มเติมว่า “การได้รับรางวัล MG Dealer Award 2025 ครบทั้ง 6 รางวัลหลัก ถือเป็นความสำเร็จที่สะท้อนถึงความแข็งแกร่งขององค์กรในภาพรวม ที่มุ่งตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างครอบคลุมในทุกด้าน และ MG Primus ยังคงเดินหน้าในการพัฒนาศักยภาพบุคลากรและยกระดับระบบการบริหารงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้า และรักษามาตรฐานให้มีคุณภาพดีขึ้นเป็นลำดับต่อไป”

เอ็มจี ไพร์มัส 11

 

 

“มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย” มอบระบบไฟฟ้าจากโซล่าร์เซลล์ ให้แก่ โรงพยาบาลลอง จังหวัดแพร่ เดินหน้าสนับสนุนความเป็นกลางทางคาร์บอน ภายใต้โครงการ ‘Solar for Lives: พลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อชีวิตที่ดีกว่า’

0
Mitsubishi 1

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด สานต่อ โครงการ ‘Solar for Lives: พลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อชีวิตที่ดีกว่า’ ส่งมอบระบบไฟฟ้าจากโซล่าร์เซลล์ ขนาด 50 กิโลวัตต์ ให้แก่ โรงพยาบาลลอง จังหวัดแพร่ มูลค่าทั้งสิ้น 1,353,550 บาท ซึ่งเป็นโรงพยาบาลแห่งที่ 13 ตามเป้าหมายการติดตั้งระบบไฟฟ้าจากโซล่าร์เซลล์ ให้แก่โรงพยาบาลชุมชน 40 แห่งทั่วประเทศ ภายในระยะเวลา 10 ปี เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดลดภาระค่าใช้จ่ายภายในโรงพยาบาล รวมถึงลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม มุ่งสู่การร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน โดยปัจจุบันติดตั้งรวมกำลังการผลิตแล้วกว่า 650 กิโลวัตต์

Mitsubishi 2

นายสาโรจน์ มะอาจเลิศ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ สายงานขาย บริการหลังการขาย และประสบการณ์ลูกค้าบริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “โครงการ ‘Solar for Lives: พลังงานแสงอาทิตย์เพื่อชีวิตที่ดีกว่า’ เป็นมากกว่าการติดตั้งระบบพลังงานสะอาด แต่คือการสนับสนุนโรงพยาบาลในเขตชุมชน โดยเปลี่ยน ‘ต้นทุนพลังงาน’ ให้กลายเป็น ‘โอกาสทางการแพทย์’ เมื่อภาระค่าไฟฟ้าลดลง โรงพยาบาลจะสามารถนำงบประมาณไปจัดสรรในด้านต่าง ๆ เช่น เครื่องมือแพทย์ เทคโนโลยีการรักษา และการดูแลผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน โครงการนี้ยังช่วยยกระดับการใช้พลังงานหมุนเวียนในภาคสาธารณสุข และสร้างต้นแบบการบริหารจัดการพลังงานที่ยั่งยืนในระดับชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม สำหรับ โรงพยาบาลลอง จังหวัดแพร่ เราคาดว่าจะช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าได้มากถึง 300,000 บาทต่อปี สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ในการดำเนินธุรกิจควบคู่กับการตอบแทนสังคมและชุมชน”

Mitsubishi 3

นายแพทย์วราวุทธ สมบูรณ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลลอง กล่าวว่า “เราขอขอบคุณ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย และหน่วยงานพันธมิตร ทุกท่าน ที่ให้ความสำคัญกับ โรงพยาบาลลอง จังหวัดแพร่ โครงการนี้ถือเป็นการสนับสนุนที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง สำหรับโรงพยาบาลขนาดเล็กซึ่งมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ การได้รับมอบระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์จะช่วยให้เราสามารถลดภาระค่าใช้จ่าย และเพิ่มขีดความสามารถในการพัฒนาคุณภาพการรักษาพยาบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ การได้ใช้พลังงานทางเลือกยังเป็นก้าวสำคัญของโรงพยาบาลชุมชนในการปรับตัวสู่การบริหารจัดการที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม อันนำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของผู้คนในท้องถิ่นอีกด้วย”

Mitsubishi 5

นอกจากนี้ ภายในพิธีมอบระบบไฟฟ้าจากโซล่าร์เซลล์ บริษัท แพร่ยนตรการ มิตซู จำกัด ยังได้นำรถยนต์มิตซูบิชิ
มาจัดแสดงหลากหลายรุ่น พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้สนใจได้ทดลองขับ เพื่อสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ของรถยนต์มิตซูบิชิอย่างใกล้ชิด อาทิ ออล-นิว มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี และ มิตซูบิชิ ไทรทันเมกะ แค็บ

Mitsubishi  7\

โครงการ ‘Solar for Lives: พลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อชีวิตที่ดีกว่า’ เป็นหนึ่งในแผนการดำเนินงานเพื่อสังคมของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ซึ่งครอบคลุม 3 ด้านหลัก ได้แก่ การศึกษา สิ่งแวดล้อม และสุขภาพ ภายใต้ความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตร ได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ปัจจุบันมีการส่งมอบและติดตั้งระบบไฟฟ้าจากโซล่าร์เซลล์ให้แก่โรงพยาบาลชุมชนแล้ว 13 แห่ง ประกอบด้วย

  • โรงพยาบาลน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น
  • โรงพยาบาลพญาเม็งราย จังหวัดเชียงราย
  • โรงพยาบาลเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง
  • โรงพยาบาลวิภาวดี จังหวัดสุราษฎร์ธานี
  • โรงพยาบาลปง จังหวัดพะเยา
  • โรงพยาบาลชานุมาน จังหวัดอำนาจเจริญ
  • โรงพยาบาลด่านมะขามเตี้ย จังหวัดกาญจนบุรี
  • โรงพยาบาลบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี
  • โรงพยาบาลนาดี จังหวัดปราจีนบุรี
  • โรงพยาบาลนายายอาม จังหวัดจันทบุรี
  • โรงพยาบาลพรเจริญ จังหวัดบึงกาฬ
  • โรงพยาบาลสระใคร จังหวัดหนองคาย
  • โรงพยาบาลลอง จังหวัดแพร่

PTG เสิร์ฟงบปี 68 กำไรแตะ 1,074 ลบ. – EBITDA โต 11.3% กาแฟพันธุ์ไทยนำทัพ Non-Oil โตเด่น – มาร์เก็ตแชร์ค้าปลีกน้ำมันพุ่ง 22.0%

0

บมจ. พีทีจี เอ็นเนอยี (PTG)  เปิดผลงานปี 2568 มีกำไรสุทธิจำนวน 1,074 ล้านบาท  ส่วนรายได้จากการขายและการให้บริการมีจำนวน 224,341 ล้านบาท ขณะที่ EBITDA  เติบโตถึง 11.3% YoY รับอานิสงส์ธุรกิจ Non-Oil ที่มีสัดส่วนกำไรขั้นต้น 37.1% หรือ 6,482 ล้านบาท เติบโต 75.7% ชูธุรกิจกาแฟพันธุ์ไทยมีรายได้เติบโตอย่างโดดเด่นถึง 134.3% จากการขยายสาขามากกว่า 2,000 สาขา และการเติบโตของยอดขายจากสาขาเดิม (SSSG) ขณะที่ธุรกิจ Oil ยังคงครองมาร์เก็ตแชร์อยู่ที่ 22.0% อย่างแข็งแกร่ง ตั้งเป้ารายได้ธุรกิจ Non-Oil ปี 2569  อยู่ที่ 30-40% YoY ขณะที่สัดส่วนกำไรขั้นต้นธุรกิจ Non-Oil อยู่ที่ 40-45% กลุ่มสมาชิก PT Max Card, PT Max Card Plus และ PT Max Card Plus EV ยังคงเป็นตัวขับเคลี่อนหลัก ด้านบอร์ดอนุมัติจ่ายปันผลงวดปี 2568 ในอัตราหุ้นละ 0.35 บาท กำหนดจ่าย 15 พ.ค.นี้

