Home Blog Page 509

“ฮุนได” เปิดตัวรถไฟฟ้า “ไอออนิค” และ “เอช-วัน แบล็กซีรีส์” รุ่นแต่งพิเศษ ในงานมอเตอร์โชว์

0

บริษัท ฮุนได มอเตอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด นำเสนอรถยนต์รุ่นใหม่ 2 รุ่น ฮุนได ไออนิค อิเล็กทริก และ ฮุนได เอช-วัน แบล็กซีรีส์ มาเผยโฉมพร้อมจำหน่ายอย่างเป็นทางการครั้งแรก ที่งานบางกอกอินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ครั้งที่ 39

ฮุนได ไอออนิก อิเล็กทริก รถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ได้รับรางวัลมากมายและกำลังได้รับความนิยมทั่วโลก ภายนอกได้รับการออกแบบโดยเน้นเทคโนโลยี และประสิทธิภาพ ทำให้มีบุคลิกของความเป็นรถยนต์แห่งอนาคต รูปทรงตัวรถเป็นแบบรถแฮ็ทช์แบ็กทรงสปอร์ต ตัวถังถูกออกแบบให้อากาศสามารถไหลผ่านตัวรถได้อย่างสะดวกตามหลักอากาศพลศาสตร์ ทำให้มีค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานที่ต่ำเพียง 0.24 ซึ่งนับเป็นค่าที่ต่ำที่สุดในรถยนต์ทั่วโลก มาพร้อมเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ที่เน้นการใช้วัสดุที่ก่อให้เกิดผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด ภายในตกแต่งด้วยสีส้มทองแดงโดดเด่นอย่างมีเอกลักษณ์

ใช้แบตเตอร์รี่แบบลิเธียม ไอออน โพลิเมอร์ ขนาด 28 กิโลวัตต์ วิ่งได้ระยะทางสูงสุด 280 กิโลเมตร ให้พละกำลังสูงสุด 120แรงม้า (88kW) แรงบิดสูงสุด 295 นิวตันเมตร เชื่อมต่อผ่านระบบเกียร์แบบ single-speed ที่สามารถพารถยนต์ไปที่ความเร็วสูงสุดที่ 165 กิโลเมตร/ชั่วโมง นำมาจัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการครั้งแรกในงานนี้ ด้วยราคาเริ่มต้น 1,749,000 บาท

ฮุนได เอช-วัน แบล็กซีรีส์ เป็นรถยนต์รุ่นพิเศษที่ได้รับการตกแต่งให้มีความสปอร์ตและ พรีเมียมมากยิ่งขึ้น ภายนอกตกแต่งโดยเน้นใช้โทนสีดำ เริ่มตั้งแต่ ตัวถังรถสีดำ Timeless Black, กระจังหน้า และคิ้วไฟส่องสว่างเวลากลางวันแบบรมดำ,ล้ออัลลอยแบบ Y Spoke Design ขนาด 17 นิ้ว สี Hyper Black, คิ้วป้ายทะเบียนด้านหลังแบบรมดำ ตกแต่งให้ดูหรูหรา มีเอกลักษณ์ เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าที่ชื่นชอบรถยนต์อเนกประสงค์ขนาดใหญ่ในแบบพรีเมียม

ภายในเน้นการตกแต่งแบบหรูหรา เบาะนั่งและแผงประตูคู่หน้าตกแต่งด้วยหนังสีเบจ ที่มีการเดินด้ายแบบตะเข็บคู่ และได้รับการตัดเย็บอย่างประณีต บริเวณคอนโซลด้านหน้า ตกแต่งด้วยคาร์บอนไฟเบอร์, พวงมาลัยและหัวเกียร์หุ้มหนังสีดำ เพิ่มความสปอร์ตมากยิ่งขึ้น

ฮุนได เอช-วัน แบล็กซีรีส์ มาพร้อมระบบความบันเทิงครบครัน ด้วยหน้าจอสัมผัสด้านหน้าขนาด 7 นิ้ว พร้อมเครื่องเล่น DVD ที่รองรับระบบ Apple Car Play สำหรับผู้โดยสารด้านหลัง ติดตั้งจอขนาด 10.1 นิ้ว 2 ตำแหน่ง สามารถแยกการใช้งานระหว่างสองด้านได้อย่างอิสระแบบ Dual Zone ผ่านหูฟังระบบอินฟราเรด มาพร้อมราคาเปิดตัวที่ 1,579,000 บาท


สำหรับโปรโมชั่นในงานฯ นอกจากลูกค้าจะได้รับข้อเสนอพิเศษ ฟรี ประกันภัยชั้น 1 นาน 1ปี สำหรับรถยนต์ฮุนไดทุกรุ่น และดอกเบี้ยอัตราพิเศษสำหรับฮุนได แกรนด์ สตาร์เรกซ์แล้ว ลูกค้าที่จองรถยนต์ ฮุนไดทุกรุ่นตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 30 เมษายน 2561 จะได้รับสิทธิ์ลุ้นรับของรางวัลจากฮุนได ได้แก่ ทองคำหนัก 10 บาท, แพ็คเกจทัวร์ประเทศเกาหลีใต้ หรือโทรศัพท์มือถือ Samsung Galaxy Note 8 รวมมูลค่าของรางวัลทั้งหมดกว่า 3 ล้านบาท

“Autozkin High-Premium PPF” ฟิล์มกันรอยคุณภาพสูง เจาะกลุ่มตลาดรถพรีเมี่ยม เคาะราคาติดตั้งสีรถทั้งคันไม่ถึงแสนบาท

0

บริษัทออโต้ซคิน จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายฟิล์มกันรอยปกป้องสีรถ Autozkin พร้อมศูนย์ติดตั้งมาตรฐานเจ้าแรกในประเทศไทย เปิดตัวนวัตกรรม PPF รุ่นล่าสุด Autozkin High-Premium PPF นวัตกรรมฟิล์มกันรอยที่มีคุณภาพสูง ทำการผลิตและพัฒนาร่วมกับบริษัทชั้นนำของญี่ปุ่นที่ได้มาตรฐานสูง  ผ่านการทดสอบเนื้อฟิล์มทั้งในห้องแล็ปและทดลองติดตั้งจริงบนตัวถังรถยนต์ก่อนออกจำหน่ายมากว่า 3 ปีมุ่งเน้นทำตลาดในกลุ่มรถหรูและรถระดับพรีเมี่ยมทุกรุ่นทุกยี่ห้อ เพื่อขยายฐานลูกค้าให้มีกำลังในการติดตั้งฟิล์มกันรอยได้มากขึ้น โดยตั้งราคาค่าติดตั้งสีรถทั้งคันไม่เกินแสนบาท ทำให้การติดตั้งฟิล์มกันรอยมีราคาใกล้เคียงกับการทำเคลือบแก้ว  โดยบริษัทฯ ตั้งเป้าการขายถึงสิ้นปี 800 คัน

Autozkin High Premium PPF (TPU film granted with antifouling property) คือนวัตกรรมฟิล์มกันรอยปกป้องสีรถระดับพรีเมี่ยม ที่นำคุณสมบัติซึ่งเป็นคุณลักษณะพิเศษเฉพาะฟิล์มกันรอยที่พัฒนาโดยออโต้ซคิน นำมาผสานเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อให้เนื้อฟิล์มมีประสิทธิภาพสูงสุดในการปกป้องสีรถ

คุณสมบัติพิเศษที่ออโต้ซคินได้นำมาพัฒนาในชั้นของฟิล์มรุ่นใหม่ อาทิ

  • Antifouling เทคโนโลยีการยับยั้งคราบสิ่งสกปรกไม่ให้ซึมซับบนเนื้อฟิล์มและสีรถ

– ปกป้องคราบน้ำ คราบสิ่งสกปรกจากน้ำฝน

– กันคราบหมึกทั้งชนิดถาวรและไม่ถาวร ของเหลว ละอองสีสเปรย์ ช่วยให้สีรถไม่เกิดรอยด่าง

หมอง เหลือง และซีดจาง ก่อนเวลาอันควร

  • Glossiness &Smoothness ออโต้ซคินพัฒนาเนื้อฟิล์มให้มีความใสและเงางามมากขึ้น

โดยวัดค่าของความเงาหลังติดตั้งอยู่ในระดับสูงถึง 94.9 GU (Gloss Unit )

  • Softness / Reason of easy to install

Autozkin High PREMIUM-PPF พัฒนาเนื้อฟิล์มให้มีความอ่อนนุ่ม ทำให้การติดตั้งยืดหยุ่นได้

มากขึ้นกว่าเดิมโดยเฉพาะบริเวณพื้นผิวที่มีมุมในรัศมีสูงเช่น พื้นผิวที่เป็นส่วนเว้า ส่วนโค้ง

บริเวณขอบต่างๆ  เนื้อฟิล์มได้ถูกพัฒนาให้มีความยืดหยุ่นมาก ทำให้การติดตั้งได้สวยงามทุกจุด

ของตัวรถ

  • Adhesive strength มีชั้นกาวที่ทนทาน และเนื้อกาวไม่ทิ้งคราบหลังลอกออก

Autozkin High PREMIUM –PPF ได้ทำการทดสอบการตกค้างของคราบกาว หลังจากทำการติดตั้งไป 1-3 สัปดาห์ ในอุณหภูมิห้องที่ 80 องศา  ซึ่งได้ผลการทดสอบที่ดีเยี่ยม โดยไม่มีคราบกาวทิ้งไว้บนพื้นผิวที่ทำการติดตั้งแม้แต่น้อย

 

คุณลักษณะเฉพาะฟิล์ม์กันรอยที่พัฒนาโดยออโต้ซคิน

ป้องกันรอยขูดขีดและสะเก็ดหิน

ป้องกันและลบรอยขนแมว

ป้องกันคราบน้ำมัน สารเคมี ของเหลวทุกชนิด

ป้องกันละอองจากสีสเปรย์ทุกชนิด

ป้องกันยางมะตอย ล้างและลบออกได้หมด

ป้องกันคราบน้ำ น้าไม่เกาะ

ป้องกันรอยด่างจากขี้นก และแมลง

ป้องกันคราบด่างจากยางไม้

ป้องกันรังสี UV

เนื้อฟิล์มเรียบไม่เป็นผิวเปลือกส้ม

ให้สีรถเงาฉ่ำ สวยสดใสหลังติดตั้ง

การรับประกัน

Autozkin เพิ่มความสบายใจให้ลูกค้าด้วยการรับประกันการปกป้องนาน 3 ปี (3Years Warranty) นับจากวันที่ติดตั้ง สำหรับฟิล์มรุ่นใหม่ Autozkin High-Premium PPF ที่ใช้บริการจาก Autozkin และไม่ผ่านการปรับแต่งใดๆ เท่านั้น การรับประกันนี้จะไม่ครอบคลุมถึงความเสียหายที่เกิดจากการติดตั้งผิดพลาด หรือความเสียหายที่เกิดจากอุบัติเหตุหรือความประมาท และการปรับแต่งดัดแปลงเนื้อฟิล์ม ทั้งนี้เป็นการรับประกันสำหรับผู้ที่ซื้อและติดตั้งจาก Autozkin เท่านั้นจึงไม่สามารถโอนสิทธิให้ผู้อื่นได้ในทุกกรณี

 

“นิสสัน ไอเอ็มเอ็กซ์ คุโร” รถยนต์ต้นแบบสไตล์ครอสโอเวอร์ ไร้มลพิษ เร็ว และ แรงกว่า “GT-R”

0

นิสสัน ไอเอ็มเอ็กซ์ คุโร (Nissan IMx KURO) เปิดตัวในงานเจนีวา มอเตอร์โชว์ นับเป็นการเปิดตัวรถยนต์ต้นแบบ ไอเอ็มเอ็กซ์ ครอสโอเวอร์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าเป็นครั้งแรกของยุโรป

“คุโร” ซึ่งแปลว่าสีดำในภาษาญี่ปุ่น ได้นำมาใช้ใน ไอเอ็มเอ็กซ์ ที่ถูกเปิดตัวเป็นครั้งแรกที่งานโตเกียว มอเตอร์โชว์ เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2560 โดยถูกตกแต่งด้วยแนวเส้นสีดำ ล้อสีดำ กระจังหน้ารถยนต์ที่ปรับแต่ง และตัวถังสีเทาเข้มใหม่

นิสสัน ไอเอ็มเอ็กซ์ คุโร (Nissan IMx KURO) แสดงถึงแนวคิดการพัฒนาสู่อนาคตของการขับเคลื่อนอัจฉริยะของนิสสัน หรือ นิสสัน อินเทลลิเจนท์ โมบิลิตี้ (Nissan Intelligent Mobility) ซึ่งเป็นวิสัยทัศน์ที่นิสสันมุ่งเปลี่ยนแปลงรูปแบบพลังขับเคลื่อน การขับขี่ และการใช้งานรถยนต์ที่บูรณาการอย่างกลมกลืนกับสังคม   ยานยนต์ต้นแบบนวัตกรรมใหม่ได้รับการออกแบบเพื่อส่งเสริม การเชื่อมโยงระหว่างรถยนต์และผู้ขับขี่ให้มีความใกล้ชิด เพิ่มความไว้วางใจได้ เพื่อการขับขี่ที่ปลอดภัยกว่า สะดวกสบายยิ่งขึ้น และความตื่นเต้นในการขับขี่มากกว่าเดิม

ประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นมาจากการผสมผสาน เทคโนโลยีการขับขี่ B2V (Brain-to-Vehicle) ที่นิสสันริเริ่มขึ้น เทคโนโลยี B2V จะแปลสัญญาณจากสมองของผู้ขับขี่เพื่อช่วยให้สามารถควบคุมการขับขี่ได้ดีมากขึ้น และช่วยให้รถยนต์สามารถเรียนรู้พฤติกรรมทั้งการขับขี่แบบอัตโนมัติ และการขับขี่ด้วยตนเอง

นายโฮเซ่ มูโนซ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านปฎิบัติการ ของนิสสัน (Mr. José Muñoz Chief Performance Officer – Nissan Motor Co., Ltd.) กล่าว “ไอเอ็มเอ็กซ์ คุโร คือ ต้นแบบรถแบบครอสโอเวอร์ไร้มลพิษ ที่สะท้อนภาพอนาคตของการขับเคลื่อนอัจฉริยะของนิสสัน หรือ นิสสัน อินเทลลิเจนท์ โมบิลิตี้ (Nissan Intelligent Mobility) แนวคิดการขับเคลื่อนอัจฉริยะของนิสสันคือความมุ่งมั่นในการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการสื่อสารของผู้คนและรถยนต์ รวมถึงวิธีที่รถยนต์มีปฏิสัมพันธ์กับสังคมในอนาคตอันใกล้และในระยะยาว”

ทำให้การเดินทางสนุกสนานมากขึ้น : นิสสัน อินเทลลิเจนท์ ไดรฟวิง (Nissan Intelligent Driving) ประเด็นสำคัญด้านเทคโนโลยีที่นำเสนอคือ ProPILOT เวอร์ชั่นแห่งอนาคตที่นำเสนอการขับขี่แบบไร้คนขับเต็มรูปแบบ เมื่อเลือกใช้งานโหมด ProPILOT ระบบจะเก็บพวงมาลัยไว้ภายในแผงหน้าของรถ (dashboard) พร้อมปรับเอนเบาะทุกที่นั่ง เพิ่มพื้นที่ให้ผู้ขับขี่ได้รับความผ่อนคลายและรู้สึกสบายตลอดการเดินทางมากขึ้น เมื่อกลับสู่โหมดการขับขี่แบบแมนนวล (Manual) พวงมาลัยจะกลับสู่ตำแหน่งเดิมและเบาะที่นั่งก็จะปรับให้อยู่ในตำแหน่งเริ่มต้น มอบการควบคุมตัวรถคืนแก่ผู้ขับขี่อย่างราบรื่น

เทคโนโลยี B2V จะเพิ่มความรวดเร็วของการตอบสนองให้กับผู้ขับขี่ ถ่ายทอดสู่รถยนต์ที่จะปรับการสั่งงานอย่างต่อเนื่องให้เข้ากับการขับขี่ เพื่อสร้างความเพลิดเพลินและสนุกสนาน ความก้าวหน้าของนิสสันครั้งนี้เป็นผลจากการวิจัยเกี่ยวกับเทคโนโลยีการถอดรหัสสมองเพื่อคาดการณ์ปฏิกิริยาจากผู้ขับขี่ และตรวจจับความรู้สึกที่ไม่สะดวกสบายอีกด้วย

การคาดการณ์ : ด้วยการจับสัญญาณสมองของผู้ขับขี่ขณะกำลังเริ่มการเคลื่อนไหว  เช่นการหมุนพวงมาลัยหรือเหยียบคันเร่ง  เทคโนโลยีช่วยเหลือผู้ขับขี่ที่ก้าวล้ำหน้าจะช่วยทำให้ทำงานได้อย่างเร็วขึ้น สิ่งนี้จะทำให้การตอบสนองดีขึ้น และทำให้การขับขี่แบบแมนวลดีขึ้นอีกด้วย

การตรวจจับ : ด้วยการตรวจจับและประเมินความรู้สึกที่ไม่สบายของผู้ขับขี่ ระบบปัญญาประดิษฐ์ (artificial intelligence) สามารถเปลี่ยนรูปแบบการขับขี่หรือสไตล์การขับขี่เมื่ออยู่ในโหมดขับขี่แบบไร้คนขับ เทคโนโลยี B2V ของนิสสันเป็นระบบแรกของโลก ผู้ขับขี่สวมอุปกรณ์วัดคลื่นสมองซึ่งจะวิเคราะห์โดยระบบอัตโนมัติ จากการที่ระบบสามารถคาดคะเนการเคลื่อนไหว ระบบจะทำตาม  เช่น หมุนพวงมาลัย หรือทำให้รถช้าลง – 0.2 วินาทีถึง 0.5 วินาที ซึ่งเร็วเกินกว่าที่ผู้ขับขี่จะรู้สึกได้

ความสะดวกสบายและสุนทรียภาพของการขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้า : นิสสัน อินเทลลิเจนท์ เพาเวอร์ (Nissan Intelligent Power)

นิสสัน ไอเอ็มเอ็กซ์ คุโร ที่ไร้มลพิษใช้แพลทฟอร์มของรถยนต์พลังงานไฟฟ้ารุ่นใหม่ของนิสสัน ที่ได้รับการออกแบบให้มีประสิทธิภาพสูงสุด มีพื้นห้องโดยสารแบนราบ เพิ่มพื้นที่ภายในห้องโดยสารให้ กว้างขวางและเพิ่มสมรรถนะการขับขี่ ด้วยจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำ แชสซีส์ของตัวรถมอบการควบคุมที่เฉียบคม เป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ในเซกเมนท์ของรถยนต์แบบครอสโอเวอร์

