Home Blog Page 6

ธนบุรีนอยสเติน ฉลองส่งมอบ GEELY EX2 กว่า 10,000 คัน ตอกย้ำความเชื่อมั่นลูกค้า พร้อมชูศักยภาพการเติบโตของ GEELY ในไทย

0

บริษัท ธนบุรีนอยสเติน จำกัด ในเครือกลุ่มธนบุรี ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถยนต์แบรนด์ จีลี่ (GEELY) อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ประกาศความสำเร็จครั้งสำคัญด้วยยอดส่งมอบ GEELY EX2 ให้กับลูกค้าทั่วประเทศมากกว่า 10,000 คัน สะท้อนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคคนไทยที่มีต่อ GEELY พร้อมตอกย้ำศักยภาพด้านการบริหารจัดการการส่งมอบรถยนต์คุณภาพอย่างรวดเร็ว และความมุ่งมั่นในการสร้างประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถ GEELY ที่ดีเยี่ยม โดยยังร่วมกับเครือข่ายผู้จำหน่ายทั่วประเทศจัดกิจกรรมฉลองความสำเร็จครั้งนี้ เพื่อส่งมอบคำขอบคุณถึงลูกค้าทุกท่านที่มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของ GEELY ในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง

นายกุลชาติ ชุติเชาวน์กุล รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ธนบุรีนอยสเติน จำกัด กล่าวว่า “การส่งมอบ GEELY EX2 มากกว่า 10,000 คัน ถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จครั้งสำคัญที่สะท้อนความเชื่อมั่นและไว้วางใจจากผู้บริโภคชาวไทยที่มีต่อแบรนด์ GEELY ทั้งในด้านคุณภาพผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยีอันทันสมัย ความคุ้มค่าในการใช้งาน และความมั่นใจในบริการดูแลระยะยาว บริษัทขอขอบคุณลูกค้าทุกท่านที่ให้การตอบรับ GEELY EX2 เป็นอย่างดีและต่อเนื่องนับตั้งแต่เปิดตัว

สำหรับธนบุรีนอยสเติน ความสำเร็จไม่ได้วัดจากจำนวนรถที่ส่งมอบเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความสามารถในการสร้างประสบการณ์ที่ดีในทุกมิติ ตั้งแต่การให้คำปรึกษาการขาย การส่งมอบรถ ไปจนถึงบริการหลังการขายที่ได้มาตรฐาน ด้วยประสบการณ์กว่า 85 ปีของกลุ่มธนบุรี เรามุ่งนำจุดแข็งของ GEELY ในฐานะแบรนด์ยานยนต์ระดับโลก มาผสานกับความเข้าใจตลาดไทยและดีเอ็นเอด้านการบริการของกลุ่มธนบุรี เพื่อส่งมอบประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถยนต์ GEELY ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าชาวไทย”

วิริยะประกันภัย ครองแบรนด์ประกันรถยนต์อันดับ 1 ในใจผู้บริโภค 3 ปีซ้อน บนเวที “Marketeer No.1 Brand Thailand 2026”

0

นายเพิ่มพล โพธิ์เพิ่มเหม บรรณาธิการและผู้ก่อตั้งนิตยสาร Marketeer ร่วมแสดงความยินดีกับ นายอมร ทองธิว กรรมการผู้จัดการ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) ในโอกาสเข้ารับรางวัล “Marketeer No.1 Brand Thailand 2026” หมวดประกันภัยรถยนต์ (Car Insurance) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ตอกย้ำบทบาทการเป็นผู้นำตลาดประกันภัยรถยนต์ที่ได้รับความไว้วางใจสูงสุดจากสังคมไทย จากผลสำรวจความคิดเห็นผู้บริโภคกว่า 6,500 คน ครอบคลุมทั้ง 5 ภูมิภาคทั่วประเทศ โดย Marketeer สื่อการตลาดระดับประเทศ ร่วมกับ Marketing Moves องค์กรวิจัยการตลาดชั้นนำ สะท้อนความสำเร็จของการ “ยึดมั่นในการทำหน้าที่ตลอด 79 ปี” ที่ส่งผลให้วิริยะประกันภัยได้รับการยอมรับทั้งในด้านความน่าเชื่อถือ คุณภาพผลิตภัณฑ์ และมาตรฐานการให้บริการอันเป็นเลิศ จนสามารถครองใจผู้บริโภคในฐานะแบรนด์ประกันภัยรถยนต์อันดับหนึ่งของไทยอย่างต่อเนื่อง โดยพิธีมอบรางวัลจัดขึ้น ณ ห้องฉัตรา บอลรูม โรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพฯ

ทั้งนี้ รางวัล “Marketeer No.1 Brand Thailand 2026” นับเป็นอีกหนึ่งเครื่องยืนยันความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ที่ไว้วางใจให้วิริยะประกันกันภัยทำหน้าที่เป็น “หลักประกันความเสี่ยง” เคียงข้างดูแลสังคมไทยตลอด 79 ปี โดยในปี 2569 บริษัทฯ ยังคงมุ่งยกระดับงานบริการทุกมิติ ผ่าน 3 กลยุทธ์หลักสำคัญ ได้แก่ การยกระดับคุณภาพงานบริการให้คู่ค้าและลูกค้าด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยีที่ทันสมัย การสนับสนุนงานบริการด้านสินไหมทดแทนด้วยการใช้ข้อมูล รวมถึงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรอย่างรอบด้าน ควบคู่กับการดำเนินธุรกิจตามหลัก ESG (Environmental, Social, Governance) เพื่อรับมือกับสถานการณ์ภัยความเสี่ยงรูปแบบใหม่ สภาพเศรษฐกิจที่ผันผวน และสภาวะการแข่งขันที่ท้าทายยิ่งขึ้น โดยเชื่อมั่นว่า การ “ทำหน้าที่” คือหนึ่งในพลังสำคัญที่ช่วยสร้างสังคมที่เข้มแข็งและเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน

เตรียมระเบิดความมันส์! PTG ผนึก S63 และ จ.สงขลา จัดการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบ “PT MAXNITRON RACING SERIES 2026: SONGKHLA GRANDPRIX” ปิดถนนเลียบหาดชลาทัศน์จัดสตรีทเซอร์กิต 14-18 ต.ค. นี้ ชมฟรีตลอดงาน

0
PTG 1

บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG ร่วมกับ บริษัท เอส 63 โปรเจค จำกัด และจังหวัดสงขลา ประกาศความพร้อมจัดการแข่งขันรายการรถยนต์ทางเรียบ “PT MAXNITRON RACING SERIES 2026: SONGKHLA GRANDPRIX” ระหว่างวันที่ 14 – 18 ตุลาคม 2569 ณ สนามแข่งเฉพาะกิจ พีที สงขลา กรังด์ปรีซ์ จังหวัดสงขลา โดยเตรียมเนรมิตพื้นที่บริเวณถนนเลียบหาดชลาทัศน์ และถนนราชดำเนินให้กลายเป็นสนามแข่งขันรูปแบบสตรีทเซอร์กิต เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา และกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคใต้

PTG 2

ภายในงานแถลงข่าวได้รับเกียรติจาก นายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา พร้อมด้วย     นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา นายวันชัย ปริญญาศิริ นายกเทศมนตรี       นครสงขลา พันตำรวจเอก กีรติ ตรีวัย ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองสงขลา และนางสาวจิราวดี อ่อนวงศ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสงขลา ร่วมแถลงถึงความพร้อมของจังหวัดในด้านการบริหารจัดการพื้นที่ การอำนวยความสะดวกและความปลอดภัย ตลอดจนการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา นอกจากนี้ ยังมี นายฉลอง ติรไตรภูษิต ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) และ นายศิลป์ ธีรนิติ ประธานการจัดการแข่งขัน ร่วมกล่าวถึงเจตนารมณ์และรายละเอียดการจัดการแข่งขัน “PT MAXNITRON RACING SERIES 2026: SONGKHLA GRANDPRIX”

PTG 3

นายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา กล่าวว่า จังหวัดสงขลามีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการเป็นเจ้าภาพจัดงานในครั้งนี้ ซึ่งเป็นกิจกรรมสำคัญในการขับเคลื่อนเป้าหมายการเป็น สงขลาเมืองกีฬา หรือ Songkhla Sports City และตอกย้ำศักยภาพของจังหวัดในการรองรับการแข่งขันกีฬารายการใหญ่ระดับสากล โดยจังหวัดได้บูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ทั้งการเตรียมความพร้อมด้านสถานที่ มาตรการความปลอดภัย ตลอดจนแผนการจัดการจราจรเพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้การแข่งขันครั้งนี้สร้างความประทับใจให้กับผู้มาเยือน และเป็นความภาคภูมิใจของชาวสงขลาทุกคน”

PTG 4

ด้านนายฉลอง ติรไตรภูษิต ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “PTG ดำเนินธุรกิจภายใต้ความเชื่อในการสร้างสังคม “อยู่ดี มีสุข” ความร่วมมือกับจังหวัดสงขลาและบริษัท เอส 63 โปรเจค จำกัด ในครั้งนี้ จึงมุ่งสร้างคุณค่าร่วมให้กับชุมชน ทั้งด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และคุณภาพชีวิต ขณะเดียวกัน การแข่งขันยังมุ่งสร้างระบบนิเวศด้านกีฬามอเตอร์สปอร์ต หรือ Motorsport Ecosystem ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการเชื่อมโยงกีฬามอเตอร์สปอร์ตเข้ากับศักยภาพด้านการท่องเที่ยว วัฒนธรรม และเศรษฐกิจของจังหวัดสงขลา ทั้งการกระตุ้นการเดินทางเข้าสู่พื้นที่ การสร้างงานและรายได้ให้แก่ประชาชน ตลอดจนการสร้างโอกาสทางธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการท้องถิ่น พร้อมเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าร่วมชมการแข่งขันและกิจกรรมภายในงาน โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่อให้ทุกคนได้เป็นส่วนหนึ่งของมหกรรมมอเตอร์สปอร์ตครั้งนี้”

