Home Blog Page 510

“Porsche Mission E Cross Turismo” ยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้าสมรรถนะสูง เผยโฉมครั้งแรกในงาน Geneva Motor Show

0

Porsche พร้อมเผยโฉมครั้งแรกของ มิชชั่น อี ครอส ทัวริสโม่ (Mission E Cross Turismo) ในงานมหกรรมยานยนต์ Geneva Motor Show ด้วยแนวคิดในการพัฒนารถยนต์ Cross-Utility Vehicle (CUV) ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าสมบูรณ์แบบ เปี่ยมไปด้วยความอเนกประสงค์ สนองตอบรูปแบบการใช้ชีวิตของกลุ่มบุคคลที่แสวงหาความสนุกสนานเร้าใจจากกิจกรรมผจญ ภัยและการเล่นกีฬากลางแจ้งพร้อมกับการท่องเที่ยวเดินทางอย่างมีสุนทรียภาพด้วยประสิทธิภาพเหนือ ระดับของระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ all-wheel drive สามารถนำพาผู้โดยสารไปยังยอดเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะได้อย่างง่ายดาย ศักยภาพในการปรับเปลี่ยน รูปแบบการใช้ประโยชน์ภายในห้องโดยสารอย่างไร้ขีดจำกัด จัดสรรพื้นที่กว้างขวางพร้อมติดตั้งจุดยึดรุ่นล่าสุดสำหรับบรรทุกและ เคลื่อนย้ายอุปกรณ์กีฬาหลากหลายชนิดได้อย่างสะดวกปลอดภัย อาทิ กระดานโต้คลื่นหรือจักรยานปอร์เช่ e-bike

ความยอดเยี่ยมของรถสปอร์ต 4 ประตู 4 ที่นั่ง คันนี้ หมายรวมถึงงานออกแบบที่สะท้อนภาพลักษณ์อันแข็งแกร่งสไตล์ off-road เฉกเช่นเดียวกับอุปกรณ์ภายในที่ประกอบด้วยหน้าจอแสดงผลความละเอียดสูงแบบใหม่ ระบบควบคุมฟังก์ชันการทำงานล้ำสมัย ด้วยหน้าจอสัมผัสและระบบตรวจจับทิศทางการมอง eye tracking รถยนต์ต้นแบบที่มีความยาว 4.95 เมตร ได้รับ การพัฒนา ขึ้นบนพื้นฐานของระบบเครือข่ายชาร์จพลังงาน 800 โวลต์ fast-charge network รองรับการชาร์จแบบไร้สายด้วย charging dock หรือระบบ Porsche home energy management system มิชชั่น อี ครอส ทัวริสโม่ (Mission E Cross Turismo) สืบทอดความล้ำเลิศมากมายนานับประการ จากปอร์เช่ Mission E ซึ่งเปิดตัวเป็นครั้งแรกในงานมหกรรมยานยนต์ International Motor Show (IAA) เมื่อปี 2015

ฝากระโปรงหน้าที่เทลาด โอบล้อมด้วยโป่งซุ้มล้ออันแสดงถึงความทรงพลังทั้ง 2 ฝั่ง: แม้เพียงแรกสายตาสัมผัสรูปโฉมด้านหน้าสามารถรู้สึกถึงความเด่น ชัดในอัตลักษณ์ความเป็นที่สุดของยนตรกรรม สปอร์ตระดับตำนานจากปอร์เช่ 911 (Porsche ที่ตราตรึงอยู่ในทุกอณู ไม่ว่าจะเป็นช่องรับอากาศตรงกัน ชนหน้าที่วางตัว ในแนวนอนหรือรู้จักกันดีในชื่อว่า “air curtains” หนึ่งในงานออกแบบที่โดดเด่น เฉพาะตัวพร้อมอรรถประโยชน์อันเปี่ยมล้น ไฟหน้า Matrix LED นับเป็นอีกจุดหนึ่งที่สง่างามไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ดุดันด้วยระบบไฟส่องสว่างเวลากลางวันแบบ 4 ลำแสงหรือ Porsche four-point daytime running lights ซึ่งได้รับการปรับเปลี่ยนรูปทรงให้เฉียบคมยิ่งขึ้น กระจกโคมไฟแบบ three-dimensional glass กระจายลำแสงทั้ง 4 ได้อย่างไม่มีข้อผิดพลาด พร้อมไฟเลี้ยว four-point indicator แบบใหม่ล่าสุด มั่นใจได้ในทุกเส้นทางด้วยความกระจ่างชัดเจนจากไฟหน้าประสิทธิภาพสูง Porsche X-Sight high-performance high beam เสริมภาพลักษณ์สมบุกสมบันและพร้อมบุกตะลุยสไตล์ Off-road จากชิ้นส่วนตัวถังที่ออกแบบโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็น แผ่นปิดซุ้ม ล้อและธรณีประตูทั้ง 4 ปราดเปรียวดุดันด้วยชุดสปอยเลอร์หน้าและชายกันชนหลัง สอดรับกับระดับความสูงใต้ท้องรถที่ได้รับการ ปรับให้เพิ่มขึ้น

รูปร่างโดยรวมของตัวรถถูกกำกับโดยแนวหลังคาสไตล์สปอร์ตโค้งมน ลาดเอียงเป็นทรงลิ่มจากหัวจรดท้ายซึ่งเป็นการออกแบบ ที่ได้รับคำนิยามจากดีไซน์เนอร์ของปอร์เช่ว่า “flyline” สะท้อนให้เห็นถึงตัวถังด้านท้ายรถที่ใกล้เคียงกับ พานาเมร่า สปอร์ต ทัวริสโม่ (Panamera Sport Turismo) แนวกระจกประตูทั้ง 4 ที่ยังคงความคลาสสิกของปอร์เช่เอาไว้อย่างเหนียวแน่น โป่งล้อขนาดใหญ่ที่ต่อเนื่องมายังซุ้มล้อคู่หน้า ขนาบด้วยช่องระบายอากาศให้มุมมองแบบ 3 มิติและแสดงออก ถึงบุคลิกของยนตรกรรมต้นแบบพันธ์แกร่งซึ่งมาพร้อมมิติความกว้างตัวถังถึง 1.99 เมตร สเกิร์ตข้างตัวถังสไตล์ off-road พร้อมติดตั้งล้ออัลลอยด์ขนาด 20 นิ้ว ล้อมรอบด้วยยางสมรรถนะสูงขนาด 275/40 R 20 รองรับทุกเส้นทางที่ต้องเผชิญ

รถต้นแบบได้รับการพ่นสีพิเศษ Light Grey Metallic โดดเด่นหรูหรา ให้สัมผัสของสปอร์ตคลาสสิกจากประเทศเยอรมัน แม้มองจากด้านท้ายรถ ยิ่งไปกว่านั้นภาพความงดงาม ดังกล่าวยังได้รับการตอกย้ำ ด้วยชุดสปอยเลอร์ หลังคาและแผงไฟทับทิม คาดขวางตัวถัง ซึ่งได้กลายเป็นองค์ประกอบที่ขาดไม่ได้สำหรับปอร์เช่ในยุคปัจจุบัน ติดตั้งสัญลักษณ์ตัวอักษรปอร์เช่ เรืองแสงสีขาวสะท้อนแสงแบบ 3 มิติ ตำแหน่งอักษร “E” ในคำว่า “Porsche” จะกระพริบเป็นจังหวะในขณะทำการชาร์จพลังงาน ส่งมอบประสบการณ์สุดประทับใจให้แก่ผู้ครอบครองได้อย่างไม่มีรถยนต์คันใดเสมอเหมือน กระจกหลังคา panoramic glass roof ขนาดใหญ่วางตัวต่อเนื่องจากกระจกบังลมหน้าจนจรดฝากระโปรงท้าย ให้บรรยากาศภายในห้องโดยสารปลอดโปร่งสะดวกสบาย

มิชชั่น อี ครอส ทัวริสโม่ (Mission E Cross Turismo) คือรถยนต์ที่ถือกำเนิดขึ้นในฐานะ ตัวแทนของยนตกรรมสปอร์ตสไตล์ทัวริ่งทั้งหมดของสายการผลิตจากปอร์เช่ เติมเต็มอรรถประโยชน์ด้วยการพัฒนาขีดความ สามารถ ด้าน cross-utility ให้มีความอเนกประสงค์มากยิ่งขึ้น: ผลลัพธ์ที่ได้คือที่สุดแห่งยานยนต์ที่เหมาะสม กับทุกการเดินทาง ตอบรับทั้งภารกิจประจำวันและการใช้ชีวิตแนวโลดโผนผจญภัย คล่องแคล่วปราดเปรียวในทุกเส้นทางทั้งการจราจรในเมืองใหญ่ หรือหนทางทุรกันดาร มิชชั่น อี (Mission E) เวอร์ชั่น crossover เน้นเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่นิยมชมชอบความตื่นเต้น เร้าใจจากกิจกรรมและกีฬากลางแจ้ง ด้วยความสูงใต้ท้องรถถึง 1.42 เมตร ของรถสปอร์ต 4 ที่นั่งดังกล่าว: จุดยึดที่ติดตั้งบริเวณพนักพิงของเบาะนั่งคู่หลังแบบแยกอิสระทั้งสองจุด เหมาะสำหรับการบรรทุกสัมภาระที่มีขนาดยาวกว่าปกติ เช่น อุปกรณ์สกี

นอกจากนี้ พนักพิงหลังยังสามารถปรับพับในแนวราบเสมอกับพื้นห้องเก็บสัมภาระซึ่งได้รับการติดตั้งระบบ รางยึดสัมภาระพร้อมเข็มขัดรัดแบบปรับระดับและตำแหน่งได้ สามารถเก็บรักษาอุปกรณ์ที่มีขนาดใหญ่อย่างสะดวกรวดเร็ว และปลอดภัยจากการกระทบกระแทก นอกจากความอเนกประสงค์ของตัวรถ ผู้โดยสารยังได้รับประโยชน์สูงสุดในกรณีที่ใช้งานร่วมกับรถจักรยานปอร์เช่ e-bike จากแหล่งจ่ายพลังงานไฟฟ้า ประสิทธิภาพสูงของตัวรถที่รองรับสิงห์นักปั่นได้อย่างเต็มที่ แนวทางการพัฒนายุคใหม่มุ่งเน้นให้ลูกค้าของปอร์เช่ทุกท่าน ได้รับความสะดวกสบายและรื่นรมย์ด้วยงานออกแบบชั้นเลิศ นวัตกรรมเทคโนโลยีและสมรรถนะเหนือระดับตลอดระยะเวลาที่ ขับขี่ยานพาหนะ 2 ล้อล้ำอนาคต

ภายในห้องโดยสารนำเสนอบรรยากาศสุดคลาสสิกด้วยวัสดุคุณภาพสูง ตามธรรมเนียมปฏิบัติอันยาวนานของปอร์เช่ผสานด้วย ความทันสมัยจากการยกระดับเข้าสู่โลกแห่งดิจิทัล ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือชุดแผงหน้าปัทม์: อุปกรณ์ข้างต้นได้รับการติดตั้งวางตัว ตามแนวขวางตลอดความกว้างของตัวรถ ประกอบด้วยกรอบหน้าปัทม์ทรงปีกแยกตำแหน่งด้านบนและด้านล่างคอนโซลหน้า จัดวาง ในแนวตั้งด้วยหน้าจอแสดงผลขนาดใหญ่พิเศษสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารตอนหน้า แผงควบคุมทรงโค้งโอบล้อมที่นั่งผู้ ขับขี่เพื่อความสะดวกในการใช้งาน แผงหน้าปัทม์แบบวงกลม 3 วงภายในบรรจุหน้าจอแสดงผล TFT คอนโซลกลางระหว่าง เบาะนั่งคู่หน้าวางตัวต่อเนื่องในระดับความสูงเท่ากับคอนโซลหน้า เสริมสร้างบรรยากาศอบอุ่นระหว่างการเดินทางด้วยระบบไฟ ภายในห้องโดยสาร ambient lighting และ indirect lighting

