Home Blog Page 512

เปิดฉาก “BMF 2018” กระหึ่มกลางกรุง ค่ายมอเตอร์ไซค์-ของแต่งรถ-แต่งกาย มอบข้อเสนอสุดพิเศษ

0

เปิดงานอย่างเป็นทางการกับ “แบงค์ค็อก มอเตอร์ไบค์เฟสติวัล 2018” (BMF 2018) เทศกาลมอเตอร์ไซค์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยกิจกรรมหลากหลายเพื่อคนรักมอเตอร์ไซค์ รวม 16 ค่ายมอเตอร์ไซค์ชั้นนำ ร้านค้าสำนักแต่งและอุปกรณ์แต่งรถแต่งกายกว่า 90 บู๊ธ ประกาศย้ำร่วมฉลองครบ 1 ทศวรรษการจัดงาน ส่งแคมเปญที่ดีที่สุดแห่งปี พร้อมล้างสต๊อกสินค้ามาขายในราคาสุดพิเศษ คาดจะมียอดจองรถภายในงาน 650 คัน เงินสะพัดกว่า 750 ล้านบาท ชมฟรี! 31 มกราคม-4 กุมภาพันธ์ 2561 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เวิลด์ ราชประสงค์

นายณัฐพล ไตรณัฐี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไซเคิล คัลเจอร์ โชว์ จำกัด ผู้จัดงาน “แบงค์ค็อก มอเตอร์ไบค์เฟสติวัล 2018” (Bangkok Motorbike Festival 2018 หรือ BMF 2018) เปิดเผยว่า “การจัดงานปีนี้ ต้องขอขอบคุณ 16 ค่ายมอเตอร์ไซค์ นอกจากจะมอบข้อเสนอพิเศษทั้งส่วนลดราคาของแถมต่างๆ แล้ว บางค่ายรถมอเตอร์ไซค์ยังใช้เวทีของงานนี้ เปิดตัวรถรุ่นใหม่อีกด้วย นอกจากนี้ ร้านค้าสำนักแต่งและอุปกรณ์แต่งรถแต่งกายกว่า 40 แบรนด์กว่า 90 บู๊ธ ต่างสนับสนุนการจัดงานในปีนี้ให้ยิ่งใหญ่ในโอกาสฉลองครบรอบ 10 ปีในการจัดงาน โดยระดมสินค้าหลากหลายมาจำหน่ายในราคาพิเศษแบบล้างสต๊อกสินค้าเลยทีเดียว”

ค่ายรถมอเตอร์ไซค์ชั้นนำที่เข้าร่วมงานในครั้งนี้ มีจำนวน 16 แบรนด์ ประกอบด้วย Harley-Davidson, Triumph, BMW, Ural, MV Agusta, Indian, Victory, Royal Enfield, Husqvarna, Benelli, Yamaha, Suzuki, Kawasaki, Honda, BCM และ Zero Engineering ขณะที่ร้านค้าอุปกรณ์ตกแต่งและชุดแต่งกายกว่า 40 แบรนด์จากกลุ่มผู้ประกอบการชาวไทยและต่างประเทศที่จะมาร่วมออกบู๊ธจำหน่ายสินค้าร่วม 90 บู๊ธ พร้อมทั้งประกาศล้างสต๊อกสินค้ารับซีซั่นใหม่ เพื่อร่วมฉลองครบรอบ 10 ปีในการจัดงาน (BMF 2018) ด้วยการระดมสินค้ายอดนิยมมาลดราคาจำหน่ายสุดพิเศษ

ไฮไลท์กิจกรรมที่น่าสนใจในงาน เพื่อให้ผู้เข้าชมงานได้เพลิดเพลิน อาทิ โซนแสดงรถคัสตอมไบค์, โซน Motorcycle Club, การประกวดตกแต่งมอเตอร์ไซค์ BANGKOK CUSTOM BIKE COMPETITION เวทีที่เปิดโอกาสผู้มีจินตนาการในการแต่งรถและสำนักแต่งรถได้โชว์ไอเดียเฉพาะตัว, ทอล์กโชว์จากบุคคลที่น่าสนใจในวงการรถมอเตอร์ไซค์, TEST RIDE ทดสอบรถจักรยานยนต์หลากหลายรุ่น, INVITED CUSTOM BIKE BUILDER พบปะนักตกแต่งรถระดับโลกที่ได้เชิญมาจากประเทศต่างๆ, VINTAGE BIKE นิทรรศการแสดงรถจักรยานยนต์โบราณ และจัดเตรียมที่จอดรถมอเตอร์ไซค์กว่า 500 คันบริเวณลานหน้าศูนย์การค้าบริการรับฝากหมวกกันน็อก “Helmet Valet” เพื่อให้นักขับขี่ได้รับความสะดวกสบายในการเข้าชมงานมากที่สุด รวมถึงกิจกรรม “Opening Party”

นายณัฐพล กล่าวเพิ่มเติม “ความเชื่อมั่นเศรษฐกิจมีแนวโน้มสดใสดีขึ้นอย่างชัดตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาหลายฝ่ายทั้งภาครัฐและเอกชนได้สะท้อนความมั่นใจต่อระบบเศรษฐกิจและการดำเนินธุรกิจ ทำให้มีความมั่นใจว่า การจัดงานในปีที่ 10 นี้ บรรยากาศจะคึกคัก และคาดว่ายอดจองรถภายในงานน่าจะทำได้ไม่น้อยกว่า 650 คัน มีเงินสะพัดกว่า 750 ล้านบาท (รวมสินค้าอุปกรณ์ตกแต่ง) มีผู้เข้าชมงานกว่า 7 แสนคน”

แบงค์ค็อก มอเตอร์ไบค์เฟสติวัล 2018 (BMF 2018) จัดระหว่างวันที่ 31 มกราคม – 4 กุมภาพันธ์ 2561 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เวิลด์ (ราชประสงค์) ชมฟรี!! ตลอดงาน ติดตามข่าวสารความคืบหน้าของงานเพิ่มเติมได้ที่ www.bangkokmotorbikefestival.com หรือ www.facebook.com/BangkokMotorbikeFestival

“วอลโว่” แนะนำ V40 และ V60 Dynamic Edition ดีไซน์สปอร์ต พร้อมเปิดตัว S60 และ V60 เครื่องยนต์ดีเซลรหัส D3 ใหม่

0

 “วอลโว่ รุกตลาดปี 2018 ส่ง V40 T4 และ V60 D4 รุ่น Dynamic Edition ที่มาในลุคสปอร์ตเต็มขั้น พร้อมเอาใจผู้ที่ชื่นชอบในเอกลักษณ์รถสปอร์ตแวกอน V60 D3 และรถซีดานเรียบหรูจากสวีเดน ด้วยรถรุ่น S60 D3 ที่มาพร้อมราคาสุดเร้าใจ 1.99 ล้านบาท

บริษัท วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) จำกัด ภูมิใจนำเสนอรถรุ่น V40 T4 Dynamic Edition และ V60 D4 Dynamic Edition ที่ได้รับความนิยมและนับเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้ทุกคนนึกถึงแบรนด์วอลโว่ ซึ่งครั้งนี้มาพร้อมกับชุดแต่ง R-Design ซึ่งเพิ่มรูปลักษณ์ใหม่ สปอร์ตโฉบเฉี่ยวยิ่งขึ้น

V40 T4 และ V60 D4 Dynamic Edition ประกอบด้วย

  • กันชนและแผงกระจังหน้า R-Design
  • ชายล่างกันชนหลังทรงสปอร์ต R-Design
  • ท่อไอเสียคู่ทรงกลม R-Design
  • ล้ออัลลอยด์ขนาด 205/50 R17 สีเทาดำแบบ Diamond Cut (รุ่น V40 T4 Dynamic Edition)
  • ระบบจอดรถกึ่งอัตโนมัติ (Park Assist Pilot) รุ่น V60 D4 Dynamic Edition)
  • มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ ขาว (Ice White) เทา (Osmium Grey) และดำ (Onyx Black)

V40 T4 Dynamice Edition รถแฮตช์แบ็ก 5 ประตูสไตล์สปอร์ตรุ่นใหม่ เครื่องยนต์ Drive-E เบนซินเทอร์โบชาร์จ   2,000 ซี.ซี. 190 แรงม้า@ 4,700 รอบ/นาที แรงบิด 300 นิวตัน-เมตร ที่ 1,300-4,000 รอบ/นาที อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.ในเวลาเพียง 6.9 วินาทีความเร็วสูงสุด 210 กม./ชม. ประหยัดเชื้อเพลิง 16.4 กม./ลิตร เปลี่ยนพลังความรู้สึกใหม่ ขับสนุก โลดเล่นดั่งใจ ปลอดภัยสูงสุด

 

V60 D4 Dynamic Edition ขับเคลื่อนด้วยระบบเครื่องยนต์ Drive-E ดีเซลแบบคอมมอนเรล ทวินเทอร์โบพร้อมเทคโนโลยีหัวฉีด i-Art พร้อมเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด 2,000 ซี.ซี. 190 แรงม้า ที่ 4,250 รอบ/นาที แรงบิด 400 นิวตัน-เมตร ที่ 1,750-2,500 รอบ/นาที อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 7.7 วินาที ความเร็วสูงสุด 225 กม/ชม. ประหยัดเชื้อเพลิง 20.4 กม./ลิตร  

V60 D3 มาพร้อมเครื่องยนต์ Drive-E ดีเซลแบบคอมมอนเรลเทอร์โบ พร้อมเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด 2,000 ซี.ซี. 150 แรงม้า ที่ 1,750-3,750 รอบ/นาที แรงบิด 320 นิวตัน-เมตร ที่ 1,750-3,000 รอบ/นาที อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.ในเวลาเพียง 9 วินาที ความเร็วสูงสุด 210 กม./ชม. ประหยัดเชื้อเพลิง 22.7 กม./ลิตร  

