Home Blog Page 502

ทดลองขับ: “NEW MG 3” ขับสนุก ปรับลุคส์สดใส มากับฟังค์ชั่นทันสมัย ใช้งานสะดวก (ภาพ+คลิปวีดีโอ)

0

[embedyt] https://www.youtube.com/watch?v=iI5w9ARX93s[/embedyt]

แฮทช์แบคกลุ่ม Sub Compact B-Segment ปรับโฉมเพื่อความโฉบเฉี่ยว ภายในใช้วัสดุมีระดับ มากับฟังค์ชั่นอัจฉริยะ I-Smart ปรับแต่งขุมพลังให้สนองต่อการใช้งานได้ดีขึ้นจากเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร 112 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุดถึง 150 นิวตันเมตร ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติแบบทอลค์คอนเวอร์เตอร์ 4 จังหวะพร้อมแมนนวลโหมด ซึ่งทำงานร่วมกับระบบช่วงล่าง Euro Tunning Suspention ขับสนุกสไตล์แน่น หนึบ

17,000 คัน ถือเป็นตัวเลขการันตีจากยอดจำหน่ายที่ค่อนข่างประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูงของ MG 3 ซึ่งวางจำหน่ายในประเทศไทยไปเมื่อปี 2014 การกลับมาในครั้งนี้ New MG 3 ได้รับการปรับแต่งใหม่ในสไตล์ Face Lift มาพร้อมกับนิยาม “WE ARE FUN” หรือมองโลกให้สนุกทุกเส้นทาง โดยได้รับการสร้างสรรค์ภายใต้แนวคิด Brit Dynamic มาดูกันว่าสมรรถนะของรถคันนี้ จะโดดเด่น และสนุกจริงอย่างที่ว่าหรือไม่ Autoworldthailand มีคำตอบผ่านการทดสอบสมรรถนะบนเส้นทาง กรุงเทพฯ-หัวหิน ติดตามรับชมได้เลยครับ


NEW MG 3 ได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบมาจากรถต้นแบบอย่าง เอ็มจี อี-โมชั่น (E-Motion) รวมถึงการนำนวัตกรรม เทคโนโลยีที่ทันสมัย และการเชื่อมต่อทางอินเตอร์เน็ตเข้าไว้ด้วยกัน เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ขับขี่พร้อมตอบโจทย์กับความสนุกและล้ำสมัยพร้อมเป็นผู้นำเทรนด์ รองรับความต้องการของกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ในอนาคตที่ต้องการการขับขี่สนุกและปลอดภัย

การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้รวมไปถึงโครงสร้างตัวถังที่มีมิติตัวรถยาวกว่าเดิมด้วยขนาด 4,055 มม. ในขณะที่รุ่นก่อนหน้ามีความยาวเพียงแค่ 4,018 มม ส่วนความกว้างใกล้เคียงกับรุ่นเดิมในขนาด 1,729 มม. และ สูง 1,516 มม.

New MG 3 ได้รับการออกแบบใหม่ในรูปแบบ Face Lift ติดตั้งโคมไฟหน้าสไตล์โฉบเฉี่ยวเป็นแบบโปรเจคเตอร์เลนส์รูปทรงคล้ายคลึงกับรุ่น ZS ชุดหน้ากระจังแบบใหม่ทำให้ดูสปอร์ตมากยิ่งขึ้น มุมมองด้านท้ายรถดูทันสมัยยิ่งขึ้นด้วยโคมไฟแบLED Light Guide

อีกหนึ่งซิกเนอเจอร์ที่มากับรถของค่ายเอ็มจี นั่นคือ ซันรูฟไฟฟ้า ซึ่ง NEW MG 3 ก็ยังคงความเท่ด้วยออฟชั่นนี้เช่นกัน รวมถึงเติมเต็มมาดสปอร์ตด้วยล้อแมกลายใหม่ขนาด 16 นิ้ว

ห้องโดยสารแต่งใหม่เพิ่มเติมความสปอร์ต วัสดุที่ใช้ดูดีขึ้นกว่ารุ่นเดิม เบาะนั่งเป็นหนังแท้สลับผ้า ผสานเส้นสายกับสีสันลายโมเดิร์นกราฟิก เบาะที่นั่งหลังสามารถปรับพับแยกส่วนในการเก็บสัมภาระแบบ 60:40 สร้างความสะดวกสบายได้อย่างลงตัว

New MG 3 เพียบพร้อมไปด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่ครบครันที่สุดรุ่นหนึ่งในรถระดับเดียวกัน โดยเริ่มจาก พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันแบบสปอร์ต ติดตั้งทั้งระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ ระบบควบคุมเครื่องเสียงและปุ่มรับ-วาง สายโทรศัพท์ด้วยปลายนิ้วสัมผัส มาพร้อมกับกุญแจรีโมท

คอนโซลกลางติดตั้งจอทัชสกรีน ขนาด 8 นิ้ว มากับฟังก์ชันที่ใช้งานหลากหลายทั้งฟังเพลง ดูหนัง พร้อมกล้องมองหลังขณะถอย และสัญญาณเตือนระยะถอยหลัง

ความโดดเด่นของ New MG 3 ยังมีระบบอัจฉริยะ i-SMART ที่สามารถรองรับการสั่งการได้ด้วยเสียงภาษาไทย พร้อมกับการอัพเดทฟังก์ชันใหม่บนแผนที่นำทางที่สามารถแนะนำร้านอาหาร และที่พัก โดยลิงค์ข้อมูลจากเว็ปไซท์ Wongnai และ Agoda เพิ่มความเพลิดเพลินอีกขั้นกับระบบเอ็นเตอร์เทนเมนต์ออนไลน์ ที่สามารถค้นหาบทเพลงทุกสไตล์กว่า 1 ล้านเพลง โดยใช้ข้อมูลร่วมกับ TRUE

นอกจากนี้ยังมีระบบสั่งการด้วยมือถือ( i-SMART MOBILE APPLICATION) ซึ่งเป็นการสั่งการหลายฟังค์ชั่นผ่านโทรศัพท์มือถือ ได้แก่ระบบล๊อกและปลดล๊อกประตู ระบบวางแผนการเดินทาง ระบบขอบเขตอิเล็กทรอนิกส์ และระบบค้นหารถ Fine my car รวมถึงระบบตรวจสอบสถานะรถยนต์ และเตือนความผิดปกติของรถยนต์

NEW MG 3 ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซินแบบ DOHC VTi-TECH ขนาดเท่าเดิมนั่นคือ 1.5 ลิตร แต่ให้พละกำลัง 112 แรงม้าที่ 6,000 รอบต่อนาที (รุ่นเดิมมีเพียง 106 แรงม้า) แรงบิดสูงสุด 150 นิวตันเมตรที่ 4,500 รอบต่อนาที (รุ่นเดิม 135 นิวตันเมตร)ผสานการทำงานด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติใหม่ในรูปแบบของระบบทอล์คคอนเวอร์เตอร์ แต่ก็มีคันเกียร์บวก/ลบ ที่ยังเลือกขับสนุกได้แบบเกียร์ธรรมดา

ทีมออกแบบของเอ็มจี ยังตระหนักถึงความสำคัญสูงสุดของระบบความปลอดภัยใน NEW MG3 เช่นเดียวกับรถยนต์ เอ็มจี รุ่นอื่นๆ ด้วยระบบโครงสร้างตัวถังนิรภัย USD (Ultimate Stiffness Design) พร้อมถุงลมนิรภัยคู่หน้า และมั่นใจยิ่งขึ้นด้วยระบบความปลอดภัยแบบ SYNCHRONIZE PROTECTION SYSTEM รวม 8 ฟังก์ชัน ประกอบด้วย ระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรกฉุกเฉิน ABS(Anti-Lock Braking System) พร้อมระบบกระจายแรงเบรก EBD (Electronic Brake Force Distribution) ระบบเสริมแรงเบรกด้วยอิเล็กทรอนิกส์ EBA (Electronic Brake Assist) ระบบควบคุมการทรงตัว SCS (Stability Control System) เข้าโค้งอย่างมั่นใจด้วยระบบควบคุมการเบรกในขณะเข้าโค้ง CBC (Curve Brake Control) ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี และควบคุมการลื่นไถล TCS (Traction Control System) ระบบช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน HAS (Hill Start Assist System) และระบบป้องกันการลื่นไถล เมื่อเกียร์ลดต่ำอย่างฉับพลัน MSR (Motor Control Slide Retainer)

มาเข้าสู่โหมดการทดสอบกันได้เลยครับ รถที่ใช้ในการทดสอบนั่นคือ New MG 3 รุ่น V หรือรุ่นท๊อปไลน์ซึ่งเป็นรถที่มีออฟชั่นแบบเดียวกับที่กล่าวไว้ในข้อมูลข้างต้น และเส้นทางที่ใช้การทดสอบในครั้งนี้เริ่มต้นที่ใจกลางกรุงแถวแยกราชประสงค์ ซึ่งมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่ โรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ระยะทางรวมทั้งสิ้นประมาณร่วมๆ 200 กม.

การทดสอบครั้งนี้ผมถือว่า New MG 3 ตอบโจทย์การใช้งานตามคอนเซปต์ “We are Fun” ได้จริง ถึงแม้ขุมกำลังจะมีขนาดความจุเท่าเดิมนั่นคือขนาด 1.5 ลิตร แต่แรงม้าที่มีมาถึง 112 แรงม้า (ของเดิม 106 แรงม้า) และแรงบิด 150 นิวตันเมตร (ของเดิม 135 นิวตันเมตร) นั้นดีไซน์มาเพื่อความสนุกอย่างแท้จริง รอบเครื่องนั้นมารอการเติมคันเร่งอยู่ตลอดเวลา และสามารถทำความเร็วสูงสุดได้เกือบมิดไมล์ นั่นคือราวๆ 180 กม./ชม.

การที่ออกแบบรถคันนี้มาเพื่อความสนุกในการขับขี่ เป็นผลให้รอบเครื่องยนต์นั้นสูงตาม การใช้งานที่ความเร็ว 100 กม./ชม. รอบเครื่องยนต์ไปแตะอยู่ที่ประมาณ 2,600 รอบต่อนาที ซึ่งหากเทียบกับรถยนต์ในกลุ่มอีโค่คาร์จะอยู่ที่ไม่เกิน 1,800 รอบ หรือแม้แต่รถในกลุ่ม B-Segment จะอยู่ที่ไม่เกิน 2,000 รอบ

ซึ่งคำถามเกิดขึ้นว่า ในด้านความประหยัดนั้นเป็นอะไรที่น่าสนใจ โดยมียืนยันจากอีโค่สติ๊กเกอร์ว่ารถคันนี้มีอัตราบริโภคเชื้อเพลิงอยู่ที่ 15.6 กม./ลิตร แต่การทดสอบในครั้งนี้ ผมเหลือบมองที่จอดิสเพลย์บริเวณมาตรวัดความเร็ว ซึ่งแสดงผลเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 11.3 กม./ลิตร ซึ่งเป็นไปตามสไตล์การขับขี่ของการทดสอบรถที่ไม่ใช่การขับขี่ในสไตล์ประหยัดน้ำมันหรือตามแบบการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน

ในด้านของระบบเกียร์เซเรเมติคที่มากับรถรุ่นเดิม ผมและนักทดสอบรถหลายๆท่านได้เคยพูดคุยนอกรอบถึงเกียร์ระบบนี้ว่าเป็นระบบส่งกำลังที่ดี เพียงแต่ต้องทำความเข้าใจว่าการทำงานของเกียร์นั้นเป็นอย่างไร ทางทีมออกแบบของ MG ตัดปัญหาเรื่องนี้ออกพร้อมกับนำระบบส่งกำลังแบบทอลค์คอนเวอเตอร์มาติดตั้งแทน ซึ่งการใช้งานระบบนี้ ไม่ต้องศึกษาหรือบอกว่าต้องใช้งานอย่างไร เพราะเป็นระบบส่งกำลังแบบอัตโนมัติเดิมๆ แต่วิศวกรของ MG ได้ทำการปรับให้มีการตอบสนองที่ดีและมีการเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ที่นุ่มนวล ซึ่งถ้าอยากซิ่งก็ทำเพียงแค่คิกดาวน์ แต่ New MG 3 ได้ติดตั้งระบบ บวก/ลบ ที่คันเกียร์ ทำให้การขับขี่นั้นเพิ่มความสนุกได้อีกเพียบ

ระบบรองรับที่ได้รับการปรับแต่งสไตล์ Euro Tunning Suspention ด้านหน้าเป็นแบบ แมคเฟอร์สันสตรัท ด้านหลังเป็นแบบทอร์ชั่นบีม มีการดีไซน์สอดรับการเครื่องยนต์ได้อย่างลงตัว การยึดเกาะถนนนั้นต้องบอกว่ามั่นใจได้ บางช่วงของการทดสอบได้ลัดเลาะไปตามทางหลวงชนบทแถบอ.ท่ายาง ซึ่งเป็นเส้นทางไปยังเขื่อนแก่งกระจาน มีทั้งเนินเขาและทางโค้ง การขับขี่ด้วยความเร็วสูงไม่สร้างปัญหาให้กับ New MG 3 ช่วงล่างมากับคาแรคเตอร์ที่แน่นหนึบ การควบคุมรถในความเร็วสูงอาจจะเบาไปสักนิด ส่วนความเร็วต่ำอาจจะหนักไปสักหน่อย แต่ก็เป็นการออกแบบที่สะท้อนการใช้รถของคนเมืองผู้ดีอังกฤษที่เป็นต้นกำเนิดของรถคันนี้มาได้พอดิบพอดี

ด้านการเก็บเสียงในห้องโดยสาร อาจเป็นข้อติของรถคันนี้ ความเร็วประมาณ 100 กม./ชม. เริ่มมีเสียงลมเร็ดลอดเข้ามา รวมถึงเสียงคำรามของเครื่องยนต์ซึ่งเป็นผลมาจากรอบเครื่องที่เซ็ทไว้ค่อนข้างจะสูง แต่สายซิ่ง หรือผู้ขับขี่ที่ชื่นชอบความเร็วคงไม่ถือเป็นปัญหา

มาดูกันในเรื่องของระบบอัจฉริยะ I-SMART กันบ้าง New MG 3 ถือเป็นรถรุ่นที่ 2 ที่ได้รับการติดตั้งระบบนี้ แต่อาจมีการตัดทอนบางฟังค์ชั่นการใช้งานออกไปจากเดิมที่อยู่ใน MG ZS การใช้งานคำสั่งเสียงภาษาไทยยังคงใช้ได้จากคำสั่ง เปิด/ปิด ระบบปรับอากาศ และ การเปลี่ยนสถานีของคลื่นวิทยุ แต่การสั่งงานให้เปิดและปิดซันรูฟนั้นได้ถูกตัดออกไปเนื่องจากขนาดของซันรูฟนั้นเล็กกว่า MG ZS นั่นเอง

ฟังค์ชั่นที่อยู่ในจอทัชสกรีนขนาด 8 นิ้ว ถือว่าได้รับการอัพเดทที่เข้ากับยุคสมัย การเซริ์ทหาเพลงกว่า 1 ล้านเพลงทำได้ง่าย เพียงเข้าไปฟังค์ชั่นที่แสดงไอคอนของ True แล้วจึงป้อนคำค้นหา หรือจะเลือกตามลิสต์ที่ขึ้นมาในระบบก็ทำได้อย่างง่ายดาย นอกจากนี้ การค้นหาร้านอาหารที่ลิงค์ข้อมูลมาจาก www.wongnai.com หรือที่พักซึ่งรวบรวมข้อมูลจาก Agoda ก็แสดงผลได้อย่างไม่ติดขัด โดยเข้าไปที่ไอคอนของการค้นหาเส้นทางนั่นเอง

สำหรับการใช้แอพพลิเคชั่นสั่งงานจากโทรศัพท์มือถือนั้น ถ้าเทียบกับรถรุ่นแรกอย่าง MG ZS ฟังค์ชั่นที่หายไปนั่นคือการสั่งงานให้คึรื่องยนต์สตาร์ทติดเอง แต่การล๊อคและปลดล๊อค การวางแผนเส้นทาง ระบบค้นหารถ Find my car รวมถึงการตรวจสอบสถานะและเตือนความผิดปกติของรถยนต์ ยังคงใช้งานได้จากการสั่งงานผ่านสมาร์ทโฟนทั้งระบบ IOS และ Android

หลังจากสัมผัส New MG 3 มาจนถึงปลายทางที่โรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ ทางผู้จัดงานได้เตรียมสนามทดสอบในรูปแบบของ “จิมคาน่า” เพื่อให้ได้ลองระบบที่เหลือซึ่งล้วนแต่เป็นตัวช่วยในการขับขี่ทั้งสิ้น อาทิ ระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรกฉุกเฉิน ABS ระบบกระจายแรงเบรก EBD และระบบเสริมแรงเบรกด้วยอิเล็กทรอนิกส์ EBA รวมถึงระบบควบคุมการทรงตัว SCS (Stability Control System) พร้อมการเข้าโค้งอย่างมั่นใจด้วยระบบควบคุมการเบรกในขณะเข้าโค้ง CBC (Curve Brake Control) อีกทั้งยังมีระบบป้องกันล้อหมุนฟรี และควบคุมการลื่นไถล TCS (Traction Control System)

นอกจากระบบที่กล่าวไว้ บางช่วงบางตอนของการซัดรถในรูปแบบจิมคาน่า ผมสัมผัสได้ถึงการดีเลย์ของคันเร่งไฟฟ้าซึ่งทำให้รถตอบสนองได้ช้าลง แต่หากคุ้นชินกับ New MG 3 ปัญหาเหล่านี้อาจไม่ใช่เรื่องสำคัญ ซึ่งการค้นหาคำตอบของนิยาม “WE ARE FUN” โดยภาพรวมนั้น ถือว่าตอบโจทย์ได้ตรงประเด็นครับ

ข้อมูลทางเทคนิค NEW MG 3 (V)
เครื่องยนต์: DOHC VTi-TECH
ความจุกระบอกสูบ (ซี.ซี.): 1,498
กำลังสูงสุด (แรงม้า ที่ รอบ/นาที): 112 /6,000
แรงบิดสูงสุด (นิวตัน-เมตร ที่รอบ/นาที): 150 /4,500
ระบบส่งกำลัง: อัตโนมัติ 4 จังหวะ พร้อมแมนนวลโหมด
ระบบขับเคลื่อน: 2 ล้อหน้า
ระบบกันสะเทือน(หน้า/หลัง): แมคเฟอร์สันสตรัท /ทอร์ชั่นบีม
เบรก(หน้า/หลัง): ดิสก์/ดรัม
ยาว/กว้าง/สูง(มม.): 4,055×1,729×1,516
ราคาจำหน่าย(บาท): 629,000
ตัวแทนจำหน่าย: บริษัท เอ็มจี เซลส์ ประเทศไทย จำกัด

