Home Blog Page 6

“ฮอนด้า” เดินหน้ายกระดับมาตรฐานการบริการ ผ่านเวทีแข่งขันทักษะ Honda Skill Contest 2026 สร้างคนเก่ง สร้างแบรนด์แกร่ง สร้างอุตสาหกรรมที่ยั่งยืน

0
Honda Skill Contest 1

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เดินหน้ายกระดับมาตรฐานการบริการและเสริมความแข็งแกร่งของแบรนด์สู่การเป็นแบรนด์อันดับหนึ่งในใจลูกค้า สะท้อนผ่านการแข่งขันทักษะพนักงาน Honda Skill Contest 2026 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 36 ภายใต้แนวคิด “Excellence in Motion ก้าวข้ามขีดจำกัด มุ่งสู่ความเป็นเลิศ” เวทีสำคัญในการพัฒนาศักยภาพบุคลากรเครือข่ายผู้จำหน่ายฮอนด้าทั่วประเทศ เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเชี่ยวชาญ และทักษะการให้บริการให้พร้อมรับความเปลี่ยนแปลงของตลาด พฤติกรรมผู้บริโภค และเทคโนโลยียานยนต์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดนิ่ง มุ่งสู่ความเป็นเลิศในทุกมิติของการดูแลลูกค้า พร้อมส่งมอบประสบการณ์การบริการที่สร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจในทุกทัชพอยต์ตลอดเส้นทางการเป็นเจ้าของรถยนต์ฮอนด้า อันเป็นรากฐานสำคัญของแบรนด์ที่แข็งแกร่ง อีกทั้งเป็นพลังที่ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

Honda Skill Contest 2

สำหรับการแข่งขัน Honda Skill Contest 2026 ครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมแข่งขันกว่า 2,219 คน จากผู้จำหน่ายฮอนด้ากว่า 200 แห่งทั่วประเทศ ผ่านการคัดเลือกอย่างเข้มข้น จนเหลือผู้ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ 120 คน เพื่อประชันความรู้ ความสามารถ และทักษะการปฏิบัติงานจริงใน 10 ประเภท ตั้งแต่การขาย งานบริการ งานซ่อมบำรุง งานซ่อมตัวถังและสี การดูแลลูกค้าสัมพันธ์ การบริหารอะไหล่ การตรวจสอบคุณภาพรถใหม่ ตลอดจนการส่งเสริมการขับขี่ปลอดภัย สะท้อนความพร้อมของบุคลากรฮอนด้าในการส่งมอบประสบการณ์ที่สร้างความเชื่อมั่นในทุกบทบาทงานบริการ ที่ครอบคลุมทุกประสบการณ์ลูกค้า

Honda Skill Contest 3

รายชื่อผู้ชนะเลิศ การแข่งขันทักษะพนักงานฮอนด้า Honda Skill Contest 2026 ทั้ง 10 ประเภท ได้แก่

  1. พนักงานช่างซ่อมทั่วไป

สามารถ หมัดกอเซ็ม       บริษัท บางปู ฮอนด้า ออโตโมบิล จำกัด

  1. พนักงานช่างซ่อมตัวถังและสี

พลเทพ ดาราตะคุ และ ดิเรก ชาสูงเนิน      บริษัท นครราชสีมา ฮอนด้า ออโตโมบิล จำกัด

  1. ที่ปรึกษาการบริการ

วัชรินทร์ เหรียญทอง        บริษัท ปราจีนบุรี ฮอนด้าคาร์ส์ จำกัด

  1. พนักงานอะไหล่

วณิภา ศรีวิจิตร               บริษัท สระบุรีฮอนด้าคาร์ส์ จำกัด

  1. ที่ปรึกษาการขาย

รพีพร ฉิมแพ                  บริษัท เอชซีเอ็น ฮอนด้า ออโตโมบิล จำกัด

  1. พนักงานลูกค้าสัมพันธ์

สิริรักษ์ ปิยะเวช              บริษัท นนทบุรีฮอนด้าคาร์ส์ จำกัด

  1. พนักงานช่างบริการตามระยะแบบคู่

เจษฎาภรณ์ เลาะหมัด และ นัฐพงษ์ พิชัยศักดิ์       บริษัท ฉะเชิงเทรา ฮอนด้าคาร์ส์ จำกัด

  1. ที่ปรึกษาการบริการซ่อมตัวถังและสี

ธวัชชัย มากทรัพย์          บริษัท ฮอนด้าคาร์ส นครสวรรค์ จำกัด สาขาเขาเขียว

  1. พนักงานตรวจสอบคุณภาพรถใหม่

นรินทร์ ทองสง่า             บริษัท วี. กรุ๊ป ฮอนด้าคาร์ส์ จำกัด สาขาแจ้งวัฒนะ

  1. ครูฝึกขับขี่ปลอดภัย

สิทธิชัย พิมล                  บริษัท วี. กรุ๊ป ฮอนด้าคาร์ส์ จำกัด สาขาหนองแขม

Honda Skill Contest 4

การแข่งขันครั้งนี้ สะท้อนความมุ่งมั่นของฮอนด้าในการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของบุคลากรอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของความแข็งแกร่งของแบรนด์ ในการส่งมอบประสบการณ์การบริการที่เชื่อมั่นและไว้วางใจได้ตลอดเส้นทางการเป็นเจ้าของรถยนต์ ขณะเดียวกันยังช่วยยกระดับมาตรฐานของเครือข่ายผู้จำหน่ายและเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยโดยรวม “สร้างคนเก่ง สร้างแบรนด์แกร่ง สร้างอุตสาหกรรมที่ยั่งยืน” เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของทั้งองค์กร ลูกค้า และสังคมไปพร้อมกันอย่างแท้จริง

Honda Skill Contest 9

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ หรือศูนย์บริการข้อมูลฮอนด้า 24 ชั่วโมง โทร. 0 2341 7777

อัปเดตทุกข่าวสาร ข้อมูลผลิตภัณฑ์ และกิจกรรมล่าสุด เพื่อให้คุณไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหวได้ที่

  • เว็บไซต์: honda.co.th
  • Facebook Official Account: Honda Thailand
  • LINE Official Account: @honda-thailand

 

SKILL DRIVING EXPERIENCE สนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ตำรวจจราจร สน.วังทองหลาง

0
SKILL DRIVING EXPERIENCE 1

Skill Driving Experience เชิญเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร สน.วังทองหลาง เข้าร่วมอบรมเชิงปฏิบัติการกับ โครงการ “ขับเป็น…ขับปลอดภัย กับ สื่อสากล” เพื่อเพิ่มทักษะเกี่ยวกับการขับขี่รถยนต์ และการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในสถานการณ์ฉุกเฉินบนถนน โดยเล็งเห็นว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ผ่านการอบรมจะนำความรู้ไปใช้ในการปฏิบัติหน้าที่ได้เต็มประสิทธิภาพ    

SKILL DRIVING EXPERIENCE 2

SKILL DRIVING EXPERIENCE 3

SKILL DRIVING EXPERIENCE 4

โครงการ “ขับเป็น…ขับปลอดภัย กับ สื่อสากล” จัดขึ้นครั้งล่าสุด ณ สนามปทุมธานีสปีดเวย์ เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2569 ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดที่ facebook.com/SkillDriving และ skilldriving.imc.co.th

“GWM” เชื่อมั่นศักยภาพไทย ลุยยกระดับฐานการผลิตและสนับสนุนผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศ ครอบคลุมทุกระบบขับเคลื่อน สานต่อความยั่งยืนของฐานการผลิตรถยนต์ในทุกขุมพลัง

0
GWM 1

GWM (Thailand) ยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงาน ตอบโจทย์ผู้ใช้งานทุกกลุ่มทั่วโลก ภายใต้แนวคิด “All Scenarios – All Powertrains – All Users” พร้อมก้าวสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์จีนที่คนไทยให้ความไว้วางใจสูงสุดและอันดับหนึ่งของแบรนด์รถยนต์จีนด้านบริการหลังการขายผ่านผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และการดูแลลูกค้าด้วยความใส่ใจและโปร่งใส ล่าสุด GWM (Thailand) ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจระยะยาวในประเทศไทย เดินหน้ายกระดับฐานการผลิตและห่วงโซ่อุปทาน ภายใต้แนวคิด “Built For Thai, Built On Trust” โดยให้ความสำคัญกับการใช้ชิ้นส่วนในประเทศครอบคลุมทุกระบบขับเคลื่อน และเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยเข้ามามีบทบาทในระบบการผลิตของ GWM ในทุกขุมพลังมากยิ่งขึ้น เพื่อรองรับการเติบโตของเทคโนโลยียานยนต์ในอนาคต และร่วมเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยอย่างยั่งยืน

