Home Blog Page 503

“ฟอร์ด เรนเจอร์ 2018” ถอดแบบดีเอนเอพันธุ์แกร่ง มาพร้อมฟีเจอร์ทันสมัย ในราคาเริ่มต้น 559,000 บาท

0

รถกระบะที่มากับนิยาม “เกิดมาแกร่ง” จัดหนักด้านขุมกำลังดีเซล 3 ทางเลือก ทั้งขนาด 2.2 ลิตร 160 แรงม้า ขนาด 2.0 ลิตร 180 แรงม้า และไฮไลท์เป็นเครื่องยนต์ดีเซล ไบเทอร์โบ ขนาด 2.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 213 แรงม้า เกียร์อัตโนมัติ 10 จังหวะ อัดแน่นฟีเจอร์ทันสมัยทั้งระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติพร้อมระบบตรวจจับคนเดินถนน (Autonomous Emergency Braking) และระบบช่วยจอดอัจฉริยะ (Active Park Assist) เพื่อการใช้งานสะดวกสบายทั้งทางราบและทางลุย แบ่งเป็น 6 รุ่นหลัก ได้แก่ SWB,XL,XLS,XLT,LTD และ Wildtrak ในราคาเริ่มต้น 559,000 – 1,265,000 บาท

ฟอร์ด เรนเจอร์ 2018 ได้รับการปรับแต่งรูปลักษณ์เพื่อสื่อถึงความสมบุกสมบันแบบออฟโรด และความโฉบเฉี่ยวยามอยู่บนท้องถนนได้ชัดเจนยิ่งขึ้น จากกระจังหน้าที่ออกแบบมาอย่างเรียบง่ายแต่มีมิติ และกันชนล่างปรับให้ช่องนำอากาศกว้างขึ้นด้วยดีไซน์ที่ลงตัว ในรุ่น Wildtrak และรุ่น Limited ได้รับการติดตั้งไฟเดย์ไลท์ LED และไฟหน้า HID เพื่อทัศนวิสัยที่ดียิ่งขึ้น

รุ่น XLT และ Limited ตกแต่งเส้นสายด้วยโครเมียม แต่ถ้ารุ่นท๊อพ (Wildtrak) กระจังหน้าเป็นสีเทาเข้ม ด้านหลังได้รับการติดตั้งสปอร์ตบาร์และล้ออัลลอย 18 นิ้ว ทั้งยังมีกุญแจอัจฉริยะ (PEPS) และปุ่มสตาร์ทรถอัตโนมัติเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในรุ่น Limited และรุ่น Wildtrak

นอกจากนี้ รุ่น Wildtrak และ LTD ยังมาพร้อมระบบผ่อนแรงฝากระบะท้าย (Easy Lift Tailgate) ครั้งแรกในตลาดรถกระบะ ด้วยกลไกซึ่งช่วยผ่อนแรงของผู้ใช้ลง 70 เปอร์เซ็นต์ ช่วยให้เปิดปิดฝากระบะท้ายง่ายดายและสะดวกสบายยิ่งขึ้น

ห้องโดยสารตกแต่งโทนสีดำ พร้อมเพิ่มเติมในส่วนวัสดุโครเมียมและการเดินด้ายสีเงินเพื่อความหรูหรา ในรุ่น Wildtrak ทั้งเบาะนั่งและแผงข้างมีสัญลักษณ์ของรุ่นนี้ปักไว้ชัดเจน รวมถึงเพิ่มระบบตัดเสียงรบกวนภายในห้องโดยสาร (Active Noise Cancellation)

ระบบ SYNC 3 ก็เป็นอีกหนึ่งการพัฒนาเพื่อรองรับ Apple Carplay และ Andriod Auto พร้อมบลูทูธ จอทัชสกรีน ฟูลคัลเลอร์ ขนาด 8.0 นิ้ว และกล้องมองหลัง ผู้ขับขี่ยังสามารถใช้งาน Apple Maps และระบบแผนที่นำทางด้วยดาวเทียมซึ่งติดตั้งมากับรถเมื่อออกนอกพื้นที่ที่ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์และ ยังมาพร้อมระบบจดจำเสียงและระบบสั่งงานเสียงด้วยภาษาไทยเพื่อการใช้งานที่คล่องตัวยิ่งขึ้น และครอบคลุมไปถึงระบบช่วยโทรฉุกเฉิน (Emergency Assistance) ซึ่งจะทำงานผ่านโทรศัพท์มือถือที่เชื่อมต่อผ่านบลูทูธภายในรถ เพื่อติดต่อไปยังหมายเลข 1669 ในกรณีเกิดอุบัติเหตุจนถุงลมนิรภัยทำงานหรือระบบตัดการจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิง

ขุมพลังมากับ 3 ทางเลือก โดดเด่นที่สุดต้องยกให้กับเครื่องยนต์ดีเซลไบเทอร์โบขนาด 2.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 213 แรงม้า ที่ 3,750 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตรที่ 1,750-2000 รอบ/นาที มาพร้อมเกียร์อัตโนมัติ 10 จังหวะ ซึ่งมีบวก/ลบ ที่หัวเกียร์

อีกหนึ่งทางเลือกคือเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบแปรผัน TDCI ขนาด 2.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 180 แรงม้าที่ 3,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 420 นิวตันเมตรที่ 1,750-2,500 รอบ/นาที โดยทั้งสองความแรง และเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ

และช้อยท์สุดท้ายได้แก่ เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบแปรผัน Duratroq TDCI 2.2 ลิตร (รหัส P4AT) High Power 160 แรงม้าที่ 3,200 รอบ/นาที แรงบิดเพิ่มขึ้นเป็น 385 นิวตันเมตรที่ 1,600-2,600 รอบ/นาที มีระบบเกียร์ให้เลือกทั้งเกียร์ธรรมดาและเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด

ระบบช่วงล่างได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้นกว่าเดิม เพื่อลดการโคลงตัวและให้ได้มาซึ่งการควบคุมการทรงตัวที่ดียิ่งขึ้น โดยยังคงสมรรถนะที่เหนือชั้นในการลากจูงและบรรทุกสิ่งของอันเป็นเอกลักษณ์


Ford Ranger 2018 มาพร้อมระบบเตือนการชน (Pre-Collision Assist) ที่ผสานระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติพร้อมระบบตรวจจับคนเดินถนน (AEB) และระบบตรวจจับยานพาหนะ (Vehicle Detection) เป็นครั้งแรกในตลาดรถกระบะ ระบบนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อตรวจจับคนเดินถนนและยานพาหนะด้านหน้า และจะทำการช่วยเบรกจนหยุดนิ่งเมื่อระบบพบว่าคนขับไม่สามารถตอบสนองได้ทัน ช่วยลดอัตราการชนท้ายและการชนคนเดินถนนลง โดยระบบนี้จะทำงานเมื่อใช้ความเร็วสูงกว่า 3.6 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป

ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง (Lane Keeping System) และระบบแจ้งเตือนเมื่อรถเบี่ยงออกจากเลน (Lane Departure Warning) รวมถึงระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติ (Adaptive Cruise Control) พร้อมระบบเตือนการชนด้านหน้า (Forward Collision Warning System) ยังคงมีอยู่ในฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ เช่นเดิม

เทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการขับขี่ ซึ่งได้รับการติดตั้งเป็นครั้งแรกในรถระดับเดียวกัน ยังรวมถึงระบบช่วยจอดรถอัจฉริยะ (Active Park Assist – APA) ซึ่งช่วยให้การเทียบจอดรถข้างทางเป็นเรื่องง่าย โดยระบบกึ่งอัตโนมัติจะบังคับทิศทางของรถให้เข้าสู่ช่องจอด ผู้ขับขี่เพียงควบคุมคันเร่งหรือเบรกเท่านั้น

ฟอร์ด เรนเจอร์ 2018 มีสีภายนอกให้เลือก 7 สี และสีใหม่ 2 สี นั่นคือสีส้มเซเบรอ (Saber) และสีฟ้าไลท์นิ่ง บลู (Lightning Blue)


ฟอร์ด เรนเจอร์ 2018 มีทั้งหมด 19 รุ่น 6 รหัสตัวถังได้แก่ SWB,XL,XLS,XLT,LTD และ Wildtrak โดยมีราคาจำหน่ายดังนี้

รุ่นราคา
Standard Cab 2.2L XL 6MT559,000
SWB 2.0L Turbo 4×2 6MT589,000
SWB 2.0L Bi-Turbo 4×4 10AT799,000
Open Cab 2.2L XL 6MT599,000
Open Cab 2.2L XL+ Hi-Rider 6MT649,000
Open Cab 2.2L XLS Hi-Rider 6MT659,000
Open Cab 2.2L XLS Hi-Rider 6MT699,000
Open Cab 2.2L XLS Hi-Rider 6AT739,000
Open Cab 2.2L XLT Hi-Rider 6MT749,000
Open Cab 2.2L XLT Hi-Rider 6AT789,000
Open Cab 2.0L Turbo Limited 4×4 6MT889,000
Double Cab 2.2L XLS Hi-Rider 6MT789,000
Double Cab 2.2L XLT Hi-Rider 6MT829,000
Double Cab 2.2L XLT Hi-Rider 6AT869,000
Double Cab 2.0L Turbo Limited Hi-Rider 6MT899,000
Double Cab 2.0L Turbo Limited Hi-Rider 10AT949,000
Double Cab 2.0L Turbo Limited 4×4 10AT1,029,000
Double Cab 2.0L Turbo Wildtrak Hi-Rider 10AT1,029,000
Double Cab 2.0L Bi-Turbo Wildtrak 4×4 10AT1,265,000

นอกจากนี้ผู้ที่ซื้อ ฟอร์ด เรนเจอร์ 2018 จะได้รับความคุ้มค่าและความสะดวกสบาย ด้วยบริการฟรีค่าแรงในการตรวจเช็คตามระยะ สูงสุดถึง 5 ปี หรือภายในระยะ 75,000 กิโลเมตร เพียงเข้าตรวจเช็คระยะทุก 15,000 กิโลเมตร หรือทุก 1 ปี

รายละเอียดเพิ่มเติมของ ฟอร์ด เรนเจอร์ 2018 สามารถสอบถามได้ทุกตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ

“มาสด้า ซีเอกซ์-3 ใหม่ 2018 คอลเลคชั่น” เติมเต็มเทคโนโลยี เพื่อครอสส์โอเวอร์ซับคอมแพคที่เป็นหนึ่งด้านความปลอดภัย