วอลโว่ สร้างนิยามใหม่ของยานยนต์ลักชัวรี่แห่งอนาคต ตอกย้ำทิศทางแบรนด์สู่ผู้นำพลังงานสะอาด เปิดตัวรถยนต์ 2 รุ่นใหม่ Volvo XC90 และ S90 R-Design T8 Twin Engine AWD 407hp

0

วอลโว่ แบรนด์รถยนต์สแกนดิเนเวียนระดับโลก เปิดตัวรถยนต์ 2 รุ่นใหม่ล่าสุด Volvo XC90 และ Volvo S90 พร้อมการตกแต่งแบบ R-Design ในเครื่องยนต์ T8 Twin Engine AWD 407hp นำเสนอมิติใหม่ของยานยนต์ระดับลักชั่วรี่ที่ผสานสุดยอดแห่งงานดีไซน์สุดล้ำเข้ากับสมรรถนะการขับขี่ที่เป็นเลิศในการออกแบบสไตล์ R-DESIGN อันเลื่องชื่อ โดยรูปแบบ R-DESIGN จะมอบความหรูหราที่เหนือชั้นและนำเสนอมาตรฐานใหม่ของวอลโว่ โดยผสานกลิ่นอายแบบสปอร์ตด้วยดีไซน์ขอบข้างตัวรถที่มอบความดุดันและรายละเอียดการออกแบบที่พิถีพิถันเพื่อสร้างรูปทรงที่โฉบเฉี่ยวยิ่งกว่าเดิม R-DESIGN จึงสร้างนิยามใหม่แห่งการออกแบบยานยนต์วอลโว่ พร้อมนำเสนอความโดดเด่นสะดุดตายิ่งกว่า ด้วยเฉดสีใหม่ น้ำเงินเมทัลลิค Bursting Blue ที่หรูหราเกินห้ามใจ

การออกแบบสไตล์ R-DESIGN ใช้การตกแต่งภายในด้วย Nubuck Fine Nappa Perforated Leather สำหรับห้องผู้โดยสาร เพื่อให้สมดุลกับภาพลักษณ์ภายนอกแนวสปอร์ตที่ดุดัน จึงเพิ่มความหรูหราขึ้นอีกระดับซึ่งทั้งนักขับและผู้โดยสารสามารถสัมผัสได้ นอกจากนี้ วอลโว่ยังจับมือเป็นพันธมิตรกับ Harman Kardonแบรนด์เครื่องเสียงระดับโลก โดยติดตั้งระบบ Harman Kardon Premium Sound ให้เป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบR-DESIGNโดยทั้งรุ่น S90 และ XC90 R-Design จะเชื่อมต่อระบบ Sensus Connect ของวอลโว่เข้ากับเครื่องเสียง Harman Kardon Premium Sound (ระบบ Dolby Pro Logic II) ทำงานผ่านลำโพงและซับวูเฟอร์ 13 ตัวเพื่อมอบคุณภาพเสียงที่ใสกังวาน พร้อมบาลานซ์ความหนักแน่น และความคมชัดที่ผสานกันอย่างกลมกลืน มอบประสบการณ์ความบันเทิงอันน่าประทับใจภายในห้องโดยสารเพื่อคุณ

Volvo XC90 R-Design ได้รับการออกแบบโดยสตูดิโอEuropean R-DESIGN เพื่อสร้างสรรค์ยานยนต์เอสยูวีขนาด 7 ที่นั่งระดับหรูมอบภาพลักษณ์โฉบเฉี่ยวแบบสปอร์ตและความโออ่าที่จะสะกดทุกสายตาในทันทีที่ปรากฏบนท้องถนน โดดเด่นด้วยตะแกรงหน้าและตะแกรงฝาครอบสีดำขลับแบบ Piano Black ขอบหน้าต่างข้างและครอบกระจกหูช้างหุ้มโลหะเรียบหรู และท่อไอเสียคู่สุดเฉี่ยว มาพร้อมล้ออัลลอย Diamond Cut สีดำด้านแบบ 5 หมุดขนาดมาตรฐาน 20 นิ้วที่ดูเท่ล้ำในทุกมุมมอง สำหรับการตกแต่งห้องโดยสาร เน้นการหุ้มเฟอร์นิเจอร์ด้วยวัสดุหนังฉลุFine Nappa leather หรือผ้า Nubuck เนื้อนุ่ม ผสานกับการฝังลายตาข่ายอลูมิเนียม (Metal Mesh aluminium Inlays) เพื่อเสริมลุคแบบเครื่องจักรที่แลดูหรูหราประณีต ทันสมัย แต่แฝงด้วยความรู้สึกแข็งแกร่งและมั่นคงในส่วนที่นั่งของผู้ขับขี่

Volvo XC90 R-Design นำเสนอ 4 เฉดสี ซึ่งถูกออกแบบมาให้สอดรับกับรูปทรงของตัวรถและแสดงถึงความโดดเด่นขั้นสุดยอด ได้แก่สีขาว (Crystal White Premium Metallic)น้ำเงิน (Bursting Blue) ซึ่งเป็นเฉดสีใหม่ล่าสุด และอีก 2 เฉดสีเดิม ได้แก่สีเทา (Osmium Grey Metallic) และสีดำ (Onyx Black Metallic) โดย Volvo XC90ถือเป็นเอสยูวีที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในกลุ่มเอสยูวีขนาดกลางระดับพรีเมียม ซึ่งนอกจากจะมีเบาะขนาดใหญ่ถึง 7 ที่นั่ง (ซึ่งโดยทั่วไปมีเพียง 5 ที่นั่ง) ยังมีพื้นที่ห้องโดยสารที่กว้างขวาง หรูหรา สะดวกสบาย และได้รับการตกแต่งอย่างมีสไตล์ พร้อมสมรรถนะการขับขี่ขั้นสูงจากเครื่องยนต์ T8 Twin Engine AWD 407hp ที่ให้กำลังเครื่องรวมสูงถึง 407 แรงม้าในโหมดการขับขี่แบบผสม พร้อมประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันที่ 43.5 กม./ลิตร และขับขี่ได้ไกลถึง 40 โลเมตร เมื่อใช้โหมดการขับขี่แบบPure Mode

Volvo XC90 T8 TwEn AWD R-Design ราคาเริ่มต้นที่ 4,590,000 บาท

Volvo S90 R-Designถือเป็นการตอกย้ำปรัชญาของวอลโว่ที่ว่า รถยนต์ควรตอบสนองความต้องการและความปรารถนาของผู้ใช้เป็นอันดับแรก วอลโว่จึงสร้างสรรค์รูปแบบ R-DESIGN ใหม่ซึ่งทุกองค์ประกอบแสดงออกถึงเอกลักษณ์ของผู้ขับขี่ได้อย่างชัดเจน ทำให้ S90 R-Design ซึ่งเป็นรถซีดานขนาดใหญ่ที่สุดในระดับเดียวกันที่ผงาดสู่ตลาดรถยนต์ระดับพรีเมียมได้อย่างภาคภูมิ โดดเด่นด้วยตะแกรงหน้า ตะแกรงล่าง และขอบบัมเพอร์สีดำขลับมันวาวสไตล์ R-DESIGN ล้ออัลลอย (รุ่น255/40 R19 &195-Spoke Matt Black Diamond Cut Alloy Wheel)และท่อไอเสียคู่ สำหรับการออกแบบห้องโดยสาร นำเสนอเบาะนั่งสไตล์ R-Design Contour Seat พวงมาลัยพร้อมแป้นเปลี่ยนเกียร์ การฝังลายคาร์บอนไฟเบอร์และการตกแต่งโครงห้องโดยสารด้วยเฉดสีดำชาร์โคลเพื่อสร้างความรู้สึกที่มุ่งมั่นและเคร่งขรึม มอบความหรูหราที่พร้อมให้คุณสัมผัสได้ในทุกวัน เสริมด้วยความสบายของการบุเฟอร์นิเจอร์สไตล์ R-Design Nubuck Fine Nappa Perforated Leather

เครื่องยนต์ T8 Twin Engine AWD ของวอลโว่ใน S90 ยังทำให้คุณพุ่งทะยานไปได้อย่างใจปรารถนา ถือเป็นเครื่องยนต์แบบ Plug-in Hybrid ที่ดีที่สุดของตลาด และเป็นรุ่นเดียวที่ให้กำลังเครื่องรวมสูงถึง 407 แรงม้า ประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันที่ 55.6 กม./ลิตร และขับขี่ได้ไกลถึง 52.03  โลเมตร เมื่อใช้โหมดการขับขี่แบบ Pure Mode

 Volvo S90 R-Design นำเสนอ 4 เฉดสี ซึ่งนำเสนอความสวยงามของการออกแบบตัวรถได้อย่างเต็มตา ได้แก่ สีขาว (Crystal White Premium Metallic) สีเทา (Osmium Grey Metallic) สีดำ (Onyx Black Metallic) และ สีน้ำเงิน (Bursting Blue Premium Metallic)

S90 T8 Twin Engine AWD Plug-in Hybrid R-Design ราคาเริ่มต้นที่ 3,590,000 บาท

 มร.ฌอง-เดวิด ฮาเรล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การเปิดตัวรถยนต์ 2 รุ่นล่าสุดทั้ง XC90 และ S90 หลังจากการเปิดตัวรุ่น XC60 ไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ถือเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของวอลโว่ในประเทศไทย โดยรถยนต์รุ่นใหม่ของเราล้วนได้รับการติดตั้งเทคโนโลยีอัจฉริยะล่าสุดและนำเสนอดีไซน์รถยนต์แบบสแกนดิเนเวียนที่โดดเด่นไม่เป็นรองใครสู่ท้องถนนของเมืองไทย และวันนี้ เราได้นำเสนอมิติใหม่ของงานออกแบบรถยนต์สัญชาติสวีดิช ด้วยการเปิดตัวการตกแต่งแบบ R-DESIGN ทั้งในรุ่น XC90 และ S90 เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจและเปี่ยมด้วยสไตล์อันโดดเด่น พร้อมการตอบสนองที่ฉับไวและการควบคุมที่เป็นเยี่ยม การตกแต่งแบบ R-DESIGN ใหม่ล่าสุดนี้สามารถพบได้ทั้งในรุ่น S90, XC60 และ XC90 ซึ่งมอบความโฉบเฉี่ยวในแนวสปอร์ต ด้วยภาพลักษณ์ที่สวยสะดุดตาและเป็นเอกลักษณ์ใหม่ของวอลโว่”

 Volvo T8 Twin Engine AWD Plug-in Hybridพร้อมปรับเปลี่ยนอย่างฉับไวเพื่อการขับขี่ในทุกเส้นทาง

เครื่องยนต์ Twin Engine ของวอลโว่มอบประสบการณ์ใหม่ที่เร้าใจยิ่งกว่า ด้วยโหมดการขับขี่ 3 แบบ ทั้ง Pure, Hybrid และ Power สำหรับผู้ขับที่ต้องการขับขี่ที่เงียบสงบและผ่อนคลาย เพียงหมุนลูกกลิ้งของ XC90 T8 เข้าสู่โหมด Pure ก็จะสามารถเพลิดเพลินไปกับสมรรถนะขั้นสูงที่แตกต่างจากรถยนต์พลังไฟฟ้าทั่วไปและสามารถใช้งานได้ทุกวันโดยไม่ต้องอาศัยเชื้อเพลิง โดยสามารถวิ่งด้วยความเร็วสูงสุด 75 ไมล์/ชม. และชาร์จไฟเครื่องยนต์เต็มในเวลาเพียง 4 ชั่วโมง โดยTwin Engine ของวอลโว่เป็นเครื่องยนต์ไฮบริดแบบสมบูรณ์ ซึ่งสามารถเลือกใช้พลังงานจากไฟฟ้าหรือจากเชื้อเพลิงได้อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้งสองอย่างพร้อมกัน ขึ้นอยู่กับสภาวะในการขับขี่ โดยสามารถผสานการใช้พลังงานได้อย่างง่ายดาย

ทั้งรุ่น XC90 และ S90 ถือเป็นผู้นำในตลาดรถยนต์ระดับเดียวกันในด้านความปลอดภัย โดยได้รับคะแนนการประเมินประสิทธิภาพที่ทิ้งห่างคู่แข่ง เนื่องจากนวัตกรรมเพื่อความปลอดภัยทั้งแบบ active และ passive ของวอลโว่ในรุ่น XC90 และ S90 มีประสิทธิภาพเหนือกว่าคู่แข่งอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อวอลโว่ให้ความสำคัญมากยิ่งขึ้นกับการพัฒนายานยนต์ด้วยระบบปลอดภัยอัจฉริยะ(Smart Safety)

XC90มอบระบบความปลอดภัยผู้โดยสารขั้นสูงแบบครบวงจร ถือเป็นการตอกย้ำความเป็นผู้นำระดับโลกของวอลโว่ในด้านสวัสดิภาพการขับขี่บนท้องถนน นำเสนอระบบเบรกที่ดีที่สุด ซึ่งจะทำงานทันทีที่รถยนต์ทำการเลี้ยวในขณะที่มีรถคันอื่นกำลังแล่นเข้าหา โดยทำงานผสานกับโซลูชั่นระดับเวิลด์คลาสซึ่งออกแบบมาเพื่อช่วยลดอัตราการไถลออกนอกเส้นทางของตัวรถ

สำหรับS90 รุ่นใหม่ได้มีการอัพเกรดประสิทธิภาพของ Pilot Assist (ระบบช่วยขับขี่กึ่งอัตโนมัติ) ซึ่งทำงานได้ที่ระดับความเร็วสูงถึง 125 กม./ชม. (78 ไมล์ต่อชม.)ทำให้สามารถเดินทางได้อย่างรวดเร็วและไม่ต้องขับขี่ตามหลังรถคันอื่น ๆ ระบบยังช่วยปรับองศาการหักพวงมาลัยเพื่อควบคุมทิศทางรถยนต์ให้ในเส้นทาง ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของแพ็คเกจการเพิ่มประสิทธิภาพด้านความปลอดภัย โดยถูกติดตั้งในระบบ City Safety รุ่นใหม่ พร้อมด้วยระบบอื่น ๆ ดังนี้

  • Large animal detection and Night time detection (ระบบการตรวจจับสัตว์ใหญ่และการขับขี่เวลากลางคืน)
  • Intersection braking (ระบบเบรกอัตโนมัติบริเวณทางแยก)
  • Pre-prepared front seat belt retraction (electrical, reversible retractor belt branded ‘Since 1959’) หรือระบบเตรียมรั้งตรึงเข็มขัดนิรภัยเบาะหน้าอัตโนมัติ (ระบบไฟฟ้า โดยอัพเกรดจากระบบเข็มขัดนิรภัยแบบแปรผันของแบรนด์ซึ่งฝช้มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1959)
  • Run-off Road Mitigation – detects car leaving the road, prepares front seat belts and energy-absorbing seat structure (ระบบป้องกันอันตรายจากรถตกถนน คอยตรวจจับเมื่อรถออกนอกเส้นทาง เตรียมการรัดตรึงเข็มขัดนิรภัยเบาะหน้าและใช้โครงสร้างเบาะที่ช่วยดูดซับพลังงาน)
  • Park Assist Pilot for parallel and perpendicular parking with 360º parking camera (ระบบช่วย​จอด​รถอัตโนมัติสำหรับการจอดแบบขนานและแบบตั้งฉากด้วยกล้องช่วยจอด 360°​)
  • ใช้เหล็กกล้าที่แข็งแกร่งระดับ Ultra-high คิดเป็นน้ำหนัก 35% ของตัวรถ

ฟีเจอร์การทำงานระดับพรีเมียมซึ่งเป็นมาตรฐานของ S90 และ XC90 R-Design ได้แก่

  • Pilot Assist (ระบบช่วยขับขี่กึ่งอัตโนมัติ)
  • Keyless Entry (การเปิดปิดแบบไร้กุญแจ) และระบบเปิดประตูท้ายรถแบบ Hand-free
  • จอแสดงผลทัชสกรีนกลางขนาด 9 นิ้ว
  • จอแสดงข้อมูลการขับขี่ขนาด 12.3 นิ้ว พร้อมระบบนำทาง

โดยทั้งรุ่น XC90 และ S90 มาพร้อมฟังก์ชั่นการแสดงผลข้อมูลการขับขี่บนกระจกหน้า (Head-up Display) ทำให้ผู้ขับทราบข้อมูลได้อย่างสะดวกสบายโดยไม่ต้องละสายตาจากถนนในขณะขับขี่ พร้อมระบบเชื่อมต่อ Sensus Connectในการมอบความบันเทิง คำแนะนำในการขับขี่ และช่วยให้คุณเชื่อมต่อกับโลกกว้างได้ตลอดเวลาที่ผ่อนคลายอยู่ในห้องโดยสารที่ออกแบบมาอย่างหรูหราสง่างามของวอลโว่ ผู้ขับยังสามารถดูข้อมูลอื่น ๆ ได้จากจอแสดงผล Full Digital TFT Driver Display ในขณะที่ผู้โดยสารจะรู้สึกผ่อนคลายไปกับหลังคาโปร่งใสแบบPower Panoramic Sunroof (รุ่น XC90) และประตูท้ายระบบไฟฟ้าที่สามารถเปิดได้โดยไม่ต้องใช้มือจับ ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในชีวิตประจำวันได้อย่างมาก

รถยนต์ทุกคันที่ซื้อจากผู้แทนจำหน่ายของ วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย จะได้รับแพ็คเกจมาตรฐานเป็นการรับประกันจากวอลโว่ 3 ปี หรือ 100,000 กม. และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชม. นาน 1 ปี

สำหรับรุ่น XC90 และ S90 R-Design T8 Twin Engine AWD Plug-in Hybrid 407 hp รุ่นปี 2019

