Home Blog Page 504

“ฟอร์ด เอเวอเรสต์ 2018” ขุมพลังใหม่ดีเซล Bi-Turbo พร้อมอัดแน่นเทคโนโลยีเต็มคัน ในราคาเริ่มต้น 1.299-1.799 ล้านบาท

0

เปิดตัวอย่างเป็นทางการกับ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ 2018 ซึ่งเป็นการยกระดับประสบการณ์การขับขี่ของรถยนต์อเนกประสงค์ขนาดกลางไปอีกขั้นด้วยประสิทธิภาพและความปลอดภัย รวมถึงสมรรถนะทรงพลังจากเครื่องยนต์ดีเซลที่มีให้เลือกทั้งขนาด 2.0 ลิตร เทอร์โบ ให้กำลังสูงสุด 180 แรงม้า และ ขนาด2.0 ลิตร ไบ-เทอร์โบ ให้กำลังสูงสุด 213 แรงม้า ผสานกับเทคโนโลยีล้ำสมัย จัดจำหน่ายในราคา 1,299,000 -1,799,000 บาท


นางสาวยุคนธร วิเศษโกสิน ประธาน ฟอร์ด อาเซียน และกรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว “ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ สานต่อความโดดเด่นจากฟอร์ด เอเวอเรสต์ รุ่นปัจจุบัน ที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย ด้วยการนำความคิดเห็นจากผู้บริโภคที่มีต่อเอเวอเรสต์ รุ่นปัจจุบัน มาพัฒนาประสิทธิภาพ สมรรถนะ และความสะดวกสบาย ให้ตอบสนองความต้องการของผู้ขับขี่ได้อย่างดียิ่งขึ้นกว่าเดิม พร้อมตอกย้ำความเป็นหนึ่งในรถยนต์อเนกประสงค์ที่ชาญฉลาดและปลอดภัยที่สุดในตลาด”


หลังจาก ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชั่นใหม่ ซึ่งเปิดตัวในปี 2558 สามารถคว้ารางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมแห่งปี (Thailand Car of the Year 2015) จากสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย (สรยท) บริษัท ฟอร์ด ประเทศไทย จำกัด ก็ได้เดินหน้าพัฒนาทั้งรูปลักษณ์และสมรรถนะของรถรุ่นนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อตอกย้ำความแข็งแกร่งของรถยนต์อเนกประสงค์ที่โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย อัดแน่นไปกับตัวช่วยขับขี่อัจฉริยะ


4 รุ่นย่อย ฟอร์ด เอเวอเรสต์ 2018 ต่างกันตรงไหน???

ในด้านรูปลักษณ์ของ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ 2018 ไม่ได้รับการปรับเปลี่ยนสักเท่าไหร่นัก จะมีความแตกต่างจากรุ่นเดิมในส่วนของกระจังหน้าที่ดูหรูหรายิ่งขึ้นด้วยการหุ้มขอบโครเมียม ลวดลายของล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้วในรุ่น เทรนด์ ขับเคลื่อน 2 ล้อก็ได้รับการเปลี่ยนแปลงเช่นเดียวล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้วในรุ่นไทเทเนี่ยม และขอบ 20 นิ้ว ในรุ่นไทเทเนี่ยม พลัส ขับเคลื่อน 2 ล้อ และ ไทเทเนี่ยม พลัส ไบ-ดีเซลขับเคลื่อน 4 ล้อ

อีกหนึ่งลูกเล่นของความสะดวกสบายได้รับการติดตั้งให้กับรถทั้ง 3 รุ่นได้แก่ ไทเทเนี่ยม ไทเทเนี่ยมพลัส และ ไทเทเนี่ยมพลัส ไบ-เทอร์โบนั่นคือ ประตูท้าย เปิด-ปิด ด้วยไฟฟ้าแบบแฮนฟรี สั่งการและทำงานด้วยการยื่นเท้าไปที่ใต้กันชนหลัง ฝาท้ายก็จะเปิดโดยอัตโนมัติ สำหรับหลังคาแบบพาโนรามิค มูนรูฟ ออฟชั่นเท่ๆจะมีในรุ่นไทเทเนี่ยม พลัส และ ไทเทเนี่ยม พลัส ไบ-เทอร์โบ เท่านั้น

ห้องโดยสารแต่งด้วยโทนสีดำ เสริมความโดดเด่นด้วยเส้นสายทั้งคอนโซลและแผงข้าง ทุกที่นั่งหุ้มด้วยหนังสีดำ ในรุ่น ไทเทเนี่ยม เบาะคนขับปรับไฟฟ้าได้ 8 ทิศทาง ส่วนรุ่น ไทเทเนี่ยม พลัส และไทเทเนี่ยม พลัส ไบ-เทอร์โบ เพิ่มระบบไฟฟ้าให้กับผู้โดยสารตอนหน้าและเบาะแถวที่ 3 ซึ่งพับได้ด้วยไฟฟ้าเช่นกัน

อุปกรณ์มาตรฐานใหม่ทั้ง “ระบบตัดเสียงรบกวนจากภายนอก” และ “ซิงค์ 3 เวอร์ชั่นภาษาไทย”

ฟอร์ด เอเวอเรสต์ 2018 ทุกรุ่นเพิ่มความสะดวกสบายด้วยกุญแจอัจฉริยะและปุ่มสตาร์ท รวมถึงระบบตัดเสียงรบกวนจากภายนอก (Active Noise Cancellation) ทำให้ได้ห้องโดยสารที่ปราศจากเสียงรบกวน ในขณะที่กระบวนการวิศวกรรมออกแบบให้ความสำคัญกับการลดเสียงรบกวนจากเครื่องยนต์และระบบเกียร์ พร้อมพัฒนาซีลกันเสียงและวัสดุดูดซับเสียงภายในห้องโดยสารให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น

ความโดดเด่นที่ได้รับการพัฒนาอีกหนึ่งฟีเจอร์นั่นคือ ระบบซิงค์ 3 (SYNC 3) ซึ่งรองรับ Apple CarPlay และ Android Auto พร้อมระบบบลูทูธ จอทัชสกรีน ฟูลคัลเลอร์ ขนาด 8.0 นิ้ว และกล้องมองหลัง ผู้ขับขี่ยังสามารถใช้งาน Apple Maps และระบบแผนที่นำทางด้วยดาวเทียมซึ่งติดตั้งมากับรถ เมื่อออกนอกพื้นที่ที่มีสัญญาณโทรศัพท์ ทั้งยังมากับระบบจดจำเสียง และระบบสั่งงานเสียงด้วยภาษาไทย เพื่อการใช้งานที่คล่องตัว


นอกจากนี้ยังมีระบบช่วยโทรฉุกเฉิน (Emergency Assistance) คือ ระบบ SYNC ที่ได้รับการพัฒนามาขึ้นอีกขั้น เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือผ่านบลูทูธด้วยระบบ SYNC และต่อสายไปที่เบอร์ 1669 เมื่อเกิดอุบัติเหตุ หรือต้องการความช่วยเหลือฉุกเฉิน

ทีเด็ดอยู่ที่เครื่องยนต์ดีเซลแบบใหม่สไตล์ไบ-เทอร์โบ พร้อมเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด

ฟอร์ด เอเวอเรสต์ 2018 ไม่มีเครื่องยนต์ขนาด 3.2 ลิตร และ 2.2 ลิตร แบบเดิมที่เคยมีมา จะมีก็เพียงแต่ขุมพลังใหม่ที่เปี่ยมล้นไปด้วยเทคโนโลยีและเป็นบล๊อคเดียวกับ ฟอร์ด เรนเจอร์ แรพเตอร์ นั่นคือเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร ไบเทอร์โบ (Bi-turbo Diesel Engine) ให้กำลังสูงสุดถึง 213 แรงม้า ทั้งยังโดดเด่นในด้านลดเสียงรบกวนจากการทำงานของเครื่องยนต์ไปในขณะเดียวกัน นอกจากนี้ เครื่องยนต์ไบเทอร์โบยังสามารถกระจายแรงบิดได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ด้วยแรงบิดสูงสุดถึง 500 นิวตันเมตร ที่ความเร็ว 1,750 -2,000 รอบต่อนาที ส่งกำลังผ่าน มาพร้อมระบบเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ที่มีปุ่ม บวก/ลบ อยู่ที่บริเวณหัวเกียร์

ทั้งนี้ยังมีขุมพลังอีกหนึ่งทางเลือกได้แก่ เครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.0 ลิตร เทอร์โบ ให้กำลังสูงสุด 180 แรงม้า พร้อมแรงบิด 420 นิวตันเมตรที่ 1,750-2,500 รอบต่อนาที ซึ่งส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 10 จังหวะด้วยเช่นกัน

ระบบกันสะเทือนด้านหน้ายังคงใช้แบบอิสระปีกนก 2 ชั้น พร้อมคอยล์สปริง และ เหล็กกันโคลง ส่วนด้านหลังเป็นแบบคอยล์สปริงพร้อมวัตต์ลิงค์และเหล็กกันโคลง ในรุ่นไทเทเนี่ยม พลัส ขับเคลื่อน 4 ล้อ ได้รับการติดตั้งระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออัจฉริยะ พร้อมระบบ Terrain Management รวมถึงเฟืองท้ายแบบ Electronic Locking Rear Differential และ ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางชัน เพื่อให้ได้มาซึ่งสมรรถนะในการเดินทางสไตล์สมบุกสมบัน


ในรุ่นท๊อฟอย่าง ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ไทเทเนี่ยม พลัส  มาพร้อมระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติพร้อมระบบตรวจจับคนเดินถนนของฟอร์ด ซึ่งผสานระบบเบรกแบบ Autonomous Emergency Braking (AEB) เข้ากับระบบตรวจจับคนเดินถนน (Pedestrian Detection) และระบบตรวจจับยานพาหนะ (Vehicle Detection) บริเวณรอบตัวรถ เพื่อหยุดรถ และช่วยลดอัตราการชนท้ายและการชนคนเดินถนนลง โดยระบบนี้จะทำงานเมื่อใช้ความเร็วสูงกว่า 3.6 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป

ฟอร์ด เอเวอเรสต์ 2018 พร้อมมอบความสะดวกสบายยิ่งขึ้นกว่าเดิมด้วยฟีเจอร์ใหม่อย่าง ระบบตรวจจับลมยาง (Tire Pressure Monitoring System) ซึ่งได้รับการติดตั้งในรถระดับนี้เป็นครั้งแรก ทำหน้าที่ในการตรวจวัดความดันลมในยางล้อทั้ง 4 ล้อ และเตือนผู้ใช้งานเมื่อความดันลมเปลี่ยนแปลง ระบบนี้นอกจากจะช่วยเสริมประสิทธิภาพการใช้น้ำมันแล้ว ยังช่วยเพิ่มความปลอดภัย และยืดอายุการใช้งานของยางอีกด้วย


นอกจากฟีเจอร์ใหม่ยังอัดแน่นด้วยเทคโนโลยีช่วยขับขี่อัจฉริยะอันเป็นเอกลักษณ์ เพื่อให้ผู้ใช้งานได้เพลิดเพลินกับประสบการณ์การขับขี่อย่างสะดวกสบายและปลอดภัย ได้แก่

•ระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติ (Adaptive Cruise Control)
•ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง (Lane Keeping System)
•ระบบเตือนการชนด้านหน้า (Forward Collision Warning System)
•ระบบแจ้งเตือนการขับขี่ (Driver Alert System)
•ระบบเปิด-ปิดไฟสูงอัจฉริยะ (Auto High Beam Control)
•ระบบช่วยจอดอัจฉริยะ (Active Park Assist)
•ระบบตรวจจับรถในจุดบอด (BLIS – Blind Spot Information System) ที่มาพร้อมระบบตรวจจับรถขณะออกจากซองจอด (Cross Traffic Alert)
•กล้องมองหลังขณะถอยจอดและสัญญาณเตือนระยะจอดด้านหน้า (Rear View Camera and Sensors)

ราคา สี และบริการ

ฟอร์ด เอเวอเรสต์ 2018 มีสีให้เลือกทั้งหมด 6 สี ได้แก่สีใหม่ Diffused Silver Metallic

 