ยิ่งไปกว่านั้นงานออกแบบและวัสดุภายในห้องโดยสาร ยังแสดงให้เห็นถึงมุมมองและสัมผัสได้ถึงโครงสร้างน้ำหนักเบาของตัวรถ อาทิ แผงคอนโซลหน้าและเบาะนั่งสไตล์สปอร์ต รูปทรงเดียวกับเบาะนั่ง bucket-type ในรถแข่ง พร้อมสัญลักษณ์ตัวอักษร ปอร์เช่เรืองแสง แผงประตูผลิตด้วยนวัตกรรมล้ำสมัย ให้พื้นผิวสัมผัสแบบ 3 มิติ ชิ้นงานตกแต่งรายรอบห้องโดยสารพ่นสี Anodised มันวาว กรอบช่องลมระบบปรับอากาศหรือชุดสวิทช์ควบคุมกระจกไฟฟ้าที่สวยหรูจากสีน้ำเงิน Nordic Blue สร้างความแตกต่าง อย่างมีชั้นเชิงสไตล์ two-tone ตัดกันอย่างลงตัวกับหนังแท้ Aniline สีดำและสีเทาอ่อนในหลายๆ จุดของห้องโดยสาร

มอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนประสิทธิภาพสูง 2 ชุด ให้กำลังสูงสุดมากกว่า 600 แรงม้า (440 กิโลวัตต์) ส่งผลถึงอัตราเร่ง จากจุดหยุดนิ่งไปยังความเร็ว 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใช้ระยะเวลาน้อยกว่า 3.5 วินาที และพุ่งทะยานแตะความเร็ว 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายในระยะเวลาต่ำกว่า 12 วินาที สมรรถนะอันเหนือ ความคาดหมายดังกล่าวเกิดขึ้นจากประสิทธิภาพการถ่ายทอดพละกำลังที่ต่อเนื่องซึ่งเป็น คุณสมบัติเฉพาะตัว ของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า: จังหวะเร่งออกตัวที่ทำได้อย่างสมบูรณ์แบบโดยปราศจากการสูญ เสียกำลังในระบบขับเคลื่อนแม้แต่ น้อยแรงบิดที่ได้รับการ ควบคุมอย่างเหมาะสมจากระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ all-wheel drive พร้อมระบบ Porsche Torque Vectoring รับหน้าที่กระจาย กำลังขับไปยังล้อทั้ง 4 และส่งต่อไปยังพื้นถนนอย่างอิสระ

ระบบเลี้ยว 4 ล้อ all-wheel steering ให้ความแม่นยำเที่ยงตรง เพิ่มเสถียรภาพในการบังคับควบคุมให้แก่ตัวรถ ในขณะที่ ระบบช่วงล่างถุงลมปรับระดับอัตโนมัติ adaptive air suspension รับหน้าที่ในการปรับตั้งความสูงของใต้ท้องรถให้เพิ่มขึ้นได้ถึง 50 มิลลิเมตร ระบบ Porsche Dynamic Chassis Control (PDCC) เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญซึ่งมีบทบาทหลักในการเสริมสร้าง ความมั่นคงจากเสถียรภาพในการเคลื่อนที่ทั้งในแนวระดับและการโคลงตัวเมื่อเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง นอกจากนี้ ยังช่วยในการลด การโยนตัวขึ้นลงเมื่อขับขี่บนเส้นทางขรุขระเป็นหลุมบ่ออีกด้วย

ความโดดเด่นของ มิชชั่น อี ครอส ทัวริสโม่ (Mission E Cross Turismo) คือแนวคิดในการควบคุมฟังก์ชัน การทำงาน ของตัวรถผ่านหน้าจอแสดงผลความละเอียดสูงรุ่นล่าสุด ตัวอย่างของอุปกรณ์การทำงานและสื่อสารข้อมูลที่เกี่ยวข้องได้แก่ หน้าจอแสดงผลแบบ head-up display ถ่ายทอดข้อมูลที่สำคัญไปยังผู้ขับขี่ในตำแหน่งระดับสายตา ซึ่งไม่ก่อให้เกิดการรบกวน สมาธิในการบังคับรถยนต์ และด้วยความล้ำหน้าของเทคโนโลยีการเชื่อมต่อในยานพาหนะ ส่งผลให้ผู้โดยสารสามารถเข้าถึงโลก แห่งการสื่อสารที่ไร้พรมแดนได้อย่างไร้ขีดจำกัด

ข้อมูลและระบบควบคุมที่มีความสำคัญในระดับสูงได้แก่

หน้าจอแสดงผลสำหรับผู้ขับขี่พร้อมระบบตรวจจับทิศทางการมอง eye tracking ชุดแผงหน้าปัทม์แบบวงกลม 3 วงซ้อนกัน รับหน้าที่ในการสื่อสารกับผู้ขับขี่ด้วยข้อมูลที่ได้รับผ่านระบบ Porsche Connect ข้อมูลของสมรรถนะตัวรถ ข้อมูลของระบบขับเคลื่อน พลังงานที่ใช้และชุดแต่งเพิ่มสมรรถนะ Sport Chrono ระบบ eye-tracking system ตรวจจับทิศทางการมองเห็นของผู้ขับขี่ด้วยกล้องที่ติดตั้งภายในกระจกมองหลัง เพื่อรับรู้ถึงแนวสายตา ของผู้ขับขี่ที่จ้องไปยังตำแหน่งต่างๆ หลังจากนั้นหน้าจอที่ผู้ขับขี่ให้ความสนใจจะได้รับการเคลื่อนย้ายมาอยู่ด้านหน้า ในส่วนของหน้าจออื่นจะถูกลดระดับความสำคัญลงด้วยการย้ายไปอยู่ด้านหลัง นอกจากนี้ยังสามารถควบคุมหน้าจอ แสดงผลทั้งหมดได้จากสวิทช์ smart-touch controls ซึ่งติดตั้งอยู่บนพวงมาลัย

หน้าจอแสดงผลสำหรับผู้โดยสาร หน้าจอดังกล่าวจะถูกติดตั้งเยื้องไปทางฝั่งของผู้โดยสาร เปิดโอกาสให้เพื่อนร่วมทาง ของคุณสนุกสนานไปกับการเลือกใช้งานแอปพลเคชันที่หลากหลายผ่านระบบ eye tracking และระบบสัมผัสได้ตามความ ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงฟังก์ชันของแหล่งรายการเพื่อความบันเทิง ระบบนำทางผ่านดาวเทียม ระบบปรับอากาศ และการติดต่อสื่อสาร

แผงคอนโซลกลางควบคุมด้วยระบบสัมผัส พร้อมเมนูแสดงข้อมูลการทำงานโดยละเอียด

หน้าจอสัมผัสขนาดเล็ก หน้าจอดังกล่าวได้รับการติตตั้งไว้บริเวณชุดสวิทช์ควบคุมการทำงานของ window regulator modules (สำหรับการปรับตำแหน่งและฟังก์ชั่นการทำงานของเบาะนั่ง) เช่นเดียวกับ ในบริเวณช่องลมของระบบปรับ อากาศ ทั้งมุมด้านขวาและด้านซ้ายของแผงคอนโซลหน้า สามารถปรับระดับความแรงของลมได้เพียงลากนิ้วมือไปทาง ซ้ายและขวาของหน้าจอ

ห้องโดยสารอัจฉริยะหรือ “smart cabin” เต็มเปี่ยมไปด้วยความสะดวกสบายและง่ายดายในการควบคุมฟังก์ชันการทำงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การปรับตั้งค่าที่เกี่ยวข้องกับการขับขี่ ระบบปรับอากาศและไฟส่องสว่างภายในห้องโดยสารทั้งนี้สามารถเลือกใช้งาน ได้ตามความต้องการทั้งในรูปแบบเฉพาะตัวของผู้ขับขี่หรือตั้งค่าการทำงานแบบอัตโนมัติตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนั้น
ผู้ขับขี่ยังสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่หลากหลายรวมทั้งปรับแต่งค่าการทำงานต่างๆ แม้ไม่ได้อยู่ภายในตัวรถ:เติมเต็ม ศักยภาพ สูงสุดด้วยการกำหนดฟังก์ชันการทำงานทั้งหมดของระบบปรับอากาศ รวมทั้งระบบนำทางผ่านดาวเทียมล่วงหน้าผ่านอุปกรณ์ แท็บเล็ต โทรศัพท์มือถือ หรือนาฬิกา smartwatch

ระบบ Porsche Connect พร้อมรองรับบริการด้านเครือข่ายดิจิทัลและแอฟพลิเคชันมากกว่า 20 รายการ สำหรับ มิชชั่น อี ครอส ทัวริสโม่ (Mission E Cross Turismo) ได้รับการติดตั้ง “DestinationsApp” เพื่อเป็นชุดสาธิตในการแสดงให้เห็นถึงประโยชน์ จากการใช้งานรถยนต์ร่วมกับฐานข้อมูลดิจิทัล ซึ่งกำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้: แอปพลิเคชันดังกล่าวช่วยให้การวางแผนการ เดินทางตลอดระยะเวลาสุดสัปดาห์ของคุณเป็นไปอย่างรวดเร็วและง่ายดายเพียงไม่กี่ขั้นตอนด้วยโทรศัพท์มือถือแอปพลิเคชัน จะช่วยแนะนำสถานที่หรือจุดหมายปลายทางที่น่าสนใจในระหว่างการเดินทาง จัดการจองที่พักได้อย่างรวดเร็วโดยไร้ข้อจำกัด รวมไปถึงจัดตารางการเดินทางตลอดทริปอย่างละเอียด ทั้งจุดแวะพัก ร้านอาหาร และสถานที่สำหรับกิจกรรมสันทนาการหรือ สนามกีฬา ยิ่งไปกว่านั้นผู้ขับขี่สามารถเลือกปรับตั้งการทำงานของระบบช่วงล่าง มิชชั่น อี ครอส ทัวริสโม่ (Mission E Cross Turismo) ให้สอดคล้องกับเส้นทางที่วางแผนใช้ผ่าน “DestinationsApp” เช่นเดียวกับการเลือกสรรเสียงเพลง ระบบปรับอากาศ และระบบไฟแสงสว่างภายในห้องโดยสารที่เหมาะสมที่สุดกับบรรยากาศในระหว่างการท่องเที่ยวเดินทาง

โครงสร้างระบบไฟฟ้าแรงเคลื่อน 800 โวลต์ คือเครื่องรับประกันถึงความมั่นใจว่า แบตเตอรี่ lithium-ion จะได้รับการชาร์จ พลังงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ พร้อมเดินทางด้วยระยะทางสูงสุดประมาณ 400 กิโลเมตร (ทดสอบตามมาตรฐาน NEDC) ภายในเวลาเพียง 15 นาทีเท่านั้น รถยนต์ต้นแบบคันนี้ สามารถรองรับระบบชาร์จพลังงานที่หลากหลายไม่ว่าจะในระหว่าง การเดินทางหรือการชาร์จภายในที่พักอาศัย รวมทั้งได้รับการออกแบบให้สามารถใช้งานร่วมกับระบบเครือข่าย fast-charging network ซึ่งกำลังจะเปิดใช้งานทั่วทุกเส้นทางสัญจรในทวีปยุโรปผ่านสัญญาความร่วมมือพัฒนาของบริษัท IONITY เมื่อเข้ารับ บริการในสถานีชาร์จพลังงานที่อยู่ในโครงการ มิชชั่น อี ครอส ทัวริสโม่ (Mission E Cross Turismo) สามารถทำการชาร์จผ่าน เทคโนโลยีเหนี่ยวนำไร้สาย เช่นเดียวกับการชาร์จด้วย charging dock หรือระบบ Porsche home energy management system และเลือกติดตั้งระบบ photovoltaic system สำหรับการชาร์จด้วยพลังงานแสงอาทิตย์เป็นอุปกรณ์พิเศษเพิ่มเติม

“C-HR” กับบทพิสูจน์ตำแหน่งพระเอกดาวรุ่ง จะเป็นตัวเด็ดประจำปีของค่าย Toyota หรือไม่