นายพิทักษ์ รัชกิจประการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานงวดปี 2568 (สิ้นสุดวันที่ 31  ธันวาคม 2568) ของบริษัทและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิจำนวน 1,074 ล้านบาท  เพิ่มขึ้น 3.1 % YoY และมีกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) จำนวน 6,899 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.3% YoY  ส่วนกำไรขั้นต้นมีจำนวน 17,489 ล้านบาท  เพิ่มขึ้น 18.4% YoY  โดยได้รับปัจจัยหนุนจากธุรกิจ Non-Oil ซึ่งมีกำไรขั้นต้นเติบโต 75.7% YoY ส่งผลให้สัดส่วนกำไรขั้นต้นจากธุรกิจ Non-Oil เพิ่มขึ้นเป็น 37.1% ของกำไรขั้นต้นรวม จาก 25.0% ในปี 2567 สะท้อนการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของพอร์ตธุรกิจที่มีความสมดุลและมีคุณภาพมากขึ้น

รายได้จากการขายและการให้บริการมีจำนวน 224,341 ล้านบาท  ลดลงเล็กน้อย 0.7% YoY  โดยมีสาเหตุหลักจากราคาขายปลีกเฉลี่ยในธุรกิจ Oil ที่ปรับลดลง ขณะที่ปริมาณจำหน่ายน้ำมันผ่านทุกช่องทางยังสามารถรักษาระดับได้ใกล้เคียงกับปีก่อน สะท้อนเสถียรภาพของอุปสงค์และความแข็งแกร่งของฐานลูกค้า ส่วนธุรกิจ Non-Oil เติบโตโดดเด่น โดยมีรายได้เพิ่มขึ้น 31.7% YoY เป็น 23,654 ล้านบาท

ทั้งนี้ได้รับแรงขับเคลื่อนสำคัญจากธุรกิจกาแฟพันธุ์ไทยที่มีรายได้ 5,309 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 134.3%  YoY จากการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง โดย ณ สิ้นปี 2568 มีจำนวนสาขาทั้งสิ้น 2,151 สาขา เพิ่มขึ้น 59.7% YoY เทียบเท่ากับอัตราการขยายมากกว่า 2.2 สาขาต่อวัน  รวมถึงการเติบโตของยอดขายจากสาขาเดิม  (Same-Store-Sales) จากการกลับมาใช้บริการของกลุ่มลูกค้าสมาชิกเป็นหลักและแคมเปญทางการตลาดที่มีออกมาอย่างต่อเนื่อง

ส่วนธุรกิจก๊าซ LPG มีรายได้จำนวน 10,337  ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.4% YoY เป็นผลมาจากปริมาณการจำหน่ายก๊าซ  LPG ผ่านทุกช่องทางที่เติบโต 7.9% YoY เป็น 421 ล้านกิโลกรัม  และมีจำนวนสาขาธุรกิจ LPG เพิ่มขึ้น 21.6% YoY เป็น 698 สาขา  อย่างไรก็ตามบริษัท ยังคงครองส่วนแบ่งการตลาดในกลุ่มของปริมาณการจัดจำหน่ายก๊าซ LPG ผ่านสถานีบริการเป็นอันดับที่ 1 ในปี 2568

 

รายได้จากการขายและการให้บริการธุรกิจ Oil ในปี 2568 มีจำนวน 200,687 ล้านบาท ซึ่งบริษัท มีปริมาณการจำหน่ายน้ำมันผ่านทุกช่องทางรวมทั้งสิ้นประมาณ 6,685 ล้านลิตร ขณะที่ปริมาณการจำหน่ายผ่านช่องทางค้าปลีกผ่านสถานีบริการ PT เป็นหลักอยู่ที่จำนวน 6,569 ล้านลิตร สะท้อนความแข็งแกร่งของฐานลูกค้าและประสิทธิภาพในการบริหารเครือข่ายสถานีบริการของบริษัท  บริษัท ยังคงมีส่วนแบ่งการตลาดผ่านช่องทางค้าปลีกผ่านสถานีบริการ PT เป็น 22.0%  และปี 2569 ตั้งเป้าปริมาณการจำหน่ายน้ำมันเติบโตประมาณ 3-5% YoY  และคาดว่าจะมีจำนวนสถานีบริการน้ำมันรวมประมาณ 2,309 สถานีภายในปี 2569

นายพิทักษ์ กล่าวว่าปี 2569 บริษัท ตั้งเป้าอัตราการเติบโตของรายได้จากธุรกิจ Non-Oil อยู่ในระดับ 30-40% YoY และรักษาสัดส่วนกำไรขั้นต้นของธุรกิจ Non-Oil ไว้ที่ประมาณ 40-45%  ผ่านการบริหารพอร์ตธุรกิจ การควบคุมต้นทุน และการเพิ่มเติมสัดส่วนธุรกิจที่มีมาร์จิ้นสูงอย่างต่อเนื่อง ส่วน EBITDA ตั้งเป้าเติบโต 8-12%  YoY

ทั้งนี้ธุรกิจกาแฟพันธุ์ไทยยังคงเป็นธุรกิจที่สำคัญของ Non-Oil โดยปีนี้วางแผนขยายสาขาไม่น้อยกว่า 800 สาขา ควบคู่กับการสร้างฐานลูกค้าใหม่ ขณะเดียวกันได้ต่อยอดพอร์ตธุรกิจอาหารผ่านการเปิดตัวแบรนด์ “ก๋วยเตี๋ยวเรือพันธุ์ไทย” ซึ่งได้เปิดสาขานำร่องแล้ว 3 สาขาในปีที่ผ่านมา และในปี 2569 วางแผนขยายเพิ่มเติมประมาณ 50 สาขา ส่วนธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มอื่นๆ ยังคงเดินหน้าขยายต่อเนื่อง อาทิ ธุรกิจ SUBWAY ขณะที่ ธุรกิจ LPG วางเป้าหมายขยายจุดให้บริการรวมเป็นประมาณ 836 จุด โดยการเติบโตยังคงมาจากธุรกิจก๊าซหุงต้มเป็นหลัก ในส่วนของธุรกิจ Non-Oil อื่นๆ เช่น ร้านสะดวกซื้อ Max Mart, ศูนย์ซ่อมบำรุงรถยนต์ และศูนย์บริการ Autobacs, สถานีบริการรูปแบบใหม่ PT GIGA EV และสถานีอัดประจุไฟฟ้า EleX by EGAT PT ยังคงขยายเครือข่ายเพื่อสร้างการรับรู้แบรนด์และเพิ่มการเข้าถึงของลูกค้าในระยะยาว

จากผลการดำเนินงานดังกล่าว คณะกรรมการบริษัท จึงได้มีมติอนุมัติให้จ่ายเงินปันผล สำหรับงวดปี 2568 ให้กับผู้ถือหุ้นเป็นเงินสด ในอัตราหุ้นละ 0.35 บาท  คิดเป็นจำนวนเงินรวมทั้งสิ้น 584.5 ล้านบาท  โดยกำหนดให้ผู้ถือหุ้นที่จะมีชื่อปรากฏ ณ วันกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้น (Record Date) ในวันที่ 11 มีนาคม 2569 และวันไม่ได้รับสิทธิปันผล (XD)  ในวันที่ 10 มีนาคม 2569  และกำหนดวันจ่ายเงินปันผล ในวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 โดยการใช้สิทธิดังกล่าวต้องรอการอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นในวันที่ 24 เมษายน 2569

“ในปี 2568 สะท้อนความสามารถของบริษัท ในการรักษาสมดุลระหว่างธุรกิจ Oil ซึ่งเป็นฐานรายได้หลัก และการเร่งเติบโตของธุรกิจ Non-Oil ที่มีอัตราการทำกำไรสูงกว่า โดยเฉพาะธุรกิจกาแฟพันธุ์ไทยซึ่งยังคงขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตต่อไป

