Home Blog Page 511

ขับ “ฮอนด้า ซีอาร์-วี” ไปทำกิจกรรมเพื่อสังคมกับ “ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2018”

0

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ชวนสื่อมวลชนเดินทางไปกับ ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ เพื่อทาสีปรับปรุงสนามเด็กเล่น BBL พร้อมมอบอุปกรณ์กีฬา และทุนอาหารกลางวัน ในโครงการ “กิจกรรมเพื่อสังคมกับ ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2018” (Honda LPGA Thailand CSR 2018) ให้แก่นักเรียนโรงเรียนวัดเขาโพธิ์ทอง อ.บางละมุง จ.ชลบุรี

พาหนะในการเดินทางทริพนี้เป็นหน้าที่ของ ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ ที่โดดเด่นด้วยดีไซน์ภายนอกที่ผสานความหรูหราและความแข็งแกร่งในทุกมิติ ภายในตอบโจทย์ห้องโดยสารกว้างขวางสะดวกสบาย ทุกไลฟ์สไตล์ด้วยเบาะนั่ง 3 แถว 7 ที่นั่ง มีให้เลือกทั้งเครื่องยนต์ดีเซล 1.6 ลิตร i-DTEC DIESEL TURBO ที่มาพร้อมระบบเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด ซึ่งเป็นระบบเกียร์ไฟฟ้าที่ควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ด้วยสวิตช์ (Shift by Wire) ให้ทั้งอัตราเร่งและอัตราการประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยม และเครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.4 ลิตร DOHC i-VTEC พร้อมระบบเกียร์ CVT ให้การตอบสนองที่ทันใจ นอกจากนี้ ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ ยังครบครันด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวก อาทิ ฝากระโปรงท้ายเปิด-ปิดอัตโนมัติแบบไฟฟ้าด้วยระบบแฮนด์ฟรี (Hands-free Power Tailgate) และมาตรฐานความปลอดภัยอันล้ำสมัย

นายพิทักษ์ พฤทธิสาริกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารปฏิบัติการ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ตลอด 12 ปี ในฐานะผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการของการแข่งขันกอล์ฟสตรี ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ ฮอนด้าสนับสนุนการแข่งขันควบคู่ไปกับการจัดกิจกรรมเพื่อสังคมมาโดยตลอด ซึ่งในปีนี้ได้ดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคม (ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2018 – Honda LPGA Thailand CSR 2018) โดยการทาสีปรับปรุงสนามเด็กเล่น BBL พร้อมมอบอุปกรณ์กีฬา และทุนอาหารกลางวัน ให้แก่นักเรียนโรงเรียนวัดเขาโพธิ์ทอง อ.บางละมุง จ.ชลบุรี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการศึกษาและการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ดีของนักเรียนในโรงเรียน ตลอดจนช่วยสร้างแรงบันดาลใจในการเล่นกีฬา ให้เหล่าเยาวชนมีความมุ่งมั่น เชื่อในพลังแห่งความฝันของตนเอง และก้าวสู่เป้าหมายจนประสบความสำเร็จตามที่ตั้งใจไว้ นับเป็นกิจกรรมส่วนหนึ่งของการแข่งขัน ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ ที่เราตั้งใจมอบให้ชุมชน และตอบแทนสังคมมาอย่างต่อเนื่อง”

สำหรับกิจกรรมเพื่อสังคมกับ ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2018 (Honda LPGA Thailand CSR 2018) เป็นกิจกรรมที่ทางฮอนด้าและไอเอ็มจี ร่วมกันจัดขึ้นเพื่อตอบแทนสังคม และชุมชน ในรูปแบบของทาสีปรับปรุงสนามเด็กเล่น BBL พร้อมมอบอุปกรณ์กีฬา และทุนอาหารกลางวันให้แก่โรงเรียนวัดเขาโพธิ์ทอง อ.บางละมุง จ.ชลบุรี โดยโรงเรียนแห่งนี้มีแนวทางประยุกต์การเรียนการสอนและการอบรมนักเรียนตามนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งมีการออกแบบสนามเด็กเล่นในโรงเรียนตามหลักการพัฒนาสมอง(BBL: Brain-Based Learning: BBL) มีวิธีการนำแนวคิดการพัฒนาพื้นที่สนามเด็กเล่น ตลอดจนการจัดกิจกรรมในพื้นที่ดังกล่าวเพื่อส่งเสริมพัฒนาการรอบด้าน ทั้งนี้ เด็กนักเรียนสามารถนำอุปกรณ์กีฬาเหล่านี้ไปใช้ในสนามเด็กเล่นได้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการค้นพบตนเองและเติบโตไปเป็นคนที่ใฝ่เรียน ใฝ่รู้ และพัฒนาตนอย่างต่อเนื่อง ตามวัตถุประสงค์ของสนามเด็กเล่น BBL

กิจกรรมเพื่อสังคมในครั้งนี้ นำโดย นายพิทักษ์ พฤทธิสาริกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารปฏิบัติการ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด และมิสวินนี่ เฮง รองประธานและกรรมการผู้จัดการ ไอเอ็มจี(ประเทศไทย) จำกัด พร้อมด้วยโปรกอล์ฟสาวระดับโลกทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่เดินทางมาร่วมการแข่งขัน ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2018 ได้แก่ โปรเม-เอรียา จุฑานุกาล, เอมี่ หยาง, ฮา นึล คิม และโปรอ๊าย – ศรัณย์พร ลางคุลเกษตริน ร่วมทาสีปรับปรุงสนามเด็กเล่น BBL พร้อมมอบอุปกรณ์กีฬา และทุนอาหรกลางวันในกิจกรรมเพื่อสังคมกับ ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2018 (Honda LPGA Thailand CSR 2018) ให้แก่นักเรียนโรงเรียนวัดเขาโพธิ์ทอง อ.บางละมุง จ.ชลบุรี โดยมี คุณอรรถกฤต แป้นเชื้อ ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดเขาโพธิ์ทอง เป็นผู้แทนรับมอบ

“Mercedes-AMG C 43 4MATIC Coupé” ครั้งแรกที่ AMG ประกอบรถในเมืองไทย ถูกลงกว่ารุ่นนำเข้า 1 ล้านบาท

0

หลังประกาศแต่งตั้งผู้จำหน่ายรถยนต์อย่างเป็นทางการทั้ง 11 แห่งทั่วประเทศ ก็รุกต่อเนื่องด้วยการเปิดตัวรถยนต์ Mercedes-AMG C 43 4MATIC Coupé รุ่นประกอบในประเทศไทย ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ Mercedes-AMG ประกอบนอกประเทศเยอรมัน แถมราคายังถูกลงถึง 1 ล้านบาท

Mercedes-AMG C 43 4MATIC Coupé ถือเป็นรถยนต์สมรรถนะสูงตระกูล 43 ที่ผู้เป็นเจ้าของสามารถสัมผัสถึงความโดดเด่นของแบรนด์ Mercedes-AMG ได้ในทุกจังหวะการขับขี่ ซึ่งได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นตามหลักปรัชญา “Driving Performance – ขับเคลื่อนทุกสมรรถนะ” พร้อมทั้งยังผสมผสานนวัตกรรมของรถสปอร์ตและรถแข่งไว้ได้อย่างลงตัว

นักออกแบบของ Mercedes-AMG ได้เน้นคุณลักษณะของแบรนด์ที่ให้ความสำคัญในด้านความก้าวหน้าของนวัตกรรมยานยนต์ เพื่อให้เกิดสมรรถนะที่เหนือกว่า อีกทั้งจุดเด่นอื่นๆ ที่น่าสนใจ อย่างฝากระโปรงหน้าแบบยาว ตัวถังที่กว้างขึ้น ประตูแบบไร้ขอบ กรอบกระจกมองข้างสีดำแบบลอยตัวจากตัวถัง ขอบตกแต่งสีดำเงาบริเวณด้านข้างตัวรถและกรอบหน้าต่าง

หรูหราไปพร้อมกับความสปอร์ตจากกระจังหน้า diamond grille สีเงิน พร้อมตราสัญลักษณ์ Mercedes-ฺBenz และ AMG ทั้งยังมีชุดแอโรพาร์ท AMG Bodystyling (กันชนหน้า-หลังและสเกิร์ตข้าง)

ไฟหน้าเป็นแบบ LED Intelligent Light System ติดตั้งระบบปรับโคมไฟหน้ารถตามการเลี้ยวของพวงมาลัย (ALS – Active Light System) พร้อมระบบเพิ่มความส่องสว่างขณะเลี้ยวโค้ง (cornering light)

Mercedes-AMG C 43 4MATIC Coupé ติดตั้งปลายท่อไอเสียเสริมโครเมี่ยม 2 ท่อพร้อมตัวแบ่งตรงกลางที่เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน, ล้ออัลลอยดีไซนสปอร์ตจาก AMG แบบ 5 ก้านคู่ ขนาด 19 หุ้มยางรถยนต์แบบ Run-flat

ดีไซน์ภายในมาพร้อมความสปอร์ต พวงมาลัย AMG Performance เป็นแบบสปอร์ตท้ายตัด ตกแต่งด้วย DINAMICA microfibre ที่ปรับการทำงานตามระดับความเร็ว ซึ่งมี ค่าการแปรผันของการตอบสนองหลายระดับ


ตกแต่งภายในด้วยลาย AMG Carbon-fibre และอะลูมิเนียม ขับกล่อมความบันเทิงด้วย วิทยุ-ซีดี MB Audio 20 พร้อม Touchpad และ Controller, ระบบเสียงรอบทิศทาง Burmester®