0

ค่าย Toyota สร้างความฮือฮาให้กับตลาดรถบ้านเราครั้งใหม่ด้วยการเปิดตัว C-HR หรือชื่อเต็ม ๆ ว่า Coupe High Rider โดยวางตัวอยู่ในตำแหน่ง Sub-compact SUV ที่อยู่ในกลุ่มเดียวกับ Honda HR-V , Mazda CX-3 , MG ZS , Ford Ecosport , Nissan Juke และ Subaru XV (ความจริงน่าจะอยู่ในคลาสที่สูงกว่า แต่ด้วยราคาและขนาดตัวพอฟัดพอเหวี่ยง เลยต้องลงมาชกกันในรุ่นนี้)

สิ่งที่เป็นจุดเด่นของ C-HR คงไม่พ้นเรื่องของรูปลักษณ์ตัวถัง ด้วยดีไซน์ล้ำอนาคตที่ได้แรงบันดาลใจมาจากการเจียระไนเพชร เส้นสายจึงมีเหลี่ยมสันโฉบเฉี่ยว ด้านหน้าเป็นแบบ Familiar look ที่มีเค้าความเป็น Toyota ในยุคนี้ (มีกลิ่นไอคล้ายกับ Camry , Yaris , Vios) ด้วยความที่ต้องการให้มองดูสปอร์ตปราดเปรียวคล้ายรถ Coupe จึงเอาที่เปิดประตูไปซ่อนไว้ด้านบนส่วนที่คล้ายกับเป็นเสา C-Pillar ในตัว

แน่นอนว่าโฉมแบบนี้ต้องโดนใจคนรุ่นใหม่วัยแรงอย่างไม่ต้องสงสัย แต่สำหรับผู้สูงอายุแบบผู้เขียนอาจจะต้องเพ่งมองกันนานหน่อยกว่าจะคลิกกันได้ สำหรับคำถามที่ว่ารถคันนี้สวยหรือไม่ ต้องตอบกันแบบฟันธงไปเลยว่า “สรุปไม่ได้” เพราะเรื่องอย่างนี้มันเป็นรสนิยมใครรสนิยมมัน แต่ที่แน่ ๆ มันดูล้ำสมัยไฮเทคกว่าเพื่อนฝูงในตลาดแน่นอน

เรื่องของห้องโดยสารนั้น มีหลายคนมักจะถามถึงขนาดความกว้างขวาง เนื่องจากเห็นรูปทรงภายนอกแล้วหลายคนมักจะรู้สึกว่าห้องโดยสารน่าจะคับแคบ จากตัวเสาประตูบานหลังที่เป็นเสา C-Pillar ในตัวค่อนข้างจะหนาจึงทำให้กระจกประตูหลังมีขนาดเล็กนั่นเอง

แต่เมื่อเข้าไปนั่งในตำแหน่งเบาะหลังกลับไม่ได้แคบอย่างที่คิดกว้างขวางนั่งสบายเหลือเฟือ เพียงแต่หน้าต่างบานหลังมันเล็กเลยทำให้รู้สึกอึดอัดไปเท่านั้นเอง การออกแบบ ภายในเน้นให้ดูเรียบง่ายแต่ไฮเทคมีสวิทช์บนแผงหน้าปัดไม่มากนัก มีจอ Infotainment อยู่ตรงกลาง ที่เหลือก็เป็นสวิทช์ควบคุมระบบต่าง ๆ บนวงพวงมาลัย

วัสดุที่ใช้ภายในมีดีมีด้อยผสมกันไป แต่โดยรวมแล้วถือว่าอยู่ในระดับค่อนข้างดี แต่ที่ต้องขอชมเชยกันก็เป็นเรื่องของคุณภาพการประกอบ ที่ยังคงทำคะแนนได้ดีตามมาตรฐาน Toyota การเก็บเสียงที่ขึ้นมาจากพื้นทำได้ดีแทบไม่ได้ยินเสียงยางบดถนน แต่จะมีเสียงลมบ้างบนความเร็วสูง

C-HR คันที่ได้ทดลองขับนี้เป็นรุ่นท้อป HV-Hi ใช้เครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.8 ลิตร แบบ DOHC 4 สูบ 16 วาล์ว ขนาด 98 แรงม้า แรงบิด 142 นิวตันเมตร ผสานการทำงานกับมอเตอร์ไฟฟ้ากขนาดกำลัง 53กิโลวัตต์ มีแรงบิดมอเตอร์ไฟฟ้า 163 นิวตันเมตร เบ็ดเสร็จมีกำลังรวม 122 แรงม้า ระบบส่งกำลังเป็นเกียร์ที่เรียกกันว่า E-CVT พร้อม Shift Lock ที่สามารถจอดรถใส่เกียร์ว่างให้เข็นได้เวลาจอดขวางรถคันอื่น (ธรรมเนียมจอดแบบไทย ๆ ที่น่าจะมีแห่งเดียวในโลกกระมัง)

ระบบ Hybrid ของ C-HR ได้รับการพัฒนามาเป็น Generation ที่ 4 ทำให้การตัดต่อระหว่างการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้ากับเครื่องยนต์ทำได้ราบเรียบดีทีเดียว ส่วนสมรรถนะในด้านอัตราเร่งและความเร็วปลายไม่ได้อืดอาดอยู่ในขั้นฝีเท้าจัดใช้ได้ สิ่งที่โดดเด่นอีกประการหนึ่ง ก็คือ เรื่องของอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงที่ทำได้อยู่ในระดับ 20 กม./ลิตร แบบสบาย ๆ (ทางโรงงานเคลมไว้ที่ 24.4 กม./ลิตร) เพียงแต่คนที่คุ้นชินกับเกียร์อัตโนมัติแบบดั้งเดิม (Conventional) ที่เป็นระบบไฮดรอลิกมีชุดเฟืองเกียร์ จะรู้สึกว่า CVT มีอาการเหมือนดีเลย์เล็กน้อย ซึ่งถ้าคุ้นชินแล้วก็จะรู้สึกเป็นปกติ รถสมัยนี้ก็หันใช้เกียร์ CVT กันเกือบทั้งหมดแล้ว เพราะมีชิ้นส่วนน้อยกว่า ต้นทุนต่ำกว่า จังหวะเปลี่ยนอัตราทดราบเรียบกว่า แล้วทำไมจะไม่เลือกใช้ล่ะ

ระบบช่วงล่างของ C-HR ใช้ด้านหน้าเป็นแบบพิมพ์นิยม McPherson Struts คอยล์สปริง ส่วนด้านหลังดูจะล้ำหน้าเพื่อนฝูงไปสักหน่อย ด้วยการเลือกใช้แบบอิสระปีกนก 2 ชั้น หรือ Double Wishbones ที่ส่วนใหญ่จะเห็นอยู่ในรถคลาสสูง ๆ บรรดาพรรคพวก Crossover คลาสนี้ในตลาดล้วนแต่ใช้ช่วงล่างหลังแบบ Torsion beam แทบทั้งนั้น

อารมณ์ช่วงล่างของ C-HR ให้ความนุ่นนวลผสมผสานกับการทรงตัวที่ทำได้น่าพอใจ แต่อาจจะขาดความคมไปบ้างเล็กน้อย ซึ่งก็ไม่แปลกอะไรเพราะหากอยากให้คมกว่านี้ ช่วงล่างก็ต้องกระด้างขึ้นตามไปด้วยนั่นเอง

C-HR เป็นการเข้าสู่สังเวียน Crossover หรือ SUV ขนาดเล็ก ของ Toyota หลังจากที่ปล่อยให้พรรคพวกบุกตลาดกันมาพักใหญ่ โดยมีความโดดเด่นที่เรื่องของรูปทรงที่ล้ำสมัย ขุมพลัง Hybrid ที่ประหยัดน้ำมันได้อย่างน่าพอใจ พร้อมกับการติดตั้งระบบความปลอดภัยไฮเทคต่าง ๆ มาเพียบเต็มลำ ซึ่งในครั้งนี้ทาง Toyota ตั้งราคาของ C-HR เริ่มต้นที่ 979,000 ไปจนถึง 1,159,000 บาท ซึ่งก็ต้องใช้เวลากันสักนิดที่จะพิสูจน์ว่า Sub-compact SUV คันนี้จะโค่นแชมป์เก่าลงได้หรือไม่

บทความโดย : กันตธรรม ราชวัลภานุสิษฐ์

ข้อมูลเทคนิค Toyota C-HR HV-Hi

รุ่นปีค.ศ.2018
แบบรถSub-compact SUV 5 ประตู
ตำแหนงเครื่องยนต์วางขวางด้านหน้า
แบบเครื่องยนต์แถวเรียง 4 สูบ DOHC + มอเตอร์ไฟฟ้า
ความจุกระบอกสูบ1,798 ซี.ซี.
แรงม้าสูงสุด98 แรงม้า/5,200  รอบต่อนาที
แรงบิดสูงสุด142 นิวตันเมตร/3,600 รอบต่อนาที
มอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงสุด53 แรงม้า
ระบบส่งกำลังเกียร์อัตโนมัติ CVT
ระบบขับเคลื่อน2 ล้อหน้า
ช่วงล่าง(หน้า,หลัง)อิสระ McPherson struts โช๊คอัพ และ คอยล์สปริง, อิสระ Double  Wishbone โช๊คอัพ และ คอยล์สปริง
ยาว/กว้าง/สูง (มม.)4,360/1,795/1,565
น้ำหนักตัวรถ (กก.)1,455
ฐานล้อ (มม.)2,640
ราคา (บาท)1,159,000

“มิตซูบิชิ” เปิดตัว “มิราจ ลิมิเต็ด อิดิชั่น”…ตกแต่งใหม่เพื่อไปให้สุด

0

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัว มิตซูบิชิ มิราจ ลิมิเต็ด อิดิชั่น ยกระดับรูปลักษณ์ให้มีความโดดเด่นยิ่งขึ้นด้วยสีใหม่ 2 สไตล์ พร้อมการตกแต่งภายนอกและภายในที่ดึงดูดทุกสายตาบนท้องถนน โดย มิตซูบิชิ มิราจ ลิมิเต็ด อิดิชั่น พร้อมให้ลูกค้าทดลองขับและจับจองที่ผู้จำหน่ายมิตซูบิชิทั่วประเทศ ราคาเริ่มต้นที่ 564,000 บาท

 

มิตซูบิชิ มิราจ ลิมิเต็ด อิดิชั่น มาพร้อมสีภายนอก 2 สไตล์ คือ สีแดงเมทัลลิก (Red Metallic) หลังคาดำ และสีขาวมุก (White Pearl) ตัดกับหลังคาสีดำ เน้นความดุดันและทันสมัย ช่วยเพิ่มความโดดเด่นแต่ยังรักษารูปลักษณ์ความเป็นสปอร์ตและความปราดเปรียวเช่นเดิม

นอกจากนี้ยังได้รับการตกแต่งด้วยชุดอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษ 10 รายการ เริ่มจากกระจกมองข้างสีดำพร้อมไฟเลี้ยวแอลอีดี สปอยเลอร์หลังสีดำพร้อมไฟเบรกดวงที่สามแบบแอลอีดี ล้ออัลลอยสีดำขนาด 15 นิ้ว และตกแต่งด้วยสติ๊กเกอร์ลายกราฟฟิก ชุดอุปกรณ์ตกแต่งดังกล่าวช่วยให้มีความสวยงามโดดเด่นยิ่งขึ้นด้วยการออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ เพื่อคงความประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง ควบคู่กับการใช้งานที่ยอดเยี่ยมได้อย่างลงตัว

ภายในห้องโดยสารยังคงให้ความสำคัญกับความสะดวกสบายเป็นหลัก พร้อมได้รับการตกแต่งเพิ่มสไตล์ที่สวยงามผสมผสานกับความเป็นสปอร์ตด้วยเบาะผ้าสีทูโทน ดำ-แดงพร้อมตะเข็บสีแดง หัวเกียร์และพวงมาลัยหุ้มหนังตกแต่งเสริมเพิ่มความเป็นสปอร์ตด้วยสีดำแบล็กเปียโนและโครเมียม เดินตะเข็บสีแดง มาพร้อมกระจกส่องหน้าบนแผงบังแดดคู่หน้า และราวมือจับเหนือศีรษะสามตำแหน่งแบบพับได้