ด้วยระบบขับเคลื่อนที่ทรงพละกำลังแต่ยังมีความเงียบ จะเพิ่มความเร้าใจในการขับขี่ โดยขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงสองตัว ซึ่งติดตั้งทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เพิ่มกำลังให้กับล้อทั้งสี่ มีพละกำลังรวมทั้งหมด 320 กิโลวัตต์ และแรงบิดมหาศาล 700 นิวตัน-เมตร ซึ่งมากกว่าซูเปอร์สปอร์ตคาร์อย่าง นิสสัน จีที-อาร์ ด้วยแหล่งพลังงานจากแบตเตอรี่กำลังสูงซึ่งถูกออกแบบใหม่ทั้งหมด และปรับระบบวิศวกรรมใหม่เพื่อให้พลังงานที่เต็มเปี่ยมขึ้นกว่าเดิม แบตเตอรี่รุ่นใหม่ช่วยให้รถต้นแบบรุ่นนี้โลดแล่นได้ไกลกว่า 600 กิโลเมตร ต่อการชาร์จไฟหนึ่งครั้ง ดังนั้น ผู้ขับขี่และผู้โดยสารจึงสามารถเพลิดเพลินกับการเดินทางแบบไร้ความกังวลใดๆ

การเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างสังคม : นิสสัน อินเทลลิเจนท์ อินทิเกรชัน (Nissan Intelligent Integration)

นิสสัน ไอเอ็มเอ็กซ์ คูโร สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานทางสังคมได้อย่างที่ไม่เคยมีรถยนต์รุ่นใดทำได้มาก่อน ยกตัวอย่างเช่น เมื่อตัวรถเสร็จสิ้นการส่งเจ้าของรถถึงสนามบินแล้ว รถคันนี้สามารถเคลื่อนจอดได้เองในที่จอดที่สามารถเชื่อมต่อเข้ากับโครงข่ายไฟฟ้า และทำหน้าที่เป็นแหล่งกำเนิดไฟฟ้า “เสมือนจริง” ด้วยการคืนพลังงานไฟฟ้ากลับสู่โครงข่ายดังกล่าว ซึ่งเป็นคุณสมบัติใหม่ของการถ่ายเทพลังงานไฟฟ้าจากรถยนต์สู่บ้านเรือน (Vehicle-to-Home) และจากรถยนต์สู่อาคาร (Vehicle-to-Building) เมื่อเจ้าของรถต้องการใช้งาน ไอเอ็มเอ็กซ์ คุโร สามารถเคลื่อนที่ไปรับได้ที่อาคารผู้โดยสารของสนามบินและมุ่งตรงกลับบ้าน

กระบวนการทั้งหมดนี้ดำเนินไปได้อย่างเต็มประสิทธิภาพด้วยแบตเตอรี่ที่มีศักยภาพสูงและเทคโนโลยีการเชื่อมต่อในรถยนต์ (connected-car technologies) รวมถึงระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติที่ไร้รอยต่อ (Seamless Autonomous Mobility)

ปรัชญาใหม่ของการออกแบบรถยนต์พลังงานไฟฟ้าเพื่อยุคแห่งการขับขี่แบบไร้คนขับ

จนถึงปัจจุบัน รถยนต์ได้รับการออกแบบให้มีความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างตัวถังภายนอกและภายในห้องโดยสาร การออกแบบภายนอกจะมอบความรู้สึกของความปลอดภัยจากภายนอก ขณะที่การออกแบบภายในช่วยให้ผู้ขับขี่มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมเพื่อสร้างสมาธิในระหว่างขับขี่

ความแตกต่างบนพื้นฐานการใช้งานดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนแปลงไปด้วยการมาของรถยนต์ขับขี่อัตโนมัติที่ไร้คนขับแบบเต็มรูปแบบ นักออกแบบของนิสสัน มุ่งสร้างนิยามใหม่ของพื้นที่ในห้องโดยสารของ  ไอเอ็มเอ็กซ์ ด้วยการสร้างสรรค์ความรู้สึกที่เปิดกว้าง พร้อมกับมอบความเป็นส่วนตัว โดยการสร้างสรรค์พื้นที่ที่เชื่อมต่อระหว่างภายในและภายนอกของรถต้นแบบรุ่นนี้

ดีไซเนอร์ของนิสสันยังต้องการถ่ายทอดบุคลิกสำคัญของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า นั่นคือความเงียบและความนุ่มนวลด้วยสัมผัสของแสง แต่ยังเปี่ยมด้วยพลังและความปราดเปรียว โดยได้แรงบันดาลใจมาจากแนวคิด ‘มา (ma)’ ของญี่ปุ่นซึ่งเป็นความรู้สึกด้านพื้นที่และเวลา และ ‘วา (wa)’ หรือความกลมกลืน แสดงออกถึงการดำรงอยู่ร่วมกันอย่างลงตัวของแนวคิดสองด้านที่ตรงข้ามกันอย่าง “การสงบนิ่ง” และ “การเคลื่อนไหว”

การออกแบบภายนอก : แสดงบุคลิกที่มีเอกลักษณ์ของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า

นับตั้งแต่เปิดตัวที่โตเกียว มอเตอร์โชว์ ทีมออกแบบรถยนต์ของนิสสัน ซึ่งนำโดย มร.อัลฟอนโซ อัลบายซ่า รองประธานอาวุโส ส่วนงานออกแบบทั่วโลก บริษัท นิสสัน มอเตอร์ จำกัด (Mr. Alfonso Albaisa, Senior Vice President – Global Design) ได้ทำการปรับเปลี่ยนบางจุดเล็กน้อยแต่มีนัยยะสำคัญให้กับตัวรถยนต์ นำมาซึ่ง คุโร ใหม่

โดยทีมได้ปรับกระจังหน้ารถยนต์ให้ดูแข็งแรงและแกร่งขึ้น เปลี่ยนสีจากขาวมุก เป็นสีควันเทา พร้อมกับล้อโทนสีดำ การทำสีใหม่นี้เปลี่ยนบุคลิกของ ไอเอ็มเอ็กซ์ ให้มีความแข็งแกร่ง และโดดเด่นมากขึ้น

ความตั้งใจของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ คือการได้ทดสอบว่ารถต้นแบบ ไอเอ็มเอ็กซ์ ที่ถือเป็นโชว์เคสในการเป็นผู้นำของนิสสัน ในเรื่องระบบขับขี่อัตโนมัติและรถยนต์ไฟฟ้า ในการนำเสนอที่แตกต่างและบุคคลิกภาพที่ดุดันจะประสบความสำเร็จในตลาดได้หรือไม่

ซึ่งการออกแบบหลักที่นำเสนอใหม่นี้ สร้างการตอบรับได้อย่างดีในโตเกียว โดยยังคงเป็นกระจังหน้าแบบ V-motion รวมถึงการออกแบบเส้นสายที่นุ่มนวลขึ้นไล่จากกระโปรงหน้าสู่ด้านหลังของตัวรถ พื้นผิวกว้างของบังโคลนด้านหน้า เริ่มจากกระจังหน้ารถยนต์และบังโคลนหน้ามีพื้นผิวที่กว้างและรูปทรงที่ชัดเจนทุกมิติให้กับการมองเห็น

 

การออกแบบภายใน : กว้างขวางและผ่อนคลาย มุ่งเน้นความเรียบง่าย

ห้องโดยสารของถอดแบบจากแนวคิดพื้นฐานของการจัดวางเนื้อที่ ซึ่งสามารถพบได้ในบ้านแบบญี่ปุ่นดั้งเดิมที่ให้ความรู้สึกโปร่งโล่ง แผงการทำงานภายในรถเป็นแบบพาโนรามิก ระบบ OLED แสดงภาพด้านนอกตัวรถเป็นพื้นหลัง ขณะที่หน้าจอเป็นแพลทเทิร์นลายไม้ถูกติดตั้งแยกส่วน อยู่ต่ำกว่าแผงการทำงาน และโค้งรับกับแผงประตูด้านใน ทำให้ผู้โดยสารทุกที่นั่งได้รับความรู้สึกสบายจากสภาพภายนอกรถ คล้ายกับ โชจิ (shoji) หรือแผงกั้นห้องที่ทำด้วยกระดาษของญี่ปุ่น

เบาะที่นั่งที่พิมพ์และสลักด้วยเครื่องตัดเลเซอร์เป็นแพลทเทิร์นแบบ “คาทานะกาเระ (katanagare) รูปทรงสามเหลี่ยมทแยงมุม ขณะที่หมอนรองศีรษะเป็นลวดลาย คูมิกิ” (kumiki) หรือ บล็อกไม้ล็อกเข้ารูปแบบญี่ปุ่นทำด้วยวัสดุซิลิโคนที่นุ่มนวลและตัวโครงผลิตจากเครื่องพิมพ์สามมิติ

สำหรับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ช่วยให้ผู้ขับขี่ในการควบคุมแผงทำงานด้วยการเคลื่อนไหวของดวงตา และการขยับมือเพื่อสั่งการ อินเตอร์เฟซที่ใช้งานได้ง่ายนี้ทำให้สวิตช์และปุ่มควบคุมแบบดั้งเดิมต่างๆ ลดลง ทำให้ห้องโดยสารของ ไอเอ็มเอ็กซ์ มีความเรียบง่าย ทรงประสิทธิภาพ และให้ความสะดวกสบายสูงสุด

 

“โตโยต้า” แนะนำ “อัลฟาร์ด” และ “เวลไฟร์” รุ่นปรับโฉมใหม่ ตามแนวคิด…MY VISION MY DECISION

0

บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เป็นผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถยนต์นั่งอเนกประสงค์ ระดับหรู โตโยต้า อัลฟาร์ด อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552 เพื่อเป็นรถยนต์โดยสารสำหรับบุคคลระดับชั้นนำ ด้วยการใส่ใจในการออกแบบทุกรายละเอียด ทั้งภายในและภายนอกอย่างประณีต ซึ่งผ่านการทดสอบคุณภาพรถยนต์ให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของประเทศไทย ต่อมาในปีพ.ศ. 2558 ได้แนะนำโตโยต้า อัลฟาร์ด ใหม่ เจเนอเรชั่นที่ 3 ของโลก ประกอบด้วยรุ่นอัลฟาร์ด 3.5 VIP และ อัลฟาร์ด 2.5 ไฮบริด พร้อมทั้งแนะนำ โตโยต้า เวลไฟร์ 2.5 เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่ชื่นชอบความหรูหราที่มาพร้อมความสปอร์ต

โตโยต้า อัลฟาร์ด และ เวลไฟร์ รุ่นปรับโฉมใหม่ สะท้อนความสมบูรณ์แบบเหนือระดับ ด้วยรูปลักษณ์อันโดดเด่น และความสะดวกสบายครบครันอันเป็นเอกลักษณ์ มาพร้อมกับความเหนือกว่าที่พิเศษสำหรับลูกค้าในประเทศไทยโดยเฉพาะ กับชุดแต่งสเกิร์ตด้านหน้าและด้านหลัง อุปกรณ์บริหารหลังแบบไฟฟ้า กล่องรับสัญญาณดิจิตอลทีวี อีกทั้งระบบ T-connect Telematics ยิ่งไปกว่านั้นเพื่อเป็นการขอบคุณและสร้างความมั่นใจให้กับ ลูกค้าโตโยต้า อัลฟาร์ดและเวล์ไฟร์ รุ่นปรับโฉมใหม่ ในการบริการหลังการขายที่เหนือกว่า จึงขอมอบข้อเสนอพิเศษ ด้วยการขยายเวลารับประกันคุณภาพรถใหม่เป็น 5 ปี หรือ 150,000 กม. พร้อมฟรีค่าแรงเช็คระยะถึง 100,000 กม. หรือ 5 ปี แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน

อัลฟาร์ด รุ่นเครื่องยนต์ 2.5 ไฮบริด มาพร้อมความคุ้มครองที่ครบครันยิ่งขึ้นด้วย HYBRID WORRY FREE กับการรับประกันแบตเตอรี่ไฮบริด 10 ปี และระบบไฮบริด 5 ปี ตอกย้ำความเป็นผู้นำและคุณภาพระบบไฮบริดของโตโยต้า


สำหรับรุ่น อัลฟาร์ด 3.5 VIP มาพร้อมขุมพลังใหม่ V6 24วาล์ว DOHC Chain Drive VVT-iW และ D-4S เกียร์อัตโนมัติ 8 สปีดพร้อม Direct Shift เพื่อสมรรถนะเต็มกำลังและประหยัดน้ำมันได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ในรุ่นเวลไฟร์ 2.5 ยังได้เพิ่มสีใหม่ Steel Bronze Metallic เป็นอีกหนึ่งทางเลือก

โตโยต้า อัลฟาร์ด และ เวลไฟร์ รุ่นปรับโฉมใหม่

ดีไซน์ภายนอกใหม่เป็นเอกลักษณ์

-กระจังหน้าโครเมียมใหม่ …ดีไซน์หรู ภูมิฐาน
-ไฟหน้าโปรเจคเตอร์ LED พร้อมไฟ Daytime Running Lights และไฟเลี้ยวหน้า-หลังแบบ Sequential … สะท้อนความหรูหรา ทันสมัยอย่างลงตัว
-ไฟตัดหมอก.. ลงตัวในทุกองค์ประกอบ
-ชุดไฟท้ายแบบ LED … สง่างามและสะกดทุกสายตาตั้งแต่แรกเห็น
-ล้ออัลลอยสะท้อนความสปอร์ตและหรูหราอย่างลงตัว
-ป้ายติดกระจกหลัง “OFFICIALLY AUTHORIZED BY TOYOTA MOTOR THAILAND CO. LTD.” และ “10-YEAR HYBRID BATTERY GUARANTEE”…แสดงถึงการนำเข้าและจัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการจากบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด และการรับประกันแบตเตอรี่ไฮบริด 10 ปี

 

ดีไซน์ภายในและอุปกรณ์อำนวยความสะดวก เพื่อที่สุดของสุนทรียภาพแห่งอัครสถานส่วนบุคคล

-โดดเด่นด้วยการตกแต่งภายใน…ทั้งลายไม้ภายในตัวรถ สีมาตรวัดความเร็ว และการตกแต่งของลายเบาะหนัง* (เฉพาะรุ่น 3.5 VIP)
-อุปกรณ์ชาร์จไฟแบบไร้สาย (Wireless Charger)…รองรับการชาร์จไฟตามมาตรฐาน Qi (เฉพาะอุปกรณ์ที่รองรับและขนาดที่กำหนด)
-ไฟอ่านหนังสือบริเวณเบาะนั่งด้านหลังแถวที่ 1… สำหรับผู้โดยสาร
-เบาะนั่งแบบ Seat Ventilator & Heater บริเวณเบาะนั่งคู่หน้าและเพิ่มระบบบริหารหลังไฟฟ้า Air Lumba Pro ในอัลฟาร์ด 2.5 ไฮบริด และเวลไฟร์ 2.5 … ผ่อนคลายสูงสุดในทุกอิริยาบถ
-กล่องรับสัญญาณดิจิตัลทีวี … ขีดสุดแห่งความบันเทิง

ระบบความปลอดภัยที่สมบูรณ์แบบ
-ไฟตัดหมอกด้านหลัง…เพิ่มความชัดเจนในการมองเห็นแก่ผู้ร่วมทาง
-ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตาที่กระจกมองข้าง (Blind Spot Monitor)…หากมีรถอยู่ในมุมอับสายตาที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยกระจกมองข้าง ระบบจะส่งสัญญาณเตือนที่กระจกมองข้างด้านนั้นๆ เพื่อให้ผู้ขับระมัดระวังในการเปลี่ยนเลน
-กระจกมองหลังแบบดิจิตอล (Digital Rear View Mirror)…พร้อมฟังก์ชั่นตัดแสงอัตโนมัติ (EC Mirror)

ระบบ T-Connect Telematics เชื่อมต่อทุกไลฟ์สไตล์
-FIND MY CAR เช็คตำแหน่งรถผ่านแอพพลิเคชั่น Find My Car หรือ Apple Watch
-STOLEN VEHICLE TRACKING ระบบตรวจสอบตำแหน่งรถยนต์เมื่อถูกโจรกรรม
-SOS EMERGENCY SERVICE ประสานงานช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง (อาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในบางกรณี)
-PARKING ALERT ระบบแจ้งเตือนผ่าน Notification เมื่อรถถูกสตาร์ท หรือเคลื่อนที่
-PAY AS YOU DRIVE ประกัน “ขับน้อย จ่ายน้อย” ข้อเสนอการคุ้มครองสุดพิเศษให้คุณจ่ายตามการใช้งานจริง

*สำหรับการทำประกันภัยกับบริษัทฯ ที่กำหนดไว้เท่านั้น

-MY TOYOTA WI-FI เชื่อมต่อความบันเทิงพร้อมกันสูงสุด 9 อุปกรณ์ *ตามเงื่อนไขที่กำหนดในแพ็กเกจ
-NAVIGATOR ระบบนำทางพร้อมแสดงข้อมูลจราจร
-OPS (OPERATOR SERVICE) ผู้ช่วยค้นหาเส้นทางตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมบริการจองร้านค้าชั้นนำ


โตโยต้า อัลฟาร์ด และ เวลไฟร์ รุ่นปรับโฉมใหม่ มีสีให้เลือกอาทิ (Steel Bronze Metallic (ใหม่) / White Pearl Crystal / Burning Black ในเวลไฟร์ และ White Pearl Crystal / Luxury White Pearl Crystal / Black ในอัลฟาร์ด) และจำหน่ายในราคา

เวลไฟร์ 2.5 ราคา 3,809,000 บาท
อัลฟาร์ด 2.5 ไฮบริด ราคา 3,939,000 บาท
อัลฟาร์ด 3.5 VIP ราคา 5,429,000 บาท

**ราคาดังกล่าวเป็นราคารถยนต์พร้อมอุปกรณ์มาตรฐานที่ผลิตจากโรงงาน และชุดอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษ พร้อมค่าติดตั้งโดยบริษัท TAC จำกัด (*เวลไฟร์ 2.5 และ อัลฟาร์ด 2.5 ไฮบริด มูลค่า 62,000 บาท // อัลฟาร์ด 3.5 VIP มูลค่า 47,000 บาท)

ร่วมสัมผัส โตโยต้า อัลฟาร์ดและเวลไฟร์ รุ่นปรับโฉมใหม่ในงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 39 ตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม – 8 เมษายน 2561ที่เมืองทองธานี

“อีซูซุ” เปิดศึกชิงเจ้าแห่งความเร็วในการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบแห่งปี “ISUZU ONE MAKE RACE 2018”

0

กลุ่มตรีเพชร โดย บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด ร่วมกับ ฟาอีส ยูไนเต็ด มอเตอร์สปอร์ต และบริษัท ต.สยาม คอมเมอร์เชียล จำกัด ผู้จำหน่ายยางรถยนต์ TOYO TIRE ส่งทัพรถแข่ง “อีซูซุดีแมคซ์ 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์” ท้าประลองความเร็ว รวมกว่า 34 คัน ลงสนามในการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบ “ISUZU ONE MAKE RACE 2018” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 9 ในสนามดังของประเทศ รวม 6 สนาม ชิงถ้วยประทานจากพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ

มร. โทชิอากิ มาเอคาวะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด กล่าวว่า “อีซูซุให้ความสำคัญกับกีฬามอเตอร์สปอร์ตอย่างต่อเนื่อง หนึ่งในกิจกรรมที่จัดเป็นประจำทุกปี คือ การแข่งขันรถยนต์ทางเรียบในรายการ “ISUZU ONE MAKE RACE” ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างสูงตั้งแต่ครั้งแรกและจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 9 ทางอีซูซุขอขอบคุณคณะผู้จัดการแข่งขัน และนักแข่งรายการ “ISUZU ONE MAKE RACE 2018” ที่วางใจให้รถปิกอัพ “อีซูซุดีแมคซ์ 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์” เป็นรถแข่งคู่ใจในการแข่งขันประลองความเร็วบนสนามแข่งขันระดับประเทศ รวมทั้งคุณพีท ทองเจือ นักแสดงและนักแข่งรถชื่อดัง และคุณแอนดรูว์ โครนิน นักแสดงลูกครึ่งไทย-อังกฤษมากความสามารถ ซึ่งจะมาร่วมแข่งขันในครั้งนี้ด้วย”

มร. โทชิอากิ มาเอคาวะ กล่าวเพิ่มเติม “สำหรับปีนี้ นอกจากจะมีรถ “อีซูซุดีแมคซ์” ลงแข่งมากถึง 34 คัน ทั้งในประเภท “ISUZU 1.9 Ddi BLUE POWER ONE MAKE RACE” ซึ่งนำเครื่องยนต์ อีซูซุ บลูเพาเวอร์มาปรับแต่งความแรงด้วยกล่องอัจฉริยะจาก ECU SHOP ให้พลังแรงถึง 215 แรงม้า แรงบิด 530 นิวตันเมตร และประเภท “ISUZU SUPER FULL RACE” ที่มีแรงม้ามากกว่า 500 แรงม้าแล้ว ยังใช้รถ ISUZU D-MAX 1.9 Ddi BLUE POWER เป็นรถ SAFETY CAR นำขบวนรถแข่งเข้าสู่สนามแข่งในทุกรุ่นการแข่งขัน เพื่อตอกย้ำถึงสมรรถนะ และความแรง ตลอดจนมาตรฐานความปลอดภัยเป็นเยี่ยมของรถอีซูซุ”

ร่วมพิสูจน์ความเหนือชั้นของรถแข่งอีซูซุในการแข่งขัน “ISUZU ONE MAKE RACE 2018” เริ่มประเดิมสนามแรกในวันที่ 16-18 มีนาคม ศกนี้ ณ สนามพีระอินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดชลบุรี และจะทำการแข่งขันแบบออนทัวร์ต่อเนื่องเพื่อเก็บคะแนนในแต่ละสนาม และจัดลำดับผู้เข้าแข่งขันในการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศอีกครั้งหนึ่ง ในช่วงปลายปี 2561 เพื่อค้นหาที่สุดแห่งเจ้าแห่งความเร็วในการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบ ชิงถ้วยประทานจากพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ

สำหรับกำหนดการแข่งขันทั้ง 6 สนาม ดังนี้
สนามที่ 1 วันที่ 16-18 มี.ค. 61 ณ สนามพีระอินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดชลบุรี
สนามที่ 2 วันที่ 4-6 พ.ค. 61 ณ สนามพีระอินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดชลบุรี
สนามที่ 3 วันที่ 6-8 ก.ค. 61 ณ สนามแก่งกระจานเซอร์กิต จังหวัดเพชรบุรี
สนามที่ 4 วันที่ 7-9 ก.ย. 61 ณ สนามพีระอินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดชลบุรี
สนามที่ 5 วันที่ 2-4 พ.ย. 61 ณ สนามพีระอินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดชลบุรี
สนามที่ 6 วันที่ 7-9 ธ.ค. 61 ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์


ติดตามเส้นทางพิสูจน์ความมันและความแรงสะใจของรถปิกอัพ “อีซูซุดีแมคซ์” ในการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบ “ISUZU ONE MAKE RACE 2018” แต่ละสนามอย่างใกล้ชิดได้ตลอดปีพร้อมรับชมการถ่ายทอดสดทาง BRIGHT TV และติดตามข้อมูลการแข่งขันเพิ่มเติมได้ที่ www.isuzu-tis.com และ www.facebook.com/allnewisuzudmax

“มาสด้า” ส่งขุนศึกใหม่!!! “Mazda 3 รุ่น 2018 คอลเล็กชั่น” ลุยล่าแต้มตลาดเก๋งในงานมอเตอร์โชว์

0

มาสด้า ขยับอีกครั้งด้วยการเสริมทัพ C-Segment ส่ง Mazda3 ซับคอมแพ็กต์คาร์ระดับพรีเมี่ยมที่เทียบเท่ากับคู่แข่งรถยนต์จากค่ายยุโรป ลุยตลาดก่อนถึงงานมอเตอร์โชว์ปีนี้ ภายใต้แนวคิดสุดหรู VISION BEYOND IMAGINATION หรือ มิติใหม่ของความสมบูรณ์แบบที่มีอยู่จริง ที่ยังคงมาพร้อมกับการออกแบบระดับโลกของมาสด้าหรือ “โคโดะ ดีไซน์” ที่สะท้อนความโดดเด่นสง่างามจากการเคลื่อนไหวอันทรงพลังของสิ่งมีชีวิตในธรรมชาติ ผนวกกับเทคโนโลยีสุดล้ำที่ไม่เหมือนใครอย่างสกายแอคทีฟ และระบบควบคุมสมรรถนะการขับขี่อัจฉริยะ (G-Vectoring Control) ส่งผลให้รถมาสด้า3 ใหม่ เพิ่มความโดดเด่นมากยิ่งขึ้น ด้วยการเพิ่มอุปกรณ์มาตรฐานต่างๆ แต่ปรับราคาเพิ่มเพียง 10,000 บาทเท่านั้น โดยราคาจำหน่ายเริ่มต้นอยู่ที่ 857,000 บาท

Mazda 3 รุ่น 2018 คอลเล็กชั่น เติมเต็มความสมบูรณ์แบบของรถยนต์นั่งขนาดกลางในเมืองไทยอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนด้วยเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดสกายแอคทีฟ ที่ให้ความแรงแต่ประหยัดน้ำมัน ผนวกกับรูปลักษณ์อันงดงามภายใต้การออกแบบของโคโดะ ดีไซน์ ด้วยรูปทรงที่เปี่ยมด้วยอารมณ์ความรู้สึก ความทรงพลัง และความมีชีวิตชีวา รวมถึงเทคโนโลยีการเชื่อมต่อโลกการสื่อสารด้วย MZD CONNECT พร้อมหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว และปุ่มควบคุม Center Commander ที่สะดวกและครบทุกฟังก์ชั่นเพื่อความเพลิดเพลินบนโลกโซเชียล และระบบความปลอดภัยระดับโลก  i-ACTIVSENSE ที่ครบครันยิ่งขึ้น ตอบโจทย์ลูกค้าที่มีไลฟ์สไตล์ที่โดดเด่นไม่ซ้ำแบบใคร ก้าวสู่ผู้นำด้านเทคโนโลยีในรถยนต์นั่งขนาดกลาง และสีใหม่ล่าสุด สีแดง โซล เรด คริสตัล (Soul Red Crystal) ที่เพิ่มภาพลักษณ์ความสปอร์ตพรีเมี่ยมให้กับรถ Mazda3 มากยิ่งขึ้น และด้วยความมุ่งหวังที่จะยกระดับทั้ง แบรนด์และคุณภาพให้มีความพรีเมี่ยมยิ่งขึ้น มาสด้าจึงพัฒนาปรับปรุงคุณภาพของทุกองค์ประกอบโดยมีปรัชญา HMI เป็นพื้นฐาน ตั้งแต่รูปลักษณ์ภายนอกและภายใน ฟังก์ชั่นต่างๆ รวมถึงความเงียบภายในห้องโดยสาร

นายชาญชัย ตระการอุดมสุข ประธานบริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “Mazda3 ถือเป็นรถยนต์รุ่นหลักของมาสด้าทั้งในประเทศไทยและในระดับโลกมาโดยตลอด และยังได้รับการยกย่องเป็นอย่างสูงในด้านรูปลักษณ์ที่ดึงดูดใจและการควบคุมเป็นเลิศ นอกจากนี้ยังติดอันดับ Top 3 ของรถยนต์ที่ได้เข้าชิงรางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมของโลก เมื่อปี 2557 และรางวัลรถยนต์ออกแบบยอดเยี่ยมของโลก ปี 2557 การเปิดตัว Mazda3 รุ่น 2018 คอลเล็กชั่น นี้ เป็นอีกหนึ่งในความภาคภูมิใจอย่างยิ่งของเราชาวมาสด้าที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค

นายชาญชัย กล่าวเพิ่มเติม เราได้เพิ่มระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (ABSM) และระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง (RCTA)_ เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่นย่อย เพื่อให้ผู้บริโภคได้สัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่สนุกสนาน เร้าใจ และปลอดภัยยิ่งขึ้น โดยในปีนี้มาสด้าตั้งเป้ายอดขายเฉพาะ Mazda3 ประมาณ 6,000 คัน และยอดขายโดยรวมอยู่ที่ประมาณ 60,000 คัน  หรือเติบโตเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วประมาณ 17%

Mazda3 ถือเป็นโมเดลหลักสำคัญ ที่ทำให้มาสด้าเติบโตมาอย่างต่อเนื่อง โดยรุ่นแรกขึ้นไลน์การผลิตที่โรงงานออโต้อัลลายแอนซ์ จังหวัดระยอง เมื่อปี 2546 ได้สร้างปรากฏการณ์ต่างๆ ไว้มากมาย และมียอดขายในประเทศไทยสูงถึง 30,000 คัน ถัดมารุ่นที่ 2 เริ่มผลิตขึ้นเมื่อปี 2554 มียอดขาย 13,000 คัน และรุ่นที่ 3 เมื่อปี 2557 จนถึงปัจจุบัน มียอดขายสูงถึง 25,500 คัน รวมทั้ง 3 โมเดล มียอดขายกว่า 68,500 คัน เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่มีความสำคัญอย่างมากในสายผลิตรถยนต์ของมาสด้า สิ่งสำคัญคือรถยนต์ Mazda3 ได้ก้าวเข้ามาเป็นสัญลักษณ์ของแบรนด์มาสด้า โดยมียอดขายสูงถึง 1 ใน 3 ของยอดจำหน่ายมาสด้าทั่วโลก ด้วยยอดขายเกือบ 5 ล้านคันใน 142 ประเทศ ที่สำคัญยังได้รับรางวัลและประกาศเกียรติคุณต่างๆ กว่า 180 รางวัล

ทางด้านผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายการตลาด นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ กล่าวถึงกลยุทธ์ด้านการตลาดของ Mazda3 ว่า “มาสด้า3 รุ่น 2018 คอลเล็กชั่น มาพร้อมแนวคิด VISION BEYOND IMAGINATION หรือ มิติใหม่ของความสมบูรณ์แบบที่มีอยู่จริง โดยจุดเด่นสำคัญของ Mazda3 ใหม่นี้คือ เป็นรถยนต์ที่มีความสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น ด้วยรูปลักษณ์ที่สวยงาม โดดเด่นพร้อมเทคโนโลยีที่ทันสมัยรอบคัน ทั้งระบบแสดงภาพ 360 องศา รอบทิศทาง ที่ทำให้การมองเห็นนั้นมีความชัดเจนรอบคันในมุมมองแบบ top view พร้อมกล้องทั้งสี่จุดบริเวณด้านหน้า ด้านหลังและกระจกมองข้าง  มีการเพิ่มไฟหน้าแบบ LED โปรเจคเตอร์ พร้อม Daytime Running Light และเพิ่มระบบปรับอากาศอัตโนมัติแยกซ้าย-ขวา พร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ i-ACTIVSENSE โดยมุ่งเจาะกลุ่มลูกค้าวัยทำงานอายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป ที่มีความทันสมัย สมาร์ท มีวิสัยทัศน์ ชื่นชอบในเทคโนโลยีและมีมุมมองแปลกใหม่ในแบบฉบับของตัวเองไม่เหมือนใคร

รถยนต์ Mazda3 รุ่นปี 2018 คอลเล็กชั่นเพิ่มออพชั่นใหม่ประกอบด้วย

 [table id=2 /]

Mazda3 รุ่น 2018 คอลเล็กชั่น มีรูปแบบตัวถังให้เลือกทั้งแบบซีดาน 4 ประตู และแบบแฮตช์แบ็กต์ 5 ประตู ในรูปแบบเครื่องยนต์เบนซิน ขนาด 2.0 ลิตร โดยสีภายนอกมี มีให้เลือกทั้งหมด 7 สี ซึ่งสีใหม่ล่าสุดคือ สีแดง โซลเรด คริสตัล, สีเทาแมชชีน เกรย์, สีขาว สโนว์เฟลก ไวท์ เพิร์ล, สีน้ำตาล ไททาเนียม แฟลช, สีเงิน อะลูมินัม เมทัลลิค, สีดำ เจ็ท แบล็กและสีน้ำเงิน อีเทอนอล บลู

ราคาจำหน่ายรถยนต์ Mazda3 รุ่น 2018 คอลเล็กชั่น ทั้งรุ่นซีดาน 4 ประตู และรุ่นแฮตช์แบ็กต์ 5 ประตู

  • รุ่น 20 E ราคา 857,000 บาท
  • รุ่น 0 C ราคา 951,000 บาท
  • รุ่น 0 S ราคา 998,000 บาท
  • รุ่น 0 SP ราคา 1,149,000 บาท

Mazda3 รุ่น 2018 คอลเล็กชั่น เผยโฉมสู่สาธารณชนแล้ววันนี้ในทุกโชว์รูมมาสด้าทั่วประเทศ และในงานมอเตอร์โชว์ครั้งที่ 39 ระหว่างวันที่ 28 มีนาคม – 8 เมษายน 2561 ณ อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี

ทดลองระบบ “ฮอนด้า คอนเนค” นวัตกรรมที่เชื่อมต่อระหว่างผู้ขับขี่และรถยนต์ เพื่อความปลอดภัยและมั่นใจในทุกการเดินทาง

0

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด จัดกิจกรรม “Honda Connect Mission Possible” กับสื่อมวลชนเพื่อทดสอบ “ฮอนด้า คอนเนค” นวัตกรรมที่เชื่อมต่อระหว่างผู้ขับขี่และรถยนต์ เพื่อความมั่นใจและความปลอดภัยในทุกการเดินทาง ด้วยรถยนต์ ฮอนด้า ซีอาร์-วี ซีวิค และซีวิค แฮทช์แบ็ก รวม 6 คัน บนเส้นทาง กรุงเทพฯ – อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม 

ในช่วงเช้า คุณวราภรณ์ เล้าประเสริฐ ผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวต้อนรับสื่อมวลชนในบรรยากาศสบายๆ หลังจากนั้น คุณจุฑาภรณ์ เกยานนท์ ผู้ประสานงานโครงการฮอนด้า เทเลเมทิกซ์ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ให้ข้อมูลและรายละเอียดเกี่ยวกับ “ฮอนด้า คอนเนค” ซึ่งแสดงให้เห็นว่า “ฮอนด้า คอนเนค” เป็นเทคโนโลยีที่เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความมั่นใจให้ผู้ใช้รถใช้ถนนเพื่อการเริ่มต้นสังคมการขับขี่แห่งอนาคต

ตลอดเส้นทาง สื่อมวลชนทั้ง 6 ทีม ได้ร่วมทำภารกิจต่างๆ ซึ่งเป็นการจำลองสถานการณ์ต่างๆ เพื่อทดสอบ “ฮอนด้า คอนเนค” โดยเริ่มจากภารกิจที่ 1 ด้วยการตรวจเช็คความพร้อมของรถยนต์ก่อนออกเดินทาง เช่น ปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิง อุณหภูมิน้ำหล่อเย็น และอื่นๆ ผ่านฟังก์ชั่นสถานะรถยนต์ โดยแต่ละทีมต้องโชว์ความพร้อมของสมาชิกในทีมผ่านรูปถ่ายและใช้รูปนั้นๆ ตกแต่งหน้าแอปพลิเคชันในสไตล์ของแต่ละทีม

เมื่อออกเดินทางมุ่งหน้าสู่ อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม สื่อมวลชนจะเห็นความผิดปกติของรถยนต์ที่แจ้งเตือนในหน้าแอปพลิเคชันจากการจำลองสถานการณ์ โดยภารกิจที่ 2 ต้องค้นหาโชว์รูมและศูนย์บริการของฮอนด้าที่ใกล้ที่สุดผ่านฟังก์ชั่นค้นหาและแชร์การเดินทาง เพื่อนำรถเข้าไปแก้ปัญหาความผิดปกติที่เกิดขึ้น หลังจากนั้น ในภารกิจที่ 3 เป็นการค้นหาร้านอาหาร โดยฟังก์ชั่นดังกล่าวจะทำงานเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชันแผนที่เพื่อนำทางไปยังจุดมุ่งหมายที่ต้องการ

สำหรับภารกิจที่ 4 เป็นการจำลองสถานการณ์ โดยแจ้งเตือนสถานะพิกัดรถยนต์ว่ารถยนต์อาจถูกเคลื่อนย้ายหรือถูกตัดกระแสไฟจาก ซึ่งต้องใช้ฟังก์ชั่นตรวจสอบตำแหน่งรถยนต์ เพื่อขอพิกัดของรถยนต์ (Find My Car) ระบบจะทำการส่งพิกัดไปยังอีเมล์ที่ลงทะเบียนไว้ ซึ่งสื่อมวลชนได้เดินทางเพื่อค้นหารถตามพิกัดที่ได้รับ และพบรถยนต์ถูกเคลื่อนย้ายมาอยู่ที่วัดเพชรสมุทรวรวิหาร จ.สมุทรสงคราม

ในช่วงท้ายของการทดสอบ เมื่อคณะสื่อมวลชนเดินทางกลับถึงกรุงเทพฯ ได้มีการประมวลผลพฤติกรรมการขับขี่ต่างๆ เช่น ระยะทางการขับขี่ ช่วงเวลาการขับขี่ อัตราความเร็วสูงสุด อัตราความเร็วเฉลี่ย และการบันทึกประวัติการเดินทาง ตลอดวัน จากฟังก์ชั่นข้อมูลลักษณะการขับขี่ และนำมาคิดคะแนนในภารกิจที่ 6 ซึ่งเป็นภารกิจสุดท้ายของกิจกรรม

“ฮอนด้า คอนเนค” พร้อมตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าฮอนด้าที่ชื่นชอบในเทคโนโลยีอันล้ำสมัย อีกทั้งต้องการความมั่นใจและความปลอดภัยตลอดการขับขี่ โดยพร้อมทำการติดตั้งและจำหน่าย ในราคา 5,900 บาท (ฟรีค่าติดตั้ง และค่าสัญญาณเครือข่ายโทรศัพท์เพื่อการส่งข้อมูลรายปี รวม 2 ปี) ณ โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ

“โรลส์-รอยซ์ แฟนธอม ใหม่” สถาปัตยกรรมแห่งความหรูหราผสานที่สุดแห่งเทคโนโลยียานยนต์อัจฉริยะ

0

หลังจากที่ เซอร์เฮนรี่ รอยซ์ นำเสนอ โรลส์-รอยซ์ แฟนธอม ในปี ค.ศ. 1925 รถยนต์รุ่นนี้ก็ได้รับการยกย่องให้เป็น “รถยนต์ที่ดีที่สุดในโลก” ในหมู่ผู้เชี่ยวชาญด้านรถยนต์ และได้ทำหน้าที่รับใช้บุรุษและสตรีผู้ทรงอำนาจสูงสุดของโลกจำนวนหลายคนในโอกาสสำคัญมากมายตลอดระยะเวลา 92 ปีที่ผ่านมา

รถยนต์แฟนธอมทุกรุ่นที่เปิดตัวหลังจากนั้น ต่างประสบความสำเร็จและได้รับฉายา “รถยนต์ที่ดีที่สุดในโลก” ซึ่งเป็นผลลัพธ์ของความพยายามที่ไม่สิ้นสุดของโรลส์-รอยซ์ ในการแสวงหาความสมบูรณ์แบบ วิสัยทัศน์ ระบบวิศวกรรม ความเด่นชัดด้านสุนทรียศาสตร์ และความเข้าใจที่ลึกซึ้งของสิ่งที่รถยนต์ระดับหรูชั้นนำของโลกควรจะเป็น ดังนั้น โรลส์-รอยซ์ จึงคิดค้นนวัตกรรมมาตลอดระยะเวลากว่าศตวรรษ เพื่อสร้างมาตรฐานขั้นสูงและมอบความพึงพอใจแก่นักขับระดับสูงที่มีรสนิยมอันหรูหรา

วันนี้ มาตรฐานใหม่กำลังจะเกิดขึ้นกับการเปิดตัว นิว แฟนธอม (New Phantom) ยานยนต์แฟนธอมรุ่นที่ 8รถยนต์รุ่นนี้มิได้เพียงแค่เกิดจากการตีความงานออกแบบยานยนต์แฟนธอมและความเป็นเลิศด้านเทคนิคด้วยแนวทางใหม่เพื่อสร้างดีไซน์แบบร่วมสมัยในทุกรายละเอียดเท่านั้น หาก โรลส์-รอยซ์ ได้ทำการปฏิวัติอุตสาหกรรมรถยนต์ระดับหรูของตนเองด้วยการฉีกแนวทางใหม่ จากการใช้สายการผลิตร่วมกับรถยนต์รุ่นอื่น มาเป็นการสร้างสายการผลิตรถยนต์ระดับหรูใหม่เป็นของตนเองทั้งหมด

เมื่อ โรลส์-รอยซ์ เปิดตำนานบทใหม่นี้ รถยนต์รุ่น นิว แฟนธอม จึงกลายเป็นผู้สร้างแนวทางสู่อุตสาหกรรมรถยนต์หรูระดับโลก

มร.ปีเตอร์ ชวาเซนโบเออร์ ประธานกรรมการของโรลส์-รอยซ์ และสมาชิกบอร์ดบริหารของบีเอ็มดับเบิลยูกรุ๊ป กล่าวว่า “การเปิดตัวรถยนต์ โรลส์-รอยซ์ รุ่นใหม่ครั้งแรกของโลก ถือเป็นโอกาสที่มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับบีเอ็มดับเบิลยูกรุ๊ป เราให้ความสำคัญต่อเรื่องนี้อย่างมากเนื่องจากออล-นิว แฟนธอม นี้เป็นสุดยอดยานยนต์ของแบรนด์โรลส์-รอยซ์และเป็นรถยนต์ระดับหรูชั้นนำของโลก  นิว แฟนธอม คือการนำเสนอรถยนต์ที่เปี่ยมด้วยพลังทั้งในด้านงานดีไซน์ ระบบวิศวกรรมและความเชี่ยวชาญของรถยนต์สั่งทำพิเศษ ซึ่งผมรู้สึกยินดีอย่างยิ่งกับกระแสตอบรับที่เราได้จากนักขับผู้มีรสนิยมระดับสูงทั่วโลก ซึ่งบีเอ็มดับเบิลยูกรุ๊ปจะมุ่งมั่นรับผิดชอบต่ออนาคตของโรลส์-รอยซ์ มอเตอร์ คาร์ส อย่างเต็มที่ และรู้สึกภาคภูมิใจกับความสำเร็จทุกครั้ง นับตั้งแต่ได้เข้ามาบริหารแบรนด์โรลส์-รอยซ์”

จุดกำเนิดของ นิว แฟนธอม

ด้วยแนวคิดที่แตกต่างจากผู้ผลิตรถยนต์ระดับหรูชื่อดังรายอื่นๆ ซึ่งพยายามลดต้นทุนค่าใช้จ่ายต่อหน่วยการผลิต ผ่านการใช้ระบบการผลิตร่วมกับผู้ผลิตที่ผลิตสินค้าจำนวนมากในตลาด หาก โรลส์-รอยซ์ สรุปว่าอนาคตของสินค้าระดับหรูที่แท้จริงจะต้องเป็นการผลิตสินค้าจำนวนน้อยและให้ความสำคัญกับแนวคิดสถาปัตยกรรมแห่งความหรูหรา (Architecture of Luxury) เท่านั้น

“นี่เป็นช่วงเวลาแห่งการสร้างความชัดเจนต่อชะตากรรมของ โรลส์-รอยซ์” มร.ทอร์สตัน มูเลอร์-ออทเวิส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โรลส์-รอยซ์ มอเตอร์ คาร์ส จำกัด กล่าว “ลูกค้าของเราทุกรายซึ่งเป็นผู้ที่เจนจัดในเรื่องความหรูหราระดับสูง ต่างปรารถนาสิ่งที่บ่งบอกถึงเอกลักษณ์เฉพาะตัวมากยิ่งขึ้นอย่างไม่เคยลดน้อยลงเลย ซึ่งเราเชื่อมั่นว่านั่นคือสิ่งที่พวกเขาควรมี”

“กุญแจสำคัญของโรลส์-รอยซ์ ซึ่งเกิดจากการยึดมั่นในวิสัยทัศน์สู่การเป็นแบรนด์ระดับหรูชั้นนำของโลกทั้งสำหรับวันนี้และในอนาคต ก็คือรูปแบบสถาปัตยกรรมที่ครอบคลุมการผลิตรถยนต์ทุกรุ่นของโรลส์-รอยซ์” ดร.ฟิลิป โคเอห์น ผู้อำนวยการฝ่ายวิศวกรรมกล่าว “สถาปัตยกรรมแห่งความหรูหราจะเป็นสิ่งปูทางสู่อนาคตของ โรลส์-รอยซ์ ไม่ใช่เฉพาะ นิว แฟนธอม เท่านั้น โดยทั้งโปรเจค คัลลิแนน (Project Cullinan) เรื่อยไปจนถึงยานยนต์โกสต์ (Ghost), เรธ (Wraith) และ ดอว์น (Dawn) รุ่นต่อไป ก็จะดำเนินการบนสถาปัตยกรรมนี้ รวมถึงโครงการรถยนต์สั่งผลิตตัวถังพิเศษอื่นๆ ในอนาคตของเราด้วย”

“สถาปัตยกรรมโครงสร้างแบบ Spaceframe ของรถยนต์แฟนธอม VII ถือเป็นจุดเริ่มต้นและแรงบันดาลใจที่ดี แต่เราต้องการทำได้มากกว่านั้น” มร. ไจลส์ เทย์เลอร์ ผู้อำนวยการฝ่ายออกแบบ กล่าวเสริม “สถาปัตยกรรมแห่งความหรูหราทำให้ผมมีโครงสร้างสำหรับการปกป้องรูปแบบและเอกลักษณ์ของแบรนด์ โรลส์-รอยซ์ ได้โดยไม่สูญเสียรายละเอียด โดยเริ่มต้นจากรุ่นนิว แฟนธอม ผมยังมีโครงงานในการผลิตยานยนต์โรลส์-รอยซ์ที่แท้จริงในอนาคต ซึ่งจริงๆ แล้ว นี่จะเป็นโครงการรถยนต์สั่งผลิตพิเศษครั้งใหญ่เลยทีเดียว”

“วิธีการของเราคือการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับซัพพลายเออร์รายย่อยที่ดำเนินธุรกิจแบบครอบครัว ซึ่งให้ความสำคัญและใส่ใจในการผลิตมากกว่า ทำให้เราได้ความตั้งใจในการทำงานมากกว่าและได้ผลงานที่มีคุณภาพดีกว่าที่เราคาดหวังซึ่งเหนือกว่ามาตรฐานรถยนต์ทั่วไป” โคเอห์น กล่าว “นี่คือสิ่งที่เราไม่เคยได้ยินมาก่อน จากแบรนด์รถยนต์ซึ่งดำเนินธุรกิจเป็นกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ และถือเป็นการปฏิวัติวงการที่แท้จริง”

สถาปัตยกรรมแห่งความหรูหราคืออะไร?

สถาปัตยกรรมแห่งความหรูหราคือสถาปัตยกรรมการออกแบบโครงรถยนต์แบบ Spaceframe โดยใช้วัสดุอะลูมิเนียมทั้งหมดที่คิดค้นโดยทีมวิศวกรของ โรลส์-รอยซ์  ซึ่งจะใช้ในรถยนต์โรลส์-รอยซ์ ทุกรุ่นโดยเริ่มต้นจากรุ่น นิว แฟนธอม ดังนั้นในอนาคตข้างหน้าจะไม่มีรถยนต์โรลส์-รอยซ์คันใดที่ใช้โครงรถแบบ Monocoque เหมือนที่พบในแบรนด์ผู้ผลิตรถยนต์จำนวนมากหรือแบรนด์ยานยนต์ระดับหรูอื่นๆ ในท้องตลาด สิ่งนี้คือแนวคิดที่ปฏิวัติอุตสาหกรรมรถยนต์อย่างแท้จริง และเป็นสิ่งที่ทำให้โรลส์-รอยซ์สามารถยืนหยัดในฐานะแบรนด์ผู้ผลิตที่มุ่งมั่นนำเสนอความหรูหราในธุรกิจรถยนต์ ในขณะที่ผู้ผลิตรถยนต์ระดับหรูชื่อดังส่วนใหญ่จำกัดการดำเนินงานด้วยการใช้สายการผลิตร่วมกับแบรนด์ผู้ผลิตรายอื่นที่ผลิตสินค้าจำนวนมากในการผลิตรถเอสยูวีและรถแข่งของตนเอง ซึ่งทำให้เกิดการลดทอนคุณภาพที่ไม่อาจยอมรับได้ แต่โรลส์-รอยซ์ให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวดกับการใช้รูปแบบสถาปัตยกรรมของตนเอง ในการผลิตรถยนต์ทุกรุ่น ไม่ว่าจะในส่วนการตลาดใดก็ตาม

รูปแบบสถาปัตยกรรมนี้ถูกคิดค้นและพัฒนาขึ้นจากพื้นฐานใหม่ทั้งหมด เพื่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการทั้งในเรื่องขนาดและน้ำหนัก ให้สอดคล้องกับรถยนต์รุ่นต่าง ๆ ในอนาคต ซึ่งรวมถึงรุ่นที่มีความแตกต่างในด้านแรงขับเคลื่อน แรงฉุด และระบบควบคุมต่างๆ เป็นการตอกย้ำถึงแนวทางการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ในอนาคตระยะยาวของแบรนด์ได้อย่างชัดเจน ด้วยความแข็งแกร่งกว่าโครง Spaceframe ของรุ่น แฟนธอม VII ราว 30% ทำให้สถาปัตยกรรมรูปแบบใหม่นี้ถือเป็นหัวใจสำคัญของยานยนต์โรลส์-รอยซ์ในรุ่นต่อๆ ไป เพื่อการมอบประสบการณ์ชั้นเลิศที่เปี่ยมด้วยความสะดวกสบายในการขับขี่ ระบบเสียงที่ดีเยี่ยม เบาะนั่งแสนสบาย ภาพลักษณ์ภายนอกที่หรูหรา และพื้นที่ห้องโดยสารภายใน

ระบบวิศวกรรมเพื่อยานยนต์ระดับมาสเตอร์พีซอันล้ำสมัย

นิว แฟนธอม คือยานยนต์ โรลส์-รอยซ์ รูปแบบใหม่รุ่นแรกที่ผลิตตามแนวคิดสถาปัตยกรรมแห่งความหรูหรา ซึ่งรูปแบบสถาปัตยกรรมใหม่นี้ถือเป็นพื้นฐานของการสร้างสรรค์รถยนต์แฟนธอมรุ่นที่ 8 เพื่อการันตีสถานะ “รถยนต์ที่ดีที่สุดในโลก” ด้วยการใช้องค์ประกอบพื้นฐานที่ดีที่สุดและได้รับการพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น

คุณสมบัติเด่นประการแรกของรูปแบบสถาปัตยกรรมใหม่ที่ใช้กับ นิว แฟนธอม คือความเบา ความแข็งแกร่งที่เพิ่มขึ้น การผลิตอย่างมีประสิทธิภาพตามมาตรฐานขั้นสูง ตัวถังแบบฐานล้อยาว และงานออกแบบผิวสัมผัสของห้องโดยสารภายในที่ดีเยี่ยมในทุกรายละเอียด

โครงสร้าง Spaceframe ซึ่งเป็นอะลูมิเนียมแบบใหม่ล่าสุดมอบตัวถังรถที่มีความแข็งแกร่งขั้นสูงเพื่อสมรรถนะ “การขับขี่ที่ดีที่สุดในรถยนต์คลาสเดียวกัน” โดยมีน้ำหนักที่เบากว่า  ทั้งนี้ นิว แฟนธอม มีความแข็งแกร่งมากกว่ากว่าแฟนธอมรุ่นก่อนๆ ถึง 30% ทำให้มีประสิทธิภาพที่เหนือกว่าและมอบความสบายในการขับขี่มากกว่า

สิ่งที่มาพร้อมกับความแข็งแกร่งขั้นสุดยอดของโครงสร้างแบบ Spaceframe คือโครงช่วงล่างที่มอบความสะดวกสบายที่สุดในรถยนต์คลาสเดียวกันด้วยระบบกันสะเทือนแบบอากาศและระบบการควบคุมโครงช่วงล่างที่ดีเยี่ยม มอบการขับขี่และการควบคุมที่ง่ายดาย รวมถึงตัวเลือกฟังก์ชั่นเสริมประสิทธิภาพระบบกันสะเทือนเพลาหน้าพร้อมปีกนกคู่รูปแบบใหม่และเพลาหลังแบบเชื่อมต่อ 5 จุด มอบประสิทธิภาพการควบคุมอันน่าทึ่งเมื่อเกิดการพลิกตัวและแรงเฉือนด้านข้าง พร้อมความคล่องตัวและเสถียรภาพที่ดีเยี่ยมอย่างเหลือเชื่อ รวมถึงติดตั้งพวงมาลัยขับเคลื่อน 4 ล้อ ซึ่งทำงานประสานกันเพื่อมอบความสบายแก่ผู้โดยสารในทุกสภาวะการขับขี่

ประสบการณ์ “การขับขี่ที่นุ่มนวลราวพรมวิเศษ” ได้รับการปรับปรุงคุณภาพซึ่งเป็นผลมาจากสถาปัตยกรรมโครงสร้างรูปแบบใหม่ที่มีน้ำหนักเบาขึ้นและระบบกันสะเทือนแบบอากาศที่ปรับระดับได้เองรุ่นใหม่ล่าสุด โดยระบบกันสะเทือนจะทำการคำนวณค่าต่างๆ นับล้านค่าในทุกวินาที เพื่อปรับค่าตัวดูดซับแรงกระแทกที่ควบคุมด้วยระบบไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง โดยจะทำปฏิกิริยาตอบสนองต่ออัตราเร่งของตัวรถและล้อ การหมุนพวงมาลัย และข้อมูลจากกล้อง นอกจากนี้ The Flagbearer ซึ่งชวนให้นึกถึงคนโบกธงที่ทำหน้าที่โบกธงแดงหน้ารถยนต์สมัยก่อน ได้ติดตั้งระบบกล้องสเตอริโอไว้กับกระจกหน้ารถเพื่อให้มองเห็นถนนข้างหน้าในระยะไกล จึงสามารถปรับค่าระบบกันสะเทือนล่วงหน้าได้ในระดับความเร็วสูงถึง 100 กม./ชม.