S60 D3 รถซีดานที่สะท้อนสุนทรียแห่งการขับขี่แบบสแกนดิเนเวียน ขับเคลื่อนด้วยระบบเครื่องยนต์ Drive-E และเครื่องยนต์ดีเซลแบบคอมมอนเรลเทอร์โบ พร้อมเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด 2,000 ซี.ซี. 150 แรงม้า ที่ 3,750 รอบ/นาที แรงบิด 320 นิวตัน-เมตร ที่ 1,750-3,750 รอบ/นาที อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.ในเวลาเพียง 9.0 วินาที ความเร็วสูงสุด 210 กม./ชม. ประหยัดเชื้อเพลิง 22.7 กม./ลิตร เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด พร้อมฟังก์ชั่นระบบความปลอดภัยและความบันเทิงแบบครบครัน

 

Volvo เปิดปี 2018 มาด้วยราคาพิเศษเกินห้ามใจ V40 T4 Dynamic Edition ราคา 1,690,000 บาท และ V60 D4 Dynamic Edition ราคา 2,390,000 บาท ขณะที่ V60 D3 ราคา 2,090,000 บาท และ S60 D3 เปิดตัวด้วยราคาสุดเร้าใจ 1,990,000 บาท รถทุกรุ่นมาพร้อมบริการรับประกันคุณภาพฟรี 3 ปี และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินเป็นเวลา 1 ปี

พบกับ “Volvo” ที่สุดแห่งยนตกรรมสุดหรูผสานที่สุดแห่งความปลอดภัยระดับโลกได้แล้ววันนี้ ณ โชว์รูมวอลโว่ทั่วประเทศ สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ 02-305-4499 หรือ WWW.VOLVOCARS.COM/TH

 

“อีซูซุ” เตรียมส่ง “อีซูซุ เอ็กซ์-ซีรี่ส์” 2 รุ่นใหม่ ลุยตลาดปีที่ 61 (ภาพ+คลิปวีดีโอ)

0

กลุ่มตรีเพชร โดย มร. โทชิอากิ มาเอคาวะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เผยว่า “ปี พ.ศ. 2560 ที่ผ่านมาเป็นปีครบรอบ 60 ปีของการดำเนินธุรกิจอีซูซุใน ประเทศไทย นับเป็นปีทองแห่งความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของอีซูซุ เราขอขอบคุณลูกค้าชาวไทยทุกท่านที่สนับสนุนอีซูซุตลอดมา และในโอกาสก้าวสู่ปีที่ 61 นี้ อีซูซุขอแนะนำยนตรกรรมใหม่เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับลูกค้าชาวไทย นั่นคือ “ อีซูซุ เอ็กซ์-ซีรี่ส์ 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์” แรงขีดสุด…เต็มสปีดพันธุ์เอ็กซ์ ไลฟ์สไตล์ปิกอัพเพื่อคนสายพันธุ์สปอร์ต ปรับโฉมใหม่เพิ่มเอกลักษณ์ให้โดดเด่นยิ่งขึ้น ทั้งภายนอกและภายใน มีให้เลือก 2 รุ่น ได้แก่ รุ่น Speed สปอร์ตเข้าถึงจิตวิญญาณชาวเรซซิ่ง และครั้งแรกกับทางเลือก ใหม่! Speed Cab4 ปิกอัพสปอร์ต 4 ประตูของคนพันธุ์เท่ พร้อมด้วยรุ่น Hi-Lander สปอร์ตพรีเมี่ยม เท่ หรูหรามีสไตล์ดุจรถยนต์นั่ง ราคาจำหน่าย 742,000 – 966,000 บาท”

มร. โทชิอากิ มาเอคาวะ กล่าวเพิ่มเติม “ในปีนี้เราจะยังคงมุ่งมั่นดำเนินนโยบายทั้งด้านการจำหน่ายและการบริการหลังการขายต่างๆ ตาม “วิถีอีซูซุ- – ผู้ใช้สุขใจ เพิ่มพูนรายได้ ช่วยให้สังคมพัฒนา” ที่ยึดมั่นตลอด 60 ปีที่ผ่านมา เพื่อเป้าหมายหลักในการสร้างความพอใจสูงสุดให้กับลูกค้าชาวไทยเช่นเดิม และเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารถรุ่นนี้จะถูกใจและได้รับการตอบรับอย่างดีเหมือนกับรถอีซูซุทุกๆ รุ่นด้วย”

จุดเด่นของ “อีซูซุ เอ็กซ์-ซีรี่ส์” ทั้ง 2 รุ่น

อีซูซุ เอ็กซ์-ซีรี่ส์ รุ่น Speed โดดเด่นไม่ซ้ำใครด้วยการออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์ที่ตอบรับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ ผู้ชื่นชอบความเร้าใจ หลงใหลชีวิตที่มีสีสัน และต้องการสะท้อนตัวตนสปอร์ตโฉบเฉี่ยว ด้วยการขับขี่ “อีซูซุ เอ็กซ์-ซีรี่ส์” รุ่น Speed เพื่อเติมเต็มจิตวิญญาณเรซซิ่งให้แรงถึงขีดสุด…สู่อีกระดับของขุมพลังสปอร์ตที่ไร้ขีดจำกัด

ชุดแต่งดีไซน์ใหม่ ที่มาพร้อมกระจังหน้า ชุดแต่งสเกิร์ตรอบคัน และสติกเกอร์คาดหน้า-หลัง พร้อมสัญลักษณ์ X ดีไซน์โฉบเฉี่ยวเร้าใจ ทรงพลังทุกเส้นสาย ดึงดุดทุกสายตาด้วยเส้น Red Line สีแดงสุดสปอร์ต ดีไซน์ต่อเนื่องรับกับไฟหน้าและเส้นสปีดสีแดงยาวรอบคัน สปอร์ตเท่ทุกมุมมอง พร้อมสัญลักษณ์ ISUZU สีแดง

ไฟหน้าแบบ Bi-LED เทคโนโลยีสุดล้ำ ให้พื้นที่ความสว่างมากขึ้น และใช้พลังงานน้อยลง สามารถปรับความสูงต่ำได้ 4 ระดับ พร้อม Multifunctional Daylight แบบ Built-in ดีไซน์ใหม่ สปอร์ตลงตัว เป็นทั้งไฟส่องสว่างเวลากลางวัน และไฟหรี่เวลากลางคืน

เสาข้างประตูสีดํา Blackout Film เสริมมาดเข้มสไตล์สปอร์ต ในรุ่น Speed Cab4

ล้ออัลลอยดีไซน์ล่าสุดสีเทาดำ ขนาด 16 นิ้ว เท่ ดูดีสไตล์สปอร์ต

เบาะนั่งสีดำแดง โอบกระชับ ดีไซน์สปอร์ต ลวดลาย Honeycomb เท่ เต็มอารมณ์ พร้อมสัญลักษณ์ X ที่เบาะคู่หน้า

ดีไซน์ห้องโดยสารใหม่ ด้วยชุดตกแต่งสีดำ Piano Black Style และผิวสัมผัส Soft Touch เดินด้ายสีแดงสุดสปอร์ต ลงตัวกับชุดโครเมี่ยมประดับช่องแอร์และที่เปิดประตูด้านใน พร้อมสัญลักษณ์ X-SERIES บนแถบสีแดงสุดเท่ที่คอนโซลหน้า และชุดตกแต่งแผงข้างประตูสีแดงลวดลาย Honeycomb สุดสปอร์ต

ชัดเจนด้วยหน้าปัด Super Vision ดีไซน์แบบ 3D Shape Point พร้อมหน้าจอ Color Display MID เทคโนโลยีล่าสุด และฟังก์ชั่นครบครัน พวงมาลัย Multifunction ดีไซน์หุ้มหนังเดินด้ายแดง พร้อมสัญลักษณ์ ISUZU สีแดง ควบคุมเครื่องเสียงและสั่งการจากบนพวงมาลัย ช่อง USB ชาร์จไฟ 2 จุด หน้า-หลัง ในรุ่น Speed Cab4 และ 1 จุดในรุ่น Speed ระบบ Bluetooth เชื่อมต่อระบบโทรศัพท์ พร้อมฟังก์ชั่น Bluetooth Audio กระหึ่มไปกับ ISUZU SURROUND SOUND SYSTEM ให้มิติเสียงสมจริงกระหึ่มรอบทิศทาง สูงสุดถึง 6 ลําโพง เติมมิติเสียงให้เต็มอารมณ์สปอร์ตยิ่งขึ้น

อีซูซุ เอ็กซ์-ซีรี่ส์ รุ่น Hi-Lander เติมไลฟ์สไตล์สปอร์ตให้เต็มพลัง ด้วยความหรูหรา เท่แบบมีสไตล์ ให้กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีไลฟ์สไตล์เป็นเอกลัษณ์ ได้สะท้อนตัวตนสปอร์ตพรีเมี่ยม ด้วยความลงตัวระหว่างการขับขี่ในชีวิตประจำวันกับความสปอร์ตเท่ที่หรูหรามีสไตล์แบบรถยนต์นั่ง

ชุดแต่งดีไซน์ใหม่ ที่มาพร้อมกระจังหน้าสุดสปอร์ต ออกแบบลงตัวรับกับสเกิร์ตหน้าดีไซน์เท่ ทรงพลัง สะกดทุกสายตา ด้วยกันชนหน้าสีเทาดำ Front Bumper Garnish ที่ตัดรับกับเส้น Red Line สีแดงสุดสปอร์ต ดีไซน์ยาวต่อเนื่องรับกับไฟหน้าอย่างลงตัว มาพร้อมสติกเกอร์ดีไซน์เท่คาดหน้า-หลัง เติมความโดดเด่นไม่ซ้ำใครและสัญลักษณ์ ISUZU สีแดง เสริมความสปอร์ตให้มีสไตล์

