Home Blog Page 6

“GWM” ส่ง “GWM TANK” ลงสนาม Taklimakan Rally 2026 พิสูจน์ขีดสุดเทคโนโลยีออฟโรดเจเนอเรชันใหม่ของ GWM

0
GWM 1

GWM (Thailand) ยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงาน ตอบโจทย์ผู้ใช้งานทุกกลุ่มทั่วโลก ภายใต้แนวคิด “All Scenarios – All Powertrains – All Users” และมุ่งมั่นที่จะก้าวสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์จีนที่คนไทยให้ความไว้วางใจสูงสุด และอันดับหนึ่งของแบรนด์รถยนต์จีนด้านบริการหลังการขายผ่านผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และการดูแลลูกค้าด้วยความใส่ใจและโปร่งใส ล่าสุด GWM เข้าร่วมการแข่งขัน Taklimakan Rally 2026 อีกครั้ง พร้อมจัดตั้งทีมแข่งอย่างเป็นทางการ (factory team) และดึงนักขับระดับนานาชาติ เพื่อพิสูจน์และทดสอบสมรรถนะ ความทนทาน และการทำงานของเทคโนโลยีรถยนต์ GWM ในสนามทดสอบที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นสนามทดสอบทางธรรมชาติที่ท้าทายที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

GWM 2

Taklimakan Rally เวทีทดสอบสมรรถนะของรถในสภาพเส้นทางที่สุดท้าทาย

GWM 3

การแข่งขัน Taklimakan Rally 2026 นับเป็นหนึ่งในบททดสอบที่หฤโหดที่สุดในโลก โดยในปีนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 16 พฤษภาคม ถึง 3 มิถุนายน  2569  ในเขตซินเจียง ประเทศจีน ครอบคลุมระยะทางรวมเกือบ 8,000 กิโลเมตร โดยเป็นช่วงแข่งขันจับเวลาประมาณ 4,200 กิโลเมตร รวม 15 สนาม และจุดตั้งแคมป์ 7 แห่ง เส้นทางตลอดการแข่งขันผ่านภูมิประเทศที่ท้าทายหลากหลายรูปแบบ ทั้งทะเลทรายโกบีที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย และภูมิประเทศแบบยาร์ดาง (Yardang) ซึ่งเป็นสันหินยาวสลับร่องที่เกิดจากการกัดเซาะของลม โดยเส้นทางทะเลทรายคิดเป็นประมาณ 60% ของการแข่งขันทั้งหมด นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มช่วงทดสอบแบบมาราธอนเพื่อท้าทายสมรรถนะรถ ความทนทานของระบบขับเคลื่อน และทักษะของทีมนักแข่งตลอดเส้นทาง

GWM 4

GWM ส่ง GWM TANK พร้อมทีมนักแข่งระดับโลกพิสูจน์ขีดสุดเทคโนโลยีออฟโรดเจเนอเรชันใหม่ของ GWM

GWM 5

 

ในการแข่งขันครั้งนี้ GWM ได้ส่งรถในตระกูล TANK ลงแข่งขันได้แก่ TANK 300 Hi4-T, TANK 500 Hi4-Z  และ TANK 700 Hi4-T ซึ่งมาพร้อมเทคโนโลยีออฟโรดเจเนอเรชันใหม่ของ GWM ที่ประสานแพลตฟอร์มออฟโรดเข้ากับระบบขับเคลื่อนแบบไฮบริดเพื่อทดสอบการทำงานของระบบขับเคลื่อน ความแข็งแกร่งของโครงสร้างและช่วงล่าง รวมถึงประสิทธิภาพของระบบไฮบริดในสภาพการขับขี่ที่หลากหลายและท้ายทาย โดย GWM ได้จัดทัพนักแข่งจากหลายประเทศที่มีประสบการณ์ในรายการระดับนานาชาติลงแข่งในนามทีมโรงงาน  GWM ได้แก่  Pau Navarro (สเปน) ผู้ชนะการแข่งขัน Dakar Challenger ที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์; Nicolas Cavigliasso (อาร์เจนตินา)  แชมป์ Dakar สองสมัยในหลายประเภทการแข่งขัน; Gérard Farrés (สเปน) นักแข่งมากประสบการณ์ที่เอาชนะทีมโรงงานในฐานะนักแข่งอิสระ และ Rebecca Busi (อิตาลี) ดาวรุ่งที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับนักแข่งหญิงรุ่นใหม่

GWM 6

GWM เน้นย้ำถึงการกลับเข้าร่วม Taklimakan Rally ในปีนี้ว่า ไม่ใช่เพียงแค่แคมเปญชั่วคราวแต่เป็นแพลตฟอร์มถาวรที่นอกจากจะเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่าเทคโนโลยีออฟโรดเจเนอเรชันใหม่ของ GWM พร้อมแล้วที่จะยืนหยัดในแถวหน้าของวงการมอเตอร์สปอร์ต แต่ยังเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการเรียนรู้ เก็บข้อมูล และต่อยอดการพัฒนารถของ GWM ผ่านบททดสอบในสภาพแวดล้อมที่หนักหน่วงได้เป็นอย่างดี โดยทุกข้อมูลที่ได้จากสนามแข่งจะถูกส่งต่อไปยังทีมวิศวกรเพื่อการพัฒนาทางวิศวกรรมและยกระดับขีดความสามารถของยนตกรรมจาก GWM ในอนาคต  เพื่อการส่งต่อรถที่มาพร้อมคุณภาพ สมรรถนะ ความปลอดภัย และเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยสู่ลูกค้าของ GWM ทั่วทุกมุมโลก

 

 

 

 

Honda City ใหม่ ดีไซน์สปอร์ตยิ่งขึ้น อัปอุปกรณ์ครบครัน พร้อมแนะนำรุ่นเริ่มต้นไฮบริดใหม่ เข้าถึงง่ายกว่าเดิม เปิดจองสิทธิ์เป็นเจ้าของก่อนใครในไทย 22 พ.ค. – 30 มิ.ย. นี้

0
Honda City ใหม่ 1

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เผยภาพ Honda City ใหม่ อย่างเป็นทางการ ในประเทศไทย โดยเปิดรับลงทะเบียนจองสิทธิ์การเป็นเจ้าของล่วงหน้าระหว่างวันที่ 22 พ.ค. 2569 – 30 มิ.ย. 2569 พร้อมรับบัตรน้ำมันมูลค่า 5,000 บาท** ก่อนเตรียมพบกับการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ที่มาพร้อมเซอร์ไพรส์พิเศษเร็ว ๆ นี้! โดดเด่นด้วยลุคใหม่ที่อัปความสปอร์ตไปอีกขั้นด้วยกระจังหน้าดีไซน์ใหม่ พร้อมไฟหน้าแบบ LED ในทุกรุ่น อีกทั้งไฟหน้า Connecting Light แบบ LED ดีไซน์เต็มความกว้างตัวรถ สะท้อนความล้ำสมัย สะดุดตา รวมทั้งไฟท้าย LED แบบ Clear lens ล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ พร้อมเพิ่มฟีเจอร์ใหม่!* ตอบโจทย์ที่ลูกค้ามองหา อาทิ

Honda City ใหม่ 2

  • ใหม่! ระบบกล้องมองภาพรอบทิศทาง (Multi-View Camera System: MVCS)
  • ใหม่! ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสแบบ Advanced Touch รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สายดีไซน์ใหม่ที่อัปเกรดเป็นหน้าจอขนาด 10 นิ้ว
  • ใหม่! ไฟสร้างบรรยากาศภายในห้องโดยสาร
  • ใหม่! อุปกรณ์ชาร์จไฟแบบไร้สาย (Wireless Charger)
  • ใหม่! กระจกมองหลังแบบตัดแสงแบบอัตโนมัติ

ให้คุณสะท้อนตัวตนได้อย่างแตกต่าง กับทางเลือก 2 สไตล์ ทั้งซีดาน และแฮทช์แบ็ก 5 ประตู กับ 2 ขุมพลังการขับเคลื่อน ทั้งระบบฟูลไฮบริด e:HEV – The EXCITING Hybrid มอบสมรรถนะการขับขี่สนุกเร้าใจ
และขุมพลัง
VTEC TURBO ขับสนุกทุกย่านความเร็ว เร่งแซงทันใจ พร้อมปรับโฟกัสสู่ไลน์อัปไฮบริด เพิ่ม ! รุ่นเริ่มต้นไฮบริดใหม่เพื่อตอบโจทย์ตลาดและให้ลูกค้าเข้าถึงประสบการณ์รถไฮบริดของฮอนด้าในกลุ่มซิตี้คาร์ได้ง่ายกว่าเดิม

Honda City ใหม่ 3 

Honda City ใหม่ ทั้งรุ่นซีดาน และแฮทช์แบ็ก มาพร้อมทางเลือกรุ่นละ 4 รุ่นย่อย ได้แก่

  • รุ่นขุมพลังฟูลไฮบริด e:HEV 3 รุ่นย่อย
  • รุ่น e:HEV RS – จัดเต็มทั้งดีไซน์และฟังก์ชัน ตอบโจทย์ทั้งสายสมรรถนะและสไตล์
  • รุ่น e:HEV SV – ครบครัน คุ้มค่า ด้วยเทคโนโลยีและฟังก์ชันที่เหมาะกับการใช้งานทุกวัน
  • ใหม่! รุ่น e:HEV V – รุ่นเริ่มต้นไฮบริดใหม่ เปิดประสบการณ์ความคุ้มค่า ให้คุณเป็นเจ้าของรถไฮบริดได้ง่ายยิ่งขึ้น พร้อมสัมผัสฟีลลิ่งการขับขี่แบบฟูลไฮบริดในแบบฉบับของฮอนด้า
  • รุ่นขุมพลัง VTEC TURBO 1 รุ่นย่อย
  • รุ่น S – ทางเลือกเริ่มต้นของไลน์อัป กับขุมพลัง VTEC TURBO มอบสมรรถนะที่คล่องตัว คุ้มค่า และมั่นใจในทุกการขับขี่

Honda City ใหม่ 4

Honda City ใหม่ มีให้เลือกทั้งหมด 7 สี แตกต่างกันไปตามรุ่นซีดาน และแฮทช์แบ็ก ได้แก่

Honda City ใหม่ 6

  • ใหม่! สีแดงเบลซิง (มุก) (เฉพาะรุ่น e:HEV RS)
  • ใหม่! สีเทาเออร์เบิน (มุก) (เฉพาะรุ่น e:HEV RS)
    พิเศษ ! เฉพาะ New Honda City Hatchback รุ่น e:HEV RS ใหม่! สีเทาเออร์เบิน (มุก) มาพร้อมหลังคาสีดำ (ทูโทน)
  • สีขาวแพลทินัม (มุก) (เฉพาะรุ่น e:HEV RS และ e:HEV SV)
  • สีน้ำเงินบริลเลียนท์ สปอร์ตตี้ (เมทัลลิก) (เฉพาะรุ่น e:HEV SV และ e:HEV V)
  • สีเทาเมทิเออรอยด์ (เมทัลลิก)
  • สีดำคริสตัล (มุก)
  • สีขาวทาฟเฟต้า(เฉพาะรุ่น e:HEV V และ S)

