Home Blog Page 501

Ancient Designs You May Make Yourself

0

Well-Being from money is extremely brief. It is a difficult term to define, in general. Imagine you can measure well-being. Everybody has different direction of quantifying happiness.”Whoever mentioned it can not purchase well-being just don’t realize where to go shopping.” The best way to purchase love essay pleasure images. So you may not worry about matters which are related with money. I’d like to stay as a poor guy with many money. It’s great to own resources together with the points that funds can purchase, but it certainly is great, too, to check up once from time to time and make particular you’ve maybe not misplaced the things that funds can not buy. Rich or poor, it truly is better to get money.

Today, we are really doing physics my buddy! the chain can not take by secret over a lift.

” Merely 1 tote,” I stated. The error which I created was with purchasing the home together with the trappings after which it working and operating so I actually could possess the money to pay for it. To sum up, signs imply that the gain in income and intake is not going to appreciably increase well-being. While individuals have cash, if they don’t have the time to joy in their day-to-day life, it’s worthless money. In addition to the previous stage, in regularly case, they must work very hard to make a fortune, which means they have less time for their private existence. Many folks are sacrifice things more important for well-being to be able to earn more income. If you genuinely would know the ability of cash, move and borrow some. Achievement is a great dwelling, maybe not house, a great companion in existence, great children who you devote a while with and that desire to devote some time alongside you.

The individuals nevertheless, are proud of the name.

There’s just nothing that I am able to do.” That isn’t to say that it’s blatantly fraudulent. Then, you’ll obtain appreciations from a few other men and women. One particular last issue that is crucial to note. There are several bad and helpless individuals around the globe On the opposite palm, I’ve observed several folks who’ve happy lives without money as they may be encompassed by love. Many observe life for a enigma.”I realize I cannot provide the lives back. The principal purpose the ego is typically called the’Conditioned- Self’ is since it h AS received to learn over time what and also the best means to believe. A pastime within the personal, introspection, severe mental states, in addition to the subjective character of world.

Some who makes me and is dedicated feel safe.

This issue might be regarded likewise. Below I’ll explain them at length. A potential misattribution famous speeches of the theory might be the connection of the total of good stuff occurring in a span of period and positive feelings which are experienced. As already recognized, thfreedom regarding approaches to purchase task on line. You’re able to get the optimal / optimally instruction, manage the very best healthcare and get anything you want. The majority of people may value a terrific chance to attempt the thing, and a few will enjoy it enough to get it. I was perhaps not of the very same view.

In the platform level, a trust is in your associate.

When it’s a question of funds, every one is of exactly the same faith. There are tons of edges and I Will expose three leading ones. This will definitely force you to be be considerably more assured along with your confidence and air will certainly be embodied in your own lifestyle and perform. Also, your accomplishments also can supply you with confidence and fulfillment. Some accomplishments cannot be readily realized but you can attain them.

Howto Create an

0

One of these is whether it’s possible to purchase documents online secure. 2Nd, for anyone who is heading to purchase article in 3 hrs, odds are high that it’s going to be recycled and plagiarized. Here you are able to purchase essays on line inexpensive and have

เอช เซม มอเตอร์ แนะนำ เอสอีวี ฟูตูโร รถสามล้อไฟฟ้ารุ่นใหม่ ดีไซน์ล้ำสมัย

0

บริษัท เอช เซม มอเตอร์ จำกัด เปิดตัวรถสามล้อไฟฟ้าโฉมใหม่ เอสอีวี ฟูตูโร (SEV FUTURO) โดยได้นำออกมาอวดโฉมให้ลูกค้าและผู้สนใจได้จับจองในงาน มหกรรมยานยนต์เพื่อขายแห่งชาติ หรือ Big MOTOR SALE 2018 ที่ผ่านมา ได้รับความสนใจจากลูกค้ามาจับจองและสอบถามเป็นจำนวนมาก

 

เอสอีวี ฟูตูโร (SEV FUTURO) มาพร้อมดีไซน์สปอร์ตสุดโฉบเฉี่ยว 2 ที่นั่ง สามารถทำความเร็วได้สูงสุด 45 กิโลเมตร/ชั่วโมง หรือความเร็วในโหมด Eco 35 กิโลเมตร/ชั่วโมง ด้วยมอเตอร์ขับเคลื่อนขนาด 45 กิโลวัตต์ ระบบเร่งความเร็วแบบแฮนด์บิดคันเร่ง เสริมความปลอดภัยด้วยไฮโดรลิกดิสเบรคหน้า-หลัง, เข็มขัดนิรภัยสำหรับคนขับ และเบรกมือ ขับนุ่มนวลด้วยช่วงล่างโช้คน้ำมันคู่หน้า และโช้คพร้อมคอยล์สปริงคู่หลัง ภายในตัวรถเสริมความสะดวกสบายด้วยกล้องมองหลัง, เครื่องเสียงระบบ Bluetooth, แผงเรือนไมล์แบบดิจิตอล และรีโมทสตาร์ท ด้านการชาร์จรองรับระบบ Fast Charging สามารถชาร์จประจุไฟจนเต็มในเวลาเพียง 3 ชั่วโมงต่อการใช้งาน 30 กิโลเมตร เอสอีวี ฟูตูโร จำหน่ายในราคา 160,000 บาท พร้อมการรับประกัน 1 ปี

สนใจแวะมาสอบถามได้ที่โชว์รูมอยุธยา บางนา และภูเก็ต รายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อ: สายด่วนลูกค้าสัมพันธ์ โทร. 092-276-5005 หรือเข้าไปที่ www.siamsev.com  FB fanpage: Hsemmotor.sev

 

ฟอร์ด มัสแตง จ่อคิวเข้าไทย ตุลาคมนี้

0
Ford Mustang

ฟอร์ด ประเทศไทย เตรียมเปิดตัว ฟอร์ด มัสแตง พร้อมเปิดราคารับจองที่ 3,599,000 บาทในรุ่น 2.3L EcoBoost Coupe และรุ่น 5.0L V8 GT Coupe ราคา 4,799,000 บาท

ฟอร์ด มัสแตง
ฟอร์ด ประเทศไทย ยืนยันการเปิดตัวฟอร์ด มัสแตง ในประเทศไทย โดยรถสปอร์ตแห่งยุคจะมาถึงโชว์รูมของผู้จำหน่ายฟอร์ด มัสแตง อย่างเป็นทางการ ในประเทศไทยในเดือนตุลาคม

ด้วยดีไซน์ที่ปราดเปรียวและโฉบเฉี่ยวกว่าที่เคย รวมถึงไฟหน้าและไฟท้ายแบบ Full-LED ฟอร์ด มัสแตง มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์ V8 ขนาด 5.0 ลิตรและเครื่องยนต์ EcoBoost ขนาด 2.3 ลิตร รวมถึงเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด และเทคโนโลยีเหนือระดับอย่างโหมดแอพพลิเคชัน Track AppsTM ที่ให้ผู้ขับขี่เปิดประสบการณ์การขับขี่แบบในสนามแข่ง พร้อมเทคโนโลยีเหนือระดับอย่างระบบ SYNC 3 บนแผงหน้าปัดแสดงผลดิจิตอล LCD ขนาด 12 นิ้ว

ฟอร์ด มัสแตง รุ่น GT และ EcoBoost มาพร้อมชุดแต่ง Performance Pack ที่ให้เฟืองท้ายแบบ Limited-Slip ให้การขับขี่ในโค้งสนุกสนานขึ้น และล้ออัลลอยสีดำขนาด 19 นิ้วในทั้งสองรุ่น รวมถึงระบบเบรค Brembo ในรุ่น GT และฟีเจอร์เสริมอีกมากมาย ที่เข้ากับเอกลักษณ์ในการขับขี่ที่สนุกสนาน และยังคงตำนานอันโดดเด่นกว่า 50 ปี ในแบบฉบับของฟอร์ด มัสแตง ได้เป็นอย่างดี

ฟอร์ด ประกาศราคาจำหน่ายช่วงเปิดตัว ฟอร์ด มัสแตง อย่างเป็นทางการในประเทศไทย และเปิดให้ลูกค้าสั่งจองรถล่วงหน้าได้ผู้จำหน่ายฟอร์ด มัสแตง อย่างเป็นทางการ 19 แห่งทั่วประเทศ โดยตั้งราคาช่วงเปิดตัวไว้ดังนี้
• ฟอร์ด มัสแตง 5.0L V8 GT Coupe Performance Pack ราคา 4,799,000 บาท
• ฟอร์ด มัสแตง 2.3L EcoBoost Coupe Performance Pack ราคา 3,599,000 บาท

นับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 2507 ที่งานเวิลด์แฟร์ในนครนิวยอร์ค ฟอร์ด มัสแตง กลายเป็นรถยนต์สุดฮิตทันทีด้วยยอดสั่งซื้อถึง 22,000 คัน ภายในวันแรก และในปี 2561 ฟอร์ด มัสแตง ยังคงเป็นสัญลักษณ์สำคัญของวงการยานยนต์และวัฒนธรรมร่วมสมัยที่ปรากฏในภาพยนตร์ และรายการโทรทัศน์กว่า 3,000 ครั้งรวมถึงมียอดผู้ติดตามในเฟสบุ๊คมากกว่ารถยนต์คันใดในโลก และด้วยแรงบันดาลใจที่ก่อให้เกิดสุนทรียะและอิสระ ฟอร์ด มัสแตง เฉลิมฉลองการผลิตครบ 10 ล้านคัน เมื่อไม่นานมานี้ ณ Flat Rock Assembly Plant ในรัฐมิชิแกน ประเทศสหรัฐอเมริกา

Ford Mustang

ฟอร์ด มัสแตง ไม่ได้เป็นเพียงรถไอคอนระดับตำนานแค่ในอเมริกาเท่านั้น กระแส “คลั่งม้าป่า” ได้แพร่สะพัดไปทั่วโลกกับ ฟอร์ด มัสแตง รุ่นที่หกที่บุกตลาดทั่วเอเชียแปซิฟิก โดยประเทศไทยเป็นที่ล่าสุดที่ได้รับการยืนยันการจำหน่าย โดยฟอร์ด จะ ประกาศรายละเอียดโดยสมบูรณ์ของ ฟอร์ด มัสแตง ใหม่ ในประเทศไทย ในช่วงใกล้วันเปิดตัว

ลูกค้าผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับผู้จำหน่าย ฟอร์ด มัสแตง อย่างเป็นทางการ และการสั่งจองฟอร์ด มัสแตง ใหม่ ได้ที่ศูนย์บริการลูกค้าฟอร์ด โทร 0-2686-5899 หรือ 1-800-225-449

ทดลองขับ Mazda CX–3 เติมเต็มความทันสมัย เน้นให้ขับปลอดภัยมากขึ้น (ภาพ+คลิปวีดีโอ)

0

[embedyt] https://www.youtube.com/watch?v=I-ZUdGvsQcw[/embedyt]

ตระกูล CX ของมาสด้านั้น เป็นรหัสที่บ่งบอกความเป็นรถ SUV ที่ เริ่มต้นมาจาก CX-7 ,CX-9 ก่อนที่จะมาเข้ายุค SkyActiv เต็มรูปแบบที่ CX-5  แล้วถ่ายทอด DNA มาที่รุ่นน้องนั่นก็คือ CX-3 ที่มาแนะนำในครั้งนี้  CX-3 เปิดตัวในบ้านเรามาตั้งแต่ปี 2558  ได้รับการต้อนรับและตอบรับจากตลาดอย่างดีมากๆ ในฐานะที่เป็น Compact SUV Crossover ที่มีหน้าตาดี มาพร้อมเทคโนโลยี SkyActiv ที่มีคำจำกัดความในมุมของการเป็นรถที่ขับสนุก มั่นใจ ในราคาที่สมเหตุสมผล มีใบรับประกันในฐานะ Thailand Car of the Year 2015 จากสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และไทย ยอดจำหน่ายกว่า 15,000 คัน รับรองความถูกใจของตลาดเป็นที่เรียบร้อย วันนี้ CX-3 ทำการ Minor Change เป็นครั้งแรก ในช่วงเวลา 3 ปีในตลาดมีเพียงเพิ่มโปรแกรม GVC (G Vectoring Control) และปรับช่วงล่างเล็กน้อยเช่น ขนาดโช้คอัพ เพื่อเพิ่มเสถียรภาพในการทรงตัวที่ดีขึ้น ครั้งนี้จึงเป็นการปรับใหญ่ครั้งแรก ของ CX-3

เริ่มจากการเดินวนๆ ดูภายนอกรอบรถ เราจะเห็นการรีดีไซน์เล็กๆ จาก กระจังหน้าที่เปลี่ยนมาใช้รูปแบบเส้นแนวขวาง 4 เส้นคู่ มีโลโก้ประทับตรงกลางเช่นเดิม แต่ในรุ่นท๊อปทั้งเครื่องยนต์เบนซินและดีเซล โลโก้แผ่นอคริลิก เพราะมีกล้องและเซนเซอร์ฝั่งอยู่ข้างใน กรอบสปอตไลท์ใหม่ ชายขอบซ้ายขวาของสปอยเลอร์หน้ามีแถบโครเมี่ยม ล้อไปกับแถบสเกิร์ตข้างที่มีแถบโครเมี่ยมเป็นแนวยาว และ ที่เสา  เอ บี ซี ก็เปลี่ยนสีจากดำด้านมาเป็น ดำเงา ล้ออัลลอยลายใหม่ เพิ่มขนาด เป็น 18 นิ้วพร้อมยางขนาด 215/50R18 ในรุ่นท๊อป ขนาด 16 นิ้วพร้อมยาง 215/60 R16 ในรุ่นรอง ไฟท้ายกรอบเดิมแต่ข้างในใหม่หยิบจาก CX-5 มาใช้ เป็นแอลอีดี สวยและสว่างชัดเจน ที่น่าสนใจคือมีหลังคาซันรูฟมาให้ดีมีคุณค่ามากขึ้น ทั้งๆ ที่ไม่ได้ใช้งานแต่ก็ดูดี

ภายในไม่ได้ปรับอะไรมากนักเพียงปรับโทนสีจากเดิมที่ดูสปอร์ตจัดๆ จากการปิดกรอบคอนโซลด้านข้างด้วยหนังสีแดง ครั้งนี้เปลี่ยนมาเป็นโทนเทาดำ กรอบคอนโซลกลางนั้นก็จัดเป็นกล่องขวางเบาะนั่งหน้าทั้งหมด โดยตัดคันเบรกมือทิ้งไปมาใช้เป็นสวิทช์เบรกมือไฟฟ้าแทนพร้อมกับสวิทช์ระบบ Auto Hold  เป็นฟีเจอร์ใหม่เพิ่มขึ้นมา ช่วยให้รถหยุดอยู่กับที่หลังจากผู้ขับชะลอรถจนหยุดนิ่ง และระบบจะถูกยกเลิกชั่วคราวเมื่อผู้ขับเหยียบคันเร่งอีกครั้งส่วนปุ่ม Center Command ปรับให้อยู่ใกล้กับตำแหน่งเกียร์เพื่อการใช้งานที่สะดวกมากขึ้นและยังได้พื้นที่กล่องใส่ของมาแทน มีพนักวางแขนเพิ่มขึ้นอีก คอนโซนหน้าก็เช่นกันหุ้มหนังกลับสีเทาเดินด้ายคู่ นอกนั้นโดยรวมไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิม ที่ได้มานั้นคือเป็นการปรับภาพรวมให้ดูทันสมัย มีความหรูหรานิดๆจากเดิมที่จะเน้นอารมณ์สปอร์ตๆมากกว่านี้

ในเรื่องของการขับขี่นั้น ผมเคยพูดถึง CX-3 มาหลายครั้งที่ได้ลองขับตั้งแต่ครั้งแรก ว่าเป็นรถที่มีจุดเด่นอยู่ที่การขับขี่ ในมิติของการควบคุม จากพวงมาลัยขนาดพอดีมือ บังคับรถให้ไปตามทิศทางที่ต้องการได้อย่างแม่นยำ ทำให้การที่จะออกรถไปเพื่อการแซงและกลับเข้าสู่เลนของตัวเองนั้น คล่องตัวที่ผมชอบเรียกว่า “ไปเป็นแผ่น” คือออกเร็วๆ ก็ไม่รู้สึกเหวี่ยง กลับเข้ามาเร็วๆก็ไม่เหวี่ยง และอาการแบบนี้ก็ยังรับรู้ได้เช่นเดิม การเดินทางกับ CX-3 ครั้งนี้ผมใช้เส้นทางกรุงเทพ นครนายก ปราจินบุรี ขึ้นเขาใหญ่ ไปลงฝั่ง โคราช แล้วกลับกรุงเทพ ในช่วงขาขึ้นเขาใหญ่  การเข้าโค้งช่วงขึ้นและลงนั้น บอกได้ว่า ความแม่นยำของพวงมาลัยนั้นมีส่วนสำคัญมาก ทำให้ได้รับอารมณ์สนุกกับการขับรถคันนี้ เพราะมันจะไปตามมือที่บังคับได้อย่างง่ายดาย ที่สำคัญการสนองตอบของเครื่องยนต์ซึ่งในช่วงแรกนั้นผมอยู่กับ เครื่องยนต์ดีเซล คอมมอนเรลเทอร์โบ SkyActiv-D ขนาด 1.5 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 105 แรงม้าที่ 4,000 รอบ/นาที พร้อม แรงบิด 270 นิวตันเมตร ที่ 1,600-2,500 รอบ/นาทีอันนี้สอดรับกับการถ่ายทอดกำลังจากเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีดของเขาได้อย่างดีเยี่ยม แบบที่เรียกว่าเป็นปี่เป็นขลุ่ยกันไป คืออัตราเร่งดี กระชับกระเฉง ในรอบต่ำขึ้นเขาเข้าโค้งพับไปพับมาได้อย่างสนุก มีแรงบิดมากพอที่จะดันออกโค้งได้สบาย และขับอย่างง่ายๆ ให้สมองกลสั่งงานการเปลี่ยนจังหวะของเกียร์ทำงานสัมพันธ์กับรอบเครื่องยนต์ตามที่เราส่งและผ่อนคันเร่งผ่านปลายเท้าไปตามจังหวะ ก็สนุกตามสไตล์ซูมซูมเขาละ