มิตซูบิชิ มิราจ ลิมิเต็ด อิดิชั่น ยังเพียบพร้อมด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกและเทคโนโลยีที่ทันสมัย ทั้ง ระบบสั่งงานด้วยเสียง พร้อมปุ่มรับ-วางสายโทรศัพท์ และสวิตช์ควบคุมวิทยุที่พวงมาลัย ห้องโดยสารที่กว้างขวางและอุปกรณ์ต่างๆ เหล่านี้ช่วยมอบความสะดวกสบายอย่างมีสไตล์ให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารในการขับขี่ทุกเส้นทาง

ระบบความปลอดภัยของมิราจ ลิมิเต็ด อิดิชั่น มีความครบครันเพื่อปกป้องผู้ขับขี่และผู้โดยสารทุกคน ระบบความปลอดภัยเชิงรุกประกอบด้วยระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (ASC) และระบบป้องกัน การลื่นไถล (TCL) ระบบเตือนการชนด้านหน้าตรง พร้อมระบบช่วยชะลอความเร็ว (ที่ความเร็วต่ำ) (FCM-LS) ระบบตัดกำลังเครื่องยนต์ชั่วขณะ เมื่อเหยียบคันเร่งอย่างรุนแรงและรวดเร็ว (เฉพาะด้านหน้า) (RMS-Forward) ทุกระบบได้รับการพัฒนาเพื่อเพิ่มความปลอดภัยทั้งการขับขี่ด้วยความเร็วปกติในเมืองและความเร็วสูงบนถนนทางไกล

นอกจากถุงลมนิรภัยคู่หน้าที่ช่วยปกป้องผู้ขับขี่และผู้โดยสารตอนหน้า มิราจ ลิมิเต็ด อิดิชั่น ยังมาพร้อมระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรก (ABS) และระบบกระจายแรงดันน้ำมันเบรกแบบอิเล็กทรอนิกส์ (EBD) พร้อมด้วยระบบเสริมแรงเบรก (BA) ทั้งหมดทำงานร่วมกันเพื่อมอบความมั่นใจให้แก่ผู้ขับขี่ รถแฮทช์แบ็กรุ่นพิเศษนี้ยังมีระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (HSA) และจุดยึดเบาะเด็ก ISOFIX สองตำแหน่ง

มิตซูบิชิ มิราจ ลิมิเต็ด อิดิชั่น แรงด้วยเครื่องยนต์ 3 สูบ ขนาด 1.2 ลิตร DOHC พร้อม MIVEC ระบบวาล์วแปรผันเอกสิทธิ์เฉพาะของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ที่ช่วยเพิ่มความประหยัดน้ำมันสูงสุดและลดปริมาณมลพิษลงได้อย่างยอดเยี่ยมผ่านมาตรฐานไอเสียยูโร 5 มีอัตราบริโภคน้ำมันที่ 23.8 กม.ต่อลิตร และมีปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ 98 กรัมต่อกม. ใช้ระบบส่งกำลังแบบเกียร์อัตโนมัติ INVECIII CVT พร้อมระบบ INC (Idle Neutral Control) ช่วยควบคุมและตัดกำลังไปยังเพลาขับโดยอัตโนมัติเมื่อเหยียบเบรก และระบบ จี-เซ็นเซอร์ (G-SENSOR) ช่วยควบคุมการเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ให้แม่นยำมากขึ้นในทางลาดชัน

มิตซูบิชิ มิราจ ลิมิเต็ด อิดิชั่น ราคา 564,000 บาทสำหรับรุ่นสีแดงเมทัลลิก (Red Metallic) หลังคาสีดำ และ 571,000 บาท สำหรับรุ่นสีขาวมุก (White Pearl) หลังคาสีดำ

“The new Audi A8 L” อัครสถานเคลื่อนที่ ดีไซน์ทันสมัย ผสานเทคโนโลยีเหนือระดับ (รูปภาพ+วีดีโอ)

0

https://www.youtube.com/watch?v=EVFKH-OwV4A

กระแสตอบรับดีเกินคาด สำหรับการนำ Audi กลับมาทำตลาดอย่างจริงจังภายใต้การบริหารของ “อาวดี้ ประเทศไทย” ผู้นำเข้าและผู้จัดจำหน่ายรถยนต์ Audi อย่างเป็นทางการในประเทศไทย หลังจากเกือบ 1 ปีเต็ม สามารถจำหน่ายรถยนต์จากค่ายสี่ห่วงไปกว่า 600 คัน สำหรับกลยุทธ์ในการรุกศักราชใหม่ ซึ่งเป็นที่ชัดเจนแล้วว่าในปีนี้จะมีการนำเข้ารถยนต์โมเดลล่าสุดถึง 10 รุ่น นำโดย Audi A8 L อัครสถานเคลื่อนที่ในกลุ่ม Premium Luxury ที่มาพร้อมความทันสมัยเต็มพิกัด

นายกฤษฎา ล่ำซำ ประธานกรรมการ และประธานกรรมการบริหาร อาวดี้ ประเทศไทย ผู้นำเข้าและผู้จัดจำหน่ายรถยนต์ Audi อย่างเป็นทางการในประเทศไทย เปิดเผยว่า “จากความสำเร็จของในการสร้างแบรนด์ Audi ด้วยการแนะนำยนตรกรรม Audi รุ่นใหม่ๆ ที่มาพร้อมเทคโนโลยีการขับขี่ล้ำสมัย สมรรถนะสูง หรูหรา และดีไซน์เหนือระดับ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ลูกค้าได้อย่างลงตัว ในปี 2561 นี้ บริษัทฯ ยังคงเดินหน้ากลยุทธ์การทำตลาดเชิงรุกและสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับลูกค้า ด้วยรูปแบบการสื่อสารแบรนด์ที่แปลกใหม่ เร้าใจ ไปพร้อมๆ กับการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ซึ่งในปีนี้ทางบริษัทฯ มีแผนที่จะแนะนำยนตรกรรมใหม่ๆ อีกหลายรุ่น เริ่มจากรุ่นแรก Audi A8 L ลักซ์ชัวรี ซีดานใหม่ ที่นับเป็นยนตรกรรมเรือธงที่สะท้อนทิศทางแห่งศักราชใหม่ของการออกแบบยนตรกรรม Audi ใหม่ ที่ล้ำสมัยทุกมิติของแบรนด์ Audi ในอนาคต”

นายกฤษฎา กล่าวเพิ่มเติม “ผมมั่นใจว่า The new Audi A8 L ซึ่งมีบุคลิกที่โดดเด่นและแตกต่างจากคู่แข่งอย่างชัดเจน เป็นรุ่นแรกของ Audi ที่สะท้อนถึง “การออกแบบยุคใหม่ที่ก้าวล้ำนำสมัยทุกมิติ” จะทำให้ลูกค้าที่ต้องการยนตรกรรมที่มีความหรูหรา ทันสมัย ความสะดวกสบาย เต็มเปี่ยมไปด้วยอารมณ์สปอร์ต สมรรถนะที่พร้อมตอบสนองทุกการขับขี่ อีกทั้งยังสะท้อนถึงรสนิยม ความสำเร็จในการทำงาน ความลงตัวสมบูรณ์แบบของชีวิต จะเกิดความหลงใหลประทับใจในแบรนด์ Audi มากยิ่งขึ้น ซึ่งจากการดีไซน์ที่ล้ำสมัยและระบบปฏิบัติการภายในรถ ที่ถูกปฏิวัติใหม่หมดอย่างสิ้นเชิง มีการผสมผสานความก้าวล้ำของเทคโนโลยียุคดิจิทัลกับการออกแบบภายในภายนอกให้มีความทันสมัยเหนือระดับในทุกมิติ จึงทำให้ The new Audi A8 L ไม่ใช่เพียงแค่ที่สุดความล้ำสมัย แต่ยังให้ประสบการณ์ใหม่กับลูกค้าที่สามารถสัมผัสถึงความสะดวกสบายได้มากที่สุด อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน”

The new Audi A8 L สะท้อนให้เห็นถึงความก้าวหน้า และทิศทางการออกแบบของยนตกรรม Audi รุ่นต่างๆในอนาคต โดยจุดเด่นซึ่งเป็นแนวคิดที่สร้างชื่อเสียงไปทั่วโลกนั่นคือ ให้อารมณ์สปอร์ต โครงสร้างรถน้ำหนักเบา และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ quattro โดยถ่ายทอดคอนเซ็ปต์ต่างๆ เหล่านี้ออกมาได้อย่างลงตัว

The new Audi A8 L ได้รับการออกแบบให้มีความงดงาม โดดเด่น สะกดทุกสายตา รูปลักษณ์ภายนอก สะท้อนความสำเร็จของแนวคิดการออกแบบใหม่ของ Audi ที่สามารถผสมผสานอารมณ์สปอร์ต ความหรูหราและภูมิฐานเข้าไว้ด้วยกัน ด้านหน้าถูกออกแบบให้เป็นแนวกว้าง กระจังหน้าแบบชิ้นเดียวยกสูงขึ้น ตัวถังเน้นเส้นสายแนวนอน ทำให้รถดูมีไดนามิค การเคลื่อนไหว นอกจากการออกแบบให้มีมัดกล้ามเพิ่มอารมณ์สปอร์ต The new Audi A8 L มีความยาว 5,302 มม. มากกว่ารุ่นพื้นฐานถึง 13 ซม.

ไฟหน้าเป็นแบบแมทริกซ์ แอลอีดี ซึ่งเป็นการเข้าสู่ยุคใหม่ของเทคโนโลยีไฟส่องสว่าง ประกอบไปด้วยไฟ LED ข้างละ 84 ดวง ควบคุมการทำงานอิสระ ทำให้ได้ลำแสงที่เหมาะสมกับสภาพการใช้งานทุกเส้นทางและไม่รบกวนผู้อื่น โดยการปรับการทำงานของหลอด LED ต่างๆ จะสั่งการผ่านชุดควบคุมการทำงานที่ได้ข้อมูลมาจากกล้องหน้ารถ ทำให้มีความแม่นยำสูง

ในส่วนของหลังคาเป็นแบบพาโนรามิคกลาส 2 ชั้น ให้ความแข็งแรง และลดเสียงรบกวนจากภายนอก ทั้งยังมีขนาดใหญ่ตั้งแต่บริเวณเบาะนั่งด้านหน้าไปถึงด้านหลัง ช่วยให้รถโปร่งโล่ง หรูหรา รวมถึงมีแผ่นบังแดดที่ควบคุมด้วยระบบไฟฟ้าง่ายต่อการใช้งาน

การออกแบบภายในเน้นใช้วัสดุที่มีคุณภาพและผลิตในรูปแบบแฮนด์เมด ทำให้มีความประณีต ซึ่งทันทีที่ก้าวเข้าไปในรถ ผู้โดยสารจะรับรู้ได้ถึงมาตรฐานที่พิเศษที่สุดของรถคันนี้ และจากขนาดตัวถังที่ยาว และระยะฐานล้อที่ยาวของ The new Audi A8 L ช่วยให้วิศวกรมีอิสระในการออกแบบมากขึ้น ผลที่ได้ตามมาก็คือ ความกว้างขวาง สะดวกสบายในทุกตำแหน่งที่นั่ง พื้นที่ช่วงขาเพิ่มขึ้น เพิ่มความสบายด้วยที่พักเท้าซึ่งติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน

ภายใต้ความมุ่งมั่นของทีมวิศวกรที่ต้องการสร้างยนตรกรรมที่มีความทันสมัย และง่ายต่อการใช้งาน จากแนวคิด Audi Touch Response ทำให้ The new Audi A8 L ได้รับการออกแบบให้มีระบบควบคุมการทำงานที่ง่าย ไม่ซับซ้อน โดยใช้ระบบดิจิทัลเข้ามาทดแทน ปุ่มต่างๆทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นปุ่มควบคุมระบบความบันเทิง ระบบปรับอากาศ รวมถึงมาตรวัดต่างๆ ทั้งความเร็ว รอบการทำงานของเครื่องยนต์ ซึ่งจะแสดงขึ้นมาบนหน้าจอเมื่อเปิดรถ แต่หากดับเครื่องหน้าจอก็จะกลับสภาพเป็นจอดำกลมกลืนไปกับชุดคอนโซลหน้า

