Home Blog Page 508

“ฟอร์ด เรนเจอร์” พาลุยสวนผลไม้ พิสูจน์สมรรถนะแกร่ง ครอบคลุมทุกงานเกษตรกรรม

0

ฟอร์ด ประเทศไทย จัดกิจกรรมคาราวาน “ฟอร์ด เรนเจอร์ แกร่ง…เพื่อทุกงานเกษตร” เชิญคณะสื่อมวลชนสายเกษตรกรรมร่วมทดสอบสมรรถนะอันเหนือชั้นและประสิทธิภาพการใช้งานเกษตรกรรมทุกรูปแบบของรถกระบะพันธุ์แกร่ง ฟอร์ด เรนเจอร์ ในการเยี่ยมชมสวนผลไม้เศรษฐกิจทุเรียนและสละรายใหญ่ พร้อมเข้าชมโรงงานฟอร์ด ไทยแลนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง (เอฟทีเอ็ม) จังหวัดระยอง และร่วมกิจกรรมจิตอาสาที่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านน้ำแดง

คณะสื่อมวลชนออกเดินทางจากโรงแรมโนโวเทล สุวรรณภูมิ กรุงเทพฯ มุ่งหน้าสู่โรงงานฟอร์ด ไทยแลนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง (เอฟทีเอ็ม) ซึ่งตั้งอยู่ที่อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง ตลอดระยะทางกว่า 115 กิโลเมตร ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้สัมผัสประสบการณ์การขับขี่อย่างเหนือระดับของฟอร์ด เรนเจอร์ ที่มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์อันทรงพลัง ดีไซน์แข็งแกร่ง และเทคโนโลยีทันสมัย เพื่อมอบความมั่นใจและความปลอดภัยในทุกการเดินทาง และเมื่อเดินทางถึงโรงงานเอฟทีเอ็ม คณะสื่อมวลชนได้สัมผัสกับความยิ่งใหญ่และทันสมัยของโรงงานผลิตรถยนต์มาตรฐานระดับโลก ซึ่งก่อตั้งจากเม็ดเงินลงทุนมูลค่ามหาศาลกว่า 1.4 หมื่นล้านบาท โดยโรงงานแห่งนี้ทำหน้าที่เป็นฐานการผลิตสำคัญของฟอร์ด อีกทั้งยังเป็นศูนย์กลางการส่งออกรถยนต์ฟอร์ดไปยังทั่วภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก

ด้วยพื้นที่สำหรับการดำเนินงานขนาดใหญ่ถึง 200,000 ตารางเมตร ผนวกกับพนักงานมืออาชีพจำนวนกว่า 2,000 คน และเครื่องจักรที่ใช้ในกระบวนการผลิตรถยนต์อันสมัย โรงงานเอฟทีเอ็มจึงสามารถผลิตรถยนต์ได้สูงสุดถึง 32 คันต่อชั่วโมง โดยโรงงานแห่งนี้ยึดมั่นในการเป็นโรงงานสีเขียว ฟอร์ดจึงได้เลือกใช้นวัตกรรมการผลิตรถยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็น เทคโนโลยี Rotational Dip ที่ช่วยประหยัดน้ำ สารเคมี และปริมาณการใช้ไฟฟ้า รวมถึงเทคโนโลยีการพ่นสีแบบ Three-Wet High Solid ที่ลดอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และสารประกอบอินทรีย์ระเหย เมื่อเทียบกับระบบการพ่นสีแบบทั่วไป

จากนั้น คณะสื่อมวลชนได้ออกเดินทางต่อไปยังสวนทุเรียนสุเทพ จังหวัดระยอง เพื่อทดสอบสมรรถนะการใช้งานเกษตรกรรมของฟอร์ด เรนเจอร์ รุ่นเอ็กซ์แอล และ เอ็กซ์แอลเอส (XL และ XLS) ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อเป็นสุดยอดรถกระบะพันธุ์แกร่งทั้งด้านความแข็งแกร่ง ความสมบุกสมบันในการใช้งานเกษตร และสมรรถนะอันเปี่ยมประสิทธิภาพ ด้วยเครื่องยนต์ที่ทรงพลังและการบรรทุกได้สูงสุดถึง 1.3 ตัน

คณะสื่อมวลชนยังได้ลิ้มลองความอร่อยของทุเรียนพันธุ์หมอนทองจากสวนทุเรียนสุเทพ ผลไม้เศรษฐกิจที่ทำรายได้ให้แก่เกษตรกรชาวระยองมาเป็นระยะเวลานาน ซึ่งสวนทุเรียนเทพแห่งนี้ มีความชำนาญในการทำทุเรียนนอกฤดู (ทะวาย) ที่จะทำให้ผลผลิตออกก่อนสวนอื่น ในช่วงเดือนมีนา – เม.ย. จึงทำให้ได้ราคาดี โดยผลผลิตส่วนใหญ่นั้น จะส่งออกไปยังประเทศจีนเป็นหลัก และมีผลผลิตอยู่ที่ประมาณ 150,000 กิโลกรัมต่อปี

นอกจากนั้น ผู้เข้าร่วมกิจกรรมยังได้รับฟังข้อมูลการปลูก ดูแลรักษา และพัฒนาการผลิต เพื่อให้ได้ทุเรียนพันธุ์ดีมีคุณภาพ พร้อมส่งออก เพื่อขายไปทั่วประเทศและทั่วโลกอีกด้วย

ในวันถัดมา คณะสื่อมวลชนได้ออกเดินทางไปร่วมกิจกรรมจิตอาสาปล่อยปูและปลูกป่าชายเลน ณ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน บ้านน้ำแดง พร้อมเยี่ยมชมสวนสละลุงตี๋ จังหวัดจันทบุรี ที่มีพื้นที่กว้าง 23 ไร่ และมีสละทั้งหมดถึง 1,100 กอ ปลูกสละชนิดเดียวคือพันธุ์สุมาลี ที่เป็นที่ต้องการมากของตลาดในเมืองไทยและต่างประเทศ โดยผู้เข้าร่วมกิจกรรมยังได้เพลิดเพลินกับการลิ้มลองสละลูกอวบรสเปรี้ยวหวานที่รสชาติอร่อยไม่แพ้สละจากภูมิภาคอื่น ก่อนเดินทางกลับกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ

นางสาวศุภรางศุ์ อนุชปรีดา ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว “ฟอร์ด ประเทศไทย มีความมุ่งมั่นที่จะตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในทุกรูปแบบ รวมถึงงานเกษตรกรรมอันเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจไทย จึงพร้อมนำเสนอฟอร์ด เรนเจอร์ รุ่นย่อยในกลุ่ม XL และ XLS ที่มาพร้อมสมรรถนะการขับขี่อันเหนือชั้น ฟังก์ชั่นที่ตอบโจทย์การใช้งานเกษตรกรรมอย่างสมบุกสมบัน และเทคโนโลยีอัจฉริยะอื่น ๆ เพื่อความปลอดภัยและสะดวกสบาย ในราคาที่ดีและคุ้มค่าที่สุดในตลาด โดยฟอร์ดหวังว่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยผลักดันให้เกษตรกรชาวไทยประสบความสำเร็จในการทำเกษตรกรรมและพัฒนาผลผลิตทางการเกษตรได้อย่างยั่งยืน”

“GET Away Out by Honda HR-V” ทริพหนีกรุง มุ่งสู่หัวหิน ไปพบความสุขในแบบที่คุณเป็น กับ “ฮอนด้า เอชอาร์-วี”

0

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับคลื่นวิทยุเก็ตเรดิโอ (GET 102.5) จัดกิจกรรม “GET Away Out by Honda HR-V” ทริปสุดเอ็กซ์คลูซีฟ พาลูกค้าเจ้าของรถยนต์ฮอนด้า เอชอาร์-วี ออกไปเปิดประสบการณ์ในวันหยุดพักผ่อน เพื่อพบกับความสุขในแบบที่คุณเป็น พร้อมสนุกกับกิจกรรมพิเศษตลอดเส้นทางกรุงเทพฯ – หัวหิน 2 วัน 1 คืน ตอกย้ำความเป็นรถยนต์สปอร์ตครอสโอเวอร์ระดับพรีเมียมของฮอนด้า เอชอาร์-วี ที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการใช้งาน ด้วยพื้นที่ภายในกว้างขวาง สะดวกสบายเหนือระดับ ผสานมาตรฐานความปลอดภัยที่ล้ำสมัยและครบครัน การันตีด้วยความนิยมและความไว้วางใจจากลูกค้าชาวไทยเป็นอย่างสูงด้วยยอดขายกว่า 62,000 คัน นับตั้งแต่เปิดตัวในปี 2557

โดยทริป “GET Away Out by Honda HR-V” จัดขึ้นเพื่อสร้างความสนุกสนานและความประทับใจให้กับเจ้าของรถยนต์ฮอนด้า เอชอาร์-วี ตลอดเส้นทางกรุงเทพฯ – หัวหิน ซึ่งได้ร่วมกิจกรรมเวิร์กช็อปมากมาย ไม่ว่าจะเป็น การถ่ายภาพด้วยโทรศัพท์มือถือเพื่อลงโซเซียลมีเดียแบบชิคๆ จาก คุณทวีพงษ์ ประทุมวงษ์ กูรูด้านการถ่ายภาพสตรีท (Street Photography) อันดับต้นๆ ของประเทศ เวิร์กช็อปวิธีทำกาแฟลาเต้อาร์ต และยังได้คลายร้อนด้วยการชงเครื่องดื่ม Summer Mocktail ด้วยตัวเอง ในบรรยากาศคาเฟ่แนวอินดัสเทรียล ณ ร้าน Air Space จากนั้น จึงเดินทางต่อ เพื่อไปเช็คอิน ณ ที่พักสุดหรู อวานี หัวหิน รีสอร์ท แอนด์ วิลล่าส์ พร้อมร่วมกิจกรรมการเล่นโยคะสุดอินเทรนด์บนอุปกรณ์เหนือน้ำที่เรียกว่า Sup-Yoga ปิดท้ายด้วยปาร์ตี้ริมชายหาด ในบรรยากาศสุดชิล กับเมนูสุดพิเศษและของรางวัลมากมาย เพื่อแทนคำขอบคุณลูกค้าที่ให้ความไว้วางใจในผลิตภัณฑ์ของฮอนด้ามาโดยตลอด

