Home Blog Page 513

“All New Honda PCX150” จัดเต็มด้วยไฟแอลอีดีรอบคัน

0

บริษัท เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด ผู้จัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้าในประเทศไทย ตอกย้ำภาพความเป็นที่สุดแห่งผู้นำรถจักรยานยนต์ในประเทศไทย ล่าสุดกับการเปิดตัวรถจักรยานยนต์เอ.ที. ระดับพรีเมี่ยม All New Honda PCX150 ภายใต้คอนเซปต์ “Welcome to The New Pride” สัมผัสความภูมิใจครั้งใหม่..เหนือระดับทุกการครอบครอง ด้วยเอกลักษณ์แห่งงานดีไซน์ผสานความหรูหรา จัดเต็มระบบไฟ LED ดีไซน์ใหม่รอบคัน พร้อม NEW WELCOME LIGHT ครั้งแรกในประเทศไทยของรถจักรยานยนต์ฮอนด้าที่มีไฟ LED ส่องสว่างขึ้นที่พื้น ให้ค่าสถานะครบถ้วนด้วยแผงหน้าปัดใหม่แบบฟูลดิจิตอลเต็มระบบ ล้ำหน้ากับนวัตกรรมแห่งการขับขี่ด้วยฮอนด้าสมาร์ทเทคโนโลยีที่สมบูรณ์แบบ มาพร้อมขุมพลัง ePS ขนาด 150 ซีซี. หัวฉีด PGM-FI พัฒนาใหม่ รองรับมาตรฐานไอเสียสากล Euro4 ให้สมรรถนะความแรงและอัตราการประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยม เตรียมวางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 21 ธันวาคม 2017 เป็นต้นไป ที่ศูนย์จำหน่ายและบริการ Honda Wing Center ทั่วประเทศ

นายสุชาติ อรุณแสงโรจน์ รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด ผู้จัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้าในประเทศไทย เปิดเผยว่า “ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มรถเอ.ที. ของฮอนด้านั้นได้รับความนิยมจากผู้ขับขี่ชาวไทยมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยความโดดเด่นของรูปลักษณ์และเทคโนโลยีที่สามารถตอบสนองความต้องการใช้งานได้อย่างตรงกลุ่มและโดนใจ โดยเฉพาะ Honda PCX150 หนึ่งในโมเดลแฟลกชิพกลุ่มรถเอ.ที. พรีเมี่ยมที่เพียบพร้อมด้วยเอกลักษณ์แห่งความหรูหราผสานนวัตกรรมล้ำสมัยและให้ความภาคภูมิใจกับผู้เป็นเจ้าของ”

นายสุชาติ กล่าวเพิ่มเติม “สำหรับภาพรวมของตลาดรถจักรยานยนต์ประเภทเอ.ที. ในปีนี้มียอดจำหน่ายจนถึงเดือนพฤศจิกายนอยู่ที่ประมาณ 584,117 คัน คิดเป็น 34.6% จากตลาดรวมและเป็น Honda PCX อยู่ประมาณ 66,963 คัน คิดเป็น 11.5% ของตลาดรถประเภทเอ.ที. หากลงในรายละเอียด Honda PCX ถือครองส่วนแบ่งตลาดของรถประเภทพรีเมียมเอ.ที. มากที่สุดในขณะนี้ และเพื่อตอกย้ำความเป็นที่สุดแห่งความภาคภูมิใจดังกล่าว วันนี้เราจึงขอแนะนำ All New Honda PCX150 ที่ได้พัฒนาไปอีกขั้น กับการออกแบบในทุกรายละเอียดให้ความหรูหราที่เหนือระดับยิ่งขึ้น พร้อมกับพัฒนาเทคโนโลยีด้านการขับขี่ ที่ช่วยเติมเต็มความสะดวกสบายได้อย่างสมบูรณแบบ เพื่อก้าวขึ้นสู่ความเป็นที่สุดแห่งการครคอบครองรถเอ.ที. พรีเมี่ยมยอดนิยมอันดับหนึ่งในเมืองไทย”

สำหรับ All New Honda PCX150 ได้รับการออกแบบใหม่ภายใต้คอนเซปต์ “Welcome to The New Pride” สัมผัสความภูมิใจครั้งใหม่ด้วยเอกลักษณ์แห่งงานดีไซน์ผสานความหรูหรา โดดเด่นด้วยระบบไฟ LED ดีไซน์ใหม่รอบคัน ยกระดับไปอีกขั้นด้วยเทคโนโลยีเสมือนรถยนต์ด้วย NEW WELCOME LIGHT ครั้งแรกในรถจักรยานยนต์ฮอนด้าที่มีไฟ LED ส่องสว่างขึ้นที่พื้น

แผงหน้าปัดระบบดิจิทัลรูปแบบใหม่ที่บอกค่าสถานะต่างๆได้ครบถ้วนตอบโจทย์ชีวิตยุคดิจิทัล อาทิ มาตราวัดความเร็วแบบดิจิทัล ระบบบันทึกระยะทางการขับขี่ มาตรวัดน้ำมันเชื้อเพลิงระบบดิจิทัล และนาฬิกาดิจิทัลบอกเวลา เป็นต้น พร้อมเสริมความมั่นใจด้วยล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ ขนาด 14 นิ้ว ที่มาพร้อมกับยาง Michelin ขนาดใหญ่ สะดวกสบายด้วยกล่องเก็บของใต้เบาะขนาด 28 ลิตร พร้อมการปรับพื้นที่แนวราบให้ใช้งานสะดวกมากขึ้น สามารถเก็บหมวกกันน็อกแบบเต็มใบ โดยมีกลไก Seat Stopper ที่ออกแบบใหม่แข็งแรงขึ้น ช่วยเพื่อความสะดวกสบายและความปลอดภัย ทั้งยังติดตั้งกล่อง Console Box พร้อมอุปกรณ์ชาร์จไฟสำหรับสมาร์ทโฟนของผู้ขับขี่

ด้านเทคโนโลยีของ All New Honda PCX150 ยังคงเอกลักษณ์ด้วยฮอนด้าสมาร์ทเทคโนโลยี (Honda Smart Technology) ที่พัฒนาไปอีกขั้นเพื่อการขับขี่ที่สมบูรณ์แบบ ประกอบด้วยเครื่องยนต์ทรงประสิทธิภาพ eSP (Enhanced Smart Power) ขนาด 150 ซีซี. หัวฉีด PGM-FI ที่ถูกพัฒนาขึ้นใหม่ รองรับมาตรฐานไอเสียสากล Euro4 ให้สมรรถนะความแรงและอัตราการประหยัดน้ำมันที่คุ้มค่า, ระบบหยุดเครื่องยนต์อัตโนมัติ Idling Stop System, และระบบกระจายแรงเบรกหน้า-หลัง Combi Brake System ให้ความมั่นใจในทุกเส้นทาง

พร้อมด้วยเทคโนโลยีเพื่อชีวิตสมาร์ทกับฮอนด้าสมาร์ทคอนโทรลเลอร์ชุดควบคุมการทำงานอัจฉริยะ และฮอนด้าสมาร์ทคีย์ รีโมทอัจฉริยะ ที่ประกอบด้วยระบบสั่งการครบ 3 ฟังก์ชั่น เพื่อช่วยระบุตำแหน่งและสะดวกสบายในการค้นหารถ พร้อมด้วยสัญญาณกันขโมยป้องกันการโจรกรรมโดยระบบจะส่งสัญญาณเตือนทันทีเมื่อรถมีการเคลื่อนที่หรือสั่นสะเทือน และระบบเปิด-ปิดสัญญาณรีโมท เพื่อสั่งการเปิดหรือล็อกการเชื่อมต่อสัญญาณรีโมทกับ สมาร์ทคอนโทรลเลอร์ เพื่อการล็อกนิรภัยอีกขั้น

เอ.พี.ฮอนด้า พร้อมวางจำหน่าย All New Honda PCX150 ตั้งแต่วันที่ 21 ธันวาคม 2017 เป็นต้นไป ที่ศูนย์จำหน่ายและบริการ Honda Wing Center ทั่วประเทศ ด้วยราคาแนะนำที่ 82,300 บาท มีให้เลือก 4 สี ได้แก่ สีเทา-ดำ, สีแดง-ดำ, สีดำ และสีขาว-ดำ สำหรับผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมของ All New Honda PCX150 โฉมใหม่ ได้ที่ www.aphonda.co.th และ www.facebook.com/hondamotorcyclethailand

ส่องสาวงาม “MOTOR EXPO 2017”

0

พักจากเรื่องรถมาดูสาวงามในงาน MOTOR EXPO 2017 กันบ้างดีกว่าครับ ภาพเต็มๆพร้อมให้ทุกท่านได้รับชมเป็นที่เรียบร้อย ออกตัวล้อฟรีก่อนว่า ปีนี้ ทางผู้จัดงานเน้นเรื่องการแต่งกายเป็นพิเศษ เพราะฉะนั้น ใครที่หวังจะไปดูพริตตี้ในชุดวาบหวิว ต้องบอกว่าคิดผิด ปีนี้การแต่งกายค่อนข้างที่จะมิดชิด ในสไตล์น่ารัก สดใส จนบรรยายกันไม่ถูก เอาเป็นว่า รับชมภาพสาวสวยกันแบบจุใจเลยดีกว่า

 

คัดรูปสาวงามมายั่วตากันเพียงเท่านี้ก่อนครับ ยังพอมีเวลาไปพบกับตัวเป็นๆของพริตตี้สาวสวยรวยความสามารถเหล่านี้ได้จนถึง วันที่ 11 ธันวาคมนี้ ที่งาน MOTOR EXPO 2017 ณ ชาแลนเจอร์ ฮอลล์ เมืองทองธานี แม้เสื้อผ้าอาภรณ์ที่พวกเธอใส่ จะมิดชิด และไม่วาบหวิวอย่างที่ผ่านๆมาแต่ก็ดูน่ารัก สดใส ไปอีกแบบ จริงไหมครับ

“บ๊อช” มอบความสบายใจในการขับขี่ด้วยแบตเตอรี่ที่ไม่ต้องดูแลรักษา

0

แบตเตอรี่รถยนต์ทุกลูกมีอายุการใช้งานเฉลี่ยประมาณ 1-2 ปี ทั้งนี้ขึ้น อยู่กับพฤติกรรมของผู้ใช้งานและประเภทของเทคโนโลยี แบตเตอรี่ที่เสื่อมสภาพคือหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้อุปกรณ์อิเล็กโทรนิกส์ในรถยนต์เกิดความเสียหาย หรือชำรุด ซึ่งอาจสร้างความลำบากให้แก่ผู้ขับขี่ หรือเกิดความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุหาก อุปกรณ์ควบคุมในรถยนต์เกิดการทำงานผิดพลาดระหว่างขับขี่บนท้องถนน

“มีสถิติมากมายที่ชี้ให้เห็นว่าแบตเตอรี่ที่เสื่อมสภาพคือสาเหตุอันดับหนึ่งที่ทำให้อุปกรณ์ต่างๆในรถเกิดความเสียหาย” กุลธัช บุญบงการ ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายอะไหล่รถยนต์ บ๊อช ประเทศไทย กล่าว “แบตเตอรี่ที่ต้องได้รับการดูแลรักษาเป็นประจำเพื่อยืดอายุใช้งานนั้นจำเป็นต้องใช้เวลา และความรู้ในการตรวจเช็คเป็นประจำ”

บ๊อช บริษัทผู้ผลิตอะไหล่รถยนต์ชั้นนำของโลก ให้บริการอะไหล่ทดแทน สนับสนุนให้ผู้ขับขี่ตรวจเช็คแบตเตอรี่เป็นประจำควบคู่กับการตรวจสภาพรถยนต์ตามปกติ พร้อมกับลดค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาแบตเตอรี่ด้วยการใช้แบตเตอรี่ บ๊อช ซึ่งไม่ต้องดูแลรักษา แทนที่แบตเตอรี่น้ำ

แบตเตอรี่รถยนต์แบบน้ำจะต้องได้รับการดูแลรักษาเป็นประจำเพื่อให้มีการทำงานที่สมบูรณ์และมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน โดยประมาณร้อยละ 50 ของแบตเตอรี่ประเภทดังกล่าว มีการทำงานที่บกพร่องซึ่งเกิดจากสูญเสียน้ำกรด เนื่องจากขาดการดูแลรักษาหรือน้ำกรดระเหยจากความร้อนในห้องเครื่องยนต์ และจากสภาพอากาศร้อนชื้นในประเทศไทย บ๊อช จึงได้นำเสนอแบตเตอรี่ที่มีการปิดผนึกป้องกันการระเหยและการสูญเสียน้ำกรดของน้ำกรดแบตเตอรี่จากสภาพแวดล้อมดังกล่าว

การรักษาระดับประจุชาร์จไฟให้เต็มตลอดเวลานั้นมีความสำคัญ “รถยนต์ที่มีอุปกรณ์ อิเล็กทรอนิกส์ที่ต้องการกำลังไฟมาก และขับขี่ในระยะสั้น โดยเฉพาะการใช้งานในเมืองอย่างกรุงเทพฯ นั้นเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้แบตเตอรี่เสื่อมสภาพเร็ว เนื่องจากมีระยะเวลาการชาร์จไฟกลับน้อย ดังนั้น ผู้ขับขี่รถยนต์ทั่วโลกจึงเริ่มหันไปใช้แบตเตอรี่ที่ไม่จำเป็นต้องมีการดูแลรักษา และสามารถชาร์จไฟกลับได้เร็วในระยะเวลาที่สั้น รวมถึงให้ประโยชน์ด้านความสะดวกสบายด้วย” กุลธัช กล่าว “การพัฒนาทางเทคโนโลยีตลอด 20 ปีที่ผ่านมาทำให้แบตเตอรี่ บ๊อช ช่วยเพิ่มความปลอดภัยและสะดวกสบาย พร้อมกับรองรับการใช้งานอุปกรณ์ภายในรถยนต์อย่างเช่นระบบนำทางและการชาร์จสมาร์ทโฟนในรถที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของคนในยุคปัจจุบัน”

แบตเตอรี่ บ๊อช มีค่ากำลังไฟที่สูงกว่าจึงทำให้การสตาร์ทรถยนต์ทำได้นุ่มนวลและรวดเร็วยิ่งขึ้น รวมถึงการประจุชาร์จไฟกลับคืนเร็วกว่าและศักยภาพการชาร์จไฟสูงกว่าด้วยเช่นกัน ทำให้รองรับการใช้งานอุปกรณ์ไฟฟ้าได้ดีกว่าแบตเตอรี่แบบน้ำ แบตเตอรี่ บ๊อช ยังมีตัวบ่งชี้ว่าค่าประจุไฟฟ้าอยู่ในระดับที่พร้อมใช้งาน และสิ่งสำคัญยิ่งกว่าก็คือ แบตเตอรี่ บ๊อช ยังมีคุณสมบัติป้องกันประกายไฟหรือเปลวไฟจากภายนอกไม่ให้ไหลย้อนกลับเข้าไปในแบตเตอรี่และเจอกับก๊าซที่ทำปฎิกิริยาภายในแบตเตอรี่ ซึ่งอาจเป็นต้นเหตุทำให้แบตเตอรี่ระเบิดได้

บ๊อช เป็นผู้นำการผลิตอะไหล่และชิ้นส่วนยานยนต์ระดับโลกด้วยประสบการณ์กว่า 130 ปีและเพิ่งได้รับรางวัลแบรนด์ยอดเยี่ยมประจำปี 2560 หรือ Best Brand 2017 ประเภทแบตเตอรี่จากนิตยสารออโต้ มอเตอร์ อุนด์ สปอร์ต (auto motor und sport) ของประเทศเยอรมนี

แบตเตอรี่ บ๊อช ไม่ต้องดูแลรักษาของบ๊อชมีจำหน่ายในร้านค้าอะไหล่ยานยนต์ชั้นนำทั่วไป ศูนย์บริการของบ๊อชทั่วประเทศ และร้านค้าออนไลน์ บ๊อช ออฟฟิเชียล สโตร์ บนเว็บไซต์ลาซาด้า https://www.lazada.co.th/bosch-official-store-automotive/.

“ทีมแข่ง บีอาร์จี เอ็มเอ็มเอสฯ” พร้อมบู๊ “โตโยต้า มอเตอร์สปอร์ต” สนามปิดท้ายฤดูกาล 2017

0

ทีมแข่ง “บีอาร์จี เอ็มเอ็มเอส บ็อช คาร์ เซอร์วิส บาย คาร์ซาโนวา” ถอดบทเรียนทุกสนามปรับเกมรุก เติมเต็มความดุดัน พร้อมบู๊ขึ้นโพเดียมปิดท้ายฤดูกาล สนามกีฬาสมโภช 700 ปี จังหวัดเชียงใหม่ ในวันที่ 9-10 ธันวาคม ยันมีลุ้นคว้าคะแนนสะสมที่ 5 ประจำปี

 

นายสมศักดิ์ ศรีรัตนประภาส ประธานกรรมการบริหาร บีอาร์จีกรุ๊ป ผู้จำหน่ายรถยนต์นำเข้าระดับชั้นแนวหน้าจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก เปิดเผยถึงความพร้อมทีมแข่ง บีอาร์จี เอ็มเอ็มเอส บ็อช บาย คาร์ซาโนวา เรซซิ่ง ในการแข่งขันสนามสุดท้ายประจำปี 2017 ที่จังหวัดเชียงใหม่ว่า “ทีมแข่งของเราเต็มที่ 100% ทั้งนักแข่ง รถแข่ง และทีมเซอร์วิส โดยสนามนี้ นักแข่ง แอมป์ “ปรม พวงงาม” ได้ปรับเกมการขับใหม่ เพิ่มความมุ่งมั่นและดุดัน โดยถอดบทเรียนของทุกสนามที่ผ่านมา ปรับมาตรฐานทีมเซอร์วิสให้สอดรับกับสนามเฉพาะกิจ โดยเฉพาะระบบช่วงล่างและยาง พร้อมทั้งเพิ่มเวลาการฝึกซ้อม ทำให้มั่นใจว่าการแข่งขันในสนามนี้น่าจะทำผลงานได้ตามเป้า มีตำแหน่งบนโพเดียมลุ้นคะแนนสะสมประจำปีลำดับที่ 5

ในส่วนของพันธมิตรเรายังคงให้การสนับสนุนอย่างเหนี่ยวแน่ ทั้ง เอ็มเอ็มเอส บ๊อช คาร์ เซอร์วิส ศูนย์ซ่อมบำรุงรถยนต์หลังหมดอายุรับประกัน, ริเวอร์ เอ็นจิเนียริ่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านการป้องกันอุทกภัยและรักษาสิ่งแวดล้อม, เรือยอชต์หรูแครนชี่ จากประเทศอิตาลี, ฟิล์มกรองแสงรถยนต์-อาคาร “ลามิน่า”, ยางรถยนต์คอนติเนนทอล, รายการ Hotline Thailand และ www.carzanova.com เว็บไซต์วาไรตี้เรื่องยานยนต์ และน้ำมันเครื่อง Moty’s”

ด้านนายสุดเขต จันทร์เฉลี่ย ผู้จัดการทั่วไป MMS-Bosch Car Service ศูนย์บริการรถยนต์ครบวงจร กล่าวเสริมว่า “ในส่วนของรถแข่ง สนามนี้เราได้เตรียมความพร้อมให้เต็มที่ โดยหลังจากจบการแข่งขันสนาม 4 ที่ ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวังบุรีรัมย์ ซึ่งรถแข่งของเราได้รับความเสียหายพอสมควร เราจึงได้นำรถแข่งเข้ามาที่ศูนย์บริการ MMS-Bosch Car Service เพื่อซ่อมแซม วิเคราะห์ และตรวจเช็ค ทำให้รถแข่งกลับมามีสภาพสมบูรณ์ 100% เตรียมพร้อมสู้ศึกปิดท้ายฤดูกาลที่เชียงใหม่ ซึ่งเราคาดว่าด้วยความพร้อมของรถแข่ง และความมุ่งมั่นของนักแข่งจะทำให้เราสามารถขึ้นโพเดียม และคว้าคะแนนสะสมที่ 5 ประจำปีมาได้สำเร็จ”