ขณะที่ นายศิลป์ ธีรนิติ ประธานจัดการแข่งขันรายการ PT Maxnitron Racing Series กล่าวเสริมถึง ไฮไลต์ในปีนี้ว่า “เราตั้งใจที่จะพัฒนาการจัดการแข่งขันให้สมบูรณ์แบบในทุกมิติ โดยต่อยอดจากความสำเร็จในปีที่ผ่านมาที่มียอดผู้เข้าชมงานกว่า 200,000 คน และสร้างการจ้างงานมากกว่า 4,500 ตำแหน่ง สำหรับปีนี้เราได้ยกระดับความยิ่งใหญ่ด้วยเรซสนับสนุนอย่าง Isuzu Challenge Thailand และ Honda One Make Race รวมถึงกิจกรรมไฮไลต์ใหม่ ๆ เช่น Speedtopia ที่รวบรวมรถหายากมาจัดแสดง กิจกรรม Balance Bike สำหรับนักแข่งตัวจิ๋ว และโซนไลฟ์สไตล์ที่ตอบโจทย์ทุกคนในครอบครัว นอกจากนี้ เรายังได้อัปเกรดมาตรฐานความปลอดภัยและสิ่งอำนวยความสะดวก โดยเพิ่มอัฒจันทร์ผู้ชมกว่า 2,000 ที่นั่ง พร้อมจอ LED ถ่ายทอดสดรอบสนาม เพื่อเตรียมถ่ายทอดภาพความสวยงามของจังหวัดสงขลาและศักยภาพของมอเตอร์สปอร์ตไทยให้ประจักษ์ไปทั่วอาเซียน”

ผู้สนใจสามารถติดตามข่าวสารและรายละเอียดการแข่งขัน “PT MAXNITRON RACING SERIES 2026” ผ่านช่องทางออนไลน์ของ PT Maxnitron Motorsport ได้ที่

Facebook: www.facebook.com/ptmaxnitronmotorsport
Instagram: www.instagram.com/pt.maxnitron.motorsport
YouTube: www.youtube.com/@ptmaxnitronmotorsport87

 

 

“Motor Expo Racing Team” ครองชัยชนะ TC4 สนามที่ 2 RAAT Thailand Endurance Championship 2026

0
Motor Expo Racing Team 1

ชไมพร ปภัสร์พงษ์ นำทีม “Motor Expo Racing Team” ขับรถคู่ใจ HONDA CR-Z หมายเลข 63 พร้อมด้วย ชาริยะ นุยา และพงศ์พล นารายพิทักษ์ คว้าอันดับที่ 1 รุ่น TC4 และอันดับที่ 4 Overall ในการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบสุดหฤโหด 8 ชั่วโมง รายการ RAAT Thailand Endurance Championship 2026 สนามที่ 2 ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2569    

Motor Expo Racing Team 2

Motor Expo Racing Team  2

Motor Expo Racing Team 3

Motor Expo Racing Team 5

Motor Expo Racing Team  6

Motor Expo Racing Team 9

สามารถติดตามการแข่งสนามหน้า วันที่ 5–6 กันยายน 2569 ได้ที่ Facebook.com/MotorExpo

“BYD HYROX Bangkok” กลับมาอย่างยิ่งใหญ่ สิงหาคมนี้ ขึ้นแท่นการแข่งขันที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ด้วยยอดผู้สมัครพุ่งทะลุ 20,000 คน

0
BYD 1

การแข่งขันกีฬาฟิตเนสระดับโลก ประกาศการกลับมาจัดการแข่งขันในประเทศไทยอีกครั้งอย่างเป็นทางการ พร้อมยกระดับการแข่งขันสู่รูปแบบ 4 วันเต็มเป็นครั้งแรก ภายใต้รายการ BYD HYROX Bangkok ระหว่างวันที่ 13-16 สิงหาคม 2026 ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) โดยจะรวบรวมนักกีฬาจากทั่วประเทศไทยและภูมิภาคมาร่วมพิสูจน์ความแข็งแกร่ง ท้าทายขีดจำกัด และสัมผัสประสบการณ์การแข่งขันฟิตเนสระดับโลกในรูปแบบเฉพาะของ HYROX

BYD 2

การกลับมาจัดการแข่งขันที่กรุงเทพฯ อีกครั้งภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือน หลังจากการแข่งขันเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม สะท้อนถึงกระแสความนิยมของ HYROX ที่เติบโตอย่างต่อเนื่องทั่วทั้งภูมิภาค โดยการแข่งขันครั้งก่อนมีนักกีฬาเข้าร่วมกว่า 17,500 คน ขณะที่การแข่งขันในเดือนสิงหาคมนี้ได้สร้างสถิติครั้งใหม่ในฐานะการแข่งขัน HYROX ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยจัดขึ้นในเอเชีย ด้วยจำนวนนักกีฬาที่ลงทะเบียนแล้วกว่า 20,000 คน เพิ่มขึ้นกว่า 14% จากการแข่งขันครั้งก่อน และคาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้นอีกในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนปิดรับสมัคร ภายใต้การสนับสนุนของ BYD ผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้าระดับโลก ในฐานะพันธมิตรด้านยานยนต์ระดับภูมิภาคของ HYROX APAC และผู้สนับสนุนหลักของ HYROX Bangkok การขยายการแข่งขันในครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญที่ตอกย้ำบทบาทของกรุงเทพฯ ในฐานะหนึ่งในจุดหมายปลายทางด้านการแข่งขันฟิตเนสที่เติบโตเร็วที่สุดในเอเชีย และสะท้อนการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของ HYROX ทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

William Petty ผู้จัดการฝ่ายอีเวนท์ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า: “กระแสตอบรับจากประเทศไทยนับว่าน่าประทับใจอย่างยิ่ง จากเสียงตอบรับอันล้นหลามในครั้งที่ผ่านมา เราจึงตัดสินใจขยายการแข่งขันเป็น 4 วัน เพื่อเปิดโอกาสให้นักกีฬาได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของคอมมูนิตี้ HYROX มากยิ่งขึ้น ขณะที่การแข่งขัน BYD HYROX Bangkok ครั้งนี้กำลังจะสร้างสถิติใหม่ในฐานะการแข่งขัน HYROX ที่มีผู้เข้าร่วมมากที่สุดในเอเชีย เรามุ่งมั่นที่จะมอบประสบการณ์การแข่งขันระดับเวิลด์คลาส พร้อมร่วมเฉลิมฉลองอีกหนึ่งความสำเร็จครั้งสำคัญของวงการฟิตเนสในภูมิภาค”

มาตรฐานการแข่งขันระดับโลกที่เปิดกว้างสำหรับทุกคน

ตลอดฤดูกาลแข่งขัน 2025/2026 HYROX ได้ครองใจนักกีฬากว่า 1.5 ล้านคน ใน 95 เมืองทั่วโลก ด้วยเอกลักษณ์ของการแข่งขันที่ยึดมั่นในแนวคิด “Fitness Race for Everybody” หรือการแข่งขันฟิตเนสสำหรับทุกคน ผ่านรูปแบบการแข่งขันมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก ที่เปิดโอกาสให้นักกีฬาทุกระดับความสามารถได้ร่วมท้าทายตนเองภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน ไม่ว่าจะเข้าร่วมการแข่งขันที่ใดก็ตาม โดยประกอบด้วยการวิ่งระยะทาง 1 กิโลเมตร จำนวน 8 รอบ สลับกับสถานีออกกำลังกายแบบฟังก์ชันนัล 8 สถานี ได้แก่ SkiErg, Sled Push, Sled Pull, Burpee Broad Jumps, Rowing, Farmers Carry, Sandbag Lunges และ Wall Balls

นักกีฬาสามารถเลือกลงแข่งขันได้ทั้งประเภทเดี่ยว (Singles) ประเภทคู่ (Doubles) หรือประเภททีมผลัด 4 คน (Relay) ในรุ่น Open และ Pro นอกจากนี้ BYD HYROX Bangkok ยังเดินหน้าส่งเสริมความเท่าเทียมและการมีส่วนร่วม ผ่านการแข่งขันประเภท Adaptive ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งช่วยเปิดโอกาสให้นักกีฬาที่มีความบกพร่องทางการทำงานของร่างกายอย่างถาวรได้ร่วมทดสอบศักยภาพบนสนามแข่งขันมาตรฐานเดียวกันกับนักกีฬาทุกคน สะท้อนถึงความมุ่งมั่น ในการผลักดันให้ HYROX เป็นพื้นที่ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ โดยการแข่งขัน BYD HYROX Bangkok ครั้งนี้ คาดว่าจะมีนักกีฬาประเภท Adaptive เข้าร่วมทั้งสิ้น 20 คน นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางกีฬาให้ครอบคลุมผู้คนที่หลากหลายยิ่งขึ้นในภูมิภาค 

ยกระดับความท้าทาย กับเส้นทางสู่ World Championships

ความเข้มข้นของการแข่งขันจะถูกยกระดับขึ้นอีกขั้นในศึก BYD HYROX Bangkok ครั้งนี้ ซึ่งนับเป็นสนามคัดเลือกอย่างเป็นทางการสู่รายการ 2027 PUMA HYROX World Championships ณ ฮ่องกง โดยการแข่งขันชิงแชมป์โลกครั้งนี้จะถือเป็นครั้งแรกที่การแข่งขันระดับสูงสุดของ HYROX จะจัดขึ้นในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ยิ่งเพิ่มความท้าทายให้กับการแข่งขัน ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) เมื่อนักกีฬาต่างมุ่งมั่นทำผลงานเพื่อคว้าโอกาสเป็นตัวแทนจากประเทศของตนบนเวทีระดับโลก