ชุดไฟตัดหมอกใหม่ สีเดียวกับตัวรถ พร้อมกรอบสีเทาดำ ดีไซน์ต่อเนื่องรับกับสเกิร์ตหน้าสปอร์ตเหนือระดับ

สปอร์ตบาร์ดีไซน์ใหม่ สีทูโทน เท่ สปอร์ต ดูโฉบเฉี่ยว

ไฟหน้าแบบ Bi-LED เทคโนโลยีสุดล้ำ ให้พื้นที่ความสว่างมากขึ้น และใช้พลังงานน้อยลง สามารถปรับความสูงต่ำได้ 4 ระดับ พร้อม Multifunctional Daylight แบบ Built-in ดีไซน์ใหม่ สปอร์ตลงตัว เป็นทั้งไฟส่องสว่างเวลากลางวัน และไฟหรี่เวลากลางคืน

เสาข้างประตูสีดํา Blackout Film ให้ความต่อเนื่องสวยงาม เสริมความพรีเมี่ยมในรุ่น 4 ประตู

บันไดข้างดีไซน์ใหม่ แบบชิ้นเดียว พร้อมตกแต่งด้วยขอบสีเงิน ดูสปอร์ตหรู

ล้ออัลลอยทูโทนดีไซน์ใหม่ ขนาด 18 นิ้ว เท่สะดุดตา ในรุ่น 4 ประตู

เบาะนั่งกึ่งหนังแท้ดีไซน์หรู แบบ Double Layer เพิ่มมิติแห่งดีไซน์ เดินด้าย สีแดงดูสปอร์ตพรีเมี่ยม พร้อมสัญลักษณ์ X-SERIES ที่เบาะคู่หน้า

ดีไซน์ห้องโดยสาร ด้วยชุดตกแต่งสีดำ Piano Black Style และผิวสัมผัสใหม่ Soft Touch เดินด้านสีแดงสุดสปอร์ต หรูหราลงตัวกับชุดโครเมียมประดับช่องแอร์ และที่เปิดประตูด้านใน พร้อมสัญลักษณ์ X-SERIES ที่คอนโซลหน้า

หน้าปัด Super Vision ดีไซน์แบบ 3D Shape Point พร้อมหน้าจอ Color Display MID ฟังก์ชั่นครบครัน พวงมาลัย Multifunction ดีไซน์หุ้มหนัง เดินด้ายแดง พร้อมสัญลักษณ์ ISUZU สีแดง ควบคุมเครื่องเสียงและสั่งการจากบนพวงมาลัย ในรุ่นเกียร์อัตโนมัติ ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ Cruise Control ที่สุดของความสะดวกสบายในทุกการเดินทาง Isuzu Media Solution หน้าจอระบบสัมผัสขนาดใหญ่ 7 นิ้ว เชื่อมต่ออุปกรณ์บันเทิงได้หลากหลาย พร้อมระบบบลูทูธ กระหึ่มไปกับ ISUZU SURROUND SOUND SYSTEM ให้มิติเสียงสมจริงกระหึ่มรอบทิศทาง สูงสุดถึง 8 ลําโพง เติมมิติเสียงให้เต็มอารมณ์สปอร์ตยิ่งขึ้นในรุ่น 4 ประตู

ทั้ง 2 รุ่นมาพร้อมขีดสุดของสมรรถนะกับนวัตกรรมเปลี่ยนโลก ขุมพลังสปอร์ตสไตล์เอ็กซ์ เครื่องยนต์ 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ และระบบส่งกำลังสไตล์สปอร์ต โดยทั้งรุ่นเกียร์ออโตเมติก 6 สปีด แบบ Rev Tronic และรุ่นเกียร์ธรรมดา 6 สปีด มาพร้อมโอเวอร์ไดร์ฟ 2 ตำแหน่งที่เกียร์ 5 และ 6 รุ่น Speed และ Speed Cab4 มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ ใหม่! แดงเอทนา ไมก้า (ETNA MICA RED) ขาวไซบีเรียน (SIBERIAN WHITE) และ ดำออสเตรเลียนโคล (AUSTRALIAN COAL BLACK) ส่วนรุ่น Hi-Lander 4 ประตู และ 2 ประตู มีให้เลือก 2 สี ขาวมุกเอเวอเรสต์ (EVEREST PEARL WHITE) และ ดำออสเตรเลียนโคล (AUSTRALIAN COAL BLACK)

อีซูซุ เอ็กซ์-ซีรี่ส์ 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ เริ่มจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ ศกนี้ ณ โชว์รูมอีซูซุทั่วประเทศ

คาราวาน “พลังดี…เปลี่ยนโลก” ลุยป่า จ.ตาก มอบรถ “อีซูซุดีแมคซ์ วี-ครอส 4×4” สนับสนุนการทำงานของ”หมอใหญ่…แห่งพงไพร”

0

บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด สานต่อโครงการ “คาราวานพลังดี…เปลี่ยนโลก” นำเครือข่าย ผู้จำหน่ายอีซูซุพร้อมขบวนรถปิกอัพ “อีซูซุดีแมคซ์ วี-ครอส 4×4” รวม 10 คัน ลงพื้นที่ให้กำลังใจและสนับสนุนการทำงานของ “หมอใหญ่…แห่งพงไพร” ผ่านเหล่าตัวแทนแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข อำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก ที่อุทิศตนเดินป่ารักษาชาวบ้านมากว่า 30 ปีอย่างไม่ย่อท้อ เพื่อให้ชาวบ้านทุกคนได้เข้าถึงการรักษาและมีสุขภาพที่ดี ตอกย้ำความเชื่อมั่นของอีซูซุที่ว่า… ไม่มีที่ใด ที่พลังความดีไปไม่ถึง

กลุ่มตรีเพชร โดย คุณวิชัย สินอนันพัฒน์ กรรมการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เผยว่า “โครงการคาราวานอีซูซุ วี-ครอส 4×4 “พลังดี…เปลี่ยนโลก” เกิดขึ้นจากความร่วมมืออันดียิ่งระหว่าง บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด สมาชิกชมรมผู้จำหน่ายอีซูซุรุ่นใหม่ และผู้จำหน่ายอีซูซุทั่วประเทศที่เล็งเห็นถึงความสำคัญในการสนับสนุนพันธกิจเพื่อสังคมของกลุ่มบุคคล หรือหน่วยงานที่อุทิศตนทำคุณประโยชน์เพื่อมวลชนที่ขาดแคลนแม้แต่ปัจจัยหลักในการดำเนินชีวิต และอยู่ในพื้นที่ที่ยากกว่าที่บุคคลทั่วไปจะเดินทางเข้าไปถึง พร้อมร่วมเป็นพลังสะท้อนเสียงแห่งการรับรู้ในการทำความดีของหน่วยงานนั้นๆ แก่สังคมไทย”

คุณวิชัย กล่าวเพิ่มเติม “การเดินทางครั้งล่าสุดได้จัดคาราวานลงพื้นที่ในจังหวัดตาก เพื่อมอบรถ “อีซูซุดีแมคซ์ วี-ครอส 3.0 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์” 4 ประตู จำนวน 1 คัน พร้อมอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นและเงินสมทบกิจกรรมสาธารณประโยชน์แก่โรงพยาบาลแม่ระมาด และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ตำบลบ้านคำหวัน จังหวัดตาก มูลค่ารวมกว่า 2,000,000 บาท พร้อมส่งมอบกล่องยาสามัญประจำบ้านเพื่อช่วยบรรเทาความเจ็บป่วยเบื้องต้นในยามจำเป็น โดยหวังว่าน้ำใจส่วนนี้จะสามารถขับเคลื่อนพลังแห่งการเสียสละอันยิ่งใหญ่ให้คงอยู่และเจริญงอกงามต่อไปในอนาคต”

“คาราวานพลังดี…เปลี่ยนโลก” ได้ดำเนินการมาแล้วในหลายพื้นที่ เช่น โรงเรียนบ้านแม่สะเต อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ พื้นที่ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้ในจังหวัดนครศรีธรรมราชและจังหวัดสุราษฎร์ธานี และโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนทิไล่ป้า อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ล่าสุดได้ลงพื้นที่ในจังหวัดตาก ด้วยความศรัทธาในการอุทิศตนของเหล่าแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข นำโดยนายแพทย์ จิรพงศ์ อุทัยศิลป์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลแม่ระมาด จังหวัดตาก ที่นำทีมแพทย์และเจ้าหน้าที่ที่มีอยู่จำกัดเข้าไปรักษาชาวบ้านในถิ่นทุรกันดารมากว่า 30 ปี บางพื้นที่ต้องเดินเท้านานกว่า 6 ชั่วโมง เพื่อให้ชาวบ้านทุกคนได้เข้าถึงการรักษาและมีสุขภาพที่ดี โดยไม่ย่อท้อที่จะฝ่าฟันไปให้ถึงคนที่ต้องการความช่วยเหลือ

“เพราะทุกวันที่ทำงานก็เหมือนได้รับรางวัลชีวิต การได้เห็นผู้คนหายจากการเจ็บป่วย เป็นรางวัลที่มีค่ากว่ารางวัลใดๆ” คำพูดจากนายแพทย์จิรพงศ์ หมอใหญ่…แห่งพงไพร ผู้ซึ่งปฏิเสธการรับรางวัลทุกประเภท อีซูซุขอร่วมเป็นพลังสะท้อนเสียงแห่งการรับรู้ในการทำความดีของเหล่าแพทย์ พยาบาลและเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ผู้อุทิศตนเกือบทั้งชีวิตเพื่อต่อลมหายใจให้กับชาวบ้านในพื้นที่ห่างไกลความเจริญทั่วประเทศไทย ผ่านภาพยนตร์สั้นทางโซเซียลเน็ตเวิร์ค ชุด “ตาล่าผาโด้! ตาล่าผาโด้! หมอใหญ่…แห่งพงไพร” ซึ่งทุกท่านสามารถติดตามเรื่องราวความดีครั้งนี้ ได้ที่ https://youtu.be/bqIFHNewj8E หรือ www.isuzu-tis.com ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 12 มกราคม ศกนี้ เป็นต้นไป