ขากลับผมอยู่กับเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 156 แรงม้าที่ 6,000 รอบ/นาที พร้อมแรงบิด 204 นิวตันเมตรที่ 2,800 รอบ/นาที ความที่เครื่องใหญ่กว่าอารมณ์ในการขับขี่จึงไม่แตกต่างกัน จะมีก็เรื่องของอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่ เบนซินจะกินน้ำมันมากกว่า ดีเซลเท่านั้นเอง ตามข้อมูลจากโรงงานระบุว่าอัตราสิ้นเปลืองของเบนซินอยู่ที่ 16.4 กิโลเมตรต่อลิตร และรองรับเชื้อเพลิงเบนซินทุกประเภท ส่วนดีเซลอยู่ที่ 23.3 กิโลเมตรต่อลิตร

จุดเด่นที่เพิ่มขึ้นมาใน CX-3 คือ เทคโนโลยี i-ACTIVSENSE ซึ่งมีระบบต่างๆ คือ

ระบบ Advanced Blind Spot Monitoring (ABSM)  & Rear Cross Traffic Alert (RCTA) ระบบตรวจจับยานพาหนะจากด้านข้างและด้านหลังที่กำลังใกล้เข้ามาบริเวณจุดบอด พร้อมทั้งเตือนเมื่อผู้ขับขี่จะทำการเปลี่ยนเลน RCTA จะช่วยเตือนผู้ขับขี่เมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง

ระบบ Lane Departure Warning System (LDWS) ระบบคาดการณ์การเบี่ยงออกนอกเลน และเตือนผู้ขับขี่ถึงอันตรายผ่านทางเสียง

ระบบ Adaptive LED Headlamps (ALH) ระบบปรับการทำงานของไฟหน้าสูง-ต่ำ แยกอิสระซ้ายขวาอัตโนมัติ เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพถนน ตำแหน่งรถคันหน้า รวมถึงรถที่วิ่งสวนมา เพิ่มความปลอดภัยขณะขับขี่

ระบบ Driver Attention Alert (DAA) ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุจากความเมื่อยล้า โดยส่งเสียงและสัญญาณไฟเตือนให้หยุดพัก เมื่อตรวจพบพฤติกรรมเหนื่อยล้าของผู้ขับขี่

ระบบ Mazda Radar Cruise Control (MRCC) ช่วยควบคุมความเร็ว และรักษาระยะห่างจากรถคันข้างหน้าอัตโนมัติ

ระบบแสดงภาพ 360 องศา รอบทิศทาง หรือ 360o View Monitor พร้อมมุมกล้องในแบบ Top View ช่วยให้การขับขี่ทำได้อย่างมั่นใจ และปลอดภัยยิ่งขึ้น

ระบบ Smart City Brake Support (SCBS) และระบบ Smart City Brake Support-Reverse (SCBS-R) ระบบช่วยหยุดรถอัตโนมัติขณะเดินหน้าและถอยหลัง ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุจากการชน

ระบบ Smart Brake Support (SBS) ระบบเตือนการชนด้านหน้าและช่วยเบรกอัตโนมัติ เมื่อพบความเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุ เพื่อลดโอกาสในการชนรถคันหน้า

ในระบบต่างๆ เหล่านี้เข้ามาช่วยการขับขี่ได้อย่างมีประโยช์มาก และเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่มากขึ้น ผมเองได้ลองใช้งานเกือบทุกระบบเพื่อให้เห็นว่าใช้งานได้จริง ที่ชอบมากที่สุดคือ ระบบ Mazda Radar Cruise Control (MRCC) ทำความเข้าใจกับวิธีใช้แล้วก็สามารถใช้งานได้ง่ายเหมือนระบบ Cruise Control ทั่วไปแต่เพิ่มการทำงานให้สามารถจับความเร็ว เร่ง ผ่อน ของรถคันหน้า แล้วสั่งการให้รถของเราทำตาม ตั้งความเร็วสูงสุดได้ ตั้งระยะห่างจากคันหน้าได้ เรียกว่าเอาเท้าออกจากคันเร่งได้เลย ก็ทำให้ให้สนุกกับการเดินทางไปอีกแบบหนึ่ง

ดยรวม CX-3 ตั้งใจที่จะเติมความทันสมัยทั้งหน้าตา ภาพลักษณ์ และความทันสมัยของเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยผู้ขับขี่ให้มีความปลอดภัยไปกับรถของเขามากขึ้น ผมก็เห็นว่าความตั้งใจของเขานั้นบรรลุวัตถุประสงค์ทุกประการ ที่สำคัญในรุ่นท๊อปของทั้งเครื่องยนต์เบนซินและดีเซลนั้นไม่ได้ปรับราคาเพิ่มขึ้นกลับถูกลงอีก 4,000 บาทเสียด้วย ส่วนรุ่นรองลงมานั้นก็ปรับราคาเพิ่มขึ้นประมาณ 40,000 บาทต่อรุ่น ทั้งนี้เป็นเหตุผลทางการตลาดของมาสด้านั่นเอง

ราคาเรียงลำดับตามนี้

รุ่น 2.0 E เครื่องยนต์สกายแอคทีฟ-จี ราคา 879,000 บาท (ราคาเดิม 835,000 บาท)

รุ่น 2.0 C เครื่องยนต์สกายแอคทีฟ-จี ราคา 955,000 บาท (ราคาเดิม 910,000 บาท)

รุ่น 2.0 S เครื่องยนต์สกายแอคทีฟ-จี ราคา 1,029,000 บาท (ราคาเดิม 975,000 บาท)

รุ่น 2.0 SP เครื่องยนต์สกายแอคทีฟ-จี ราคา 1,083,000 บาท (ราคาเดิม 1,083,000 บาท )

รุ่น 1.5 XDL เครื่องยนต์คลีนดีเซลสกายแอคทีฟ-ดี ราคา 1,189,000 บาท (ราคาเดิม 1,193,000 บาท)

รีวิว Mercedes-Benz S-Class Coupe

0
รีวิว Mercedes-Benz S-Class Coupe

        รีวิว Mercedes-Benz S-Class Coupe 2 เอกลักษณ์แห่งสปอร์ตรุ่นใหญ่ ทั้งรุ่น S 560 Coupé AMG Premium และ S 560 Cabriolet AMG Premium

รีวิว Mercedes-Benz S-Class Coupe

เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) เปิดตัวสปอร์ตหรูรุ่นใหญ่ 2 สไตล์ ในรูปลักษณ์ของรถคูเป้ และ เปิดประทุน มาดู รีวิว Mercedes-Benz S-Class Coupe กันว่าจะเป็นเช่นไร กับสนนราคาค่าตัว 15,990,000 บาท ในรุ่นตัวถังคูเป้ และ ราคา 16,720,000 บาท ในรุ่นคูเป้เปิดประทุน

รีวิว Mercedes-benz S-Class Coupe

 

        Mercedes-Benz S 560 Coupé AMG Premium และ Mercedes-Benz S 560 Cabriolet AMG Premium รถยนต์สไตล์สปอร์ต 2 ประตู หรูหราแบบรถยนต์ตระกูล S-Class ด้วยไฟหน้าแบบ LED Intelligent Light System ที่ประดับด้วยคริสตัลสวารอฟสกี้ (Swarovski crystals) จำนวนรวมทั้งสิ้น 47 ชิ้น ซึ่งประกอบด้วยไฟ daytime running lamps ที่ส่องสว่างด้วยคริสตัลสวารอฟสกี้ 17 ชิ้น ให้แสงที่สวยใสชัดเจน และไฟเลี้ยวที่ตกแต่งด้วยคริสตัลสวารอฟสกี้ 30 ชิ้น

รีวิว Mercedes-benz S-Class Coupe

 

        Mercedes-Benz S-Class Coupe ทั้ง 2 รุ่นนี้ติดตั้งไฟท้ายแบบ OLED (Organic Light Emitting Diode) ซึ่งเป็นหลอดไดโอดเปล่งแสงขนาดบางที่เคลือบใต้กระจกของไฟหลัง จำนวนรวมทั้งสิ้น 33 ชิ้นต่อ 1 ข้าง ทำหน้าที่ควบคุมตำแหน่งและความสว่างของแสงได้อย่างแม่นยำ

รีวิว Mercedes-benz S-Class Coupe

อีกทั้งยังโดดเด่นด้วยเส้นสายลวดลายอันเป็นเอกลักษณ์ กระจังหน้า Diamond grille สีเงิน พร้อมลายโครเมียม 1 แถบ และตราสัญลักษณ์ เมอร์เซเดส-เบนซ์

 

ฝากระโปรงหน้าที่ยาว เพิ่มความดุดันด้วยชุดแต่งสปอร์ตแบบ AMG พร้อมคิ้วโครเมียมตกแต่งบริเวณชายกันชนด้านหน้า, ปลายท่อไอเสียคู่, ดิสก์เบรกแบบมีช่องระบายความร้อน, สัญลักษณ์เมอร์เซเดส-เบนซ์ บนคาลิปเปอร์เบรก และล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตจาก AMG แบบ 10-spoke ขนาด 20 นิ้ว ตกแต่งด้วยสี Titanium Grey

        Mercedes-Benz S 560 Coupé AMG Premium มาพร้อมกับหลังคาพาโนรามิคซันรูฟแบบ MAGIC SKY CONTROL ขนาดใหญ่ ที่สามารถปรับความเข้มของกระจกได้เพียงกดสวิตช์เพื่อกรองแสงที่เข้ามาได้ โดยพาโนรามิคซันรูฟนี้ มีความยาวถึง 2 ใน 3 ของความยาวหลังคา หรือมีพื้นที่ประมาณ 1.32 ตารางเมตร

รีวิว Mercedes-benz S-Class Coupe

ในขณะที่ Mercedes-Benz S 560 Cabriolet AMG Premium มาพร้อมกับหลังคาแบบ fabric soft-top ที่มีความหนาถึง 3 ชั้น ชั้นนอกสุดเคลือบสารบูทีล (butyl) ซึ่งทำให้รถยนต์มีระดับเสียงรบกวนภายในห้องโดยสารน้อยที่สุด โดยหลังคาสามารถกางเปิดหรือพับปิดได้ในเวลาเพียง 19 วินาที ขณะที่รถวิ่งที่ความเร็วสูงสุด 50 กม./ชม. อีกทั้งยังมาพร้อมกับแผงบังคับทิศทางลม(AIRCAP) อีกด้วย

รีวิว Mercedes-benz S-Class Coupe

การออกแบบภายในถือเป็นการสร้างนิยามใหม่ของความสะดวกสบาย เช่นเดียวกับ Mercedes-Maybach S 560 ด้วยระบบ ENERGIZING Comfort Control ที่ควบคุมการทำงานของระบบต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน เช่น การปรับโทนสีของไฟภายในห้องโดยสาร Premium Ambient Light ระบบปรับอากาศ ระบบเครื่องเสียง รวมถึงโปรแกรมนวดของเบาะที่นั่งด้านหน้า 4 แบบ เพื่อช่วยให้คุณผ่อนคลายตลอดการเดินทาง พร้อมการตกแต่งด้วยวัสดุที่แข็งแรง มีระดับ และได้รับมาตรฐานจากเมอร์เซเดส-เบนซ์ทั่วโลก ทั้งเบาะนั่งหุ้มหนัง Nappa แบบ Exclusive package ตัดเย็บลายเบาะแบบ diamond design, หน้าจอกว้างแบบ Widescreen Cockpit และพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นแบบสปอร์ต

รีวิว Mercedes-benz S-Class Coupe

รีวิว Mercedes-benz S-Class Coupe

เทคโนโลยีและระบบมัลติมีเดียก็ถือเป็นจุดเด่น ทั้งระบบ Night View Assist Plus ระบบที่จะช่วยให้ผู้ขับขี่ เห็นคนเดินถนน หรือสัตว์ขนาดใหญ่ในที่มืดโดยการใช้แสงอินฟราเรด และกล้องอินฟราเรดระยะใกล้และไกล ในการมองเห็นเพื่อลดอุบัติเหตุในที่มืด, ระบบ Crosswind Assist ระบบที่จะช่วยประคองรถยนต์ให้ไม่หลุดออกนอกเส้นทางเมื่อมีลมแรง, ระบบ MAGIC VISION CONTROL ระบบปัดน้ำฝนอัตโนมัติที่ช่วยให้ผู้ขับขี่มีทัศนวิสัยในการมองเห็นได้อย่างดีเยี่ยมขณะขับขี่ ด้วยระบบฉีดน้ำกระจกหน้าจากก้านปัดน้ำฝน

รีวิว Mercedes-benz S-Class Coupe

รวมถึงระบบแสดงผลข้อมูลการขับขี่บนกระจกบังลมหน้า (Head-up display), ระบบป้อนเข็มขัดนิรภัยอัตโนมัติสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร, ฟังก์ชั่นปรับสมดุลอากาศภายในห้องโดยสาร (AIR BALANCE package), ระบบ COMAND Online, ฟังก์ชั่นเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือ Apple CarPlay™ & Android Auto, ระบบชาร์จโทรศัพท์มือถือแบบไร้สาย (Wireless charging), ระบบสำหรับเชื่อมต่อโทรศัพท์เคลื่อนที่ Bluetooth ระบบควบคุมและสั่งงานด้วย touchpad และระบบเสียงรอบทิศทาง Burmester® high end 3D surround sound system

นอกจากนี้ Mercedes-Benz S 560 Coupé AMG Premium และ Mercedes-Benz S 560 Cabriolet AMG Premium ยังมาพร้อมกับระบบช่วยเหลือการขับขี่และระบบ ความปลอดภัยสูงสุด ทั้งสำหรับผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร และผู้ร่วมใช้ถนน ที่ไม่เคยมีในรถยนต์รุ่นนี้ มาก่อน อาทิ

รีวิว Mercedes-benz S-Class Coupe

• ระบบป้องกันก่อนเกิดเหตุ PRE-SAFE® PLUS ด้วยการทำงานของเรดาร์ที่หากตรวจพบรถยนต์จากด้านหลังที่วิ่งเข้ามาด้วยความเร็วซึ่งเสี่ยงที่จะทำให้เกิดอุบัติเหตุ ไฟกระพริบฉุกเฉินจะกระพริบด้วยความถี่ที่มากกว่าปกติเพื่อเตือนผู้ขับขี่รถคันหลัง หลังจากนั้น ระบบจะรัดเข็มขัดนิรภัยให้กระชับขึ้น ระบบเบรกจะล็อคล้อทั้งสี่ไว้ให้อยู่กับที่ พร้อมปรับพนักพิงคอเพื่อช่วยลดความเสี่ยงของอาการบาดเจ็บบริเวณคอ หากมีการชนเกิดขึ้น

• PRE-SAFE® Impulse Side อีกหนึ่งความอัจฉริยะของระบบป้องกันก่อนเกิดเหตุ โดยระบบจะตรวจจับรถยนต์ที่กำลังวิ่งเข้าด้านข้างตัวรถ ด้วยเรดาร์ที่ด้านซ้ายและขวา เมื่อพบว่ามีเหตุการณ์ที่เสี่ยงต่ออุบัติเหตุ ถุงลมที่อยู่ในพนักพิงด้านข้างจะพองออกเพื่อผลักให้ผู้ขับขี่หรือผู้โดยสารด้านหน้าเอียงไปอยู่ส่วนตรงกลางห้องโดยสารแทน เพื่อปกป้องจากแรงกระแทกจากด้านข้างตัวรถ

รีวิว Mercedes-benz S-Class Coupe

• ระบบ Active Emergency Stop Assist ในกรณีที่ผู้ขับขี่ไม่มีการตอบสนองต่อการขับขี่เป็นเวลานาน เช่น คนขับหลับในหรือหมดสติ และระบบตรวจจับได้ว่าไม่มีการเคลื่อนไหวของพวงมาลัยเลย ระบบจะส่งสัญญาณเตือนเพื่อให้ผู้ขับขี่กลับมาประคองพวงมาลัยรถ แต่ถ้ายังไม่มีการตอบสนองจากผู้ขับขี่ ระบบจะค่อยๆ หยุดรถอัตโนมัติในช่องจราจรนั้น พร้อมกับเปิดระบบไฟกระพริบฉุกเฉิน

• ระบบ Evasive Steering Assist ระบบช่วยหลบหลีกการชนจากด้านหน้า โดยสัญญาณเรดาร์และกล้อง MPC ของรถยนต์จะช่วยตรวจจับคนและสิ่งของที่จะก่อให้เกิดอันตราย โดยระบบจะเตือนให้คุณตอบสนองและหักหลบสิ่งกีดขวางด้วยตนเองเท่านั้น พร้อมช่วยส่งแรงบิดที่เหมาะสมในการหักหลบสิ่งกีดขวางได้อย่างมีประสิทธิภาพ