BYD 3

พิเศษสุดสำหรับครั้งนี้ BYD HYROX Bangkok จะปิดท้ายสัปดาห์แห่งความท้าทายด้วยอาฟเตอร์ปาร์ตี้อย่างเป็นทางการภายใต้ชื่อ ‘Station 9’ ซึ่งจะจัดขึ้น ณ Tribe Sky Beach Club ในวันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม โดยงานนี้เปิดโอกาสให้นักกีฬา กองเชียร์ และบุคคลทั่วไปได้มารวมตัวกันเพื่อฉลองความสำเร็จของ HYROX ในกรุงเทพฯ สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นคอมมูนิตี้อันเหนียวแน่นที่เป็นเอกลักษณ์ของ HYROX พร้อมเชื่อมโยงทุกคนให้ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ที่ก้าวไปไกลกว่าการแข่งขันในสนาม

สำหรับผู้ที่ต้องการสัมผัสบรรยากาศ HYROX ด้วยตัวเองในวันที่ 13-16 สิงหาคมนี้ที่กรุงเทพฯ ขณะนี้ยังมีบัตรเข้าร่วมเหลือในจำนวนจำกัด สามารถลงทะเบียนเป็นนักแข่งหรือผู้ชมได้ที่นี่: https://hyroxthailand.com/event/hyrox-bangkok/

“เมอร์เซเดส-เบนซ์” มอบสิทธิพิเศษแทนคำขอบคุณลูกค้า MBSP กับข้อเสนอเปลี่ยนยาง MB Tire 4 เส้น จ่ายเพียง 3 เส้น* จนถึงสิ้นปีนี้

0
เมอร์เซเดส-เบนซ์ 1

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย มอบสิทธิพิเศษแทนคำขอบคุณลูกค้าที่ถือโปรแกรมบำรุงรักษาและขยายการรับประกันคุณภาพรถยนต์ฯ หรือ MBSP (Mercedes-Benz Service Plus) ด้วยแคมเปญล่าสุด “MBSP Thank You Privilege Program” ข้อเสนอของผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม MB Tire ที่มาพร้อมข้อเสนอ “เปลี่ยนยางฯ 4 เส้น จ่ายเพียง 3 เส้น*” โดยสามารถเลือกติดตั้งยางรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่พัฒนาร่วมกับผู้ผลิตยางรถยนต์ชั้นนำอย่าง มิชลิน (Michelin) คอนติเนนทอล (Continental) กู๊ดเยียร์ (Goodyear) บริดจสโตน (Bridgestone) และโยโกฮามา (Yokohama) ซึ่งมีการออกแบบให้เข้ากับรถยนต์ในแต่ละเซกเมนต์ของแบรนด์

โดยลูกค้าเมอร์เซเดส-เบนซ์ ทุกรุ่น ที่มีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไขความคุ้มครองของโปรแกรม MBSP สามารถใช้สิทธิ์ข้อเสนอดังกล่าวและเข้ารับบริการได้ที่ศูนย์บริการเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการ ที่เข้าร่วมแคมเปญทั้ง 38 แห่ง ได้ตั้งแต่วันนี้ – วันที่ 31 ธันวาคม 2569 พร้อมรับสิทธิพิเศษเพิ่มเติม ดังต่อไปนี้

  • ฟรี! ค่าแรงเปลี่ยนยาง 4 เส้น*
  • ฟรี! บริการสลับยาง 1 ครั้ง ที่ศูนย์บริการฯ*
  • ฟรี! ของสมนาคุณจากผู้ผลิตยางที่ร่วมรายการ
  • รับสิทธิ์ประกันยางบาด บวม แตก ตำ ตามข้อกำหนดและเงื่อนไขของผู้ผลิตยางแต่ละรายที่เข้าร่วมโครงการ
  • พิเศษ! แบ่งชำระ 0% 10 เดือน* เมื่อมียอดค่าใช้จ่าย 30,000 บาทขึ้นไป ผ่านบัตรเครดิต
    ยูโอบีเมอร์เซเดส

รายละเอียดแคมเปญ: คลิก
นัดหมายล่วงหน้า: คลิก

*เงื่อนไขและรายละเอียดเพิ่มเติม 

  • สิทธิพิเศษนี้สำหรับลูกค้ารถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ทุกรุ่น ที่ความคุ้มครองของ MBSP ยังมีผลบังคับอยู่
    ดังคุณสมบัติของรถยนต์ดังนี้

    • รถยนต์ต้องมีสัญญา MBSP แพ็กเกจใดแพ็กเกจหนึ่ง ดังต่อไปนี้
      • Easy Care/Compact
      • Extra Guarantee/Advance
      • Extra
      • Ultimate/Excellent
      • Extra Guarantee Lite
      • Extended HVB
    • สัญญา MBSP ประเภทแพ็กเกจข้างต้นต้องยังไม่หมดอายุ
    • สิทธิ์ตามสัญญา MBSP เป็นสิทธิ์ที่ผูกกับหมายเลขตัวถังรถยนต์ (VIN) โดยไม่ขึ้นอยู่กับชื่อผู้ซื้อสัญญา MBSP

 

  • สิทธิพิเศษนี้สำหรับลูกค้าที่ซื้อและเปลี่ยนยางรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ จำนวน 4 เส้น เฉพาะยี่ห้อ Michelin, Continental, Goodyear, Bridgestone, Yokohama เท่านั้น ที่ศูนย์บริการฯ ที่เข้าร่วมโปรแกรม MB Tire  ระหว่างวันที่ 1 ก.ค. 69 – 31 ธ.ค. 69 และชำระค่าใช้จ่ายภายในระยะเวลาตั้งแต่ 1 ก.ค. 69 – 31 ธ.ค. 69
  • ยางที่แถมจะเป็นยางรุ่นและขนาดเดียวกันกับยางที่ลูกค้าชำระค่าใช้จ่าย และ/หรือ ยางที่ราคาขายแนะนำมีมูลค่าต่ำที่สุด
  • รถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ 1 หมายเลขตัวถัง สามารถรับสิทธิ์ได้เพียง 1 สิทธิ์ เท่านั้น
  • สิทธิพิเศษนี้ไม่สามารถแลก เปลี่ยน หรือทอนเป็นเงินสดได้
  • เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯกำหนด กรณีมีข้อโต้แย้ง การตัดสินของบริษัทฯ ถือเป็นที่สิ้นสุด
  • โปรดตรวจสอบรายละเอียดแคมเปญได้ ณ ศูนย์บริการเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการ
  • ใช้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้เต็มจำนวนตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปี

สำหรับลูกค้าที่สนใจเข้าร่วมแคมเปญ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการที่เข้าร่วมแคมเปญยางทั้ง 38 แห่ง ทั่วประเทศ หรือผ่านช่องทางออนไลน์ที่ www.mercedes-benz.co.th หรือโทร 1250 และติดตามข่าวสารอัพเดทผ่านทาง Facebook: Mercedes-Benz Thailand IG: @MercedesBenzThailand และ LINE: @mercedesbenzth

 

 

ฉลองกระแสตอบรับ! มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี กวาดยอดขายกว่า 12,000 คัน เปิดตัวบ็อกซ์เซต “XFORCE HEV x JIRAYU KOO” เติมความจอยให้ทุกการเดินทาง รับฟรี! สำหรับลูกค้าที่จองและรับรถตั้งแต่วันนี้ – 31 สิงหาคม 2569

0
มิตซูบิชิ 1

เปิดประสบการณ์ใหม่ให้จอยกว่าเดิม! บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส(ประเทศไทย) จำกัด ฉลองความสำเร็จ “มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี” กวาดยอดขายสะสมกว่า12,000 คันทั่วประเทศ แท็กทีม “Jirayu Koo” ศิลปินนักวาดภาพประกอบชาวไทยชื่อดัง เปิดตัวบ็อกซ์เซตสุดเอ็กซ์คลูซีฟ “XFORCE HEV x JIRAYU KOO” ไลฟ์สไตล์ไอเทมที่จะมาอัปเลเวลความจอยให้ทุกการเดินทาง สะท้อนแนวคิด “Xperience the Force, Xperience the Joy” ปลุกพลังความเป็นไลฟ์สเตอร์ให้ทุกคนออกไปใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ในแบบของตัวเองได้ทุกวัน

มิตซูบิชิ  4

 

มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี ตอกย้ำความสำเร็จในฐานะรถยนต์คอมแพกต์เอสยูวีฟูลไฮบริด ที่หลอมรวมสมรรถนะ เทคโนโลยี และไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ภายใต้แนวคิด MITSUBISHI e:MOTIONที่มุ่งยกระดับประสบการณ์การขับขี่ให้สนุก มั่นใจ และทรงพลัง ด้วย 3 เทคโนโลยีล้ำสมัย ได้แก่ ระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ โหมดการขับขี่ 7 รูปแบบ (7 Drive Mode) และระบบควบคุมการขับเคลื่อนและสมดุลขณะเข้าโค้ง (Active Yaw Control – AYC) ผสานกับช่วงล่างและระบบกันสะเทือนที่ได้รับการพัฒนาให้เหมาะกับสภาพถนนในประเทศไทย ผ่านการทดสอบจริงบนถนนทั่วประเทศ รวมระยะทางกว่า 100,000 กิโลเมตร ตลอดจนดีไซน์ภายนอกและภายในที่โดดเด่นสะกดทุกสายตา และเทคโนโลยีความปลอดภัย Diamond Sense ครอบคลุม 360 องศา ที่ให้ความอุ่นใจในทุกโมเมนต์ของการเดินทาง