ทั้งนี้ยังสามารถสั่งงานผ่านจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ Virtual cockpit ขนาด 12.3 นิ้ว หรือสั่งงานผ่านระบบ MMI Navigation plus with MMI touch response ที่มาพร้อมจอแสดงผลแบบสัมผัส ขนาด 10.1 นิ้ว หรือผ่านทางพวงมาลัยมัลติฟังก์ชันก็ได้เช่นกัน โดยจอทัชสกรีนยังใช้แสดงผลการทำงานของระบบนำทาง MMI Navigation Plus ซึ่งเป็นเทคโนโลยีนำทางที่ล้ำสมัย แสดงผลแบบ 3 มิติ ที่ให้คุณภาพระดับไฮ-เรส ช่วยให้ภาพคมชัด มองเห็นได้ง่ายและชัดเจน ซึ่งสะดวกต่อการใช้งานยิ่งขึ้น

ในส่วนของตำแหน่งผู้โดยสารด้านหลัง ได้เพิ่มความสะดวกในการใช้งานด้วยการควบคุมการทำงานของระบบต่างๆในรถด้วยชุดรีโมทคอนโทร พร้อมจอทัชสกรีนสำหรับการสั่งการทำงานแบบไฮ-เรส ขนาด 5.7 นิ้ว ใกล้เคียงกับขนาดของโทรศัพท์มือถือทั่วไป นอกจากนี้ยังควบคุมได้ทั้งการเปิดระบบอุ่นเบาะนั่ง การปรับตำแหน่งเบาะนั่ง ระบบปรับอากาศที่เป็นแบบอัตโนมัติแยก 4 โซน หรือว่าเปิดระบบนวด และ ม่านบังแดด

ด้านระบบความบันเทิงสำหรับที่นั่งตอนหลัง ประกอบด้วยจอมอนิเตอร์ขนาด 10.1 นิ้ว ที่ไม่สะท้อนแสง ทำให้ได้คุณภาพภาพที่คมชัด หน่วยความจำขนาด 32 GB พร้อมทางเลือกด้วยแทบเล็ตที่ติดตั้งไว้ที่ด้านหลัง ซึ่งสามารถถอดออกได้ และที่ก้าวล้ำไปอีกขั้นคือ ชุดรีโมทคอนโทรล รวมถึงสามารถใช้งานโทรศัพท์ผ่านเสาอากาศด้านนอก ซึ่งให้คุณภาพการโทรที่ดีกว่าอีกด้วย

The new Audi A8 L มาพร้อมกับเครื่องยนต์เบนซิน mild hybrid แบบ V 6 สูบ พร้อมระบบจ่ายน้ำมันแบบฉีดตรง Direct Injection และเทอร์โบชาร์จ ขนาดความจุ 2,995 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 340 แรงม้า ที่ 5,000-6,400 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตรที่ 1,370-4,500 รอบ ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะที่มาพร้อมกับระบบ Tiptronic ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลา 5.7 วินาที ซึ่งมั่นใจได้กับการยึดเกาะถนนด้วยระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบ Quattro

The new Audi A8 L มีทั้งหมด 6 สี ให้เลือกเป็นเจ้าของถึง 2 รุ่นได้แก่
A8 L 55 TFSI quattro Premium เครื่องยนต์เบนซิน 340 แรงม้า ราคา 6,799,000 บาท
A8 L 55 TFSI quattro Prestige เครื่องยนต์เบนซิน 340 แรงม้า ราคา 7,999,000 บาท

ข้อมูลเทคนิค The new Audi A8 L
    เครื่องยนต์ เบนซิน Mild Hybrid แบบ 6 สูบ พร้อมหัวฉีดและเทอร์โบ  
ความจุกระบอกสูบ (ซี.ซี.) 2,995
กำลังสูงสุด (แรงม้า ที่ รอบ/นาที) 340/5,000-6,400
แรงบิดสูงสุด(นิวตัน-เมตร ที่รอบ/นาที) 500 /1,370-4,500
ระบบส่งกำลัง อัตโนมัติ 8 จังหวะ พร้อม Tiptronic
ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ Quattro
 เบรก (หน้า/หลัง)ดิสก์พร้อมครีบระบายความร้อน,ดิสก์เบรก
ยาว/กว้าง/สูง (มม.)5,302/1,945/1,485
น้ำหนักตัวรถ (กก.) 1,945
ความจุถังน้ำมัน (ลิตร) 82
ราคา (บาท)6,799,000 และ 7,999,000
ตัวแทนจำหน่าย บริษัท อาวดี้ ประเทศไทย จำกัด

จริงแล้วหรือ ? ที่ “มิตซูบิชิ ไทรทัน แอทลีท ใหม่” หน้าตาดีและมีระบบขับ4 เยี่ยมที่สุด

0

เมื่อปลายปีที่ผ่านมา มิตซูบิชิ กระตุ้นตลาดรถปิกอัพด้วยการส่ง สุดหล่อในชื่อ Triton Athlete ไทรทัน แอทลีท ออกมาสู่ตลาด เปิดตัวในงาน Motor Expo 2017 ความที่ปกติ ไทรทัน ก็ถือว่าเป็น ปิกอัพ แบบโฉบเฉี่ยวทันสมัยดีอยู่แล้ว การกลับมาในครั้งนี้ได้ถูกจับมาตกแต่งใหม่ ยิ่งหล่อเข้มมากเข้าไปอีก นั่นจึงทำให้ได้ยอดจับจองจากในงานที่เปิดตัวมาพอสมควร และ ทำให้โชว์รูมต่างๆของ มิตซูบิชิ มีกระแสไหลเวียน เรียกคนเข้ามาชมมาจับจองรถกันได้อย่างต่อเนื่อง และเริ่มเห็นรถใหม่คันนี้วิ่งอยู่บนท้องถนนกันบ้างแล้ว แม้แต่แถวบ้านผมเองก็มี ไทรทัน แอทลีท จอดโชว์ป้ายแดงสดๆร้อนๆอยู่หน้าบ้านคันหนึ่ง

ถึงแม้จะมี ไทรทัน แอทลีท ออกสู่ตลาดไปบ้างแล้ว แต่ก็เชื่อว่ายังคนจำนวนมากที่ อยากทำความรู้จักกับ ปิกอัพสุดหล่อคันนี้เพิ่มเติม เพราะฉะนั้นมาเปิดหน้าเปิดตาดูด้วยกันเลยครับ

โดยกายภาพแล้ว มิตซูบิชิ ไทรทัน แอทลีท ใหม่ มีจำหน่ายในรูปแบบตัวถัง 4 ประตูหรือที่เรียกว่า ดับเบิลแค็บ เท่านั้น ถ้าเป็นแบบ 2 ประตูก็จะเป็น ไทรทัน ปกติไป ระบบขับเคลื่อนมีทั้งสองล้อและขับเคลื่อนสี่ล้อ มีสีตัวถังแบบเฉพาะเจาะจงเพียง 3 สีคือ สีดำ Diamond Black สีเทา Titanium Grey และสีขาว White Pearl

นอกจากสีเฉพาะแล้ว ยังเติมความหล่อเข้มอย่างที่เกริ่นนำไว้แล้วคือ ภายนอกเสริมความบึกบึนสะดุดตามากขึ้นด้วยชุดแต่งทั้งหมด 19 รายการ อาทิ กระจังหน้าสีดำ ชุดตกแต่งกันชนหน้า สไตลิ่งบาร์ และล้อสีดำขนาด 17 นิ้ว รวมถึงตกแต่งรอบคันด้วยเส้นสายสีส้มที่ทำให้ตัวรถ มีความเฉียบคมมากขึ้นและช่วยสร้างความโฉบเฉี่ยวได้อีกระดับ

เส้นสายสีส้มนี้ดูจะเป็นจุดเด่นของ แอทลีท ซึ่งเมื่อเข้ามาดูภายในห้องโดยสารจะเห็นได้ว่าสีส้มเข้ามามีบทบาทมากมายและชัดเจน เบาะนั่งหุ้มวัสดุหนังทูโทนส้ม-ดำนั้นเด่นชัดมาก เดินตะเข็บคู่ด้วยด้ายสีส้ม เสริมเท่ด้วยการปักโลโก้ “Athlete” เท่านั้นไม่พอ ยังเดินด้ายตะเข็บคู่สีส้มลงบนคันเกียร์และคอนโซลกลาง ทั้งยังมีพรมปูพื้นชุดพิเศษที่มี โลโก้ “Athlete” เอาให้ได้อารมณ์ ไทรทัน แอทลีท กันไปเต็มๆ

เดิมทีพื้นฐานของไทรทันนั้นมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกในห้องโดยสารมาอย่างครบครัน ครั้งนี้เพิ่มเติมด้วยการติดตั้งระบบสั่งงานด้วยเสียงพร้อมปุ่มรับ-วางสายโทรศัพท์และสวิทช์ควบคุมวิทยุที่พวงมาลัย รวมถึงการเชื่อมต่อแอปเปิล คาร์เพลย์1 ที่ต้องการเชื่อมต่อฟังเพลงจาก playlists ใน smartphone ของเราได้สะดวกสบาย ซึ่งมีประโยชน์มากมายสำหรับการเดินทาง

เรียกได้ว่า แอทลีท นอกจากหน้าตาดีแล้วประโยชน์ใช้สอยยังดีอีกด้วย อำนวยกันให้การเดินทางเป็นไปด้วยความผ่อนคลายตลอดเส้นทาง ซึ่งจะว่าไปแล้วไม่ได้แตกต่างไปจาก เอสยูวี หรือเก๋งระดับราคาหลายล้านบาทที่มีอยู่ในตลาดขณะนี้เลยทีเดียว

ข้อมูลจากบริษัทระบุว่า สำหรับรุ่นท๊อปสุดมีระบบช่วยเหลือด้ายความปลอดภัยทั้งในเชิงป้องกันและปกป้องมามากมายคือ มีระบบลดกำลังเครื่องยนต์เพื่อช่วยเบรก (Brake Override System) ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (ABS) พร้อมระบบกระจายแรงเบรกอิเล็กทรอนิกส์ (EBD) และระบบเสริมแรงเบรก (BA) ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว พร้อมระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไถล (ASTC – Active Stability and Traction Control) ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (Hill Start Assist System) และกล้องมองภาพหลังขณะถอยจอดพร้อมเส้นกะระยะ (Rear View Camera with Guiding Line) นอกจากนี้ยังมีจุดยึดเบาะเด็ก (ISOFIX) เข็มขัดนิรภัยเบาะหลัง ELR และเข็มขัดนิรภัยคู่หน้าแบบดึงกลับอัตโนมัติ ขณะที่ระบบความปลอดภัยเชิงรับประกอบด้วยคานเหล็กนิรภัยบริเวณประตูหน้าและหลัง ถุงลมนิรภัยคู่หน้า ถุงลมนิรภัยด้านข้าง บริเวณหัวเข่าด้านคนขับ และม่านถุงลมนิรภัย ส่วนรุ่นรองลงมาก็ลดหลั่นกันไปบ้างในบางรายการ

เรื่องของขุมพลังการใช้งาน หัวใจขับเคลื่อนของ ไทรทัน แอทลีท เป็นเครื่องยนต์อลูมิเนียมอัลลอย MIVEC คลีนดีเซล เทอร์โบแปรผันอินเตอร์คูลเลอร์ ถ่ายทอดสมรรถนะที่เป็นมาตรฐานสูงสุดในตระกูลไทรทันด้วยพละกำลัง 181 แรงม้าที่ 3,500 รอบ/นาที และมีแรงบิดสูงสุด 430 นิวตันเมตรที่ 2,500 รอบ/นาที ใช้อยู่ทั้งรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อและรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ เรารู้จักกับเครื่องยนต์นี้กันมาพอสมควรแล้วเพราะใช้มาตั้งแต่เปิดตัว ไทรทัน จนถึงวันนี้ และยังเป็นเครื่องยนต์ที่ไว้ใจได้มากๆในเรื่องอัตราเร่ง โดยเฉพาะเมื่อต้องการเร่งแซง ก็ยังสามารถรีดพลังออกมาให้ใช้ได้อีกเท่าที่ต้องการ ในขณะที่ทำความเร็วสม่ำเสมอก็จะพบว่าเครื่องยนต์ทำงานในรอบที่ต่ำมาก ไม่เป็นภาระให้ต้องทำงานหนักจึงประหยัดน้ำมันกว่าเครื่องยนต์เดิมๆมากๆ