Mercedes-AMG C 43 4MATIC Coupé ใช้เครื่องยนต์แบบ V6 ขนาด 3,000 ซีซี เทอร์โบคู่แบบ Bi-Turbo ให้กำลังสูงสุด 367แรงม้าที่ 5,500-6,000 ต่อนาที และแรงบิด 520 นิวตันเมตรที่ 2,000-4,200 รอบ โดยเครื่องยนต์รุ่นนี้ มาพร้อมกับนวัตกรรมอัจฉริยะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ระบบแรงดันเสริมของกลไกการอัดอากาศเข้าสู่กระบอกสูบ (boost pressure) ที่สามารถปรับแต่งได้ นอกจากนี้ยังเคลือบสารนาโนสไลด์ (NANOSLIDE® coating) ที่เป็นสารหล่อลื่นชนิดเดียวกับกับที่ใช้ในรถฟอร์มูล่าวันของทีม MERCEDES-AMG PETRONAS ไว้ในกระบอกสูบ โดยสารนี้จะช่วยลดการเสียดสีภายในกระบอกสูบ อีกทั้งยังสามารถยึดเกาะกับพื้นผิวของกระบอกสูบได้นานและทนทานต่อการเสียดสีเป็นอย่างมาก ซึ่งเมื่อกระบอกสูบทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ จะส่งผลให้อัตราการใช้พลังงานของรถยนต์ลดลง

ระบบส่งกำลังเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ (9G-TRONIC) นั้น ทีมงานของ Mercedes-AMG สามารถลดเวลาที่ระบบส่งกำลังใช้เพื่อเปลี่ยนระดับของเกียร์ได้เป็นอย่างมาก เนื่องจากผู้ขับขี่สามารถเปลี่ยนเกียร์ลงได้หลายระดับ ทำให้ใช้เทคนิคเพื่อเพิ่มกำลังให้กับรถเพื่อเร่งเครื่องเป็นระยะสั้นได้เร็วขึ้น ทั้งนี้ ผู้ขับขี่ยังสามารถสัมผัสประสบการณ์การขับขี่แบบเร้าใจยิ่งขึ้น หากใช้ระบบจำลองการเหยียบคลัทช์แบบ 2 จังหวะ (double-declutching function) ขณะเปลี่ยนเกียร์ลงในโหมด Sport และ Sport Plus พร้อมทั้งยังปรับตั้งค่าการจุดระเบิดของเครื่องยนต์ใหม่ในโหมดการทำงานของเครื่องยนต์แบบ Eco และ Comfort เพื่อให้สอดคล้องกับอัตราการเปลี่ยนเกียร์ที่ดีขึ้นอีกด้วย


นอกจากนี้ยังมีโหมดการทำงานที่จำลองการทำงานของรถยนต์เกียร์ธรรมดา (Manual Mode) ซึ่งผู้ขับขี่สามารถเลือกใช้ได้ด้วยการกดปุ่มที่แผงคอนโซลกลาง

Mercedes-AMG C 43 4MATIC Coupé ใช้ระบบช่วงล่าง AMG RIDE CONTROL แบบสปอร์ตเป็นระบบมาตรฐาน เพลาหน้าใช้เทคโนโลยี 4-ลิงก์ มีแกนบังคับเลี้ยวที่พัฒนาขึ้นเป็นพิเศษ พร้อมข้อต่อรับน้ำหนักบริเวณแกนจับยึดล้อแบบสปริง เพื่อเสริมการยึดถนนให้มีประสิทธิภาพสูงสุด นอกจากนี้ผู้ขับขี่สามารถปรับตั้งค่าระบบรองรับแรงสะเทือนได้ 3 รูปแบบ คือ Comfort, Sport และ Sport Plus

รถยนต์รุ่นนี้ยังมาพร้อมกับระบบ AMG DYNAMIC SELECT ที่มีให้เลือก 5 โหมด คือ Eco, Comfort, Sport, Sport Plus และ Individual โดยโหมดการขับขี่แบบ Sport Plus จะสามารถเร้าอารมณ์ของผู้ขับขี่ได้ถึงขีดสุด และยังช่วยให้ผู้ขับขี่สัมผัสถึงจิตวิญญาณของแบรนด์ AMG ได้อย่างแท้จริง

สำหรับครั้งแรกในการนำ Mercedes-AMG มาประกอบนอกประเทศเยอรมัน ยังทำให้ ราคารถยนต์รุ่นนี้ถูกลงถึง 1 ล้านบาท ซึ่งบริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ตั้งราคาจำหน่าย Mercedes-AMG C 43 4MATIC Coupé ไว้ที่ 4,140,000 บาท

Mazda 2 MY 2018 ราคาเดิม เพิ่มเติมในส่วนของออพชั่น

0

หลังจากก้าวขึ้นครองบัลลังก์ยึดแชมป์ยอดขายสูงสุดอันดับหนึ่งของตลาดรถเล็ก มาสด้าพร้อมเดินเครื่องต่อยอดทันที ประเดิมด้วยการเปิดตัวแนะนำ Mazda 2 MY 2018 คอลเลคชั่นลุยตลาด ภายใต้คอนเซ็ปต์ใหม่ล่าสุด “EXCITEMENT NEVER ENDS” หรือ “เร้าใจ ไม่เคยหยุด” ใส่ออพชั่นเพิ่มจนล้นคันหวังมัดใจสาวก ซูม-ซูม พร้อมเทคโนโลยีสุดล้ำอย่าง SKYACTIV-VEHICLE DYNAMICS ที่มาพร้อมกับระบบ G-VECTORING CONTROL เอกลักษณ์เฉพาะตัวจากมาสด้า เพิ่มออพชั่นเต็มคันแต่ไม่เพิ่มราคา

 

นายชาญชัย ตระการอุดมสุข ประธานบริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การเปิดตัว Mazda 2 MY 2018 ในครั้งนี้ จะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคมากยิ่งขึ้นไปหลังจากโมเดลล่าสุดที่มาสด้าแสดงให้เห็นว่ามีการนำเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดมาใส่ในรถยนต์นั่งขนาดเล็ก และเรายังมีการต่อยอดพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อให้ผู้บริโภคได้สัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่สนุกสนาน เร้าใจตามแบบฉบับของมาสด้า ทั้งนี้ Mazda 2 ถือเป็นรถยนต์ที่ได้รับความนิยมในประเทศไทยมาโดยตลอด เพราะรถยนต์รุ่นนี้มียอดขายในประเทศไทยมากกว่า 200,000 คัน นับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรก และรุ่นเจนเนอเรชั่นปัจจุบันที่ใช้เทคโนโลยีสกายแอคทีฟ เปิดตัวเมื่อปี 2558 มียอดขายสูงถึงกว่า 80,000 คัน การเปิดตัวมาสด้า2 รุ่นปี 2018 ในวันนี้ คืออีกหนึ่งในเป้าหมายของความสำเร็จทางด้านยอดขาย ซึ่งในปีนี้มาสด้าวางเป้ายอดขายไว้สูงถึง 60,000 คัน หรือเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 15%”

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายการตลาด กล่าวว่า “สำหรับการสื่อสารของรถ Mazda 2 MY 2018 ในปีนี้ เราจะสื่อสารผ่านทั้งช่องทางออฟไลน์และออนไลน์ โดยมุ่งเน้นช่องทางออฟไลน์เพื่อสร้างการรับรู้ในช่วงเปิดตัว และใช้ช่องทางออนไลน์ในการเข้าถึงไลฟ์สไตล์ของกลุ่มเป้าหมาย โดยเน้นการสื่อสารและเลือกประเภทกิจกรรมหรือช่องทางที่กลุ่มเป้าหมายซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีและการขับขี่ที่สนุกสนาน ไม่ว่าจะเป็นเว็บเพจที่เกี่ยวกับไลฟ์สไตล์ต่างๆ หรือนำเสนอกิจกรรมที่สนุกเร้าใจในแบบที่แตกต่าง พร้อมสื่อสารเอกลักษณ์ของ Mazda 2 MY 2018 ที่ตอบสนองความต้องการได้ครอบคลุมหลากหลายด้าน ทั้งด้านฟังก์ชั่น และด้านอารมณ์ ที่ให้ทั้งความสวยงาม ความสปอร์ตพรีเมี่ยมด้วยสีแดงใหม่ โซลเรด คริสตัล ระบบความปลอดภัยสุดล้ำ พร้อมความแรง ความประหยัด ความบันเทิง และเทคโนโลยีสุดล้ำต่างๆ อย่างลงตัว

และเพื่อเป็นการขอบคุณลูกค้ามาสด้าทุกท่านที่ให้ความไว้วางใจทั้งเรื่องคุณภาพของรถยนต์ รวมทั้งการบริการตั้งแต่ก้าวเข้ามาในโชว์รูมไปจนถึงการบริการหลังการขาย มาสด้าได้เพิ่มออพชั่นสำหรับ Mazda 2 MY 2018 ทั้งเครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซิน 1.3L และเครื่องยนต์สกายแอคทีฟคลีนดีเซล 1.5L ทั้งตัวถังแบบซีดานและแฮตช์แบค หวังมัดใจกลุ่มลูกค้าวัยรุ่นและคนรุ่นใหม่ในราคาที่จับต้องได้ง่าย ด้วยการเพิ่มอุปกรณ์มาตรฐานที่หลากหลาย ประกอบด้วย