พร้อมใหม่! ทางเลือกสีภายในห้องโดยสารสีเทาแพลทินัม เฉพาะ New Honda City รุ่นซีดาน รุ่นย่อย e:HEV SV ที่สามารถเลือกจับคู่ได้กับสีภายนอกสีเทาเมทิเออรอยด์ (เมทัลลิก) หรือสีดำคริสตัล (มุก) เท่านั้น

Honda City ใหม่ 5

Honda City ใหม่ พร้อมให้คุณจองสิทธิ์เป็นเจ้าของได้แล้ววันนี้! ผ่านที่ปรึกษาการขาย ณ โชว์รูมฮอนด้า
ทั่วประเทศ พร้อมรับฟรีบัตรน้ำมันมูลค่า 5,000 บาท** โดยมีรายละเอียดขั้นตอนดังนี้

  • ลงทะเบียนจองสิทธิ์ล่วงหน้า ตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค. 2569 – 30 มิ.ย. 2569
  • ดำเนินการจองอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 1 ก.ค. 2569 – 31 ก.ค. 2569
  • รับรถ ภายในวันที่ 31 ส.ค. 2569

Honda City ใหม่ 8

ลูกค้าที่สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.honda.co.th/city และ www.honda.co.th/cityhatchback และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้จากที่ปรึกษาการขายโชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ หรือติดต่อศูนย์บริการข้อมูลฮอนด้า 24 ชั่วโมง โทร 0 2341 7777

 

เตรียมพบกับการเปิดตัวอย่างเป็นทางการของ Honda City ใหม่ ในตลาดประเทศไทยเร็ว ๆ นี้ พร้อม
เซอร์ไพรส์ที่จะมาเขย่าความเร้าใจให้ทะลุทุกขีดจำกัด

อัปเดตทุกข่าวสาร ข้อมูลผลิตภัณฑ์ และกิจกรรมล่าสุด เพื่อให้คุณไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหวได้ที่

  • เว็บไซต์: honda.co.th
  • Facebook Official Account: Honda Thailand
  • LINE Official Account: @honda-thailand

หมายเหตุ

*อุปกรณ์มาตรฐานแตกต่างกันในแต่ละรุ่น

**เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมกับที่ปรึกษาการขายโชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ

 

“นิสสัน ประเทศไทย” เสริมความแข็งแกร่งเครือข่ายผู้จำหน่าย เปิดโชว์รูมและศูนย์ยริการแห่งใหม่ “นิสสัน เคพี ออโต้ คลองหลวง”

0
นิสสัน ประเทศไทย 1

นิสสัน ประเทศไทย เปิดโชว์รูม และศูนย์บริการ   “นิสสัน เคพี ออโต้ คลองหลวง” อย่างเป็นทางการ ณ จังหวัดปทุมธานี ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการขยายการเข้าถึงของลูกค้า และยกระดับประสบการณ์ด้านการบริการให้แก่ลูกค้าในพื้นที่

นิสสัน ประเทศไทย 2

โชว์รูมแห่งใหม่นี้ได้รับการพัฒนาภายใต้มาตรฐาน Nissan Retail Concept Next (NRC Next) โดย    “นิสสัน เคพี ออโต้ คลองหลวง” พร้อมมอบประสบการณ์โชว์รูมที่ทันสมัย และสะดวกสบายให้แก่ลูกค้า ด้วยพื้นที่จัดแสดงรถยนต์ รถทดลองขับ พื้นที่รับรองลูกค้า และศูนย์บริการหลังการขายแบบครบวงจร รวมถึงบริการ Express Service

นิสสัน ประเทศไทย 3

ทาคาอากิ ยานางิ รองประธานอาวุโส นิสสัน ประเทศไทย กล่าวว่า “การเปิดตัวนิสสัน เคพี ออโต้ คลองหลวง ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการเสริมความแข็งแกร่งให้กับเครือข่ายผู้จำหน่ายของนิสสัน และเพิ่มการเข้าถึงลูกค้าในจังหวัดปทุมธานี ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดยุทธศาสตร์สำคัญของเราในประเทศไทย”

นิสสัน ประเทศไทย 4

“เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับ เคพี ออโต้ เข้าสู่ครอบครัวนิสสัน ด้วยประสบการณ์ในธุรกิจยานยนต์มากกว่า 13 ปี เคพี ออโต้ มีแนวคิดที่สอดคล้องกับนิสสัน ทั้งในด้านการให้ความสำคัญกับลูกค้า การสร้างความไว้วางใจ และการดำเนินธุรกิจด้วยความมุ่งมั่นในระยะยาวต่อสังคม เราเชื่อมั่นว่าความร่วมมือครั้งนี้จะสร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่ลูกค้าในพื้นที่”

นิสสัน ประเทศไทย 5

ทั้งนี้ ยานางิยังกล่าวถึง นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ ใหม่ ที่มาพร้อมเทคโนโลยี อี-พาวเวอร์ อันเป็นเอกลักษณ์ของนิสสันซึ่งผลิตในประเทศไทย โดยสามารถสร้างพลังงานไฟฟ้าได้โดยไม่จำเป็น ต้องชาร์จจากภายนอก พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่รูปแบบใหม่ให้แก่ลูกค้าในประเทศไทย

วัลลภ วงศ์ภัทรกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท นิสสัน เคพี ออโต้ คลองหลวง กล่าวว่า “เรามีความเชื่อมั่นอย่างยิ่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเทคโนโลยี อี-พาวเวอร์ ของนิสสัน ที่มอบประสบการณ์การขับขี่ที่นุ่มนวล ตอบสนองทันใจ โดยไม่จำเป็นต้องชาร์จไฟจากภายนอก พร้อมทั้งยังให้ประสิทธิภาพด้านการประหยัดน้ำมันที่ยอดเยี่ยม”

นิสสัน ประเทศไทย 6

“ที่นิสสัน เคพี ออโต้ คลองหลวง ลูกค้าสามารถเข้ามาสัมผัส และทดลองขับรถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุดของ    นิสสัน รวมถึง นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ ใหม่ พร้อมรับบริการด้านการขายและบริการหลังการขายแบบครบวงจรจากทีมงานของเรา”

การเปิดตัวนิสสัน เคพี ออโต้ คลองหลวง สะท้อนถึงความร่วมมือระยะยาวระหว่างนิสสัน ประเทศไทย และเคพี ออโต้ ภายใต้เป้าหมายร่วมกันในการยกระดับความพึงพอใจของลูกค้าและคุณภาพการบริการในพื้นที่

นิสสัน ประเทศไทย 10

โชว์รูมเปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00 น. ถึง 18.00 น. และ ศูนย์บริการ และแผนกอะไหล่ เปิดให้บริการวันจันทร์ถึงวันเสาร์ ตั้งแต่เวลา 08.00 น. ถึง 17.00 น.

ลูกค้าในจังหวัดปทุมธานี และพื้นที่ใกล้เคียง สามารถเยี่ยมชม “นิสสัน เคพี ออโต้ คลองหลวง” เพื่อสัมผัสรถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุดของนิสสัน รวมถึงบริการด้านการขาย และหลังการขายได้แล้ววันนี้

นิสสัน เคพี ออโต้ คลองหลวง ตั้งอยู่เลขที่ 96/64 หมู่7 ตำบลคลองสอง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี 12120 ลูกค้าสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลผลิตภัณฑ์ ทดลองขับ และนัดหมายเข้ารับบริการ ได้ที่หมายเลข 02-901-9716-8 หรือ 095-454-6936

 

“อีซูซุ” ร่วมผลักดัน “หมัดเดียว เปลี่ยนได้” พลิกโอกาสให้ผู้ต้องราชทัณฑ์  ผ่านโครงการ “กำลังใจ…THAI FIGHT”

0
อึซูซุ 1

อีซูซุ ร่วมมือกับ บริษัท ไทยไฟท์ จำกัด ผู้จัดการแข่งขันมวยไทยระดับโลก “THAI FIGHT” อีกทั้งภาครัฐ และเอกชนหลายภาคส่วน ผลักดันศิลปะมวยไทยสู่เวทีนานาชาติมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน ในปีนี้ได้ร่วมกันจัดโครงการ “กำลังใจ…THAI FIGHT” แถลงข่าวเปิดตัวอย่างเป็นทางการ โดยได้รับเกียรติจาก  พลอากาศเอก สมคิด สุขบาง  กรมวังผู้ใหญ่ประจำพระองค์ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ (รองประธานคณะกรรมการกองทุนกำลังใจฯ) เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงจากหลายหน่วยงานเข้าร่วมงาน ณ ทัณฑสถานวัยหนุ่มกลาง คลองหก จังหวัดปทุมธานี

อึซูซุ 2

โครงการ “กำลังใจ…THAI FIGHT (INSPIRE…THAI FIGHT) หมัดเดียว…เปลี่ยนได้” คืออีกก้าวสำคัญของการต่อยอดพระดำริใน สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ในการจัดตั้ง “โครงการกำลังใจ” เพื่อประทานโอกาสและความหวังแก่ผู้ต้องราชทัณฑ์ และผู้ด้อยโอกาสในสังคมไทย ถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการนำทักษะเอกลักษณ์จากกีฬามวยไทย มาต่อยอดเป็นเครื่องมือในการเปลี่ยนแปลงชีวิต ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของอีซูซุที่มุ่งเน้นการสร้างทักษะอาชีพและปลูกฝังวินัยในการทำงาน เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะยาว โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนและผู้ที่ต้องการโอกาสครั้งใหม่ในชีวิต

อึซูซุ 3

ตลอดระยะเวลา 69 ปีที่ผ่านมา อีซูซุได้มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนกิจกรรมสาธารณประโยชน์เพื่อสังคมหลากหลายด้าน ทั้งการศึกษา การพัฒนาอาชีพ และการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยภายใต้แนวคิดหลัก Isuzu Trusted Buddy…อีซูซุเคียงข้างคุณ เคียงคู่ไทย” ซึ่งยึดถือหลักการ         “การสร้างคุณค่าและเติบโตเคียงข้างสังคมไทย” เป็นสำคัญ ความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ          และองค์กรพันธมิตรต่าง ๆ ในโครงการ “กำลังใจ…THAI FIGHT” หมัดเดียว…เปลี่ยนได้ นี้ จึงไม่ใช่เพียงการสนับสนุนกิจกรรม แต่เป็นการร่วมสร้าง “โอกาส” ที่ช่วยให้ผู้ที่ขาดแคลนโอกาสสามารถพัฒนาตนเองและกลับมาเป็นกำลังสำคัญของประเทศได้