กิจกรรมนี้ มีผู้สนใจเข้าร่วมเป็นจำนวนมากจากหลากหลายวงการ อาทิ นักธุรกิจ พนักงานบริษัทเอกชน เจ้าของธุรกิจส่วนตัว ซึ่งต่างก็ประทับใจในกิจกรรมครั้งนี้เป็นอย่างมาก

น.ส. เจนจิรา จ.จิตต์เจริญชัย พนักงานบริษัทเอกชน หนึ่งในลูกค้าเจ้าของรถยนต์ฮอนด้า เอชอาร์-วี ที่เข้าร่วมกิจกรรม กล่าวว่า “ปัจจุบันใช้รถฮอนด้า เอชอาร์-วี มาประมาณ 3 ปีแล้ว โดยได้มีโอกาสขับทั้งในเมืองและไปต่างจังหวัด ประทับใจภายในห้องโดยสารกว้างขวาง นั่งสบาย รวมถึงเบาะนั่งที่สามารถปรับพับได้หลายรูปแบบ ทำให้ใส่ของได้เยอะมาก สำหรับกิจกรรมในครั้งนี้สนุกมากๆ ทั้งการทำเวิร์กช้อป และการเล่นโยคะบนบอร์ด อยากขอบคุณฮอนด้าที่จัดกิจกรรมดีๆ แบบนี้ขึ้นมาค่ะ”

ด.ช. ภัทร ภิรมย์ไชย (น้องข้าวปั้น) ผู้เข้าร่วมกิจกรรมที่อายุน้อยที่สุดเพียง 8 ปีเท่านั้น กล่าวถึงความประทับใจในครั้งนี้ว่า “กิจกรรมสนุกมากครับ โดยเฉพาะกิจกรรม sup-yoga ที่ชอบมากเป็นพิเศษ เพราะเป็นกิจกรรมแปลกใหม่ที่ไม่เคยลองมาก่อน นอกจากนี้ ยังประทับใจกิจกรรมลาเต้อาร์ต ที่ได้ทำเป็นลายโลโก้ เอชอาร์-วี อยากให้ฮอนด้าจัดกิจกรรมสนุกๆ แบบนี้อีกครับ” ส่วนคุณแม่ นางพุทธรักษ์ ภิรมย์ไชย กล่าวถึงความรู้สึกที่มีต่อรถเอชอาร์-วี ว่า“ฮอนด้า เอชอาร์-วี ตอบโจทย์การใช้งานของครอบครัวเป็นอย่างมาก ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง จุของได้มาก ขับสนุก คล่องตัว ทั้งในเมือง และต่างจังหวัด ส่วนฟังก์ชั่นที่ลูกชายชอบที่สุด คือ หลังคาซันรูฟไฟฟ้าแบบพาโนรามา (Panoramic Sunroof) ที่สามารถเปิดให้ดูดาวตอนกลางคืนได้ด้วย”

ฮอนด้า เอชอาร์-วี รถสปอร์ตครอสโอเวอร์ระดับพรีเมียมของฮอนด้า ที่ลงตัวทุกการใช้งานในชีวิตประจำวัน ด้วยดีไซน์ภายนอกสไตล์สปอร์ต ผสานกับพื้นที่ภายในกว้างขวาง พื้นที่บรรทุกสัมภาระด้านท้ายขนาดใหญ่ และเบาะนั่งอเนกประสงค์ที่สามารถปรับพับได้หลายรูปแบบ จึงสามารถจุของขนาดใหญ่ได้หลายชิ้น ที่พร้อมพาคุณออกเดินทางไปท่องเที่ยวสถานที่ใหม่ๆ ในวันหยุดพักผ่อน เพื่อพบกับความสุขในแบบที่คุณเป็น เติมเต็มความต้องการและตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์

“เอ.พี.ฮอนด้า” เปิดตัว “New Honda Click 150i” และ “All New Honda Click 125i”

0

เอ.พี. ฮอนด้า ผู้จัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้าในประเทศไทย มุ่งสู่การตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดอย่างต่อเนื่องสู่ปีที่ 30 ภายใต้แนวคิด “WHAT STOPS YOU? มุ่งไป อย่าให้อะไรมาหยุด” เปิดตัว New Honda Click 150i (นิว ฮอนด้า คลิก 150ไอ) และ All New Honda Click 125i (ออล นิว ฮอนด้า คลิก 125ไอ) ครั้งแรกในไทยอย่างเป็นทางการ พร้อมดึงหนุ่มสุดฮอต “มาริโอ้ เมาเร่อ” เป็นพรีเซ็นเตอร์ ชูจุดเด่นขีดสุดความแรงแห่งสปอร์ต เอ.ที เผยโฉมความเฉียบคมแห่งดีไซน์ ทุกองศาคือความโฉบเฉี่ยว ทุกมิติคือความเจิดจ้า สะท้อนพลังความเป็นตัวจริงที่โดดเด่น โดยในรุ่น New Honda Click 150i มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์ eSP 150ซีซี ให้ขีดสุดแห่งสมรรถนะการขับขี่ ล้ำสมัยด้วยเทคโนโลยีฮอนด้าสมาร์ทคีย์ ถือเป็นหนึ่งในโมเดลกลยุทธ์ที่ไม่หยุดตอบโจทย์กลุ่มผู้ใช้คนเมืองที่ต้องการรถเอ.ที. ที่สมบูรณ์แบบด้วย ขีดสุดแห่งสมรรถนะการขับขี่และความสะดวกสบายจากเทคโนโลยีสุดล้ำ พร้อมวางจำหน่ายทั่วประเทศตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

นายสุชาติ อรุณแสงโรจน์ รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด ผู้จัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้าในประเทศไทย เปิดเผยว่า “ตลาดรถจักรยานยนต์ของไทยในกลุ่มรถเอ.ที. (A.T.) ถือว่ามีขนาดที่ใหญ่ และมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ฮอนด้าเราจึงไม่หยุดยั้งที่จะพัฒนาและนำเสนอรถรุ่นใหม่สู่ตลาด เพื่อเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกให้กับกลุ่มผู้ใช้ผู้ขับขี่ ให้ได้สัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับยิ่งขึ้น โดยการเปลี่ยนโฉมใหม่และออกรุ่นใหม่ของรถตระกูล Click (คลิก) ในครั้งนี้จะเติมเต็มความสมบูรณ์แบบทั้งด้านสมรรถนะของขุมพลังของเครื่องยนต์ และสะดวกสบายกับเทคโนโลยีสุดล้ำที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง พร้อมกับดีไซน์ทันสมัยใหม่ทั้งคัน เพื่อให้คนเมืองรุ่นใหม่ได้ใช้ชีวิตที่แอคทีฟและพร้อมนำหน้าไปกับ ทุกสถานการณ์ รถสปอร์ตเอ.ที. 2 โมเดลใหม่ New Honda Click 150i (นิว ฮอนด้า คลิก 150ไอ) และ All New Honda Click 125i (ออล นิว ฮอนด้า คลิก 125ไอ) ที่เราเปิดตัวในครั้งนี้เราเชื่อว่าจะไม่เพียงตอบสนองความต้องการของรถกลุ่มสปอร์ตเอ.ที.เท่านั้น แต่จะเป็นการเสริมความแข่งแกร่งให้กับ Brand Click (แบรนด์คลิก) โดดเด่นกับขีดสุดความแรงของ ขุมพลังเครื่องยนต์ eSP 150ซีซี ที่มากับระบบระบายความร้อนด้วยน้ำที่เหนือระดับ และล้ำหน้ากับเทคโนโลยีครบครันของฮอนด้า เพื่อตอกย้ำการเป็นตัวจริงของผู้นำกลุ่มรถสปอร์ต เอ.ที. อย่างแท้จริง”


การเปิดตัวใหม่ 2 รุ่นของรถสปอร์ตเอ.ที. ตระกูล Click (คลิก) ทั้ง New Honda Click 150i (นิว ฮอนด้า คลิก 150ไอ) และ All New Honda Click 125i (ออล นิว ฮอนด้า คลิก 125ไอ) นับเป็นอีกก้าวสำคัญที่ได้พัฒนาอีกขั้นเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคคนเมืองยุคใหม่ ที่มีสัญชาตญาณตัวจริง ไม่เคยยอมให้ใครนำหน้า ต้องเหนือกว่า ต้องไม่ตามใคร ต้องไม่เคยธรรมดา

ฮอนด้าเสริมทัพส่ง Click รุ่นใหม่ รุ่นเรือธงอย่าง New Honda Click 150i (นิว ฮอนด้า คลิก 150ไอ) ขีดสุดความแรงแห่งสปอร์ต เอ.ที. เปิดตัวครั้งแรกในไทย เพื่อตอบโจทย์ทุกความเป็นที่สุดของการขับขี่ ที่มากับขุมพลังขับเคลื่อนของเครื่องยนต์ eSP 150ซีซี (enhanced Smart Power) หนึ่งในหัวใจสำคัญของฮอนด้าสมาร์ทเทคโนโลยี ระบบจ่ายน้ำมันหัวฉีด PGM-FI ซิงเกิ้ลโอเวอร์เฮดแคมชาฟท์ พร้อมระบบระบายความร้อนดีเยี่ยมแบบ build in liquid cool เอกสิทธิ์ของฮอนด้า ให้ประสิทธิภาพการขับขี่เต็มกำลัง เครื่องยนต์ทนทานประหยัดน้ำมัน ให้การขับขี่ที่คล่องตัวด้วยน้ำหนักรถที่พัฒนาให้เบาควบคุมง่าย