รถยนต์ที่เงียบที่สุดในโลก

โรลส์-รอยซ์ ทุ่มเทความพยายามอย่างไม่สิ้นสุดในการสร้างสรรค์ “รถยนต์ที่เงียบที่สุดในโลก” ซึ่งรวมถึงการปิดกระจกขนาด 6 มม. สองชั้นทั่วทั้งตัวรถ การใช้ฉนวนกันเสียงที่มีน้ำหนักมากกว่า 130 กก. การใช้ข้อต่ออะลูมิเนียมหล่อที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในการประกอบโครงรถที่แนบสนิทเพื่อการป้องกันเสียงที่ดียิ่งขึ้น และการใช้วัสดุดูดซับเสียงประสิทธิภาพสูง การทำงานของฉนวนกันเสียงรบกวนจากท้องถนนได้รับการเสริมประสิทธิภาพโดยการใช้วัสดุอัลลอยแบบผิวสองชั้นกับบริเวณพื้นและผนังของโครงแบบ Spaceframe ซึ่งถือเป็นรูปแบบพิเศษเฉพาะของ นิว แฟนธอม นอกจากนี้ ยังป้องกันเสียงรบกวนด้วยการใช้โฟมอัดแน่นและผ้าสักหลาดหลายชั้นระหว่างชั้นอัลลอยเหล่านี้ เพื่อประสิทธิภาพการป้องกันเสียงที่ดีที่สุดอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในอุตสาหกรรมรถยนต์

นอกจากนี้ ชั้นดูดซับเสียงคุณภาพสูงทั้งในส่วนหน้ารถ ภายในบานประตู และภายในห้องเก็บสัมภาระ ยังถูกบุด้วยฉนวนกันเสียงและตัวลดเสียงสะท้อน โรลส์-รอยซ์ ยังทำงานอย่างใกล้ชิดกับซัพพลายเออร์ยางรถเพื่อการคิดค้นยางรถแบบ “Silent-Seal” ซึ่งมีชั้นโฟมเฉพาะอยู่ภายในยาง เพื่อขจัดเสียงจากช่องลมของยางและลดเสียงรบกวนโดยรวมที่เกิดจากยางได้ถึง 9 เดซิเบล ซึ่งหมายความว่าผู้โดยสารสามารถสนทนาภายในรถยนต์ได้อย่างสบายโดยไร้เสียงรบกวน

เมื่อพิจารณาในภาพรวม นี่คือการสร้างปรากฏการณ์รังไหมที่สมบูรณ์แบบทั้ง 360 องศาในรถยนต์ ซึ่งมอบความเงียบมากกว่ายานยนต์แฟนธอมรุ่นก่อนถึง 10% เมื่อขับขี่ด้วยความเร็ว 100 กม./ชม. ซึ่งเมื่อวิศวกรด้านการทดสอบเสียงของโรลส์-รอยซ์ มาทำการตรวจสอบผลการขับขี่บนถนนและการสั่นสะเทือนเป็นครั้งแรก ปรากฏว่ารถยนต์มีระดับเสียงต่ำมากจนเขาต้องตรวจสอบอุปกรณ์วัดเสียงว่าวัดค่าได้ถูกต้องแน่หรือไม่

หัวใจของ โรลส์-รอยซ์ – สุดยอดเครื่องยนต์ V12 พัฒนาใหม่ล่าสุด

หัวใจสำคัญของรถยนต์ยุคใหม่ของ โรลส์- รอยซ์ ทุกรุ่นคือขุมพลังจากเครื่องยนต์ V12 ซึ่งเมื่อ โรลส์-รอยซ์ เปิดตำนานยานยนต์บทใหม่พร้อมด้วยแนวคิดสถาปัตยกรรมแห่งความหรูหรา รถยนต์ นิว แฟนธอม ยังคงยึดมั่นในขุมพลังเครื่องยนต์รุ่นนี้ ซึ่งได้รับการพัฒนาประสิทธิภาพใหม่อย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยการให้ความสำคัญในการสร้างสรรค์รถยนต์ที่เงียบที่สุดในโลก ทำให้ต้องพัฒนาเครื่องยนต์ที่ทำงานได้เงียบอย่างสมบูรณ์แบบเช่นกัน ซึ่งหมายถึงต้องมีเสียงรบกวนที่ต่ำกว่ามาตรฐานเพื่อให้เกิดความเงียบอย่างแท้จริง จึงเกิดการพัฒนาเครื่องยนต์กำลังรุ่น  V12 ขนาด 6.75 ลิตรรุ่นใหม่ขึ้นสำหรับรุ่น นิว แฟนธอม โดยเฉพาะ โดยนำมาแทนที่เครื่องยนต์ V12 รุ่นที่ใช้ระบบการระบายอากาศตามธรรมชาติก่อนหน้านี้

เครื่องยนต์ V12 รุ่นใหม่ของแฟนธอมใช้ตัวอัดบรรจุอากาศเทอร์โบแบบคู่ ซึ่งมอบแรงบิดต่ำสุดที่ 900 นิวตัน-เมตรในระดับการหมุนเหลือเชื่อที่ 1,700 รอบ/นาที โดยยังคงมอบพลังขับเคลื่อนสูงถึง 563 แรงม้าหรือ 420 กิโลวัตต์ ทำให้สามารถวิ่งได้เงียบแม้ในระดับความเร็วต่ำ มอบความรู้สึกพิเศษของการโดยสารและไร้การกระตุกของเครื่องเมื่อต้องการเร่งความเร็ว การติดตั้งระบบส่งกำลังแบบ Satellite Aided Transmission (SAT) เพิ่มเติมซึ่งทำงานผสานกับกระปุกเกียร์รุ่น ZF8 สปีด ทำให้นักขับมั่นใจและพร้อมเสมอสำหรับการเดินทาง ไม่ว่าสภาพถนนข้างหน้าจะเป็นอย่างไรก็ตาม

รถยนต์ที่มีเทคโนโลยีล้ำหน้าที่สุดของโรลส์-รอยซ์

อีกหนึ่งมาตรฐานขั้นสูงคือสถาปัตยกรรมระบบไฟฟ้าของ นิว แฟนธอม ถือเป็นส่วนประกอบที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่บีเอ็มดับเบิลยูกรุ๊ปเคยผลิตมาสำหรับใช้กับ โรลส์-รอยซ์ เท่านั้น เพื่อให้ นิว แฟนธอม เป็นรถยนต์ที่มีเทคโนโลยีล้ำหน้าที่สุดของ โรลส์-รอยซ์

ระบบประสาทส่วนกลางนี้ทำหน้าที่เชื่อมต่อและควบคุมระบบอัจฉริยะขั้นสูงทั้งหมดซึ่งทำหน้าที่ต่าง ๆ  ภายในตัวรถยนต์ ทำให้ นิว แฟนธอม เป็นสุดยอดยานยนต์ระกับหรูที่มีความล้ำสมัยที่สุด โดย นิว แฟนธอม เพียบพร้อมด้วยระบบช่วยเหลือการขับขี่อาทิ ระบบผู้ช่วยแจ้งเตือน (Alertness Assistant), ระบบกล้อง 4 ตัวพร้อมภาพจอกว้าง (4-camera system with Panoramic View), ระบบทัศนียภาพรอบทิศทางรวมถึงมุมมองจากด้านบน (all-round visibility including helicopter view), ทัศนวิสัยยามราตรีและตัวช่วยทัศนวิสัย (Night Vision and Vision Assist), ระบบควบคุมการขับขี่ระยะไกลแบบแอคทีฟ (Active Cruise Control), ระบบเตือนการปะทะ (collision warning), ระบบเตือนคนเดินเท้า (pedestrian warning), ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตา (cross-traffic warning), ระบบเตือนเมื่อออกนอกช่องทางและเปลี่ยนช่องทาง (lane departure and lane change warning), ระบบการแสดงผลความละเอียดสูงด้านหน้าคนขับแบบ 7×3 ที่ดีที่สุดในอุตสาหกรรมรถยนต์ (7×3 high-resolution head-up display), จุดกระจายสัญญาณ WiFi hotspot, และระบบนำทางและความบันเทิงที่ทันสมัยที่สุด

นิว แฟนธอม – ผลงานร่วมสมัยระดับมาสเตอร์พีซ

“แฟนธอม คือยานยนต์ตัวแทนแห่งความสะดวกสบาย เป็นป้ายชื่อแห่งประวัติศาสตร์ที่ครองตำแหน่งอันสูงส่งท่ามกลางหมู่ดาวอันเจิดจรัสและเปี่ยมด้วยมนต์เสน่ห์อันน่าหลงใหลในทุกรายละเอียด รถยนต์ นิว แฟนธอม คือการเฉลิมฉลองแด่มรดกแห่งงานออกแบบอันโด่งดัง พร้อมกับการสร้างสรรค์ตัวตนใหม่ที่ทันสมัยและเปี่ยมด้วยชีวิตชีวา สำหรับการเริ่มต้นยุคต่อไปแห่งงานออกแบบของโรลส์-รอยซ์”

มร. ไจลส์ เทย์เลอร์ ผู้อำนวยการฝ่ายออกแบบบริษัท โรลส์-รอยซ์ มอเตอร์ คาร์ส จำกัด

นิว แฟนธอม คือรถยนต์รุ่นแรกของ โรลส์-รอยซ์ ที่สร้างขึ้นด้วยแนวคิดสถาปัตยกรรมแห่งความหรูหรา ซึ่งเกิดจากการตีความเอกลักษณ์ของโรลส์-รอยซ์ใหม่ทั้งหมดในรูปแบบร่วมสมัย เพื่อนำเสนอภาพลักษณ์อันโดดเด่นเหนือระดับด้วยความหรูหราของโครงสร้างที่สมบูรณ์แบบทั้งในด้านความสมดุลและเสถียรภาพ ทั้งเมื่อขับขี่ด้วยความเร็วสูงและการปรากฏตัวที่ยิ่งใหญ่อย่างภูมิฐาน

ภาพลักษณ์ของ นิว แฟนธอม โดดเด่นความรูปทรงที่บริสุทธิ์ ด้วยการออกแบบบนสถาปัตยกรรมรูปแบบใหม่และกระบวนการทางวิศวกรรมอันล้ำสมัย ทำให้การเชื่อมส่วนต่างๆ  ของโครงรถมีความแม่นยำสูงจนแทบไม่ปรากฏเส้นรอยต่อ ทำให้ นิว แฟนธอม มีรูปทรงราวกับแกะออกจากบล็อกอะลูมิเนียมที่แข็งแกร่ง นับเป็นชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของฝ่ายการออกแบบและวิศวกรรมที่ร่วมมือกันสร้างสรรค์ผลงานชั้นเอกที่สวยงามจนเป็นผลสำเร็จ

รูปทรงด้านหน้าของตัวรถสื่อให้เห็นถึงความเป็นยานยนต์แฟนธอมอย่างชัดเจน ผ่านการปรับเปลี่ยนรูปทรงของตะแกรงหน้ารถทรงแพนธีออน ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการออกแบบรถยนต์รุ่นนี้ โดยส่วนตะแกรงถูกยกสูงขึ้นกว่ารุ่นแฟนธอม VII เช่นเดียวกับสัญลักษณ์ สปิริต ออฟ เอ็กสตาซี (Spirit of Ecstasy) ที่วางตำแหน่งสูงกว่าเดิมประมาณครึ่งนิ้ว ส่วนตะแกรงหน้ารถยนต์รุ่น วิชั่น เน็กซ์ 100 (VISION NEXT 100) ซึ่งใช้รหัสรุ่น 103EX เมื่อปีที่แล้วสื่อให้เห็นถึงกลิ่นอายของงานออกแบบแห่งอนาคตที่โฉบเฉี่ยว แต่ยังรู้สึกได้ถึงอิทธิพลการออกแบบจากยานยนต์รุ่น ซิลเวอร์ คลาวด์ (Silver Cloud) ในยุคของเจมส์ ยัง

ทว่า สิ่งที่แตกต่างอย่างชัดเจนจากรุ่น 103EXและแฟนธอมรุ่นก่อนๆ ก็คือการนำตะแกรงของ นิว แฟนธอม มาผสานเป็นหนึ่งเดียวกับโครงด้านนอกของรถยนต์เป็นครั้งแรก ทำให้ได้งานออกแบบยานยนต์สมัยใหม่ที่ลดทอนรายละเอียดลงให้แลดูสบายตามากขึ้นทำให้ นิว แฟนธอม มีรูปทรงที่สอดคล้องกับแนวคิดด้านกำลังขับเคลื่อนและการพุ่งทะยานไปข้างหน้า

นอกจากนี้ ดีไซน์กราฟิกของไฟหน้าใหม่ล่าสุดยังมอบภาพลักษณ์ที่สื่อถึงความมั่นใจและมุ่งมั่น ด้วยการตกแต่งวัสดุกระจกฝ้าด้านในที่ให้ความรู้สึกเปิดกว้างและการมองโลกในแง่บวก ติดตั้งด้วยไฟวงแหวนสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันและระบบไฟเลเซอร์ที่ทันสมัยที่สามารถส่องสว่างบนท่องถนนในเวลากลางคืนได้ไกลถึง 600 เมตรรูปทรงที่ลื่นไหลเกิดจากงานประกอบโครงรถโดยช่างฝีมือที่มอบความสวยงาม สุนทรียภาพ และรอยต่อที่ประณีตบนตัวรถ  โครงเส้นหลักที่ลากจากด้านหน้าไปจนถึงด้านหลัง เริ่มต้นจากขอบบนของตะแกรงหน้าที่ลากออกด้านนอกไปตามข้างตัวรถไล่จนถึงด้านหลัง ทำให้ นิว แฟนธอม มอบความรู้สึกถึงการเคลื่อนไหว ส่วนแนวเส้นปีกด้านหน้าที่ค่อยๆ เลือนไปหลังมือจับประตูสื่อถึงสัมผัสแห่งการก้าวเดินไปข้างหน้าและความไหลลื่นของยานยนต์

ชิ้นส่วนตะแกรงหน้าผลิตจากสเตนเลสขัดมันโดยช่างฝีมือ ซึ่งเป็นวัสดุที่ช่วยเสริมความล้ำค่าและความงดงามที่เหนือกาลเวลา รวมถึงภาพลักษณ์ของสถาปัตยกรรมรูปแบบใหม่ของ นิว แฟนธอม ผ่านการใช้วัสดุที่มอบความรู้สึกอบอุ่นและผิวสัมผัสชั้นสูง ขอบด้านบนของตะแกรงตกแต่งด้วยแถบสเตนเลสที่โค้งรับไปตามขอบบนของกระโปรงรถและล้อมรอบบานกระจกหน้า ช่วยขับเน้นความยาวของกระโปรงรถ และเชื่อมโยงห้องโดยสารให้คล้อยลงสู่ส่วนล่างของตัวรถอย่างลื่นไหลเมื่อตัวรถเคลื่อนผ่านอย่างพลิ้วไหวไปตามสายลม

รูปทรงด้านข้างของนิว แฟนธอม ออกแบบในสัดส่วน 2:1 ที่เป็นเอกลักษณ์ซึ่งทำให้รถยนต์แฟนธอมทุกรุ่นเป็นที่ชื่นชอบของนักขับมาโดยตลอด โดยตัวรถด้านหน้าจะสั้นและด้านหลังถูกออกแบบให้ยื่นยาว โดยส่วนหน้าจะเชิดขึ้นและไหลลื่นต่อเนื่องไปยังส่วนท้ายโดยรูปทรงจากด้านท้ายของตัวรถในด้านข้างจะเป็นม้วนเป็นวงกลมมาที่ด้านหน้าและนำสายตาไปยังส่วนล้อหน้า โครงสเตนเลสด้านข้างแบบชิ้นเดียวขัดมันโดยช่างฝีมือซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดช่วยเสริมความหรูหราสง่างามให้กับ นิว แฟนธอม และด้วยแนวเส้นสายรูปวงกลมที่อ่อนโยน ช่วยเสริมให้เสา C-pillar มีความโดดเด่นและนำสายตาไปสู่ด้านหลังของตัวรถอย่างนุ่มนวล นอกจากนี้ แฟนธอมในรุ่นฐานล้อยาวยังตกแต่งด้วยแถบสเตนเลสขัดมันที่ขอบช่วงล้อ เพื่อทำให้ยานยนต์รุ่นนี้แลดูแตกต่างอย่างมีเอกลักษณ์ยิ่งขึ้น

“รูปแบบการดีไซน์ด้านข้างตัวรถของแฟนธอม ชวนให้นึกถึงความหรูหราของ แฟนธอม V ด้วยการแยกแนวปีกหน้าออกจากแนวขอบล่างของกระจกประตู (Waist Line) เราได้นำเสนอสัมผัสแห่งการเคลื่อนไหว และแนวเส้นนี้ซึ่งโค้งไปด้านหลังใต้ล้อนี้จะทำให้รู้สึกถึงการเคลื่อนไหวที่เบาและว่องไวขึ้น” มร.ไจลส์ เทย์เลอร์ ผู้อำนวยการฝ่ายออกแบบ กล่าวเสริม

การออกแบบส่วนท้ายรถนำเสนอความสวยงามอย่างโดดเด่น ด้วยการนำรูปแบบส่วนท้ายที่พลิ้วไหวของรถยนต์แฟนธอมในทศวรรษ 1950 และ 1960 มาผสมผสานกันอย่างลงตัวกระจกหน้าต่างหลังตกแต่งด้วยกรอบสเตนเลสของช่างฝีมือที่งดงามอย่างสมบูรณ์แบบ ทำให้มีความหรูหราและทันสมัยมากกว่าแฟนธอมรุ่นก่อน ส่วนลวดลายอันละเอียดอ่อนบนหลังคาส่วนท้ายที่ปกคลุมเหนือผู้โดยสารเบาะหลัง ช่วยขับเน้นพื้นที่ว่างเหนือศีรษะให้เด่นชัดยิ่งขึ้น

นิว แฟนธอม ดึงดูดทุกสายตาด้วยส่วนท้ายที่มีดีไซน์แบบปลายสอบเข้าอย่างลงตัว ซึ่งผลิตจากอะลูมิเนียมขึ้นรูปที่มีความคงตัวสูงเพื่อให้ได้พื้นผิวที่ไร้รอยต่อและรูปทรงของกันชนที่ลื่นไหลไปรอบๆ กราฟิกไฟท้าย ส่วนรอยพับอันประณีตบนฝากระโปรงหลังซึ่งชวนให้นึกถึงยานยนต์แฟนธอมที่มีความโดดเด่นรุ่นก่อนๆ ถูกออกแบบให้มีความลื่นไหลสอดรับกับพื้นผิวกระโปรงหลังรูปแบบใหม่ที่มีความโดดเด่นไม่แพ้กัน วัสดุสเตนเลสของส่วนรอยพับนี้ยังเชื่อมโยงกับส่วนตะแกรงหน้า และช่วยให้อากาศไหลผ่านไปยังส่วนท้ายรถได้อย่างนุ่มนวล นอกจากนี้ ไฟท้ายที่งดงามดั่งอัญมณียังตกแต่งด้วยเครื่องหมายตัวอาร์ (R) ซ้อนกันของโรลส์-รอยซ์ อย่างประณีตสวยงาม

วัสดุสเตนเลสขัดมันโดยช่างฝีมือยังถูกนำมาใช้เพื่อเสริมความหรูหราให้แก่จุดสัมผัสแรกที่นักขับจะต้องสัมผัสกับ นิว แฟนธอม นั่นคือมือจับของประตูแบบ Coach Door โดย โรลส์-รอยซ์ มีแนวคิดที่แตกต่างจากแบรนด์รถยนต์อื่นๆ ที่ตกแต่งมือจับแบบฉาบฉวยเท่านั้น เนื่องจาก โรลส์-รอยซ์ เข้าใจดีว่าวัสดุของมือจับประตูคือกุญแจสำคัญของการมอบประสบการณ์การขับขี่ชั้นเลิศในทุกๆ วันให้แก่นักขับ และวัสดุที่มอบสัมผัสอันหรูหราและสวยงามจะสร้างความพึงพอใจอย่างมากแก่ผู้ครอบครองรถ

ภาพลักษณ์ที่สวยงามสะดุดตาของแฟนธอมมาบรรจบที่ส่วนล้อ ซึ่งแน่นอนว่าถูกออกแบบให้สอดคล้องกับสัดส่วนทองคำตามแบบฉบับของ โรลส์-รอยซ์ สิ่งสำคัญที่มอบสัมผัสแห่งการโบยบินบนท้องถนนที่แท้จริงคือล้ออัลลอยด์คุณภาพระดับพรีเมี่ยมที่ขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยใช้ในยานยนต์โรลส์-รอยซ์ ล้อขนาด 22 นิ้วเมื่อห่อหุ้มด้วยยางเทคโนโลยี Seal Technology Tyres จะมอบการขับขี่ที่นุ่มนวลราวพรมวิเศษ ซึ่งหาไม่ได้ในรถยนต์ โรลส์-รอยซ์ รุ่นก่อน

 