ขณะเดียวกัน บริษัทมุ่งเสริมความแข็งแกร่งของฐานลูกค้าผ่านการพัฒนาระบบสมาชิก PT Max Card, PT Max Card Plus และ PT Max Card Plus EV ควบคู่กับการเชื่อมโยงบริการภายใต้ Max World Ecosystem เพื่อเพิ่มความถี่ในการใช้บริการ และสร้างความผูกพันระยะยาวกับลูกค้า โดยมุ่งเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมในชีวิตประจำวันของผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นการเดินทาง การพักผ่อน การรับประทานอาหาร หรือการดูแลรถยนต์ ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของบริษัท ในการสร้างความ “อยู่ดี มีสุข” ให้กับผู้บริโภค ผ่านการยกระดับคุณภาพชีวิตและประสบการณ์ในทุกช่วงจังหวะของการใช้ชีวิต”

MGC-ASIA มีกำไรสุทธิ 1,284 ล้านบาท เติบโต 782% ตอกย้ำการเข้าสู่รอบเติบโตใหม่

0

บริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) หรือ MGC-ASIA รายงานผลการดำเนินงานปี 2568 เติบโตโดดเด่น ทำสถิติกำไรสูงสุดใหม่ สะท้อนความแข็งแกร่งของโครงสร้างธุรกิจในระบบนิเวศ Mobility Ecosystem ที่ครอบคลุมยานยนต์พรีเมียม รถยนต์ไฟฟ้า บริการหลังการขายครบวงจร ธุรกิจการเงิน และประกันภัย

ปี 2568 บริษัทมีรายได้รวม 22,477 ล้านบาท ยอดขายรถยนต์ 11,814 คัน และยอดจองคงค้าง (Backorder) 1,065 คัน ซึ่งเป็นฐานรองรับการรับรู้รายได้ในช่วงถัดไป ส่งผลให้บริษัทมีกำไรสุทธิ 1,284 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 782.2% จากปีก่อน ตอกย้ำการเข้าสู่รอบการเติบโตใหม่ ในระยะกลางถึงระยะยาว

พร้อมกันนี้ บริษัทประกาศจ่ายเงินปันผลเพิ่มอีก 0.11 บาทต่อหุ้น หลังจากจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลไปแล้ว 0.14 บาทต่อหุ้น รวมทั้งปีเป็น 0.25 บาทต่อหุ้น คิดเป็น Dividend Yield 5.7% สะท้อนความสามารถ
ในการสร้างกระแสเงินสด และการเติบโตที่ควบคู่ไปกับผลตอบแทนผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่อง

Core Profit เติบโตแข็งแกร่ง สะท้อนคุณภาพกำไร

ผลประกอบการปี 2568 สะท้อนการเติบโตจากธุรกิจหลักอย่างชัดเจน โดยกำไรจากการดำเนินงานหลัก (Core Profit) อยู่ที่ 683 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 369.1% จากปีก่อน EBITDA อยู่ที่ 2,424 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 48.7% ROE 15.3% เพิ่มขึ้น 11.4%

การเติบโตดังกล่าวมาจากการขยายตัวของกลุ่มยานยนต์พรีเมียม รถยนต์ไฟฟ้า รายได้ประจำจากบริการหลังการขาย ธุรกิจการเงิน และประกันภัย ซึ่งช่วยยกระดับคุณภาพกำไรอย่างมีนัยสำคัญ

ทั้งนี้ บริษัทรับรู้กำไรจากการตีมูลค่ายุติธรรม (Fair Value) ของเงินลงทุนจำนวน 601.3 ล้านบาท
ซึ่งเป็นรายการพิเศษ (One-time Item) ช่วยสนับสนุนให้กำไรสุทธิรวม ทำระดับสูงสุดใหม่

ดร.สัณหวุฒิ ธรรมชวนวิริยะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) หรือ MGC-ASIA กล่าวว่า “ผลการดำเนินงานปี 2568 สะท้อนความแข็งแกร่งของระบบนิเวศทางธุรกิจ Mobility Ecosystem ที่เราวางรากฐานมาอย่างต่อเนื่อง การเติบโตของกำไรจากธุรกิจหลัก ควบคู่กับรายได้ประจำจากบริการ การเงิน และประกันภัย ช่วยเสริมเสถียรภาพและคุณภาพกำไรในระยะยาว เราเชื่อมั่นว่าบริษัทได้เข้าสู่รอบการเติบโตใหม่ที่มีความยั่งยืน และพร้อมสร้างผลตอบแทนที่ดีให้แก่ผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่อง”

หลายธุรกิจหลักเติบโตพร้อมกัน หนุนเสถียรภาพทั้งระบบ

การเติบโตของผลประกอบการ ได้รับแรงสนับสนุนจากหลายธุรกิจหลัก ทั้งยอดขายยานยนต์พรีเมียมการเติบโตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า รายได้ประจำจากบริการ การฟื้นตัวของธุรกิจการเงินและประกันภัย ส่งผลให้อัตรากำไรและกระแสเงินสดของกลุ่มปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

“การขยายตัวของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า และการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่จากแบรนด์พรีเมียมระดับโลกเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตในระยะถัดไป เราพร้อมต่อยอดศักยภาพของทุกธุรกิจในเครือเพื่อสร้างการเติบโตที่สมดุล ทั้งรายได้ กำไร และกระแสเงินสด” ดร.สัณหวุฒิ กล่าวเสริม 

พอร์ตแบรนด์ระดับโลก หนุนศักยภาพการเติบโตระยะยาว

บริษัทเป็นผู้จำหน่ายแบรนด์ยานยนต์ชั้นนำระดับโลก อาทิ BMW ซึ่งกำลังก้าวสู่ยุคเทคโนโลยีใหม่ผ่านแพลตฟอร์ม ‘Neue Klasse’ ที่ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของ BMW ภายใต้ 3 เสาหลัก ได้แก่ แบตเตอรี่เจเนอเรชั่น 6 ประสิทธิภาพสูง ประสบการณ์ดิจิทัลยุคใหม่ และแนวคิดความยั่งยืน ขณะเดียวกัน MINI กำลังก้าวเข้าสู่ยุครถยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ

ความสำเร็จในการทำตลาดรถยนต์พรีเมียมของกลุ่มบริษัท โดยเฉพาะ BMW i7 ที่ได้รับการตอบรับเชิงบวกจากตลาด สะท้อนความเชี่ยวชาญในการบริหารผลิตภัณฑ์ระดับลักชัวรี่ และช่วยเสริมความสามารถในการรักษาความเป็นผู้นำในกลุ่มรถยนต์พรีเมียมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นฐานสำคัญต่อการเติบโตในระยะกลางและระยะยาว

 

EV Strategy เน้น Technology-led Differentiation ยกระดับ Margin

กลยุทธ์รถยนต์ไฟฟ้าของบริษัท มุ่งเน้นการจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าจีนระดับพรีเมียม โดยใช้แนวทาง Technology-led Differentiation เน้นคุณค่าจากคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์และสมาร์ทเทคโนโลยีแทนการแข่งขันด้านราคา

โดย MGC-ASIA ได้รับสิทธิ์ในการนำเข้าและจัดจำหน่ายแบรนด์ XPENG และเป็นผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการของแบรนด์ ZEEKR ซึ่งทั้งสองแบรนด์ได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภคชาวไทยตลอดปี 2568 สะท้อนศักยภาพการทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าระดับพรีเมียม-ไฮเทคของบริษัทและมีบทบาทสำคัญในการยกระดับ Product mix สู่กลุ่ม High-margin สนับสนุนการเติบโตของกำไรอย่างมีคุณภาพในระยะยาว 

ธุรกิจบริการสร้างรายได้ประจำ เสริมความมั่นคงกำไร (Recurring income)