GWM 2

ยกระดับฐานการผลิตและห่วงโซ่อุปทานในประเทศ ภายใต้แนวคิด “Built For Thai, Built On Trust”  

GWM ในฐานะบริษัทที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะระดับโลก (Global Intelligent Technology Company) ตระหนักดีว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งในศูนย์กลางอุตสาหกรรมยานยนต์ที่สำคัญของภูมิภาค และมีความพร้อมสูงในการรองรับการผลิตยานยนต์หลากหลายระบบขับเคลื่อน (Multi-Powertrain) ด้วยระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่แข็งแกร่ง นโยบายการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนศักยภาพของผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ในประเทศที่มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ยาวนาน

จากการเล็งเห็นถึงศักยภาพดังกล่าว GWM ได้เข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2563 ด้วยเม็ดเงินลงทุนสะสมกว่า 20,000 ล้านบาท พร้อมเดินหน้าลงทุนอย่างต่อเนื่องผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน ควบคู่ไปกับการพัฒนาทักษะและยกระดับศักยภาพของบุคลากรเพื่อวางรากฐานระบบนิเวศยานยนต์ที่ยั่งยืน ตลอดจนการแนะนำนวัตกรรมยานยนต์ที่ทันสมัย ครอบคลุมทั้งรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (BEV) ไฮบริด (HEV) ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) รวมถึงเครื่องยนต์ดีเซล โดยมี GWM Smart Factory จังหวัดระยอง เป็นฐานการผลิตแบบครบวงจร รองรับการผลิตรถยนต์หลากหลายระบบขับเคลื่อนในสายการผลิตเดียวกันและเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์พวงมาลัยขวาในภูมิภาคอาเซียนของ GWM ที่ผสานศักยภาพการผลิตระดับสากลเข้ากับความเข้าใจในตลาดไทย เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภค สร้างความเชื่อมั่นและเติบโตเคียงข้างสังคมไทยอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับแนวคิด “Built For Thai, Built On Trust”

เชื่อมโยงผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย ยกระดับมาตรฐานการผลิต รองรับเทคโนโลยียานยนต์อนาคต

ปัจจุบันโรงงาน GWM Smart Factory มีกำลังการผลิตสูงสุด 80,000 คันต่อปี และดำเนินงานโดยบุคลากรและพนักงานชาวไทยกว่า 1,100 คน โดยหนึ่งในแนวทางหลักของโรงงาน GWM ในประเทศไทย คือการให้ความสำคัญและสนับสนุนการใช้ชิ้นส่วนและทรัพยากรภายในประเทศไทย หรือ Local Content ที่มีมาตรฐานระดับสากล ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนและทรัพยากรในประเทศ เพื่อสนับสนุนการผลิตรถยนต์ในทุกขุมพลังมากกว่า 45-52% แล้วแต่รุ่นที่ผลิต โดยที่ผ่านมา GWM ได้ร่วมสร้างการเติบโตและยกระดับให้กับระบบนิเวศยานยนต์ไทยอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับผู้ผลิตชิ้นส่วนชั้นนำในประเทศไทยและระดับสากลมากกว่า 60 ราย พร้อมกำหนดมาตรฐานทางเทคนิคและคุณภาพ ผ่านการว่าจ้างผลิตรวมถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยี และสนับสนุนการร่วมทุนระหว่างผู้ประกอบการไทยและผู้ผลิตชิ้นส่วนระดับสากลอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการไทยให้สามารถปรับตัว เติบโต และก้าวทันเทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่ได้อย่างยั่งยืน

ร่วมมือ BOI ประกาศจัดงาน GWM Sourcing Day เพิ่มสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนในไทย

ทั้งนี้เพื่อร่วมสนับสนุนและสานต่อความยั่งยืนของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในฐานะฐานการผลิตรถยนต์ที่ครอบคลุมทุกขุมพลัง พร้อมสอดรับกับแนวทางการนำเสนอผลิตภัณฑ์ของ GWM ภายใต้กลยุทธ์ Multi-Powertrain บริษัทฯ จึงพร้อมเดินหน้าสำรวจโอกาสในการขยายการจัดซื้อชิ้นส่วนจากผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับฐานการผลิตและห่วงโซ่อุปทานในประเทศมากยิ่งขึ้น  ยิ่งไปกว่านั้น การพัฒนาผลิตภัณฑ์ของ GWM ที่ก้าวสู่การใช้ Global Platform มากขึ้น ยังเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยที่สามารถตอบโจทย์มาตรฐานของ GWM สามารถต่อยอดจากการเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ สู่การเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานในตลาดโลก และขยายศักยภาพทางธุรกิจในระดับที่กว้างขึ้น โดยความมุ่งมั่นดังกล่าวสะท้อนผ่านความร่วมมือกับ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในการจัดงาน “GWM Sourcing Day 2026” ในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2569 ณ โรงแรมอมารี บางแสน ชลบุรี เพื่อสร้างความเชื่อมโยงระหว่าง GWM กับผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศไทยครอบคลุมทุกระบบขับเคลื่อน เปิดโอกาสในการแลกเปลี่ยนข้อมูลและสำรวจความเป็นไปได้ด้านการพัฒนาความร่วมมือทางธุรกิจ รวมถึงการพัฒนาศักยภาพของซัพพลายเออร์และการเพิ่มการจัดหาชิ้นส่วนภายในประเทศในอนาคต โดยชิ้นส่วนหลักที่ GWM มุ่งเน้นจัดหาและร่วมพัฒนากับผู้ผลิตในประเทศ ครอบคลุม 10 กลุ่มชิ้นส่วนสำคัญ ได้แก่

  • ชิ้นส่วนตัวถังและงานเคลือบ (Body & Coating)
  • แชสซี (Chassis)
  • ระบบไฟฟ้า (Electricals)
  • ชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้า (EV Components)
  • ชิ้นส่วนภายนอก (Exterior)
  • ชิ้นส่วนภายในและระบบ NVH (Interior & NVH)
  • แบตเตอรี่กำลังสูง (Power Battery)
  • ระบบส่งกำลัง (Powertrain)
  • ระบบจัดการความร้อนและระบบปรับอากาศ (Thermal & HVAC)
  • เครื่องมือและบริการที่เกี่ยวข้อง (Tooling & Services)

เวย์น โจว กรรมการผู้จัดการ GWM (ประเทศไทย) กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลาที่ GWM ดำเนินธุรกิจในประเทศไทย เรามองประเทศไทยเป็นมากกว่าตลาดที่มีศักยภาพ แต่เป็นฐานการผลิตที่มีความสำคัญต่อการเติบโตในระยะยาวของ GWM ด้วยความเชื่อมั่นในความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ทั้งระบบนิเวศการผลิต บุคลากรที่มีทักษะ และผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศที่มีองค์ความรู้และประสบการณ์ GWM จึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาและยกระดับศักยภาพการผลิตในประเทศ การสร้างโอกาสให้บุคลากรไทย และการใช้ชิ้นส่วนจากผู้ประกอบการไทยในสายการผลิต รวมทั้งขอขอบคุณสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ที่ให้การสนับสนุนการลงทุนและการดำเนินธุรกิจของ GWM ในประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง และพร้อมเดินหน้าสร้างความร่วมมือเพื่อให้ GWM และห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ไทยเติบโตไปด้วยกันอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน”

GWM ยังคงมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจและเติบโตเคียงข้างประเทศไทยในระยะยาว พร้อมเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับฐานการผลิตและห่วงโซ่อุปทาน ส่งเสริมศักยภาพของพันธมิตรในประเทศให้เติบโตและก้าวทันเทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่ และสร้างคุณค่าร่วมกันให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์และเศรษฐกิจไทย

 

 

วิริยะประกันภัย เปิด “Viriyah Privileges Express” เส้นทางสิทธิพิเศษ เติมความสุขที่มากกว่าให้คุณ

0

วิริยะประกันภัย เดินหน้ายกระดับความพึงพอใจให้แก่ลูกค้า เปิดตัวแคมเปญใหม่ “Viriyah Privileges Express” ภายใต้แนวคิดการนำเสียงสะท้อนและอินไซต์ (Customer Insight) ของผู้บริโภคมาต่อยอดการออกแบบสิทธิพิเศษที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ในทุกๆ วัน (Everyday Moment) พร้อมเปรียบเปรยการส่งมอบความสุขเสมือนการเดินทางในเส้นทางพิเศษ ที่พร้อมเคียงข้างและเติมเต็มความสุขให้ลูกค้าคนสำคัญในทุกช่วงเวลาของชีวิต

