AUTO WORLD TV
วันอาทิตย์ที่ 5 พฤศจิกายน 2560
เวลา 11.00 – 11.30 น. ทาง TNN 24
ดำเนินรายการโดย ภูวนาถ เผ่าจินดา
บรรณาธิการบริหาร นิตยสาร ออโต้บิลด์ ไทยแลนด์
AUTO WORLD TV
วันอาทิตย์ที่ 5 พฤศจิกายน 2560
เวลา 11.00 – 11.30 น. ทาง TNN 24
ดำเนินรายการโดย ภูวนาถ เผ่าจินดา
บรรณาธิการบริหาร นิตยสาร ออโต้บิลด์ ไทยแลนด์
ไทยรุ่งฯ ผู้นำการออกแบบและผลิตรถยนต์อเนกประสงค์ของไทย จากประสบการณ์ที่สั่งสมมายาวนานในแวดวงอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ในปีนี้ไทยรุ่งฯ จะมีอายุครบ 50 ปี จึงได้พัฒนารถยนต์ตรวจการณ์ TR TRANSFORMER II รุ่นพิเศษ เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองความยิ่งใหญ่แห่งยอดยนตรกรรมไทย และฉลองความสำเร็จจากการได้รับรางวัลชนะเลิศนวัตกรรมแห่งชาติประจำปี 2560 จากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในฐานะนวัตกรรมที่ก่อให้เกิดผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศ รางวัลดังกล่าวถือเป็นรางวัลเกียรติสูงสุดแห่งวงการนวัตกรรมไทย ยังไม่มีรถยนต์บริษัทไหนหรือรถยนต์ประเภทใดเคยได้รับรางวัลชนะเลิศมาก่อน ถือเป็นรางวัลอันทรงเกียรติในปีแห่งการเฉลิมฉลองการก้าวเข้าสู่ปีที่ 50 ของไทยรุ่ง
TR TRANSFORMER II รุ่นพิเศษ ฉลองครบรอบ 50 ปี เป็นการปรับแต่งจาก TR TRANSFORMER II รุ่นเดิม โดยได้ปรับรูปลักษณ์ภายนอกให้ โดดเด่น แข็งแกร่ง ล้ำสมัย สีสวยสดใส สปอร์ตและกระฉับกระเฉงมากขึ้น เพิ่มความพิเศษด้วยสีใหม่ 2 สี ได้แก่ Racing Red และ Golden Brown

มาพร้อมกับลายเส้นโครเมี่ยมบริเวณกระจังหน้า ล้อแม็กซ์ดีไซน์สปอร์ต ขนาด 18” พร้อมโลโก้ TR ที่ดุมล้อ และโลโก้รุ่นพิเศษ 50 ปี ที่ฝาครอบยางอะไหล่




ห้องโดยสารภายในยังออกแบบให้มีความหรูหราและสปอร์ตยิ่งขึ้นด้วยสีทูโทน พร้อมเบาะหนังแท้ลายใหม่สีแดงเข้มตัดดำบนตัวรถสี Racing Red และสีครีมชามัวร์ตัดสีน้ำตาลเข้มบนตัวรถสี Golden Brown พร้อมปักโลโก้รุ่น 50 ปี ที่เบาะคู่หน้า



ระบบเครื่องเสียงใหม่ Multimedia Head Unit 2DIN และติดตั้งสครับเพลทรุ่นพิเศษ 50 ปี ที่บริเวณขอบประตูทั้งสี่ด้าน

ในด้านของขุมพลังยังเป็นเครื่องยนต์ดีเซลแบบ 4 สูบ พร้อมติดตั้งระบบอัดอากาศแบบ VN TURBO ที่หยิบยกมาจาก Toyota มีมาให้เลือก 2 ขนาด ได้แก่รุ่น 2.8 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 177 แรงม้า ที่ 3,400 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 420 นิวตันเมตร ที่ 1,400-2,600 รอบต่อนาที และขนาด 2.4 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 150 แรงม้า ที่ 3,400 รอบต่อนาที ระบบส่งกำลังมีทั้งแบบเกียร์ธรรมดาและอัตโนมัติ 6 จังหวะ พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ และระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ ยกสูง

ระบบช่วงล่างหน้าเป็นแบบอิสระปีกนกคู่พร้อมคอยล์สปริงและเหล็กกันโคลง ด้านท้ายเป็นแบบแหนบซ้อนในส่วนของระบบความปลอดภัยติดตั้งถุงลมนิรภัย 3 ตำแหน่ง ลดโอกาสบาดเจ็บจากแรงกระแทกเมื่อเกิดอุบัติเหตุแบ่งเป็นด้านหน้า 2 ตำแหน่ง เข่าคนขับอีก 1 ตำแหน่ง รวมถึงติดตั้งระบบเบรก ABS และเข็มขัดนิรภัยพร้อมระบบดึงกลับและผ่อนแรงดึงอัตโนมัติ