ภารกิจการเดินทางกับ แอทลีท ครั้งนี้ผมให้ความสนใจไปกับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ซึ่งถือว่าเป็นจุดเด่นอีกอย่างหนึ่งของ แอทลีท ทีเดียว ในรุ่นขับ 4 ล้อ มีโหมดการใช้งานคือ โหมด 2 H เป็นระบบขับเคลื่อนเพียงสองล้อหลัง โหมด 4H (4WD High-Range) ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบ Full Time – All Wheel Control โหมด 4HLc (4WD High-Range with Locked Transfer) ระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัตราทดความเร็วสูง และโหมด 4LLc (4WD Low-Range with Locked Transfer) ระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัตราทดความเร็วต่ำพร้อมเฟืองท้าย Rear Diff Lock ควบคุมด้วยระบบไฟฟ้า ทั้งหมดควบคุมการทำงานอย่างง่ายดาย เพียงบิดแป้นควบคุมทรงกลมตรงคอนโซลกลางไปยังตำแหน่งต่างๆที่ต้องการเลือกใช้ตามภาพพื้นผิวภูมิประเทศ หรือความจำเป็นในการขับเคลื่อน จะมีเพียง โหมด 4LLc เท่านั้นที่ต้องการให้รถหยุดนิ่งแล้วจึงบิดแป้นหมุนเพื่อให้เข้าระบบการทำงานได้

ก่อนที่จะได้ทดลองระบบนี้ ทีมงานเทคนิค ของ มิตซูบิชิ นำรถมาทดลองวิ่งบนฐานลูกกลิ้ง Rolling base ให้เห็นการทำงานแต่ละโหมด คือ 2H รถจะวิ่งเพียงล้อหลังปั่นไปบนฐานลูกกลิ้งนั้น 4H รถจะวิ่งทั้ง 4 ล้อเพียงแต่จะเห็นได้ชัดว่าความเร็วของล้อหลังจะมากกว่าล้อหน้าแบบ 60/40 4HLc จะถ่ายน้ำหนักแบบ 50/50 เท่ากันเพื่อให้เดินทางบนสภาพทางออฟโรดที่ยังสามารถทำความเร็วได้พอสมควร และมาถึงระบบพระเอก 4LLc ถ่ายน้ำหนัก 50/50 แล้วมีระบบล๊อกเพลาหลัง ควบคุมการทำงานด้วยไฟฟ้า คราวนี้รถสามารถขับเคลื่อนหลุดออกจากฐานลูกกลิ้งได้อย่างง่ายดาย แสดงให้เห็นว่าถ้าอยู่ในหล่มโคลน โขดหิน หนักหนาขนาดไหนก็ไม่ไช่เรื่องยากที่จะเอาอยู่และผ่านไปได้

ในส่วนหนึ่งของการเดินทาง ผมได้ใช้ระบบ 4LLc กับสภาพภูมิประเทศจริง ที่ทีมงานได้เลือกเส้นทางช่วงหนึ่งแถวเขาอีโต้ ปราจีนบุรี ให้ได้ทดลอง สภาพเส้นทางเป็นโขดหินมีร่องที่ถูกน้ำเซาะลึกราวครึ่งล้อสลับซ้ายขวา หลังจากปรับเขาสู่โหมดการใช้งานแล้วเพียงเดินคันเร่งเบาให้เครื่องยนต์ทำงาน และระบบก็ยังจะสั่งการให้เกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด ทำงานที่เกียร์ต่ำเท่านั้น และใช้ความเร็วได้ประมาณไม่เกิน 30 กม./ชม. เราเพียงควบคุมพวงมาลัยไปตามทิศทาง เส้นทางออฟโรดที่ดูโหดก็เป็นเรื่องง่ายดายไปทันที น่าเสียดายที่ช่วงนั้นผิวถนนแห้งผาดไปแล้ว ถ้าเปียกฝนอยู่คงจะท้าทายกว่านี้ แต่ที่สุดแล้วก็เหมือนจะเป็นเรื่องง่ายไปหมด

ตรงนี้นี่เองที่จะต้องถูกใจขาใหญ่ออฟโรดเป็นที่สุด เพราะไม่ต้องไปพัฒนาเพิ่มเติมอะไรกันอีก ยกเว้นอยากจะให้หล่อเพิ่ม ก็ต้องหาล้อและยางขนาดใหญ่มาเติมความดุดันกันต่อไปเท่านั้นเป็นพอ

อย่างไรก็ตาม ขาหล่อที่ชอบพอกับความสวยเข้มของ แอทลีทเพียงอย่างเดียวก็อาจจะคิดว่าไม่จำเป็นต้องลุยมากมายขนาดนั้น เอาเข้าจริงอาจจะต้องคิดถึงคำว่า “มีไว้ไม่ได้ใช้ ดีกว่าจะใช้แล้วไม่มี” นะครับ

สรุปท้ายกันที่ราคาสำหรับสุดหล่อ มิตซูบิชิ ไทรทัน แอทลีท ใหม่ เริ่มต้นที่ 879,000 บาท สำหรับรุ่น D/Cab Plus 2.4D MIVEC Athlete 6MT และ 1,111,000 บาทสำหรับรุ่น D/Cab 4WD 2.4D MIVEC Athlete 5AT จะพอเหมาะพอควรขนาดไหน ข้อมูลเบื้องต้นที่ให้มานี้มีส่วนช่วยในการตัดสินใจได้ และขอเสริมท้ายให้อีกสัดนิดว่า ความหล่อของ แอทลีท นั้นมาอย่างเต็มๆ ในขณะที่ความเข้มข้นของการใช้งานระบบขับเคลื่อนสี่ล้อนั้นผมยกนิ้ว กดไลค์ให้เลยครับ

ทดสอบ และ เรียบเรียงบทความโดย ภูวนาถ เผ่าจินดา

Auto Predict คำพยากรณ์ตัวเลขทะเบียนรถ

0
Auto Predict คำพยากรณ์ตัวเลขทะเบียนรถ
Auto Predict คำพยากรณ์ตัวเลขทะเบียนรถ

เลขและคำพยากรณ์ enlightened

ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 8 เดือนตุลาคม ไปจนถึง วันพฤหัสบดีที่ 6 เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2561 เป็นเดือน 壬戌 (หยิมสุก) นักษัตรจอน้ำ ธาตุน้ำ ด้วยอิทธิพลของกระแสพลังดาวจรคู่ผสมระหว่างพลังดาว 六白 (หลักแป๊ะ) ธาตุทอง ดาวแห่งตำแหน่ง หน้าที่ ผู้นำ ขุนนาง ข้าราชการ ประจำเดือนจร ร่วมกันส่งกระแสพลังขัดแย้ง กับ พลังดาว 九紫 (เก๋าจี้) ธาตุไฟ ดาวแห่งชื่อเสียง ความยินดี ยศฐาบรรดาศักดิ์ ประจำอยู่ในปีจร 戊戌(โบ่วสุก) นักษัตรจอดิน ธาตุไม้ ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในสภาวะการเป็นผู้นำให้ไม่มั่นคง จากภาพลักษณ์ที่ซื่อสัตย์ แต่กลับไม่น่าเป็นที่ไว้วางใจ จะถูกท้าทายอำนาจจากผู้น้อยให้ผลงานไม่คืบหน้า ลูกน้องและบริวารไม่เชื่อฟัง คำสั่ง อีกทั้งยังทรยศหักหลัง ส่วนภาคเศรษฐกิจ การเงิน การลงทุน ยังผันผวนขึ้นๆลงๆต้องรัดกุมเป็นพิเศษ ก่อนเดินทางสัญจร…ควรตรวจสภาพยานพาหนะโดยเฉพาะระบบไฟฟ้าและเชื้อเพลิง เพราะมีเกณฑ์จะเกิด เหตุเพลิงไหม้ไฟฟ้ารัดวงจร ทั้งต้องมีสติไม่ประมาทเลินเล่อย่อมถึงที่หมายได้อย่างปลอดภัย

** หมายเหตุ  เลขทะเบียนรถที่ลงท้ายด้วย หมายเลข 0 ให้ใช้หมายเลขตัวก่อนหน้าเป็นหลัก ตัวอย่างเช่น เลขป้ายทะเบียนรถ 2860 เลขท้าย คือ 6 ให้อ่านพยากรณ์ตามหัวข้อเลขท้ายทะเบียนรถ หมายเลข 6 ได้เลยครับ ** 

เลขท้ายทะเบียนรถ หมายเลข 1

เดือนนี้ ⇒ นที่เคยไว้เนื้อเชื่อใจแต่กลับไม่ซื่อสัตย์ จะถูกท้าทายอำนาจให้ตำแหน่งหยุดอยู่นิ่งกับที่ไม่ก้าวหน้า ทำธุรกิจค้าขายต้องรัดกุม ไม่ว่าธุรกิจอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ไอที ค้าแรงงาน จะเกิดอุปสรรคปัญหาให้ผิดพลาด ผู้บริหารจะต้องรับผิดชอบกับภาระหนัก เพราะขาดสภาวะการเป็นผู้นำ ปล่อยเงินกู้จะเสียหายทำให้ผิดใจกัน มอบหมายงานสำคัญจำเป็นจะต้องคอยทวงถาม ลูกน้องและบริวารจะทรยศหักหลัง เพราะลูกหลานดื้อรั้น ไม่ยอมเชื่อฟังคำสั่งผู้ใหญ่ทำให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้งกัน ลูกชายจะอกตัญญูก้าวร้าวต่อพ่อแม่และผู้ใหญ่  ผู้สูงอายุลูกชายคนโตจะเจ็บป่วย มีปัญหาที่ปอด กระดูก ศีรษะ ระบบเลือด หัวใจ และดวงตา ระวังมีเกณฑ์ ขโมยจะขึ้นบ้านลักทรัพย์สินเงินทองควรหาวิธีป้องกัน

 

 

 

เลขท้ายทะเบียนรถ หมายเลข 2

เดือนนี้ ⇒ ปัญหาเก่าเก็บจะคลี่คลาย แต่ความลับในเรื่องชู้สาวที่ปกปิดจะถูกเปิดเผยให้เป็นที่รับรู้โดยทั่วไป การเจรจาสิ่งใหม่ๆจะได้พบในสิ่งที่ดี จะได้เกิดแนวความคิดใหม่ๆสร้างสรรค์ให้กับองค์กรจึงก่อเกิดผลประโยชน์ ติดตามมา ธุรกิจส่งออก ร้านอาหาร งานบริการ งานติดต่อประสานงาน ควรหากิจกรรมต่างๆหรือประชุมเพื่อ ระดมสมองแสดงความคิดเห็นจะมีชื่อเสียง แต่ค้าเหล็กโลหะ อาวุธสงคราม หม้อต้มไฟฟ้า หรือถังแก๊ส ระวังจะเกิดอุบัติเหตุเพลิงไหม้อย่างรุนแรง หากเดินทางจะมีโชคลาภได้รับข่าวจากแดนไกล เพื่อนใหม่ๆจะเข้า มาเยี่ยมเยือน ระวังจะเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ เสียเลือดเสียเนื้อจากโลหะของมีคม