นางฐวิกาญจน์ เตชทวีทรัพย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา วิริยะประกันภัยให้ความสำคัญกับการรับฟังและทำความเข้าใจความต้องการของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง สำหรับแคมเปญ ‘Viriyah Privileges Express’ ในครั้งนี้ เราตั้งใจยกระดับและคัดสรรสิทธิพิเศษให้มีคุณค่ามากยิ่งขึ้น ทั้งในด้านมูลค่า ความหลากหลาย และความสะดวกในการเข้าถึง โดยลูกค้าสามารถรับสิทธิ์ได้โดยไม่ต้องซื้อสินค้าหรือมียอดใช้จ่ายขั้นต่ำ ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรชั้นนำครอบคลุมทั้งเรื่องการเดินทางและไลฟ์สไตล์ ที่จะช่วยเติมเต็มประสบการณ์ที่ดี และสร้างความสุขให้แก่ลูกค้าได้ในทุกๆวัน”

สำหรับแคมเปญนี้ เปิดโอกาสให้ลูกค้าผู้ถือกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ ประกันสุขภาพและประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด) สามารถร่วมสัมผัสประสบการณ์ผ่าน เส้นทางความสุข ได้แก่:

  • เส้นทางความสุขที่ 1: เติมเต็มทุกการเดินทาง — ส่วนลดเติมน้ำมัน 20 บาท (ไม่มีขั้นต่ำ) ที่สถานีบริการน้ำมันบางจาก กว่า 2,000 สาขาทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 18 กันยายน 2569 – 31 ธันวาคม 2569 (จำกัด 1,000 สิทธิ์ตลอดแคมเปญ) เพื่อสนับสนุนทุกการเดินทางของคุณให้ราบรื่น
  • เส้นทางความสุขที่ 2: เติมความอร่อยระหว่างวัน — รับฟรี Jumbo Fries (มูลค่า 69 บาท) ที่ร้าน Potato Corner ทุกสาขา (ยกเว้นสาขาสนามบิน) กว่า 160 สาขา ตั้งแต่วันที่ 9 ตุลาคม 2569 – 31 ธันวาคม 2569 (จำกัด 200 สิทธิ์ตลอดแคมเปญ) เมนูของว่างยอดนิยม ช่วยเติมเต็มความสดใสตลอดวัน
  • เส้นทางความสุขที่ 3: เติมความหวานให้ชีวิต — รับฟรี โดนัท 2 ชิ้น (มูลค่า 58 บาท)  ที่ร้าน Mister Donut สาขาที่ร่วมรายการกว่า 430 สาขา ตั้งแต่วันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 – 30 พฤศจิกายน 2569 (จำกัด 300 สิทธิ์ตลอดแคมเปญ) ความอร่อยที่เข้าถึงง่าย ใกล้บ้านคุณ

ลูกค้าวิริยะประกันภัยสามารถร่วมรับสิทธิ์ได้ง่ายๆ เพียงลงทะเบียนเป็นสมาชิกผ่านช่องทาง LINE Official วิริยะประกันภัย @Viriyah และเลือกเมนู Viriyah Privileges เพื่อรับความพิเศษที่วิริยะประกันภัยคัดสรรมาเพื่อคุณโดยเฉพาะ

วิริยะประกันภัยไม่เคยหยุดนิ่งที่จะพัฒนาการบริการเหนือระดับ เพราะเราเชื่อว่าความคุ้มครองที่ดีไม่ได้จบแค่การดูแลยามเกิดภัย แต่คือการดูแลเคียงข้างคุณในทุกย่างก้าวของชีวิต แคมเปญ “Viriyah Privileges Express” จึงเป็นอีกหนึ่งคำมั่นสัญญาว่าเราพร้อมส่งมอบความสุขและรอยยิ้มที่พิเศษยิ่งกว่า เพื่อตอกย้ำความตั้งใจจริงในการดูแลลูกค้าเปรียบเสมือนคนในครอบครัว ติดตามกิจกรรมและสิทธิพิเศษดีๆ เพิ่มเติมได้ที่ LINE Official @Viriyah หรือเว็บไซต์ https://privileges.viriyah.co.th/

ลามิน่าวิ่งเติมบุญ สมทบทุนมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย

0

ฟิล์มกรองแสง “ลามิน่า” เดินหน้าส่งต่อพลังแห่งการให้ มอบเงินสมทบทุนมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย จากกิจกรรม “วิ่งเติมบุญ” ในโอกาสครบรอบ 31 ปีการดำเนินกิจการในประเทศไทย

ลามิน่าฟิล์มขอขอบคุณนักวิ่งจากทั่วประเทศที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม “วิ่งเติมบุญ” กิจกรรมที่เปิดโอกาสให้การออกกำลังกายได้ส่งต่อเป็นพลังแห่งการช่วยเหลือสังคม เพียงคอมเมนต์ใต้โพสต์ลามิน่าฟิล์มแฟนเพจแสดงสถิติระยะทาง 1 กิโลเมตร หรือจำนวนก้าว 1,200 ก้าว เท่ากับเงินบริจาค 31 บาท โดยนักวิ่งร่วมกันสะสมระยะทางได้รวม 6,250 กิโลเมตร พร้อมรวบรวมเงินบริจาคเป็นจำนวน 200,000 บาท (สองแสนบาทถ้วน) เพื่อสมทบทุน มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย

ในโอกาสนี้ นางสาวจันทร์นภา สายสมร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ นางจันดา สายสมร ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท เทคโนเซล (เฟรย์) จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายฟิล์มกรองแสงรถยนต์และอาคาร “ลามิน่า” ได้มอบเงินสมทบทุนดังกล่าว โดยมี ดร.สายสม วงศาสุลักษณ์ กรรมการและรองเลขาธิการจัดหารายได้ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย เป็นผู้รับมอบ ณ อาคารที่ทำการมูลนิธิฯ

เงินสมทบทุนจากโครงการลามิน่า วิ่งเติมบุญ จะนำไปสนับสนุนภารกิจของมูลนิธิฯ ในการพัฒนาและขับเคลื่อนการบรรเทาทุกข์และการจัดการภัยพิบัติ โดยมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางการเป็นเลิศด้านการบรรเทาทุกข์และจัดการภัยพิบัติอันเกิดจากอุทกภัย (Center of Excellence in Flood Relief and Management) ครอบคลุมทั้งด้าน

การป้องกัน การบรรเทาทุกข์ และการฟื้นฟูผู้ประสบภัยอย่างเป็นระบบ   ตามแนวพระนโยบายของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

กิจกรรม “วิ่งเติมบุญ” จึงไม่เพียงเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมการออกกำลังกาย แต่ยังสะท้อนพลังของการมีส่วนร่วมจากประชาชนทั่วประเทศในการร่วมสร้างประโยชน์แก่สังคม ลามิน่าขอขอบคุณนักวิ่งทุกคนที่ร่วมกันเปลี่ยนทุกก้าวของการวิ่งให้กลายเป็นโอกาสในการช่วยเหลือผู้ประสบภัย และร่วมส่งต่อกำลังใจให้แก่ผู้ที่กำลังเผชิญช่วงเวลาที่ยากลำบาก ทุกก้าวที่วิ่ง เติมพลังแห่งการให้ เพื่อสังคมที่เข้มแข็งและยั่งยืน

บริษัท เทคโนเซล (เฟรย์) จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายฟิล์มกรองแสงรถยนต์และอาคารลามิน่า สนับสนุนโครงการเพื่อสังคมและองค์กรสาธารณกุศลต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ประกอบด้วย มูลนิธิชัยพัฒนา ตั้งแต่ พ.ศ.2548 ทุนมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลในพระบรมราชูปถัมภ์ ตั้งแต่ พ.ศ.2553 สนับสนุนทุนวิจัยขั้นสูงด้านเภสัชวิทยา ศิริราชมูลนิธิ มูลนิธิโรคไต และอื่นๆ อีกมาก ซึ่งทุกโครงการล้วนเกิดจากพลังความมุ่งมั่น ทุ่มเท เพื่อส่งมอบความสุขคืนสู่สังคมไทยอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนตลอดไป

จากสมรรถนะสู่ประสบการณ์ เมื่อ LEPAS ใช้ Soft Power แห่งความสง่างามสร้างจุดต่างในตลาดรถยนต์

0
Lepas 1

ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ที่กำลังเร่งตัวขึ้นทั่วโลก จุดแข็งของผลิตภัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็นระยะทางขับขี่ สมรรถนะ หรือเทคโนโลยีห้องโดยสารอัจฉริยะ ล้วนพัฒนาเข้าใกล้กันมากขึ้นอย่างรวดเร็ว