สำหรับราคาขาย TR TRANSFORMER II รุ่นฉลองครบรอบ 50 ปี มีดังนี้
รุ่น 2.4 2WD AT 1,565,000 บาท
รุ่น 2.8 4WD MT 1,655,000 บาท
TR TRANSFORMER II รุ่นพิเศษ ฉลองครบรอบ 50 ปี ยังคงพัฒนาขึ้นบน โครงสร้างของรถยนต์ Pick Up Toyota Revo ที่ได้รับการยอมรับในเรื่องสมรรถนะที่ดีเยี่ยม ประหยัดน้ำมัน ค่าบำรุงรักษาต่ำ พร้อมรับประกัน 3 ปี หรือ 100,000 กม. และสามารถเข้ารับบริการด้านเครื่องยนต์และช่วงล่าง ได้ที่ศูนย์ บริการ Toyota ทั่วประเทศ
เอสยูวีรุ่นแรกของรถแบรนด์ผู้ดีอังกฤษ รูปลักษณ์หรูหราออกแบบภายใต้แนวคิด Brit Dynamic ที่สมบูรณ์แบบทั้งด้านสมรรถนะและการควบคุม ภายในดีไซน์เนี๊ยบใช้วัสดุเกรดพรีเมี่ยม มาพร้อมจุดเด่นจากระบบ i-Smart ครั้งแรกในประเทศไทยที่สั่งการอุปกรณ์อำนวยความสะดวกหลากฟังค์ชั่นจากการควบคุมผ่านสมาร์ทโฟน และ เสียงภาษาไทย ราคาจำหน่ายในรุ่นท๊อฟไม่ถึง 800,000 บาท
NEW MG ZS ได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิดบริท ไดนามิค (Brit Dynamic)ที่มีความทันสมัยและสปอร์ต สอดคล้องกับความต้องการของคนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบความคล่องตัวและยังคงเอกลักษณ์แบบอังกฤษ โดดเด่นด้วยกระจังหน้าดีไซน์ใหม่ขนาดใหญ่ที่นำสายตาสู่เส้นสายบนฝากระโปรงด้านท้าย



ไฟท้ายเป็นแบบแอลอีดีทิวบ์ (LED tube) เพิ่มสุนทรียภาพในทุกการขับขี่ด้วยพาโนรามิกซันรูฟขนาดใหญ่ที่สั่งการได้จากสวิตช์และคำสั่งเสียงภาษาไทย ออกแบบด้านข้างเน้นความปราดเปรียวที่มีเส้นสายชัดเจนพาดจากด้านหน้าไปจนถึงซุ้มล้อหลัง นอกจากนี้ยังโดดเด่นด้วยล้ออัลลอยดีไซน์สวย แบบ Bi-Colour ขนาด 17 นิ้ว



ห้องโดยสารได้รับการออกแบบโดยเน้นความหรูหราและความสปอร์ตสไตล์รถยุโรป แต่งด้วยสีสันแบบทูโทนและวัสดุซอฟท์ทัชที่บริเวณแผงประตู และคอนโซล ซึ่งมีผิวสัมผัสนุ่มนวลและความสง่างาม มาพร้อมช่องแอร์ดีไซน์เจ็ท เทอร์ไบน์ ที่ฝั่งซ้ายและขวา



มาตรวัดเรืองแสงพร้อมหน้าจอแสดงผลมองเห็นชัดเจนในทุกสภาพแสง เบาะที่นั่งด้านหลังพับแยกส่วน 60:40 พื้นที่เก็บสัมภาระส่วนท้ายปรับได้สองระดับโดยปรับระดับเพิ่มขึ้นได้อีก 10 ซม. เพิ่มความอเนกประสงค์รองรับการใช้งานที่หลากหลาย


NEW MG ZS ถือเป็นรถยนต์รุ่นแรกของเอ็มจี ที่มาพร้อมระบบอัจฉริยะ i-SMART ซึ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการไปเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ระบบนี้สามารถควบคุมสั่งการได้ 3 วิธี คือ สั่งการผ่านระบบ Voice command ภาษาไทย สั่งการผ่านหน้าจอทัชสกรีนภายในรถ และการสั่งการผ่านไอสมาร์ทแอปพลิเคชั่น (i-SMART application) จากสมาร์ทโฟน