 สีใหม่ล่าสุด สีแดงโซลเรด คริสตัล ที่ให้ความสดใสเป็นประกายของสีแดง

 ระบบเชื่อมต่อโลกการสื่อสาร MZD Connect

 ระบบไฟหน้า เปิด-ปิด แบบอัตโนมัติ

 ที่ปัดน้ำฝนแบบกระจกหน้าแบบอัตโนมัติ

 ไฟหน้าแบบ LED โปรเจคเตอร์ พร้อม Daytime Running Light

 ระบบควบคุมความเร็วคงที่ (Cruise Control)

 ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (Advance Blind Spot Monitoring, ABSM)

 ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง (Rear Cross Traffic Alert, RCTA)

 ระบบกุญแจรีโมทอัจฉริยะ (Smart Keyless Entry)

 หน้าจอ Active Driving Display แสดงข้อมูลการขับขี่แบบสี

*ออพชั่นเพิ่มเติมขึ้นอยู่กับแต่ละรุ่นของรถ

Mazda 2 MY 2018 สร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์กลุ่มวัยรุ่น วัยทำงานและคนรุ่นใหม่ที่มีไลฟ์สไตล์ที่ไม่ซ้ำแบบใคร ทั้งยังมีพลังและเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ท้าทายแบบใหม่ๆ ให้ทั้งความแรงและประหยัด สามารถครอบคลุมความต้องการใช้งานของกลุ่มลูกค้าได้หลากหลาย

Mazda 2 MY 2018 มีรูปแบบตัวถังให้เลือกทั้งแบบซีดาน 4 ประตู และแบบแฮตช์แบค 5 ประตู โดยในแต่ละรูปแบบตัวถังจะมี 7 รุ่นย่อย แบ่งเป็นเครื่องยนต์เบนซิน 4 รุ่นและเครื่องยนต์คลีนดีเซล 3 รุ่น โดยสีภายนอกมีให้เลือกทั้งหมด 7 สี ซึ่งสีใหม่ล่าสุดคือ สีแดง โซลเรด คริสตัล, สีขาว สโนว์เฟค ไวท์ เพิร์ล, สีน้ำตาล ไททาเนียมแฟลช, สีเงิน อลูมินัม เมทัลลิค, สีน้ำเงิน อีเทอนอล บลู, สีเทา เมทิเออ เกรย์ และสีดำ เจ็ท แบล็ก

ราคาจำหน่าย Mazda 2 MY2018 รุ่นเครื่องยนต์ดีเซล

รุ่น แฮทช์แบ็ค, ซีดานราคา (บาท)
1.5 XD High Plus L789,000
1.5 XD High Connect750,000
1.5 XD680,000

ราคาจำหน่าย Mazda 2 MY 2018 รุ่นเครื่องยนต์เบนซิน

รุ่น แฮทช์แบ็ค, ซีดาน

ราคา (บาท)

1.3 High Plus670,000
1.3 High Connect620,000
1.3 High590,000
1.3 Standard530,000

Mazda 2 MY 2018 พร้อมให้ทุกคนได้สัมผัสและทดลองขับได้แล้วตั้งแต่วันนี้ที่โชว์รูมมาสด้าทั่วประเทศราคาจำหน่าย Mazda 2 MY 2018 รุ่นเครื่องยนต์เบนซิน

“นิสสัน” เสริมทัพ นาวารา ซิงเกิ้ลแค็บ 4WD ใหม่ ชูจุดเด่นกล้องมองรอบคันอัจฉริยะ

0

นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เสริมทัพ นาวารา ซิงเกิ้ลแค็บ 4WD ใหม่ ปิคอัพอัจฉริยะพลังแรงเพื่อการบรรทุกหนักที่สามารถลุยได้ทุกเส้นทาง

นางสาว สุรีทิพย์ ละอองทอง โฉมทองดี รองประธานสายงานการตลาด บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า “นิสสัน นาวารา ถือเป็นรถยนต์กระบะ ที่ได้รับการรตอบรับที่ดีจากลูกค้ามาอย่างต่อเนื่องด้วยความทนทาน ความแข็งแกร่ง และสมรรถนะของเครื่องยนต์ ซึ่งเป็นที่ยอมรับในหมู่ลูกค้าชาวไทย ปิคอัพนิสสันทุกรุ่นอยู่เคียงคู่กับความสำเร็จของเจ้าของธุรกิจชาวไทยมานานกว่า 50 ปี นับแต่รุ่นสร้างชื่ออย่าง “นิสสัน ช้างเหยียบ” “นิสสัน บิ๊กเอ็ม” (Big M) และ “นิสสัน ฟรอนเทียร์” (Frontier) ซึ่งลูกค้าให้ความไว้วางใจ และนอกจากเรื่องของเครื่องยนต์พละกำลังสูง นาวารายังมีความสามารถในการบรรทุกหนักที่ถือเป็นเอกลักษณ์ และคุณสมบัติมาตรฐานที่สำคัญของรถกระบะนิสสันมายาวนาน จนมาถึงรุ่นปัจจุบันคือ นิสสัน นาวารา รุ่นปี 2018 ที่ได้เสริมเทคโนโลยีอัจฉริยะจาก นิสสัน อินเทลลิเจนท์ โมบิลิตี (Nissan Intelligent Mobility) อย่างระบบกล้องมองรอบคันอัจฉริยะ หรือ Around View Monitor (AVM) ที่ถือเป็นครั้งแรกของกลุ่มรถกระบะ นอกเหนือจากอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกอย่างเต็มรูปแบบ

นิสสัน นาวารา ซิงเกิ้ลแค็บ 4WD ใหม่ ยังคงพละกำลังสูงที่พร้อมเปลี่ยนทุกอุปสรรค ให้กลายเป็นความสำเร็จ ด้วยเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบขนาด 2.5 ลิตร DOHC แบบ 4 สูบแถวเรียง ให้กำลังสูงสุดที่ 163 แรงม้า มีแรงบิดสูงสุดที่ 403 นิวตัน-เมตร ที่ 2,000 รอบต่อนาที และด้วยระบบเกียร์ธรรมดาแบบ 6 สปีด ช่วยให้ประหยัดน้ำมัน อีกทั้งยังมีอัตราทดเกียร์นุ่มนวลกว่า แต่ยังคงสมรรรถนะการออกตัว และเร่งแซงได้อย่างมั่นใจ และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อทำในนาวารา ซิงเกิ้ลแค็บ 4WD ใหม่ พร้อมสำหรับการบรรทุกหนักและยังสามารถบุกตะลุยเพื่อใช้งานได้ในทุกสภาพถนน

รูปโฉมภายนอก มากับรูปลักษณ์ที่ดูโฉบเฉี่ยวทันสมัยแต่คงความบึกบึน ขณะที่การบรรทุกแกร่งยังเป็นอีกหนึ่งคุณสมบัติเด่นของรถกระบะจากนิสสันด้วยแชสซีส์เหล็กกล้าที่แข็งแกร่งอันเป็นเอกสิทธิ์ของ นิสสัน สามารถรองรับแรงการบรรทุกหนัก และการใช้งานอย่างสมบุกสมบันในทุกสภาพถนน และคำนึงถึงการใช้งานของลูกค้าเป็นหลัก นิสสัน นาวารา ซิงเกิ้ลแค็บ 4WD ใหม่ จะมาพร้อมอุปกรณ์มาตรฐานที่ให้ทั้งความสะดวกและความปลอดภัยอาทิ ที่เหยียบขึ้นกระบะด้านข้างสำหรับการขนของขึ้นลงจากตัวรถ และกล้องมองหลังที่อยู่เป็นสัดส่วนกับที่เปิดฝาท้าย

 

ขณะที่การออกแบบภายในยังคงรูปแบบของเส้นสายที่ต่อเนื่องจากแผงคอนโซลกลางไปยังเส้นสายด้านข้างประตูรถ โดยคำนึงถึงการออกแบบในเชิงอรรถประโยชน์ เพื่อให้มั่นใจว่าห้องโดยสารดูโปร่งสบาย นิสสันได้สร้างมาตรฐานใหม่สำหรับการออกแบบภายในรถกระบะ ด้วยแผงหน้าปัดดีไซน์หรู พวงมาลัยดีไซน์พรีเมียม พร้อมกับการใช้วัสดุแบบอลูมิเนียมในการตกแต่งคอนโซลกลาง

นิสสัน นาวารา ซิงเกิ้ลแค็บ 4WD ใหม่มีสีให้เลือก 3 สี ได้แก่ สีขาว ไวท์ โซลิค, สีเงิน บริลเลียนท์ ซิลเวอร์ และสีเทา ทไวไลท์ เกรย์ โดยมีราคาที่ 653,000 บาท ทั้งนี้ผู้สนใจ สามารถรับข้อเสนอพิเศษดาวน์ต่ำเพียง 9,999 บาท โดยสามารถติดต่อขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมและศูนย์บริการที่มีอยู่มากกว่า 190 แห่ง ครบทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ ทั้งยังสามารถสอบถามข้อมูลได้ที่ นิสสัน คอลเซ็นเตอร์ หมายเลข 02 401 9600 หรือที่ www.nissan.co.th

“อีซูซุมิว-เอ็กซ์ THE ICONIC” มาพร้อมชุดแต่งรอบคันทั้งภายนอกและภายใน จำหน่ายราคา 1,354,000 – 1,411,000 บาท