0

หลังจากมาสด้า ซีเอ็กซ์-3 ได้ถูกเปิดตัวในปี 2558 ภายใต้แนวคิด “การสร้างมาตรฐานสำหรับยุคใหม่” ได้สร้างสรรค์รูปแบบของรถซับคอมแพคอเนกประสงค์ที่อยู่เหนือรถยนต์ในระดับเดียวกัน และสะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจเบื้องลึกที่มีเอกลักษณ์เฉพาะและการรับรู้ได้ของลูกค้าด้วยคุณค่าที่เพิ่มขึ้น มาสด้าจึงทุ่มเทเพื่อที่จะรวบรวมข้อเสนอแนะต่างๆมาทำให้มาสด้า ซีเอ็กซ์-3 มีความน่าสนใจมากขึ้น โดยการเปลี่ยนแปลงล่าสุดคือ ปรับปรุงในเรื่องของการออกแบบ สมรรถนะการขับขี่ ความปลอดภัย และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ในราคาเริ่มต้นที่ 879,000 บาท แต่รุ่นท๊อพกลับถูกลงกว่าเดิม 4,000 บาท

ในด้านของรูปลักษณ์ใหม่ พัฒนามาจากแนวคิด “ความวิจิตรงดงาม” และ “ความล้ำสมัย” (exquisite and edgy) สิ่งที่ชัดเจนที่สุดสำหรับการเปลี่ยนแปลงในรูปแบบไมเนอร์เชนจ์ มาจากกระจังหน้า Signature Wing พร้อมกรอบโครเมี่ยม ไฟหน้า Projector ใช้หลอดแบบ LED พร้อมไฟ LED Daytime

ทั้งยังมีล้ออัลลอยสีทูโทนลายใหม่ ขนาด 18 นิ้วพร้อมยางขนาด 215/50R18 ในรุ่น 1.5 XDL,2.0 SP และ 2.0 S ขนาด 16 นิ้วพร้อมยาง 215/60 R16 ในรุ่น 2.0 E และ 2.0 C รวมถึงคิ้วชายล่างโครเมี่ยมดีไซน์ใหม่เพิ่มความหรูหราได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้มุมมองด้านท้ายยังคงเป็นรูปแบบเดิม แต่หากลงลึกในรายละเอียดจะเห็นได้ว่าโคมไฟท้ายได้รับออกแบบใหม่ด้วยเช่นกัน พร้อมกับใช้หลอด LED ในการเปล่งแสง ส่วนรุ่นท็อป (SP และ XDL) จะได้รับการติดตั้งซันรูฟเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน

ภายในห้องโดยสารมีการปรับปรุงใหม่อยู่หลายจุด ทั้งเบาะหนัง แผงข้าง และคอนโซล ได้ใช้วัสดุที่มีความหรูหรา มีให้เลือก 3 สไตล์ตามรุ่นย่อย อาทิ ภายในสีเทาพร้อมกับเบาะหนังสีดำและมีการเลือกใช้ผ้า Grand Luxe Suede ที่เป็นหนังกลับ, ภายในสีเทาพร้อมเบาะหนังสังเคราะห์สลับผ้าสีดำ และภายในสีดำพร้อมเบาะผ้าสีดำ

สำหรับรุ่นย่อยที่มาพร้อมกับเบาะหนังสีดำ สีเทาถูกใช้เป็นสีหลัก และเบาะหนังที่ทำจากวัสดุคุณภาพสูง ให้สัมผัสที่ราบเรียบและนุ่มนวล บริเวณหัวไหล่ของพนักพิงเบาะตกแต่งด้วยแถบสีเทาวาว ส่วนวงแหวนที่ล้อมรอบช่องแอร์นั้นเป็นสีแดงเข้มซึ่งเป็นสีแดงใหม่ที่มีความลึกและเข้ากันกับสีแดงโซลเรด คริสตัล พร้อมคอนโซลกลางพร้อมพนักวางแขน (พร้อมที่วางแก้ว 2 ตำแหน่ง) / พนักวางแขนด้านหลังตรงกลาง (พร้อมที่วางแก้ว 2 ตำแหน่ง)

สิ่งที่เด่นชัดอีกหนึ่งจุดนั่นคือ ปุ่ม Center Command ที่ปรับให้อยู่ใกล้กับตำแหน่งเกียร์เพื่อการใช้งานที่สะดวกมากขึ้นและเพิ่มพนักวางแขนสำหรับเบาะหลัง ส่งผลให้ผู้โดยสารนั่งในท่าที่สบายกว่าเดิม

รวมถึง ระบบเบรกมือไฟฟ้า (EPB) ซึ่งเดิมทีระบบเบรกมือเป็นแบบธรรมดา และทำการเปลี่ยนเป็นระบบเบรกมือไฟฟ้า เพื่อให้ง่ายต่อการใช้งานเพียงแค่ดึงสวิตช์ และสามารถยกเลิกการทำงานโดยการกดสวิตช์พร้อมเหยียบแป้นเบรก หรือยกเลิกด้วยการเหยียบคันเร่ง และระบบ Auto Hold ก็ถือเป็นฟีเจอร์ใหม่ซึ่งช่วยให้รถหยุดอยู่กับที่หลังจากผู้ขับชะลอรถจนหยุดนิ่ง และ ระบบจะถูกยกเลิกชั่วคราวเมื่อผู้ขับเหยียบคันเร่งอีกครั้ง ระบบนี้ได้รับการออกแบบเพื่อลดภาระของผู้ขับเมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่รถเคลื่อนที่เพียงเล็กน้อยสลับกับหยุดนิ่ง เช่น เมื่อรอสัญญาณไฟจราจรหรือเคลื่อนตัวช้าๆ ในสภาวะการจราจรที่แออัด

New Mazda CX-3 ยังคงใช้ขุมพลังแบบเดิม และยังมี 2 ทางเลือกเพื่อตอบโจทย์การใช้งาน แบบแรกเป็นเครื่องยนต์เบนซิน SKYACTIV-G ขนาด 2.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 156 แรงม้าที่ 6,000 รอบ/นาที พร้อมแรงบิด 204 นิวตันเมตรที่ 2,800 รอบ/นาที ซึ่งเคลมอัตราสิ้นเปลืองไว้ที่ 16.4 กิโลเมตรต่อลิตร และรองรับเชื้อเพลิงเบนซินทุกประเภท

อีกหนึ่งทางเลือกคือขุมพลังที่สร้างชื่อเสียงให้กับ มาสด้า นั่นคือเครื่องยนต์ดีเซลคอมมอนเรลเทอร์โบ SKYACTIV-D ขนาด 1.5 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 105 แรงม้าที่ 4,000 รอบ/นาที พร้อม แรงบิด 270 นิวตันเมตร ที่ 1,600-2,500 รอบ/นาที ซึ่งมีอัตราการประหยัดเชื้อเพลิงสูงถึง 23.3 กิโลเมตรต่อลิตร

ทั้งนี้ขุมพลังทั้ง 2 แบบ ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ SKYACTIV-Drive 6 สปีด พร้อมระบบเปลี่ยนเกียร์ Activematic ในกรณีที่ต้องการเร่งแซงสามารถเลือกโหมดขับขี่ Sport และในส่วนของระบบกันสะเทือนใช้ชื่อเรียกว่า Skyactive-Chassis ประกอบด้วยช่วงล่างด้านหน้าแบบอิสระแมคเฟอร์สันสตรัทพร้อมเหล็กกันโคลง ส่วนด้านหลังเป็นแบบกึ่งอิสระทอร์ชั่นบีม

การพัฒนามาสด้า ซีเอ็กซ์-3 รุ่นก่อนหน้านี้ มีการติดตั้งระบบควบคุมสมรรถนะการขับขี่อัจฉริยะ หรือ G-Vectoring Control (GVC) ที่ช่วยเพิ่มประสบการณ์การขับที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างคนขับกับรถ โดยการควบคุมให้แรง G ที่กระทำต่อตัวรถมีความนุ่มนวลมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยลดการโคลงของลำตัวผู้โดยสาร และลดความเหนื่อยล้าในขณะขับขี่ GVC ได้เพิ่มเสถียรภาพบนถนนลื่นจากฝนตกหรือถนนที่มีหิมะปกคลุม เป็นการเพิ่มความปลอดภัยให้แก่ผู้โดยสารทุกคน

แต่เที่ได้รับการเติมเต็มมากับ New Mazda CX-3 เรียกได้ว่าเหนือกว่าคู่แข่งในเซกเมนต์เดียวกัน โดยเพิ่มเติมในส่วนของเทคโนโลยี I-Activsense ซึ่งมีระบบต่างๆดังต่อไปนี

ระบบ Advanced Blind Spot Monitoring (ABSM) & Rear Cross Traffic Alert (RCTA) ระบบตรวจจับยานพาหนะจากด้านข้างและด้านหลังที่กำลังใกล้เข้ามาบริเวณจุดบอด พร้อมทั้งเตือนเมื่อผู้ขับขี่จะทำการเปลี่ยนเลน RCTA จะช่วยเตือนผู้ขับขี่เมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง

ระบบ Lane Departure Warning System (LDWS) ระบบคาดการณ์การเบี่ยงออกนอกเลน และเตือนผู้ขับขี่ถึงอันตรายผ่านทางเสียง

ระบบ Adaptive LED Headlamps (ALH) ระบบปรับการทำงานของไฟหน้าสูง-ต่ำ แยกอิสระซ้ายขวาอัตโนมัติ เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพถนน ตำแหน่งรถคันหน้า รวมถึงรถที่วิ่งสวนมา เพิ่มความปลอดภัยขณะขับขี่

ระบบ Driver Attention Alert (DAA) ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุจากความเมื่อยล้า โดยส่งเสียงและสัญญาณไฟเตือนให้หยุดพัก เมื่อตรวจพบพฤติกรรมเหนื่อยล้าของผู้ขับขี่

ระบบ Mazda Radar Cruise Control (MRCC) ช่วยควบคุมความเร็ว และรักษาระยะห่างจากรถคันข้างหน้าอัตโนมัติ
ระบบแสดงภาพ 360 องศา รอบทิศทาง หรือ 360o View Monitor พร้อมมุมกล้องในแบบ Top View ช่วยให้การขับขี่ทำได้อย่างมั่นใจ และปลอดภัยยิ่งขึ้น

ระบบ Smart City Brake Support (SCBS) และระบบ Smart City Brake Support-Reverse (SCBS-R) ระบบช่วยหยุดรถอัตโนมัติขณะเดินหน้าและถอยหลัง ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุจากการชน

ระบบ Smart Brake Support (SBS) ระบบเตือนการชนด้านหน้าและช่วยเบรกอัตโนมัติ เมื่อพบความเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุ เพื่อลดโอกาสในการชนรถคันหน้า

สีตัวถังภายนอกก็ถือได้ว่าเป็นจุดเด่นด้วยเช่นกัน และตัวชูโรงได้แก่ สีแดง โซล เรด คริสตัล ใหม่ได้ถูกเพิ่มไปในไลน์อัพซึ่งให้ความเจิดจ้า มีพลัง อันเนื่องมาจากเทคโนโลยีการพ่นสีเฉพาะแบบ TAKUMINURI ของมาสด้า โดยสีนั้นจะมีความสดฉ่ำขึ้น 20% และดูมีมิติขึ้น 50% มากกว่าสีแดง โซล เรด และยังให้ความสดใสแวววาวกว่า

นอกจากนี้ยังมีอีก 6 สีให้เลือก ได้แก่

สีเทา แมชชีน เกรย์

สีน้ำตาล ไทเทเนียม แฟลช

สีดำ เจ็ทแบล็ก

สีขาว สโนว์เฟลก ไวท์ เพิร์ล

สีขาว เซรามิก เมทัลลิค

สีน้ำเงิน อีเทอนอล บลู

ราคาจำหน่ายรถยนต์มาสด้า ซีเอ็กซ์–3 ใหม่ 2018 คอลเลคชั่น

รุ่น 2.0 E เครื่องยนต์สกายแอคทีฟ-จี ราคา 879,000 บาท (ราคาเดิม 835,000 บาท)

รุ่น 2.0 C เครื่องยนต์สกายแอคทีฟ-จี ราคา 955,000 บาท (ราคาเดิม 910,000 บาท)

รุ่น 2.0 S เครื่องยนต์สกายแอคทีฟ-จี ราคา 1,029,000 บาท (ราคาเดิม 975,000 บาท)

รุ่น 2.0 SP เครื่องยนต์สกายแอคทีฟ-จี ราคา 1,083,000 บาท (ราคาเดิม 1,083,000 บาท )

รุ่น 1.5 XDL เครื่องยนต์คลีนดีเซลสกายแอคทีฟ-ดี ราคา 1,189,000 บาท (ราคาเดิม 1,193,000 บาท)

ยามาฮ่ารุกตลาดไตรมาส 3 เปิดตัวรถจักรยานยนต์ไฮบริดครั้งแรก ในประเทศไทยกับ “ยามาฮ่า แกรนด์ ฟีลาโน่ ไฮบริด”

0

บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ผู้ผลิต และจำหน่ายรถจักรยานยนต์ยามาฮ่ารุกหนักครึ่งปีหลัง เปิดตัว “ยามาฮ่า แกรนด์ ฟีลาโน่ ไฮบริด” รถจักรยานยนต์ไฮบริดครั้งแรกในประเทศไทย พร้อมจัดกิจกรรมครอบคลุมทั่วประเทศ เป้าหมายส่วนแบ่งการตลาดยามาฮ่า 17%

นายพงศธร เอื้อมงคลชัย ผู้จัดการใหญ่ด้านการค้า บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด กล่าวถึงภาพรวมตลาดรถจักรยานยนต์ครึ่งปีแรกว่า“ภาพรวมตลาดรถจักรยานยนต์ในประเทศไทยครึ่งปีแรกของปี 2561 (ม.ค.-มิ.ย) มีตัวเลขอยู่ที่ 934,547 คัน ทำให้ตลาดรวมลดลงที่ 1.8% (เมื่อเปรียบเทียบช่วงเวลาเดียวกันในปี 2560) สาเหตุเกิดจากสภาวะเศรษฐกิจภาพรวมที่เริ่มฟื้นตัว แต่แนวโน้มราคาสินค้าทางการเกษตรยังตกต่ำ รวมทั้งการชะลอการซื้อของผู้บริโภค แต่ในขณะเดียวกันยอดจดทะเบียนรถจักรยานยนต์ภายใต้แบรนด์ยามาฮ่าอยู่ที่ 141,842 คัน ซึ่งเติบโตกว่าตลาดรวมอยู่ 1.3% (เมื่อเปรียบเทียบช่วงเวลาเดียวกันในปี 2560) โดยยามาฮ่ามีส่วนแบ่งการตลาดที่ 15.2% และในครึ่งปี 2561 นี้ ทางยามาฮ่ามีเป้าการขายรวมในปีนี้ 305,000 คัน และส่วนแบ่งการตลาดเป็น 17% โดยในส่วนแบ่งทางการตลาดของรถจักรยานยนต์ออโตเมติกของยามาฮ่า มีอัตราการเติบโตที่สูงขึ้น โดยจากเดิมตั้งเป้าที่ 28% เพิ่มขึ้นเป็น 29% ดังนั้น เพื่อให้เป้ายอดขายประสบความสำเร็จ ในไตรมาส 3 นี้ ยามาฮ่าจึงได้เปิดตัวรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าออโตเมติกระบบไฮบริดครั้งแรกในประเทศไทย”

นางสรวงสุดา มนัสบุญเพิ่มพูล ผู้จัดการทั่วไปอาวุโส ฝ่ายการตลาดกลุ่มรถออโตเมติก และตราสินค้า บริหารลูกค้าสัมพันธ์ ประชาสัมพันธ์ และสื่อดิจิทัล บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด กล่าวถึงการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ว่า “ยามาฮ่า แกรนด์ ฟีลาโน่ ไฮบริด” ออโตเมติกแฟชั่นพรีเมี่ยม 125 ซี.ซี. ดีไซน์ใหม่ หรูหราสง่างามขึ้นอีกระดับ พร้อมเทคโนโลยีเครื่องยนต์บลูคอร์ใหม่ 125 ซี.ซี. ทำงานผสานกับระบบไฮบริด ที่ส่งกำลังการออกตัวได้อย่างดีเยี่ยมด้วย SMART MOTOR GENERATOR พร้อมฟังก์ชั่น STOP & START SYSTEM ดับเครื่องยนต์อัตโนมัติเมื่อรถจอดหยุดนิ่งเกิน 5 วินาที และ ONE PUSH START ระบบสตาร์ทใหม่ ง่าย เงียบขึ้น ไม่มีเสียงมอเตอร์รบกวน และเทคโนโลยีอัจฉริยะจากยามาฮ่า ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งาน ทั้งสมรรถนะดีขึ้น ประหยัดเพิ่มขึ้น รักษ์โลกมากขึ้น “ยามาฮ่า แกรนด์ ฟีลาโน่ ไฮบริด” #ชีวิตมีคลาส สมาร์ทไปอีกขั้น ยังได้กลุ่มศิลปินชื่อดังระดับ 1,000 ล้านวิวอย่างวง “getsunova”  นำโดย เนม ปราการ, นาฑี, นต ปณต และ ไปร์ท คมฆเดช ที่ยังคงเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับ “ยามาฮ่า แกรนด์ ฟีลาโน่” มาตลอด 4 ปี มาช่วยเสริมภาพลักษณ์ของ “ยามาฮ่า แกรนด์ ฟีลาโน่ ไฮบริด”  ให้เหนือระดับไปอีกขั้น พร้อมภาพยนตร์โฆษณาที่ได้รับความร่วมมือจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในการเลือกสรรสถานที่ถ่ายทำเพื่อตอบโจทย์ภาพลักษณ์ความเป็นพรีเมี่ยมของ “ยามาฮ่า แกรนด์ ฟีลาโน่ ไฮบริด” และเป็นการสร้างมุมมองใหม่ในการท่องเที่ยวในประเทศอีกด้วย

นอกจากนี้ ยามาฮ่ายังมีแผนในการจัดกิจกรรมทางการตลาด เพื่อสร้างการรับรู้ และสนับสนุนการขาย “ยามาฮ่า แกรนด์ ฟีลาโน่ ไฮบริด” อย่างมากมาย และครอบคลุมทั่วประเทศ อาทิ กิจกรรม Yamaha presents “Automatic is NOW festival” ซึ่งเป็นเฟสติวัลที่รวม    เอาไลฟ์สไตล์ อินเทรนด์ ของวัยรุ่นมารวมกันไว้ที่เดียว พร้อมชมคอนเสิร์ตจากศิลปินที่ NOW! ที่สุดในวันเสาร์ และอาทิตย์ที่ 4-5  สิงหาคม นี้ ณ THE STREET รัชดา พร้อมกันนี้ยังมีกิจกรรมเปิดตัว “ยามาฮ่า แกรนด์ ฟีลาโน่ ไฮบริด” ตามหัวเมืองใหญ่ 4 จังหวัดตลอดเดือนกันยายน เพื่อสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้น พร้อมจัดให้มีกิจกรรมย่อยร่วมกับผู้จำหน่ายทั่วประเทศเพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ของลูกค้าได้อย่างทั่วถึง”

“ยามาฮ่า แกรนด์ ฟีลาโน่ ไฮบริด” เปิดตัว 2 รุ่น ด้วยกันได้แก่รุ่น Standard ราคาสุดพิเศษช่วงเปิดตัวที่ 55,500 บาท และ รุ่น ABS ราคาแนะนำ 62,000 บาท   ซึ่งทางยามาฮ่ามั่นใจว่า “ยามาฮ่า แกรนด์  ฟีลาโน่ ไฮบริด” จะได้รับการตอบรับที่ดี และสามารถตอบสนองไลฟ์สไตล์ของลูกค้าได้อย่างแท้จริง ซึ่งจะทำให้ส่วนแบ่งการตลาดสำหรับรถจักรยานยนต์ออโตเมติกของยามาฮ่าเติบโตเป็น 29% ในปีนี้”

“ยามาฮ่า แกรนด์ ฟีลาโน่ ไฮบริด” มีให้เลือก 2 รุ่น  “ยามาฮ่า แกรนด์ ฟีลาโน่ ไฮบริด” รุ่น ABS ราคาแนะนำ 62,000 บาท มีให้เลือก 2 สี ได้แก่ สีเทา, สีน้ำเงิน

“ยามาฮ่า แกรนด์ ฟีลาโน่ ไฮบริด” รุ่น Standard ราคาแนะนำ 55,500 บาท สุดพิเศษ! มีให้เลือก 5 สี ได้แก่ สีแดง/ดำ