อึซูซุ 4

ดร.นพพร วาทิน ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยไฟท์ จำกัด กล่าวถึงแนวคิดของโครงการ       ครั้งนี้ว่า มวยไทยเป็นมากกว่ากีฬา แต่เราต้องการนำมาเป็นเครื่องมือเปลี่ยนชีวิต โครงการ              กำลังใจ…THAI FIGHT จึงเป็นโครงการที่เราใช้ ‘มวยไทย’ มาเป็นพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงชีวิต เราไม่ได้มองมวยเป็นเพียงกีฬา แต่คือ ‘สะพานแห่งโอกาส’ ที่ช่วยพลิกชีวิตผู้ต้องราชทัณฑ์ สร้างแรงบันดาลใจ  และเปิดเส้นทางสู่อาชีพในอนาคต เป้าหมายของเราคือการให้โอกาสได้กลับสู่สังคมอย่างยั่งยืน ให้เขามีทักษะ มีวินัย และมีศักดิ์ศรีในการเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง หัวใจของโครงการ คือการนำนักมวยไทยมืออาชีพจากเวที THAI FIGHT เข้าไปฝึกสอนผู้ต้องราชทัณฑ์ในเรือนจำทั่วประเทศ พร้อมคัดเลือกผู้ที่มีศักยภาพเข้าสู่การแข่งขัน THAI FIGHT LEAGUE’ ในรูปแบบ มวยคาดเชือกเวทีนี้จึงไม่ได้เป็นเพียง การแข่งขัน แต่คือ เวทีแห่งโอกาสที่เปิดทางให้ผู้ต้องราชทัณฑ์ได้แสดงความสามารถ สร้างความภาคภูมิใจ และต่อยอดสู่เส้นทางอาชีพไม่ว่าจะก้าวสู่การเป็นนักมวย หรือเป็นผู้ฝึกสอนมวยไทย หลังพ้นโทษ”

เผด็จศึก หนึ่งในนักมวยผู้ต้องราชทัณฑ์ที่ได้รับโอกาสขึ้นสังเวียน THAI FIGHT ได้ถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตจริงของผู้ต้องราชทัณฑ์ที่กำลังจะก้าวสู่เส้นทางนักมวยอาชีพว่า “การได้ขึ้นชกในเวทีระดับนี้สร้างความตื่นเต้นและปลุกความทรงจำครั้งแรกในชีวิตนักมวยของผมอีกครั้ง ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือการได้รับ โอกาสจากสังคมภายนอกให้กลับมาพิสูจน์ศักยภาพของตนเอง หลังจากไม่ได้กลับบ้านนานเกือบ 10 ปี มวยไทยได้พาผมกลับไปชกที่บ้านเกิด จังหวัดพัทลุง ท่ามกลางกำลังใจจากครอบครัวและผู้ชมจำนวนมาก สร้างความปลาบปลื้มและความหมายใหม่ให้กับชีวิตอย่างลึกซึ้ง มวยไทยได้มอบโอกาสและชีวิตใหม่ให้กับผม ผมมีทุกวันนี้ได้ก็เพราะมวยไทย นี่คือตัวอย่างของนักสู้ที่พิสูจน์ให้เห็นว่า “โอกาส” สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตคนได้จริง จากผู้ต้องราชทัณฑ์สู่การเป็นนักสู้บนสังเวียนที่ได้รับการยอมรับและกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้ต้องราชทัณฑ์คนอื่น ๆ ทั่วประเทศ และหลังจากนี้ยังสามารถนำทักษะ     ไปต่อยอดเป็นอาชีพ เช่น ครูมวย ผู้ฝึกสอนการออกกำลังด้วยพื้นฐานมวยไทย หรือแม้แต่ก้าวสู่เวที         การแข่งขันระดับอาชีพได้

อึซูซุ 5

ความร่วมมือจากหลายภาคส่วนในโครงการนี้จะเป็นพลังสนับสนุน เพื่อร่วมกันสร้างสังคมแห่งโอกาส ที่ทุกคนสามารถเริ่มต้นใหม่ได้อย่างมีคุณค่าและยั่งยืน เป็นการพิสูจน์ว่า “การให้โอกาส” คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง “กำลังใจ…THAI FIGHT” จึงไม่ใช่เพียงโครงการกีฬา แต่คือ “โมเดลต้นแบบ” ของการพัฒนาคน ที่ผสานพลังของวัฒนธรรมไทยเข้ากับการฟื้นฟูสังคมอย่างยั่งยืนและสำหรับผู้ต้องราชทัณฑ์หลายคน “หมัดเดียว” บนเวทีมวย อาจไม่ใช่เพียงการต่อสู้เพื่อชัยชนะ แต่คือ “หมัดแรก” ของการเริ่มต้นชีวิตใหม่อย่างมีคุณค่า

อึซูซุ 7

รายละเอียดโครงการ

กำลังใจ…THAI FIGHT (INSPIRE…THAI FIGHT) หมัดเดียว…เปลี่ยนได้”

กิจกรรมสำคัญในงานเปิดตัวโครงการ ณ ทัณฑสถานวัยหนุ่มกลาง ได้แก่

  • การสาธิตการฝึกมวยไทยโดยนักมวยระดับโลก นำโดย “แสนชัย พี.เค.แสนชัยมวยไทยยิม”
  • การพบกับนักมวยผู้ต้องราชทัณฑ์ 6 คน ที่จะเข้าร่วมการแข่งขันในโครงการ
  • การถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตจริงของผู้ต้องราชทัณฑ์ที่กำลังจะก้าวสู่เส้นทางนักมวยอาชีพ
  • การเยี่ยมชม “ค่ายมวยสิงห์หนุ่มพัฒนา” ภายในแดนการศึกษา ซึ่งเป็นพื้นที่ฝึกฝนทักษะและวินัย

รูปแบบการจัดการแข่งขัน

กำหนดนักมวย 6 คน เข้าร่วมทำการแข่งขันชกแบบคาดเชือก ในพิกัดน้ำหนัก 60 กิโลกรัม แบ่งการแข่งขันออกเป็น 3 รอบคือ

  • รอบแรก : วันที่ 5 กรกฎาคม 2569 World Siam Stadium ตะวันนา บางกะปิ
  • แข่งขันแบบเก็บคะแนน / นักมวย 6 คน แบ่งเป็น 2 สาย (สาย A และสาย B)

สายละ 3 คน

  • แข่งขัน 3 ยก ถ้าเสมอ ไม่มีต่อยกที่ 4
  • เกณฑ์การให้คะแนนคือ ชนะน็อคได้ 3 แต้ม ชนะคะแนนได้ 2 แต้ม และถ้าครบ 3 ยก

เสมอกัน แบ่งไปคนละ 1 แต้ม

  • นักมวยที่มีคะแนนมากอันดับที่ 1 และที่ 2 ของแต่ละสาย เข้ารอบสองต่อไป

***หมายเหตุ*** ในกรณีที่นักมวยมีคะแนนรวมเท่ากัน

  1. นักมวยที่ชนะน็อคคู่ต่อสู้ได้จำนวนครั้งมากกว่ากัน
  2. นักมวยที่ชนะน็อคคู่ต่อสู้ได้ในยกที่ 1 จะได้คะแนนพิเศษมากกว่าการชนะน็อคยกที่ 2 และชนะน็อคยกที่ 3
  • รอบที่สอง
  • นำนักมวยทั้ง 4 คนจากรอบแรก มาทำการแข่งขันแบบน็อคเอาท์ แพ้ตกรอบทันที

ถ้าแข่งขันครบ 3 ยกแล้วเสมอกัน จะทำการแข่งขันยกที่ 4 ถือเป็นยกตัดสิน

ผู้มีคะแนนมากอันดับ 1 ของสาย A VS ผู้มีคะแนนมากอันดับ 2 ของสาย B

ผู้มีคะแนนมากอันดับ 1 ของสาย B VS ผู้มีคะแนนมากอันดับ 2 ของสาย A

  • รอบชิงชนะเลิศ : วันที่ 20 ธันวาคม 2569
  • นำนักมวยผู้ชนะในรอบสอง มาทำการแข่งขันชิงชนะเลิศ

รายชื่อเรือนจำ และนักมวยที่เข้าแข่งขัน

 

ลำดับ เรือนจำ ผู้เข้าแข่งขัน
1 เรือนจำกลางเขาบิน จังหวัดราชบุรี กำแพงสูง บ้านอินทรี ลูกพระยม
2 เรือนจำกลางระยอง เพชรมงคล ทรัพย์แก้ว ลูกพระยม
3 เรือนจำจังหวัดสระบุรี เพชรอาชา พรานบุญ ลูกพระยม
4 ทัณฑสถานวัยหนุ่มกลาง จังหวัดปทุมธานี นรสิงห์ สิงห์หนุ่มพัฒนา ลูกพระยม
5 ทัณฑสถานวัยหนุ่มพระนครศรีอยุธยา สองคม วัยหนุ่มอโยธยา ลูกพระยม
6 เรือนจำกลางราชบุรี เพชรมังกร เรือนจำกลางราชบุรี ลูกพระยม

 

***หมายเหตุ*** รายชื่อนักมวยอาจมีการเปลี่ยนแปลง

 

 

“นิสสัน” ประกาศเปลี่ยนแปลงผู้บริหารระดับสูงในประเทศไทย และภูมิภาคอาเซียน

0
นิสสัน 2

นิสสัน ประเทศไทย ประกาศการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารระดับสูงในประเทศไทย และภูมิภาคอาเซียน โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 โดยนาย โคจิ ทาคาฮาชิ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้จัดการทั่วไป ดูแลกลุ่มงานวางแผน และส่งเสริมกลยุทธ์การผลิต ของ นิสสัน มอเตอร์ ประเทศญี่ปุ่น ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รองประธานอาวุโส ฝ่ายการผลิต และการจัดการซัพพลายเชน ประจำนิสสัน ประเทศไทย และอาเซียน  โดยจะรับหน้าที่ต่อจาก มาซาโอะ ซูมิ ซึ่งจะเดินทางกลับประเทศญี่ปุ่น เพื่อรับตำแหน่งใหม่ในฐานะประธาน นิสสัน มอเตอร์ คิวชู

ในบทบาทใหม่นี้ ทาคาฮาชิ จะรับผิดชอบดูแลการดำเนินงานด้านการผลิต และการจัดการซัพพลายเชนในภูมิภาคอาเซียน และประเทศไทย โดยจะรายงานตรงต่อ มาซาโอะ สึสึมิ ประธาน นิสสัน ประเทศไทย และอาเซียน และรายงานตามสายงานต่อ ยาซุฮิโกะ โอบาตะ  กรรมการฝ่ายบริหาร ฝ่าย Japan-ASEAN Manufacturing and SCM Operation ภายใต้ Global Operation Management