มาพร้อมดีไซน์เฉียบคมกับไฟ LED รอบคันสะท้อนความเท่ห์ดุดันอย่างลงตัว พร้อมเพิ่มเทคโนโลยีความสะดวกสบายกับ Honda Smart Key กุญแจรีโมทอัจฉริยะ สตาร์ทเครื่องยนต์โดยไม่ใช้กุญแจ พร้อมฟังก์ชั่นระบุตำแหน่งรถ และป้องกันการโจรกรรม ล้ำหน้าด้วยแผงหน้าปัดดิจิทัลใหม่เต็มรูปแบบ แสดงอัตราการใช้น้ำมัน ณ ปัจจุบัน นาฬิกา ไฟเตือนการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ไฟเตือนแบตเตอรี่พร้อมบอกระดับแบตเตอรี่ บอกระยะทางและจับระยะทางทริป

ให้กลิ่นอายความสปอร์ตอย่างเต็มรูปแบบด้วยไฟเลี้ยวและบังโคลนแบบแยก ท่อไอเสียดีไซน์ใหม่ จานดิสก์เบรกสไตล์สปอร์ตพร้อมคาลิปเปอร์แดง และล้อแม็กใหม่สไตล์สปอร์ต หน้ายางขนาดใหญ่ แบบไม่มียางใน ขับขี่ได้อย่างมั่นใจ เกาะถนน ทรงตัวเยี่ยมโดยมีให้เลือก 3 สี คือ สีเทา สีดำ-แดง และ สีเทา-ดำ ด้วยราคาแนะนำเริ่มต้นที่ 60,200 บาท

นอกจากนี้ฮอนด้ายังเพิ่มความแข็งแกร่งให้ตระกูล Click (คลิก) ด้วยการเปิดตัว All New Honda Click 125i (ออล นิว ฮอนด้า คลิก 125ไอ) ที่ปรับเปลี่ยนโฉมใหม่ทั้งคัน คงความโดดเด่นของดีไซน์สปอร์ตเท่ห์โฉบเฉียว เต็มสมรรถนะกับขุมพลังเครื่องยนต์ eSP 125 ซีซี มาพร้อมไฟ LED รอบคันทั้ง LED Headlight & Taillight

แผงหน้าปัดดิจิทัลใหม่เต็มรูปแบบ แสดงอัตราการใช้น้ำมัน ณ ปัจจุบัน นาฬิกา ไฟเตือนการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ไฟบอกระดับแบตเตอรี่ บอกระยะทางและจับระยะทางทริป และข้อมูลฟังก์ชั่นอื่นๆ พร้อมพื้นที่เก็บสัมภาระใต้เบาะขนาดใหญ่ ใส่หมวกกันน็อคได้เต็มใบ กลิ่นอายความสปอร์ตแบบจัดเต็มด้วยบังโคลนแบบแยก ท่อไอเสียดีไซน์ใหม่ ทั้งแบบล้อแม้กและล้อซี่ลวด โดยมีให้เลือก 5 สี คือ สีแดง-ดำ สีดำ สีขาว-ดำ ในรุ่นล้อแม้ก ด้วยราคาแนะนำเริ่มต้นที่ 54,700 บาท และ สีน้ำเงิน-ดำ และ สีส้ม-ดำ ในรุ่นล้อซี่ลวด ด้วยราคาแนะนำเริ่มต้นที่ 51,000 บาท

 

ทั้งนี้ เอ.พี. ฮอนด้า ได้สื่อสารภาพลักษณ์ใหม่ของความเป็นผู้นำสปอร์ต เอ.ที. ให้ชัดเจนขึ้นอีกขั้น ด้วยการดึงซุปเปอร์สตาร์หนุ่มสุดฮอต “มาริโอ้ เมาเร่อ” มาเป็นพรีเซนเตอร์ เพื่อสะท้อนภาพลักษณ์ของแบรนด์คลิก ให้สอดคล้องกับผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการใช้ชีวิตที่แอคทีฟและพร้อมนำหน้าไปกับทุกสถานการณ์ ชอบดีไซน์โดดเด่น ล้ำสมัย มีความเป็นสปอร์ต เท่ เรียบหรูแต่แฝงด้วยความดุดัน โดยเชื่อว่าจะได้รับการตอบรับจากตลาดเป็นอย่างดี โดยพร้อมวางจำหน่าย ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ที่ศูนย์จำหน่ายและบริการ Honda Wing Center ทั่วประเทศ

“โตโยต้า มอเตอร์สปอร์ต 2018…DARE TO RACE” พร้อมระเบิดความแรง สนามแรก 19-20 พฤษภาคม ณ จังหวัด เชียงใหม่

0

มร.มิจิโนบุ ซึงาตะ เจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น และ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด พร้อมด้วย นายสนธยา คุณปลื้ม ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และ ประธานคณะกรรมการกีฬายานยนต์ ราชยานยนต์สมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมแถลงข่าวการจัดกิจกรรม “โตโยต้า มอเตอร์สปอร์ต 2018” 


บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด บุกเบิกวงการมอเตอร์สปอร์ตของไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ.2529 ด้วยความมุ่งมั่นที่จะยกระดับวงการมอเตอร์สปอร์ตของประเทศ เริ่มตั้งแต่ระดับเยาวชนต่อเนื่องไปถึงการสนับสนุน นักแข่งในระดับอาชีพ เพื่อเป็นการสร้างโอกาสให้นักแข่งไทยได้สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ จากความทุ่มเทเพื่อพัฒนาวงการมอเตอร์สปอร์ตไทยกว่า 31 ปี ทำให้โตโยต้าก้าวขึ้นเป็นผู้นำในวงการมอเตอร์สปอร์ตของไทยอย่างแท้จริง โดยกิจกรรม โตโยต้า มอเตอร์สปอร์ต ถือเป็นการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบ วันเมคเรซ ที่มีนักแข่งและรถแข่งเข้าร่วมจำนวนมากที่สุดในอาเซียน

จากปรัชญาในการมุ่งส่งเสริมความแพร่หลายของกีฬามอเตอร์สปอร์ต ควบคู่ไปกับการมุ่งสร้างกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีความชื่นชอบในรถและกีฬามอเตอร์สปอร์ต บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ได้ก่อตั้งแบรนด์ Toyota GAZOO Racing ในปี พ.ศ. 2558 เพื่อทำหน้าที่ดูแลกิจกรรมมอเตอร์สปอร์ตของโตโยต้าทั้งหมด โดยมีวัตถุประสงค์ในการมุ่งพัฒนายนตรกรรมที่ดียิ่งขึ้น พร้อมยกระดับกีฬามอเตอร์สปอร์ตสู่ระดับสากล ภายใต้มาตรฐานการจัดการของโตโยต้า

มร.ซึงาตะ กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลากว่า 31 ปีที่ผ่านมา โตโยต้ามุ่งมั่นสนับสนุนกีฬามอเตอร์สปอร์ต อย่างต่อเนื่อง อันเป็นการส่งเสริมพัฒนาการของนักแข่งและวงการยานยนต์ ปีนี้นับเป็นการก้าวสู่ยุคใหม่ของกีฬามอเตอร์สปอร์ตในประเทศไทย ที่พัฒนาให้มีความตื่นเต้นเร้าใจยิ่งขึ้น ทั้งในรูปแบบของการแข่งขันรถที่มาพร้อมสมรรถนะอันดีเยี่ยม รวมทั้งกิจกรรมมากมายที่จะเปิดโอกาสให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้น”

สำหรับ โตโยต้า มอเตอร์สปอร์ต ในปีนี้ได้มีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงเพื่อให้มีความสนุกสนาน ตื่นเต้นและเร้าใจยิ่งขึ้น ภายใต้แนวคิด “Dare to Race” เพื่อพิสูจน์ให้เห็นถึงสมรรถนะอันดีเยี่ยมของรถโตโยต้าอย่างใกล้ชิด ในรายการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบวันเมคเรซ ทั้ง 4 รุ่น และการโชว์สมรรถนะของรถโตโยต้าที่ตอกย้ำความโดดเด่นด้านความสนุกในการขับขี่ (Fun-to-drive) พร้อมนำเสนอประสบการณ์เหนือระดับจากเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด ที่ทำให้ทุกชีวิตไปได้ไกลกว่าในทุกเส้นทางด้วย 4 เทคโนโลยีใหม่ที่ถือเป็นมาตรฐานของรถยนต์โตโยต้า เพื่อตอบสนองทุกรูปแบบของการใช้ชีวิตที่ไร้ขีดจำกัด

เริ่มต้นด้วยระบบไฮบริดเจเนอเรชั่นที่ 4 ซึ่งมีการพัฒนาแบตเตอรี่ใหม่ให้มีประสิทธิภาพสูง เพื่อความทนทานและประหยัดน้ำมันยิ่งขึ้น สถาปัตยกรรมโครงสร้างยานยนต์ใหม่ (Toyota New Global Architecture หรือ TNGA) มอบประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจกว่าเคย มาตรฐานความปลอดภัยใหม่ระดับโลก (Toyota Safety Sense หรือ TSS) มาตรฐานความปลอดภัยใหม่เพื่อความมั่นใจของทุกชีวิต และท้ายสุดกับ Toyota T-Connect Telematics เชื่อมต่อทุกเส้นทางอย่างสมบูรณ์แบบ

รายการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบวันเมคเรซ บทพิสูจน์สมรรถนะของรถโตโยต้าซึ่งสามารถทำการแข่งขันบนสภาพถนนที่มีความท้าทายสูงได้เป็นอย่างดี ทั้งในรุ่น ไฮลักซ์ รีโว่ วันเมคเรซ กับเครื่องยนต์ 2,400 ซีซี บทพิสูจน์ของกระบะสายพันธุ์แกร่ง กับช่วงล่างที่หนึบและสมรรถนะที่แรงสุดขีด พร้อมด้วยการแข่งขันรุ่นโคโรลล่า อัลติส วันเมคเรซ รุ่น วีออส วันเมคเรซ และรุ่นวีออส วันเมคเรซ เลดี้คัพ โดยนักแข่งทุกคนจะต้องผ่านการอบรมจากโครงการ Toyota Racing School เพื่อเรียนรู้กฎ กติกา มารยาทที่ถูกต้องในการแข่งขัน ซึ่งเป็นการเตรียมพื้นฐานที่ดีสำหรับการเข้าร่วมแข่งขัน