0

หลังจากแนะนำ “อีซูซุ เอ็กซ์-ซีรี่ส์ 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์” ไลฟ์สไตล์ปิกอัพเพื่อคนสายพันธุ์สปอร์ตไปหมาดๆ เมื่อปลายเดือนมกราคม อีซูซุได้เขย่าตลาดรถเมืองไทยระลอกสองอย่างต่อเนื่อง ด้วยการแนะนำ รุ่นพิเศษ! “อีซูซุมิว-เอ็กซ์ THE ICONIC” รถยนต์นั่งอเนกประสงค์สุดหรูที่มาพร้อมชุดแต่งพิเศษสปอร์ตเท่รอบคัน จับกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบรถที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

กลุ่มตรีเพชร โดย มร. โทชิอากิ มาเอคาวะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เผยว่า “รุ่นพิเศษ! “อีซูซุมิว-เอ็กซ์ THE ICONIC” เป็นรถยนต์นั่งอเนกประสงค์สุดหรูรุ่นล่าสุด ที่มาเพิ่มทางเลือกและต่อยอดความแรงของ “The New Isuzu MU-X” ภายใต้นิยาม Signature of Privilege เอกลักษณ์แห่งเอกสิทธิ์ โดยเพิ่มเติมความโฉบเฉี่ยว หรูหรา งดงามทุกรายละเอียด”

 

อีซูซุมิว-เอ็กซ์ THE ICONIC เติมเต็มความสปอร์ตรอบคันไปกับชุดแต่ง ICONIC STYLE ห้องโดยสารโทนเข้ม LAVA BLACK มาพร้อม ระบบความบันเทิง Built-in Navigator และ Digital TV Tuner และล้ออัลลอย 18” ICONIC CROSS ทำให้เป็นยนตรกรรมไลฟ์สไตล์ที่ครอบคลุมทุกความต้องการของผู้ใช้รถที่มีสไตล์อันโดดเด่น ไม่ซ้ำใคร

อีซูซุมิว-เอ็กซ์ THE ICONIC มีให้เลือกทั้งเครื่องยนต์ 1.9 และ 3.0 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ ที่ให้การตอบสนองการขับขี่ที่ดี ประหยัดน้ำมัน และรักษาสิ่งแวดล้อม ชุดเกียร์อัตโนมัติ ขับเคลื่อน 2 ล้อ พร้อมช่วงล่างที่นุ่มนวล รวมถึงเทคโนโลยีและฟังก์ชั่นต่างๆ ที่ตอบสนองการใช้ชีวิตยุคใหม่ให้ผู้ใช้รถได้สูงสุดในทุกด้าน โดยมีให้เลือก 2 สี ได้แก่ ขาวมุกเอเวอร์เรสต์ (Everest Pearl White) และดำออสเตรเลียนโคล (Australian Coal Black) ราคาจำหน่าย 1,354,000 – 1,411,000 บาท”

“อีซูซุมิว-เอ็กซ์ THE ICONIC” จะเริ่มจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ ศกนี้ ณ โชว์รูมอีซูซุทั่วประเทศ ติดตามข่าวสารของอีซูซุเพิ่มเติมได้ที่ www.isuzu-tis.com หรือ LINE: @isuzuthai

“All New Suzuki Swift” โดดเด่นบนเส้นทางที่แตกต่าง ในสไตล์คอมแพคคาร์มาตรฐานโลก

0

แฮทช์แบค 5 ประตูไซส์กะทัดรัด จัดอยู่ในกลุ่มอีโค่คาร์เฟส 2 มากับแฟลตฟอร์มใหม่ในชื่อ Heartect พร้อมรูปลักษณ์ที่ยังคง DNA ไว้อย่างมีสไตล์ ห้องโดยสารกว้าง ดีไซน์สปอร์ต ติดตั้งอุปกรณ์อำนวยความสะดวกเต็มพิกัด เครื่องยนต์บล๊อคเดิมแต่เพิ่มเติมในส่วนหัวฉีดคู่แบบ Dual Jet ทำงานร่วมกับระบบเกียร์ซีวีที ประหยัดเชื้อเพลิงเฉลี่ย 23 กม.ต่อลิตร ตั้งราคาจำหน่ายไว้ที่ 499,000-629,000 บาท

94,000 คัน คือตัวเลขแห่งความสำเร็จของ Suzuki Swift เจนเนอเรชั่นที่ 2 ซึ่งใช้เวลาไป 4 ปีเศษๆกับการล่าแต้มในเมืองไทย จวบจนเจนเนอเรชั่นที่ 3 ถือกำเนิดในประเทศญี่ปุ่นเมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งสามารถสอยรางวัลต่างๆในประเทศผู้ผลิตไปหลากหลายรวมถึง RJC Car of the Year 2018 จากการคัดเลือกโดยสถาบันนักวิจัยและผู้สื่อข่าวยานยนต์แห่งญี่ปุ่น ซึ่งเป็นตัวชี้วัดได้ถึงกระแสความนิยมที่แฟนๆชาวอาทิตย์อุทัยให้การต้อนรับ

ถึงเวลาที่ผู้บริโภคชาวไทยจะได้เชยชมกับ All New Suzuki Swift หลังจากรอคอยกันมาเกือบหนึ่งปี และยังเป็นเรื่องที่น่าภูมิใจเพราะนอกจากจะเป็นรถในกลุ่มอีโค่คาร์เฟส 2 ยังเป็นงานฝีมือที่ส่งตรงมาจากโรงงานผลิตของ ซูซูกิ ในจังหวัดระยอง

การกลับมาในรูปแบบของเจนเนอเรชั่นใหม่กับ All New Suzuki Swift เป็นไปตามคอนเซ็ปต์ “We Standout” หรือ สไตล์เด่นบนเส้นทางที่แตกต่าง แน่นอนว่าผิดแปลกไปจากเจนเนอเรชั่นก่อนหน้าอย่างชัดเจน ด้วยมิติของตัวรถซึ่งความสูงอยู่ที่ 1,495 มม. เตี้ยลงกว่าเดิม 15 มม. แต่กว้างขึ้น 40 มม. ทำให้รถคันนี้มีความสปอร์ตและดูปราดเปรียวมากขึ้น

ภาพลักษณ์ที่ดูสปอร์ตดุดัน โดดเด่นด้วยดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ผสมกลินอายของรถยุโรปมากยิ่งขึ้น โดยมีเส้นสีแดงตัดกระจังหน้าสีดำ ไฟหน้า LED Projector และไฟหลัง LED เก๋ไก๋ด้วยที่เปิดประตูหลังกำหนดให้อยู่ด้านบน รวมถึงเส้นสายด้านข้างที่ดูโฉบเฉี่ยว มากับล้ออะลูมิเนียมอัลลอยขนาด 16 นิ้ว และฝาท้ายติดตั้งระบบไฟฟ้าเพื่อการเปิด-ปิด ทำได้สะดวกยิ่งขึ้น

ห้องโดยสารดูกว้างขึ้นจากขนาดตัวรถที่ขยายไป 40 มม. พร้อมการออกแบบในสไตล์สปอร์ต แผงคอนโซลกลางด้านหน้าเบนเข้าหาคนขับเพื่อการใช้งานที่สะดวกสบาย

มาตรวัดทรงกลมสไตล์สปอร์ตตกแต่งด้วยลายเส้นสีแดง พร้อมจอแสดงข้อมูลขับขี่แบบ LCD มาพร้อมกับจอสัมผัส Suzuki Smart Connect ขนาด 7 นิ้ว ซึ่งได้รับการติดตั้งระบบนำทางที่แม่นยำ และฟังก์ชั่นการเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือผ่าน Bluetooth พร้อมโปรแกรม Apple CarPlay สำหรับ iOS รวมถึงพวงมาลัยที่ออกแบบใหม่เป็นรูปตัว D เพื่อเพิ่มพื้นที่วางเท้าระหว่างเบาะและพวงมาลัย

เครื่องยนต์ยังคงเป็นบลอคเดิมรหัส K 12 M ขนาด 1,197 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 83 แรงม้าที่ 6,000 รอบ และ แรงบิด 108 นิวตันเมตร ที่ 4,400 รอบ (ในขณะที่รุ่นเดิมให้กำลังสูงสุด 91แรงม้าที่ 6,200 รอบ และ แรงบิด 118 นิวตันเมตรที่ 4,800 รอบ) แต่ได้รับการเพิ่มเติมเทคโนโลยีใหม่นั่นคือ Dual Jet หรือ หัวฉีดคู่ที่จะเพิ่มการเผาไหม้ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ส่งผลให้ประหยัดเชื้อเพลิงมากกว่า 23 กม.ต่อลิตร (ตัวเลขเคลมจากโรงงานผู้ผลิต) ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์แบบซีวีทีซึ่งมีการพัฒนาอัตราทดใหม่ ในส่วนของเกียร์ธรรมดาอาจจะตามมาในภายหลัง

แพลตฟอร์มใหม่ HEARTECT ก็เป็นอีกจุดเด่นที่ได้นำมาใช้เพื่อช่วยให้รถมีน้ำหนักน้อยลงแต่คงความแข็งแกร่งและช่วยประหยัดน้ำมัน รวมถึงโครงสร้างตัวถังแบบ TECT พร้อมระบบกันการสั่นสะเทือน ระบบ TCS ช่วยในการควบคุมรถขณะขับขี่บนถนนลื่นหรือในทางโค้ง สำหรับการขับขี่ในเมืองได้มีการติดตั้งระบบ IDLING STOP ที่ช่วยลดการสิ้นเปลืองน้ำมันขณะรถหยุดนิ่ง ขับขี่อย่างมั่นใจในทุกเส้นทางด้วยระบบ Hill Hold Control ที่จะช่วยออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน

ในด้านความปลอดภัย All New Suzuki SWIFT ติดตั้งถุงลมนิรภัย SRS เป็นอุปกรณ์มาตรฐานถึง 6 ตำแหน่ง รวมถึงระบบเบรกแบบดิสทั้ง 4 ล้อ และเติมเต็มความสะดวกสบายด้วยระบบ Keyless push start พร้อมกุญแจรีโมทและไฟกระพริบต้อนรับ

ทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐานที่ได้รับการติดตั้งมาในรุ่น GLX-Navi ซึ่งเป็นรุ่นท๊อฟ แต่ All New Suzuki SWIFT ยังแยกย่อยอีก 3 รุ่น ซึ่งอุปกรณ์มาตรฐานจะแตกต่างกันออกไปล้ออัลลอยขนาด 15 นิ้ว ปุ่มควบคุมเครื่องเสียงและระบบสั่งการโทรศัพท์บนพวงมาลัยในรุ่น GA และ GL รวมถึงระบบ Suzuki Smart Connect เป็นต้น ทั้งนี้สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและสามารถติดต่อขอทดลองขับได้จากศูนย์บริการทั้ง 120 แห่งทั่วประเทศ

All New Suzuki Swift มีสีให้เลือกทั้งหมด 6 สี ได้แก่สีแดง Ablaze Red Pearl,สีขาว Pure White Pearl,สีน้ำเงิน Speedy Blue Metallic,สีเงิน Star Silver Metallic,สีเทา Meneral Grey Metallic และสีดำ Super Black Pearl

สำหรับราคาจำหน่าย All New Suzuki Swift มีดังต่อไปนี้

ข้อมูลเทคนิค All New Suzuki Swift GLX-Navi

เครื่องยนต์ เบนซินแบบ 4 สูบ พร้อมหัวฉีดคู่แบบ Dual Jet
ความจุกระบอกสูบ          (ซี.ซี.) 1,197
กำลังสูงสุด (แรงม้า ที่ รอบ/นาที) 83/6,000
แรงบิดสูงสุด(นิวตัน-เมตร ที่รอบ/นาที) 108 /4,400
ระบบส่งกำลัง อัตโนมัติซีวีที
ระบบขับเคลื่อน 2 ล้อหน้า
 เบรก (หน้า/หลัง)ดิสก์พร้อมครีบระบายความร้อน,ดิสก์เบรก
ระบบกันสะเทือน (หน้า/หลัง) อิสระแม็กเฟอร์สันสตรัท/ ทอร์ชั่นบีม
ยาว/กว้าง/สูง (มม. 3,840/1,735/1,495
ความจุถังน้ำมัน (ลิตร) 37
ราคา (บาท) 629,000
ตัวแทนจำหน่าย บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด

“Ford Ranger Raptor” กระบะสมรรถนะสูงเปิดตัวครั้งแรกในโลกเพื่อเป็นคำตอบของสายลุย

0

กระบะสมรรถนะสูง มาพร้อมตัวรถที่ใหญ่ขึ้นในทุกมิติ ปรับแต่งรูปลักษณ์ให้มีความโหด ดุดัน ผสมผสานดีเอ็นเอของฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ (Ford Performance) ออกแบบโครงสร้างแบบใหม่รวมถึงตัวถังที่สูงและช่วงล้อกว้างขึ้น ติดตั้งโช๊คอัพระดับไฮเอนด์จาก Fox Racing Shox ระบบกันสะเทือนหลังแบบวัตต์ลิงค์และสปริงคอยล์โอเวอร์ช็อค ขุมพลังดีเซลเป็นแบบ Bi-Turbo (เทอร์โบคู่) ขนาด 2.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 213 แรงม้า แรงบิด 500 นิวตันเมตร ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ผ่านการทดสอบมาท่ามกลางสภาพแวดล้อมสุดหฤโหดรูปแบบต่าง ๆ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของสายลุยพันธุ์แกร่ง

ฟอร์ด เรนเจอร์ ถือเป็นรถธงของฟอร์ดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก นับจากยอดจำหน่ายที่พุ่งขึ้นทุกปีโดยปีที่ผ่านมาสามารถทำตัวเลขเพิ่มขึ้นถึง 22 % ซึ่งในประเทศไทยเพิ่มขึ้น 40 % และ “เรนเจอร์ แร็พเตอร์” ก็ถือเป็นการต่อยอดความสำเร็จที่ได้ผ่านขั้นตอนการออกแบบ ผลิต และทดสอบจากทีมฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ (Ford Performance) ซึ่งได้นำพื้นฐานการพัฒนามาจาก ฟอร์ด เอฟ 150 กระบะบิ๊กไซส์ที่สร้างชื่อมาจากสหรัฐอเมริกา โดยเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับเซ็กเมนต์ตลาดรถกระบะในฐานะรถกระบะสมรรถนะสูงสำหรับนักขับขี่แบบออฟโรดตัวจริง ทั้งยังตอกย้ำความมุ่งมั่นของฟอร์ดในการส่งมอบรถกระบะสายพันธุ์ “เกิดมาแกร่ง”

เรนเจอร์ แรพเตอร์ มีตัวรถที่ดูใหญ่ขึ้นในทุกมิติ มาพร้อมความสูงถึง 1,873 มิลลิเมตร กว้าง 2,180 มิลลิเมตร และยาว 5,398 มิลลิเมตร ระยะช่วงล้อหน้าและหลังกว้างขึ้นเป็น 1,710 มิลลิเมตร ความสูงใต้ท้องรถเพิ่มขึ้นเป็น 283 มิลลิเมตร ขณะเดียวกัน ยังมาพร้อมมุมไต่ที่ 32.5 องศา มุมคร่อมที่ 24 องศา และมุมจากที่ 24 องศา

แชสซีได้ถูกออกแบบมาใหม่เพื่อรองรับระบบช่วงล่างที่ใหญ่ขึ้น ทำให้เรนเจอร์ แร็พเตอร์ สามารถเพิ่มระยะช่วงล้อคู่หน้าและหลัง และยังเพิ่มระยะการให้ตัวของล้อได้มากขึ้น แชสซีผลิตจากเหล็กอัลลอย HSLA (High-Strength Low-Alloy) เกรดต่างๆ อีกทั้งยังเสริมความแข็งแรงด้านข้างของแชสซี (side-rails) เพื่อรองรับแรงกระแทกที่เกิดจากการขับขี่ด้วยความเร็วสูง

โดดเด่นด้วยการออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์ทั้งภายนอกและภายในเน้นฟังก์ชั่นการใช้งานเป็นหลัก มุมมองจากด้านหน้ามากับกระจังหน้าใหม่อันสะดุดตาได้รับแรงบันดาลใจมาจาก ฟอร์ด เอฟ-150 แร็พเตอร์ โลโก้ฟอร์ดสะกดด้วยตัวพิมพ์ใหญ่ภาษาอังกฤษอันเป็นเอกลักษณ์ ชุดกันชนด้านหน้าซึ่งติดกับเฟรมรถได้รับการออกแบบให้มีความทนทาน แผงกันชนด้านหน้ายังมาพร้อมไฟตัดหมอกแบบ LED พร้อมช่องรีดอากาศ ที่ช่วยลดการต้านลมของตัวรถได้เป็นอย่างดี


แก้มข้างรถคู่หน้าดีไซน์ใหม่ผลิตจากวัสดุคอมโพสิท แข็งแกร่ง ทนต่อการบุบและรอยขีดข่วน อีกทั้งถูกตีโป่งขยายรองรับระยะยุบตัวของโช้คที่เพิ่มมากขึ้น บันไดข้างออกแบบมาเพื่อป้องกันไม่ให้เศษหินกระแทกกับตัวถังรถด้านหลัง และรูที่ถูกเจาะนั้นถูกออกแบบมาเพื่อให้ระบายทราย โคลน และหิมะได้ โดยผลิตจากอะลูมิเนียมอัลลอยเพื่อเพิ่มความคงทน ทั้งยังผ่านการทดสอบด้วยการกดน้ำหนัก 100 กิโลกรัมถึง 84,000 ครั้ง เพื่อจำลองการใช้งานในสนามทดสอบจริงกว่า 10 ปี และทำการเคลือบถึงสองชั้น โดยทำการพ่นสี powder-coated ก่อนพ่น grit-paint ทับอีกชั้น

กันชนท้ายปรับปรุงโดยเพิ่มชุดตะขอเกี่ยวจำนวน 2 ชุด รองรับการลากจูงได้ถึง 3.8 ตัน นอกจากนี้ส่วนท้ายรถยังได้รับการพัฒนาด้วยกรอบตัวเซ็นเซอร์ที่เรียบเสมอกับตัวถัง และตัวเชื่อมขอลากที่ได้รับการติดตั้งและออกแบบพิเศษ มอบพื้นที่ใช้งานอย่างกว้างขวางด้วยขนาด 1,560 x 1,743 มิลลิเมตร

ยางที่ใช้เป็นแบบ All-terrain จาก BF Goodrich ขนาด 285/70 R17 พัฒนาขึ้นมาเป็นพิเศษโดยเฉพาะเพื่อเสริมสมรรถนะการขับขี่ มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 838 มิลลิเมตร กว้าง 285 มิลลิเมตร