ทาคาฮาชิ มีประสบการณ์กับนิสสันเกือบสามทศวรรษ และเคยดำรงตำแหน่งในหลายสายงาน ทั้งด้านการควบคุมการผลิต การวางแผนกลยุทธ์การผลิต การจัดการซัพพลายเชน รวมถึงการขาย และการดำเนินงานในระดับโกลบอล โดยมีประสบการณ์จากการได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติงานในต่างประเทศที่ สหราชอาณาจักร และเม็กซิโก

 

เจาะลึกวิสัยทัศน์ “GWM ONE” ทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์โลกที่สร้างความเชื่อมั่นในระยะยาว

0
GWM Thailand 1

ยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงาน ตอบโจทย์ผู้ใช้งานทุกกลุ่มทั่วโลก ภายใต้แนวคิด “All Scenarios – All Powertrains – All Users” และมุ่งมั่นที่จะก้าวสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์จีนที่คนไทยให้ความไว้วางใจสูงสุด และอันดับหนึ่งของแบรนด์รถยนต์จีนด้านบริการหลังการขายผ่านผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และการดูแลลูกค้าด้วยความใส่ใจและโปร่งใส ล่าสุด GWM ประกาศวิสัยทัศน์ “GWM ONE” เพื่อรับมือการแข่งขันที่เข้มข้นและการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมยานยนต์โลก ซึ่งมีเป้าหมายปรับเปลี่ยนทิศทางของอุตสาหกรรมยานยนต์ด้วย ‘ความมุ่งมั่นและความซื่อสัตย์’  โดยมีผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง ควบคู่กับการยืนหยัดในความเป็นจริงทางเทคโนโลยี และการรักษาคำมั่นสัญญาอย่างเคร่งครัด อันเป็นรากฐานที่มั่นคงที่สุดของธุรกิจและเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างความไว้วางใจในระยะยาวจากผู้ใช้งานทั่วโลก

GWM Thailand 2

Return to the Essence: การกลับสู่แก่นแท้ คือคำตอบสำคัญของการเติบโตอย่างยั่งยืน

ท่ามกลางการแข่งขันที่เข้มข้นและการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมยานยนต์ GWM มองว่า “การกลับสู่แก่นแท้” (Return to the Essence) คือคำตอบสำคัญของการเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยการให้ความสำคัญกับพื้นฐานอันเป็นหัวใจสำคัญของยานยนต์ โดยมุ่งเน้นไปที่คุณภาพของตัวรถ ความปลอดภัย และความต้องการที่แท้จริงของผู้ใช้งาน มากกว่าเพียงแค่การนำเสนอฟีเจอร์ล้ำสมัยที่เกินความจำเป็น ระบบดีเซลไฮบริด และ เครื่องยนต์ V8 Hi4โดยแนวคิด GWM ONE (Guiyuan) ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นทั้งปรัชญาในการดำเนินธุรกิจ แนวทางการพัฒนาเทคโนโลยี และกรอบกลยุทธ์สำหรับการขยายตัวในระดับโลก แนวคิดดังกล่าวถูกถ่ายทอดผ่าน การกลับสู่พื้นฐานใน 3 ด้าน ได้แก่ การกลับสู่แก่นแท้ของอุตสาหกรรมยานยนต์ การกลับสู่ความต้องการที่แท้จริงของผู้ใช้ และการกลับสู่จุดเริ่มต้นของผู้สร้าง ควบคู่กับ “4 รากฐานสำคัญ” คือ การยึดผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง ความจริงทางเทคโนโลยี รากฐานทางวัฒนธรรม และการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะยาว พร้อมย้ำว่าการสร้างความเชื่อมั่นผ่านคำมั่นสัญญาที่ชัดเจน คือรากฐานสำคัญของความสำเร็จในยุคที่กระแสสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

 

GWM ONE Platform: แพลตฟอร์มเดียวรองรับระบบขับเคลื่อนที่หลากหลาย

GWM Thailand 3

ในด้านเทคโนโลยี GWM ได้พัฒนา GWM ONE Platform ภายใต้แนวคิด “One Platform, Multi Powertrains” มุ่งสร้างทางเลือก มากกว่าจำกัดทางเลือก ช่วยให้รถยนต์เพียงรุ่นเดียวสามารถรองรับระบบขับเคลื่อนที่หลากหลายและครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็นระบบไฮบริด (HEV), ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV), ยานพาหนะไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (BEV), พลังงานไฮโดรเจน (FCEV) และเครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคสามารถเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับการใช้งานของตนเองได้อย่างแท้จริง โดยหัวใจสำคัญของแพลตฟอร์มนี้คือแนวคิดการผลิตแบบ “Movable Type” ซึ่งแยกรถยนต์ออกเป็นหน่วยฮาร์ดแวร์มาตรฐานมากกว่า 300 รายการ และซอฟต์แวร์กว่า 2,000 ฟังก์ชัน ที่สามารถนำมาประกอบและปรับใช้ร่วมกันได้อย่างยืดหยุ่น โดยเมื่อผสานเทคโนโลยี AI ทำให้รถยนต์สามารถพัฒนาได้ในลักษณะ “ถอดได้ ปรับได้ และเติบโตต่อได้” รองรับการพัฒนารถหลากหลายเซกเมนต์และหลากหลายระบบขับเคลื่อนได้อย่างรวดเร็ว แนวทางนี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีอัตราการใช้ชิ้นส่วนร่วมกันมากกว่า 95% และลดต้นทุนการพัฒนาอย่างมาก ส่งผลให้ผู้บริโภคได้รับทางเลือกที่หลากหลาย มีฟีเจอร์ที่ชาญฉลาด และราคาที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น

เทคโนโลยี Hi4 ยืดหยุ่นสูง ครอบคลุมทุกการใช้งาน

GWM Thailand 5

GWM ยังได้นำเสนอเทคโนโลยี Hi4 (Hybrid Intelligent 4WD) ซึ่งเป็นระบบขับเคลื่อนอัจฉริยะที่มีความยืดหยุ่นสูง ครอบคลุมการใช้งานหลากหลายรูปแบบ พร้อมยืนยันว่าจะไม่พัฒนาระบบขับเคลื่อนแบบ Range Extender เนื่องจากเทคโนโลยี Hi4 สามารถตอบโจทย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่า โดยถูกออกแบบให้รองรับการใช้งานที่ครอบคลุมตั้งแต่การขับขี่ในเมืองไปจนถึงการขับขี่ที่ต้องการสมรรถนะขั้นสูง ได้แก่

  • Hi-4: เกินความจำเป็นโดยแนวคิด GWM ONEระบบขับเคลื่อน 4 ล้อที่เหนือระดับ ที่ผสมผสาน “ความแรงของการขับเคลื่อน 4 ล้อ” เข้ากับ “ความประหยัดของการขับเคลื่อน 2 ล้อ
  • Hi4-Z สำหรับการใช้งานในเมือง ให้ระยะทางการขับขี่ด้วยไฟฟ้าล้วนได้มากกว่า 200 กม.
  • Hi4-T สำหรับการขับขี่ออฟโรด พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ที่มีสมรรถนะสูง
  • Super Hi4 ระบบ PHEV สมรรถนะสูง ทำความเร็วจาก 0–100 กม./ชม. ภายใน 4 วินาที ให้ระยะทางการขับขี่ด้วยไฟฟ้าล้วนได้มากกว่า 400 กม. พร้อมรองรับการชาร์จเร็ว (DC Charge)

พร้อมกันนี้ GWM ยังเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมเพิ่มเติม เช่น ระบบดีเซลไฮบริด และแต่จะขึ้นอยู่กับระดับของ “ความเชื่อมั่น ความรับผิดชอบ และคุณค่าที่มอบให้ผู้บริโภคในระยะยาว โดยเครื่องยนต์ V8 Hi4 สมรรถนะสูง เพื่อรองรับการใช้งานในรถที่ต้องการสมรรถนะสูง

GWM Thailand 9

Global Vision, Local Action: วิสัยทัศน์ระดับโลก สู่การปฏิบัติในระดับท้องถิ่น

GWM Thailand 10

GWM เดินหน้ากลยุทธ์ “In Local for Local” โดยพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ความต้องการของแต่ละตลาด เช่น การพัฒนา Plug-in Hybrid รองรับเอทานอลในบราซิล และการปรับจูนช่วงล่างให้เหมาะกับสภาพถนนในออสเตรเลีย พร้อมยกระดับจากการส่งออกสินค้า สู่การสร้าง “Ecosystem” ครบวงจรในแต่ละประเทศ ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในตลาดยุทธศาสตร์สำคัญของภูมิภาคอาเซียน โดยมีการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศมากกว่า 50% และพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมกับการใช้งานจริง GWM ยังนำเสนอผลิตภัณฑ์หลากหลายเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคไทย อาทิ GWM ORA 5 สำหรับการใช้งานในเมือง และ GWM TANK 300 รถ SUV สายลุยโครงสร้าง Body-on-frame ที่มาพร้อมตัวเลือกทั้งไฮบริดและดีเซล

Commitment & Integrity: ความเชื่อมั่นและความซื่อสัตย์คือคุณค่าหลักในการดำเนินธุรกิจ

GWM Thailand 11

ในมิติของการดำเนินธุรกิจ GWM ให้ความสำคัญกับ “ความซื่อสัตย์และคุณธรรม” เป็นรากฐานสำคัญของค่านิยมองค์กร โดยบริษัทได้ประกาศพันธกิจหลัก 3 ประการ ได้แก่: การให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์และคุณภาพในระยะยาวมากกว่าการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง การกำกับดูแลการสื่อสารการตลาดให้มีความถูกต้องแม่นยำและอ้างอิงข้อมูลพื้นฐานจากความเป็นจริงเพื่อรักษาความไว้วางใจของผู้บริโภค และการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนโดยไม่ผลักภาระแรงกดดันทางการดำเนินงานไปยังซัพพลายเออร์และผู้แทนจำหน่าย พันธกิจเหล่านี้สะท้อนถึงจุดยืนที่แน่วแน่ของ GWM ที่มุ่งสร้างการเติบโตบนพื้นฐานของความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้าและพันธมิตร