Aluminum Metallic

Absolute Black Metallic

Arctic White

Sunset Metallic

Blue Reflex Metallic

ฟอร์ด เอเวอเรสต์ 2018 วางจำหน่ายทั้งหมด 4 รุ่น ตามราคาดังต่อไปนี้
•รุ่นไทเทเนี่ยม พลัส เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร ไบเทอร์โบ ขับเคลื่อน 4 ล้อ เกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ราคา 1,799,000 บาท
•รุ่นไทเทเนี่ยม พลัส เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบ ขับเคลื่อน 2 ล้อ เกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ราคา 1,599,000 บาท
•รุ่นไทเทเนี่ยม เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบ ขับเคลื่อน 2 ล้อ เกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ราคา 1,439,000 บาท
•รุ่นเทรนด์ เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบ ขับเคลื่อน 2 ล้อ เกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ราคา 1,299,000 บาท


ลูกค้าฟอร์ด เอเวอเรสต์ 2018 จะได้รับความคุ้มค่าและความสะดวกสบาย ด้วยบริการฟรีค่าแรงในการตรวจเช็คตามระยะ สูงสุดถึง 5 ปี หรือภายในระยะ 75,000 กิโลเมตร เพียงเข้าตรวจเช็คระยะทุก 15,000 กิโลเมตร หรือทุก 1 ปี

“ทีมมูเก็น” พา ฮอนด้า เอ็นเอสเอ็กซ์-จีที ติดท็อปไฟว์ “ช้าง ซูเปอร์ จีที เรซ 2018” ด้าน “ฮอนด้า เรซซิ่ง” ขับเคี่ยวสุดมันส์ทั้ง 3 รุ่น

0

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมแสดงความยินดีกับผลการแข่งขัน “ช้าง ซูเปอร์ จีที เรซ 2018” ที่ ทีมมูเก็น หมายเลข 16 โดยสองนักขับ ฮิเดกิ มูโตะฮ์ และไดซูเกะ นากาจิมะ ซิ่งสุดยอดรถสปอร์ตระดับโลก ฮอนด้า เอ็นเอสเอ็กซ์-จีที คว้าอันดับ 5 ในรุ่นจีที 500 ด้านศึกซัพพอร์ตเรซ “ฮอนด้า เรซซิ่ง 2018” ทั้ง 3 รุ่นการแข่งขัน ได้แก่ ฮอนด้าโปรคาร์ โมดิฟาย ฮอนด้า โปรคาร์ และฮอนด้า บริโอ้ คัพ ทั้งหมด 47 ทีมร่วมดวลความเร็วสร้างสีสันให้แฟนมอเตอร์สปอร์ตชาวไทยร่วมเชียร์อย่างสนุกสนาน

 

การแข่งขันรถยนต์ทางเรียบระดับตำนานของประเทศญี่ปุ่นที่ได้รับการติดตามชมจากแฟนมอเตอร์สปอร์ตทั่วโลก อย่าง “ซูเปอร์ จีที เรซ 2018” เปิดศึกในสนามที่ 4 ของฤดูกาล เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน – 1 กรกฎาคม 2561 ที่ผ่านมาที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ ภายใต้ชื่อรายการ “ช้าง ซูเปอร์ จีที เรซ 2018” และนับเป็นปีที่ 5 ที่จัดขึ้นในประเทศไทย ไฮไลต์สำคัญของศึก ช้าง ซูเปอร์ จีที เรซ 2018 คือการเข้าร่วมแข่งขันครั้งแรกในเมืองไทยของ อดีตแชมป์โลกฟอร์มูล่าวันชาวอังกฤษอย่าง เจนสัน บัตตัน ที่เคยได้แชมป์โลกรถสูตรหนึ่งกับฮอนด้ามาแล้วในปี 2009 โดยจับคู่กับทีมเมทดาวรุ่งชาวญี่ปุ่นอย่าง นาโอกิ ยามาโมโตะ ภายใต้สังกัดทีมคูนิมิตซึ ด้วยรถแข่ง ฮอนด้า เอ็นเอสเอ็กซ์-จีที หมายเลข 100 รั้งจ่าฝูงทีมและมือขับอันดับหนึ่งในตารางรุ่นจีที 500 จากการเก็บคะแนนใน 3 สนามที่ผ่านมา ก่อนเดินทางมายังประเทศไทย

กองทัพรถแข่งฮอนด้า ในรุ่นจีที 500 พร้อมหน้ากันทำผลงานอย่างยอดเยี่ยมในรอบควอลิฟายด์ด้วยรถยนต์ฮอนด้า เอ็นเอสเอ็กซ์–จีที โดยตำแหน่งโพลโพซิชั่นเป็นของคู่หูชาวญี่ปุ่นอย่าง ฮิเดกิ มูโตะฮ์ และไดซูเกะ นากาจิมะ จากทีมมูเก็น หมายเลข 16 ตามด้วย โคอุดาอิ ซึกาโกชิ และทาคาชิ โคงูเระ สองนักขับญี่ปุ่นจากทีม เคฮิน เรียล เรซซิ่ง หมายเลข 17 เป็นอันดับ 2

ส่วนเจนสัน บัตตัน และ นาโอกิ ยามาโมโตะ หมายเลข 100 ได้ออกตัวจากกริดเป็นลำดับที่ 5

สำหรับผลการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ ซึ่งทำการแข่งขันรวมทั้งสิ้น 66 รอบ ในสนามที่มีโค้งทั้งหมด 12 โค้ง รวมระยะทางการแข่งขันกว่า 300 กิโลเมตร ปรากฏว่า ฮิเดกิ มูโตะฮ์ และไดซูเกะ นากาจิมะ จากทีมมูเก็น หมายเลข 16 เป็นทีมที่ใช้รถแข่งฮอนด้าทำผลงานได้ดีที่สุดในสนามนี้ ทำเวลาได้ดีที่สุดอันดับที่ 5 ตามมาด้วย ทีมเคฮิน เรียล เรซซิ่ง หมายเลข 17 ซึ่งขับโดย โคอุดาอิ ซึกาโกชิ และทาคาชิ โคงูเระ ในอันดับ 7 ในขณะที่ เจนสัน บัตตัน และ นาโอกิ ยามาโมโตะ นำรถแข่งเข้าป้ายในอันดับ 11

อย่างไรก็ตามการคว้าอันดับ 11 ในสนามที่ 4 นั้น ไม่ได้ส่งผลต่อการลุ้นแชมป์ประจำปีของ เจนสัน บัตตัน และ นาโอกิ ยามาโมโตะ เท่าไรนัก โดยคะแนนรวมยังคงอยู่ในอันดับ 2 ของตารางด้วย 43 คะแนน ตามหลังจ่าฝูงเพียง 1 แต้มเท่านั้น

สำหรับการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบรายการ “ฮอนด้า เรซซิ่ง 2018” ซึ่งถือเป็นซัพพอร์ตเรซที่จัดขึ้นทุกปีที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ ได้รับการตอบรับอย่างดีจากทีมนักแข่งดาวรุ่งที่เข้าร่วมการแข่งขันถึง 47 คัน แบ่งออกเป็น 3 รุ่นการแข่งขัน ได้แก่ ฮอนด้า โปรคาร์ โมดิฟาย (รถยนต์ฮอนด้าที่เปิดให้สามารถโมดิฟายเครื่องยนต์ได้ พิกัดความจุ 1500 ซี.ซี.) จำนวน 15 คัน ฮอนด้า โปรคาร์ (รถยนต์ฮอนด้าเครื่องยนต์สแตนดาร์ด พิกัดความจุ 1500 ซี.ซี.) จำนวน 18 คัน และรุ่นเล็กอย่าง ฮอนด้า บริโอ้ คัพ (รถยนต์ฮอนด้า บริโอ้ และ บริโอ้ อเมซ รถยนต์ในกลุ่มอีโค คาร์) จำนวน 14 คัน กับการแข่งขันทั้งหมด 3 เรซ ชิงถ้วยเกียรติยศ และเงินรางวัลรวมกว่า 750,000 บาท

แชมป์ในคลาสโอเวอร์ออลรุ่น ฮอนด้า โปร คาร์ ตกเป็นของ ยศสรัญ แสนสุข จาก 888 คาร์ วอช ที่ควบรถแข่ง ฮอนด้า ซิตี้ เข้าป้ายเป็นคันแรกด้วยเวลา 14 นาที 509 วินาที ตามด้วย เดชาธร ภู่อัคราวุฒิ จาก วายเค มอเตอร์สปอร์ต บาย ซันโนโก้ ในอันดับ 2 ตามหลังแชมป์ 2.345 วินาที ส่วนอันดับ 3 ตกเป็นของ ชาพล โยธา จาก หมอเส็ง เรซซิ่ง ทีม ตามหลังแชมป์ 2.468 วินาที

ด้านการแข่งขันในรุ่น ฮอนด้า โปร คาร์ โมดิฟาย แชมป์สนามแรกตกเป็นของ อานนท์ รอดประเสริฐ จาก แว็กซ์วัน เรซซิ่ง โปรเจ็กต์ ที่พารถแข่ง ฮอนด้า ซีอาร์-ซีร์ สตาร์ทจากกริดที่ 10 ไล่แซงคู่แข่ง 9 คัน เข้าป้ายเป็นอันดับที่หนึ่ง ด้วยเวลา 14 นาที 2.797 วินาที

ส่วนผลการแข่งขันในรุ่น ฮอนด้า บริโอ คัพ สนามแรกแชมป์ตกเป็นของ ดานุวัฒน์ วรกิตติชัย จาก สุโขทัย เอฟซี ดีเอ็นเอ เรซซิ่ง ทีม ที่เข้าป้ายเป็นคันแรกด้วยเวลา 15 นาที 30.150 วินาที ทิ้งห่างอันดับ 2 อย่าง เกียรติพันธุ์ ไพเจริญ จาก ก๋วยเจ๋ง ถึง 4.627 วินาที ตามด้วย รัชชากร รัตนาวุฒิ จาก อาร์เอ็มไอ เรซซิ่ง ทีม ในอันดับ 3 ตามหลังแชมป์ 5.720 วินาที

ส่วนสนามที่ 2 ของ ฮอนด้า บริโอ้ คัพ แชมป์ตกเป็นของ ณศรัญ โพธิสนทัย จาก สุโขทัย เอฟซี ดีเอ็นเอ เรซซิ่ง ทีม ที่นำม้วนเดียวจบด้วยเวลา 15 นาที 22.935 วินาที เฉือน อธิป ภูวนานนท์ จาก เอบีเอส ออโต้คาร์ ในอันดับ 2 เพียง 0.891 วินาที เท่านั้น ด้านอันดับ 3 เป็นของ ดานุวัฒน์ เจ้าของแชมป์สนามด้วย ตามหลังผู้ชนะ 1.030 วินาที

สำหรับการแข่งขันสนามสุดท้ายของ ฮอนด้า เรซซิ่ง 2018 ในรุ่น ฮอนด้า โปร คาร์ โมดิฟาย และ ฮอนด้า โปรคาร์ ผลปรากฏว่าแชมป์โอเวอร์ออลในรุ่น ฮอนด้า โปรคาร์ โอเวอร์ออล เป็นของ อนิวัฒน์ ล้อมมหาดไทย จาก แว็กซ์วัน เรซซิ่ง โปรเจ็กต์ ที่ทำเวลาได้ 14 นาที 6.426 วินาที โดยมี ธีรศักดิ์ ศักดิ์แพทย์ จาก จูน บาย เอก ตามเข้าป้ายในอันดับ 2 ตามหลังแชมป์ 3.485 วินาที ส่วนอันดับ 3 ตกเป็นของ ภาสฤทธิ์ พรหมสมบัติ จาก วายเค มอเตอร์สปอร์ต บาย ซันโนโก้ ตามหลังแชมป์ 12.781 วินาที

ด้านแชมป์ในรุ่น ฮอนด้า โปรคาร์ สนาม 2 เป็นของ ยศรัญ แสนสุข จาก 888 คาร์วอช ควบรถแข่งเข้าป้ายเป็นคันแรกด้วยเวลา 14 นาที 32.768 วินาที เหนือ ฐนโรจน์ ธนาสิทธิ์นิธิเกตุ จาก วายเค มอเตอร์สปอร์ต บาย ซันโนโก้ ตามหลังแชมป์ 2.202 วินาที และ ชยพล โยธา จาก หมอเส็ง เรซซิ่ง ทีม ในอันดับ 3 ตามหลังแชมป์ 18.594 วินาที