สีดำ, สีเขียว/เทา, สีขาว/เทา, สีเหลือง/เทา

 

นอกจากนี้ยังสามารถแต่งเท่ให้หรูหราไฮคลาสไปอีกขั้น ด้วยอุปกรณ์ตกแต่ง  และอะไหล่แท้จากยามาฮ่าที่ให้เลือกได้หลายหลายสไตล์ รวมทั้งเครื่องแต่งกายยามาฮ่า คอลเลคชั่นพิเศษที่ดีไซน์ร่วมกับ Rompboy แบรนด์เสื้อผ้าวัยรุ่นของ บู้-ธนันต์ บุญญธนาภิวัฒน์ มือเบสสุดแนวจากวง Slur

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเป็นเจ้าของได้แล้วที่ร้านผู้จำหน่ายรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าทั่วประเทศ สามารถติดตามความเคลื่อนไหว และสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Yamaha Call Center : 0 2263 9999

 

“NISSAN GT-R50” รถต้นแบบผลงานล่าสุดจากความร่วมมือของ “นิสสัน” และ “สำนักออกแบบอิตัลดีไซน์”

0

รถต้นแบบสร้างบนพื้นฐานของนิสสัน จีที-อาร์ นิสโม รุ่นปี 2018 เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 50 ปีของทั้งจีที-อาร์ และ อิตัลดีไซน์ พร้อมเผยโฉมเป็นครั้งแรกเดือนสิงหาคมนี้ที่ยุโรป

มร. อัลฟอนโซ อัลไบซา รองประธานอาวุโสฝ่ายออกแบบของนิสสัน กล่าว “หลายๆ ครั้งที่มีคำถามว่าถ้าเราสร้าง GT-R โดยไม่มีข้อจำกัด และจะสร้างมันขึ้นมาจริงๆ มันจะออกมาเป็นยังไง นอกจากนี้ยังเป็นเวลาที่หาได้ยากมากๆ เมื่อช่วงเวลาที่สำคัญ ทั้งสองช่วงจะมาบรรจบกัน ไม่ว่าจะเป็น วาระ 50 ปี ของอิตัลดีไซน์ หนึ่งในผู้สรรค์สร้างโลกยานยนต์ และ วาระ 50 ปีของ จีที-อาร์ รถยนต์ที่เปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของนิสสันที่สร้างความตื่นเต้นให้กับโลก ดังนั้นเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองวาระที่สำคัญทั้งสองนี้ นิสสัน และ อิตัลดีไซน์ จึงสร้างสรรค์ จีที-อาร์ รุ่นพิเศษ เพื่อฉลองการครบรอบ 50 ปีในการเป็นผู้นำด้านวิศวกรรมนี้”

อิตัลดีไซน์ รับหน้าที่ในการพัฒนา งานวิศวกรรม และการสร้างสรรค์รถ ขณะที่การออกแบบภายนอกและภายในอันโดดเด่นได้รับการสร้างสรรค์จากทีมงานที่ หน่วยงานออกแบบของนิสสันของยุโรป ในกรุงลอนดอน และ หน่วยงานออกแบบของนิสสันในสหรัฐอเมริกา

เริ่มต้นที่บริเวณส่วนหน้า นิสสัน จีที-อาร์50 โดย อิตัลดีไซน์ มีส่วนประกอบที่ใช้สีทองตกแต่งซึ่งทอดยาวเกือบเต็มในส่วนความกว้างของตัวรถ ฝากระโปรงมีความโดดเด่นชัดเจนมากขึ้น พร้อมไฟหน้า LED รูปทรงเพรียงบาง ลากยาวจากแนวล้อหน้าไปจนถึงริมแผงหน้าที่เป็นช่องระบายความร้อน

ขณะที่ด้านข้าง แนวเส้นหลังคา (roofline) ได้ปรับลดลง 54 มิลลิเมตรเสริมให้มีความโดดเด่นมากขึ้น พร้อมลดความสูงในส่วนตรงกลาง ขณะที่ส่วนนอกปรับยกขึ้นเพื่อให้ความแข็งแกร่งของหลังคา นอกจากนี้ช่องระบายความร้อนด้านหลังล้อ ทรง “ดาบซามูไร” อันเป็นสัญลักษณ์ จีที-อาร์ ถูกเสริมความโดดเด่นขึ้นด้วยการใช้แผ่นสีทอง และขยายจากด้านล่างของประตูไปที่เส้นข้างของตัวรถ (Shoulder line)

ส่วนด้านหลังของตัวรถ ถูกไฮไลต์ด้วยการเสริมความกว้าง และ เส้นสายที่ให้ความแข็งแกร่งรอบๆล้อ สายข้างที่ลู่ลงบริเวณหน้าต่างด้านหลังถูกดึงเข้าหาจุดกึ่งกลางของฝากระโปรงท้าย ด้วยการออกแบบที่น่าทึ่งนี้ ทำให้หน้าต่างด้านหลังจะมีระยะที่ยาวขึ้นและลึกกว่ารถรุ่นมาตรฐาน ซึ่งเมื่อรวมกับการใช้ชิ้นส่วนสีทอง ส่งผลให้มีความโดดเด่นมากขึ้นในส่วนด้านหลังของตัวรถ

ไฟท้ายทรงกลมคู่เอกลักษณ์ของจีที-อาร์ ได้รับการขยายให้ ลอยตัว และ แยกห่างกัน จากการใช้วงแหวนบางๆ และปรับลดส่วนกลางให้ลึกลง ติดตั้งบริเวณมุมนอกและตรงกลางของฝาท้ายด้านหลัง ขณะที่ ปีกหลังขนาดใหญ่ที่ปรับองศาได้ถูกติดตั้ง เสริมความดุดัน ล้อที่ถูกออกแบบเป็นพิเศษ ขนาด 21 x 10 นิ้ว ด้านหน้า และ 21 x 10.5 นิ้ว สำหรับ ด้านหลัง สร้างความโดดเด่นของรถ มาพร้อมสี Liquid Kinetic Grey สำหรับภายนอก ที่สอดแทรกโทนสีทอง Energetic Sigma Goldสำหรับการเฉลิมฉลอง

สำหรับภายในของ จีที-อาร์50 อิตัลดีไซน์ ออกแบบให้สื่อถึงความทันสมัย มีประสิทธิภาพสูง ด้วยวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ สองชนิดที่แตกต่างกันไป เต็มบริเวณแผงคอนโซลกลาง แผงหน้าปัดและวัสดุที่ใช้บุพื้นผิว รวมถึง วัสดุอัลคานทารา (Alcantara) สีดำและเบาะนั่งหนังแท้จากอิตาลีสีดำ

พร้อมการตกแต่งด้วยวัสดุสีทอง ในโทนเดียวกับรูปลักษณ์ภายนอก บริเวณแผงหน้าปัดประตูและสวิตช์ต่างๆที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรถในอนาคต ขณะที่พวงมาลัยที่ทำขึ้นเฉพาะ ที่บริเวณแกนกลางและวงพวงมาลัยของทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ โดยหุ้มด้วยวัสดุอัลคานทารา

ภายใต้รูปลักษณ์ใหม่ นิสสัน จีที-อาร์ 50 จากอิตัลดีไซน์ ถือเป็นการร่วมมือกันทางธุรกิจ จากประสบการณ์การแข่งรถในคลาสจีที3 (GT3) และนิสสัน มอเตอร์สปอร์ต หรือ นิสโม (NISMO) ได้พัฒนาเครื่องยนต์ แบบ วี 6 ขนาด 3.8 ลิตร ที่ประกอบด้วยมือของผู้เชี่ยวชาญอย่าง VR38DETT ให้กำลังสูงสุดกำลัง 720 ps และให้แรงบิดสูงสุดถึง 780 Nm

เครื่องยนต์ถูกพัฒนาโดยเพิ่มการไหลเวียนของอากาศด้วยเทอร์โบชาร์เจอร์ขนาดใหญ่เช่นเดียวกับรถจีที3 ที่ใช้สำหรับการแข่งขันปรับขนาดอินเตอร์คูลเลอร์ให้มีขนาดใหญ่ขึ้น ใช้เพลาข้อเหวี่ยง ลูกสูบ และแบริ่ง แบบทนทานต่อการใช้งานหนัก ปรับองศาเพลาลูกเบี้ยว หัวฉีดน้ำมันเชื้อเพลิงคุณภาพสูง และการปรับตั้งการจุดระเบิด ระบบไอดีและไอเสีย รวมถึง ระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์แบบซีเควนเชียล ดูอัลคลัตช์ 6 สปีด พร้อมเฟืองท้ายที่ส่งพละกำลังลงสู่ทุกๆล้อ

สำหรับช่วงล่างจีที-อาร์50 ใช้Bilstein® DampTronic) ผู้ขับขี่สามารถปรับตั้งได้ ระบบเบรกของ (Brembo® แบบคาลิปเปอร์ 6 สูบที่ด้านหน้าและ 4 สูบที่ด้านหลัง มองเห็นคาลิเปอร์สีแดง สำหรับยางสมรรถนะสูงใช้ มิชลิน ไฟลอต ซูเปอร์สปอร์ต (Michelin Pilot Super Sport) ขนาด 255/35 R21 ที่ด้านหน้าและ 285/30 R21 ที่ด้านหลังเพิ่มสมรรถนะการยึดเกาะซึ่งจำเป็นต่อการรองรับพละกำลังของเครื่องยนต์ได้อย่างดี

มร. อัลไบซา กล่าวปิดท้าย “แม้ว่านี่จะไม่ใช่รุ่นต่อไปของจีที-อาร์ แต่นับเป็นการเฉลิมฉลองที่น่าตื่นเต้นของทั้งสองแบรนด์ในรูปแบบเร้าใจและสร้างสรรค์ ซึ่งจะเป็นการรวมระหว่าง แพลตฟอร์มด้านวิศวกรรมที่ดีที่สุดของ Nissan และการออกแบบของญี่ปุ่น กับการปรับแต่งในรูปแบบจากอิตาลี”

“ฮอนด้า” เปิดตัว “PCX Hybrid” รถจักรยานยนต์ไฮบริดรุ่นแรกของโลกที่ใช้แบตเตอรี่ลิเทียมไอออน