GWM เชื่อว่า อนาคตของอุตสาหกรรมยานยนต์จะไม่ได้วัดกันเพียงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีหรือความรวดเร็วในการแข่งขัน แต่จะขึ้นอยู่กับระดับของ “ความเชื่อมั่น ความรับผิดชอบ และคุณค่าที่มอบให้ผู้บริโภคในระยะยาว โดย
มู่ เฟิง (Mu Feng) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร GWM เน้นย้ำว่า “แม้เส้นทางนี้อาจไม่ใช่เส้นทางที่เร็วที่สุด แต่เป็นเส้นทางที่มั่นคงที่สุด เพราะความเชื่อมั่นไม่สามารถสร้างได้จากทางลัด แต่ต้องพิสูจน์ผ่านการลงมือทำอย่างต่อเนื่อง” GWM พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์สู่อนาคตที่ยั่งยืน ทั้งในประเทศไทยและในระดับโลก ภายใต้แนวคิด GWM ONE ที่ยึดมั่นในคุณค่าและความเชื่อมั่นเป็นหัวใจสำคัญ

 

 

 

 

“ฟอร์ด” ตอกย้ำมาตรฐานงานสี ด้วยบันทึกคุณภาพ ค้นหา ‘Sweet Spot’ ยกระดับความแม่นยำและความสม่ำเสมอ

0
ฟอร์ด 1

ในสายการผลิตรถยนต์ การควบคุมปัจจัยต่างๆ หรือ Factor Control อาจดูเป็นเรื่องพื้นฐานที่พบเห็นได้ทั่วไป แต่ ฟอร์ด ไทยแลนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง (เอฟทีเอ็ม) เลือกที่จะลงรายละเอียดให้ลึกกว่านั้น ด้วยการเปลี่ยนข้อมูลจากการผลิตประจำวันให้กลายเป็น ‘องค์ความรู้สะสม’ ที่ต่อยอดได้จริง โดยตลอด 4 ปีที่ผ่านมา เอฟทีเอ็มเก็บและวิเคราะห์รายละเอียดกระบวนการผลิตอย่างต่อเนื่อง ด้วยเป้าหมายเดียวคือ การค้นหาและรักษามาตรฐานงานสีที่ดีที่สุดในทุกๆ วัน

 

เมื่อ ‘สีรถ’ คือความละเอียดอ่อนที่มองข้ามไม่ได้

ฟอร์ด 2

 

ในห้องพ่นสีของฟอร์ด สภาพแวดล้อมคือตัวแปรที่สำคัญมาก สีรถมีความอ่อนไหวสูงและตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย ไม่ว่าจะเป็นอุณหภูมิที่เปลี่ยนไป ความชื้นในอากาศ หรือแม้แต่ฝุ่นละอองขนาดเล็กมากที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ทีมงานของฟอร์ดจึงต้องให้ความสำคัญกับการควบคุมปัจจัย (Factors) เหล่านี้ให้อยู่ในสภาวะที่เหมาะสม เพื่อให้งานพ่นสีมีคุณภาพที่สม่ำเสมอ ไม่ว่าสภาพอากาศหรือฤดูกาลจะเปลี่ยนไปอย่างไร

 

เมื่อเป้าหมายไม่ใช่แค่ผ่านเกณฑ์ แต่คือการรักษา ‘Sweet Spot’ ของคุณภาพงานพ่นสี

ฟอร์ด 3

แทนที่จะตั้งเป้าแค่การควบคุมค่าต่างๆ ให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน (Tolerance) ที่ถูกกำหนดไว้อย่างเข้มงวดอยู่แล้ว เอฟทีเอ็มเลือกเดินไปไกลกว่านั้น ทีมพ่นสีมองหาสภาวะที่ดีที่สุด หรือ Sweet Spot’ ซึ่งเป็นจุดที่ทุกปัจจัยทำงานสอดประสานกันอย่างลงตัว จนได้ผลงานที่สวยงามและมีคุณภาพสูงสุด

ฟอร์ด 5

“ในแต่ละวัน จะมีช่วงเวลาที่ปัจจัยต่างๆ ลงตัวอยู่ในสภาวะที่เหมาะสมที่สุด” วันรพี เรืองฤทธิ์ ผู้จัดการฝ่ายวิศวกรรมควบคุมกระบวนการผลิต แผนกพ่นสี อธิบาย “การรักษา ‘Sweet Spot’ ให้คงอยู่ได้อย่างต่อเนื่อง ช่วยสร้างเสถียรภาพให้กับคุณภาพงานสี ลดความแปรผันในกระบวนการ และส่งผลให้ขั้นตอนถัดไปดำเนินไปได้อย่างราบรื่น เมื่อเราวางรากฐานของกระบวนการได้ถูกต้อง ผลลัพธ์ที่ได้ย่อมเป็นไปตามมาตรฐานคุณภาพสูงสุดที่เราตั้งไว้”

บันทึกคุณภาพ 4 ปี: เรียนรู้จาก ‘วันที่ดีที่สุด’

เบื้องหลังความสม่ำเสมอของคุณภาพงานพ่นสี คือ การที่เอฟทีเอ็มไม่ได้หยุดอยู่แค่การควบคุมกระบวนการผลิตให้เป็นไปตามมาตรฐานในแต่ละวันเท่านั้น แต่ริเริ่ม บันทึกคุณภาพ (Quality Records) ขึ้นมา เพื่อเก็บข้อมูลการผลิตในแต่ละวันอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 4 ปี ทีมงานนำข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์ร่วมกัน เพื่อย้อนดู ‘วันที่งานออกมาดีที่สุด’ เกิดจากปัจจัยใดบ้าง ตั้งแต่ความเร็วลมในห้องพ่นสี ความหนืดของสี ไปจนถึงการทำความสะอาดห้องอบสีในวันหยุด หรือแม้แต่รายละเอียดเล็กน้อยต่างๆ ที่มีผลต่อคุณภาพงาน ข้อมูลเหล่านี้ถูกนำมาพัฒนาเป็นแนวทางการทำงานที่ชัดเจน ช่วยลดการลองผิดลองถูก และทำให้ฟอร์ด เรนเจอร์ และเรนเจอร์ แร็พเตอร์ทุกคันที่ออกจากสายการผลิต มีคุณภาพผิวสีในระดับมาตรฐานสากลอย่างสม่ำเสมอ แม้ต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศในแต่ละฤดูกาล

ฟอร์ด 8

“เราไม่ได้แค่พ่นสีรถยนต์ แต่เราเรียนรู้จากงานที่เราทำในทุกๆ วัน” ปัญญพันธุ์ พูลภิญโญ ผู้จัดการทั่วไปแผนกพ่นสีของโรงงานเอฟทีเอ็ม กล่าว “การทบทวนบันทึกคุณภาพตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ช่วยให้ทีมงานเข้าใจได้อย่างชัดเจนว่า เหตุใดบางวันจึงได้ผลลัพธ์ที่โดดเด่น จากนั้นเราก็นำเงื่อนไขเหล่านั้นกลับมาใช้ซ้ำ เพื่อทำให้ทุกวันเป็นวันที่อยู่ใน Sweet Spot ของกระบวนการผลิต”

8 เฉดสีไฮไลต์ที่เป็นเอกลักษณ์ของฟอร์ดสะท้อนทุกไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต

ความสำเร็จในการถอดรหัส ‘Sweet Spot’ และควบคุมปัจจัยการผลิตได้อย่างยอดเยี่ยมนี้เอง ที่ทำให้เอฟทีเอ็มสามารถถ่ายทอดเอกลักษณ์ความแกร่งของฟอร์ด เรนเจอร์ และเรนเจอร์ แร็พเตอร์ ผ่านเฉดสีทั้ง 8 สีได้อย่างเด่นชัดและมีพลัง ตอบโจทย์ลูกค้าในหลากหลายไลฟ์สไตล์ ตั้งแต่สีที่ได้รับความนิยมสูงอย่างสีขาว Arctic White, สีดำ Absolute Black และสีเทา Meteor Grey ไปจนถึงสีที่เปิดตัวใหม่อย่างสีส้ม Ignite Orange รวมถึง Code Orange สีซิกเนเจอร์ของเรนเจอร์ แร็พเตอร์ นอกจากนี้ยังมีเฉดสีอย่าง Command Grey, Blue Lightning และ Aluminium Metallic ซึ่งไม่ว่าจะเป็นเฉดสีใด ความท้าทายสำคัญคือการควบคุมคุณภาพงานพ่นสีให้มีความสวยงามและสม่ำเสมอในมาตรฐานเดียวกันทุกคัน

ฟอร์ด 7

จากสายการผลิตในประเทศไทย เอฟทีเอ็มส่งฟอร์ด เรนเจอร์ และเรนเจอร์ แร็พเตอร์ ออกเดินทางสู่กว่า 100 ประเทศทั่วโลก ภายใต้มาตรฐานคุณภาพเดียวกันเสมอ ข้อมูลการผลิตสะท้อนว่า สีขาว Arctic White, สีดำ Absolute Black และสีเทา Meteor Grey เป็น 3 สีที่มียอดการผลิตสูงสุด ซึ่งล้วนเป็นเฉดสีที่สะท้อนความแกร่งแบบเรียบหรู

นอกจากนี้ ข้อมูลคำสั่งผลิตในปี 2568 จนถึงไตรมาสแรกของปี 2569 ยังระบุว่า ลูกค้าชาวไทยให้ความนิยมสีดำ Absolute Black เป็นพิเศษ ขณะที่ตลาดออสเตรเลียเลือกสีขาว Arctic White เป็นอันดับหนึ่ง ซึ่งเหมาะกับสภาพภูมิประเทศและสภาพอากาศที่ต้องการความทนทานสูง

คุณภาพที่ยึดมั่น เพื่อความมั่นใจของลูกค้า

การควบคุมปัจจัยและการรักษา Sweet Spot ในงานพ่นสีของฟอร์ดมีเป้าหมายที่ชัดเจนและเรียบง่าย นั่นคือการสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าว่า รถยนต์ทุกคันที่ออกจากโรงงานเอฟทีเอ็ม จะต้องมีความเงางาม ทนทานในมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด ซึ่งนี่ไม่ใช่แค่ทฤษฎีการผลิต แต่เป็นคุณภาพที่ลูกค้าสัมผัสได้จริง

ฟอร์ด 11

“Sweet Spot เป็นมากกว่าแค่แนวคิดในโรงงาน แต่มันคือคุณภาพที่ลูกค้ามองเห็นและสัมผัสได้จริง” คุณปัญญพันธุ์ กล่าวเสริม “ข้อมูลของเรายืนยันความสำเร็จนี้ โดยเราไม่พบรายงานปัญหาด้านคุณภาพเรื่องสิ่งแปลกปลอมในชั้นสีจากลูกค้าเลย สิ่งนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าเมื่อเราหาจุดสมดุลที่สมบูรณ์แบบเจอ เราจะสามารถส่งมอบผลลัพธ์ที่ไร้ที่ติได้อย่างแท้จริง”

“เป้าหมายของเรา คือ ไม่ว่าลูกค้าจะเลือกเรนเจอร์สีไหน หรือขับแร็พเตอร์เฉดใด รถทุกคันคือตัวแทนของความมุ่งมั่นและความพิถีพิถันในการรักษามาตรฐานคุณภาพสูงสุดของเรา” คุณปัญญพันธุ์กล่าวทิ้งท้าย