ตลอดสุดสัปดาห์ ภายในสนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต มีกิจกรรมมากมายที่ฮอนด้าจัดขึ้นเพื่อให้แฟนกีฬามอเตอร์สปอร์ตชาวไทยได้ร่วมสัมผัส ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรม Pit Walk ที่เปิดโอกาสให้ผู้ชมลงไปเดินในบริเวณที่เก็บรถของทีมแข่งข้างสนาม (Paddock) และถ่ายรูปกระทบไหล่นักแข่งอย่างใกล้ชิด พร้อมตื่นตาตื่นใจไปกับบรรดาสาวสวยเรซควีนจากประเทศญี่ปุ่น รวมถึงกิจกรรม Grid Walk ซึ่งเป็นการเดินชมรถซูเปอร์ จีที และการทำงานของทีมวิศวกรในการเตรียมความพร้อมรถแข่งที่จุดสตาร์ท นับเป็นกิจกรรมที่มีแฟนๆ กีฬามอเตอร์สปอร์ตชาวไทยให้ความสนใจและเข้าร่วมอย่างคับคั่ง

นอกจากนี้ ฮอนด้ายังเปิดโอกาสให้กลุ่มลูกค้ารถยนต์ ฮอนด้า แจ๊ซ ใหม่ จำนวน 50 คัน ได้สัมผัสประสบการณ์พิเศษจัดขบวนลงขับจริงในสนามแข่งเดียวกับ ซูเปอร์ จีที เรซ ในกิจกรรม “Honda Track Experience” โดยก่อนหน้านี้ กลุ่มลูกค้า ฮอนด้า แจ๊ซ ใหม่ ยังได้ร่วมอบรมหลักสูตรการขับรถในสนามแข่งเบื้องต้น ผ่านโครงการ “Honda Driving Clinic” อีกด้วย ส่วนภายในบูธของฮอนด้าบริเวณหน้าสนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ก็คึกคักไม่แพ้กัน เพราะแฟนมอเตอร์สปอร์ตสามารถมาร่วมสนุกได้กับ เกมประลองความเร็ว ฮอนด้า เรซซิ่ง เพื่อชิงของรางวัลจากฮอนด้า พร้อมทั้งเลือกซื้อของที่ระลึกจาก ฮอนด้า คอลเลคชั่น ตลอดทั้ง 2 วันของการแข่งขัน

ความสนุกของการแข่งขันรายการ ซูเปอร์ จีที เรซ 2018 ยังไม่จบแต่เพียงเท่านี้ แฟนๆ มอเตอร์สปอร์ตชาวไทยสามารถติดตามและเชียร์ทีมฮอนด้าทั้ง 7 ทีมทั้งในรุ่น จีที 500 และจีที 300 ในอีก 4 สนามที่เหลือของฤดูกาล โดยการแข่งแข่งขันสนามถัดไปจะจัดที่ประเทศญี่ปุ่น ในวันที่ 4-5 สิงหาคม 2561 ที่สนาม ฟูจิ อินเตอร์เนชั่นแนล สปีด เวย์

ผลการแข่งขัน “โตโยต้า มอเตอร์ สปอร์ต สนามที่ 2” ณ สนาม ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต บุรีรัมย์

0

ผลการแข่งขันในรุ่น “ไฮลักซ์ รีโว่ วันเมคเรซ” อันดับ 1 ตกเป็นของ “ชานนท์ รจนา” ในขณะที่ในรุ่น “วีออส วันเมคเรซ ดิวิชั่น 1 และ ดิวิชั่น 2” แชมป์ตกเป็นของ “ธีรภัทร เอี่ยมจินดา” และ “ภูวดล เวชวงศา” ตามลำดับ ในส่วนของ “วีออส วันเมคเรซ เลดี้คัพ” แชมป์ตกเป็นของ “ธัญชนก เจริญสุขะวัฒนะ” และในรุ่น “โคโรลล่า อัลติส วันเมคเรซ” แชมป์เป็นของ “Shohei Oda” เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน – 1 กรกฏาคม ที่ผ่านมา 

“ไฮลักซ์ รีโว่ วันเมคเรซ” 
เปิดสนามด้วยรุ่นไฮไลท์ของการแข่งขันกับ “ไฮลักซ์ รีโว่ วันเมคเรซ” เครื่อง 2,400 ซีซี บทพิสูจน์ของกระบะสายพันธุ์แกร่งกับช่วงล่างที่หนึบและสมรรถนะที่แรงสุดขีด รายการนี้มีรถลงแข่งขันทั้งสิ้น 14 คัน กับ 7 รอบ— นักแข่งสายแกร่งชิงชัยกันอย่างดุเดือด ผลการแข่งขันอันดับที่ 1 ตกเป็นของ “ชานนท์ รจนา” ตามมาด้วย “กัมปนาท แก้วถังเมือง” ในอันดับที่ 2 ส่วนอันดับ 3 เป็นของ “ชยพล โยธา”

ผลการแข่งขัน “ไฮลักซ์ รีโว่ วันเมคเรซ”

อันดับหมายเลขชื่อนักแข่งทีม
139ชานนท์ รจนา
277กัมปนาท แก้วถังเมือง
355ชยพล โยธา
485พิตติพล พรหมโชติกุล
536โสภณ ภุมรินทร์

 

“วีออส วันเมคเรซ ดิวิชั่น 1 ” 
“วีออส วันเมคเรซ ดิวิชั่น 1” แชมป์สนามนี้ ตกเป็นของ “ธีรภัทร เอี่ยมจินดา” ส่วนอันดับ 2 เป็นของ “Wada Naoya” จากทีม Advics Racing Team CEF และอันดับที่ 3 “สัณหวัช วงศ์เจริญ”


ผลการแข่งขันรุ่น โตโยต้า วีออส ดิวิชั่น 1

อันดับหมายเลขชื่อนักแข่งทีม
1162ธีรภัทร เอี่ยมจินดา
2178Wada NaoyaAdvics Racing Team CEF
3163สัณหวัช วงศ์เจริญ
4134Sugiyama YoshikiAdvics Racing Team CEF
5128จักรพันธ์ ภัทรธาดาพงษ์Super Club Racing

 

“วีออส วันเมคเรซ ดิวิชั่น 2 ” 
     ในรุ่น “วีออส วันเมคเรซ ดิวิชั่น 2” แชมป์สนามนี้ ตกเป็นของ “ภูวดล เวชวงศา” จากทีม Super Club Racingโดยมี “รัฐพงษ์ วัฒนาพร” ตามมาในอันดับที่ 2 ในขณะที่อันดับที่ 3 ตกเป็นของนักแข่งชาวญีปุ่น “Lok Ting Fung” จากทีม REV-1 Racing Team

ผลการแข่งขันรุ่น โตโยต้า วีออส ดิวิชั่น2

อันดับหมายเลขชื่อนักแข่งทีม
1199ภูวดล เวชวงศาSuper Club Racing
2166รัฐพงษ์ วัฒนาพร
3181Lok Ting FungREV-1 Racing Team
4189นาวิน รัตตเสรี
5139Clement LeungREV-1 Racing Team

 

“วีออส วันเมคเรซ เลดี้คัพ”
ในขณะที่การแข่งขันรุ่นวีออส วันเมคเรซ เลดี้คัพซึ่งแข่งกันทั้งหมด 7 รอบ โดยครั้งนี้ “ธัญชนก เจริญสุขะวัฒนะ” คว้าแชมป์สนามนี้ไปได้ ในขณะที่อันดับ 2 เป็นของ “นิสาธร กุละปาลานนท์” และอันดับที่ 3 ตกเป็นของ “กมลชนก บุญคร่ำ” จากทีม The Siltipol Group


ผลการแข่งขัน “วีออส วันเมคเรซ เลดี้คัพ” 

อันดับหมายเลขชื่อนักแข่งทีม
139ธัญชนก เจริญสุขะวัฒนะ –
291 นิสาธร กุละปาลานนท์ –
399 กมลชนก บุญคร่ำThe Siltipol Group
4 40 Ayumi Shijuzuka Advics Racing Team CEF
5 25 ธัญญมัย วัชรเสถียรBualoy Racing Team

 

“โคโรลล่า อัลติส วันเมคเรซ”
สนุกสุดมันส์ในรุ่น “โคโรลล่า อัลติส วันเมคเรซ” ที่ลงแข่งด้วยเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร โดยในสนามนี้ “Shohei Oda” จากทีม Advics Racing Team CEF โชว์ฟอร์มสุดเฉียบ คว้าแชมป์ไปครองได้สำเร็จ ตามมาด้วยอันดับ 2 อย่าง “ชนินชา ปัญญารุ่งเจริญ” จากทีม 33 Auto เงากลการ และอันดับที่ 3 ตกเป็นของ “Chiba Kentaro” จากทีม Advics RacingTeam สำหรับ “ปรม พวงงาม” กับรถหมายเลข 54 ออกสตาร์ทในอันดับที่ 11 สามารถทำผลงานคว้าอันดับที่ 9 จากการแข่งขันครั้งนี้

ผลการแข่งขัน “โคโรลล่า อัลติส วันเมคเรซ”

อันดับหมายเลขชื่อนักแข่งทีม
125Shohei OdaAdvics Racing Team CEF
233ชนินชา ปัญญารุ่งเจริญ33 Auto เงากลการ
33Chiba KentaroAdvics RacingTeam
422Kentaro TsuchitoriRacing Team CEF
57ชัญญบุศย์ ธนะผาสุขCFON RACING Team

 

การแข่งขัน ซูเปอร์ จีที 2018 สนามที่ 4 ของฤดูกาล ที่สนาม ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ ถือเป็นสนามแรกที่จัดแข่งนอกประเทศญี่ปุ่น นักแข่งไทยจาก Toyota GAZOO Racing Team Thailand ได้แก่ “ณัฐวุฒิ เจริญสุขะวัฒนะ” และ “ณัฐพงษ์ ห่อทองคำ” ลงแข่งขันในนาม อาร์โต้ แพนเธอร์ ทีมไทยแลนด์ เป็นตัวแทนประเทศไทยเพียงทีมเดียว ในรุ่นจีที 3000 ออกสตาร์ทในกริด ลำดับที่ 17 ทำการแข่งขันรวม 66 รอบ จบการแข่งขัน นักแข่งทั้ง 2 คน ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ควบรถคู่ใจเข้า เส้นชัยในอันดับที่ 15 ถือว่าเป็นอันดับที่ดีที่สุดของฤดูกาลนี้



พบกับ “โตโยต้า มอเตอร์ สปอร์ต 2018”
สนามที่ 3 ณ ริมหาดบางแสน จังหวัดชลบุรี
ในศึก “บางแสน กรังด์ปรีซ์ 2018”
13 – 15 กรกฎาคม ศกนี้

ติดตามข้อมูลข่าวสาร และรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 
http://www.toyotamotorsport.net
Facebook / Instagram / Youtube : ToyotaMotorsportThai

“ฮอนด้า” ชวนเชียร์ 7 ทีม ใน “ช้าง ซูเปอร์ จีที 2018” จับตาตัวเต็งอันดับหนึ่ง “ทีมคูนิมิตซึ” พร้อมชมการแข่งขัน “ฮอนด้า เรซซิ่ง 2018”

0

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ชวนชมการแข่งขัน “ช้าง ซูเปอร์ จีที เรซ 2018” พร้อมส่งแรงเชียร์ทีมแข่งที่ใช้รถยนต์ฮอนด้ารวม 7 ทีม ทั้งในรุ่นจีที 500 และรุ่นจีที 300 แบบติดขอบสนาม พร้อมชมการแข่งขันซัพพอร์ตเรซ “ฮอนด้า เรซซิ่ง 2018” ทั้ง 3 รุ่น ที่มีทีมเข้าร่วมชิงชัย 47 คัน ระหว่างวันที่ 30 มิถุนายน – 1 กรกฎาคม 2561 ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ. บุรีรัมย์