กลุ่มธุรกิจบริการหลังการขาย ยังคงสร้างรายได้และกำไรอย่างต่อเนื่อง เครือข่ายศูนย์บริการ BMW, MINI และ Honda รวมถึง MMS ศูนย์บริการรถยนต์ครบวงจรมาตรฐานสากล 19 สาขาทั่วประเทศช่วยสร้างฐานกำไรที่มั่นคงในระยะยาว

ปัจจุบัน MGC-ASIA มีเครือข่ายโชว์รูมและศูนย์บริการรวม 120 สาขาในประเทศไทย และอยู่ระหว่างขยายเพิ่มที่เชียงใหม่และอุดรธานี ส่วนระดับภูมิภาค บริษัทมีเครือข่าย SIXT ใน สปป.ลาว 2 สาขาและมาเลเซีย 8 สาขา รวมเครือข่ายทั้งหมด 130 สาขา โดยดำเนินงานผ่านความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ (Strategic Alliance) กับพันธมิตรธุรกิจ ซึ่งช่วยขยายการดำเนินงาน โดยไม่เพิ่มภาระเงินลงทุนโดยตรง

การเงิน–ประกัน ฟื้นตัวชัด กลายเป็นกำไรเชิงโครงสร้าง

ธุรกิจการเงินและประกันภัยกลับเข้าสู่รอบเติบโต หลังผ่านจุดต่ำสุดของวัฏจักรเศรษฐกิจ โดยพอร์ตสินเชื่อ Alpha X ที่เน้นกลุ่ม High Net Worth ผ่าน Wealth Lending และธุรกิจประกันภัย Howden Maxi มีรายได้ค่าธรรมเนียมประกันภัยเติบโตต่อเนื่อง ครอบคลุมใบอนุญาตนายหน้าประกันภัยนิติบุคคลครบทั้ง 3 ประเภท ได้แก่ ประกันวินาศภัย ประกันภัยต่อ และประกันชีวิต สร้างฐานกำไรระยะยาวให้กลุ่ม


SIXT Thailand ขยาย EV Rental สร้าง Synergy Ecosystem

ธุรกิจรถเช่า SIXT Thailand เติบโตต่อเนื่อง โดยบริษัทเป็นผู้บุกเบิกบริการเช่ารถยนต์ไฟฟ้าระดับพรีเมียมรายแรกในประเทศไทย และปี 2568 บริษัทเพิ่มรถ XPENG และ ZEEKR ทั้งรูปแบบเช่าระยะยาวและระยะสั้น เปิดโอกาสให้ลูกค้าทดลองใช้เทคโนโลยี EV ก่อนตัดสินใจซื้อ สร้าง Synergy ระหว่างธุรกิจรถเช่าและธุรกิจจำหน่ายอย่างชัดเจน พร้อมบริหารอายุสินทรัพย์อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อรักษาผลตอบแทนระยะยาว

โครงสร้างธุรกิจ Mobility Ecosystem ที่เชื่อมโยงตั้งแต่การจำหน่ายยานยนต์พรีเมียม รถยนต์ไฟฟ้าธุรกิจการเงิน ประกันภัย บริการหลังการขาย และรถเช่า ช่วยสร้างรายได้ประจำที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องส่งผลให้บริษัทมีฐานกำไรที่แข็งแรงและเสถียรภาพสูง

แม้ปี 2568 จะเป็นปีที่สร้างผลประกอบการสูงสุดใหม่ แต่สาระสำคัญอยู่ที่การยกระดับ ‘คุณภาพของกำไร’ และความแข็งแรงเชิงโครงสร้างมากกว่าตัวเลขเพียงปีเดียว

ด้วยพอร์ตแบรนด์ระดับโลก การเติบโตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า และการบริหารต้นทุนอย่างมีวินัย บริษัทเชื่อมั่นว่าการเติบโตของกำไรในระยะกลางถึงระยะยาวจะมีความต่อเนื่อง และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างยั่งยืน

“เรามุ่งเน้นการเติบโตบนพื้นฐานของความแข็งแกร่งเชิงโครงสร้าง และการบริหารจัดการอย่างมีวินัย เพื่อขับเคลื่อนองค์กรสู่การเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืน” ดร.สัณหวุฒิกล่าว

วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย เผยความคืบหน้าของธุรกิจประจำปี 2025 พร้อมชูแนวทางสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในปี 2026

0

วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย เผยความคืบหน้าของธุรกิจประจำปี 2025 ที่ยังคงขับเคลื่อนไปอย่างต่อเนื่องด้วยส่วนแบ่งตลาดกลุ่มรถยนต์พรีเมียมที่ 9% และส่วนแบ่งตลาดในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าพรีเมียม (BEV) ที่ 20% นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้รายงานยอดขายในกลุ่มรถ Volvo Selekt certified used cars หรือ รถผู้บริหารและรถออกศูนย์ไมล์น้อยคุณภาพดีที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานของวอลโว่ คาร์ ประเทศไทย ที่มีสัดส่วนการขายอยู่ที่ 14% จาก 9% ในปีก่อนหน้า สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นต่อคุณค่า และคุณภาพระยะยาวของวอลโว่

ผลการดำเนินงานที่ยังสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย ตลอดปี 2025 เป็นผลจากการมีกลุ่มผลิตภัณฑ์รถที่ขับเคลื่อนด้วยพลังไฟฟ้าที่ครอบคลุมทั้งในกลุ่มรถไฟฟ้าเต็มรูปแบบ และรถปลั๊ก-อิน ไฮบริด, การขยายเครือข่ายศูนย์บริการหลังการขายอย่างต่อเนื่อง และการพัฒนาศักยภาพด้านบริการหลังการขายที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า โดยในปีที่ผ่านมา วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย ได้เสริมความแข็งแกร่ง และสร้างการรับรู้ของแบรนด์ในประเทศ ผ่านการเปิดตัวรถไฟฟ้าเต็มรูปแบบ รุ่นใหม่ ถึง 2 รุ่น ได้แก่ Volvo EX30 Cross Country รถ SUV ขนาดเล็กสำหรับคนเมืองที่มองหาการเดินทางเพื่อค้นพบประสบการณ์ใหม่ ๆ  และ Volvo ES90 รถที่มาพร้อมนิยามใหม่ของความอเนกประสงค์ภายใต้รูปทรงอันเป็นเอกลักษณ์ พร้อมสถาปัตยกรรมแบตเตอรี่ขนาด 800 โวลต์ ซึ่งรถทั้งสองรุ่นได้รับความสนใจ และกระแสตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้บริโภค พร้อมกันนี้ บริษัทฯ ยังได้เปิดตัวรถปลั๊ก-อิน ไฮบริด รุ่นยอดนิยม ที่มาพร้อมดีไซน์ใหม่ ถึง 2 รุ่น ได้แก่ new Volvo XC90 และ refresh Volvo XC60 เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าที่ยังอยู่ในช่วงเตรียมความพร้อมการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้งานรถไฟฟ้าแบบเต็มรูปแบบ

ขณะเดียวกัน วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย ได้ยกระดับการเข้าถึงบริการทั่วประเทศ และเสริมศักยภาพด้านบริการหลังการขายด้วยการเปิดตัวศูนย์บริการ วอลโว่ พัฒนาการ พร้อมทั้งขยายตัวแทนผู้จัดจำหน่ายรถวอลโว่อย่างเป็นทางการในจังหวัดพิษณุโลก นอกจากนี้ ยังแต่งตั้ง ACE ขอนแก่น ให้เป็นผู้ให้บริการซ่อมตัวถังและสีรถยนต์ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจาก วอลโว่ คาร์ โดยให้บริการผ่าน วอลโว่ ธนาสิทธ์ ขอนแก่น โดยความร่วมมือดังกล่าวนี้ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับเครือข่ายบริการแบบครบวงจรของวอลโว่ และตอกย้ำความมุ่งมั่นในการดูแลในระยะยาวผ่านการให้บริการที่ครอบคลุมและต่อเนื่อง

