Home Blog Page 505

“ฮอนด้าฯ” จับมือ “กรังด์ปรีซ์ฯ” สานต่อกิจกรรมมอเตอร์สปอร์ต “ฮอนด้า เรซซิ่ง 2018” ซัพพอร์ทเรซการแข่งขัน บุรีรัมย์ ซูเปอร์ จีทีฯ

0

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับ บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) สานต่อกิจกรรมมอเตอร์สปอร์ตสำหรับแฟนกีฬาความเร็ว ซัพพอร์ทเรซในการแข่งขันสุดยิ่งใหญ่รายการ บุรีรัมย์ ซูเปอร์ จีที เรซ ( BURIRAM SUPER GT RACE ) 2018 ซึ่งจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 แล้ว ภายใต้ชื่อรายการ ฮอนด้า เรซซิ่ง (HONDA RACING )

สำหรับ ฮอนด้า เรซซิ่ง 2018 ได้รับการตอบรับจากทีมแข่งรถยนต์ชั้นนำส่งรถเข้าร่วมการแข่งขันเป็นสถิติสูงสุด รวม 47 คัน แบ่งออกเป็น 3 รุ่นการแข่งขัน อันได้แก่ Honda Pro. Car Modify รถยนต์ฮอนด้าที่เปิดให้สามารถโมดิฟายเครื่องยนต์ได้ ในพิกัดความจุ 1500 cc. จำนวน 15 คัน Honda Pro Car รถยนต์ฮอนด้าเครื่องยนต์สแตนดาร์ด พิกัดความจุ 1500 cc จำนวน 18 คัน และ รุ่นน้องเล็กอย่าง Honda Brio Cup รถยนต์ฮอนด้า บริโอ้ และ บริโอ้ อเมซ รถยนต์ในกลุ่มอีโค คาร์ ที่ร่วมประชันฝีมือโดยนักแข่งดาวรุ่ง จำนวน 14 คัน กับการแข่งขันทั้งหมด 3 เรซ ชิงถ้วยเกียรติยศ และเงินรางวัลรวมกว่า 750,000 บาท (เจ็ดแสนห้าหมื่นบาท)

นอกจากการประลองความเร็วโดยนักแข่งระดับมืออาชีพแล้ว บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ได้เปิดโอกาสให้กับกลุ่มลูกค้ารถยนต์ Honda Jazz ได้ร่วมประสบการณ์อันแสนพิเศษนี้ โดยจัดกิจกรรม Honda Track Experience ซึ่งเปิดรับสมัครลูกค้าที่สนใจกิจกรรมจำนวน 50 คัน นำรถของตัวเอง ขับลงในสนาม ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต

 

ก่อนที่ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั้งหมดจะได้มาสัมผัสพื้นแทร็กจริง ทางบริษัท ฮอนด้า ได้จัดกิจกรรม Honda Driving Clinic การอบรมหลักสูตรการขับรถในสนามแข่งเบื้องต้น ให้ลูกค้าทุกท่านได้เรียนรู้และเสริมทักษะ โดยทีมครูฝึก ที่ผ่านประสบการณ์การแข่งขันทั้งในประเทศและต่างประเทศ

จุดประสงค์หลักของกิจกรรมนี้ ทางฮอนด้า เล็งเห็นความสำคัญของความสนุกของการขับขี่บนพื้นฐานและทักษะการขับขี่ที่ปลอดภัยเป็นสำคัญ ประเดิมสนามแรก ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ วันที่ 29 มิถุนายน- 1 กรกฎาคม 2561 นี้

จาก มิชชั่น อี (Mission E) สู่ ไทคานน์ (Taycan) รถสปอร์ตพลังงานไฟฟ้าสมบูรณ์แบบคันแรกจากปอร์เช่ (ภาพ+คลิปวีดีโอ)

0

การปรากฎตัวของรถยนต์แห่งอนาคตได้ก้าวหน้ามาอีกขั้น ยานยนต์ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้ารุ่นแรกของ ปอร์เช่มีกำหนดการเผยโฉมในช่วงต้นปีหน้า ในระหว่างการจัดเตรียมงานเปิดตัวสุดยิ่งใหญ่ ยนตรกรรมไฟฟ้าสมบูรณ์แบบ คันนี้ได้รับการขนานนามอย่างเป็นทางการเป็นที่เรียบร้อยแล้วภายใต้ชื่อ “ไทคานน์ (Taycan)”


ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา “มิชชั่น อี (Mission E)” ถูกใช้ เป็นชื่อที่เรียกขานเมื่อกล่าวถึงยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบคันแรกของปอร์เช่ และนับจากนี้เป็นต้นไปจะถูกเรียก ขานใหม่ในนาม “ไทคานน์ (Taycan)” ซึ่งมีความหมายในเบื้องต้นว่า “อาชาหนุ่มที่เปี่ยมไปด้วยความคึกคะนอง” สะท้อน ให้เห็นภาพของม้าศึกที่เป็นตราสัญลักษณ์ของปอร์เช่ ซึ่งถือกำเนิดขึ้นมายาวนานนับตั้งแต่ปี 1952 “

Oliver Blume ประธาน กรรมการบริหาร Porsche AG กล่าวว่า “รถสปอร์ตพลังงาน ไฟฟ้ารุ่นใหม่ล่าสุดของปอร์เช่มาพร้อมพละกำลังและอรรถประโยชน์ที่มากล้น และนี่คือยานพาหนะที่มีศักยภาพในการขับขี่ ที่มีเส้นทางยาวไกลพร้อมเปิดโลกเสรีภาพใหม่ให้ทุกคน”

นอกจาก ไทคานน์ (Taycan) จะเป็นตัวแทนของการเริ่มต้นยุคแห่งยานยนต์พลังงานไฟฟ้าซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญสู่อนาคตของปอร์เช่แล้ว ชื่อนี้ยังมีนัยสำคัญถึงการประกาศวาระแห่งการเฉลิมฉลอง ในฐานะส่วนหนึ่งของกิจกรรม “70 years of Sport cars”

ไทคานน์ (Taycan) ได้รับการติดตั้งเครื่องยนต์ประสิทธิภาพสูง 2 ตัวแบบ Permanently Excited Synchronous Motors (PSM) เมื่อทำงาน ร่วมกันสามารถผลิตกำลังสูงสุดได้มากกว่า 600 แรงม้า (440 กิโลวัตต์) ส่งผลให้รถสปอร์ตพลังงานไฟฟ้าคันนี้มีอัตรา เร่งจากจุดหยุดนิ่งถึงความเร็ว 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายในระยะเวลาต่ำกว่า 3.5 วินาที และพุ่งทะยานสู่ความเร็ว สูงสุดถึง 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายใน 12 วินาที

ด้วยสมรรถนะที่ยอดเยี่ยมนี้เกิดขึ้นโดยข้อได้เปรียบของการถ่ายทอดกำลังขับเคลื่อนที่ต่อเนื่องอันเป็นคุณสมบัติที่ยอดเยี่ยมของยานพาหนะพลังงานไฟฟ้า การเร่งออกตัวที่ฉับไวมาจากประสิทธิภาพการทำงานของส่วนประกอบซึ่งปราศจากการสูญเสียใดๆ ในระบบโดยสิ้นเชิง ซึ่งทำให้รถยนต์คันนี้สามารถเดินทางไกลมากกว่า 500 กิโลเมตร ตามมาตรฐานของ NEDC

ขอบคุณภาพเพิ่มเติมจาก: Netcarshow

เริ่มแล้ว “งานประกวดรถโบราณ ครั้งที่ 42” เชิญชมรถทรงคุณค่าในบรรยากาศย้อนยุค 13-17 มิถุนายนนี้ ที่ฟิวเจอร์ปาร์ค รังสิต

0

สมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย ร่วมกับ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค และ สเปลล์ จัด “งานประกวดรถโบราณ ครั้งที่ 42” อวดโฉมรถหายากนับร้อยคัน พร้อมจัดกิจกรรมมากมาย ตั้งแต่วันนี้ – 17 มิถุนายนนี้


คุณขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ นายกสมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า “สมาคมร่วมกับศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค และสเปลล์จัด “งานประกวดรถโบราณ ครั้งที่ 42” ภายใต้แนวคิด “ความสุขที่หวนคืน – The Return of Happiness” มีสมาชิก รวมถึงผู้สนใจส่งรถเข้าประกวด และจัดแสดงกว่า 100 คัน ท่ามกลางบรรยากาศย้อนยุค ผสานเทคโนโลยีทันสมัย ให้ผู้ชมงานได้สัมผัสและถ่ายภาพเป็นที่ระลึกกับรถโบราณอย่างใกล้ชิด”


คุณขวัญชัย กล่าวเพิ่มเติม “การประกวดในปีนี้ สมาคมฯ แบ่งการประกวดออกเป็น 7 รุ่น ได้แก่ รถรุ่นบรรพบุรุษ รถรุ่นผ่านศึก รถโบราณ รถรุ่นก่อนสงคราม รถรุ่นหลังสงคราม รถคลาสสิค และรถคลาสสิคร่วมสมัย โดยรถเด่นของงานปีนี้ ได้แก่ TRIUMPH ROADSTER 1800 ปี 1947 ที่เป็นแบบโปสเตอร์งาน, TRIUMPH TR3A ROADSTER ปี 1961 รถสปอร์ทอังกฤษพันธุ์แท้จากเมืองโคเวนทรี, MG A ปี 1957 รถคู่ใจของ ELVIS PRESLEY, JAGUAR MK V SALOON ปี 1951 และ BMW 503 Coupe ปี 1956”

นอกจากนั้น ยังมี รถจำลอง รถดัดแปลง รถประดิษฐ์พิเศษ รถโฟล์คสวาเกน รถอเมริกัน รถแจกวาร์-เดมเลอร์ และรถมีนี อีกทั้งมีกิจกรรมอื่นๆ ให้ผู้เข้าชมงานได้เพลิดเพลิน อาทิ วิทยากรบรรยาย ให้ความรู้เรื่องรถโบราณ ถ่ายรูปคู่รถโบราณ จำหน่ายสินค้าวินเทจ เช่น หนังสือ นิตยสาร สแตมป์รถโบราณ รถโบราณจำลอง และอื่นๆ อีกมากมาย


ด้าน รัตนา อนันทนุพงศ์ ผู้อำนวยการด้านการตลาด ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์คและ สเปลล์ ผู้ให้การสนับสนุนสถานที่จัดงาน กล่าวว่า “งานประกวดรถโบราณครั้งที่ 42 จัดบนพื้นที่ 7,000 ตารางเมตร กระจายทั่วบริเวณ Cascata, Zpotlight และ Alive park Hall บริเวณชั้น G ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค และชั้น G สเปลล์ ตกแต่งบรรยากาศสไตล์ย้อนยุค ให้เข้ากับรถโบราณ และรถคลาสสิค ที่จะมาโชว์ กว่า 100 คัน พร้อมเพิ่มสีสันในงานด้วย INTERACTIVE PHOTO VINTAGE ตู้ถ่ายภาพดิจิตอล 3D ที่ทันสมัย เพื่อให้ผู้ชมงานได้เก็บภาพถ่ายเป็นที่ระลึก และแชร์ลงโซเชียลเนทเวิร์ค นอกจากนั้นยังได้เพิ่มโซนร้านกาแฟ และเพลิดเพลินกับ Vintage And Retro Music จากวงดนตรี The Long Rider Country Music, คีตะเสวี, The Glass Replay, Cold Shot คณะเรา (หมูตาวันและเพื่อน) และ The Youngsters ตลอดทุกวัน”

เชิญเที่ยว “งานประกวดรถโบราณ ครั้งที่ 42” เข้าชมฟรี ณ ชั้น G ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค และสเปลล์ ระหว่างวันที่ 13 – 17 มิถุนายน 2561 ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.vintagecarclub.or.th

สัมผัสแรกกับเทคโนโลยี “SkyActiv-X” ภาคต่อที่ต้องเรียกผู้ชมได้ดีกว่าภาคแรก??? (ภาพ+คลิปวีดีโอ)

0

งานโตเกียวมอเตอร์ปลายปี 2560 ที่ผ่านมา มาสด้ามอเตอร์คอรปอร์เรชั่น แนะนำรถต้นแบบคอนเซ็ปต์ใหม่ที่น่าสนใจมากๆ 2 คันคันหนึ่งคือ Vision Coupe  เป็นต้นสายทางของแนวทางการออกแบบ KODO DESIGN รุ่นที่สอง สวยสง่า มีความเคลื่อนไหวอยู่ในเส้นสายที่ดูเหมือนจะพลิ้วไหวตลอดเวลา และอีกหนึ่งคือ KAI รถคอนเซ็ปต์แฮตช์แบ็กที่ดูเหมือนจะเป็น Preproduction ของ Mazda3 เจเนอเรชั่นใหม่ เพียงแต่ในขณะนั้น ผู้บริหารมาสด้าไม่ปริปากบอกมาตามตรง แต่บอกชัดเจนว่า KAI จะนำมาซึ่งเทคโนโลยีใหม่ทางวิศวกรรมยานยนต์ของ Mazda นั่นคือ SkyActiv X เครื่องยนต์ใหม่ พร้อมกับโครงสร้างตัวถังใหม่ ช่วงล่างใหม่ Skyactiv Vehicle Architecture

Vision Coupe ผลงานแรกจากการออกแบบแนวคิดของ KODO Design เจเนอเรชั่นที่สอง

จากนั้นเรื่อยมา SkyActiv X ได้รับการหยิบยกมาพูดถึง อธิบายความให้กระจ่างขึ้นต่อเนื่องในทุก Forum ที่มาสด้าจัดขึ้นเพื่อให้เข้าใจถ่องแท้ถึงเทคโนโลยีใหม่นี้ชัดเจนที่สุด นิยามในเบื้องต้นพอจะอธิบายได้ดังนี้

KAI Concept บนเวทีในงานโตเกียวมอเตอร์โชว์ คันนี้คือ เกือบจะ 100% ที่เป็น Mazda3 ใหม่บนสายการผลิตปีหน้า

วันนี้ผมพาไปรู้จักกับเทคโนโลยี SkyActiv X ให้ลึกเข้าไปอีกชั้นหนึ่ง จากการที่ได้เข้าร่วมการทดลองขับรถมาสด้าต้นแบบที่ใช้เครื่องยนต์ SkyActiv X ในเบื้องต้นด้วย ครั้งนี้มาสด้าจัดขึ้นที่สนามทดสอบ Mine Proving ground หนึ่งในสนามทดสอบรถยนต์ของมาสด้า ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของ ฮิโรชิม่า เมืองที่เป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของ มาสด้า และเป็นที่ตั้งโรงงานผลิตรถยนต์มาสด้าหลักด้วย

รถต้นแบบที่ใช้เครื่องยนต์ SkyActiv X และระบบช่วงล่างแบบใหม่ ถูกพรางตัวไว้ใน Mazda3 รุ่นปัจจุบัน นำมาให้ทดลองขับในครั้งนี้

การทำความรู้จักกับ SkyActiv X ครั้งนี้ มาสด้าให้เราได้ใกล้ชิดกับเทคโนโลยีนี้มากขึ้น เพราะจะได้ทดลองขับรถมาสด้าที่ใช้เครื่องยนต์ SkyActiv X เป็นรถต้นแบบจำนวน 6 คันมีทั้งเกียร์ธรรมดา และเกียร์อัตโนมัติ รถทั้งหมดเป็นรถต้นแบบที่ใช้ตัวถัง Mazda3 รุ่นปัจจุบันครอบลงไปบนแชสซีส์ ช่วงล่างใหม่ ที่เรียกว่า SkyActiv Vehicle Architecture ที่ได้รับการพัฒนาใหม่ วิศวกรมาสด้าอธิบายว่า โครงสร้างตัวถังและช่วงล่างใหม่นี้  ออกแบบเพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมรถได้ เหมือนการเคลื่อนไหวของตัวคน ที่สามารถควบคุมการเคลื่อนที่ การทรงตัวได้ตามสัญชาตญาณของตัวเอง เริ่มตั้งแต่เบาะนั่งที่จะรองรับกระดูกเชิงกรานผู้ขับต่อเนื่องกระดูกสันหลังให้อยู่ในตำแหน่งที่สามารถรับรู้ถึงพลังงานการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นของรถได้ดีที่สุด โครงสร้างตัวถังเพิ่มการเชื่อมต่อจากด้านหน้าไปด้านหลังเข้าด้วยกันเพื่อสร้างโครงสร้างวงแหวนหลายทิศทางเพิ่มความแข็งแกร่งในแนวทะแยง ทำให้เกิดการบิดตัวน้องลงกว่า 30% จากเดิม และช่วงล่างถูกออกแบบเพื่อลดขนาดของแรงที่ส่งไปยังมวลเหนือสปริง ทำให้ลดแรงสะเทือน มีความราบเรียบมากขึ้น และที่สำคัญคือเปลี่ยนจาก มัลติลิงค์กลับมาใช้ ทอร์ชั่นบีม สำหรับชุดด้านหลัง แต่เป็น ทอร์ชั่นบีมที่ได้รับการออกแบบใหม่เป็นลิขสิทธิ์เฉพาะของมาสด้า และทีมวิศวกรของเขาก็ภาคภูมิใจกับชุดช่วงล่างหลังนี้มากถึงกับระบุว่าสามารถช่วยซับแรงและทำหน้าที่ช่วยให้การทรงตัวของรถเป็นไปตามการควบคุมได้อย่างดีเยี่ยม

เครื่องยนต์ SkyActiv X

และที่สำคัญคือ ใส่เครื่องยนต์ SkyActiv X ให้ได้ทดลองการใช้งานจริง ถึงแม้จะยังไม่ได้เป็นชุดเครื่องยนต์ที่จะใช้ในรถ production จริงๆ ก็ตาม คือ การทดลองขับครั้งนี้ มาสด้าต้องการให้เราได้รับรู้สภาวะการทำงานของระบบการจุดระเบิดด้วยการอัดที่สามารถควบคุมประกายไฟได้ SPCCI ที่จะควบคู่ไปกับการจุดระเบิดด้วยประกายไฟจากหัวเทียน โดยในรถต้นแบบเขาจะติดตั้งจอแสดงสภาวะการทำงานดังกล่าวเป็น สัญญาณ วงกลมสามดวง 1. แสดงการจุดระเบิดด้วยประกายไฟจากหัวเทียน 2. แสดงจังหวะการจุดระเบิดด้วยการอัด SPCCI และ 3. แสดงสภาวะ SPCCI แบบซูเปอร์รีน

ผมสังเกตจากหน้าจอพิเศษนี้ในระหว่างการขับรถต้นแบบจะเห็นว่าวงกลมดวงที่ 1 จะติดอยู่เกือบจะตลอดเวลาแสดงว่าหัวเทียนยังทำงานอยู่ตลอดเวลา พร้อมๆ กับวงกลมดวงที่ 2  ที่มีการเผาไหม้ด้วยการอัดอากาศอยู่ด้วย มีเพียงบางจังหวะที่มี ดวงที่ 3 ติดขึ้นซึ่งมักเป็นช่วงรอบเครื่องยนต์ต่ำๆ และค่อนข้างสม่ำเสมอ ซึ่งในจังหวะนั้นจะเป็นช่วงที่ช่วยประหยัดเชื้อเพลิงมากที่สุด นั่นเป็นจุดประสงค์ที่มาสด้าต้องการจะให้เราได้เห็นการทำงานของ SPCCI ในมุมของความประหยัดน้ำมัน ที่เราวัดค่าไม่ได้ด้วยตัวเองจากการการทดลองขับในขณะที่สมรรถนะการขับขี่ที่ได้นั้นเมื่อเทียบกับ Mazda3 รุ่นปัจจุบันที่ใช้ SkyActiv G ซึ่งนำมาให้ลองขับเปรียบเทียบกันด้วยนั้น พอจะได้ความรู้สึกถึงอัตราเร่งที่กระฉับกระเฉงขึ้นเล็กน้อย ถึงแม้จะไม่ได้แตกต่างกันจนเห็นได้ชัด แต่ที่ชัดเจนคือ โครงสร้างช่วงล่างใหม่นั้น ทำให้รู้สึกถึงการควบคุมรถที่แม่นยำขึ้น จากการที่รถสามารถถ่ายทอดอาการของรถในสภาวะต่างๆ เมื่อวิ่งทางตรงเข้าโค้ง แคบ กว้าง แม้แต่ผ่านลูกระนาดเล็กๆบางช่วง ทั้งหมดถูกส่งผ่านมาถึงตัวผู้ขับอย่างชัดเจน ทำให้รับรู้อาการของรถแล้วสามารถควบคุมได้ง่ายขึ้น นี่เป็นอีกหนึ่งเป้าหมายที่มาสด้าต้องการให้รถของเขาขับสนุก ควบคุมง่าย การทรงตัวดีเยี่ยม แต่เมื่อเทียบกับ Mazda3 รุ่นปัจจุบันแล้วจะเสียความนุ่มนวลไปบ้างก็ยังไม่ถือว่าเป็นข้อสรุป เพราะยังไม่ได้อยู่ในโครงสร้างใหม่ทั้งหมดนั้นเอง ซึ่งก็ต้องรอการทดลองขับกับรุ่นใหม่แบบเต็มรูปแบบต่อไป

หลังจากทดลองขับเป็นที่เรียบร้อยแล้ววิศวกรมาสด้าได้ อธิบายเพิ่มเติม เครื่องยนต์ใหม่ SkyActiv X ของเขานั้น เป็นเครื่องยนต์เบนซินขนาด 2,000 ซี.ซี. ที่มีเป้าหมายให้ประหยัดได้เท่ากับ มาสด้า 2 ดีเซล แต่จะมีอัตราเร่งที่ดีและขับสนุกเหมือนกับ รถสปอร์ต MX-5 ที่ใช้เครื่องยนต์ SkyActiv G 2.0 ลิตรใหม่ทีเดียว แต่ที่ยังไม่รู้สึกว่ายังเร่งได้ไม่ดีพอนั้นเป็นเพราะเมื่อใช้งานจริงเครื่องยนต์ใหม่นี้จะมาพร้อมกับระบบอัดอากาศแบบ Supercharge และระบบ  Mild Hybrid  ที่มีมอเตอร์ไฟฟ้า Motor Assist คอยช่วยเสริมกำลังเพิ่มขึ้น ตรงนี้สำคัญเพราะจะเป็นครั้งแรกที่ มาสด้านำมอเตอร์ไฟฟ้าขนาดเล็กเข้ามาช่วยงานเครื่องยนต์ ถึงแม้จะไม่ได้ใช้งานเป็น Hybrid เต็มรูปแบบ แต่ก็เป็นพัฒนาการอีกขั้นหนึ่ง โดยจะมีกำลังสูงสุดที่ 190 แรงม้าและแรงบิด 220 นิวตัน-เมตร ตั้งแต่รอบต่ำ 1.800 รอบ/นาที และสูงสุด 230 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 – 5,000 รอบ/นาที นั่นก็สามารถจินตนาการได้เลยว่า เมื่อเป็นรถ production สมบูรณ์แล้วจะต้องมีสมรรถนะดีกว่าเดิมอย่างแน่นอน

ถึงแม้รถต้นแบบที่ได้ทดลองขับนี้ยังไม่สมบูรณ์แบบ 100% แต่ก็ทำให้เราได้เข้าใจถึงความตั้งใจในการพัฒนาเทคโนโลยี่ SkyActiv X และ SkyActiv Vehicle Architecture ได้มากขึ้น เช่นเดียวกับการเกิดขึ้นครั้งแรกของ เทคโนโลยี SkyActiv ที่นำมาใช้เต็มรูปแบบกับ Mazda CX-5 ในปี 2011 จากนั้นก็ทยอยใช้กับรถทุกรุ่นจนถือเป็นการปฏิวัติเทคโนโลยีของตัวเองจนประสบความสำเร็จอย่างสูงด้วยการวัดผลจากยอดจำหน่ายรถยนต์มาสด้าทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศไทยนั้น มาสด้ามียอดขายก้าวกระโดดต่อเนื่องจนถึงปีนี้สามารถตั้งเป้าจำหน่ายถึง 60,000 คัน

โครงสร้าง SkyActiv Vehicle Architecture

การก้าวสู่เจเนอเรชั่นที่สองของ SkyActiv จึงเป็นความท้าทายอย่างมากของวิศวกร มาสด้า เหมือนกับที่เราดูหนังดูภาพยนตร์ภาคแรกที่ประสบความสำเร็จทำเงินถล่มทลาย ผู้สร้างจะทำหนังภาคต่อนี่ต้องขึ้นมากคิดหนัก ยิ่งกว่าภาคแรกหลายเท่านัก เพราะเหตุนั้น มาสด้าจึงวางแผนก้าวใหม่อย่างรัดกุม ด้วยแผนการที่จะเปิดตัวพร้อมกับแนวทางการออกแบบ KODO Design เจเนอเรชั่นที่สองไปพร้อมๆ กันทีเดียว

ผู้บริหารระดับสูงของ มาสด้ามอเตอร์ ประเทศญี่ปุ่น เปิดเผยเป็นครั้งแรก ยอมรับว่า SkyActiv X และ Skyactiv Vehicle Architecture จะมาพร้อมกับการเปิดตัว Mazda3 ใหม่ภายใต้ KODO Design เจเนอเรชั่นที่สอง ซึ่งก็คือ KAI รถต้นแบบแฮตช์แบ็กที่เปิดตัวในงานโตเกียวมอเตอร์โชว์ ที่เราเคยฟันธงไปก่อนหน้านี้แล้วว่าจะเป็น Mazda3 ใหม่นั่นเอง ข้อมูลใหม่ที่เพิ่มเติมคือจะได้เห็นพร้อมกันทั้งแบบ 5 ประตูแฮตช์แบ็ก และ 4 ประตูซีดาน โดยจะเริ่มจำหน่ายในปี 2019 แต่เป็นไปได้สูงที่จะเปิดตัวสู่สาธารณชนในช่วงปลายปีนี้

สำหรับในประเทศไทยก็เตรียมตัวต้อนรับ Mazda3 ใหม่ในปี 2019 เช่นเดียวกันอย่างแน่นอน

ภูวนาถ เผ่าจินดา

 

 

“อีซูซุเอลฟ์ ใหม่!” อีกขั้นของความปลอดภัย สะดวกสบาย สมบูรณ์แบบ

0

อีซูซุตอกย้ำความเป็นผู้นำรถบรรทุกอันดับหนึ่งในวงการโลจิสติกส์เมืองไทย รุกเปิดตัว “อีซูซุเอลฟ์ ใหม่!” (New! ISUZU ELF) เจ้าแห่งรถบรรทุกขนาดกลางยอดนิยมระดับโลก ที่พัฒนาไปสู่อีกขั้นแห่งความสมบูรณ์แบบ ด้วยเทคโนโลยีแห่งความปลอดภัย และความสะดวกสบาย เพิ่มแอร์แบค กระจกไฟฟ้าและเซ็นทรัลล็อก ทุกรุ่น! พร้อมเพิ่มสมรรถนะการบรรทุกมากขึ้น เพื่อก้าวสู่มาตรฐานใหม่แห่งผู้นำรถบรรทุกเมืองไทยอย่างแท้จริง พร้อมกระจังหน้าใหม่ URBAN STYLE ทันสมัยตามแบบฉบับ “Isuzu King of Trucks”

กลุ่มตรีเพชร โดย มร. โทชิอากิ มาเอคาวะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เผยว่า “นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2502 ที่ “อีซูซุเอลฟ์” รถบรรทุกขนาดกลางของอีซูซุได้ถือกำเนิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่น จวบจนถึงปัจจุบันได้รับการยอมรับจากผู้ประกอบการขนส่งในหลายประเทศให้เป็นเจ้าแห่งรถบรรทุกขนาดกลางยอดนิยมระดับโลก ด้วยคุณสมบัติที่ยอดเยี่ยมในทุกด้าน ทั้งความเป็นผู้นำด้านขุมพลังดีเซล “อีซูซุ ซูเปอร์คอมมอนเรล” อันเลื่องชื่อที่มอบความเหนือชั้นด้วยสมรรถนะที่ให้พลังแรงจัดแต่ประหยัดน้ำมัน และทนทานเป็นเยี่ยม ตลอดจนระบบส่งกำลังอันทรงประสิทธิภาพ ช่วงล่างที่แข็งแกร่ง เกาะถนน และทรงตัวดีเยี่ยม ใช้งานง่าย คล่องตัวทุกการขับขี่ รองรับการบรรทุกหนักและใช้งานที่หลากหลาย นอกจากนี้ยังเป็นรถบรรทุกขนาดกลางที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในวงการรถบรรทุกเมืองไทยนับตั้งแต่เริ่มจำหน่ายตราบจนถึงปัจจุบัน

ดังนั้น ด้วยความมุ่งมั่นในการนำนวัตกรรมใหม่ๆ มายกระดับมาตรฐานรถบรรทุกเมืองไทย อีซูซุจึงมีความยินดีที่จะแนะนำ “อีซูซุเอลฟ์ ใหม่!” ที่พัฒนาสู่อีกขั้นแห่งความสมบูรณ์แบบ ด้วยเทคโนโลยีแห่งความปลอดภัย และความสะดวกสบาย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้งานบรรทุกและก้าวสู่มาตรฐานใหม่แห่งผู้นำรถบรรทุกเมืองไทยอย่างแท้จริง กับระบบความปลอดภัยที่มั่นใจยิ่งขึ้น “ใหม่! แอร์แบค ทุกรุ่น!” ทำงานร่วมกับเข็มขัดนิรภัยแบบดึงกลับและผ่อนแรงอัตโนมัติด้านคนขับ “กระจังหน้าดีไซน์ใหม่! แบบ URBAN STYLE โดดเด่น บึกบึน ทันสมัย” “ใหม่! กระจกไฟฟ้า และเซ็นทรัลล็อกทุกรุ่น” พร้อมอีกทางเลือกเพื่อความสะดวกสบายยิ่งขึ้น “อีซูซุ สมูธเทอร์” ระบบเปลี่ยนเกียร์อัจฉริยะไม่ต้องเหยียบคลัตช์ (ในรุ่น NPR 150 แรงม้า) ช่วยให้เกียร์ธรรมดาใช้งานง่ายเสมือนเกียร์อัตโนมัติ มอบความคุ้มค่าสุด! ตลอดอายุการใช้งานตามแบบฉบับอีซูซุ ได้แก่ ประหยัดน้ำมันสุด อะไหล่หาง่าย ศูนย์บริการทั่วประเทศ และราคาขายต่อสูง เพื่อก้าวสู่ความเป็นที่หนึ่งร่วมกันของธุรกิจขนส่งยุคใหม่ในเมืองไทย ภายใต้แนวคิด “อีซูซุ…คู่คิดมืออาชีพ”

“อีซูซุเอลฟ์ ใหม่!” มาตรฐานใหม่ของระบบความปลอดภัย และสะดวกสบาย ควบคู่ไปกับสมรรถนะและความทนทานในธุรกิจขนส่ง ประกอบด้วย
แอร์แบค ทุกรุ่น! ทำงานร่วมกับเข็มขัดนิรภัยแบบดึงกลับและผ่อนแรงอัตโนมัติด้านคนขับ

•ผ้าเบรกขนาดใหญ่ขึ้น (ในรุ่น NMR) และทุกรุ่นมาพร้อมระบบเบรกแบบไฮดรอลิกเพิ่มประสิทธิภาพงานบรรทุก

•กระจกไฟฟ้า และเซ็นทรัลล็อก ทุกรุ่น! เพิ่มความสะดวกสบายยิ่งขึ้น

•กระจังหน้าดีไซน์ใหม่! แบบ URBAN STYLE โดดเด่น บึกบึน ทันสมัย

•วงเลี้ยวแคบสุดในรถระดับเดียวกัน คล่องตัวสำหรับการขนส่งในเมืองที่มีถนนแคบและการจราจรหนาแน่น (ในรุ่น NLR)

•ขุมพลังเครื่องยนต์ อีซูซุ ซูเปอร์คอมมอนเรล ให้กำลังแรงจัด ประหยัดน้ำมันยิ่งกว่า พร้อมระบบส่งกำลังสมบูรณ์แบบ เข้าเกียร์ง่าย แม่นยำ ให้อัตราทดสัมพันธ์ต่อเนื่องทุกอัตราเร่ง ช่วยประหยัดน้ำมันดีเยี่ยม ให้กำลังฉุดลากสูง เพื่องานบรรทุกหนักโดยเฉพาะ และมีให้เลือกหลากหลายรุ่น
-175 แรงม้า รุ่น 4HK1-TCC เครื่องยนต์ขนาด 5,193 ซีซี แรงบิดสูงสุด 500 นิวตัน-เมตร ที่ 1,500 – 2,000 รอบ/นาที (ในรุ่น NQR)
-150 แรงม้า รุ่น 4HK1-TCN เครื่องยนต์ขนาด 5,193 ซีซี แรงบิดสูงสุด 404 นิวตัน-เมตร ที่ 1,500 – 2,600 รอบ/นาที (ในรุ่น NPR)
-130 แรงม้า รุ่น 4JJ1E3N เครื่องยนต์ขนาด 2,999 ซีซี แรงบิดสูงสุด 330 นิวตัน-เมตร ที่ 1,600 – 2,600 รอบ/นาที (ในรุ่น NMR/NLR)

•แชสซีส์ขนาดใหญ่ แข็งแกร่ง ทนทาน รองรับการขนส่งที่หลากหลาย
•ความสามารถในการบรรทุกที่หลากหลาย (GVW. คือ น้ำหนักรถรวมน้ำหนักบรรทุก)
-GVW. 9.5 ตัน ในรุ่น NQR 175 แรงม้า
-GVW. 8.5 ตัน ในรุ่น NPR 150 แรงม้า
-GVW. 6.5-7.4 ตัน ในรุ่น NMR 130 แรงม้า
-GVW. 4.5 ตัน ในรุ่น NLR 130 แรงม้า


•พร้อมอีกทางเลือก อีซูซุ สมูธเทอร์ ระบบเปลี่ยนเกียร์อัจฉริยะไม่ต้องเหยียบคลัตช์ ช่วยให้เกียร์ธรรมดาใช้งานได้เสมือนเกียร์อัตโนมัติ ประหยัดน้ำมัน และสะดวกสบายยิ่งขึ้น (ในรุ่น NPR 150 แรงม้า)

มั่นใจได้ด้วยศูนย์บริการมาตรฐานอีซูซุ ครอบคลุมมากกว่า 250 แห่ง ทั่วประเทศ รับประกัน 2 ปี ไม่จำกัดระยะทาง พร้อมอะไหล่คุณภาพ และบริการให้คำปรึกษาทางโทรศัพท์ 24 ชั่วโมง

“อีซูซุเอลฟ์ ใหม่!” เจ้าแห่งรถบรรทุกขนาดกลางรุ่นล่าสุดของสุดยอดรถบรรทุก “Isuzu King of Trucks” พร้อมแล้วที่จะยืนหยัดสู่ความเป็นผู้นำในวงการรถบรรทุกเมืองไทยอย่างเต็มภาคภูมิ เพื่อสนับสนุนธุรกิจขนส่งยุคใหม่ให้ก้าวไกลด้วยมาตรฐานรถบรรทุกขนาดกลางยอดนิยมระดับโลก! เชิญสัมผัส “อีซูซุเอลฟ์ ใหม่!” ตั้งแต่วันที่ 14 มิถุนายน ศกนี้ ที่โชว์รูมอีซูซุทั่วประเทศ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.isuzu-tis.com และ Facebook: ISUZU TRUCKS THAILAND OFFICIAL

รถต้นแบบ “Subaru VIZIV Tourer” เผยโฉมครั้งแรกของโลกในงาน Geneva International Motor Show

0

ซูบารุ คอร์ปอเรชั่น เผยโฉมรถต้นแบบ ‘ซูบารุ วิซีฟ ทัวเรอร์ (Subaru VIZIV Tourer) เป็นครั้งแรกในงาน Geneva International Motor Show ปีที่ 88

นับตั้งแต่การเปิดตัวรถต้นแบบ ซูบารุ วิซีฟ (Subaru VIZIV) ในปี พ.ศ. 2556 ซูบารุก็ได้ผลิตรถยนต์ แบบอิงคอนเซ็ปต์ออกมาอย่างต่อเนื่องหลายซีรีส์ อันสะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของบริษัทฯ ที่มุ่งเน้นการผลิต รถยนต์ที่ต้องผสานความสุนทรีย์และความปลอดภัยให้แก่ผู้ขับขี่


ซูบารุ วิซีฟ (Subaru VIZIV) ได้รับการออกแบบโดยอิงตามคอนเซ็ปท์ Tourer ใช้การขับเคลื่อนแบบ Symmetrical AWD พร้อมขุมพลังจากเครื่องยนต์ Boxer และความเชี่ยวชาญของซูบารุ ในการส่งมอบสมรรถนะการขับขี่ ความสะดวก ความคล่องตัวในการใช้งานจริง และความปลอดภัย ซึ่งช่วยสร้างคุณค่าใหม่ให้กับรถกลุ่ม Tourer ที่ทำให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารสามารถสัมผัสประสบการณ์ การเดินทางโดยรถยนต์ได้อย่างเพลิดเพลิน

ซูบารุมองการณ์ไกลถึงอนาคตที่การใช้เทคโนโลยีการขับขี่อัตโนมัติ ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย จึงได้ติดตั้งฟังก์ชั่นช่วยเหลือผู้ขับขี่ในระดับแอดวานซ์ (Advanced Driver Assist functions) ซึ่งประกอบไปด้วย เทคโนโลยี EyeSight รุ่นใหม่ และอุปกรณ์อื่นๆ เพื่อช่วยลดความอ่อนล้าของผู้ขับขี่เมื่อต้องเดินทางนานๆ และเพิ่มความสบายใจ


การออกแบบและการพัฒนารถยนต์ของซูบารุ จะดำเนินไปตามทิศทางที่นำเสนอในโมเดลรถยนต์รุ่น Subaru VIZIV เพราะบริษัทฯไม่เคยหยุดยั้งที่จะสร้างรถยนต์ที่ให้ทั้งความเพลิดเพลิน และความอุ่นใจแก่ผู้เดินทาง โดยชื่อ VIZIV ย่อมาจากวลีที่ว่า “Vision for Innovation หiรือ วิสัยทัศน์เพื่อนวัตกรรม”

Auto Trips: “New ISUZU DMAX BluePower PressTrip” เที่ยวอุบลสุดแซบ กับ ใหม่! อีซูซุดีแมคซ์ 1.9 และ 3.0 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์

0

“ทริพชิวๆกับอีซูซุ” เกิดขึ้นอีกครั้งโดยสื่อมวลชนที่เข้าร่วมจะได้สัมผัสนวัตกรรมเปลี่ยนโลก กับ ใหม่! อีซูซุดีแมคซ์ 1.9 และ 3.0 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ ปิกอัพรุ่นล่าสุด ที่ยกขบวนมาทั้งรุ่น Hi-Lander” และ V-Cross MAX 4×4” เพื่อเดินทางไปสู่สถานที่ท่องเที่ยวแบบอันซีนที่เมืองดอกบัวงาม แม่น้ำสองสี จังหวัดอุบลราชธานี

คณะสื่อมวลชนสตาร์ทกันที่โชว์รูมบริษัทอีซูซุตังปัก อุบล จำกัด หลังจากคณะผู้จัดงานได้พาสื่อมวลชนเหินฟ้าจากกรุงเทพฯ ไปยังจังหวัดอุบลราชธานี เริ่มสร้างความคุ้นเคยเบาๆก่อนที่จะไปสู่สถานที่ท่องเที่ยวสุดแซบของจังหวัดอุบลราชธานีด้วยการเปิดประสบการณ์การขับขี่พร้อมกับสัมผัสสมรรถนะอันทรงพลังของเครื่องยนต์1.9 และ 3.0 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ ของ “ใหม่! อีซูซุดีแมคซ์ บลูเพาเวอร์ รุ่น Hi-Lander” ด้วยรูปลักษณ์ภายนอก และภายในที่ดูทรงพลัง หรูหราและสง่างาม ผสานความสปอร์ตและความล้ำสมัย

ในส่วนของ “อีซูซุดีแมคซ์ V-Cross MAX 4×4” สปอร์ตออฟโรดที่พร้อมตอบรับทุกความท้าทาย มากับดีไซน์ภายนอกใหม่พร้อมชุดแต่ง MAX 4×4 สีเทาดำรอบคัน จากการออกแบบใหม่เป็นการผสานความแกร่งและสปอร์ต ซึ่งทำให้ดู ดุดัน บึกบึน สไตล์สปอร์ตออฟโรดตัวจริง


การเดินทางช่วงแรกจะเป็นการขับขี่ในเมืองระยะทางประมาณ 5 กม. จากโชว์รูมไปยังร้าน สามชัยไก่ย่าง ลิ้มรสอาหารอีสานรสเด็ดทั้งไก่ย่างอันลือชื่อ ส้มตำสุดแซบ ลาบรสจัด และอีกหลากหลายเมนูจนทำให้ทุกคนอิ่มหนำจนพุงกาง

จากนั้นจึงเดินทางไปตามนัดเพื่อหามัคคุเทสน์ตัวจ้อย ที่ หาดชมดาว แก่งหินงาม บริเวณหมู่บ้านโนนตาล อำเภอนาตาล ซึ่งช่วงนี้เป็นการสัมผัสกับรถทั้ง 2 รุ่นอย่างเต็มที่ด้วยระยะทางที่ห่างจากจังหวัดอุบลราชธานีกว่า 110 กิโลเมตร

ประมาณ 1 ชั่วโมงเศษ สถานที่สุดแซบแห่งแรกนั่นก็คือ หาดชมดาว แก่งหินงาม มัคคุเทศน์ตัวน้อยได้นำชมความงดงามที่ธรรมชาติได้รังสรรค์ขึ้นมานับพันปี สำหรับ “หาดชมดาว” เป็นแนวหาดหิน และแก่งหินอันกว้างใหญ่ ทอดตัวยาวหลายร้อยเมตรบริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขง เกิดจากการกัดเซาะของกระแสน้ำในช่วงเวลาน้ำหลาก ผ่านช่องแคบของแม่น้ำโขงที่ไหลผ่านจนเมื่อน้ำลดจะเกิดเป็นประติมากรรมหินธรรมชาติที่เป็นหลุมเป็นบ่อหลายขนาด ทั้งยังมีแก่งหินลวดลายพริ้วไหวรูปร่างแปลกตา และสวยงาม

หลังจากเพลิดเพลินกับความงดงามของ หาดชมดาว แก่งหินงาม จุดหมายต่อไปอีกกว่า 110 กิโลเมตรนั่นคือ วัดสิรินธรวรารามภูพร้าว หรือที่เรียกกันติดปากว่า วัดเรืองแสง


“วัดเรืองแสง” ตั้งอยู่บนเนินเขาที่อำเภอสิรินธร สามารถมองวิวทิวทัศน์ได้โดยรอบทั้งฝั่งไทย และ ลาว เนื่องจากอยู่ใกล้ด่านตรวจคนเข้าเมืองทางช่องเมก และยังรอชมพระอาทิตย์ตกดินเหนือเขื่อนสิรินธร ในส่วนของอุโบสถและการตกแต่งวัดเรืองแสงแห่งนี้ ได้จำลองสภาพแวดล้อมของวัดป่าหิมพานต์หรือเขาไกรลาศ บริเวณบนยอดเขาจะมองเห็นพระอุโบสถสีทองตั้งเด่นเป็นสง่า

อีกหนึ่งไฮไลท์ที่ห้ามพลาดคือการชมปรากฏการณ์อันน่าอัศจรรย์ หลังจากพระอาทิตย์ตกดิน ต้นกัลปพฤกษ์ทางผนังด้านหลังโบสถ์จะค่อย ๆ เรืองแสง เปล่งประกายโดดเด่นท่ามกลางความมืดมิด ซึ่งเป็นผลงานการออกแบบของช่างคณากร ปริญญาปุณโณ ผู้เป็นเจ้าของไอเดียใช้สารเรืองแสงที่เรียกว่า ฟอสเฟอร์ (Phosphor) ทาลงไปที่ต้นกัลปพฤกษ์ ช่วงกลางวันต้นกัลปพฤกษ์ต้นนี้จะดูดแสงแดดเอาไว้ เมื่อถึงเวลาพระอาทิตย์ตกก็จะปรากฏเป็นต้นไม้เรืองแสงงดงาม

สิ้นแสงของวันแรกกับความงดงามและตระการตาของวัดสิรินธรวรารามภูพร้าว อาหารค่ำในวันนี้ได้ดื่มด่ำไปกับบรรยากาศริมแม่น้ำมูน ทั้งยังอิ่มเอิบไปกับเมนูปลาแม่น้ำและอาหารเลิศรส ที่ ร้านอาหารแพเลอมูน ก่อนจะเข้าพักกันที่โรงแรมทอแสงโขงเจียมรีสอร์ท ที่โรงแรมแห่งนี้ตกแต่งห้องพักด้วยสถาปัตยกรรมร่วมสมัยอยู่ภายใต้ร่มเงาไม้หลากหลาย เหมาะแก่การพักผ่อนและรับอากาศบริสุทธิ์ ณ บริเวณปลายสุดแม่น้ำโขง ที่พระอาทิตย์ขึ้นก่อนใครในสยาม เป็นจุดบรรจบของแม่น้ำมูล และแม่น้ำโขง

ในเช้าวันรุ่งขึ้น คณะสื่อมวลชน ได้แวะเยี่ยมชม และร่วมทำเวิร์คช็อปทำโมบายอีสานกันอย่างสนุกสนาน ที่ร้าน กาลครั้งหนึ่ง (ONCE UPON A TIME) บริเวณอำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ที่ร้านแห่งนี้เป็นเรือนไม้สไตล์วินเทจ ประกอบด้วยร้านกาแฟ อาหาร เครื่องดื่ม มีมุมนั่งเก๋ ๆ ทั้งชั้นบน และชั้นล่าง ไฮไลท์ของร้านคือการที่เป็นแหล่งเรียนรู้ ภูมิปัญญาการทอผ้าฝ้าย การย้อมสีธรรมชาติ และการออกแบบผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ

หลังจากนั้นขบวนสื่อมวลชนก็ได้เดินทางกลับสู่ตัวเมืองจังหวัดอุบลราชธานี เพื่อไปแวะรับประทานอาหารกลางวันสไตล์เวียดนามกันที่ร้านกอล์ฟเฟอร์ เป็นการปิดท้ายด้วยความประทับใจกับสมรรถนะที่เหนือชั้น และความมั่นใจทุกการขับขี่ของรถปิกอัพ “ใหม่! อีซูซุ ดีแมคซ์ 1.9 และ 3.0 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์” ที่พาไปเยือนสถานที่ท่องเที่ยวสุดแซบของจังหวัดอุบลราชธานี

 

Volvo XC60 Inscription เอสยูวีขุมพลัง T8 Twin Engine AWD ปลั๊กอินไฮบริด 407 แรงม้า ประหยัดเชื้อเพลิงสูงถึง 43.5 กม./ลิตร ในราคา 3.69 ล้านบาท

0

Volvo XC60 คือยานยนต์ที่ได้รับการออกแบบใหม่ในทุกรายละเอียด เพื่อการสร้างสรรค์รถยนต์พรีเมี่ยมเอสยูวีขนาดกลางและ ติดตั้งด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย (ซึ่งบางเทคโนโลยีสามารถพบได้ใน Volvo S90 สุดยอดยานยนต์ที่คว้ารางวัลระดับโลกมาแล้วมากมาย) ภายใต้ดีไซน์ หรูหรา สง่างาม ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนายานยนต์ระดับหรูและประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจ โดยล่าสุด ได้ทำการเปิดจำหน่าย XC60 Inscription รุ่น T8 Twin Engine AWD ปลั๊กอินไฮบริด – Inscription ในราคา 3,690,000 บาท

XC 60 รุ่นนี้ตกแต่งด้วยวัสดุโครเมี่ยมรอบคันพร้อมสีใหม่ Crystal White Premium Metallic รวมถึงยางขนาด 235/55 R19 และล้ออัลลอย 19 นิ้ว รุ่น 10-Spoke Black Diamond Cut

ภายในห้องโดยสารได้รับการอัพเกรดเพื่อเพิ่มความหรูหราด้วยการบุเบาะโดยสารด้วยหนังแท้ Nappa สีดำชาร์โคล หรือสีน้ำตาลมารูน ที่มีผิวสัมผัสนุ่มนวลพร้อมลายฉลุเพื่อการระบายอากาศ ผสานการตกแต่งแนวขอบของแดชบอร์ทด้วยเนื้อไม้แท้ Driftwood ทั้งยังนำเสนอฟังก์ชั่นการปรับเบาะโดยสารคู่หน้าด้วยไฟฟ้าพร้อมหน่วยบันทึกความจำสองตำแหน่ง กล้องมองรอบคัน 360 องศา การแสดงข้อมูลการขับขี่บนกระจกบังลมหน้า ระบบเสียงระดับพรีเมี่ยมจาก Bowers and Wilkins

Volvo XC60 T8 Inscription ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ T8 ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นเครื่องยนต์แบบ Plug-in Hybrid ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดของโลก ให้สมรรถนะสูงถึง 407 แรงม้า ประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิงเฉลี่ยที่ 43.5 กม./ลิตร และทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 5.3 วินาที ทั้งยังสามารถขับขี่ด้วย Pure Mode ซึ่งใช้มอเตอร์ไฟฟ้าอย่างเดียวได้ระยะทางไกลถึง 40 กม.

XC 60 ยังเพียบพร้อมด้วยฟังก์ชั่นมาตรฐานอย่าง ระบบช่วยขับขี่กึ่งอัตโนมัติ (Pilot Assist) ระบบควบคุมความเร็วแบบแปรผันพร้อมฟังก์ชั่นหยุดและออกตัวรถอัตโนมัติ (Adaptive Cruise Control) ฟังก์ชั่นเปิดปิดประตูแบบไม่ต้องใช้กุญแจ (Keyless Entry) และระบบเปิดประตูกระโปรงท้ายของรถแบบไม่ต้องใช้มือ (Power-operated Hand-free Tailgate Opening & Closing) ตลอดจนจอแสดงผลแบบทัชสกรีนสุดล้ำขนาด 9 นิ้ว และจอแสดงข้อมูลการขับขี่ขนาด 12.3 นิ้ว พร้อมระบบนำทาง

Volvo XC60 ยังได้รับการยกย่องเป็น World Car of the Year 2018 ที่งาน New York Auto Show นับเป็นอีกหนึ่งรางวัลระดับโลกของวอลโว่ โดยก่อนหน้านี้ในช่วงต้นปียังคว้ารางวัลอันทรงเกียรติ North American Utility Vehicle of the Year Award โดยระบบเบรก City Safety Autonomous Emergency Braking System ใน Volvo XC60 ซึ่งได้รับการประเมินคะแนนการทำงานสูงสุดจากสถาบัน Euro NCAP ในปี 2017 ยังได้รับการยกระดับประสิทธิภาพการเลี้ยวโค้งเมื่อทำการเบรกโดยอัตโนมัติ ซึ่งสามารถป้องกันการชนปะทะที่อาจเกิดขึ้นได้ นอกจากนี้ระบบการบังคับพวงมาลัยเพื่อหลบรถวิ่งสวน (Oncoming Lane Mitigation) และระบบช่วยเลี้ยว (Steer Assist) ยังช่วยลดการชนปะทะจากด้านหน้า โดยมีการติดตั้งระบบช่วยเตือนมุมบอดสายตา (Blind Spot Information System: BLIS) และระบบช่วยเลี้ยว (Steer Assist) เพื่อลดการชนเมื่อหักพวงมาลัยเปลี่ยนเลน โดย XC60 มีทั้งรุ่นเครื่องยนต์ดีเซลและเบนซิน รวมถึงรุ่นเครื่องยนต์ T8 Twin Engine Plug-in Hybrid โดยราคารถยนต์รุ่นต่าง ๆ ในตระกูล XC60 มีดังนี้

T8 Twin Engine AWD Inscription (เวอร์ชั่นใหม่) 3,690,000 บาท
T8 Twin Engine AWD R-Design                               3,590,000 บาท
T8 Twin Engine AWD Momentum                          3,290,000 บาท
D4 AWD Momentum                                                    3,090,000 บาท

สำหรับผู้ที่จอง Volvo XC60 ภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2561 จะได้รับข้อเสนอ 5 ปี ALL-Inclusive เมื่อเข้าร่วมโปรแกรมการผ่อนชำระทางการเงินตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด ด้วยสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เช่น

•ประกันภัยชั้นหนึ่งตลอดอายุสัญญา (สูงสุดนาน 5 ปี)
•บริการรับประกันคุณภาพ 5 ปี หรือ 150,000 กม.
•บริการบำรุงรักษา 5 ปี หรือ 100,000 กม.
•บริการให้ความช่วยเหลือ 24 ชม. นาน 5 ปี

ทดสอบซีดานสายพันธุ์สปอร์ต Maserati Ghibli GranLusso

0

[embedyt] https://www.youtube.com/watch?v=H889c-zYwjs[/embedyt]

“SAC” กับ “BMW X2” มีอะไรใหม่กว่าที่เห็น

0

เดือนมีนาคมที่ผ่านมาในงาน มอเตอร์โชว์ ค่ายใบพัดฟ้าขาว เปิดตัวรถใหม่ BMW X2 เป็นรถใหม่ล่าสุดในหลายมิติถึงขนาดการเปิดตัวครั้งนี้ใช้คำว่า “The First Ever –BMW ” แน่นอนที่เป็นเช่นนั้นเพราะ X2 เป็น รถใน segment ใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน แต่ก็เป็นการแตกไลน์ที่สอดรับกับแผนขยาย products ให้รับความต้องการทุกความต้องการ ไม่เว้นแม้แต่ความต้องการที่ไม่เคยมีมาก่อน BMW ก็จะสร้างความต้องการนั้นขึ้นมา

พื้นฐาน Bmw X2 เป็นรถในกลุ่ม X เป็น SUV ที่ ครั้งนี้ BMW เรียกว่า SAC Sport Activity Coupe เป็นชื่อเฉพาะสำหรับ X2 กันเลยทีเดียว อย่างที่กล่าวไว้คือ ต้องการบอกว่าเป็น segment ใหม่ เท่านั้น จะว่าไปแล้วมันก็เหมือนการเปิดตัว X เลขคู่ก่อนหน้านี้ ที่มีรูปแบบที่มีความเป็นสปอร์ตคูเป้ ท้ายลาดมากขึ้นเมื่อเทียบกับ X เลขคี่ เช่น X6 ที่ใช้พื้นฐานร่วมกับ X5 และ X4 ที่ร่วมกับ X3 จนมาถึง X2 แน่นอนต้องมีฐานะที่เป็นเวอร์ชั่นคู่ กับ X1 หรือ เปน X1 สไตล์สปอร์ต โดยที่ใช้แพลทฟอร์มเดียวกัน

ครั้งนี้ X2 ไม่ใช่เพียงนำ X1 มาตัดหลังคาให้ลาดลง ลดความสูงลง BMW ไม่ทำเพียงเท่านั้น แต่กลับ Redesign ใหม่ไปมากเลยทีเดียว ตั้งแต่ด้านหน้าลาดต่ำลง ที่กระจังหน้าขยายไตคู่เอกลักษณ์ให้ใหญ่ขึ้น และมีดีไซน์ใหม่เป็นครั้งแรกที่ฐานล่างจะกว้างกว่าด้านบน ที่น่าสนใจคือที่เสาซีซึ่งมีขนาดใหญ่นั้น มีโลโก้BMW ใบพัดฟ้าขาว ติดอยู่ เราไม่เห็นมานานแล้วในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา จะว่าไปก็เห็นมาติดอยู่ที่รุ่น 2000 CS รุ่นคลาสสสิค เมื่อปี 1966 นั่นเลยทีเดียว และบั้นท้ายอวบอิ่มแบบ X1 นั้นถูกทอนลงให้ slim fit มากขึ้น เติมท่อคู่ซ้ายขวาเข้าไปให้ได้ look sport แบบเต็มๆ

มิติขนาดของรถเองก็เล็กลงกว่า X1 ในเกือบทุกมิติ มีเพียงความกว้าง 1,824 มม. เท่านั้นที่กว้างกว่า X1 เพียง 3 มม. แต่ยาว 4,360 มม. สั้นกว่า 79 มม. และสูง 1,526 มม. เตี้ยกว่า 86 มม. โดยเฉพาะระยะห่างจากพื้นที่ชายล่างตัวถังต่ำกว่ามากคือ 182 มม.และสูงกว่ามาตรฐานของรถนั่งBMW ทั่วไปเพียงประมาณ 40 มม.เท่านั้น ซึ่งนั้นเป็นผลดีอย่างมากในด้านเสถียรภาพการทรงตัวเมื่อเทียบกับ SUV ทั่วไป

X2 คันนี้ที่ผมนำมาแนะนำและได้ทดลองขับเป็นครั้งแรก เป็นรุ่น X2 M Sport มาพร้อมกับชุดแต่ง M Sport เป็นมาตรฐาน สำหรับแฟน BMW ได้เห็นโลโก้ M ประทับรับประกัน แล้วไม่ต้องสรรหาอะไรมาเพิ่มเติมก็สวยจนได้ที่ ล้ออัลลอยลายใหม่ ขนาด 19 นิ้ว มองดูเต็มซุ้มล้อ


เรามาเปิดประตูดูภายในห้องโดยสารของ X2 กัน แน่นอนไม่ได้ต่างออกไปมากนักเมื่อเทียบกับ X1 อุปกรณ์มาตรฐานสำหรับการใช้งานต่างๆเป็นมาตรฐานของ BMW ไปหมดแล้ว จอมัลติฟังค์ชั่น ขนาด 6.5 นิ้วนำเสนอข้อมูลต่างๆผ่าน I drive พร้อมระบบสัมผัสที่ใช้งานง่ายขึ้นเมื่อได้ทำความคุ้นเคย, ระบบแสดงข้อมูลการขับขี่ที่กระจกหน้าฝั่งคนขับ (BMW Head-Up Display)และพวงมาลัยมัลติฟังค์ชั่น, วิทยุพร้อมการเชื่อมต่อโทรศัพท์ผ่าน Bluetooth และ ช่อง USB ที่ชอบคือ เส้นแสงแบบ dream liner สีฟ้า ที่แผงข้างประตู สวยมากเมื่อผ่านความมืดยามค่ำคืน

เบาะนั่งดีไซน์ใหม่ เป็นเบาะหนัง Dakota เดินตะเข็บด้ายสีฟ้า บางกระชับปรับได้ตามต้องการให้เข้ากับรูปร่างผู้ขับ โดยเฉพาะเบาะหลังพับแยกได้ 40.20.40 ให้พื้นที่สัมภาระได้ตามขนาดวัตถุที่ต้องการขน อย่างครั้งนี้ ผมขนทั้งถุงกอล์ฟ และรถจักรยานพับมาได้อย่างสบายๆเพียงพับเบาะข้างหนึ่งลงเพื่อสอดถุงกอล์ฟมาข้างหน้าก็เพียงพอแล้ว มีที่ว่างสำหรับนั่งหลังได้อีกหนึ่งหรือสองคนก็ได้ อีกหนึ่ง จุดเด่นที่น่าสนใจ คือหลังคากระจกแบบ Panorama แบบ 2 ชั้น เปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า จงใจมีไว้ให้เพิ่มคุณค่าของรถ มากว่าวัตถุประสงค์ของการใช้งานเพิ่มเพิ่มความสว่างในห้องโดยสารทั้งกลางวันและกลางคืนอย่างแน่นอน

มาถึงเรื่องของการขับขี่ X2 ใช้เครื่องยนต์เบนซิน TwinPower Turbo เบนซิน 4 สูบพร้อมเทอร์โบแปรผัน จ่ายเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีด Direct Injection ขนาดความจุเครื่องยนต์ 1,998 ซี.ซี. ให้กำลังสูงสุด 192 แรงม้าที่ 5,000-6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 280 นิวตัน-เมตรตั้งแต่ 1,350-4,600 รอบต่อนาที อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมงภายใน 7.7 วินาที ความเร็วสูงสุด 227 กิโลเมตร/ชั่วโมง ปล่อย CO2 อยู่ที่ 126-134 กรัม/กิโลเมตร ที่ใหม่ขึ้นมาคือ เกียร์ ดับเบิลคลัทช์ 7 สปีด ที่เป็นของใหม่สำหรับ BMW ที่ขับล้อหน้า อันนี้ X1 ก็ยังไม่ได้ใช้ มีโหมดการขับขี่ให้เลือกใช้งานเช่นเดิมคือ โหมด COMFORT ,ECO PRO และ SPORT

ผมใช้เวลาอยู่กับ X2 นานพอที่จะบอกได้ว่า น่าจะเป็นเพราะบุคลิกของรถที่เน้นความสปอร์ตทำให้ BMW เลือกที่จะส่งมอบ เกียร์ ดับเบิลคลัทช์ 7 สปีด มาใช้กับเครื่องยนต์ 192 แรงม้าที่เรารู้จักกันดีอยู่แล้วใน BMW เกือบทุกรุ่น และก็เป็นเช่นนั้นเพราะมาใช้กับ X 2 น้ำหนักตัวแค่ 1,460 กิโลกรัม มันสามารถถ่ายทอดกำลังได้ทันอกทันใจเหลือเกิน และในทุกจังหวะที่กดคันเร่ง เกียร์ใหม่นี้จะถูกสมองกลสั่งการให้ไปปรับรอในจังหวะที่เหมาะสมที่สุดแล้วถ่ายทอดกำลังการขับเคลื่อนไปอย่างรวดเร็ว ราบลื่น

ตัวถังออกแบบจนค่าแรงเสียดทานอากาศเหลือเพียง 0.28 ต่ำที่สุดในรถ SUV ด้วยกัน แถมการที่ดีไซน์ออกมาให้ตัวรถเตี้ยต่ำลงนั้นยิ่งเป็นผลทำให้การทรงตัวดีเยี่ยมไปด้วย ลืมอาการโคลงๆใน x1 ไปได้เลยครับ

X2 ได้ใจในเรื่องขับสนุกไปเต็มๆ และมีเสถียรภาพในการทรงตัวสูงมากเมื่อเทียบกับ SUV ขนาดเล็กในระดับเดียวกันทั้งหมดในตลาดที่มีอยู่ขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็น Mercedes GLA ที่เป็นคู่แข่งโดยตรงหรือ ฝั่งญี่ปุ่นเช่น Honda HRV , Toyota CH R รวมทั้ง Mazda CX-3

จะมีที่ไม่ค่อยชอบใจนักก็เป็นเรื่องของแป้นเบรก ซึ่งค่อนข้างจะทำความคุ้นเคยกันยากไปหน่อย เข้าใจว่ามีระบบไฟฟ้าช่วยเบรก ซึ่งทำให้มีสมรรถนะในการเบรกที่ดีเยี่ยมระยะเบรกสั้น ไว้ใจได้เสมอ แต่ในเวลาที่วิ่งในเมือง รถติดๆนี่เอาใจยาก เวลาที่กดแป้นเบรกจะมีอาการช่วยดึงและผ่อนเล็กๆจนให้น้ำหนักเท้าไม่ถูก ผลคือจะมีอาการที่เรียกว่า เบรกหัวทิ่มอยู่บ่อยๆ คงต้องสร้างความคุ้นเคยกันในระยะยาวทีเดียว

X2 แสดงตัวตนในความเป็น SAC ตามนิยามของ BMW ได้อย่างเหมาะสมมาก คือ รถสปอร์ตเอนกประสงค์ที่ขับสนุกในแบบของ BMW แต่เมื่อเห็นราคา 2.999 ล้านบาทแล้ว อาจจะทำให้แฟนรุ่นใหม่ต้องหาข้อมูลเทรดหุ้นในพอร์ตของตัวเองให้แม่นยำมากขึ้นสักระยะเพื่อจะบรรลุจุดประสงค์ที่จะเป็นเจ้าของรถคันนี้ให้ได้ แต่ถ้าเลือกแล้วเป็นเจ้าของแล้ว ผมบอกได้เลยว่า ไม่ผิดหวังครับ

ข้อมูลทางเทคนิค: BMW X2 xDrive2.0i MSport
เครื่องยนต์: เบนซินทวินเพาเวอร์เทอร์โบ
ความจุกระบอกสูบ (ซี.ซี.): 1,998
กำลังสูงสุด (แรงม้า ที่ รอบ/นาที): 192 /5,000-6,000
แรงบิดสูงสุด (นิวตัน-เมตร ที่รอบ/นาที): 280 /1,350-/4,600
ระบบส่งกำลัง: อัตโนมัติ 7 จังหวะ
ระบบขับเคลื่อน: 2 ล้อหน้า
ระบบกันสะเทือน(หน้า/หลัง): ช่วงล่างด้านหน้าเป็นแบบ Single-joint Strut /มัลติลิงค์
เบรก(หน้า/หลัง): ดิสก์เบรก 4 ล้อ
ยาว/กว้าง/สูง(มม.): 4,360×1,824×1,526
ราคาจำหน่าย(บาท): 2,999,000
ตัวแทนจำหน่าย: บริษัท บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย จำกัด