นายพิทักษ์ พฤทธิสาริกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารปฏิบัติการ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การแข่งขันรถยนต์ทางเรียบระดับโลกอย่าง ซูเปอร์ จีที เรซ ได้จัดขึ้นในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ทางฮอนด้ามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันนี้ ถือเป็นการตอบรับกระแสกีฬามอเตอร์สปอร์ตที่ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นในประเทศไทย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการของวงการมอเตอร์สปอร์ตที่เติบโตขึ้น อีกทั้งช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์และการเติบโตทั้งในด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการกีฬา ปีนี้ ทีมที่ใช้รถแข่งฮอนด้าเข้าร่วมการแข่งขันมีทั้งหมด 7 ทีม โดยใช้รถยนต์ ฮอนด้า เอ็นเอสเอ็กซ์-จีที ในรุ่นจีที 500 และรถยนต์เอ็นเอสเอ็กซ์ จีที 3 ในรุ่นจีที 300 ซึ่งหนึ่งทีมที่น่าจับตามองที่สุด คือ ทีมคูนิมิตซึ หมายเลข 100 ที่ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมใน 3 สนามที่ผ่านมา ขึ้นแท่นทีมและนักขับอันดับ 1 ในตารางขณะนี้ ด้วยความพร้อมของรถยนต์และนักแข่งทุกๆ ทีม ทำให้ผมเชื่อมั่นว่า การแข่งขันที่สนามช้างในปีนี้ จะสนุกและเข้มข้นกว่าปีที่ผ่านๆ มา อย่างแน่นอน”

สำหรับการแข่งขัน “ช้าง ซูเปอร์ จีที เรซ 2018” เป็นการแข่งขันเก็บคะแนนสนามที่ 4 ของฤดูกาลแข่งขันปี 2018 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 มิถุนายน – 1 กรกฎาคม 2561 ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ. บุรีรัมย์ ต่อเนื่องจาก 3 สนามก่อนหน้านี้ที่จัดขึ้นในประเทศญี่ปุ่น เมื่อเดือนเมษายนและพฤษภาคมที่ผ่านมา

ในปีนี้ ทีมที่ใช้รถแข่งฮอนด้าเข้าร่วมการแข่งขันมีทั้งหมด 7 ทีม แบ่งเป็น 5 ทีมในรุ่นจีที 500 ได้แก่ ออโต้แบคส์ เรซซิ่ง ทีม อากูริ หมายเลข 8 (Autobacs Racing Team Aguri – No. 8)

ทีม มูเก็น หมายเลข 16 (Team Mugen – No. 16)

ทีม เคฮิน เรียล เรซซิ่ง หมายเลข 17 (Team Keihin Real Racing – No. 17)

ทีม เอปสัน นากาจิม่า เรซซิ่ง หมายเลข 64 (Team Epson Nakajima Racing – No. 64)

และทีม คูนิมิตซึ หมายเลข 100 (Team Kunimitsu – No. 100)

และ 2 ทีมในรุ่นจีที 300 ได้แก่ ทีม โมดูโล ดราโก คอร์ส หมายเลข 34 (Team Modulo Drago CORSE – No. 34) และ ทีม คาร์กาย เรซซิ่ง หมายเลข 777 (Team CARGUY Racing) โดยใช้รถยนต์เอ็นเอสเอ็กซ์ จีที 3

การแข่งขันรอบคัดเลือกจะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 30 มิถุนายน 2561 และรอบชิงชนะเลิศในวันอาทิตย์ที่ 1 กรกฎาคม 2560 และจะทำการแข่งขันรวมทั้งสิ้น 66 รอบ ในสนามที่มีความยาว 4.554 กิโลเมตร และมีโค้งทั้งหมด 12 โค้ง รวมระยะทางการแข่งขันกว่า 300 กิโลเมตร

อีกหนึ่งสีสันที่แฟนๆ มอเตอร์สปอร์ตชาวไทยไม่ควรพลาด คือ การแข่งขันซัพพอร์ตเรซ “ฮอนด้า เรซซิ่ง 2018” ซึ่งในปีนี้ มีทีมเข้าร่วมแข่งขันถึง 47 ทีม ใน 3 รุ่นการแข่งขัน ได้แก่ ฮอนด้า โปร คาร์ (Honda Pro Car) ฮอนด้า โปร คาร์ โมดิฟาย (Honda Pro Car Modify) และฮอนด้า บริโอ้ คัพ (Honda Brio Cup) เพื่อชิงถ้วยเกียรติยศและเงินรางวัลรวมกว่า 750,000 บาท โดยทีมที่เข้าร่วมแข่งขันจะทำการแข่งขัน ทั้งหมด 2 เรซ ในวันเสาร์ที่ 30 มิถุนายน เวลา 9.00 – 9.40 น. จะมีการแข่งขันเรซที่ 1 สำหรับรุ่น ฮอนด้า โปร คาร์ และฮอนด้า บริโอ้ คัพ เวลา 16.30 – 17.10 จะมีการแข่งขันเรซที่ 1 สำหรับรุ่น ฮอนด้า โปร คาร์ โมดิฟาย และเรซที่ 2 สำหรับรุ่น ฮอนด้า บริโอ้ คัพ ในวันอาทิตย์ที่ 1 กรกฎาคม เวลา 8.55 – 9.35 น. จะมีการแข่งขันเรซที่ 2 สำหรับ ฮอนด้า โปร คาร์ และฮอนด้า โปร คาร์ โมดิฟาย

นอกจากนี้ ฮอนด้ายังได้จัดกิจกรรมสุดพิเศษ Honda Track Experience เพื่อให้ลูกค้า ฮอนด้า แจ๊ซ ใหม่ (Jazz GK) รวม 50 คัน ได้สัมผัสประสบการณ์บนสนามการแข่งขันระดับโลกผ่านการขับขี่จริงในสนาม ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ ซึ่งจะทำการวิ่งในสนามเป็นขบวนพร้อมๆ กัน ในวันอาทิตย์ที่ 1 กรกฎาคม โดยลูกค้าที่เข้าร่วมกิจกรรมนี้ ได้ผ่านการอบรมหลักสูตรการขับขี่ในสนามแข่งขั้นพื้นฐานจากกิจกรรม Honda Driving Clinic โดยทีมครูฝึกที่เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์การแข่งขันระดับประเทศ

แฟนๆ มอเตอร์สปอร์ตที่มาชมการแข่งขัน ยังสามารถร่วมสนุกกับกิจกรรมต่างๆ มากมาย และเลือกซื้อของที่ระลึกจาก ฮอนด้า คอลเลคชั่นได้ที่บูธฮอนด้าบริเวณหน้าสนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ ตลอด 2 วันของการแข่งขัน

ผู้ที่สนใจเข้าชมการแข่งขันที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ สามารถซื้อบัตรได้ที่ เคาน์เตอร์เซอร์วิส ออลล์ทิคเก็ต เซเว่นอีเลฟเว่นทุกสาขา และทางเว็บไซต์ www.allticket.com หรือติดตามชมผ่านการถ่ายทอดสดทางช่อง 24 (True4U) โดยการแข่งขันในรอบคัดเลือก (Knock Out Qualifying) จะถ่ายทอดสดในวันเสาร์ที่ 30 มิถุนายน เวลา 15.00 – 16.30 น. และรอบชิงชนะเลิศ (Final) ถ่ายทอดสดในวันอาทิตย์ที่ 1 กรกฎาคม เวลา 14.30 – 17.30 น.

“อีซูซุคาราวานสัญจร” เส้นทางแรกของปี 2561 เที่ยวเพลินในภาคกลาง ปลายทางที่จ.กาญจนบุรี

0

เริ่มต้นการเดินทางกันอย่างคึกคักชนิดไม่กลัวสายฝน สำหรับกิจกรรมสุดฮิต “อีซูซุคาราวานสัญจร2018” การเดินทางท่องเที่ยวประจำปี ใน 4 เส้นทาง ที่อีซูซุคัดสรรมาเพื่อคืนกำไรให้แก่สมาชิกประชาคม อีซูซุทั่วประเทศ ออกสตาร์ทความสนุกแรกด้วยเส้นทาง กรุงเทพฯ – กาญจนบุรี เยือนสถานที่ดังครบทั้ง 3 จังหวัดโซนภาคกลาง (นครปฐม – ราชบุรี – กาญจนบุรี) ในวันเดียว

กิจกรรม “อีซูซุคาราวานสัญจร” เส้นทางที่ 1 นี้ ได้รับเกียรติจากนายทวีเดช ทองอ่อน ผู้อำนวยการกองตลาดภาคกลาง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยอาจารย์พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ ผู้อำนวยการคาราวาน และมร. เอช. คาโต้ ผู้จัดการฝ่ายขายดีลเลอร์-บี บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด ร่วมพิธีตีธงปล่อยขบวนคาราวาน 40 คัน ณ อาคารสำนักงานใหญ่ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด ถนนวิภาวดีรังสิต เดินทางถึงที่หมายแรก ณ “วัดศรีษะทอง” วัดดังเก่าแก่ในเขตอำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ที่ชาวบ้านเลื่อมใสศรัทธาเพราะเป็นศูนย์รวมแห่งเรื่องราวดาราศาสตร์-โหราศาสตร์ และสมุนไพรมาตั้งแต่อดีต นอกจากนี้ภายในวัดยังเป็นที่เก็บรวบรวมโบราณวัตถุมีค่ามากมาย โดดเด่นที่สุดคงหนีไม่พ้นความงามของศาลาการเปรียญอายุกว่า 200 ปี รวมถึงพระราหูขนาดใหญ่ ที่ทำให้ผู้คนแวะเวียนมาสักการะบูชาอย่างไม่ขาดสาย

จากนั้นขบวนคาราวานเดินทางต่อไปยัง “เจษฎาเทคนิค มิวเซียม” พิพิธภัณฑ์ที่รวมยานยนต์โบราณไว้กว่า 500 คัน ของคุณเจษฎา เดชสกุลฤทธิ์ นักสะสมที่หลงใหลในเครื่องยนต์กลไกมาตั้งแต่เด็ก ๆ และสานต่อเป็นงานอดิเรกพร้อมเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้เข้าเยี่ยมชมเพื่อประโยชน์ด้านความรู้และเป็นแหล่งสันทนาการของครอบครัว โดยได้จัดแสดงรถยนต์ไว้ในสภาพสมบูรณ์แบบ แยกเป็นโซนต่าง ๆ เช่น ไมโครคาร์ หรือรถการ์ตูน รถยนต์ขวัญใจคุณหนู ๆ ที่มีความน่ารักและใช้งานได้จริง, โซนคลาสสิคคาร์ รถยนต์สไตล์ยุโรปอายุกว่า 30 ปีขึ้นไป เป็นต้น

เมื่อขับรถเที่ยวเพลิน ๆ มาได้ครึ่งวัน ก็ถึงเวลาเดินทางไปเสาะหาของอร่อยกันต่อที่ “OCTOSPIDER” by Pasaya ร้านอาหารแสนเก๋ บนตึกที่ออกแบบโดยใช้รูปทรงแมงมุมและปลาหมึกเป็นแรงบันดาลใจ ทำให้เห็นวิวมุมสูงในขณะรับประทานอาหารได้ 360 องศา ชวนอิ่มตา สบายท้อง ได้อย่างลืมเวลาเลยทีเดียว

ภาคบ่าย อีซูซุนำผู้ร่วมคาราวานทุกท่าน สัมผัสความร่มรื่นของป่าเต็งรังและป่าเบญจพรรณ ณ “โครงการศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้ม อันเนื่องมาจากพระราชดำริ” จังหวัดราชบุรี ซึ่งเกิดขึ้นจากพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ขณะเสด็จทอดพระเนตรโครงการศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้มฯ เมื่อปี พ.ศ. 2529 ที่ต้องการให้มีสถานที่ศึกษาวิธีการปรับปรุงดินเสื่อมโทรมให้สามารถกลับมาใช้ประโยชน์ในการเพาะปลูกได้ อีกทั้งยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่ให้ทั้งความรู้ และความเพลิดเพลินบนเนื้อที่กว่า 869 ไร่ ที่ได้มาจากการน้อมเกล้าฯ ถวายจากราษฎรในพื้นที่ ผนวกการจัดสรรซื้อหาเพิ่มเติมจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยประชาชนที่สนใจสามารถติดต่อเข้าชมได้ฟรีในเวลาราชการตลอดทั้ง 7 วัน อีกด้วย