ภายในห้องโดยสารมาพร้อมความประณีต เลือกสรรวัสดุที่คงทนและเหมาะสมสำหรับการขับขี่แบบออฟโรดและการใช้งานในชีวิตประจำวัน เบาะที่นั่งได้รับการออกแบบพิเศษสไตล์บักเก็ทซีท โอบกระชับกับสรีระ เลือกใช้หนังกลับและหนังแท้ เพื่อห้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารยึดเกาะที่นั่งได้ดียิ่งขึ้น


หลังพวงมาลัยสังเกตได้ถึงความแตกต่างของทุก ๆ รายละเอียดบริเวณคอนโซลหน้ารถ ไม่ว่าจะเป็นการเดินด้ายสีน้ำเงินและการเลือกใช้วัสดุหนัง แผงหน้าปัดที่มาในรูปแบบที่ดุดันแสดงฟีเจอร์ช่วยเหลือผู้ขับขี่แบบต่าง ๆ

พวงมาลัยค่อนข้างแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด มาพร้อมกับแป้น Paddle Shift ขนาดใหญ่ ผลิตจากแม็กนีเซียมน้ำหนักเบารวมถึงแถบบอกตำแหน่งองศาพวงมาลัย On-Centre Marker ที่เป็นแถบสีแดงด้านบนของพวงมาลัย ช่วยให้นักขับออฟโรดทราบถึงตำแหน่งองศาของพวงมาลัยขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูง นอกจากนี้ ฟอร์ดยังได้สลักลายโลโก้แร็พเตอร์ลงบนขอบพวงมาลัย เพื่อมอบความโดดเด่นสะดุดตาอีกด้วย

นวัตกรรมครั้งสำคัญนี้ยังรวมถึงเครื่องยนต์ดีเซลใหม่แบบ Bi-Turbo (เทอร์โบคู่) ขนาด 2.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุดถึง 213 แรงม้า และแรงบิดที่มากถึง 500 นิวตันเมตร ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 10 จังหวะ ที่หยิบยกมาจาก เอฟ-150 ซึ่งผลิตจากวัสดุเหล็กกล้า อะลูมิเนียมอัลลอยและคอมโพสิทเพื่อให้มีความทนทานและมีน้ำหนักเบา

เรนเจอร์ แร็พเตอร์ มาพร้อมกับระบบเบรกอันทรงพลังโดยการใช้ชิ้นส่วนพิเศษที่ทำขึ้นเฉพาะรุ่น คาลิปเปอร์เบรกคู่หน้าเป็นแบบลูกสูบคู่ ที่เพิ่มขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางขึ้น 9.5 มิลลิเมตร มาพร้อมกับจานเบรกคู่หน้าแบบมีครีบระบายความร้อนที่มีขนาดใหญ่ถึง 332 x 32 มิลลิเมตร ส่วนด้านหลังมาพร้อมกับดิสก์เบรกที่มาพร้อมกับระบบ brake actuation master cylinder ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเบรกให้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งยังมีจานเบรกแบบมีครีบระบายความร้อนขนาด 332 x 24 มิลลิเมตรคู่กับคาลิปเปอร์เบรกใหม่ขนาด 54 มิลลิเมตร

ระบบกันสะเทือนหลังแบบใหม่รวมถึงระบบวัตต์ลิงค์และสปริงคอยล์โอเวอร์ช็อคทำให้เพลาเคลื่อนที่อย่างมั่นคง จึงช่วยเรื่องการทรงตัวและการควบคุมรถให้ดียิ่งขึ้น

ระบบช่วงล่างสายพันธุ์รถแข่งออกแบบมาเพื่อรับมือกับการขับขี่ที่ความเร็วสูงบนสภาพพื้นผิวขรุขระ โดยที่ผู้ขับขี่ยังสามารถควบคุมรถได้อย่างสมบูรณ์แบบและสบายอย่างเต็มที่ ด้วยโช้คแบบ Position Sensitive Damping (PSD) ผลิตขึ้นมาเป็นพิเศษโดย Fox Racing Shox ใช้ลูกสูบขนาด 46.6 มิลลิเมตร ทั้งคู่หน้าและหลัง

เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ยังมีปีกนกที่ทำจากอะลูมิเนียม โดยปีกนกบนทำด้วยวิธีการฟอร์จและปีกนกล่างใช้วิธีการหล่อ ติดตั้งแผงกันกระแทกด้านล่างเพื่อช่วยปกป้องห้องเครื่อง ผลิตจากเหล็กกล้า (High-strength steel) มีความหนา 2.3 มิลลิเมตร ป้องกันเครื่องและระบบส่งกำลัง (transfer case) ทั้ง 3 ส่วนนี้ที่ช่วยปกป้องชิ้นส่วนสำคัญต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นหม้อน้ำ ระบบพวงมาลัยไฟฟ้า (Electric Power Assisted Steering – EPAS) ชุดสายพานหน้าเครื่อง (Front End Accessory Drive – FEAD) คานล่างด้านหน้า (Front cross-member) อ่างน้ำมันเครื่อง และชุดเฟืองขับส่วนหน้า

ในส่วนของ Terrain Management System (TMS) สำหรับโหมดการขับขี่มีทั้งหมด 6 รูปแบบ โดยผู้ขับขี่สามารถเลือกโหมดจากปุ่มบนพวงมาลัย จึงสามารถควบคุมรถได้ดั่งใจในแต่ละสภาพเส้นทาง อันประกอบด้วย

โหมดการขับขี่ทางเรียบ
โหมดปกติ – เน้นความสบาย นุ่มนวล และประหยัดน้ำมัน
โหมดสปอร์ต –เน้นการเปลี่ยนเกียร์เร็วและฉับไวในขณะที่รอบเครื่องสูง พร้อมทั้งค้างรอบเครื่องสูงไว้เพื่อให้การตอบสนองคันเร่งที่ดีขึ้นอย่างที่ผู้ขับขี่ต้องการ

โหมดการขับขี่ออฟโรด
-โหมดหญ้า/กรวดหิน/หิมะ – ออกแบบมาให้ขับขี่บนทางออฟโรดที่มีพื้นผิวลื่นและเป็นหลุมบ่อ โดยระบบจะทำการเปลี่ยนเกียร์อย่างนุ่มนวลขึ้นพร้อมทั้งออกตัวด้วยเกียร์ที่สอง ซึ่งจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยและลดอัตราการลื่นไถลของล้อรถ
-โหมดโคลน/ทราย – ระบบจะปรับการตอบสนองของระบบควบคุมการลื่นไถลให้เหมาะสมกับพื้นผิวที่มีความลึกและสามารถเปลี่ยนรูปร่างได้อย่างพื้นทรายและโคลน ด้วยการใช้เกียร์ต่ำที่มีแรงบิดสูง
-โหมดหิน – ใช้เมื่อขับขี่บนพื้นผิวในเขตภูเขาที่ลาดชัน ต้องใช้ความเร็วต่ำ และเน้นการควบคุมรถให้ขับเคลื่อนอย่างช้าๆ
-โหมดบาฮา – ระบบจะปรับการตอบสนองของเครื่องยนต์ให้เหมาะกับการขับขี่ออฟโรดด้วยความเร็วสูงเสมือนนักแข่งแรลลี่กลางทะเลทรายบาฮาอันเลื่องชื่อ โดยระบบป้องกันล้อหมุนฟรีจะถูกตัดการทำงาน เพื่อไม่ให้แทรกแซงการทำงานของเครื่องยนต์ รวมทั้งเกียร์จะถูกปรับให้มีประสิทธิภาพการทำงานสูงสุด ระบบจะค้างรอบเครื่องไว้นานขึ้นและเปลี่ยนเกียร์ลงได้อย่างรวดเร็วยิ่งกว่าเดิม


เรนเจอร์ แร็พเตอร์ มีเทคโนโลยีด้านการเชื่อมต่อ ซิงค์ 3 (SYNC 3) ซึ่งเป็นระบบสั่งงานด้วยเสียงที่ผนวกเข้าในรถคันนี้อย่างสมบูรณ์แบบ รวมถึงระบบความปลอดภัยระดับสูงทั้งแบบแอคทีฟและพาสซีฟ ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว ทำงานร่วมกับฟังก์ชั่นลดความเสี่ยงจากการพลิกคว่ำ ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (Electronic Stability Program) จะคอยช่วยเมื่อเข้าโค้งหรือเบรกกะทันหันจนรถเริ่มเสียการทรงตัว ระบบนี้ยังมาพร้อมกับระบบควบคุมการทรงตัวขณะลากจูง (Trailer Sway Control) ระบบช่วยออกตัวขณะจอดรถบนทางลาดชัน (Hill Launch Assist) ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางชัน (Hill Descent Control) และระบบควบคุมการบรรทุก (Load Adaptive Control)

ทั้งนี้ยังมีกล้องมองหลังแสดงภาพบนจอแอลซีดีขนาด 8 นิ้ว ซึ่งทำงานร่วมกับสัญญาณเตือนระยะจอดด้านหลัง จึงช่วยให้ผู้ขับขี่รู้สึกมั่นใจได้ไม่ว่าจะจอดรถในที่ใดก็ตาม รวมถึงยังได้ติดตั้งระบบอำนวยความสะดวก อาทิระบบผ่อนแรงฝากระบะท้าย (EZ Lift Tailgate) ด้วยกลไกผ่อนแรง จะช่วยผ่อนแรงของผู้ใช้ลงไป 66 เปอร์เซ็นต์ อีกทั้งกุญแจรีโมทอัจฉริยะและปุ่มสตาร์ทรถอัตโนมัติ