XC90 T8 Twin Engine AWDPlug-in Hybrid R-Design ราคาเริ่มต้นที่4,590,000 บาท

S90 T8 Twin Engine AWD Plug-in Hybrid R-Design ราคาเริ่มต้นที่3,590,000 บาท

 โปรโมชั่น Secret Deal และข้อเสนอสุดคุ้มจากวอลโว่

วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย สมนาคุณแฟนวอลโว่และผู้บริโภคในเมืองไทย จัดโปรโมชั่นสุดยิ่งใหญ่ตามคำเรียกร้อง Secret Deal” เฉพาะวันที่ 18-19 สิงหาคม 2561 ที่โชว์รูมวอลโว่ทุกแห่ง โดยโปรแกรมสุดเอ็กซ์ลูซีฟนี้จะนำเสนอโปรโมชั่นสุดพิเศษแก่ผู้ซื้อรถยนต์วอลโว่ทุกรุ่น พร้อมลุ้นโอกาสจับสลากชิงรางวัลใหญ่ Secret Rewards รวมมูลค่าสูงถึง 2 ล้านบาท โดยลูกค้าที่ซื้อรถยนต์วอลโว่คันใหม่จะได้รับแพ็คเกจซ่อมบำรุงและการดูแลแบบครบเซ็ต ซึ่งประกอบด้วยประกันภัยชั้น 1 นาน 5 ปีและบริการบำรุงรักษานาน 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตรบริการรับประกันคุณภาพนาน 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตรและบริการให้ความช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมง นาน 5 ปี

เชิญสัมผัสรถยนต์วอลโว่เจ้าของรางวัลระดับโลกหลากหลายรุ่น พร้อมรับสิทธิพิเศษอีกมากมายตลอดระยะเวลาสองวันของโปรโมชั่น Secret Deal เพื่อแฟนวอลโว่ตัวจริงโดยเฉพาะ

“ฮุนได” เผยโฉม “เอช-วัน” และ “แกรนด์ สตาร์เร็กซ์” ใหม่

0

เอมพีวีรุ่นธง ปรับโฉมเฉี่ยว รูปลักษณ์ทันสมัย ห้องโดยสารกว้างขวาง มาพร้อมความหรูหราและระบบความบันเทิงเพื่อการเดินทางสมบูรณ์แบบ ขุมพลังเดิมแบบดีเซลคอมมอนเรล 2.5 ลิตร 4สูบ 16 วาล์ว CRDI พร้อมเทอร์โบแปรผัน VGT อินเตอร์คูลเลอร์ ให้กำลังสูงสุด 175 แรงม้า ราคาเริ่มต้นที่ 1,329,000-2,399,000 บาท

นับตั้งแต่รถทั้งสองรุ่นที่เปิดตัวในปี 2551และ 2553 ฮุนไดเอช-วัน และ แกรนด์ สตาร์เร็กซ์ ได้กลายเป็นตัวเลือกรถยนต์อเนกประสงค์ขนาดใหญ่ที่ได้รับความนิยมสูงสุดจากลูกค้าที่ชื่นชอบความสะดวกสบายและคุ้มค่า การปรับโฉมใหม่ในครั้งนี้มาพร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกและออฟชั่นที่ครบครัน ช่วยให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารได้รับประสบการณ์ใหม่ในการใช้งานได้ดียิ่งขึ้น

มร.โตชิฮิเดะ อาโนะ ประธานบริษัท ฮุนได มอเตอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด กล่าว “ในปีนี้อุตสาหกรรมรถยนต์ในประเทศไทยมีการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ด้วยอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นด้วยตัวเลขสองหลักในทุกๆเดือน ฮุนไดเช่นกันยังคงมีการเติบโตตามกระแสเดียวกับอุตสาหกรรมยานยนต์ และเราจะยังคงเป็นผู้นำในกลุ่มรถยนต์อเนกประสงค์ขนาดใหญ่นี้”

มร.โตชิฮิเดะ อาโนะ กล่าวเพิ่มเติม “ในช่วง10ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ที่นำรถยนต์ฮุนได เอช-วันและแกรนด์ สตาร์เร็กซ์ เข้ามาทำตลาดในประเทศไทย ทั้งสองรุ่นนี้ได้รับการปรับแต่งด้านรูปลักษณ์และอุปกรณ์ต่างๆมาแล้วหลายครั้ง แต่การปรับโฉมใหม่ในครั้งนี้นับเป็นการปรับรูปลักษณ์ใหม่อย่างเห็นได้ชัด และเรารู้สึกตื่นเต้นมากกับการปรับเปลี่ยนในครั้งนี้”

มร.อาโนะ กล่าวเสริม “ฮุนได เอช-วันและแกรนด์ สตาร์เร็กซ์ ใหม่ ยังคงคอนเซ็ปต์ความทันสมัยและเหนือระดับได้เหมือนเช่นเคย เรามั่นใจว่าทั้งลูกค้าใหม่และลูกค้าที่ใช้รถยนต์ฮุนไดปัจจุบันจะต้องชื่นชอบการปรับโฉมครั้งนี้ และทั้งสองรุ่นนี้จะยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องต่อไป”

ภายนอกของฮุนได เอช-วัน และ แกรนด์ สตาร์เร็กซ์ ใหม่ ถูกออกแบบให้มีความทันสมัยและโมเดิร์นมากยิ่งขึ้น กระจังหน้าโครเมียมใหม่แบบแนวนอนช่วยให้ดูแข็งแกร่งและทรงพลัง โคมไฟหน้าพร้อมไฟหน้าโปรเจคเตอร์เลนส์และไฟตัดหมอกดีไซน์ใหม่ สอดรับกับกระจังหน้าได้อย่างลงตัว

กระโปรงหน้าและกันชนใหม่ ช่วยให้ดูโดดเด่น มีเอกลักษณ์ พร้อมด้วยล้ออัลลอยขนาด 16 และ 17 นิ้ว ดีไซน์ใหม่ กระจกมองข้างพร้อมไฟเลี้ยวถูกออกแบบใหม่ให้มีความโค้งมนมากยิ่งขึ้น ไฟท้าย LED ดีไซน์ใหม่ เพิ่มความหรูหรา มีระดับอย่างลงตัว


ภายในห้องโดยสารของ ฮุนได เอช-วัน และ แกรนด์ สตาร์เร็กซ์ใหม่ ได้รับการออกแบบเบาะหนังลายใหม่และลายไม้แบบใหม่ นอกจากนี้ยังเพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้ขับขี่ ด้วยระบบระบายอากาศสำหรับที่นั่งผู้ขับขี่ สามารถปรับอุณหภูมิได้ตามต้องการ

พวงมาลัยปรับระดับได้ 4 ทิศทางตามสรีระผู้ขับขี่ พร้อมปุ่มควบคุมเครื่องเสียง, ระบบควบคุมการเปิด -ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ และระบบความปลอดภัยที่เพิ่มมากขึ้น อาทิ ถุงลมนิรภัยด้านข้าง และระบบช่วยควบคุมการทรงตัว (ESP) เป็นต้น

จำนวนที่นั่งภายในห้องโดยสารยังคงไม่มีการปรับเปลี่ยน ในรุ่น แกรนด์ สตาร์เร็กซ์ รับผู้โดยสารได้ 7 ที่นั่ง

ในขณะที่รุ่น เอช-วัน รองรับได้ถึง 11 ที่นั่ง

ฮุนได เอช-วัน และ แกรนด์ สตาร์เร็กซ์ ใหม่ ใช้เครื่องยนต์ดีเซลคอมมอนเรล 2.5 ลิตร 4สูบ 16 วาล์ว CRDI พร้อมเทอร์โบแปรผัน VGT อินเตอร์คูลเลอร์ ให้กำลังสูงสุด 175 แรงม้า ที่ 3,600 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 441 นิวตัน-เมตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด พร้อมระบบ Sequential shift

นอกจากนี้ ฮุนได เอช-วัน และ แกรนด์ สตาร์เร็กซ์ ใหม่ ยังมีเทคโนโลยีและฟังค์ชั่นอื่นๆเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการใช้งาน ซึ่งรวมถึงระบบกล้องมองรอบทิศทางอัจฉริยะ, ประตูเลื่อนแบบไฟฟ้า และรัศมีวงเลี้ยวที่แคบเพียง 5.6 เมตร

เพลิดเพลินไปกับระบบความบันเทิงและการเชื่อมต่อที่ครบครัน ผู้ขับขี่และผู้โดยสารด้านหน้าสามารถควบคุมระบบเครื่องเสียงผ่านหน้าจอความละเอียดสูงขนาด 8 นิ้ว พร้อมเชื่อมต่อระบบอินเทอร์เน็ตผ่านระบบ Wifi สำหรับห้องโดยสารตอนหลัง ติดตั้งจอ LCD แบบคมชัดขนาด 13.3 นิ้ว ติดเพดานแบบพับไฟฟ้า

ฮุนได เอช-วัน และ แกรนด์ สตาร์เร็กซ์ ใหม่ เปิดตัวภายใต้แนวคอนเซ็ปต์ “New Experience” หรือ “โฉมใหม่กับประสบการณ์ใหม่…ที่สมบูรณ์แบบ” ที่สื่อถึงสิ่งใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นรูปลักษณ์ คุณสมบัติที่เพียบพร้อม และความสมบูรณ์แบบ ตอกย้ำความเป็นผู้นำรถยนต์อเนกประสงค์ขนาดใหญ่ได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ฮุนไดยังคงเลือกใช้คุณ “เปิ้ล” นาคร ศิลาชัย และครอบครัว เป็นตัวแทนนำเสนอรถยนต์ ฮุนได เอช-วัน ใหม่ ต่อเนื่องจากปีที่แล้ว ครอบครัว “ศิระชัย” สามารถสื่อภาพลักษณ์ในแบบครอบครัวที่ทันสมัยและเป็นนักธุรกิจได้เป็นอย่างดี ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าฮุนไดได้ชัดเจน

ฮุนได แกรนด์ สตาร์เร็กซ์ ใหม่ มีทั้งหมด 2 รุ่น ได้แก่ รุ่นพรีเมี่ยม และ วีไอพี (มีสีตัวถังให้เลือก3สี ได้แก่ Arctic White, Hyper Metallic และ Timeless Black)

ฮุนได เอช-วัน ใหม่ มีทั้งหมด 3 รุ่น ได้แก่ เดอลุกซ์, อีลิท และทัวริ่ง (มีสีตัวถังให้เลือก3สี ได้แก่ Hyper Metallic, Timeless Black และ Tan Brown)

สำหรับราคาจำหน่าย ฮุนได เอช-วัน และ แกรนด์ สตาร์เร็กซ์ ใหม่ มีดังนี้
แกรนด์ สตาร์เร็กซ์ วีไอพี 2,399,000 บาท (ราคาเดิม)
แกรนด์ สตาร์เร็กซ์ พรีเมี่ยม 2,349,000 บาท (ราคาเดิม)
เอช-วัน เดอลุกซ์ 1,729,000 บาท (ปรับเพิ่ม 50,000 บาท)
เอช-วัน อีลิท 1,529,000 บาท (ปรับเพิ่ม 30,000 บาท)
เอช-วัน ทัวริ่ง 1,329,000 บาท (ปรับเพิ่ม 40,000 บาท)

ทดลองขับ Ford Ranger 2018 สัมผัส 2 ขุมพลังใหม่ในกระบะพันธุ์แกร่ง (ภาพ+คลิปวีดีโอ)

0

ทดลองขับ Ford Ranger 2018 กระบะพันธุ์แกร่งตกแต่งหน้าตาใหม่ เสริมดุด้วยชุดแต่งและตัวช่วยเพื่อการขับขี่ที่ปลอดภัย มาพร้อมขุมพลังใหม่ 2 รุ่น 2 รูปแบบ ในรุ่น Ranger Wildtrak เครื่องยนต์ดีเซล ไบเทอร์โบ แบบเดียวกับ Ranger Raptor ขนาดความจุ 2.0 ลิตร 213 แรงม้า พร้อมแรงบิด 500 นิวตันเมตร ส่วน Ranger รุ่น Limited ขนาดความจุเท่ากัน แต่ใช้ระบบอัดอากาศเทอร์โบเดี่ยว ให้กำลังสูงสุด 180 แรงม้า ซึ่งขุมกำลังทั้ง 2 รุ่น ทำงานผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติใหม่ แบบ 10 จังหวะ โดดเด่นด้านความประหยัด ราคาจำหน่ายทะลุล้าน…แต่จ่ายแล้วไม่เสียดายเงิน

กระแสแรงมากๆกับกระบะอเมริกันพันธุ์แกร่งในนามว่า Ford Ranger ซึ่งไล่เบียดคู่แข่งในเซกเมนต์ขึ้นมาครองอันดับ 3 ตัวเลขยอดจำหน่ายในประเทศ ทั้งที่ราคาจำหน่ายนั้นแพงกว่าคู่แข่งเสียด้วยซ้ำ แต่ด้วยความคุ้มค่าจากเทคโนโลยี พร้อมสมรรถนะที่ตอบโจทย์ได้อย่างเหลือเชื่อ และการบริการหลังการขายที่พัฒนาพร้อมขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้กระบะพันธุ์แกร่งจากค่าย ฟอร์ด เข้ามาครองใจผู้ใช้รถชาวไทยได้อย่างไม่ลำบาก ในขณะเดียวกัน เซกเมนต์ของรถเก๋งซึ่งดูจะเงียบและไร้ความเคลื่อนไหว แต่ในเซกเมนต์ของกระบะนั้น ต้องบอกว่ามีความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องจน แชมป์ และ รองแชมป์ยอดจำหน่ายในเซกเมนต์นี้ต้องระวังหลังให้ดี

เท้าความไปช่วงต้นเดือนกรกฏาคม ที่ผ่านมา ฟอร์ด ได้ปฏิวัติวงการรถกระบะในประเทศไทยด้วยการไลน์อัพโปรดักส์ Ranger ที่มีรุ่นแยกย่อยถึง 20 รุ่น โดยนำขุมกำลังรุ่นล่าสุดในรูปแบบของเครื่องยนต์ดีเซลที่ได้รับการพัฒนาให้มีขนาดความจุเล็กลง แต่ให้สมรรถนะเหนือกว่าเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ และ มีอัตราสิ้นเปลืองที่ประหยัดมากขึ้น ซึ่งเป็นประสิทธิผลจากเทคโนโลยีต่างๆ รวมถึงระบบอัดอากาศที่มีทั้งเทอร์โบเดียวและเทอร์โบคู่ คำจำกัดความเหล่านี้ จะเป็นจริงตามที่บริษัทผู้ผลิตได้ขนานนามไว้หรือไม่ Autoworldthailand มีคำตอบครับ

การพิสูจน์ความโดดเด่นของกระบะพันธุ์แกร่งในครั้งนี้ ใช้เส้นทางตอนบนสุดของแดนสยามที่จ.เชียงราย เพื่อทดลองสมรรถนะใหม่ใน Ford Ranger 2018 ทั้งรุ่น WildTrak และ Limited ซึ่งนอกจากจะมีความแตกต่างในด้านขุมพลัง ยังมีอีกหลายอย่างที่ต่างกัน มาดูกันถึงความต่างของรถแต่ละรุ่นก่อนครับ

Ford Ranger WildTrak และ Limited มากับมิติตัวรถที่เท่ากัน โดยความยาวมีขนาด 5,362 มม. กว้าง 2,163 มม. และสูง 1,815 มม. ส่วนของใต้ท้องรถนั้นสูงถึง 230 มม. ซึ่งหากลงลึกไปในรายละเอียด จะเริ่มเห็นความต่างทั้งภายนอกและภายใน

รูปลักษณ์ภายนอกของรถทั้ง 2 รุ่นเริ่มจากกระจังหน้าในรุ่น WildTrak มีการพ่นสีดำเงา ส่วน Limited จะเป็นสีโครเมียม โคมไฟทั้ง 2 รุ่นนี้ใช้เหมือนกันนั่นคือแบบ เอซไอดี พร้อมโปรเจคเตอร์เลนส์ รวมถึงมีไฟกลางวัน และที่มุมกันชนจะมีไฟตัดหมอกเพื่อเพิ่มทัศนวิสัยในการขับขี่

แก้มข้างในรุ่น WildTrak ติดตั้งสัญลํกษณ์ 2.0 Bi-Turbo ส่วน Limited จะเป็นสัญลักษณ์สีเงินติดตั้งไว้ที่ตำแหน่งเดียวกัน ประตูหน้าทั้ง 2 ฝั่ง จะติดตั้งสัญลักษณ์ Limited สีโครเมียม ส่วน WildTrak จะใช้เป็นสติกเกอร์สีเทา

รถทั้ง 2 รุ่น มีฝากระโปรงท้ายที่ได้รับการติดตั้งระบบ Easy Lift ช่วยผ่อนแรงในการเปิด มาพร้อมกล้องถอยหลังติดตั้งเซนเซอร์ไว้ที่มุมกันชน แต่สำหรับ WildTrak นั้นเป็นรุ่นพิเศษ เพิ่มความสวยงามด้วยชุดแต่ง ทั้ง สปอร์ตบาร์ และ แรคหลังคา ติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน

อีกหนึ่งจุดสำหรับรูปลักษณ์ภายนอกนั้นคือ ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว ซึ่งในรุ่น Limited จะเป็นสีเทา แต่ WildTrak จะเป็นสีโครเมียม

ห้องโดยสารตกแต่งในสไตล์ต่างกัน เบาะนั่งของ Wildtrak นั้นเป็นหนังพร้อมปักฉลุชื่อรุ่นและเย็บขอบด้วยการเดินด้ายสีส้ม ในส่วนของผู้ขับขี่ปรับได้ด้วยไฟฟ้า 8 ทิศทาง บริเวณคอนโซลหน้าฝั่งผู้โดยสาร การตกแต่งโดยรวมดูหรูหรา มีระดับ เน้นสีดำเงา สลับกับสีเงินรมดำ

ในขณะที่รุ่น LIMITED ตกแต่งสไตล์เรียบง่าย ติดตั้งเบาะหนังสีดำด้าน ไม่มีระบบไฟฟ้าสำหรับเบาะคนขับ คอนโซลและแผงข้างใช้สีดำและเทาเป็นสีหลัก

ออฟชั่นภายในถือเป็นสิ่งที่บ่งบอกความแตกต่างได้ แต่ส่วนที่ไม่ต่างกันกันเริ่มจาก ระบบมัลติฟังค์ชั่นที่พวงมาลัย สั่งการได้ทั้งเครื่องเสียง การรับและวางสายโทรศัพท์ รวมถึงระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ และ ชุดแดชบอร์ดซึ่งมีจอข้อมูล TFT แบบสีขนาด 4.2 นิ้ว 2 จอ ขนาบข้างมาตรวัดความเร็ว ระบบปรับอากาศแยกอิสระซ้าย-ขวาอัตโนมัติ