และอีกหนึ่งไฮไลท์เด็ดของการเดินทางในครั้งนี้ คือ ความสนุกสุดหรรษาของบรรดาออเจ้าและคุณพี่หมื่นที่ยกครอบครัวทรงเครื่องชุดไทยกันอย่างจัดเต็ม มาร่วมสนุกในงานเลี้ยงรับรองที่อีซูซุยกเอาเกมการละเล่นโบราณ อาทิ เป่ากบ ตกปลาตะเพียน มาเรียกเสียงหัวเราะให้ครึกครื้นเป็นออเดิฟก่อนสนุกกันชุดใหญ่กับพระเอกยอดนิยม “มิกค์ ทองระย้า” ที่ทั้งร้อง เล่น แจกของรางวัลให้แก่สมาชิกประชาคมอีซูซุได้ชุ่มชื่นหัวใจตลอดทั้งค่ำคืน

ครอบครัวภู่สุวรรณ์ รถหมายเลข 13 เล่าถึงความประทับใจในการเดินทางครั้งนี้ว่า “มาเดินทางกับคาราวานอีซูซุเป็นประจำเลยครับ เพราะเที่ยวกับอีซูซุได้ทั้งทำบุญ ขับรถไปในสถานที่ต่าง ๆ แถมปีนี้ยังได้เที่ยวเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติตามแนวพระราชดำรัสของในหลวงรัชกาลที่ 9 ถือเป็นการฟอกปอดให้ร่างกายได้สดชื่นที่ดีจริง ๆ ก็อยากขอเชิญชวนเพื่อน ๆ ผู้ใช้รถอีซูซุ สมัครเข้าร่วมเดินทางกับอีซูซุกันเยอะ ๆ รับรองว่าท่านจะได้รับความสนุกและความประทับใจกลับบ้านไปอย่างครอบครัวของเราอย่างแน่นอนครับ”

อีกหนึ่งเสียงสะท้อนจาก คุณอุดม ทรงสรีสวัสดิ์ และคุณวารุณี วงศ์จันทร์ รถหมายเลข 20 “มาจากสมุทรปราการครับ มาปีนี้ก็ลองมาเที่ยวในเส้นทางใกล้ๆ ดูบ้าง มาเที่ยวคาราวานกับ อีซูซุกับทุกปีไม่มีผิดหวังเลย จัดดีเป็นกันเอง ประทับใจมาก มีโอกาสได้เจอเพื่อนๆ ที่ใช้รถอีซูซุด้วยกัน มาเที่ยวขับไกลไม่ต้องกังวลเลยครับ เพราะรถอีซูซุประหยัดน้ำมัน ขับสบาย เข้าโค้งต่าง ๆ ปลอดภัย อยากให้ทุกท่านที่ใช้รถอีซูซุได้มาร่วมเดินทางกับพวกเราชาวประชาคมอีซูซุดูนะครับ”


ร่วมติดตามการเดินทางสุดหรรษาของเหล่าประชาคมในกิจกรรม “อีซูซุคาราวานสัญจร 2018” ได้อีก 3 เส้นทาง ในระหว่างเดือนกรกฎาคม-กันยายน ปีนี้ หรือติดตามข่าวสารและการรับสมัครได้ทางเว็บไซต์ www.isuzu-tis.com

NEW MG 3 ปรับลุคส์สดใส เติมเต็มทุกความสนุก

0

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด และบริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัว NEW MG 3 แฮทช์แบ็คในกลุ่ม Sub Compact B-Segment หลากสีสันสดใส มิติใหม่ของความสนุกด้วยเอกลักษณ์ที่มากับนิยาม “WE ARE FUN- มองโลกให้สนุกทุกเส้นทาง” พร้อมปรับโฉมให้โดดเด่น เป็นเอกลักษณ์และสีสันโดนใจ เปี่ยมไปด้วยสมรรถนะที่จะเพิ่มประสบการณ์ขับขี่ให้สนุกทุกเส้นทาง

17,000 คัน ถือเป็นตัวเลขการันตีจากยอดจำหน่ายที่ค่อนข่างประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูงของ MG 3 ซึ่งวางจำหน่ายในประเทศไทยไปเมื่อปี 2014 แต่เป้าหมายของ NEW MG 3 คือ 10,000 คัน นับจากเปิดตัวไปจนถึงสิ้นปี 2562 ระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือนที่คาดคะเนไว้ว่าเป้าหมายนี้จะทำให้ลุล่วงได้อย่างไม่ยากเย็น ตลอดจนจะเข้าไปครองใจมหาชนได้อย่างไม่ลำบาก ปัจจัยที่เป็นสิ่งสำคัญมาจากความคุ้มค่า คุ้มราคา และ อุปกรณ์ต่างๆทั้งในด้านของความปลอดภัย และความสะดวกสบาย ซึ่งจะส่งให้ New MG 3 เข้าไปครองใจผู้บริโภคได้ในเวลาอันรวดเร็ว


NEW MG 3 ได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบมาจากรถต้นแบบอย่าง เอ็มจี อี-โมชั่น (E-Motion) รวมถึงการนำนวัตกรรม เทคโนโลยีที่ทันสมัย และการเชื่อมต่อทางอินเตอร์เน็ตเข้าไว้ด้วยกัน เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ขับขี่พร้อมตอบโจทย์กับความสนุกและล้ำสมัยพร้อมเป็นผู้นำเทรนด์ รองรับความต้องการของกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ในอนาคตที่ต้องการการขับขี่สนุกและปลอดภัย ออกแบบภายใต้แนวคิด บริท ไดนามิค (BRIT DYNAMIC) ที่มีจุดเด่นในด้าน สมรรถนะ การควบคุม การออกแบบ และความปลอดภัยในการขับขี่ การผสานดีไซน์ เทคโนโลยี สีสัน ความสะดวกสบาย และความคล่องแคล่วเข้าด้วยกัน

รถต้นแบบ E-Motion

การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ยังรวมไปถึงโครงสร้างตัวถังที่มีมิติตัวรถยาวกว่าเดิมด้วยขนาด 4,055 มม. ในขณะที่รุ่นก่อนหน้ามีความยาวเพียงแค่ 4,018 มม ส่วนความกว้างใกล้เคียงกับรุ่นเดิมในขนาด 1,729 มม. และ สูง 1,516 มม.

รูปลักษณ์ได้รับการออกแบบใหม่ในรูปแบบ Face Lift โคมไฟหน้ามาในสไตล์โฉบเฉี่ยวเป็นแบบโปรเจคเตอร์เลนส์รูปทรงคล้ายคลึงกับรุ่น ZS ชุดหน้ากระจังแบบใหม่ทำให้ดูสปอร์ตมากยิ่งขึ้น มุมมองด้านท้ายรถดูทันสมัยยิ่งขึ้นด้วยโคมไฟแบบ LED Light Guide

อีกหนึ่งซิกเนอเจอร์ที่มากับรถของค่ายเอ็มจี นั่นคือ ซันรูฟไฟฟ้า ซึ่ง NEW MG 3 ก็ยังคงความเท่ด้วยออฟชั่นนี้เช่นกัน รวมถึงเติมเต็มมาดสปอร์ตด้วยล้อแมกลายใหม่ขนาด 16 นิ้ว

ภายในแต่งใหม่เพิ่มเติมความสปอร์ต วัสดุที่ใช้ดูดีขึ้นกว่ารุ่นเดิม เบาะนั่งเป็นหนังแท้สลับผ้า ผสานเส้นสายกับสีสันลายโมเดิร์นกราฟิก เบาะที่นั่งหลังสามารถปรับพับแยกส่วนในการเก็บสัมภาระแบบ 60:40 สร้างความสะดวกสบายได้อย่างลงตัว

ห้องโดยสารของ NEW MG 3 ยังเพียบพร้อมด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบายที่ครบครันที่สุดรุ่นหนึ่งในรถระดับเดียวกัน ทั้งระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ แผงคอนโซลโมเดิร์นกราฟิก พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันแบบสปอร์ตควบคุมเครื่องเสียงและปุ่มรับ-วาง สายโทรศัพท์ด้วยปลายนิ้วสัมผัส มาพร้อมกับกุญแจรีโมท

 

สนุกมากขึ้นกับจอระบบสัมผัส ขนาด 8 นิ้ว มาพร้อมฟังก์ชันที่ใช้งานหลากหลายทั้งฟังเพลง ดูหนัง พร้อมกล้องมองหลังขณะถอย และสัญญาณเตือนระยะถอยหลัง

นอกจากนี้ยังมีระบบอัจฉริยะ i-SMART ที่สามารถรองรับการสั่งการได้ด้วยเสียงภาษาไทย พร้อมกับการอัพเดทฟังก์ชันใหม่บนแผนที่นำทางที่สามารถแนะนำร้านอาหาร และที่พัก เพิ่มความสนุกอีกขั้นกับระบบเอ็นเตอร์เทนเมนต์ออนไลน์เพื่อความสนุกทุกจังหวะในการขับขี่

NEW MG 3 ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซินแบบ DOHC VTi-TECH ขนาดเท่าเดิมนั่นคือ 1.5 ลิตร แต่ให้พละกำลัง 112 แรงม้าที่ 6,000 รอบต่อนาที (รุ่นเดิมมีเพียง 106 แรงม้า) แรงบิดสูงสุด 150 นิวตันเมตรที่ 4,500 รอบต่อนาที (รุ่นเดิม 135 นิวตันเมตร)ผสานการทำงานด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติใหม่เพื่อตอบสนองทุกการขับขี่อย่างเต็มประสิทธิภาพ

เป็นที่น่าเสียดายเพราะระบบส่งกำลังจากเดิมคือเกียร์เซเลเมติค ที่หลายคนบอกว่าขับขี่ได้ไม่ราบลื่น อันที่จริงแล้ว เกียร์ระบบนี้จะอยู่ในรถยุโรปอย่างเช่น อัลฟ่า โรมิโอ จุดเด่นคือการขับขี่ที่สนุก ซึ่งนิสัยของเกียร์ระบบนี้จะเปลี่ยนอัตราทดในขณะถอนคันเร่ง เมื่อไม่ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคชาวไทย ทีมออกแบบจึงเปลี่ยนให้เป็นระบบทอล์คคอนเวอร์เตอร์ แต่ก็มีคันเกียร์บวก/ลบ ที่ยังเลือกขับสนุกได้แบบเกียร์ธรรมดา

ทีมออกแบบของเอ็มจี ยังตระหนักถึงความสำคัญสูงสุดของระบบความปลอดภัยใน NEW MG3 เช่นเดียวกับรถยนต์ เอ็มจี รุ่นอื่นๆ ด้วยระบบโครงสร้างตัวถังนิรภัย USD (Ultimate Stiffness Design) พร้อมถุงลมนิรภัยคู่หน้า และมั่นใจยิ่งขึ้นด้วยระบบความปลอดภัยแบบ SYNCHRONIZE PROTECTION SYSTEM รวม 8 ฟังก์ชัน ที่ทำงานประสานกันเป็นหนึ่งเดียว ประกอบด้วย ระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรกฉุกเฉิน ABS(Anti-Lock Braking System) พร้อมระบบกระจายแรงเบรก EBD (Electronic Brake Force Distribution) ระบบเสริมแรงเบรกด้วยอิเล็กทรอนิกส์ EBA (Electronic Brake Assist) ระบบควบคุมการทรงตัว SCS (Stability Control System) เข้าโค้งอย่างมั่นใจด้วยระบบควบคุมการเบรกในขณะเข้าโค้ง CBC (Curve Brake Control) ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี และควบคุมการลื่นไถล TCS (Traction Control System) ระบบช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน HAS (Hill Start Assist System) และระบบป้องกันการลื่นไถล เมื่อเกียร์ลดต่ำอย่างฉับพลัน MSR (Motor Control Slide Retainer)

NEW MG3 มีสีให้เลือก ทั้งหมด 5 สี ได้แก่ สีเหลืองทิวดอร์ เยลโล่ (Tudor Yellow) สีแดง รูบี เรด (Ruby Red) สีฟ้ามารีนา บลู (Marina Blue) สีขาวอาร์กติกไวท์ (Arctic White) และสีดำแบล็คไนท์ (Black Knight)