บ็อกซ์เซต “XFORCE HEV x JIRAYU KOO” เกิดจากไอเดียการร่วมมือกับ Jirayu Koo หรือ จิรายุ คูอมรพัฒนะ โดยนำจุดเด่นของ มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี มาถ่ายทอดผ่านมุมมองใหม่ที่เชื่อมโยงรถยนต์เข้ากับไลฟ์สไตล์ในทุกวัน ผ่านลายเส้นรูปทรงกลมมนและคัลเลอร์บล็อกสีสันจัดจ้านอันเป็นลายเซ็นของศิลปิน รังสรรค์เป็นบ็อกซ์เซตไอเทมที่ใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นหมอนผ้าห่ม กระบอกน้ำเก็บความเย็น และกระเป๋าผ้า ในโทนสีสดใสและมีชีวิตชีวา สลัดลุคทุกทริปให้สนุกขึ้นกว่าที่เคย

มิตซูบิชิ  3

ยิ่งไปกว่านั้น อีกหนึ่งความพิเศษของบ็อกซ์เซตนี้ คือการนำเสนอตัวตนของสองพรีเซนเตอร์อย่าง “แพต-ชญานิษฐ์ ชาญสง่าเวช” และ “ริว-วชิรวิชญ์ วัฒนภักดีไพศาล” ที่ถูกหยิบเอาเสน่ห์ ความสดใส และพลังบวกของทั้งคู่มาตีความเป็นคาแรกเตอร์ในสไตล์ของ Jirayu Koo พร้อมส่งต่อแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ก้าวออกไปเอ็นจอยกับทุกจังหวะของชีวิต ในฉบับของไลฟ์สเตอร์ที่นิยามความสุขด้วยตัวเอง

มิตซูบิชิ  5

มิตซูบิชิ 6

สำหรับลูกค้า มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี ที่ทำการจองและรับรถยนต์ ระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม –
31 สิงหาคม 2569
และลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน M-Drive ระหว่างวันที่ 15 กรกฎาคม – 31 สิงหาคม 2569 รับฟรี! บ็อกซ์เซต “XFORCE HEV x JIRAYU KOO” มูลค่า 1,470 บาท*

มิตซูบิชิ  7

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย มุ่งตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ ด้วยความเชื่อที่ว่า “ทุกประสบการณ์
คือจุดเริ่มต้นของแรงบันดาลใจ” เช่นเดียวกับ มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี ที่พร้อมเป็นเพื่อนร่วมทางในการออกไปค้นพบประสบการณ์ใหม่ ๆ เติมเต็มทั้งความสนุกและความประทับใจตลอดการเดินทาง

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม และนัดหมายทดลองขับรถยนต์มิตซูบิชิได้ที่ www.mitsubishi-motors.co.th หรือมิตซูบิชิ
คอลเซ็นเตอร์ โทร. 02-079-9500 ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส
ประเทศไทย ได้ที่ www.facebook.com/MitsubishiMotorsTH

รับชมภาพยนตร์โฆษณา “XFORCE HEV x JIRAYU KOO” พร้อมบทสัมภาษณ์พิเศษจาก Jirayu Koo ได้ที่

*เงื่อนไขและรายละเอียดเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด        

“นิสสัน เอลแกรนด์ อี-พาวเวอร์ ใหม่” ถ่ายทอดความประณีตแบบญี่ปุ่น สู่นิยามใหม่ของการเดินทางระดับพรีเมียม

0
นิสสัน เอลแกรนด์ อี-พาวเวอร์ ใหม่ 1

ความหมายของการเดินทางระดับพรีเมียมในวันนี้ไม่ได้สะท้อนผ่านความหรูหราที่มองเห็นเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงคุณภาพของเวลาที่เกิดขึ้นตลอดการเดินทาง ผ่านการผสานความประณีตแบบญี่ปุ่น ความสะดวกสบายที่ผ่านการคิดอย่างรอบด้าน และประสบการณ์ที่ออกแบบโดยคำนึงถึงทั้งผู้ขับและผู้โดยสาร

นิสสัน เอลแกรนด์ อี-พาวเวอร์ ใหม่

ด้วยแนวคิดดังกล่าว บริษัท นิสสัน มอเตอร์ จำกัด ได้เปิดตัว นิสสัน เอลแกรนด์ อี-พาวเวอร์ ใหม่ อย่างเป็นทางการในประเทศญี่ปุ่น โดยเริ่มจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคม หลังจากเผยโฉมเป็นครั้งแรกภายในงาน Japan Mobility Show 2025

หัวใจของนิสสัน เอลแกรนด์ อี-พาวเวอร์ ใหม่ เริ่มต้นจากแนวคิดที่เรียบง่ายว่า การเดินทางแบบ Grand Touring ที่ดีควรมอบความรู้สึกพิเศษให้กับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่อยู่หลังพวงมาลัยหรือผู้โดยสารในแต่ละตำแหน่ง รถรุ่นใหม่นี้จึงผสานพื้นที่กว้างขวาง และบรรยากาศที่ชวนผ่อนคลายเข้ากับประสบการณ์การขับขี่ที่น่ารื่นรมย์ พร้อมด้วยระบบ e-POWER เจเนอเรชันที่ 3 ระบบควบคุมการขับเคลื่อนสี่ล้อด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า e-4ORCE ที่ได้รับการพัฒนาเพิ่มมากยิ่งขึ้น และระบบช่วงล่างแบบปรับไฟฟ้าอัจฉริยะ หรือ Intelligent Dynamic Suspension ซึ่งทำงานร่วมกันเพื่อสร้างการเดินทางที่นุ่มนวล เงียบสงบ และมั่นคงยิ่งขึ้น

ความสง่างามแห่งอนาคต ผ่านมุมมองการออกแบบแบบญี่ปุ่น

นิสสัน เอลแกรนด์ อี-พาวเวอร์ ใหม่ 3

นิสสัน เอลแกรนด์ อี-พาวเวอร์ ใหม่ ได้รับการพัฒนาภายใต้แนวคิด “The Private MAGLEV” ซึ่งนำแรงบันดาลใจจากรถไฟความเร็วสูงแบบแม่เหล็กลอยตัวของญี่ปุ่น ที่ขึ้นชื่อเรื่องการเคลื่อนที่อันรวดเร็ว ลื่นไหล และไร้รอยต่อ มาตีความผ่านงานออกแบบที่ผสานเส้นสายแห่งความเร็วเข้ากับบุคลิกที่สง่างาม และมั่นคง สะท้อนตัวตนของรถเรือธงสัญชาติญี่ปุ่นได้อย่างมีเอกลักษณ์

ตัวรถมีขนาดใหญ่กว่ารุ่นก่อน พร้อมสัดส่วนที่เฉียบคม และดูมั่นคงจากทุกมุมมอง ภายใต้แนวคิดการออกแบบ “Timeless Japanese Futurism” ซึ่งนำ DNA ของญี่ปุ่นมาถ่ายทอดในรูปแบบร่วมสมัยที่ไม่ยึดติดกับกาลเวลา

กระจังหน้าได้รับแรงบันดาลใจจากงานไม้แบบดั้งเดิมของญี่ปุ่นอย่าง คุมิโกะ (Kumiko) และเชื่อมต่ออย่างกลมกลืนไปยังชุดไฟหน้า รวมถึงไฟท้ายแบบเต็มความกว้าง เสริมด้วยล้ออัลลอยน้ำหนักเบาที่ตกแต่งด้วยวัสดุเรซินพิเศษ เพื่อสร้างรายละเอียดอันประณีตคล้ายงานหัตถศิลป์ และทำให้องค์ประกอบต่าง ๆ ของตัวรถดูกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียว

ภายในห้องโดยสารถูกออกแบบให้มีบรรยากาศเปรียบเสมือนเลานจ์ส่วนตัว ตำแหน่งเบาะนั่งที่สูงขึ้นช่วยเปิดทัศนวิสัยด้านหน้าให้กับผู้ขับ ขณะที่แผงประตูตกแต่งด้วยลายควิลท์ซึ่งเชื่อมโยงกับลวดลายคุมิโกะภายนอก

แผงหน้าปัดผสานสวิตช์สัมผัสแบบ Capacitive เข้ากับวัสดุลายไม้ได้อย่างแนบเนียน พร้อมจอแสดงผลแบบรวม ซึ่งนับเป็นครั้งแรกสำหรับรถยนต์นิสสันในประเทศญี่ปุ่น ระบบไฟ Ambient Light พาดยาวจากแดชบอร์ดไปจนถึงแผงประตู ช่วยโอบล้อมผู้โดยสารด้วยบรรยากาศที่ปรับได้ถึง 64 เฉดสี

เทคโนโลยีที่ทำงานอย่างเป็นธรรมชาติ เพื่อความราบรื่นยิ่งขึ้นตลอดการเดินทาง

สำหรับนิสสัน เอลแกรนด์ อี-พาวเวอร์ ใหม่ เทคโนโลยีไม่ได้ถูกนำมาใช้เพื่อเรียกร้องหรือสร้างความสนใจ แต่ได้รับการพัฒนาให้ทำงานอย่างเป็นธรรมชาติอยู่เบื้องหลัง เพื่อสร้างความนุ่มนวล ความสงบ และความมั่นใจที่ทุกคนสามารถสัมผัสได้ตลอดการเดินทาง

e-POWER เจเนอเรชันที่ 3 และ e-4ORCE ที่ได้รับการพัฒนาขึ้น

ด้วยขุมพลังระบบ e-POWER เจเนอเรชันที่ 3 มาพร้อมเครื่องยนต์ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าโดยเฉพาะ ทำงานร่วมกับชุดขับเคลื่อน 5-in-1 e-POWER Powertrain ซึ่งรวมองค์ประกอบหลักห้าส่วน ได้แก่ มอเตอร์ (electric motor) เครื่องกำเนิดไฟฟ้า (generator) อินเวอร์เตอร์ (Inverter) ชุดทดรอบ (reducer) และชุดเพิ่มรอบ (increaser) ไว้ในโมดูลเดียว

เทคโนโลยีควบคุมใหม่ช่วยยกระดับทั้งความเงียบ และประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิง ขณะที่ระบบขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 100% มอบการตอบสนองที่ทรงพลัง และนุ่มนวล สอดรับกับบุคลิกของรถมินิแวนระดับพรีเมียม