Toyota C-HR เริ่มที่ 979,000 บาทจบที่ 1,159,000 บาท

0

Toyota เปิดราคารถซับคอมแพ็ค C-HR (Coupe High Rider) อย่างเป็นทางการ โดยมีเครื่องยนต์ให้เลือก 2 แบบ 4 รุ่น ทั้งเครื่องยนต์เบนซินและไฮบริด ประกอบด้วย รุ่น1.8 Entry ราคา 979,000 บาท รุ่น 1.8 Mid ราคา 1,039,000 บาท รุ่นHV Mid ราคา 1,069,000 บาท และรุ่น HV Hi ราคา 1,159,000 บาท

นายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ เปิดเผยว่า “Toyota C-HR นับเป็นอีกหนึ่งความภูมิใจของโตโยต้า ที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ทำให้มียอดลงทะเบียนจองสิทธิ์ล่วงหน้ากว่า 3,000 คัน เกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 2,000 คัน สำหรับราคาที่นำเสนอนับเป็นราคาที่คุ้มค่า และทุกท่านสามารถจับจองเป็นเจ้าของได้ โดยบริษัทจะเริ่มทำการส่งมอบรถให้แก่ลูกค้าตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคมเป็นต้นไป”

Toyota C-HR มากับความยาวของตัวรถ 4,360 มม.ความกว้าง 1,795 มม.ความสูง 1,565 มม.และฐานล้อ 2,640 มม.ส่วนขุมพลังเป็นเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบแถวเรียง DOHC 16 วาล์วขนาด 1,798 ซี.ซี.ให้กำลังสูงสุด 146 แรงม้าที่ 6,400 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 166 นิวตันเมตรที่ 4,000 รอบต่อนาที ระบบเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT Shif Lock และสามารถรองรับการใช้น้ำแก๊สโซฮอลล์E20 และ E85 ได้ สำหรับระบบช่วงล่างด้านหน้าเป็นแบบอิสระแม็คเฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง และด้านหลังเป็นแบบดับเบิลวิชโบนพร้อมเหล็กกันโคลง ส่วนระบบเบรกเป็นดิสก์เบรกทั้งหน้าและหลัง และพวงมาลัยเพาเวอร์ไฟฟ้า(EPS)

Toyota C-HR ได้รับการออกแบบเพื่อแสดงถึงในการก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของรถยนต์นั่งภายใต้แนวคิด “LIVE ALIVE…ออกไปใช้ชีวิต” ด้วยดีไซน์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรูปทรงของเพชรซึ่งเต็มไปด้วยรายละเอียดที่โดดเด่นสะดุดตา อีกทั้งการออกแบบที่แสดงให้เห็นถึงความแม่นยำ สะท้อนถึงรูปแบบพื้นผิวของอัญมณีที่มีความประณีตในการเจียระไน ทั้งยังเพียบพร้อมไปด้วย 4 เทคโนโลยีใหม่ อันได้แก่

New Generation of Hybrid – ระบบไฮบริดเจเนอเรชั่นใหม่ได้รับการพัฒนาให้แบตเตอรี่มีขนาดเล็กลง แต่สามารถเก็บประจุไฟฟ้าได้มากขึ้น มีความทนทานและประหยัดน้ำมันได้มากขึ้น โดยมีอัตราการประหยัดน้ำมันสูงถึง 24.4 กม./ลิตร ด้วยการย้ายตำแหน่งของแบตเตอรี่ทำให้สามารถระบายความร้อนได้ดีขึ้น

โครงสร้าง TNGA (Toyota Global New Architecture) – จากแนวคิดที่ท้าทายการพัฒนายนตรกรรมให้ดียิ่งกว่าของโตโยต้า (Ever-better Cars) นวัตกรรมโครงสร้างใหม่ TNGA ถูกพัฒนาขึ้นโดยการออกแบบโครงสร้างตัวถังใหม่ให้แข็งแกร่ง (Body rigidity) และมีจุดศูนย์ถ่วงต่ำลง (Low center of gravity) ลดการโคลงตัวของตัวถัง ทำให้สามารถเข้าโค้งได้อย่างมั่นใจ มีความโดดเด่นเรื่องประสิทธิภาพการเกาะถนน (STABILITY) คล่องตัวในทุกจังหวะการขับขี่ (AGILITY) รวมถึงการออกแบบห้องโดยสาร เพิ่มทัศนวิสัยของผู้ขับขี่ให้กว้างขึ้นโดยลดจุดอับสายตา (VISIBILITY)

C-HR มาพร้อมกับช่วงล่างด้านหลังแบบอิสระปีกนกคู่ (Double Wishbone Suspension) ที่นอกจากเพิ่มประสิทธิภาพในการเกาะถนนแล้วยังเพิ่มความนุ่มนวลในการขับขี่

สำหรับเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัย Toyota Safety Sense ได้รวมเอาระบบความปลอดภัยขั้นสูงไว้ด้วยกัน อาทิ ระบบความปลอดภัยก่อนการชน (Pre-Collision System) ระบบควบคุมและปรับความเร็วอัตโนมัติ (Dynamic Radar Cruise Control) ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Automatic High Beams) ระบบเตือนเมื่อออกนอกเลนพร้อมพวงมาลัยหน่วงอัตโนมัติ (Lane Departure Alert with Steering Assist เข้าไว้ด้วยกัน

ในส่วนของ Toyota T-Connect Telematics ระบบที่เชื่อมต่อผู้ขับขี่และรถยนต์ ผ่าน Smart phone และ Apple watch พร้อมทั้งเครือข่ายศูนย์ข้อมูลอัจฉริยะ เพื่อรับข้อมูลและความช่วยเหลือตลอดการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็น ระบบนำทาง T-Connect Telematics บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชม. ระบบตรวจสอบตำแหน่งรถยนต์และช่วยค้นหาพิกัดในกรณีที่รถถูกโจรกรรม สัญญาณ Wi-Fi ในรถยนต์

สำหรับเครื่องยนต์ไฮบริดมีให้เลือก 6 สี คือ Premium Red/Black Roof, Blue Metallic/Black Roof, Radiant Green Metallic/Black Roof, White Pearl Crystal, Metal Stream Metallic, Attitude Black Mica และ 3 สีสำหรับเครื่องยนต์เบนซิน ประกอบด้วย White Pearl Crystal, Metal Stream Metallic, Attitude Black Mica (สำหรับสีพิเศษได้แก่ Premium Red, Blue Metallic และ Radiant Green Metallic พร้อมหลังคาสีดำเพิ่ม 10,000 บาท สี White Pearl Crystal เพิ่ม 10,000 บาท)

ราคาจำหน่าย Toyota C-HR อย่างเป็นทางการ
-รุ่น 1.8 Entry 979,000 บาท
-รุ่น 1.8 Mid 1,039,000 บาท
-รุ่น HV Mid 1,069,000 บาท
-รุ่น HV Hi 1,159,000 บาท

โตโยต้า จัดข้อเสนอสุดพิเศษเพื่อเป็นการตอบแทนลูกค้า คือ Custom Name Plate สำหรับลูกค้าที่จองรถตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2561 พร้อมขยายเวลารับประกันคุณภาพรถใหม่เป็น 5 ปี หรือ 150,000 กม.รวมถึงฟรีค่าแรงจาก 6 ระยะเป็น 11 ระยะ หรือฟรีถึง 100,000 กม. ซึ่งมีมูลค่ารวมทั้งสิ้นกว่า 30,000 บาท พิเศษรุ่นไฮบริดบริษัทรับประกันคุณภาพระบบไฮบริด 5 ปี โดยไม่จำกัดระยะทาง,รับประกันคุณภาพแบตเตอรี่ไฮบริด 10 ปี โดยไม่จำกัดระยะทาง และรับประกัน ตัวรถยนต์ 5 ปีหรือ 150,000 กม. แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน พร้อมฟรีค่าแรง 11 ระยะตั้งแต่ 1,000– 100,000 กม.