ด้านบนคอนโซลติดตั้งหน้าจอระบบสัมผัสแบบเดียวกับสมาร์ทโฟน ตอบสนองการใช้งานได้รวดเร็ว และยังรองรับการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนทั้ง Apple Car Play และ Android Auto ซึ่งมีฟังค์ชั่นการใช้งานระบบ ซิงค์ 3 (SYNC 3) ภาคเสียงภาษาไทย ที่ได้รับการอัพเกรดล่าสุด และหากเกิดอุบัติเหตุฉุกเฉินจนถุงลมนิรภัยทำงาน ระบบนี้ยังสามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่านบลูทูธ ไปยังหมายเลข 1669 หรือกู้ชีพนเรนธร เพื่อการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที ทั้งยังเติมเต็มความสะดวกสบายด้วยกุญแจรีโมทอัจฉริยะพร้อมปุ่มสตาร์ทรถอัตโนมัติ เพิ่มเติมในส่วนของรุ่น Wildtrak จะมีระบบนำทางผ่านดาวเทียม ส่วนรุ่น Limited นั้นไม่มี

อีกหนึ่งความน่าสนใจที่มีมาให้เหมือนกันนั่นคือคันเกียร์อัตโนมัติ เก๋ไก๋ด้วยวิธีปรับการใช้งานในรูปแบบเกียร์แมนนวลด้วยปุ่ม บวก/ลบ บริเวณหัวเกียร์

ด้านความแตกต่าง Wildtrak ในฐานะรุ่นท๊อปแน่นอนว่าของมาเต็มกว่ารุ่น Limited เริ่มจากไฟห้องโดยสารแบบ Ambient Light และระบบตัดเสียงรบกวนภายในห้องโดยสาร (Active Noise Cancellation) รวมถึงตัวช่วยการขับขี่ทั้งด้านความปลอดภัยและสมรรถนะในการลุย

Ford Ranger ถือเป็นกระบะรุ่นแรกที่ได้นำตัวช่วยด้านความปลอดภัยอย่าง เทคโนโลยีตรวจจับคนเดินถนน (AEB: Autonomous Emergency Braking) และระบบตรวจจับยานพาหนะ (Vehicle Detection) ความพิเศษของระบบนี้มาจากการสั่งงานระบบเบรกอัตโนมัติเพื่อลดการเกิดอุบัติเหตุ และอีกหนึ่งตัวช่วยด้านการขับขี่คือ ระบบช่วยจอดอัจฉริยะ (Active Park Assist) เพื่อให้การจอดรถด้านข้างทำได้สะดวกยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ยังมีระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติ (Adaptive Cruise Control), ระบบเตือนการชนด้านหน้า (Forward Collision Warning System),ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง (Lane Keeping System),ระบบแจ้งเตือนการขับขี่ (Driver Alert System) และระบบเปิด-ปิดไฟสูงอัจฉริยะ (Auto High Beam Control)

ส่วนตัวช่วยในด้านการลุยในรุปแบบออฟโร๊ดนั้นติดตั้งมาแทบจะเหมือนกัน เริ่มด้วยระบบช่วยออกตัวขณะจอดบนทางลาดชัน ระบบช่วยการทรงตัวขณะลากจูง ระบบควบคุมความเร็วขณะลงเขา และเฟืองท้ายแบบลิมิเต็ดสลิป แต่ในรุ่น WildTrak จะพิเศษกว่านั่นคือใช้ระบบเฟืองท้ายแบบ Locking Rear Differential

ขุมกำลังของ Ranger ทั้ง 2 รุ่นนั้นมาจากพื้นฐานเครื่องยนต์เดียวกันซึ่งเป็นแบบ ดีเซล EcoBlue TDCi 4 สูบขนาดความจุ 1,996 ซีซี ฟอร์ดได้มีการพัฒนาเครื่องยนต์โดยเริ่มจากการใช้โฟมมาผลิตฝาครอบเครื่องยนต์ และเปลี่ยนมาใช้สายพานไทม์มิ่งแทนโซ่ รวมถึงเพิ่มสายพานเส้นเล็กอีกหนึ่งเส้นซึ่งทำงานผ่านแทงค์น้ำมันเครื่องคอยทำหน้าที่ตักน้ำมันเครื่องขึ้นไปช่วยหล่อลื่นชิ้นส่วนภายใน และลูกสูบทำจากอลูมิเนียมซึ่งมีความแข็งแรง และทนทาน ส่งผลให้การทำงานของเครื่องยนต์นั่นเงียบกว่าเดิม แต่ความแตกต่างอยู่ที่ที่ระบบอัดอากาศ Wildtrak ใช้แบบ Bi-turbo ให้กำลังสูงสุด 213 แรงม้าที่ 3,750 รอบ พร้อมแรงบิด 500 นิวตันเมตรที่ 1,750 – 2,000 รอบ ซึ่งเป็นขุมพลังแบบเดียวกับ Ranger Raptor

ในส่วนของ Limited ใช้ระบบอัดอากาศแบบเทอร์โบเดี่ยว ให้กำลังสูงสุด 180 แรงม้าที่ 3,500 รอบ พร้อมแรงบิด 420 นิวตันเมตรที่ 1,750 – 2,500 รอบต่อนาที

ทั้ง Ranger Wildtrak และ Limited ใช้ระบบส่งกำลังใหม่ในรูปแบบของเกียร์อัตโนมัติ 10 จังหวะ โดยระบบส่งกำลังนี้สามารถปรับลดตำแหน่งเกียร์ได้โดยใช้การบวก/ลบ ที่อยู่บริเวณหัวเกียร์ และเกียร์ระบบนี้ได้ใช้ในรถยนต์สมรรถนะสูงอย่าง Ford Mustang Ford F-150 รวมถึง Ford Ranger Raptor ด้วยเช่นกัน

ด้านของระบบรองรับยังคงใช้แบบเดียวกัน โดยได้มีการพัฒนาเพื่อลดการโคลงตัว และเพื่อการควบคุมที่แม่นยำ ด้านหน้าเป็นแบบอิสระแมคเฟอร์สัน สตรัท มาพร้อมเหล็กกันโคลง ด้านหลังเป็นแบบแหนบซ้อน

รายละเอียดทั้งหมดเป็นความแตกต่างและข้อมูลทั่วไปของ Ford Ranger ทั้ง 2 รุ่น ทีนี้มาเข้าสู่การทดสอบกันเลยครับ เส้นทางที่ใช้ในการพิสูจน์ความแกร่งอยู่ที่จ.เชียงราย แน่นอนว่า สภาพภูมิประเทศในรูปแบบเส้นทางลาดชัน พร้อมทางโค้ง ขึ้น/ลง ภูเขา และทุกคนที่เข้าร่วมการทดสอบในครั้งนี้ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้

เริ่มด้วยเรื่องของ Ranger Wildtrak กับสัมผัสแรกบนระยะทางร่วม 200 กม. จากอ.เมือง เชียงรายไปจนถึงปลายทางที่อ.เชียงของ ความเงียบในห้องโดยสารถือเป็นความโดดเด่นและเพิ่มสุนทรียในการขับขี่ ทั้งนี้เป็นผลมาจากเสียงเครื่องยนต์ที่เงียบขึ้น และการใส่ระบบตัดเสียงรบกวนภายในห้องโดยสาร (Active Noise Cancellation)

สมรรถนะของเครื่องยนต์ต้องบอกว่า “เฟอร์เฟค” ความเร็ว 100 กม./ชม. ใช้รอบเครื่องยนต์ไปเพียงแค่ 1,500 รอบ ซึ่งถ้าเทียบกับรถยนต์ในกลุ่มอีโค่คาร์หลายๆแบรนด์ ยังใช้รอบเครื่องสูงกว่านี้เสียอีก บางช่วงที่เป็นเส้นตรงยาวๆ สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ประมาณ 180 กม./ชม.

การทำงานของระบบ Bi-Turbo จะแบ่งการทำงานออกเป็น 3 ขั้นตอน ในกรณีรอบเครื่องยนต์อยู่ที่ 0-1,800 รอบ เทอร์โบลูกเล็กจะทำงานเป็นหลัก จาก 1,800 – 3,000 รอบ เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างลูกเล็กกับลูกใหญ่ แต่จาก 3,000 รอบเป็นต้นไป เทอร์โบลูกใหญ่จะเข้ามามีบทบาทในการอัดอากาศแต่เพียงลูกเดียว ทั้งนี้จึงลดอาการ Lag ของเทอร์โบได้อย่างชัดเจน

ระบบส่งกำลังพัฒนาออกมาได้ดี การเปลี่ยนเกียร์แต่ละครั้งทำได้นุ่มนวล และอัจฉริยะ เมื่อต้องการเร่งแซง สมองกลจะอ่านค่าใช้งานและปรับลดตำแหน่งเกียร์แบบก้าวกระโดด ยกตัวอย่างเช่น หากตำแหน่งเดิมอยู่ที่เกียร์ 6 ด้วยความเร็ว 80 กม./ชม. เพียงคิกดาว์น สมองกลของเกียร์จะสั่งการให้ระบบเปลี่ยนลงมาเป็นเกียร์ 3 เพื่อตอบรับกับการกดคันเร่ง และเปลี่ยนจากเกียร์ 5 ไปเกียร์ 7 เมื่อสมองกลพิจารณาแล้วว่าความเร็วสัมพันธ์กับรอบเครื่องยนต์

ในกรณีที่ใช้การปรับและลดตำแหน่งเกียร์ในรูปแบบแมนนวลโหมด สามารถควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ได้ด้วยตัวเอง แต่ต้องทำความเข้าใจกับระบบเพิ่มอีกเล็กน้อย เพราะเทคโนโลยีนี้ ผู้ขับขี่ต้องควบคุมเองทุกอย่าง หากถอนคันเร่ง ใช่ว่าเกียร์จะกลับมาอยู่ในตำแหน่ง D ต้องกด + ค้างไว้สักระยะ เพื่อให้สมองกลประเมินค่า หรือ ปรับตำแหน่งเกียร์มาที่ S แล้วดันกลับไปที่ตำแหน่ง D เกียร์ถึงจะกลับไปเป็นระบบเกียร์อัตโนมีติเช่นเดิม

ระบบช่วงล่างถือว่าโดดเด่นไม่แพ้เครื่องยนต์ เดิมทีหากใครที่ติดตามกระบะพันธุ์แกร่งจากค่ายฟอร์ด คงจะพอทราบกันแล้วว่า ระบบรองรับนั้นหาตัวเปรียบได้อยาก เพราะกระบอกโช๊คอัพที่ใหญ่กว่าคู่แข่ง รวมถึงการดีไซน์แหนบซ้อนของระบบรองรับด้านหลัง ทำให้ Ranger มีสมรรถนะระบบช่วงล่างที่โดดเด่นด้านการยึดเกาะ พอมาถึงในรุ่นปี 2018 ระบบช่วงล่างด้านหน้าได้เพิ่มในส่วนของเหล็กกันโคลง ทำให้ได้มาซึ่งการควบคุมรถที่แม่นยำ ขับเพลินและนิ่ง จนบ่อยครั้งต้องละสายตาจากเส้นทางมามองที่มาตรวัดความเร็ว ซึ่งความเร็วในขณะนั้นอยู่ที่ 150-160 กม./ชม. ก็ตาม

ด้านการทดสอบระบบตรวจจับคนเดินถนน (AEB: Autonomous Emergency Braking) และระบบตรวจจับยานพาหนะ (Vehicle Detection) ความพิเศษของระบบนี้มาจากการสั่งงานระบบเบรกอัตโนมัติ โดยใช้กล้องและเรดาร์บริเวณกระจกบังลมหน้าตรวจจับคนเดินถนนหรือพาหนะ ระบบจะสั่งการให้รถเบรกกะทันหัน ในย่านความเร็วตั้งแต่ 3.6-50 กม./ชม. เพื่อลดการสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน แต่หากความเร็วเกินกว่านี้ ระบบจะช่วยลดความเร็วแต่ไม่ถึงกับหยุดนิ่ง ซึ่งจะช่วยให้อุบัติเหตุที่จะเกิดขึ้นนั้นลดความรุนแรงลงได้ และระบบจะไม่ทำงานในกรณีที่แซงเลนซ้าย แล้วมีคนหรือรถพุ่งออกมาจากด้านขวา เนื่องจากกล้องและเรดาร์ถูกบดบังทัศนวิสัยของการทำงานนั่นเอง

สำหรับระบบระบบช่วยจอดอัจฉริยะ (Active Park Assist)เป็นการอำนวบความสะดวกให้ผู้ขับขี่ในกรณีที่มีพื้นที่จอดรถจากด้านข้าง ระบบนี้จะใช้กล้องและเรดาร์ทำการประเมินพื้นที่ ก่อนที่จะลอคเป้าหมายและทำการควบคุมทิศทางของรถ ผู้ขับขี่ทำหน้าที่เพียงควบคุมคันเร่งและเบรคเท่านั้น ซึ่งตัวช่วยนี้ถือเป้นตัวช่วยที่ทำให้การเล็งพื้นที่และนำรถเข้าจอดได้โดยง่าย

ทีนี้มาถึงคิวของรุ่น Limited เส้นทางที่ใช้ จากอ.เชียงของ-อ.เมืองเชียงราย ความแตกต่างนอกผมขอโฟกัสไปที่เรื่องของเครื่องยนต์ซึ่งใช้ระบบอัดอากาศแบบเทอร์โบเดี่ยว ซึ่งมีพละกำลังน้อยกว่าระบบอัดอากาศแบบ Bi-turbo แต่ใช้ว่าการตอบสนองจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ความเร็วเฉลี่ย 100 กม./ชม. ยังคงใช้รอบเครื่องยนต์เท่ากัน นั่นคือ 1,500 รอบต่อนาที แต่การตอบสนองจะมีอาการ Lag ของเทอร์โบบ้างเล็กน้อย แต่ก็ใช้ว่าจะเป็นปัญหาใหญ่ เพราะถ้ามาเทียบกับคู่แข่งในกลุ่มรถกระบะ พละกำลัง 180 แรงม้า พร้อมแรงบิด 420 นิวตันเมตร นั้นอาจสูงกว่าคู่แข่งบางรุ่นเสียอีก และแน่นอนในส่วนที่ได้เปรียบนั่นคือในด้านของความประหยัดเชื้อเพลิง

นอกเหนือจากเรื่องของเครื่องยนต์ รถทั้ง 2 รุ่นนี้ให้อารมณ์การขับขี่ที่ใกล้เคียงกันมาก จะมีอีกเรื่องก็คือ การเก็บเสียงในห้องโดยสาร เพราะ Wildtrak ได้ติดตั้งระบบตัดเสียงรบกวนภายในห้องโดยสาร (Active Noise Cancellation) ซึ่งถ้านำระบบนี้มาติดตั้งในรุ่น Limited คงเป็นอะไรที่เรียกว่ารักพี่เสียดายน้องของจริงครับ

ถ้าให้สรุปว่ารถทั้ง 2 คันนี้มีอะไรให้ติ บอกตามตรงเลยครับว่าเป็นการใช้งานระบบเกียร์ในโหมดแมนนวล ซึ่งควรศึกษาและทำความเข้าใจก่อนที่จะใช้งาน เนื่องจากคุณต้องควบคุมการทำงานตลอดเวลา เพราะเกียร์จะไม่กลับมายังตำแหน่ง D ทั้งที่ยกคันเร่งหรือลากรอบยาวๆก็ตาม สำหรับส่วนอื่นๆ ผมยังหาไม่เจอว่าส่วนใหนที่อยากให้ปรับปรุง โดยรวมแล้วพอจะนิยามสั้นๆให้กับ Ford Ranger ทั้ง 2 คันนี้ได้ว่าเป็น “กระบะพันธุ์แกร่งแห่งยุคสมัย”

และหากถามว่าควรเลือกแบบไหน ในด้านของราคาที่เป็นส่วนต่างคือ 236,000 บาท กับออฟชั่นและฟีเจอร์ต่างๆที่ไม่เหมือนกันนั้น ในกรณีที่ใช้งานจริง จะได้สัมผัสกับระบบเหล่านี้มากน้อยเพียงใด ถ้าใช้งานเยอะ ผมว่าคุณควรเลือกรุ่น Wildtrak เพราะมีครบและจบทุกอย่างในคันเดียว แต่ถ้าไม่ค่อยได้ใช้งาน ความแตกต่างของระบบที่กล่าวถึง เลือกรุ่น Limited ก็เพียงพอต่อการใช้งานแล้วครับ

รายละเอียดด้านราคาขายของ Ford Ranger แต่ละรุ่น สามารถรับชมได้ที่ https://www.ford.co.th/trucks/ranger/

ข้อมูลทางเทคนิค: Ford Ranger Wildtrak , Limited
เครื่องยนต์: ดีเซล EcoBlue TDCi 4 สูบ เทอร์โบคู่,ดีเซล EcoBlue TDCi 4 สูบ เทอร์โบเดี่ยว
ความจุกระบอกสูบ (ซี.ซี.): 1,996
กำลังสูงสุด (แรงม้า ที่ รอบ/นาที): 213/3,750 (WildTrak) 180/3,500 (Limited)
แรงบิดสูงสุด (นิวตัน-เมตร ที่รอบ/นาที): 500/1,750 – 2,000 (WildTrak) 420 /1,750 – 2,500 (Limited)
ระบบส่งกำลัง: อัตโนมัติ 10 จังหวะ พร้อม Manual Mode
ระบบขับเคลื่อน: สี่ล้อพาร์ทไทม์
ระบบกันสะเทือน(หน้า/หลัง): แมคเฟอร์สันสตรัท /แหนบแผ่น
เบรก(หน้า/หลัง): ดิสก์/ดุม
ยาว/กว้าง/สูง(มม.): 5,362×2,163 x1,815
ราคา (บาท): 1,265,000 (WildTrak) ,1,029,000 (Limited)
ตัวแทนจำหน่าย: บริษัท ฟอร์ด เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด

เดินทางย่ำแดนจิงโจ้ ขับ “Ford Ranger Raptor” เพื่อหาคำตอบ คุ้มหรือไม่ ทำไมต้อง Raptor? (ภาพ+คลิปวีดีโอ)

0

ต้นเดือนกุมภาพันธ์ Ford สร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับวงการรถปิกอัพด้วยการเปิดตัว Ford Ranger Raptor เป็นปิกอัพที่ได้รับการพัฒนาจาก DNA ของแผนก Ford Performance ที่มีต้นสายธารจาก Ford F150 ปิกอัพตันครึ่งตัวใหญ่ในตลาดสหรัฐอเมริกา ครั้งนั้นเรียกกระแสฮือฮา ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะสเปครถที่เปลี่ยนแปลงไปจาก Ranger อย่างที่ กูรู ในแวดวงออฟโรด บอกว่า มันแทบจะเป็นปิกอัพคนละคันกันเลยทีเดียว!!!