รีวิว Mercedes-benz S-Class Coupe

• ระบบ Active Distance Assist DISTRONIC ระบบช่วยรักษาระยะห่างจากรถที่อยู่ด้านหน้า ทำงานโดยใช้สัญญาณเรดาร์ที่ติดตั้งบริเวณกันชนหน้าในการคำนวณระยะห่างที่ปลอดภัยจากรถคันหน้าที่สัมพันธ์กับความเร็วของรถในขณะนั้น และลดความเร็วของรถโดยอัตโนมัติ รวมทั้งช่วยเบรกด้วยระดับแรงเบรกประมาณ 50% ของแรงเบรกปกติเพื่อรักษาระยะห่างตามที่ผู้ขับขี่กำหนด ระบบสามารถลดความเร็วของรถลงจนกระทั่งหยุดนิ่งตามรถยนต์คันที่อยู่ด้านหน้า และยังสามารถควบคุมรถให้ออกตัวตามรถยนต์คันที่อยู่ด้านหน้า หากรถยนต์คันที่อยู่ด้านหน้าหยุดนิ่งเป็นเวลาไม่เกิน 30 วินาที แล้วเคลื่อนที่ต่อไป

รีวิว Mercedes-benz S-Class Coupe

• ระบบ Active Blind Spot Assist อีกหนึ่งเทคโนโลยีความปลอดภัยจาก เมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่ช่วยลดความเสี่ยงจากการชนกับรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์คันอื่นที่อยู่ในจุดอับสายตาในขณะที่กำลังจะเปลี่ยนช่องจราจร ระบบนี้จะทำงานตั้งแต่ความเร็วของรถที่ 12 กม./ชม. เป็นต้นไป โดยจะมีไฟเตือนเป็นสัญลักษณ์รูปสามเหลี่ยมสีแดงปรากฏขึ้นที่กระจกมองข้างทั้งซ้ายและขวา ทันทีที่ระบบสามารถตรวจจับรถที่เข้าใกล้ในระยะที่กำหนด หรือประมาณ 3 เมตรจากด้านซ้าย ด้านขวา หรือด้านหลังของรถ สัญลักษณ์เตือนดังกล่าวที่กระจกมองข้างนี้ จะกระพริบพร้อมกับมีเสียงเตือนเมื่อผู้ขับขี่เปิดไฟเลี้ยวด้านเดียวกับที่มีรถอยู่ในระยะที่เสี่ยงต่อการชน ยิ่งไปกว่านั้น หากคุณไม่ตอบสนอง ระบบจะเบรกรถด้านที่เสี่ยงต่อการชนโดยอัตโนมัติ เพื่อเป็นการช่วยให้รถคุณกลับเข้าสู่ช่องจราจรเดิม

• ระบบ Active Lane Keeping Assist หากเรดาร์ตรวจพบความเสี่ยงในการชนกับรถยนต์ที่ตรวจจับได้ ระบบจะช่วยดึงรถเข้าสู่ช่องจราจรเดิมโดยอัตโนมัติ ด้วยการเบรกล้อฝั่งที่อยู่ตรงข้ามกับรถยนต์ที่ตรวจจับได้ ระบบนี้ยังสามารถตรวจจับรถจักรยานยนต์ที่วิ่งมาด้านข้าง จึงทำให้ผู้ขับขี่อุ่นใจและปลอดภัยมากขึ้นในการเปลี่ยนช่องจราจร โดยเฉพาะการขับขี่ในเมืองที่มีการจราจรคับคั่งบนถนนใหญ่หรือทางด่วนที่มี หลายช่องทางจราจร

 

• ระบบ Active Braking Assist และฟังก์ชัน Cross-Traffic เทคโนโลยีที่ช่วยหลีกเลี่ยงการชนกับรถยนต์คันอื่น หรือคนเดินถนนในบริเวณทางแยก โดยสัญญาณเรดาร์ที่ติดอยู่บริเวณกันชนด้านหน้า และกล้อง MPC จะตรวจจับเหตุการณ์ที่มีความเสี่ยงต่อการชน และจะส่งเสียงเตือนคุณให้เบรก หากคุณตอบสนอง ระบบจะช่วยเพิ่มกำลังเบรกไปจนเต็มประสิทธิภาพ แต่หากไม่มีการตอบสนอง ระบบจะช่วยเบรกอัตโนมัติตามแต่ละสถานการณ์ นอกจากนี้ในกรณีที่ระบบไม่สามารถหลบหลีกวัตถุด้านหน้าได้ทัน ระบบจะช่วยลดความเร็วลง เพื่อช่วยลดความรุนแรงของอุบัติเหตุ

• ระบบช่วยนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ (Parking Pilot including Active Parking Assist) ทั้งการจอดแบบขนานและการจอดแบบเข้าซอง โดยกล้องแสดงภาพรอบทิศทาง 360 องศา จะแสดงภาพบริเวณรอบกันชนในจอแสดงผล รวมถึงภาพจากมุมสูง จึงช่วยให้เห็นสิ่งกีดขวางรอบคันรถ ทั้งนี้ระบบจะส่งสัญญาณ เตือนภัยทั้งภาพและเสียง ในขณะที่กำลังจอดรถด้วยความเร็วไม่เกิน 10 กม./ชม. โดยเป็นการประสานการทำงานของระบบ active steering ระบบ speed control และระบบเปลี่ยนเกียร์อัตโนมัติ แม้ในที่จำกัดหรือในกรณีที่ต้องขยับรถหลายครั้ง พร้อมเพิ่มความปลอดภัยยิ่งขึ้นด้วยระบบ Drive Away Assist ที่ส่งสัญญาณเตือนเมื่อตรวจจับความเสี่ยงต่อการชนในขณะที่เหยียบคันเร่งหรือเบรกสลับกัน หรือเมื่อผู้ขับขี่เข้าเกียร์ไม่ถูกต้อง

รีวิว Mercedes-benz S-Class Coupe

Mercedes-Benz S 560 Coupé AMG Premium และ Mercedes-Benz S 560 Cabriolet AMG Premium มาพร้อมกับระบบส่งกำลังแบบ 9G-TRONIC และเครื่องยนต์แบบ V8 เทอร์โบคู่ และระบบปรับรูปแบบขับขี่ DYNAMIC SELECT ที่ผู้ขับขี่สามารถเลือกได้ทั้งหมด 5 แบบตามสไตล์การขับขี่ของตนเอง คือ ECO, Comfort, Sport, Sport+ และ Individual

รุ่นเครื่องยนต์ปริมาตรกระบอกสูบ (ซีซี)แรงม้าสูงสุด (แรงม้า/รอบต่อนาที)แรงบิดสูงสุด

(นิวตันเมตรที่ความเร็วรอบต่อนาที)

อัตราเร่ง 

0-100 กม./ชม. (ต่อวินาที)

ความเร็วสูงสุดโดยประมาณ (กม./ชม.)
Mercedes-Benz S 560 Coupé AMG Premiumเบนซิน 8 สูบ    เทอร์โบคู่ พร้อมอินเตอร์คูลเลอร์3,982469
(5,250-5,500)
700
(2,000-4,000)
4.6250
Mercedes-Benz S 560 Cabriolet AMG Premiumเบนซิน 8 สูบ    เทอร์โบคู่ พร้อมอินเตอร์คูลเลอร์3,982469
(5,250-5,500)
700
(2,000-4,000)
4.6250

รีวิว Mercedes-Benz S-Class Coupe

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ตั้งราคาจำหน่ายของรถทั้ง 2 รุ่นไว้ดังต่อไปนี้

Mercedes-Benz S 560 Coupé AMG Premium ราคา 15,990,000 บาท
Mercedes-Benz S 560 Cabriolet AMG Premium ราคา 16,720,000 บาท

ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั้ง 32 แห่งทั่วประเทศ

ทดสอบ BMW M2 ในงาน BMW Fleet Review 2018

0
ทดสอบ BMW M2

จัดหนักกับการทดสอบ BMW M2 ในงาน BMW Fleet Review 2018

บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทยยกทัพยนตรกรรมพรีเมียมจากบีเอ็มดับเบิลยูจากหลากหลายซีรี่ส์มาให้สื่อมวลชนสัมผัสกันอย่างใกล้ชิด พร้อมทดสอบ BMW M2 แข่งขันจับเวลาในรูปแบบจิมคาน่า

ทดสอบ BMW M2

ถึงเวลาของการสัมผัสยนตรกรรมครบรุ่นตามชื่อกิจกรรม “BMW Fleet Review 2018” ถึงแม้เป็นการสัมผัสแบบไม่นานนัก แต่ก็พอให้ทราบว่ารถยนต์ของค่ายนี้มีการบาลานซ์ที่ดีตามสัดส่วน 50:50 จึงทำให้การควบคุมรถนั้นเป็นเรื่องง่ายและสนุกไปกับทุกรูปแบบการขับขี่ ซึ่งทั้งหมดพอจะสังเขปสมรรถนะและการตกแต่งของรถแต่ละรุ่นได้ดังต่อไปนี้

        บีเอ็มดับเบิลยู 320d M Sport

ทดสอบ BMW M2

        บีเอ็มดับเบิลยู 320d M Sportออกแบบเพื่อสุนทรียะในการขับขี่ ทรงพลังด้วยเครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ พร้อมเทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo ส่งกำลังสูงสุด 140 กิโลวัตต์ / 190 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 400 นิวตัวเมตร ที่ 1,750 – 2,500 รอบต่อนาที สามารถเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรได้ภายใน 7.2 วินาที ด้วยความเร็วสุงสุด 230 กิโลเมตรต่อชั่วโมง กับค่าตัว 2,459,000 บาท

        บีเอ็มดับเบิลยู 320d M Sport โฉบเฉี่ยวด้วยชุดแต่ง M Sport รอบคันและช่วงล่าง M Sport บีเอ็มดับเบิลยู 320d M Sport ยังมาพร้อมล้ออัลลอย M ขนาด 18 นิ้ว ลาย Star-spoke ขอบหน้าต่างภายนอกตกแต่งด้วย Black high-gloss รับกันอย่างลงตัวกับ หลังคาภายในสีดำ Anthracite ตัดกับอะลูมิเนียมลาย Hexagon พร้อมแถบสีดำเงา

ทดสอบ BMW M2

พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันหุ้มหนังแท้ดีไซน์ M อำนวยความสะดวกยิ่งขึ้นด้วยระบบเซนเซอร์ควบคุมระยะการจอดด้านหน้าและหลัง (Park Distance Control) ระบบควบคุมเสถียรภาพการขับขี่ (DSC) ระบบควบคุมการยึดเกาะถนน (DTC) เซนเซอร์ควบคุมความปลอดภัยเมื่อเกิดการชน (Crash Sensor) ระบบป้องกันการกระแทกจากด้านข้าง (Side impact protection) พร้อมระบบบันเทิงล้ำสมัย จอภาพขนาด 6.5 นิ้ว ปุ่มควบคุม iDrive และการเชื่อมต่อโทรศัพท์ผ่าน Bluetooth และช่อง USB

        บีเอ็มดับเบิลยู 330e M Sport

ทดสอบ BMW M2

        บีเอ็มดับเบิลยู 330e M Sport เป็นนวัตกรรมที่ครบเครื่องด้วยประโยชน์ใช้สอยและความหรูหรา ประหยัดน้ำมันอย่างเหนือชั้นด้วยเทคโนโลยี iPerformance ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร ขุมพลังเบนซิน 4 สูบ BMW TwinPower Turbo สามารถส่งกำลังสูงสุดที่ 135 กิโลวัตต์ / 184 แรงม้า พร้อมแรงบิด 290 นิวตันเมตร สู่ล้อรถได้อย่างราบรื่น ส่วนมอเตอร์ไฟฟ้ามอบกำลังเพิ่มเติมสูงสุดอีก 65 กิโลวัตต์ / 89 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร ให้สมรรถนะที่พร้อมตอบสนองได้รวดเร็วตามสไตล์ระบบส่งกำลังไฟฟ้า ทำงานประสานกันกับระบบส่งกำลังแบบอัตโนมัติ 8 จังหวะเพื่อให้ขับขี่ ได้สนุก ทันใจ โดยสามารถเลือกขับขี่โดยใช้พลังไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวได้ที่ความเร็วสูงสุด 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วนในโหมดไฮบริด บีเอ็มดับเบิลยู 330e M Sport เร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ในเวลาเพียง 6.1 วินาที และมีความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 225 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ทดสอบ BMW M2

เมื่อใช้งานร่วมกัน เครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าชุดนี้จะมอบกำลังสูงถึง 185 กิโลวัตต์ / 252 แรงม้า ทั้งยังประหยัดน้ำมันด้วยอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงที่ 55.6 กิโลเมตรต่อลิตรและลดระดับมลภาวะในการขับขี่กับอัตราการปล่อย CO2 ที่ 42 กรัมต่อกิโลเมตรเท่านั้น โดยมีราคาค่าตัวอยู่ที่ 2,759,000 บาท

ทดสอบ BMW M2

        บีเอ็มดับเบิลยู 330e M Sport มาพร้อมความโฉบเฉี่ยวด้วยชุดแต่ง M Aerodynamic ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว ลาย Double-Spoke และช่วงล่าง M Sport สำหรับรถยนต์ขับเคลื่อนล้อหลัง ซึ่งถูกปรับให้ต่ำกว่าเดิม 10 มิลลิเมตร พร้อมสปริงของช่วงล่าง M Sport และท่อนกันโคลงของช่วงล่างด้านหน้าและด้านหลังที่ช่วยลดอาการโยนในโค้ง เพิ่มความแม่นยำของการบังคับเลี้ยวโดยยังไม่ทิ้งความนุ่มนวลในการขับขี่

นอกจากนี้ บีเอ็มดับเบิลยู 330e M Sport มาพร้อมกับกระจกซันรูฟ สั่งงานเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า พร้อมแผ่นเบนทางลมที่ติดตั้งมากับกระจกซันรูฟ ช่วยลดลมหมุนเวียนเข้ามาภายในและลดเสียงรบกวนที่เกิดจากลมภายนอก ขณะที่ภายในห้องโดยสาร เติมเต็มความสปอร์ตกับพวงมาลัยดีไซน์ M พร้อมก้านเปลี่ยนเกียร์ ที่พวงมาลัย เบาะนั่งแบบสปอร์ตพร้อมที่หนุนหลังปรับไฟฟ้า (Lumbar support) สำหรับเบาะนั่งตอนหน้า ระบบนำทาง เครื่องเสียงระบบ Hi-Fi แผงคอนโซลลาย Aluminium Hexagon และพนักพิงเบาะหลังสามารถปรับแบ่งพับได้แบบ 40:20:40 เพื่อความคล่องตัวในการบรรทุกสัมภาระได้สูงสุด

        บีเอ็มดับเบิลยู 430i Convertible M Sport

ทดสอบ BMW M2

        บีเอ็มดับเบิลยู 430i Convertible M Sport ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ พร้อมมอบกำลังสูงสุด 185 กิโลวัตต์ / 252 แรงม้า พร้อมแรงบิด 350 นิวตันเมตร มีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงที่ 15.6 กิโลเมตรต่อลิตร และมีอัตราการปล่อย CO2 ที่ 147 กรัมต่อกิโลเมตร สามารถเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ในเวลาเพียง 6.3 วินาที และเร่งความเร็วสูงสุดได้ถึง 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จำหน่ายในราคา 4,259,000 บาท

        บีเอ็มดับเบิลยู 430i Convertible M Sport โดดเด่นด้วยชุดแต่ง M Aerodynamics ล้ออัลลอย M ขนาด 19 นิ้วแบบ double-spoke และขอบหน้าต่างสีดำเงาจากชุดแต่ง BMW Individual หลังคาภายในตกแต่งอย่างสวยงามลงตัวด้วยวัสดุสีดำ anthracite จาก BMW Individual พร้อมด้วยระบบเสียงรอบทิศทางจาก Harman Kardon

ทดสอบ BMW M2

        บีเอ็มดับเบิลยู 520d Sport

ทดสอบ BMW M2

        บีเอ็มดับเบิลยู 520d Sport สะท้อนให้เห็นความสง่างามที่เป็นตัวตนของบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 โดยมาพร้อมล้ออัลลอยน้ำหนักเบาขนาด 18 นิ้วแบบ double-spoke ที่ส่งให้ BMW Individual high-gloss Shadow Line อวดโฉมเส้นสายที่ยกระดับความโฉบเฉี่ยวไปอีกขั้น ในขณะที่ไฟหน้า follow-me-home และไฟ welcome lighting ให้ผู้ขับขี่สัมผัสได้ถึงความใส่ใจและบุคลิกภาพของรถยนต์ ตั้งแต่เริ่มจนจบการเดินทาง

ทดสอบ BMW M2

ภายในของรถยนต์ซีดานรุ่นนี้มาพร้อมกับห้องโดยสารที่เอื้อต่อผู้ขับขี่และการตกแต่งด้วย fine-wood trim ในสี poplar grain grey พร้อมด้วย highlight trim finisher สีโครเมียมมุก ที่เข้าคู่อย่างสมมบูรณ์แบบกับพวงมาลัยและเบาะหนัง พร้อมระบบ BMW Gesture Control และหน้าจอแสดงผลแบบสัมผัสขนาด 10.25 นิ้ว ที่ช่วยให้การควบคุมระบบความบันเทิงและฟังกชั่นโทรศัพท์แบบมาตรฐานเป็นไปอย่างง่ายดายและชาญฉลาด