0

นายสุชาติ อรุณแสงโรจน์ รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด ผู้จัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้าในประเทศไทย กล่าวว่า “ภายใต้แนวคิด What Stops You ฮอนด้าในฐานะผู้นำตลาดที่ดำเนินธุรกิจภายใต้ความท้าทายเทคโนโลยีใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา เรามุ่งมั่นพัฒนาเพื่อให้ได้เทคโนโลยีที่ล้ำหน้าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีคุณภาพและได้มาตรฐานระดับโลก มาให้ผู้บริโภคชาวไทยได้สัมผัสมาโดยตลอด เช่น การท้าทายจากเครื่องยนต์ 2 จังหวะเป็น 4 จังหวะ การท้าทายจากระบบคาร์บูเรเตอร์ไปสู่ระบบหัวฉีด PGM-FI รวมไปถึงการท้าทายเทคโนโลยีรถเอทีด้วยฮอนด้าสมาร์ทเทคโนโลยีที่มีการใช้มอเตอร์มาทำงานร่วมกับเครื่องยนต์ในเครื่องยนต์ eSP Engine ตั้งแต่เมื่อ 9 ปีที่แล้ว”

“และในครั้งนี้เป็นการท้าทายอีกขั้นของฮอนด้า กับเทคโนโลยีระบบไฮบริดในรถจักรยานยนต์รุ่นแรกของโลกที่ใช้แบตเตอรี่ลิเทียมไอออน ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ได้มาตรฐานระดับโลก โดยมีจุดเด่น คือ 1.) ใช้พลังจากแบตเตอรี่ลิเที่ยมไอออนเช่นเดียวกับระบบไฮบริดในรถยนต์ 2.) มอเตอร์ไฟฟ้าทรงพลัง ช่วยเสริมการทำงานให้กับเครื่องยนต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด 3.) สมองกล PDU ที่สั่งการแบบ Full Time Operation ทุกครั้งที่มีการเร่งความเร็ว 4.) แสดงสัญลักษณ์ Hybrid ตัวนูน แบบเดียวกับสัญลักษณ์รถยนต์ไฮบริดที่ฮอนด้าใช้กันทั่วโลกเพื่อความภูมิใจของผู้ครอบครอง นอกจากนั้น Honda PCX Hybrid ยังมีสวิตช์ Riding Mode ให้ผู้ขับเลือกสนุกได้มากขึ้น ทั้งโหมดปกติ หรือ โหมด Sport ที่สนุกเร้าใจมากขึ้น”

อนึ่ง การทำงานของระบบไฮบริดของฮอนด้าเป็นระบบไฮบริดแบบขนาน มีองค์ประกอบสำคัญ 3 ส่วน โดยมีหัวใจสำคัญอยู่ที่ 1. แบตเตอรี่ลิเทียมไอออน (LI-Ion Battery) ขุมพลังสำคัญของระบบไฮบริดที่มีแรงเคลื่อนไฟฟ้าขนาด 48 โวลต์ ทำหน้าที่จ่ายไฟไปยังมอเตอร์ไฟฟ้าได้อย่างเสถียรและต่อเนื่อง  ตัวแบตเตอรี่มีขนาดกระทัดรัด น้ำหนักเบา และมีอายุการใช้งานยาวนาน 6-8 ปี 2. กล่องควบคุมอัจฉริยะ PDU (Power Deliver Unit) กล่องควบคุมการทำงานระบบไฮบริด มีหน้าที่สั่งการไปยังแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน ให้จ่ายไฟไปยังมอเตอร์ไฟฟ้า ทุกครั้งที่มีการเร่งความเร็วให้ได้ดั่งใจ เพื่อให้มอเตอร์ไฟฟ้าเสริมการทำงานให้กับเครื่องยนต์ ในการเพิ่มอัตราเร่งตอบสนองความเร้าใจได้อย่างสมบูรณ์แบบ  3. ระบบมอเตอร์ไฟฟ้า (Motor Assist) คือ มอเตอร์ไฟฟ้าทรงพลัง มีหน้าที่เสริมการทำงานร่วมกับเครื่องยนต์ eSP 150 ซี.ซี. ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนให้สามารถตอบสนองอัตราเร่งได้แรงทันใจทุกครั้งที่มีการเร่งความเร็วให้ได้ดั่งใจ

โดยการทำงานของระบบไฮบริดของฮอนด้านั้น ทุกครั้งที่ผู้ขับขี่เร่งความเร็ว กล่อง PDU จะสั่งการไปที่แบตเตอรี่ลิเทียมไอออนให้จ่ายไฟไปให้มอเตอร์ไฟฟ้าทำงานร่วมกับเครื่องยนต์ เพื่อผลลัพธ์แห่งความแรงที่สัมผัสได้ทุกครั้งที่เร่งความเร็ว เพื่อส่งมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ล้ำสมัยไปกับขุมพลังไฮบริดที่ได้มาตรฐานระดับโลก

สำหรับแนวคิดในการนำมาพัฒนาให้กับ Honda PCX คุณสุชาติได้เสริมว่า “เพราะฮอนด้า PCX เป็นรถเอที ระดับพรีเมี่ยม ที่มีกลุ่มลูกค้าเป็นผู้ที่ชื่นชอบสินค้าที่สร้างความภูมิใจในการครอบครอง จึงเชื่อว่าด้วยความเป็น ”รถจักรยานยนต์ระบบไฮบริดแท้ครั้งแรกของโลกที่ใช้แบตลิเที่ยม” ของ Honda PCX Hybrid ในครั้งนี้จะสร้างความภูมิใจให้กับเจ้าของรถได้มากยิ่งขึ้น”

ทั้งนี้ PCX Hybrid จะเริ่มวางจำหน่ายผ่านตัวแทนจำหน่ายฮอนด้าทั่วประเทศตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคมนี้เป็นต้นไป พร้อมกับเปิดราคาอย่างเป็นทางการทั้งนี้คาดว่าจะไม่ถึง 1.2แสนบาทสูงกว่า PCX รุ่นปกติซึ่งมีราคาประมาณ 90,000 บาทในตลาด

สำหรับรถจักรยานยนต์ฮอนด้า New PCX Hybrid มาในแนวคิด “Power of the Pride” พลังแห่งความภูมิใจครั้งใหม่ สามารถสัมผัสความแรงได้ทุกครั้งที่บิดคันเร่ง เพื่อเร่งความเร็ว และยังประหยัดพลังงาน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งยังขับสนุกทุกโหมดการขับขี่ ซึ่งแต่ละโหมดจะให้ความรู้สึกในการขับขี่ที่ต่างกัน ได้แก่ Drive Mode โหมดขับขี่ปกติ, Sport Mode โหมดขับขี่แบบสปอร์ต ช่วยให้ระบบมอเตอร์ไฟฟ้าส่งกำลังให้เครื่องยนต์ตอบสนองการขับขี่ได้แรงเร้าใจมากยิ่งขึ้นกว่าปกติ และ Blank Mode โหมดปิดการทำงานระบบ Idling Stop สร้างความภูมิใจให้กับผู้ครอบครองด้วย Hybrid 3D Emblem โลโก้ไฮบริดแบบ 3 มิติ ที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วโลกในผลิตภัณฑ์ทุกรุ่นของฮอนด้าที่เป็นระบบไฮบริด ทั้งรถยนต์และรถจักรยานยนต์  เสริมความมั่นใจด้วยล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ ขนาด 14 นิ้ว มาพร้อมกับยาง Michelin หน้ายางขนาดใหญ่ ยึดเกาะถนนได้มั่นใจ ทั้งยังติดตั้งกล่อง Console Box พร้อมอุปกรณ์ชาร์จไฟสำหรับสมาร์ทโฟนของผู้ขับขี่ ตอบสนองไลฟ์สไตล์ยุคดิจิทัล พรีเมียมไปอีกขั้นกับดีไซน์ใหม่ พร้อมไฟ Full LED รอบคัน และเพิ่มความพิเศษด้วย New Blue Liner LED Headlight ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ Hybrid สะท้อนความล้ำหน้าตั้งแต่แรกเห็น พร้อมด้วยสมาร์ทคอนโทรลเลอร์ ชุดควบคุมการทำงานระบบสตาร์ทอัจฉริยะ และฮอนด้าสมาร์ทคีย์ รีโมทอัจฉริยะ สั่งการ 3 ฟังก์ชั่น ช่วยระบุตำแหน่งค้นหารถ สัญญาณกันขโมยป้องกันการโจรกรรมส่งสัญญาณเตือนทันทีเมื่อรถมีการเคลื่อนที่หรือสั่นสะเทือน และระบบเปิด-ปิดสัญญาณรีโมท เพื่อสั่งการเปิดหรือล็อกการเชื่อมต่อสัญญาณรีโมทกับสมาร์ทคอนโทรลเลอร์ล็อกนิรภัยอีกขั้น

หรูหราด้วยแผงหน้าปัดระบบดิจิทัลรูปแบบใหม่ที่บอกค่าสถานะต่างๆ ได้ครบถ้วนตอบโจทย์ชีวิตยุคดิจิทัล อาทิ Assist Level ช่องแสดงระดับการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้า ในขณะที่บิดคันเร่งเพื่อเร่งความเร็ว, Charge Level ช่องแสดงระดับการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้า เมื่อชาร์จไฟเข้าแบตเตอรี่ในขณะผ่อนคันเร่ง และขณะรอบเดินเบา, Li-ion Battery Level ช่องแสดงระดับพลังงานแบตเตอรี่, Li-ion Battery Indicator สัญลักษณ์เตือนการทำงานของแบตเตอรี่เมื่อมีความผิดปกติ, จอแสดงผลระบบ Riding Mode, ช่องแสดงผลระบบ Hybrid, มาตรวัดความเร็วแบบดิจิทัล, ไฟแจ้งเตือนการเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง, นาฬิกาดิจิทัลบอกเวลา, ไฟสัญญาณ Smart Key, ไฟแสดงความพร้อมเครื่องยนต์, ไฟ Stand By ระบบ Idling Stop, ระบบบันทึกระยะทางการขับขี่ และมาตรวัดน้ำมันเชื้อเพลิงระบบดิจิทัล สามารถคำนวณอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงได้อย่างแม่นยำ

นอกจากนี้ ยังคงเอกลักษณ์ที่เป็นมาตรฐานของรถประเภทเอ.ที. ของฮอนด้าด้วย ฮอนด้าสมาร์ทเทคโนโลยี (Honda Smart Technology) เพื่อการขับขี่ที่สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น ประกอบด้วย เครื่องยนต์ eSP 150 ซี.ซี. PGM-FI เทคโนโลยีเครื่องยนต์ทรงประสิทธิภาพ, ระบบ Idling Stop เทคโนโลยีหยุดเครื่องยนต์อัจฉริยะ ที่พัฒนาขึ้นอีกขั้นในรุ่น PCX Hybrid โดยระบบจะช่วยหยุดการทำงานของเครื่องยนต์โดยอัตโนมัติในเวลาเพียง 0.5 วินาทีเมื่อหยุดรถ หลังจากขับมาด้วยความเร็วมากกว่า 6 กม.ต่อชม. และ Combi Break แบบ 3 pots เทคโนโลยีกระจายแรงเบรก สร้างความมั่นใจแก่ผู้ขับขี่