การเปลี่ยนแปลงจาก Ranger มาสู่ Raptor นั้น Autoworldthailand รายงานไปแล้ว ย้อนกลับไปดูข้อมูลเต็มๆได้ แต่เพื่อไม่ให้เสียเวลา ขอสรุปจุดสำคัญไว้ให้ตรงนี้

เริ่มที่กระจังหน้าใหม่ดุดัน แก้มข้างรถคู่หน้าแบบใหม่ตีโป่งขึ้นมาคลุมล้อขนาด 17 นิ้วและยาง All-terrain BF Goodrich ขนาด 285/70 R17 ดีไซน์มาสำหรับใช้กับ Raptor โดยเฉพาะ เช่นดัยวกับซุ้มล้อหลังที่ตีโป่งขึ้นมารับกันรองรับระยะยุบตัวของโช๊คอัพที่เพิ่มมากขึ้น บันไดข้างออกแบบเพื่อป้องกันไม่ให้เศษหินกระแทกกับตัวถังรถด้านหลัง

โครงสร้างภายนอกนั้นเพิ่มความสูงใต้ท้องเครื่องถึง 283 มิลลิเมตร ระยะช่วงล้อหน้าและล้อหลังที่กว้างขึ้น 150 มิลลิเมตร มาจากการนำแชสซีส์เดิมมาเพิ่มความแกร่งและใหญ่ ผลิตจากเหล็กอัลลอย HSLA (High-Strength Low-Alloy) เกรดต่างๆ เสริมความแข็งแรงด้านข้างของแชสซี (side-rails) เพื่อรองรับแรงกระแทกที่เกิดจากการขับขี่ด้วยความเร็วสูง

ระบบช่วงล่างหน้ามีปีกนกที่ทำจากอะลูมิเนียม โดยปีกนกบนทำด้วยวิธีการฟอร์จและปีกนกล่างใช้วิธีการหล่อ ติดตั้งแผงกันกระแทกด้านล่างเพื่อช่วยปกป้องห้องเครื่อง ผลิตจากเหล็กกล้า (High-strength steel) มีความหนา 2.3 มิลลิเมตร โช้คแบบ Position Sensitive Damping (PSD) แบรนด์ “Fox Racing Shox” ผลิตขึ้นมาเป็นพิเศษโดยใช้ลูกสูบขนาด 46.6 มิลลิเมตร ทั้งคู่หน้าและหลัง ระบบกันสะเทือนหลังแบบใหม่รวมถึงระบบวัตต์ลิงค์และสปริงคอยล์โอเวอร์ช็อคทำให้เพลาเคลื่อนที่อย่างมั่นคง

เครื่องยนต์ดีเซลใหม่แบบ Bi-Turbo (เทอร์โบคู่) ขนาด 2.0 ลิตร 213 แรงม้า (157 กิโลวัตต์) และแรงบิดที่มากถึง 500 นิวตันเมตร ทำงานร่วมกับการถ่ายทอดกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด (ชุดนี้ใหม่หมดเมื่อตอนเปิดตัวครั้งแรก แต่ตอนนี้ถูกนำไปใช้กับ Ranger รุ่นปรับโฉมใหม่เป็นที่เรียบร้อย)

ภายในห้องโดยสารจะมีการเปลี่ยนแปลงในรายละเอียดที่เพิ่มความเป็นเอกลักษณ์ เช่น เบาะนั่งบักเก็ตซีท ปักชื่อ Raptor แผงหน้าปัดหุ้มหนังเดินด้ายตะเข็บคู่สีฟ้า มีแป้น paddle shief ที่พวงมาลัยให้เล่นเกียร์ได้ด้วยตัวเอง เท่านี้ก็ทำให้อารมณ์เปลี่ยนจาก Ranger ธรรมดา ไปโขแล้วครับ

ว่ากันว่ามูลค่าของการเปลี่ยนแปลงนั้น ถ้าจับ Ranger ไปแต่งเองให้ได้ตามนี้ต้องมีไม่ต่ำกว่า 500,000 บาท (อันนี้ผมฟังกูรูออฟโรดกระซิบมา) Ford เปิดราคา เปิดรับจองกันไปก็เมื่อเมษายนในงานมอเตอร์โชว์ที่ราคา 1.699 ล้านบาท สูงกว่า Ranger ตัวท๊อป Wildtrack ประมาณ 400,000 บาท เป็นปิกอัพที่แพงที่สุดในตลาด แต่กลับได้รับการตอบรับจากตลาดอย่างดี มีรายงานระบุว่า Raptor จากโรงงาน FMT ในไทยซึ่งประกอบป้อนในไทยและส่งออก มีโควตาให้ตลาดในไทย ปีละ 2,500 คัน ในปีแรกนั้น “หมด”แล้ว

ทำไม Raptor เป็นปิกอัพแพงสุด แต่หลายคนบอกว่าคุ้ม
ทำไม Ford กล้าหาญพอที่จะเปิด segment ใหม่ให้กับตลาดปิกอัพเมืองไทย

มาหาคำตอบจากรายงานการทดลองขับ Raptor ที่ผมได้รับเชิญไปร่วมคณะสื่อมวลชน ปอกเปลือก Raptor ในทุกสภาพถนน ที่เมือง ดาร์วิน ออสเตรเลีย ครับ

ดาร์วิน อยู่ที่ตอนบนสุดของ ออสเตรเลีย ห่างจาก ซิดนี่ย์ ประมาณ 4 ชัวโมงบิน ภูมิประเทศหลักของที่นี้เป็นหินทรายทุ่งหญ้ากว้างขวางสุดลูกหูลูกตา เขตนี้ค่อนช้างอุดมสมบูรณ์มีแม่น้ำใหญไหลผ่าน และที่น่าสนใจคือมี จระเข้เป็นสัญลักษณ์ของเมือง ถ้าใครที่อายุ 40 ขึ้นไปจะจำภาพยนตร์ Crocodile Dundee เรื่องราวของหนุ่มบ้านนอกนักล่าจระเข้ ที่มีอันต้องไปใช้ชีวิตในเมืองใหญ่นิวยอร์ค เหมือนบ้านนอกเข้ากรุงทำนองนี้ เป็นหนังที่โด่งดังมากในปี 1986 และ Dundee มาจากเมืองทางเหนือนี่เอง

หลังจากเดินทางไกลเอาการจากกรุงเทพมาถึงคาร์วิน เรามีโปรแกรมสำหรับการทดลองขับ Raptor 1วันเต็ม เป็นหนึ่งวันที่ได้ขับ Raptor ทุกสภาพถนนจริงๆ หลังจาก Brief เส้นทางและแนะนำรถให้รู้จักกันอีกครั้ง เราก็พร้อมเดินทาง ผมจับคู่กับ ลำยอง ปกป้อง นักข่าวหญิงเก่งรุ่นใหญ่จากเดลินิวส์ เมื่อเข้านั่งประจำตำแหน่งกันแล้ว ตำแหน่งผู้ขับสามารถปรับเบาะนั่งไฟฟ้าให้พอเหมาะกับสรีระได้ง่ายๆ ส่วนผู้โดยสารเป็นแบบแมนวล ดึงๆ โยกๆนิดหน่อยก็ลงตัว

การเดินทางเป็นไปในรูปแบบคาราวาน มีรถทีมงานนำขบวนไปบนไฮเวย์ออนโรด ช่วงแรกเราได้สัมผัสถึงความง่ายดายในการควบคุม พวงมาลัยแน่นๆ แม่นยำ มีความนุ่มนวลจากระบบรองรับช่วยให้ขับได้อย่างสบายๆ โหมดการขับขี่ในช่วงแรกใช้แบบ 2H หรือขับเคลื่อน 2 ล้อมาตลอด

ที่น่าสนใจคือเครื่องยนต์เมื่อเดินทางด้วยความเร็วสม่ำเสมอที่ 100 กม./ชม.สังเกตที่หน้าปัดจะเห็นรอบเครื่องยนต์เลย 1500 รอบต่อนาทีมานิดเดียว ซึ่งถือว่าทำงานน้อยมากความประหยัดย่อมทำได้ดีแน่นอน แต่ในจังหวะต้องการเร่งความเร็ว แม้จะไม่ได้เดินคันเร่งมากมาย แต่พละกำลังของเจ้า Raptor ก็ตอบสนองมาได้เป็นอย่างดี

หลังจากขับบนไฮเวย์มาสักประมาณ 100 กม.เมื่อมาถึงช่วงถนนแยกเป็นถนนดำแคบโค้งซ้ายขวาขึ้นเนินเขา Raptor แสดงอาการเกาะถนนให้เราเข้าโค้งได้อย่างเนียนๆ จนมาถึงแยกเข้าถนนส่วนบุคลเข้าในเขตพื้นที่ไร่ปศุสัตว์ สภาพถนนเป็นเส้นทางลูกรังเรียบในเขตปศุสัตว์ที่เป็นถนนปิด ทีมงานบอกว่าทำความเร็วได้ไม่เกิน 160 กม./ชม.ผมก็ทดลองตามนั้นแต่ปรับโหมดขับเคลื่อนเป็น 4H ขับ 4 ล้อที่ความเร็วสูงได้

Raptor พาผมลุยฝุ่นไปได้เหมือนกับวิ่งบนถนนดำทีเดียว หมายความว่าช่วงล่างรองรับได้ดีมากบางช่วงมีร่องน้ำ และ เนินเล็กๆ ที่ทำให้ต้องชะลอความเร็ว แต่พอผ่านไปโดยแทบจะได้รับอาการสะเทือนมากนัก หลังจากนั้นผมก็ “รูด” ตลอดเรียกว่ายิ่งเห็นร่องยิ่งเข้าหา กลายเป็นว่าสนุกไปเลย ยิ่งในช่วงโค้งกว้างๆรถจะมีอาการท้ายปัดเล็กๆยิ่งเพิ่มความสนุก


มาถึงช่วงทดสอบพิเศษ
สถานีทดสอบเฉพาะการขับขี่ที่หลากหลายในรูปแบบออฟโรด มี ระบบ Terrain Management System (TMS) เข้ามาช่วย ถึง 4 โหมดคือ

-โหมดหญ้า/กรวดหิน/หิมะ ออกแบบมาให้ขับขี่บนทางออฟโรดที่มีพื้นผิวลื่นและเป็นหลุมบ่อ โดยระบบจะทำการเปลี่ยนเกียร์อย่างนุ่มนวลขึ้นพร้อมทั้งออกตัวด้วยเกียร์ที่สอง ซึ่งจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยและลดอัตราการลื่นไถลของล้อรถ


-โหมดโคลน/ทราย ระบบจะปรับการตอบสนองของระบบควบคุมการลื่นไถลให้เหมาะสมกับพื้นผิวที่มีความลึกและสามารถเปลี่ยนรูปร่างได้อย่างพื้นทรายและโคลน ด้วยการใช้เกียร์ต่ำที่มีแรงบิดสูง


-โหมดหิน ใช้เมื่อขับขี่บนพื้นผิวในเขตภูเขาที่ลาดชัน ต้องใช้ความเร็วต่ำ และเน้นการควบคุมรถให้ขับเคลื่อนอย่างช้าๆ


-โหมดบาฮา ระบบจะปรับการตอบสนองของเครื่องยนต์ให้เหมาะกับการขับขี่ออฟโรดด้วยความเร็วสูงเสมือนนักแข่งแรลลี่กลางทะเลทรายบาฮาอันเลื่องชื่อ โดยระบบป้องกันล้อหมุนฟรีจะถูกตัดการทำงาน เพื่อไม่ให้แทรกแซงการทำงานของเครื่องยนต์ รวมทั้งเกียร์จะถูกปรับให้มีประสิทธิภาพการทำงานสูงสุด ระบบจะค้างรอบเครื่องไว้นานขึ้นและเปลี่ยนเกียร์ลงได้อย่างรวดเร็วยิ่งกว่าเดิม

เริ่มด้วยสถานีออฟโรด เส้นทางที่ถูกปั้นขึ้นมาเป็นลักษณะการไต่เขา 45 องศาขึ้นลง เอียงข้างซ้ายขวา พื้นผิวเป็นหิน ดินฝุ่นลื่นไถลได้ตลอดเส้นทาง ผมสามารถใช้โหมดหิน ควบคุม Raptor ไต่ทางชัน 45 องศา ขึ้นลงได้อย่างง่ายดาย แรงบิดมหาศาล 500 นิวตันเมตร เพียงเดินคันเร่งเบาๆ Raptor จะขึ้นเขาได้อย่างง่ายดาย ในขณะที่ขาลงระบบจะช่วยควบคุมความเร็วให้รถเดินลงอย่างช้าโดยไม่ต้องเดินคันเร่งหรือเหยียบเบรกเพื่อป้องกันการเกิดอาการลื่นไถล คือระบบจะเข้ามาช่วยจนเหมือนเราเป็นมืออาชีพด้านออฟโรด และทำให้เข้าใจได้ว่าไม่มีสภาพถนนแบบอีกไหนอีกแล้วที่ Raptor จะไปไม่ได้

มาถึงสถานีครอสสคันทรี คราวนี้ ได้ทดสอบโหมด บาฮา อย่างเต็มอิ่ม ซึ่งโหมดนี้ระบบจะปรับการตอบสนองของเครื่องยนต์ให้เหมาะกับการขับขี่ออฟโรดด้วยความเร็วสูง ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีจะถูกตัดการทำงาน เพื่อไม่ให้แทรกแซงการทำงานของเครื่องยนต์ เส้นทางในสถานีนี้จะพิสูจน์ช่วงล่างของ Raptor อย่างแท้จริง เพราะมีทั้งทางโค้งที่มีฝุ่นหนาเป็นฟุต รอกลั่นแกล้งให้เกิดอาการลื่นไถลได้อย่างง่ายดาย มีหลุม มีบ่อน้ำ ที่ทางตรงยาว มีเนินบินที่ Instructor เรียกว่า เนิน “วู้วว์บอย” จะเป็นอย่างไรเดี๋ยวได้รู้กัน

ก่อนจะได้ลงสนามทดสอบจริง เรานั่งรถไปกับ Instructor เพื่อดูสภาพเส้นทางก่อน แต่เขาไม่ได้พาทัวร์เหมือนนักท่องเที่ยวนะครับ ทุกคนในรถรัดเข็มขัดนิรภัยเรียบร้อยแล้ว หมอก็พา Raptor ตะลุยทันที ทุกโค้งที่บอกลื่นๆมีอาการปัดท้ายให้แก้ไขตลอด แต่เขาสามารถเอารถกลับคืนได้อย่างง่ายในขณะที่ผมคิดเองว่าเขาเป็นมืออาชีพที่คุ้นเคยกับรถมานานอยู่ จึงควบคุมได้ไม่ยาก และ ไม่ได้เบามือกับโค้งหรือแม้แต่ช่วงที่ใส่มาเต็มๆเกิน 100 กม./ชม. ช่วงบินเนินที่เรียกว่า “วู้วว์บอย” นั่นก็เพราะทุกคนจะลอยไปกับรถจนต้องลั่นเสียง “วู้ววว” ออกมาเองโดยไม่รู้ตัวนั่นเอง

หลังจากนั้นเป็นคิวที่เราจะได้ทดลองด้วยตัวเอง โดย Instructor นั่งไปด้วยเพื่อแนะนำการขับ ตอนแรกผมคิดว่าจะเอาแค่ประคอง Raptor พอให้จบ คงขับได้ไม่เหมือน Instructor เอาเข้าจริงๆ แล้ว เพียงโค้งแรกก็จับอาการได้ แล้วจากนั้นก็สนุกกับการเล่นโค้งแก้อาการโอเวอร์สเตียร์ จากความลื่นของพื้นผิวถนนที่เต็มไปด้วยฝุ่นอย่างง่ายๆ คราวนี้ก็สนุกสิครับ หลุมบ่อนี่เป็นเรื่องเล็ก อาการให้ตัวของช๊อคในภาวะที่ต้องซับแรงกระแทกหนักๆนั้นทำได้ดีมาก เมื่อลงบ่อก็สามารถคุมรถให้อยู่ในเส้นทางที่ต้องการไปได้อย่างเชื่องมือ ไม่กระโดดโลดแล่นเหมือนปิกอัพทั่วไป โดยเฉพาะช่วงต้องผ่านเนิน “วู้วว์บอย” ผมกล้าที่จะใส่ไปด้วยความเร็ว เพื่อรับรู้ถึงอาการบินแบบลอยทั้ง 4 ล้อและลงมาสัมผัสพื้นด้วยอาการนิ่งไม่มีการโยนตัวให้คุมรถยากแต่อย่างใด

3 เนินที่ต้องบินผ่านไปนั้นมีทั้งขึ้นตรงๆ และเอียงขึ้น Raptor ทำหน้าที่มอบความสนุกให้อย่างมั่นใจทุกครั้ง และ นั่นเป็นเรื่องของรถเกือบทั้งหมด ผมทำหน้าที่เพียงแค่เก็บเกี่ยวความสนุกในตัวเท่านั้นเอง

ตลอดทั้งวันกับ Raptor ในทุกสภาพการขับขี่ ทุกสภาพผิวถนน ผมบอกได้เลยว่าปิกอัพคันนี้ เป็นของเล่นที่มีคุณค่า ขับง่าย ขับสนุกมากเท่าที่ต้องการ นั่นเป็นคำตอบที่ผมค้นหาได้จากหลายคำถามที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ และคำถามที่สำคัญสุดคือ คุ้มหรือไม่กับค่าตัว 1.699 ล้านบาท ผมบอกได้เลยว่าคุ้มมาก Raptor เป็น SUV ในรูปร่างของ ปิกอัพ มากกว่าจะเป็น ปิกอัพทั่วไป นั่นคือคำตอบสุดท้ายครับ

“มินิ ประเทศไทย” เปิดตัว มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ คอนเวิร์ตทิเบิล ใหม่ ปล่อยความแรงเร้าใจเต็มพิกัด ในดีไซน์โฉบเฉี่ยวสะกดทุกสายตา

0

มินิ ประเทศไทย ส่งสมาชิกใหม่ล่าสุดในตระกูลจอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ สร้างความเร้าใจด้วยขีดสุดแห่งความแรงจากขุมพลังของมินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ คอนเวิร์ตทิเบิล ใหม่ อวดโฉมสมรรถนะสุดปราดเปรียวด้วยจิตวิญญาณของรถแข่งโกคาร์ทอย่างเป็นทางการครั้งแรกให้แก่สาวกชาวไทย ในดีไซน์เปิดประทุนที่โฉบเฉี่ยวสะกดทุกสายตาตามสไตล์จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ พร้อมเครื่องยนต์ทรงพลังปราดเปรียวสนุกสนานได้ในทุกเส้นทาง