ไฮลักซ์ รีโว่ วันเมคเรซ

โคโรลล่า อัสติส วันเมคเรซ

วีออส วันเมคเรซ

วีออส วันเมคเรซ เลดี้คัพ

การโชว์สมรรถนะของรถโตโยต้า ที่มอบความสนุกในทุกรูปแบบการขับขี่ (Fun-to-drive)

LIVE ALIVE C-HR SHOW… ครั้งแรกกับการพิสูจน์สมรรถนะการขับขี่ที่ดีเยี่ยม ควบคุมได้ดั่งใจ ของรถยนต์ซับคอมแพคเอสยูวีที่เปิดมิติใหม่ของยานยนต์ TOYOTA C-HR ทั้งรุ่นเครื่องยนต์เบนซิน และร่วมสัมผัสความสมบูรณ์แบบจากระบบไฮบริด เจเนอเรชั่นที่ 4 ในรุ่นเครื่องยนต์ไฮบริด มาพร้อมประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจ จากสถาปัตยกรรมโครงสร้างยานยนต์ใหม่ (Toyota New Global Architecture หรือ TNGA)

C-HR Test Drive Run on Track…ร่วมเปิดโอกาสให้แฟนพันธุ์แท้รถโตโยต้า ได้ร่วมประสบการณ์จริงบนสนามแข่งรถ ไปกับรถยนต์ซับคอมแพคเอสยูวีรุ่นใหม่ TOYOTA C-HR ที่จะมอบประสบการณ์ การขับขี่ที่สนุกอย่างแท้จริง

Hilux Revo Drift Show…การโชว์ดริฟท์กระบะพันธุ์แกร่ง ไฮลักซ์ รีโว่ ที่ทั้งแรง และหนึบจากลีลาการขับของนักดริฟท์ชั้นนำ นำโดยดริฟท์คิงจากแดนปลาดิบ

TOYOTA Team Thailand Show…โชว์สมรรถนะและความสามารถของทีมแข่งรถระดับมืออาชีพ ลำดับต้นของประเทศ เพื่อส่งเสริมให้คนไทยเกิดความสนใจและร่วมภาคภูมิใจไปกับทีมแข่งรถของคนไทย

 

กิจกรรมแห่งความสนุกโดนใจวัยมันส์

LIVE ALIVE Cafe…พื้นที่แห่งแรงบันดาลใจ ที่จะทำให้ทุกชีวิตไปได้ไกลกว่ากับ 4 เทคโนโลยีใหม่ที่ถือเป็นมาตรฐานของรถยนต์โตโยต้า

Walk About On Track…กิจกรรมที่ให้ผู้ชมได้ลงมากลางสนามแข่ง เพื่อได้ใกล้ชิดรถแข่ง และนักแข่งที่ ชื่นชอบ

Pit Walk…กิจกรรมที่ให้ผู้ชม ได้เยี่ยมชมรถแข่งได้ถึงในพิท

Vote to Japan… ร่วมพิสูจน์ความเป็นแฟนพันธุ์แท้ของ โตโยต้า มอเตอร์สปอร์ต พร้อมลุ้นรับสิทธิ์เป็น ผู้โชคดีไปชมการแข่งขัน Netz Cup Vitz Race ณ สนามฟูจิสปีดเวย์ ประเทศญี่ปุ่น ผ่านช่องทาง www.toyotamotorsport.net

สนับสนุนทีมแข่งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ

โตโยต้า มุ่งยกระดับมอเตอร์สปอร์ตสู่ระดับสากล กับการส่งรถยนต์ โคโรลล่า อัลติส เอสสปอร์ต และ โคโรลล่า อัลติส เอสสปอร์ต นูร์เบอร์กริง เอดิชั่น เข้าร่วมแข่งขันรายการ ADAC 24hrs Nürburgring ที่เมือง นูร์เบอร์กริง ประเทศเยอรมนี เป็นปีที่ห้าติดต่อกัน ภายใต้รูปแบบการแข่งขันที่เข้มข้นกับสนามแข่งขันระดับโลก ซึ่งได้รับการกล่าวขานว่าเป็นสนามที่ท้าทาย และอันตรายที่สุดสนามหนึ่งในโลก เพื่อพิสูจน์ถึงสมรรถนะของเครื่องยนต์ที่โดดเด่น ให้อัตราเร่งดี มีความทนทาน ประหยัดน้ำมัน มีช่วงล่างที่ได้รับการออกแบบเพื่อขับขี่แบบสปอร์ต เกาะถนนดีเยี่ยม มีการควบคุมบังคับที่คล่องตัว ระบบเบรคแม่นยำฉับไว ตลอดจนระบบมาตรฐานความปลอดภัยระดับโลกที่สมบูรณ์แบบ และนอกจากนี้ ยังมุ่งส่งเสริมนักแข่งไทยอย่างต่อเนื่องกับการส่ง โตโยต้า 86 และ โคโรลล่า อัลติส เข้าร่วมแข่งในรายการ “Thailand Super Series 2018” ในรุ่น Super Car และ Super 2000 โดยในทุกรายการแข่งขัน รถทุกคันอยู่ภายใต้การควบคุมจากสุดยอดฝีมือของนักแข่ง Toyota GAZOO Racing Team Thailand


มร.มิจิโนบุ ซึงาตะ กล่าวเสริม “เมื่อมองถึงความสำเร็จของกิจกรรมมอเตอร์สปอร์ต ในประเทศไทย สามารถกล่าวได้ว่าบริษัทโตโยต้าในประเทศอาเซียนอื่นๆ ได้เริ่มต้นดำเนินตามแนวทางการจัดกิจกรรมของเรา อาทิ โตโยต้า มอเตอร์ ฟิลิปปินส์ เริ่มจัดการแข่งขัน วีออส คัพ วันเมคเรซ ในปี พ.ศ. 2557 รวมถึงในปีที่ผ่านมา ประเทศมาเลเซีย ได้มีการจัดการแข่งขันวันเมคเรซ ในชื่อของ VIOS Challenge อีกด้วย สำหรับในอนาคตอันใกล้นี้ เราเชื่อว่าทุกท่านจะได้สัมผัสถึงสมรรถนะอันดีเยี่ยมจากยนตรกรรมไฮบริดที่จะมาร่วมสร้างสีสันให้กับการแข่งขันอย่างแน่นอน ทั้งหมดนี้คือความมุ่งมั่นของเราที่จะสร้างสรรค์กิจกรรมเพื่อสร้างรอยยิ้มและความสุขให้กับคนไทย”

พิสูจน์ขุมพลังแห่งสมรรถนะของรถ โตโยต้า ในงาน โตโยต้า มอเตอร์สปอร์ต 2018 ซึ่งจะจัดขึ้น 5 สนาม ทุกภูมิภาคทั่วประเทศได้แก่ 

สนามที่ 1 วันที่ 19-20 พฤษภาคม จังหวัด เชียงใหม่

สนามที่ 2 วันที่ 29 มิถุนายน – 1 กรกฎาคม จังหวัด บุรีรัมย์

 สนามที่ 3 วันที่ 13-15 กรกฎาคม จังหวัด ชลบุรี

 สนามที่ 4 วันที่ 22-23 กันยายน จังหวัด ภูเก็ต

 สนามที่ 5 วันที่ 26-28 ตุลาคม จังหวัด บุรีรัมย์

 

“BMW M2 Competition” รูปลักษณ์ใหม่ โมดิฟายขุมพลัง เพื่อสมรรถนะร้อนแรง

0

BMW เผยโฉม New BMW M2 Competition ที่ได้รับการปรับโฉมใหม่ในรูปแบบ Facelift พร้อมโมดิฟายขุมกำลังใหม่ จากเดิมที่เป็นเครื่องยนต์ 6 สูบ แถวเรียง ขนาด 3.0 ลิตร Twin Power Turbo 370 แรงม้า ถูกขยับพลังขึ้นไปเป็น 405 แรงม้า เพื่อสมรรถนะอันเร้าใจยิ่งกว่าที่เคย

หลังจาก BMW M2 Coupe ได้ถือกำเนิดออกสู่สายตาสาธารณชนไปเมื่อปีที่ผ่านมา ด้วยรูปลักษณ์ และสมรรถนะที่โดดเด่น พอเปิดศักราชใหม่ BMW ก็ได้จัดหนักให้กับ M2 ใหม่ ในรุ่น New BMW M2 Competition ซึ่งเรียกได้ว่าเป็น Big minor change ก็ว่าได้ แต่ถ้าจะเรียกว่าเป็นรุ่น Special Edition เพื่อมาเสริมทัพให้กับ BMW M2 Coupe ก็ผิดแปลก

 

BMW M2 Competition ติดตั้งกระจังหน้าแบบใหม่พร้อมชุด Front Aero part ที่ดูปราดเปรียวมีเส้นขอบที่คมขึ้น ลดความกลมๆมนๆที่ถูกวิจารณ์ออกไป รวมถึงชุดกันชนท้ายที่ปรับปรุงใหม่ แน่นอนล้อแม็กซ์ก็ต้องลายใหม่ที่ทำให้ดูเป็นรถสนามสมคำว่า “Competition” ที่ดูดีกว่าเดิมแยะ

ห้องโดยสารแตกต่างจากรุ่นเดิมอย่างชัดเจนทั้งเบาะนั่ง M Sport, แผงหน้าปัด M, เข็มขัดนิรภัย M, ฟังก์ชัน M Drive, Park Distance Control และ ปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์สีแดง