นอกจากนี้ยังเตรียมจัดกิจกรรม เปิดประสบการณ์ไปกับโตโยต้า “LIVE ALIVE VIBE SPACE” เพื่อให้ได้สัมผัสกับยนตรกรรมใหม่ Toyota C-HR และ 4 เทคโนโลยีใหม่ที่จะทำให้ชีวิตของคุณไปได้ไกลกว่า ซึ่งจะยกขบวนไปพบกับลูกค้าโตโยต้าทั่วประเทศ ในวันที่ 19 – 23 มกราคม 2561 ที่เซ็นทรัล โคราช วันที่ 7 – 11 กุมภาพันธ์ 2561 เซ็นทรัลเฟสติวัล เชียงใหม่ วันที่ 15 – 19 กุมภาพันธ์ 2561 เซ็นทรัล ภูเก็ต วันที่ 23–27 กุมภาพันธ์ 2561 เซ็นทรัล ชลบุรี วันที่ 7 – 11 มีนาคม 2561 เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร พร้อมสถานที่อื่นๆอีกมากมาย

(ภาพประกอบเพิ่มเติมจาก Netcarshow)

“ฮอนด้า” เปิดตัว “ฮอนด้า คอนเนค” นวัตกรรมที่เชื่อมต่อระหว่างผู้ขับขี่และรถยนต์

0

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัว “ฮอนด้า คอนเนค” นวัตกรรมเพื่อการขับขี่อย่างมั่นใจและเพื่อความปลอดภัยในทุกการเดินทาง เป็นเทคโนโลยีที่ผสานการทำงานกับแอปพลิเคชันบนมือถือสมาร์ทโฟน โดยผู้ขับขี่และรถยนต์สามารถเชื่อมต่อและสื่อสารกันได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส ซึ่งช่วยเตรียมความพร้อมให้รถยนต์และผู้ขับขี่ เพื่อความปลอดภัยบนท้องถนนและเพิ่มความสะดวกสบายในการใช้รถยนต์ นับเป็นจุดเริ่มต้นของสังคมการขับขี่แห่งอนาคตที่เทคโนโลยีจะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความมั่นใจให้ผู้ใช้รถใช้ถนน โดยฮอนด้า คอนเนค มาพร้อมฟังก์ชั่นหลักทั้งการตรวจสอบและแจ้งเตือนสถานะความพร้อมของรถยนต์ การแสดงข้อมูลลักษณะการขับขี่ และหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด ฮอนด้า คอนเนค ยังมีระบบติดต่อช่วยเหลือในกรณีฉุกเฉิน เพื่อเพิ่มความมั่นใจมากขึ้นในตลอดทุกการเดินทาง

นายพิทักษ์ พฤทธิสาริกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารปฏิบัติการ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ในปัจจุบัน เทคโนโลยีเข้ามีบทบาทในการดำเนินชีวิตของผู้คนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ฮอนด้าในฐานะผู้นำในการผลิตและจำหน่ายรถยนต์ มีความมุ่งมั่นในการพัฒนายนตรกรรม และสร้างสรรค์เทคโนโลยีเพื่อเสริมศักยภาพให้ผู้คนได้ทำตามความฝันเพื่อการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข รวมทั้งมุ่งสร้างสังคมที่ปลอดอุบัติเหตุ จากการศึกษาและวิจัยข้อมูลผู้ใช้รถในประเทศไทยและต่างประเทศ ทั้งในด้านลักษณะการขับขี่และพฤติกรรมการใช้ชีวิต ฮอนด้าจึงได้สร้างสรรค์นวัตกรรม “ฮอนด้า คอนเนค” ขึ้น เพื่อตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าฮอนด้าที่ชื่นชอบในเทคโนโลยีอันล้ำสมัย อีกทั้งต้องการความมั่นใจและความปลอดภัยตลอดการขับขี่ โดยฮอนด้า คอนเนค พร้อมทำการติดตั้งและจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม เป็นต้นไป ณ โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ”

 

“ฮอนด้า คอนเนค” เป็นการนำเทคโนโลยี Telematics ซึ่งเป็นระบบอัจฉริยะในการควบคุมการรับส่งข้อมูลทางไกล ที่ทำงานผ่านแอปพลิเคชันบนมือถือสมาร์ทโฟน และกล่องอุปกรณ์รับส่งข้อมูลทางไกล (Telematics Control Unit หรือ TCU) ที่ถูกติดตั้งบนรถยนต์ฮอนด้า ทำหน้าที่เก็บข้อมูลสำคัญผ่านเครือข่ายโทรศัพท์ เพื่อจัดเก็บและประมวลผลโดย Cloud Technology พร้อมด้วยระบบ GPS ที่ช่วยในการตรวจสอบพิกัดรถยนต์ได้อย่างแม่นยำ และกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน Call Center ยังสามารถแจ้งเตือนหรือติดต่อเพื่อส่งความช่วยเหลือให้ผู้ขับขี่ได้อย่างทันท่วงที

 

6 ฟังก์ชั่นการใช้งานหลักของฮอนด้า คอนเนค

1)ฟังก์ชั่นสถานะรถยนต์ จะช่วยแจ้งสถานะความพร้อมของรถยนต์ก่อนออกเดินทาง เช่น ปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิง อุณหภูมิน้ำหล่อเย็น และอื่นๆ รวมถึงแจ้งเตือนการบำรุงรักษา ประวัติการเข้ารับบริการและกำหนดการเข้ารับบริการครั้งถัดไป เพื่อให้ผู้ใช้ได้ดูแลรถยนต์ให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอ

2)ฟังก์ชั่นข้อมูลลักษณะการขับขี่ ที่จะบันทึกข้อมูลการขับขี่และแสดงผลพฤติกรรมการขับขี่ต่างๆ เช่น ระยะทางการขับขี่ ช่วงเวลาการขับขี่ อัตราความเร็วสูงสุด อัตราความเร็วเฉลี่ย และการบันทึกประวัติการเดินทาง

3)ฟังก์ชั่นตรวจสอบตำแหน่งรถยนต์
•ผู้ใช้งานสามารถขอพิกัดของรถยนต์ (Find My Car) ได้โดยผ่านฟังก์ชั่นแสดงพิกัดรถยนต์ เมื่อเลือกฟังก์ชั่นขอพิกัดรถยนต์ ระบบจะทำการส่งพิกัดไปยังอีเมล์ที่ลงทะเบียนไว้ (เพื่อความเป็นส่วนตัวของข้อมูล)
•ในกรณีที่รถยนต์ถูกเคลื่อนย้าย ระบบจะส่งสัญญาณแจ้งเตือนความผิดปกติมาที่ฟังก์ชั่นสถานะพิกัดรถยนต์ในแอปพลิเคชันบนมือถือสมาร์ทโฟน

4)ฟังก์ชั่นติดต่อเพื่อช่วยเหลือฉุกเฉิน
•เมื่อถุงลมทำงานในกรณีเกิดอุบัติเหตุ ระบบจะส่งสัญญาณไปยังศูนย์บริการข้อมูลฮอนด้า (Honda Call Center) เพื่อติดต่อและประสานงานให้ความช่วยเหลือไปยังเบอร์โทรที่ลงทะเบียนไว้ หรือเบอร์โทรสำรองฉุกเฉิน หากไม่สามารถติดต่อได้ ระบบจะทำการติดต่อหน่วยบริการการแพทย์ฉุกเฉิน (1669)
•ในกรณีเหตุฉุกเฉินอื่นๆ ผู้ใช้งานสามารถเข้าไปที่ฟังก์ชั่นเบอร์โทรสำคัญสำหรับกรณีฉุกเฉิน เช่น ศูนย์บริการข้อมูลฮอนด้า สถานีตำรวจ รถพยาบาล บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง รวมทั้งบริษัทประกันภัย เพื่อบริการประสานงานความช่วยเหลือฉุกเฉิน

5)ฟังก์ชั่นค้นหาและแชร์การเดินทาง ทำงานเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชันแผนที่ เพื่อค้นหาเส้นทางหรือสถานที่ใกล้เคียง เช่น สถานีบริการน้ำมัน ตู้เอทีเอ็ม ร้านสะดวกซื้อ หรือผู้จำหน่ายรถยนต์ฮอนด้า ทั้งนี้ ผู้ใช้สามารถทำการบันทึกสถานที่ที่ใช้ประจำ เพื่อช่วยในการนำทางไปยังจุดหมายได้อย่างสะดวกสบายยิ่งขึ้น อีกทั้งสามารถแชร์บันทึกการเดินทางพร้อมภาพถ่ายบนเฟซบุ๊กส่วนตัวได้อีกด้วย

6)ฟังก์ชั่นข่าวสารและสิทธิพิเศษ ทำหน้าที่ให้บริการแจ้งข้อมูลข่าวสารและสิทธิพิเศษต่างๆ รวมถึงแจ้งเตือนการต่อประกันภัยและภาษีรถยนต์ล่วงหน้าให้กับผู้ใช้งาน

ลูกค้าที่สนใจติดตั้ง ฮอนด้า คอนเนค สามารถติดต่อศูนย์บริการเพื่อนัดหมายและนำรถยนต์ฮอนด้าของท่านเข้าติดตั้งกล่องอุปกรณ์รับส่งข้อมูลทางไกล (Telematics Control Unit หรือ TCU) ที่ศูนย์บริการฮอนด้าที่ท่านสะดวกได้ทั่วประเทศ โดยลูกค้าจะต้องทำการดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Honda Connect Thai (รองรับระบบปฎิบัติการสมาร์ทโฟนทั้งระบบปฏิบัติการ iOS เวอร์ชั่น 8.0 ขึ้นไป และระบบปฏิบัติการ Android เวอร์ชั่น 4.0 ขึ้นไป) หลังจากนั้นศูนย์บริการจะทำการลงทะเบียนเชื่อมต่อข้อมูล TCU และ แอปพลิเคชัน เพื่อสร้างบัญชีการใช้งาน โดยฮอนด้า คอนเนค พร้อมจำหน่ายในราคา 5,900 บาท (ฟรีค่าติดตั้ง และค่าสัญญาณเครือข่ายโทรศัพท์เพื่อการส่งข้อมูลรายปี รวม 2 ปี)

รถยนต์ฮอนด้าที่สามารถติดตั้งนวัตกรรม “ฮอนด้า คอนเนค”

รุ่นรถยนต์ปี
บริโอ้ / บริโอ้ อเมซ2016-2017
ซิตี้ / แจ๊ซ2014-2017
โมบิลิโอ2014-2017
บีอาร์-วี2016-2017
ซีวิค2012-2017
ซีวิค แฮทช์แบ็ก2017
เอชอาร์-วี2015-2017
ซีอาร์-วี2012-2017
แอคคอร์ด2013-2017
โอดิสซีย์2014-2017

หมายเหตุ : รุ่นรถยนต์ที่ยังไม่สามารถรองรับนวัตกรรม “ฮอนด้า คอนเนค” ได้แก่
•รถยนต์ไฮบริด – แอคคอร์ด ไฮบริด, ซีวิค ไฮบริด และแจ๊ซ ไฮบริด
•รถยนต์นำเข้า – ฟรีด, สเตปแวกอน และ ซีอาร์-ซีร์