Lepas 2

ในอดีต การเพิ่มฟีเจอร์และยกระดับสเปกถือเป็นแนวทางหลักที่ผู้ผลิตรถยนต์ใช้สร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน แต่เมื่อความสามารถด้านฮาร์ดแวร์ของแต่ละแบรนด์เริ่มไม่แตกต่างกันมากนัก ผู้บริโภคจึงไม่ได้พิจารณาเพียงตัวเลขหรือคุณสมบัติทางเทคนิคอีกต่อไป หากยังมองว่ารถยนต์คันนั้นสะท้อนรสนิยม สุนทรียภาพ และวิถีชีวิตของตนได้มากน้อยเพียงใด

การแข่งขันในอุตสาหกรรมยานยนต์จึงกำลังก้าวเข้าสู่บทใหม่ ซึ่ง Hard Power หรือศักยภาพด้านเทคโนโลยีและสมรรถนะ กลายเป็นมาตรฐานพื้นฐาน ขณะที่ Soft Power ของแบรนด์เริ่มมีบทบาทสำคัญในการสร้างความแตกต่างและความผูกพันกับผู้บริโภคในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม ความต้องการด้านการเดินทางของผู้บริโภคในแต่ละภูมิภาคยังมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ตลาดยุโรปซึ่งเป็นตลาดยานยนต์ที่เติบโตเต็มที่ให้ความสำคัญกับความประณีตของช่วงล่างและสัมผัสในการควบคุมพวงมาลัย ขณะที่เมืองใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีทั้งถนนแคบ การจราจรหนาแน่น และพื้นที่จอดรถจำกัด ต้องการรถยนต์ที่คล่องตัวและเหมาะกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน ส่วนตลาดในละตินอเมริกาและแอฟริกาก็มีสภาพถนนและโครงสร้างพื้นฐานที่หลากหลาย

รถยนต์ที่ต้องการประสบความสำเร็จในตลาดโลกจึงต้องรักษาสมดุลระหว่างมาตรฐานด้านประสิทธิภาพและคุณภาพจากสถาปัตยกรรมแพลตฟอร์มร่วม กับความยืดหยุ่นในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะของแต่ละตลาด

แนวทางดังกล่าวเป็นสิ่งที่ผู้ผลิตรถยนต์ระดับโลกนำมาใช้มาอย่างต่อเนื่อง ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่จากญี่ปุ่นบางรายใช้สถาปัตยกรรมแพลตฟอร์มร่วมเพื่อรักษามาตรฐานด้านความปลอดภัยของตัวถังและระบบช่วงล่าง พร้อมปรับรูปแบบผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละภูมิภาค ตั้งแต่รถ SUV ขนาดใหญ่ที่ได้รับความนิยมในอเมริกาเหนือ ไปจนถึงรถอเนกประสงค์สำหรับครอบครัวในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่นเดียวกับผู้ผลิตรถยนต์พรีเมียมจากยุโรปที่นำแพลตฟอร์มโมดูลาร์มาใช้ โดยยังคงสถาปัตยกรรมทางกลไกหลักไว้ ขณะเดียวกันก็ปรับช่วงล่าง ระบบพวงมาลัย และเทคโนโลยีภายในห้องโดยสารให้เหมาะกับตลาดยุโรป จีน และอเมริกาเหนือ การผสานรากฐานทางเทคนิคร่วมเข้ากับความเข้าใจตลาดท้องถิ่นจึงกลายเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ระดับโลก

แต่การตอบโจทย์ด้านวิศวกรรมเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป เมื่อเทคโนโลยีและห่วงโซ่อุปทานมีความพร้อมมากขึ้น ความสามารถทางเทคนิคจึงเข้าถึงได้ง่ายขึ้นทั่วทั้งอุตสาหกรรม ความท้าทายของแต่ละแบรนด์คือการเปลี่ยนเทคโนโลยีเหล่านั้นให้กลายเป็นคุณค่าที่ผู้บริโภคสัมผัสได้จริง ไม่ว่าจะเป็นเสน่ห์ด้านการออกแบบ ความสะดวกสบาย คุณค่าทางอารมณ์ หรือความรู้สึกถึงอัตลักษณ์เฉพาะตัว ความสามารถในการทำให้ผลิตภัณฑ์เป็นที่มองเห็น จดจำ และได้รับเลือก จึงสะท้อนถึง Soft Power ของแบรนด์ และเมื่อความแตกต่างด้านฮาร์ดแวร์ลดน้อยลง Soft Power ย่อมมีบทบาทมากขึ้นในการกำหนดความสามารถทางการแข่งขันในระยะยาว

ภายใต้บริบทนี้ LEPAS แบรนด์ยานยนต์พลังงานใหม่ระดับพรีเมียมของ Chery Auto เลือกสร้าง Soft Power ของแบรนด์ผ่านแนวคิดเรื่อง “ความสง่างาม” ซึ่งถ่ายทอดออกมาในสามมิติหลัก ได้แก่ Leopard Aesthetics, Elegant Technology และ Exquisite Space

  • Leopard Aesthetics หรือสุนทรียศาสตร์แห่งเสือดาว นำบุคลิกที่สง่างาม ปราดเปรียว และเปี่ยมพลังของเสือดาวมาถ่ายทอดผ่านเส้นสายตัวรถที่โค้งมนและลื่นไหล ผสานความคล่องตัวเข้ากับความแข็งแกร่ง จนกลายเป็นภาษาการออกแบบที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
  • Elegant Technology หรือเทคโนโลยีแห่งความสง่างาม พัฒนาขึ้นบนแพลตฟอร์มอัจฉริยะ LEX โดยนำขีดความสามารถด้านห้องโดยสารอัจฉริยะ ระบบช่วยขับขี่ และเทคโนโลยีความปลอดภัย มาถ่ายทอดเป็นประสบการณ์การใช้งานที่สะดวกสบาย เป็นธรรมชาติ และให้ความรู้สึกสงบนิ่งตลอดการเดินทาง
  • ส่วน Exquisite Space หรือพื้นที่ภายในอันประณีต ให้ความสำคัญกับการออกแบบพื้นที่ใช้สอยอย่างพิถีพิถัน การเลือกใช้วัสดุที่ให้สัมผัสสบาย การควบคุมเสียงรบกวนภายในห้องโดยสาร ตลอดจนฟังก์ชันที่สอดคล้องกับการใช้ชีวิตประจำวัน เพื่อขยายความหมายของ “ความสง่างาม” จากสิ่งที่มองเห็น ไปสู่ประสบการณ์ที่ผู้ขับขี่และผู้โดยสารสัมผัสได้จริง

แนวคิดทั้งสามมิตินี้ได้รับการสนับสนุนด้วยศักยภาพด้านการดำเนินงานระดับโลกและการปรับผลิตภัณฑ์ให้เข้ากับแต่ละตลาดของ LEPAS ภายใต้มาตรฐานด้านเทคโนโลยีและคุณภาพที่สอดคล้องกัน แบรนด์ให้ความสำคัญกับการพัฒนารถยนต์ให้เหมาะกับข้อกำหนดทางกฎหมาย สภาพถนน พฤติกรรมการขับขี่ และวิถีชีวิตที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศ

แนวทางดังกล่าวทำให้คุณค่าของแพลตฟอร์มร่วมไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องสเปก แต่เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคในแต่ละตลาดสามารถตีความ “ความสง่างาม” ผ่านบริบทและรูปแบบการใช้ชีวิตของตนเอง แทนการกำหนดประสบการณ์แบบเดียวกันสำหรับทุกประเทศ

ปัจจุบัน LEPAS อยู่ระหว่างการขยายธุรกิจสู่ตลาดโลกอย่างต่อเนื่อง โดยได้เปิดตัวรถยนต์พลังงานใหม่หลายรุ่นในตลาดรถพวงมาลัยขวา รวมถึงประเทศไทยและอินโดนีเซีย ตลอดจนเริ่มเปิดพรีเซลในหลายประเทศของยุโรป

ท้ายที่สุด ตลาดและประสบการณ์จริงของผู้ใช้งานจะเป็นบทพิสูจน์ว่าแนวคิด “ความสง่างาม” ของ LEPAS สามารถสร้างความแตกต่างและความผูกพันกับผู้บริโภคได้มากเพียงใด อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาที่ผลิตภัณฑ์ยานยนต์มีความคล้ายคลึงกันมากขึ้น การกำหนดอัตลักษณ์ของแบรนด์ผ่านประสบการณ์ที่ชัดเจนเช่นนี้ นับเป็นอีกหนึ่งทิศทางที่น่าจับตามองของการแข่งขันในอุตสาหกรรมยานยนต์ยุคใหม่

เว็บไซต์อย่างเป็นทางการของ LEPAS: https://lepasinternational.com/

 

“ซีพี โฟตอน” ผนึก ไปรษณีย์ไทย และ OR นำร่องศึกษาความคุ้มค่าระบบขนส่งอัจฉริยะ ดัน Green Logistics สู่ Net Zero