คุณคริส เวลส์, กรรมการผู้จัดการ, บริษัท วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย และมาเลเซีย กล่าวว่า “ผลการดำเนินงานในปี 2025 สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของกลุ่มผลิตภัณฑ์รถของเราที่มีความสมดุล ตลอดจนการดำเนินงานด้านการขาย และบริการหลังการขายอย่างมีวินัยและมีประสิทธิภาพ โดยแม้ต้องเผชิญกับการตลาดที่มีสภาวะการแข่งขันที่สูง รวมถึงความท้าทายทางเศรษฐกิจที่ส่งผลต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ในปีที่ผ่านมา การบรรลุส่วนแบ่งตลาด 9% ในกลุ่มรถยนต์พรีเมียม และ 20% ในกลุ่มรถไฟฟ้า พรีเมียม (BEV) แสดงให้เห็นว่าลูกค้ายังคงเชื่อมั่นในแบรนด์วอลโว่ ทั้งในแง่ของความปลอดภัย ความยั่งยืน และเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์การใช้งานอย่างมีเป้าหมาย สำหรับปี 2026 นั้น วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย ยังคงมุ่งเน้นสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านการเสริมความแข็งแกร่งของกลุ่มผลิตภัณฑ์รถไฟฟ้าระดับพรีเมียม และการยกระดับประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถวอลโว่ผ่านบริการที่มีลูกค้าเป็นศูนย์กลาง เพื่อความประทับใจที่ยืนยาวของลูกค้า ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้ตั้งเป้าหมายการเติบโตในปี 2026 โดยวางเป้ายอดขายรถใหม่เพิ่มขึ้น 4% และยอดขาย Volvo Selekt certified used cars เพิ่มขึ้น 5%”

ก้าวสู่ปี 2026: นำเสนอผลิตภัณฑ์รถไฟฟ้าระดับพรีเมียมที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าทุกกลุ่ม

ในปี 2026 วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย พร้อมเดินหน้าสู่เป้าหมายการเป็นบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายรถไฟฟ้าเต็มรูปแบบในอนาคต โดยมีรถปลั๊ก-อิน ไฮบริด ทำหน้าที่เป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์สำหรับลูกค้าที่กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่การใช้งานรถไฟฟ้าแบบเต็มรูปแบบ

โดยเริ่มต้นปีกับบริการอัปเกรด คอร์ คอมพิวเตอร์ สำหรับลูกค้าผู้ใช้รถ Volvo EX90 แบบไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งได้เริ่มดำเนินการแล้วในเดือนกุมภาพันธ์นี้ โดยการอัปเกรดดังกล่าวจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและพลังการประมวลผลของรถทั้งในแง่ของการขับขี่ และความปลอดภัย รวมถึงทำให้ตัวรถรองรับการอัปเดทซอฟต์แวร์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพได้อย่างต่อเนื่องในอนาคต นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังเตรียมขยายตัวเลือกที่มากขึ้นสำหรับ Volvo EX90 เพื่อการเข้าถึงที่ง่ายขึ้นของผู้ที่ต้องการเป็นเจ้าของรถไฟฟ้าที่ขับเคลื่อนด้วยซอฟต์แวร์ และนวัตกรรมความปลอดภัยในการขับขี่อย่างแท้จริง  และอีกหนึ่งกลุ่มผลิตภัณฑ์รถไฟฟ้าเต็มรูปแบบที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อเร็ว ๆ นี้อย่าง Volvo ES90 ซึ่งคาดว่าจะสามารถรักษาแรงขับเคลื่อนด้านยอดขายได้ตลอดทั้งปี ด้วยสมรรถนะด้านระยะทางวิ่งที่โดดเด่น ดีไซน์ที่สะดุดตา เทคโนโลยีภายในตัวรถที่มีความล้ำสมัย และที่สำคัญที่สุด คือความคุ้มค่าด้านราคา

ยกระดับประสบการณ์การให้บริการโดยมีลูกค้าเป็นศูนย์กลาง

เพื่อยกระดับประสบการณ์การให้บริการที่ดียิ่งขึ้น วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย ได้วางแผนขยายเครือข่ายตัวแทนผู้จัดจำหน่ายรถวอลโว่อย่างเป็นทางการทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ควบคู่กับการขยายศูนย์บริการซ่อมตัวถังและสีมาตรฐานครบวงจร หรือ Volvo Certified Damage Repair Centre (VCDR) และการทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์เพื่อขยายศูนย์บริการซ่อมตัวถัง และสีรถยนต์ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจาก วอลโว่ คาร์ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังวางแผนขยายการบริการให้ครอบคลุมพื้นที่ในวงกว้างยิ่งขึ้นผ่านโมเดลบริการหลังการขายแบบ Hub and Spoke เพื่อเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงบริการ และยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานสำหรับลูกค้า     รวมถึงวางแผนเปิดศูนย์บริการด้านยางรถยนต์เพื่ออำนวยความสะดวก และเสริมสร้างประสบการณ์ในการเป็นเจ้าของรถวอลโว่ รวมถึงช่วยลดค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องตลอดช่วงอายุการใช้รถ ซึ่งสอดคล้องกับกลยุทธ์ของ วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย ในการส่งมอบคุณค่าในระยะยาวให้แก่ลูกค้า

เพื่อรักษาฐานลูกค้า, เพิ่มความคุ้มค่าในระยะยาวของการเป็นเจ้าของ และตอกย้ำความมุ่งมั่นในการมอบบริการที่เป็นเลิศ วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย พร้อมนำแคมเปญบริการหลังการขาย (National Service Campaign) กลับมานำเสนอแก่ลูกค้าอีกครั้งตลอดปี 2026 โดยแคมเปญบริการหลังการขายดังกล่าวจะนำเสนอในรูปแบบของการมอบโปรโมชัน และส่วนลดพิเศษสำหรับลูกค้าที่รับบริการ ณ ศูนย์บริการอย่างเป็นทางการของวอลโว่ทั่วประเทศ  รวมถึงมอบส่วนลดในอะไหล่แท้วอลโว่ (Volvo Genuine Parts) พร้อมสิทธิประโยชน์ อาทิ การรับประกันเพิ่มเติมสำหรับอะไหล่แท้วอลโว่ (Volvo Genuine Parts Extended Warranty) ซึ่งรับรองว่าหากอะไหล่ที่ซื้อจากศูนย์บริการอย่างเป็นทางการของวอลโว่ตามเงื่อนไขที่กำหนดเกิดความบกพร่อง วอลโว่จะทำการเปลี่ยนอะไหล่ที่รับประกันโดยไม่มีค่าใช้จ่ายทั้งในส่วนของอะไหล่และค่าแรง อีกทั้งลูกค้ายังอุ่นใจได้ว่าทุกบริการจะได้รับการตรวจสอบและวิเคราะห์อย่างแม่นยำผ่านเครื่องมือที่ได้รับการรับรอง และช่างเทคนิคที่ผ่านการอบรมตามมาตรฐาน วอลโว่ คาร์ส โดยตรง พร้อมรับการอัปเดทซอฟต์แวร์ของตัวรถเป็นเวอร์ชันล่าสุดเพื่อเสริมประสิทธิภาพให้แก่ตัวรถในทุกครั้งที่เข้ารับบริการ นอกจากนี้ผู้ที่รับบริการหลังการขายอย่างเป็นทางการของวอลโว่ตามเงื่อนไขที่กำหนดยังสามารถรับบริการความช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนน (roadside assistance service) โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อมอบความอุ่นใจในทุกการเดินทาง

แคมเปญบริการหลังการขายดังกล่าวนี้ จะเปิดตัวเป็นครั้งแรกพร้อมมาสคอตครอบครัวกวางมูสสุดน่ารัก ที่มาพร้อมคาแรกเตอร์ครอบครัวกวางมูสแบบยกครัวทั้ง คุณพ่อ ปาป้ามูส (Papa Moose), คุณแม่ มาม่ามูส (Mama Moose) พี่ชายคนโต มูสมูส (Moose Moose) และน้องสาว ลิตเติ้ล มูส (Little Moose) ที่จะมามอบความอบอุ่น และความอุ่นใจให้แก่ครอบครัวลูกค้าวอลโว่