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ “ฮอนด้า คอนเนค” ได้ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ หรือศูนย์บริการข้อมูลฮอนด้า 24 ชั่วโมง (Honda Call Center) โทร 0 2341 7777 หรือ www.honda.co.th/hondaconnect

“รอยัล เอนฟิลด์” พาลูกค้าร่วมการเดินทางสุดท้าทาย บนดินแดนภาคเหนือในทริป “Tour of Thailand 2017”

0

รอยัล เอนฟิลด์ จัดทริปพาลูกค้าทั้งชาวไทยและต่างชาติออกเดินทางไกลสู่ภาคเหนือไปกับทริป “Tour of Thailand 2017” ซึ่งเป็นการขับขี่มอเตอร์ไซค์ผ่านเส้นทางที่มีทิวทัศน์สวยงามบนระยะทางทาง 1,557 กิโลเมตรจากกรุงเทพฯ ถึงเชียงใหม่ตลอดระยะเวลา 7 วัน ทริปนี้มีเจ้าของมอเตอร์ไซค์รอยัล เอนฟิลด์ออกเดินทางพร้อมกับมอเตอร์ไซค์คู่ใจกว่า 30 ชีวิต โดยผู้ร่วมทริปทุกคนจะได้สัมผัสประสบการณ์การขับขี่มอเตอร์ไซค์รอยัล เอนฟิลด์ ในระยะทางไกล ภายใต้การผจญภัยในเส้นทางผ่านหุบเขาและทิวทัศน์ที่สวยงามของธรรมชาติตลอดเส้นทางขึ้นสู่ภาคเหนือของประเทศไทย

สำหรับ “Tour of Thailand 2017” ครั้งนี้นับเป็นทริปทางไกลครั้งแรกสำหรับลูกค้ารอยัล เอนฟิลด์ทั้งชาวไทยและต่างชาติสำหรับการขี่รถในภาคเหนือประเทศไทย โดยรอยัล เอนฟิลด์วางแผนจัดเป็นทริปประจำปีเพื่อให้ลูกค้ามีโอกาสสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ทางไกลผ่านมอเตอร์ไซค์รอยัล เอนฟิลด์ สอดคล้องกับปรัชญาของแบรนด์ที่มุ่งเน้นให้ลูกค้าได้สัมผัสประสบการณ์การขับขี่อย่างแท้จริงจากมอเตอร์ไซค์สไตล์โมเดิร์นคลาสสิคของรอยัล เอนฟิลด์ โดยทริปนี้จะช่วยให้รอยัล เอนฟิลด์เติมเต็มความต้องการทางด้านประสบการณ์การขับขี่ของลูกค้าผ่านการขับขี่บนเส้นทางที่หลากหลายและมีความสนุกของเส้นทางที่แตกต่างกัน พร้อมชมทิวทัศน์อันสวยงาม

ตลอดจนเข้าเยี่ยมชมสถานที่อันเป็นแลนด์มาร์คของจังหวัดต่างๆ ตลอดทางในระยะเวลา 1 สัปดาห์ อาทิเช่น การสักการะจิตรกรรมฝาผนังอุโบสถอันล้ำค้า ณ วัดภูมินทร์ และเที่ยวชมบ่อเกลือสินเธาว์ภูเขา ซึ่งเป็นบ่อเกลือเพียงแห่งเดียวในโลกที่อยู่บนภูเขาในจังหวัดน่าน การขี่รถเที่ยวชมกว๊านพะเยา การเยี่ยมชมวัดร่องขุ่น หนึ่งในวัดที่สวยงามที่สุดในประเทศไทย พร้อมการสัมผัสอากาศหนาวต่ำกว่า 10 องศาบนดอยแม่สลอง ของจังหวัดเชียงราย รวมถึงการขี่รถเทียวชมวิวภูเขา ณ ดอยแม่สะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ ก่อนจะส่งท้ายทริป Tour of Thailand 2017 ด้วยปาร์ตี้มอบเกียรติบัตรให้แก่ผู้เข้าร่วมทริปทุกท่านที่สามารถพิชิตเส้นทางกว่าพันโค้งบนเขา และข้ามผ่านอุปสรรคบนถนนออฟโรดสุดท้าทาย ซึ่งเป็นเส้นทางในฝันของเหล่าไบค์เกอร์ ด้วยการขี่รถรอยัล เอนฟิลด์ตลอดระยะเวลา 7 วันจนถึงจุดมุ่งหมายครั้งนี้ได้สำเร็จ

นายสมรรถ รอบบรรเจิด ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เจเนอร์รัล ออโต้ ซัพพลาย จำกัด ผู้แทนจำหน่ายรอยัล เอนฟิลด์ อย่างเป็นทางการในประเทศไทย กล่าวว่า “Tour of Thailand 2017 เป็นทริปขี่รถรอยัล เอนฟิลด์ ท่องเที่ยวไปตามเส้นทางในฝันของผู้ที่ชื่นชอบการขี่มอเตอร์ไซค์อย่างแท้จริง โดยเป็นทริปที่จัดขึ้นสำหรับผู้ที่ครอบครองรถรอยัล เอนฟิลด์ ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศโดยเฉพาะ ซึ่งทริปนี้เป็นทริป Tour of Thailand ครั้งแรกที่ลูกค้าชาวไทยและต่างชาติร่วมขับขี่ไปในสถานที่ต่างๆ ทางภาคเหนือของประเทศไทยเป็นเวลา 7 วัน ครอบคลุมเส้นทางหลายจังหวัด เริ่มตั้งแต่กรุงเทพฯ ไปจนถึงจังหวัดแพร่ น่าน พะเยา เชียงราย และสิ้นสุดที่จังหวัดเชียงใหม่”

นายสมรรถ กล่าวเพิ่มเติม “ถือเป็นการตอกย้ำประสิทธิภาพความทนทานของรถรอยัล เอนฟิลด์ที่สามารถใช้เดินทางไกลได้ทุกเส้นทาง ไม่ว่าจะเป็นทางโค้งลาดชันของหุบเขา หรือถนนแบบออฟโรด ท่ามกลางภูมิทัศน์ที่สวยงามของภาคเหนือ และอุณหภูมิโดยเฉลี่ย 10 องศาตลอดการเดินทาง นับเป็นการเดินทางที่เหมาะสำหรับสาวกมอเตอร์ไซค์สายทัวร์ริ่งแอดเวนเจอร์อย่างแท้จริง นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมทริปยังได้สัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่มีความสนุกประทับใจ ได้ลิ้มรสอาหารภาคเหนืออันเป็นเอกลักษณ์ ได้สัมผัสบรรยากาศขี่รถท่องเที่ยวแบบเป็นกันเอง นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรม CSR ที่เหล่าไบค์เกอร์ได้ร่วมเลี้ยงอาหารกลางวันแก่เด็กนักเรียนโรงเรียนสอนคนตาบอด จ.เชียงใหม่ และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสมทบทุนสร้างห้องสมุดเพื่อสาธารณประโยชน์ร่วมกับ Vintage Bike Thailand อีกด้วย ซึ่งการจัดทริป Tour of Thailand ถือเป็นการรวมกลุ่มคอมมูนิตี้ของ ลูกค้ารอยัล เอนฟิลด์ในประเทศไทยให้มีความแน่นแฟ้นแข็งแรงมากยิ่งขึ้น โดยบริษัทฯ มีการวางแผนที่จะจัดทริปนี้อย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี”

มอเตอร์ไซค์รอยัล เอนฟิลด์ทุกรุ่นที่จำหน่ายในประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในทริป Tour of Thailand 2017 ได้แก่ รอยัล เอนฟิลด์ บุลเล็ต, รอยัล เอนฟิลด์ คลาสสิคและคลาสสิค โครม, รอยัล เอนฟิลด์ คอนติเนนทัล จีที, และล่าสุดกับ รอยัล เอนฟิลด์ หิมาลายัน มอเตอร์ไซค์อเนกประสงค์ที่มาพร้อมสมรรถนะและความสะดวกสบายทุกการขับขี่ และมอเตอร์ไซค์ทุกคันในทริปนี้ผ่านการใช้งานอย่างเต็มสมรรถนะภายใต้การเดินทางอย่างต่อเนื่อง 7 วัน ด้วยระยะทาง 1,557 กิโลเมตร จนถึงจุดหมาย

นายจตุเมธ เจนวจีพร หนึ่งในลูกค้าผู้เป็นเจ้าของมอเตอร์ไซค์รอยัล เอนฟิลด์ รุ่นคลาสสิค ลากูน และเป็นผู้เข้าร่วมทริป Tour of Thailand 2017 กล่าวว่า “ผมชอบขี่รถมอเตอร์ไซค์รอยัล เอนฟิลด์ของผมไปในที่ต่างๆ ซึ่งทริป Tour of Thailand 2017 ที่ทางรอยัล เอนฟิลด์ จัดขึ้นเพื่อขี่ไปบนเส้นทางภาคเหนือที่ผ่านมาเป็นทริปที่สนุกมากจริงๆ ทั้งเส้นทาง ที่พัก อาหาร มิตรภาพของเพื่อนร่วมทางทั้งชาวไทยและต่างชาติ ทำให้ผมประทับใจมาก และทริปนี้เป็นทริปที่พิสูจน์ได้เป็นอย่างดีว่า รถรอยัล เอนฟิลด์คู่ใจของผมคันนี้ สามารถเดินทางไกลไปกับผมได้ทุกที่จริงๆ ครับ”

นอกจากนี้ รอยัล เอนฟิลด์ ยังมีการจัดกิจกรรมเกี่ยวกับการขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ทั่วโลก อาทิ ไรเดอร์ มาเนีย (Rider Mania) กิจกรรมรวมตัวของผู้ขับขี่รถรอยัล เอนฟิลด์ทั่วโลก ณ ชายหาดเมืองโกอา ประเทศอินเดีย และหิมาลายัน โอดิสซีย์ (Himalayan Odyssey) หนึ่งในกิจกรรมที่มีเส้นทางขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ที่มีความท้าทายมากที่สุดในโลก บนเส้นทางเทือกเขาหิมาลัย รวมถึงกิจกรรม ‘วัน ไรด์’ (One Ride) ที่เป็นการรวมตัวของผู้คนทั่วโลก เพื่อขี่มอเตอร์ไซค์ในวันอาทิตย์แรกของเดือนเมษายน

“นิสสัน” แนะนำ “B2V” เทคโนโลยีการวิเคราะห์สัญญาณสมองเพื่อการขับขี่

0
YOKOHAMA, Japan (Jan. 3, 2017) – Nissan unveiled research today that will enable vehicles to interpret signals from the driver’s brain, redefining how people interact with their cars. The company’s Brain-to-Vehicle, or B2V, technology promises to speed up reaction times for drivers and will lead to cars that keep adapting to make driving more enjoyable.