0
ซีพี โปรตอน 1

บริษัท ซีพี โฟตอน เซลส์ จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถยนต์เพื่อการพาณิชย์คุณภาพสูงแบรนด์ “ซีพี โฟตอน” (CP FOTON) ในประเทศไทย ร่วมกับ 2 ยักษ์ใหญ่ระดับประเทศ ได้แก่บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด และ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR เดินหน้าขับเคลื่อนระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า (EV Ecosystem) ครั้งสำคัญ ยกระดับอุตสาหกรรม      โลจิสติกส์ไทยสู่ยุค “Green Logistics” ด้วยการลงนามความร่วมมือในการทดสอบการใช้งานรถบรรทุกไฟฟ้าในธุรกิจขนส่งไปรษณีย์ไทย ณ ห้องประชุมภาณุพันธุวงศ์ อาคารภาณุรังษีไปรษณียาคาร บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด   

ซีพี โปรตอน 2

ความร่วมมือของ ซีพี โฟตอน ไปรษณีย์ไทย และ OR ในครั้งนี้ มุ่งปฏิวัติระบบขนส่งไทยจากยุค “ทดลองใช้” เข้าสู่ “ประเมินความคุ้มค่าเพื่อใช้งานจริง” โดยรวมจุดแข็งของ 3 พันธมิตร ตั้งแต่การจัดหายานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ โดย ซีพี โฟตอน การนำร่องขนส่งจริง โดย ไปรษณีย์ไทย และการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน สถานีชาร์จ EV Station PluZ โดย OR เพื่อทดสอบและวางมาตรฐานใหม่ใน 4 ด้านหลัก

  • ต้นทุนที่จับต้องได้จริง : เปรียบเทียบต้นทุนตลอดอายุการใช้งาน ค่าพลังงานต่อกิโลเมตร
    ค่าบำรุงรักษา และระยะเวลาคืนทุน เทียบกับรถยนต์สันดาปเดิม
  • สมรรถนะระดับมืออาชีพ : ทดสอบรถขนส่งไฟฟ้า CP FOTON ในสภาวะใช้งานจริง ทั้งการบรรทุกหนัก ระยะทางต่อการชาร์จ และความคล่องตัวในเส้นทางเมือง
  • การบริหารเวลาไร้รอยต่อ : วางแผนจุดชาร์จ EV Station PluZ ให้สอดรับกับเส้นทางเดินรถไปรษณีย์ไทย เพื่อลดเวลารอชาร์จ และเพิ่มประสิทธิภาพส่งมอบ
  • ขนส่งสีเขียวเพื่อความยั่งยืน : วัดผลการลด Carbon Footprint อย่างเป็นรูปธรรม ตอบโจทย์เป้าหมาย ESG ของทั้งสามองค์กร

ซีพี โปรตอน 3นายพิษณุ วานิชผล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานกลยุทธ์และบริหารทรัพยากร บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เปิดเผยว่า “ความร่วมมือของทั้งสามหน่วยงานในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาธุรกิจขนส่งโลจิสติกส์ พร้อมทั้งวางแผนรองรับสถานีชาร์จไฟฟ้า ซึ่งสอดคล้องกับแผนการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนตามนโยบายของไปรษณีย์ไทย เพื่อบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) และเป้าหมายการเป็นองค์กรที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) รวมถึงศึกษาความเป็นไปได้สำหรับโอกาสการดำเนินธุรกิจร่วมกันในอนาคต”

ซีพี โปรตอน 5

ด้าน นายพิมาน พูลศรี รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ความร่วมมือครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญให้ OR ได้ศึกษาเส้นทางที่มีศักยภาพในการขยาย EV Station PluZ รองรับการเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้าภาคขนส่งในธุรกิจไปรษณีย์อย่างมีประสิทธิภาพ โดย OR พร้อมนำศักยภาพเครือข่ายสถานีชาร์จมากกว่า 1,360 แห่งทั่วประเทศมาอำนวยความสะดวกในการทดสอบรถบรรทุกไฟฟ้า เพื่อยกระดับระบบขนส่งพลังงานสะอาด และขับเคลื่อนเป้าหมาย Net Zero Emissions ภายในปี 2050″

ซีพี โปรตอน 8

“ซีพี โฟตอน มุ่งมั่นที่จะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนภาคโลจิสติกส์ไทยสู่ยุคพลังงานสะอาดอย่างแท้จริง และยังเป็นโอกาสสำคัญในการนำ Data จากการใช้งานจริงมาพัฒนารถขนส่งไฟฟ้าที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ประกอบการไทยได้อย่างแม่นยำ เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ที่คุ้มค่า ยั่งยืน และจับต้องได้จริงในระยะยาว” มร. เฉิน เต๋อเม่า กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี โฟตอน เซลส์ จำกัด กล่าวทิ้งท้าย

โครงการนี้นับเป็นก้าวสำคัญที่จะสร้างความมั่นใจให้ผู้ประกอบการทุกระดับ นำไปสู่การปรับใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในวงกว้าง ช่วยลดต้นทุนขนส่งของประเทศ ลดการพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิง และจุดประกายการพัฒนารถไฟฟ้าที่ตอบโจทย์การใช้งานในไทยโดยเฉพาะ สะท้อนว่า Green Logistics ของประเทศไทยกำลังก้าวจากการทดลอง สู่การใช้งานจริงในสเกลใหญ่เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างแท้จริง

 

 

ผู้จำหน่ายยอดเยี่ยม “มาสด้า” รวมใจเป็นหนึ่งเดียวเดินหน้าสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างมอบรางวัลเชิดชูเกียรติในงาน Mazda Dealer of Excellence Awards

0
มาสด้า 1

มาสด้าจัดงาน Mazda Dealer of Excellence Awards 2025 เชิดชูเกียรติผู้จำหน่ายที่มีผลการดำเนินยอดเยี่ยม 15 แห่ง จากทั่วประเทศในปีงบประมาณ 2025 ที่ผ่านมา พร้อมมอบรางวัล Mazda Guild Sales and Service Awards 2025 แก่ทีมงานฝ่ายขายและฝ่ายบริการหลังการขายที่ปฏิบัติงานด้วยความเป็นเลิศ เพื่อสร้างขวัญกำลังใจและแทนคำขอบคุณแก่บุคลากรผู้เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจ และส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้ามาสด้าทั่วประเทศไทย ตอกย้ำพลัง One Mazda One Team พร้อมขับเคลื่อนธุรกิจด้วยหัวใจ “Joy Drives Lives ความสุขขับเคลื่อนชีวิต” โดยงานดังกล่าวจัดขึ้น ณ โรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพ เมื่อเร็ว ๆ นี้

มาสด้า 2

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ตลาดรถยนต์ในช่วงที่ผ่านมาเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งการแข่งขันที่สูงขึ้น การเปลี่ยนแปลงของตลาดที่รวดเร็ว และปัจจัยความไม่แน่นอนต่าง ๆ มากมาย อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือมาสด้าและผู้จำหน่ายสามารถผ่านความท้าทายเหล่านี้มาด้วยกัน ด้วยการปรับตัว ฟื้นกลับมา และสร้างผลกำไรได้อย่างชัดเจนอีกครั้ง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าทิศทางที่มาสด้าและผู้จำหน่ายร่วมกันเดินมานั้นมาถูกทางแล้ว โดยมาสด้าได้ให้ความสำคัญกับการสร้างแบรนด์ พร้อมสร้างสรรค์ประสบการณ์ลูกค้าที่แตกต่างและมีความหมาย ด้วย Omotenashi ซึ่งเป็นหัวใจของการส่งมอบประสบการณ์ลูกค้าของมาสด้า หรือที่มาสด้าให้นิยามว่า “Your happiness is my happiness.”