บีเอ็มดับเบิลยู 520d Sport เปี่ยมสมรรถนะด้วยเครื่องยนต์ดีเซล BMW TwinPower Turbo 4 สูบขนาด 2.0 ลิตร ส่งกำลังสูงสุดที่ 140 กิโลวัตต์ / 190 แรงม้า พร้อมแรงบิด 400 นิวตันเมตร สามารถเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ในเวลา 7.5 วินาที เร่งความเร็วสูงสุดได้ถึง 235 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มาคู่กับเกียร์อัตโนมัติ Steptronic 8 สปีด มีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงที่ 20 กิโลเมตรต่อลิตร และมีอัตราการปล่อย CO2 เพียง 132 กรัมต่อกิโลเมตร โดยราคาจำหน่ายอยู่ที่ 3,439,000 บาท

ทดสอบ BMW M2

        บีเอ็มดับเบิลยู 530e M Sport

ทดสอบ BMW M2

        บีเอ็มดับเบิลยู 530e M Sport ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ขนาด 2.0 ลิตร พร้อมเทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo ให้กำลังสูงสุดถึง 135 กิโลวัตต์ / 184 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุดที่ 290 นิวตันเมตร ในขณะที่มอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลังสูงสุด 83 กิโลวัตต์ / 133 แรงม้า แรงบิดสูงสุดที่ 250 นิวตันเมตร เมื่อทำงานร่วมกัน เครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าจะให้กำลังรวมสูงสุดถึง 185 กิโลวัตต์ / 252 แรงม้า และแรงบิดรวมสูงสุดกว่า 420 นิวตันเมตร ด้านอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงอยู่ที่ 55.6 กิโลเมตรต่อลิตร อัตราการปล่อย CO2 ที่ 41 กรัมต่อกิโลเมตรเท่านั้น สามารถเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ในเวลาเพียง 6.2 วินาที และเร่งความเร็วสูงสุดได้ถึง 235 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และจำหน่ายในราคา 3,939,000 บาท

ทดสอบ BMW M2

นอกจากโหมด SPORT, COMFORT และ ECO PRO ผู้ขับขี่สามารถใช้ eDrive เพื่อเปิดการใช้งานระบบ BMW eDrive ซึ่งช่วยให้ทุกการเดินทางแม่นยำมากขึ้นด้วยอีก 3 โหมดเพิ่มเติม คือ AUTO eDRIVE, MAX eDRIVE และ BATTERY CONTROL และยังมาพร้อมระบบช่วยนำรถเข้าที่จอด (Parking Assistance) หน้าจอความละเอียดสูงขนาด 10.25 นิ้ว ซึ่งนอกจากจะควบคุมโดยปุ่ม iDrive Controller ยังสามารถสั่งการด้วยการกดปุ่มบนหน้าจอ หรือด้วยระบบการสั่งงานด้วยเสียง (Intelligent Voice Control Assistance) อีกด้วย และระบบการสั่งงานด้วยการเคลื่อนไหวของมือ (BMW Gesture Control)

ทดสอบ BMW M2

บีเอ็มดับเบิลยู 530e M Sport อวดความปราดเปรียวด้วยล้ออัลลอย M ขนาด 19 นิ้วลาย Double-Spoke ระบบจอภาพแสดงข้อมูลการขับขี่ (BMW Head-Up Display) หลังคากระจกเปิดปิดด้วยระบบไฟฟ้า ขอบหน้าต่างภายนอกตกแต่งแบบ BMW Individual high-gloss พร้อมชุดตกแต่งภายนอก M Aerodynamics

ทดสอบ BMW M2

นอกจากนี้ ระบบช่วยนำรถเข้าที่จอด (Parking Assistance) จะทำให้การจอดรถง่ายดายขึ้นด้วยระบบอัตโนมัติ ไม่ว่าจะเป็นการจอดรถในรูปแบบแนวขนานหรือการจอดแบบเข้าซอง ระบบอัลตร้าโซนิคเซ็นเซอร์ (ultrasonic sensors) สามารถช่วยค้นหาพื้นที่จอดที่เหมาะสมได้ในขณะขับขี่ที่ความเร็วสูงสุด 35 กม./ชั่วโมง โดยเมื่อพบจุดจอดแล้ว ระบบจะทำการจอดรถเองทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการเลือกเกียร์ หมุนพวงมาลัย ตลอดจนผ่อนคันเร่งหรือเบรกโดยอัตโนมัติ และในกรณีที่พื้นที่จอดรถทำมุมกับถนน ระบบจะต้องการพื้นที่ว่างด้านข้างตัวรถเพียงข้างละ 40 เซนติเมตรเท่านั้นในการทำงานแบบอัตโนมัติ

        บีเอ็มดับเบิลยู 630d GT M Sport

ทดสอบ BMW M2

ด้วยการออกแบบที่เน้นน้ำหนักเบา และการเลือกใช้วัสดุอลูมิเนียมและเหล็กกล้าคุณภาพสูงในส่วนโครงสร้างตัวรถและแชสซี บีเอ็มดับเบิลยู 630d GT M Sport จึงมีน้ำหนักลดลงจาก บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 5 GT รุ่นก่อนหน้าราว 150 กิโลกรัม ซึ่งเมื่อนำไปผสมผสานกับคุณสมบัติทางอากาศพลศาสตร์ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และเครื่องยนต์ใหม่ที่ทรงพลังและเปี่ยมประสิทธิภาพยิ่งขึ้น จึงทำให้บีเอ็มดับเบิลยู 630d GT M Sport มีสมรรถนะสไตล์สปอร์ตที่เปี่ยมพลังกว่าที่เคย ทั้งยังประหยัดน้ำมันมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

ทดสอบ BMW M2

เครื่องยนต์ดีเซล 6 สูบที่เป็นหัวใจของบีเอ็มดับเบิลยู 630d GT M Sport เสริมกำลังด้วยเทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo ล้ำสมัย ทำงานควบคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด Steptronic มอบพละกำลังสูงสุดที่ 195 กิโลวัตต์ / 265 แรงม้า พร้อมให้แรงบิดสูงสุดที่ 620 นิวตันเมตร จึงเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ใน 6.1 วินาที และมีความเร็วสูงสุดที่ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขณะที่อัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงและอัตราการปล่อย CO2 อยู่ที่ 17.7 กิโลเมตรต่อลิตร และ 149 กรัมต่อกิโลเมตรเท่านั้น

ทดสอบ BMW M2

        บีเอ็มดับเบิลยู 630d GT M Sport สะดวกต่อการใช้งานด้วยประตูท้ายรถแบบบานเดี่ยวที่ควบคุมด้วยระบบไฟฟ้า เบาะที่นั่งปรับเอนได้แบบ 40:20:40 สามารถพับให้เป็นพื้นราบสำหรับเก็บสัมภาระได้ด้วยปุ่มกดบริเวณพื้นที่กระโปรงท้าย ส่วนฝาปิดช่องเก็บสัมภาระแบบสองชิ้น มาพร้อมกับโครงสร้างแข็งแกร่งทนทาน และสามารถพับเก็บไว้ใต้พื้นกระโปรงท้ายได้

ทดสอบ BMW M2

        บีเอ็มดับเบิลยู 630d GT M Sport มาพร้อมระบบควบคุมและแสดงผลชั้นเยี่ยม นำเสนอที่สุดแห่งความครบถ้วนในการควบคุมรถยนต์ การนำทาง รวมถึงฟังก์ชั่นการสื่อสารและระบบบันเทิงได้อย่างไม่มีใครเทียบ ด้วยระบบ iDrive ที่เป็นแกนหลักของการสั่งงานรถยนต์รุ่นนี้ ทั้งยังเสริมประสิทธิภาพการใช้งานด้วยระบบสัมผัสบนหน้าจอแสดงผลความละเอียดสูงขนาด 10.25 นิ้ว ระบบการสั่งงานด้วยเสียง (Intelligent Voice Control Assistance) และระบบการสั่งงานด้วยการเคลื่อนไหวของมือ (BMW Gesture Control) สำหรับราคาจำหน่ายของรถคันนี้อยู่ที่ 4,739,000 บาท

ทดสอบ BMW M2

        บีเอ็มดับเบิลยู X2 sDrive20 i M Sport X

ทดสอบ BMW M2

        บีเอ็มดับเบิลยู X2 ที่มาพร้อมรูปทรงโฉบเฉี่ยวและดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ ผสานรูปลักษณ์สไตล์สปอร์ตคูเป้เข้ากับความแข็งแกร่งทรงพลังในแบบฉบับบีเอ็มดับเบิลยูตระกูล X โดยเป็นครั้งแรกที่กระจังหน้าไตคู่อันเป็นเอกลักษณ์ของบีเอ็มดับเบิลยู มีรูปทรงส่วนฐานด้านล่างกว้างกว่าด้านบน สร้างมิติให้รถดูกว้างและโฉบเฉี่ยวมากขึ้น ตอกย้ำความสปอร์ตด้วยช่องดักอากาศลวดลายหกเหลี่ยม นอกจากนี้ยังเป็นรุ่นแรกในตระกูล X ที่มีตราของบีเอ็มดับเบิลยูประดับอยู่บนเสา C-pillar ทั้งสองข้าง ในดีไซน์ที่คล้ายคลึงกับรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูระดับตำนานอย่างบีเอ็มดับเบิลยู 2000 CS และบีเอ็มดับเบิลยู 3.0 CSL

ทดสอบ BMW M2

        บีเอ็มดับเบิลยู X2 มาพร้อมชุดแต่งรอบคัน M Sport X สร้างความสะดุดตาด้วยสเกิร์ตและซุ้มล้อสี Frozen Grey ตัดกับสีตัวถังอย่างลงตัว สร้างมิติความกว้าง และย้ำถึงเอกลักษณ์ความแข็งแกร่ง ท่อไอเสียแบบคู่ยังสื่อถึงความทรงพลังของเครื่องยนต์ ในขณะที่ล้ออัลลอยน้ำหนักเบาลาย Y-spoke ในสไตล์ M ขนาด 19 นิ้ว สะกดทุกสายตาด้วยเฟรมรอบซุ้มล้อรูปทรงเหลี่ยมอันเป็นเอกลักษณ์ในสี Frozen Grey เช่นกัน

ทดสอบ BMW M2

        บีเอ็มดับเบิลยู X2 sDrive20i M Sport X ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน เทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo 4 สูบ ให้กำลังสูงสุด 192 แรงม้า ที่ 5,000-6,000 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 280 นิวตัวเมตรที่ 1,350-4,600 รอบต่อนาที เมื่อจับคู่กับเกียร์อัตโนมัติแบบ Steptronic คลัตช์คู่ 7 จังหวะ มีอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายใน 7.7 วินาที ที่ความเร็วสูงสุด 227 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ทดสอบ BMW M2

อีกหนึ่งไฮไลท์อันโดดเด่นของ บีเอ็มดับเบิลยู X2 คือหลังคากระจกแบบ Panorama สองส่วน ส่วนหน้าสามารถเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า สร้างความรู้สึกโล่งโปร่งสะดวกสบายด้วยแสงสว่างที่เพียงพอภายในรถ พร้อมอุปกรณ์มาตรฐานอื่น ๆ รวมถึงหน้าจอ Control Display ขนาด 8.8 นิ้ว ปุ่มควบคุม iDrive พร้อมระบบสัมผัส ระบบแสดงข้อมูลการขับขี่ที่กระจกหน้าฝั่งคนขับ (BMW Head-Up Display) วิทยุพร้อมการเชื่อมต่อโทรศัพท์ผ่าน Bluetooth และช่อง USB การเชื่อมต่อโทรศัพท์ผ่าน Bluetooth ช่อง USB และแท่นสำหรับอุปกรณ์เสริม ส่วนพื้นที่เก็บของที่มีความจุสูงสุด 470 ลิตร ช่วยให้บีเอ็มดับเบิลยู X2 สร้างความพึงพอใจและสะดวกสบายในทุกการขับขี่ของชีวิตประจำวัน

ทดสอบ BMW M2

บีเอ็มดับเบิลยู X2 sDrive20i M Sport X ตั้งราคาจำหน่ายไว้ที่ 2,999,000 บาท

        บีเอ็มดับเบิลยู X3 xDrive20d M Sport

ทดสอบ BMW M2

        บีเอ็มดับเบิลยู X3 xDrive20d M Sport ยังคงเอกลักษณ์ความแข็งแกร่งบนท้องถนนและลุคสปอร์ตปราดเปรียวไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ มาพร้อมกับล้ออัลลอย M ลาย Double-spoke ขนาด 19 นิ้ว เสริมความสะดุดตาด้วยชุดตกแต่งรอบคันดีไซน์ M Aerodynamics และขอบหน้าต่างสีดำเงา ภายในรถตกแต่งด้วย Aluminium Rhombicle trim finishers ตัดกับ Pearl Chrome พร้อมพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นหุ้มหนังแบบ M Sport พร้อมแป้นเปลี่ยนเกียร์ และยังเสริมความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้นด้วยระบบช่วยนำรถเข้าที่จอดอัตโนมัติ และกล้องมองหลัง เพื่อการขับขี่ที่ปลอดภัยและแม่นยำในทุกเส้นทาง

ทดสอบ BMW M2

        บีเอ็มดับเบิลยู X3 xDrive20d M Sport ยังมาพร้อมช่วงล่าง M Sport ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดีเซลทรงพลัง 4 สูบ เทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo ทำงานคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะแบบ Steptronic ให้กำลังสูงสุด 140 กิโลวัตต์ / 190 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 400 นิวตันเมตร ส่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายในเวลา 8 วินาที ที่ความเร็วสูงสุด 213 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อัตราสิ้นเปลือง น้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ย 17.6 กิโลเมตรต่อลิตร และระดับการปล่อย CO2 เฉลี่ยที่ 150 กรัมต่อกิโลเมตร

ทดสอบ BMW M2

        บีเอ็มดับเบิลยู X3 xDrive20d M Sport มาพร้อมปุ่มควบคุม iDrive และสั่งงานด้วยระบบสัมผัส จอแสดงผลภาพความละเอียดสูงขนาด 10.25 นิ้ว ระบบการสั่งงานอัจฉริยะ BMW Gesture Control ที่สามารถควบคุมระบบนำทางและระบบบันเทิงสื่อสาร ผ่านการเคลื่อนไหวของมือ และการสั่งงานด้วยเสียง (Intelligent Voice Control Assistance) ที่ให้ผู้ขับขี่สามารถสั่งงานโดยใช้ภาษาพูดในชีวิตประจำวันแทนที่การใช้ชุดคำสั่งที่กำหนดมา นอกจากนี้ ทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสารยังสามารถเพลิดเพลินกับระบบเสียงรอบทิศทาง Harman Kardon เพื่อการเดินทางที่สุนทรีย์ยิ่งขึ้น นอกจากนี้ บีเอ็มดับเบิลยู X3 xDrive20d M Sport ยังมาพร้อมระบบช่วยนำรถเข้าที่จอด (Parking Assistance) ทำให้การจอดรถง่ายดายขึ้นด้วยระบบอัลตร้าโซนิคเซ็นเซอร์ (ultrasonic sensors) สามารถช่วยค้นหาพื้นที่จอดที่เหมาะสม โดยเมื่อพบจุดจอดแล้ว ระบบจะทำการจอดรถเองทั้งหมด

ทดสอบ BMW M2

บีเอ็มดับเบิลยู X3 xDrive20d M Sport ราคา 3,799,000 บาท

        บีเอ็มดับเบิลยู M2 Coupe

ทดสอบ BMW M2

        บีเอ็มดับเบิลยู M2 Coupe เป็นยนตรกรรมสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการขับขี่แบบสปอร์ตโดยเฉพาะ มาพร้อมขุมกำลัง BMW M TwinPower Turbo 3.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 370 แรงม้าที่ 6,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 465 นิวตัวเมตร ที่ 1,400 – 5,560 รอบต่อนาที มีอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงที่ 4.3 วินาที และมีความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ควบคุมด้วยเกียร์อัตโนมัติ M แบบคลัตช์คู่ 7 จังหวะ ตอบสนองการขับขี่แบบรถแข่งได้ในทุกจังหวะและย่านความเร็ว

ทดสอบ BMW M2

        บีเอ็มดับเบิลยู M2 Coupe มาพร้อมดีไซน์โฉบเฉี่ยวสไตล์สปอร์ตทั้งภายนอกและภายใน ด้วยกันชนหน้า ที่ใหญ่และดุดัน พร้อมกระจังหน้าในแบบเอกลักษณ์ของรถยนต์ตระกูล M และล้อขนาดใหญ่ 19 นิ้ว M Double Spoke และโดดเด่นด้วยท่อไอเสียคู่แยกออก 2 ทาง มาพร้อม Adaptive LED หรือระบบไฟหน้า LED อัจฉริยะปรับตามทิศทางหมุนของพวงมาลัย กระจกซันรูฟ กล้องและเซ็นเซอร์ด้านหลัง

ทดสอบ BMW M2

ภายในห้องโดยสารหรูหราปราดเปรียวด้วยโทนสีดำ พร้อมการดีไซน์ที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด ทั้งหลังคาภายในสี Anthracite พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นหุ้มด้วยหนังแบบ M และเบาะหนังประทับตราสัญลักษณ์อักษร M มอบความรู้สึกแบบรถสปอร์ตพันธุ์แท้ที่สมบูรณ์แบบ