นิสสันได้นำเสนอความก้าวล้ำของเทคโนโลยีการขับขี่ผ่าน B2V (Brain-to-Vehicle) ที่จะทำให้ยานยนต์สามารถรับรู้และวิเคราะห์สัญญาณสมองของผู้ขับขี่ พร้อมสร้างนิยามใหม่ให้การขับขี่ด้วยประสบการณ์แบบอินเตอร์แอคทีฟ เทคโนโลยี B2V (Brain-to-Vehicle) ของนิสสันจะช่วยทำให้ปฏิกิริยาตอบสนองของผู้ขับขี่รวดเร็วขึ้น ทำให้สามารถควบคุมการขับขี่ได้ดีมากขึ้น รวมถึงเพิ่มประสบการณ์ขับขี่ที่สนุกยิ่งขึ้นอีกด้วย

B2V เป็นวิวัฒนาการล่าสุดของ นิสสัน อินเทลลิเจ้นท์ โมบิลิตี้ ซึ่งเป็นวิสัยทัศน์ที่มุ่งเปลี่ยนแปลงรูปแบบการขับขี่ยานยนต์ในอนาคต รวมถึงการทำให้ยานยนต์ใช้พลังงานขับเคลื่อนที่สะอาด และเพิ่มพูนคุณภาพชีวิตของคนในสังคม โดย นิสสัน จะแสดงเทคโนโลยีสุดล้ำนี้ในงานแสดงเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ปี 2561 หรือ CES 2018 trade show ที่จะจัดขึ้น ณ เมืองลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา

มร. แดเนียล สกิลลาชี รองประธานบริหาร ฝ่ายการขายและการตลาดทั่วโลก และประธานคณะกรรมการบริหาร ธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ ประเทศญี่ปุ่น ภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย บริษัท นิสสัน มอเตอร์ คอร์เปอร์เรชั่น กล่าว “เวลาที่คนส่วนใหญ่นึกถึงเทคโนโลยีการขับขี่อัตโนมัติ พวกเขายังคงไม่เห็นภาพที่มนุษย์ให้เทคโนโลยีเป็นผู้ควบคุมทุกอย่างอย่างชัดเจน แต่เทคโนโลยี B2V ได้ทำสิ่งที่แตกต่างออกไป ด้วยการจับสัญญาณสมองของผู้ขับขี่ ในการสร้างประสบการณ์ที่น่าสนุกและตื่นเต้นมากยิ่งขึ้น ภายใต้วิสัยทัศน์นิสสัน อินเทลลิเจ้นท์ โมบิลิตี้ เรากำลังสร้างโลกที่ดีกว่าให้ทุกคนด้วยการนำเสนอเทคโนโลยียานยนต์อัจฉริยะที่มีความอัตโนมัติมากขึ้น ใช้พลังงานไฟฟ้ามากขึ้น และสามารถเชื่อมต่อกันได้มากยิ่งขึ้น”

เทคโนโลยีล่าสุดจากนี้เป็นผลมาจากการค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีถอดรหัสสมองของมนุษย์ เพื่อคาดการณ์การกระทำและตรวจจับความกังวลของผู้ขับขี่ อันได้แก่

การคาดการณ์: โดยจับสัญญาณสมองก่อนที่ผู้ขับขี่จะลงมือทำการต่างๆ เช่น หมุนพวงมาลัย หรือเหยียบคันเร่ง เทคโนโลยีที่เปรียบเสมือนตัวช่วยของผู้ขับขี่จะทำให้การกระทำนั้นเกิดได้รวดเร็วขึ้น ถือเป็นการช่วยเร่งปฏิกริยาตอบสนองของผู้ขับขี่และทำให้สามารถขับขี่ได้ดีมากยิ่งขึ้น

การตรวจจับ: โดยการจับและประเมินความกังวลของผู้ขับขี่ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) สามารถเปลี่ยนลักษณะและรูปแบบการขับขี่ได้เมื่ออยู่ในโหมดขับขี่อัตโนมัติ

ดร. ลูเซียน กอร์เก (Dr. Lucian Gheorghe) นักค้นคว้าวิจัยด้านนวัตกรรมอาวุโส และหัวหน้าโครงการ B2V ศูนย์วิจัยยานยนต์นิสสันในประเทศญี่ปุ่น กล่าวว่า “นอกจากนี้สิ่งที่ B2V สามารถทำได้คือการปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมภายในรถยนต์และยังใช้เทคโนโลยีภาพเสมือน (Augmented Reality – AR) ในการปรับเปลี่ยนสิ่งที่คนขับมองเห็น เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ผ่อนคลายภายในห้องโดยสาร

ดร. กอร์เก กล่าวเสริม “สิ่งที่ B2V สามารถทำได้เป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อและงานค้นคว้านี้จะเป็นตัวเร่งให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ในยานยนต์ของนิสสันต่อไปในอนาคต”

เทคโนโลยี B2V ของนิสสัน ได้รับการคิดค้นขึ้นเป็นครั้งแรกในโลก โดยผู้ขับขี่ต้องสวมใส่เครื่องจับการทำงานของสมอง ซึ่งจะทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยระบบขับขี่อัตโนมัติ โดยระบบสามารถสั่งให้ยานยนต์ทำงาน เช่น หมุนพวงมาลัย หรือชะลอความเร็วของรถ ได้อย่างนิ่มนวล และรวดเร็วขึ้น 0.2 – 0.5 วินาที โดยพิจารณาจากความคิดที่เกิดขึ้นของผู้ขับขี่

พร้อมแล้วลุยได้เลย

0

การเดินทางมีทุกอย่างให้ได้เรียนรู้ และสั่งสมประสบการณ์ เพื่อนำมาบอกกล่าวให้ผู้คนได้รับทราบ เป็นการเดินทางของคนและยานยนต์ ซึ่งจะต้องทำงานประสานกัน เพื่อไปสู่จุดหมายปลายทางอย่างปลอดภัย และนี่คือ คน AUTOBILD กับรถยนต์ Ford Everest ในกิจกรรมที่มีชื่อว่า Extraordinary Adventure

กิจกรรมครั้งนี้เสมอืนเป็นการเชื่อมสัมพันธ์ไมตรี ระหว่างคนไทยและคนลาว จากจังหวัดอุบลราชธานี ประเทศไทย สู่เมืองปากเซ ประเทศลาว ซึ่งเราเดินทางเป็นคาราวานด้วยรถยนต์ Ford Everest ทั้งหมด 14 คัน รวมสมาชิกจาก Ford Everest ด้วย ซึ่งจะต้องใช้ชีวิตรวมกันในต่างแดนเป็นเวลา 3 วัน 2 คืน ใครจะผ่านบททดสอบครั้งนี้ไปได้

กำลังคนแล้วแต่ความฟิตของร่างกาย ขับเคลื่อนด้วย 2 เท้า ไม่มีเกียร์ให้ใช้งาน นอกจากความแรงที่สะสมไว้ ซึ่งขึ้นอยู่กับความพร้อมของจิตใจและร่างกาย ตัวช่วยต่างๆมีให้พร้อมที่สมองกับสองแขน ขณะที่ Ford Everest มีกำลังอยู่ที่ 3.2 ลิตร 200 แรงม้า ขับเคลื่อนด้วย 4 ล้อตลอดเวลา พร้อมระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ตัวช่วยมีให้มากมายพร้อมเทคโนโลยีใหม่ ที่ช่วยให้ปลอดภัยทั้งก่อนและหลังเกิดอุบัติเหตุ เปรียบเทียบกันแล้วใครได้เปรียบ…ต้องพิสูจน์

วันแรกของการเดินทางเริ่มต้นที่สนามบินอุบลราชธานี เพื่อมุ่งหน้าไปจุดข้ามแดนช่องเม็ก เข้าสู่เมืองปากเซ ประเทศลาว เราขับกันแบบสบายๆแม้ว่าในรถจะมีผู้โดยสาร 4 คนกับสัมภาระอีก 4 กระเปา แต่ด้วยพละกำลัง 200 แรงม้า ทำให้ทุกอย่างเป็นเรื่องง่าย ถึงแม้ว่าเส้นทางจะเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพภูมิศาสตร์ เป็นถนนดำบ้างถนนลูกรังถนนกรวด หรือการวิ่งขึ้นเขาผ่านห้วยน้ำลำธาร ทุกอย่างไปหได้สวยและไม่มีปัญหา นอกเหนือจากกำลังแล้วระบบขับเคลื่อนที่มีในรถคันนี้ สามารถเลือกปรับโหมดได้ตามต้องการ เพราะ Ford Everest จัดให้อย่างครบเครื่อง เพียงแต่เลือกใช้งานให้ถูกต้องและเหมาะสม