 

“บีวายดี ประเทศไทย และ เรเว่” อัดฉีดแชมป์ BYD SEALION 6 League 1 มอบ BYD SEALION 6 DM-i  ให้ทีมบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

0
บีวายดี ประเทศไทย และ เรเว่ 1

บริษัท บีวายดี ออโต้ (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมด้วย บริษัท เรเว่ ออโตโมทีฟ จำกัด ผู้จัดจําหน่ายและให้บริการหลังการขายรถยนต์พลังงานใหม่ BYD และ DENZA อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ภายใต้กลุ่มธุรกิจเรเว่ ผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการของฟุตบอลทีมชาติไทย และ การแข่งขันไทยลีก ร่วมสร้างสีสันให้กับวงการฟุตบอลไทย ภายใต้แนวคิด BYD ชาร์จพลังบอลไทย”  ด้วยการอัดฉีดรางวัลใหญ่ มอบรถยนต์ BYD SEALION 6 DM-i  ยนตรกรรม SUV ที่ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังอัจฉริยะ BYD DM-i ให้กับสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด แชมป์การแข่งขันฟุตบอล BYD SEALION 6 League 1 ฤดูกาล 2025/26 โดยในพิธีมอบถ้วยรางวัลชนะเลิศ มีนายเค่อ ยูบิน ผู้จัดการทั่วไป บริษัท บีวายดี ออโต้ (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมด้วย นายประธานวงศ์ พรประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจเรเว่ ร่วมเป็นตัวแทนบริษัทฯ ในการมอบถ้วยและรางวัล ให้กับสโมสรบุรีรัมย์ฯ

บีวายดี ประเทศไทย และ เรเว่ 2

นายประธานวงศ์ พรประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจเรเว่ กล่าวว่า “การสนับสนุนรางวัลจาก บีวายดี และ เรเว่ ในครั้งนี้ มิใช่การร่วมเฉลิมฉลองความสำเร็จของทีมบุรีรัมย์ ยูไนเต็ดเท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ของความร่วมมือ ระหว่างภาคธุรกิจเอกชนและวงการฟุตบอลไทย ในการร่วมกันยกระดับวงการกีฬาไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง พร้อมขับเคลื่อนสู่อนาคตที่เต็มไปด้วยพลังและโอกาสใหม่ สำหรับทุกภาคส่วนของวงการฟุตบอลไทย”

บีวายดี ประเทศไทย และ เรเว่ 3

นางสาวประธานพร พรประภา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจเรเว่ กล่าวว่า “บีวายดี และ เรเว่ ไม่ได้มองว่าฟุตบอลเป็นแค่เกมกีฬาเท่านั้น แต่ฟุตบอลคือพลังสำคัญที่เชื่อมโยงผู้คนทั่วประเทศเข้าด้วยกัน ผ่านการส่งแรงใจไปยังทีมที่แต่ละคนชื่นชอบ และร่วมภาคภูมิใจไปกับทุกความสำเร็จ พร้อมส่งมอบกำลังใจในวันที่อาจต้องพ่ายแพ้ เราจึงเดินหน้าสนับสนุนไทยลีกและฟุตบอลทีมชาติไทย เพื่อร่วมยกระดับวงการฟุตบอลไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ด้วยเป้าหมายที่จะส่งต่อพลังเชิงบวกสู่แฟนบอลทั่วประเทศ และสร้างแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนต่อไป”

บีวายดี ประเทศไทย และ เรเว่ 5

BYD SEALION 6 DM-i  ยนตรกรรม SUV ที่ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังอัจฉริยะ BYD DM-i ผสานการทำงานของเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร เข้ากับมอเตอร์ไฟฟ้าสมรรถนะสูงได้อย่างลงตัว รองรับทั้งการชาร์จไฟและเติมน้ำมัน มาพร้อม BYD Blade Battery ขนาด 18.3 kWh มอบอิสระในการขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้าล้วน (EV Mode) ได้ไกลสูงสุดถึง 104 กิโลเมตร* ตอบโจทย์การใช้งานในเมืองที่ประหยัดและไร้มลพิษ พร้อมเดินทางไกลอย่างไร้กังวล ด้วยระบบไฮบริดที่ให้การตอบสนอง ในแบบฉบับของรถยนต์ไฟฟ้าอย่างแท้จริง ทั้งอัตราเร่งที่ฉับไวและการขับขี่ที่ไร้เสียงรบกวน ไม่เพียงแค่นั้น BYD SEALION 6 DM-i ยังเพียบพร้อมด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวก และเทคโนโลยีช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง

บีวายดี ประเทศไทย และ เรเว่ 7

ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมของรถยนต์ บีวายดี ทุกรุ่นได้ที่ reverautomotive.com พร้อมติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวได้ที่ Official Facebook Page: BYD RÊVER Thailand และ DENZA RÊVER Thailand พร้อมสัมผัสรถยนต์พลังงานใหม่จาก บีวายดี ทุกรุ่น ได้ที่โชว์รูมและศูนย์บริการ บีวายดี ใกล้บ้านท่านทั้ง 176 สาขาทั่วประเทศ

*เป็นไปตามมาตรการทดสอบตามมาตรฐาน NEDC ระยะทางจริงอาจปรับเปลี่ยนได้ตามปัจจัยต่างๆ เช่น พฤติกรรมการขับขี่ของแต่ละบุคคล น้ำหนักบรรทุก สภาพการจราจร และอื่นๆ

 

 

“Leapmotor” ครองอันดับ 1 ตอกย้ำตำแหน่งแบรนด์สตาร์ทอัพรถยนต์พลังงานใหม่ ด้วยยอดส่งมอบรถยนต์ 71,387 คัน ในเดือนเมษายน 2026 ในประเทศจีน

0
Leap Motor 2

Leapmotor ทุบสถิติยอดส่งมอบสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ๆ และการเพิ่มกำลังการผลิตอย่างรวดเร็ว

ภายในงาน Beijing Auto Show 2026 ของบูธ Leapmotor ได้รับความสนใจอย่างมากจากสื่อมวลชน พันธมิตรทางธุรกิจ และผู้บริโภค สะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตอย่างรวดเร็วของแบรนด์ การขยายไลน์อัปผลิตภัณฑ์ และนวัตกรรมด้านยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ

บูธมีการจัดแสดงรถรุ่นใหม่ล่าสุดของ Leapmotor อย่างโดดเด่น ได้แก่ D19 SUV รุ่นเรือธง, Lafa5 (ชื่อสากล B05 Ultra) และ A10 (ชื่อสากล B03X) ซึ่งตอกย้ำกลยุทธ์ของบริษัทในการเร่งพัฒนานวัตกรรมครอบคลุมทุกเซกเมนต์หลักของตลาด

Leap Motor 1

 

การปรากฏตัวอย่างโดดเด่นในงาน Beijing Auto Show เกิดขึ้นพร้อมกับสถิติยอดส่งมอบรถยนต์ในเดือนเมษายน 2569 ซึ่งได้รับแรงขับเคลื่อนจากความสำเร็จของการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ และการเพิ่มกำลังการผลิตอย่างรวดเร็ว โดย

Leapmotor ส่งมอบรถยนต์รวมทั้งตลาดภายในประเทศและส่งออกจำนวน 71,387 คันในเดือนเมษายน ในประเทศจีน เพิ่มขึ้น 73.95% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 42.69% เมื่อเทียบกับเดือนมีนาคม 2026 ผลลัพธ์อันโดดเด่นดังกล่าว ส่งผลให้ Leapmotor ครองอันดับที่ 1 ในกลุ่มแบรนด์สตาร์ทอัพ NEV ทั้งในด้านยอดขายประจำเดือนเมษายน และยอดสะสมตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันอีกด้วย

ตั้งแต่เดือนมกราคม จนถึงเมษายน ที่ผ่านมา บริษัทมียอดส่งมอบสะสมรวม 181,542 คัน เพิ่มขึ้น 41.18% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งยิ่งตอกย้ำความเป็นผู้นำของแบรนด์ในกลุ่มผู้ผลิตรถยนต์พลังงานใหม่รายใหม่

สถิติยอดขายรายเดือนดังกล่าว มีปัจจัยหลักมาจากความต้องการของตลาดที่แข็งแกร่งต่อรถรุ่นใหม่ โดย Leapmotor เปิดตัว D19 SUV รุ่นเรือธงเมื่อวันที่ 16 เมษายน และสามารถทำยอดคำสั่งซื้อจริงทะลุ 15,000 คัน ภายในเวลาเพียง 15 วันแรก

ขณะเดียวกัน B05 Ultra ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 24 เมษายน ซึ่งเป็นวันเปิดงาน Beijing Auto Show 2026 ส่วน B03X รถ SUV ขนาดคอมแพกต์ ได้เปิดตัวไปก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 26 มีนาคม ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับไลน์อัปผลิตภัณฑ์ของ Leapmotor มากยิ่งขึ้น

หลังจากที่ Leapmotor มียอดส่งมอบรถยนต์เกือบ 600,000 คันในปี 2025 ผลการดำเนินงานอันแข็งแกร่งในเดือนเมษายนนี้ ยิ่งเพิ่มความมั่นใจให้บริษัทในการบรรลุเป้าหมายยอดส่งมอบ 1 ล้านคันภายในปีนี้ และตอกย้ำสถานะการเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่เติบโตเร็วที่สุดในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า

ด้วยการขยายไลน์อัปผลิตภัณฑ์อย่างรวดเร็ว ควบคู่กับการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง แบรนด์กำลังก้าวหน้าไปอีกขั้นสู่เป้าหมายการเป็นผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะชั้นนำที่เข้าถึงได้อย่างแพร่หลายสำหรับผู้บริโภคทั่วโลก

 

“HONDA” ปรับแผนธุรกิจ ปี 2026 ดันเทคโนโลยี Hybrid พร้อมเปิดโมเดลใหม่

0
HIONDA 1

นายโทชิฮิโระ มิเบะ ผู้อำนวยการ ประธานกรรมการบริหาร และตัวแทนเจ้าหน้าที่บริหาร (Global CEO) บริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด จัดงานแถลงข่าวเพื่อนำเสนอแนวทางการดำเนินงานของฮอนด้า ในการปรับโครงสร้างธุรกิจยานยนต์และทิศทางธุรกิจของฮอนด้าในอนาคต โดยมีข้อสรุปประเด็นสำคัญ 5 ประเด็นหลัก ดังนี้:

HIONDA 2

  1. แนวทางการปรับโครงสร้างธุรกิจยานยนต์

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจในปัจจุบัน ฮอนด้า มุ่งยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันในหลากหลายด้าน ทั้งการปรับโครงสร้างต้นทุน การเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการพัฒนา ตลอดจนการเสริมความแข็งแกร่งของไลน์อัปผลิตภัณฑ์ โดยมุ่งเน้นการจัดสรรทรัพยากรองค์กรไปยังภูมิภาคที่เป็นตลาดสำคัญ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว ฮอนด้า จะให้ความสำคัญการปรับโครงสร้างธุรกิจยานยนต์ในช่วง 3 ปีข้างหน้า พร้อมตั้งเป้าสร้างกำไรจากการดำเนินงานรวม ซึ่งครอบคลุมทั้งธุรกิจรถจักรยานยนต์และบริการทางการเงิน มูลค่ามากกว่า 1.4 ล้านล้านเยน ซึ่งจะเป็นสถิติสูงสุดใหม่ ภายในปีงบประมาณสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2572

  1. 2. แนวทางหลัก 3 ด้าน ในการดำเนินงานเพื่อปรับโครงสร้างธุรกิจยานยนต์

ฮอนด้า ได้กำหนด 3 แนวทางหลักสำหรับการดำเนินงาน ได้แก่

  • การจัดสรรทรัพยากรองค์กรเชิงกลยุทธ์
  • การยกระดับความแข็งแกร่งด้านการผลิตอย่างรอบด้าน
  • การใช้ทรัพยากรภายนอกอย่างมีกลยุทธ์

2-1. การจัดสรรทรัพยากรองค์กรเชิงกลยุทธ์

การทบทวนพอร์ตโฟลิโอระบบขับเคลื่อน เพื่อตอบรับแนวโน้มความต้องการในอนาคต

  • ฮอนด้า จะปรับการจัดสรรทรัพยากรทั้งด้านการพัฒนาและการผลิตไปที่รถยนต์ไฮบริด ซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการอย่างสูงในตลาดปัจจุบัน
  • ตั้งแต่ปี 2027 (พ.ศ. 2570) เป็นต้นไป ฮอนด้า จะเริ่มเปิดตัวรถยนต์ไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ ที่มาพร้อมระบบไฮบริดและแพลตฟอร์มใหม่ทั้งหมด โดยมีแผนเปิดตัวรถยนต์ไฮบริดเจเนอเรชันใหม่รวม 15 รุ่นทั่วโลก ภายในปีงบประมาณสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2030 (พ.ศ. 2573) โดยมุ่งเน้นทำตลาดในอเมริกาเหนือ ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดหลัก ทั้งนี้ ในปี 2029 (พ.ศ. 2572) ฮอนด้า มีแผนเปิดตัวรถยนต์ไฮบริดขนาดใหญ่ในกลุ่ม D-Segment ขึ้นไปอีกด้วยHIONDA 3
  • พร้อมเผยโฉมรถ Prototype ของรถยนต์ไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ 2 รุ่น ได้แก่ Honda Hybrid Sedan Prototype และ Acura Hybrid SUV Prototype ที่มีแผนจะเปิดจำหน่ายภายใน 2 ปีข้างหน้าHIONDA  4
  • ฮอนด้า จะทำการปรับลดต้นทุนของระบบไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ให้ลดลงมากกว่า 30% เมื่อเทียบกับระบบไฮบริดที่เปิดตัวในปี 2023 โดยการผสานประสิทธิภาพของระบบไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ แพลตฟอร์มเจเนอเรชันใหม่ และระบบขับเคลื่อน AWD แบบไฟฟ้าที่พัฒนาขึ้นใหม่เข้าด้วยกัน พร้อมตั้งเป้าเพิ่มอัตราการประหยัดน้ำมันของรถยนต์ไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ให้ดีขึ้นกว่า 10% จากเดิม พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับและเร้าใจ อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของฮอนด้าที่ตอบสนองความรู้สึกของผู้ขับขี่ได้ดั่งใจ
  • ด้านการพัฒนาระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง (ADAS) เจเนอเรชันใหม่ ฮอนด้ากำลังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนา โดยมีแผนเปิดตัวสู่ตลาดในปี 2028 (พ.ศ. 2571) และจะทำการติดตั้งระบบดังกล่าวในรถยนต์มากกว่า 15 รุ่น ภายในระยะเวลา 5 ปี
  • ฮอนด้า จะจัดสรรกำลังการผลิตของโรงงานผลิตรถยนต์ในรัฐโอไฮโออย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยจะผลิตรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปและไฮบริดเพิ่มขึ้น พร้อมปรับโรงงานผลิตรถยนต์ทุกแห่งในอเมริกาเหนือ ให้สามารถรองรับการผลิตรถยนต์ไฮบริดได้ทั้งหมด
  • สำหรับโรงงานแบตเตอรี่ร่วมทุนระหว่างฮอนด้า และ LG Energy Solution ภายใต้บริษัท L-H Battery Company จะปรับบางส่วนของสายการผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า (EV Battery) ไปผลิตแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฮบริด นอกจากนี้ยังมีแผนเพิ่มสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศสำหรับชุดประกอบ (ASSY) รวมถึงชิ้นส่วนของมอเตอร์และอินเวอร์เตอร์ให้มากกว่าระดับปัจจุบันถึง 4 เท่า เพื่อรองรับการขยายการผลิตรถยนต์ไฮบริด เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากปัญหาการขาดแคลนชิ้นส่วน และบรรเทาผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกา

การเสริมความแข็งแกร่งของไลน์อัปผลิตภัณฑ์ในภูมิภาคหลัก

HIONDA  6

ฮอนด้า กำหนดให้อเมริกาเหนือ ญี่ปุ่น และอินเดีย เป็นตลาดสำคัญสำหรับการเติบโตในอนาคต และจะมุ่งเน้นการจัดสรรทรัพยากรไปยังตลาดเหล่านี้เป็นหลัก โดยนอกเหนือจากแผนงานในอเมริกาเหนือ ฮอนด้า จะเดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ในญี่ปุ่น และอินเดีย รวมถึงจีน เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างรอบด้าน

ญี่ปุ่น:

ฮอนด้า จะขยายไลน์อัปผลิตภัณฑ์รถยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยเน้นไปที่กลุ่มรถยนต์ขนาดเล็ก หรือ Kei car เป็นหลัก ซึ่งรวมถึงการเปิดตัว N-BOX EV ในปี 2028 (พ.ศ. 2571) นอกจากนี้ ตั้งแต่ปี 2028 เป็นต้นไป ฮอนด้า จะทยอยเปิดตัวรถยนต์ไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ที่มาพร้อมระบบ ADAS เจเนอเรชันใหม่ โดยเริ่มจาก All-new Vezel เป็นรุ่นแรก ขณะเดียวกันก็ยังมีแผนที่จะขยายไลน์อัปผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ผ่านการนำเสนอรุ่นพิเศษอย่าง Sport Line และ Trail Line เพื่อผลักดันยอดจำหน่ายรถยนต์ใหม่ให้สูงกว่าในปัจจุบัน พร้อมทั้งสร้างรากฐานธุรกิจในประเทศญี่ปุ่นให้มีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น

อินเดีย:

ฮอนด้า จะกำหนดสเปกรถยนต์ที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคในตลาดอินเดีย โดยเตรียมเปิดตัวรถรุ่นใหม่ที่พัฒนาขึ้นเพื่อตลาดอินเดียโดยเฉพาะในปี 2028 ภายใต้ 2 กลุ่มผลิตภัณฑ์ ได้แก่ กลุ่มรถยนต์ความยาวไม่เกิน 4 เมตร และกลุ่มรถยนต์ขนาดกลาง นอกจากนี้ ฮอนด้าจะใช้ประโยชน์จากรากฐานที่แข็งแกร่งของธุรกิจรถจักรยานยนต์ในอินเดีย ซึ่งมียอดจำหน่ายสูงเกือบ 6 ล้านคันต่อปี เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคที่ต้องการเปลี่ยนจากการใช้รถจักรยานยนต์สู่รถยนต์ และผลักดันการเติบโตของธุรกิจในอินเดียอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ภายใต้กลยุทธ์ดังกล่าว ฮอนด้า ได้จัดตั้งบริษัท Honda Digital Innovation India เพื่อทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มดิจิทัล รวมถึงเตรียมกระตุ้นยอดขายผ่านการให้บริการต่าง ๆ เช่น การให้บริษัทสินเชื่อภายในเครือแห่งใหม่ในอินเดีย ซึ่งมีกำหนดเริ่มดำเนินงานก่อนสิ้นปีงบประมาณที่สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2027 (พ.ศ. 2570)

จีน:

ท่ามกลางสภาวะการดำเนินธุรกิจในประเทศจีนที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ฮอนด้า มุ่งยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันด้านผลิตภัณฑ์และต้นทุน ผ่านการใช้ชิ้นส่วนมาตรฐานและเทคโนโลยีเจเนอเรชันใหม่จากภายซัพพลายเออร์ท้องถิ่น รวมถึงการเปิดตัวรถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ที่พัฒนาบนแพลตฟอร์มร่วมกับพันธมิตรในประเทศจีน

2-2. การยกระดับความแข็งแกร่งด้านการผลิตอย่างรอบด้าน

HIONDA  7

ฮอนด้า จะเดินหน้าขับเคลื่อนกลยุทธ์ใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ การลดต้นทุนเชิงโครงสร้าง การยกระดับประสิทธิภาพด้านการพัฒนาอย่างรอบด้าน และการวางรากฐานโครงสร้างการผลิตที่มีความยืดหยุ่น ให้พร้อมรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ

การลดต้นทุนเชิงโครงสร้าง:

สำหรับการบริหารจัดการต้นทุนชิ้นส่วนจากผู้ผลิตภายนอก ฮอนด้า จะปรับปรุงโครงสร้างต้นทุนทั่วโลก ผ่านการทบทวนมาตรฐานเฉพาะของฮอนด้า และหันมาใช้ชิ้นส่วนมาตรฐานให้มากขึ้น พร้อมทั้งนำข้อได้เปรียบทางการแข่งขันของผู้ประกอบการท้องถิ่นในประเทศจีนและอินเดียมาปรับใช้

การยกระดับประสิทธิภาพด้านการพัฒนาอย่างรอบด้าน:

ฮอนด้า จะเดินหน้ายกระดับประสิทธิภาพการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการทบทวนการบริหารจัดการห่วงโซ่งานด้านวิศวกรรม (engineering chain management) อย่างรอบด้าน ผ่านแนวคิด Triple Half” ซึ่งมุ่งลด 3 ด้าน ได้แก่ 1. ต้นทุนการพัฒนา  2. ระยะเวลาการพัฒนา และ 3. ปริมาณภาระงานในการพัฒนา โดยจะลดลงครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับปี 2025