เรนเจอร์ แร็พเตอร์ มีสีภายนอกให้เลือกหลากหลาย ได้แก่ สีฟ้าไลท์นิ่ง บลู (Lightning Blue) สีแดงเรซ เร้ด (Race Red) สีดำแชโดว์ แบล็ค (Shadow Black) สีขาวโฟรเซ่น ไวท์ (Frozen White) และสีพิเศษเฉพาะของเรนเจอร์ แร็พเตอร์อย่าง สีเทาคองเคอร์ เกรย์ (Conquer Grey) ที่โดดเด่น โดยตัดกับสีเทาไดโน่ เกรย์ (Dyno Grey) เพื่อขับให้รูปลักษณ์ของรถดูโดดเด่นมากยิ่งขึ้น

เป็นที่น่าภูมิใจที่ ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ใช้ฐานการผลิตที่โรงงานฟอร์ด ไทยแลนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง (เอฟทีเอ็ม) โดยใช้กระบวนการผลิตและเทคโนโลยีอันล้ำสมัยระดับโลกของฟอร์ด

ในด้านราคาจำหน่ายยังไม่มีการเปิดเผยแต่อย่างใด ซึ่งค่าตัวของ ฟอร์ด เรนเจอร์ แรพเตอร์ จะเปิดเผยอย่างเป็นทางการในงานบางกอกอินเตอร์เนชั่นแนลมอเตอร์โชว์ 2018

 

ทดลองน้ำมันดีเซลสูตรใหม่ “PTT ULTRA FORCE DIESEL” ลื่น และ แรง คนไทยทำได้จริง

0

เป็นครั้งแรกที่ผมได้ไปทดลองน้ำมันดีเซลสูตรใหม่ มาพร้อมกับสารเติมแต่งสูตรพิเศษเป็นรายแรกและรายเดียวในโลก มีสรรพคุณในการทำให้เครื่องยนต์สะอาด ลื่น และ แรง ตอบสนองได้ทันใจซึ่งสัมผัสได้จริง โดยการรับเชิญจากบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ให้ไปยังสนามแข่งรถแก่งกระจาน เซอร์กิต จ.เพชรบุรี เพื่อพิสูจน์คุณสมบัติดังกล่าวของน้ำมันดีเซลสูตรใหม่มาตรฐานไทยทำ

PTT ULTRA FORCE DIESEL เป็นนวัตกรรมน้ำมันแห่งความแรงสูตรพิเศษล่าสุดที่ ปตท. ได้วางจำหน่าย ณ สถานีบริการทั่วประเทศ และยังเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงที่ผ่านมาตรฐานยูโร 5 รายแรกของประเทศไทย เปิดตัวให้ชาวไทยได้สัมผัสก่อนส่งออกไปยังตลาดโลกซึ่งกำหนดให้สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศต่อไปที่จะมีวางจำหน่าย เพราะฉะนั้นมาตรฐานของน้ำมันเชื้อเพลิงสูตรพรีเมี่ยมรุ่นล่าสุดต้องทัดเทียมอารยประเทศ แถมคนไทยยังได้ใช้ก่อนประเทศอื่นๆโดยเปิดตัวอย่างเป็นทางการไปตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์

สรรพคุณที่ถือเป็นความพิเศษใน PTT ULTRA FORCE DIESEL มาพร้อมนิยาม “แรง อัตราเร่งดี ตอบสนองทันใจ เครื่องยนต์สะอาดเหมือนใหม่” ได้จากสารเติมแต่งสูตรพิเศษ ด้วยการเพิ่มค่าซีเทนสูงสุด(Cetane Improver) ที่เครื่องยนต์ต้องการ ทั้งยังเติมสารทำความสะอาดหัวฉีด (DCA) ทำให้เครื่องยนต์สะอาดเหมือนใหม่ และเติมสารยับยั้งการกัดกร่อนป้องกันการเกิดสนิมในโลหะ (Corrosion Inhibitor) นอกจากนี้ยังมีสารป้องกันการเกิดฟอง (Anti Foam) ทั้งในขณะเติมเชื้อเพลิง รวมถึงเมื่อเชื้อเพลิงเข้าสู่ระบบการเผาไหม้ ทำให้เครื่องยนต์เดินเรียบไร้อาการสะดุดที่เกิดจากฟองอากาศ

เข้าสู่การสัมผัสสมรรถนะอย่างจริงจังของ PTT ULTRA FORCE DIESEL ซึ่งทางผู้จัดงานได้แบ่งออกเป็น 3 ช่วงทดสอบซึ่งในแต่ละสถานีจะมีรถยนต์ที่เติมเชื้อเพลิงสูตรใหม่จากปตท.และ รถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงแบรนด์คู่แข่งซึ่งไม่มีใครทราบว่าคันไหนเติมเชื้อเพลิงอะไร แม้กระทั่งผู้ควบคุมแต่ละสถานีก็ไม่อาจรู้ได้เช่นกัน ทั้งหมดอยู่ที่การทดสอบเพื่อให้ได้มาซึ่งความแตกต่าง และคำตอบเตรียมเฉลยหลังจากเสร็จสิ้นจากการทดสอบทั้ง 3 สถานี

สถานีที่ 1 ว่ากันด้วยเรื่องของอัตราเร่ง
รถยนต์ที่เตรียมไว้ทั้ง 2 คันเป็นซีดานหรูจากค่ายตราดาว ในรุ่น Mercedes Benz E220 เครื่องยนต์ดีเซล โดยใช้นาฬิกาจับเวลา และความรู้สึกของผู้ขับขี่เป็นตัวกำหนดในการค้นหาคำตอบ

สมรรถนะที่ได้จากรถหมายเลข 1 ให้ความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดทั้งเรื่องเวลาในการทดสอบจากรถหยุดนิ่งจนถึงเส้นชัย และอัตราเร่งที่แตกต่างยังทำให้สัมผัสได้ถึงความลื่นที่มาพร้อมกับความแรง ซึ่งเวลาที่ได้อาจต่างกันเพียงเสี้ยววินาที

สถานีที่ 2 ทดลองการตอบสนองของเครื่องยนต์ในการขึ้นเนินชัน
สถานีนี้ผู้จัดงานได้เตรียม Toyota Ventury โดยใช้เส้นทางขับขี่ขึ้นเนินชัน ด้วยความเร็วคงที่ประมาณ 50 กม.ต่อชั่วโมง และรอบเครื่องยนต์อยู่ที่ประมาณ 2,500 รอบต่อนาที ซึ่งรถหมายเลข 1 จะรักษาความเร็วได้ดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด ในขณะที่รถหมายเลข 2 มีอาการแผ่วปลายเมื่อถึงช่วงปลายเนิน เนื่องจากต้องเติมคันเร่งเพื่อรักษาความเร็ว ในขณะที่รอบเครื่องยนต์ตกลงจากเดิม

สถานที่ 3 พิสูจน์สมรรถนะเชิงประจักษ์ด้วยเครื่องมือ P Box
รถยนต์ที่ใช้ในสถานีนี้ได้แก่ Toyota Revo ซึ่งบรรทุกน้ำหนักไว้ในกระบะท้ายคันละ 500 กก. ทดสอบในรูปแบบความเร็ว 30 -80 กม.ต่อชั่วโมง ขับขี่คนละ 2 รอบทดสอบ และใช้เครื่องมือ P BOX(PerformaceBox) ที่มีคุณสมบัติในการประมวลผลด้านอัตราเร่งและระยะเบรคผ่านดาวเทียม ทำให้ค่าที่ได้ออกมาอย่างแม่นยำ โดยรถหมายเลข 1 มีสมรรถนะแตกต่างอย่างชัดเจน

ตัวเลขที่แสดงผลมายัง P BOX มีดังต่อไปนี้
รอบ 1 รถหมายเลข 1 ทำเวลาได้ 8.8 วินาที
           รถหมายเลข 2 ทำเวลาได้ 9.1 วินาที
รอบ 2 รถหมายเลข 1 ทำเวลาได้ 9.0 วินาที
           รถหมายเลข 2 ทำเวลาได้ 9.3 วินาที

เสร็จสิ้นในช่วงทดสอบพิเศษก็ถึงเวลาเฉลยว่ารถคันไหนใช้เชื้อเพลิง PTT ULTRA FORCE DIESEL ซึ่งผลก็เป็นไปตามคาด ทั้ง 3 สถานีรถหมายเลข 1 นั่นคือรถที่ใช้เชื้อเพลิงสูตรใหม่ สามารถสังเกตได้จากกราฟแสดงผลซึ่งทำได้ดีกว่าจนเห็นได้ชัดและสัมผัสได้จริง

บทสรุปของ PTT ULTRA FORCE DIESEL ในเชิงประจักษ์ต่อด้านสมรรถนะการขับขี่ ส่งผลรถยนต์ที่ใช้ขุมพลังดีเซลที่นำมาทดสอบนั้นมีอัตราเร่งที่ดี เร็ว แรงกว่าคู่แข่ง รวมถึงเครื่องยนต์สะอาดและไร้อาการสะดุดที่เกิดจากฟองอากาศซึ่งอยู่ภายในน้ำมันเชื้อเพลิง ทั้งนี้ ปตท.ยังคงราคาจำหน่ายเดิม ทั้งแบบธรรมดา และ พรีเมียม ซึ่งผู้ใช้รถสามารถหาซื้อได้ที่สถานีบริการน้ำมันปตท.ทั่วประเทศ