มาสด้า 3

นายธีร์ กล่าวเพิ่มเติมถึงแนวทางที่ชัดเจนของแนวทางแบรนด์มาสด้าว่า “สิ่งสำคัญที่มาสด้าจะต้องรักษาไว้เสมอ คือคุณค่าของความเป็นมาสด้า ไม่ว่าจะสถานการณ์จะเปลี่ยนแปลงไปแค่ไหนก็ตาม เพราะองค์ประกอบเหล่านี้คือสิ่งสำคัญที่ทำให้มาสด้าเติบโตและดำรงอยู่มาอย่างมั่นคงมาจนถึงทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็น การส่งมอบความสุขในการขับขี่ ‘Joy of Driving’, การออกแบบที่มีเอกลักษณ์ตามแนวคิด KODO Design, ความเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างคนกับรถ ‘Jinba-Ittai’, การให้ความสำคัญกับมนุษย์เป็นศูนย์กลาง ‘Human-centric’ และความพิถีพิถันและความเชี่ยวชาญ ‘Takumi Craftsmanship’ เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เพียงฟีเจอร์ของรถยนต์ แต่เป็นคุณค่าและความรู้สึกที่มาสด้าต้องการส่งมอบให้กับลูกค้า ตั้งแต่วันที่ลูกค้าเห็นรถ ได้สัมผัสและทดลองขับ ไปจนถึงทุกช่วงเวลาของการเป็นเจ้าของรถ เพราะนั่นคือประสบการณ์ที่ลูกค้าจะจดจำแบรนด์มาสด้า”

มาสด้า 4

สำหรับรางวัล Mazda Dealer of Excellence Awards เป็นรางวัลที่จัดขึ้นเพื่อยกย่องผู้จำหน่ายมาสด้า ที่สามารถสร้างผลงานโดดเด่นและรักษามาตรฐานการดำเนินงานในด้านต่าง ๆ ได้อย่างยอดเยี่ยมตลอดปีที่ผ่านมา โดยรางวัลแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ Diamond, Platinum และ Gold ที่มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย มอบให้ เพื่อสะท้อนถึงความเป็นเลิศ ความเป็นผู้นำ ทีมเวิร์ค ความทุ่มเท และที่สำคัญที่สุด คือการดูแลลูกค้าในทุก ๆ วัน ซึ่งมาสด้าขอแสดงความยินดีกับผู้ได้รับรางวัลทุกท่าน และขอขอบคุณผู้จำหน่ายและทีมงานทุกคนที่ร่วมเดินทางมากับมาสด้า เพราะความสำเร็จที่เกิดขึ้นในวันนี้ไม่ได้เป็นของคนใดคนหนึ่ง แต่เกิดจากพลังของ One Mazda One Team ที่ร่วมมือกันอย่างแข็งแกร่ง 

ผู้จำหน่ายยอดเยี่ยมประจำปี 2568

รางวัล รายชื่อผู้จำหน่าย
Diamond กลุ่มบริษัท 14 ออโต้กรุ๊ป จำกัด
กลุ่มบริษัท ชูเกียรติยนต์ หาดใหญ่ จำกัด
บริษัท เจริญศรีนครพนม (2012) จำกัด
Platinum กลุ่มบริษัท พระราม 7 กรุ๊ป จำกัด
บริษัท กฤษฎา ออโต้ จำกัด
กลุ่มบริษัท อนุภาษธุรกิจและการค้าภูเก็ต จำกัด
กลุ่มบริษัท ราชาออโตเซลส์ จำกัด
บริษัท สิทธิชัยออโต้เซลส์ จำกัด
บริษัท ชูเกียรติยนต์ จำกัด
Gold บริษัท บิซ มอเตอร์ส จำกัด
กลุ่มบริษัท แอลบาทรอส ออโต้ จำกัด
กลุ่มบริษัท มาสด้าเชียงใหม่ จำกัด
กลุ่มบริษัท ช.เอราวัณออโตเซลล์ จำกัด
ห้างหุ้นส่วนจำกัด เจริญสินมอเตอร์
บริษัท อารีมิตร มาสด้า จำกัด (กาฬสินธุ์)

มาสด้า 5

มาสด้า 6

มาสด้า 8

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีพิธีมอบรางวัล Mazda Guild Sales and Service Awards 2025 เพื่อเชิดชูทีมงานฝ่ายขายและฝ่ายบริการหลังการขายของผู้จำหน่ายที่มีผลงานยอดเยี่ยมและมีความโดดเด่นในการสร้างประสบการณ์ให้กับลูกค้า ตอกย้ำบทบาทของบุคลากรทุกคนในฐานะผู้ถ่ายทอดคุณค่าของแบรนด์มาสด้าไปสู่ลูกค้าโดยตรง

“จากนี้เราจะยังคงเดินหน้าด้วยความเชื่อมั่นในแบรนด์ เข้าใจลูกค้า และสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างในทุก ๆ วัน เพื่อให้ทุกครั้งที่ลูกค้าได้สัมผัสกับมาสด้า พวกเขาได้รับทั้งคุณค่า ความประทับใจ และที่สำคัญที่สุดคือ ความสุข เพราะสำหรับมาสด้าแล้ว เราเชื่อในปรัชญา Joy Drives Lives ความสุขขับเคลื่อนชีวิต เพราะความสุขของลูกค้าคือความสุขของทีมงาน และเมื่อทุกคนมีเป้าหมายเดียวกัน การส่งมอบ Joy Drives Lives ก็จะเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริงในทุกจุดที่ลูกค้ามีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์ และทำให้แบรนด์มาสด้าเติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนตลอดไป” นายธีร์ กล่าวเสริม

 

“DENZA Z9GT” พลิกโฉมรถยนต์ไฟฟ้าในไทยด้วย ‘BYD 2nd Generation Blade Battery’ ปลดล็อกชาร์จไว ‘BYD FLASH’ ชาร์จไฟ 10–97% ในเวลาเพียง 9 นาที ครั้งแรกในไทย

0
DENZA Z9 GT 1

บริษัท บีวายดี ออโต้ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับ บริษัท เรเว่ ออโตโมทีฟ จำกัด ผู้จัดจำหน่ายและให้บริการหลังการขายรถยนต์พลังงานใหม่ บีวายดี และ เดนซ่า อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ภายใต้กลุ่มธุรกิจเรเว่ ปฏิวัติวงการรถยนต์ไฟฟ้าของไทยให้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ด้วยการเปิดตัว DENZA Z9GT อย่างเป็นทางการ ท้าพิสูจน์ความเป็นที่สุดของรถยนต์ไฟฟ้า Luxury GT ที่ไม่ได้มาพร้อมกับสมรรถนะระดับโลกเท่านั้น แต่ยังมาพร้อมกับนวัตกรรมล่าสุดที่เปิดตัวเป็นครั้งแรกของประเทศไทย กับเทคโนโลยี FLASH และ BYD Blade Battery รุ่นที่ 2 ที่จะเปลี่ยนประสบการณ์ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ให้รวดเร็วในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยใช้เวลาเพียง 9 นาที ในการชาร์จไฟจาก 10 – 97%

‘BYD 2nd Generation Blade Battery’ นวัตกรรมแบตเตอรี่รุ่นล่าสุด ปลดล็อกเทคโนโลยีชาร์จไวทรงพลัง
‘BYD FLASH’ ครั้งแรกในประเทศไทย

ยกระดับความสมบูรณ์แบบไปอีกขั้นด้วยการเป็นรถยนต์รุ่นแรกในประเทศไทยที่มาพร้อม BYD 2nd Generation Blade Battery ขนาดความจุใหญ่พิเศษถึง 122.5 kWh ซึ่งพัฒนาต่อยอดจากแบตเตอรี่ Blade รุ่นปัจจุบันที่ผ่านการพิสูจน์แล้วจากผู้ใช้งานทั่วโลก ทั้งในด้านประสิทธิภาพการจัดเก็บพลังงาน ความทนทาน และมาตรฐานความปลอดภัย สามารถรองรับระยะทางการขับขี่ด้วยไฟฟ้าได้สูงสุดถึง 701 กิโลเมตร* ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง ด้วยโครงสร้างอันล้ำสมัยของ BYD 2nd Generation Blade Battery ทำงานร่วมกับสถาปัตยกรรมไฟฟ้าแรงดันสูง 1,000 โวลต์ (1,000V High-Voltage Architecture) จึงช่วยให้ DENZA Z9GT สามารถรองรับและดึงประสิทธิภาพของเทคโนโลยีการชาร์จไว BYD FLASH มาใช้งานได้อย่างเต็มศักยภาพ ข้ามขีดจำกัดการชาร์จไฟแบบเดิมด้วยความเร็วระดับปฏิวัติวงการ มอบประสบการณ์การชาร์จพลังงานที่รวดเร็วทันใจและปลดล็อกความสะดวกสบายสูงสุดในการเดินทางระยะไกลอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

ยิ่งไปกว่านั้น DENZA Z9GT ยังรองรับระบบจ่ายกระแสไฟสู่อุปกรณ์ภายนอก (VtoL – Vehicle-to-Load) กำลังสูงสุด 4 kW พร้อมตอบโจทย์ทุกรูปแบบการเดินทางและไลฟ์สไตล์ระดับพรีเมียมยุคใหม่ได้อย่างลงตัว ปัจจุบัน บีวายดี ประเทศไทย และ เรเว่ อยู่ระหว่างการขยายเครือข่ายสถานีชาร์จ BYD FLASH ให้ครอบคลุมพื้นที่ให้บริการทั่วประเทศไทย พร้อมทั้งมีแผนติดตั้ง BYD 2nd Generation Blade Battery ในรถยนต์บีวายดีและ DENZA รุ่นอื่นๆ ในอนาคต ด้วยเป้าหมายที่จะยกระดับประสบการณ์การใช้รถยนต์ไฟฟ้าของผู้บริโภคชาวไทย และส่งเสริมการใช้รถยนต์พลังงานใหม่ตามพันธกิจในการสร้างระบบนิเวศรถยนต์ไฟฟ้าอย่างยั่งยืนและสมบูรณ์แบบในประเทศไทย

  • ปฏิวัติการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ครั้งแรกในไทยด้วยเทคโนโลยี BYD FLASH

การชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าจะไม่ใช่เรื่องที่ต้องเสียเวลารอคอยอีกต่อไป เพราะ BYD 2nd Generation Blade Battery ใน DENZA Z9GT ถูกออกแบบมาให้รองรับนวัตกรรมล่าสุดอย่าง BYD FLASH ที่พร้อมก้าวข้ามทุกข้อจำกัดของการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าแบบเดิม ด้วยความเร็วระดับปฏิวัติวงการที่ใช้เวลาเพียง 5 นาที ในการชาร์จพลังงานจาก 10% ถึง 70% หรือเพียง 9 นาที สำหรับการชาร์จจาก 10% ถึง 97% เมื่อใช้บริการผ่านเครือข่ายสถานีชาร์จ BYD FLASH มอบความสะดวกและรวดเร็วแทบไม่ต่างจากการเติมน้ำมันในชีวิตประจำวัน

  • สมรรถนะระดับซูเปอร์คาร์ กับพละกำลังทะลุ 1,100 แรงม้า จากมอเตอร์ไฟฟ้าทรงพลัง

DENZA Z9GT พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่สไตล์ซูเปอร์คาร์ด้วยขุมพลังไฟฟ้าสมรรถนะสูง ทำงานผ่านมอเตอร์ไฟฟ้า 3 ตัว (ด้านหน้า 1 ตัว และด้านหลัง 2 ตัว แยกอิสระฝั่งซ้าย-ขวา) ร่วมกับระบบขับเคลื่อนสี่ล้อทรงประสิทธิภาพ มอบพละกำลังรวมสูงสุดถึง 850 กิโลวัตต์ (1,156 แรงม้า) และแรงบิดสูงสุด 1,210 นิวตันเมตร สามารถทำอัตราเร่งจาก 0–100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ได้ในเวลาเพียง 2.7 วินาที พร้อมทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 240 กิโลเมตร/ชั่วโมง

  • ครั้งแรกในประเทศไทย! กับสไตล์ตัวถัง Gran Turismo (GT) สะกดทุกสายตา

DENZA Z9GT เปิดตัวในสไตล์ตัวถัง Gran Turismo เป็นครั้งแรกของ DENZA ในประเทศไทย ผสานความปราดเปรียวและสง่างามเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบด้วยสัดส่วนตัวถังระดับคลาสสิก (Classic Body Proportions) พร้อมสะท้อนเอกลักษณ์เฉพาะตัวผ่าน 5 เฉดสีภายนอก ได้แก่ สีเขียว Force Green, สีทอง Champagne Gold, สีขาว Horizon White, สีดำ Quantum Black และสีน้ำเงิน Zenith Blue (สีพิเศษ) เสริมความสปอร์ตพรีเมียมยิ่งขึ้นด้วย ล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้ว และ ประตูแบบกระจกไร้ขอบ (Frameless Doors) พร้อมติดตั้ง สปอยเลอร์หลังไฟฟ้า ที่ช่วยเพิ่มแรงกดตามหลักอากาศพลศาสตร์ (Downforce) เมื่อใช้ความเร็วสูง เพื่อการยึดเกาะถนนที่มั่นคงและสร้างความมั่นใจในทุกการเดินทาง

  • ห้องโดยสารพรีเมียม ยกระดับประสบการณ์ความสะดวกสบายตลอดการเดินทาง

DENZA Z9GT พร้อมนำคุณสัมผัสความหรูหราระดับพรีเมียมตั้งแต่ก้าวแรกด้วย ประตูแบบผ่อนแรงปิด (Soft-Close Doors) ภายในห้องโดยสารประณีตด้วยเบาะนั่งหุ้มหนังแท้ผสานผ้า Microsuede และเพดานบุด้วยผ้ากำมะหยี่ถักพรีเมียมอย่างลงตัว โดยมีให้เลือก 3 โทนสี ได้แก่ สีดำ-แดง, สีดำ-เบจ และสีดำ มอบความสบายสูงสุดในทุกตำแหน่งที่นั่งด้วย เบาะนั่งปรับไฟฟ้าที่มาพร้อมระบบอุ่นเบาะ ระบบระบายอากาศ และฟังก์ชันนวดผ่อนคลาย เติมเต็มความสมบูรณ์แบบด้วย ระบบปรับอากาศแยกอิสระ 4 โซน, ระบบสั่งการด้วยเสียงแบบแยกอิสระ 4 โซน ที่ตอบสนองผู้โดยสารได้อย่างแม่นยำ และ แท่นชาร์จโทรศัพท์มือถือไร้สายกำลังสูง 50W ถึง 3 ตำแหน่ง รองรับทุกไลฟ์สไตล์การใช้งานอย่างแท้จริง

  • ปลุกเร้าทุกโสตประสาท ด้วยที่สุดแห่งเทคโนโลยีแสดงผลและระบบเสียงระดับไฮเอนด์

DENZA Z9GT เติมเต็มสุนทรียภาพตลอดการเดินทางด้วยระบบแสดงผลข้อมูลการขับขี่บนกระจกหน้า AR-HUD ขนาดใหญ่ถึง 50 นิ้ว ทำงานร่วมกับ หน้าจอสัมผัสมัลติมีเดียศูนย์กลางขนาด 17.3 นิ้ว และยกระดับความบันเทิงขึ้นไปอีกขั้นด้วย หน้าจอสัมผัสมัลติมีเดียสำหรับผู้โดยสารด้านหน้าขนาด 13.2 นิ้ว เป็นครั้งแรกของ DENZA ในประเทศไทย

ผสานความเพลิดเพลินยิ่งขึ้นด้วย ระบบเสียงพรีเมียมจาก Devialet พร้อมลำโพง 20 ตำแหน่ง มอบมิติเสียงที่คมชัดทรงพลังราวกับอยู่ในคอนเสิร์ตฮอลล์ พร้อมติดตั้ง Google Built-in เป็นครั้งแรก ช่วยให้การเชื่อมต่อและใช้งานแอปพลิเคชันต่างๆ ในรถยนต์เป็นไปอย่างชาญฉลาด ลื่นไหล และสะดวกสบายใกล้เคียงกับการใช้งานบนสมาร์ตโฟนอย่างแท้จริง

  • ให้ทุกการขับขี่อยู่ภายใต้การควบคุม พร้อมอีกขั้นของความปลอดภัย

DENZA Z9GT ยังมีเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อน e3 เพื่อความแม่นยำสูงสุดในทุกการควบคุมสมรรถนะที่เหนือระดับ โดยผสานการทำงานของทุกระบบเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ ประกอบด้วย มอเตอร์ไฟฟ้า 3 ตัว, ระบบเลี้ยวล้อหลังอัจฉริยะ และระบบควบคุมการเคลื่อนที่ของตัวรถ (VMC – Vehicle Motion Control) เพื่อให้ทุกการขับขี่เป็นไปอย่างแม่นยำ และเต็มไปด้วยเสถียรภาพ ทั้งยังมีโครงสร้างแบตเตอรี่แบบ CTB (Cell-to-Body) ที่เพิ่มความแข็งแกร่งของโครงสร้างตัวถัง และเพิ่มพื้นที่ใช้สอยภายในห้องโดยสาร ให้ทุกความท้าทายในการเข้าจอดเป็นเรื่องง่าย ด้วยเทคโนโลยี e3 Parking พร้อมติดตั้งระบบ APA (Automatic Parking Assist) เป็นครั้งแรกของ เดนซ่า ที่จะอำนวยความสะดวกในทุกการจอด และปลอดภัยยิ่งกว่าด้วยระบบ Smart Door Safety Opening ช่วยป้องกันอุบัติเหตุจากการเปิดประตู

ร่วมเป็นเจ้าของ DENZA Z9 GT Performance AWD ยนตรกรรมไฟฟ้า GT ระดับ Luxury ที่เพียบพร้อมด้วยสมรรถนะ ความหรูหรา และนวัตกรรมแห่งอนาคตได้ในราคาพิเศษช่วงเปิดตัว 2,899,900 บาท (ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 เท่านั้น) โดยทุกท่านสามารถสัมผัสและทดลองขับ DENZA Z9GT ได้แล้ววันนี้ที่โชว์รูมและศูนย์บริการ DENZA ทั่วประเทศ

ร่วมค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรถยนต์ DENZA ได้ที่เว็บไซต์ denza.com, denzathailand.com พร้อมติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิดได้ทาง Official Facebook Page: BYD Thailand, DENZA RÊVER Thailand และ BYD RÊVER Thailand