เทคโนโลยีไฮบริดที่เป็นระดับสากล (World Standard HYBRID System)

มีองค์ประกอบสำคัญ 4 ส่วน คือ

1.แบตเตอรี่ลิเทียมไอออน…หัวใจสำคัญของขุมพลังไฮบริด หัวใจสำคัญของขุมพลังไฮบริด ที่จะสามารถส่งพลังงานไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ตอบสนองการทำงานของระบบไฮบริดได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ รถจักรยานยนต์ฮอนด้า PCX Hybrid เป็นไฮบริดรุ่นแรกของโลกที่ใช้แบตเตอรี่ ชนิด ลิเธียมไอออนคุณภาพสูง ที่มีแรงเคลื่อนไฟฟ้าขนาด 48 โวลต์ พร้อมออกแบบตัวบอดี้คุณภาพสูงป้องกันการกระแทก และป้องกันน้ำได้เป็นอย่างดี ขนาดกระทัดรัด ทำให้มีน้ำหนักเบา และมีความทนทานสูงมาก อายุการใช้งานยาวนาน 6 – 8 ปี ดูแลรักษาง่าย พร้อมให้พลังงานเสถียรและต่อเนื่อง โดยจะมีการชาร์จไฟกลับทุกครั้งที่มีการผ่อนคันเร่ง และขณะรอบเดินเบา ทำให้มีประสิทธิภาพพร้อมส่งกำลังไฟได้ตลอดเวลา ฮอนด้าให้การรับประกันคุณภาพ 3 ปี หรือ 30,000 กิโลเมตร เช่นเดียวกันกับตัวรถ เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ใช้รถจักรยานยนต์ PCX Hybrid อีกเช่นเดียวกันแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน (LI-Ion Battery) หัวใจสำคัญของขุมพลังไฮบริด ที่มีแรงเคลื่อนไฟฟ้าขนาด 48 โวลต์ ทำหน้าที่จ่ายไฟไปยังมอเตอร์ไฟฟ้าได้อย่างเสถียรและต่อเนื่อง  ตัวแบตเตอรี่มีขนาดกระทัดรัด น้ำหนักเบา และมีอายุการใช้งานยาวนาน 6-8 ปี

2.ระบบมอเตอร์ไฟฟ้า (Motor Assist) คือ มอเตอร์ไฟฟ้าทรงพลัง มีหน้าที่เสริมการทำงานร่วมกับเครื่องยนต์ eSP 150 ซี.ซี. ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนให้สามารถตอบสนองอัตราเร่งได้แรงทันใจทุกครั้งที่มีการเร่งความเร็วให้ได้ดั่งใจ

3.กล่องควบคุมอัจฉริยะ PDU (Power Deliver Unit) กล่องควบคุมการทำงานระบบไฮบริด มีหน้าที่สั่งการไปยังแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน ให้จ่ายไฟไปยังมอเตอร์ไฟฟ้า ทุกครั้งที่มีการเร่งความเร็วให้ได้ดั่งใจ เพื่อให้มอเตอร์ไฟฟ้าเสริมการทำงานให้กับเครื่องยนต์ ในการเพิ่มอัตราเร่งตอบสนองความเร้าใจได้อย่างสมบูรณ์แบบ

4.Hybrid Emblem

สัญลักษณ์แห่งความภูมิใจทั้งจากฮอนด้าที่เป็นผู้ผลิต ส่งมอบให้กับลูกค้าผู้ครอบครอง New Honda PCX Hybrid ชาวไทยทุกคน ด้วย Hybrid 3D Emblem โลโก้ไฮบริดแบบ 3 มิติ ที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วโลกในผลิตภัณฑ์ทุกรุ่นของฮอนด้าที่เป็นระบบไฮบริด ทั้งรถยนต์และรถจักรยานยนต์

การทำงานของระบบไฮบริดของฮอนด้า : ทุกครั้งที่ผู้ขับขี่เร่งความเร็ว กล่อง PDU จะสั่งการไปที่แบตเตอรี่ลิเทียมไอออนให้จ่ายไฟไปให้มอเตอร์ไฟฟ้าทำงานร่วมกับเครื่องยนต์ เพื่อผลลัพธ์แห่งความแรงที่สัมผัสได้ทุกครั้งที่เร่งความเร็ว เพื่อส่งมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ล้ำสมัยไปกับขุมพลังไฮบริดที่ได้มาตรฐานระดับโลก

 

“โตโยต้า มอเตอร์ สปอร์ต 2018” สนาม 3 ระเบิดความมันส์ ณ ริมหาดบางแสน จ.ชลบุรี

0

มร.มิจิโนบุ ซึงาตะ เจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น และ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด พร้อมด้วย นายอิทธิพล คุณปลื้ม ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายสนธยา คุณปลื้ม ประธานจัดการแข่งขัน Bangsaen Grandprix 2018 และ นายภัครธรณ์ เทียนไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ร่วมเปิดการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบ “โตโยต้า มอเตอร์สปอร์ต 2018” สนามที่ 3 ซึ่งเข้าร่วมรายการแข่งขันระดับประเทศ รายการ “บางแสน กรังด์ปรีซ์ 2018” เมื่อวันที่ 14 กรกฏาคม 2561 ณ ริมหาดบางแสน จังหวัดชลบุรี


สำหรับโตโยต้า เข้าร่วมกิจกรรม บางแสนกรังด์ปรีซ์ โดยนำรายการแข่งขันรถยนต์ โตโยต้า วันเมคเรช ทุกรายการ เข้าร่วมเป็นโปรแกรมหนึ่งของการแข่งขัน โดยมี กิจกรรมพิเศษภายใต้แนวคิด LIVE ALIVE เพื่อร่วมสร้างแรงบันดาลใจในการออกไปใช้ชีวิตให้กับทุกคน ยิ่งไปกว่านั้น กิจกรรมไฮไลท์ของสนาม หนีไม่พ้น Revo Racing Mania รวมพล รถแต่งรีโว่ ริมหาดบางแสน จัดขึ้นบริเวณลานกิจกรรม ที่แหลมแท่น จังหวัดชลบุรี ระหว่างวันที่ 14-15 กรกฏาคม 2561 โดยผู้ร่วมกิจกรรม Revo Racing Mania รวมพล รถแต่งรีโว่ ริมหาดบางแสน ได้พบรถกระบะไฮลักซ์ รีโว่ ที่ได้รับการตกแต่งพิเศษ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ ให้ผู้ที่ชื่นชอบการตกแต่งรถ ได้สัมผัสความโดดเด่นของรถรุ่นนี้ ถือเป็นการรวมสมาคมแต่งรถชื่อดังทั่วประเทศ เอาใจผู้ชื่นชอบรถแต่งอย่างแท้จริง


ผลการแข่งขัน “กฤษฎิ์  วสุรัตน์” คว้าแชมป์ในรุ่น “วีออส วันเมคเรซ ดิวิชั่น 1” โดยมี “Clement Leung” คว้าแชมป์ในรุ่น “วีออสวันเมคเรซ ดิวิชั่น 2” ในขณะที่ “วีออส วันเมคเรซ เลดี้คัพ” “ธัญชนก เจริญสุขะวัฒนะ” ยังสามารถทำผลงานได้ยอดเยี่ยมคว้าแชมป์ต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีในส่วนของ “Kentaro Tsuchitori ” ที่สามารถคว้าแชมป์รายการ “โคโรลล่า อัลติส วันเมคเรซ” และ “ชินวุฒิ เหล่าชินชาติ” ที่คว้าแชมป์ในรายการ “ไฮลักซ์ รีโว่ วันเมคเรซ” ไปครองได้สำเร็จ

 

 

“วีออส วันเมคเรซ ดิวิชั่น 1 ”

มีรถลงแข่งขันทั้งสิ้น 10 คัน กับการแข่งขัน 8 รอบสนาม โดยแชมป์สนามสองนี้ ตกเป็นของ “กฤษฎิ์ วสุรัตน์” จากทีม “Muangthai – Singha by Tein Master Shop” อันดับ 2 เป็นของ “ธีรภัทร เอี่ยมจินดา” และอันดับที่ 3 เป็นของ “สุรศักดิ์ ดาเก็ง” จากทีม “Ruk Service Team”


ผลการแข่งขันรุ่น โตโยต้า วีออส ดิวิชั่น1

อันดับหมายเลขชื่อนักแข่งทีม
196 กฤษฎิ์ วสุรัตน์ Muangthai – Singha by Tein Master Shop
262 ธีรภัทร เอี่ยมจินดา –
322 สุรศักดิ์ ดาเก็ง Ruk Service Team
436 โสภณ ภุมรินทร์ –
528 จักรพันธ์ ภัทรธาดาพงษ์ Super Club Racing

 

“วีออส วันเมคเรซ ดิวิชั่น 2 ” 
ในรุ่น “วีออส วันเมคเรซ ดิวิชั่น 2” มีรถลงแข่งขันทั้งสิ้น 8 คัน กับการแข่งขัน 8 รอบ โดย“Clement Leung” จากทีม “REV-1 Racing Team คว้าอันดับ 1 ตามด้วยอันดับ 2 “จิรศักดิ์ คงพลับ” จากทีม “B-Quik Racing Team” ในขณะที่อันดับที่ 3 ตกเป็นของ “Kelvin Kwok” จากทีม “REV-1 Racing Team”


ผลการแข่งขันรุ่น โตโยต้า วีออส ดิวิชั่น2

อันดับหมายเลขชื่อนักแข่งทีม
139Clement LeungREV-1 Racing Team
226จีรศักดิ์ คงพลับB-Quik Racing Team
335Kelvin KwokREV-1 Racing Team

 

“วีออส วันเมคเรซ เลดี้คัพ
การแข่งขันของนักแข่งสาวสวยทั้ง 11 คน กับ 8 รอบการแข่งขัน ตำแหน่งแชมป์อันดับ 1 ตกเป็นของ “ธัญชนก เจริญสุขะวัฒนะ” ในขณะที่อันดับ 2 เป็นของ “นิสาธร กุละปาลานนท์” ส่วนอันดับที่ 3 ตกเป็นของ “ทิพวรรณ ภู่ระยับ”