เลขท้ายทะเบียนรถ หมายเลข 3

เดือนนี้ ⇒ มีข่าวจากแดนไกล จะมีทรัพย์สมบัติสะสม ได้รับมรดกทรัพย์สมบัติเก่าแก่จากบรรพบุรุษมาแบ่งปัน อีกทั้งลูกหนี้จะกลับมาติดต่อขอชำระหนี้(หากมีคนหัวล้านมาเยือนจะทำให้ยิ่งโชคดี) ธุรกิจที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ จะประสบความสำเร็จ เฮงๆ สุดขีด ทำธุรกิจค้าของเก่าวัตถุโบราณ จะได้ของดีมีราคา มีชื่อเสียง โชคดีมาเยือน  แต่จะถูกใส่ร้ายป้ายสีให้ติดคุกติดตะรางได้ หากไปทำสัญญาปกปิดไม่เปิดเผยในที่ๆลับตา ทั้งเจ้าที่จะทวงถาม คำมั่นที่เคยบนบานศาลกล่าวกันไว้ให้แก้บนแล้วก็จะดีขึ้น สุขภาพจะมีปัญหาที่ระบบย่อย เด็กรุ่นจะเจ็บป่วย ที่ท้อง ลำไส้ แผ่นหลัง กระดูกสันหลัง แขน ขา นิ้ว สตรีเพศจะป่วยทางจิตสาเหตุจากการเป็นม่าย

เลขท้ายทะเบียนรถ หมายเลข 4

เดือนนี้ ⇒ มีเรื่องมงคลงานชื่นชมสิริมงคลในบ้าน หากขอพรจากองค์พระโพธิสัตย์กวนอิมปางอุ้มเด็ก จะได้ อภิชาตบุตรอยู่ในโอวาท แต่จะชอบเอาชนะ ก้าวร้าว อารมณ์ร้าย หรือลูกหลานที่ห่างหายไปนานจะกลับมา เยี่ยมเยียน ส่วนธุรกิจการทำงานจะมีการขยับขยาย ต้องแข่งขันขัดแย้งก่อนจึงจะพบประสบความสำเร็จได้ ส่งผลให้หน้าที่การงานเจริญก้าวหน้า ที่ลุ้นตำแหน่งมานานจะได้ปรับเลื่อนขั้นเพิ่มเงินเดือน นักวิชาการจะมี ตำแหน่งหน้าที่ดี จะมีผู้มีบารมีช่วยเหลือให้ได้รับตำแหน่งใหม่ๆให้มีชื่อเสียง การเงินดีจะมีเงินทองเก่าเก็บที่ หลงลืม ไปแล้วจะกลับได้คืนมาให้ดีใจ ควรใส่ใจดูแลสุขภาพร่างกายที่ตับและระบบประสาท รู้สึกร้อนที่แขนขา ชายจะปวดตา หญิงจะปวดที่ขา

   

เลขท้ายทะเบียนรถ หมายเลข 5

เดือนนี้ ⇒ โชคดีทั้งการงานและความรัก โดยเฉพาะเพศหญิงจะมีเสน่ห์ สร้างความสัมพันธ์ได้อย่างดี สามารถกระตุ้นความรักและการศึกษาได้ด้วยการตั้งแจกันดอกไม้สด งานการเมือง งานประชาสัมพันธ์ งานคิดสร้างสรรค์จะมีชื่อเสียง งานการศึกษา งานวิชาการ งานเขียน จะได้เลื่อนขั้นตำแหน่งหน้าที่ การสอบแข่งขันเลือกตั้งจะชนะ หรือที่ถูกดองไว้มานาน จะได้ปรับเลื่อนขั้นขึ้นเงินเดือน หรือทิ้งใบสมัครงานไว้ จะถูกเรียกตัวไปให้สัมภาษณ์ ส่วนกิจการค้าขายดีมีลูกค้ามากมาย เพราะความพยายามขยันขันแข็ง ทำให้ได้พบกับความสำเร็จได้รับเกียรติสูงสุด ส่งผลให้ได้รับตำแหน่งก้าวหน้าเจริญรุ่งเรืองรุ่งโรจน์

  

เลขท้ายทะเบียนรถ หมายเลข 6

เดือนนี้ ⇒ เป็นเพราะการเอาแต่ใจตนเอง คิดเป็นใหญ่เกินตัว จะถูกฟ้องร้องฟ้องศาลให้แพ้คดีความในภายหลัง ควรไตร่ตรองคิดพิจารณาให้รอบคอบรอบด้านก่อนการตัดสินใจลงนามในหนังสือเอกสารสัญญาใดๆก็ตาม  อีกทั้งลูกหลานและบริวารจะเป็นต้นเหตุให้เสียหาย รู้จักการวางเฉย ปล่อยวาง ตั้งสติให้มั่น เพราะการคิดไม่ตก จากเรื่องที่ต้องขบคิด ทำให้เกิดความเครียดเข้าครอบงำ ควรพิจารณาให้ถึงต้นสายปลายเหตุที่แท้จริง เพราะ ทุกๆปัญหาย่อมมีหนทางการแก้ไข อีกทั้งยามค่ำคืนควรจะหลีกเลี่ยงที่เปลี่ยว อย่าไปที่ไหนเพียงลำพังคนเดียว อาจจะเกิดเหตุโศกนาฏกรรม อุบัติเหตุ เภทภัยได้ ควรรู้จักนอนหลับพักผ่อนออกกำลังกายให้พอเหมาะ สุขภาพ ร่างกายจะได้ไม่เจ็บป่วย ไม่ต้องเสียทรัพย์ไปกับการรักษาพยาบาล

 

 

เลขท้ายทะเบียนรถ หมายเลข 7

เดือนนี้ ⇒  จะได้รับเอกสารการทวงถามหนี้ มีคดีความอยู่ควรจะเจรจาพยายามรอมชอม จะได้ไม่ต้องขึ้นโรง ขึ้นศาลให้เกิดเป็นกังวล ระวังของรักของหวงจะสูญหาย เพราะผู้รักษาความปลอดภัยจะถูกโจรหลอกให้ร่วมมือ ผู้ใหญ่ลุแก่อำนาจ เกิดการแก่งแย่งภายใน ไม่ดีต่อคนหนุ่มหรือลูกชายคนโต มีความเจริญก้าวหน้าช้า มีการแข่งขันเป็นการใหญ่ มีเรื่องให้ไม่สบายใจต้องอดกลั้นอดทน ลูกน้องและบริวารจะสร้างแต่ปัญหา สร้าง ความปั่นป่วนให้แก่องค์กร  ผู้ใหญ่ในบ้านจะได้รับบาดเจ็บ ลื่นหกล้ม ของหล่นใส่ มือเท้าเจ็บเพราะเครื่องจักร ของมีคม จะปวดเมื่อย เส้นเอ็น เส้นประสาท โรคตับ จะประสบพบอุบัติเหตุทางรถยนต์ระหว่างการเดินทาง

เลขท้ายทะเบียนรถ หมายเลข 8

เดือนนี้ ⇒  ความคิดสร้างสรรคจะถดถอย การแข่งขันจะไม่โปร่งใส การเงินจะมีปัญหาติดขัดไม่คล่องมือ    เอกสารสัญญาต่างๆต้องรัดกุมอาจจะผิดพลาด หรือเป็นเพราะปากพาจนเกิดการฟ้องร้องมีคดีความมาสู่ ควรจะอดกลั้นอดทนจึงดี จะเสียหายเพราะเพศหญิง ไม่ดีต่อลูกสาวคนโตเพราะมีโอกาสจะเสียผู้เสียคนได้ง่าย พี่น้อง 2 สาวจะขัดแย้งทะเลาะเบาะแว้งต่อกัน สาวใหญ่จะถูกสาวน้อยหาเรื่อง ภรรยาน้อยจะมีอำนาจต่อรอง จนความลับที่เก็บไว้ถูกเปิดเผยให้อับอาย เรื่องของความรักก็ไม่ดี มีหย่าร้าง จักถูกลวงหลอกให้สับสน อีกทั้งต้องใส่ใจอาการเจ็บป่วยที่ ต้นขา สะโพก ขาอ่อน ฟัน และท้อง จะเกิดอุบัติเหตุที่กระดูกจนบาดเจ็บต้อง รักษาผ่าตัด เพราะเหตุเนื่องจากเหล็กโลหะ ของมีคม และยานยนต์

 

เลขท้ายทะเบียนรถ หมายเลข 9

เดือนนี้ ⇒  ผู้ใหญ่จะเกิดการขัดแย้งโต้เถียงทะเลาะเบาะแว้งไม่ลงรอยต่อกัน จะเกิดการแก่งแย่งชิงมรดก ทรัพย์สมบัติ ใครไหว้วานให้กระทำสิ่งใดจะไม่สำเร็จ หรือมอบความไว้วางใจเชื่อใครง่ายๆจะถูกใส่ร้ายป้ายสี ให้เสียหาย หรือแม้แต่รับของฝากจากใครก็มีสิทธิ์จะเดือดร้อนเพราะรับของโจรผิดกฏหมาย อารมณ์หงุดหงิด เครียดวิตกเป็นกังวล เพราะเงินทองล้มเหลวแต่โชคต้องพยายามฟันฝ่า สุขภาพของสมาชิกในครอบครัว จะมีปัญหา โรคเก่าจะกำเริบ เกิดโรคภูมิแพ้เมื่อมีอากาศเปลี่ยน อีกทั้งอาหารจะเป็นพิษลามติดถึงขั้นกินไม่ได้ จะเจ็บปวด ที่ท้อง กระเพาะ ลำไส้ หลัง กระดูก กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น

“คอมแพ็ค เบรก” เดินหน้าสานต่อมิตรภาพที่ไม่หยุดนิ่ง หนุนมิตติ้งคาร์คลับ “Superclub Supercompact 2018”

0

พีระ อิสระพิทักษ์กุล ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจและภาพลักษณ์ พร้อมด้วย จิตติมา ศุภมัง หัวหน้าแผนกกิจกรรมและภาพลักษณ์ บริษัท คอมแพ็ค อินเตอร์เนชั่นแนล (1994) จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายผ้าเบรกคอมแพ็ค เข้าร่วมสร้างกิจกรรมให้การสนับสนุนมิตติ้งคาร์คลับ “Superclub Supercompact 2018 ครั้งที่ 1 ซึ่งจัดขึ้นที่สนามพีระ อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.ชลบุรี เพื่อให้เหล่าสมาชิกของคลับรถยนต์ต่างๆ ได้พบปะและแลกเปลี่ยนประสบการณ์การขับขี่ระหว่างกัน รวมถึงเพื่อให้เป็นเวทีในการเสริมสร้างทักษะการขับขี่ที่จะช่วยพัฒนาฝีมือและสร้างโอกาสสู่การเป็นนักแข่งมืออาชีพต่อไปในอนาคต

สำหรับกิจกรรมในสนามที่ 1 นั้น มีรถยนต์เข้าร่วมกว่า 350 คัน แบ่งออกเป็น 16 คลับ ได้แก่ Tornado racing club, EX and Yours friend club, Mazda race war, Over take racing club, Make Me racing club, HYB racing circuit, Siam racing club, Penrite superclub meeting by KTN, FD club race, AIMCO GT-Pro Liqui Moly racing club, AE Rayong zone & มือใหม่หัดขับ, Make Me racing รวมมิตร, Street weapon time attack, KPM trackplay & มือใหม่, The Perfect lap time attack และ UNI XX Challenge

โดยมีไฮไลท์สำคัญอยู่ที่การเฟ้นหา Super Angel Club จากสาวงามที่เข้าร่วมประกวดกว่า 10 คน เป็นกิจกรรมที่เต็มไปด้วยความสนุก รอยยิ้ม และจะร่วมสนับสนุนกิจกรรมมิตรภาพระหว่างคาร์คลับ Superclub Supercompact 2018 สนาม 2 ครั้งต่อไปวันที่ 22 เมษายน 2561 ที่สนามพีระ อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.ชลบุรี

“Nissan” เผยโฉม “Terra” รถอเนกประสงค์รุ่นใหม่ล่าสุด

0

นิสสัน เทอร์รา รถอเนกประสงค์รุ่นใหม่รับการออกแบบเพื่อนำศักยภาพของระบบขับเคลื่อน 4 ล้อที่สมบุกสมบันสู่ตลาดจีน และตลาดอื่นๆ ทั่วภูมิภาคเอเชีย