* เป็นไปตามมาตรการทดสอบตามมาตรฐาน NEDC ระยะทางจริงอาจปรับเปลี่ยนได้ตามปัจจัยต่างๆ เช่น พฤติกรรมการขับขี่ของแต่ละบุคคล น้ำหนักบรรทุก สภาพการจราจร และอื่นๆ

(มีคลิปวีดีโอ) ทดลองขับ”New MG IM 5 หล่อ เท่ คุ้มราคา แต่ขออัพเกรดช่วงล่างเพิ่มอีกนิด

0
NEW MG IM5 1

NEW MG IM5 ซีดานคูเป้ไฟฟ้า ที่มากับฟีเจอรฟังค์ชั่นล้นคัน แถมแบตใหญ่ 100 กิโลวัตต์ ทำระยะทางติอการใช้งานได้ไกล 860 กม.ตามมาตรฐาน NEDC ขับเคลื่อนด้วยพละกำลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าให้พละกำลัง 407แรงม้า .0-100 ใช้เวลาเพียง 5.4 วินาที ตามสถาพการใช้งานจริงจะมีสมรรถนะ และ ฟีเจอร์ฟังค์ชั่นที่ล้นคันขนาดนี้ จะช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกได้คุ้มค่า คุ้มราคาค่าตัว 1.4999 ล้านบาทหรือไม่

NEW MG IM5 รูปลักษณ์โดยรวมคล้ายIM 6 แต่จากเอสยูวีคูเป้ ออกแบบใหม่ให้เป็นซีดานคูเป้ ท้ายลาด  มีค่าสัมประสิทธิแรงเสียดทานต่ำเพียง 0.26 ขนาดตัวรถมีความยาวเกือบ 5 มี. แต่วงเลี้ยวแคบ เพียง 4.99ม.จากระบบเลี้ยว 4 ล้อ ซึ่งในส่วนของล้อด้านหลังจะสามารถเลี้ยวได้ 6 องศา พร้อม Crab Mode

New MG IM5 2

ประตูติดตั้งกระจกไร้ขอบ ล้อขนาด 20 นิ้ว คาลิเปอร์เบรกใหญ่จาก Continental หลังคากระจกใสมีเคลือบสารกันรังสี UV มาให้ในตัว ด้านหน้ามีฟรังค์ 18 ลิตร ช่วยเพิ่มพื้รที่บรรทุกสัมภาระ

New MG IM5 3

เบาะนั่งหนังนุ่มด้วยวัสดุ Soft Touch เบาะนั่งผุ้ขับขี่มี Lumbar Support มีระบบอุ่นในตัวทุกที่นั่ง ออกแบบจอขนาดใหญ่ 26.3 นิ้ว ส่วนจอกลางขนาด 10.5 นิ้ว ระบบปฏิบัติการณ์ OS ทำงานร่วมกับชิฟท์ Snap Dragon 8295 รองรับไฟล์ 4K และการเชื่อมต่อ Apple Carplay และ Endroid Auto แบบไร้สาย ระบบเสียงพรีเมียม รอบทิศทาง 7.1.4 Spatial Audio พร้อมลำโพง 16 ตำแหน่ง

New MG IM5 4

ขมพลังมอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนล้อหลัง กำลัง 407 แรงม้า 500 นิวตันเมตร แบตเตอรี่ Lithium-ion (NMC) 875V จาก CATL ขนาดความจุ 100 kWh อัตราเร่ง 0-100 km/h ใน 4.9 วินาที Top Speed ความเร็วสูงสุด 220 km/h วิ่งระยะทาง 860 km. (NEDC) รองรับ AC 110ชั่วโมง และ ดีซี 376 กิโลวัตต์ ชาร์จ 10-80  ในเวลาไม่ถึง 20 นาที

New MG IM5 5

ช่วงล่าง IM5 แบบอลูมิเนียม น้ำหนักเบา รองรับแรงสั่นสะเทือนได้ดี ด้านหน้าอิสระหลังมัลติลิงค์ ฟีเจอร์เพื่อความปลอดภัย 24 ระบบ จากกล้อง 9 ตัว 3 เรดาร์ Adas และ เซนเซอร์ หน้าหลัง 13 ระบบ ประกอบด้วย

ระบบช่วยในการถอยจอดข้างทางด้วยระบบเลี้ยว 4 ล้อ One Touch Curbside

ระบบถอยจอดเข้าช่องจอดอัตโนมัติ One Touch Park

ระบบนำรถออกจากช่องจอดรถและพื้นที่แคบอัตโนมัติ One Touch Pull Out

ระบบการถอยหลังอัตโนมัติเมื่อขับเจอซอยตัน One Touch Reverse ระยะทางไกลสูงสุดถึง 100 เมตร

ฟังก์ชัน Crab Mode เพื่อปรับมุมทั้ง 4 ล้อ ในมุมเดียวกัน เคลื่อนรถออกจากพื้นที่จำกัด

ระบบอัจฉริยะแสดงผลในที่มืดและฝนตก Intelligent Rainy Night Mode

ระบบบันทึกภาพหน้ารถ Video Recorder

ระบบเบรก ABS / EBD / EBA

ระบบควบคุมเสถียรภาพตัวรถ VDC

ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี และ ควบคุมการลื่นไถล TCS

ระบบช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน HHC

ระบบตรวจสอบความผิดปกติของลมยาง TPMS

ระบบตรวจจับพฤติกรรมการขับขี่ DMS

ระบบ ADAS ช่วยเหลือการขับขี่ Semi-Autonomous Level 2

เซนเซอร์ กล้อง และ เรดาร์รอบคัน 24 ตำแหน่ง

ระบบช่วยเบรกอัตโนมัติ AEB

ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน Adaptive Cruise Control Stop&GO

ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน LCC

ระบบช่วยควบคุมรถเมื่อออกนอกเลน LDP

ระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน LDW

ระบบช่วยจอดรถอัตโนมัติ PDC และ APA

ระบบช่วยควบคุมความเร็วอัจฉริยะ ISA

ระบบแสดงข้อมูลจำกัดความเร็ว SLIF

ระบบช่วยเปลี่ยนเลนอัตโนมัติ DLC

จุดยึดเบาะนั่งเด็กแบบ ISOFIX

ระบบล็อกประตูอัตโนมัติ Speed Sensing Door Lock

ถุงลมนิรภัยคู่หน้า 2 ตำแหน่ง

ถุงลมนิรภัยด้านข้าง 2 ตำแหน่ง

ม่านถุงลมนิรภัย 2 ตำแหน่ง

ถุงลมนิรภัยกลาง

กล้องมองภาพรอบทิศทางแบบ 360 องศา

เซนเซอร์กะระยะช่วยจอด ด้านหน้า และ ด้านหลัง

หลังจากที่ลองใช้งานจริง New MG IM5 ซีดานไฟฟ้าคันนี้เป็นอีก 1 ตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างไร้ข้อกังขา ระยะทางต่อการใช้งาน 1 ชาร์จทะลุ 700 กม. เรียกได้ว่าทำระยะทางได้ไกลเป็นอันดับต้นๆ แถมยังมีอัตราเร่งที่จี๊ดจ๊าดกับโหมดการใช้งานที่ปรับเปลี่ยนและตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว ปรับตัวเพื่อใช้งานฟีเจอร์ฟังค์ชั่นได้ไม่ยาก ที่อยู่ของแต่ละระบบไม่ลึกลับ

New MG IM5 6

ระบบทั้งหมดที่เรียกว่าให้มาล้นคันในราคาค่าตัว 1.4499 ล้านบาท ถือว่าคุ้มค่าและแทบไร้ที่ติ เพียงแต่หากผมเป็นเจ้าของ ของอัพเกรดระบบรองรับเพิ่มเติมด้วยโช๊คอัพที่มีสมรรถนะสูงกว่านี้อีดนิด รับรองว่าเพอร์เฟค

New MG IM5 7

(ข้อมูลทางเทคนิค) New MG IM5

ยาว 4,931 มิลลิเมตร

กว้าง 1,960 มิลลิเมตร

สูง 1,474 มิลลิเมตร

ระยะฐานล้อ Wheelbase 2,950 มิลลิเมตร

ระยะต่ำสุดถึงพื้น Ground Clearance  143 มิลลิเมตร

ระยะความสูงใต้ท้องรถ (มม.) 175

ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงสุด (แรงม้า) 407

แรงบิดสูงสุด (นิวตัน-เมตร) 500

แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน ขนาดความจุ(กิโลวัตต์) 100

ระบบขับเคลื่อน ล้อหลัง

ช่วงล่างหน้า: อิสระ แมคเฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง

หลัง: มัลติลิงค์ พร้อมเหล็กกันโคลง