ผลการแข่งขัน วีออส วันเมคเรซ เลดี้คัพ

อันดับหมายเลขชื่อนักแข่งทีม
139ธัญชนก เจริญสุขะวัฒนะ
291นิสาธร กุละปาลานนท์ –
338ทิพวรรณ ภู่ระยับ
499กมลชนก    บุญคร่ำ The Sittipol Group
525ธัญญมัย    วัชรเสถียรBualoy Racing Team

 

“โคโรลล่า อัลติส วันเมคเรซ”
การแข่งขัน “โคโรลล่า อัลติส วันเมคเรซ ” มีรถลงแข่งขันทั้งสิ้น 14 คัน แข่งขัน 8 รอบสนาม โดยแชมป์อันดับ 1 ตกเป็นของ “Kentaro Tsuchitori” นักแข่งฝีมือดีจากทีม “Advics Racing Team CEF” ตามด้วย “ชัญญบุศย์ ธนะผาสุข” จากทีม “CFON RACING TEAM” เข้าเส้นชัยในอันดับ 2 และอันดับที่ 3 ตกเป็นของ “Kentaro Chiba” จากทีม “Advics Racing Team CEF” และสำหรับ “ปรม พวงงาม” สื่อมวลชน สายยานยนต์หนึ่งเดียว ที่เข้าร่วมการแข่งขันกับรถหมายเลข 54 ขึ้นโพเดียมอันดับที่ 4 จากการแข่งขันครั้งนี้


ผลการแข่งขัน โคโรลล่า อัลติส วันเมคเรซ

อันดับหมายเลขชื่อนักแข่งทีม
122Kentaro TsuchitoriAdvics Racing Team CEF
27ชัญญบุศย์ ธนะผาสุข CFON RACING TEAM
33Kentaro ChibaADVICS RACING TEAM TEAM
454ปรม พวงงามCarzanova  Tunap by MMS Racing Team
569โชคชัย จารุนงคราญ

 

“ไฮลักซ์ รีโว่ วันเมคเรซ” 
ในขณะที่การแข่งขันรถกระบะทางเรียบ “ไฮลักซ์ รีโว่ วันเมคเรซ” กับเครื่องยนต์ 2,400 ซีซี กระบะสายพันธุ์แกร่ง ช่วงล่างหนึบ สมรรถนะแรงสุดขีด มีรถลงแข่งขันทั้งสิ้น 14 คัน กับ 8 รอบ โดย “ชินวุฒิ เหล่าชินชาติ ” คว้าอันดับที่ 1 ตามมาด้วย “ชยพล โยธา” จากทีม “Morseng Racing Team” ในอันดับที่ 2 และ “กัมปนาท แก้วถังเมือง” คว้าอันดับที่ 3


ผลการแข่งขันรุ่น ไฮลักซ์ รีโว่ วันเมคเรซ

อันดับหมายเลขชื่อนักแข่งทีม
123ชินวุฒิ เหล่าชินชาติ
2 55ชยพล โยธาMorseng Racing Team
377กัมปนาท แก้วถังเมือง
411บุญธรรม กอนโภชน์
536โสภณ ภุมรินทร์

พบกับ “โตโยต้า มอเตอร์ สปอร์ต 2018”
สนามที่ 4 ณ สวนสาธารณะสะพานหิน จังหวัดภูเก็ต
22 – 23 กันยายน พ.ศ. 2561

ติดตามข้อมูลข่าวสาร และรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
http://www.toyotamotorsport.net
Facebook / Instagram / Youtube : ToyotaMotorsportThai

ปรากฏการณ์ AMG in Thailand #2 Mercedes-AMG GLC 43 4MATIC Coupé ราคาลดเป็นล้าน

0

บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด สร้างปรากฏการณ์ ใหม่อีกครั้งให้กับผู้ชื่นชอบความเร็วด้วยการ เปิดตัว Mercedes-AMG The GLC 43 4MATIC Coupé  รถยนต์กลุ่มสมรรถนะสูง AMG รุ่นประกอบในประเทศลำดับที่ 2 ต่อจาก Mercedes-AMG C 43 4MATIC Coupé  ที่ประเดิมเป็นรุ่นแรกเมื่อปลายปี 2517 ที่ผ่านมา และทำให้ตลาดรถสมรรถนะสูงภายใต้แบรนด์ Mercedes AMG มีอัตราการเติบโตเพิ่มมากขึ้นถึง 179% ส่วนสำคัญคือการพลักดันให้มีการประกอบในประเทศได้สำเร็จและทำให้ราคาปรับลดลงได้กว่าล้านบาท ในรุ่น C 43 จนมาถึงรุ่น GLC 43 สามารถนำเสนอได้ ในราคา 4.69 ล้านบาท ผ่านผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีอย่างเป็นทางการ ทั้ง 11 แห่งทั่วประเทศเป็นราคาที่ลดลงจากรุ่นนำเข้าสำเร็จรูปก่อนหน้านี้ 1.1 ล้านบาท (5,790,000บาท) และยังคงรูปแบบและอุปกรณ์มาตรฐานทั้งภายนอก-ภายใน ระบบความปลอดภัย เทคโนโลยีอันล้ำสมัย รวมถึงระบบมัลติมีเดียเหมือนกับรถยนต์รุ่นนำเข้าทุกประการ พร้อมเพิ่มเติมความพิเศษด้วยระบบช่วยรักษาระยะห่างจากรถที่อยู่ด้านหน้า Active Distance Assist DISTRONIC และฟังก์ชันเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือระบบปฏิบัติการ iOS (Apple CarPlay™) เพื่อลูกค้าที่ซื้อรถยนต์รุ่นประกอบในประเทศโดยเฉพาะ

ข้อมูลผลิตภัณฑ์ Mercedes-AMG GLC 43 4MATIC Coupé รุ่นประกอบในประเทศ

Mercedes-AMG GLC 43 4MATIC Coupé รถยนต์เอสยูวีคูเป้รุ่นล่าสุดจากค่ายแบรนด์รถยนต์สมรรถนะสูง ที่มาพร้อมระบบขับเคลื่อนแบบ AMG Performance 4MATIC และความสปอร์ตโฉบเฉี่ยว จาก ดีไซน์ภายนอก ด้วยชุดตกแต่ง AMG bodystyling รอบคัน, ไฟหน้าแบบ LED Intelligent Light System, ล้ออัลลอย ดีไซน์สปอร์ตจาก AMG แบบ  5 ก้านคู่ขนาด 21 นิ้ว, ตกแต่งด้านท้ายด้วย AMG Spoiler-lip, ปลายท่อไอเสีย 2 ท่อ แบบ 4-pipe look, ท่อไอเสียแบบ AMG Sports exhaust system, ดิสก์เบรกแบบมีช่องระบายความร้อน, คาลิปเปอร์เบรกสีเทาพร้อมสัญลักษณ์ AMG และระบบกันสะเทือนแบบ AMG Sports Suspension Based on AIR BODY CONTROL พร้อมการปรับแต่งแบบ AMG sports ซึ่งมาช่วยเสริมควาดุดันให้กับรถยนต์รุ่นนี้ได้เป็นอย่างดี

ดีไซน์ภายใน โดดเด่นด้วยเบาะที่นั่งหุ้มหนังแบบ AMG Sport seat ตัดสลับ DINAMICA microfibre ตกแต่งด้วยด้ายสีแดง เพิ่มความเร้าใจด้วย AMG Carbon-fibre โดยเบาะนั่งสำหรับ ผู้ขับขี่และผู้โดยสารด้านหน้าปรับระดับด้วยระบบไฟฟ้า พร้อมหน่วยบันทึกความจำ, ชุดคันเร่งและแป้นเบรกแบบสปอร์ต, พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันแบบสปอร์ตท้ายตัด  หุ้มด้วยหนัง nappa คุณภาพสูง, พวงมาลัยนิรภัยพร้อมพาวเวอร์ ปรับน้ำหนักตามความเร็วรถ, กาบบันได สเตนเลส พร้อมสัญลักษณ์ AMG แบบเรืองแสง, ระบบกุญแจแบบ KEYLESS-GO รวมถึงไฟเรืองแสงล้อมรอบห้องโดยสารแบบ 3 สี และอุปกรณ์มัลติมีเดีย อย่าง วิทยุ-ซีดี MB Audio 20, ระบบเสียงรอบทิศทาง Burmester®, ระบบควบคุมและสั่งงานด้วย touchpad, ระบบสำหรับเชื่อมต่อโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Bluetooth), ฟังก์ชันเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือระบบปฏิบัติการ iOS (Apple CarPlay™) รวมถึงหลังคาพาโนรามิคซันรูฟ เลื่อนเปิด-ปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้า

ด้านเทคโนโลยี มาพร้อมกับระบบปรับรูปแบบขับขี่ AMG DYNAMIC SELECT และระบบความปลอดภัย อันล้ำสมัยมากมาย อาทิ ระบบช่วยรักษาระยะห่างจากรถคันหน้ (Distance Pilot DISTRONIC) ซึ่งระบบนี้ทำงานโดยใช้สัญญาณเรดาร์ที่ติดตั้งบริเวณกันชนหน้า  ในการคำนวณระยะห่างที่ปลอดภัยจากรถคันหน้าที่สัมพันธ์กับความเร็วของรถในขณะนั้น และ ลดความเร็วของรถโดยอัตโนมัติรวมทั้งช่วยเบรกด้วยระดับแรงเบรกประมาณ 50% ของแรงเบรกปกติ เพื่อรักษาระยะห่างตามที่ผู้ขับขี่กำหนด โดยระบบนี้สามารถตั้งค่าความเร็วของรถที่ผู้ขับขี่ต้องการได้ตั้งแต่ความเร็วที่ 0-200 กม./ชม.