สานต่อปณิธานด้านความยั่งยืนเพื่อคนและโลก เพื่อชีวิต

การมีส่วนร่วมในการสร้างความยั่งยืนคือหนึ่งในกลยุทธ์หลักของ วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย โดยในปี 2026 บริษัทฯ พร้อมเดินหน้าผลักดันโครงการระดับประเทศอย่างต่อเนื่อง อาทิ การติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ ณ ตัวแทนผู้จัดจำหน่ายรถวอลโว่อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ รวมถึงการปรับปรุงกระบวนการดำเนินงานภายในของ วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย ให้มีประสิทธิภาพและสร้างความยั่งยืนยิ่งขึ้น อันได้แก่ การลดการสร้างขยะ สนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน และยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานที่ยั่งยืนในระยะยาว

 

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม รวมถึงข่าวสารล่าสุดเกี่ยวกับ วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย ได้ที่

เว็บไซต์www.volvocars.com/th

Facebookhttps://www.facebook.com/volvocarsth

Youtubehttps://www.youtube.com/user/VolvoCarsThailand

LINEhttps://page.line.me/002olnns?oat_content=url&openQrModal=true

 

เยี่ยมชม Volvo Studio ICONSIAM ได้ที่ชั้น 3 ห้างสรรพสินค้าไอคอนสยาม และ เยี่ยมชม Volvo Studio EmSphere ได้ที่ชั้น 2 ห้างสรรพสินค้า ดิ เอ็มสเฟียร์ เพื่อเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับวอลโว่ สำหรับสอบถามข้อมูลทั่วไป กรุณาโทร 02-544-0446

 

สำหรับลูกค้าวอลโว่ปัจจุบันสามารถลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิพิเศษเฉพาะลูกค้าได้ที่ https://bit.ly/459u6HD

เอ็มจี เปิดเกมรุกปี 2026 เน้น “สร้างความเชื่อมั่น” ขับเคลื่อนธุรกิจ มุ่งเติบโตเชิงคุณภาพยกระดับบริการเข้มข้น สู่เป้าหมายยอดขาย 30,000 คัน

0

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย ขยับขึ้นสู่ Top 5 ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยปิดยอดขายปี 2025 ได้ตามเป้ากว่า 27,007 คัน ตั้งเป้าปี 2026 ยอดขาย 30,000 คัน ครองส่วนแบ่งการตลาด 5% ในไทย ตั้งธงพาแบรนด์ทะยานสู่เป้าหมายใหญ่ Top 3 ตลาดยานยนต์ไทยภายในทศวรรษที่ 2 ควบคู่ไปกับการขยายตลาดส่งออกสู่ยุโรป ตอกย้ำการเป็นยนตรกรรมคุณภาพภายใต้มาตรฐานระดับโลก “Made in Thailand, For the World” ผสานกลยุทธ์ GLOCAL ดึงเทคโนโลยีและมาตรฐานระดับโลกสู่ผู้บริโภคคนไทย ยกระดับเป็นแบรนด์สู่ “ทางเลือกที่เปี่ยมด้วยคุณค่า” (Value Choice) วางแผนเปิดตัวรถใหม่ และรุ่นปรับโฉมอย่างต่อเนื่อง ประเดิมด้วยรถยนต์ไฟฟ้า 3 รุ่นใหม่ ในงานมอเตอร์โชว์นี้ ขณะเดียวกันเตรียมปล่อยแคมเปญเชิงกลยุทธ์ยกระดับงานบริการทุกมิติมุ่งสร้าง “ความเชื่อมั่น” 

ขับเคลื่อนการเติบโตของตลาด ด้วยพอร์ตโฟลิโอที่สมดุลทุกเทคโนโลยี

ในปี 2025 เอ็มจี สามารถทำยอดจำหน่ายรวมกว่า 27,007 คัน เติบโตมากกว่า 57% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และก้าวขึ้นสู่แบรนด์อันดับ 5 ของตลาดรถยนต์ในประเทศไทย โดยมีสัดส่วนยอดขายทั้งหมดจากรถยนต์ไฟฟ้าสูงถึง 80% และรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปและไฮบริด 20% สะท้อนถึงผู้บริโภคที่เปิดใจกับรถยนต์ไฟฟ้า โดย NEW MG4 ELECTRIC มียอดจำหน่ายกว่า 11,000 คัน (46.4%) ครองอันดับ 1 ยอดจดทะเบียนต่อเนื่อง 4 เดือน ตามด้วย NEW MG S5 EV ยอดขายกว่า 4,920 คัน (19.9%) คว้ารางวัล THAILAND EV OF THE YEAR 2025 และ MG IM6 กว่า 1,700 คัน (6.6%) ซึ่งเป็นยอดขายสูงสุดนอกประเทศจีน ขณะที่กลุ่มรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปและไฮบริดอย่าง MG5 และ ALL NEW MG3 HYBRID+ ยังมีบทบาทสำคัญในการรองรับผู้บริโภคที่อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า

มร. ต๋า เซิน เซิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด กล่าวว่า “ความสำเร็จของ เอ็มจี ไม่ได้วัดจากยอดขายเพียงอย่างเดียว แต่สะท้อนจากความเชื่อมั่นที่ผู้บริโภคชาวไทยมีต่อแบรนด์อย่างต่อเนื่อง โดยกลยุทธ์ GLOCAL จะเป็นกลยุทธ์สำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรและแบรนด์นับจากนี้ ด้วยการผสานเทคโนโลยีระดับโลก (Global) เข้ากับความเข้าใจตลาดเมืองไทย (Local) เพื่อสร้างคุณค่าที่จับต้องได้จริงและเติบโตอย่างยั่งยืน เป้าหมายของ เอ็มจี คือการก้าวสู่การเป็นแบรนด์ Top of Mind ของคนไทย ซึ่งต้องอาศัยการวางแผน
และก้าวนำอยู่เสมอ ตั้งแต่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มาพร้อมเทคโนโลยีอัจฉริยะในราคาที่สมเหตุสมผล ควบคู่ไป
กับการบริการที่มีการยกระดับอย่างต่อเนื่องโดยมีแผนงานพัฒนาโชว์รูมและศูนย์บริการสู่การเป็น “User Relationship Operation Center” หรือ “ศูนย์กลางการบริหารความสัมพันธ์ลูกค้า” ไปจนถึงการดูแลลูกค้าตลอดวงจรการเป็นเจ้าของรถ ซึ่ง เอ็มจี ถือเป็นแบรนด์แรกที่บุกเบิกในการวางรากฐานระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า (EV ECOSYSTEM) อย่างครบวงจรในประเทศไทย ตั้งแต่การพัฒนาเครือข่ายสถานีชาร์จอย่างต่อเนื่อง การยกระดับมาตรฐานการรับประกันแบตเตอรี่และระบบขับเคลื่อนตลอดอายุการใช้งาน (EV LIFETIME WARRANTY)
ซึ่ง เอ็มจี เป็นผู้บุกเบิกได้พลิกโฉมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยอย่างชัดเจน ทั้งยังเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการซื้อรถของคนไทย การรับประกันนี้ตอบโจทย์ความกังวลของผู้บริโภคเรื่อง “ต้นทุนการเป็นเจ้าของรถ” โดยเปลี่ยน
ความไม่สบายใจให้เป็นความเชื่อมั่นที่จับต้องได้จริง โดย เอ็มจี จะทำให้การรับประกันนี้กลายเป็นมาตรฐานที่ต้องมีสำหรับรถอีวีของ เอ็มจี ทุกรุ่นที่จะเปิดตัวต่อจากนี้ ไปจนถึงการเตรียมความพร้อมด้านศูนย์บริการและบุคลากร
เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดอีวีในระยะยาว พร้อมระบบบริหารจัดการอะไหล่ที่โปร่งใส ตรวจสอบ
ได้ และมีมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ เพื่อสร้างความมั่นใจในการดูแลลูกค้าอย่างแท้จริง ตอกย้ำถึงความตั้งใจจริงของ เอ็มจี กับคำมั่น “อยู่ในไทย เพื่อไทย” (In Thailand, For Thailand) และจากนี้เป็นต้นไป เอ็มจี จะให้ความสำคัญกับการเติบโตเชิงคุณภาพ (High-quality Growth) โดยมุ่งเน้นคุณภาพผลิตภัณฑ์ มาตรฐานการผลิตความปลอดภัย เทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่ง และความพึงพอใจของลูกค้า มากกว่าการแข่งขันด้านราคาในระยะสั้น พร้อมยกระดับภาพลักษณ์สู่การเป็นแบรนด์ที่เป็น “ทางเลือกที่เปี่ยมด้วยคุณค่า” (Value Choice) ในใจผู้บริโภค นอกจากการจัดการภายในประเทศที่ครอบคลุมทั้งเรื่องผลิตภัณฑ์และการบริการแล้ว เอ็มจี ยังมีเป้าหมายในการขยายความยิ่งใหญ่สู่ตลาดสากล ด้วยการเตรียมส่งออกรถยนต์ เอ็มจี ที่ผลิตจากประเทศไทย ไปจัดจำหน่ายในประเทศต่าง ๆ ในยุโรป ซึ่งถือเป็นอีกก้าวสำคัญของมาตรฐานคุณภาพระดับสากล และพิสูจน์ศักยภาพฐานการผลิตของไทย ตอกย้ำความภาคภูมิใจของ เอ็มจี กับการนำเสนอ Made in Thailand, For the Worldสู่สายตาประชาคมโลก”