นอกจากนี้ยังมีระบบ BMW Apps ที่รองรับการเชื่อมต่อและทำงานร่วมกับแอพพลิเคชั่นต่าง ๆ เช่น M Laptimer ที่ช่วยบันทึกและวิเคราะห์การขับขี่ พร้อมทั้งแชร์ข้อมูลผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ได้ หรือ GoPro สำหรับการควบคุมกล้องวิดีโอทั้งภายในและภายนอกตัวรถ และเพลิดเพลินไปกับระบบเสียงไฮไฟ Harman Kardon

ทดสอบ BMW M2

บีเอ็มดับเบิลยู M2 Coupe ราคา 5,939,000 บาท

        บีเอ็มดับเบิลยู M4 Coupe

        บีเอ็มดับเบิลยู M4 Coupe โดดเด่นด้วยตราสัญลักษณ์ M ซึ่งสะท้อนความเป็นเอกลักษณ์ในแบบฉบับรถยนต์สไตล์สปอร์ตตระกูล M ที่มีเครื่องยนต์เป็นหัวใจสำคัญ โดยเครื่องยนต์เบนซิน BMW M TwinPower Turbo 6 สูบในรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู M4 Coupe ใช้ชุดอัดอากาศแบบเทอร์โบคู่ สามารถส่งกำลังสูงสุดได้ถึง 431 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 550 นิวตันเมตรที่ 1,850 – 5,500 รอบต่อนาที ซึ่งมากกว่าแรงบิดสูงสุดของรถยนต์ที่ยอดเยี่ยมอย่างบีเอ็มดับเบิลยู M3 ประมาณ 40%

ทดสอบ BMW M2

แม้จะมาพร้อมสมรรถนะที่เพิ่มขึ้น แต่ บีเอ็มดับเบิลยู M4 Coupe ยังประสบความสำเร็จในการลดอัตราสิ้นเปลืองพลังงานและอัตราการปล่อยมลพิษได้ถึง 25 เปอร์เซ็นต์ ที่เฉลี่ย 12.3 กิโลเมตรต่อลิตร และสามารถเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายในเวลาเพียง 4.1 วินาที ด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติแบบคลัชท์คู่ M 7 สปีด

ทดสอบ BMW M2

หัวใจแห่งความสำเร็จของสมรรถภาพทรงพลังสูงสุดและประสิทธิภาพอันยอดเยี่ยมเกิดขึ้นจากการลดน้ำหนัก ของตัวรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู M4 Coupe ได้มากกว่ารุ่นก่อนหน้าถึง 80 กิโลกรัม และด้วยการออกแบบที่คำนึงถึงน้ำหนักที่เบานี้เอง ส่งผลให้รถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู M4 Coupe นี้สร้างมาตรฐานใหม่ของคอนเซ็ปต์โดยรวม และการตอบสนองที่แม่นยำและความคล่องตัว ด้วยดีไซน์อัจฉริยะที่คัดเลือกวัสดุที่มีน้ำหนักเบา โดยใช้วัสดุเสริมใยคาร์บอน (CFRP) และอะลูมิเนียมมาเป็นส่วนประกอบของโครงแชสซีและตัวถัง

ทดสอบ BMW M2

นอกจากนี้ หลังคายังสร้างจากวัสดุเสริมใยคาร์บอนทั้งหมด ภายในของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู M4 Coupe โฉบเฉี่ยวในดีไซน์สปอร์ต ด้วยพวงมาลัยและเบาะที่นั่งแบบ M Sport บุหนังแท้ Merino เสริมความหรูหราด้วยการตกแต่งอะลูมิเนียมลาย Blade พร้อมแถบโครเมียมสีดำ มาพร้อมระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ 2 โซน ม่านบังแดดกระจกหลังไฟฟ้า และสะดวกสบายด้วยการเชื่อมต่อเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็น ระบบแสดงข้อมูลการขับขี่ Head-Up Display ระบบเสียงรอบทิศทาง Harman Kardon และแอพพลิเคชั่นสำหรับสมาร์ทโฟน

ทดสอบ BMW M2

บีเอ็มดับเบิลยู M4 Coupe ราคา 8,909,000 บาท

ก่อนจบกิจกรรม “BMW Fleet Review 2018” บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย ยังมีการแข่งขันในรูปแบบ “มินิ จิมคาน่า” เพื่อให้สื่อมวลชนได้ร่วมสนุกและชิงรางวัลจากผู้จัดงาน ซึ่งงานนี้ผมมีเฮครับ

ทดสอบ BMW M2

รูปแบบของสนามที่ใช้สำหรับแข่งขันไม่ซับซ้อนอะไรมากมาย ใช้การขับแบบสลาลอมทั้งไปและกลับ ปลายทางเป็นพื้นที่แคบ หากหลุด หรือ สัมผัสไพล่อน ถือว่าตัดสิทธิ์จากการแข่งขันทันที แม้เวลาที่ได้ จะดีสักเพียงใดก็ตาม

ทดสอบ BMW M2

รถที่ใช้ในการแข่งขันเป็น  บีเอ็มดับเบิลยู M2 Coupe ที่มาพร้อมขุมพลังขนาด 3.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 370 แรงม้า พร้อมแรงบิดมหาศาลถึง 465 นิวตัวเมตร ที่ 1,400 – 5,560 รอบต่อนาที แน่นอนว่าตัวช่วยการขับขี่อย่างระบบ Active M Differential ซึ่งจะช่วยควบคุมการหมุนของล้อและทิศทางของรถให้เป็นไปอย่างมั่นคงนั้นจะมาเป็นเพราะเอก ซึ่งจริงๆแล้วผู้ควบคุมการขับขี่ก็สามารถให้เราปิดระบบได้ ถ้าคิดว่าแน่พอ แต่เอาเป็นว่าเปิดไว้ดีกว่าครับ

ทดสอบ BMW M2

ขุมพลังอันเหลือเฟือของรถคันนี้มากเกินไปสำหรับการขับขี่ในรูปแบบจิมคาน่า แต่ก็ใช่ว่ามันจะพยศตลอดเวลา และไม่ใช่แค่ใครที่ขับรถเป็นจะมาขับ M 2 ได้ เนื่องจากแรงและ โหด ดิบ ของสมรรถนะนี่แหล่ะครับ กระแทกคันเร่งทีไร ท้ายรถพร้อมจะสะบัดตลอดเวลา แต่ระบบ Active M Differential ก็จะคอยช่วยแก้อาการเสมอ และถ้าหากผุ้ขับขี่ไม่มีทักษะการควบคุมรถ แน่นอนว่ารถต้องหมุนเป็นลูกข่าง

ทดสอบ BMW M2

ถึงแม้จะใช้เวลาสร้างความคุ้นเคยกับรถคันนี้ได้น้อยมาก แต่ก็พุ่งไปข้างหน้าแบบไม่ต้องกลัวเกรง และก็สามารถทำเวลาเข้ามาเป็นอันดับหนึ่ง คว้าชัยจากการแข่งขันจิมคาน่า ไปครองได้สำเร็จ

ทดสอบ BMW M2

ถึงเวลาเรียนรู้ระบบ BMW ConnectedDrive ซึ่งเป็นเชื่อมต่ออย่างไร้ขีดจำกัด เพื่ออิสระในทุกจังหวะชีวิต มาดูกันว่าระบบนี้มีคุณสมบัติอะไรบ้าง

บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย ได้เปิดตัว BMW ConnectedDrive สำหรับรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู iPerformance ไปเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยบริการ BMW ConnectedDrive สำหรับรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู iPerformance จะเปิดให้ผู้ใช้งานควบคุมระบบต่างๆ ของรถได้จากระยะไกล อีกทั้งยังสามารถเข้าถึงข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับรถได้อย่างง่ายดาย ผ่านแอพพลิเคชั่น BMW Connected บน iPhone โดยฟีเจอร์พิเศษสำหรับรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูปลั๊กอินไฮบริด ได้แก่

•การแสดงสถานะรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด ที่ให้ผู้ใช้งานสามารถตรวจสอบสถานะและระดับของแบตเตอรี่ ระยะทางที่คาดว่าจะแล่นได้ด้วยพลังงานไฟฟ้าที่เหลืออยู่ และข้อมูลเกี่ยวกับการบำรุงรักษารถได้จากทุกที่ ทุกเวลา

•การควบคุมการชาร์จพลังงานไฟฟ้าและระบบปรับอากาศภายในห้องโดยสารจากระยะไกล ผู้ใช้งานสามารถเปิด/ปิดเครื่องปรับอากาศในห้องโดยสารได้ผ่านทางสมาร์ทโฟน หรือตั้งเวลาเปิด/ปิดล่วงหน้าให้ตรงกับเวลาที่ต้องการออกเดินทาง และหากรถยนต์เชื่อมต่ออยู่กับสถานีชาร์จ ผู้ใช้งานยังสามารถควบคุมการชาร์จด้วยการตั้งเวลาที่ต้องการได้ เพื่อเลือกให้ชาร์จไฟฟ้าในช่วง off peak หรือในช่วงเวลาที่มีความต้องการในการใช้ไฟฟ้าน้อยและมีอัตราค่าไฟฟ้าต่ำกว่าช่วงเวลาอื่น ๆ

•ระบบการนำทาง ที่สามารถค้นหาและนำทางไปยังสถานีอัดประจุไฟฟ้าที่ใกล้ที่สุดได้อีกด้วย

•การประมวลและแสดงผลข้อมูลการขับขี่ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการขับขี่ของแต่ละบุคคล
โดยวิเคราะห์รูปแบบการขับขี่และควบคุมรถยนต์บนท้องถนน

นอกจากฟีเจอร์สำหรับการใช้งานกับรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู iPerformance แล้ว BMW ConnectedDrive ยังมาพร้อมฟีเจอร์อีกมากมายเพื่อมอบประสบการณ์การเชื่อมต่อไร้ขีดจำกัดแบบครบวงจร ระหว่างผู้ขับ ยานยนต์ และโลกภายนอก โดยมีบริการพื้นฐานได้แก่ BMW Teleservices บริการที่ช่วยจัดการนัดหมายอัตโนมัติ โดยรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูจะสามารถรับรู้กำหนดของการบริการตามสภาพ (CBS) และทำการแชร์ข้อมูลของรถยนต์กับศูนย์บริการบีเอ็มดับเบิลยูที่คุณต้องการโดยอัตโนมัติ หรือผู้ขับขี่สามารถทำการติดต่อผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการของบีเอ็มดับเบิลยูด้วยตนเองผ่าน BMW Teleservice Call ในเมนู iDrive เพื่อนัดหมายการรับบริการล่วงหน้า พร้อมด้วย BMW Teleservice Battery Guard บริการที่คอยตรวจสอบระดับแบตเตอรี่และแจ้งเตือนผู้ขับขี่ด้วยการส่งข้อความ SMS หรืออีเมล หากระดับพลังงานในแบตเตอรี่ลดลงต่ำกว่าระดับมาตรฐาน และหากระดับพลังงานในแบตเตอรี่ต่ำกว่าจุดที่วิกฤต ศูนย์บริการจะได้รับการแจ้งให้ทราบโดยอัตโนมัติ เพื่อดำเนินการนัดหมายกับลูกค้าเพื่อเข้ารับบริการได้

ทั้งนี้ยังมีอีกหนึ่งบริการพื้นฐานของ BMW ConnectedDrive คือ Intelligent Emergency Call ซึ่งช่วยให้ผู้ขับขี่ติดต่อกับศูนย์บริการฉุกเฉินของบีเอ็มดับเบิลยูทางโทรศัพท์เพียงแค่กดปุ่ม SOS ซึ่งสามารถรองรับการบริการได้ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ หรือในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ ระบบเซ็นเซอร์การชนจะส่งสัญญาณแจ้งตำแหน่งพิกัดรถ หมายเลขตัวถัง ชนิดของการชน สถานะของถุงลมนิรภัย และเข็มขัดนิรภัย ไปยังศูนย์บริการโดยอัตโนมัติเพื่อการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที

ผู้ใช้งาน BMW ConnectedDrive สามารถเลือกเพิ่มบริการและแอพพลิเคชั่นตามความต้องการของตนได้ ผ่าน BMW ConnectedDrive Store โดยมีบริการและแอพพลิเคชั่นต่าง ๆ ดังนี้

•Concierge Services: ที่สุดของการบริการกับผู้ช่วยส่วนตัวตลอด 24 ชั่วโมง ที่พร้อมให้ความช่วยเหลือด้านข้อมูลทุกที่ ทุกเวลา ไม่ว่าจะเป็นไดเรกทอรีเบอร์โทรศัพท์ สถานที่ที่น่าสนใจ เวลาเปิดทำการของสถาบันทางวัฒนธรรม ข้อมูลเที่ยวบิน การแนะนำร้านอาหาร โรงแรม ร้านขายยา สนามกอล์ฟ หรือธนาคารที่อยู่ใกล้ที่สุด โดยผู้ใช้งานสามารถโอนย้ายที่อยู่และหมายเลขโทรศัพท์ไปยังระบบนำทางของรถได้โดยตรงพร้อมแสดงเส้นทางไปยังจุดหมายปลายทางที่ต้องการผ่านระบบนำทางภายในรถในทันที ผ่านซิมการ์ดที่ถูกติดตั้งไว้ในรถยนต์

•Apple CarPlay Support : เข้าถึงฟีเจอร์และแอพพลิเคชั่นโปรดใน iPhone จากรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูได้ทุกที่ทุกเวลาผ่านการเชื่อมต่อทาง Bluetooth ไม่ว่าจะฟังเพลง รับสายโทรศัพท์ หรือการใช้งานแผนที่ Apple Map, iMessage และแอพพลิเคชั่นต่าง ๆ จาก iPhone ผ่านการสัมผัสหน้าจอ Control Display ระบบควบคุม iDrive หรือระบบสั่งการด้วยเสียง Siri

•ระบบนำทางพร้อมข้อมูลการจราจรจาก Real-Time Traffic Information (RTTI) ที่สามารถแสดงข้อมูลสภาพการจราจรแบบนาทีต่อนาที เพื่อแนะนำเส้นทางไปยังจุดหมายที่รวดเร็วที่สุด พร้อมแสดงสภาพอากาศบนแต่ละเส้นทาง ผ่านทั้งระบบนำทางภายในรถและแอพพลิเคชั่น BMW Connected

•Web Radio: ฟังเพลงโปรดผ่านวิทยุออนไลน์กว่าหมื่นสถานีจากทั่วโลก หรือเลือกฟังเพลงจากสถานีวิทยุส่วนตัวบนอินเตอร์เน็ตอย่าง Spotify ได้อย่างง่ายดายผ่านการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน

•BMW Online: ติดตามข้อมูลข่าวสารและสภาพอากาศล่าสุดจาก RSS feed และข้อมูลสภาพอากาศประจำวันโดยละเอียด รวมถึงพยากรณ์อากาศล่วงหน้า 4 วัน และยังมีบริการ Online Search ที่สามารถค้นหาตำแหน่งที่ตั้งของสถานที่ต่าง ๆ และส่งข้อมูลไปยังระบบนำทางในรถโดยอัตโนมัติ

•Remote Services: เข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ ของรถยนต์ เช่น ระยะทางหรือสถานะของหน้าต่างและประตูจากแอพพลิเคชั่น BMW Connected บนโทรศัพท์ หรือเว็บไซต์ BMW ConnectedDrive ซึ่งบริการนี้ยังสามารถควบคุมระบบปรับอากาศและระบบไฟจากระยะไกลได้

และเพื่อการเชื่อมต่ออย่างไร้ขีดจำกัดมากยิ่งขึ้นในทุกที่และทุกเวลา ผู้ใช้งานยังสามารถเชื่อมต่อบริการ BMW ConnectedDrive เข้ากับแอพพลิเคชั่น BMW Connected เพื่อใช้งานเทคโนโลยีล้ำสมัยของบีเอ็มดับเบิลยูได้อย่างเต็มประสิทธิภาพผ่านทาง iPhone หรือ Apple Watch ซึ่ง BMW Connected มาพร้อมบริการที่สามารถอำนวยความสะดวกสบายให้แก่ผู้ใช้งาน ได้แก่

•BMW Connected Send To Car: ส่งข้อมูลเกี่ยวกับตำแหน่งที่ตั้งของจุดหมายปลายทางที่ค้นหาไว้ทางอินเตอร์เน็ตหรือสมาร์ทโฟน หรือข้อมูลนัดหมายการประชุมจากปฏิทิน ไปยังระบบนำทางในรถยนต์ได้อย่างสะดวกและง่ายดาย

•Time-To-Leave Notification: แอพพลิเคชั่น BMW Connected จะแจ้งเตือนเวลาที่ควรออกเดินทางผ่านทางสมาร์ทโฟน
•BMW Connected Remote 3D View : แสดงภาพพื้นที่โดยรอบของรถที่จอดอยู่ด้วยภาพสามมิติ โดยสามารถเลือกมุมมองต่าง ๆ ได้ผ่านทาง iPhone

สุดท้ายนี้ขอบอกตามตรงครับว่ายังติดใจกับสมรรถนะอันเร่าร้อนและรูปลักษณ์ที่ดุดันของรถคันนี้ ถ้ามีโอกาสผมจะเอามาทดสอบแบบเต็มรูปแบบเพื่อให้เพื่อนๆได้ทราบถึงข้อมูลลึกๆของ BMW M2 Coupe กันอีกครั้งแน่นอน