ขณะที่ด้านนักแข่งทีมทีมบีอาร์จี เอ็มเอ็มเอสฯ “แอมป์” ปรม พวงงาม บรรณาธิการบริหาร เว็บไซต์ Carzanova.com ซึ่งลงแข่งในรุ่นอัลติส วันเมคเรซ รถหมายเลข 54 กล่าวว่า “สำหรับสนามนี้ เป็นสนามปิดท้ายฤดูกาล ถือว่าท้าทายมากครับ ตัวสนามค่อนข้างมีความเร็วสูง รวมถึงมีจุดอันตรายที่มาก ซึ่งตัวผมเองจะพยายามเค้นฟอร์มเก่งออกมาให้มากที่สุด หลังจากสนามที่แล้วพลาดท่าถูกกระแทกในรอบแรกช่วงโค้งความเร็วสูง ทำให้รถหลุดออกนอกแทรค เสียหายไปหลายตำแหน่ง ซึ่งจากบทเรียนครั้งนั้น ผมได้นำกลับมาทบทวนว่าเราต้องมีความดุดันในการขับมากกว่านี้ บางจังหวะต้องกล้าได้กล้าเสีย ที่ผ่านมาผมอาจจะบู๊น้อยไปนิด แต่สนามนี้เต็มที่ครับ อยากได้ถ้วยรางวัลติดไม้ติดมือ เป็นการขอบคุณและถือเป็นของขวัญก่อนปีใหม่ให้กับผู้สนับสนุนทุกราย ขอบคุณครับ”

สำหรับ โตโยต้า มอเตอร์สปอร์ต 2017 สนามกีฬาสมโภช 700 ปี จังหวัดเชียงใหม่ ในวันที่ 9-10 ธันวาคม ถือเป็นสนามสุดท้ายของปี ซึ่งแข่งมาแล้ว 4 สนาม ตั้งแต่เดือน มิถุนายน สนามแรก บริเวณสวนสาธารณะ สะพานหิน จังหวัด ภูเก็ต, สนามที่ 2 ริมชายหาดบางแสน เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน – 2 กรกฎาคม, สนามที่ 3 เมื่อวันที่ 16-17กันยายน บริเวณสนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษ จังหวัดนครราชสีมา และสนามที่4 สนามช้างเซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์

ร่วมติดตามความเคลื่อนไหวของการแข่งขันรายการ “โตโยต้า มอเตอร์สปอร์ต 2017”และร่วมเชียร์ทีมแข่ง BRG MMS Bosch Service by Carzanava Racing ได้ทาง www.carzanova.com

Testdrive: “New MG ZS” รถอเนกประสงค์สัญชาติอังกฤษ…คุณภาพเกินราคา

0

เอสยูวีกลุ่ม B-Segment รูปลักษณ์สะดุดตา ภายในโอ่อ่า พร้อมระบบสั่งการอัจฉริยะ i-Smart โดยใช้งานผ่านแอพพลิเคชั่น และคำสั่งเสียงภาษาไทย ขุมพลังขนาด 1.5 ลิตร 114 แรงม้า เกาะถนนมั่นใจได้กับช่วงล่างระบบ Euro Tunning รุ่นท๊อพจำหน่ายในราคาเพียง 789,000 บาท

หลังจากเปิดตัวเพียงอาทิตย์เศษๆ ก็กวาดยอดจองไปแล้วกว่า 700 คัน เป็นไปตามความคาดหวังที่ว่า New MG ZS ต้องได้การตอบรับอย่างดี เพราะนอกจากคุณสมบัติต่างๆของความเป็นรถอเนกประสงค์ แถมยังมีราคาค่าตัวไม่ถึง 800,000 บาท ซึ่งถือว่าถูกอย่างน่าประหลาดใจ จนต้องขอทดลองขับให้รู้ว่าคุณภาพของรถคันนี้เหมาะสมกับราคาจำหน่ายมากน้อยเพียงไร

New MG ZS เอสยูวีในกลุ่ม B-Segment มากับขนาดตัวรถที่มีความยาว 4,314 มม. กว้าง 1,809 มม. สูง 1,624 มม. ออกแบบภายใต้แนวคิดบริท ไดนามิค (Brit Dynamic)ให้มีความทันสมัยและสปอร์ต กระจังหน้าขนาดใหญ่ เจาะรูแบบรังผึ้ง ไฟหน้าและไฟเดย์ไทม์รวมไว้ในโคมเดียวกัน ชายล่างติดตั้งไฟตัดหมอกไว้ที่มุมกันชน มุมมองด้านท้ายรถสง่างามด้วยไฟท้ายเป็นแบบแอลอีดีทิวบ์ (LED tube) มีโลโก้ซึ่งใช้เป็นที่เปิดฝากระโปรงท้ายในสไตล์เฉพาะตัว

New MG ZS เพิ่มสุนทรียภาพในการขับขี่ด้วยพาโนรามิกซันรูฟขนาดใหญ่ สั่งการได้จากสวิตช์และคำสั่งเสียงภาษาไทยจากเทคโนโลยี i-Smart ออกแบบด้านข้างเน้นความปราดเปรียวที่มีเส้นสายชัดเจนพาดจากด้านหน้าไปจนถึงซุ้มล้อหลัง

สำหรับเรื่องรูปลักษณ์ถ้าจะให้ติคงเป็นในส่วนของซุ้มล้อกับล้ออัลลอยซึ่งดูจะไม่ค่อยสมส่วนสักเท่าไหร่นัก จากการเลือกใช้ล้อขนาด 17 นิ้ว หุ้มด้วยยางขนาด 215/50 R17 ซึ่งถ้าเปลี่ยนมาเป็นขนาด 225/65 R17 จะทำให้แลดูสมส่วนมากยิ่งขึ้น


การออกแบบห้องโดยสารถือว่าสอบผ่าน ใช้เบาะนั่งสีทูโทน วัสดุซอฟท์ทัชบริเวณแผงประตู และคอนโซล ซึ่งมีผิวสัมผัสนุ่มนวล ช่องแอร์ทรงกลมดีไซน์เจ็ท เทอร์ไบน์ มาตรวัดเรืองแสงพร้อมหน้าจอแสดงผลมองเห็นชัดเจนในทุกสภาพแสง เบาะที่นั่งด้านหลังพับแยกส่วน 60:40 พื้นที่เก็บสัมภาระส่วนท้ายปรับได้สองระดับโดยปรับระดับเพิ่มขึ้นได้อีก 10 ซม. รองรับการใช้งานที่หลากหลาย

NEW MG ZS ถือเป็นรถยนต์รุ่นแรกของเอ็มจี ที่ติดตั้งระบบอัจฉริยะ i-SMART ควบคุมและสั่งการได้ 3 วิธี คือ สั่งการผ่านระบบ Voice command ภาษาไทย ผ่านหน้าจอทัชสกรีนภายในรถ และการสั่งการผ่านไอสมาร์ทแอปพลิเคชั่น (i-SMART application) ซึ่งสามารถเปิด/ปิดการทำงานของระบบปรับอากาศผ่านแอปพลิเคชั่นในสมาร์ทโฟน ค้นหาจุดหมายอาทิ สถานที่ท่องเที่ยว โรงแรม หรือร้านอาหาร ด้วยสมาร์ทเนวิเกเตอร์รวมถึงตรวจสอบสภาพการจราจรแบบเรียลไทม์


ระบบ i-SMART ยังรวบรวมข้อมูลที่มีความสำคัญและแจ้งต่อผู้ขับได้ตลอดเวลา อาทิ ระดับน้ำมันเชื้อเพลิง สภาพการทำงานของแบตเตอรี่ เครื่องยนต์ และระบบเบรก ผ่านสมาร์ทโฟน พร้อมกับช่วยแจ้งเตือนการเคลื่อนที่ของรถที่ผิดปกติซึ่งอาจเกิดจากการโจรกรรม ซึ่งช่วยเพิ่มความปลอดภัยได้อีกระดับโดยแสดงผลผ่านหน้าจอสีระบบสัมผัสขนาด 8 นิ้ว


พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นแบบสปอร์ต ควบคุมเครื่องเสียงและปุ่มรับ-วางสายโทรศัพท์ รวมถึงระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ และยังสามารถตั้งน้ำหนักของการหมุนพวงมาลัยได้ถึง 3 โหมด ได้แก่ ในเมือง มาตรฐาน และ สปอร์ต ซึ่งมีน้ำหนักต่างกันชัดเจน นอกจากนี้ยังมั่นใจยิ่งขึ้นด้วยกล้องมองหลังและเซ็นเซอร์ถอยหลัง ซึ่งช่วยให้การถอยจอดทำได้อย่างปลอดภัย

ขุมพลังหยิบยกมาจาก MG 5 แต่ได้รับการพัฒนากล่องอีซียูใหม่ ซึ่งเป็นไปในรูปแบบของเครื่องยนต์เบนซิน DOHC VTi-TECH 4 สูบ 1.5 ลิตร ให้กำลัง 114 แรงม้าที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 150 นิวตันเมตรที่ 4,500 รอบต่อนาที ระบบเกียร์เป็นแบบอัตโนมัติ 4 จังหวะพร้อม Manual Mode และรองรับเชื้อเพลิงได้ถึง E 85

ทดสอบสมรรถนะบนเส้นทางกว่า 200 กม.จากกรุงเทพ-ระยอง ขุมกำลังขนาด 1.5 ลิตร และเกียร์ระบบซีเควนเชี่ยนแบบ 4 จังหวะตอบสนองได้ดีในช่วงรอบต้นและรอบกลาง การเร่งแซงอาจจะตอบสนองช้าไปเล็กน้อย แต่ระบบแมนนวลโหมดที่สามารถบวก/ลบ เกียร์ได้ จึงเรียกแรงในการเร่งแซงกลับมาให้ดีขึ้นพอประมาณ และในการทดสอบครั้งนี้ได้มีการจัดการแข่งขันในรูปแบบขับขี่แบบประหยัดน้ำมันระยะทางประมาณ 80 กม. ความเร็วเฉลี่ยที่ใช้ประม่าณ 90 กม./ชม. ได้ตัวเลขที่ 16.6 กม./ลิตร ถือว่าเป็นผลลัพธ์ที่น่าพอใจ

 

การยึดเกาะถนนค่อนข้างจะโดดเด่นด้วยประสิทธิภาพของระบบช่วงล่างแบบ EUROPEAN TUNNING SUSPENSION ด้านหน้าเป็นอิสระแมคเฟอร์สันสตรัท ด้านหลังแบบทอร์ชั่นบีม หากเทียบกับรุ่นพี่อย่าง MG GS จะให้ความนุ่มแต่ยึดเกาะถนนได้หนึบกว่าอย่างชัดเจน

ในขณะที่ระบบความปลอดภัยก็ยังอัดแน่นแบบเต็มพิกัด ทั้งโครงสร้างตัวถังนิรภัย FSF (Full Space Frame) รวมถึงเทคโนโลยีปกป้องทุกชีวิตในห้องโดยสาร ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก ABSพร้อมระบบกระจายแรงเบรก EBD ระบบเสริมแรงเบรกด้วยอิเล็กทรอนิกส์ EBA  และระบบ Synchronized Protection System 9 รูปแบบ


นอกจากนี้ยังมีระบบควบคุมการทรงตัว SCS (Stability Control System) ระบบควบคุมการเบรกในขณะเข้าโค้ง CBC (Curve Brake Control) ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี และควบคุมการลื่นไถล TCS (Traction Control System) ระบบช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน HAS (Hill Start Assist System) ระบบตรวจสอบความผิดปกติของลมยาง TPMS (Tire Pressure Monitor System) ระบบสัญญาณไฟแจ้งเตือนเมื่อมีการเบรกฉุกเฉิน ESS (Emergency Stop Signal) ตลอดจนถุงลมนิรภัยคู่หน้า ถุงลมนิรภัยด้านข้าง และม่านถุงลมนิรภัยรวมทั้งหมด 6 จุด

ความคิดเห็น
NEW MG ZS โดดเด่นจากรูปลักษณ์ทั้งภายใน ภายนอก รวมถึงเทคโนโลยีอัจฉริยะรุ่นแรกที่สั่งการด้วยระบบเสียงภาษาไทยและแอพพลิเคชั่นเพื่อความสะดวกสบาย สมรรถนะเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร 114 แรงม้า ถือว่าพัฒนาได้ดีพอใช้ แม้ในรอบกลางจะตอบสนองช้าไปเล็กน้อยแต่ระบบเกียร์แบบแมนนวลโหมดจะช่วยเพิ่มความสนุกในการขับขี่ ขนาดของยางถ้าได้สเปคใหญ่กว่า 215/50 R17 จะทำให้รูปลักษณ์ดูสง่ายิ่งขึ้น ซึ่งทั้งเครื่องยนต์และขนาดของยางเป็นส่วนเติมเต็มให้รถคันนี้ประหยัดน้ำมัน แต่ค่าตัวเพียง 789,000 บาท แลกกับเทคโนโลยีอัจฉริยะและความอเนกประสงค์ในสไตล์ของรถเอสยูวี ถือว่าคุ้มสุดๆ

เรียบเรียงและทดสอบโดย ณัฐเทพ เผ่าจินดา

ข้อมูลเทคนิค
ผู้จัดจำหน่าย บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด

ยี่ห้อ,รุ่นMG ZS
เครื่องยนต์เบนซินแบบ 4 สูบ 16 วาล์ว VTi-TECH
ความจุ (ซีซี)1,498
กำลังสูงสุด (แรงม้า/รตน.)114 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที
แรงบิดสูงสุด (นิวตันเมตร./รตน.)150 นิวตันเมตร ที่ 4,500 รอบต่อนาที
ระบบถ่ายทอดกำลัง (จังหวะ)เกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะ พร้อมแมนนวลโหมด
ขับเคลื่อน (ล้อ)ล้อหน้า
ระบบรองรับ(หน้า/หลัง)แมคเฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง /ทอร์ชั่นบีม
ยาว กว้าง สูง (มม.)4,314/1,809/1,624
ระยะฐานล้อ(มม.)2,585
ความสูงจากพื้น (มม.)165
ระบบห้ามล้อดิสก์ แบบมีครีบระบายความร้อน/ดิส
ราคา(บาท)789,000

 

“Motor Expo 2017” คึกคัก รถใหม่เปิดตัวกว่า 20 รุ่น

0

“ยานยนต์ยุคใหม่ ฝันไกลที่กลายเป็นจริง” หรือ “NEW AGE VEHICLE…A DISTANT DREAM” คอนเซ็ปต์ประจำปีของงาน มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 34 ซึ่งค่ายรถต่างสนองตอบกันอย่างคึกคัก โดยนำรถรุ่นใหม่และรถต้นแบบพาเหรดเข้าร่วมงานโชว์ตัวกับสาธารณชนอย่างคับคั่งกว่า 20 รุ่น และสำหรับรายละเอียดต่างๆ ยินดีจัดให้ทุกท่านได้รับชมเช่นเคย…ติดตามได้จากรายงาน
ASTON MARTIN DB 11 V8

ถือเป็นทางเลือกอันโดดเด่น ที่เข้ามาสานต่อความ สำเร็จระดับโลกของตระกูล DB11 อันเป็นที่สุดแห่งยนตรกรรม GT ซึ่งเปิดตัวไปเมื่อปี 2016 โดย ASTON DB 11 V8 โฉมใหม่นี้ มาพร้อมเครื่องยนต์ทวินเทอร์โบชาร์จ V8 ขนาด 4.0 ลิตร ซึ่งถือเป็นการเติมเต็ม DB11 รุ่นเครื่องยนต์ทวินเทอร์โบชาร์จ V12 ขนาด 5.2 ลิตรได้อย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยขุมพลังใหม่ที่ทำให้แสดงตัวตนแห่งความเป็นยนตรกรรมไฮลัคชัวรี่สปอร์ตได้มากยิ่งขึ้น พร้อมยกระดับภาพลักษณ์ระดับโลกด้วยการผสานประสิทธิภาพและสมรรถนะเหนือระดับเข้าด้วยกัน

ภายในของ DB11 V8 มาพร้อมอุปกรณ์มาตรฐานระดับเดียวกัน รวมถึงสีสันและชุดตกแต่งอันหลากหลายที่ลูกค้าทั้งสองรุ่นสามารถเลือกได้เหมือนกัน นอกจากนี้ยังสามารถเพิ่มความเหนือชั้นได้จากแพ็คเกจ Option Packs และ Designer Specification รวมถึงคอลเลคชั่น Q by Aston Martin อันเป็นคอลเลคชั่นสุดหรูจากตระกูลแอสตัน มาร์ติน

Aston Martin DB 11 ใช้เครื่องยนต์เบนซิน ทวินเทอร์โบชาร์จ วี 8 สูบ ขนาด 4.0 ลิตร 510 แรงม้า ที่ 6,000 รตน. และแรงบิดสูงสุด 68.8 กก.-ม. ที่ 2,000-5,000 รตน. อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 4.0 วินาที และทำความเร็วสูงสุดถึง 300 กม./ชม. อีกหนึ่งทางเลือกเพิ่มจากรุ่น ทวินเทอร์โบชาร์จ วี 12 สูบ ขนาด 5.2 ลิตร 608 แรงม้า ตั้งราคาจำหน่ายไว้ที่ 21.9 ล้านบาท

Audi A4 Avant Black Edition

Audi A4 Avant Black Edition รถแบบ Avant ตกแต่งสปอร์ต เพิ่มความสะดวกสบาย และเพิ่มพื้นที่ประโยชน์ใช้สอย ติดตั้งล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้ว จาก Audi Sport ลาย 5 ก้าน สีไทเทเนียมแบบด้าน รถมีขนาดความยาว 4,725 มม. ความยาวช่วงล้อ 2,820 มม. น้ำหนักตัวลดลงสูงสุด 110 กก. กระจังหน้าขนาดใหญ่ ไฟหน้าแอลอีดี มาพร้อมเทคโนโลยีใหม่ๆ เต็มคัน

พร้อมเติมเต็มอารมณ์สปอร์ตด้วยเบาะนั่งแบบ S Sports หุ้มด้วยหนัง Fine Nappa ตัดเย็บแบบ diamond cut พร้อมสัญลักษณ์ S line พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันแบบสปอร์ต ท้ายตัด และสง่างามยิ่งขึ้นด้วยหลังคาพาโนรามิคเลื่อนเปิด-ปิดควบคุมด้วยระบบไฟฟ้า ช่วงล่างสปอร์ต แป้นเบรก และคันเร่งแบบสปอร์ต ภายในตกแต่งแบบเปียโน แบล็ค พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันแบบท้ายตัดตกแต่งด้วยหนัง Perforated ผ้าบุหลังคาสีดำ Audi A4 Avant Black Edition

Audi A4 Avant Black Edition ติดตั้งเครื่องยนต์ 2.0 TFSI ให้กำลังสูงสุด 252 แรงม้า พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ในเวลา 6 วินาที ตั้งราคาค่าตัวไว้ 3,249,000 บาท

Audi A5 Sportback

รถยนต์นั่งแบบ 5 ประตู ทรง Coupe ผสมผสานจุดเด่นในด้านต่างๆ เอาไว้ด้วยกันอย่างลงตัว มีความสวยงามในทุกมุมมองทั้งภายนอกและภายใน การตกแต่งด้วยชุดแต่งภายนอกแบบ S line ตัวถังมีความยาว 4,733 มม. ความยาวฐานล้อ 2,824 มม. ความกว้าง 1,843 มม. และความสูง 1,386 มม. ฐานล้อที่ยาว และการออกแบบให้ตัวถังมีระยะโอเวอร์แฮงก์ที่สั้น ช่วยให้รถมีการขับขี่ควบคุมที่ดีขึ้น ขณะที่น้ำหนักรถลดลง 85 กก. ออกแบบให้มีบุคลิกความเป็นสปอร์ตที่ชัดเจน กระจังหน้ากว้าง ส่วนการออกแบบด้านข้างเน้นเส้นสายที่คมชัด หลังคาถูกยกขึ้นในมุมที่ให้อารมณ์สปอร์ตไล่เรื่อยไปถึงด้านหลังในรูปแบบแบนเรียบ ช่วยเพิ่มมุมมองที่ดุดัน และมีแอร์โรไดนามิคที่ดี มากับหลังคาพาโนรามิคเลื่อนเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า

ด้านหลังดีไซน์รูปทรงเส้นสายแนวนอน 3 มิติ ช่วยให้รถดูกว้าง สปอร์ต พร้อมสปอยเลอร์ในตัวที่ช่วยทำให้รถมีหลักอากาศพลศาสตร์ดีขึ้น ไฟท้ายรูปทรง 3 มิติ บางเฉียบ เพิ่มความคมเข้มให้มุมมองด้านท้าย มาพร้อมเทคโนโลยีไฟแอลอีดี และไฟเลี้ยวแอลอีดีแบบไดนามิค ขณะที่ไฟเบรกดวงที่ 3 ติดตั้งไว้อย่างกลมกลืนบริเวณขอบกระจกบังลมหลัง

ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง ฟังก์ชันการใช้งานต่างๆ ได้รับการออกแบบให้มีความความโดดเด่นเพียบพร้อม และให้ความสะดวกสบาย เลือกใช้วัสดุเกรดพรีเมียม และให้อารมณ์สัมผัสที่ดี ห้องโดยสารออกแบบให้โปร่งโล่ง นั่งสบายไม่อึดอัด เบาะนั่งคู่หน้าแบบ S Sports ตกแต่งแบบ diamond cut พร้อมสัญลักษณ์ S line ระบบ Comfort key ควบคุมการเปิด-ปิดบานประตูท้ายโดยไม่ต้องใช้มือ ระบบเครื่องเสียงระดับพรีเมียม Bang & Olufsen พร้อมระบบเสียง 3 มิติ รวมถึงระบบมัลติมีเดีย อินโฟเทนเมนท์ (MMI) ที่ใช้งานง่าย และชุดไฟเรืองแสงแบบแอมเบียนท์ไลท์ที่ตอบสนองทุกอารมณ์ถึง 30 สีให้เลือกใช้

Audi A5 Sportback มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน TFSI 2.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 252 แรงม้า ทำงานร่วมกับ เกียร์อัตโนมัติ เอส-ทรอนิค 7สปีด คลัทช์คู่ ขับเคลื่อนล้อหน้าในรุ่น 40 TFSI และขับเคลื่อน 4 ล้อในรุ่น 45 TFSI quattro S line ระบบช่วงล่างใช้แบบมัลติลิงค์ 5 จุด ปรับปรุงใหม่เพื่อลดการสั่นสะเทือน เพิ่มความนุ่มนวล และควบคุมได้ง่ายขึ้น สำหรับค่าตัวของ A5 Sportback 40 TFSI เครื่องยนต์เบนซิน 190 แรงม้า ราคา 3,299,000 บาท และ A5 Sportback 45 TFSI quattro S line เครื่องยนต์เบนซิน 252 แรงม้า ราคา 4,299,000 บาท

BENTLEY
BENTLEY BENCAYGA ครอสส์โอเวอร์ เอสยูวี หรูขนาดใหญ่ แบบแรกของค่ายนี้ มิติตัวถังยาว 5,140 มม. กว้าง 1,998 มม. และสูง 1,742 มม. ค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศ 0.34 เครื่องยนต์เบนซิน ทวินเทอร์โบฉีดตรง ดับเบิลยู 12 สูบ 6.0 ลิตร 608 แรงม้า เกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ ขับเคลื่อน 4 ล้อ อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 4.1 วินาที ความเร็วสูงสุด 301 กม./ชม. จัดจำหน่ายในราคา 24,500,000 บาท

BMW X3 xDrive20d xLine
X3 เจนเนอเรชั่นที่สาม สืบทอดเจตนารมณ์ของรุ่นก่อนด้วยการผสานรูปลักษณ์แข็งแกร่งแบบออฟโรดเข้ากับความสปอร์ต สัดส่วนอันคุ้นตา ล้วนเน้นย้ำให้เห็นถึงการกระจายน้ำหนักแบบ 50:50 ระหว่างเพลาหน้าและหลังอย่างสมบูรณ์แบบ ความปราดเปรียวอันทรงพลังของ BMW X3 xDrive20d xLine ใหม่ ถูกเสริมให้ดุดันยิ่งขึ้นด้วยกระจังหน้าไตคู่แบบหนา และไฟตัดหมอกแบบหกเหลี่ยมที่นำมาใช้เป็นครั้งแรก โดยมากับล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้วลาย Y-spoke

ภายในรถเฉียบคมด้วยความแม่นยำในการประกอบอย่างสมบูรณ์แบบและวัสดุคุณภาพเยี่ยม ส่งผลให้ได้มาซึ่งคลาสสิค หรูหรา ยกระดับความสะดวกสบายด้วยระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ 3 โซน ไฟในห้องโดยสาร 6 สี ม่านบังแดดด้านข้างผู้โดยสารตอนหลังแบบอัตโนมัติ หลังคากระจกแบบพาโนรามาที่เสริมให้ภายในตัวรถโปร่งสบายยิ่งขึ้น พร้อมอีกหนึ่งอุปกรณ์ใหม่อย่าง BMW Display Key ที่ไม่เพียงล็อคและปลดล็อคด้วยสัญญาณวิทยุทางไกล แต่ยังแสดงสถานะและข้อมูลต่าง ๆ รวมถึงควบคุมฟังก์ชั่นการทำงานอื่น ๆ

BMW X3 xDrive20d xLine ทรงพลังด้วยเทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo ในรูปแบบของเครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ ทำงานประสานเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ Steptronic ให้กำลังสูงสุด 190 แรงม้า พร้อมแรงบิด 400 นิวตันเมตร ทำอัตราเร่ง 0 – 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 8 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ 213 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงอยู่ที่ 17.6 กิโลเมตรต่อลิตร

BMW X3 xDrive20d xLine ใหม่ มาพร้อมกับปุ่มควบคุม iDrive สั่งงานด้วยระบบสัมผัสและจอแสดงผลความละเอียดสูงขนาด 10.25 นิ้ว ระบบการสั่งงานด้วยการเคลื่อนไหวของมือ (BMW gesture control) ช่วยควบคุมระบบนำทางและฟังก์ชั่นสาระบันเทิงต่าง ๆ ได้อย่างสะดวกสบาย ในขณะเดียวกัน ระบบการสั่งงานด้วยเสียง (Intelligent Voice Control Assistance) ซึ่งผู้ขับขี่ใช้ภาษาในชีวิตประจำวันได้อย่างง่ายดาย แทนคำสั่งที่มีการตั้งค่าไว้ สำหรับค่าตัวของ X3 xDrive20d xLine อยู่ที่ 3,699,000 บาท

BMW 630d GT M Sport
BMW 630d GT M Sport ต่อยอดจากความสำเร็จจาก 5 Gran Turismo ทั้งในด้านความหรูหราแบบสปอร์ต อุปกรณ์และฟีเจอร์ทันสมัย รวมถึงระบบการควบคุมและช่วยเหลือผู้ขับขี่ พร้อมด้วยความปราดเปรียวและประสิทธิภาพที่เพิ่มสูงขึ้นแบบก้าวกระโดด โดยออกแบบเน้นน้ำหนักเบา เลือกใช้วัสดุอลูมิเนียมเหล็กกล้าคุณภาพสูง ทำให้โครงสร้างตัวรถและแชสซีมีน้ำหนักลดลงจากรุ่นก่อนราว 150 กิโลกรัม ซึ่งเมื่อนำไปผสมผสานกับคุณสมบัติทางอากาศพลศาสตร์ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

BMW 630d GT M Sport มีรูปลักษณ์ที่แตกต่างและทรงพลังด้วยเลนส์ไฟหน้า LED ที่ทอดยาวไปจนถึงกระจังหน้ารูปไตคู่ขนาดใหญ่ โดดเด่นด้วยฟีเจอร์คุ้นตาเช่นฝากระโปรงหน้าทรงยาว ประตูที่มาพร้อมกับหน้าต่างแบบไร้กรอบ ส่วนหลังคารถลาดเทลงมาบรรจบกับส่วนท้ายรถในสไตล์โฉบเฉี่ยวแบบรถยนต์คูเป้ ไฟท้ายออกแบบมาในสไตล์สามมิติ เสริมความโดดเด่นยิ่งขึ้น ทั้งนี้ยังมีชุดแต่ง M Aerodynamics ที่เติมเต็มความสปอร์ตให้โดดเด่นไม่ซ้ำใครยิ่งขึ้น

ภายในออกแบบเน้นความสะดวกสบายในการควบคุมรถ พร้อมด้วยห้องโดยสารที่กว้างขวาง เบาะนั่งยกสูงเปิดมุมมองที่ครอบคลุมทุกทิศทาง ขณะที่การจัดวางฟังก์ชั่นการควบคุมต่าง ๆ เป็นไปตามหลักสรีรศาสตร์ วัสดุที่ใช้ และความประณีต เสริมความพรีเมียมและหรูหราให้กับห้องโดยสาร ส่วนห้องโดยสารด้านหลัง ประกอบไปด้วย 3 ที่นั่งขนาดใหญ่ พร้อมพื้นที่วางขาที่กว้างขวาง

BMW 630d GT M Sport ติดตั้งเครื่องยนต์ดีเซล 6 สูบ เสริมกำลังด้วยเทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo ล้ำสมัย ทำงานควบคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด Steptronic มอบพละกำลังสูงสุดที่ 195 กิโลวัตต์ / 265 แรงม้า พร้อมให้แรงบิดสูงสุดที่ 620 นิวตันเมตร จึงเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ใน 6.1 วินาที และมีความเร็วสูงสุดที่ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขณะที่อัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง อยู่ที่ 17.7 กิโลเมตรต่อลิตร

BMW 630d GT M Sport มาพร้อมระบบควบคุมและแสดงผลชั้นเยี่ยม นำเสนอที่สุดแห่งความครบถ้วนในการควบคุมรถยนต์ การนำทาง รวมถึงฟังก์ชั่นการสื่อสารและบันเทิง ด้วยระบบ iDrive ทั้งยังเสริมประสิทธิภาพการใช้งานด้วยระบบสัมผัสบนหน้าจอแสดงผลความละเอียดสูงขนาด 10.25 นิ้ว ระบบการสั่งงานด้วยเสียง (Intelligent Voice Control Assistance) และระบบการสั่งงานด้วยการเคลื่อนไหวของมือ (BMW gesture control) สำหรับค่าตัวของรถคันนี้ตั้งไว้ที่ 4,739,000 บาท

CHEVROLET Corolado Centennial Edition 2018

CHEVROLET Corolado Centennial Edition 2018 พัฒนาบนพื้นฐานของ Corolado Highcountry 2018 และรุ่น LTZ ผสมผสานการออกแบบที่สะท้อนถึงความแข็งแกร่งเข้ากับสมรรถนะที่สมบุกสมบัน มาพร้อมเทคโนโลยีและการเชื่อมต่อ รวมถึงเชฟโรเลต มายลิงค์ เจนเนอเรชั่นใหม่และระบบสั่งการด้วยเสียงสิริอายส์ฟรี


CHEVROLET Corolado Centennial Edition 2018 ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดูราแม็กซ์ 4 สูบ ดีเซลเทอร์โบ 2.5 ลิตร ผลิตที่ศูนย์การผลิตรถยนต์เชฟโรเลตในจังหวัดระยองเพื่อฉลองตำนานความสำเร็จของรถกระบะเชฟโรเลตและได้รับแรงบันดาลใจมาจากรถกระบะเชฟโรเลตหลากหลายรุ่นในอดีต โดยรถกระบะรุ่นพิเศษแต่ละคันนี้มาพร้อมหมายเลขประจำตัวรถที่ประทับอยู่บนประตูด้านในห้องโดยสาร โลโก้โบว์ไทฉลองครบรอบกระบะ 100 ปี ตราสัญลักษณ์ฉลองครบรอบกระบะ 100 ปี สติกเกอร์สีดำรุ่นพิเศษด้านบนฝากระโปรงหน้า ล้ออัลลอยสีดำขนาด 18 นิ้ว เบดไลเนอร์ และกาบซุ้มล้อ สำหรับรุ่นแอลทีแซดโดดเด่นด้วยสปอร์ตบาร์สีดำเงา

CHEVROLET Corolado Centennial Edition 2018 มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบแปรผัน Variable Geometry Turbocharger (VGT) พละกำลัง 180 แรงม้า (132 กิโลวัตต์) ที่ 3,600 รอบต่อนาที แรงบิด 440 นิวตันเมตร (45 กก.-ม.) ที่รอบต่ำ 2,000 รอบต่อนาที เครื่องยนต์รุ่นนี้ผ่านมาตรฐานไอเสียยูโร 4 ส่งกำลังด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด พร้อมระบบขับเคลื่อนสองล้อและขับเคลื่อนสี่ล้อ

ราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 814,000 บาทสำหรับโคโลราโด 2.5 ลิตร ขับเคลื่อนสองล้อ 2 ประตู เกียร์ธรรมดา เซนเทนเนียล อิดิชั่น จนถึงรุ่นสูงสุด โคโลราโด 2.5 ลิตร ขับเคลื่อนสองล้อ ไฮ คันทรี เซนเทนเนียล อิดิชั่น ราคา 1,103,000 บาท โคโลราโด 2.5 ลิตร ขับเคลื่อนสองล้อ 2 ประตู และ 4 ประตู เกียร์ธรรมดา เซนเทนเนียล อิดิชั่นมีตัวถังสีขาว Summit White และสีน้ำเงิน Blue Me Away Metallic ให้เลือกสรร ขณะที่รุ่นโคโลราโด 2.5 ลิตร ขับเคลื่อนสองล้อ 2 ประตู และขับเคลื่อนสี่ล้อ 4 ประตู ไฮ คันทรี เซนเทนเนียล อิดิชั่นมีตัวถังสีขาว Summit White

FORD

สำหรับค่ายฟอร์ดในปีนี้จะไม่มีรถใหม่แต่ตัวชูโรงยังคงเป็นกระบะพันธุ์แกร่งรุ่น Ranger ซึ่งติดตั้งหน้าจอสัมผัสแบบมัลติทัช ระบบสั่งงานด้วยเสียง ซิงค์ 3 ขณะที่ขุมกำลังเครื่องยนต์เป็นแบบดีเซลเทอร์โบ ขนาด 3.2 ลิตร 200 แรงม้า และ 2.2 ลิตร 125 แรงม้า 150 และ 160 แรงม้า มีทั้งระบบเกียร์อัตโนมัติ และระบบเกียร์ธรรมดาแบบ 6 จังหวะ ติดตั้งระบบพวงมาลัยเพาเวอร์ไฟฟ้า (EPAS) ที่ปรับน้ำหนักตามความเร็ว สามารถขับลุยน้ำได้ที่ความลึกถึง 800 มม.

โดยเน้นไปที่รายการส่งเสริมการขายให้กับรถทุกรุ่นดังนี้

Ford Ranger Wildtrack ดอกเบี้ย 0.99% ดาวน์ 30% ผ่อนนาน 48 เดือน พร้อมฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง หรือเลือกดาวน์เพียง 89,999 บาท ผ่อนนาน 72 เดือน พร้อมฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง

Ford Ranger Open Cab และ Double Cab XLT และ FX4 ดอกเบี้ย 0% ดาวน์ 25% ผ่อนนาน 48 เดือน พร้อมฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง

Ford Ranger Open Cab XL+ ราคาพิเศษ 599,000 บาท หรือดาวน์เพียง 29,000 บาท ผ่อนได้นานสูงสุดถึง 84 เดือน พร้อมฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง

Ford Everest 2.2L ไทเทเนียม ราคาพิเศษ 1,299,000 บาท พร้อมฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง หรือ เลือกรับดอกเบี้ย 0% ดาวน์ 30% ผ่อนนาน 48 เดือน พร้อมฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง

Ford Ecosport ทุกรุ่น ดอกเบี้ย 0% ดาวน์ 25% ผ่อนนาน 60 เดือน พร้อมฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง

Ford Focus รุ่นสปอร์ต AT ราคาพิเศษ 999,000 บาท พร้อมฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง หรือโปรแกรม
พรีเมียม แคร์ 5 ปี

Ford Fiesta อัตราดอกเบี้ย 0% ผ่อนนาน 48 เดือน พร้อมฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง และโปรแกรม
พรีเมียม แคร์ 5 ปี

Honda Civic Red Rally 

สำหรับค่ายฮอนด้า แนะนำรถซีดานรุ่นธงในสีใหม่โดยใข้ชื่อว่า Honda Civic Red Rally ด้วยสีแดงสดสไตล์สปอร์ต ภายในห้องโดยสารสะดวกสบาย ด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย ทั้งระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสที่รองรับการเชื่อมต่อ APPLE CAR PLAY ระบบสตาร์ทเครื่องยนต์และเปิดเครื่องปรับอากาศด้วยกุญแจรีโมท มีให้เลือก 2 รุ่น คือ เบนซิน วีเทค เทอร์โบ 1.5 ลิตร และเบนซิน ไอ-วีเทค 1.8 ลิตร ระบบเกียร์อัตโนมัติ ซีวีที

นอกจากนี้ยังได้จัดแสดงเทคโนโลยี ฮอนด้า คอนเนค เป็นครั้งแรกภายในงานนี้ ซึ่งเป็นการนำเอาเทคโนโลยี Telematics มาใช้เพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่และรถยนต์สามารถเชื่อมต่อและสื่อสารกันได้อย่างง่ายดายเพียงปลายนิ้วสัมผัส และที่สำคัญที่สุด ระบบยังแสดงสถานะความพร้อมของรถยนต์ และข้อมูลลักษณะการขับขี่ของผู้ขับขี่ เพื่อเพิ่มความมั่นใจมากยิ่งขึ้นในตลอดทุกการเดินทาง นับเป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมที่ฮอนด้าตั้งใจมุ่งมั่นพัฒนาเพื่อมอบความสุขให้กับการใช้ชีวิตของทุกคนในสังคม
รวมถึงอัดแคมเปญส่งเสริมการขายให้กับรถทุกรุ่น ได้แก่

Honda Brio และ Honda Brio Amaze ดอกเบี้ย 2.19%
Honda City ดอกเบี้ย 1.79%
Honda Jazz,Civic,CR-V และ Mobilio ดอกเบี้ย 1.99%
Honda BR-V และ HR-V ดอกเบี้ย 1.79%
Honda Accord และ Accord Hybrid ดอกเบี้ย 1.19%
พร้อมแคมเปญพิเศษเพิ่มเติม อาทิ แคมเปญ Honda Winter พาเธอเที่ยว รับกระเป๋าเดินทาง Samsonite ขนาด 29 นิ้ว รุ่น NIAR SPINNER 7/29 EXP มูลค่า 16,900 บาท เมื่อออกรถยนต์ฮอนด้าทุกรุ่น ดอกเบี้ยพิเศษสำหรับเจ้าของรถยนต์ฮอนด้าทุกรุ่น (Honda Loyalty) สำหรับลูกค้าเจ้าของรถยนต์ฮอนด้า รับดอกเบี้ยพิเศษลดลง 0.15% จากลูกค้าทั่วไปตามตารางรายการส่งเสริมการขาย เมื่อทำสัญญาเช่าซื้อกับสถาบันการเงินที่ร่วมรายการ

แคมเปญ ฮอนด้า ช่วยผ่อน ได้แก่
Honda Brio และ Honda Brio Amaze ช่วยผ่อนเดือนละ 2,500 บาท 12 เดือน
Honda Mobilio ช่วยผ่อนเดือนละ 1,000 บาท 12 เดือน
Honda BR-V ช่วยผ่อนเดือนละ 2,000 บาท 12 เดือน
Honda HR-V ช่วยผ่อนเดือนละ 1,000 บาท 12 เดือน
Honda Brio Amaze เพิ่มทางเลือกแคมเปญชุดแต่งรอบคัน Modulo Sport Aero Package มูลค่า 16,050 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%)

สำหรับลูกค้าที่จองรถ Honda Mobilio ระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน – 11 ธันวาคม 2560 และรับรถภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2560 รับตุ๊กตาหมีโมบิลิโอ ขนาด 36 นิ้ว มูลค่า 6,000 บาท

Honda CR-V ขยายระยะเวลาการรับประกันคุณภาพรถยนต์ใหม่และขยายสิทธิพิเศษบริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนนตลอด 24 ชั่วโมง เพิ่มขึ้นอีก 2 ปี หรือ 40,000 กม. รวมเป็น 5 ปี หรือ 140,000 กม. อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน และสามารถเลือกรับแคมเปญส่งเสริมการขายต่อไปนี้เพิ่มเติม ได้แก่ Family Reward Package มูลค่า 10,000 บาท (ประกอบด้วย บัตรของขวัญในเครือโรงแรมเซ็นทารามูลค่า 5,000 บาท บัตรน้ำมันมูลค่า 3,000 บาท และบัตรรับประทานอาหาร MK มูลค่า 2,000 บาท) หรือ เลือกรับบัตรน้ำมันมูลค่า 10,000 บาท

Hyundai RN30

รถยนต์ต้นแบบ ฮุนได อาร์เอ็น 30 ได้รับการแนะนำสู่สาธารณชนครั้งแรก ในงานปารีส มอเตอร์โชว์ เดือนกันยายน 2559 พัฒนาขึ้นบนพื้นฐานของรถยนต์ฮุนได รุ่น ไอ 30 โดยความร่วมมือระหว่างทีมงานฮุนได มอเตอร์สปอร์ต (Hyundai Motor Sport – HMSG), ศูนย์พัฒนาเทคโนโลยีฮุนไดภาคพื้นยุโรป (Hyundai Motor Europe Technical Center – HMETC) และหน่วยพัฒนารถยนต์สมรรถนะสูงและการพัฒนาเทคโนโลยีฮุนได (Hyundai Motor’s Performance Development & High Performance Vehicle Division)

แนวคิดการพัฒนาฮุนได อาร์เอ็น 30 ถูกเน้นในเรื่องความเร้าใจในการขับขี่ มีลักษณะการขับขี่ในแบบสปอร์ต เส้นสายภายนอกของฮุนได อาร์เอ็น 30 ถูกนำมาจากรถยนต์ฮุนได ไอ 30 ซึ่งเป็นเส้นสายที่มีความเรียบง่าย แต่ได้รับการปรับปรุงในเรื่องของมิติตัวถัง และพัฒนาให้มีน้ำหนักเบา แต่ทนทานสูง และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยใช้วัสดุน้ำหนักเบาที่ได้รับการพัฒนาร่วมกับบริษัทวิจัยและพัฒนาทางด้านเคมีชั้นนำของโลกจากประเทศเยอรมนีอย่าง BASF

เครื่องยนต์ของฮุนได อาร์เอ็น 30 เป็นเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบขนาด 2.0 ลิตร ที่ได้รับการพัฒนาให้มีสมรรถนะสูง โดยใช้เทอร์โบขนาดใหญ่ เพื่อช่วยเพิ่มอัตราเร่งให้ทันใจ แรงม้าสูงสุดอยู่ที่ 380 แรงม้า และแรงบิดสูงสุดที่ 451 นิวตัน-เมตร เชื่อมต่อกับระบบส่งกำลังแบบอัตโนมัติคลัทช์คู่แบบเปียก นอกจากนี้ ระบบแปรผันวาล์วฝั่งไอเสีย ยังได้รับการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทำให้ฮุนได อาร์เอ็น 30 มีการตอบสนองด้านอัตราเร่งที่รวดเร็ว ทันใจ รวมถึงเสียงจากท่อไอเสียที่ดุดัน ให้ความรู้สึกสปอร์ตขณะขับขี่

Hyundai Ionic
รถยนต์ฮุนได ไอออนิก ได้รับการแนะนำสู่ตลาดครั้งแรก ในงานเจนีวา มอเตอร์โชว์ 2559 เป็นรถยนต์ที่ถูกพัฒนาขึ้นโดยมีจุดประสงค์หลัก คือการสร้างรถยนต์ที่มีมลพิษที่ต่ำที่สุด หรือปราศจากมลพิษ สำหรับทุกๆคน และนับเป็นรถยนต์รุ่นแรกของโลก ที่มีจำหน่ายในทั้ง 3 รูปแบบระบบขับเคลื่อนใน 1 รุ่น ได้แก่ ไฮบริด, ปลั๊กอิน ไฮบริด และอีวี แต่สำหรับรถยนต์รุ่นที่นำมาจัดแสดง เป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้าฮุนได ไอออนิก ซึ่งขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100 เปอร์เซนต์

ภายในถูกออกแบบโดยเน้นถึงความเป็นรถแห่งอนาคต ด้วยแนวคิด ‘Purified High-Tech’ ที่เน้นถึงความเรียบง่าย ลื่นไหล แต่มีความปราณีต และใช้งานง่าย เน้นการใช้วัสดุที่ก่อให้เกิดผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมที่น้อยที่สุด วัสดุภายใน เลือกใช้วัสดุจากธรรมชาติ เช่น ผ้าหลังคาและพรมที่มีส่วนผสมจากต้นอ้อย เพื่อช่วยให้อากาศภายในห้องโดยสาร มีความบริสุทธิ์, สีพ่นตัวถังที่มีส่วนผสมของน้ำมันถั่วเหลือง เพื่อให้มีประกายของเม็ดสีที่สวยงาม, แผงประตูที่ผลิตจากพลาสติกรีไซเคิล ผสมกับผงไม้และหินจากภูเขาไฟ แต่ยังคงไว้ซึ่งความแข็งแรงและคุณภาพที่ดี

เกียร์ถูกออกแบบให้เป็นแบบระบบปุ่มกด หรือ shift by wire ซึ่งถูกติดตั้งอยู่บริเวณคอนโซลกลาง ซึ่งผู้ขับขี่ สามารถเลือกเปลี่ยนเกียร์ได้ตามต้องการเพียงปลายนิ้วสัมผัส นอกจากนี้ยังมีระบบเบรคมือไฟฟ้า และระบบ wireless charging ที่สามารถชาร์จแบตเตอรีโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้ เพียงวางโทรศัพท์บริเวณช่องชาร์จด้านซ้ายของปุ่มเลือกตำแหน่งเกียร์

สำหรับระบบขับเคลื่อนของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ฮุนได ไอออนิก นั้น เป็นการขับเคลื่อนโดยใช้มอเตอร์ไฟฟ้าชนิดซิงโครนัสแม่เหล็กถาวร ที่ให้พละกำลังสูงสุด 120 แรงม้า (88kW) แรงบิดสูงสุด 295 นิวตัน-เมตร เชื่อมต่อผ่านระบบเกียร์แบบ single-speed ที่สามารถเลือกตำแหน่งเกียร์ผ่านปุ่มกดบริเวณคอนโซลกลาง และสามารถพารถยนต์ไปที่ความเร็วสูงสุดที่ 165 กิโลเมตร/ชั่วโมง

แบตเตอรี่ที่ใช้สำหรับเก็บพลังงานไฟฟ้าในการขับเคลื่อนเป็นแบตเตอรี่แบบลิเธียม-ไอออน โพลิเมอร์ ซึ่งมีประสิทธิภาพการชาร์จไฟที่ดี และมีหน่วยความจำรอบการชาร์จไฟที่น้อยกว่า เพื่อเทียบกับแบตเตอรี่แบบนิกเกิล เมทัล ไฮดราย สำหรับในรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ฮุนได ไอออนิก นั้น เป็นแบตเตอรี่ขนาด 28 kWh ที่สามารถวิ่งได้ระยะทางสูงสุดที่ 250 กิโลเมตร ใช้เวลาในการชาร์จไฟแบบปกติอยู่ที่ 4 ชั่วโมง 25 นาที โดยประมาณ และการชาร์จไฟแบบ quick charge อยู่ที่ 30 นาทีโดยประมาณ ด้วยกำลังการชาร์จไฟขนาด 50 kW และ 23 นาที

นอกจากนี้ ยังมีระบบ Autonomous Emergency Braking System (AEB) ที่จะช่วยเบรกรถอัตโนมัติ ในกรณีที่ผู้ขับขี่ ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองในขณะที่รถกำลังเข้าใกล้รถคันข้างหน้า หรือในกรณีที่คนเดินถนนเดินตัดผ่านหน้ารถในระยะกระชั้นชิด กล้องบริวเวณด้านบนกระจกบังลมหน้า และเรดาร์บริเวณกระจังหน้า จะทำหน้าที่ตรวจจับวัตถุและคนเดินถนน และจะสั่งการให้รถหยุดโดยอัตโนมัติ เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ

ISUZU

ISUZU ตกแต่งแบบจัดเต็มกับรถทุกรุ่นทั้ง ISUZU D-MAX 1.9 และ 3.0 DDi BLUE POWERISUZU D-MAX  V-Cross MAX 4×4, ISUZU D-MAX BLUE POWER รุ่น Hi-Lander และ ISUZU MU-X BLUE POWER ด้วยการพัฒนาให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นในทุกๆด้านเพื่อสะท้อนภาพลักษณ์ของยานยนต์แห่งอนาคตเริ่มจากไฟหน้าใหม่แบบ Bi-LED พร้อม Multifunctional Daylight เทคโนโลยีสุดล้ำ อีกทั้งยังปรับระดับสูง-ต่ำของไฟหน้าได้ถึง 4 ระดับพร้อมดีไซน์ภายนอกที่ล้ำสมัย เร้าใจ สไตล์สปอร์ต

ภายใน เพิ่มเติมความสะดวกสบาย ล้ำสมัยทุกฟังก์ชั่นพร้อมความบันเทิงเหนือระดับกับ Isuzu iConnect พร้อม Built-in Navigator และ “อีซูซุอินไซท์” ที่สามารถดาวน์โหลดข้อมูลผ่าน Smartphone ได้ง่ายซึ่งต่อยอดความสะดวกสบายสูงสุดตามแบบฉบับอีซูซุ

 

 

สำหรับรุ่นตกแต่งพิเศษ “The New Isuzu MU-X 1.9 Ddi Blue Power” มากับสีขาวมุกเอเวอเรสต์ (Everest Pearl White) เสริมลุคสปอร์ตด้วย sticker wraps โทนสีแดง-เทา รอบคัน เสริมความดุดันด้วยล้ออัลลอยยี่ห้อ TAW รุ่น TM303 ขนาด 9.5 x 20 นิ้ว น็อตล้อ สีดำ anodized พร้อมยาง TOYO รุ่น ST3 ขนาดยาง 265/50 R20 ท่อไอเสีย HKS รุ่น LEGAMAX TI เติมเต็มสมรรถนะแห่งการขับขี่ด้วยชุดโช้คอัพด้านหน้า-หลัง พร้อม SUB-TANK และชุดสปริงหน้า-หลัง จาก HOT BITS รวมมูลค่าชุดแต่งกว่า 145,000 บาท

 

JAGUAR
บริษัท อินช์เคป (ประเทศไทย) จำกัด ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์จากัวร์อย่างเป็นทางการเปิดตัว New Jaguar F-Type กับรุ่นพิเศษ F-TYPE 400 SPORT กับความแรงที่โดดเด่น และการออกแบบสไตล์ รถสปอร์ต เน้นให้เด่นชัดด้วยความดุดันเฉดสีเทาเข้มของชิ้นส่วนที่แยกออกมาจากกันชนหน้า (Splitter) กาบบันไดข้างและหลัง

แถบป้ายตัวเลขสีเหลืองอันโดดเด่นแสดงตัวตนของ 400 SPORT ตัดกันกับสีเทาซาตินของตัวรถจะถูกติดตั้งอยู่ทั้งด้านหน้าและหลังรวมทั้งใต้ฝากระโปรงรถ ทั้งนี้ลูกค้าสามารถเลือกสีภายนอกตัวรถได้ดังนี้ สีเงิน (Indus Silver) สีดำ (Santorini Black) และ ขาว (Yulong White)

การออกแบบภายในห้องโดยสารเป็นอีกส่วนที่ทีมวิศวกรออกแบบให้ความสำคัญในรายละเอียดด้วยการใช้เส้นสายสีเหลืองเป็นองค์ประกอบเย็บตัดขอบหนังภายใน เบาะที่นั่งถูกออกแบบให้เพรียวบางสามารถปรับได้ถึง 12 รูปแบบ โลโก้ 400 SPORT อยู่บนที่พักศีรษะของเบาะที่นั่งและด้านล่างของก้านพวงมาลัย แผงคอนโซลกลางสีดำตัดกรอบอลูมิเนียมกลมกลืนไปกับการออกแบบที่โดดเด่นดึงดูดสายตาของแป้นเปลี่ยนเกียร์เคลือบผิวด้วยอะลูมิเนียม

ขุมพลังมาจากเครื่องยนต์ V6 ซุปเปอร์ชาร์จ ถูกปรับขึ้นจาก 380 แรงม้า เป็น 400 แรงม้านอกเหนือจากขุมพลังที่เพิ่ม F-TYPE 400 SPORT ยังเพิ่มสมรรถนะของระบบเบรก ด้วยดิสก์เบรกหน้า 380 มม.และดิสก์เบรกหลัง 376 มม. คาลิปเปอร์เบรกสีดำพร้อมโลโก้ 400 SPORT ล้ออัลลอยด์ขนาด 20 นิ้ว เคลือบทับด้วยสีเทาซาติน และการขับเคลื่อนแบบปรับตั้งค่าได้ ที่ผู้ขับขี่สามารถกำหนดค่าได้ทั้งระบบเกียร์ พวงมาลัยและแดมเปอร์

ราคาจำหน่าย New Jaguar F-TYPE ใหม่ สำหรับ 340 แรงม้า เครื่องยนต์ V6 ความจุ 3.0 ลิตร ราคา 8,999,000 บาท และรุ่นอาร์ไดนามิก คอนเวอร์ติเบิล 340 แรงม้า เครื่องยนต์ V6 ความจุ 3.0 ลิตร ราคา 9,999,000 บาท ส่วนรุ่นพิเศษ สปอร์ต คูเป้ 400 แรงม้า เครื่องยนต์ V6 ความจุ 3.0 ลิตร ราคา 11,999,000 บาท

KIA Stinger
พรีเมี่ยม สปอร์ต ซีดาน (Premium Sport Sedan) ที่โดดเด่นด้านดีไซน์ไม่เหมือนใคร พร้อมทั้งประสิทธิภาพการขับขี่ที่จะทำให้คุณตื่นเต้นเร้าใจสมกับสโลแกนของเกีย คือ Power to Surprise โดยสติงเงอร์ถือเป็นรถที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในประวัติศาสตร์การผลิตของเกียจากแนวคิดของ GTCar และจากการปรับแต่งในสนามแข่งแห่งตำนาน Nurburgring

KIA Stinger วางเครื่องยนต์เบนซิน Theta II 2.0 ลิตร GDi เทอร์โบชาร์จ ทำกำลังสูงสุดถึง 255 แรงม้า(ps) ที่ 6,200 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 36 กิโลกรัม – เมตร ที่ 1,400 – 4,000 รอบ/นาที โดยเกีย สติงเงอร์ นี้เป็นยนตรกรรมที่จะแสดงให้เห็นถึงความทรงพลัง และจะเพิ่มประสบการณ์การขับขี่แบบไดนามิกที่ตื่นเต้นเกินความคาดหมายให้กับผู้ขับขี่ KIA Stinger ตั้งราคาจำหน่ายไว้ที่ 2.99 ล้านบาท

KIA Soul EV

รถยนต์ไฟฟ้า 100% เพื่อสนองความต้องการของคนยุคใหม่ Kia Soul EV ยานยนต์ล้ำสมัยพร้อมเทคโนโลยีพลังงานสะอาดด้วยการใช้พลังงานไฟฟ้า แบตเตอร์รี่ ลิเทียม-ไอออน โพลิเมอร์ (LIPB) ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า สะดวกสบายด้วยชุดชาร์จไฟกระแสสลับที่สามารถชาร์จไฟได้ทุกที่ ทุกเวลา และทำระยะทางได้ไกลถึง 250 กิโลเมตรต่อการชาร์จเพียงหนึ่งครั้ง ให้กำลังแรงม้าได้ถึง 81.4 กิโลวัตต์ ที่ 2,730 – 8,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 285 นิวตันเมตร ที่ 2,730 รอบต่อนาที โดยสามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 145 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และวางจำหน่ายในราคา 2.297 ล้านบาท


MAZDA CX-5

เปิดตัวสู่สาธารณชนเป็นครั้งแรกสำหรับ ALL-NEW MAZDA CX-5 เจนเนอเรชั่นที่ 2 ซึ่งถือเป็นการต่อยอดเทคโนโลยีจากจุดเด่น 5 ประการ ภายใต้คอนเซ็ปต์ “MAKE ALL CHAPTERS REMARKABLE หรือ เป็นที่สุดในทุกบทบาท”

MAZDA CX-5 ได้รับการปรับโฉมใหม่ทั้งภายนอกและภายในตามแนวคิดการออกแบบให้เรียบง่ายแต่แฝงด้วยความโฉบเฉี่ยวสไตล์ KODO DESIGH โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีสกายแอคทีฟรุ่นล่าสุด ทั้งแรงและประหยัดน้ำมัน จนได้รับการยอมรับจากผู้ใช้รถทั่วโลก เปิดตัวด้วยกันทั้งหมด 5 รุ่น เริ่มจากราคา 1.29 ล้านบาท ในรุ่น 2.0 C ใช้เครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.0 ลิตร 165 แรงม้า จวบจนถึงตัวท๊อฟ รุ่น XDL เครื่องยนต์คลีนดีเซล ขนาด 2.2 ลิตร 175 แรงม้า ราคาจำหน่าย 1,770,000 บาท

นอกจากนี้ยังอัดรายการส่งเสริมการขายสำหรับรถทุกรุ่นดังต่อไปนี้

MAZDA 2 เงินดาวน์ 25% รับดอกเบี้ยดอกเบี้ยต่ำสุดเพียง 1.69% พร้อมฟรีประกันภัยชั้น 1 และฟรีค่าบำรุงรักษานาน 3 ปี หรือ 60,000 กิโลเมตร

MAZDA 3 เงินดาวน์ 25% รับดอกเบี้ยต่ำสุดเพียง 1.33% พร้อมฟรีประกันภัยชั้น 1

MAZDA CX-3 เงินดาวน์ 25% รับดอกเบี้ยต่ำสุดเพียง 1.33% พร้อมฟรีประกันภัยชั้น 1

MAZDA BT-50 PRO ดาวน์เริ่มต้นเพียง 35,000 บาท หรือรับดอกเบี้ยต่ำสุด 2.60% พร้อมฟรีประกันภัยชั้น 1 และฟรีค่าบำรุงรักษานาน 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร

All-New Mazda CX-5 เงินดาวน์ 25% รับดอกเบี้ยต่ำสุดเพียง 1.99% พร้อมฟรีประกันภัยชั้น 1 และฟรีค่าบำรุงรักษานาน 3 ปี หรือ 60,000 กิโลเมตร

MAZDA MX-5 เงินดาวน์ 25% รับดอกเบี้ยต่ำสุดเพียง 2.15% พร้อมฟรีประกันภัยชั้น 1 และโปรแกรมรับประกันคุณภาพนาน 5 ปี หรือ 140,000 กิโลเมตร

รถยนต์มาสด้าทุกรุ่นรับฟรีประกันชั้น 1 (Mazda Premium Insurance) ข้อเสนอสุดพิเศษนี้สำหรับลูกค้ามาสด้าทุกโชว์รูมทั่วประเทศ และที่สำคัญเฉพาะลูกค้าที่จองซื้อภายในงานมอเตอร์ เอ็กซ์โป รับเพิ่มเครื่องชงกาแฟแบบแคปซูลจากมาสด้า ตั้งแต่วันนี้จนถึง 11 ธันวาคมศกนี้เท่านั้น

MERCEDES-BENZ

ค่ายดาวสามแฉก เปิดตัวรถใหม่สู่สาธารณชนด้วนกันถึง 3 รุ่น The S-Class S 350 d AMG Premium หรูหราทันสมัยด้วยกระจังหน้าแบบ 3 ก้าน ไฟหน้าแบบ MULTIBEAM LED มาพร้อมเทคโนโลยี ULTRA RANGE ส่องสว่างได้ไกลถึง 650 เมตรโดยอัตโนมัติ รวมถึงไฟ daytime สำหรับขับขี่กลางวันแบบ LED 3 เส้น รับกับกระจังหน้าดีไซน์ใหม่ พร้อมกันชนหน้า-หลังและสเกิร์ตข้างดีไซน์สปอร์ต รวมถึงล้ออัลลอย AMG แบบ Multi-spoke ขนาด 20 นิ้ว

ห้องโดยสารของ The new S-Class สร้างนิยามอีกขั้นของความสะดวกสบาย ด้วยระบบ ENERGIZING Comfort Control เทคโนโลยีนี้จะควบคุมการทำงานของระบบต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน เช่น การปรับโทนสีของไฟภายในห้องโดยสาร Premium Ambient Light ระบบปรับอากาศ ระบบเครื่องเสียง รวมถึงโปรแกรมนวดของเบาะที่นั่งทั้งด้านหน้าและด้านหลัง 6 แบบ พร้อมการตกแต่งภายในด้วยวัสดุคุณภาพเยี่ยม รวมถึงที่นั่งตอนหลังที่มาพร้อมกับ Chauffeur Seat Package ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกสบายให้แก่ผู้บริหารซึ่งเป็นผู้โดยสารด้านหลังได้มากยิ่งขึ้น

 

ด้านเทคโนโลยีและระบบมัลติมีเดียมากับระบบปรับรูปแบบการขับขี่ DYNAMIC SELECT ระบบแสดงผลข้อมูลการขับขี่บนกระจกบังลมหน้า ระบบแผนที่นำทาง ฟังก์ชั่นเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือ Apple CarPlay™ & Android Auto ระบบชาร์จโทรศัพท์มือถือแบบไร้สายสำหรับที่นั่งด้านหน้า ระบบเสียงรอบทิศทาง Burmester® surround sound system ระบบ ความบันเทิงสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง พร้อมจอแสดงผล 2 ตำแหน่ง

The S 350 d AMG Premium มาพร้อมกับระบบส่งกำลังแบบ 9G-TRONIC ความจุกระบอกสูบ 2,925 ซีซี กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 286 แรงม้า ที่ 3,400-4,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 600 นิวตันเมตร ที่ 1,200-3,200 รอบต่อนาที อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ที่ 6.0 วินาที ความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม. นอกจากนี้ รถยนต์รุ่นนี้ยังมีระบบกันสะเทือนแบบถุงลม (AIRMATIC) พร้อมระบบควบคุมแบบอัตโนมัติ

The S 350 d AMG Premium ตั้งราคาไว้ที่ 7,640,000 บาท

The new E-Class CabrioletE 300

รถเปิดประทุน 4 ที่นั่งที่ผสานรูปลักษณ์ที่เรียบง่ายแต่เร้าอารมณ์ กระจังหน้าแบบ diamond radiator grille, กระโปรงหน้าที่ทอดตัวยาว พร้อมช่องรับลมทั้งบนฝากระโปรงและ ใต้กันชนหน้าเพื่อช่วยเสริมความคล่องตัว และนวัตกรรมไฟหน้าแบบ MULTIBEAM LED อีกทั้งยังมาพร้อมกับหลังคา soft top แบบคลาสสิก ที่สามารถกางเปิดหรือพับเก็บได้ภายในเวลา 20 วินาที และสามารถทำงานได้ขณะรถวิ่งด้วยความเร็วสูงสุด 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ดีไซน์ภายในเบาะนั่งแบบสปอร์ตหุ้มหนังแท้ มีวัสดุเสริมด้านข้างเพื่อลดแรงกระแทก ระบบไฟในห้องโดยสารสามารถเลือกปรับแต่งได้ถึง 64 สี, ระบบเครื่องเสียงไฮเอนท์ Burmerter® surround sound system, ระบบอินโฟเทนเม้นท์แบบ COMAND Online NTG 5.5 รองรับการเชื่อมต่อ Bluetooth® การคุยโทรศัพท์ผ่านลำโพงของรถ สามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ และฟังก์ชันเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือ Apple CarPlay™ และ Android Auto

E 300 Cabriolet AMG Dynamic ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน ที่มาพร้อมกับระบบส่งกำลังแบบ 9G-TRONIC ความจุกระบอกสูบ 1,991 ซีซี กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 245 แรงม้าที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิด 370 นิวตันเมตร ที่ 1,300-4,000 รอบต่อนาที อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ที่ 6.6 วินาที ความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม.

ในด้าน ความปลอดภัยและเทคโนโลยี มีระบบ DYNAMIC SELECT ที่ผู้ขับขี่สามารถปรับรูปแบบการขับขี่ได้ตามต้องการ, ระบบป้องกันขณะรถพลิกคว่ำ และระบบ Active Brake Assist ช่วยหยุดรถให้อัตโนมัติ E 300 Cabriolet AMG Dynamic ตั้งราคาจำหน่ายไว้ที่ 5,190,000 บาท

Mercedes-AMG GT R

Mercedes-AMG GT R เป็นสมาชิกใหม่ ของรถสปอร์ตตระกูล AMG GT โดย สะท้อนปรัชญาการออกแบบ Sensual Purity ส่วนหน้าของตัวรถมีลักษณะลาดต่ำ และกระจังหน้าแบบ Panamericana Grille ช่วยลดแรงกดที่ด้านหลังตัวรถ อีกทั้งยังประกอบด้วยวัสดุบังคับลมชุบโครเมี่ยม 15 ซี่ และล้อ forged แบบ AMG performance 10-spoke ล้อหน้า 19” และล้อหลังขนาด 20” ที่มีน้ำหนักเบา

ดีไซน์ภายใน ใช้เบาะที่นั่งแบบ AMG Sports Bucket หุ้มหนัง Nappa และเส้นใย DINAMICA Microfibre แต่งด้วยชุด AMG Interior Night หรับ ความปลอดภัยและเทคโนโลยี มีระบบกันสะเทือนที่ออกแบบมาเพื่อใช้กับรถยนต์รุ่นนี้โดยเฉพาะ โดยจะทำงานร่วมกับระบบ AMG RIDE CONTROL sport suspension (เอเอ็มจีไรด์คอนโทรล), ใช้นวัตกรรม AMG Lightweight Performance ที่เลือกสรรวัสดุน้ำหนักเบามาใช้ในการผลิต ทำให้มี ความยืดหยุ่น (ระบบควบคุมการยึดเกาะเอเอ็มจีแบบ 9 ระดับ หรือ AMG TRACTION CONTROL) เสาค้ำยึดล้อคู่หน้าช่วยลดแรงปะทะขณะเกิดอุบัติเหตุ และยางรองแท่นเครื่องยนต์และยางรองแท่นเกียร์ที่พัฒนาขึ้นเป็นพิเศษ

Mercedes-AMG GT R ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ V8 เทอร์โบคู่ ความจุกระบอกสูบ 3,982 ซีซี กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 585 แรงม้าที่ 6,250 รอบ/นาที แรงบิด 700 นิวตันเมตร ที่ 1,900-5,500 รอบต่อนาที อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ที่ 3.6 วินาที ความเร็วสูงสุด 318 กม./ชม. Mercedes-AMG GT R ราคาเริ่มต้น 17,400,000 บาท

MG
NEW MG ZS ออกแบบภายใต้แนวคิด บริท ไดนามิค (Brit Dynamic) ที่มีความทันสมัยและสปอร์ต สอดคล้องกับความต้องการของคนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบความคล่องตัวและยังคงเอกลักษณ์แบบอังกฤษ โดดเด่นด้วยกระจังหน้าดีไซน์ใหม่ขนาดใหญ่ที่นำสายตาสู่เส้นสายบนฝากระโปรงด้านท้าย ไฟท้ายเป็นแบบแอลอีดีทิวบ์ (LED tube) เพิ่มสุนทรียภาพในทุกการขับขี่ด้วยพาโนรามิกซันรูฟขนาดใหญ่ที่สั่งการได้จากสวิตช์และคำสั่งเสียงภาษาไทย นอกจากนี้ยังโดดเด่นด้วยล้ออัลลอยดีไซน์สวย แบบ Bi-Colour ขนาด 17 นิ้ว

ห้องโดยสารได้รับการออกแบบโดยเน้นความหรูหราและความสปอร์ตสไตล์รถยุโรป แต่งด้วยสีสันแบบทูโทนและวัสดุซอฟท์ทัชที่บริเวณแผงประตู และคอนโซล ซึ่งมีผิวสัมผัสนุ่มนวลและความสง่างาม มาพร้อมช่องแอร์ดีไซน์เจ็ท เทอร์ไบน์ ที่ฝั่งซ้ายและขวามาตรวัดเรืองแสงพร้อมหน้าจอแสดงผลมองเห็นชัดเจนในทุกสภาพแสง เบาะที่นั่งด้านหลังพับแยกส่วน 60:40 พื้นที่เก็บสัมภาระส่วนท้ายปรับได้สองระดับโดยปรับระดับเพิ่มขึ้นได้อีก 10 ซม. เพิ่มความอเนกประสงค์รองรับการใช้งานที่หลากหลาย

NEW MG ZS ถือเป็นรถยนต์รุ่นแรกของเอ็มจี ที่มาพร้อมระบบอัจฉริยะ i-SMART ซึ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการไปเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ระบบนี้สามารถควบคุมสั่งการได้ 3 วิธี คือ สั่งการผ่านระบบ Voice command ภาษาไทย สั่งการผ่านหน้าจอทัชสกรีนภายในรถ และการสั่งการผ่านไอสมาร์ทแอปพลิเคชั่น (i-SMART application) จากสมาร์ทโฟน ผู้ขับขี่สามารถเปิดระบบการทำงานของระบบปรับอากาศผ่านแอปพลิเคชั่นในสมาร์ทโฟน ค้นหาจุดหมายอาทิสถานที่ท่องเที่ยว โรงแรม หรือร้านอาหาร ด้วยสมาร์ทเนวิเกเตอร์รวมถึงตรวจสอบสภาพการจราจรได้แบบเรียลไทม์ นอกจากนี้ระบบยังสามารถเรียนรู้พฤติกรรมของผู้ขับขี่และพัฒนาความสามารถให้ดีขึ้นด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) สอดคล้องกับยุคอินเตอร์เน็ตในทุกสรรพสิ่งหรือ IoT (Internet of Things)

NEW MG ZS ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซินรุ่นใหม่ DOHC VTi-TECH 4 สูบ 1.5 ลิตร ให้พละกำลัง 114 แรงม้าที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 150 นิวตันเมตรที่ 4,500 รอบต่อนาที ผสานการทำงานด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีดพร้อม Manual Mode เพื่อตอบสนองทุกการขับขี่อย่างเต็มประสิทธิภาพ ตั้งราคาจำหน่ายในรุ่นท๊อพไว้ไม่ถึง 800,000 บาท

MINI

MINI JOHN COOPER WORK COUNTRYMAN รถยนต์เอนกประสงค์ พรีเมียม คอมแพ็ค ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์แบบสปอร์ตได้อย่างสมบูรณ์แบบ สะท้อนจิตวิญญาณรถแข่งโกคาร์ทอันเป็นเอกลักษณ์ของมินิ ด้วยเครื่องยนต์ทรงพลัง ระบบช่วงล่าง และชุด aerodynamics ในแบบฉบับ JOHN COOPER WORK

รถคันนี้มาพร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อหรือ ALL4 และขุมพลังจากเทคโนโลยี มินิ Twin Power Turbo มอบความเร็วเร้าใจด้วยกำลังสูงสุด 231 แรงม้า สามารถเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ในเวลา 6.5 วินาที ในความเร็วสูงสุด 234 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พร้อมแรงบิดสูงสุด 350 นิวตันเมตร ที่ 1,450 – 4,500 รอบต่อนาที อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยอยู่ที่ 14.2 กิโลเมตรต่อลิตร ทำงานร่วมกับระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะแบบสปอร์ตพร้อมแป้น paddle shift บนพวงมาลัย มอบสมรรถนะรวดเร็วทันใจ ขับขี่ได้คล่องตัว พร้อมเผชิญทุกความท้าทายในทุกสภาพท้องถนน

ดีไซน์ภายนอกที่โดดเด่นบ่งบอกถึงสมรรถนะความสปอร์ตและความปราดเปรียว ล้ออัลลอยแบบ John Cooper Works Course Spoke ขนาด 19 นิ้ว และเอกลักษณ์จานเบรคสีแดง พร้อมด้วยโลโก้จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ และชุด aerodynamics มอบความรู้สึกทรงพลังแก่รถยนต์มินิเจเนอเรชั่นใหม่นี้

ภายในยังพกพาชุดแต่งในตระกูล JOHN COOPER WORK ขนานแท้ที่ทำให้การขับขี่ในวันธรรมดา เปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้นเร้าใจราวกับอยู่ในสนามแข่ง ด้วยที่นั่งแบบยกสูงและดีไซน์ที่ได้แรงบันดาลใจจากรถแข่ง ทั้งพวงมาลัยหนังแท้และเบาะสปอร์ตสไตล์จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ ที่ให้ความรู้สึกนุ่มนวลแม้ระหว่างขับขี่ด้วยความเร็วสูง ระบบแสดงผล Head-Up Display อำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ขับขี่โดยแสดงผลข้อมูลต่างๆ โดยไม่รบกวนการมองถนน เสริมสมรรถนะการขับขี่ในระดับรถแข่งพันธุ์แท้ ด้วยความคลาสสิกสไตล์มินิอย่างแท้จริง สำหรับ MINI JOHN COOPER WORK COUNTRYMAN ตั้งราคาจำหน่ายไว้ที่ 3,548,000 บาท

MITSUBISHI

รถยนต์ต้นแบบที่มาในรูปลักษณ์ของรถ SUV คันนี้มีชื่อว่า GT-PHEV Concept ดีไซน์ด้านหน้ามากับ Dynamic Shield ที่คล้ายกับปาเจโร่สปอร์ต ส่วนไฟท้ายเป็นเส้นเดียวกันจากฝั่งซ้ายจวบจนฝั่งขวาในรูปแบบของ Horizontal ใต้สปอยเลอร์หลัง ยังเป็นไฟเบรกด้วยที่ 3 แบบยาวทั้งชิ้น และอีกจุดเด่นคือกระจกมองข้างที่มีขนาดเล็กโดยเป็นที่อยู่ของกล้องมองข้าง

ภายในห้องโดยสารตกแต่งสไตล์ทูโทนสีดำ-น้ำตาลแดง เสริมความหรูด้วยขอบโครเมี่ยม หน้าจอแสดงผลมี 3 จอด้วยกัน ตรงกลางทำหน้าที่เหมือนมาตรวัดแสดงข้อมูลทั่วไป ส่วนหน้าจอที่อยู่ด้านซ้าย และด้านขวาจะมีขนาดเล็กรับสัญญาณแสดงภาพจากกล้องที่กระจกมองข้าง พวงมาลัยเป็นแบบ 4 ก้านเหมือน Pajero Sport แต่เล็กและกระชับยิ่งขึ้น

ขุมพลังที่ใช้เป็นแบบเบนซินขนาด 2.5 ลิตร ทำหน้าที่สร้างกระแสไฟเข้าแบตเตอรี่ขนาด 25 กิโลวัตต์ ล้อหน้าขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์เดี่ยว แต่ล้อหลังจะมีมอเตอร์คู่ ทำให้รถต้นแบบ GT-PHEV เป็น SUV ขับเคลื่อน 4 ล้อ พร้อมระบบกระจายแรงบิด Active Yaw Control Electric Mode ซึ่งการชาร์จ 1 ครั้งทำระยะทางได้ 120 กิโลเมตร แต่ถ้าใช้กำลังจากเครื่องยนต์จะช่วยเพิ่มระยะทางเดินทางสูงสุดต่อการชาร์จ 1 ครั้งเป็น 1,200 กิโลเมตร


สำหรับอีกหนึ่งรุ่น มิตซูบิชิ มอเตอร์ส์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้แนะนำ MITSUBISHI TRITON ATHLETE ที่ตกแต่งให้ดุดันกว่าเดิมด้วยการคาดสีส้ม/ดำรอบๆตัวรถ โคมไฟหน้าและกระจังหน้าโครเมียมรมดำ พร้อมกระจกมองข้าง บันไดข้างและล้อแมกสีดำ

ภายในเสริมความสปอร์ตด้วยการตกแต่งด้วยด้ายสีส้มพร้อมสัญลักษณ์ ATHLETE รวมถึงบริเวณพรมปูพื้น ซึ่งในส่วนของเบาะคนขับปรับไฟฟ้าได้ 8 ทิศทาง นอกจากนี้บริเวณพวงมาลัยยังได้รับการติดตั้งสวิตช์ควบคุมการสั่งงานด้วยเสียง พร้อมปุ่มรับสาย – วางสายโทรศัพท์ และระบบลอคความเร็ว ภาคบันเทิงใช้เครื่องเสียง 2DINวิทยุ, ดีวีดี, ซีดี, เอ็มพี 3 พร้อมจอภาพระบบสัมผัส (2DIN Audio – Radio, DVD, MP3, Touch Screen Monitor) รองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน และ Apple CarPlay

เครื่องยนต์ดีเซล เทอร์โบ 2.4 ลิตร 181 แรงม้า ที่ 3,500 รตน. แรงบิดสูงสุด 43.8 กก.-ม. ที่ 2,500 รตน. เกียร์อัตโนมัติ 5 จังหวะพร้อมโหมดสปอร์ท และแพดเดิล ชิฟท์เปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย

NISSAN

NISSAN LEAF รถยนต์ไฟฟ้าที่มียอดจำหน่ายสูงที่สุดในโลกด้วยยอดจำหน่ายมากกว่า 291,000 คัน สำหรับเจนเนอเรชั่นที่ 2 มาพร้อมระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าที่ให้สมรรถนะในการตอบสนองการขับขี่อย่างรวดเร็วและต่อเนื่องด้วยพละกำลัง 110 กิโลวัตต์ มากกว่ารุ่นก่อนหน้านี้ 38 เปอร์เซ็นต์ มีแรงบิดเพิ่มขึ้น 26 เปอร์เซ็นต์ที่ 320 นิวตันเมตร จึงทำให้มีอัตราเร่งที่เหนือกว่าเดิม

นอกจากพละกำลังที่มากขึ้นยังสามารถขับขี่ได้ระยะทางที่ไกลกว่าเดิมด้วยแบตเตอรี่แบบ ลิเธียม-ไอออน ชุดใหม่ โดยสามารถขับขี่ได้ระยะทางโดยประมาณ ถึง 400 กม. (ตามมาตรฐาน JC08 ของญี่ปุ่น) จากแบตเตอรี่ขนาด 40 กิโลวัตต์ ต่อชั่วโมง ซึ่งรองรับการใช้งานในชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี

รถยนต์พลังไฟฟ้ารุ่นใหม่นี้ ยังมาพร้อมเทคโนโลยีล่าสุดอย่าง e-Pedal ที่ผู้ขับขี่สามารถออกตัว เร่งความเร็ว ลดความเร็ว จอด และควบคุมรถให้อยู่นิ่งได้ด้วยการใช้แป้นเหยียบเดียว นอกจากนี้ยังมีระบบ ProPILOT เทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติ บนช่องจราจรเดียว และ ProPILOT Park ที่ช่วยควบคุมตัวรถและเข้าจอดได้โดยอัตโนมัติ เพื่อมุ่งตอบสนองความสะดวกสบาย และความปลอดภัยให้แก่ผู้ใช้งาน

PORSCHE

AAS AUTO SERVICE CO.,LTD เปิดตัว PORSCHE ถึง 3 รุ่น เริ่มจากเอสยูวีระดับหรู Porsche Cayenne ทายาทลำดับที่ 3 มาพร้อมรูปทรงที่สปอร์ทกว่าเดิม ใกล้เคียง 911 Carrera เครื่องยนต์เบนซิน เทอร์โบ 3.0 ลิตร 340 แรงม้า อัตราเร่ง 0-100 กม.ชม. ใน 6.2 วินาที ความเร็วสูงสุด 245 กม./ชม. อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ยที่ 11.1 กม./ลิตร Porsche Cayenne ราคา 9,800,000 บาท

Porsche Panamera Sport Turismo

เสริมตัวถังให้กับซีดานคันเก่งของค่าย Porsche ส่วนท้ายลาดเทคล้ายรถแฮทช์แบค เปิดตัวด้วยรุ่น Panamera 4 e-Hybrid Sport Turismo ขุมพลังพลัก-อิน ไฮบริด ขับเคลื่อน 4 ล้อตลอดเวลา กำลังสูงสุด 462 แรงม้า อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 4.6 วินาที ตั้งราคาจำหน่ายไว้ที่ 9,500,000 บาท

Porsche Panamera Executive

อีกหนึ่งทางเลือกที่หรูหรา ภูมิฐานยิ่งกว่าของ Panamera กับรุ่น Executive ฐานล้อยาวกว่ารุ่นปกติ 150 มม. ผู้โดยสารด้านหลังมีระยะช่วงขามากขึ้น ทำตลาดกับรุ่น Panamera 4 e-Hybrid Executive ขุมพลังพลัก-อิน ไฮบริด ขับเคลื่อน 4 ล้อตลอดเวลา กำลังสูงสุด 462 แรงม้า อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 4.7 วินาที จำหน่ายในราคา 9,500,000 บาท

Rolls-Royce Dawn

อัครยนตรกรรมหรูเปิดประทุนแบบ 4 ที่นั่ง ที่สามารถคงความงดงามไว้ไม่ว่าในขณะปิดหลังคา หรือเปิด แนวหมุดโลหะที่เรียงตัวเหนือแนวท้ายรวมทั้งแนวคาดข้างที่วิ่งตลอดความยาว แนวคาดนูนที่คาดรอบส่วนโดยสารหลังเพื่อปกป้องส่วนคอ

Rolls-Royce Dawn ในส่วนท้ายที่เก็บหลังคาด้านหลังของตัวรถคือผลงานอันโดดเด่นของงานหัตถศิลป์สมัยใหม่ ห่อหุ้มไว้ด้วยไม้คานาเดลโค้งเป็นรูปทรงเกือกม้ารับกับรูปโค้งของห้องโดยสารด้านหลัง การออกแบบที่โดดเด่นของโรลส์-รอยซ์ มาพร้อมกับขุมพลังของเครื่องยนต์ขนาด 6.6 ลิตร Twin Turbo V12 ให้แรงม้าสูงสุด 563 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 780 นิวตันเมตรอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 4.8 วินาที ความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม.

Rolls-Royce Dawn อัครยนตรกรรมของมหาเศรษฐีคันนี้ตั้งราคาขายไว้ที่ 34,000,000 บาท

SUBARU XV

Subaru XV โมเดลที่ 2 ถือกำเนิดพร้อมกัน 2 รุ่นย่อย ได้แก่รุ่น 2.0i ละ 2.0i-S ปรุงแต่งรูปลักษณ์ให้มีความทันสมัย ชูจุดเด่นในด้านโครงสร้างตัวถังในรูปแบบของ Subaru Global Phatform มีน้ำหนักเบาลงแต่ให้ความแข็งแรงมากกว่ารุ่นก่อนถึง 70 % ปรับระยะฐานล้อเพิ่มขึ้น 30 มม. ตัวรถมีความยาวกว่ารุ่นเดิม 15 มม. และกว้างขึ้น 20 มม. และมีจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำลง

ออกแบบภายใต้แนวคิด Dynamic x Solid เสริมความสปอร์ตที่ดูลงตัว เติมความโดดเด่นให้สด ใหม่ รอบคัน เริ่มจาก หน้ากระจังแบบ 6 เหลี่ยม โคมไฟเป็นแบบแอลอีดี มากับไฟกลางวันรวมไว้ในโคมเดียวกัน รุ่น 2.0i-S พิเศษด้วยการนำเทคโนโลยี High Beam Assist ในรูปแบบของกล้องบันทึกภาพที่กระจกมองหลัง ติดตั้งระบบปรับระดับความสูง-ต่ำของลำแสงไฟหน้าอัตโนมัติ และปรับทิศทางของลำแสงตามการหมุนพวงมาลัยพร้อมติดตั้งราวหลังคา และ สปอยเลอร์รอบคัน ไฟท้ายเปลี่ยนไปจากเดิม คือดีไซน์ในรูปทรงของสี่เหลี่ยมผืนผ้า ติดตั้งที่มุมรถทั้งสองฝั่งยาวต่อเนื่องมาจนถึงฝากระโปรงท้าย

ห้องโดยสารดีไซน์ใหม่ ออกแบบการใช้งานให้สะดวกสบาย มีทัศนวิสัยการมองที่ดีกว่าเดิม ตกแต่งด้วยวัสดุคุณภาพสูง รุ่น 2.0i หุ้มเบาะนั่งและแผงข้างด้วยผ้า ส่วนรุ่น 2.0i-S เป็นเบาะหนังแท้เดินด้ายสีส้ม พวงมาลัยเป็นมัลติฟังค์ชั่น ติดตั้งแผงแดชบอร์ดทรงกลมหุ้มขอบด้วยสีเงิน ให้ความบันเทิงและแสดงภาพจากกล้องมองหลังผ่านจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว rihv,ฟังค์ชั่น Apple Car Play คอนโซลกลาง นอกจากคันเกียร์ ยังมีสวิตช์เปิดปิดระบบ X-Mode แสดงผลผ่านหน้าจอบนคอนโซล รวมถึงระบบเบรกมือไฟฟ้าซึ่งติดตั้งเป็นครั้งแรก

“the All-New Subaru XV 2017” ทั้ง 2 รุ่น ใช้เครื่องยนต์สูบนอนขนาด 2.0 ลิตร ออกแบบให้น้ำหนักเบาลงอีก 12 กิโลกรัม พร้อมระบบหัวฉีดน้ำมันเชื้อเพลิงโดยตรง ให้กำลังสูงสุด 156 แรงม้าที่ 6,000 รอบ และแรงบิด 196 นิวตันเมตรที่ 4,000 รอบต่อนาที ระบบเกียร์ Lineartronic CVT เบากว่ารุ่นก่อนหน้าถึง 7.8 กิโลกรัม มาพร้อมระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์อัตโนมัติ (auto-step shift control) และโหมดควบคุมความเร็วด้วยตนเอง 7 สปีด (7-speed manual mode) เพิ่มความสนุกในการขับขี่ด้วยระบบแพดเดิลชิฟท์ และติดตั้งระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบสมมาตร (Symmetrical All-Wheel Drive) รวมถึงมีระบบ Hill Descent Control ที่ช่วยให้การขับขี่แบบสมบุกสมบันบนเส้นทางออฟโรดทำได้ง่ายขึ้น

Subaru XV มี 6 สีให้เลือก ประกอบด้วย สีขาว,สีเงินเมทัลลิค, สีเทาเข้มเมทัลลิค, สีดำ, สีน้ำเงินเข้ม และสีส้มโทนใหม่ ซันไชน์ ออเรนจ์ รุ่น 2.0i ราคา 1,159,000 บาท และรุ่น 2.0i-P ราคา 1,259,000 บาท

SUZUKI

นำยานยนต์ขับเคลื่อนขนาดเล็กจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งจะได้ไปปฏิบัติภารกิจที่ยิ่งใหญ่และท้าทายระดับโลก นั่นก็คือการลงจอดและสำรวจดวงจันทร์ให้สำเร็จลุล่วง โดยที่มาที่ไปของภารกิจดังกล่าว เริ่มมาจากในปี 2559 ซูซูกิได้มีการจับมือกับทีมงาน HAKUTO ซึ่งเป็นทีมงานที่เข้าร่วมในการแข่งขันโปรแกรม Google Lunar XPRIZE การแข่งขันภารกิจพิชิตดวงจันทร์ระดับประเทศ ซึ่งได้รับความสนใจจากประเทศต่างๆ อย่างล้นหลาม

การแข่งขันสุดยิ่งใหญ่นี้ ประกอบไปด้วย 3 ภารกิจหลัก ได้แก่ ยานยนต์ที่ออกแบบต้องสามารถลงจอดบนดวงจันทร์ได้สำเร็จ สามารถเดินทางบนพื้นผิวของดวงจันทร์ได้อย่างน้อย 500 เมตร และต้องมีการส่งข้อมูลภาพและวิดีโอที่มีความคมชัดสูงกลับมายังโลก ซึ่ง Suzuki ได้ดำเนินการสนับสนุนและให้คำปรึกษาในหลายๆ ด้านสำหรับภารกิจของ HAKUTO ที่สำคัญเป็นอย่างยิ่ง ได้แก่ ความสำเร็จในการลดน้ำหนัก และเสริมสร้างความแข็งแกร่งของโครงสร้างยานยนต์ ซึ่งการสร้างและทดสอบการเคลื่อนที่ของยานยนต์ รวมไปถึงการปรับแต่งเครื่องยนต์อาจจะส่งผลต่อความแข็งแกร่งของยานยนต์ได้ รวมไปถึงมีค่าใช้จ่ายที่สูงและค่อนข้างใช้เวลานานมาก ซึ่งได้นำข้อมูลความรู้เกี่ยวกับการวิเคราะห์เทคโนโลยีโครงสร้างสำหรับรถยนต์มาปรับใช้ในภารกิจ HAKUTO ช่วยให้ทีมงาน HAKUTO สามารถจำลองแบบโครงสร้างของตัวยานยนต์ที่จะใช้ในการปฏิบัติภารกิจ HAKUTO ในคอมพิวเตอร์ได้สำเร็จ

นอกจากนี้ยังมีดาวเด่นอีกหนึ่งรุ่นคือ SUZUKI CIAZ ซีดานอีโค่คาร์ ไฟหน้าพโรเจคเตอร์ ตกแต่งสไตล์สปอร์ท สเกิร์ทรอบคัน พร้อมสปอยเลอร์ และล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้ว

ห้องโดยสารกว้างขวาง เบาะหนัง มีระบบเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนและ APPLE CAR PLAY เพิ่มช่องลมแอร์สำหรับผู้โดยสารเบาะหลัง

เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 1.2 ลิตร 91 แรงม้า กับเกียร์อัตโนมัติ ซีวีที ประหยัดน้ำมันกว่า 20 กม./ลิตร จำหน่ายในราคา 675,000 บาท มาร่วมแสดง

TATA
ค่ายรถแดนภารตะนำเสนอ TATA ULTRA รถบรรทุก 6 ล้อ ที่มาพร้อมกับดีไซน์ที่โดดเด่น จากไฟหน้าแบบมัลติรีเฟล็กเตอร์และไฟท้ายแบบ LED หัวเก๋งออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ลดแรงต้านอากาศและเสียงรบกวน พร้อมให้เสถียรภาพในการขับขี่มากยิ่งขึ้น หัวเก๋งยังสามารถยกได้แบบ 45 องศา ด้วยระบบไฮดรอลิค เพื่อความสะดวกปลอดภัยในการดูแลรักษา

ห้องโดยสารของอัลทรายังมีขนาดใหญ่ เป็นแบบ Walkthrough มีความกว้างขวางสะดวกสบายในการขับขี่ โดยสาร หรือการเข้า-ออกจากห้องโดยสาร เบาะนั่งของผู้ขับขี่ยังเป็นแบบ Suspended Driver Seat ที่มีระบบกันสะเทือน ปรับระดับได้ เพื่อความสบาย และลดอาการอ่อนล้าของผู้ขับขี่ แม้จะต้องเดินทางในระยะทางไกล แผงหน้าปัดมีการแสดงข้อมูลต่างๆ ทั้งอัตราสิ้นเปลือง และสัญญาณไฟแสดงสภาวะการใช้งานต่างๆ เพื่อประโยชน์ในการดูแลรักษารถ และภายในห้องโดยสารยังมีช่องเก็บสัมภาระต่างๆ หลายตำแหน่ง ที่พักแขน และที่วางแก้วอย่างครบครัน เพื่อให้ความสะดวกสบาย การผ่อนคลายสำหรับผู้ขับขี่ และผู้โดยสารอย่างเต็มประสิทธิภาพ

ใช้เครื่องยนต์ดีเซล คอมมอนเรล แบบ 4 สูบ ขนาด 3.0 ลิตร ปริมาตรกระบอกสูบ 2,956 ซีซี พร้อมระบบอัดอากาศเทอร์โบอินเตอร์คูลเลอร์ ส่งกำลังด้วยระบบเกียร์ธรรมดา 6 สปีด ให้กำลังสูงสุดที่ 140 แรงม้า ที่ 2,600 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 390 นิวตันเมตร ที่รอบต่ำ 1,400-2,000 รอบ/นาที ทาทา อัลทรา ให้กำลังเทียบเท่ากับเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ แต่ให้ประสิทธิภาพในการประหยัดเชื้อเพลิงอย่างดีเยี่ยม ชุดเกียร์ธรรมดา 6 สปีด G550 ของอัลทรา ทำงานด้วยสายเคเบิ้ล ที่ดูแลรักษาง่าย มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน และให้จังหวะเปลี่ยนเกียร์ที่นุ่มนวล

TATA ULTRA จำหน่ายในราคา 965,000 บาท

TOYOTA

ได้เวลาโชว์ตัวสักทีหลังจากที่มีกระแสเกลียวกลาว สำหรับ TOYOTA C-HR (Coupe High Rider) รถยนต์ครอสโอเวอร์ใหม่ล่าสุดที่ โตโยต้า มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด หมายมั่นให้ล่าแต้มยอดจำหน่าย จนสามารถครองแชมป์ในเซกเมนต์นี้ได้สำเร็จ

TOYOTA C-HR ได้รับการออกแบบมาเพื่อตอกย้ำแนวคิด Ever-better Cars (การสร้างยนตกรรมที่ดียิ่งกว่า) ด้วยดีไซน์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรูปทรงของเพชร ทำให้รูปลักษณ์มีความเป็นเอกลักษณ์ สปอร์ต เฉียบคม โดดเด่นและเพรียบพร้อมไปด้วย 4 เทคโนโลยีใหม่ ได้แก่ เครื่องยนต์ระบบไฮบริดเจเนอเรชั่นใหม่ โครงสร้าง TNGA, Toyota Safety Sense และTelematics ที่สำคัญยังผสมผสานความอเนกประสงค์ของตัวรถเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว

นอกจากนี้ยังได้รับการพิสูจน์มาแล้วในยุโรปและสร้างปรากฏการณ์ใหม่ในประเทศญี่ปุ่นซึ่งเป็นรถครอสโอเวอร์ที่มียอดขายสูงสุดในประวัติศาสตร์ด้วยยอดขายกว่า 260,000 คัน

TOYOTA C-HR จะทำตลาดทั้งหมด 2 เครื่องยนต์ ทั้งไฮบริดและเบนซิน ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 รุ่น มีให้เลือกทั้งหมด 6 สี รุ่นเริ่มต้นราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท ส่วนรุ่นท็อปไม่เกิน 1,200,000 บาท

VOLVO

The New Volvo XC60 มาพร้อมการออกแบบเส้นสายรอบคันที่ผสานความสง่างามเข้ากับความทรงพลังได้อย่างลงตัว โครงสร้างตัวรถออกแบบจาก Scalable Product Architecture (SPA) โดดเด่นด้วยรูปทรงไฟหน้าแอลอีดีที่จำลองรูปทรงของ “ค้อนธอร์” ซึ่งความพิเศษของ The New Volvo XC60 อยู่ในรุ่น T8 Twin Engine AWD – R-Design ที่ได้รับการติดตั้งอุปกรณ์ R-Design สไตล์สปอร์ตมาจากโรงงาน ซึ่งประกอบด้วย กระจังหน้า R-Design สีดำเงา ท่อไอเสีย R-Design แบบคู่ กรอบกระจกมองข้าง R-Design สีเงินด้าน ล้อแม็คขนาด 19 นิ้ว ลาย diamond cut ที่ดูโฉบเฉี่ยว

The New Volvo XC60 ติดตั้งจอแสดงผลแบบสัมผัสขนาด 9 นิ้ว มีระบบควบคุมอากาศภายในแบบ Clean Zone และสามารถเชื่อมต่อกับโลกออนไลน์ด้วยเทคโนโลยี Sensus Connect ซึ่งสามารถสื่อสารผ่านสัญญาณดาวเทียม และเป็นระบบแรกของโลกที่สามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์สื่อสารเคลื่อนที่ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ iOS เช่น iPhone ด้วย Apple CarPlay และ Android Auto

นอกจากนี้ยังได้รับการติดตั้งเครื่องเสียงติดรถยนต์ขั้นเทพจาก Premium Sound by Bowers & Wilkins มาพร้อมกับแอมพลิฟายเออร์ขนาด 1,400 วัตต์ 12-แชนเนล คลาส-ดี และลำโพง 19 ตัว

The New Volvo XC60 T8 Twin Engine AWD Plug-in Hybrid เป็นเครื่องยนต์ที่ผสานการทำงานของ เทอร์โบชาร์จ (Turbocharger) และซูเปอร์ชาร์จ (Supercharger) ให้กำลังสูงสุด 320 แรงม้า ที่ 5,700 รอบ/นาที แรงบิด 400 นิวตันเมตร ที่ 2,200-5,400 ต่อนาที พร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลัง 87 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 240 นิวตันเมตร และเมื่อรวมกำลังของเครื่องยนต์เบนซินเข้ากับมอเตอร์ไฟฟ้า ทำให้เครื่องยนต์ที่มีพละกำลังแรงถึง 407 แรงม้า และแรงบิดสูงถึง 640 นิวตันเมตร ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.ในเวลาเพียง 5.3 วินาที สิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ย 47.6 กิโลเมตรต่อลิตร ทั้งยังสามารถวิ่งด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าอย่างเดียว (Pure mode) ได้ไกลถึง 44.92 กิโลเมตร


ในส่วนของขุมกำลังดีเซล รหัส D4 ใช้เครื่องยนต์ดีเซลคอมมอนเรล ทวินเทอร์โบพร้อมเทคโนโลยีหัวฉีด i-Art ให้กำลังสูงสุด 190 แรงม้า ที่ 4,250 รอบต่อนาที ให้กำลังแรงบิด 400 นิวตันเมตร ที่ 1,750-2,500 รอบต่อนาที อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 8.4 วินาที อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ย 17.9 กม./ลิตร ปล่อย CO2 เพียง 146 กรัมต่อกิโลเมตร

The New Volvo XC60 แบ่งออกเป็น 3 รุ่น ได้แก่ D4 AWD Momentum,T8 Twin Engine AWD Momentum และ T8 Twin Engine AWD R-Design จำหน่ายในราคา 3.09-3.59 ล้านบาท

รายละเอียดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ทีมงาน www.autoworldthailand.com ได้รวบรวมข้อมูลมาให้ทุกท่านได้รับชม หากอยากสัมผัสยนตรกรรมทั้งหมดอย่างใกล้ชิด รวมถึงรายการส่งเสริมการขายอย่างละเอียด สามารถเข้าชมงานได้ทุกวันตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 11 ธันวาคม 2560 ณ อาคารชาลเลนเจอร์ อิมแพคเมืองทองธานี

“อีซูซุ” เฟ้นหาสุดยอดรถ “อีซูซุดีแมคซ์” ในงานแข่งปิกอัพดีเซลควอเตอร์ไมล์แห่งปี “Isuzu Race Spirit 2017” รอบชิงชนะเลิศ

0

บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด จัดการแข่งขันแดร็กสุดมัน เฟ้นหาสุดยอดเจ้าแห่งความเร็วตัวจริงครั้งยิ่งใหญ่แห่งปี ในกิจกรรม “Isuzu Race Spirit 2017” รอบชิงชนะเลิศ นำเหล่า นักแข่งสุดยอดแชมป์จากรอบคัดเลือก ท้าประลองความเร็วแบบทะลุไมล์ของเหล่าปิกอัพดีเซล “อีซูซุดีแมคซ์” ที่แรงและเร็วที่สุด ในการแข่งรถยนต์ทางเรียบควอเตอร์ไมล์ ระยะทาง 402 เมตร ชิงเงินรางวัลมูลค่ารวมกว่า 1.2 ล้านบาท พร้อมถ้วยเกียรติยศ รวมถึงกิจกรรมสุดเร้าใจอีกมากมาย สำหรับผู้รักความแรงตัวจริง ณ สนามบางกอกแดรก อเวนิว คลอง 5 ปทุมธานี


กลุ่มตรีเพชร โดย คุณวิชัย สินอนันต์พัฒน์ กรรมการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด กล่าวว่า “อีซูซุให้ความสำคัญกับกีฬามอเตอร์สปอร์ตอย่างต่อเนื่อง โดยจัดการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบแบบควอเตอร์ไมล์ “Isuzu Race Spirit” ขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ซึ่งในแต่ละปีที่ผ่านมาได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากสำนักแต่งรถแนวหน้าของเมืองไทย อาทิ ECU Shop, หนุ่ย-เป๋อ สุพรรณ, เบิร์ด หลัก 5, โอ๊ต อู่ช่างขวัญ, จ๊อบ มนตรีดีเซล, เอ้ เรซซิ่ง การาจ, เอ้ แม่กลอง และ นักแข่งที่มีชื่อเสียงอีกมากมาย รวมถึงผู้ใช้รถ และผู้ที่ชื่นชอบรถอีซูซุเข้าร่วมชมงานอย่างคับคั่ง ด้วยคุณสมบัติที่โดดเด่นของรถปิกอัพอีซูซุ ทั้งในเรื่องความแรง ช่วงล่างและสมรรถนะที่ดีเยี่ยม จึงได้รับความไว้วางใจให้เป็นรถคู่ใจของนักแข่งรถในการแข่งขันรายการสำคัญในระดับประเทศ และนานาชาติ ทั้งการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบรายการ Isuzu One Make Race และการแข่งขันรถยนต์แบบครอสคันทรี่แรลลี่นานาชาติที่ยิ่งใหญ่ของเอเชีย (Asia Cross Country Rally) สะท้อนภาพลักษณ์ของรถปิกอัพที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์ของผู้ที่ชื่นชอบในเรื่องความเร็ว และความแรงได้เป็นอย่างดี”


คุณวิชัย กล่าวเสริม “ในปีนี้เราได้จัดการแข่งขัน Isuzu Race Spirit รอบเก็บคะแนนรวม 4 สนาม มาชิงชัยความเป็นเจ้าแห่งความเร็วตัวจริง ในรอบชิงชนะเลิศ รวมทั้งหมด 6 รุ่น และในปีนี้ได้เพิ่มการแข่งขันอีก 1 รุ่น คือ Dragster Diesel หรือ รุ่นหน้ายาว ที่ใช้เครื่องยนต์ Isuzu Super Commonrail 3.0 Ddi รหัส 4JJ1-TCX ซึ่งมีความแรงกว่า 900 แรงม้า เป็นปีแรก โดยมีเงินรางวัลรวมทั้งสิ้นกว่า 1.2 ล้านบาท นอกจากนี้อีซูซุยังได้จัดกิจกรรม สุดมันภายในงาน เพื่อให้แฟนอีซูซุได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่ที่เร้าใจพร้อมความบันเทิงเต็มรูปแบบ อาทิ Isuzu D-Max 1.9 Ddi Blue Power Drift Show จาก “คุณณัฐพล อังฤทธานนท์” นักแข่งรถดีกรีแชมป์ Asia Cross Country Rally 3 ปีซ้อน โชว์สุดเซ็กซี่กับ Sexy Wash โดยนางแบบจาก Penthouse Thailand พร้อมสนุกสุดขั้วกับ Lady DJ ร้อนแรงกับโคโยตี้โชว์ และ Race Market บูธผลิตภัณฑ์คุณภาพชั้นนำ อาทิ ECU Shop, BRC Clutch, Nitto-Toyo Tire, Ake Garage, Akana Carbon, Caltex, แบตเตอรี่ 3K และอื่นๆ อีกมากมายที่มาร่วมสร้างสีสันในงานอย่าง คับคั่ง จัดเต็มสำหรับแฟนอีซูซุโดยเฉพาะ”

สำหรับผลการแข่งขันสุดยอดความเร็วชิงความเป็นหนึ่งของ “อีซูซุดีแมคซ์” มีทั้งหมด 6 รุ่น ดังนี้
Isuzu D-Max Pro 1.9 Ddi Blue Power
รางวัลชนะเลิศ พิสิทธิ์อนันต์ ตันจตุรงค์ ทีม อู่ เอ้ แม่กลอง ProSpeed
รองชนะเลิศอันดับ 1 ฐาปกรณ์ เข็มกลัด ทีม เอ้ เรซซิ่ง การาจ & โอ็ต อู่ช่างขวัญ
รองชนะเลิศอันดับ 2 อนุรักษ์ โตมอญ ทีม เบิร์ดเหม่ง ช่างเปิ้ล ProSpeed


All-New Isuzu Turbo 44mm.
รางวัลชนะเลิศ ฐาปกรณ์ เข็มกลัด ทีม สวนลำไยรุ่งทิวา & โอ็ต อู่ช่างขวัญ
รองชนะเลิศอันดับ 1 ศุภเวช วชิระกุนทร ทีม น้องอิง & หนุ่ย เป๋อ สุพรรณ
รองชนะเลิศอันดับ 2 สมศักดิ์ เพาะบุญ ทีม บอลสวนมะลิ & โอ็ต อู่ช่างขวัญ

All-New Isuzu F55 Pro
รางวัลชนะเลิศ พิเชษฐ์ สัยยะนิฐี ทีม ช่างพีเสนา & ป.ออโต้แม๊กซ์
รองชนะเลิศอันดับ 1 เพชรดำรงค์ ดวงธรรม์ ทีม ช่างน้อยมีนบุรี รักดีเซล ดีฟาสท์
รองชนะเลิศอันดับ 2 พิจารณ์ วงศ์สมบูรณ์ ทีม จ็อบ มนต รีดีเซล

All-New Isuzu Pro Modify
รางวัลชนะเลิศ อนุวัฒน์ มณีอินทร์ ทีม จ๊ะผักสด หนุ่ย เป๋อ สุพรรณ
รองชนะเลิศอันดับ 1 ณัฐวุฒิ หอมสุวรรณ ทีม วุฒิ สุพรรณ & หนุ่ย เป๋อ สุพรรณ
รองชนะเลิศอันดับ 2 ศุภเวช วชิระกุนทร ทีม บำรุงดีเซล & หนุ่ย เป๋อ สุพรรณ

All-New Isuzu Open Unlimited
รางวัลชนะเลิศ เป็นเอก เพ็งวัน ทีม เกียรติเซอร์วิส & อัลฟ่า เทค
รองชนะเลิศอันดับ 1 อนุวัฒน์ มณีอินทร์ ทีม หนุ่ย เป๋อ สุพรรณ & นพ พิจิตร
รองชนะเลิศอันดับ 2 ธนพล ชูเจริญผล ทีม เบิร์ด หลักห้า & โน็ท นัท ออโต้คาร์

Dragster Diesel
รางวัลชนะเลิศ ธนพล ชูเจริญผล ทีม เบิร์ดหลักห้า & เล่ ม.เจริญ
รองชนะเลิศอันดับ 1 อนุวัฒน์ มณีอินทร์ ทีม หนุ่ย เป๋อ สุพรรณ & เสี่ยแซม 3P
รองชนะเลิศอันดับ 2 พิจารณ์ วงศ์สมบูรณ์ ทีม จ็อบ มนตรี ดีเซล HYB


รางวัลรอบชิงชนะเลิศในแต่ละรุ่น มีดังนี้
• รางวัลชนะเลิศ เงินรางวัล 100,000 บาท พร้อมโล่เกียรติยศ
• รางวัลที่ 2 เงินรางวัล 50,000 บาท พร้อมโล่เกียรติยศ
• รางวัลที่ 3 เงินรางวัล 30,000 บาท พร้อมโล่เกียรติยศ

ร่วมติดตามและอัพเดทข่าวสาร และกิจกรรมสุดมันสำหรับคนรักปิกอัพอีซูซุตัวจริงได้ทาง www.isuzu-tis.com

“แอสตัน มาร์ตินแบงคอก” เผยโฉม “ASTON MARTIN DB11 V8 ครั้งแรกในอาเซียน”

0

รถสปอร์ตเมืองผู้ดี ภายในแต่งหรู สมรรถนะดุดันด้วยขุมพลังวี 8 สูบ ขนาด 4.0 ลิตร 503 แรงม้า อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.ในเวลาเพียง 4 วินาที ทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 300 กม./ชม. ตั้งราคาจำหน่ายไว้ที่ 21.9 ล้านบาท พร้อมดันให้เป็นไฮไลท์เด่นในงาน มอเตอร์ เอกซ์โป 2017

นายชุก อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้จัดการทั่วไป แอสตัน มาร์ติน แบงคอก ในเครือบริษัท มาสเตอร์ กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด หรือ เอ็มจีซี-เอเซีย (MGC-ASIA) เปิดเผยว่า “เพื่อสานต่อแนวนโยบาย สู่การเป็นผู้นำตลาดรถ ไฮลัคชัวรี่ สปอร์ต เซ็กเมนต์ นั้น ล่าสุด บริษัทได้ทำการเผยโฉม ASTON MARTIN DB11 V8 สู่ประเทศไทย และถือเป็นการเปิด ตัว ยนตรกรรมรุ่นนี้ครั้งแรกในภูมิภาคอาเซียน โดยคาดว่า แอสตัน มาร์ตินจะเป็นแบรนด์ชั้นนำที่มีแนวโน้มการขยายตัวอย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศไทยและภูมิภาค”

ASTON DB 11 V8 ถือเป็นทางเลือกอันโดดเด่น ที่เข้ามาสานต่อความ สำเร็จระดับโลกของตระกูล DB11 อันเป็นที่สุดแห่งยนตรกรรม GT ซึ่งเปิดตัวไปเมื่อปี 2016 โดยแอสตัน มาร์ติน DB 11 V8 โฉมใหม่นี้ มาพร้อมเครื่องยนต์ทวินเทอร์โบชาร์จ V8 ขนาด 4.0 ลิตร ซึ่งถือเป็นการเติมเต็ม DB11 รุ่นเครื่องยนต์ทวินเทอร์โบชาร์จ V12 ขนาด 5.2 ลิตรได้อย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยขุมพลังใหม่ที่ทำให้ DB11 แสดงตัวตนแห่งความเป็นยนตรกรรมไฮลัคชัวรี่สปอร์ตได้มากยิ่งขึ้น พร้อมยกระดับภาพลักษณ์ระดับโลกด้วยการผสานประสิทธิภาพและสมรรถนะเหนือระดับเข้าด้วยกัน

ภายในของ DB11 V8 มาพร้อมอุปกรณ์มาตรฐานระดับเดียวกัน รวมถึงสีสันและชุดตกแต่งอันหลากหลายที่ลูกค้าทั้งสองรุ่นสามารถเลือกได้เหมือนกัน นอกจากนี้ยังสามารถเพิ่มความเหนือชั้นได้จากแพ็คเกจ Option Packs และ Designer Specification รวมถึงคอลเลคชั่น Q by Aston Martin อันเป็นคอลเลคชั่นสุดหรูจากตระกูลแอสตัน มาร์ติน

ขุมพลังที่ใช้ขับเคลื่อนเป็นเครื่องยนต์ วี 8 ให้กำลังสูงสุด 503 แรงม้า และแรงบิดที่ 675 นิวตันเมตร ทำอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชม. ได้ภายในเวลาเพียง 4.0 วินาที และให้ความเร็วสูงสุดถึง 300 กิโลเมตร/ชม. พร้อมผสานประสิทธิภาพเหนือระดับนี้ด้วยสมรรถนะอันน่าทึ่ง ขณะที่อัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซค์ ( CO2 ) เพียง 230 กรัม/กม.

DB11 รุ่นเครื่องยนต์ V8 ถูกออกแบบให้สร้างสมดุลย์ไว้ที่จุดศูนย์กลางในช่วงฐานล้อมากขึ้น จึงให้ความรู้สึกปราดเปรียวยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สามารถสัมผัสได้อย่างเต็มที่จากการปรับแต่งรายละเอียดต่างๆ ของระบบกันสะเทือน รูปทรงเรขาคณิต โครงสร้างมาพร้อมระบบป้องกันขณะพลิกคว่ำ สปริง แดมเปอร์ และซอฟต์แวร์ ESP ด้วยการรังสรรค์คุณสมบัติด้านขุมพลังให้แตกต่างจากรุ่น V12 อย่างพิถีพิถัน รุ่น V8 จึงสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าผู้หลงใหลยนตรกรรม GT อันสะดวกสบายและขับเคลื่อนความสปอร์ตให้โดดเด่นยิ่งขึ้น

สำหรับ ASTON MARTIN DB11 V8 ตั้งราคาจำหน่ายไว้ที่ 21.9 ล้านบาท และจะเป็นอีกหนึ่งยนตรกรรมไฮไลต์ในงานมหกรรมยานยนต์ 2017 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่าง วันที่ 30 พฤศจิกายน – 11 ธันวาคม 2560 ณ ชาเลนเจอร์ฮอล 1-3 อิมแพค เมืองทองธานี

สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โชว์รูมแอสตัน มาร์ตินแบงคอก สาขาพระราม 3 โทร.02 670 6040 , สาขาสยามพารากอน โทร.02-610 9775 และ แอสตัน มาร์ตินแบงคอกสาขาภูเก็ต โทร.076-201 966

“LEXUS LS” ใหม่ ยนตรกรรมหรู พิถีพิถันทุกรายละเอียด

0

ลักซูรีซีดานระดับเฟิร์สคลาส มากับการออกแบบที่กล้าจะแตกต่างอย่างมีสไตล์เฉพาะตัว ห้องโดยสารกว้าง หรูหรา ดีไซน์ดั่งอัญมณีที่ผ่านการเจียระไนอย่างประณีต พร้อมติดตั้งอุปกรณ์อำนวยความสะดวกและเทคโนโลยีความปลอดภัยแห่งอนาคต ขุมพลังมาจากเครื่องยนต์วี 6 สูบ ขนาด 3.5 ลิตร มีให้เลือก 3 รูปแบบ จำหน่ายในราคาเริ่มต้นที่ 11,530,000 บาท

Lexus LS ได้รับการแนะนำเข้าสู่ตลาดรถยนต์ระดับหรูครั้งแรกในประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อปี พ.ศ. 2532 ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้าที่ต้องการสุดยอดยนตกรรมที่มีภาพลักษณ์โดดเด่นและหรูหราสมบูรณ์แบบ มาพร้อมกับเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกขั้นสูงและอุปกรณ์ความปลอดภัยครบครัน โดยเป็นที่ยอมรับด้านคุณภาพจากทั่วโลกและเด่นชัดด้วยยอดขายรวมจนถึงปัจจุบันกว่า 570,000 คัน ในประเทศสหรัฐอเมริกา และมากกว่า 800,000 คัน ทั่วโลก

Lexus LS ใหม่ นับเป็นเจนเนอเรชั่นที่ 5 พัฒนาขึ้นโดยเน้นการผสมผสานรูปลักษณ์และเสน่ห์แห่งยนตกรรมที่เปี่ยมด้วยความหรูหรา ผ่านฝีมือการผลิตและความเอาใจใส่ขั้นสูงแบบญี่ปุ่นที่ขึ้นชื่อด้านความปราณีตและพิถีพิถัน (Takumi Craftsmanship) อันเป็นเอกลักษณ์ จึงสะท้อนถึงขนบธรรมเนียมในการต้อนรับและการบริการแบบญี่ปุ่นที่เรียกว่า “Omotenashi” ด้วยการทำให้ทุกรายละเอียดให้นำมาซึ่งบรรยากาศแห่งความสงบและความผ่อนคลาย โดยรถรุ่นนี้เผยโฉมสู่สาธารณชนเป็นครั้งแรกเมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2560 ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา และสำหรับประเทศไทยนั้น ถือเป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ได้นำเสนอความหรูหราสมบูรณ์แบบของ Lexus LS ใหม่ ให้ลูกค้าชาวไทยได้สัมผัส

รูปลักษณ์ออกแบบด้วยเส้นสายที่พริ้วไหวและเป็นความงามแห่งนวัตกรรมที่หลอมรวมทักษะฝีมือช่างญี่ปุ่นอันเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นสะกดทุกสายตาแต่แรกเห็นด้วยเอกลักษณ์ตัวถังรถที่มีจุดศูนย์ถ่วงต่ำ ก่อให้เกิดสมรรถนะการขับขี่ที่เหนือชั้น เกิดอัตลักษณ์สะท้อนสไตล์และบุคลิกที่คู่ควรกับการเป็นสุดยอดยนตกรรมระดับแนวหน้า

ชุดไฟหน้าและไฟส่องสว่าง Ultra-small 3-eye Bi-Beam ผสมผสานการออกแบบขั้นสูงที่กระจายความสว่างได้อย่างยอดเยี่ยม ไฟ LED 16 ดวงที่อยู่ในไฟเลี้ยวส่องประกายสว่างเรียงทีละดวงจากมุมด้านในจนถึงด้านนอกของตัวรถ

โคมไฟท้ายแบบ combination โคมไฟท้ายรวมถึงไฟบนฝากระโปรงหลังเป็นไฟ LED ทั้งหมด นอกจากนี้ไฟเลี้ยวยังส่องสว่างคมชัด

ห้องโดยสารจึงออกแบบให้มีพร้อมด้วยเทคโนโลยีด้านความสะดวกสบายสูงสุด สมกับที่เป็นยนตกรรมหรูระดับแนวหน้าที่มาเพื่อเสริมสร้างสุนทรียตลอดการเดินทางอย่างมีคุณภาพ พร้อมห้องโดยสารที่ปราณีตและไม่เหมือนใครเต็มไปด้วยกลิ่นอายศิลปกรรมที่พิถีพิถันตามแบบฉบับของความเป็นญี่ปุ่น ดึงดูดใจเมื่อได้เห็น

เบาะนั่งตอนหน้าไฟฟ้าปรับ 28 ทิศทาง ระบบนิวเมติกที่พัฒนาขึ้นมาใหม่ ออกแบบมาเพื่อรองรับสรีระทุกส่วนของร่างกายอย่างพอดี เบาะรองไหล่ช่วยเสริมการขับขี่ สร้างความรู้สึกให้เป็นหนึ่งเดียวกับรถ นอกจากนั้นเบาะยังช่วยรองรับสะโพกช่วงหลังเป็นพิเศษ เพื่อรักษาสรีระระหว่างเบรกและเข้าโค้ง รวมถึงเบาะรองรับด้านข้างช่วยกระชับให้ร่างกายทรงตัวนิ่งในช่วงเข้าโค้ง

เบาะนั่งตอนหลังควบคุมด้วยไฟฟ้าปรับ 22 ทิศทาง และพนักวางขาไฟฟ้า เบาะนั่งตอนหลังควบคุมด้วยไฟฟ้าใช้มอเตอร์ผสานกับระบบนิวเมติกที่พัฒนาขึ้นใหม่ โดยระบบสามารถสูบลมเข้าออกถุงลมเพื่อปรับองศาเก้าอี้ได้ในทุกมุม เพื่อความสะดวกสบายสูงสุดเบาะนั่งหลังด้านซ้ายสามารถปรับพื้นที่วางขาเต็มที่

ทั้งยังมีระบบนวดผ่อนคลายพร้อมฟังก์ชั่นกดจุดแบบร้อน (เบาะที่นั่งด้านหลังซ้ายและขวา) ระบบถุงลมที่ติดตั้งภายในเบาะที่นั่งและพนักพิงจะพองลมเพื่อนวดหลังและต้นขาของผู้นั่ง นอกจากนั้นยังสามารถทำความร้อนเพื่อเพิ่มความสบายตัวผ่อนคลาย โดยสามารถเลือกโปรแกรมสำหรับการผ่อนคลายทั่วร่าง (Full Body Refresh, Full Body Stretch และ Full Body Simple) หรือผ่อนคลายเฉพาะส่วน (ร่างกายส่วนบน ร่างกายส่วนล่าง ไหล่และสะโพก) รวม 7 โปรแกรม

ระบบความบันเทิงของเบาะนั่งตอนหลัง ประกอบไปด้วยหน้าจอขนาด 11.6 นิ้ว 2 หน้าจอ ปรับตำแหน่งอัตโนมัติให้สอดคล้องกับตำแหน่งของเบาะนั่งเพื่อให้เห็นหน้าจอชัดเจน พร้อมด้วยเครื่องเล่นแผ่น Blu-ray ช่องใส่ SD card และสายต่อ HDMI ที่จะให้คุณเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์อื่น ทั้งยังเพลิดเพลินไปกับวิดีโอ ดนตรี และสื่อบันเทิงที่บันทึกไว้ในโทรศัพท์มือถือได้โดยใช้ Miracast หรือ DLNA (Digital Living Network Alliance)

ให้สุนทรีย์กับบทเพลงด้วยระบบเสียงรอบทิศทาง Mark Levinson QLI ในรูปแบบของระบบเสียงสามมิติ 16 ช่องทาง พร้อม ลำโพง 23 และเทคโนโลยีเสียงรอบทิศทาง QLI (Quantum Logic Immersion) เติมเต็มห้องโดยสารด้วยเสียงคุณภาพคมชัด โอบล้อมผู้ฟังด้วยเสียงสมจริงเป็นธรรมชาติพร้อมตำแหน่งของเสียงที่แม่นยำ มีมิติชัดเจน

ขุมพลังมาจากเครื่องยนต์เบนซิน 3.5 ลิตร วี 6 สูบ มีให้เลือกถึง 3 รูปแบบ เครื่องยนต์เบนซินแบบใหม่รหัส V35A-FTS Twin turbochargers ให้กำลังสูงสุด 421 แรงม้าที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิด 600 นิวตันเมตร ที่ 1,600-4,800 รอบ/นาที

ในรุ่น LS500 ส่วนรุ่น LS350 มาพร้อมรหัส 8GR-FKS เบนซิน Dual VVT-i 315แรงม้าที่ 6,600 รอบ/นาที แรงบิด 380 นิวตันเมตร ที่ 4,800-4,900 รอบ/นาที

ทั้ง 2 รุ่นส่งกำลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ Direct Shift-10A แบบ 10 สปีด และ มี Paddle Shift ให้เปลี่ยนเกียร์ได้บนพวงมาลัย

อีกหนึ่งรูปแบบในรุ่น LS500h เป็นขุมพลังเบนซิน Hybrid รหัส 8GR-FXS ให้กำลังถึง 299 แรงม้าที่ 6,600 รอบ/นาที แรงบิด 356 นิวตันเมตร ที่ 5,100 รอบ/นาที ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว รุ่น 2NM ให้กำลังถึง 179 แรงม้า แรงบิด 300 นิวตันเมตร ได้กำลังสูงถึง 359 แรงม้าคู่กับระบบเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด Multi Stage Hybrid System

ทั้งนี้ยังสามารถเลือกโหมดการขับขี่เพื่อช่วยให้ควบคุมระบบต่าง ๆ ง่ายแค่ปลายนิ้ว สามารถปรับแต่งสมรรถนะให้เหมาะกับสไตล์การขับขี่ของตัวเอง โดยเลือกได้ 5 โหมดได้แก่ Normal, Eco, Comfort, Sport S, และ Sport S+ นอกจากนี้โหมดปรับแต่งอิสระ (Customize) ยังทำให้ผู้ขับขี่สามารถตั้งค่าระบบส่งกำลังรถยนต์ โครงสร้างตัวถังรถ และระบบปรับอากาศได้ตามที่ต้องการ

รวมถึงมีระบบ VDIM (การควบคุมการบังคับพวงมาลัยแบบผสมผสาน) ซึ่งเป็นระบบประมวณผลโดยรวมของการควบคุมเครื่องยนต์ เบรก การบังคับทิศทางและฟังก์ชั่นอื่น ๆ อาทิ EPS และ TRC ให้ทำงานพร้อมกันอย่างลงตัว เพื่อเพิ่มความปลอดภัย และเสริมสร้างความพึงพอใจในการขับขี่

ในส่วนของระบบอำนวยความสะดวกเริ่มจาก Hands-free power trunk lid แม้ว่าจะถือสัมภาระเต็มมือ เพียงแค่มีกุญแจไฟฟ้า ก็สามารถเปิดปิดฝากระโปรงท้ายได้อย่างอัตโนมัติ โดยแค่ขยับเท้าบริเวณใต้กันชนด้านหลังเท่านั้น

แผงควบคุมอเนกประสงค์ด้านหลังแบบสัมผัส จัดวางอยู่ในที่วางแขนตรงกลางเบาะหลังให้คุณควบคุมเสียงเพลง ระบบปรับอากาศ เก้าอี้และฟังก์ชั่นผ่อนคลาย ม่านกันแดดและไฟได้ง่ายแค่ปลายนิ้ว

ม่านบังแดดไฟฟ้า ม่านบังแดดไฟฟ้าบริเวณบานหน้าต่างหลังจะปิดกระจกทั้งสองด้านเต็มทั้งบาน อีกทั้งบริเวณหน้าต่างบานเล็กด้านหลังซึ่งมีม่านบังแดดไฟฟ้าจะเปิดปิดสอดคล้องกับม่านบังแดดหน้าต่างหลังเพื่อสร้างความเย็นสบายและเพิ่มความเป็นส่วนตัวสำหรับเบาะโดยสารด้านหลัง

ปุ่มควบคุมการสั่งการแบบสัมผัส ออกแบบเพื่อให้ผู้ใช้ได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ง่ายดายแบบสมาร์ทโฟนเพียงนิ้วสัมผัส โดยผู้ใช้สามารถลากนิ้วเข้าออกทำให้ขยายหรือย่อหน้าจอได้อย่างต่อเนื่องและเลื่อนอย่างง่ายดายเพื่อเลือกฟังก์ชั่นที่ต้องการ

ระบบปรับอุณหภูมิอัจฉริยะ สร้างความสบายเหนือระดับให้กับผู้นั่ง ระบบปรับอุณหภูมิอัจฉริยะสามารถตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายของผู้นั่งแต่ละคน ด้วยเซนเซอร์วัดแสงอินฟราเรด ปรับความสบายให้เหมาะสมกับผู้นั่งโดยทันที ทั้งนี้ยังตรวจจับแสงอาทิตย์ในช่วงเช้าและช่วงพลบค่ำเพื่อควบคุมอุณหภูมิในรถให้ความสบายอย่างต่อเนื่อง

ระบบถุงลมช่วงล่างควบคุมไฟฟ้า ( พร้อม access mode) นอกจากฟังก์ชั่นปรับความสูงของรถที่ปรับเป็นแบบ Normal และ High ได้แล้ว โหมด access จะช่วยยกตัวรถขึ้นอัตโนมัติเมื่อผู้โดยสารต้องการขึ้นหรือลง ทำให้การเข้าออกเป็นไปได้อย่างง่ายดายยิ่งขึ้น

ระบบเบาะยกตัวเลื่อนรองรับอัตโนมัติ (Power easy access system) ทำให้การเข้าออกจากรถเป็นไปได้อย่างราบรื่นยิ่งขึ้นระบบยกเบาะอัตโนมัติจะยกตัวเบาะนั่งขึ้นเมื่อผู้ขับขี่ออกจากรถ และจะคืนตำแหน่งเดิมเมื่อผู้ขับขี่ขึ้นรถ เบาะเสริมด้านข้างจะเปิดเบาะด้านนอกออกเพื่อลดการกดทับที่บริเวณต้นขาในขณะที่ขึ้นและลงรถ

ในด้านความปลอดภัย Lexus Safety System+ ประกอบไปด้วยเทคโนโลยีเพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่ล้ำหน้า อาทิ
Pre-Collision System เมื่อสัญญาณเรดาร์และกล้องหน้าตรวจจับได้ว่ารถมีแนวโน้มที่จะเกิดการชน ระบบจะส่งสัญญาณเตือนคนขับและสั่งการตัวช่วยเบรกก่อนชนเมื่อผู้ขับขี่เหยียบเบรก ถ้าผู้ขับขี่ไม่สามารถเหยียบเบรกได้ ก็จะสั่งการใช้งานเบรกก่อนชนโดยอัตโนมัติ

Dynamic Radar Cruise Control นอกจากรักษาระดับความเร็วให้เสถียรแล้ว ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติจะใช้เรดาร์และเซนเซอร์กล้องเพื่อตรวจจับรถที่วิ่งอยู่ข้างหน้าและรักษาระยะห่างระหว่างรถให้พอดีด้วยความเร็วคงที่

Lane Keeping Assist (LKA) ระบบช่วยรักษาช่องทางวิ่งจะแจ้งเตือนผู้ขับขี่โดยสั่นที่พวงมาลัย และขึ้นที่หน้าจอแสดงผลถ้าระบบประเมินว่าตัวรถยนต์กำลังจะข้ามเส้นแบ่งช่องจราจรโดยที่ไม่เปิดไฟเลี้ยว และช่วยประคองไม่ให้รถออกนอกเส้นแบ่งช่องจราจร

Two-Stage Adaptive High Beam System (AHS) เมื่อระบบตรวจพบว่ามีรถยนต์เข้ามาในรัศมีที่เปิดไฟสูง ระบบจะเปิดปิดไฟ LED ไฟสูง 8 ดวง และไฟต่ำ 16 ดวง ในแต่ละข้าง เพื่อกันไม่ให้ไฟสูงจากหน้ารถสาดไปยังรถที่วิ่งสวนมา วิธีนี้ช่วยให้ผู้ขับขี่มองเห็นได้ชัดเจนโดยส่องไฟไปยังป้ายจราจรและวัตถุอื่น ๆ ที่อยู่ข้างหน้ารถ โดยไม่ทำให้รถคันอื่นแสบตา

Panoramic View Monitor หน้าจอแสดงผลให้ผู้ขับขี่เห็นรถคันอื่นได้ชัดเจน โดยแสดงผ่านหน้าจอ EMV (Electro Multi-Vision) ขนาด 12.3 นิ้ว ช่วยให้ผู้ขับขี่ตรวจสอบสภาพแวดล้อมโดยรอบรถที่เห็นไม่ชัดในขณะนั้น

Automatic Rear Seat Reclining เมื่อไม่มีผู้โดยสารนั่งเบาะหลัง ระบบจะปรับเอนเบาะสอดคล้องกับการเข้าเกียร์ ทั้งยังปรับเบาะให้ต่ำลงเพื่อให้ผู้ขับขี่มองกระจกหลังได้ทัศนวิสัยกว้างขึ้น

Lexus LS ใหม่ มีสีภายนอกให้เลือกมากถึง 11 สี Sonic Quartz,Sonic Silver,Sonic Titanium,Black
Graphite Black Glass Flake,Red Mica Crystal Shine,Sonic Agate,Sleek Ecru Metallic,Amber Crystal Shine,Deep Blue Micaพร้อมสีใหม่ 2 สี ได้แก่
Manganese Luster สีใหม่


Sonic Agate สีใหม่

Lexus LS ใหม่ ตั้งราคาจำหน่ายทั้ง 4 รุ่น ไว้ดังนี้
LS500h รุ่น Executive Pleat 15,830,000 บาท
รุ่น Executive 14,500,000 บาท
LS500   รุ่น Executive 13,080,000 บาท
LS350    รุ่น Luxury 11,530,000 บาท

สัมผัสตัวจริงของ Lexus LS ใหม่ ได้ที่งานไทยแลนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์ เอกซ์โป ครั้งที่ 34 ได้ตั้งแต่ วันที่ 30 พฤศจิกายน – 11 ธันวาคม 2560 ที่ ชาเลนเจอร์ฮอลล์ อิมแพค เมืองทองธานี

“มินิ ประเทศไทย” เผยโฉม “มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ คันทรีแมน ใหม่” ส่งตรงความแรงจากสนามแข่งสู่ท้องถนน

0

มินิ ประเทศไทย สร้างความตื่นตาตื่นใจให้แก่แฟนๆมินิชาวไทยอีกครั้ง ด้วยการอวดโฉมรถยนต์ มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ คันทรีแมน ใหม่ เป็นครั้งแรกของประเทศไทย ในงาน “MINI JCW True Respect Night” พร้อมกิจกรรมมากมายให้ทั้งลูกค้าและสื่อมวลชนร่วมสนุก เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2560 ณ เดอะ ลิงค์ อโศก-มักกะสัน พกความเร็วสุดเร้าใจจากสนามแข่ง สู่ความปราดเปรียวสไตล์สปอร์ตในทุกการเดินทาง พร้อมมอบสมรรถนะการขับขี่ในระดับรถแข่งพันธุ์แท้ ยกระดับประสบการณ์ความแรงด้วยเครื่องยนต์ทรงพลังที่สุดในตระกูลมินิ เพลิดเพลินไปกับการขับขี่ได้ทั้งในแบบออนโรดและออฟโรด โดยมินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ คันทรีแมน จะเป็นหนึ่งในไฮไลท์ของทัพรถยนต์จากมินิ ประเทศไทย ให้แฟนๆ ได้สัมผัสกันในงาน Thailand International Motor Expo 2017 มหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 34 ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 30 พฤศจิกายน ถึง 11 ธันวาคม 2560 นี้

ดีไซน์ภายนอกที่โดดเด่นของ มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ คันทรีแมน ใหม่ บ่งบอกถึงสมรรถนะความสปอร์ตและความปราดเปรียว ล้ออัลลอยแบบ John Cooper Works Course Spoke ขนาด 19 นิ้ว และเอกลักษณ์จานเบรคสีแดง พร้อมด้วยโลโก้จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ และชุด aerodynamics มอบความรู้สึกทรงพลังแก่รถยนต์มินิเจเนอเรชั่นใหม่นี้

 

มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ คันทรีแมน ใหม่ ยังพกพาชุดแต่งในตระกูลจอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ ขนานแท้ที่ทำให้การขับขี่ในวันธรรมดา เปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้นเร้าใจราวกับอยู่ในสนามแข่ง ด้วยที่นั่งแบบยกสูงและดีไซน์ที่ได้แรงบันดาลใจจากรถแข่ง ทั้งพวงมาลัยหนังแท้และเบาะสปอร์ตสไตล์จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ ที่ให้ความรู้สึกนุ่มนวลแม้ระหว่างขับขี่ด้วยความเร็วสูง ระบบแสดงผล Head-Up Display อำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ขับขี่โดยแสดงผลข้อมูลต่างๆ โดยไม่รบกวนการมองถนน เสริมสมรรถนะการขับขี่ในระดับรถแข่งพันธุ์แท้ ด้วยความคลาสสิกสไตล์มินิอย่างแท้จริง


ขุมพลังจากเทคโนโลยี มินิ Twin Power Turbo กำลังสูงสุด 231 แรงม้า สามารถเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ในเวลา 6.5 วินาที ในความเร็วสูงสุด 234 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พร้อมแรงบิดสูงสุด 350 นิวตันเมตร ที่ 1,450 – 4,500 รอบต่อนาที อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยอยู่ที่ 14.2 กิโลเมตรต่อลิตร ระดับการปล่อย CO2 อยู่ที่ 161 กรัมต่อกิโลเมตร ทำงานร่วมกับระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะแบบสปอร์ตพร้อมแป้น paddle shift บนพวงมาลัย มอบสมรรถนะรวดเร็วทันใจ ขับขี่ได้คล่องตัว พร้อมเผชิญทุกความท้าทายในทุกสภาพท้องถนน

มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ คันทรีแมน ใหม่ รถยนต์เอนกประสงค์ พรีเมียม คอมแพ็ค ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์แบบสปอร์ตได้อย่างสมบูรณ์แบบ สะท้อนจิตวิญญาณรถแข่งโกคาร์ทอันเป็นเอกลักษณ์ของมินิ ด้วยเครื่องยนต์ทรงพลัง ระบบช่วงล่าง และชุด aerodynamics ในแบบฉบับจอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ มาพร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อหรือ ALL4


สำหรับราคาจำหน่ายจะเผยให้ทราบอีกครั้งในงาน มอเตอร์เอกซ์โป 2017 ซึ่งลูกค้ายังอุ่นใจด้วยโปรแกรม MINI Service Inclusive (MSI) ให้เลือกสรรตามความต้องการ ด้วยแพ็คเกจเริ่มต้น MSI Standard ที่ครอบคลุมระยะการบำรุงรักษา 3 ปี หรือ 60,000 กม. และรับประกัน 3 ปีไม่จำกัดระยะทาง