 

ปักธงภารกิจทะยานสู่ Top 3 กับเป้าหมายการเติบโตและวิสัยทัศน์ระยะยาวของ เอ็มจี

สำหรับปี 2026 เอ็มจี ได้กำหนดเป้าหมายทางธุรกิจไว้อย่างชัดเจน โดยตั้งเป้ายอดจำหน่ายรวมที่ 30,000 คัน พร้อมมุ่งครองส่วนแบ่งการตลาด 5% ซึ่ง ณ ปัจจุบัน เอ็มจี สามารถก้าวขึ้นมาอยู่ในกลุ่ม Top 5 ของตลาดรถยนต์
ในประเทศไทยได้สำเร็จ ซึ่งเป็นผลจากการพัฒนาแบรนด์และผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการวางระบบ
การดำเนินงานที่ครอบคลุม เพื่อสร้างการเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว พร้อมขับเคลื่อนสู่หมุดหมายสำคัญ ผลักดันแบรนด์สู่ Top 3 ภายในทศวรรษที่ 2

มร. ซู๋ว์ หยิ่น กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “แม้ปี 2026 จะยังเป็นปีที่ท้าทายสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ แต่เราเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่า ด้วยทิศทางที่ชัดเจนและการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง เอ็มจีจะสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน โดย เอ็มจี ได้กำหนดกรอบกลยุทธ์หลัก 4 ด้าน เพื่อเป็นแรงขับเคลื่อน
การเติบโตอย่างยั่งยืน ได้แก่

  1. การยกระดับแบรนด์ในระยะยาว

เอ็มจี มุ่งเน้นการส่งมอบมาตรฐานที่แข็งแกร่ง ครอบคลุมทั้งด้านผลิตภัณฑ์ การบริการ และประสบการณ์ของผู้บริโภคในทุกมิติ เพื่อยกระดับภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นในระยะยาว พร้อมเน้นย้ำจุดยืนของแบรนด์และยนตรกรรมที่เป็น “ทางเลือกที่เปี่ยมด้วยคุณค่า” (Value Choice) ซึ่งสะท้อนความเป็นแบรนด์ที่อยู่ในใจและจับต้องได้จริงสำหรับผู้บริโภคชาวไทย 

  1. การพัฒนาพอร์ตโฟลิโอผลิตภัณฑ์แบบครอบคลุมทุกเทคโนโลยี ภายใต้กลยุทธ์ Dual Track

ภายใต้กลยุทธ์ Dual Track” เอ็มจี เดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ทั้งกลุ่มรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป รถยนต์ไฮบริด และรถยนต์ไฟฟ้า ควบคู่กันอย่างชัดเจน พร้อมเปิดตัวรถใหม่อย่างต่อเนื่องในแต่ละไตรมาส เพื่อสร้างความสดใหม่ให้กับตลาด พร้อมรักษาความต่อเนื่องของไลน์อัปสินค้า และทำให้ผลิตภัณฑ์ของ เอ็มจี ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคครอบคลุมในทุกเซกเมนต์ รวมถึงการนำ “เทคโนโลยีอัจฉริยะ” มาเป็นแกนหลักในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อสร้างความแตกต่างและยกระดับมาตรฐานตลาดรถยนต์ไทย ในปี 2026 เอ็มจี มีแผนขยายพอร์ตโฟลิโอรถยนต์ไฟฟ้าอย่างชัดเจน เริ่มตั้งแต่งานมอเตอร์โชว์ ด้วยการเปิดตัว MG IM5 ในกลุ่มพรีเมียมอีวี พร้อมด้วย NEW MG MAXUS 9 MCE ในกลุ่ม e-MPV และ NEW MG4 ELECTRIC MINORCHANGE เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ไลน์อัปยอดนิยมของแบรนด์

ภายในไตรมาสที่สอง มีแผนเปิดตัวรถ EV ในกลุ่ม B-Segment สำหรับตลาดหลัก พร้อมพัฒนาปรับปรุงรุ่นปัจจุบันให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคชาวไทยมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน เอ็มจี จะเดินหน้าเทคโนโลยี HYBRID+ อย่างต่อเนื่อง และเตรียมเปิดตัวรถไฮบริดรุ่นใหม่ภายในปีนี้ เพื่อสนับสนุนลูกค้าในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานไฟฟ้า นอกจากนี้ ในปี 2027 เอ็มจี มีแผนเปิดตัวรถใหม่รวม 5 รุ่น โดยย้ำจุดยืนชัดเจนว่า ไม่ได้มุ่งเน้นการเพิ่มจำนวนรุ่นเพียงอย่างเดียว แต่จะเปิดตัว “รถที่ใช่ ในเซกเมนต์ที่ใช่ และในเวลาที่เหมาะสม” 

  1. กลยุทธ์ GLOCAL นำแนวคิดที่สำเร็จมาประยุกต์ใช้ในไทย

เอ็มจี พร้อมเดินหน้ากลยุทธ์ GLOCAL อย่างเต็มขั้น ด้วยการผสานมาตรฐานและความสำเร็จระดับโลกเข้ากับความเข้าใจตลาดไทยอย่างลึกซึ้ง ไม่เพียงในด้านการผลิตเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงแนวทางการตลาดและการขาย โดยประยุกต์แนวคิดและโมเดลที่ประสบความสำเร็จในระดับสากลมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย เช่น การนำแนวคิด Live Commerce มาใช้กับแบรนด์รถยนต์ เพื่อเพิ่มช่องทางการขาย ขยายฐานลูกค้า และสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้บริโภคไทยในยุคดิจิทัล 

  1. การมุ่งสู่การเติบโตเชิงคุณภาพอย่างยั่งยืน

เอ็มจี มุ่งเน้นการเติบโตเชิงคุณภาพในทุกมิติ ผ่านการเสริมความแข็งแกร่งของการดำเนินงาน ยกระดับมาตรฐานการบริการ และพัฒนาศักยภาพผู้จำหน่ายอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและความมั่นใจในระยะยาวให้กับลูกค้าและพันธมิตร ในปีนี้ เอ็มจี ยังให้ความสำคัญกับการยกระดับประสบการณ์และความผูกพันกับลูกค้า โดยเพิ่มความถี่ของกิจกรรม CRM และจัดกิจกรรมหลากหลายรูปแบบมากขึ้นทั้งกิจกรรมขนาดเล็กแนวไลฟ์สไตล์ เพื่อสร้างความใกล้ชิดและคอมมูนิตี้ของผู้ใช้รถยนต์ เอ็มจี รวมถึงกิจกรรมให้ผู้บริโภคได้เรียนรู้การใช้งานรถอย่างเต็มประสิทธิภาพ พร้อมเตรียมจัดกิจกรรมขนาดใหญ่ เช่น EV Rally เพื่อรวมกลุ่มผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า เอ็มจี และขยายการเข้าถึงลูกค้าไปยังจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ ไม่จำกัดเฉพาะในกรุงเทพฯ