ณ เมืองโยโกฮาม่า ประเทศญี่ปุ่น นิสสัน มอเตอร์ ได้เผยโฉมเทอร์รา (Nissan Terra) ใหม่ เอสยูวีแบบตัวถังบนแชสซีส์ รุ่นแรกที่พัฒนาโดยฝ่ายโครงสร้างรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ขนาดเล็ก (LCV) ของนิสสัน ภายใต้แผนดำเนินงานระยะกลางของบริษัท หรือ “Nissan M.O.V.E to 2022” โดยเตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศจีน ช่วงฤดูใบไม้ผลิของปีนี้

กลุ่มธุรกิจโครงสร้างรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ขนาดเล็ก ซึ่งประกอบด้วยรถเอนกประสงค์แบบตัวถังบนแชสซีส์ รถกระบะ รถตู้แบบต่างๆ และรถบรรทุกขนาดเล็ก เป็นกำลังสำคัญในการมุ่งสู่เป้าหมายแผนงานระยะกลางของบริษัทฯ โดยในการขายรถยนต์นิสสันทุกๆ 6 คันทั่วโลก จะมีหนึ่งในหกคันนั้นเป็นรถยนต์แบบตัวถังบนแชสซีส์ดังนั้นบริษัทฯ จึงผลักดันให้หน่วยงานนี้เป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญในการสร้างความสำคัญ สู่ความสำเร็จ มีเป้าหมาย ภายใต้แผนงานระยะกลาง โดยการเพิ่มยอดขายให้ได้มากกว่าร้อยละ 40 ภายในปี พ.ศ. 2565 พร้อมก้าวขึ้นเป็นผู้นำระดับโลกในตลาดรถกระบะและรถเอนกประสงค์แบบตัวถังบนแชสซีส์

มร. อัชวานี กุปตา รองประธานอาวุโส กลุ่มธุรกิจโครงสร้างรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ขนาดเล็ก  กล่าว “ผมมีความยินดีที่จะประกาศว่าเร็วๆ นี้ นิสสัน เทอร์รา ใหม่ จะเริ่มบุกตลาดประเทศจีน  รถเอนกประสงค์ตัวจริงต้องแข็งแกร่ง  สมบุกสมบัน สามารถตะลุยได้ในทุกเส้น และจะเริ่มจำหน่ายอย่างเป็นทางการช่วงฤดูใบไม้ผลิของปีนี้ โดยเริ่มต้นจากประเทศจีน ก่อนจะตามมาด้วยตลาดกลุ่มอาเซียน”

ในปี พ.ศ. 2560 รถยนต์แบบตัวถังบนแชสซีส์ และรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ขนาดเล็กของนิสสัน มียอดจำหน่ายรวมที่ 907,929 คัน โดยมีการเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 7 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

สำหรับในประเทศไทยก็มีลุ้นเช่นเดียวกับจีน และ อีกหลายๆ ประเทศในโซนเอเซีย รายละเอียดเพิ่มเติม จะมีในช่วงปลายเดือนเมษายนหลังจาก นิสสัน เปิดตัว Terra ในงานปักกิ่ง มอเตอร์โชว์

“BMW M5” ซีดานแต่งแรงระดับ 600 แรงม้า เตรียมโชว์โฉมและพร้อมขายในงานมอเตอร์โชว์ 2018

0

รถสปอร์ตซีดานแต่งแรงแบบจัดเต็ม ด้วยขุมพลัง วี 8 สูบ ขนาด 4.4 ลิตร 600 แรงม้า ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 3.4 วินาที พร้อมโฉบเฉี่ยวทุกเส้นทางด้วยระบบขับเคลื่อนสี่ล้อจากเทคโนโลยี M xDrive ตั้งราคาจำหน่ายไว้ 13,339,000 บาท เตรียมโชว์โฉมในงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2018

BMW M5 เผยโฉมให้ชาวโลกประจักษ์กับรถยนต์หรูที่มาพร้อมกับความแรงตั้งแต่รุ่นแรกในปี 1984 จวบจนมีการพัฒนาสู่ยุคปัจจุบันในเจนเนอเรชั่นที่ 6 ด้วยรหัสรุ่น F 90 โดยค่ายใบพัดฟ้าขาวถือเป็นหนึ่งในรถซีดานสมรรถนะสูงที่ประสบความสำเร็จมากทีสุด

BMW M5 F90 เป็นการออกแบบที่ผสานกันอย่างลงตัวของความสง่างามตามแบบฉบับ BMW Series 5 และลุคสปอร์ตปราดเปรียวของรถยนต์ในตระกูล M

ช่องอากาศด้านหน้าได้รับการออกแบบให้มีขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อเสริมประสิทธิภาพระบบระบายความร้อนและระบบเบรก

ฝากระโปรงหน้าเป็นแบบอะลูมิเนียมดีไซน์ M สร้างเอกลักษณ์ด้วยลายเส้นเฉพาะตัวที่ลากยาวไปตามแนวหลังคาผลิตจากวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ (CFRP) ทำให้น้ำหนักตัวรถเบาเป็นพิเศษกว่ารุ่นก่อนหน้า เมื่อรวมกับองค์ประกอบอื่น ๆ เช่น ระบบไอเสีย และระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ M xDrive แสดงให้เห็นถึงการออกแบบมาอย่างพิถีพิถันตามหลักอากาศพลศาสตร์ที่ยอดเยี่ยม

เสริมความโหด ดุ ด้วยระบบท่อไอเสีย 4 ท่อ ตอกย้ำถึงขุมพลังเครื่องยนต์ระดับ 600 แรงม้า พร้อมให้เสียงทรงพลังที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ผ่านกลไกวาล์วไอเสียรวม ซึ่งผู้ขับขี่สามารถปรับเสียงให้นุ่มนวลหรือดุดันขึ้นได้ผ่านทางปุ่มควบคุมเสียง

อุปกรณ์พื้นฐานอื่น ๆ ของ BMW M5 ยังมีล้ออัลลอย M ขนาด 20 นิ้ว ลาย Double-spoke เบาะนั่งปรับไฟฟ้าบุด้วยหนังแท้ Merino และพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นในสไตล์ M รวมทั้งระบบการบันเทิงและสื่อสารใหม่ล่าสุด ไม่ว่าจะเป็นฟังก์ชั่นสั่งงานระบบ iDrive ด้วยการเคลื่อนไหวมือ (BMW gesture control) และการเชื่อมต่อและชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สาย

BMW M5 F90 ยังมาพร้อมชุดเบรกในสไตล์ M เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน โดยด้านหน้าเป็นเบรกคาลิเปอร์ M สีน้ำเงิน แบบ 6 ลูกสูบ และด้านหลังเป็นคาลิเปอร์แบบ 1 ลูกสูบลอย ซึ่งมีน้ำหนักเบากว่าเบรกเหล็กหล่อแบบเดิม และยังโดดเด่นด้วยการช่วยลดน้ำหนักใต้สปริง ที่แม้จะมาพร้อมระบบ M xDrive

นอกจากนี้ ห้องโดยสารยังได้รับการออกแบบมาโดยคำนึงถึงผู้ขับขี่เป็นสำคัญ ด้วยแผงหน้าปัดที่มีตำแหน่งต่ำลง Control Display แบบลอยตัว และ Head-Up Display ทีมีขนาดใหญ่ขึ้นถึง 70 เปอร์เซ็นต์

อีกหนึ่งเอกลักษณ์ความสปอร์ตอันโดดเด่น คือปุ่ม M1 และ M2 สีแดงสองปุ่ม ซึ่งอยู่ติดกับระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์บนพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถเลือกปรับเปลี่ยนการตั้งค่าระบบต่าง ๆ ตามที่ต้องการได้ถึง 2 แบบเพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัส ไม่ว่าจะเป็นการตั้งค่าระบบ M xDrive ระบบควบคุมเสถียรภาพแบบไดนามิก (DSC) ระบบเครื่องยนต์ ระบบเกียร์ ระบบระบายอากาศ ระบบการควบคุมพวงมาลัยไฟฟ้า หรือแม้กระทั่งการตั้งค่ารูปแบบของการแสดงผลบน Head-Up Display

BMW M5 F90 แรงเต็มกำลังไปกับเครื่องยนต์ M TwinPower Turbo แบบ V8 ความจุ 4.4 ลิตร ให้พละกำลังสูงสุด 600 แรงม้า ที่ 5,600 – 6,700 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 750 นิวตันเมตร ที่ 1,800 – 5,600 รอบต่อนาที สามารถเร่งความเร็วจาก 0 – 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 3.4 วินาที และ 0 – 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายใน 11.1 วินาที โลดแล่นด้วยความเร็วสูงสุดที่ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ระบบส่งกำลังเป็นแบบเกียร์อัตโนมัติ M Steptronic 8 จังหวะ พร้อมระบบ Drivelogic เพื่อความแม่นยำและรวดเร็วยิ่งขึ้นในการเปลี่ยนเกียร์ อีกทั้งยังให้ตัวเลือกที่หลากหลายสำหรับการเปลี่ยนเกียร์อัตโนมัติในเวลาอันสั้น

ระบบขับเคลื่อน M xDrive เป็นระบบขับเคลื่อนสี่ล้อที่มอบสมรรถนะเร้าใจที่สุดในเซกเมนต์ของรถยนต์สมรรถนะสูง ซึ่งเป็นครั้งแรกของ BMW M5 ที่มาพร้อมระบบขับเคลื่อน M xDrive มอบประสิทธิภาพความคล่องตัวสูงสุดด้วยการเน้นส่งกำลังขับเคลื่อนจากล้อหลัง ควบคู่กับการเพิ่มกำลังส่งจากล้อหน้าในกรณีที่พละกำลังขับเคลื่อนจากล้อหลังไม่เพียงพอและต้องการแรงฉุดลากที่เพิ่มขึ้น แม้ในสภาวะการขับขี่ด้วยความเร็วสูง ระบบขับเคลื่อนนี้ก็ทำให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมรถคันนี้ได้อย่างแม่นยำและง่ายดายยิ่งขึ้น สร้างความพึงพอใจในการขับขี่ตามแบบฉบับ M ได้อย่างเหนือระดับ

นอกจากนี้ ผู้ขับขี่ยังสามารถเลือกตั้งค่าลักษณะการขับได้อย่างหลากหลายตามความต้องการถึง 5 โหมดด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นโหมดการขับขี่ด้วยระบบควบคุมเสถียรภาพแบบไดนามิก (หรือ DSC ที่สามารถเลือกเปิดหรือปิดระบบ DSC หรือเลือกการขับขี่ด้วยโหมด M Dynamic) และยังสามารถเลือกการขับขี่ด้วยระบบ M xDrive ซึ่งแบ่งเป็นโหมด 4WD, 4WD Sport และ 2WD ที่ให้ผู้ขับขี่ได้สัมผัสความแรงเร้าใจด้วยความคล่องตัวสูงสุดบนท้องถนน รวมทั้งระบบเฟืองท้าย Active M ที่มอบเสถียรภาพการกระจายกำลังอย่างเต็มสมรรถนะ ป้องกันการลื่นไถลเมื่อเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง โดยช่วยลดความแตกต่างของความเร็วรอบระหว่างล้อหลัง

BMW M5 F90 จะเริ่มเปิดรับจองในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2018 ในราคาจำหน่าย 13,339,000 บาท พร้อมแพคเกจ BSI Standard ประกอบด้วยการบริการบำรุงรักษา 3 ปี หรือ 60,000 กม. และการรับประกัน 3 ปีไม่จำกัดระยะทาง ส่วนรุ่นพิเศษ BMW M5 First Edition จะมากับสีแดงเลือดหมูด้าน Frozen Dark Red Metallic พร้อมล้ออัลลอยสีดำล้วน 7 ก้านคู่ 20 นิ้ว แต่งภายในดำเข้มแบบ piano black ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 400 คัน แต่เมืองไทยจะมีจำหน่ายเพียงแค่ 1 คันเท่านั้นในราคา 14,939,000 บาท พร้อมแพคเกจ BSI Standard