ขุมกำลังได้รับการโมดิฟายเพิ่มจากเครื่องยนต์เดิมแบบ 6 สูบ แถวเรียง ขนาด 3.0 ลิตร ทวินเพาเวอร์เทอร์โบ ให้กำลังสูงสุด 370 แรงม้า ถูกขยับพลังขึ้นไปเป็น 405 แรงม้า ที่ 5,750 – 7,000 รอบ มาพร้อมกับแรงบิดที่มาต่อเนื่อง 550 นิวตัน-เมตร ที่ 2,350 – 5,200 รอบ ในด้านของระบบส่งกำลังมีให้เลือกทั้งแบบ M-DCT 7 สปีด และแบบ เกียร์ธรรมดา 6 สปีด

BMW M2 Competition สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 250 กม./ชม. (ล๊อคความเร็วมาเสร็จสรรพจากโรงงานผู้ผลิต) ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. สำหรับรถที่ใช้เกียร์ M-DCT 7 สปีด ทำเวลาดีที่สุดคือ 4.2 วินาที ส่วนตัวเกียร์ธรรมดา 6 สปีด ทำได้ 4.6 วินาที

การเปลี่ยนแปลงที่มาพร้อมรูปลักษณ์สปอร์ต และ สมรรถนะที่ดุดัน ของ New BMW M2 Competition จะเข้ามาโชว์ตัวและจำหน่ายในเมืองไทยหรือไม่นั้น…สาวกค่ายใบพัดรอลุ้นกันต่อไปครับ

“Honda Small RS” ว่าที่อีโค่คาร์คันใหม่

0

Honda Small RS ถือกำเนิดครั้งแรกของโลกในงาน Indonesia International Motor Show 2018 (IISM 2018) ซึ่งจัดขึ้นที่ประเทศอินโดนีเซีย รถต้นแบบคันนี้มาในสไตล์แฮทช์แบคขนาดกะทัดรัด ตกแต่งให้ดูสปอร์ตรอบคัน

Honda Small RS โดดเด่นด้วยฝากระโปรงหน้าที่มีการเจาะช่องรับอากาศ มากับชุดสเกิร์ทสีดำรอบคัน ในส่วนของด้านหน้าทั้งกระจังและชุดโคมไฟเรียกได้ว่าแทบจะยกมาจาก Honda Mobilio ทั้งชุดก็ว่าได้

สำหรับด้านหลังซุ้มล้อคู่หน้าได้ทำการเพิ่มช่องระบายอากาศ รวมถึงติดตั้งสปอยเลอร์ท้ายขนาดใหญ่ และดุดันด้วยกันชนท้ายพร้อม Diffuser

 

นี่เป็นเพียงข้อมูลบางส่วน เพราะรายละเอียดห้องโดยสารและขุมกำลังที่จะติดตั้งในรถคันนี้ยังไม่ได้รับการเปิดเผยแต่อย่างใด จุดที่น่าสนใจของว่าที่อีโค่คาร์คันนี้คือได้รับการพัฒนาและออกแบบมาจาก ศูนย์ Honda R&D Asia Pacific ที่อยู่ในบ้านเรา เพราะหลายปัจจัยทั้งด้านขนาดตัวรถที่เล็กกะทัดรัด ยังเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่สามารถเข้ามาจำหน่ายในเมืองไทยและรับสิทธิในการเป็นรถอีโคค่าร์

ทั้งหมดขึ้นอยู่กับข้อมูลที่ยังไม่ถูกเปิดเผย และ Honda Small RS ก็ยังเป็นเพียงรถต้นแบบ ซึ่งในอดีต Honda Brio ก็เคยเป็นรถต้นแบบที่พอเป็นโปรดักส์ชั่น คาร์ รูปทรงที่ออกมานั้นค่อนข้างแตกต่างไปจากรถต้นแบบเช่นกัน

“Porsche 919 Hybrid Evo” กับการสร้างสถิติใหม่บนสนาม Spa-Francorchamps เร็วและแรงกว่า Formula One

0

รถแข่งปอร์เช่ 919 ไฮบริด อีโว (Porsche 919 Hybrid Evo) เจ้าของ ตำแหน่งแชมป์รายการ Le Mans สร้างสถิติใหม่ด้วยระยะเวลาต่อรอบเร็วที่สุดของสนามแข่ง Spa-Francorchamps นักแข่งทีมโรงงานปอร์เช่ Neel Jani นำพารถแข่งพลังแรงโลดแล่น ผ่านระยะทาง 7.004 กิโลเมตร รอบสนามแข่งที่ใช้ในรายการ Belgian Grand Prix ท่ามกลางความสงบของเทือกเขา Ardennes ด้วยเวลาอันเป็นสถิติ 1:41.770 นาที นักแข่งวัย 34 ปี ชาวสวิสเซอร์แลนด์รายนี้คือผู้ที่วิ่งรอบสนาม ด้วยความเร็วกว่าสถิติเดิมถึง 0.783 วินาที ตัวเลขดังกล่าวเคยเกิดขึ้นจากฝีมือของ Lewis Hamilton (สหราชอาณาจักร) หลังพวงมาลัยของรถแข่ง Mercedes F1 W07 Hybrid โดยในครั้งนั้น Hamilton สามารถทำเวลาต่อรอบได้เร็วที่สุดภายใน 1:42.553 นาที ซึ่งเขาได้สร้างสถิติไว้เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2017 และแน่นอนว่าเป็นการแข่งขันรถยนต์สูตรหนึ่งหรือ F1 ที่เขาคว้าตำแหน่งโพลไปครองได้เมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา

ส่วน Jani สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 359 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และทำความเร็วเฉลี่ยถึง 245.61 กิโลเมตรต่อชั่วโมง การวิ่งรอบที่ถูกบันทึกเป็นสถิติ เริ่มต้นขึ้นในเวลา 10:23 น. อุณหภูมิอากาศขณะนั้นอยู่ที่ 11 องศาเซลเซียส สำหรับอุณหภูมิพื้นผิวสนามอยู่ที่ 13 องศาเซลเซียส

Fritz Enzinger รองประธานกรรมการบริหาร ผู้ดูแลรับผิดขอบส่วนงาน LMP1 ของปอร์เช่ ได้กล่าวว่า “การขับที่เกิดขึ้น ในรอบนี้ คือความมหัศจรรย์อย่างหาที่เปรียบไม่ได้ ทั้งหมดนี้คือการประสานงานอย่างลงตัวระหว่างฝีไม้ลายมืออันโดด เด่นของ Neel และสุดยอดผลงานทางวิศวกรรมของเรา สถิติเวลาต่อรอบอันน่าประทับใจดังกล่าวคือบทพิสูจน์ถึง สมรรถนะที่ยอดเยี่ยมจากนวัตกรรมรถแข่งที่ล้ำสมัยที่สุดในช่วงเวลาของมัน เป้าหมายของเราคือการแสดงให้เห็นเป็นที่ ประจักษ์ถึงศักยภาพของรถแข่งปอร์เช่ 919 ไฮบริด ที่ปราศจากซึ่งพันธนาการของข้อกำหนด ต่างๆ มากมายที่ถูกจำกัดในการแข่งขัน”

หัวหน้าทีมแข่ง Andreas Seidl กล่าวเสริมต่อไปอีกว่า “ความสำเร็จที่ต่อยอดเพิ่มขึ้นในครั้งนี้เป็นผลจากการทุ่มเท ทำงานอย่างหนักของทีมงานปอร์เช่ LMP และในวันนี้สิ่งที่ได้รับคือความภูมิใจสูงสุดที่เกิดขึ้นกับบรรดาวิศวกรมือฉมัง ของเรา ไม่ใช่แค่เพียง Neel และทีมงานเท่านั้นที่เป็นหัวใจของการบรรลุเป้าหมาย นักขับทั้ง 6 รายที่ลงแข่งในรายการ LMP1 ฤดูกาล 2017 ล้วนแล้วแต่มีบทบาทสำคัญในการสร้างสรรค์โครงการนี้ให้สำเร็จลุล่วง จุดมุ่งหมายของพวกเรา ทุกคนคือการแสดงให้เห็นว่า รถแข่งปอร์เช่ 919 ไฮบริดมีสมรรถนะที่เหนือชั้นเพียงใด เมื่อไม่มีความจำเป็นต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดของการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบรายการ World Endurance Championship ดังเช่นทุกครั้งที่ลงสนาม”

ด้วยความล้ำเลิศของรถแข่ง 919 ไฮบริด ทีมแข่งปอร์เช่สามารถคว้าชัยชนะในรายการแข่งขัน Le Mans 24 ชั่วโมง ได้ติดต่อกัน 3 ฤดูกาล ตั้งแต่ปี 2015 ถึง 2017 รวมทั้งครองตำแหน่งแชมป์โลกทั้งประเภทโรงงานผู้ผลิตและ ประเภทนักขับจากการเข้าร่วมประลองความเร็วในรายการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบระดับนานาชาติ FIA World Endurance Championship (WEC) ภายในฤดูกาลเดียวกัน

Neel Jani แสดงความคิดเห็นไว้ว่า “รถแข่ง 919 อีโว (919 Evo) สร้างผลงานได้สุดประทับใจ นี่คือรถแข่ง ที่วิ่งได้เร็วที่สุดเท่าที่ผมเคยขับมาเลยทีเดียว ประสิทธิภาพในการยึดเกาะถนนของมันนั้นได้เปิดโลกทัศน์ใหม่ให้กับผม แน่นอนว่าไม่อาจจินตนาการสิ่งที่จะเกิดขึ้นล่วงหน้าจนกว่าจะได้สัมผัสมันด้วยมือตัวเอง ความเร็วอันน่าเหลือเชื่อที่ทำได้ ต่อการวิ่งหนึ่งรอบสนามของ 919 อีโว (919 Evo) ตอบสนองต่อทุกปฏิกิริยาของการขับขี่ มันช่างมีความแตกต่าง เป็นอย่างมากเมื่อเปรียบเทียบกับการแข่งขันในรายการ WEC เราไม่เพียงแค่ไปได้รวดเร็วกว่ารถแข่ง F1 ที่คว้าตำแหน่ง โพลในฤดูกาล 2017 แต่ในวันนี้เวลาต่อรอบของเราเร็วกว่าเดิมถึง 12 วินาทีเมื่อเปรียบเทียบ กับตำแหน่ง โพลของเราเองในการแข่งขัน WEC ปีที่แล้ว! เรามีช่วงเวลา 3 วันอันน่าอัศจรรย์ที่สนาม Spa แห่งนี้ ช่วงเช้า ของวันหลังจากเริ่มต้นการวิ่งในรอบแรก ผมสามารถรับรู้ได้ถึงสมรรถนะเหนือระดับของรถแข่งคันนี้ ทีมวิศวกรทำผลงาน ของพวกเขาออกมาดีเยี่ยม ตัวรถได้รับการปรับแต่งอย่างสมบูรณ์แบบและยางมิชลิน (Michelin) ให้การตอบสนองที่เร้าใจ ต้องขอขอบคุณไปยังทีมงานปอร์เช่ทุกคนสำหรับประสบการณ์การขับขี่ที่หาจากที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว”