คุณปรีชา นินาทเกียรติกุล ผู้จัดการทั่วไป มินิ ประเทศไทย กล่าวว่า “หลังจากที่ได้เราเผยโฉม มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ แฮทช์ รุ่นปรับโฉมใหม่ ไปเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา วันนี้ มินิ ประเทศไทยกลับมาอีกครั้งพร้อมมินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ คอนเวิร์ตทิเบิล ใหม่ เสริมความแรงอย่างต่อเนื่องเต็มพิกัดไม่แพ้ในรุ่นแฮทช์ ผสานเครื่องยนต์ทรงพลังและระบบช่วงล่างที่ได้รับการออกแบบมาอย่างเทียบชั้นกับรถแข่ง เข้ากันอย่างลงตัวกับดีไซน์สปอร์ตและชุดแต่งที่โดดเด่นสะกดทุกสายตา โดยเฉพาะไฟท้ายลายธงยูเนียน แจ็คอันเป็นเอกลักษณ์ สร้างคาแรคเตอร์เฉพาะตัวที่เหนือระดับกว่ารุ่นอื่นๆ ในเซกเมนต์ด้วยสมรรถนะปราดเปรียวและรูปลักษณ์สุดคลาสสิกของมินิ”

มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ คอนเวิร์ตทิเบิล ใหม่ มาพร้อมเครื่องยนต์ที่ทรงพลังที่สุดของมินิ ด้วยเทคโนโลยี MINI TwinPower Turbo ทำงานคู่กับเกียร์อัตโนมัติ Steptronic 8 จังหวะแบบสปอร์ต ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ 4 สูบขนาด 2.0 ลิตร ให้พละกำลังที่ 170 กิโลวัตต์ / 231 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 320 นิวตัน-เมตร สามารถเร่งความเร็วจาก 0 -100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายใน 6.5 วินาที ที่ความเร็วสูงสุด 240 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เสริมสมรรถนะการขับเคลื่อนด้วยระบบท่อไอเสียแบบสปอร์ต ที่มอบพลังเสียงเร้าใจยิ่งขึ้นเมื่อขับขี่แบบเปิดประทุน

มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ คอนเวิร์ตทิเบิล ใหม่ มาพร้อมเครื่องยนต์ที่ทรงพลังที่สุดของมินิ ด้วยเทคโนโลยี MINI TwinPower Turbo ทำงานคู่กับเกียร์อัตโนมัติ Steptronic 8 จังหวะแบบสปอร์ต ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ 4 สูบขนาด 2.0 ลิตร ให้พละกำลังที่ 170 กิโลวัตต์ / 231 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 320 นิวตัน-เมตร สามารถเร่งความเร็วจาก 0 -100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายใน 6.5 วินาที ที่ความเร็วสูงสุด 240 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เสริมสมรรถนะการขับเคลื่อนด้วยระบบท่อไอเสียแบบสปอร์ต ที่มอบพลังเสียงเร้าใจยิ่งขึ้นเมื่อขับขี่แบบเปิดประทุน

อีกหนึ่งไฮไลท์อันโดดเด่นของมินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ คอนเวิร์ตทิเบิล ใหม่คือหลังคาผ้าแบบอัตโนมัติ ที่สามารถเปิด-ปิดได้อย่างไร้เสียงด้วยระบบไฟฟ้า และยังได้รับการปรับปรุงให้สามารถลดเสียงรบกวนจากภายนอกได้มากขึ้นอีกด้วย โดยการเปิด-ปิดหลังคาสามารถทำงานด้วยการกดปุ่มเพียงปุ่มเดียว และใช้เวลาในการเปิด-ปิดเพียงแค่ 18 วินาที ขณะขับขี่ที่ความเร็วสูงสุด 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทั้งยังมาพร้อมฟังก์ชั่นสำหรับเลื่อนเปิดหลังคาเฉพาะส่วนหน้าได้มากสุดถึง 40 เซนติเมตร โดยไม่จำกัดความเร็วขณะขับขี่

มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ คอนเวิร์ตทิเบิล ใหม่ ยังพกขีดสุดแห่งความคล่องตัวและความแม่นยำในการเข้าโค้ง ด้วยการติดตั้งระบบช่วงล่างที่สามารถปรับสภาพตามรูปแบบการขับขี่ (Adaptive Suspension) และชุดเบรกแบบสปอร์ตมาเป็นอุปกรณ์พื้นฐาน รวมทั้งโครงสร้างตัวถังที่เสริมความแข็งแกร่งเป็นพิเศษเฉพาะสำหรับรุ่นคอนเวิร์ตทิเบิล พร้อมชุดแต่ง aerodynamics จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ เต็มรูปแบบ และล้ออัลลอยลาย John Cooper Works Cup Spoke 2-tone ขนาด 18 นิ้ว ที่เสริมลุคสปอร์ตอันทรงพลังให้แก่มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ คอนเวิร์ตทิเบิล เจเนอเรชั่นใหม่นี้

นอกจากนี้ มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ คอนเวิร์ตทิเบิล ใหม่ ยังได้มีการปรับโฉมใหม่เช่นเดียวกับรถยนต์มินิรุ่นอื่นๆ เพื่อยกระดับคาแรคเตอร์และเสน่ห์ของรถยนต์สัญชาติอังกฤษที่เด่นชัดยิ่งขึ้น โฉบเฉี่ยวด้วยรูปทรงและเส้นไฟ LED ลายธงยูเนียน แจ็คแห่งสหราชอาณาจักร โดยไฟเบรกจะใช้เส้นแนวตั้ง ส่วนไฟเลี้ยวจะเป็นเส้นแนวนอนกึ่งกลาง และไฟท้ายจะเปิดเป็นเส้นแนวทะแยง ส่วนไฟหน้าล่าสุดมาพร้อมกับเทคโนโลยี Adaptive LED ที่ทำงานร่วมกับ Matrix light ยกระดับทัศนวิสัยในการขับขี่ด้วยการใช้ระบบกล้องหน้ารถตรวจจับหารถยนต์คันอื่นที่ขับสวนมา เพื่อหลีกเลี่ยงการยิงไฟสูงใส่ผู้ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ในขณะที่ยังคงส่องสว่างส่วนอื่น ๆ ของท้องถนน เพิ่มความปลอดภัยสำหรับทั้งผู้ขับขี่และเพื่อนร่วมทาง และอีกหนึ่งตัวช่วยที่อำนวยความสะดวกและทำให้การจอดรถของคุณง่ายขึ้นด้วยกล้องมองหลังผ่านจอแสดงผลด้านหน้า

สำหรับภายในตัวรถ มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ คอนเวิร์ตทิเบิล ใหม่ยังคงมอบความรู้สึกสปอร์ตอันเป็นเอกลักษณ์ให้แก่ผู้ขับขี่และผู้โดยสารด้วยพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นหนังแท้ แป้นเบรก คันเร่ง และที่พักเท้าสแตนเลส สตีล มือจับประตูและที่หุ้มเกียร์ รวมทั้งเพดานห้องโดยสารสีดำ anthracite ในสไตล์จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ และยังให้ความสนุกสนานในทุกการขับขี่ด้วยพลังเสียงจากลำโพง Harman Kardon HiFi ถึง 12 ตัว พร้อมจอระบบสัมผัสขนาด 8.8 นิ้ว และเทคโนโลยีเชื่อมต่อ MINI Connected เพื่อการเชื่อมต่ออย่างไร้ขีดจำกัดกับสมาร์ทโฟน

มินิยังนำเทคโนโลยีล่าสุดอย่างแท่นชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สาย (Wireless Charging) มาติดตั้งไว้ยังบริเวณช่องในที่วางแขนกึ่งกลางตัวรถ โดยสามารถวางโทรศัพท์รุ่นที่รองรับระบบการชาร์จไร้สายบนแท่นเพื่อชาร์จได้เลย นอกจากนี้ยังมีพอร์ต USB เพิ่มเติมอีก 2 ช่องที่คอนโซลหน้ารถอีกด้วย

มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ คอนเวิร์ตทิเบิล มีราคาจำหน่ายเริ่มต้น 3,468,000 บาท ให้ผู้ขับขี่ได้โลดแล่นอย่างอุ่นใจด้วยแพ็คเกจ MINI Service Inclusive (MSI) Standard ที่ครอบคลุมระยะการบำรุงรักษา 3 ปี หรือ 60,000 กม. และรับประกัน 3 ปีไม่จำกัดระยะทาง

 

“ปอร์เช่” ปรับโฉมพร้อมเสริมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกให้ยนตรกรรมสปอร์ต SUV รุ่นยอดนิยม

0

ปอร์เช่เปิดตัวครั้งแรกของโลกที่เซี่ยงไฮ้ : ปอร์เช่ มาคันน์ ใหม่

สตุ๊ทการ์ท/เซี่ยงไฮ้. ปอร์เช่เผยโฉม มาคันน์ (The new Macan) รุ่นล่าสุดที่เซี่ยงไฮ้ นับเป็นการปรับแต่งเพิ่มเติมความสมบูรณ์แบบในด้านรูปลักษณ์ ความสะดวกสบาย ระบบการติดต่อสื่อสาร รวมทั้งสมรรถนะการขับขี่ ให้แก่ยนตรกรรมสปอร์ต compact SUV ที่ประสบความสำเร็จสูงที่สุดรุ่นหนึ่งของปอร์เช่ ตั้งแต่เปิดตัวเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2014 การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นคือสิ่งที่ตอกย้ำถึงความมั่นใจว่า ปอร์เช่ มาคันน์ (Porsche Macan) จะยังคงสมรรถนะและประสิทธิภาพที่ยอดเยี่ยมที่สุดในรถระดับเดียวกัน มาคันน์ (Macan) รุ่นล่าสุดสามารถรักษาเอกลักษณ์ความเป็นยนตรกรรมสายพันธุ์สปอร์ตที่แท้จริงเอาไว้อย่างเหนียวแน่น ไม่ว่าจะเป็นแนวไฟท้าย three-dimensional LED ติดตั้งไฟหน้าเทคโนโลยี LED ล่าสุดเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน พร้อมนวัตกรรมเหนือระดับที่ได้รับการบรรจุลงในห้องโดยสาร ประกอบด้วยหน้าจอสัมผัสขนาด 11 นิ้ว สำหรับควบคุมการทำงานของระบบความบันเทิงและติดต่อสื่อสาร Porsche Communication Management (PCM) รุ่นใหม่ล่าสุด ปรับเปลี่ยนรูปทรงและตำแหน่งติดตั้งช่องลมของระบบปรับอากาศ และพวงมาลัย GT sports ซึ่งยกมาจากปอร์เช่ 911 (Porsche 911)

ไฟหน้า LED พร้อมไฟท้ายใหม่ติดตั้งเป็นมาตรฐาน
การปรับแต่งดีไซน์ภายนอกหลายจุด ส่งผลให้มาคันน์ใหม่ (The new Macan) มีภาพลักษณ์ที่สปอร์ต เฉียบคม และล้ำสมัยยิ่งขึ้น รายละเอียดต่างๆ ล้วนแล้วแต่สะท้อนให้เห็นถึง DNA ของยนตรกรรมสปอร์ตรุ่นพี่ระดับตำนานอย่างปอร์เช่ 911 (Porsche 911) และ ปอร์เช่ 918 สไปเดอร์ (Porsche 918 Spyder) ทั้งนี้ระบบไฟส่องสว่างรอบคันคือการเปลี่ยนแปลงที่สังเกตได้อย่างชัดเจนที่สุด: มาคันน์รุ่นใหม่ ติดตั้งไฟหน้าเทคโนโลยี LED เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ระบบไฟส่องสว่างประสิทธิภาพสูงดังกล่าวได้รับการออกแบบด้วยรูปลักษณ์ three-dimensional สร้างความประทับใจเพียงแรกเห็น: ระบบ Porsche Dynamic Light System Plus (PDLS) รับหน้าที่ควบคุมการกระจายของลำแสงไฟหน้าให้เป็นไปอย่างเหมาะสมในแต่ละสถานการณ์ ตัวถังด้านหน้าของมาคันน์ (Macan) ผ่านการปรับรายละเอียดใหม่อย่างพิถีพิถัน สร้างมุมมองที่ทำให้รู้สึกถึงความกว้างขวางยิ่งขึ้น ในขณะที่ความเปลี่ยนแปลงส่วนใหญ่เกิดขึ้นกับตัวถังด้านท้ายรถ จากการออกแบบที่เสริมความเรียบหรู ขับเน้นความต่อเนื่องกลมกลืน ไม่ว่าจะเป็นแนวไฟท้าย three-dimensional LED หรือไฟเบรกแบบ 4 ลำแสงที่บ่งบอกเอกลักษณ์ความเป็นยนตรกรรมปอร์เช่ยุคใหม่ อันโดดเด่น สง่างาม

อุปกรณ์พิเศษใหม่ล่าสุด: พวงมาลัย GT sports และระบบฟอกอากาศ ioniser
งานออกแบบและตกแต่งภายในห้องโดยสารของมาคันน์ รุ่นใหม่ (The new Macan) ได้รับแรงบันดาลใจจากรถสปอร์ตระดับเรือธงอย่างปอร์เช่ 911 (Porsche 911) ด้วยอุปกรณ์พิเศษ พวงมาลัย GT sports พร้อมชุด สวิทช์เลือกโปรแกรมการขับขี่และสวิทช์ Sport Response สำหรับมาคันน์ (Macan) ที่เลือกติดตั้งชุดแต่งเพิ่มสมรรถนะ Sports Chrono Package นอกจากนี้ปอร์เช่ยังได้เพิ่มเติมอุปกรณ์พิเศษอีกหลายรายการ ซึ่งรวมถึงระบบไล่ฝ้ากระจกบังลมหน้าและระบบฟอกอากาศ ioniser เพื่อคุณภาพอากาศภายในห้องโดยสาร สีตัวถังภายนอกใหม่ อาทิ สีน้ำเงิน “Miami Blue”, สีเขียว “Mamba Green Metallic”, สีเงิน “Dolomite Silver Metallic” และสีเทา “Crayon” ควบคู่กับการนำเสนอชุดแต่งภายในห้องโดยสารรูปแบบใหม่ เพื่อให้มั่นใจว่าปอร์เช่ มาคันน์ (Macan) จะสามารถตอบสนองต่อการสร้างสรรค์ยนตรกรรมสปอร์ต SUV ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวได้อย่างแน่นอน

หน้าจอสัมผัสขนาด 11 นิ้ว
ด้วยความเหนือชั้นของระบบติดต่อสื่อสารและความบันเทิง Porsche Communication Management (PCM) ใหม่ล่าสุด ปอร์เช่ มาคันน์ (Macan) เปิดโอกาสให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารสั่งการและควบคุมการทำงานผ่านหน้าจอสัมผัส full-HD ติดตั้งบริเวณคอนโซลกลาง ซึ่งได้รับการขยายขนาดหน้าจอจาก 7 นิ้ว เพิ่มขึ้นเป็น 11 นิ้ว ที่ออกแบบให้กลมกลืนลงตัวกับชุดแผงหน้าปัทรูปแบบใหม่ เช่นเดียวกับพานาเมร่า (Panamera) และคาเยนน์ (Cayenne) ผู้ใช้งานสามารถปรับแต่งอินเทอร์เฟซของระบบติดต่อสื่อสารและความบันเทิงได้ตามความต้องการ สำหรับช่องลมของระบบปรับอากาศได้รับการออกแบบใหม่และย้ายตำแหน่งติดตั้งลงมาด้านล่างของหน้าจอ

ปรับแต่งช่วงล่างพร้อมล้อและยางใหม่
ยกระดับสมรรถนะการขับขี่สไตล์สปอร์ตให้ยอดเยี่ยมยิ่งขึ้น ปอร์เช่ มาคันน์ (The new Macan) รุ่นล่าสุด ได้รับการเสริมศักยภาพให้เทียบเท่ากับรถสปอร์ตพันธุ์แท้แม้จะอยู่ในเรือนร่างของ compact SUV ระบบช่วงล่างได้รับการปรับแต่งเพื่อการยึดเกาะที่เป็นธรรมชาติ ให้เสถียรภาพโดยยังคงความนุ่มนวลสะดวกสบายในการขับขี่เอาไว้ สิ่งที่ถือเป็นความพิเศษสำหรับยนตรกรรมในรูปแบบ SUV คือการที่มาคันน์ (Macan) ติดตั้งยางรถยนต์ต่างขนาดความกว้างระหว่างล้อคู่หน้าและล้อคู่หลัง เฉกเช่นเดียวกับรถสปอร์ตทุกคันจากปอร์เช่ ผลลัพธ์ที่ได้คือประสิทธิภาพในการบังคับควบคุมที่เหนือชั้นจากระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออัจฉริยะ all-wheel drive Porsche Traction Management (PTM) ผสานการทำงานกับยางรถยนต์ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่เพื่อรองรับการขับขี่สไตล์สปอร์ตและตอบสนองต่อการควบคุมที่เฉียบคมยิ่งขึ้นเพิ่มทางเลือกในการตกแต่งด้วยล้ออัลลอยด์ขนาด 20 และ 21 นิ้ว รูปลักษณ์ใหม่

รถสปอร์ต SUV ที่สามารถเอาชนะใจผู้ขับขี่ทั่วโลก: ยอดส่งมอบมาคันน์กว่า 350,000 คัน ตั้งแต่ปี 2014
มาคันน์ (Macan) เป็นอีกหนึ่งความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ของปอร์เช่ ผลงานการผสมผสานอันลงตัวระหว่างสมรรถนะการขับขี่ชั้นเลิศที่สามารถบุกตะลุยในทุกสภาพเส้นทางกับความสะดวกสบายสูงสุดที่พร้อมตอบสนองต่อการใช้งานประจำวัน ทั้งหมดนี้คือความประทับใจที่ผู้ขับขี่และผู้โดยสารสามารถสัมผัสได้จากปอร์เช่ มาคันน์ (Porsche Macan): นับตั้งแต่ปี 2014 ปอร์เช่ ได้ส่งมอบ มาคันน์ (Macan) ถึงมือผู้หลงใหลยนตรกรรมสปอร์ต SUV ทั่วทุกมุมโลกมากกว่า 350,000 คัน ในจำนวนนี้มากกว่า 100,000 คัน เป็นการจำหน่ายในประเทศจีน ซึ่งเป็นตลาดที่มีความสำคัญและเป็นสถานที่ที่ปอร์เช่เลือกเปิดตัวรุ่นปรับโฉมของรถสปอร์ต compact SUV รุ่นยอดนิยม ทั้งนี้รุ่นที่นำมาจัดแสดงในเซี่ยงไฮ้จะได้รับการจัดจำหน่ายเป็นพิเศษเฉพาะประเทศจีน สำหรับรุ่นอื่นที่จะจำหน่ายในประเทศอื่นๆ กำลังทะยอยเปิดตัวตามมาในภายในปีนี้