“อีซูซุ” พาสื่อสัมผัสวิถีชีวิตแบบพอเพียงที่ทำได้จริง ณ ไร่รื่นรมย์ จ.เชียงราย

0

อีซูซุร่วมสืบสานปณิธานปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 และน้อมนำมาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตให้แก่ประชาชนไทยได้ปฏิบัติ โดยร่วมมือกับเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป เผยแพร่ภาพยนตร์เทิดพระเกียรติฯ ชื่อชุด “สุขเพียงพอ เพราะพอเพียง” ที่สร้างจากชีวิตของคุณเปิ้ล – ศิริวิมล กิตะพาณิชย์ เจ้าของไร่รื่นรมย์ จ.เชียงราย เมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา รวมทั้งได้จัดทริปพิเศษนำคณะสื่อมวลชนลงยังพื้นที่จริงของไร่รื่นรมย์ เพื่อสัมผัสวิถีชีวิตแบบพอเพียง ในการทำฟาร์มเกษตรอินทรีย์แบบผสมผสานที่น้อมนำเอาปรัชญาหลักเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาใช้ในชีวิตจริง และยังขยายผลในการช่วยพัฒนาชุมชน ให้สามารถใช้ชีวิตอย่างยั่งยืนและมีความสุข

ทริปนี้คณะสื่อมวลชนได้ขับรถปิกอัพ “อีซูซุ ดีแมคซ์ 1.9 และ 3.0 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์” เดินทางสู่ “ไร่รื่นรมย์” อ.เทิง จ.เชียงราย ซึ่งได้สัมผัสถึงสมรรถนะอันทรงพลัง และความสะดวกสบายในการขับขี่ ดีไซน์ไฟหน้าใหม่แบบ Bi-LED เทคโนโลยีไฟส่องสว่างใหม่ล่าสุดพร้อม Multifunctional Daylight ไฟส่องสว่างเวลากลางวัน พร้อมทำหน้าที่เป็นไฟหรี่เวลากลางคืน มั่นใจในทุกช่วงเวลาของการขับขี่อย่างแท้จริง และสัมผัสขีดสุดแห่งความหรูหรากับห้องโดยสารดีไซน์ใหม่ กว้างขวาง สะดวกสบายทุกรายละเอียด เบาะนั่งกึ่งหนังแท้ ครบครันด้วยฟังก์ชั่นล้ำสมัย ทำให้การเดินทางในครั้งนี้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น

หลังจากผ่านเส้นทางอันคดเคี้ยว คณะสื่อมวลชนก็ได้เดินทางถึงไร่รื่นรมย์ พร้อมเติมพลังด้วยการรับประทานอาหารหลากหลายเมนูที่ทำจากผลิตผลออแกนิคของไร่ ไม่ว่าจะเป็นไข่เค็ม หรือผักออแกนิคที่นำมาใช้ในการประกอบอาหารทั้งหมด โดยเมนูพิเศษที่พลาดไม่ได้ของไร่ คือ “ข้าวยำไร่ทุ่ง” และควรตบท้ายมื้ออร่อยด้วย “ซอฟช็อคข้าวหอมอุบล” กลมกล่อมนุ่มลิ้น

อิ่มท้องพร้อมอิ่มเอมกับบรรยากาศของไร่รื่นรมย์เป็นที่เรียบร้อย คณะสื่อมวลชนได้ร่วมทำกิจกรรมที่น่าสนใจ 2 กิจกรรมคือ กิจกรรม สถานีไข่ทองคำ ที่ช่วยให้ทุกคนได้เรียนรู้การทำอาหารเลี้ยงเป็ด ไก่ และการนำผลผลิตของเป็ด ไก่ มาทำให้มีมูลค่ามากขึ้น คือการนำไข่ไก่มาทำเป็นไข่ทรงเครื่อง และการนำไข่เป็ดมาทำไข่เค็ม ด้วยสูตรลับพิเศษของทางไร่ และอีกหนึ่งกิจกรรม คือ การให้ทุกคนได้รู้คุณค่าของข้าว ณ สถานีเข้าใจข้าว โดยคณะสื่อมวลชนได้ทดลองทำการปลูกข้าวทุกขั้นตอน เริ่มตั้งแต่การเพาะเมล็ดข้าวลงในรังผึ้ง ต่อด้วยการโยนข้าวในนาข้าว การสีข้าว ฝัดข้าว และบรรจุข้าวลงถุง

ประสบการณ์ ณ สถานที่จริง ทำให้เราได้เรียนรู้แนวทางการปฏิบัติตามรอยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งไร่รื่นรมย์ได้สานต่อมาอย่างต่อเนื่องนานกว่า 3 ปี คุณเปิ้ล – ศิริวิมล กิตะพาณิชย์ เล่าว่า “เปิ้ลเป็นเด็กเมือง ที่จบนิเทศศาสตร์ จากประเทศออสเตรเลีย แต่ได้หันมาทำเกษตรอินทรีย์อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งหลังจากที่อีซูซุและเมเจอร์ได้เลือกไร่รื่นรมย์ในการทำภาพยนตร์เทิดพระเกียรติฯ เพื่อเผยแพร่ทางโรงภาพยนตร์ ทำให้ไร่รื่นรมย์เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางและเร็วมาก ซึ่งเปิ้ลรู้จักยินดีที่ไร่รื่นรมย์ได้เป็นแรงบันดาลใจ ให้ทุกคนรู้ว่า จริง ๆ แล้วทุกคนสามารถทำในสิ่งที่ตัวเองคิดได้ถ้ามีความมุ่งมั่นและตั้งใจจริง

ไร่รื่นรมย์มีทั้งร้านอาหาร คาเฟ่ ที่ใช้วัตถุดิบการทำเกษตรอินทรีย์ ทั้งอาหารคาว อาหารหวาน มีเต๊นท์ที่พักไว้รับรองนักท่องเที่ยวให้ได้สัมผัสธรรมชาติอย่างใกล้ชิด และมีกิจกรรมมากมายให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็น การทำเกษตรอินทรีย์ การออกแบบผ้ามัดย้อม การทำชาสมุนไพร เป็นต้น เปิ้ลอยากให้ทุกคนรับประทานอาหารหรือใช้ของออแกนิคมากขึ้น และอยากเชิญชวนให้ทุกคนได้เรียนรู้ธรรมชาติและตอบแทนกลับคืนให้กับธรรมชาติบ้าง”

ก่อนที่จะออกจากไร่รื่นรมย์เพื่อเดินทางต่อ คุณเปิ้ล ยังได้กล่าวทิ้งท้ายอย่างน่าสนใจอีกว่า “จริง ๆ แล้วความพอเพียงแต่ละคนไม่เหมือนกัน สิ่งที่เราควรทำอย่างแรก คือ การหาตัวเองให้เจอ และนำเอาปรัชญาความพอเพียงของรัชกาลที่ 9 มาปรับใช้ให้เหมาะกับตนเอง เพราะเมื่อเราค้นพบตัวเองแล้ว เราจะพบความพอเพียงนั่นก็คือจุดสมดุลของตัวเอง ซึ่งเมื่อเราพบความสมดุลของตัวเองแล้ว เราก็พร้อมที่จะให้กับชุมชนและคนรอบข้างด้วย”

หลังจบภารกิจตามรอยปรัชญาแห่งความพอเพียง ณ ไร่รื่นรมย์ แล้ว คณะสื่อมวลชนก็เคลื่อนขบวนมุ่งหน้าสู่ร้านอาหารเย็น ณ ร้านอาหาร “มาลองเต๊อะ” พร้อมลิ้มลองอาหารเหนือแนวฟิวชั่น อาทิ ไข่ขัวลองเต๊อะ และออเดิร์ฟเมือง อิ่มอร่อยแล้วก็ได้เวลาพักผ่อน ที่รีสอร์ท “The White House Boutique Resort” ซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางทุ่งนา และริมน้ำคลองแม่กรณ์ ห่างจากตัวเมืองเชียงรายเพียง 30 กว่ากิโลเมตร โดยรีสอร์ทแห่งนี้มีความเป็นเอกลักษณ์ที่แตกต่างและเดินตามรอยเศรษฐกิจพอเพียงเช่นเดียวกัน ด้วยการทำนา ปลูกผัก เลี้ยงปลา เลี้ยงเป็ดเพื่อเก็บไข่ไว้รับประทานเองอีกด้วย หากใครต้องการชาร์จพลังงานให้ตัวเอง ขอแนะนำให้ทุกคนได้มาพักที่นี่ และจะได้รับรู้ถึงความเป็นมิตรกับธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม อากาศยามเช้าที่สดชื่น ที่หาไม่ได้ในเขตเมืองอย่างแน่นอน และก่อนจะเดินทางกลับกรุงเทพมหานคร คณะสื่อมวลชนได้เดินทางไปไหว้พระขอพรรับปีใหม่ ณ “วัดพระสิงห์” วัดอารามหลวงคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดเชียงราย ที่เป็นศูนย์รวมใจของชาวเชียงรายมาอย่างยาวนาน เป็นอันปิดท้ายทริปพิเศษนี้ด้วยความสุขอย่างแท้จริง

สำหรับกลุ่มอีซูซุยังคงเดินหน้าสานต่อปรัชญาพอเพียงอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ชุมชนและสังคมอยู่ได้อย่างยั่งยืน เข้มแข็ง ผ่านภาพยนตร์เทิดพระเกียรติฯ เพื่อส่งเสริมปรัชญาแห่งความพอเพียง