NEW MG 3 วางจำหน่ายด้วยกันทั้งหมด 4 รุ่น เริ่มที่รุ่น C ราคา 519,000 บาท รุ่น D ราคา 549,000 บาท รุ่น X ราคา 589,000 บาท และรุ่น V ราคา 629,000 บาท (ความแตกต่างขึ้นอยู่กับออฟชั่นของแต่ละรุ่น)

ลูกค้าที่ซื้อรถยนต์ ALL NEW MG3 จะได้รับแพ็คเกจใช้งานระบบอัจฉริยะ i-SMART ฟรี เป็นระยะเวลา 5 ปี และได้รับความอุ่นใจกับการบริการแพสชั่น เซอร์วิส (Passion Service) ด้วยการรับประกันคุณภาพนาน 4 ปี หรือ 120,000 กิโลเมตร บริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง (Roadside Assistance) และการให้คำแนะนำผ่านศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ 1267 (MG Call Centre 1267) รวมไปถึงบริการเช็คระยะนอกสถานที่ (Mobile Services) ผู้สนใจสามารถสัมผัส ALL NEW MG3 ได้ที่ผู้แทนจำหน่าย เอ็มจี ทั่วประเทศ หรือพบกัน ที่บูธ A02 ในงาน ฟาสต์ ออโต้โชว์ 2018 (FAST AUTOSHOW 2018) ในวันที่ 27 มิถุนายน ถึง 1 กรกฎาคมนี้ ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา

ข้อมูลทางเทคนิค:   NEW MG 3 Model 2018
เครื่องยนต์:   DOHC VTi-TECH
ความจุกระบอกสูบ (ซี.ซี.):   1,498
กำลังสูงสุด (แรงม้า ที่ รอบ/นาที):   112 /6,000
แรงบิดสูงสุด (นิวตัน-เมตร ที่รอบ/นาที):   150 /4,500
ระบบส่งกำลัง:   อัตโนมัติ 4 จังหวะ พร้อมแมนนวลโหมด
ระบบขับเคลื่อน:   2 ล้อหน้า
ระบบกันสะเทือน(หน้า/หลัง):   แมคเฟอร์สันสตรัท /ทอร์ชั่นบีม
เบรก(หน้า/หลัง):   ดิสก์/ดรัม
ยาว/กว้าง/สูง(มม.):   4,055×1,729×1,516
ราคาจำหน่าย(บาท):   519,000-629,000
ตัวแทนจำหน่าย:   บริษัท เอ็มจี เซลส์ ประเทศไทย จำกัด

ทดลองขับ “KIA SOUL EV” รถไฟฟ้าทรงกล่องกับการใช้งานนอกเมือง จะตอบโจทย์ได้แค่ไหน (ภาพ+คลิปวีดีโอ)

0

รถยนต์พลังงานไฟฟ้ากระแสแรงกับเทรนด์ใหม่ของพลังงานที่ใช้ในการขับเคลื่อนยานพาหนะ หลายประเทศทั่วโลกอาจจะไม่ตื่นเต้นอะไรมากนักเพราะรถยนต์พลังงานไฟฟ้าได้เข้าไปมีส่วนร่วมกับประเทศนั้นๆโดยมีสถานีบริการไฟฟ้ากระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาค แต่สำหรับประเทศไทย การใช้รถประเทศนี้จึงต้องวางแผนเส้นทางล่วงหน้า เนื่องจากสถานีบริการประจุไฟฟ้ายังมีให้บริการอยู่เพียงไม่กี่แห่ง ซึ่งรถยนต์พลังงานไฟฟ้านั้นตอบโจทย์การใช้งานในเมืองเป็นส่วนใหญ่ การทดลองขับในครั้งนี้จึงแหวกวัตถุประสงค์ กลายเป็นการเดินทางออกนอกเมืองเพื่อพิสูจน์การใช้งานอย่างเต็มรูปแบบ ไปดูกันว่า Kia Soul EV คันนี้จะตอบโจทย์ได้เพียงใด

หลังจากบริษัท ยนตรกิจ เกีย มอเตอร์ จำกัด ได้นำเข้ารถทรงกล่องรูปทรงน่ารักจากประเทศเกาหลี ในรุ่น Kia Soul มาจำหน่ายในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2014 ซึ่งเป็นรูปแบบของรถอเนกประสงค์ขนาดกะทัดรัด ต่อมาในปี 2017 ก็ได้นำเข้ามาใหม่ในรุ่นที่ 3 แต่การมาในครั้งนี้มีทีเด็ด เนื่องจากเป็นรถเอนกประสงค์พลังงานไฟฟ้าล้วนๆ ไม่มีเครื่องยนต์สันดาปและใช้กำลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าเป็นพลังขับเคลื่อน

รูปลักษณ์ภายนอกรถคันนี้ไม่ต่างจากเจนเนอเรชั่นที่แล้วสักเท่าไหร่นัก สัดส่วนนั้นเป็นขนาดเดิมด้วยความยาว 4,140 มม. กว้าง 1,800 มม. และสูง 1,593 มม.แต่ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นได้ว่าด้านหน้าถูกปรับแต่งให้ลงตัวด้วยโคมไฟที่โฉบเฉี่ยว และหน้ากระจังแบบ Tiger Nose ซึ่งเป็นที่ซ่อนของจุดชาร์จพลังงานไฟฟ้า โดยสามารถเปิดได้จากภายในรถ รวมถึงสีตัวรถแบบทูโทน ที่บ่งบอกว่าเป็นรถไฟฟ้า

มุมมองด้านหลังได้ปรับชุดไฟฟท้ายให้งดงามในรูปแบบของไฟแอลอีดีสีแดงแนวตั้ง ยาวตั้งแต่ขอบบนหลังคาจรดกันชนท้าย และถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นได้ว่าล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้ว จะมากับฝาครอบที่ต่างไปจากรุ่นธรรมดา ซึ่งยังช่วยในด้านแอโรไดนามิคได้อีกต่างหาก

ภายในดีไซน์ได้น่ารักและรักษ์โลกด้วยวัสดุที่ใช้ในการออกแบบทั้งคอนโซลกลาง แผงข้างและเบาะหนัง พวงมาลัยเป็นแบบมัลติฟังค์ชั่น ชุดควบคุมด้านซ้ายจะใช้สั่งการระบบเครื่องเสียง ส่วนด้านขวาเป็นปุ่มควบคุมระบบครุสคอนโทรลและใกล้กันจะมีปุ่มสำหรับตรวจเชคการใช้งานของรถ ทั้งระยะทาง พลังงานที่เหลือ เวลาในการขับขี่ แต่ที่แยกออกมาด้านใต้คือปุ่มควบคุมระบบ Flex Steer สามารถปรับความหนืดของพวงมาลัยตามสไตล์การขับขี่ได้ถึง 3 ระดับคือแบบ Normal, Sport, และ Comfortชุดแดชบอร์ดใช้เป็นแบบดิจิตอล Super Vision ทรงกลม แสดงค่าทั้งพลังงานไฟฟ้า มาตรวัดความเร็ว และยังรวบรวมการใช้งานต่างๆ มาอยู่ในรูปแบบของจอดิสเพลย์ OLED ขนาด 3.5 นิ้ว

ด้านบนของคอนโซลจะมีปุ่มไฟแอลอีดี 3 ดวง เอาไว้แสดงค่าในขณะที่ชาร์จไฟฟ้า ส่วนคอนโซลกลางติดตั้งหน้าจอทัชสกรีนขนาด 8 นิ้ว นอกจากการใช้งานระบบเครื่องเสียง ยังรองรับ Android Auto, Apple Carplay ระบบปรับอากาศเป็นแบบอัตโนมัติสั่งการด้วยการกดปุ่มและมีฮีทเตอร์ที่เบาะนั่งคู่หน้า

ใกล้กับคอนโซลเกียร์จะมีสวิตช์ควบคุมเบรกมือไฟฟ้า Parking Sensor และ Eco Mode ซึ่งคอยควบคุมการใช้พลังงานไฟฟ้าและระบบปรับอากาศเพื่อให้ประหยัดในการใช้พลังงานไฟฟ้า

“Kia Soul EV” มาพร้อมกับเทคโนโลยีพลังงานสะอาดด้วยการใช้พลังงานไฟฟ้า แบตเตอร์รี่ ลิเทียม-ไอออน โพลิเมอร์(LIPB) ในการขับเคลื่อนเครื่องยนต์เต็มรูปแบบ โดยใช้กำลังจากมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับ 3 เฟต แม่เหล็กถาวรควบคุมแรงบิดโดยตรงให้แรงดันไฟฟ้า 375 โวลท์ ให้กำลังแรงม้าได้ถึง 81.4 กิโลวัตต์ หรือ 110 แรงม้าที่ 2,730-8,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 285 นิวตันเมตร ที่ 2,730 รอบต่อนาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติที่มีโหมด B ซึ่งมีคุณสมบัติในการใช้งานขึ้นลงทางลาดชัน และช่วยในการรีชาร์จกำลังไฟกลับไปยังแบตเตอรี่ได้อีกด้วย โดยสามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 145 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และสามารถทำระยะทางได้ 250 กิโลเมตต่อการชาร์จ 1 ครั้ง

สำหรับการชาร์จแบบปกติโดยชุดอัดประจุแบบ 2.2 กิโลวัตต์ที่มาพร้อมกับตัวรถจะใช้เวลา 20 ชั่วโมง ส่วนชุดชาร์จปกติแบบ 6.6 กิโลวัตต์(Wall Chart)ใช้เวลาในการอัดประจุไฟฟ้า 5.40 ชั่วโมง และแบบชาร์จเร็วหรือควิกชาร์จซึ่งเป็นไปในรูปแบบสถานีบริการอัดประจุจะใช้เวลาเพียง 33 นาที ซึ่งได้กำลังไฟฟ้ากลับมา 80 % (ตัวเลขนี้เคลมมาจากโรงงานผู้ผลิต)

Kia Soul EV ใช้ระบบรองรับด้านหน้าเป็นแบบแมคเฟอร์สันสตรัท และด้านหลังเป็นแบบทอร์ชั่นบีม ส่วนความปลอดภัยติดตั้งถุงลมนิรภัย 6 จุด ทั้งด้านหน้า ด้านข้าง และม่านนิรภัย มีระบบเบรก และตัวช่วยการขับขี่อย่าง ESC รวมถึงเซ็นเซอร์ในการถอยจอดที่ทำงานร่วมกับกล้องมองหลัง

เมื่อทำความเข้าใจกับตัวรถเป็นที่เรียบร้อย ภารกิจแหวกแนวได้เริ่มต้นขึ้น เส้นทางที่ใช้สำหรับการทดสอบในครั้งนี้จาก ลาดกระบัง ไปยังชายหาดบางแสน และกลับมาจบการทดสอบที่ ลาดกระบังเช่นเดิม เหตุผลในการเลือกเส้นทางนี้เกิดขึ้นหลังจากชาร์จไฟเต็มและมาตรวัดแสดงระยะทางเพียง 200 กม. ตัวแปรนี้น่าสนใจ หากพลังไฟฟ้าหมด จะไม่สามารถใช้งานรถคันนี้ต่อได้ และชุดอัดประจุที่มีมาจะเป็นการชาร์จแบบธรรมดา ซึ่งต้องใช้เวลาในการชาร์จนานถึง 20 ชั่วโมงกว่าพลังงานจะกลับมาเต็ม 100 % ดั่งเดิม การวางแผนเส้นทางจึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้ภารกิจนี้ เพราะฉะนั้นโจทย์ในการทดสอบครั้งนี้จะใช้พลังงานเต็มเพียงอย่างเดียว และไม่มีการเติมกำลังไฟฟ้าแต่อย่างใด ถ้าพลังงานไฟฟ้าหมดตรงไหน มีหวังเรียกรถยกกลับมาส่งที่ต้นทางเท่านั้น