ทดสอบ BMW M2

อีซูซุพาท่องเว้-ดานัง เช็คอิน “บาน่า ฮิลล์” ที่ท่องเที่ยวสุดอินเทรนด์ของเวียดนาม

0

เติมเต็ม “ความสุข สนุกสุด…ฉุดไม่อยู่” อีกครั้งกับ “อีซูซุ คาราวานสัญจร 2018” คาราวานท่องเที่ยวเส้นทางที่ 3 : ไทย (มุกดาหาร) – เวียดนาม (บาน่า ฮิลล์)  นำสมาชิกประชาคมอีซูซุ 29 คันจากทั่วประเทศ และคณะสื่อมวลชนรวมกว่า 100 ชีวิต เดินทางสัมผัสประสบการณ์ในแบบคาราวานท่องเที่ยวทางรถยนต์สู่เวียดนามตอนกลาง เว้-ดานัง  ระยะทางไป-กลับกว่า 1,000 กม. ชมวิถีชีวิตและโบราณสถานเก่าแก่ที่ห้ามพลาดของเมืองเว้ ก่อนไปตะลุยเมืองตากอากาศแสนสวย “บาน่า ฮิลล์” เดินชม “สะพานสีทองบนมือยักษ์” แลนด์มาร์กแห่งใหม่ล่าสุดในเมืองดานัง

เริ่มต้นการเดินทาง สมาชิกคาราวานได้มารวมตัว ณ บริษัท ตังปักอำนาจเจริญ จำกัด (สาขามุกดาหาร) โดยมี   คุณปานทอง สระคูพันธ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร คุณสุริยัน โสรินทร์ รองผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานนครพนม มร.อาร์ ซากาโนะ ผู้จัดการอาวุโส ในฝ่ายขายดีลเลอร์บี บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด พร้อมด้วยอาจารย์พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ ผู้อำนวยการจัดคาราวาน ร่วมให้การต้อนรับและตีธงปล่อยขบวนรถอีซูซุ คาราวานสัญจรทั้ง 29 คัน

เดินทางข้ามสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 2 ซึ่งเชื่อมระหว่างจังหวัดมุกดาหารของประเทศไทยกับแขวงสะหวันนะเขตของ สปป.ลาว วิ่งไปบนถนนหมายเลข 9 ซึ่งอยู่ภายใต้โครงการพัฒนาเศรษฐกิจตามแนวตะวันออกและตะวันตก (East-West Economic Corridor) เป็นถนนสายเศรษฐกิจในภูมิภาคอินโดจีนระหว่างประเทศไทย ประเทศลาว และประเทศเวียดนาม (เมืองดานัง) ก่อนข้ามด่านแดนสวรรค์-ลาวบาวเพื่อเข้าสู่ที่พักคืนแรกในเมืองเว้ ประเทศเวียดนาม ในช่วงบ่าย  พอมีเวลาได้เดินชมเมืองเว้ก่อนร่วมงานเลี้ยงแสนอบอุ่นในสไตล์อีซูซุในมื้อค่ำ

เช้าวันที่สอง สมาชิกคาราวานอีซูซุได้ท่องเที่ยวใน “เมืองเว้” เมืองมรดกโลกที่ยังมีร่องรอยของประวัติศาสตร์ และความเก่าแก่แบบคลาสสิก โดยไม่พลาด “พระราชวังต้องห้าม”  (Imperial Enclosure) ซึ่งได้ตกทอดความยิ่งใหญ่และสวยงามของราชวงศ์เหวียน  พระราชวังแห่งนี้สร้างขึ้นตามแบบแผนความเชื่อของจีน ซึ่งในสมัยก่อนพื้นที่นี้ถูกสงวนไว้เฉพาะจักรพรรดิและเชื้อพระวงศ์ ด้วยเป็นสถานที่ประทับของกษัตริย์ราชวงศ์เหวียนแห่งเว้ทั้ง 13 พระองค์ ระหว่างปี พ.ศ. 2345-2488  โดย “จักรพรรดิยาลอง” เป็นปฐมกษัตริย์แห่งเมืองเว้ เป็นผู้สถาปนานครแห่งนี้ขึ้น ส่วนกษัตริย์องค์สุดท้ายคือ “พระเจ้าบ๋าวได๋” ซึ่งทรงสละราชบัลลังก์ ก่อนจะมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นเวียดนามในปัจจุบันต่อด้วย “วัดเทียนหมุ” (Thien Mu) ที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำหอม เป็นหนึ่งในความคลาสสิก ทั้งจากศิลปะอันวิจิตรตรงประตูทางเข้า รวมถึงความสูงหลายสิบเมตรของเจดีย์ทรง 8 เหลี่ยม 7 ชั้น สูง 21 เมตร นับเป็นศูนย์กลางแห่งศรัทธาทางพุทธศาสนานิกายเซน ที่ถูกสร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1601 หรือ 417 ปีมาแล้ว

ปิดท้ายเมืองเว้ที่ “สุสานจักรพรรดิไคดิงห์” (Tomb of Khai Dinh) ที่ได้ชื่อว่ามีความยิ่งใหญ่สวยงามเหนือบรรดาสุสานจักรพรรดิทั้งหมด และเป็นเพียงสุสานเดียวที่มีการผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมตะวันออก-ตะวันตกได้อย่างลงตัว ตั้งอยู่บนเนินเขาสูง มีบันไดทางขึ้นถึง 127 ขั้น เป็นบันไดมังกรพาขึ้นไปสู่ลานชั้นหนึ่ง ส่วนลานชั้นสองเรียงรายด้วยรูปปั้นหินของช้าง ม้า ข้าราชการทหารและพลเรือน กลางลานมีแผ่นจารึกเขียนด้วยอักษรจีน ด้านบนสุดเป็นที่ตั้งของสุสาน มีรูปปั้นสำริดเท่าองค์จริงของพระเจ้าไคดิ่งเป็นศูนย์กลาง ภายในสุสานชั้นในมีการตกแต่งผนังด้วยกระเบื้องเคลือบสีซึ่งรับอิทธิพลมาจากจีน หลายจุดทำเป็นรูปมังกร หนึ่งในชิ้นงานโดดเด่น คือ งานเขียนสีรูปมังกรในม่านเมฆขนาดใหญ่บนเพดานห้องโถงที่ศิลปินใช้เท้าในการเขียนภาพ

หลังจากจบมื้อกลางวัน สมาชิกคาราวานอีซูซุได้เดินทางต่อจากเมืองเว้ไปยังเมืองดานัง เพื่อไปยังจุดหมายสำคัญของการเดินทางครั้งนี้ นั่นคือ “บาน่า ฮิลล์” (Bana Hills) อดีตเมืองตากอากาศที่โดนทิ้งร้างหลังจากชาวฝรั่งเศสพ่ายแพ้สงครามกลับประเทศไปในช่วงปี ค.ศ.1945 ที่ได้รับการบูรณะใหม่ให้เป็นเมืองท่องเที่ยวที่สวยสดงดงาม และมีชีวิตชีวาอีกครั้งในปี ค.ศ. 2009  การไปเยือนต้องนั่งกระเช้าลอยฟ้าที่ได้รับการบันทึกสถิติโลกโดยกินเนสส์เวิลด์เรคคอร์ดส์ว่า เป็นกระเช้าที่มีระยะทางยาวและสูงที่สุดในโลก คือ ยาวมากถึง 5,801 เมตร และสูงถึง 1,368 เมตร

ซึ่งทุกคนได้ชื่นชมกับสุดยอดวิวทิวทัศน์ของเมืองดานังในแบบพาโนรามาระหว่างทางนั่งกระเช้า เมื่อใกล้จุดหมายปลายทางจะมองเห็นยอดปราสาทอยู่ลิบ ๆ เหมือนเมืองในเทพนิยาย โดยโรงแรมที่พัก Mercure Danang French Village Bana Hills ก็เป็นหนึ่งในหมู่ตึกสวยของหมู่บ้านฝรั่งเศส ล้อมรอบด้วยร้านค้า ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก และที่ทุกคนไม่ยอมพลาดคือ  “Golden Bridge” สะพานสีทองบนมือยักษ์ตั้งอยู่ริมหน้าผาสวยอลังการ แลนด์มาร์กใหม่ของเมืองดานังที่เพิ่งเปิดให้ชมเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา และได้กลายเป็นที่สนใจบนโลกออนไลน์อย่างมาก  นอกจากนี้ยังมีจุดท่องเที่ยวกระจายโดยรอบ อาทิ พระพุทธรูปใหญ่สีขาวบนยอดเขา  สวนสนุก Fantasy Park  ที่มีเกมและเครื่องเล่นสำหรับทุกวัยให้เลือกสนุกกัน และสวนดอกไม้ เป็นต้น

สาย ๆ ของวันถัดมาถึงเวลาของการอำลาหมู่บ้านแสนสวยบนบาน่า ฮิลล์ สมาชิกคาราวานอีซูซุ ได้เยี่ยมชมและสักการะ วัดเจ้าแม่กวนอิมลิ่งอึ้ง (Chua Linh Ung) โดยมีเจ้าแม่กวนอิมองค์สีขาวในท่ายืนถือแจกันโปรยน้ำทิพย์ประทานพร ประดิษฐานด้านหน้าวัดที่หันออกสู่ทะเล  มีความสูง  67 เมตรหรือเท่าอาคาร 30 ชั้น ถือได้ว่าเป็นองค์เจ้าแม่กวนอิมที่ใหญ่ที่สุดของเวียดนาม ขึ้นชื่อมากในการขอพรเรื่องสุขภาพ การทำมาค้าขาย ความปลอดภัย และเรื่องการมีบุตร ถือเป็นการจบทริปการท่องเที่ยวในประเทศเพื่อนบ้านที่สามารถขับรถไปเที่ยวได้แบบสบายๆ อย่างสวยงาม

คุณธนภูมิ   เชื้อวณิชย์ เจ้าของธุรกิจโรงน้ำแข็งวารีเทพ รถหมายเลข 01 ซึ่งปัจจุบันมีรถอีซูซุที่ใช้ในธุรกิจกว่า 400 คัน  เผยความประทับใจว่า “ครอบครัวเรามากัน 6 คน นั่งรถอีซูซุมิว-เอ็กซ์มาคันเดียว และเป็นครั้งแรกที่มาคาราวานแบบนี้ ตื่นตาตื่นใจมากครับ เป็นการท่องเที่ยวที่คุ้มค่ามาก และคิดว่าครั้งต่อไปก็อยากจะมาร่วม เพราะได้ประสบการณ์เยอะเลย ได้เจอเพื่อนที่เป็นประชาคมอีซูซุหลากหลายอาชีพ และการขับรถทำให้ได้เห็นวิถีชีวิตของคนท้องถิ่นได้มากกว่าการนั่งเครื่องบินหรือรถโดยสารไปเที่ยว ผมว่าเป็นเสน่ห์ของคาราวานครับ ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีของครอบครัวมากครับ”

คุณนาฎญา  สุขจันทร์ตระกูล  รถหมายเลข 26 เผยว่า “สำหรับดิฉันเป็นการเดินทางครั้งแรกกับอีซูซุ แถมยังเป็นทริปต่างประเทศด้วย ทำให้ได้ประสบการณ์มากมายระหว่างการเดินทางตั้งแต่มุกดาหาร ลาว และเวียดนาม ประทับใจกับทีมงานอีซูซุทั้งการดูแลและการจัดสรรที่พัก  เพื่อนร่วมทริปก็ดี  เดินทางไกล ๆ แบบนี้ด้วยอีซูซุมิว-เอ็กซ์ก็สะดวกสบายมาก ซื้อแล้วไม่มีคำว่าผิดหวังเลยค่ะ”

ติดตามกิจกรรม “อีซูซุคาราวานสัญจร 2018” ความสุข สนุกสุด…ฉุดไม่อยู่ ได้ทางเว็บไซต์ www.isuzu-tis.com

ไฮไลท์ Big Motor Sale 2018 รถเด็ด…แคมเปญดุ

0

24 ค่ายรถ 20 แบรนด์มอเตอร์ไซด์ ยกขบวนรถใหม่ อัดแคมเปญแรง เข้าร่วมงาน”มหกรรมยานยนต์เพื่อขายแห่งชาติ” พร้อมปล่อยของเต็มพื้นที่ 18 – 26 สิงหาคม  ศกนี้ ณ อาคาร ไบเทคบางนา งานนี้พูดได้คำเดียวว่าไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง แต่ก่อนไปรับชมงาน สามารถติดตาม ไฮไลท์ Big Motor Sale 2018 ทั้ง รถเด่น และโปรโมชั่นร้อนแรงรวมถึงพริตตี้สาวสวยของค่ายรถที่เข้าร่วมได้จากรายงาน

ในช่วงไตรมาส 3 ของปี ถือเป็นช่วงที่เศรษฐกิจซบเซาและขาดสภาพคล่อง ในทุกวงการ อุตสาหกรรมการผลิตและจำหน่ายรถยนต์ก็ประสบปัญหาเช่นเดียวกัน เปรียบเสมือนช่วงเวลาที่ต้องก้มหน้ารับสภาพ จวบจนบริษัท ยานยนต์แสควร์ กรุ๊ป จำกัด ผู้ผลิตสื่อรายใหญ่แห่งวงการรถยนต์ ได้ผุดโปรเจคยักษ์ในรูปแบบงานแสดงยนตรกรรม ภายใต้ชื่องาน “มหกรรมยานยนต์เพื่อขายแห่งชาติ” หรือ “Big Motor Sale” โดยหวังให้เป็นการกระตุ้นภาพรวมของเศรษฐกิจในแวดวงยานยนต์ ซึ่งเป็นผลให้ผู้ซื้อพบผู้ค้าและได้ผลิตภัณฑ์คุณภาพในราคาที่คุ้มค่า

ไฮไลท์ Big Motor Sale 2018

        หลังจาก “Big Motor Sale” แจ้งเกิดครั้งแรกเมื่อปี 2014 ในรูปแบบของงานแสดงรถยนต์และรถจักรยานยนต์ระดับประเทศ ซึ่งเน้นให้เป็นงานขายที่ค่ายรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และอุปกรณ์เกี่ยวเนื่องต่างขานรับและพาเหรดโปรดักส์มาประชัน พร้อมจัดรายการส่งเสริมการขาย จนตัวเลขยอดจำหน่ายในช่วงไตรมาส 3 เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี

        ในปีนี้ก็ถึงเวลาที่งาน Big Motor Sale  2018 ได้จัดแสดงอีกครั้ง ซึ่งผู้เข้าร่วมงานก็เฉกเช่นกับทุกครั้งที่ผ่านมา ทั้งการพาเหรดรถเด่น และอัดแคมเปญร้อนแรง โดยรายละเอียดต่างๆจะมีอะไรบ้างนั้น Autoworldthailand ได้รวบรวมมาให้ทุกท่านได้รับชม

        รถยนต์หลากรุ่น โชว์ตัวครั้งแรกในงานนี้

Nissan Terra

เปิดตัวสู่สาธารณชนครั้งแรกในประเทศไทย และยังเป็นรถพีพีวีคันแรกของค่ายนิสสัน ที่มากับ รูปลักษณ์โฉบเฉี่ยว ห้องโดยสารกว้างขวาง ในสไตล์รถอเนกประสงค์สไตล์ 7 ที่นั่ง พร้อมชูจุดเด่นของเทคโนโลยีอัจฉริยะ “นิสสัน อินเทลลิเจนต์ โมบิลิตี” ซึ่งติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในรถทุกรุ่น ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังดีเซล ทวินเทอร์โบ ขนาด 2.3 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 190 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 7 จังหวะ เปิดราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 1,316,000 – 1,427,000 บาท

ไฮไลท์ Big Motor Sale 2018

อีกหนึ่งไฮไลท์ของบูธนิสสัน คือ นิสสัน จีที-อาร์ พรีเมียม อิดิชัน รุ่นปี 2018  ซูเปอร์สปอร์คาร์ตระดับตำนานที่ได้รับการพัฒนา และปรับแต่งระบบวิศวกรรมจากประสบการณ์กว่า 35 ปี ของนิสสันในวงการมอเตอร์สปอร์ตระดับโลก

ไฮไลท์ Big Motor Sale 2018

นอกจากรถเด่นทั้ง 2 รุ่น ภายในงานยังมีข้อเสนอพิเศษสำหรับรถยนต์นิสสันรุ่นต่างๆ อาทิ อัตราดอกเบี้ยพิเศษ 0% ฟรีประกันภัยชั้น 1 Nissan Premium Protection (NPP) และ เงื่อนไขการผ่อนชำระพิเศษกับ นิสสัน อีซีเพย์ (Nissan Easy Pay)

Mitsubishi Xpander

เป็นอีกหนึ่งรุ่นที่ใช้งานนี้เป็นเวทีแจ้งเกิด รถครอสสโอเวอร์กระแสแรงในชื่อรุ่น Xpander มีความโดดเด่นที่หน้าตา และการใช้งานเอนกประสงค์ของห้องโดยสารแบบ 7 ที่นั่ง เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร เกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะ ลุยได้หลากรูปแบบการเดินทาง มาพร้อมการเก็บเสียงภายในห้องโดยสารที่ทำได้ดี และเบาะแถวที่ 3 นั่งได้จริง ถึงเวลาที่เปิดราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการ โดยรุ่นเริ่มต้น GLS-LTD มากับสนนราคา 779,000 บาท และรุ่น GT ตั้งค่าตัวไว้ที่ 849,000บาท