 

ทดลองขับ “Honda HR-V RS” เติมตัวช่วยการขับขี่ด้วยเทคโนโลยีทันสมัย ในราคาที่เพิ่มขึ้นเพียง 20,000 บาท

0

ครอสโอเวอร์ไซส์กะทัดรัด มาพร้อมรูปลักษณ์ใหม่ในสไตล์ไมเนอร์เชนจ์ ภายในกว้างขวาง ไม่อึดอัด ขุมกำลัง 1.8 ลิตร ขับสนุก ยกระดับความพรีเมียมด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวก และเทคโนโลยีความปลอดภัยทันสมัยอาทิ ระบบแสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (Honda Lane Watch) และ ระบบเตือนพร้อมช่วยเบรกที่ความเร็วต่ำ (City Brake Active System) ในขณะที่ราคาปรับเพิ่มเพียง 20,000 บาท

รอคอยกันมาพักใหญ่กับครอส์โอเวอร์จากค่ายฮอนด้า ในที่สุดก็ถึงเวลาที่ผู้บริโภคชาวไทยจะได้จับจองเป็นเจ้าของกับ Honda HR-V โมเดล 2018 การมาในครั้งนี้ยังคงมากับมิติขนาดตัวรถเท่ากับรุ่นเดิม ในรุ่น RS มีสัดส่วนความยาว 4,346 มม. กว้าง 1,790 มม. และสูง 1,605 มม. ส่วนรุ่น E และ EL จะสั้นกว่า 52 มม. และ แคบกว่า 18 มม. แต่มีส่วนสูงที่เท่ากัน ซึ่งความแตกต่างนี้มาจากชุดแต่งในสไตล์อาร์เอส ที่ทำให้ดูสปอร์ตมากกว่ารุ่น อี และ แอล

สำหรับรุ่นที่ทำการทดลองขับในครั้งนี้เป็นรุ่น RS ซึ่งได้มีการปรับปรุงรูปลักษณ์และเติมความโฉบเฉี่ยวด้วยกันชนสไตล์สปอร์ตทั้งด้านหน้าและหลัง ชุดกระจังหน้าออกแบบใหม่ในสไตล์โครเมียมรมดำ ใต้กระจังหน้าจะเป็นช่องแบบรังผึ้งเสริมลุคสปอร์ตได้เป็นอย่างดี โคมไฟหน้ามาในไสตล์ดุดันแบบ Full LED พร้อมไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED รวมถึงไฟตัดหมอกก็เป็นแบบ LED เช่นกัน

ชุดแต่งที่ทำให้ “Honda HR-V RS” นั้นดูสปอร์ตกว่ารุ่น E และ EL ยังมีสเกิร์ตรอบคันสีดำเงาแบบสปอร์ต ชายกันกระแทกด้านข้างสีดำ ที่เปิดประตูด้านหน้าแบบโครเมียมรมดำ ไฟท้าย Tube LED รมดำ ทั้งยังมีกระจกมองข้างสีดำ และล้อแมกขอบ 17 นิ้วแบบ 5 ก้านลายใหม่ รวมถึงสีใหม่ เป็นสีแดงแพสชั่น (มุก)

ห้องโดยสารยังคงความกว้างขวาง แต่การปรับแต่งยังดูคุ้นตาและเหมือนจะเป็นแบบรุ่นเดิม แต่ส่วนนี้ก็ได้มีการเติมเต็มด้วยออฟชั่นหลายรายการ เริ่มที่เบาะคู่หน้าดีไซน์ใหม่ที่ให้ความกระชับไปกับสรีระมากขึ้น มาพร้อมการปรับระดับด้วยไฟฟ้า เบาะหลังถือเป็นจุดขายเพราะสามารถปรับและพับได้ 3 รูปแบบ ได้แก่ Utility Mode, Tall Mode และ Long Mode รองรับการเพิ่มพื้นที่เพื่อบรรทุกสัมภาระทุกรูปแบบ

พวงมาลัยหุ้มหนังแบบสปอร์ต พร้อมpaddle shift ยังคงมีระบบมัลติฟังค์ชั่นที่ได้รับการติดตั้งปุ่มควบคุมเครื่องเสียง รวมถึงปุ่มรับและวางโทรศัพท์ รวมถึงระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติและปุ่มควบคุมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ ในส่วนของชุดมาตรวัดเป็นแบบเรืองแสงปรับเปลี่ยนได้ถึง 7 สี อีกหนึ่งจุดที่บ่งบอกถึงความสปอร์ตคือแป้นเหยียบคันเร่ง และ เบรก ซึ่งเป็นแบบอลูมิเนียม และเพิ่มความสะดวกสบายด้วยระบบปุ่มสตาร์ทรถ Push Start

บริเวณคอนโซลกลางได้ปรับเปลี่ยนหน้าจอสัมผัสให้ใหญ่ขึ้นเป็นขนาด 7 นิ้ว ต่ำลงมามีระบบปรับอากาศอัตโนมัติพร้อมแผงควบคุมแบบสัมผัส

คอนโซลเกียร์จะมีการติดตั้งทั้งเบรคมือไฟฟ้าและระบบ Brake Hold ซึ่งถือว่าเป็นอุปกรณ์จำเป็นต่อยุคสมัย และการกลับมาในครั้งนี้ Honda HR-V RS ยังได้รับการติดตั้งหลังคากระจกแบบ Panoramic Roof ที่มาพร้อมระบบเปิด – ปิด แบบ One-Touch ซึ่งใช้งานได้สะดวก

ฟังค์ชั่นใหม่ที่ได้รับการติดตั้งนั่นคือระบบ Honda Lane watch ซึ่งจะใช้กล้องจากกระจกมองข้างฝั่งซ้ายแสดงภาพมายังจอทัชกรีนบริเวณคอนโซลกลาง บริเวณอีกหนึ่งฟังค์ชั่นที่ได้รับการติดตั้งนั่นคือ ระบบเตือนและช่วยเบรกที่ความเร็วต่ำ(City Brake Active System) ซึ่งจะช่วยป้องกันหรือลดความรุนแรงจากอุบัติเหตุ

Honda HR-V ยังคงใช้ขุมพลังเดิมซึ่งเป็นเครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร SOHC i-VTEC 4 สูบ 16 วาล์ว 141 แรงม้า ที่ 6,500 รอบ/นาที พร้อมแรงบิดสูงสุด 172 นิวตัน-เมตร ที่ 4,300 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์ CVT ซึ่งรองรับเชื้อเพลิงได้ถึงนำมันแก๊สโซฮอล อี 85

ในส่วนของระบบรองรับด้านหน้าเป็นแบบอิสระแม็กเฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง ด้านหลังเป็น ทอร์ชั่นบีมแบบ H-Shape สำหรับระบบความปลอดภัยให้มาครบ ทั้งถุงลมนิรภัยแบบ 6 จุด ระบบเบรกเอบีเอส พร้อมกระจายแรงเบรกอีบีดี

นอกจากนี้ตัวช่วยการขับขี่อย่างระบบช่วยควบคุมการทรงตัวขณะเข้าโค้ง ระบบช่วยควบคุมการบังคับพวงมาลัย และระบบช่วยออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชันก็มีมาให้ครบครัน

การทดลองขับในครั้งนี้เริ่มขึ้นจากโชว์รูมฮอนด้า ถนนศรีอยุธยา มีจุดหมายปลายทางอยู่ที่ เขื่อนขุนด่านปราการชล จังหวัดนครนายก ช่วงแรกของการขับขี่เป็นไปในรูปแบบการใช้งานในเมือง ซึ่งเป็นการสัมผัสกับระบบทั้ง Honda Lane Watch และ ระบบเตือนและช่วยเบรกที่ความเร็วต่ำ(City Brake Active System)

Honda Lane Watch จะช่วยเพิ่มมุมมองด้านซ้ายมือ ซึ่งถือเป็นการยกระดับความปลอดภัยไปอีกขั้น ทุกครั้งที่เปิดไฟเลี้ยวซ้าย กล้องมองภาพบริเวณกระจกมองข้างฝั่งซ้าย จะบันทึกภาพและส่งมายังจอทัชกรีนบริเวณคอนโซลกลางเพื่อลดจุดบอดและทำให้การมองเห็นทางฝั่งซ้ายทำได้ดีกว่าเดิม ระบบนี้จะงานอีกรูปแบบในกรณีถอยเข้าจอด เพียงแค่กดปุ่มปลายคันโยกก้านไฟเลี้ยว ระบบก็จะแสดงภาพมายังจอสัมผัสที่บริเวณคอนโซลกลางด้วยเช่นกัน

สำหรับระบบเตือนและช่วยเบรกที่ความเร็วต่ำ(City Brake Active System) ในขณะที่การจราจรแออัด หากเผลอหรือเหม่อซึ่งเป็นที่มาของการเกิดอุบัติเหตุ ระบบจะทำงานอัตโนมัติในช่วงความเร็วระหว่าง 5- 30 กม./ชม. ซึ่งจะส่งสัญญาณเตือนเมื่อตรวจพบความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุทางด้านหน้า หากผู้ขับขี่ยังไม่ทำการเหยียบเบรก ระบบจะจัดการเบรกรถให้อัตโนมัติ

หลุดพ้นจากช่วงการจราจรแออัดในเมืองหลวง จุดพักรถอยู่ที่ร้าน Montreux Café & Farm ร้านกาแฟสุดฮิบบริเวณคลอง 14 ธัญญะบุรี ดื่มด่ำกับบรรยากาศก่อนที่จะไปต่อยังปลายทาง ณ.จ.นครนายก ก่อนถึงปลายทางจะมีเส้นทางคดเคี้ยว ขึ้นและลงเขา เพื่อให้ได้ลองสมรรถนะของช่วงล่าง และ ตัวช่วยอย่าง หรือระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (Hill Start Assis)

สมรรถนะการยึดเกาะของระบบช่วงล่างใน Honda HR-V RS นั้นจะให้ความสปอร์ตมากกว่ารุ่น อี และ อีแอล แต่จากที่ได้ทดลอง ยังสัมผัสได้ถึงความนุ่มนวลของระบบ แต่ไม่ถึงกับย้วย เรียกได้ว่าค่อนข้างจะถอดแบบมาจากรถเก๋ง จึงทำให้ไม่แข็งกระด้าง ในส่วนของขุมกำลังขนาด 1.8 ลิตร 141 แรงม้านั้นมีกำลังเหลิอๆ แถมยังมีระบบแพดเดิลชิฟท์ทำหน้าที่ เพิ่ม และ ลด ตำแหน่งเกียร์ ติดตั้งบริเวณพวงมาลัย จึงทำให้การขับขี่รถคันนี้สนุกสนานมากยิ่งขึ้น

ในส่วนของระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (Hill Start Assis) นั้นทำงานอัตโนมัติทันที เมื่อระบบตรวจพบว่าจอดรถบนทางลาดเอียง ระบบจะทำการล๊อคเบรกเอาไว้ประมาณ 3 วินาที หลังจากปล่อยเท้าออกจากแป้นเบรก ทำให้มีเวลาในการเปลี่ยนตำแหน่งมายังคันเร่ง พอเหยียบคันเร่งรถก็จะพุ่งไปข้างหน้า คล้ายกับการทำงานของระบบ Brake Hold ที่จะทำหน้าที่ลอคเบรคไว้เช่นกัน ถือว่าเป็นการเพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้ใช้รถใช้ถนนได้อีกทางหนึ่ง

ภารกิจการทดลองขับในครั้งนี้ แม้รูปลักษณ์ของฮอนด้า เอซอาร์วี รุ่น อาร์เอส อาจจะไม่ได้รับการเปลี่ยนแปลงมากนัก แต่สิ่งที่เติมเต็มมาทั้งการนำหลังคาแก้วแบบ panoramic roof ซึ่งช่วยให้รถดูพรีเมียมมากขึ้น แถมในส่วนของตัวช่วยการขับขี่ทั้ง Honda Lane Watch และ ระบบเตือนและช่วยเบรกที่ความเร็วต่ำ ก็ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ และตอบโจทย์การใช้งานในเมืองและนอกเมืองได้ดี การติดตั้งระบบใหม่ในครั้งนี้ มีราคาค่าตัวที่ต่างจาก ฮอนด้า เอซอาร์-วี รุ่นที่แล้วเพียง 20,000 บาท เพียงเท่านี้ผมว่าก็คุ้มเกินคาดแล้วครับ

ข้อมูลทางเทคนิค: HONDA HR-V RS
เครื่องยนต์: เบนซิน 4 สูบ 16 วาล์ว I-VTEC ซิงเกิลโอเวอร์เฮดแคมชาฟท์
ความจุกระบอกสูบ (ซี.ซี.): 1,799
กำลังสูงสุด (แรงม้า ที่ รอบ/นาที): 141/6,500
แรงบิดสูงสุด (นิวตัน-เมตร ที่รอบ/นาที): 172/4,300
ระบบส่งกำลัง: อัตโนมัติซีวีที
ระบบขับเคลื่อน: 2 ล้อหน้า
ระบบกันสะเทือน(หน้า/หลัง): แมคเฟอร์สันสตรัท /ทอร์ชั่นบีม
เบรก(หน้า/หลัง): ดิสก์/ดิสก์
ยาว/กว้าง/สูง(มม.): 4,346×1,790×1,605
ราคาจำหน่าย (บาท): 1,119,000
ตัวแทนจำหน่าย: บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด

“Nismo” เสริมความสปอร์ตให้ “Nissan Leaf” พร้อมจำหน่ายครั้งแรกในโลกที่ประเทศญี่ปุ่น

0
NISMO_H1 0918

นิสสัน ลีฟ นิสโม (LEAF NISMO)  นับเป็นการรวมเอาความตื่นเต้นและเทคโนโลยีขั้นสูงจากรถยนต์ไฟฟ้าที่ขายดีที่สุดในโลกด้วยภาพลักษณ์สุดสปอร์ต และสมรรถนะ ดังเช่น รถยนต์รุ่นอื่นๆ จากนิสโม จะวางจำหน่ายในวันที่ 31 กรกฎาคมนี้ ที่ประเทศญี่ปุ่น

นิสสัน ลีฟ นิสโม (LEAF NISMO) ได้รับการปรับแต่งตั้งแต่ระบบควมคุมเพื่อเพิ่มอัตราเร่งให้ตอบสนองรวมเร็วยิ่งขึ้น ปรับสเปคล้อ และยางแบบเฉพาะ ระบบกันสะเทือนที่เพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุม และคงความนุ่มนวลในการขับขี่ รวมถึงดีไซน์ภายนอก และภายในใหม่

จากพื้นฐาน นิสสัน ลีฟ ใหม่ ซึ่งเปิดตัวในเดือนตุลาคมปี พ.ศ. 2560 ซึ่งได้รับการออกแบบให้มีไดนามิคในการขับเคลื่อนที่ดี มีอัตราเร่งที่รวดเร็วทันใจ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมจากระบบขับเคลื่อนแบบไฟฟ้า 100% พร้อมเทคโนโลยีขั้นสูงมากมายอันมาจากระบบการขับขี่ด้วยตนเอง (Autonomous Driving) อาทิ e-Pedal ProPILOT และ ProPILOT Park

นิสสัน ลีฟ ใหม่ คือสัญลักษณ์ของ นิสสัน อินเทลลิเจนต์ โมบิลิตี้ (Nissan Intelligent Mobility) ตามวิสัยทัศน์ของนิสสันที่มุ่งมั่นพัฒนารูปแบบพลังงานที่ใช้ขับเคลื่อน วิธีขับขี่รถยนต์ และการบูรณาการรถยนต์สู่สังคม ลีฟใหม่ได้รับรางวัลมากมายจากเทคโนโลยีที่ทันสมัย และการปล่อยมลพิษที่เป็นศูนย์ อาทิ รางวัล “2018 World Green Car” ในงาน New York International Auto Show และ ได้รับการจัดอันดับความปลอดภัยในระดับ 5 ดาวจากโครงการประเมินรถยนต์ใหม่ของประเทศญี่ปุ่นและของยุโรป

นิสโม หรือ นิสสัน มอเตอร์สปอร์ต เป็นแผนกที่ทำหน้าที่ปรับแต่ง รถยนต์รวมถึงนำเสนอ รถยนต์รุ่นพิเศษของนิสโม (road car series) โดยเริ่มจากรุ่น จู้ค นิสโม (Juke NISMO) ในปี 2013 นอกจากนี้ยังมี มาร์ช นิสโม (March NISMO) โน๊ต นิสโม (Note NISMO) 370 นิสโม (370 NISMO) จีที-อาร์ นิสโม (GT-R NISMO) และ เซเรนา นิสโม (Serena NISMO)

นิสสัน ลีฟ นิสโม ใหม่ ยังคงใช้แอโรพาร์ทแบบ double layered wings อันเป็นลักษณะเฉพาะของรถจากนิสโม ที่ช่วยเพิ่มแรงกด (downforce) โดยไม่ลดค่าสัมประสิทธิ์การต้านอากาศ (coefficient drag – Cd.) ให้สมรรถนะการขับขี่อย่างยอดเยี่ยมจากการมีศูนย์ถ่วงต่ำ มาพร้อม มีล้อที่ถูกออกแบบมาเฉพาะเพื่อลดแรงต้านของอากาศขนาด 18 นิ้ว


การตกแต่งภายในแบบสปอร์ต พร้อมเสริมอารมณ์ความโดเด่นด้วยสีแดงในแบบของนิสสโม ซึ่งรวมถึงพวงมาลัยแบบ 3 ก้านที่มีขีดสีแดงตรงกลาง แผงหน้าปัดใช้วัสดุเหมือนคาร์บอน และ สีเทากันเมทัล (Gun Metal) บริเวณคันเกียร์

ลีฟ นิสโม ใหม่ มาพร้อมล้อขนาด 18 นิ้ว และยางชนิดพิเศษที่ให้ประสิทธิภาพการขับขี่สูง ระบบช่วงล่างยังคงให้ความสบายในการขับขี่ และมีเสถียรภาพในการควบคุม พวงมาลัยพาวเวอร์ไฟฟ้าที่ถูกปรับตั้งพร้อมระบบรักษาเสถียรภาพขณะเข้าโค้ง (Intelligent Trace Control) และรักษาเสถียรภาพการทรงตัว ทั้งในขณะเปลี่ยนเลนหรือเมื่อเร่งแซง ระบบควมคุมที่พัฒนาสำหรับ ลีฟ นิสโม ใหม่ ให้สามารถตอบสนองต่อการเร่งความเร็วที่ดีมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้สามารถขับขี่ได้สะดวกในสภาพเมืองและถนนที่มีความคดเคี้ยว