นอกเหนือจากการเพิ่มประสิทธิภาพในขั้นตอนการออกแบบ การทดสอบ และการผลิตในช่วงต้น ผ่านการจำลองสภาพแวดล้อมดิจิทัลและเทคโนโลยี AI มาใช้ ฮอนด้า จะเดินหน้าปฏิรูปกระบวนการพัฒนาอย่างเต็มรูปแบบ ตั้งแต่การทบทวนข้อกำหนดทางเทคนิค การวางแผนผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการบริหารจัดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ด้วยแนวทางดังกล่าว จะช่วยให้ฮอนด้าสามารถลดระยะเวลาการพัฒนาสำหรับรถยนต์รุ่น Minor Change ลงครึ่งหนึ่ง โดยเริ่มตั้งแต่ปีงบประมาณนี้เป็นต้นไป ขณะที่รถยนต์รุ่น Full Model Change จะเริ่มลดระยะเวลาการพัฒนาลงครึ่งหนึ่งเช่นกัน โดยเริ่มจากโปรเจ็กต์ที่เข้าสู่กระบวนการพัฒนาในปี 2028 เป็นต้นไป

การวางรากฐานโครงสร้างการผลิตที่มีความยืดหยุ่น ให้พร้อมรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ:

ฮอนด้า ตั้งเป้าที่จะยกระดับประสิทธิภาพการผลิตขึ้นประมาณ 20% ภายใน 5 ปีข้างหน้า ผ่านการบริหารเงินลงทุนและการจัดสรรทรัพยากร สำหรับรถยนต์รุ่นใหม่และอุปกรณ์อย่างมีประสิทธิภาพ

2-3. การใช้ทรัพยากรภายนอกอย่างมีกลยุทธ์

HIONDA 8

ฮอนด้า มีแผนที่จะใช้ทรัพยากรจากภายนอกอย่างยืดหยุ่นและมีกลยุทธ์มากขึ้น รวมไปถึงการใช้ประโยชน์จากความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน ความรวดเร็ว ตลอดจนการใช้ชิ้นส่วนที่ได้มาตรฐานอุตสาหกรรมของธุรกิจท้องถิ่นในจีนและอินเดีย สำหรับกลยุทธ์ด้านแบตเตอรี่ ในขณะนี้ ฮอนด้า จะยังไม่เน้นการผลิตเองทั้งหมด แต่จะใช้ศักยภาพจากโรงงานของ L-H Battery อย่างเต็มที่ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าที่จะเติบโตในอนาคต ฮอนด้าจะเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานด้วยการผลิตแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฮบริดซึ่งมีความต้องการสูงในปัจจุบัน รวมถึงการผลิตเพื่อใช้งานในรูปแบบอื่น ๆ นอกจากนี้ ฮอนด้า จะเดินหน้ากลยุทธ์การจัดซื้อแบตเตอรี่ โดยมุ่งเน้นไปที่การสร้างความสามารถในการแข่งขันในตลาดอเมริกาเหนือเป็นหลัก

ฮอนด้า ตัดสินใจระงับโครงการสร้างห่วงโซ่อุปทานรถยนต์ไฟฟ้าแบบครบวงจรในแคนาดาออกไปอย่างไม่มีกำหนด พร้อมทั้งทบทวนกลยุทธ์การจัดซื้ออย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ฮอนด้า จะมุ่งเน้นการผสมผสานเทคโนโลยีหลักที่ฮอนด้าพัฒนาขึ้นเองเข้ากับทรัพยากรจากภายนอก เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันภายใต้สภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่มีความไม่แน่นอน

  1. ทิศทางในระยะกลางถึงระยะยาว

 

HIONDA  9

ฮอนด้า ยังคงมุ่งมั่นในการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2050 ในฐานะผู้นำด้านการขับเคลื่อนแบบครบวงจร โดยจะดำเนินการประเมินสภาพแวดล้อมทางตลาด และแนวโน้มความต้องการในแต่ละภูมิภาคอย่างรอบคอบ ควบคู่ไปกับการเร่งผลักดันแนวทางที่หลากหลาย เพื่อบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน ซึ่งครอบคลุมทั้งรถยนต์ไฟฟ้า รถยนต์ไฮบริด เชื้อเพลิงที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอน และเทคโนโลยีการชดเชยคาร์บอน

ในส่วนของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ฮอนด้า จะยังคงเดินหน้าวางรากฐานสำหรับการเปิดตัวแพลตฟอร์มฮาร์ดแวร์ EV ที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงในอนาคต เพื่อให้มีความพร้อมในการรองรับความต้องการของตลาดเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม  ควบคู่ไปกับการวิจัยและพัฒนาแบตเตอรี่ All-Solid-State นอกจากนี้ ฮอนด้า จะนำระบบปฏิบัติการ ASIMO OS มาใช้ ไม่เพียงเฉพาะกับรถยนต์ไฟฟ้าเท่านั้น แต่ยังขยายไปสู่รถยนต์ไฮบริดด้วย เพื่อยกระดับคุณค่าในการขับเคลื่อน เพื่อนำเสนอประสบการณ์ใหม่ในการเดินทางและภายในห้องโดยสาร ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะที่เพิ่มมากขึ้น

สำหรับสถาปัตยกรรมระบบไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (E&E Architecture) ฮอนด้า ได้นำแนวคิด Domain-based architecture’ มาใช้ ซึ่งช่วยให้สามารถปรับเปลี่ยนได้อย่างยืดหยุ่นตามความแตกต่างของแต่ละประเทศ ความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนไป และสภาพตลาด รวมถึงการใช้ทรัพยากรจากภายนอก และด้วยการพัฒนาที่มีประสิทธิภาพสูงผ่านสถาปัตยกรรมซอฟต์แวร์ที่เป็นหนึ่งเดียวกัน ฮอนด้า จะสามารถนำเสนอคุณค่าใหม่ ๆ ให้แก่ลูกค้าได้อย่างทันท่วงที พร้อมมุ่งสร้างทั้งความยืดหยุ่นและขีดความสามารถในการแข่งขันไปพร้อมกัน

  1. 4. กลยุทธ์ทางการเงิน

ในช่วง 3 ปีข้างหน้า ฮอนด้า จะมุ่งเน้นไปที่การปรับโครงสร้างธุรกิจรถยนต์ จากนั้นในอีก 2 ปีถัดไป เมื่อโครงสร้างธุรกิจได้รับการปรับอย่างแข็งแกร่งมั่นคงแล้ว ฮอนด้า จะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่องและยืดหยุ่น เพื่อผลักดันให้ธุรกิจรถยนต์กลับเข้าสู่ทิศทางที่สามารถเติบโตได้อย่างก้าวกระโดดและยั่งยืน

HIONDA 10

ฮอนด้า คาดการณ์ว่าจะสามารถจัดการกับผลขาดทุนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ได้ทั้งหมดภายในปีงบประมาณที่สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2029 (พ.ศ. 2572)  ซึ่งเมื่อผนวกกับการยกระดับการปรับโฉมโครงสร้างธุรกิจ รวมถึงเสริมความแข็งแกร่งของไลน์อัปผลิตภัณฑ์ใหม่ จะส่งผลให้ความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจยานยนต์ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ ด้วยการต่อยอดการเติบโตจากธุรกิจรถจักรยานยนต์และบริการทางการเงินที่มีฐานกำไรที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว ฮอนด้า มุ่งมั่นที่จะสร้างกำไรจากการดำเนินงานรวมให้ได้มากกว่า 1.4 ล้านล้านเยน ซึ่งถือเป็นสถิติที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ และยังคงมุ่งมั่นเพื่อบรรลุเป้าหมายอัตรา ROIC (Return on Invested Capital) ที่ 10% ซึ่งเป็นเป้าหมายระยะยาวที่ตั้งไว้ ภายในปีงบประมาณสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2031 (พ.ศ. 2574)

การจัดสรรเงินทุน:

ในช่วงระยะเวลา 3 ปี จนถึงปีงบประมาณสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2029 (พ.ศ. 2572) ฮอนด้า จะดำเนินการจัดสรรทรัพยากรใหม่ โดยจะปรับงบประมาณที่เคยกำหนดไว้สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ไปยังรถยนต์ไฮบริดแทน และจะควบคุมการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ EV ให้อยู่ที่ระดับประมาณ 0.8 ล้านล้านเยน  โดยฮอนด้าจะลงทุน 1.0 ล้านล้านเยนในด้านเทคโนโลยีซอฟต์แวร์ และอีก 4.4 ล้านล้านเยนในกลุ่มรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปและรถยนต์ไฮบริด ส่งผลให้มียอดเงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 6.2 ล้านล้านเยนในช่วง 3 ปีนี้

ในส่วนของกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน หลังปรับปรุงรายการด้านการวิจัยและพัฒนาแล้ว ฮอนด้าคาดว่าจะสร้างกระแสเงินสดได้มากกว่า 7 ล้านล้านเยน (ไม่รวมผลขาดทุนที่เกี่ยวข้องกับ EV) จากการฟื้นตัวสู่ระดับทำกำไรของกลุ่มธุรกิจรถยนต์ และความแข็งแกร่งในการทำรายได้ของกลุ่มธุรกิจรถจักรยานยนต์  กระแสเงินสดนี้จะช่วยให้ฮอนด้าสามารถลงทุนได้อย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการส่งมอบผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้น ทั้งนี้ ตั้งแต่ปีงบประมาณสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2030 (พ.ศ. 2573) เป็นต้นไป ฮอนด้า จะประเมินแนวโน้มความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุนในด้าน EV ต่อไป โดยจะมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการลงทุนให้ดียิ่งขึ้นผ่านการดึงทรัพยากรจากภายนอกมาใช้ในเชิงรุก  แทนการยึดติดกับการใช้ทรัพยากรภายในองค์กรเพียงอย่างเดียว

ผลตอบแทนผู้ถือหุ้น:

ฮอนด้า จะรักษาการจ่ายเงินปันผลที่มั่นคงและต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าหมายอัตรา DOE (Dividend on Equity) ไว้ที่ 3%

  1. 5. การยกระดับธรรมาภิบาลองค์กร:

บริษัทฯ จะดำเนินการ ทบทวนและปรับปรุงโครงสร้างธรรมาภิบาลองค์กร โดยเฉพาะการปรับสัดส่วนคณะกรรมการบริษัทให้มีกรรมการอิสระเป็นเสียงข้างมาก รวมถึงการปรับโครงสร้างของคณะกรรมการชุดย่อยต่าง ๆ และการเสริมความแข็งแกร่งให้กับกรอบการกำกับดูแลและการดำเนินงานของคณะกรรมการบริษัทโดยรวม ทั้งหมดนี้เพื่อให้การดำเนินกลยุทธ์ทางธุรกิจในทุกด้านเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและต่อเนื่อง พร้อมทั้งเอื้อให้เกิดการตัดสินใจที่กล้าหาญและโปร่งใส