นิว แฟนธอม:สุดยอดยานยนต์ระดับหรูของโลก

การเข้าสู่ห้องโดยสารของ นิว แฟนธอม ทุกครั้งถือเป็นประสบการณ์พิเศษในตัวเอง เมื่อเปิดประตูแบบ Coach Door ออก คุณต้องเลือกเพียงว่าจะเป็นผู้ขับเคลื่อนหรือถูกขับเคลื่อน เมื่อนักขับก้าวขึ้นสู่ตัวรถ ผู้ช่วยหรือคนรับใช้จะก้าวมาข้างหน้าและสัมผัสเซ็นเซอร์อย่างนุ่มนวลที่มือจับประตู ประตูจะปิดลงอย่างเงียบกริบเพื่อนำผู้โดยสารเข้าสู่การรองรับสรีระที่เป็นเลิศของสุดยอดยานยนต์ระดับหรูของโลก

พื้นฐานของความสะดวกสบายและความรื่นรมย์สำหรับผู้โดยสารในเบาะหลังของ นิว แฟนธอม ก็คือ “การรองรับสรีระที่เป็นเลิศ” ซึ่งแนวคิดนี้เกิดจากการสร้างนิยามใหม่แห่งความสะดวกสบายและความประณีตในแบบฉบับ โรลส์-รอยซ์ ซึ่งได้กลายเป็นมาตรฐานระดับสูงของผู้ผลิตยานยนต์ทุกรูปแบบในการสร้างสรรค์สภาพแวดล้อมที่ผ่อนคลายราวกับรังไหมที่พร้อมโอบอุ้มผู้โดยสารไว้ภายในด้วยวัสดุตกแต่งห้องโดยสารชั้นเยี่ยม นอกจากประตูทั้งสี่จะใช้เทคโนโลยีใหม่นี้เพื่อการโอบอุ้มผู้โดยสารแล้ว ทั้งประตูหลังและประตูหน้าแบบใหม่ยังสามารถปิดได้อย่างง่ายดายจากด้านในของห้องโดยสาร

แนวคิดการรองรับสรีระที่เป็นเลิศคือวิสัยทัศน์ของ มร.ไจลส์ เทย์เลอร์ ที่ได้แรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์รถยนต์รุ่น 103EX ซึ่งเขาได้ก้าวล้ำไปข้างหน้าด้วยการปลุกจิตวิญญาณของยานยนต์ 103EX ขึ้นอีกครั้ง ผ่านการออกแบบห้องโดยสารแนวอนาคตของนิว แฟนธอม โดยไม่สูญเสียความสุขุมเยือกเย็นและความรู้สึกเงียบสงบในห้องโดยสารอันแสนผ่อนคลายแห่งนี้ เทคโนโลยีต่างๆ ถูกติดตั้งและซ่อนไว้เป็นอย่างดีและจะปรากฏเมื่อต้องการใช้งานเท่านั้น เพื่อให้เกิดพื้นที่และผิวสัมผัสที่สะอาดตา เพื่อให้ผู้โดยสารมองเห็นแต่ความสวยงามเสมือนนั่งอยู่ในห้องแสดงผลงานศิลปะชั้นสูง

นิว แฟนธอม มอบความเป็นเลิศสมดังความคาดหวังที่นักขับปรารถนาจาก โรลส์-รอยซ์ จากการตกแต่งห้องโดยสารด้วยวัสดุที่ล้ำค่าที่สุดและมอบความสวยงามในแบบร่วมสมัย หากสิ่งที่เหนือความคาดหมายคือ สัมผัสที่เบาสบายและความเรียบง่าย ตลอดจนความหรูหราที่สะดวกสบายอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

ด้วยการออกแบบเบาะหลังที่มอบความสะดวกสบายขั้นสุดยอด ทำให้ผู้โดยสารได้รับการปกป้องในห้องโดยสารที่แทบจะเงียบสนิทราวกับอยู่ในหมอนอัดอากาศซึ่งเกิดจากระบบการขับขี่และระบบป้องกันเสียงรบกวนขั้นสูง เมื่อต้องการพื้นที่ในการใช้ความคิดไม่ว่าจะเป็นการตัดสินใจทางธุรกิจหรือเรื่องเล็กน้อยเพียงใดก็ตาม ผู้โดยสารจะสามารถผ่อนคลายและเกิดแรงบันดาลใจได้จากการตกแต่งแบบ Starlight Headliner อันงดงามที่มีในยานยนต์โรลส์-รอยซ์เท่านั้นเสริมความหรูหราด้วยวัสดุไม้บุพื้นผิวอันประณีตที่มีความเงางามสูง โดยใช้บุตกแต่งทั้งส่วนด้านในประตูรถ คอนโซลกลาง แผงหน้าปัด และโต๊ะปิกนิก เพื่อให้ผู้โดยสารแวดล้อมด้วยวัสดุตกแต่งที่สวยงามและมอบสุนทรีภาพแห่งการเดินทางที่ดีเลิศที่สุด รูปทรงห้องโดยสารส่วนหน้ามีลักษณะเพรียวไปด้านหน้าสื่อให้เห็นถึงธรรมชาติของการเคลื่อนที่ ซึ่งตรงข้ามกับห้องโดยสารส่วนหลังที่เน้นการเอนกายพักผ่อนในบรรยากาศที่ผ่อนคลาย สำหรับการออกแบบที่พักแขน นำรูปแบบมาจากเรือยอชท์รุ่น J-Class มาเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบ ซึ่งทั้งการบุผิวและรูปทรงแบบ “ลำเรือ” ของที่พักแขน นำมาจากเรือยอชท์ขนาดใหญ่รุ่นนี้อย่างชัดเจน

เบาะนั่งได้รับการออกแบบใหม่และผลิตโดยช่างฝีมือเพื่อมอบความสบายที่เหนือกว่า โดยเน้นองค์ประกอบแนวนอนให้เด่นชัดตรงส่วนบนของเบาะเพื่อสื่อถึงสัมผัสที่กว้างขวาง สะดวกสบาย และท่วงท่าที่เหมาะสม พร้อมกับใช้องค์ประกอบแนวตั้งจากการตีความในรูปแบบของ “เบาะหัวกระสุน” ซึ่งพบได้ในโรลส์-รอยซ์ รุ่นเรธ และ ดอว์น ก่อนหน้านี้ การใช้วัสดุไม้บุพื้นผิวในการบุส่วนหลังของเบาะหน้าได้รับอิทธิพลมาจากเก้าอี้สไตล์ Eames Lounge Chair อันโด่งดังในปี ค.ศ. 1956 ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของผู้ที่หลงใหลในความหรูหรา และถูกจัดแสดงเป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการถาวรภายในพิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่แห่งกรุงนิวยอร์ก

ภายใต้วัสดุไม้บุพื้นผิวด้านหลังของเบาะหน้า ซุกซ่อนไว้ด้วยส่วนใช้สอยและเทคโนโลยีอันทันสมัยอย่างชาญฉลาด ทั้งโต๊ะปิกนิกและจอภาพสำหรับห้องโดยสารด้านหลัง ซึ่งเปิดใช้งานด้วยระบบไฟฟ้าและพับเก็บได้อย่างง่ายดายด้วยปุ่มควบคุม เพื่อมอบประสบการณ์ความบันเทิงในรูปแบบโรงละครขนาดเล็กส่วนตัวชั้นเลิศเพียงปลายนิ้วสัมผัส ความใส่ใจในรายละเอียดอันเป็นแนวทางการทำงานของโรลส์-รอยซ์ นั้นครอบคลุมถึงทุกเรื่อง แม้แต่การควบคุมตำแหน่งเบาะนั่ง ซึ่งในรถยนต์ นิว แฟนธอม ถูกปรับเปลี่ยนตำแหน่งจากการติดตั้งจุดควบคุมบนที่พักแขนกลาง มาเป็นการแยกควบคุมตามความต้องการของผู้นั่งแต่ละคนอย่างเป็นธรรมชาติ

นักขับและผู้โดยสารในยานยนต์แฟนธอมสามารถปรับตำแหน่งเบาะนั่งให้แตกต่างให้ตรงตามความต้องการของแต่ละคนได้อย่างอิสระ โดยสามารถเลือกได้ทั้งเบาะนั่งสไตล์เลานจ์ (Lounge Seat), เบาะเดี่ยวพร้อมที่วางแขน (Individual Seats with occasional armrest) หรือเบาะเดี่ยวพร้อมคอนโซลกลางแบบติดตายตัว (Individual Seats with Fixed Centre Console) และเบาะนอนแบบใหม่ล่าสุด

คอนโซลกลางด้านหลังแบบติดตายตัว (Fixed Rear Centre Console) แบบใหม่ได้รับการปรับปรุงคุณภาพโดยเพิ่มส่วนตู้เก็บเครื่องดื่ม แก้ววิสกี้กับคนโท แก้วแชมเปญ และช่องแช่เย็น นอกจากนี้ ยังมีการจัดตำแหน่งของเบาะหลังอย่างพิถีพิถันเพื่อให้การพักผ่อนและการสังสรรค์ของผู้โดยสารในเบาะหลังมีความสะดวกสบายมากที่สุด ทำให้ทุกคนในห้องโดยสารสามารถพูดคุยกันได้อย่างสนุกสนานเพลิดเพลินโดยไม่เกิดความเมื่อยล้าในส่วนคอ

นิว แฟนธอม มอบสัมผัสที่หรูหราน่าพอใจในทุกตารางนิ้วด้วยการเลือกสรรเฉพาะวัสดุที่ดีที่สุดและมอบสุนทรียภาพในการสัมผัสมากที่สุดในทุกรายละเอียดของห้องโดยสาร ปุ่มควบคุมทุกชิ้นล้วนใช้วัสดุโลหะ อาทิ ปุ่มควบคุมช่องลมแบบ Eyeball และลิ้นปิดท่อ ปุ่มควบคุมตำแหน่งเบาะนั่งและดวงไฟ ปุ่มควบคุมหน้าต่างแบบ Violin Key รวมถึงการใช้วัสดุแก้ว และการบุด้วยหนังเนื้อดี อาทิ ส่วนหน้าปัด รวมถึงตัวควบคุมสัญลักษณ์สปิริต ออฟ เอ็กสตาซี (Spirit of Ecstasy) ทั้งส่วนหน้าและหลังรูปแบบใหม่

นิว แฟนธอม ยังนำเสนอความสบายและความประณีตของห้องโดยสารที่เหนือระดับ ด้วยระบบทำความร้อนที่พื้นผิวซึ่งทำงานร่วมกับระบบให้ความร้อนแก่เบาะนั่ง โดยพื้นผิวในห้องโดยสารที่สามารถทำความร้อนได้ครอบคลุมทั้งส่วนที่พักแขนบนประตูหน้า ฝาคอนโซลกลางของเบาะหน้า เสา C-pillar ส่วนล่าง ที่พักแขนด้านข้างของเบาะหลัง รวมถึงเบาะนั่งแบบเดี่ยวทั้งหมด และที่พักแขนกลางของเบาะหลัง

 

แนวคิด The Gallery ห้องแสดงผลงานศิลปะสุดล้ำของยานยนต์ระดับหรู

หนึ่งในหัวใจสำคัญด้านสุนทรียศาสตร์ในการออกแบบแนวใหม่ของ นิว แฟนธอม คือThe Gallery-แนวคิดห้องแสดงผลงานศิลปะ ซึ่งเป็นการตีความภาพลักษณ์ความร่วมสมัยและความหรูหราในส่วนแผงหน้าปัดและแผงควบคุมของรถยนต์ใหม่ทั้งหมด

แม้ยังคงใช้รูปแบบแผงหน้าปัดขนาดใหญ่ที่เชิดขึ้นในแนวร่วมสมัยตามแบบฉบับของโรลส์-รอยซ์ หากการใช้วัสดุวีเนียร์บนแผงหน้าปัดแบบชิ้นเดียวในรูปทรงสมมาตรสะอาดตา สามารถนำสายตาขึ้นจากส่วนกลางออกสู่ด้านข้าง ทำให้รู้สึกว่าแผงหน้าปัดของรถกว้างขวางมากยิ่งขึ้น

ทุกองค์ประกอบภายใต้แนวคิด The Gallery ถูกห่อหุ้มด้วยแผงกระจกนิรภัยที่คลุมความกว้างทั้งหมดของพื้นที่แผงหน้าปัด โดยมีการตกแต่งหน้าปัดดิจิทัลด้วยกรอบโลหะเคลือบโครเมียมให้เงางามดุจอัญมณี และสร้างความต่อเนื่องตลอดทั้งส่วนหน้าของห้องโดยสาร

เบื้องหลังกรอบหน้าปัดโครเมียมนี้ โรลส์-รอยซ์ ติดตั้งเทคโนโลยีแห่งอนาคตที่ใช้งานได้อย่างง่ายดาย ซึ่งพนักงานขับรถของผู้ครอบครองรถยนต์ โรลส์-รอยซ์ ทั่วโลกต่างเรียกร้อง นั่นคือ จอแสดงผลแบบ TFT ขนาด 12.3 นิ้ว พร้อมไฟแบ็กไลท์แบบ LED เพื่อแสดงข้อมูลการขับขี่ทั้งหมดแก่นักขับบนแผงหน้าปัดเหล่านี้ ด้วยเข็มหน้าปัดเสมือนจริงที่ออกแบบมาอย่างสวยงามและมองเห็นได้อย่างชัดเจน รวมถึงวงหน้าปัดที่งดงามดุจอัญมณี และตัวอักษรที่ชัดเจนในแบบฉบับของ โรลส์-รอยซ์

 นอกเหนือจากข้อมูลด้านความเร็ว พลังงานสำรอง เชื้อเพลิง และอุณหภูมิ จอแสดงผลนี้ยังทำหน้าที่บอกข้อมูลสำคัญในด้านการตั้งค่าระบบช่วยขับทางไกล คำแนะนำการใช้ระบบนำทาง ระบบช่วยเหลือการขับขี่ และข้อมูลทั้งหมดของรถยนต์

แนวคิด The Gallery มอบความหรูหราอีกขั้นด้วยนาฬิกาแบบอะนาล็อกหน้าปัดแก้วอันโดดเด่น เสมือนการบ่งบอกว่านี่คือ “เสียงที่ดังกังวานที่สุดที่คุณจะได้ยินเมื่ออยู่บนยานยนต์โรลส์-รอยซ์…” และจอแสดงผลกลางซึ่งสามารถพับไว้ด้านหลังช่องคอนโซลกลางได้เมื่อไม่ใช้งาน

นาฬิกามาตรฐานมีส่วนหน้าปัดสีเข้มขรึมและล้อมกรอบด้วยหนังสีดำ อย่างไรก็ตาม นาฬิกาสั่งทำพิเศษแต่ละเรือนล้วนมีการออกแบบที่ประณีตงดงามยิ่งกว่า อาทิ การออกแบบส่วนหน้าปัดที่ใช้ไฟแบ็กไลท์ที่สว่างมากยิ่งขึ้น พร้อมตกแต่งด้วยรายละเอียดและก้านถ่วงที่งดงามดั่งแก้วคริสตัล และตกแต่งพื้นผิวอย่างงดงามตามแนวคิด “แนวคิดห้องแสดงผลงานศิลปะสุดล้ำของยานยนต์ระดับหรู”

แนวคิด The Art of Movement ศิลปะแห่งการขับเคลื่อน

“ศิลปะ คือหัวใจสำคัญในการกำหนดแนวคิดการออกแบบห้องโดยสารภายในของ นิว แฟนธอม” มร. ไจลส์ เทย์เลอร์ ผู้อานวยการฝ่ายออกแบบ กล่าว “เรารู้ดีว่าลูกค้าจำนวนมากของเราเป็นผู้ที่ชื่นชอบงานศิลปะและแน่นอนว่าพวกเขาต่างเก็บสะสมคอลเลกชั่นงานศิลป์ของตนเองด้วย ศิลปะจึงเป็นปัจจัยสัมพันธ์สำหรับลูกค้าส่วนใหญ่”

ปัจจัยสัมพันธ์นี้คือสิ่งที่สร้างแรงบันดาลใจให้แก่ เทย์เลอร์  ในการตีความแผงหน้าปัดรถยนต์ใหม่ตั้งแต่ขั้นพื้นฐาน จากส่วนประกอบที่นิ่งสนิทตายตัวให้กลายเป็นจุดรวมสายตาอันน่าประทับใจ “ผมต้องการทำให้ส่วนประกอบของรถยนต์ที่นิ่งสนิทแบบนี้มานานกว่าศตวรรษ ซึ่งมีความหมายเพียงน้อยนิดนอกเหนือจากการซ่อนถุงลมนิรภัยและส่วนประกอบอื่นๆ ให้กลายเป็นส่วนประกอบที่มีความหมาย นั่นคือเป็นพื้นที่สำหรับหายใจเพื่อสร้างความผ่อนคลาย” มร. ไจลส์ เทย์เลอร์ กล่าว … และนี่คือเป้าหมายที่แท้จริงของแนวคิด The Gallery คือห้องแสดงผลงานศิลปะชั้นสูง

ด้วยการตระหนักถึงพื้นที่ว่างเหนือแผงหน้าปัด มร. ไจลส์ เทย์เลอร์ จึงเล็งเห็นถึงการใช้งานรูปแบบใหม่ โดยจัดให้เป็นพื้นที่แสดงผลงานศิลปะที่ผลิตขึ้นเป็นพิเศษ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มพื้นที่ในการแสดงอัตลักษณ์ของผู้เป็นเจ้าของ นิว แฟนธอม ให้เด่นชัดมากยิ่งขึ้น

“ในศตวรรษที่ 18 ผลงานศิลปะขนาดเล็กเป็นสิ่งที่ได้รับความนิยมอย่างสูงและถือเป็นงานศิลป์ที่มีมูลค่ามาก ทำให้ผู้ครอบครองสามารถนำรูปภาพที่ตนเองชื่นชอบเดินทางไปในสถานที่ต่างๆ  ได้ตามต้องการ ผมชอบแนวคิดนี้มากที่คุณสามารถนำงานศิลป์ของคุณติดตัวไปได้ทุกที่ ดังนั้น ผมจึงนำความคิดนี้มาใช้งาน” มร. ไจลส์ เทย์เลอร์ กล่าวต่อ “และวันนี้ ลูกค้าของเราก็จะสามารถทำแบบนี้ได้เช่นกัน”

เนื่องจากเป็นภารกิจรถยนต์สั่งทำพิเศษ ลูกค้าจึงสามารถเลือกศิลปินหรือนักออกแบบที่ชื่นชอบให้มาทำงานร่วมกับ โรลส์-รอยซ์ เพื่อการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะที่มีความเฉพาะตัวอย่างแท้จริง เสมือนการสร้างห้องแสดงผลงานชั้นสูงส่วนตัวใน นิว แฟนธอม