สมรรถนะของการขับขี่ถือว่าใช้ได้ อัตราเร่งทำได้ดีไม่ต้องรอรอบเพราะมอเตอร์ไฟฟ้าจะถ่ายเทแรงบิดโดยตรงมายังล้อ ซึ่งความเร็วที่ทำได้ในครั้งนี้ทะลุค่าโรงงานกำหนดไว้ ซึ่งสามารถทำได้กว่า 150 กม./ชม. อีกเรื่องที่น่าสนใจคือด้านการผลิต เนื่องจากรถทรงกล่องจะมีการต้านลมมากกว่ารถประเภทอื่น เสียงลมที่เข้ามาปะทะกับตัวรถจะเริ่มมีเล็ดลอดเข้ามาให้ได้ยินก็ต่อเมื่อความเร็วเกิน 130 กม./ชม. ส่วนในด้านการยึดเกาะแม้ว่าใช้ความเร็วสูงแต่ก็ยังมั่นใจได้ ซึ่งทั้งหมดของการทดลองสมรรถนะถือว่าเป็นที่น่าพอใจ

ผมใช้เวลาเดินทางจากลาดกระบังไปยังหาดบางแสนประมาณ 90 นาที ในขณะนั้นมาตรวัดพลังไฟฟ้าอยู่ที่ 49 % และตัวเลขระยะทางอยู่ที่ 95 กม. การเดินทางกลับจะมีลุ้นเพราะตัวแปรในเรื่องของการจราจรเป็นสิ่งที่อาจทำให้การทดสอบในครั้งนี้ต้องมีเหตุติดขัดและอาจกลับไม่ถึง แต่ในเมื่ออยากรู้ว่ารถคันนี้ตอบโจทย์และมีค่าการใช้งานตามที่บริษัทผู้ผลิตได้เคลมไว้หรือไม่ ตรงนี้ต้องพิสูจน์

ขากลับอุปสรรคเริ่มมากขึ้นทั้งฝนกระหน่ำและการจราจรติดขัด มาตรวัดพลังงานไฟฟ้าไม่มีการแสดงผลตั้งแต่ยังไม่ถึงสนามบินสุวรรณภูมิ ระยะทางที่ทำได้ในขณะนั้นอยู่ที่ 170 กม. แต่ยังเหลืออีกกว่า 10 กม. ผมเริ่มนำรถเข้าเลนซ้ายเผื่อไว้ในกรณีที่รถดับจะได้ไม่ทำให้การจราจรติดขัดและปล่อยให้ทั้งหมดเป็นไปตามยถากรรม เกือบ 1 ชม.จากทางเข้าสนามบินสุวรรณซึ่งเป็นจุดการจราจรติดขัดก็มาถึงยังบริษัท ยนตรกิจ เกีย มอเตอร์ จำกัด บริเวณถนนลาดกระบัง มอเตอร์ไฟฟ้าก็ยังไม่ดับ และการทำงานของรถคันนี้ก็ยังดำเนินต่อไปได้ แต่ระยะทางที่แสดงบนแดชบอร์ดนั้นอยู่ที่ 182 กม.เท่านั้น

ภารกิจนอกเมืองของการทดสอบรถไฟฟ้าคันนี้สำเร็จลุล่วงแต่ก็มีลุ้นพอสมควรครับ ระยะทางที่ทำได้นั้นไม่ถึง 200 กม. ซึ่งเป็นผลมาจากการจราจรและรูปแบบการขับขี่ที่ใช้งานจริงโดยไม่มีการใช้งานโหมด ECO เลยแม้แต่นิด การใช้งานในเมืองอาจจะเหมาะสมกับรถไฟฟ้าคันนี้มากว่านอกเมือง แต่ก็ใช้ว่าจะใช้ไม่ได้เพราะถ้าวางแผนเส้นทางที่ดี และเหมาะสม รวมถึงถ้าประเด็นการพัฒนาและขยายสถานีบริการอัดประจุที่กระจายตัวทั่วประเทศเมื่อไหร่ การใช้งานรถไฟฟ้าน่าจะสำเร็จและไม่มีตัวแปรใดใด เนื่องจากรูปแบบของควิกชาร์จนั้นจะใช้เวลาน้อยนิดเพียง 30 นาทีเศษ

หากเทียบค่าใช้จ่ายสำหรับการชาร์จไฟ 1 ครั้ง (ชุดชาร์จปกติ หรือ Wall Chart แบบ 6.6 กิโลวัตต์) ใช้เวลาในการอัดประจุไฟฟ้า 5.40 ชั่วโมง จะเป็นเงินอยู่ที่ไม่เกิน 170 บาท หรือเท่ากับไม่เกิน 50 สต./กม. (ค่า FT ณ ปัจจุบัน) ซึ่งเมื่อเทียบกับพลังงานเชื้อเพลิงในรูปแบบน้ำมันก็จะเห็นว่าถูกกว่าอย่างเห็นได้ชัด

บทสรุปของการทดสอบ Kia Soul EV นั้นบอกได้ว่า รถยนต์ไฟฟ้าคันนี้ทำระยะทางต่อการชาร์จไฟเต็ม 1 ครั้ง อยู่ที่ไม่เกิน 200 กม. เพราะฉะนั้นหากใช้งานเพื่อเดินทางไกลอาจจะยังไม่เหมาะสมสักเท่าไหร่ ถึงแม้ว่าวางแผนเส้นทางมาแล้วก็ตาม แต่ถ้าใช้งานในเมืองนั้นมีความคุ้มค่าแน่นอน และเมื่อไหร่ที่สถานีบริการอัดประจุไฟฟ้าสาธารณะที่ภาครัฐกำลังเดินหน้าอย่างเต็มตัวแล้วเสร็จ รถยนต์พลังงานไฟฟ้าก็จะตอบโจทย์การใช้งานได้หลากหลายยิ่งขึ้น ถ้ามองถึงความคุ้มค่าในด้านของค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการเติมพลังงานนั้นยังคงให้ความคุ้มค่ากว่าน้ำมันเชื้อเพลิง เนื่องจากเทียบเป็นราคาไฟฟ้าต่อการใช้งาน 1 กม. ยังถูกกว่าค่าใช้จ่ายในการเติมเชื้อเพลิงน้ำมันอยู่เกือบเท่าตัว ด้วยเหตุนี้ทำให้การใช้งานระยะยาวยังมีส่วนต่างของค่าใช้จ่ายที่นำไปใช้ในการบำรุงรักษารถยนต์พลังงานไฟฟ้าตามที่ผู้ผลิตได้กำหนดไว้นั่นเอง

ข้อมูลทางเทคนิค: KIA SOUL EV

ชนิดของมอเตอร์: มอเตอร์ไฟฟ้า กระแสสลับ 3 เฟต แม่เหล็กถาวรควบคุมแรงบิดโดยตรง

แรงดันไฟฟ้าของมอเตอร์ (โวลท์):  375

กำลังสูงสุด (แรงม้า ที่ รอบ/นาที): 110 / 2,730-8,000

แรงบิดสูงสุด (นิวตัน-เมตร ที่รอบ/นาที): 285 /0-2,730

ระบบส่งกำลัง: อัตโนมัติ

ระบบขับเคลื่อน: 2 ล้อหน้า

ความเร็วสูงสุด (กม./ชม.): 145 กม

ระบบกันสะเทือน(หน้า/หลัง): แบบอิสระแมคเฟอร์สันสตรัท/ทอร์ชั่นบีม

ระบบเบรก(หน้า/หลัง): ดิสก์เบรก พร้อมระบบ เอบีเอส

ยาว/กว้าง/สูง(มม.): 4,140×1,800x/1,593

ราคาจำหน่าย(บาท): 2,297,000

ตัวแทนจำหน่าย: บริษัท ยนตรกิจ เกีย มอเตอร์ จำกัด

“ฮอนด้า” ชวนชมและเชียร์ “ช้าง ซูเปอร์ จีที เรซ 2018” พร้อมการแข่งขันซัพพอร์ตเรซ “ฮอนด้า เรซซิ่ง 2018” 30 มิ.ย. – 1 ก.ค. นี้

0

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ชวนแฟนมอเตอร์สปอร์ตร่วมชมและเชียร์การแข่งขัน “ช้าง ซูเปอร์ จีที เรซ 2018” ศึกดวลความเร็วของรถยนต์ทางเรียบระดับโลกจากญี่ปุ่นที่มีผู้ติดตามกว่า 100 ล้านคนทั่วโลก โดยปีนี้จะจัดขึ้นที่ประเทศไทยเป็นสนามที่ 4 ของฤดูกาล ระหว่างวันที่ 30 มิถุนายน – 1 กรกฎาคม 2561 ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์

เตรียมจับตามอง ทีมคูนิมิตซึ หมายเลข 100 ที่สามารถทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม สะสมคะแนนและขึ้นเป็นทีมอันดับ 1 ของตารางในรุ่นจีที 500 จากการแข่งขันที่ผ่านมา 3 สนาม โดยสองนักแข่งประจำทีมอย่าง เจนสัน บัตตัน และ นาโอกิ ยามาโมโตะ พร้อมที่จะมาขับเคี่ยวบนสนามเพื่อประลองความเร็วและเข้าเส้นชัยด้วยรถยนต์ ฮอนด้า เอ็นเอสเอ็กซ์-จีที

นอกเหนือจากความสนุกสนานใน ซูเปอร์ จีที เรซ ยังมีอีกหนึ่งสีสันที่แฟนๆ มอเตอร์สปอร์ตไม่ควรพลาด คือ การแข่งขันซัพพอร์ตเรซ “ฮอนด้า เรซซิ่ง 2018” ซึ่งในปีนี้มีนักแข่งเข้าร่วมชิงชัยเป็นเจ้าแห่งความเร็วมากถึง 47 คัน ใน 3 รุ่นการแข่งขัน ได้แก่ ฮอนด้า โปร คาร์, ฮอนด้า โปร คาร์ โมดิฟาย และ ฮอนด้า บริโอ้ คัพ เพื่อชิงถ้วยเกียรติยศและเงินรางวัลรวมกว่า 750,000 บาท

ผู้ที่สนใจสามารถซื้อบัตรเพื่อเข้าชมการแข่งขันได้ที่ เคาน์เตอร์เซอร์วิส ออลล์ทิคเก็ต เซเว่นอีเลฟเว่นทุกสาขาทั่วประเทศ และทางเว็บไซต์ www.allticket.com บัตรวีไอพี 1 วัน ราคา 3,000 บาท, 2 วัน ราคา 5,000 บาท, บัตรแกรนด์สแตนด์ 1 วัน ราคา 1,500 บาท, 2 วัน ราคา 2,000 บาท และบัตรไซด์สแตนด์ 1 วัน ราคา 300 บาท, 2 วัน ราคา 500 บาท พร้อมร่วมกิจกรรมสนุกๆ ได้ที่บูธฮอนด้า ตลอดช่วงของการแข่งขัน

“มิตซูบิชิ” ปรับโฉม “มิราจ” เพิ่มความโฉบเฉี่ยว เติมเต็มความสะดวกสบาย

0

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศเผยโฉม มิตซูบิชิ มิราจ ใหม่ ที่ได้รับการปรับเพิ่มอุปกรณ์มาตรฐาน มุ่งยกระดับประสบการณ์การขับขี่ให้เป็นซิตี้คาร์ที่ได้รับความนิยมด้วยการพัฒนาเพื่อให้ตอบรับกับชีวิตในแบบ ‘เป็นตัวเองไปให้สุด’ มิตซูบิชิ มิราจ ใหม่ มาพร้อมระบบควบคุมการเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ ที่พักแขนเบาะคนขับ ปุ่มล็อกและปลดล็อกประตูบริเวณแผงควบคุมกระจกด้านคนขับ กระจกมองหลังปรับลดแสงสะท้อนอัตโนมัติ ช่องเก็บของหลังเบาะนั่งคู่หน้า ราวมือจับเหนือศีรษะแบบพับได้ 3 ตำแหน่ง ที่บังแดดผู้โดยสารตอนหน้าพร้อมกระจกส่องหน้าและเข็มขัดนิรภัยคู่หน้าแบบ 3 จุด 2 ตำแหน่งแบบปรับระดับสูง-ต่ำได้

มร. โมริคาซุ ชกกิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “มิราจเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย โดยได้รับความไว้วางใจมาอย่างต่อเนื่องทั้งด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพการใช้งาน เราจึงมีความยินดีที่นำเสนอ มิตซูบิชิ มิราจ ใหม่ ที่ได้รับการพัฒนาให้ตอบรับกับรูปแบบการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ที่กล้าแสดงออกและมีความเชื่อมั่นในตนเอง ซึ่งการยกระดับ มิตซูบิชิ มิราจ นี้ สะท้อนความมุ่งมั่นจะสร้างแรงบันดาลใจให้กับลูกค้าในการขับเคลื่อนสู่ทุกจุดหมายอย่างมุ่งมั่น”


มิตซูบิชิ มิราจ ใหม่ ได้ยกระดับอุปกรณ์มาตรฐาน พร้อมต่อยอดจากคุณสมบัติอันครบครันที่ทำให้ ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในรถยนต์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดในระดับเดียวกัน อุปกรณ์มาตรฐานภายนอกที่โดดเด่นประกอบด้วยไฟตัดหมอกคู่หน้า ไฟหน้าโปรเจคเตอร์แบบ Bi-XENON HID ไฟท้ายแบบ LED และกระจกมองข้างพร้อมไฟเลี้ยวแบบ LED

มิตซูบิชิ มิราจ ใหม่ มาพร้อมกับกุญแจอัจฉริยะ KOS พร้อมปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์และระบบป้องกันการโจรกรรมเพื่อการใช้งานที่สะดวกสบายยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีระบบล็อกความเร็วบนพวงมาลัย ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ สวิตช์ควบคุมการสั่งงานด้วยเสียง และปุ่มรับสาย-วางสายโทรศัพท์บนพวงมาลัย ระบบเครื่องเสียงรองรับ Apple CarPlay1 พร้อมระบบสั่งงานด้วยเสียง SIRI1 และหน้าจอสัมผัสรองรับดีวีดีและเอ็มพีทรี ภายในของ มิตซูบิชิ มิราจ ใหม่ ยังได้รับการยกระดับด้วยเบาะที่นั่งวัสดุหนังและหนังสังเคราะห์และหัวเกียร์หุ้มหนัง รวมถึงการตกแต่งด้วยวัสดุสีดำเปียโนแบล็ก

มิตซูบิชิ มิราจ ใหม่ ยังได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในรถยนต์ที่ปลอดภัยที่สุดในระดับเดียวกัน ครบครันด้วยระบบความปลอดภัย ทั้งระบบเตือนการชนด้านหน้าตรง พร้อมระบบช่วยชะลอความเร็ว (ที่ความเร็วต่ำ: FCM-LS) ระบบตัดกำลังเครื่องยนต์ชั่วขณะเมื่อเหยียบคันเร่งอย่างรุนแรงและรวดเร็ว (เฉพาะด้านหน้า: RMS-FORWARD) ถุงลมนิรภัยด้านคนขับและผู้โดยสารตอนหน้า ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (ASC) ระบบป้องกันการลื่นไถล (TCL) และระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (HSA)

มิตซูบิชิ มิราจ ใหม่ มีให้เลือก 4 รุ่น ได้แก่ GLX (เกียร์ธรรมดา) GLX GLS และรุ่นสูงสุด GLS-LTD สีภายนอก 5 สี ประกอบด้วย สีแดง Wine Red สีส้ม Sunrise Orange สีน้ำเงิน Cerulean Blue Mica สีขาว White Pearl และสีเทา Titanium Gray ราคาจำหน่ายของ มิตซูบิชิ มิราจ ใหม่ เริ่มต้นที่ 467,000 บาท

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ยังเสริมแกร่งกลุ่มผลิตภัณฑ์ด้วยการเผยโฉม มิตซูบิชิ มิราจ ลิมิเต็ด อิดิชั่น รุ่นใหม่ ที่มาพร้อมกับรูปลักษณ์ภายนอกที่สะกดสายตายิ่งขึ้นและมุ่งเน้นความสปอร์ตปราดเปรียว ประกอบด้วยกระจกมองข้างสีดำพร้อมไฟเลี้ยวแบบ LED สปอยเลอร์หลังสีดำพร้อมไฟเบรกดวงที่ 3 แบบ LED หลังคาสีดำ ตกแต่งสติกเกอร์ลายกราฟฟิก และล้ออัลลอยสีดำขนาด 15 นิ้ว

ภายในห้องโดยสารของ มิตซูบิชิ มิราจ ลิมิเต็ด อิดิชั่น ได้รับการตกแต่งสุดพิเศษ ทั้งหัวเกียร์หุ้มหนังพร้อมเดินตะเข็บด้ายสีแดง การตกแต่งด้วยวัสดุสีดำเปียโนแบล็คและโครเมียมบนพวงมาลัยหุ้มหนังพร้อมด้ายแดง พร้อมเติมบรรยากาศความสปอร์ตด้วยเบาะที่นั่งแบบสปอร์ตหุ้มผ้าทูโทนสีดำ-แดง พร้อมด้ายแดงเดินตะเข็บคู่

ผู้สนใจสามารถสัมผัส มิตซูบิชิ มิราจ ลิมิเต็ด อิดิชั่น ได้ที่ผู้จำหน่ายทั่วประเทศ ในราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 574,000 บาท

ฮอนด้า เอชอาร์-วี ใหม่ เสริมภาพลักษณ์ความสปอร์ตและความพรีเมียม พร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยทันสมัย

0

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เผยโฉม ฮอนด้า เอชอาร์- วี ใหม่ ที่สุดแห่งยนตรกรรมสปอร์ตครอสโอเวอร์ระดับพรีเมียม มาพร้อมดีไซน์ใหม่ทั้งภายนอกและภายในที่เพิ่มความสปอร์ตโฉบเฉี่ยวมากขึ้น เสริมด้วยรุ่น RS และสีใหม่ สีแดงแพสชั่น (มุก) ยกระดับความพรีเมียมด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวก และเทคโนโลยีความปลอดภัยใหม่อันล้ำสมัย อาทิ ระบบแสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (Honda LaneWatch) และระบบเตือนและช่วยเบรกที่ความเร็วต่ำ (City Brake Active System) พบกับฮอนด้า เอชอาร์- วี ใหม่ ได้ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 8 กรกฎาคมเป็นต้นไป โดยสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม และเริ่มเปิดจองแล้วตั้งแต่วันนี้ ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ

นายพิทักษ์ พฤทธิสาริกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารปฏิบัติการ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัดกล่าวว่า “ฮอนด้า เอชอาร์-วี เปิดตัวเป็นครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อปี 2557 นับเป็นรุ่นที่เข้ามาเปิดตลาดและเติมเต็มความต้องการของตลาดรถยนต์เอสยูวีในระดับคอมแพคท์เซ็กเมนต์ โดยเป็นรุ่นที่ได้รับความนิยมและเป็นที่ชื่นชอบของลูกค้าชาวไทย ด้วยภาพลักษณ์ความสปอร์ตและความพรีเมียม ห้องโดยสารกว้างขวาง เหมาะกับการใช้งานที่หลากหลาย เข้ากับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ส่งผลให้ ฮอนด้า เอชอาร์-วี ครองตำแหน่งยอดขายสูงสุดในตลาดเอสยูวี 3 ปีซ้อน และมียอดขายสะสมกว่า 66,000 คัน และเพื่อเสริมภาพลักษณ์ความสปอร์ตและความพรีเมียม มากยิ่งขึ้น ฮอนด้า จึงได้แนะนำ ฮอนด้า เอชอาร์-วี ใหม่ ที่เพิ่มความสปอร์ตโฉบเฉี่ยว คุ้มค่าด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวก และเทคโนโลยีความปลอดภัยระดับพรีเมียมที่ครบครันมากยิ่งขึ้น โดยตั้งเป้าการจำหน่ายไว้ 18,000 คันภายใน 1 ปี”

ฮอนด้า เอชอาร์-วี ใหม่ มาพร้อมดีไซน์ทันสมัยทั้งภายนอกและภายใน โฉบเฉี่ยวด้วยกันชนหน้า-หลัง และกระจังหน้าดีไซน์ใหม่ ไฟหน้าแบบ Full LED พร้อมไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED พร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวก และเทคโนโลยีความปลอดภัยที่ยกระดับไปอีกขั้น

ฮอนด้า เอชอาร์-วี ใหม่ เพิ่มความมั่นใจในทุกการเดินทาง อาทิ ระบบแสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (Honda LaneWatch) ระบบเตือนและช่วยเบรกที่ความเร็วต่ำ (City Brake Active System) และระบบล็อกรถอัตโนมัติเมื่อกุญแจรีโมทอยู่ห่างจากตัวรถ (Walk Away Auto Lock) เป็นต้น

สำหรับ รุ่น RS ที่มาพร้อมดีไซน์สปอร์ตรอบคัน กันชนหน้า-หลังสไตล์สปอร์ต กระจังหน้าดีไซน์ใหม่โครเมียมรมดำแบบสปอร์ต โฉบเฉี่ยวยิ่งขึ้นด้วยไฟหน้าแบบ Full LED พร้อมไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED ชายกันกระแทกด้านข้างสีดำแบบสปอร์ต มือจับเปิดประตูด้านหน้าแบบโครเมียมรมดำ กระจกมองข้างสีดำแบบสปอร์ต พร้อมแป้นเหยียบคันเร่งและเบรกแบบสปอร์ต ล้ออัลลอยลายใหม่ขนาด 17 นิ้วแบบสปอร์ต และสัญลักษณ์ RS บนฝากระโปรงท้าย

 

ตอบโจทย์การใช้งานในทุกรูปแบบด้วยพื้นที่อเนกประสงค์ขนาดใหญ่ ภายในกว้างขวางสะดวกสบายในสไตล์รถอเนกประสงค์ ด้วยพื้นที่ใช้สอยและพื้นที่บรรทุกสัมภาระด้านท้ายขนาดใหญ่ มาพร้อมเบาะนั่งอเนกประสงค์ที่สามารถปรับพับได้ 3 รูปแบบ ได้แก่ Utility Mode, Tall Mode และ Long Mode รองรับการขนย้ายสัมภาระที่หลากหลายในทุกรูปแบบ

ฮอนด้า เอชอาร์-วี ใหม่ ติดตั้งเครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร SOHC i-VTEC 4 สูบ 16 วาล์ว 141 แรงม้า ที่ 6,500 รอบต่อนาที ด้วยแรงบิดสูงสุด 172 นิวตัน-เมตร ที่ 4,300 รอบต่อนาที มาพร้อมกับระบบเกียร์ CVT ใหม่ ที่พัฒนาภายใต้เทคโนโลยีเอิร์ธดรีม และสามารถรองรับพลังงานทางเลือก E85

นอกจากนี้ ครบครันด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยระดับพรีเมียมในทุกรุ่น อาทิ ระบบเบรกมือไฟฟ้า (Electric Parking Brake) ระบบ Auto Brake Hold ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (ABS) พร้อมระบบกระจายแรงเบรก (EBD) ระบบควบคุมการทรงตัวขณะเข้าโค้ง (VSA) ระบบช่วยการออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน (HSA) สัญญาณไฟฉุกเฉินอัตโนมัติขณะเบรกกะทันหัน (ESS) กล้องส่องภาพด้านหลัง ปรับมุมมอง 3 ระดับ (Multi-Angle Rearview Camera) และระบบถุงลม 6 ตำแหน่ง (เฉพาะรุ่น RS และ EL)

ฮอนด้า เอชอาร์-วี ใหม่ มีทั้งหมด 3 รุ่น ได้แก่ รุ่น E ราคา 949,000 บาท รุ่น EL ราคา 1,059,000 บาท และรุ่น RS ราคา 1,119,000 บาท มีให้เลือกทั้งหมด 5 สี โดยมีสีใหม่ คือ สีแดงแพสชั่น (มุก) และอีก 4 สี ได้แก่ สีขาวออร์คิด (มุก) สีดำคริสตัล (มุก) สีเงินลูนาร์ (เมทัลลิก) และสีเทารูสแบล็ค (เมทัลลิก)

หมายเหตุ:
– อุปกรณ์มาตรฐานแตกต่างกันในแต่ละรุ่น
– สีแดงแพสชั่น (มุก) มีจำหน่ายเฉพาะรุ่น RS
– สำหรับสีขาวออร์คิด (มุก) เพิ่ม 10,000 บาท
– สำหรับสีแดงแพสชั่น (มุก) และสีดำคริสตัล (มุก) เพิ่ม 6,000 บาท