ไฮไลท์ Big Motor Sale 2018

นอกจากนี้ มิตซูบิชิมอเตอร์ส ประเทศไทย ยังนำเสนอรถยนต์รุ่นยอดนิยมอื่นๆ อย่างครบครันที่งานบิ๊ก มอเตอร์ เซล 2018 ได้แก่ มิตซูบิชิ  ปาเจโร สปอร์ต, มิตซูบิชิ ไทรทันและ ไทรทัน แอทลีท, มิตซูบิชิ มิราจ, มิตซูบิชิ แอททราจ

ไฮไลท์ Big Motor Sale 2018

สำหรับข้อเสนอพิเศษในรุ่น Xpander จะมากับฟรีประกันภัยชั้น 1 ส่วน Pajero Sport อัดฉีดแคมเปญผ่อนชำระ 0% นาน 36 เดือน ส่วนรุ่นอื่นๆนั้นสอบถามกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายขายได้เลย

Hyundai H-1 และ GrandStarex

เอมพีวีรุ่นธง ปรับโฉมเฉี่ยว รูปลักษณ์ทันสมัย ห้องโดยสารกว้างขวาง มาพร้อมความหรูหราและระบบความบันเทิงเพื่อการเดินทางสมบูรณ์แบบ ขุมพลังเดิมแบบดีเซลคอมมอนเรล 2.5 ลิตร 4สูบ 16 วาล์ว CRDI พร้อมเทอร์โบแปรผัน VGT อินเตอร์คูลเลอร์ ให้กำลังสูงสุด 175 แรงม้า ราคาเริ่มต้นที่ 1,329,000-2,399,000 บาท

ไฮไลท์ Big Motor Sale 2018

ฮุนได มอเตอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด อัดแคมเปญส่งเสริมการขายสำหรับ Hyundai H-1 และ GrandStarex โดยสามารถเลือกดาวน์ต่ำเริ่มต้นที่ 20% พร้อมฟรีประกันภัย 1 ปี

New MG 3

แม้ว่าจะเปิดตัวสู่สาธารณชนมาตั้งแต่เดือนมิถุนายน แต่การมาในครั้งนี้ ถือเป็นงานแรกที่ผู้คนจะได้สัมผัสอย่างใกล้ชิดกับ New MG 3 แฮทช์แบคกลุ่ม Sub Compact B-Segment ปรับโฉมเพื่อความโฉบเฉี่ยว ภายในใช้วัสดุมีระดับ มากับฟังค์ชั่นอัจฉริยะ I-Smart ปรับแต่งขุมพลังให้สนองต่อการใช้งานด้วยเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร 112 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุดถึง 150 นิวตันเมตร ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติแบบทอลค์คอนเวอร์เตอร์ 4 จังหวะพร้อมแมนนวลโหมด ซึ่งทำงานร่วมกับระบบช่วงล่าง Euro Tunning Suspention

ไฮไลท์ Big Motor Sale 2018

ออก MG3 ใหม่เลือกรับฟรี ชุดแต่ง Body Kit รอบคัน รับข้อเสนอพิเศษ MG Mega Bonus เลือกดอกเบี้ย 0% หรือดาวน์เพียง 5%  ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่งพร้อม พ.ร.บ 1 ปี

Mazda CX-3

มาสด้าเป็นอีกหนึ่งค่ายที่เปิดตัวรถยนต์ใหม่ในรุ่น CX-3 ซึ่งได้รับการปรับแต่งในสไตล์ไมเนอร์เชนจ์จากรูปโฉมที่โฉบเฉี่ยว พร้อมเติมเต็มสมรรถนะการขับขี่ ความปลอดภัย และลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม มากับขุมพลัง 2 ทางเลือก จากเครื่องยนต์เบนซิน SKYACTIV-G ขนาด 2.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 156 แรงม้า และ เครื่องยนต์ดีเซล SKYACTIVE-D ขนาด 1.5 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 105 แรงม้า เปิดราคาจำหน่ายในรุ่นเริ่มต้นที่ 879,000 บาท แต่รุ่นท๊อพกลับถูกลงกว่าเดิม 4,000 บาท

ไฮไลท์ Big Motor Sale 2018

สำหรับแคมเปญพิเศษในงานนี้ ลูกค้าสามารถเลือกรับดอกเบี้ย ตั้งแต่ 0.99-2.15% สำหรับ CX-3 และ CX-5 พร้อมรับประกันภัยชั้น 1 ฟรี 1 ปี

FORD Ranger 2018

กระบะพันธุ์แกร่งแห่งค่ายฟอร์ด ก็ใช้เวทีนี้เปิดตัวให้สาธารณชนได้สัมผัสอย่างใกล้ชิดกับรุ่น Ranger 2018  รถกระบะที่มากับนิยาม “เกิดมาแกร่ง” จัดหนักด้านขุมกำลังดีเซล 3 ทางเลือก ทั้งขนาด 2.2 ลิตร 160 แรงม้า ขนาด 2.0 ลิตร 180 แรงม้า และไฮไลท์เป็นเครื่องยนต์ดีเซล ไบเทอร์โบ ขนาด 2.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 213 แรงม้า เกียร์อัตโนมัติ 10 จังหวะ อัดแน่นฟีเจอร์ทันสมัยทั้งระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติพร้อมระบบตรวจจับคนเดินถนน (Autonomous Emergency Braking) และระบบช่วยจอดอัจฉริยะ (Active Park Assist) เพื่อการใช้งานสะดวกสบายทั้งทางราบและทางลุย แบ่งเป็น 6 รุ่นหลัก ได้แก่ SWB,XL,XLS,XLT,LTD และ Wildtrak ในราคาเริ่มต้น 559,000 – 1,265,000 บาท

ไฮไลท์ Big Motor Sale 2018

สำหรับรายการส่งเสริมการขายได้แก่ Ford Ranger Wildtrak ทุกรุ่น ดาวน์ 25% ดอกเบี้ยพิเศษ 1.99% ผ่อน 48 เดือน หรือเลือกรับประกันภัยชั้นหนึ่ง, Ford Ranger Double Cab Limited และ Open Cab XLT ดาวน์ 25% ดอกเบี้ยพิเศษ 1.99% ผ่อน 48 เดือน พร้อมฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง, Ford Ranger Double Cab XLT ดาวน์ 69,000 บาท พร้อมฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง, Ford Ranger Open Cab XL และ XL+ ดาวน์เริ่มต้น 25,900 บาท พร้อมฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง ส่วน Ford Everest ทุกรุ่น ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง

ไฮไลท์ Big Motor Sale 2018

เสริมด้วยโปรแกรมทดลองขับฟอร์ดในงาน BIG Motor Sale 2018 หรือติดต่อนัดหมายที่โชว์รูมฟอร์ด ผู้ทดลองขับจะได้รับบัตรกำนัล เทสโก้ โลตัส มูลค่า 300 บาททันที หากมีการทดลองขับรถในงาน หรือที่โชวร์รูมฟอร์ดสาขาใดก็ได้ ระหว่างวันที่ 17 – 19 สิงหาคม 2561

ISUZU 1.9 DDi-Blue Power

อีซูซุ ได้นำรถในตระกูล “บลูเพาเวอร์”  ทุกรุ่น ทุกเครื่องยนต์ ทั้งรถปิกอัพ และรถยนต์นั่งอเนกประสงค์ ที่สุดแห่งนวัตกรรมเครื่องยนต์ดีเซลระดับโลกที่ดีรอบด้าน ทั้งประหยัดดี! แรงดี! ทนทานดี! ศูนย์บริการดี! และราคาขายต่อดี! มาร่วมจัดเต็มในงาน ซึ่งในปีนี้อีซูซุได้นำเสนอบูธที่เน้นการดีไซน์ที่ทันสมัย โฉบเฉี่ยว ในโทนดำ-แดง สะท้อนเอกลักษณ์ความเป็นสปอร์ตเรซซิ่ง  และตอกย้ำความแรงอย่างต่อเนื่องของ “อีซูซุ เอ็กซ์-ซีรี่ส์ 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์”

ไฮไลท์ Big Motor Sale 2018

สำหรับลูกค้าอีซูซุ สามารถเลือกรับดอกเบี้ยพิเศษ 1.25% สำหรับ Isuzu D-Max V-Cross, ดอกเบี้ย 0% สำหรับ Isuzu Mu-X , เลือกรับดอกเบี้ย 1.54% หรือดาวน์ต่ำ 29,750 บาท สำหรับ Isuzu D-Max Blue Power ทั้งเครื่อง 1.9 และ 3.0 และ Hi-Lander ดาวน์ 35,000 บาท หรือผ่อนแบบไม่ต้องมีคนค้ำเริ่มต้น 7,629 บาทต่อเดือน

HONDA HR-V

ไฮไลท์ของฮอนด้าในปีนี้ได้นำ HR-V ขึ้นโชว์เป็นดาวเด่น ด้วยตัวรถในรูปแบบครอสโอเวอร์ไซส์ขนาดกะทัดรัด มาพร้อมรูปลักษณ์ใหม่ในสไตล์ไมเนอร์เชนจ์ ขุมกำลัง 1.8 ลิตร ขับสนุก ยกระดับความพรีเมียมด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวก และเทคโนโลยีความปลอดภัยทันสมัย อาทิ ระบบแสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (Honda Lane Watch) และ ระบบเตือนพร้อมช่วยเบรกที่ความเร็วต่ำ (City Brake Active System) ในขณะที่ราคาปรับเพิ่มเพียง 20,000 บาท

ไฮไลท์ Big Motor Sale 2018

มีแคมเปญพิเศษดาวน์ต่ำ ดอกเบี้ยต่ำ ในชื่อ Double Smile ตลอดเดือนสิงหาคม 2561 พิเศษแพคเกจท่องเที่ยวญี่ปุ่นและสวิสเซอร์แลนด์ เมื่อออกรถ Honda Accord หรือ Accord Hybrid พร้อมด้วยโปรแกรม Pay Safe ขับขี่ปลอดภัย เมื่อเข้ารับบริการที่ ซัมมิท ฮอนด้า ด้วยส่วนลด 1,000 บาท

Toyota Live Alive

เข้าร่วมจัดแสดงยานยนต์หลากหลายรุ่น ภายใต้แนวคิด “Live Alive…ออกไปใช้ชีวิต” ด้วยนวัตกรรมยานยนต์และ 4 เทคโนโลยีใหม่ของรถยนต์โตโยต้า ที่จะสามารถตอบโจทย์ทุกการขับขี่ เพื่อออกไปค้นพบประสบการณ์และแรงบันดาลใจใหม่ในทุกการเดินทาง

ไฮไลท์ Big Motor Sale 2018

ดาวเด่นในงานนี้ยังคงเป็น TOYOTA C-HR รถยนต์ซับคอมแพคเอสยูวีรุ่นใหม่ ที่ตอกย้ำแนวคิด EVER BETTER CAR จากการดีไซน์รูปลักษณ์ทรงเหลี่ยมของมุมเพชรให้มีความสปอร์ต หรูหรา ล้ำสมัย เพียบพร้อมด้วย 4 เทคโนโลยีใหม่ ระบบไฮบริดเจนเนอเรชั่นใหม่ TNGA Toyota Safety Sense และ Toyota T-Connect Telematics เพื่อสมรรถนะที่ยอดเยี่ยม และสมบูรณ์แบบทุกการขับขี่ในทุกสภาพถนน อีกทั้งยังมีระบบความปลอดภัยที่ล้ำสมัย ซึ่งผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยระดับ 5 ดาว จากอาเซียน เอ็นแคป (ASEAN NCAP)

ไฮไลท์ Big Motor Sale 2018

ผุ้เข้าชมงานพบกับ Toyota C-HR กับชุดแพคเกจตกแต่งพิเศษ TRD Sportivo ราคา 47,900 บาท Toyota Revo Rocco รุ่นตกแต่งพิเศษ ในราคาเริ่มต้น 1,119,000 บาท และ VIOS GT Street(Limited Edition) ปรับแต่งช่วงล่างใหม่พร้อมสปริงโหลดและเหล็กค้ำหน้าที่ผลิตออกมาเพียง 100 คัน รถทุกรุ่นของ Toyota ให้อัตราดอกเบี้ยพิเศษตั้งแต่ 0-0.99 % ฟรีประกันภัยชั้น 1

All New Suzuki Swift

ไฮไลท์สำคัญของค่ายซูซูกิยังคงเป็น All New Suzuki Swift สปอร์ตอีโคคาร์รุ่นยอดนิยม โดดเด่นด้วยดีไซน์สปอร์ตเร้าใจ ไฟหน้า LED Projector และไฟหลัง LED ล้ออะลูมิเนียมอัลลอยขนาด16นิ้ว เครื่องยนต์ใหม่ K12M ขนาด 1.2ลิตร พร้อมเทคโนโลยีใหม่หัวฉีดคู่หรือ DUALJET ให้กำลังสูงสุด83แรงม้าที่6,000รอบให้แรงบิดสูงสุด108นิวตันเมตรที่4,400รอบ ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติซีวีที 6 สปีด ติดตั้งระบบ IDLING STOP ที่ช่วยลดการสิ้นเปลืองน้ำมันขณะรถหยุดนิ่งระบบ Hill Hold Control ที่จะช่วยออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชันและปลอดภัยมากขึ้นด้วยถุงลมนิรภัย SRS ถึง6ตำแหน่ง

ไฮไลท์ Big Motor Sale 2018

ซูซูกิออกแคมเปญเพื่อผู้ที่สนใจจองรถภายในงานรับฟรีประกันภัยชั้น 1 เวลา 1 ปี, จอง Suzuki Swift รับอุปกรณ์ตกแต่งมูลค่าสูงสุด 30,000 บาท พร้อมโปรแกรมช่วยเหลือฉุกเฉินฟรี 3 ปี, จอง Suzuki Swift GLX-Navi รับโมเดล Suzuki Swift ฟรี, จอง Suzuki Ciaz รุ่นย่อยใดก็ได้ รับโปรแกรมช่วยเหลือฉุกเฉินฟรี 3 ปี และโปรแกรมช่วยผ่อนค่างวด 6 เดือน, จอง Suzuki Celerio รุ่นใดก็ได้ รับดอกเบี้ย 0% นาน 12 เดือน ยกเว้น (Celerio GA M/T รุ่นเดียว), จอง Suzuki Ertiga รุ่นใดก็ได้ รับดอกเบี้ย 0% นาน 12 เดือน ปิดท้ายด้วย Suzuki Carry ฟรีประกันภัยชั้น 1 ระยะเวลา 1 ปี

KIA GRAND CARNIVAL

KIA GRAND CARNIVAL รุ่นปรับโฉมใหม่ โดดเด่นในสไตล์สปอร์ตยิ่งขึ้นด้วยกระจังหน้าดีไซน์ใหม่แบบ Tiger Nose เอกลักษณ์เฉพาะของเกีย ไฟหน้า-ท้าย และไฟตัดหมอกดีไซน์ใหม่แบบ LED รวมถึงล้ออัลลอยแบบ Machine Finished ขนาด 18 นิ้ว ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง มาพร้อมเบาะนั่ง 4 แถว 11 ที่นั่ง โดยเบาะนั่งแถวที่ 4 เป็นแบบ Pop-up Sinking Seat ที่สามารถพับเก็บได้เรียบ ขุมพลังมาจากเครื่องยนต์ดีเซล เทอร์โบ ขนาด 2.2 ลิตร ผสานการทำงานของระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด

ไฮไลท์ Big Motor Sale 2018

ด้านรายการส่งเสริมการขาย บ.ยนตรกิจ เกีย มอเตอร์ จก. แถมประกันชั้น 1 ฟรี 1 ปี บัตรเติมน้ำมันเชลส์มูลค่า 10,000 บาท และบริก่าวยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนน รวมถึงรับประกันคุณภาพตลอดอายุการใช้งาน 50,000 กม. หรือ 5 ปี

PORSCHE

เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด (AAS) ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ปอร์เช่อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย คัดสรรรถสปอร์ตรุ่นยอดนิยม นำโดย 911 คาร์เรร่า (911 Carrera), 718 เคย์แมน (718 Cayman), 718 บ็อกซเตอร์ (718 Boxster) พานาเมร่า 4 อี-ไฮบริด สปอร์ต ทัวริสโม่ (Panamera 4 E-Hybrid Sport Turismo) และ พานาเมร่า 4 อี-ไฮบริด (Panamera 4 E-Hybrid) เข้าร่วมพร้อมจำหน่ายในงาน

ไฮไลท์ Big Motor Sale 2018

ข้อเสนอพิเศษนันก็จัดเต็มเช่นกัน โดยลูกค้าที่จองรถในงาน ลุ้นสิทธิ์ในแคมเปญเฉลิมฉลองครบรอบ 70 ปีปอร์เช่ โดยเป็นหนึ่งในเจ้าของรถผู้โชคดีเข้าร่วมกิจกรรม Porsche Memorable German Heritage Trip เพื่อทดลองขับปอร์เช่ใน Black Forest พร้อมเยี่ยมชมโรงงานและพิพิธภัณฑ์ปอร์เช่ที่ประเทศเยอรมนี ทั้งนี้แคมเปญพื้นฐานสำหรับปอร์เช่ทุกรุ่นคือ การรับประกันจากโรงงานนาน 2+7 ปี