กฎข้อบังคับทางเทคนิคที่ได้รับการกำหนดขึ้นโดย FIA สำหรับการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบรายการ WEC และ Le Mans ทำหน้าที่ของมันได้อย่างไม่มีที่ติในแง่มุมของการช่วยให้เกิดการแข่งขันที่สูสีระหว่างรถแข่งต้นแบบใน class 1 Le Mans hybrid prototypes ซึ่งทีมโรงงานที่เข้าร่วมประกอบด้วยอาวดี้ (Audi), ปอร์เช่ (Porsche) และโตโยต้า (Toyota) อย่างไรก็ตามยังคงมีหนึ่งคำถามที่ยังค้างคาใจ – รถแข่งปอร์เช่ 919 ไฮบริด (Porsche 919 Hybrid) จะสามารถแสดงศักยภาพออกมาได้มากแค่ไหน หากปราศจากกฎข้อบังคับที่คอยควบคุมมันเอาไว้ – จนกระทั่งบัดนี้ คำตอบได้ปรากฎขึ้นแล้ว

Stephen Mitas หัวหน้าทีมวิศวกร LMP1 ในฐานะผู้นำของโครงการ เขาได้ให้ความเห็นไว้ว่า “สำหรับพวกเรา มันคือความใฝ่ฝันในเชิงวิศวกรรมที่กลายเป็นความจริง” นายช่างชาวออสเตรเลียยังกล่าวสบทบต่อไปอีกว่า “การได้เข้า ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนา ปรับปรุง และส่งรถลงแข่งขันตลอดระยะเวลา 4 ปี ทำให้ทีมงานทุกชีวิตมีความสัมพันธ์ ที่สนิทแนบแน่นกับรถแข่งคันนี้มาก เราทุกคนต่างรู้ดีว่าทุกๆ ความสำเร็จที่เกิดขึ้นกับ 919 ไฮบริด (919 Hybrid) นั้น ไม่เคยมาจากศักยภาพสูงสุดของมันเลยแม้แต่ครั้งเดียว ในความเป็นจริงแม้แต่เวอร์ชั่น อีโว (Evo) ก็ยังไม่ได้ปลดปล่อย ความสามารถออกมาจนถึงขีดสุดของเทคโนโลยีทั้งหมดที่มีอยู่ ตอนนี้ถึงเวลาแล้วที่เราจะหลุดพ้นจากกฎเกณฑ์และข้อ จำกัดต่างๆ รถคันนี้จะทำหน้าที่เติมเต็มความมุ่งมั่นทุ่มเท สร้างสรรค์ผลงานอันยอดเยี่ยม เพียงพอที่จะทุบทำลายสถิติ ของรถแข่ง Formula One ได้”

สำหรับการเตรียมพร้อมเพื่อทำลายสถิติความเร็วในครั้งนี้ ใช้พื้นฐานจากตัวรถที่คว้าแชมป์โลกในฤดูกาล 2017 ปรับแต่ง เพิ่มเติมด้วยแนวทางการพัฒนาที่จัดเตรียมไว้เพื่อรถที่จะลงแข่งขันในรายการ WEC ในปี 2018 แต่ยังไม่เคยลงแข่งขัน เพราะถอนตัวจากรายการเมื่อปลายปี 2017 นอกเหนือจากนี้คืออุปกรณ์เพิ่มเติมด้านอากาศพลศาสตร์ที่ผลิตขึ้นใหม่ ส่วนทางด้านชิ้นส่วนภายในระบบส่งกำลังและเครื่องยนต์ของรถแข่ง ปอร์เช่ 919 ไฮบริด อีโว ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ทั้งสิ้น

รถแข่ง 919 ได้รับการติดตั้งขุมพลังเครื่องยนต์ 4 สูบ V4 ขนาดกะทัดรัด ด้วยความจุกระบอกสูบเพียง 2.0 ลิตร พร้อมระบบอัดอากาศเทอร์โบชาร์จและระบบชาร์จพลังงานย้อนกลับที่แตกต่างกัน 2 รูปแบบ กล่าวคือพลังงานย้อนกลับ ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นจากระบบเบรกคู่หน้าและอีกส่วนหนึ่งได้จากระบบระบายไอเสีย เครื่องยนต์สันดาปภายในรับหน้าที่ขับ เคลื่อนล้อคู่หลังในขณะที่มอเตอร์ไฟฟ้าส่งกำลังขับเคลื่อนให้แก่ล้อคู่หน้า นั่นหมายความว่า รถแข่งคันนี้เร่งออกตัวด้วย ระบบ ขับเคลื่อน 4 ล้อ four-wheel drive พลังงานที่เกิดขึ้นพร้อม กับการปล่อยไอเสียและพลังงาน ไฟฟ้าที่เกิดขึ้น จากระบบเบรกคู่หน้า  จะถูกเก็บสะสมเอาไว้ชั่วคราวในแบตเตอรี่ liquid-cooled lithium ion

กฎข้อบังคับในการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบรายการ WEC จำกัดพลังงาน ที่ได้จากน้ำมันเชื้อเพลิงต่อการวิ่งรอบสนาม โดยการใช้ fuel flow meter ในการแข่งขันบนสนาม Spa ประจำฤดูกาล 2017 ซึ่งเป็นฤดูกาลสุดท้ายของรถแข่งปอร์เช่ 919 ไฮบริด ซึ่งใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเพียง 1.784 กิโลกรัม หรือ 2.464 ลิตร เพื่อวิ่งรอบสนาม 1 รอบ โดยเครื่องยนต์สันดาปภายใน V4 เครื่องนี้สามารถสร้างพละกำลังได้สูงสุดกว่า 500 แรงม้า และเมื่อไม่มีข้อจำกัด ในการแข่งขัน หลังจากปรับเปลี่ยนโปรแกรมแต่ยังคงใช้น้ำมันเชื้อเพลิงแบบเดิม (E20 ที่มีส่วนผสมของเอทานอล 20 เปอร์เซ็นต์) รถแข่งปอร์เช่ 919 ไฮบริด อีโว (Porsche 919 Hybrid Evo) ให้กำลังสูงสุดเพิ่มขึ้นเป็น 720 แรงม้า

ปริมาณของพลังงานที่ได้จากระบบชาร์จย้อนกลับทั้ง 2 รูปแบบถูกใช้ในการวิ่งบนสนาม Spa ในฤดูกาล 2017 ที่ 6.37 เมกะจูล ซึ่งเป็นค่าพลังงานที่ต่ำกว่าศักยภาพสูงสุดของรถคันนี้มาก ในระหว่างการวิ่งเพื่อทำลายสถิติสนามของ Neel Jani สามารถรื่นรมย์กับพละกำลังเต็มที่จากพลังงานกว่า 8.49 เมกะจูลส์ หรือคิดเป็นแรงม้าที่ได้จากเครื่องจักรเพิ่มขึ้นจากเดิม ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ จาก 400 เป็น 440 แรงม้า

นอกจากนี้ ทีมงานวิศวกรยังได้ปลดปล่อยขีดความสามารถด้านอากาศพลศาสตร์ของตัวรถ 919 อีโว (919 Evo) ออกมาจนถึงขีดสุดเช่นเดียวกัน ดิฟฟิวเซอร์หน้าขนาดใหญ่ชุดใหม่ที่ให้ภาพลักษณ์ไปในทิศทางเดียวกันกับปีกหลังทรงสูง ตัวใหม่ อุปกรณ์ทั้งคู่ได้รับการควบคุมผ่านระบบ actively controlled drag reduction ทำงานอัตโนมัติด้วยไฮดรอลิก เพื่อปรับเปลี่ยนตำแหน่งองศาของดิฟฟิวเซอร์หน้าและการเปิดช่องรับอากาศบนปีกหลัง และในส่วนล่างของ อีโว (Evo) ได้รับการติดตั้งครีบและสเกิร์ตข้างทรงสูง ทั้งหมดนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดด้านอากาศพลศาสตร์ เท่าที่จะสามารถทำได้ ผลลัพธ์คือแรงกดที่กระทำบนตัวรถเพิ่มขึ้นจากเดิมถึง 53 เปอร์เซ็นต์ และให้ประสิทธิภาพเพิ่ม ขึ้นมากกว่า 66 เปอร์เซ็นต์ (เมื่อเปรียบเทียบกับการแข่งขันรายการ 2017 Spa WEC รอบจัดอันดับ)

หลากหลายอุปกรณ์ที่ได้รับการเพิ่มเติมเพื่อเสริมสมรรถนะตัวรถให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น 919 อีโว (919 Evo) ยกระดับระบบเบรกด้วย four-wheel brake-by-wire system ผสานการทำงานร่วมกับระบบควบคุมเสถียรภาพ yaw control ยิ่งไปกว่านั้น ระบบบังคับเลี้ยวและชุดปีกนกของระบบช่วงล่างทั้งด้านหน้าและด้านหลังยังได้รับการปรับเปลี่ยน ให้แข็งแกร่งกว่าเดิม สามารถรองรับสภาวะการใช้งานที่หนักหน่วงยิ่งขึ้นได้เป็นอย่างดี