ยกระดับประสบการณ์ลูกค้าอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันแรกจนตลอดการใช้งาน

ขณะเดียวกัน เอ็มจี ยังให้ความสำคัญกับการยกระดับประสบการณ์ลูกค้าและบริการหลังการขายอย่างเป็นระบบ ผ่านการขยายเครือข่ายศูนย์บริการโดยมีเป้าหมายอยู่ที่ 130 แห่งทั่วประเทศ การพัฒนาศักยภาพบุคลากร
ด้านยานยนต์ไฟฟ้า การบริหารจัดการอะไหล่อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการนำดิจิทัลแพลตฟอร์มมาช่วยดูแลลูกค้าแบบครบวงจร ตั้งแต่การนัดหมาย การติดตามสถานะการซ่อม ไปจนถึงการรับฟังเสียงลูกค้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความพึงพอใจและความผูกพันกับแบรนด์ในระยะยาว

นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “นอกจากในด้านผลิตภัณฑ์แล้ว ปีนี้ เอ็มจี จะยกระดับคุณภาพการบริการอย่างเข้มข้นและจริงจัง โดยจะมีความเคลื่อนไหวสำคัญของ เอ็มจี ที่มุ่งสร้างอีกหนึ่งจุดเปลี่ยน นั่นคือ การสร้างความพึงพอใจด้วยการยกระดับประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า ด้วยแคมเปญเชิงกลยุทธ์เกี่ยวกับการบริการที่เข้มข้นขึ้น มุ่งหวังให้ทุกคนที่เข้ามาใช้บริการกับ เอ็มจี ได้รับนอกเหนือจากความสะดวกสบายแต่คือรอยยิ้มและความพึงพอใจในทุกจุด ตั้งแต่ก่อนการเป็นเจ้าของรถ ไปจนถึงการใช้งานในระยะยาว โดยแผนงานนี้ครอบคลุมทั้งด้านการขาย การบริการ และบริการหลังการขาย เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีอย่างต่อเนื่องในทุกช่วงของการเป็นลูกค้า เอ็มจี

พร้อมกันนี้ ยังมีการพัฒนาศักยภาพผู้จำหน่าย ทีมขาย และทีมบริการอย่างรอบด้าน  และการนำเทคโนโลยีมาใช้ตอบสนองบริการหลังการขาย ซึ่งเราได้เตรียมระบบ e-Workshop เพื่อเชื่อมต่อข้อมูลกับผู้จำหน่ายสำหรับติดตามงานบริการแบบเรียลไทม์ ซึ่งจะเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ลดขั้นตอนการตรวจสอบ รองรับการเก็บข้อมูลในระยะยาว และให้การบริการที่สมบูรณ์แบบ โดยจะเริ่มใช้งานกับผู้จำหน่ายในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลและจะขยายสู่ศูนย์บริการทั่วประเทศภายในสิ้นปีนี้ รวมถึงการทำการนัดหมายเข้าศูนย์บริการและแจ้งสถานะการบริการแบบเรียลไทม์ผ่านระบบ LINE OA เพื่อเพิ่มความสะดวกให้ลูกค้า โดยมีแผนเริ่มใช้งานในช่วงกลางปีนี้เพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้าแบบ End-to-End

นอกจากงานบริการแล้ว เอ็มจี ยังให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการอะไหล่ด้วยระบบสั่งด่วนภายใน 24 ชั่วโมงซึ่งปัจจุบันมีอัตราจ่ายอะไหล่ครั้งแรกสูงถึง 99.38% ช่วยลดเวลารถค้างซ่อมและสร้างความพึงพอใจให้ลูกค้าได้อย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ เอ็มจี ยังจะให้ความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอก โดยเฉพาะสถาบันการศึกษาชั้นนำ อาทิ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ด้วยการจัดตั้งศูนย์วิจัยยานยนต์และการเรียนรู้ยานยนต์ไฟฟ้าแบบครบวงจร  ในการร่วมกันสร้างและพัฒนาบุคลากรที่มีคุณภาพเข้าสู่วงการยานยนต์ไทยอย่างต่อเนื่อง เอ็มจี เชื่อว่าความสำเร็จของแบรนด์ในระยะยาว จะเกิดจากมาตรฐานที่สม่ำเสมอทั่วประเทศ ทั้งสินค้า บริการ และระบบสนับสนุนต่าง ๆ เพื่อให้ เอ็มจี เติบโตไปพร้อมกับลูกค้าและอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยอย่างมั่นคงและยั่งยืน”

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมของเอ็มจีได้ที่

Website: www.mgcars.com

Line: @MGThailand

Facebook: www.facebook.com/MGcarsThailand

Twitter: @mg_thailand

Instagram: @mgthailand

Youtube: MG Thailand

TikTok: @mgthailand

Application: MG Thailand

 

‘มิชลิน’ จับมือเป็นพันธมิตรอย่างเป็นทางการของการแข่งขันอีสปอร์ต ระดับโลก Rocket League Championship Series ประจำปี 2569

0

มิชลิน ประกาศลงนามความร่วมมือเป็นพันธมิตรกับ BLAST [บลาสต์] ผู้จัดการแข่งขัน Rocket League Championship Series (RLCS) ประจำปี 2569 ซึ่งเป็นการแข่งขันชิงแชมป์ระดับโลกของ Rocket League [ร็อคเก็ต ลีก] วิดีโอเกมลูกผสมระหว่างฟุตบอลกับการแข่งรถพลังจรวด หนึ่งในเกมที่ได้รับความนิยมสูงสุดทั่วโลกโดยมีผู้เล่นหลายล้านคนเข้าร่วมทุกเดือนและตลอดฤดูกาลแข่งขัน RLCS มียอดรับชมทั่วโลกสูงถึงหลายสิบล้านครั้ง

การเข้าร่วมเป็นพันธมิตรของหนึ่งในเกมการแข่งขันที่ตื่นเต้นเร้าใจและมีผู้ติดตามชมแพร่หลายมากที่สุดในระดับนานาชาติดังกล่าวตอกย้ำความมุ่งมั่นของมิชลินในการสนับสนุนกีฬาอีสปอร์ต โดย Rocket League เป็นเกมการแข่งรถที่ต้องใช้ความแม่นยำ การควบคุม และความเร็วในการเล่น ซึ่งสอดคล้องกับความเชี่ยวชาญด้านการขับเคลื่อนและสมรรถนะระดับสูงที่มิชลินสั่งสมมายาวนาน โดยเฉพาะในแวดวงมอเตอร์สปอร์ต

นอกจากนี้ การเป็นพันธมิตรของการแข่งขัน RLCS ยังช่วยเสริมสร้างการรับรู้แบรนด์ ‘มิชลิน’ ในกลุ่มคนรุ่นใหม่ พร้อมตอกย้ำการมีบทบาทของมิชลินในโลกดิจิทัลซึ่งเป็นตัวกำหนดรูปแบบการใช้งานและวัฒนธรรมแห่งอนาคต

ตลอดระยะเวลากว่า 25 ปี มิชลินได้พัฒนาความร่วมมือในโลกของเกมและระบบจำลองยานยนต์เสมือนจริง (Gaming and Automotive Simulations) โดยได้นำความเชี่ยวชาญทางเทคโนโลยีของกลุ่มบริษัทมาใช้เพื่อยกระดับความสมจริงและสมรรถนะอย่างเต็มศักยภาพ