JAGUAR, LAND ROVER

จากัวร์มีข้อเสนอพิเศษสำหรับ Jaguar E-Pace ผ่อนเริ่มต้น 36,930 บาท ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง และ Jaguar F-Pace กับโปรแกรมรถเก่ามีมูลค่าเพิ่มขึ้น 300,000 บาท ผู้ที่สนใจสามารถนำรถที่ใช้อยู่ ทุกรุ่น ทุกแบรนด์ เข้ามา Trade in ได้ในงานนี้

ไฮไลท์ Big Motor Sale 2018

ส่วนทางฝั่ง แลนด์โรเวอร์ จะทำการเปิดจองรถในกลุ่ม plug-in hybrid พร้อมประกาศราคาจำหน่ายเป็นทางการในงานนี้ โดยรุ่นรถที่เปิดจองได้แก่ Range Rover plug-in hybrid และ Range Rover Sport plug-in hybrid ทั้งคู่จะมีการส่งมอบภายในปี 2561 นี้ สำหรับราคาจำหน่ายนั้น Range Rover Sport 2.0L plug-in hybrid HSE Dynamic เครื่องยนต์เบนซิน ราคาจำหน่าย 7,399,000 บาท ส่วน Range Rover 2.0 L plug-in hybrid Vogue เครื่องยนต์เบนซิน ราคาจำหน่าย 8,999,000 บาท

ไฮไลท์ Big Motor Sale 2018

ทั้ง JAGUAR  และ LAND ROVER ทุกรุ่น จะได้รับ Worry-Free Program รับประกันนาน 5 ปี, บริการซ่อมบำรุงฟรี 5 ปี และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนน 24 ชั่วโมงนาน 5 ปี

VOLVO  XC60 T8 Twin Engine R-Design Plug-In Hybrid

รถยนต์ที่ถือเป็นไฮไลท์สำหรับงานนี้คือ XC60 T8 Twin Engine R-Design Plug-In Hybrid และ S90 D4 Inscription ที่มาพร้อมชุดแต่ง Exterior Styling Kit มาพร้อมแมคขนาด 21 นิ้ว อีก 4 รุ่นที่นำมาจัดแสดงและจำหน่ายคือ XC90 T8 Twin Engine Momentum Plug-In Hybrid, XC90 T8 Twin Engine Inscription Plug-In Hybrid, XC60  D4 Dynamic Edition  และ S60 D3

ไฮไลท์ Big Motor Sale 2018

จองรถรุ่นใดก็ได้ในงาน รับแคมเปญแพคเกจ All Inclusive ซึ่งเป็นบริการหลักต่างๆ หลังการขายรวม 5 ปี และรับฟรีทัวร์มัลดีฟด้วย โดยแพคเกจ Volvo 5-Year All Inclusive ของวอลโว่ประกอบด้วย ประกันภัยชั้น 1 ตลอดอายุสัญญานาน 5 ปี, ประกันคุณภาพ 5 ปี หรือ 1.5 แสนกิโลเมตร, บริการบำรุงรักษา 5 ปี หรือ 1 แสนกิโลเมตร และบริการให้ความช่วยเหลือ 24 ชั่วโมงนาน 5 ปี ส่วนแคมเปญทัวร์มัลดีฟ จะเป็นทริปทัวร์ที่รวมทุกอย่างทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นตั๋วเครื่องบินไป-กลับ ที่พัก ณ Club Med Kani 3 วัน 2 คืนสำหรับ 2 ท่าน ฟรีสปีดโบ๊ทรับ-ส่ง สนามบิน-คลับเมด อาหารทุกมื้อ เครื่องดื่ม-อาหารว่าง และทริปดำน้ำชมปะการัง

Audi

อาวดี้ ประเทศไทย ได้คัดสรรยนตรกรรมล้ำสมัย  ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์  รวม 8 รุ่น อาทิ รถพรีเมี่ยม SUV ในตระกูล Q Family  นำโดย Audi Q5  Audi Q 7 ขณะที่ในกลุ่ม ลักซ์ชัวรี ซีดาน ก็ไม่พลาดที่จะนำ “Audi A8 L”  ยนตรกรรมเรือธงที่สะท้อนทิศทางแห่งศักราชใหม่ของการออกแบบยนตรกรรม และ “Audi A7 Sportback” สปอร์ตคูเป้ที่สะท้อนถึงความสำเร็จของทีมวิศวกรออกแบบของ Audi ที่สามารถผสานรวมความเป็นคูเป้ ซีดาน และความล้ำสมัยเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว รวมถึงยังนำ Audi TT Coupe  หนึ่งในยนตรกรรมสปอร์ตที่ฮอตฮิตแห่งปี  และรถ  Audi  A4 Avant มาให้ลูกค้าได้เลือกชม

ไฮไลท์ Big Motor Sale 2018

โปรโมชั่นพิเศษรับทันทีเมื่อจองและออกรถ Audi ทุกรุ่น รับกองทุน LTF เพื่อการลงทุน พร้อมรับแคมเปญดอกเบี้ย 0% สำหรับรุ่นที่บริษัทฯ กำหนด หรือผ่อนเพียงแค่ 1% ของราคารถกับ Audi Choice รวมถึงแคมเปญพิเศษ “รูดแสนบาท รับแสนพอยท์“  สำหรับลูกค้าธนาคารกสิกรไทย ไทยพาณิชย์ และกรุงศรีอยุธยา ที่อาวดี้จะมอบให้เป็นพิเศษในวันออกรถ  อีกทั้งยังจะได้รับสิทธิ์ประกันชั้น 1 อีกด้วย

Subaru

ค่ายดาวลูกไก่ภายใต้การบริหารของบริษัท ทีซี ซูบารุ จำกัด ขนทัพยนตรกรรมขุมกำลังบ๊อกเซอร์ทั้ง XV, Forester, BRZ รวมถึงยังนำรถ Subaru WRX STI ของสตั๊นแมน Russ Swift เข้าร่วมแสดง

ไฮไลท์ Big Motor Sale 2018

แคมเปญเปิดพิเศษด้วยการนำรถรุ่นใดมาแลกซื้อรถยนต์ Subaru ทุกรุ่น รับเพิ่ม 200,000 บาททันที หรือผ่อนน้อย 19,759 / เดือน รับฟรีประกันชั้น 1 เฉพาะภายในงานนี้เท่านั้น

ทั้งหมดก็เป็นไฮไลท์รถเด่น แคมเปญดุ ในงาน “Big Motor Sale 2018” แต่ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ Autoworldthailand ยังมีประมวลภาพในส่วนต่างๆรวมถึงพริตตี้สาวสวยๆ ให้ทุกท่านได้รับชม และขอเชิญให้ทุกท่านเข้ารับชมงานได้ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 26 สิงหาคมนี้ ณ ไบเทค บางนา (บัตรเข้าชมงานราคา 100 บาท)

ไฮไลท์ Big Motor Sale 2018

ไฮไลท์ Big Motor Sale 2018

ไฮไลท์ Big Motor Sale 2018

ไฮไลท์ Big Motor Sale 2018

ไฮไลท์ Big Motor Sale 2018

ไฮไลท์ Big Motor Sale 2018

ไฮไลท์ Big Motor Sale 2018

ไฮไลท์ Big Motor Sale 2018

ไฮไลท์ Big Motor Sale 2018

ไฮไลท์ Big Motor Sale 2018

ไฮไลท์ Big Motor Sale 2018

ไฮไลท์ Big Motor Sale 2018

ไฮไลท์ Big Motor Sale 2018

ไฮไลท์ Big Motor Sale 2018

ไฮไลท์ Big Motor Sale 2018

ไฮไลท์ Big Motor Sale 2018

ไฮไลท์ Big Motor Sale 2018

ไฮไลท์ Big Motor Sale 2018

ไฮไลท์ Big Motor Sale 2018

ไฮไลท์ Big Motor Sale 2018

ไฮไลท์ Big Motor Sale 2018

ไฮไลท์ Big Motor Sale 2018

ไฮไลท์ Big Motor Sale 2018

ไฮไลท์ Big Motor Sale 2018

ไฮไลท์ Big Motor Sale 2018

“นิสสัน เทอร์ร่า”รถพีพีวีเพื่อการขับขี่ที่ไร้ขีดจำกัด

0

พีพีวีรุ่นแรกแห่งค่ายนิสสัน รูปลักษณ์โฉบเฉี่ยว ห้องโดยสารกว้างขวาง ในสไตล์รถอเนกประสงค์สไตล์ 7 ที่นั่ง พร้อมชูจุดเด่นของเทคโนโลยีอัจฉริยะ “นิสสัน อินเทลลิเจนต์ โมบิลิตี” ซึ่งติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในรถทุกรุ่น ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังดีเซล ทวินเทอร์โบ ขนาด 2.3 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 190 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 7 จังหวะ เปิดราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 1,316,000 – 1,427,000 บาท ที่มากับความภาคภูมิใจเพราะไทยทำ

เป็นข่าวมาพักใหญ่ พร้อมกับภาพหลุดจากการวิ่งทดสอบในประเทศไทย จนเกิดคำถามจากผุ้ใช้รถใช้ถนนว่านี่คือรถจากค่ายอะไร จวบจนความจริงมาเปิดเผยเอาเมื่อต้นปีซึ่งเป็นการเผยโฉมครั้งแรกต่อสาธารณชนในประเทศญี่ปุ่น ก่อนที่จะเปิดตัวให้กับทั่วโลกได้ยลโฉมที่ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน แล้วจึงไหลต่อมายังประเทศฟิลิปปินส์ โดยสื่อมวลชนหลายสำนักได้เดินทางไปทดสอบบนเส้นทางแห่งภูเขาไฟปินาตูโบ

แล้วก็ถึงเวลาแห่งการเปิดตัวในประเทศไทย โดยมีการเผยข้อมูลมาว่ารถรุ่นนี้ใช้ฐานการผลิตจากประเทศไทย ก่อนส่งไปขายอีกหลายประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ข้อมูลของรถคันนี้เป็นอะไรที่น่าติดตาม เพราะน้องใหม่ที่ นิสสัน ได้ผลิตขึ้นในนามว่า “นิสสัน เทอร์ร่า” นั้นได้แก้ไขข้อจำกัดของรถอเนกประสงค์กลุ่มพีพีวีไปได้มากน้อยเพียงใด รายละเอียดทั้งหมดพร้อมให้ทุกท่านได้รับชมครับ

นิสสัน เทอร์ร่า รถอเนกประสงค์กลุ่มพีพีวีแบบตัวถังบนแชสซีส์รุ่นใหม่จากนิสสัน พร้อมความแข็งแรงด้วยตัวถังแบบขั้นบันได มากับมิติตัวรถที่ใหญ่โตด้วยขนาดความยาว 4,885 มม. กว้าง 1,865 มม. ความสูง 1,835 มม. ฐานล้อ 2,850 มม. และระยะต่ำสุดจากพื้น 225 มม. ซึ่งเป็นที่มาของความแกร่งสำหรับทุกการขับขี่เพื่อเปิดประสบการณ์ใหม่ได้อย่างไร้ขีดจำกัด

รูปลักษณ์ภายนอกโดดเด่นด้วยกระจังหน้า V-Motion โครเมี่ยมขนาดใหญ่ พร้อมไฟหน้า LED Projector แบบ มาพร้อมไฟ LED Daytime ซึ่งเป็นการดีไซน์จากรูปแบบของ “boomerang” ซึ่งในส่วนของไฟท้ายก็เป็นการออกแบบอย่างเดียวกัน ในส่วนของมัดกล้ามบริเวณซุมล้อมีขนาดใหญ่ ล้ออัลลอยทำสีทูโทนขนาด 18 นิ้ว พร้อมยาง 255/60 R18 สำหรับกระจกมองข้างสีเดียวกับตัวรถพร้อมติดตั้งกล้องเพื่อสอดรับกับระบบกล้องมองภาพรอบคัน

ห้องโดยสารกว้างขวางในสไตล์รถอเนกประสงค์ 7 ที่นั่ง ซึ่งทุกที่นั่งหุ้มหนังแท้ และทีเด็ดนอกจากระบบไฟฟ้าในส่วนของผุ้ขับขี่ ยังมีเบาะนั่งแถว 2 ที่พับได้ด้วยสวิตช์พับเบาะบริเวณคอนโซลเกียร์

ด้วยความใหญ่โตของห้องโดยสารการกระจายความเย็นไปทุกพื้นที่ถือเป็นปัญหา แต่นิสสันก็แก้เกมส์ด้วยการติดตั้งเครื่องปรับอากาศอัตโนมัติแยกอุณหภูมิซ้าย-ขวาพร้อมแอร์บนหลังคาเพื่อส่งต่อความเย็นไปทุกพื้นที่

พวงมาลัยเป็นแบบ 3 ก้านติดตั้งระบบมัลติฟังค์ชั่น บริเวณแดชบอร์ดมีมาตรวัดเรืองแสงพร้อมจอแสดงข้อมูลแบบ 3 มิติ

คอนโซลกลางมีเครื่องเสียงจอสัมผัส 7 นิ้ว จาก Kenwood พร้อมลำโพง 6 จุด พ่วงจอเพดานขนาดใหญ่ 11 นิ้วเพื่อความเพลิดเพลินในการเดินทาง


นิสสันเทอร์ร่า ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังจากเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบคู่ รหัสYS23DDTT ขนาดความจุ 2.298 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 190 แรงม้าที่ 3,750 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 450 นิวตันเมตรที่ 1,500-2,500 รอบ/นาที พร้อมเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด

ระบบกันสะเทือนด้านหน้าเป็นแบบอิสระปีกนกคู่ พร้อมเหล็กกันโคลงและโช๊คอัพ ด้านหลังเป็นแบบ five-link coil spring rear suspension system

จุดเด่นของรถคันนี้นอกจากอุปกรณ์มาตรฐานที่กล่าวไว้ในข้างต้น ยังมีเรื่องของความอัจฉริยะที่มาพร้อมเทคโนโลยีล่าสุดนั่นคือ “นิสสัน อินเทลลิเจนต์ โมบิลิตี” ซึ่งเป็นตัวกำหนดและความแตกต่างที่ทำให้ นิสสัน เทอร์ร่า มีรุ่นย่อยทั้งหมดถึง 3 รุ่น นั่นคือรุ่น 2.3 V 2WD 7AT ,2.3 VL 2WD 7AT และ 2.3 VL 4WD 7AT โดยแบ่งแยกตามระบบต่างๆดังต่อไปนี้

นิสสัน เทอร์ร่า รุ่น 2.3 V 2WD 7ATได้รับการติดตั้งระบบเฟืองท้าย B-LSD (Electronic Limited Silp),ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (VDC) ,ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน Hill Start Assist (HSA)


รวมถึงกระจกมองหลังแบบใช้กล้องแสดงภาพ Intelligent Rear View Mirror (i-RVM) ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ล่าสุด ทั้งยังได้รับการติดตั้งระบบเตือนแรงดันลมยาง Tire Pressure Monitoring System (TPMS) รวมถึงเติมเต็มความปลอดภัยด้วยถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่ง และกล้องมองภาพขณะถอยจอด

นิสสัน เทอร์ร่า รุ่น 2.3 VL 2WD 7AT มีเพิ่มเติมจากรุ่น V ในส่วนของระบบนำทาง Navigation System และระบบเตือนเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตา Blind Spot Warning (BSW) นอกจากนี้ยังมีระบบเตือนเมื่อรถออกนอกช่องทาง Lane Departure Warning (LDW) รวมถึงระบบตรวจจับวัตถุและบุคคลรอบคัน Moving Object Detection (MOD)และกล้องมองภาพรอบทิศทาง 360 องศา Around View Monitor (AVM)

สำหรับรุ่นท๊อปไลน์ 2.3 VL 4WD 7AT ออฟชั่นมาเต็มทุกประเด็นที่กล่าวไว้ แต่แตกต่างด้วยการติดตั้งระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบพาร์ทไทม์ พร้อมระบบ 4WD-DIFF หรือ ดิฟเฟอเรนเชียล-ล็อค และมีระบบล็อคเฟืองท้าย Rear Diff-lock รวมถึงระบบช่วยลงทางลาดชัน Hill Descent Control (HDC)

 

นิสสัน เทอร์ร่า มีให้เลือกทั้งหมด 5 สี ได้แก่ สีน้ำตาล เอิร์ธ บราวน์ (Earth Brown)

สีดำ แบล็คสตาร์ (Black Star)

สีขาว ไวท์เพิร์ล (White Pearl)

สีเงิน บริลเลียนท์ ซิลเสอร์ (Brilliant Silver)


สีเทา ทไวไลท์ เกรย์ (Twilight Gray)

นิสสัน เทอร์ร่า เปิดราคาเริ่มต้นในรุ่น 2.3 V 2WD 7AT ที่ 1,316,000 บาท สำหรับ สำหรับรุ่น 2.3 VL 2WD 7AT ราคา 1,349,000 บาท และ รุ่น 2.3 VL 4WD 7AT ราคา 1,427,000 บาท

ราคาของรถทั้ง 3 รุ่นนี้จะคงไว้ถึงแค่วันที่ 31 ธันวาคมนี้เท่านั้น รวมถึงอัดของแถมอย่างประกันภัยชั้น 1 ฟรี 1 ปี และรายการส่งเสริมการขายในช่วงเปิดตัวด้วยดอกเบี้ย 0.99% นาน 48 เดือน โดยจะปรับราคาทุกรุ่นเพิ่มขึ้นอีก 50,000 บาท หลังจากเริ่มต้นศักราชใหม่ในปี 2562