หากเปรียบเทียบกับรถที่ใช้ในการแข่งขันตามปกติ น้ำหนักรถที่ยังไม่รวมของเหลวได้รับการปรับให้ลดลงจากเดิมถึง 39 กิโลกรัม เหลือเพียง 849 กิโลกรัม ตัวเลขอันน่าเหลือเชื่อนี้เกิดขึ้นจากความพยายามในการลดจำนวนชิ้นส่วนอุปกรณ์ ที่ไม่มีความจำเป็นลงให้น้อยที่สุด หลงเหลือไว้สำหรับการวิ่งอย่างเต็มกำลังเพื่อทำเวลาต่อรอบให้เร็วที่สุดเพียงรอบสนาม เดียวเท่านั้น: ระบบปรับอากาศ ใบปัดน้ำฝน เซนเซอร์ในหลายตำแหน่ง อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้สำหรับการแข่งขัน ระบบไฟส่องสว่างและระบบแม่แรงลมสำหรับยกรถถูกถอดออกไปจนหมด

 

 

“เคทีเอ็ม” ส่ง “KTM 1290 SUPER DUKE R” ซุปเปอร์เน็คเค็ดไบค์ สมรรถนะเกินพิกัด บุกตลาดเมืองไทย

0

เบิร์นรับเบอร์ จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายมอเตอร์ไซค์พรีเมียมสัญชาติออสเตรียแบรนด์ “เคทีเอ็ม” แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ปลุกสัญชาตญาณไบค์เกอร์ให้พร้อมพุ่งทะยานไปกับความเร็วแรงและนอกกรอบตามปรัชญา “Ready To Race” กับซุปเปอร์เน็คเค็ดไบค์ “เคทีเอ็ม 1290 ซุปเปอร์ ดู๊ค อาร์” (KTM 1290 SUPER DUKE R) สุดยอดปีศาจสีส้มตัวฉกาจ กับลุคใหม่ที่ดุดันดุจนักล่าที่พร้อมประกาศศักดาความแรงแบบไร้คู่ต่อกรในประเทศไทย

KTM 1290 SUPER DUKE R หรือ เดอะ บีสท์ (The Beast) ปีศาจสีส้มตัวฉกาจที่จะปลุกสัญชาติญาณดิบในตัวคุณให้ลุกโชน กับรูปลักษณ์ใหม่ดุจนักล่า ที่ดูแข็งแกร่งและดุดันด้วยชุดไฟหน้าแบบแอลอีดี (LED) ที่สามารถส่องแสงได้ ในระยะไกล ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมไฟหน้าชุดแรกที่มีชุดระบายความร้อน (Heatsink/Carrier) ในตัว

KTM 1290 SUPER DUKE R มาพร้อมชุดหน้าจอแสดงผลแบบมัลติฟังก์ชั่นอเนกประสงค์และอินเตอร์เฟสสุดล้ำ “TFT Full Color” และระบบกุญแจแบบ RACE ON ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเริ่มต้นความแรงแค่เพียงการกดปุ่มเพียงปุ่มเดียว


ปีศาจสีส้มรุ่นนี้ ถือเป็นที่สุดแห่งสมรรถนะเต็มพิกัดแบบไร้คู่ต่อกร ด้วยพลังมหาศาลของเครื่องยนต์แบบวี 2 สูบ 4 จังหวะ 1,301 ซีซี กำลังสูงสุดถึง 130 กิโลวัตต์/177 แรงม้า ที่ 9,750 รอบ/นาที อัพแรงบิดได้สูงถึง 141 นิวตันเมตร ที่ 7,000 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์ 6 สปีด มาพร้อมโหมดการขับขี่ที่เร้าใจพร้อมกระชากสัญชาตญาณนักบิด ด้วยการปรับเปลี่ยนโหมดการขับขี่ (Ride Mode) ให้เหมาะสมกับสภาพถนนและสไตล์การขับขี่ได้ ไม่ว่าจะเป็นโหมด Comfort โหมด Street และ โหมด Sport เพิ่มดีกรีความดุดันด้วยโหมดการขับขี่แบบ SuperMoto ซึ่งสามารถปิดการทำงานของระบบ ABS ที่ล้อหลัง เพื่อสัมผัสประสบการณ์อันเร้าใจในอีกรูปแบบหนึ่ง

มั่นใจในความปลอดภัยกับระบบเบรก Brembo ABS ที่มาพร้อมกับ Lean-Angle sensitive ABS ซึ่งเป็นการนำเอาเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นจากสนามแข่งมาใช้โดยสามารถรับรู้มุมเอียงของตัวรถ และปรับระบบเบรกในการทำมุมเข้าโค้งได้โดยอัตโนมัติ อีกทั้งยังควบคุมความเร็วให้เหมาะกับสภาพการขับขี่ ช่วยป้องกันการล้มไถลไปกับพื้นขณะเบรกตอนเข้าโค้ง รวมถึงระบบเอ็มทีซี (MTC – Motorcycle Traction Control) ที่ควบคุมการทรงตัวของรถให้วิ่งได้อย่างราบรื่น

ระบบกันสะเทือนด้านหน้าเป็นโช้กอัพคู่หัวกลับ Upside Down ของ WP ขนาด 48 มม. ที่ให้ระยะยุบตัวที่ 125 มม. ส่วนระบบกันสะเทือนด้านหลังเป็นแบบโช้กอัพเดี่ยว WP แบบโมโนโช้กที่ให้การยุบตัวถึง 156 มม. สวิงอาร์มเดี่ยวอลูมิเนียมน้ำหนักเบาทำให้ปราดเปรียวคล่องตัวยิ่งขึ้น และยังคำนึงถึงท่านั่งและความสะดวกสบายในการขับขี่ด้วยการออกแบบเบาะนั่งที่ตามหลักสรีระศาสตร์อีกด้วย


นอกจากนี้ ยังมีแพ็คเกจอ็อพชั่นที่สามารถติดตั้งเสริมช่วยเพิ่มความเร้าใจในการขับขี่ ด้วย Performance Pack ซึ่งประกอบด้วย ระบบเอ็มเอสอาร์ (MSR – Motor Slip Regulation) ที่ช่วยป้องกันล้อหลังลื่นไถล เมื่อมีการเปลี่ยนเกียร์ ขึ้นลงอย่างรวดเร็ว พร้อมเพิ่มความคล่องตัวในทุกการขับขี่ด้วย ควิกชิฟเตอร์+ (Quickshifter+) รวมถึง แอปพลิเคชัน KTM MY RIDE ที่สามารถเชื่อมต่อรถ เข้ากับสมาร์ทโฟนของผู้ขับขี่ เพื่อเข้าสู่โหมดนำทาง ฟังเพลง และใช้โทรศัพท์ได้ในแบบแฮนด์ฟรี

ในส่วนของ Track Pack พร้อมมอบความแรงเสมือนในสนามแข่ง ด้วยระบบ Free Engine Map Selection สามารถเลือกโหมดการขับขี่ทั้ง 3 โหมด ได้แก่ Track, Sport และ Street เพื่อให้มีแรงบิดและอัตราเร่งที่มีประสิทธิภาพสูงสุด นอกจากนี้ ยังมีระบบการควบคุมรอบเครื่องยนต์เพื่อสร้างความเร็วในช่วงออกตัว (Launch Control) การปรับแต่งการตอบสนองของคันเร่งและการหมุนตัวของล้อหลัง (Spin Adjuster) สามารถปิดโหมดป้องกันล้อหน้ายกตัว (Anti-wheelie Off) ได้อีกด้วย

บริษัท เบิร์นรับเบอร์ จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายมอเตอร์ไซค์พรีเมียมสัญชาติออสเตรียแบรนด์ “เคทีเอ็ม” แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ตั้งราคาจำหน่าย KTM 1290 SUPER DUKE R ไว้ที่ 1,375,000 บาท ประกอบด้วย 2 สี ได้แก่ สีดำและสีขาว

“สาวกรอยัล เอนฟิลด์” กว่า 400 ชีวิตทั่วประเทศไทย ร่วมกิจกรรม “One Ride 2018”

0

รอยัล เอนฟิลด์ ผู้นำตลาดรถมอเตอร์ไซค์คลาสสิกขนาดกลางสายพันธุ์อังกฤษระดับโลกจัดกิจกรรม ‘วัน ไรด์ 2018’ (One Ride 2018) ซึ่งเป็นกิจกรรม ‘วัน ไรด์’ ครั้งที่ 2 ในประเทศไทย โดยกิจกรรมปีนี้ จัดขึ้นพร้อมกันใน 5 จังหวัดทั่วประเทศ และมีไบค์เกอร์ชาวไทยผู้เป็นแฟนพันธุ์แท้แบรนด์รอยัล เอนฟิลด์ให้ความสนใจเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 400 ชีวิต โดยเจ้าของรอยัล เอนฟิลด์ชาวไทยทุกคนที่เข้าร่วมกิจกรรม ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมการขับขี่ ‘วัน ไรด์’ ในระดับโลกพร้อมกับไบค์เกอร์นับพันจาก 28 ประเทศทั่วโลก ภายใต้ธีมเดียวกันคือการขับขี่อันเป็นหนึ่งเดียวหรือ ‘Ride as One’

กิจกรรม ‘วัน ไรด์’ จัดขึ้นพร้อมกันใน 5 จังหวัดทั่วประเทศ ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ สงขลา อุบลราชธานี พิษณุโลก และกรุงเทพมหานคร โดยมีชาวรอยัล เอนฟิลด์กว่า 400 ชีวิตเข้าร่วมกิจกรรมการขับขี่ในปีนี้ สำหรับกรุงเทพฯ สาวกรอยัล เอนฟิลด์ชาวไทยกว่า 200 คนรวมตัวกันที่ รอยัล เอนฟิลด์ วิภาวดี เอ็กซ์คลูซีฟ สโตร์ ในช่วงเช้าของวันอาทิตย์ที่ 8 เมษายน ก่อนออกเดินทางพร้อมกันไปยังจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเพื่อมุ่งไปยังวัดมหาธาตุ หนึ่งในพระอารามหลวงที่มีความสำคัญมากที่สุดของกรุงศรีอยุธยาเก่า เพื่อชื่นชมวิวทิวทัศน์อันสวยงามในบริเวณวัดและสักการะพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า