โรลส์-รอยซ์ ได้ทำงานร่วมกับศิลปิน นักออกแบบ และผู้สะสมงานศิลป์มาแล้วจำนวนมาก เพื่อแสดงให้เห็นว่าแนวทางการสร้างสรรค์แบบใดสามารถนำมาใช้ได้ในแนวคิด The Gallery เพื่อสร้างความพึงพอใจแก่ผู้ครอบครองรถยนต์ โดยผลงานศิลปะที่ทำงานนั้นมีหลายรูปแบบ นับตั้งแต่ภาพสีน้ำมันที่ได้รับแรงบันดาลใจจากภาพ South Downs of England in Autumnโดยศิลปินแนววิจิตรศิลป์ LianYangwei, แผนที่พันธุกรรมติดแผ่นทองคำแบบ 3 มิติของเจ้าของรถยนต์ สร้างสรรค์โดยทีม enfant terrible แห่งบริษัทออกแบบผลิตภัณฑ์ Thorsten Franck ในเยอรมัน, ดอกกุหลาบพอซเลนที่ผลิตด้วยมืออย่างประณีต โดยผู้ผลิตเครื่องพอซเลนชื่อดังระดับโลก Nymphenberg ตลอดจนผลงานแนวนามธรรมจากผ้าไหม โดยศิลปินขาวอังกฤษรุ่นเยาว์ Helen Amy Murray เหล่านี้คือตัวอย่างของผลงานการสร้างสรรค์ที่ได้แรงบันดาลใจจากพื้นที่ว่างของแนวคิด The Gallery ซึ่งแทบไม่มีใครเคยนึกถึงมาก่อน

นอกเหนือจากภารกิจรถยนต์สั่งทำพิเศษซึ่งต้องใช้เวลานานในการสร้างสรรค์ผลงานเพื่อส่งมอบแก่เจ้าของ ทีมช่างฝีมือและนักออกแบบของ โรลส์-รอยซ์ ที่ Home of Rolls-Royce ในกู้ดวูด ยังได้สร้างสรรค์คอลเลคชั่นงานศิลป์เพื่ออนาคตอันน่าตื่นตะลึงซึ่งทำจากผ้าไหม, ไม้,  โลหะ และหนัง ซึ่งสามารถนำมาใช้ได้ทันที

บทสรุป

ทั้งแนวคิดArchitecture of Luxury, ‘The Gallery’, The Embrace, The Art of Movement การใช้วัสดุที่ดีที่สุดเท่าที่มีอยู่บนโลก รวมถึงงานออกแบบและระบบวิศวกรรมที่ดีเยี่ยมไร้คู่แข่งของโรลส์-รอยซ์ ทำให้ นิว แฟนธอม ไม่เพียงสร้างมาตรฐานใหม่ในฐานะ “รถยนต์ที่ดีที่สุดในโลก” เท่านั้น แต่ยังเป็นยานยนต์ที่หรูหราชั้นนำของโลกอีกด้วยเมื่อ โรลส์-รอยซ์ เปิดตำนานบทใหม่ รถยนต์รุ่น นิว แฟนธอม จึงกลายเป็นผู้สร้างแนวทางสู่อุตสาหกรรมรถยนต์หรูระดับโลกอย่างเต็มภาคภูมิ 

สุดยอดยานยนต์แฟนธอม

หลังจากที่ เซอร์เฮนรี่ รอยซ์ นำเสนอรถยนต์รุ่นนี้ในฐานะผู้สืบทอดความสำเร็จต่อจากรุ่น ซิลเวอร์ โกสต์ (Silver Ghost) ในปี ค.ศ. 1925 เป็นต้นมา โรลส์-รอยซ์ แฟนทอม ก็ได้กลายเป็นประจักษ์พยานผู้เฝ้ามองเหตุการณ์สำคัญต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ตลอดระยะเวลานานกว่า 92 ปี และได้ทำหน้าที่รับใช้บุรุษและสตรีผู้ทรงอำนาจสูงสุดของโลกจำนวนหลานคนในโอกาสสำคัญมากมายมาแล้วทุกยุคสมัย

โรลส์-รอยซ์ แฟนธอม คือป้ายชื่อที่ดำรงอยู่มาอย่างยาวนานที่สุดในโลกยานยนต์ระดับสูง และเป็นบทพิสูจน์ว่าผู้นำระดับสูงในทุกยุคสมัย ต่างให้ความสำคัญกับแบรนด์ โรลส์-รอยซ์ มาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ผู้ครองรัฐไปจนถึงนายพล ราชวงศ์ไปจนถึงนักร้องเพลงร็อก และตั้งแต่ดาราจอเงินไปจนถึงเจ้าพ่อแห่งวงการอุตสาหกรรม

โรลส์-รอยซ์ เริ่มผลิตรถยนต์รุ่นแฟนธอมในปี ค.ศ. 1925 โดยการผลิตถูกเก็บเป็นความลับสุดยอดภายใต้รหัสโครงการ Eastern Armoured Car ซึ่งทำให้ดูเหมือน โรลส์-รอยซ์ ตั้งใจผลิตยานพาหนะทางทหารสำหรับใช้ในสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งได้ถูกนำมาใช้ในภาพยนตร์เรื่องลอเรนซ์แห่งอาราเบีย (Lawrence of Arabia) จนมีชื่อเสียงโด่งดังในเวลาต่อมา โดยในระหว่างการผลิตได้มีการวางชิ้นส่วนเกราะกันกระสุนเรียงรายไว้รอบโรงงานผลิต เพื่อสร้างความสับสนให้กับคู่แข่งที่แอบมาเก็บข้อมูลการสร้าง “รถยนต์ที่ดีที่สุดในโลก” รุ่นนี้

รถยนต์รุ่น Phantom I ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว โดยเครื่องยนต์ 6 สูบ 7.668 ลิตรรุ่นใหม่ ถือเป็นความแปลกใหม่อย่างมากของรถยนต์รุ่นนี้ เมื่อบริษัท เจเนอรัลมอเตอร์ เปิดสนามทดสอบสมรรถนะรถยนต์ในรัฐมิชิแกน ปรากฏว่าไม่มีรถยนต์คันใดเลยที่สามารถวิ่งในสนามขนาด 4 ไมล์โดยใช้ความเร็วสูงสุดได้ครบ 2 รอบโดยที่เครื่องยนต์ไม่เกิดความเสียหายในส่วนท้ายของห้องลูกสูบ ทว่า Phantom I กลับโชว์สมรรถนะได้อย่างเหนือชั้นและสมบูรณ์แบบ โดยสามารถทำความเร็วคงที่ได้สูงสุด 80 ไมล์ต่อชั่วโมงเป็นผลสำเร็จโดยไม่เกิดข้อผิดพลาดเลยแม้แต่น้อย

ต่อมา เซอร์เฮนรี่ รอยซ์ ผู้ยึดมั่นในปรัชญา “จงดึงเอาด้านที่ดีที่สุดของสิ่งที่มีอยู่ออกมาแล้วทำให้ดียิ่งขึ้น” ได้พัฒนารถยนต์รุ่น Phantom II ขึ้นในปี ค.ศ. 1929  ซึ่งรถยนต์รุ่นนี้ใช้โครงช่วงล่างที่ออกแบบใหม่ทั้งหมด ทำให้เกิดการยกระดับสมรรถนะการควบคุมตัวรถอย่างมีนัยสำคัญ และยังมีการออกแบบเครื่องยนต์ใหม่ในทุกองค์ประกอบโดย Phantom III ถือเป็นยานยนต์รุ่นสุดท้ายของ เซอร์เฮนรี่ รอยซ์ เขาเสียชีวิตในปี ค.ศ. 19333 ด้วยอายุ 70 ปี ในเวลา 12 เดือนก่อนการพัฒนาแฟนธอมรุ่นต่อไป เมื่อสามารถผลิตรถต้นแบบที่ใช้เครื่องยนต์ 12 สูบอันไร้ที่ติเป็นผลสำเร็จ รถยนต์รุ่นนี้ก็ได้เปิดตัวในเวลา 2 ปีหลังจากนั้น และมีการผลิตเรื่อยมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1936 จนกระทั่งเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยโครงช่วงล่างรุ่นสุดท้ายถูกผลิตในปี ค.ศ. 1941 และไม่สามารถผลิตตัวถังรถได้อีกเลยจนถึงปี ค.ศ. 1947 ในช่วงเวลานั้น โรลส์-รอยซ์ไม่มีการประกาศแจ้งข่าวใดๆ จนดูเหมือนว่า รถยนต์แฟนธอมได้กลายเป็นเหยื่อสงครามไปแล้วเช่นกัน

ในปี ค.ศ. 1950 รถยนต์รุ่น Phantom IV ก็ปรากฏขึ้น โดยเริ่มแรกเป็นการสั่งผลิตแบบคันเดียวสำหรับเจ้าชายฟิลิปและเจ้าหญิงอลิซาเบธ ทว่า เมื่อรถยนต์คันนี้ได้เผยโฉมครั้งแรกก็มีคำสั่งผลิตจากสมาชิกในราชวงศ์และผู้นำรัฐต่างๆ ทั่วโลกตามมาอีกถึง 17 คัน โดยรถยนต์รุ่นนี้ใช้เครื่องยนต์ 8 สูบซึ่งทำงานได้อย่างยอดเยี่ยมแม้ในความเร็วต่ำ ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งสำหรับใช้วิ่งในขบวนพาเหรดของงานพิธีต่างๆ และยังนำเสนอสัญลักษณ์สปิริต ออฟ เอ็กสตาซี (Spirit of Ecstasy) บนฝากระโปรงรถอันเลื่องชื่อในเวอร์ชั่นคุกเข่าที่สร้างความฮือฮาได้อย่างมาก

รถยนต์ Phantom  V ถูกผลิตขึ้นในช่วงปี ค.ศ. 1959  ถึง 1968 โดยรถยนต์ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงทั้ง 516 คันในรุ่นนี้ ถูกผลิตขึ้นสำหรับลูกค้าระดับสูง อาทิ สมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธ ผู้ว่าการเกาะฮ่องกง กษัตริย์โอลาฟแห่งนอร์เวย์ เอลวิส เพรสลีย์ และ จอห์น เลนนอน ผู้โด่งดัง

สำหรับรุ่นแฟนธอมVIซึ่งใช้ระยะเวลาในการพัฒนาที่ยาวนาน (ค.ศ. 1968-1990) ก็ได้ถูกผลิตในเวอร์ชั่นแบบเปิดประทุนเพื่อถวายแก่สมเด็จพระราชินีนาถ อลิซาเบธที่ 2 ในโอกาสฉลองการครองสิริราชสมบัติครบ 25 ปีของพระองค์ ในปี ค.ศ. 1977 และต่อมา ยังได้ถูกใช้ในงานอภิเษกระหว่างดยุคและดัชเชสส์แห่งแคมบริดจ์ในปี ค.ศ. 2011

การฟื้นฟูยุคใหม่ของ โรลส์-รอยซ์ ที่สมบูรณ์แบบ

หลังจากรถยนต์รุ่น Phantom VIหยุดการผลิตลงในปี ค.ศ. 1990 โรลส์-รอยซ์ ต้องใช้เวลาอีกถึง 13 ปีในการพัฒนารถรุ่นต่อไปและอาจเป็นการบ่มเพาะรถยนต์สายพันธุ์ใหม่ที่มีนัยสำคัญมากที่สุด

ย้อนกลับไปเมื่อปี ค.ศ. 1971 ธุรกิจอากาศยานและรถยนต์ของ โรลส์-รอยซ์ ถูกทำการพิทักษ์ทรัพย์ โดยยังดำเนินการซื้อขายมาได้อีก 2 ปี จนกระทั่งหุ้นของบริษัทถูกนำมาขายทอดตลาดในตลาดหลักทรัพย์ในชื่อบริษัทมหาชน โรลส์-รอยซ์ และ ได้มีการเรียกหุ้นคืนทั้งหมดในส่วนของธุรกิจรถยนต์ ต่อมาในปี ค.ศ.1980 บริษัทซึ่งขณะนั้นเป็นที่รู้จักในชื่อ โรลส์-รอยซ์ มอเตอร์ ได้ควบรวมกิจการกับบริษัท วิกเกอร์ ซึ่งเป็นบริษัทด้านวิศวกรรม และได้ร่วมกันผลิตรถยนต์จำนวนไม่มากนักในช่วงเวลาระหว่างทศวรรษที่ 1980 และ 1990

ในปี ค.ศ. 1998 วิกเกอร์ตัดสินใจขายบริษัท โรลส์-รอยซ์ มอเตอร์ และแบรนด์ โรลส์-รอยซ์ ได้ถูกถือครองกรรมสิทธิ์โดย บีเอ็มดับเบิลยูกรุ๊ป ซึ่งบีเอ็มดับเบิลยูในฐานะผู้ดูแลคนใหม่ของโรลส์-รอยซ์ ได้เริ่มต้นพัฒนาแบรนด์ใหม่ตั้งแต่ต้น โดยตั้งเป้าหมายทั้งการเปิดบริษัทใหม่ สร้างโรงงานผลิตใหม่ และเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ในวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 2003 ซึ่งบริษัทสามารถรักษาสัญญาครบทุกประการได้อย่างเข้มแข็งจนได้ชื่อว่าเป็น “ประสบการณ์ครั้งยิ่งใหญ่อันน่าตื่นตะลึงแห่งโลกยานยนต์ครั้งสุดท้าย” ในเวลานั้น

เพียงหนึ่งนาทีหลังเที่ยงคืนของวันปีใหม่ปี ค.ศ. 2003 การฟื้นฟูยุคใหม่ของโรลส์-รอยซ์ ในฐานะ “รถยนต์ที่ดีที่สุดของโลก” ก็ได้เริ่มต้นขึ้น กับบริษัทที่ตั้งขึ้นใหม่อย่างสมศักดิ์ศรีในชื่อ โรลส์-รอยซ์ มอเตอร์ คาร์ส พร้อมการปรากฏโฉมครั้งแรกของรถยนต์รุ่น กู้ดวูด แฟนธอม (Goodwood Phantom) หรือที่เรารู้จักในชื่อแฟนธอมVII ซึ่งผลิตในสำนักงานแห่งใหม่Home of Rolls-Royceในเมืองกู้ดวูด ประเทศอังกฤษ นำเสนอภาพลักษณ์ที่สวยงามร่วมสมัยเหนือกาลเวลา โดยยังคงสุนทรียภาพของยานยนต์ตระกูลแฟนธอมและมอบความหรูหรารูปแบบใหม่พร้อมความสะดวกสบายในทุกรายละเอียดดังที่เหล่านักขับทุกคนปรารถนา ความเป็นเลิศในรายละเอียดนั้นเห็นได้จากแม้แต่ร่มและหมุดกลางล้อยังเคลือบด้วยวัสดุเทฟลอน ทำให้ผู้บริโภคต่างมั่นใจว่าแบรนด์โรลส์-รอยซ์ ได้กลับมาแล้วอย่างสง่างาม

 

 

“มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต ใหม่” เติมออฟชั่น 10 รายการ เพื่อการใช้งานสะดวกสบาย

0

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัว มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต ใหม่ พร้อมอุปกรณ์ตกแต่ง ที่ได้รับการออกแบบสำหรับเพิ่มเติมความหรูหรา และสะดวกสบาย เพื่อเป็นรถอเนกประสงค์รุ่นยอดนิยม

มร. โมริคาซุ ชกกิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ในปี พ.ศ. 2560 มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต มียอดจำหน่ายทั้งหมด 14,454 คัน หนึ่งในผู้นำตลาดรถยนต์ประเภทพีพีวี ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่า มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต คือรถอเนกประสงค์ที่ได้รับความนิยมในประเทศไทย และเป็นที่ยอมรับในด้านสมรรถนะการขับขี่ เทคโนโลยีความปลอดภัยที่ก้าวล้ำ และสมรรถนะการใช้งานที่ยอดเยี่ยม”

มร. ชกกิ กล่าวเสริม “สำหรับในปี พ.ศ. 2561 เรายังคงนำเสนออุปกรณ์ที่ครบครันและสุดยอดเทคโนโลยี รวมถึงสมรรถนะเครื่องยนต์ที่ดีที่สุดในระดับเดียวกัน โดยเฉพาะในด้านพละกำลังขับเคลื่อน การยกระดับครั้งใหม่ของ มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต ใหม่ จะยิ่งตอกย้ำความเป็นหนึ่งในรถอเนกประสงค์พีพีวีที่มีความเพียบพร้อม และมีคุณสมบัติโดดเด่นครบครันที่สุดในตลาดรถอเนกประสงค์ เรามีความมั่นใจว่า มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต ใหม่ จะช่วยให้เราเติบโตและรักษาตำแหน่งผู้นำในเซ็กเมนท์พีพีวีได้อย่างแน่นอน”


มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต ใหม่ ตกแต่งพิเศษด้วยชุดอุปกรณ์เหนือระดับ 10 รายการ เพื่อเพิ่มสัมผัสความประณีตสไตล์สปอร์ตพรีเมี่ยม นอกจาก เสาอากาศแบบฝังกระจกหลัง การตกแต่งปรับโฉมเน้นไปที่การยกระดับความหรูหราเหนือระดับของห้องโดยสาร เริ่มจาก คอนโซลกลางเสริมด้วยวัสดุผิวนุ่มบริเวณด้านข้าง มาตรวัดเรืองแสงไฮคอนทราสต์พร้อมการแสดงผลแบบอนิเมชั่นสามมิติ และ ระบบฟอกอากาศภายในห้องโดยสารนาโนอิ

เพียบพร้อมด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆ รวมถึง ช่องจ่ายกระแสไฟ AC 220 โวลต์, ช่องต่ออุปกรณ์ USB 2 ตำแหน่ง, ช่องเก็บสมาร์ทโฟนที่เบาะนั่งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร, ที่บังแดดด้านคนขับแบบมีไฟส่องสว่าง, ที่บังแดดผู้โดยสารด้านหน้าพร้อมช่องเสียบบัตรและไฟส่องสว่าง, รวมถึงช่องระบบปรับอากาศดีไซน์ใหม่แบบ Fin Shut สำหรับผู้โดยสารแถวที่สองและแถวที่สาม

อุปกรณ์เพิ่มเติมเหล่านี้ได้รับการติดตั้งไว้ในห้องโดยสารที่ยังคงความกว้างขวาง หรูหรา และรองรับทุกการใช้งาน ด้วยฟังก์ชั่นอำนวยความสะดวกอันเพียบพร้อม ประกอบด้วย ระบบปรับอากาศปรับอุณภูมิอัตโนมัติแบบแยกปรับซ้าย-ขวา พวงมาลัยแบบปรับสูง-ต่ำและปรับเข้า-ออก เบาะนั่งปรับระดับได้ 8 ทิศทางด้วยระบบไฟฟ้า จอภาพบนเพดานพร้อมเครื่องเล่นดีวีดีสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง กระจกมองหลังแบบปรับลดแสงสะท้อนอัตโนมัติ และแผงควบคุมระบบปรับอากาศด้านหลังแบบแยกอิสระ ขณะที่คอนโซลรูปทรงตัว T ให้สวิตช์และปุ่มควบคุมอยู่ในตำแหน่งที่ง่ายต่อการใช้งานของผู้ขับขี่ รวมถึงหน้าจอทัชสกรีนเพื่อความบันเทิงขนาด 7 นิ้วและระบบนำทาง พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นมีสวิตช์ควบคุมระบบล็อกความเร็วแบบแปรผันอัตโนมัติ ระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัยเพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ได้เอง และสวิตช์ควบคุมวิทยุเครื่องเสียง


มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต ใหม่ มาพร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยอันครบครันทั้งเชิงป้องกันและเชิงปกป้องอันก้าวล้ำ ประกอบด้วยระบบเตือนการชนด้านหน้าตรงพร้อมระบบชะลอความเร็ว (Forward Collision Mitigation – FCM) ซึ่งใช้เทคโนโลยีเรดาร์แบบคลื่นมิลลิเมตรในการตรวจจับรถยนต์คันหน้าและหลีกเลี่ยงการชน ระบบตัดกำลังเครื่องยนต์ชั่วขณะ เมื่อเหยียบคันเร่งอย่างรุนแรงและรวดเร็ว (Ultrasonic Misacceleration Mitigation System – UMS) ที่ช่วยป้องกันการเหยียบคันเร่งผิดพลาดไปด้านหน้าและด้านหลังขณะรถจอดนิ่ง รวมถึงระบบสัญญาณเตือนจุดอับสายตา (Blind Spot Warning – BSW)

นอกจากนี้ยังมีระบบควบคุมเสถียรภาพที่ล้ำสมัย ทั้งระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไถล (Active Stability and Traction Control – ASTC) ควบคุมพละกำลังเครื่องยนต์และการเบรกเพื่อป้องกันล้อสูญเสียการควบคุมและลื่นไถล ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (Hill Start Assist – HSA) ที่ช่วยป้องกันไม่ให้ตัวรถไหลถอยหลังเมื่ออยู่บนทางลาดชัน และระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน (Hill Descent Control – HDC) ช่วยรักษาความเร็วให้คงที่พร้อมรักษาการยึดเกาะสูงสุดและควบคุมพวงมาลัยขณะลงทางลาดชัน ระบบความปลอดภัยเชิงป้องกันอื่นๆ ยังมีระบบเบรกแบบป้องกันล้อล็อก ABS ระบบกระจายแรงเบรกอิเล็กทรอนิกส์ EBD (Electronic Brake Force Distribution) และระบบเสริมแรงเบรก BA (Brake Assist)

สำหรับระบบความปลอดภัยเชิงปกป้อง มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต ใหม่ ติดตั้งถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่ง3 ได้แก่ ถุงลมนิรภัยคู่หน้าพร้อมสวิตช์เปิด-ปิดแสดงผลสำหรับผู้โดยสาร ถุงลมนิรภัยด้านข้างสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารด้านหน้า ถุงลมนิรภัยบริเวณหัวเข่าผู้ขับขี่และม่านถุงลมนิรภัย ทำงานร่วมกับเข็มขัดนิรภัยคู่หน้าแบบดึงกลับอัตโนมัติ 2 ทิศทางพร้อมระบบผ่อนแรง

มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต ใหม่ ยังโดดเด่นด้วยโครงสร้างตัวถังนิรภัยเหล็กกล้าที่ใช้เหล็กแรงดึงสูง (Reinforced Impact Safety Evolution – RISE) ซึ่งใช้โครงสร้างตัวถังนิรภัยเหล็กกล้าที่มีแรงดึงสูง ช่วยลดการยุบตัวของห้องโดยสารจากการชนทุกทิศทางและมอบความสะดวกสบายในการขับขี่ด้วยระบบอันล้ำสมัย เหนือกว่าด้วย ระบบล็อกความเร็วแบบแปรผันอัตโนมัติ (Adaptive Cruise Control – ACC) ระบบทำการล็อกความเร็วให้คงที่ตามที่ผู้ขับขี่ได้ตั้งค่าไว้ หากพบว่ารถยนต์ด้านหน้าชะลอความเร็วหรือหยุด ระบบจะปรับลดความเร็วอัตโนมัติเพื่อรักษาระยะห่างอย่างปลอดภัย รวมถึงจอดรถสะดวกยิ่งขึ้นด้วยกล้อง 4 ตำแหน่งซึ่งติดตั้งที่ด้านข้าง ด้านหน้าและด้านหลังของตัวรถแสดงภาพผ่านระบบกล้องมองภาพรอบคัน (Multi-Around Monitor) เพื่อให้ผู้ขับขี่ได้เห็นภาพมุมสูง (Bird’s Eye View) แสดงสิ่งกีดขวางรอบตัวรถผ่านทางหน้าจอทัชสกรีน ภาพบริเวณด้านหลังรถยังปรากฎขึ้นบนหน้าจอดังกล่าวพร้อมกับเส้นกะระยะเพิ่มความปลอดภัยและความสะดวกสบายในการจอดรถได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น

 

ทั้งยังมีความปลอดภัยอัจฉริยะ (Electronic Time and Alarm Control System – ETACS) ซึ่งเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ระบบนี้ช่วยควบคุมอุปกรณ์ระบบไฟฟ้าภายในตัวรถ รวมถึงที่ปัดน้ำฝนหน้า-หลังพร้อมจังหวะหน่วงเวลา กระจกหน้าต่างไฟฟ้าแบบปรับขึ้น-ลงอัตโนมัติพร้อมระบบความปลอดภัย ระบบไฟหน้าเปิด-ปิดอัตโนมัติ ระบบสัญญาณไฟเลี้ยวเพื่อเปลี่ยนช่องจราจร ระบบแจ้งเตือนไฟหรี่ สัญญาณไฟฉุกเฉินเมื่อเบรกกะทันหัน ระบบล็อกประตูรถอัตโนมัติ ระบบไฟนำทางหลังดับเครื่องยนต์ระบบกุญแจนิรภัยป้องกันการโจรกรรมอิมโมบิไลเซอร์ พร้อมปุ่มสตาร์ท-ดับเครื่องยนต์แบบไม่ต้องใช้กุญแจ

ขุมพลังในการขับเคลื่อนใช้่เป็นเครื่องยนต์ดีเซล MIVEC VG Turbo ที่มาพร้อมเสื้อสูบและฝาสูบอลูมินัม อัลลอย ความจุ 2.4 ลิตร เผาไหม้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยให้เครื่องยนต์มีแรงบิดดีขึ้นในรอบต่ำ จึงช่วยลดมลพิษและประหยัดน้ำมันยิ่งขึ้น ให้พละกำลังสูงสุด 181 แรงม้าที่ 3,500 รอบต่อนาที มีแรงบิดสูงสุดถึง 430 นิวตันเมตรที่ 2,500 รอบต่อนาทีส่งกำลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด ด้วยอัตราทดเกียร์เดินหน้า 8 ระดับ มาพร้อมระบบควบคุมและตัดกำลังไปยังเพลาขับแบบอัตโนมัติ (Idling Neutral Control – INC)

ระบบกันสะเทือนด้านหน้าแบบดับเบิลวิชโบน คอยล์สปริง และเหล็กกันโคลง และด้านหลังแบบทรีลิงค์ คอยล์สปริง พร้อมเหล็กกันโคลง รวมถึงติดตั้งระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ Super Select 4WD-II ที่สามารถปรับเปลี่ยนโหมดการขับขี่ด้วยระบบไฟฟ้า มีทั้งโหมด 2H ระบบขับเคลื่อนสองล้อ (2WD High-Range) โหมด 4H ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบ Full Time – All Wheel Control (4WD High-Range) โหมด 4HLc ระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัตราทดความเร็วสูง (4WD High-range with Locked Transfer) และโหมด 4LLc ระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัตราทดความเร็วต่ำ (4WD Low-Range with Locked Transfer) เพื่อการขับขี่บนเส้นทางทุรกันดารและมีความท้าทายสูง การปรับเปลี่ยนโหมดดังกล่าวสามารถทำได้ขณะขับขี่

เพื่อเพิ่มเสถียรภาพการยึดเกาะ ยังคงติดตั้งระบบออฟโรด 4 รูปแบบการขับขี่ที่ปรับเปลี่ยนได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส ได้แก่ กรวด (Gravel), โคลน/ หิมะ (Mud/Snow), ทราย (Sand) และ หิน (Rock) กล่องสมองกลจะปรับการทำงานของเครื่องยนต์ ระบบส่งกำลัง และระบบเบรกโดยอัตโนมัติเพื่อเสริมสมรรถนะสูงสุดตามโหมดที่ผู้ขับขี่เลือกใช้ ทั้งยังยังเหนือกว่ารถในระดับเดียวกันด้วยการติดตั้งระบบล็อกเฟืองท้าย (Rear Differential Lock) ซึ่งทำงานร่วมกับระบบล็อกเฟืองท้ายกลาง เมื่อระบบนี้ทำงานจะช่วยล็อกเฟืองท้ายเพื่อให้มีการกระจายพละกำลังสู่ล้อคู่หลังแบบ 50-50 ตลอดเวลา

 

มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต ใหม่ ออกจำหน่าย 3 รุ่น ได้แก่รุ่น 2WD GT ราคาเริ่มต้น 1,296,000 บาท รุ่น 2WD GT-Premium ราคาเริ่มต้น 1,399,000 บาท และรุ่น 4WD GT-Premium ราคาเริ่มต้น 1,539,000 บาท โดยมีสีภายนอกทั้งหมด 5 สี ได้แก่ สีขาวมุก (White Pearl) สีเงิน (Stering Silver) สีเทา (Titanium Gray) สีน้ำตาล (Deep Bronze) และสีดำ (Diamond Black) 

“Mercedes-Benz The New CLS” ลักซูรี่คาร์มาดสปอร์ต เตรียมอวดโฉมโชว์เสี่ยสายซิ่ง (ภาพ+คลิปวีดีโอ)

0

[embedyt] https://www.youtube.com/watch?v=OhB7ksCKP1s[/embedyt]

เมอร์เซเดส-เบนซ์ เตรียมเปิดตัวรถยนต์รุ่นที่ 3 ตระกูล CLS ในชื่อรุ่น The new CLS 300 d AMG Premium สุดยอดยนตรกรรมสปอร์ตรุ่นใหม่ล่าสุด ที่มากับเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย พร้อมดีไซน์อันงดงามที่จะช่วยเสริมรากฐานและเอกลักษณ์ให้แข็งแกร่งขึ้นไปอีกขั้น ซึ่งสามารถตอบโจทย์ความต้องการทั้งในด้านสมรรถนะและสุนทรียะในการขับขี่ได้เป็นอย่างดี ทั้งยังมีการปรับรูปลักษณ์ให้มีความเรียบง่าย แต่ยังแฝงไปด้วยความเร้าอารมณ์และกลิ่นอายความคลาสสิกเหนือกาลเวลาของรถยนต์ CLS รุ่นแรก

The new CLS 300 d AMG Premium มีจุดเด่นอยู่ที่กระจังหน้าแบบ diamond-pattern grille ที่มีเส้นตัดแบ่งเส้นเดียวอันเป็นเอกลักษณ์ของรถยนต์แบบคูเป้ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ พร้อมเส้นสายที่ดูกว้างและมีลักษณะทอดตัวลงไปที่พื้น คล้ายกับลักษณะของ Mercedes-AMG GT

รูปทรงของไฟหน้าที่ดูราบเรียบไปกับตัวถังยังได้รับการออกแบบให้มีเหลี่ยมมุมสอดรับกับเส้นสายบริเวณกระจังหน้าอย่างลงตัว ด้านข้างตัวรถเสริมความสง่าด้วยลายเส้นที่อยู่สูงและลากเป็นวงโค้งตลอดคันรถ พร้อมมีการใช้เส้นสายที่ดูแข็งแกร่งบริเวณตัวถังเหนือล้อคู่หลังที่ค่อยๆ ทอดต่ำลงและผสานเข้ากับฝากระโปรงหลังที่มีลักษณะราบเรียบ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์อีกประการหนึ่งของรถยนต์ตระกูล The CLS

รถรุ่นนี้ยังมาพร้อมกับหลังคาซันรูฟเลื่อนเปิด – ปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้า, กันชนหน้า – หลัง และสเกิร์ตดีไซน์สปอร์ตจาก AMG, สัญลักษณ์ Mercedes-Benz บนคาลิปเปอร์เบรก, ล้ออัลลอยสปอร์ตจาก AMG แบบ 5 ก้านคู่ ขนาด 19″ อีกทั้งยังมีชุดไฟหน้าแบบ MULTIBEAM LED และไฟท้ายแบบ LED พร้อมเทคโนโลยีไฟเบอร์ออฟติก

ห้องโดยสารของ The new CLS 300 d AMG Premium นั้นหรูหราเรียบง่ายแต่เพิ่มความพิเศษด้วยการติดตั้งไฟประดับที่ช่องลมของเครื่องปรับอากาศ เพื่อเสริมรูปลักษณ์ของช่องลมที่ดูคล้ายเครื่องยนต์ของเครื่องบินเจ็ทให้ดูโดดเด่นและสวยงามมากยิ่งขึ้น พร้อมเสริมลูกเล่นด้วยการเปลี่ยนสีเมื่อมีการปรับอุณหภูมิโดยการกระพริบเป็นเวลาสั้นๆ เป็นสีแดงเมื่อมีการปรับอุณหภูมิให้อุ่นขึ้นและเป็นสีฟ้าเมื่อปรับอุณหภูมิให้เย็นลง

แผงหน้าปัดแบบดิจิตอลสามารถเลือกรูปแบบการแสดงผลของแผงหน้าปัดได้ 3 แบบ เพื่อให้เหมาะกับความรู้สึกขณะขับขี่ หรือให้เข้ากับการตกแต่งภายในห้องโดยสาร โดยรูปแบบการแสดงผลทั้ง 3 แบบประกอบไปด้วยแบบคลาสสิก สปอร์ต และโปรเกรสซีฟ โดยแบบคลาสสิกและแบบสปอร์ตจะมีมาตรวัดจำนวน 2 ตัว ในขณะที่แบบโปรเกรสซีฟจะมีมาตรวัดขนาดใหญ่ตรงกลางและมีมาตรวัดขนาดเล็กอยู่ข้างใน

Mercedes-Benz ออกแบบเบาะนั่งสำหรับรถยนต์ตระกูล CLS รุ่นใหม่โดยเฉพาะ พร้อมปรับการจัดวางเบาะแบบ 5 ที่นั่งเป็นครั้งแรก วัสดุหุ้มเบาะและฝีเข็มสำหรับทั้งเบาะที่นั่งคู่หน้าและตอนหลัง อยู่ในตำแหน่งตรงกันทุกประการ เพื่อสร้างความรู้สึกให้คล้ายกับรถสปอร์ต 1 ที่นั่ง

เบาะที่นั่งตอนหลังสามารถพับลงแบบ 40/20/40 เพื่อขยายความจุของกระโปรงหลังที่มีความจุถึง 520 ลิตร เบาะที่นั่งคู่หน้าสามารถปรับระดับด้วยระบบไฟฟ้าพร้อมหน่วยบันทึกความจำ พวงมาลัยพาวเวอร์แบบมัลติฟังก์ชั่นแบบสปอร์ต 3 ก้านท้ายตัดปรับน้ำหนักตามความเร็วรถด้วยระบบไฟฟ้า หุ้มหนัง nappa พร้อมปุ่มควบคุมแบบ Touch Control

The New CLS ได้รับการติดตั้ง ระบบ AUDIO 20 GPS และหน้าจอแสดงผลข้อมูลแบบ widescreen cockpit ขนาด 12.3 นิ้วต่อกัน 2 จอ ทั้งยังมีระบบควบคุมและสั่งงานด้วย touchpad, กาบบันไดเรืองแสงพร้อมสัญลักษณ์ Mercedes-Benz, ชุดคันเร่งและแป้นเบรกแบบสปอร์ต นอกจากนี้ยังสามารถเลือกสีของไฟเรืองแสงล้อมรอบห้องโดยสารได้ถึง 64 สี (Premium ambient lighting)

The new CLS 300 d AMG Premium ได้ขุมพลังมาจากเครื่องยนต์ 4 สูบ ขนาด 1950cc. เทอร์โบคู่ และอินเตอร์คูลเลอร์ แรงม้าสูงสุดที่ 245แรงม้าที่ 4200รอบ/นาที แรงบิดสูงสุดที่ 500 นิวตันเมตรที่ 1,600-2,400 รอบ/นาที ระบบเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ 9G-TRONIC และระบบเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย (Steering – wheel Gearshift Paddles) ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเปลี่ยนเกียร์ได้อย่างรวดเร็ว ควบคุมแรงเหวี่ยงจากการทำงานของเครื่องยนต์ให้ต่ำลง ช่วยให้สมรรถนะการขับขี่นุ่มนวลและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยให้อัตราเร่งจาก 0-100กม./ชม.ใช้เวลาเพียง 6.4วินาที และความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม.

ในด้านความปลอดภัยและเทคโนโลยีโดดเด่นด้วยระบบ DYNAMIC SELECT ที่มีโหมดการขับขี่อันหลากหลาย ซึ่งทำให้ผู้เป็นเจ้าของสามารถสัมผัสถึงการขับขี่แบบเร้าใจหรือการขับขี่แบบนุ่มสบายตลอดการเดินทางได้ในคันเดียว โดย DYNAMIC SELECT มีโหมดการขับขี่ 5 แบบ คือ ECO ที่ช่วยปรับการขับขี่เข้าสู่ระบบประหยัดน้ำมัน, INDIVIDUAL ที่สามารถช่วยจดจำรูปแบบการขับขี่ของผู้ขับได้, COMFORT ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่รู้สึกผ่อนคลาย สะดวกสบายเหมือนขับรถซาลูน, SPORT เน้นการเพิ่มความเร้าใจในการขับขี่ให้มากยิ่งขึ้น และ SPORT+ ซึ่งเป็นโหมดที่สามารถใช้สมรรถนะเครื่องยนต์ได้สูงที่สุด และอัตราเร่งดีที่สุด

ระบบกุญแจ KEYLESS-GO พร้อม HAND-FREE ACCESS, ระบบแสดงผลข้อมูลการขับขี่บนกระจกบังลมหน้า (Head-up display), ระบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติ THERMATIC แบบ 2-Zone, ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Adaptive Highbeam Assist), ระบบปรับโคมไฟหน้ารถตามการเลี้ยวของพวงมาลัย ALS (Active Light System), ระบบช่วยการนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ (Parking Pilot including Active Parking Assist), ระบบช่วยรักษาระยะห่างจากรถที่อยู่ด้านหน้า (Active Distance Assist DISTRONIC), ระบบนำทาง (navigation system), ระบบเสียงรอบทิศทาง Burmester® Surround Sound System, ฟังก์ชันเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือ Apple Carplay & Android Auto และระบบ Bluetooth สำหรับเชื่อมต่อโทรศัพท์เคลื่อนที่

ราคาจำหน่ายของ The new CLS 300 d AMG Premium ยังไม่ได้รับการเปิดเผยแต่อย่างใด สำหรับผู้ที่สนใจรถรุ่นนี้สามารถยลโฉมได้ที่งาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 39 ซึ่งจะจัดขึ้น ณ ชาเลนเจอร์ฮอลล์ เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 28 มีนาคม-8 เมษายนนี้