แพลตฟอร์มของรถยังได้รับการพัฒนาจากเจเนอเรชันก่อน พร้อมโครงสร้างตัวถังที่แข็งแรง และการจัดการเสียงรบกวนรอบคันอย่างละเอียด เพื่อช่วยให้บรรยากาศภายในห้องโดยสารสงบและผ่อนคลายยิ่งขึ้น

นิสสันยังได้พัฒนาระบบควบคุมการขับเคลื่อนสี่ล้อด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า e-4ORCE ให้ตอบสนองต่อสถานการณ์การขับขี่ที่หลากหลายยิ่งขึ้น ในการใช้งานประจำวัน ระบบจะช่วยลดการเคลื่อนไหวของตัวรถขณะออกตัว เร่ง และเบรก เพื่อเพิ่มความนุ่มนวลในการโดยสาร พร้อมประสานการควบคุมมอเตอร์และเบรกอย่างแม่นยำ โดยเพิ่มการใช้แรงขับจากมอเตอร์ล้อหลังขณะเข้าโค้ง เพื่อสร้างประสบการณ์การขับขี่ขั้นสูงสุด ผู้ขับยังสามารถดูการกระจายกำลังมอเตอร์และแรงเบรกแบบเรียลไทม์ผ่านหน้าจอแสดงผลได้อีกด้วย

ระบบช่วงล่างอัจฉริยะ เพื่อความนุ่มนวลและมั่นคงในทุกจังหวะ

นิสสัน เอลแกรนด์ อี-พาวเวอร์ ใหม่ 4

Intelligent Dynamic Suspension หรือระบบช่วงล่างปรับไฟฟ้าแบบไดนามิกอัจฉริยะ สามารถปรับการทำงานให้สอดคล้องกับสภาพถนน และรูปแบบการขับขี่ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยควบคุมแรงหน่วงของล้อแต่ละล้อแบบเรียลไทม์ เพื่อให้ตัวรถเคลื่อนที่ได้อย่างราบรื่นและมั่นคงยิ่งขึ้น ลดการเคลื่อนไหวของตัวถัง และการเสริมเสถียรภาพของรถ และยังช่วยเสริมความนุ่มนวลที่เกิดจากการทำงานร่วมกันของ e-POWER และ e-4ORCE ทำให้ทั้งผู้ขับ และผู้โดยสารสามารถเดินทางได้อย่างผ่อนคลายมากขึ้น

นิสสัน เอลแกรนด์ อี-พาวเวอร์ ใหม่ ยังสามารถปรับบุคลิกให้เข้ากับแต่ละจังหวะของการเดินทางผ่านโหมดการขับขี่ 6 รูปแบบ ได้แก่ ECO, STANDARD, SPORT, COMFORT, SNOW และ PERSONAL ครอบคลุมตั้งแต่การใช้งานในชีวิตประจำวัน การขับขี่ในสถานการณ์ที่หลากหลาย การเดินทางไกลอย่างผ่อนคลาย ไปจนถึงเส้นทางที่ต้องการการตอบสนองหรือความมั่นใจเป็นพิเศษ

เลานจ์ส่วนตัวที่ออกแบบโดยคำนึงถึงสมาชิกทุกคนในการเดินทาง

นิสสัน เอลแกรนด์ อี-พาวเวอร์ ใหม่ 6

ภายในห้องโดยสาร พื้นที่ เบาะนั่ง เสียง และการเคลื่อนตัวของรถได้รับการออกแบบให้ทำงานร่วมกัน เพื่อสร้างบรรยากาศที่สงบ โปร่งสบาย และผ่อนคลายตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงจุดหมาย

ระบบควบคุมแรงเบรกในจังหวะที่รถหยุดจะช่วยลดแรงกระแทกที่อาจเกิดขึ้นขณะรถหยุดนิ่ง โดยผู้ขับไม่จำเป็นต้องค่อย ๆ ผ่อนน้ำหนักเบรกด้วยตนเอง ทำให้ทุกคนบนรถสัมผัสได้ถึงการหยุดที่นุ่มนวลและเป็นธรรมชาติมากขึ้น

ระบบควบคุมเสียงรบกวนแบบแอคทีฟขั้นสูง (Advanced Active Noise Control) ซึ่งเป็นนวัตกรรมครั้งแรกของโลกจากนิสสัน สามารถช่วยลดทั้งเสียงเครื่องยนต์และเสียงจากพื้นถนนไปพร้อมกัน เพื่อรักษาบรรยากาศภายในห้องโดยสารให้เงียบสงบยิ่งขึ้น

พื้นที่ภายในกว้างขวางกว่ารุ่นก่อนอย่างเห็นได้ชัด หน้าต่างบานใหญ่บริเวณประตูสไลด์ทำงานร่วมกับการจัดวางเบาะแบบโรงภาพยนตร์ ซึ่งยกระดับสายตาตั้งแต่แถวแรกไปจนถึงแถวที่สาม ช่วยให้ห้องโดยสารรู้สึกโปร่งโล่ง และเปิดมุมมองให้ผู้โดยสารในทุกตำแหน่ง

เบาะทุกตำแหน่งเป็นแบบ Zero Gravity โดยเบาะแถวที่สองนั้นจะมีความกว้างเพียงพอให้ผู้โดยสารเปลี่ยนท่าทางได้อย่างเป็นธรรมชาติขณะพักผ่อน ที่วางเท้าของเบาะผู้โดยสารด้านหน้า และเบาะแถวที่สองทั้งสองตำแหน่งสามารถใช้งานพร้อมกันได้ รวมทั้งหมดสามตำแหน่ง เพื่อรองรับการเดินทางไกลอย่างผ่อนคลาย

นอกจากนี้ เบาะแถวที่สองยังมาพร้อมระบบปรับเอนแบบ Dual Reclining ซึ่งสามารถปรับเฉพาะส่วนบนของพนักพิงด้วยระบบไฟฟ้า ช่วยให้ผู้โดยสารวางศีรษะอยู่ในตำแหน่งที่สะดวกสบาย ขณะรับชมจอภายในรถหรือใช้งานสมาร์ทโฟน

ความยืดหยุ่นที่คิดมาเพื่อชีวิตในหลากหลายบทบาท

นอกเหนือจากการสร้างพื้นที่ที่ผ่อนคลาย นิสสัน เอลแกรนด์ อี-พาวเวอร์ ใหม่ ยังได้รับการออกแบบให้ปรับเข้ากับชีวิตที่มีหลายบทบาท และครอบครัวที่มีสมาชิกหลากหลายวัยได้อย่างเป็นธรรมชาติ ตั้งแต่การเดินทางเพื่อธุรกิจ การใช้เวลาในวันหยุดกับครอบครัว ไปจนถึงการเดินทางไกลพร้อมผู้โดยสาร สัมภาระ และอุปกรณ์ต่าง ๆ

ประตูสไลด์มีขั้นบันไดที่ช่วยให้เด็กเล็กขึ้นลงได้โดยไม่ต้องยกเท้าสูง พร้อมมือจับขนาดใหญ่ซึ่งช่วยให้ผู้โดยสารหลากหลายวัยเข้าและออกจากรถได้สะดวกขึ้น

ฟังก์ชันเปิดประตูแบบครึ่งทางช่วยให้ประตูสไลด์เปิดเพียงบางส่วน เพื่อลดปริมาณน้ำฝนที่อาจเข้าสู่ห้องโดยสารระหว่างการขึ้นลงรถหรือการขนสัมภาระในวันที่สภาพอากาศไม่เป็นใจ

เบาะแถวที่สามสามารถพับและเก็บได้ 2 ตำแหน่งทั้งด้านหน้า และด้านหลัง ช่วยให้ผู้ใช้งานปรับสมดุลระหว่างพื้นที่โดยสาร และพื้นที่เก็บสัมภาระได้ตามความต้องการ

พื้นห้องเก็บสัมภาระได้รับการลดระดับให้ต่ำลง ขณะที่ช่องเปิดฝากระโปรงท้ายมีความสูงและความกว้างมากขึ้น ทำให้ขนถ่ายสิ่งของขนาดใหญ่ เช่น กระเป๋าเดินทาง ได้สะดวกกว่าเดิม

สวิตช์ฝากระโปรงท้ายอัตโนมัติติดตั้งทั้งบริเวณกึ่งกลางฝากระโปรงและเสา D ด้านหลังทั้งสองฝั่ง โดยสามารถหยุดการเปิดฝากระโปรงที่ระดับความสูงใดก็ได้ เหมาะกับพื้นที่จอดที่มีข้อจำกัดด้านหลัง

เทคโนโลยีอัจฉริยะที่ช่วยให้ทุกการขับขี่ผ่อนคลายยิ่งขึ้น

นิสสัน เอลแกรนด์ อี-พาวเวอร์ ใหม่ มาพร้อมเทคโนโลยีช่วยเหลือผู้ขับที่ออกแบบมาเพื่อลดภาระในชีวิตประจำวัน และเพิ่มความมั่นใจตลอดการเดินทาง

สำหรับการขับขี่บนทางหลวง นิสสัน เอลแกรนด์ อี-พาวเวอร์ ใหม่ มาพร้อมระบบช่วยเหลือผู้ขับ Repilot ซึ่งช่วยควบคุมคันเร่ง เบรก และพวงมาลัยขณะขับขี่ในช่องทางเดียว เพื่อลดภาระของผู้ขับ

การเดินทางที่ออกแบบเพื่อทุกคน

นิสสัน เอลแกรนด์ อี-พาวเวอร์ ใหม่ สะท้อนแนวคิดที่มองว่าการเดินทางไม่ใช่เพียงการพาผู้คนจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง แต่คือการใช้เวลาร่วมกันระหว่างการเดินทาง