หลังจากรับประทานอาหารกลางวัน ขบวนมอเตอร์ไซค์รอยัล เอนฟิลด์ก็เดินทางต่อเพื่อมุ่งตรงไปยังงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 39 หรือมอเตอร์โชว์ 2018 ที่ซึ่งชาวรอยัล เอนฟิลด์ทุกคนได้เพลิดเพลินไปกับอุปกรณ์ในการขับขี่ต่างๆ พร้อมสัมผัสรถมอเตอร์ไซค์สไตล์โมเดิร์น คลาสสิกครบทุกรุ่นที่บูธ

โดยเจ้าของรอยัล เอนฟิลด์กว่า 200 ชีวิตต่างมารวมตัวกันที่บูธเพื่อแสดงพลังต่อความหลงใหลใน ‘ประสบการณ์การขับขี่มอเตอร์ไซค์ที่แท้จริง’ หรือ ‘Pure Motorcycling’ ที่ได้จากมอเตอร์ไซค์สไตล์โมเดิร์นคลาสสิกของ รอยัล เอนฟิลด์


นางสาวณฐพร จิรมหาโภคา ผู้จัดการรอยัล เอนฟิลด์ประจำประเทศไทย กล่าวเกี่ยวกับงาน ‘วัน ไรด์’ ครั้งที่ 2 ในประเทศไทยว่า “สำหรับธีมการขับขี่ของงาน ‘วัน ไรด์’ ปีนี้คือ Ride as One หรือการขับขี่อันเป็นหนึ่งเดียวกัน สอดคล้องกับปรัชญาของรอยัล เอนฟิลด์ ที่มุ่งสนับสนุนการค้นพบสิ่งใหม่ๆ และสร้างมิตรภาพที่ดีให้เกิดขึ้นในสังคมผู้ขับขี่รอยัล เอนฟิลด์ทั่วโลก โดยกิจกรรมนี้จัดขึ้นเป็นปีที่ 2 ในประเทศไทย ซึ่งประเทศไทยเองได้เข้าร่วมกิจกรรมพร้อมกับผู้ขับขี่อีกนับพันคนจาก 27 ประเทศที่มาร่วมขับขี่ในวันเดียวกัน กิจกรรมครั้งนี้ไม่เพียงมอบประสบการณ์การขับขี่ที่สนุกสนานแก่เจ้าของรอยัล เอนฟิลด์กว่า 400 คนทั่วประเทศไทย แต่ยังช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างไบค์เกอร์ในสังคมการขับขี่ของรอยัล เอนฟิลด์ในประเทศไทยอีกด้วย ทั้งนี้ เรามุ่งมั่นจะจัดกิจกรรมนี้ในประเทศไทยต่อเนื่องทุกปี โดยคาดว่าจะมีผู้หลงใหลในแบรนด์รอยัล เอนฟิลด์ในประเทศไทยเข้าร่วมกิจกรรมนี้เพิ่มมากขึ้นในปีต่อๆ ไป”

“วัน ไรด์ 2018” ในปีนี้นับเป็นกิจกรรมระดับโลกครั้งที่ 8 ของรอยัล เอนฟิลด์ โดยกิจกรรมปีนี้จัดขึ้นพร้อมกัน 28 ประเทศทั่วโลกในวันอาทิตย์ที่ 8 เมษายน 2561 ‘วัน ไรด์’ เป็นหนึ่งในกิจกรรมการขับขี่มอเตอร์ไซค์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งผู้คนทั่วโลกจะมารวมตัวกันเพื่อขี่มอเตอร์ไซค์ร่วมกัน

“มหกรรมรถยนต์มือสอง ครั้งที่ 10” งานเดียวที่กล้าการันตี พร้อมรับประกันคุณภาพรถยนต์ทุกคันในงาน

0

 บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน)  โดย คุณจาตุรนต์ โกมลมิศร์ กรรมการบริหาร/ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ และ ในฐานะประธานจัดงานฯ ได้จัดพิธีเปิดงาน “มหกรรมรถยนต์มือสอง ครั้งที่ 10” อย่างเป็นทางการ โดยมี ดร.ปราจิน    เอี่ยมลำเนา  ประธานกรรมการบริหาร /ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทฯ  ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดฯ  ณ  เวทีกลาง          อิมแพค เอ็กซิบิชั่น ฮอลล์  2-4 เมืองทองธานี

มหกรรมรถยนต์มือสอง (BANGKOK USED CAR SHOW) เป็นงานที่ได้รับความไว้วางใจมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน มากว่า 10 ปี จากทั้งบริษัทรถยนต์ชั้นนำผู้ประกอบการธุรกิจรถยนต์มือสอง และกลุ่มผู้บริโภคที่เข้ามาเลือก ซื้อรถยนต์ภายในงาน ด้วยมาตรฐานการจัดงานอย่างมืออาชีพ พร้อมรับรองรถทุกคันว่าได้ผ่านการ คัดเลือกคุณภาพไม่มีการย้อมแมวอย่างแน่นอน  อีกทั้งผู้จัดงานฯยังยกระดับและมาตรฐานของการจัดงานแสดงรถมือสองหรือรถยนต์ใช้แล้วให้มีความเป็นสากลมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการการันตีคุณภาพรถจากผู้จำหน่าย และการจัดแคมเปญโปรโมชั่นที่มากกว่าหรือเทียบเท่ากับรถรุ่นใหม่  โดย สิ่งที่เป็นเครื่องยืนยันถึงคุณภาพการจัดงาน และสร้างความเชื่อมั่น ให้กับลูกค้าที่เข้ามาซื้อรถภาย ในงาน คือการที่คณะผู้จัดงานฯ พร้อมด้วยผู้จำหน่ายรถยนต์มือสองทุกบริษัท ร่วมกันสร้างความเชื่อมั่นด้วยการพร้อมใจกันการลงนามในบันทึกความเข้าใจร่วมกัน (MOU) เพื่อการันตีและรับประกันคุณภาพรถยนต์ที่ถูกนำมาจำหน่ายภายในงาน

อีกทั้งในปีนี้ “กรุงศรี ออโต้” ยังคงเข้าร่วเป็นพันธมิตร และผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการปีที่ 5 ติดต่อกันพร้อมด้วยการร่วมออกบูธ และนำเสนอโปรโมชั่นพิเศษ ในการอนุมัติสินเชื่อให้กับ ลูกค้าภายในงาน ซึ่งช่วยให้ผู้บริโภคสามารถเป็น เจ้าของรถยนต์มือสองได้ง่ายขึ้นอีกด้วย สำหรับในปีนี้เตรียมออกแคมเปญพิเศษ “กรุงศรี ยูสด์ คาร์” มอบข้อเสนอดาวน์น้อย ผ่อนนานสูงสุด 84 เดือน และเพิ่มความมั่นใจสุดพิเศษยิ่งขึ้นกว่าเดิม  ด้วยโปรแกรมขยายเวลา รับประกันอะไหล่รถยนต์นานสูงสุด 2 ปี หรือ 70,000 กิโลเมตร (Krungsri Auto Extended Warranty) ราคาเริ่มต้น 17,000 บาท พร้อมรับร่ม กรุงศรี ออโต้ และสิทธิจับฉลากของรางวัลมากมาย เมื่อขอสินเชื่อ และได้รับการอนุมัติภายในงาน พิเศษสุดสำหรับลูกค้าเก่า รับทันทีบัตรน้ำมัน มูลค่า 1,000 บาท อีกด้วย

ในปีนี้ได้รับมีค่ายผู้จำหน่ายรถยนต์มือสองมากกว่า 14 บริษัท เข้าร่วมงานออกบูธภายในงาน พร้อมนำรถยนต์มากกว่า 100 รุ่น มาจำหน่ายภายในงานบนพื้นที่จัดแสดงงานอย่างคับคั่ง อาทิ BMW  PREMIUM  SELECTION ,  MASTER CERTIFIED USED CAR ,  MINI MILLENNIUM AUTO , TPM AUTO RICH , TNP USED CAR ,  YO RACHADA , J MOTOR TRADE , BEST SERVICE ,  AMORN WARRANTY By BENZ AMORN RATCHADA , รถบ้านคุณเอ็กซ์ By AUTO MASTER , รถเศรษฐี, CARMANA ฯลฯ

ในส่วนของอุปกรณ์ตกแต่ง ลามิน่า ฟิล์มกรองแสงติดรถยนต์ชั้นนำเองก็ได้เตรียมข้อเสนอพิเศษมอบให้แก่ลูกค้าภายในงาน เมื่อจองฟิล์มกรองแสง LAMINA Digital & Ceramic Set รับส่วนลดรวมมูลค่ากว่า 13,000 บาท และ ลูกค้าที่เลือกจองฟิล์ม Ceramic นิรภัยแท้รุ่นใหม่ล่าสุด พร้อมติดตั้ง  รับฟรี!  ฟิล์มลามิน่า Digital บานหน้า มูลค่าสูงสุด 9,000 บาท โดยเงื่อนไขดังกล่าว เฉพาะผู้จองฟิล์มลามิน่ารุ่นพิเศษ ภายในงาน Used cars ระหว่างวันที่ 2 – 8 เมษายน 2561 เท่านั้น

สำหรับผู้ที่สนใจเข้าชมงาน “มหกรรมรถยนต์มือสอง ครั้งที่ 10” (The 10th Bangkok Used Car Show)  จัดขึ้นระหว่างวันที่ 2 – 8 เมษายน 2561 วันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 12.00-22.00 น. วันเสาร์ – อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 11.00 – 22.00 น. ณ  ศูนย์แสดงสินค้าฯ ฮอลล์ 2 – 4  อิมแพค เมืองทองธานี พร้อมจำหน่ายบัตรเข้าชมในอัตราเพียง 20 บาท เท่านั้น รายละเอียดเพิ่มเติม www.bangkokusedcarshow.com