Mercedes-AMG GLC 43 4MATIC Coupé มาพร้อมกับระบบส่งกำลังแบบ 9G-TRONIC และเครื่องยนต์แบบ V6 เทอร์โบคู่ ที่มีจุดเด่นในเรื่องระบบแรงดันเสริมท่อสำหรับนำอากาศของชุดเทอร์โบ (boost pressure) ส่งผลให้สามารถเพิ่มแรงม้าและแรงบิดของเครื่องยนต์รุ่นนี้ได้

Mercedes-AMG GLC 43 4MATIC Coupé

เครื่องยนต์ : เบนซิน V6 เทอร์โบคู่ พร้อมอินเตอร์คูลเลอร์

ปริมาตรกระบอกสูบ (ซี.ซี.) : 2,996

แรงม้าสูงสุด (แรงม้า รอบ/นาที) : 367/5,500-6,000

แรงบิดสูงสุด (นิวตัน-เมตร ที่ ความเร็วรอบ/นาที) : 520/2,500-4,500

อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. (วินาที) : 4.9

ความเร็วสูงสุด (กม./ชม.) : 250

  • Mercedes-AMG GLC 43 4MATIC Coupé ราคา 4,690,000 บาท

ศึกไทยแลนด์ ซูเปอร์ ซีรี่ส์เดือด มาสด้าส่งนักแข่งวัยใส “จารุตม์ จรวิเศษ” เสริมทัพแกร่งคู่ “มานะ พรศิริเชิด”

0

มอเตอร์สปอร์ตสนั่นชายหาดบางแสน หลังเปิดฉากรายการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบยอดนิยมอันดับหนึ่งของเมืองไทยและอาเซียน หรือ ไทยแลนด์ ซูเปอร์ ซีรี่ส์ 2018 นักแข่งจากทั่วสารทิศต่างขนทัพรถแข่งทั้งรุ่นเล็กรุ่นใหญ่เดินหน้าเข้าร่วมการแข่งขัน โดยเฉพาะทีมมาสด้าเตรียมประกาศศักดาความแรงของเครื่องยนต์สกายแอคทีฟคลีนดีเซล ส่งมาสด้า2 สปอร์ตตัวจี๊ดลงสู้ศึกในรุ่นซูเปอร์คอมแพ็ค (Super Compact) พร้อมด้วยนักแข่งมากประสบการณ์อย่าง มานะ พรศิริเชิด ประกบคู่มากับนักแข่งน้องใหม่วัยสดใส จารุตม์ จรวิเศษ ลงวาดรวดลายลีลาการขับเรียกเสียงเชียร์จากบรรดาแฟนๆ มอเตอร์สปอร์ตจนกระหึ่มชายหาดบางแสน ภายใต้สังกัดทีม Mazda Innovation Motorsport หลังจากประเดิมสนามแรกที่บุรีรัมย์ก็สร้างผลงานไว้อย่างยอดเยี่ยม ด้วยการเข้าเส้นชัยยืนโพเดียมอันดับที่หนึ่งมาแล้ว

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหาร ฝ่ายการตลาดและรัฐกิจสัมพันธ์ บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ความเป็นสปอร์ตนั้นไม่เคยจางหายไปจาก DNA ของมาสด้า กับสโลแกน “ซูม-ซูม เราใส่ความเป็นสปอร์ตลงไปในรถทุกคันที่ผลิต” มาสด้าเริ่มต้นส่งมาสด้า2 ลงทำการแข่งขันในรายการ Thailand Super Series ปีนี้ก็ย่างเข้าสู่ปีที่ 6 โดยส่งทั้งแฮตช์แบค 5 ประตู และซีดาน 4 ประตู เครื่องยนต์คลีนดีเซล 1500 เพื่อตอกย้ำถึงสมรรถนะอันทรงพลังของมาสด้า2 ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างสูงอยู่ในขณะนี้ พร้อมทั้งตอกย้ำกิจกรรมด้านสปอร์ต มาร์เก็ตติ้ง (sport marketing) ให้ครอบคลุมทุกด้าน หลังจากที่ประสบความสำเร็จกับการสนับสนุนฟุตบอลไทยกับทีมในไทยลีก นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี ก่อให้เกิดกระแสบูมบอลไทย รวมทั้งเกิดการรับรู้เรื่องของการสร้างแบรนด์ นอกจากนี้มาสด้ากำลังเตรียมแสวงหากิจกรรมอื่นๆ เข้ามาเสริมสร้างภาพลักษณ์ความเป็นสปอร์ตของมาสด้า

ความเป็นสปอร์ตของรถยนต์มาสด้านั้นถูกถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น จากอดีตจวบจนปัจจุบันและในอนาคตต่อจากนี้ มาสด้ากับกีฬามอเตอร์สปอร์ตนั้นถือว่ามีประวัติศาสตร์ร่วมกันมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะการแข่งขันในรถยนต์ทางเรียบ นับตั้งแต่การคว้าชัยชนะในการแข่งขัน 24 ชั่วโมง ที่เร้าใจกับชัยชนะที่ได้รับจากการแข่งขันที่ประทศฝรั่งเศส ในรายการ เลอ มังส์ 24 ชั่วโมง เอ็นดูแรนซ์ เรซ (Le Mans 24 Hour Endurance Race) เมื่อปี 1991 ของรถมาสด้า 787 ปี  นั่นคือที่สุดแห่งความภาคภูมิใจของเราชาวมาสด้า และชาวญี่ปุ่น ในฐานะที่เป็นรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นรายแรก และรายเดียวที่ได้รับชัยชนะในการแข่งขัน…ความภาคภูมิใจหนึ่งเดียวนี้ กำลังจะถูกถ่ายทอดลงสู่มาสู่รถยนต์นั่งสปอร์ตมาสด้า2 ที่กำลังจะลงสู้ศึกประลองความเร็วในรายการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศไทย

จารุตม์ จรวิเศษ หรือ “รุตม์” เป็นเด็กหนุ่มที่มีพรสวรรค์มาตั้งแต่อายุยังน้อย ชื่นชอบความเร็วเป็นชีวิตจิตใจ ด้วยวัยเพียง 9 ขวบ ก็สามารถกวาดรางวัลจากการแข่งขันมาได้ถึง 4 รางวัล ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ และยังคงพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง โดยลงแข่งในรายการต่างๆ มากมายทั้งในประเทศไทย มาเลเซีย และมาเก๊า จนปัจจุบันสามารถคว้ารางวัลไปแล้วกว่า 128 รางวัล โดยครองตำแหน่งแชมป์มาได้ทั้งหมดถึง 13 รายการ โดยเฉพาะรางวัลชนะเลิศจากการแข่งขันรถคาร์ท ชิงแชมป์ประเทศไทย ประจำปี 2560 รุ่น 125 Senior Open ทั้งยังร่วมลงแข่งขันสนามในต่างประเทศมาแล้ว 19 รายการ นอกชื่นชอบเรื่องของความเร็วและการแข่งรถแล้ว จารุตม์ยังมีงานอดิเรกคือชื่นชอบการเล่นฟุตบอลอีกด้วย

จากผลของการแข่งขัน 2 สนามแรกที่ผ่านมา ซึ่งจัดขึ้น ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ ระหว่างวันที่ 31 พฤษภาคม – 3 มิถุนายน 2561 ที่ผ่านมา มาสด้าส่ง 2 นักแข่ง ลงทำการแข่งขันในประเภท Thailand Super Compact โดยสนามแรก จารุตม์ จรวิเศษ หมายเลข 55 ผ่านธงหมากรุกมาเป็นที่ 1 ส่วนมานะ พรศิริเชิด หมายเลข 43 ตามเข้ามาเป็นอันดับที่ 4 เนื่องจากรถมีปัญหาเทคนิคระหว่างการแข่งขัน ส่วนสนามที่ 2 มานะและจารุตม์ก็ควบมาสด้า2 เข้าเส้นชัยมาเป็นอันดับหนึ่งและสองตามลำดับ ส่งผลทำให้คะแนนสะสมของนักแข่งทั้ง 2 คน ทั้งประเภทบุคคลและประเภททีมนั้นรั้งอันดับหนึ่ง

สำหรับผลการแข่งขันสนามที่ 3 และ 4 ในวันพฤหัสบดี ซึ่งเป็นรอบ Qualify หมายเลข 43 ของมานะ ทำเวลาเร็วสุดที่ 1:56 นาที ออกสตาร์ทอันดับที่ 3 ส่วนจารุตม์ ทำเวลา 02:01 นาที ออกสตาร์ทอันดับที่ 7 มาดูวันว่าในศุกร์และวันอาทิตย์นี้คู่หูทั้ง 2 คน จะสามารถเข้าเส้นชัยจบอันดับที่เท่าไหร่

ผลการแข่งขันสนามที่ 3 (แข่งขันวันศุกร์ที่ 13 กรกฎาคม)

หมายเลข 43 มานะ พรศิริเชิด ซึ่งขับโดยมานะ ปรากฏว่าในรอบที่ 8 เกิดอุบัติเหตุและไม่สามารถนำรถเข้าเส้นชัยได้ ส่วนน้องใหม่ หมายเลข 55 จารุตม์ จรวิเศษ ซึ่งสนามนนี้เป็นครั้งแรกที่ได้ลงแข่งสามารถนำมาสด้า2 คู่ใจขึ้นโพเดี้ยมอันดับ 5

ผลการแข่งขันสนามที่ 4 (แข่งขันวันอาทิตย์ที่ 15 กรกฎาคม)

วันนี้มานะต้องพารถคู่ใจที่เพิ่มประกอบร่างเสร็จลงทำการแข่งขัน แต่ก็ไม่ทำให้แฟนๆ มาสด้าผิดหวังควบมาสด้า2 เข้าสู่เส้นชัยอันดับที่ 2 ส่วน จารุตม์ จรวิเศษ ต้องบอกว่าน่าเสียดายอย่างยิ่งหลังจากออกสตาร์ทก็ขึ้นนำตั้งแต่รอบที่สอง แต่ด้วยความที่ยังไม่คุ้นเคยกับแทร็คทำให้รถเกิดหมุนในรอบที่ 10 ทำให้ไม่สามารถพารถคู่ใจผ่านธงตาหมากรุกได้ แต่อย่างไรก็ตามสนามนี้ก็ทำให้ประเภททีม Mazda Innovation Motorsport ยังคงมีคะแนนสะสมรวมนำคู่แข่ง

ตารางการแข่งขัน Thailand Super Series 2018

  • สนาม1 – 2 วันที่ 31 พฤษภาคม – 3 มิถุนายน 2561 ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์
  • สนาม 3 – 4 วันที่ 11 – 15 กรกฎาคม 2561 ณ บางแสน สตรีทเซอร์กิต จังหวัดชลบุรี
  • สนาม 5 – 6 วันที่ 31 สิงหาคม – 2 กันยายน 2561 ณ สนามพีระ อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดชลบุรี
  • สนาม 7 – 8 วันที่ 25 – 28 ตุลาคม 2561 ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์