ทุกองค์ประกอบถูกคิดขึ้นโดยคำนึงถึงผู้คนที่ใช้เวลาอยู่ภายในรถ ตั้ั้งแต่รายละเอียดของงานออกแบบ บรรยากาศภายในห้องโดยสาร และความรู้สึกหลังพวงมาลัย ไปจนถึงเทคโนโลยีที่ช่วยดูแลความนุ่มนวลและความมั่นใจ

ผู้ใช้งานจะมั่นใจได้ว่า ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางระยะใกล้-ไกล ในชีวิตประจำวัน การเดินทางร่วมกับครอบครัว หรือการเดินทางไกล ทุกคนบนรถจะใช้เวลาร่วมกันได้อย่างน่าจดจำยิ่งขึ้น เพราะนิสสัน          เอลแกรนด์ อี-พาวเวอร์ ใหม่ ออกแบบมาเพื่อทุกคนอย่างแท้จริง

 

(มีคลิปวีดีโอ) ทดสอบ สมรรถนะ “Mazda6e” สวยดี ขับยิ่งดี คุ้มดี ซื้อเลย

0
MAZDA6e 1

เดือนมีนาคมที่ผ่านมา ได้ทดลองขับ Mazda6e เป็นรถที่นำเข้ามาจำนวนหนึ่งเพื่อเดินสายให้ลูกค้าที่สนใจได้ลองขับ ครั้งนั้นทีมงานมาสด้าจัดให้ลองขับในสนามทดสอบ มีสถานีทดสอบการทรงตัว การควบคุม การเร่ง ความเงียบในห้องโดยสาร ทุกหัวข้อ Mazda6e ทำได้ดีตอบโจทก์ความเป็นรถไฟฟ้าภายใต้การปรับแต่งจากทีมวิศวกรมาสด้าให้มีความมาสด้ามากที่สุด

Mazda6e ทะยอยลงเรือจากโรงงานฉางอัน มาสด้า ออโตโมบิล CMA เมืองหนานจิง ประเทศจีน มาถึงไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ลูกค้าที่จองไว้ส่วนหนึ่งอย่างน้อยลอตแรก 500 คัน ส่งถึงมือไปแล้ว ลอตต่อมาในจำนวนพอๆกันตามมาเรื่อยๆ มีคำถามคือ Mazda6e ที่ส่งมอบจริงจะดีจริงเหมือนชุดที่มาให้ลองขับชุดแรกหรือไม่ ขับ on road จริงเป็นอย่างไร

วันนี้ได้ลองขับ Mazda6e บนถนนจริงแล้ว บนเส้นทางจากในเมืองเริ่มต้นที่อาคารสำนักงานมาสด้าย่านเอกมัย ไปนครนายก ปราจีนบุรี ข้ามเขาใหญ่วนกลับพหลโยธิน กลับ กทม. ที่สำนักงานมาสด้า รวมระยะทางประมาณ 400 กม. ผ่านสภาพจราจรทุกรูปแบบ ในเมือง ไฮเวย์ ขึ้นใหญ่ ทางชนบท ครบเครื่อง ทำให้ได้รับรู้ การตอบสนองของคันเร่ง Performance การรีเจนพลังงาน อัตราเร่งบนทางด่วน สมรรถนะการทรงตัว การเก็บเสียงภายในห้องโดยสาร การขับขี่ความเร็งสูง การเข้าโค้งกว้าง การควบคุมพวงมาลัย การเบรก การเปลี่ยนเลน การตอบสนองของระบบช่วงล่าง การยึดเกาะถนน การใช้ความเร็วต่ำ การเข้าโค้งแคบ ทางขึ้น-ลงทางลาดชัน โดยรวม Mazda6e ตอบสนองได้ดีมาก

MAZDA6e

ผมใช้โหมดการับขี่แบบ Normal และ  Sport เป็นหลัก ให้ความสนใจกับ อาการหน่วงเมื่อเร่งและเบรกและออกตัวเป็นหลัก และ Mazda6e ให้เรารู้สึกแบบที่แทบจะไม่แตกต่างจาก การขับรถน้ำมันทั่วไป การขยับเร่งขึ้นไป การตอบสนองดีมาก เร่งแซงได้ทันใจในแบบรถไฟฟ้า พวงมาลัยคุมได้แม่นยำในโหมด Sport จะหนักแน่นมั่นใจได้มากขึ้น ในขณะที่เร่งไปจนถึง 90 กม./ชม.สปอยเลอร์หลังจะยกตัวขึ้นอัตโนมัติช่วยให้ลมกดท้ายรถให้การทรงตัวดีขึ้น ในย่านความเร็วที่สูงขึ้น ตามข้อมูลบอกว่าอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 7.9 วินาที คือทันใจมาก แม้ว่าน้ำหนักรถจะหย่อน 2,000 กก.ไปเพียงหลักหน่วย แต่เมื่อเติมน้ำหนักผู้ขับผู้โดยสารไปอีกกว่า 100 กก.ก็ไม่เป็นปัญหาที่จะเร่งไปได้แบบหลังติดเบาะเท่าที่ต้องการ และไต่ระดับความเร็วไปเกิน 120 กม./ชม.ภายใต้การควบคุมรถได้อย่างมั่นใจ และอย่าได้เผลอกดจนเพลินมาก เพราะทีมมาสด้าบอกว่าลอคความเร็วไว้ที่ 180 กม./ชม.เท่านั้น!!!

MAZDA6e 3

ช่วงที่ขึ้นเขาใหญ่ เป็นช่วงที่ Mazda6e ขับได้สนุกมาก ผมใช้โหมด รีเจนพลังงานไปที่ สูงสุด เพื่อให้มีการหน่วงมากที่สุด เหมือนกับใช้เกียร์ต่ำในรถน้ำมันทั่วไป ผลที่ได้คือ แทบจะไม่ต้องใช้เบรกเลย เมื่อเข้าโค้งเราก็ผ่อนคันเร่ง รถก็จะลดความเร็วลงมาเอง เข้าโค้งแล้วเร่งขึ้นจะผ่านไปได้แบบมั่นใจ ทั้งทางชันขึ้น และทางลง โค้งแคบ คุมได้สบายใจ ได้พลังงานกลับคืนเป็นของแถม

 

ความน่าสนใจคือ อัตราการใช้พลังงาน ตามสเปคของแบตเตอรี่ แบบ CALB ระยะการขับขี่ได้ระยะ 654 กิโลเมตร หลายครั้งที่ขับรถไฟฟ้าทั่วไปเมื่อวิ่งจริงแบบโหดๆ มีปัจจัยลบมากมายจะวิ่งได้จริงประมาณลบ 30% จากสเปคแบตเตอรี่ แต่สำหรับ Mazda6e บนเส้นทางครั้งนี้พลังงานที่ใช้ไป 70% คงเหลืออยู่ที่ประมาณ 30% น่าจะยังคงวิ่งได้อีกกว่า 150 กิโลเมตร คือชาร์จเต็มวิ่งได้ประมาณ 550 กม. ลบไปประมาณ 15% จากสเปค แต่เป็นการเดินทางแบบหนักมากๆเมื่อเทียบการใช้งานปกติทั่วไป ตรงนี้ถือว่าดีสุด คุ้มสุด ประหยัดสุดแล้ว

MAZDA6e 6

โดยสรุป Mazda6e รถลอตใหม่นี้ไม่มีความแตกต่างจากรถทดสองชุดแรกเลยไม่ว่าจะเป็นสเปครถ สมรรถนะการขับขี่ และการใช้งานในทุกรูปแบบ

ความสวย Mazda6e ภายใต้แนวคิด Kodo: Soul of Motion ในรูปแบบ NeoFastback การันตีชนะเลิศ World Car Design of the Year 2026 เป็นการยืนยันให้เห็นถึงคุณภาพการออกแบบและการพัฒนาตาม DNA ของมาสด้า เอาที่หนึ่งไป

MAZDA6e 7

การขับขี่ยืนยันตามที่รายงานมานี้เป็นเรื่องจริง รถไฟฟ้าที่ขับได้ดีที่สุดคันหนึ่งในตลาดวันนี้ เอาที่หนึ่งไป

ความคุ้มค่าได้มาทั้งความประหยัด จากการใช้งานจริงสามารถวิ่งได้ตามระยะทางได้ใกล้เคียงมากที่สุด กับสิ่งที่ Mazda6e มีมาให้ทั้งความประณีต พรีเมี่ยมของวัสดุอุปกรณ์ เทคโนโลยี่ต่างๆครบเครื่องครบครัน ในราคารุ่น Premium 1,169,000 บาท และรุ่น Exclusive 1,199,000 บาท ต่างกันเพียงภายในห้องโดยสารด้วยวัสดุหนัง Nappa/Suede สีแทน เอาที่หนึ่งไป

MAZDA6e 8

ข้อมูลประชาสัมพันธ์ The All-Electric Mazda6e มีรายละเอียดต่อไปนี้

ถ่ายทอดแนวคิดการพัฒนาและการออกแบบของมาสด้า KODO: Soul of Motion

The All-Electric Mazda6e สืบทอดแก่นแท้ของดีไซน์ จิตวิญญาณแห่งการเคลื่อนไหวอันงดงาม (Soul of Motion) และผสานรวมความงามและความมีเสน่ห์ของรถสปอร์ตคูเป้สุดคลาสสิกของมาสด้าเข้าไว้ด้วยกัน

MAZDA6e 10

ด้านหน้า โดดเด่นด้วย “Flying Signature” เมื่อเปิดไฟจะดูเหมือนปีกนกโบยบินบนท้องฟ้าที่สวยงาม และการสะท้อนแสง บ่งบอกความมีชีวิตชีวาอันเป็นเอกลักษณ์ของมาสด้า ไฟท้ายดีไซน์ทอดยาวแบบต่อเนื่อง ผสานกับไฟทรงกลมสี่ดวงและสปอยเลอร์หลังไฟฟ้า นำเสนอดีไซน์ด้านท้ายที่เรียบง่ายและสวยงามอย่างลงตัว

MAZDA6e 11

ภายนอกถ่ายทอดผ่านนิยามใหม่ของยนตรกรรม 5 ประตู ในรูปแบบ “NeoFastBack” แสดงถึงความมุ่งมั่นของมาสด้าในการนำเสนอรถยนต์รุ่นใหม่ที่มาพร้อมการขับเคลื่อนอันทรงพลัง และเปี่ยมด้วยความภาคภูมิใจในรูปแบบ BEV ยุคใหม่

ภายในห้องโดยสารถ่ายทอดแนวคิดการออกแบบ อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะสไตล์มาสด้า มาพร้อมหน้าจอ Center Display แบบสัมผัสความละเอียดสูง ขนาด 14.6 นิ้ว วัสดุตกแต่งภายในด้วยฝีมืออันประณีต เสริมด้วยโครเมียมแบบด้าน ตอกย้ำความหรูหราพรีเมี่ยม

MAZDA6e 12

ห้องโดยสารกว้างขวาง โปร่ง โล่งสบายด้วยหลังคากระจก Panoramic Glass Roof พร้อมม่านบังแดดไฟฟ้า เบาะนั่งออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ รองรับท่านั่งตามธรรมชาติของมนุษย์ มอบความสบายเหนือระดับ

มอบสุนทรียภาพในการขับขี่ ด้วยระบบเสียงพรีเมี่ยม จาก SONY พร้อมลำโพง 14 ตำแหน่ง รวมถึงลำโพงที่พนักพิงศีรษะผู้ขับขี่ 2 ตำแหน่ง ซึ่งปรับแต่งโดยผู้เชี่ยวชาญด้านเสียงของ SONY ด้วยเทคโนโลยี Clear Phase และ Live Acoustics เอกสิทธิ์เฉพาะของ SONY เพื่อให้คุณภาพเสียงที่ใส ชัดเจน คมชัด และละเอียดนุ่มนวล

เทคโนโลยีห้องโดยสารอัจฉริยะ (Smart Cockpit) ที่สามารถใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งการควบคุมด้วยเสียง หน้าจอสัมผัส และการควบคุมด้วยท่าทาง

สมรรถนะการขับขี่อันมีเอกลักษณ์ของมาสด้า

ถ่ายทอดเอกลักษณ์ของรถยนต์มาสด้าไว้อย่างเต็มเปี่ยม โดยเน้นหลักมนุษย์เป็นศูนย์กลาง ที่สร้างประสบการณ์การขับขี่ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของมาสด้า ตามแนวทางการขับขี่แบบ จินบะ-อิตไต และความเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างคนกับรถ พร้อมมอบสมรรถนะการขับขี่ที่แม่นยำและสมดุล โดยเฉพาะการเข้าโค้งและในสถานการณ์ฉุกเฉิน

อัตราเร่ง มอบแรงม้าสูงสุด 258 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 290 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 7.9 วินาที

การชะลอความเร็วแบบนุ่มนวลและเป็นธรรมชาติ ช่วยให้ผู้โดยสารรู้สึกสบายและไม่เวียนหัวระหว่างเดินทาง

MAZDA6e 13

การบังคับเลี้ยวและการทรงตัว สมดุลน้ำหนักหน้า-หลัง ใกล้เคียง 50:50 การปรับจูนระบบกันสะเทือนและความแข็งแกร่งของโครงสร้างตัวถัง เพื่อให้การขับขี่เป็นไปอย่างนุ่มนวล ทรงตัวดี และมีเสถียรภาพในทุกการขับขี่

ระบบเบรกตอบสนองในทุกจังหวะการชะลอความเร็วหรือหยุดรถได้อย่างแม่นยำ และเข้าใจง่ายตรงตามแรงกดแป้นเบรก มอบความนุ่มนวลระหว่างการเร่ง การเลี้ยว และการหยุดรถ เพื่อความสบายในการขับขี่ของทั้งผู้ขับและผู้โดยสารที่เหนือกว่ารถไฟฟ้าทั่วไป

ระบบช่วงล่างด้านหน้าแบบแม็คเฟอร์สันสตรัท และด้านหลังแบบมัลติลิงค์ พร้อมติดตั้งเหล็กกันโคลงที่ด้านหน้าและด้านหลัง ช่วยควบคุมพลวัตและการทรงตัวของรถได้ดีขึ้น พร้อมให้การตอบสนองที่แม่นยำยิ่งขึ้น

สปอยเลอร์หลังไฟฟ้าปรับอัตโนมัติ ช่วยเพิ่มเสถียรภาพในการควบคุมการขับขี่ในช่วงความเร็วสูง

โหมดการขับขี่ 3 โหมด ได้แก่ Comfort: มอบความสบายในการขับขี่ แต่ยังให้การควบคุมที่ดีและการตอบสนองที่แม่นยำในแบบฉบับมาสด้า โหมด Sport: เพิ่มความสนุกสนานในการควบคุมรถมากยิ่งขึ้น และ  โหมด Individual: เลือกตั้งค่าการขับขี่ได้ตามความต้องการ

ล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้ว และยางมิชลิน e-PRIMACY คุณภาพสูงเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน เพื่อให้ได้สมรรถนะการขับขี่ที่ดีที่สุด

แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน ชนิด LFP ขนาด 77.9 kWh รองรับการชาร์จไวแบบ DC Fast Charging สามารถชาร์จจาก 30% -80% ได้รวดเร็วในเวลาเพียง 15 นาที* และมอบระยะทางขับขี่สูงสุด 654 กม. (มาตรฐาน NEDC)

*อ้างอิงจากการใช้เครื่องชาร์จเร็ว DC 200 kW ขึ้นไป ระยะเวลาการชาร์จจริงขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ ณ ขณะชาร์จ เช่น สภาพแบตเตอรี่ อุณหภูมิของแบตเตอรี่และอุณหภูมิแวดล้อม

เทคโนโลยีด้านความปลอดภัย Smart Drive

-กล้องมองภาพรอบทิศทาง 360 องศา พร้อมระบบ See-through view และ Side view monitor (360° Camera with See-through view and Side view monitor)

MAZDA6e

-ระบบเตือนการชนด้านหน้า (Front Collision Warning – FCW)

-ระบบเตือนการชนด้านหลัง (Rear Collision Warning – RCW)

-ระบบช่วยควบคุมความเร็วรถอัตโนมัติแบบ Stop & Go (Adaptive Cruise Control with Stop & Go – ACC with Stop & Go)

-ระบบป้องกันการชนครั้งที่สอง (Second Collision Monitoring – SCM)

-ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (Blind Spot Monitoring – BSM)

-ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง (Rear Cross Traffic Alert – RCTA)

-ระบบเตือนการเปิดประตู (Door Opening Warning – DOW)

-ระบบเตือนการชนด้านหน้าและช่วยเบรกอัตโนมัติ (Smart Brake Support – SBS)

-ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติด้านหลัง (Smart Brake Support Rear Crossing – SBS-RC)

-ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน (Lane Keep System – LAS)

-ระบบช่วยป้องกันรถเบี่ยงออกนอกเลน (Lane Departure Prevention – LDP)

-ระบบควบคุมรถกลับเข้าสู่เลน (Emergency Lane Keeping – ELK)

-ระบบควบคุมไฟสูงอัตโนมัติ (High Beam Control – HBC)

-ระบบช่วยเตือนเมื่อผู้ขับเหนื่อยล้าขับขี่ (Driver Monitoring System – DMS)

เทคโนโลยีห้องโดยสารอัจฉริยะ Smart Cockpit

AR Head-up Display ขนาด 50 นิ้ว บนกระจกหน้าที่ระยะ 7.5 เมตร จากตำแหน่งผู้ขับขี่

จอ Digital Meter ขนาด 10.1 นิ้ว

MAZDA6e 15

จอ Center Display แบบสัมผัสความละเอียดสูง ขนาด 14.6 นิ้ว รองรับระบบสั่งการด้วยเสียง และท่าทาง

ภายนอกมีให้เลือกทั้งหมด 6 สี ประกอบด้วย

สีแดง โซล เรด คริสตัล (Soul Red Crystal)

สีน้ำตาล เมลทิง คอปเปอร์ (Melting Copper)

สีเทา แมชชีน เกรย์ (Machine Gray)

สีขาว คริสตัล ไวท์ เพิร์ล (Crystal White Pearl)

สีดำ เจ็ท แบล็ก (Jet Black)

สีเทา แอโร เกรย์ (Aero Gray)

 

“NEX” เสริมทัพ “EV” เปิดตัว “BAW M8 Flagship” เจาะตลาดครอบครัวและองค์กรยุคใหม่

0
NEX 1

บริษัท เน็กซ์ พอยท์ จำกัด (มหาชน) หรือ NEX ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญในฐานะ Exclusive Distributor ผู้จัดจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า “BAW M8 Flagship Model” แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย พลิกโฉมตลาดรถยนต์ไฟฟ้า กลุ่ม MPV 7 ที่นั่ง ด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ผสานประวัติศาสตร์ความเชี่ยวชาญด้านยานยนต์ระดับโลก เข้ากับโครงสร้างพื้นฐานด้านบริการหลังการขายที่แข็งแกร่งของ NEX

NEX 2

BAW M8 Flagship Model นิยามใหม่ของรถยนต์ไฟฟ้า MPV ระดับพรีเมียม ที่ผสานความหรูหรา พื้นที่ใช้สอย และสมรรถนะการขับเคลื่อนไว้อย่างลงตัว ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงสุด 228 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 310 นิวตันเมตร จับคู่กับแบตเตอรี่ LFP ความจุ 81 kWh รองรับระยะทางวิ่งสูงสุด 408 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง (มาตรฐาน NEDC) ฟังก์ชันอำนวยความสะดวกครบครันด้วยประตูสไลด์ไฟฟ้า ไฟท้ายแบบ LED เต็มระบบ และระบบความปลอดภัยพร้อมระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่อัจฉริยะ มุ่งเจาะกลุ่มองค์กร ผู้ประกอบการธุรกิจรถเช่า ผู้ให้บริการรถรับส่งผ่านแอปพลิเคชัน และผู้ให้บริการรถลีมูซีน และลูกค้าครอบครัว ที่ต้องการรถยนต์ไฟฟ้าที่ตอบโจทย์ทั้งด้านความคุ้มค่า ความสะดวกสบาย เทคโนโลยีทันสมัยและต้นทุนการใช้งานที่ประหยัด เปรียบเทียบกับรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป

 

NEX ตั้งเป้ายอดจำหน่ายในปีแรกจำนวน 1,000 คัน และยังมีแผนขยายเครือข่ายโชว์รูมและศูนย์บริการหลัง การขายจำนวน 9 แห่ง เช่น บางนา สมุทรปราการ ศรีนครินทร์ ฉะเชิงเทรา ระยอง ชลบุรี เลียบด่วน-รามอินทรา เชียงใหม่ ภูเก็ต เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า และสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าว่าจะได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องตลอดอายุการใช้งาน ด้วยทีมช่างผู้เชี่ยวชาญ อะไหล่มาตรฐาน และบริการหลังการขายที่ครอบคลุม

ภายใต้การดูแลของ NEX ไม่เพียงแต่เป็นการเสริมทัพพอร์ตโฟลิโอรถยนต์นั่งไฟฟ้าให้ครอบคลุมและครบถ้วนยิ่งขึ้น แต่ยังเป็นการรับประกันมาตรฐานการบริการระดับมืออาชีพ โดยลูกค้าจะได้รับการดูแลครอบคลุมทั้งด้านการขายและบริการหลังการขายโดยตรงจาก NEX ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่มีประสบการณ์สูงและความเชี่ยวชาญเป็นเลิศในกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ในไทย อาทิ รถโดยสารไฟฟ้าทุกขนาด รถบรรทุกไฟฟ้าหลากหลายประเภท และรถหัวลากไฟฟ้า ซึ่งสะท้อนถึงความครอบคลุมของผลิตภัณฑ์ในทุกเซกเมนต์การขนส่ง และเป็นบทพิสูจน์ถึงความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าทั่วประเทศ

NEX 3

BAW M8 Flagship ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทั้งการใช้งานในครอบครัวและการใช้งานเชิงธุรกิจ (Fleet) อาทิ รถรับส่งผู้บริหาร รถรับส่งผู้เข้าพักของโรงแรม และรถรับส่งสนามบิน โดยมุ่งเน้นการสร้างคุณค่าระยะยาวให้กับลูกค้าผ่านประสิทธิภาพการใช้งานที่ยอดเยี่ยม ด้วยตัวถังขนาดใหญ่ที่กว้างขวาง มอบพื้นที่เหนือศีรษะและพื้นที่วางขาอย่างเต็มที่ ผู้โดยสารทุกตำแหน่งนั่งสบายตลอดการเดินทาง ตั้งแต่เบาะแถวที่ 2 ถึงแถวที่ 3 พร้อมพื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้ายที่ยังคงใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพแม้ใช้งานเบาะครบทั้ง 3 แถว

  1. พื้นที่ห้องโดยสารระดับ Flagship 7 ที่นั่ง: มอบความกว้างขวางสูงสุดด้วยมิติตัวถังความยาวกว่า 3 เมตร และระยะฐานล้อที่กว้างถึง 3,200 มม. พร้อมดีไซน์ภายในทูโทนสีดำ-ส้มสุดหรูหรา
  2. เดินทางไกลอย่างไร้กังวล: ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% ให้ระยะทางการวิ่งสูงสุดถึง 408 กิโลเมตร ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง (มาตรฐาน NEDC)+
  3. แบตเตอรี่ LFP คุณภาพสูง ความจุ 81 kWh: มั่นใจในความปลอดภัยและอายุการใช้งานที่ยาวนาน รองรับการชาร์จเร็ว DC Fast Charging สูงสุด 80 kW (หัวชาร์จมาตรฐานยุโรป CCS2)
  4. เทคโนโลยี V2L (Vehicle to Load): เปลี่ยนรถให้เป็นแหล่งจ่ายไฟเคลื่อนที่ จ่ายกระแสไฟสู่อุปกรณ์ภายนอกได้สูงสุด3 kW ตอบโจทย์กิจกรรมภายนอกและการแคมปิ้ง
  5. อัดแน่นด้วยระบบความปลอดภัยและสิ่งอำนวยความสะดวกระดับท็อป: ทั้งระบบเตือนออกนอกเลน (LDW), กล้องมองรอบคัน 360 องศา, ประตูสไลด์ไฟฟ้า และระบบความบันเทิงหน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่ 6 นิ้ว ควบคุมด้วยระบบปฏิบัติการ NEX OS

ข้อมูลทางเทคนิคและข้อมูลจำเพาะสำคัญ (Technical Specifications)

มิติตัวถังและดีไซน์ (Dimensions & Design)

  • ขนาดตัวถัง (ยาว × กว้าง × สูง): 5,317 × 1,870 × 1,955 มม.
  • ระยะฐานล้อ (Wheelbase): 3,200 มม.
  • ระบบส่องสว่าง: ไฟหน้า LED, ไฟ DRL (Daytime Running Light), และไฟท้าย LED ดีไซน์ล้ำสมัย พร้อมระบบเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ
  • ล้อและยาง: ล้ออะลูมิเนียมหรูหรา High-end Two-tone ขนาด 18 นิ้ว พร้อมยาง 225/55 R18

NEX 4

สมรรถนะ แบตเตอรี่ และการชาร์จ (Performance & Charging)

  • ประเภทมอเตอร์: มอเตอร์ไฟฟ้า Permanent Magnet Synchronous Motor (PMSM) ขับเคลื่อนล้อหน้า (FWD)
  • พละกำลังสูงสุด: ให้กำลังสูงสุด 228 แรงม้า (170 kW) พร้อมแรงบิดสูงสุด 310 นิวตันเมตร
  • ความเร็วสูงสุด: 150 กิโลเมตร/ชั่วโมง
  • ระบบชาร์จไฟ: รองรับทั้งชาร์จแบบธรรมดา AC (สูงสุด 6.6 kW) และชาร์จเร็ว DC (สูงสุด 80 kW)

NEX 6

สิ่งอำนวยความสะดวกระดับเฟิรสต์คลาส (Comfort & Infotainment)

  • เบาะนั่งระดับพรีเมียม: เบาะคู่หน้าปรับไฟฟ้าพร้อมระบบนวดไฟฟ้า และเบาะแถวที่ 2 แบบ Captain Seat ปรับไฟฟ้า รองรับทุกความสบาย
  • ระบบหน้าจออัจฉริยะ: หน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ Digital Cluster ขนาด 12.3 นิ้ว และหน้าจอระบบอินโฟเทนเมนต์ตรงกลางแบบสัมผัสขนาด 14.6 นิ้ว
  • ฟังก์ชันความสะดวกสบาย: ประตูสไลด์ไฟฟ้าคู่, แท่นชาร์จไร้สาย (Wireless Charger), โต๊ะพับหลังเบาะหน้า, ระบบปรับอากาศหน้า-หลัง พร้อมระบบกรองอากาศ PM2.5 และไฟสร้างบรรยากาศ Ambient Light

NEX 7

ระบบความปลอดภัยและตัวช่วยการขับขี่ครบครัน (Safety & Driving Assist)

มั่นใจเต็มเปี่ยมในทุกเส้นทางด้วยระบบความปลอดภัยมาตรฐานสากล ทั้งระบบเชิงปกป้อง (Passive Safety) และระบบช่วยเหลือการขับขี่ (Active Safety) ดังนี้:

  • ระบบควบคุมการทรงตัว: ESC (ควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ), TCS (ป้องกันการลื่นไถล), ABS + EBD และระบบเสริมแรงเบรก (HBA / BAS)
  • ระบบช่วยขับขี่บนทางลาดชัน: HHC (ช่วยออกตัวบนทางลาดชัน) และ HDC (ควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน)
  • ระบบแจ้งเตือนอัจฉริยะ: LDW (ระบบเตือนเมื่อรถออกนอกเลน), TPMS (ระบบตรวจเช็กลมยาง), และ DMS (ระบบตรวจจับพฤติกรรมการขับขี่)
  • ระบบช่วยเหลือขณะจอด: กล้องมองภาพรอบคัน 360 องศา และสัญญาณเตือนกะระยะหน้า-หลัง
  • ระบบปกป้องภายใน: ถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่งรอบคัน และระบบเตือนคาดเข็มขัดนิรภัยสำหรับผู้โดยสารทุกที่นั่ง (Occupant Detection SBR)

NEX 11

การจัดจำหน่ายและบริการหลังการขาย

  • ผู้จัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการ: ดำเนินการโดย NEX POINT (Exclusive Distributor)
  • เครือข่ายบริการ: มั่นใจด้วยศูนย์บริการมาตรฐาน ทั่วประเทศ พร้อมเครือข่ายสถานีชาร์จ NEX EV Charger และ E@ Anywhere ที่ครอบคลุมรองรับลูกค้าตลอดการเดินทาง
  • เปิดราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการสำหรับ BAW รุ่น Model M8 Flagship Model อยู่ที่ 1,299,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%)

โดยลูกค้าจะได้รับสิทธิพิเศษในช่วงเปิดตัวดังนี้ สำหรับ 500 คันแรกเท่านั้น

  • แถม เครื่องชาร์จ EA Anywhere AC 3 Kw. wall charge (ไม่รวมค่าติดตั้ง)
  • แถม ประกันภัยชั้น 1 ฟรี 1 ปี
    • Warranty มอเตอร์ 5 ปี หรือ 200,000 กิโลเมตร/แบตเตอรี่ 8 ปี 150,000 กิโลเมตร
  • สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือจองโปรโมชั่นนี้ได้ที่ โทร. 065-949-4191 หรือ LINE OA: @nexpoint