ฝ่าเส้นทางต่างๆในที่สุดเราก็มาถึงไฮไลท์ของงานนี้ ซึ่งเป็นน้ำตกใหม่อยู่ห่างจากแขวงอัตตะบือประมาณ 60 กม.คือ น้ำตกแซปองไล ซึ่งเปิดได้ไม่นานประมาณ 2 ปีเท่านั้น ทุกอย่างยังบริสุทธิ์และดิบ ไม่มีรอยช้ำเหมือนน้ำตกอื่นๆ เราสามารถเข้าชมได้ใกล้ๆมาก เป็นน้ำตกที่หน้ากว้างขนาดใหญ่และไม่สูงมากนัก ทำให้ได้สัมผัสละอองน้ำตกเล็กๆ น่าเสียดายที่วันนี้น้ำน้อยไปนิด เมื่อเทียบกับที่ผ่านมาจากภาพเก่าๆ แต่ทุกอย่างสวยงามในทุกมุม จึงไม่แปลกใจที่ทุกคนตื่นเต้น และซึมซับความงดงามอย่างเต็มอิ่ม ขอแนะนำเลยว่าต้องไปให้ได้หากมีโอกาส เพราะที่นี่คือ Unseen Laos ที่ต้องยกนิ้วให้

เราชื่นชมกันอย่างอย่างเต็มอิ่มประมาณ 1 ชม.ก่อนที่ยูเทิร์นรถกลับมา เพื่อไปที่พักซึ่งเป็นลานกางเต็นท์ อันเป็นที่ซุกหัวนอนในคืนแรกวันนี้ พระอาทิตย์ลับเหลี่ยมทิวเขาความมืดเริ่มปกคลุม เช่นเดียวกับอุณหภูมิที่ลดลงด้วย อากาศเริ่มเย็นและหนาวพอสมควร เสื้อกันหนาวที่เตรียมมาได้ใช้งานแล้วครับ สัมผัสอากาศหนาวจนเต็มปอดและสะท้านกาย หนังตาเริ่มหย่อนได้เวลานอนแล้วครับ เพื่อเตรียมพร้อมกับภารกิจในวันต่อไป

วันที่สองเรามุ่งหน้าไปน้ำตกแซพระ ไม่มีถนนดำมีแต่ทางลูกรังล้วนๆ ทิวทัศน์ด้านนอกมีแต่ฝุ่น และไม่เห็นทางข้างหน้าว่าเป็นอย่างไร จึงต้องอาศัยวิทยุจากเพื่อนๆคันหน้า โดยขับรถทิ้งระยะห่างจากคันหน้าเพื่อความปลอดภัย จะเลือกโหมดขับบนทางทรายก็ทำได้ เพื่อให้การควบคุมรถเป็นไปอย่างสมบูรณ์แบบ แม้ว่ารถคันนี้จะขับ 4 ล้อตลอดเวลาก็ตาม ในทุกสุดก็มาถึงน้ำตกแซพระ สวยงามไม่แพ้กับอันแรก จากที่นี่เราเดินทางฝ่าฝุ่นตลอดเส้นทาง เพื่อไปมอบอุปกรณ์การเรียนการสอนให้กับโรงเรียนสมบูนไชย ดอนโขง และร่วมปลูกต้นไม้ทำหลังคา เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมดีๆที่ฟอร์ดจัดให้

อิ่มบุญกันแล้วเราเดินทางไปชมน้ำตกตาดฟาน น้ำตกแห่งที่สามในทริปนี้ มีขนาดใหญและสวยงามทีเดียว เป็นน้ำตกที่เก่าแก่มานานหลายปี ซึ่งการเดินทางแต่ละครั้งเราได้ตัวช่วยในระบบ ซึ่ง Ford Everest มีให้ใช้อย่างปลอดภัย ตั้งแต่การเตือนการชนด้านหน้า เตือนเมื่อเมื่อยล้า เตือนเมื่อออกนอกเลน ช่วยควบคุมคุมความเร็วตอนลงเขา และอื่นอีกมาก อีกทั้งความสบายจากระบบปรับอากาศ ทั้งวด้านหน้าและด้านหลัง จะเก็บสัมภาระด้านหลังทำได้สะดวก ด้วยประตูหลังแบบเปิดปิดด้วยไฟฟ้า ที่นี่ยังมีกิจกรรมความเสียวกับ Zip Line การโหนตัวข้ามเขาด้วยสลิง 4 สาย และการดื่มกาแฟกลางหุบเขา เป็นของใหม่ของที่นี่…ต้องลองครับ จากนั้นเราแวะที่หมู่บ้านชนเผ่าตะโอย ดูวิถีชีวิตและการปลูกกาแฟ

วันสุดท้ายไปชมปราศาทหินวัดพู ซึ่งได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อปี 2544 ที่นี่เปลี่ยนแปลงไปมากจากที่เคยมาเมื่อหลายสิบปีก่อน การเดินทางสะดวกขึ้นและเป็นระเบียบมากขึ้น ที่นี่เป็นแหล่งรวมอารยธรรมโบราณ เป็นการเชื่อมต่อชีวิตคนและสิ่งศักดิ์ได้อย่างลงตัว เป็นการปิดท้ายที่อลังการอย่างงดงาม

สรุป
ทำได้อย่างง่ายและสวยงามเสียด้วย สำหรับการเดินทาง Ford Everest Extraordinary Adventure เป็นการปิดประตูในปัญหาต่างๆที่ฟอร์ดต้องเจอมาตลอด ด้วยสมรรถนะที่แกร่งและปลอดภัยในการขับขี่ การันตีจากทริปครั้งนี้แม้จะไม่โหดนัก แต่ก็สมบุกสมบันพอสมควร สำหรับใครที่ไม่เคยได้สัมผัส สุดท้ายและรถได้เปรียบคนในทุกๆด้าน

 

“หัวหิน วินเทจคาร์ พาเหรด ครั้งที่ 15” ตื่นตาตื่นใจกับขบวนรถโบราณ 50 คัน

0

สมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย ร่วมกับ โรงแรมเชอราตันหัวหิน รีสอร์ทแอนด์สปา โรงแรมเดอะเวสทิน แกรนด์ สุขุมวิท กรุงเทพฯ เทศบาลเมืองชะอํา เทศบาลเมืองหัวหิน และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จัดงาน “หัวหิน วินเทจคาร์ พาเหรด ครั้งที่ 15” ภายใต้แนวคิด “สายลมแห่งยุค 60” (A Breeze from the ’60s) เมื่อวันที่ 15 – 17 ธันวาคม ที่ผ่านมา

ขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ นายกสมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า “หัวหิน วินเทจคาร์ พาเหรด เป็นกิจกรรมประจำปีของสมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย ที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 15 และได้ร่วมกับโรงแรมเชอราตันหัวหิน รีสอร์ทแอนด์สปา เป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน มีรถโบราณ และรถคลาสสิคเข้าร่วมขบวนในปีนี้กว่า 50 คัน โดยออกเดินทางจากโรงแรมเดอะเวสทิน แกรนด์ สุขุมวิท กรุงเทพฯ ถึงอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อให้นักท่องเที่ยว และประชาชนทั่วไปได้ยลโฉมรถที่ทรงคุณค่าและหาชมยากอย่างใกล้ชิดตลอดเส้นทาง”

กิจกรรมแรกของขบวนพาเหรดครั้งนี้ ได้แก่การมอบทุนการศึกษา อุปกรณ์การเรียน และของใช้จำเป็น แก่นักเรียนโรงเรียนธรรมิกวิทยา ที่โชว์รูมโตโยต้าเมืองเพชร สาขาบันไดอิฐ และพักรับประทานกลางวันที่ได้รับการสนับสนุนโดยจังหวัดเพชรบุรี เสร็จแล้วชมสัญลักษณ์ของเมืองเพชรบุรีที่รวบรวบสถาปัตยกรรม ตะวันตกแบบ นิโอคลาสสิคผสมสถาปัตยกรรมจีน ที่อุทยานประวัติศาสตร์พระนครคีรี หรือที่เรียกกันติดปากว่า “เขาวัง”

เมื่อถึงจุดหมายปลายทางที่ โรงแรมเชอราตันหัวหิน รีสอร์ทแอนด์สปา โดยมี สิทธิรัตน์ ห่อทองคำ ผู้จัดการโรงแรมเชอราตันหัวหิน รีสอร์ทแอนด์สปา ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น และร่วมรับประทานอาหารเย็นที่ Oceanfront Lawn พร้อมจัดกิจกรรมพูดคุยกับเจ้าของรถโบราณในหัวข้อ “นี่แหละรถคันรัก”

วันที่สองสมาชิกคาราวานรถโบราณรับประทานอาหารเช้านานาชาติที่ห้อง The Deck ก่อนเดินทางสู่ Blu Port Hua Hin Resort Mall โดยได้รับการต้อนรับจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานประจวบคีรีขันธ์ และเจ้าของสถานที่ พร้อมร่วมมอบเครื่องกันหนาวให้แก่เด็กนักเรียนชาวเขาป่าละอู รวมทั้งจัดกิจกรรมแนะนำรถโบราณคันงามแก่นักท่องเที่ยวและชาวหัวหินที่สนใจ

จากนั้นยกขบวนไปจิบน้ำชายามบ่าย และสังสรรค์แลกเปลี่ยนความรู้เรื่องรถโบราณที่บ้านของ ศิริพงษ์ บูรณะพันธุ์ อุปนายก สมาคมฯ ก่อนที่สมาชิกทุกท่านจะแต่งกายยุค 60 ตามแนวคิดของงาน เข้าร่วมกาลา ดินเนอร์ในบรรยากาศย้อนยุค ณ เดอะ แชนดอเลียร์ โรงแรมเชอราตันหัวหิน รีสอร์ทแอนด์สปา

คนรักรถโบราณ สามารถติดตามภาพความประทับใจของงาน “หัวหิน วินเทจคาร์ พาเหรด ครั้งที่ 15”ได้ที่ www.vintagecarclub.or.th