ลีฟ นิสโม ใหม่ มีสีภายนอก ให้เลือก ถึง 9 สี รวมถึงสีเฉพาะของนิสโมอย่าง Brilliant Silver (M)*/Super Black two-tone และ Dark Metal Grey (M)/Super Black two-tone

“Mitsubishi Xpander GT” รายละเอียดแบบจัดเต็มพร้อมการทดลองขับบนระยะทางกว่า 400 กม. (ภาพ+คลิปวีดีโอ)

0

รถครอสสโอเวอร์กระแสแรง โดดเด่นที่หน้าตา และการใช้งานเอนกประสงค์ของห้องโดยสารแบบ 7 ที่นั่ง เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร เกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะ ลุยได้หลากรูปแบบการเดินทาง การเก็บเสียงภายในทำได้ดี และเบาะแถวที่ 3 นั่งได้จริง เหลือเพียงรอลุ้นราคา 17 สิงหาคมนี้

Mitsubishi Xpander ถือเป็นกระแสแรงข้ามปีกับการนำเข้ามาเพื่อจำหน่ายในประเทศไทย แต่ก็มีหลายเรื่องราวที่ทำให้มีเหตุไม่สามารถนำเข้ามาจำหน่ายตรงตามแพลนของบ.มิตซูบิชิ มอเตอร์ ประเทศไทยได้ สาเหตุที่ว่านั้นมาจากยอดจองอย่างล้นหลามของชาวอิเหนา ซึ่งเป็นตัวเลขราว 50,000 คัน หลังจากที่เปิดตัวในอินโดนีเซียด้วยระยะเวลาประมาณครึ่งปี ในส่วนของประเทศไทยรับช่วงต่อจากฟิลิปปินส์ ซึ่งถือว่าเป็นประเทศที่ 3 และกิจกรรมทดสอบรถที่ผมจะนำเสนอให้ทุกท่านนั้น เกิดขึ้นก่อนจะถึงเวลาจำหน่ายจริงในประเทศไทย เอาเป็นว่าขอพื้นที่ตรงนี้เล่าสู่กันฟังให้ทุกท่านได้รับชมครับ คำตอบที่ผมยังไม่มีให้คือราคาขาย นอกนั้นทุกสิ่งอย่างของรถคันนี้ ผมเรียบเรียงไว้ครบถ้วนทุกประเด็น

สำหรับ Mitsubishi Xpander ที่จะนำเข้ามาจำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยมีด้วยกัน 2 รุ่น ได้แก่ GLS-LTD และรุ่น GT ซึ่งเป็นรุ่นที่ผมจะรายงานให้ทุกท่านทราบ ซึ่งรถทั้ง 2 รุ่นมีความแตกต่างกันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

Mitsubishi Xpander ได้ต่อยอดการออกแบบมาจาก XM Concept ซึ่งเป็นรถในรูปแบบครอสส์โอเวอร์ เอมพีวี ที่เคยเข้ามาแสดงตัวตนในงานมหกรรมยานยนต์ในปี 2016 ต่อมาช่วงกลางปี 2017 Mitsubishi Xpander ก็ได้ผลิตออกมาเป็นโปรดักส์ชั่นคาร์ และขายในแดนอิเหนาเป็นประเทศแรกของโลก

การถ่ายทอดพันธุกรรมจากคอนเซปต์คาร์ที่ต้องเรียกว่าถอดแบบกันมาได้อย่างชัดเจน ขนาดมิติตัวถังมากับสัดส่วนความยาว 4,475 มม. กว้าง 1,750 มม. และสูง 1,700 มม. นอกจากนี้ยังมีความโดดเด่นด้านของความสูงจากพื้นรถอยู่ที่ 205 มม. ทำให้รถครอสส์โอเวอร์คันนี้ใช้งานได้สมบุกสมบันมากกว่ารถยนต์ในเซกเมนต์เดียวกัน

Mitsubishi Xpander มาพร้อมดีไซน์ทันสมัยจากการออกแบบสไตล์ ”Advance Dynamic Shield” ที่พร้อมปกป้องผู้ขับขี่ ผุ้โดยสาร และผู้ใช้เส้นทาง ด้านหน้ารถออกแบบให้มีความสะดุดตาด้วยชุดกระจังโครเมียมและไฟหรี่แบบ Crystal LED ซึ่งติดตั้งอยู่ด้านบนฝากระโปรงและเยื้องมาถึงซุ้มล้อเพื่อให้ผู้ใช้รถใช้ถนนสังเกตเห็นได้ง่าย ไฟหน้าได้รับการติดตั้งไว้ในกันชนเพื่อไม่ให้ลำแสงไปรบกวนผู้อื่นรวมถึงรถยนต์ที่ขับสวนทาง ในส่วนของไฟตัดหมอกเป็นทรงกลมอยู่ที่ชายกันชนด้านล่าง

ทีมออกแบบของ Xpander เปิดโอกาสให้วัสดุโครเมียมเข้ามามีบทบาทในการดีไซน์ไม่น้อย โดยติดตั้งที่มือจับประตู คิ้วขอบกระจก แผงกันกระแทกหน้า-หลัง รวมถึงคิ้วขอบประตูด้านล้าง

ท้ายรถยังคงเสน่ห์ด้วยไฟท้ายที่เลาะขอบลายเส้นของตัวรถและยังเป็นไฟท้ายแบบ LED L-llumination Tube Tail Light ซึ่งให้แสงสว่างที่ชัดเจน และยังคงติดตั้งสปอยเลอร์ที่มาพร้อมกับไฟเบรกดวงที่สามในรูปแบบ LED ด้วยเช่นกัน ทั้งยังเสริมหล่ออีกนิดด้วยล้ออัลลอยสีทูโทนขนาด 16 นิ้ว

ภายในห้องโดยสารกว้างขวางตามสไตล์รถเอนกประสงค์ แต่งด้วยโทนสีดำพัฒนาจากแนวคิด “โอโมเตะนาชิ(Omotenashi)” หรือการดูแลและใส่ใจในทุกรายละเอียดแบบญี่ปุ่น รูปแบบของเบาะนั่งปรับเปลี่ยนได้หลากหลายตามแบบฉบับของรถ 7 ที่นั่ง และทุกที่นั่งหุ้มด้วยหนังสังเคราะห์ แต่ที่ถือเป็นสำคัญคือเบาะแถวที่สามนั่งได้จริง แถมยังเข้าออกได้สะดวกด้วยการปรับเลื่อนเบาะนั่งแถว 2 ที่ทำได้ไม่ยากนัก และมีระบบปรับอากาศแยกส่วนจากตอนหน้าติดตั้งบนเพดาน ส่งผลให้กระจายความเย็นไปทั่วห้องโดยสาร

คอนโซลและแผงข้างใช้พลาสติกขึ้นรูปด้วยวัสดุเกรดพรีเมี่ยม แม้ไม่ใช้หนังแท้แต่ก็ยังถือว่ารับได้ และไม่สะดุดอารมณ์ เพียงแค่ผิวสัมผัสอาจจะไม่นุ่มนวลเหมือนหนังก็ตาม และสิ่งที่โดดเด่นยังคงหนีไม่พ้นวัสดุโครเมียมที่นำมาหุ้มขอบช่องปรับอากาศ แผงข้าง และคอนโซลด้านหน้าผู้โดยสาร

พวงมาลัยเป็นแบบสามก้านมาพร้อมระบบมัลติฟังค์ชั่นทั้งการรับและวางสายโทรศัพท์ รวมถึงการใช้งานระบบเครื่องเสียง และสวิตช์ควบคุมความเร็วแบบครูสคอนโทรล ทั้งหมดสามารถสั่งการได้จากพวงมาลัย

มองลึกลงไปที่ชุดแดชบอร์ด ในกรณีสตาร์ทเครื่องยนต์ จะมีภาพกราฟฟิคของ Mitsubishi Xpander ขึ้นโชว์ที่จอแสดงข้อมูลแบบสามมิติขนาด 4.2 นิ้ว ทั้งยังสามารถบอกถึงข้อมูลต่างๆของการใช้งาน ทั้งระยะทาง ความเร็ว น้ำมันคงเหลือต่อการใช้งาน ซึ่งจอแสดงข้อมูลชุดนี้ถูกขนาบข้างด้วยมาตรวัดทรงกลมหุ้มขอบโครเมียมทั้งในส่วนของวัดรอบ และ เข็มแสดงความเร็ว

ตำแหน่งคอนโซลกลางได้รับการติดตั้งจอภาพระบบสัมผัสขนาด 6.2 นิ้ว ซึ่งใช้สั่งการระบบเครื่องเสียงและแสดงภาพจากกล้องมองหลัง ทำให้สะดวกสบายต่อการใช้งานขณะถอยรถ

ถัดมาจะเป็นสวิตช์ควบคุมระบบปรับอากาศแบบทรงกลม นอกจากนี้ช่องวางของเอนกประสงค์จะมีอยู่แทบทุกมุมของห้องโดยสาร ไม่เว้นแม้แต่ใต้เบาะนั่งของผู้โดยสารตอนหน้า รวมถึงช่องชาร์จไฟสำหรับอุปกรณ์อิเลคทรอนิคส์ที่เอื้อต่อนักเดินทางที่มีไลฟ์สไตล์ของยุคดิจิตอล นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกของยุคสมัยนี้นั่นคือกุญแจอัจฉริยะและปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์

Mitsubishi Xpander ใช้เครื่องยนต์เบนซินอลูมินัมอัลลอยน้ำหนักเบาขนาด 1.5 ลิตร DOHC MIVEC 16 วาล์ว ให้กำลังสูงสุด 105 แรงม้าที่ 6,000 รอบ พร้อมแรงบิดสูงสุดที่ 141 นิวตันเมตรที่ 4,000 รอบ รองรับเชื้อเพลิงได้ถึง E 20 ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะพร้อมระบบ INC (Idle Neutral Control) ซึ่งทั้งเครื่องยนต์และเกียร์ได้รับการพัฒนามาจาก Mitsubishi Colt

ระบบรองรับด้านหน้าเป็นแบบแมคเฟอร์สันสตรัทพร้อมเหล็กกันโคลงและเหล็กค้ำหัวโช๊คอัพ ส่วนด้านหลังเป็นแบบทอร์ชั่นบีม ในส่วนของช่วงล่างถือว่าดีไซน์ออกมาได้ดีและเป็นการนำเอาวาล์วในกระบอกโช๊คอัพของ Mitsubishi Evolution X มาพัฒนาต่อยอด

ในด้านความปลอดภัย Xpander จัดเต็มทั้งเชิงป้องกันและปกป้อง ได้แก่ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (ASC-Active Stability Control) ระบบป้องกันการลื่นไถล (TCL-Traction Control System) ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (HSA-Hill Start Assist System) ระบบเบรคABS ระบบกระจายแรงเบรก EBD พร้อมระบบเสริมแรงเบรก BA พร้อมถุงลมนิรภัยคู่หน้า

ทีนี้มาเข้าเรื่องราวของการทดสอบกันเลย เส้นทางที่ใช้เริ่มจากบุรีรัมย์- กรุงเทพ ระยะทางกว่า 400 กม. ตลอดการเดินทางต้องเจออุปสรรคจากธรรมชาติ นั่นคือ “ฝน” ตัวแปรสำคัญนี้ถือเป็นเรื่องที่ดีของการทดสอบรถยนต์

ประเด็นแรกที่ถือเป็นสำคัญคือเบาะแถวที่ 3 นั่งได้จริง แถมยังเข้าออกได้สะดวก ความสูง 175 ซม.ไม่เป็นปัญหาต่อการนั่งส่วนนี้ แถมเบาะนั่งแถวที่ 2 ยังปรับเลื่อนทั้งพนักนิงและเบาะรองนั่งเพื่อเพิ่มพื้นที่ ทำให้เบาะแถวที่สามไม่ใช้พื้นที่ของคนตัวเล็กและเด็กอย่างที่วิตก ทั้งยังปรับเปลี่ยนในการเก็บสัมภาระได้หลากรูปแบบ

สมรรถนะของเครื่องยนต์จากขุมกำลังขนาด 1.5 ลิตร 105 แรงม้า ในการใช้งานทางไกลด้วยความเร็วเฉลี่ย 100-120 กม./ชม. ไม่ใช่เรื่องที่เหนื่อย อัตราเร่งช่วงต้น (1,500 – 2,500 รอบ) อาจจะอืดไปสักนิด แต่หลังจากนี้ถือว่าทำได้ดี ในในย่านความเร็ว 120 กม./ชม. รอบเครื่องยนต์อาจจะสูงไปสักนิด (2,800 รอบ/นาที) และในจอแสดงข้อมูลเอนกประสงค์แสดงอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 12.4 กม./ลิตร ซึ่งใน อีโค่สติกเกอร์ และตัวเลขที่เคลมมาจากผู้ผลิตอยู่ที่ประมาณ 14 กม./ลิตร

กรณีที่เร่งแซงจะมีปุ่มโอเวอร์ไดรฟ์คอยช่วงเร่งรอบและลดตำแหน่งเกียร์ หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไม มิตซูบิชิ ถึงใช้เกียร์อัตโนมัติแบบเก่า มาติดตั้งในรถคันนี้ ทั้งที่รถร่วมค่ายหลายรุ่นได้ติดตั้งเกียร์ CVT เหตุผลมาจากภูมิประเทศในอินโดนีเซียมีความแตกต่างในหลายพื้นที่ และผ่านการทดสอบจากทีมผู้ออกแบบ ซึ่งเกียร์ระบบนี้เหมาะสมกับภูมิประเทศและยังมีการพัฒนาในเรื่องระบบ INC (Idle Neutral Control) ช่วยให้เมื่อตำแหน่งเกียร์อยู่ที่ D พอเหยียบเบรคให้รถหยุดสนิท ระบบจะทำการปลดเกียร์มายังเกียร์ว่าง แต่เมื่อไหร่ที่ปล่อยเบรก ระบบจะสั่งการอัตโนมัติมาที่เกียร์ D และพร้อมที่จะเคลื่อนที่ต่อไป ส่งผลให้มีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่ประหยัดขึ้น

ด้านสมรรถนะการยึดเกาะค่อนข้างโดดเด่น เมื่อเข้าโค้งด้วยความเร็ว โช๊คอัพที่ได้ใช้เทคโนโลยีของวาล์วซึ่งนำมาจาก Mitsubishi Evolution X ให้ความรู้สึกที่แน่นหนึบสไตล์สปอร์ต ไม่นุ่มจนยวบ ทำให้เพิ่มความมั่นใจ ส่งผลให้การขับขี่สนุกสนานยิ่งขึ้น

บางช่วงที่ฝนซาทำให้ได้สัมผัสกับความเงียบของห้องโดยสารตามที่ทีมงานมิตซูบิชิฯได้แจ้งไว้ว่า ภายในห้องโดยสารได้ติดตั้งวัสดุซับเสียงและมีลดการสั่นสะเทือนรอบห้องโดยสาร รวมถึงกระจกบังลมหน้าก็เพิ่มวัสดุซับเสียงด้วยเช่นกัน ส่วนบานข้างเพิ่มความหนา 4 มม. และบานหลังอีก 3.5 มม. พิสูจน์ด้วยความเร็วประมาณ 110 กม./ชม. ภายในห้องโดยสารยังคงเงียบและเริ่มมีเสียงเร็ดรอดเข้ามาช่วงความเร็วประมาณ 120 กม./ชม. เพราะฉะนั้น การใช้งานในเมืองที่ความเร็วไม่สูงมากนัก จะทำให้เป็นการเพิ่มสุนทรีย์ในการขับขี่มากยิ่งขึ้น

การทดสอบในครั้งนี้มีช่วงทางฝุ่นที่มีหลุมบ่อ ให้พอได้สัมผัสกับการเดินทางที่ไม่ใช่อยู่บนถนนหลวง ด้วยความเป็นรถครอสโอเวอร์จึงต้องตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลาย เส้นทางในรูปแบบนี้ก็ยังไม่ถือว่าเป็นปัญหา เพราะพื้นที่ใต้ท้องรถที่มีความสูงถึง 205 มม. หรือเทียบเท่ากับ ไทรทัน และ ปาเจโร่ สปอร์ต นอกจากนี้รัศมีวงเลี้ยวเพียง 5.2 ม. เทียบได้กับวงเลี้ยวของรถเก๋งทั่วไป ยังช่วยเพิ่มความคล่องตัวในขณะขับขี่ได้อีกด้วย

ทั้งหมดก็เป็นรายละเอียดของรถธงรุ่นล่าสุดในชื่อ Mitsubishi Xpander ที่พอจะจำกัดความได้ว่าเป็นรถที่มากด้วยอรรถประโยชน์ คล่องตัว และมีรูปลักษณ์ที่ทันสมัย ถ้าหากคุณมองหารถประเภทนี้เพื่อซื้อไว้ใช้งานและตอบโจทย์การเดินทาง ลองพิจารณาได้จากข้อมูลและความคิดเห็นที่ผมได้แจกแจงไว้ครบทุกประเด็น เหลือเพียงอย่างเดียวนั่นคือเรื่องของราคา จากการคาดคะเน ถ้ารุ่น GT ราคาไม่เกิน 850,000 บาท ตัวเลขยอดจำหน่ายรถยนต์ในเซกเมนต์นี้ มิตซูบิชิน่าจะคว้าชัยไปครองได้สำเร็จ รอลุ้นหลังเปิดตัวพร้อมกับราคาจำหน่าย…วันที่ 17 สิงหาคมนี้ครับ

ข้อมูลทางเทคนิค: All New Mitsubishi Xpander
เครื่องยนต์: เบนซิน 4 สูบ ดับเบิลโอเวอร์เฮดแคมชาฟท์ ไมเวค 16 วาล์ว
ความจุกระบอกสูบ (ซี.ซี.): 1,499
กำลังสูงสุด (แรงม้า ที่ รอบ/นาที): 105/6,000
แรงบิดสูงสุด (นิวตัน-เมตร ที่รอบ/นาที): 141/4,000
ระบบส่งกำลัง: อัตโนมัติ 4 จังหวะ
ระบบขับเคลื่อน: 2 ล้อหน้า
ระบบกันสะเทือน(หน้า/หลัง): แมคเฟอร์สันสตรัท /ทอร์ชั่นบีม
เบรก(หน้า/หลัง): ดิสก์/ดุม
ยาว/กว้าง/สูง(มม.): 4,475×1,750×1,700
ตัวแทนจำหน่าย: บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด