[embedyt] https://www.youtube.com/watch?v=7AW3Do3V5ZQ[/embedyt]




[embedyt] https://www.youtube.com/watch?v=7AW3Do3V5ZQ[/embedyt]




ฟอร์ด ประเทศไทย ร่วมกับ EVEREST CLUB THAILAND และฟอร์ด เอ็มดับบลิว นครอินทร์-ราชพฤกษ์ สานต่อกิจกรรม “Ford Everest Family Trip ครั้งที่ 2” คาราวานฟอร์ด เอเวอเรสต์ กว่า 40 ครอบครัว ผู้ร่วมเดินทางกว่า 100 คน เพื่อกระชับความสัมพันธ์อันดีระหว่างกลุ่มลูกค้า พร้อมสัมผัสประสบการณ์การขับขี่อย่างเหนือระดับกับฟอร์ด เอเวอเรสต์ รถยนต์เอนกประสงค์ที่เปี่ยมไปด้วยสมรรถนะเพื่อการขับขี่ที่สามารถลุยไปได้ทุกเส้นทาง ณ จังหวัดกาญจนบุรี

กลุ่มลูกค้าครอบครัว ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ออกเดินทางจากศูนย์ฟอร์ด เอ็มดับบลิว นครอินทร์ – ราชพฤกษ์ มุ่งหน้าสู่จังหวัดกาญจนบุรีบนเส้นทางออนโรด เข้าสู่เส้นทางขรุขระ ผ่านทางฝุ่นสลับลำธาร และเนินชันไปยัง เขาน้ำพุ เขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าสลักพระ จังหวัดกาญจนบุรีเพื่อร่วมบริจาคสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็น รวมถึงอาหารแห้งแก่เจ้าหน้าที่ เพื่อเป็นการส่งต่อความสุขคืนสู่สังคม

นอกจากนี้ ฟอร์ดยังได้พากลุ่มลูกค้าไปสัมผัสสมรรถนะของฟอร์ด เอเวอเรสต์ รถเอสยูวีที่สร้างมาเพื่อเป็นที่หนึ่ง ในขตพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ ทุกท่านได้สัมผัสประสบการณ์การผจญภัยแบบที่ไม่เคยได้สัมผัสในชีวิตประจำวันโดยทั่วไป แต่ด้วยเทคโนโลยีช่วยในการขับขี่อัจฉริยะ Advanced-Driving Assist Technology ของฟอร์ด เอเวอเรสต์ ทำให้การขับขี่เป็นเรื่องง่าย ปลอดภัย และสะดวกสบายตลอดเส้นทาง นอกจากนี้ ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ อัจฉริยะ Terrain Management System มอบประสบการณ์การขับขี่อันเหนือชั้น ทำให้สามารถลุยไปได้ทุกสภาพพื้นผิวสถนน ไม่ว่าจะเป็นทางเรียบ หรือทางสมบุกสมบัน สามารถพาทุกคนผ่านทุกเส้นทางไปอย่างง่ายดาย


น.ส.ศุภรางศุ์ อนุชปรีดา ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว “ฟอร์ดขอขอบคุณ EVEREST CLUB THAILAND และสมาชิกทุกท่านที่ให้เราได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรม เพื่อส่งเสริมความสุขและสร้างความสัมพันธ์อันอบอุ่นในครอบครัวฟอร์ด และมอบความไว้วางใจให้ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ได้ดูแลครอบครัวอันเป็นที่รักของทุกท่าน รวมถึงร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนพลังความสุขในครอบครัว”



ทีมนักออกแบบรถยนต์ของเชฟโรเลตนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้ในการออกแบบภายในรถยนต์ของเชฟโรเลต อาทิ เครื่องจำลองแบบเสมือนจริง (VR) แบบจำลองทางคอมพิวเตอร์ที่ล้ำสมัย และเครื่องพิมพ์สามมิติ เพื่อเพิ่มพื้นที่ในห้องโดยสารและพื้นที่จัดเก็บสัมภาระในรถยนต์อเนกประสงค์หรือเอสยูวี
จากความจำเป็นที่ต้องการจะยกระดับการออกแบบยนตรกรรมระดับโลก การใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีขั้นสูงนั้นจึงทวีความสำคัญมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางตลาดรถยนต์อเนกประสงค์หรือเอสยูวีที่มีการแข่งขันสูง เนื่องจากผู้บริโภคส่วนใหญ่โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่จะนิยมเลือกรถเอสยูวี ด้วยเหตุผลหลายประการ ได้แก่ ความอเนกประสงค์ของที่นั่งที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามต้องการ โดยสามารถรองรับผู้โดยสารได้ถึง 7 ที่นั่ง และยังมีพื้นที่ในการเก็บสัมภาระที่เพิ่มขึ้น รวมถึงเหตุผลอื่นๆ ในการเลือกซื้อรถยนต์อเนกประสงค์หรือเอสยูวี
เชฟโรเลต ได้นำเสนอ “เทรลเบลเซอร์” รถเอสยูวี ระดับพรีเมี่ยมสไตล์อเมริกัน ยนตรกรรมที่ได้รับการพัฒนาในระดับโลกเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า เนื่องจากแนวโน้มความต้องการใช้งานรถยนต์ของลูกค้าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้เปลี่ยนแปลงไป จากเดิมที่นิยมใช้รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไปสู่การใช้รถเอสยูวีมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับเทรนด์ทั่วโลก ที่พบว่ายอดขายรถยนต์อเนกประสงค์หรือเอสยูวีมีเพิ่มขึ้นมากกว่า 7 เปอร์เซ็นต์ ตั้งแต่ปี 2554 ขณะที่ยอดขายรถยนต์นั่งลดลง 4 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกัน
มร. ทิม เกรก ผู้จัดการฝ่ายออกแบบตกแต่งภายในของบริษัท เจนเนอรัล มอเตอร์ส (จีเอ็ม) กล่าวว่า “เราได้มีการออกแบบภายในห้องโดยสาร ในส่วนของช่องเก็บของในบริเวณที่นั่งทั้งหมดเพื่อให้ลูกค้าสามารถนำสัมภาระติดตัวไปได้อย่างสะดวกสบาย เช่น เครื่องดื่ม โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต กระเป๋า และของเล่นที่เด็กๆ สามารถพกติดตัวไปได้ง่าย นอกจากนี้ เรายังออกแบบพื้นที่จัดเก็บสัมภาระให้มีขนาดกว้างขวางที่สุด ซึ่งสามารถเปิดได้จากทั้งด้านข้างและด้านบน รวมถึงมีการออกแบบพื้นสำหรับเลื่อนสิ่งของเข้าออกภายในรถได้อย่างสะดวกสบาย”

มร. ทิม เกรก กล่าวเพิ่มเติม “จากความต้องการของลูกค้าที่ต้องการมีพื้นที่ในการจัดเก็บสัมภาระที่เพิ่มมากขึ้น ดังนั้น เชฟโรเลตในฐานะผู้นำเทคโนโลยีขั้นสูงจึงให้ความสำคัญกับการออกแบบเพื่อเพิ่มพื้นที่ในรถเอสยูวี ให้สามารถจัดเก็บและบรรทุกสัมภาระได้อย่างเต็มที่”
ในขณะที่รถเอสยูวี มีข้อได้เปรียบที่ดีกว่ารถยนต์นั่งส่วนบุคคลอย่างเห็นได้ชัด ในเรื่องของการบรรทุกสัมภาระต่างๆ ที่มีขนาดยาวหรือสูง อาทิ เฟอร์นิเจอร์ กล่องขนาดใหญ่ จักรยาน ซึ่งผู้ใช้ เทรลเบลเซอร์ รถเอสยูวีระดับพรีเมี่ยมสามารถบรรทุกสิ่งของอื่นๆ ได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋าเดินทางหลายๆ ใบ อุปกรณ์ตั้งแคมป์ หรืออุปกรณ์กีฬา ด้วยขนาดของพื้นที่บรรทุกสัมภาระด้านหลังของรถยนต์ เทรลเบลเซอร์ที่กว้างขวางและเปิดได้กว้าง ทำให้สามารถเก็บและบรรทุกสัมภาระต่างๆ ได้มากขึ้น ประหยัดเวลาในการจัดสิ่งของให้เข้าที่ ซึ่งเปรียบเหมือนการเล่น “เกมส์ตัวต่อเตอติส (Tetris challenge)” ที่ใช้เวลาน้อยกว่าในรถยนต์หรือรถที่ขนาดเล็กกว่า
ในส่วนของเบาะนั่งแบบสามแถวของรถยนต์เชฟโรเลต เทรลเบลเซอร์ สามารถพับเก็บได้ง่าย ช่วยเพิ่มพื้นที่เก็บสัมภาระยามจำเป็น นอกจากนี้ รถยนต์อเนกประสงค์หรือเอสยูวีสุดหรูคันนี้ยังออกแบบที่นั่งเป็นแบบ “ที่นั่งแบบโรงละคร หรือแบบเธียเตอร์ สไตล์” เพื่อให้ผู้โดยสารในเบาะแถวที่สองและสามสามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์โดยรอบได้ดียิ่งขึ้น และยังมีช่องระบบปรับอากาศที่สามารถควบคุมแบบแยกอิสระสำหรับผู้โดยสารในเบาะแถวที่สาม

เชฟโรเลตได้นำความคิดเห็นจากลูกค้าที่ได้รับในหลายปีที่ผ่านมา มาพัฒนารถยนต์รุ่นต่างๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค และก่อนหน้าที่จะมีการพัฒนารถเอสยูวีเทรลเบลเซอร์ขึ้นนั้น ทีมออกแบบของเชฟโรเลตได้ทำการวิจัยตลาดรถยนต์เพื่อหาเทรนด์ทั่วโลกในการตอบสนองความต้องการใช้งานของผู้บริโภคในเรื่องของความกว้างขวางภายในรถยนต์และความอเนกประสงค์ที่กำลังเป็นที่นิยม
ในช่วงเริ่มต้นโครงการดังกล่าว เชฟโรเลตได้นำแนวคิดการออกแบบภายในรถยนต์ มานำเสนอให้แก่กลุ่มลูกค้าที่เป็นกลุ่มเฉพาะ เพื่อให้มั่นใจว่าการออกแบบของเชฟโรเลตสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างแท้จริง โดยมีการเก็บข้อมูลสิ่งที่ลูกค้าต้องการ ซึ่งในรถยนต์รุ่นปัจจุบันไม่มีก่อนที่จะนำข้อมูลที่ได้รับจากลูกค้าทั้งหมดมาพัฒนาหรือออกแบบเพิ่มเติม เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าหรือแม้กระทั่งตอบโจทย์ได้เกินความคาดหวังของลูกค้า ทั้งนี้ จากความมุ่งมั่นในการตอบสนองความต้องการของลูกค้าดังกล่าว จึงนำมาสู่การเปิดตัว ชุดอุปกรณ์ตกแต่ง “ฟีนิกซ์ อิดิชั่น (Phoenix Edition)” สำหรับเชฟโรเลต เทรลเบลเซอร์ ในประเทศไทยโดยเฉพาะ โดยมีทั้งอุปกรณ์สำหรับตกแต่งภายในและภายนอกใหม่
ในระหว่างการดำเนินงานในส่วนการออกแบบดังกล่าว ทีมออกแบบรถยนต์ของเชฟโรเลตได้ใช้เครื่องมือดิจิทัล เข้ามาช่วยสร้างสรรค์ผลงานการออกแบบภายในกับโครงสร้างให้มีความลงตัวมากที่สุด โดยมีการนำส่วนที่ไม่จำเป็นออกไปจากห้องโดยสาร เพื่อให้นักออกแบบสามารถใส่ช่องเก็บสัมภาระและลูกเล่นต่างๆได้มากขึ้น โดยทั้งหมดนี้ได้ถูกดำเนินการมาตั้งแต่การเริ่มออกแบบรถยนต์แล้ว ซึ่งทุกกระบวนการค่อนข้างใช้เวลาพอสมควร จนมั่นใจและกลายมาเป็นแนวคิดของการออกแบบภายในที่ลงตัว อย่างในปัจจุบัน
สำหรับชุดเครื่องมือดิจิทัลที่เชฟโรเลตใช้นั้น ประกอบไปด้วยอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ขั้นสูง เพื่อสร้างแบบจำลองร่างกายของมนุษย์ตามหลักการยศาสตร์ และระบบสภาวะแวดล้อมเสมือนจริงแบบสามมิติ (3D Cave Automated Virtual) ทีมนักออกแบบใช้เครื่องมือคำนวณพื้นที่ ซึ่งเป็นอุปกรณ์พิเศษเฉพาะของ เจนเนอรัล มอเตอร์ส ในการวิเคราะห์ข้อมูลการรับรู้ของลูกค้าในเรื่องความกว้างขวางของห้องโดยสาร และจำลองแบบร่างกายของมนุษย์ เพื่อออกแบบห้องโดยสารที่รองรับผู้ขับขี่ที่มีรูปร่างที่แตกต่างกัน ตลอดจนรองรับทุกอิริยาบถของผู้ขับขี่ นอกจากนั้น ระบบสภาวะแวดล้อมเสมือนจริงแบบสามมิติยังช่วยออกแบบในการประเมินจุดบอดการสะท้อนและการมองเห็นวัตถุภายในและภายนอกรถ
ทีมนักออกแบบของเชฟโรเลตยังใช้เครื่องพิมพ์สามมิติในการ “สร้าง” ชิ้นส่วนต้นแบบที่ผลิตจากผงหรือเรซินเหลว โดยการใช้ซอฟต์แวร์ที่ถูกออกแบบมาโดยเฉพาะ ร่วมกับข้อมูลทางคณิตศาสตร์และเลเซอร์ดิจิทัล ทำให้นักออกแบบสามารถเห็น สัมผัส และทดสอบชิ้นส่วนและระบบแต่ละชิ้นได้ทันทีและมีความแม่นยำ โดยสามารถปรับเปลี่ยนได้ก่อนที่จะผลิตจริง ซึ่งอาจทำให้เสียค่าใช้จ่ายประมาณหลายร้อยหรือหลายพันดอลลาร์

เมื่อได้ข้อมูลคร่าวๆ ของรถโดยรวมแล้วจะนำมาข้อมูลทั้งหมดมาจำลองในรูปแบบ VR เสมือนจริง เพื่อให้ได้มุมมองของผู้บริโภคอย่างแท้จริง และหากมีสิ่งที่จำเป็นต้องปรับก็สามารถทำได้ทันที และในเวลาทำงานส่วนใหญ่จะทำโดยใช้เครื่องมือดิจิทัลเข้ามาช่วย เพราะสะดวกรวดเร็ว มีความสมบูรณ์ถูกต้อง และมีประสิทธิภาพมาก ซึ่งการใช้เทคโนโลยี VR หรือจำลองภาพเสมือนจริงช่วยทำให้ได้เห็นภาพรถยนต์จริง ก่อนที่จะผลิตเป็นรถต้นแบบหรือแบบรถจำลอง
หลังจากที่มีการออกแบบภายในรถยนต์เพิ่ม และสร้างภาพดิจิทัลขึ้นมาแล้ว ทีมนักออกแบบรถยนต์ของเชฟโรเลตจะใช้เครื่องกัดและเครื่องพิมพ์สามมิติ เพื่อขึ้นรูปและสร้างชิ้นส่วนต้นแบบก่อนจะนำมาสร้างเป็น “ที่นั่ง” (seating bucks) เสมือนจริงที่ทำจากไม้และโฟม จากนั้นจะทำการประเมินโดยรวม และจึงทำแบบจำลองดินเหนียวเพื่อประเมินแนวคิดของการออกแบบในที่สุด
นักออกแบบและนักแกะสลักในสตูดิโอออกแบบของเชฟโรเลต จะทำทั้งงานดิจิทัลและแบบจำลองจริง เพื่อออกแบบแนวคิดที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะภายในห้องโดยสารที่มีประสิทธิภาพที่สุด ซึ่งจะทำให้การออกแบบสามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้ได้มากขึ้น ด้วยรูปลักษณ์ที่สวยปราณีตสมบูรณ์แบบ”
โดยทั่วไปแม้ธรรมชาติของการออกแบบรถยนต์ต้องมีเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย แต่ มร.เกรก กล่าวว่า เคล็ดลับที่แท้จริงในการออกแบบภายในที่ทั่วโลกยอมรับคือ สิ่งที่ตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง ซึ่งนักออกแบบของแบรนด์ได้ใส่สิ่งนั้นไปในรถแต่ละคัน โดยในช่วงเริ่มต้นของการออกแบบ ทีมสตูดิโอของเชฟโรเลตมักจะใช้แนวทาง “การดำเนินชีวิตของลูกค้า” ในการร่วมกันคิดวิธีช่วยแก้ปัญหาต่างๆ ด้วยการจำลองสถานการณ์บางอย่างที่ได้มาจากการวิจัยตลาด และการวิจัยทางช่องทางออนไลน์ แต่ส่วนใหญ่จะนำข้อมูลมาจากประสบการณ์ส่วนตัวของลูกค้า
มร. เกรก ทิ้งท้าย “พวกเราทุกคนล้วนเป็นลูกค้าคนสำคัญเช่นเดียวกันการออกแบบที่ดีที่สุดคือการมีวิวัฒนาการของการออกแบบที่เริ่มจากการดูแลเอาใจใส่ในการใช้ชีวิตของลูกค้าที่ทำเป็นประจำ และมีการทดสอบสิ่งที่เราออกแบบด้วยวิธีเดียวกันกับที่ลูกค้าของเราจะได้รับ โดยเรามีทีมงานซึ่งเป็นผู้ออกแบบภายในรถยนต์ของลูกค้าและต้องการให้ลูกค้าทุกคนมั่นใจได้ว่า เราเอาใจใส่ และทุ่มเททำงาน เพื่อให้แน่ใจว่าลูกค้าทุกคนของเชฟโรเลตจะได้รับประสบการณ์อันล้ำค่าที่ดีที่สุดในรถยนต์ทุกคันของเรา”
บริษัท ฮุนได มอเตอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด แนะนำรถยนต์รุ่นพิเศษ “เอช-วัน ทัวริ่ง สีใหม่ Timeless Black” มาพร้อมชุดแต่งที่เน้นความพรีเมียมมากยิ่งขึ้นด้วยตัวรถสีดำ Timeless Black สีใหม่และเป็นครั้งแรกของรุ่นทัวริ่งที่ให้ลุคสปอร์ต
เพิ่มความดุดันมากยิ่งขึ้นด้วยล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้ว แบบ 12 ก้าน สี ไฮเปอร์ ซิลเวอร์ ทำให้ดูโดดเด่นและสปอร์ตมากขึ้นกว่าเดิม ภายในตกแต่งด้วยเบาะหนังสีเบจ คุณภาพสูง ตัดเย็บอย่างประณีต ช่วยเพิ่มความหรูหรา มีระดับไปอีกขั้น พร้อมด้วยโลโก้โครเมี่ยม “10th ANNIVERSARY” ด้านท้ายตัวรถ เพิ่มความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใคร



เอช-วัน ทั่วริ่ง รุ่นพิเศษมาพร้อมราคา 1,349,000 บาท และมีจำนวนจำกัดเพียง 100 คันเท่านั้น ลูกค้าที่สนใจ สามารถแวะชมได้ที่โชว์รูมรถยนต์ฮุนไดทั่วประเทศ
เป็นที่ประจักษ์ไปหลายต่อหลายครั้งกับภารกิจออฟโร๊ดในการทดสอบสมรรถนะลุยของรถดัดแปลงแบรนด์ไทยทำ แต่ครั้งนี้การเดินทางได้เปลี่ยนรูปแบบไปจากเดิมกับภารกิจออนโรด โดย TR TRanformer II รับหน้าที่เป็นพาหนะเพื่อเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวสุดชิคกลางกรุงอย่าง “ล้ง 1919” มาดูกันครับว่าภารกิจนี้จะจบสวยเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมาหรือไม่
สำหรับ TR Tranformer II คันนี้ได้มีการปรับปรุงในด้านรูปลักษณ์เพิ่มเติม หลังจากดีไซน์เนอร์ชาวอังกฤษและไทยร่วมกันออกแบบ และปรากฏต่อสาธารณชนไปเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา มากับรูปแบบการใช้งานที่หลากหลายทั้งรุ่น 5 7 9 และ 11 ที่นั่ง ซึ่งรถที่เป็นพระเอกในทริพนี้เป็นแบบ 5 ที่นั่ง มากับสีแดง Racing Red ตกแต่งให้ดู สปอร์ตและกระฉับกระเฉงมากขึ้น มาพร้อมกับลายเส้นโครเมี่ยมบริเวณกระจังหน้า และล้อแม็กซ์ ขนาด 18” พร้อมโลโก้ TR ที่ดุมล้อ ที่ฝาครอบยางอะไหล่




ห้องโดยสารภายในยังออกแบบให้มีความหรูหรา กว้างขวาง และสปอร์ตยิ่งขึ้นด้วยสีทูโทน พร้อมเบาะหนังแท้ลายใหม่สีแดงเข้มตัดดำ พร้อมระบบเครื่องเสียงใหม่ที่ทำงานผ่านจอทัชกรีนรวมถึงมีฟังค์ชั่นเนวิเกเตอร์ไว้คอยเซริ์ทหาตำแหน่งของพื้นที่ที่ต้องการเดินทาง


การเดินทางในครั้งนี้ได้ TR TRanformer II ที่มากับขุมพลังเครื่องยนต์ดีเซลแบบ 4 สูบ พร้อมติดตั้งระบบอัดอากาศแบบ VN TURBO ที่หยิบยกมาจาก Toyota ขนาด 2.8 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 177 แรงม้า ที่ 3,400 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 420 นิวตันเมตร ที่ 1,400-2,600 รอบต่อนาที ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ ที่โดดเด่นในด้านความประหยัดจาก ระบบพร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ


ระบบช่วงล่างหน้าเป็นแบบอิสระปีกนกคู่พร้อมคอยล์สปริงและเหล็กกันโคลง ด้านท้ายเป็นแบบแหนบซ้อนในส่วนของระบบความปลอดภัยติดตั้งถุงลมนิรภัย 3 ตำแหน่ง ลดโอกาสบาดเจ็บจากแรงกระแทกเมื่อเกิดอุบัติเหตุแบ่งเป็นด้านหน้า 2 ตำแหน่ง เข่าคนขับอีก 1 ตำแหน่ง รวมถึงติดตั้งระบบเบรก ABS และเข็มขัดนิรภัยพร้อมระบบดึงกลับและผ่อนแรงดึงอัตโนมัติ
เริ่มต้นการเดินทางจากโชว์รูมไทยรุ่ง สาขาวิภาวดี-รังสิต โดยมีปลายทางอยู่ ล้ง 1919 ย่านฝั่งธนบุรี ซึ่งผมเองก็แอบวิตกเล็กน้อยเนื่องจากเส้นทางที่ใช้ต้องผ่าเมืองและ TR Tranformer II คันนี้มีระบบส่งกำลังเป็นเกียร์ธรรมดา สภาพรถติดในเมืองกรุงเมื่อเดินทางด้วยรถที่เป็นระบบเกียร์ธรรมดา หากเจอการจราจรที่แออัด คงต้องเหยียบคลัทช์กันเพลิน แต่ที่น่าแปลกใจคือ รถคันนี้คลัทช์ค่อนข้างจะนุ่มเท้า และความหนาแน่นของผู้ใช้รถใช้ถนนยังไม่พลุกพล่านเท่ากับช่วงไพลม์ไทม์ ทำให้ไม่เหนื่อยล้ามากนัก

เส้นทางที่ใช้คือมุ่งหน้าสู่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเพื่อตัดเข้าถนนราชดำเนิน ข้ามฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาที่สะพานพุทธฯ ก่อนที่จะเลี้ยวขวาเข้าถนนเจ้าพระยา ก่อนที่จะเลี้ยวซ้ายเข้าถนนเชียงใหม่ประมาณ 500 เมตร สังเกตโรงเรียนสารพัดช่าง ก็จะพบ ล้ง 1919

ล้ง 1919 ถือเป็นท่าประวัติศาสตร์ศิลป์ไทย-จีน ริมแม่น้ำเจ้าพระยา และแหล่งท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรมใหม่กลางกรุงแห่งนี้นี่มีพื้นที่กว่า 6 ไร่ เดิมทีมีชื่อว่า “ฮวง จุ่ง ล้ง” แปลว่าท่าเรือกลไฟ ซึ่งอดีตเป็นแหล่งการค้าธุรกิจ โดยตัวอาคารเป็นร้านค้าและโกดังเก็บสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ เช่น จีน สิงคโปร์ ฮ่องกง ต่อมาในปี 1919 ตระกูลหวั่งหลีได้เข้ามารับช่วงเป็นเจ้าของต่อ และในปี 2017 ได้ถูกบูรณะฟื้นฟูให้เป็นแหล่งศิลปวัฒนธรรมริมน้ำเจ้าพระยา


นอกจาก ร้านค้า และ โกดังเก็บสินค้า ความรุ่งเรืองส่งผลให้ที่นี่เป็นสถานที่ประดิษฐานของศาลเจ้าหม่าโจ่ว ซึ่งชาวจีนในยุคนั้นได้นำมาจากแผ่นดินใหญ่เพื่อให้นักเดินทางได้เคารพสักการะและช่วยให้การเดินทางปลอดภัย

การบูรณะครั้งนี้ในด้านของตัวอาคารยังคงเอกลัษณ์สถาปัตยกรรมจีนในสมัยรัชกาลที่ 3 ไว้เป็นอย่างดี สำหรับภาพวาดจิตรกรรมฝาผนังบริเวณรอบประตูและหน้าต่างๆถูกแต้มเติมรอยจางให้ชัดขึ้น และไฮไลท์อีกหนึ่งอย่างสำหรับสถานที่แห่งนี้คือภาพวาดฝีพระหัสของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี ที่อยู่ด้านบนติดกับศาลเจ้าหม่าโจ่ว


“ล้ง 1919” ยังเต็มไปด้วยองค์ประกอบสำคัญต่างๆ อาทิ
1. ศาลเจ้าแม่หม่าโจ้ว (คลองสาน) อายุมากกว่า 180 ปี สิ่งศักดิ์สิทธิ์และศูนย์รวมใจของชาวจีนในแผ่นดินไทย
2. อาคารจัดงานอีเว้นท์ หรืองานเลี้ยงสังสรรค์ต่างๆ
3. ลานกิจกรรมกลางแจ้ง
4. Co-Working Space
5. ร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ดีไซน์ งานฝีมือ จากศิลปินร่วมสมัยรุ่นใหม่
6. ร้านอาหารและเครื่องดื่มชั้นนำ อาทิ ร้านนายห้าง, ร้านอาหาร โรงสี, ร้านกาฟงกาแฟ ฯลฯ
7. บริเวณที่นั่งพักผ่อนระเบียงริมแม่น้ำเจ้าพระยา
8. ท่าเรือสัญจรทางแม่น้ำเจ้าพระยา
9. ศิลปวัฒนธรรม อาทิ อาคารไม้สถาปัตยกรรมจีนโบราณ, ภาพจิตรกรรมฝาผนังจากปลายพู่กันจีน
10.ท่าเรือหวั่งหลี ซึ่งเป็นท่าเรือส่วนบุคคลสำหรับเดินทางทางน้ำมายัง “ล้ง 1919” โดยเฉพาะ

เสร็จสิ้นภารกิจออนโร๊ดแบบ One Day Trip เป็นที่เรียบร้อย ในส่วนของ ล้ง 1919 5ถือว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่สวยงามและยังคงเรื่องราวในอดีตไว้ค่อนข้างสมบูรณ์แม้จะผ่านการบูรณะมาแล้วก็ตาม ส่งผลให้ทั้งเด็กแนว วัยทีน และ นักท่องเที่ยวต่างชาติ เดินทางมาเยือนที่นี่อย่างไม่ขาดสาย และสำหรับ TR Tranformer II คันที่ได้นำไปเป็นพาหนะประจำทริพ ก็ทำงานอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ตอนแรกที่ได้สัมผัสเกิดการประหม่าเล็กน้อย เนื่องจากเป็นรถเกียร์ธรรมดา แต่โชคดีที่การจราจรในช่วงนั้นยังไม่ค่อยพลุกพล่านและคลัทช์ที่นุ่ม ทำให้ร่างกายไม่เมื่อยล้ามากนัก ความโดดเด่นของรถคันนี้ทำให้สายตาหลายคู่จับจ้องมาที่ตัวรถจนบางครั้งผมต้องละสายตา และไม่กล้าสบตากับผู้คนที่พบเห็น ซึ่งก็เป็นแบบนี้ทุกครั้งเมื่อนำ TR Tranformer มาทดสอบ

ข้อมูลทางเทคนิค: New TR Tranformer II
เครื่องยนต์: ดีเซล คอมมอนเรล 4 สูบ แถวเรียง DOHC 16 วาลว์ VN เทอร์โบ อินเตอร์คูลเลอร์
ความจุกระบอกสูบ (ซี.ซี.): 2,755
กำลังสูงสุด (แรงม้า ที่ รอบ/นาที): 177 /3,400
แรงบิดสูงสุด (นิวตัน-เมตร ที่รอบ/นาที): 420 /1,400-/2,600
ระบบส่งกำลัง: ธรรมดา 6 จังหวะ
ระบบขับเคลื่อน: 4 ล้อแบบพาร์ทไทม์
ระบบกันสะเทือน(หน้า/หลัง): แบบอิสระปีกนกคู่ พร้อมคอยล์สปริงและเหล็กกันโคลง/แหนบซ้อนและโช้คอัพทรงกระบอกติดตั้งทแยงมุมกัน
เบรก(หน้า/หลัง): ดิสก์เบรกแบบมีช่องระบายความร้อน พร้อมระบบ เอบีเอส และ อีบีดี /ดรัมเบรก พร้อมวาล์วปรับแรงดัน
ยาว/กว้าง/สูง(มม.): 5.150×1,852×2,180
ราคาจำหน่าย(บาท): 1,555,000
ตัวแทนจำหน่าย: บริษัท ไทยรุ่งยูเนี่ยนคาร์ จำกัด(มหาชน)
มินิ เผยโฉม มินิ แฮทช์ รุ่นใหม่ล่าสุดที่ได้รับการดีไซน์ขึ้นมาเป็นพิเศษเพียงคันแรกและคันเดียวในโลก เพื่อร่วมเฉลิมฉลองพิธีเสกสมรสของเจ้าชายแฮรี่และมิสเมแกน มาร์เคิล โดยหลังจากงานพิธีดังกล่าวที่จะมีขึ้นในวันที่ 19 พฤษภาคมนี้ มินิ แฮทช์คันพิเศษนี้จะถูกส่งมอบให้แก่มูลนิธิ Children’s HIV Association (CHIVA) สำหรับการประมูลเพื่อการกุศลต่อไป

มร. โอลิเวอร์ ไฮล์เมอร์ หัวหน้าทีมออกแบบของมินิ กล่าวว่า “ในฐานะแบรนด์รถยนต์ที่อยู่คู่กับสหราชอาณาจักรมายาวนานกว่า 60 ปี เราจึงยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสเป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองพิธีเสกสมรสของราชวงศ์อังกฤษในครั้งนี้ ด้วยรถยนต์มินิที่จะร่วมสร้างความพิเศษในพิธีเสกสมรสครั้งประวัติศาสตร์นี้
ทีมออกแบบของมินิได้ร่วมกันสร้างสรรค์มินิ แฮทช์ ที่มีเพียงคันเดียวในโลกขึ้นมาเพื่อโอกาสนี้โดยเฉพาะ ซึ่งไฮไลท์ของมินิ แฮทช์คันพิเศษนี้ อยู่ที่ดีไซน์กราฟฟิคบนหลังคารถ และรายละเอียดการตกแต่งอันเฉพาะตัวทั้งภายนอกและภายในรถด้วยชิ้นส่วนจากเครื่องพิมพ์สามมิติ รวมถึงลวดลายการเย็บอันประณีตบรรจงบนเบาะที่นั่ง ซึ่งไม่เคยปรากฏในมินิรุ่นใดมาก่อน”


มินิ แฮทช์ รุ่นพิเศษมาในสีขาว Crystal White พร้อมแถบสีเงินอมฟ้าตามแนวตัวถังรถ รับกับขอบโครเมียมสีเงินอมฟ้าแบบด้านรอบคันอย่างลงตัว สร้างความสะดุดตาที่ไม่เหมือนใครด้วยฟีเจอร์ต่างๆ อันเป็นเอกลักษณ์ของมินิ เช่น กระจังหน้าทรงหกเหลี่ยม มือจับประตู วงแหวนโครเมียมรอบไฟหน้าและไฟท้าย ที่มาในสีเคลือบเงาฟ้าอมดำ ไฟท้ายและล้ออัลลอยโดดเด่นสะกดทุกสายตาด้วยดีไซน์ลายธงยูเนียนแจ็ค หรือธงชาติสหราชอาณาจักร หนึ่งในไฮไลท์ของดีไซน์ใหม่ล่าสุดจากมินิ พร้อมเสริมความทันสมัยและความเฉพาะตัวให้แก่ตัวรถด้วยขอบล้อสีน้ำเงินเข้มเมทาลิคแบบด้าน



ไฮไลท์ที่สำคัญของมินิ แฮทช์ รุ่นพิเศษนี้ คือการรังสรรค์ลวดลายกราฟฟิคอันเป็นเอกลักษณ์บนหลังคารถ ซึ่งได้รับการวาดขึ้นด้วยมือและเป็นการผสานองค์ประกอบต่างๆ ของธงชาติสหราชอาณาจักรและธงชาติสหรัฐอเมริกา ประเทศบ้านเกิดของเจ้าชายแฮรี่และมิสเมแกน มาร์เคิล ไว้ด้วยกันอย่างลงตัว และอีกหนึ่งความพิเศษ คือกรอบไฟเลี้ยวด้านข้าง ที่พิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์สามมิติ จารึกอักษรย่อตัว M และ H พร้อมลายหัวใจ เมื่อเปิดประตูรถ ไฟใต้กรอบประตูสาดส่องต้อนรับเป็นคำว่า “Just Married” บริเวณพื้นด้านคนขับและผู้โดยสารด้านหน้า เป็นสักขีพยานรักในพิธีเสกสมรสครั้งประวัติศาสตร์นี้



ภายในสะท้อนความประณีตบรรจงในทุกรายละเอียด เบาะหนังแท้สีเทา Satellite Grey ช่วยเสริมความเอ็กซ์คลูซีฟของมินิ แฮทช์รุ่นพิเศษ ขอบโครเมียมภายในรถมาในสีเคลือบเงาฟ้าอมดำเช่นเดียวกับภายนอก แผงคอนโซลหน้าฝั่งผู้โดยสาร เป็นอีกชิ้นส่วนจากเครื่องพิมพ์สามมิติ ที่พิมพ์ลวดลายชื่อของบ่าวสาว วันที่ของพิธีเสกสมรส และคำอวยพรแก่คู่บ่าวสาว เส้นสายภายในรถบริเวณประตู หลังพวงมาลัย และพนักพิงศีรษะ ยังได้รับการออกแบบให้เข้ากันเป็นอย่างดีกับลวดลายกราฟฟิค บนหลังคารถ โดยบริเวณพนักพิงศีรษะทั้งสองด้าน ฉลุลวดลายที่ได้รับแรงบันดาลใจจากธงยูเนียนแจ็คและธงสหรัฐ


Feel The View (ฟีล เดอะ วิว) จะจับภาพวิวและเปลี่ยนภาพนั้นให้เป็นรูปภาพสีเดียวที่มีความเข้มอ่อนของสีแตกต่างกันอย่างสูง จากนั้นจึงสร้างภาพดังกล่าวขึ้นบนกระจกโดยใช้ไฟ LED แบบพิเศษ

เมื่อสัมผัสกับรูปภาพบนกระจก สีเทาเฉดต่าง ๆ จะสั่นตัวด้วยความเข้มข้นถึง 255 ระดับ เมื่อผู้พิการทางสายตาได้สัมผัสก็จะสามารถจินตนาการภาพทิวทัศน์ที่อยู่ตรงหน้าได้ Feel The View ได้รับการสร้างและพัฒนาโดย ฟอร์ด อิตาลี และ จีทีบี โรม่า โดยร่วมมือกับเอโด้ บริษัทสตาร์ทอัพสัญชาติอิตาลีที่มีความเชี่ยวชาญในอุปกรณ์เครื่องใช้สำหรับผู้พิการทางสายตา


มาร์โค อาลู แซฟฟี่ ฟอร์ด อิตาลี กล่าว “เรามีความตั้งใจที่จะพัฒนาให้ผู้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และนี่ก็เป็นโอกาสพิเศษที่จะช่วยเหลือผู้พิการทางสายตาให้ได้รับประสบการณ์การขับขี่เช่นคนทั่วไป ถึงแม้จะเป็นเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย แต่แนวคิดของมันกลับง่ายนิดเดียว ก็คือเปลี่ยนให้การเดินทางอันแสนน่าเบื่อเป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำ”

เชฟโรเลต ประเทศไทย เดินหน้าสานต่อเจตนารมณ์ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมหลังจาก ล่าสุดชวนลูกค้าและตัวแทนพนักงานกว่า 80 คน รวมพลังครั้งสำคัญในการร่วมทำกิจกรรมเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ภายใต้โครงการ “เชฟโรเลตรักษ์ช้าง” ด้วยการทำโป่งเทียมและทาสีรั้วกึ่งถาวร เพื่อปกป้องและอนุรักษ์สัตว์ป่าในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ตำบลห้วยสัตว์ใหญ่ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และร่วมกันบริจาคข้าวของเครื่องใช้จำเป็นให้กับเจ้าหน้าที่อุทยาน หลังจากกิจกรรมนี้ได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดีจากสื่อมวลชนและสร้างประโยชน์ให้กับชุมชนท้องถิ่นและสัตว์ป่าเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา

เชฟโรเลต ตระหนักถึงแนวทางการอยู่ร่วมกันระหว่างคนและช้างป่า จึงได้จัดโครงการ “เชฟโรเลตรักษ์ช้าง” ขึ้น โดยได้ร่วมมือกับอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ชุมชนท้องถิ่น และได้รับการสนับสนุนจากสถาบันวิชาการและหน่วยงานที่ไม่แสวงหาผลกำไร ในการร่วมกันทำโป่งเทียม ซึ่งเป็นแหล่งอาหารที่อุดมด้วยแร่ธาตุจำเป็นสำหรับสัตว์ป่าและช้างป่า และยังเป็นการช่วยบรรเทาปัญหาช้างป่าบุกรุกเขตชุมชนที่ก่อให้เกิดความเสียหายให้แก่สวนไร่นาของชาวบ้านในพื้นที่ นอกจากนี้ ยังร่วมกันทาสีรั้วกึ่งถาวรเพื่อป้องกันช้างป่าบุกรุกเข้าสู่พื้นที่เกษตรกรรม รวมถึงบริเวณถนนที่มีรถยนต์และรถจักรยานยนต์สัญจรไปมา

สำหรับภารกิจในครั้งนี้ ลูกค้าทุกท่านจะได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่ในการเดินทางเข้าไปปฏิบัติภารกิจโดยทำการบรรทุกเกลือและแร่ธาตุที่มีน้ำหนักมากกว่า 1,200 กก. ไปยังอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เพื่อทำโป่งเทียมและร่วมกันทาสีรั้วกึ่งถาวร

นางสาวปิยะนุช จตุรภัทร์ ผู้อำนวยการทั่วไปฝ่ายขายและการตลาด บริษัท เชฟโรเลต เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เรามีความยินดีเป็นอย่างมากที่ลูกค้าของเราร่วมเป็นส่วนหนึ่งในเจตนารมณ์ของเชฟโรเลตที่ต้องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและสัตว์ป่า ซึ่งเราหวังว่ากิจกรรมดังกล่าวจะช่วยปกป้องและอนุรักษ์สัตว์ป่า รวมถึงช่วยส่งเสริมความปลอดภัยทางถนนให้แก่ชุมชน”

นายนิติพันธุ์ ชื่นชอบ ประธานกลุ่มสปิริต ออฟ เทรลเบลเซอร์ คลับ (Spirit of Trailblazer Club) กล่าวว่า “พวกเรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่มีโอกาสร่วมเป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรมดีๆ เพื่อสังคมของเชฟโรเลต ซึ่งทางกลุ่มฯ ให้ความสำคัญและมีการทำกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว และในวันนี้เรามีโอกาสได้มาร่วมทำโป่งเทียมและทาสีรั้ว รวมถึงยังได้นำสิ่งของต่างๆ มาบริจาคให้แก่เจ้าหน้าที่ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์เพื่อสังคมต่อไป”
โครงการ “เชฟโรเลตรักษ์ช้าง” แสดงถึงความมุ่งมั่นของเจนเนอรัล มอเตอร์ส ประเทศไทยที่ต้องการคืนประโยชน์กลับสู่สังคมที่เราดำเนินธุรกิจอยู่อย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม ด้านพลังงานและความปลอดภัย รวมถึงด้านการพัฒนาชุมชน ด้านการศึกษา ด้านสุขอนามัย และการบริการประชาชน (Human services) ภายใต้กลยุทธ์ความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR strategy) ในการขับเคลื่อนอนาคตที่ดียิ่งขึ้น (Driving A Better Tomorrow)
บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด แนะนำรถยนต์นั่งยอดนิยมของคนไทย โคโรลล่า อัลติส รุ่น 1.8S ใหม่ เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสุดพิเศษสำหรับลูกค้า โดยมาพร้อมกับอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่ ครบครัน และฟังก์ชันการใช้งานที่หลากหลาย ตอบรับกับทุกไลฟ์สไตล์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ พร้อมกันนี้ยังแนะนำรุ่น 1.8V ที่มาพร้อมกับ T-Connect Telematics อีกขั้นกับเทคโนโลยีเชื่อมต่อสำหรับรถยนต์ ที่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าอันหลากหลาย ตลอดจนระบบความปลอดภัยมาตรฐานที่มีในทุกรุ่น
ภายนอกโฉบเฉี่ยว ล้ำสมัย
ชุดไฟหน้า Bi-Beam LED Projector (ปรับระดับแบบอัตโนมัติ)…ปรับระดับสูง – ต่ำ พร้อมไฟส่องสว่างกลางวันแบบ LED Daytime Running Lights
กล้องบันทึกภาพหน้ารถยนต์…เก็บภาพทุกความเคลื่อนไหว ช่วยให้มั่นใจทุกครั้งในการออกเดินทาง
ช่วงล่างแบบสปอร์ต…สนุก เร้าใจทุกสไตล์การขับ มั่นใจได้ในทุกสภาพถนน
ล้ออัลลอย 17 นิ้ว…ดีไซน์หรู โฉบเฉี่ยวยามพุ่งทะยาน
ถุงลมเสริมความปลอดภัย 7 จุด…มาตรฐานความปลอดภัยที่เหนือกว่าด้วยการติดตั้งถุงลมนิรภัยระบบ SRS 7 จุด

ภายใน ทันสมัย ตอบสนองไลฟ์สไตล์สมบูรณ์แบบ
เบาะหนังสีดำ…ดุดัน หรูหรา
เบาะนั่งคู่หน้าแบบสปอร์ต ปรับไฟฟ้าด้านคนขับ 8 ทิศทาง พร้อมปุ่มปรับดันหลังไฟฟ้า…ให้ความรู้สึกสบาย ผ่อนคลายทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร
หน้าจอระบบสัมผัสใหม่ขนาด 7 นิ้ว…ครบครันความบันเทิงด้วยเครื่องเล่น DVD
กล้องมองหลัง…แสดงภาพผ่านหน้าจอ LCD เมื่อเข้าเกียร์ถอยหลัง ถอยจอดอย่างปลอดภัยและแม่นยำ
ระบบเชื่อมต่อ Bluetooth…เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่ และไม่พลาดทุกการสื่อสาร
ระบบสตาร์ทและระบบเปิดประตูอัจฉริยะ…ควบคุมการล็อก-ปลดล็อกประตู และสตาร์ทเครื่องยนต์อย่างง่ายดาย เพียงปลายนิ้วสัมผัส
เครื่องปรับอากาศอัตโนมัติ…เพิ่มความสะดวกสบายในการใช้งาน
มาตรวัดเรืองแสง Optitron…เทคโนโลยีล้ำหน้า โดดเด่นด้วยดีไซน์สปอร์ต แสดงสถานะการทำงานของระบบต่าง ๆ อย่างเด่นชัด


พิเศษสำหรับรุ่น 1.8V กับเทคโนโลยีอัจฉริยะ T-Connect Telematics ระบบที่เชื่อมต่อรถและผู้ใช้รถให้เป็นหนึ่งเดียวด้วยเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ทุกรูปแบบการใช้ชีวิตและการเดินทาง เติมเต็มความสนุกให้ทุกการขับขี่ด้วยการเชื่อมต่อข้อมูลเข้ากับ Wi-Fi Box เพื่อผู้ขับขี่ใช้งานผ่านอุปกรณ์ Smartphone, Apple Watch และหน้าจอวิทยุ ให้สอดคล้องกับรูปแบบในการใช้ชีวิตและการเดินทางอย่างแท้จริง ทั้งนี้ T-Connect Telematics โดดเด่นด้วยความพร้อมและความชำนาญของศูนย์บริการข้อมูลลูกค้า (Call Center) ตลอด 24 ชม.

เลือกเป็นเจ้าของ โคโรลล่า อัลติส ทั้ง 8 รุ่น 7 สี
สีขาวมุก…White Pearl Crystal*
สีขาว…Super White 2**
สีเงิน…Silver Metallic
สีดำ…Attitude Black Mica
สีเทา…Gray Metallic
สีน้ำตาล…Phantom Brown
สีแดง…Red Mica Metallic ใหม่

ราคา (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและเครื่องปรับอากาศ)
รุ่น 1.8V 1,093,000 บาท
รุ่น ESPORT OPTION 979,000 บาท
รุ่น 1.8S 959,000 บาท
รุ่น ESPORT 944,000 บาท
รุ่น 1.8E 874,000 บาท
รุ่น 1.6G 869,000 บาท
รุ่น 1.6E CNG 969,000 บาท
รุ่น 1.6J 799,000 บาท
ร่วมสัมผัสและทดลองขับ โคโรลล่า อัลติส ที่ศูนย์ทดสอบขับรถ Toyota Driving Experience (บางนา กม.3) และโชว์รูมผู้แทนจำหน่ายโตโยต้า 472 แห่งทั่วประเทศ