ผู้ขับขี่สามารถเปิดระบบการทำงานของระบบปรับอากาศผ่านแอปพลิเคชั่นในสมาร์ทโฟน ค้นหาจุดหมายอาทิสถานที่ท่องเที่ยว โรงแรม หรือร้านอาหาร ด้วยสมาร์ทเนวิเกเตอร์รวมถึงตรวจสอบสภาพการจราจรได้แบบเรียลไทม์ นอกจากนี้ระบบยังสามารถเรียนรู้พฤติกรรมของผู้ขับขี่และพัฒนาความสามารถให้ดีขึ้นด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) สอดคล้องกับยุคอินเตอร์เน็ตในทุกสรรพสิ่งหรือ IoT (Internet of Things) ระบบ i-SMART ยังรวบรวมข้อมูลที่มีความสำคัญและแจ้งต่อผู้ขับได้ตลอดเวลา อาทิ ระดับน้ำมันเชื้อเพลิง สภาพการทำงานของแบตเตอรี่ เครื่องยนต์ และระบบเบรก ผ่านสมาร์ทโฟน พร้อมกับช่วยแจ้งเตือนการเคลื่อนที่ของรถที่ผิดปกติซึ่งอาจเกิดจากการโจรกรรม ซึ่งช่วยเพิ่มความปลอดภัยได้อีกระดับโดยแสดงผลผ่านหน้าจอสีระบบสัมผัสขนาด 8 นิ้ว

นอกจากนี้ยังอัดแน่นไปด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบายที่ครบครันที่สุดรุ่นหนึ่ง ทั้งระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นแบบสปอร์ตควบคุมเครื่องเสียงและปุ่มรับ-วางสายโทรศัพท์ด้วยปลายนิ้วสัมผัส ปุ่มสตาร์ท และยังสามารถรองรับการเชื่อมต่อไร้สายผ่านบลูทูธ พร้อมยูเอสบี (USB) ช่องจ่ายไฟ 12 โวลต์ นอกจากนี้ ยังมั่นใจยิ่งขึ้นด้วยกล้องมองหลังและเซ็นเซอร์ถอยหลัง

NEW MG ZS ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซินรุ่นใหม่ DOHC VTi-TECH 4 สูบ 1.5 ลิตร ให้พละกำลัง 114 แรงม้าที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 150 นิวตันเมตรที่ 4,500 รอบต่อนาที ผสานการทำงานด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีดพร้อม Manual Mode เพื่อตอบสนองทุกการขับขี่อย่างเต็มประสิทธิภาพ

MG ให้ความสำคัญสูงสุดกับระบบความปลอดภัยเช่นเดียวกับรถยนต์รุ่นอื่นๆ ด้วยระบบโครงสร้างตัวถังนิรภัย FSF (Full Space Frame) เทคโนโลยีปกป้องทุกชีวิตในห้องโดยสาร และระบบ Synchronized Protection System 9 ระบบ ประกอบด้วย ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก ABS (Anti-lock Braking System) พร้อมระบบกระจายแรงเบรก EBD (Electronic Brake Force Distribution) ระบบเสริมแรงเบรกด้วยอิเล็กทรอนิกส์ EBA (Electronic Brake Assist) ระบบควบคุมการทรงตัว SCS (Stability Control System) ระบบควบคุมการเบรกในขณะเข้าโค้ง CBC (Curve Brake Control) ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี และควบคุมการลื่นไถล TCS (Traction Control System) ระบบช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน HAS (Hill Start Assist System) ระบบตรวจสอบความผิดปกติของลมยาง TPMS (Tire Pressure Monitor System) ระบบสัญญาณไฟแจ้งเตือนเมื่อมีการเบรกฉุกเฉิน ESS (Emergency Stop Signal) ตลอดจนถุงลมนิรภัยคู่หน้า ถุงลมนิรภัยด้านข้าง และม่านถุงลมนิรภัยรวมทั้งหมด 6 จุด รวมถึงกล้องมองหลังและเซ็นเซอร์
NEW MG ZS มีสีให้เลือก ทั้งหมด 5 สี ได้แก่ สีแดงสกาเลตต์เรด (Scarlet Red) สีฟ้ามารีน่าบลู (Marina Blue) สีเงินซิลเวอร์เมทัลลิก (Silver Metallic) สีขาวอาร์คติคไวท์ (Arctic White) และสีดำแบล็คไนท์ (Black Knight)

สำหรับราคาจำหน่ายของ MG ZS มีดังนี้
รุ่น C ราคา 679,000 บาท
รุ่น D ราคา 729,000 บาท
รุ่น X ราคม 789,000 บาท

ผู้ที่ซื้อรถยนต์ NEW MG ZS จะได้รับแพ็คเกจใช้งานระบบอัจฉริยะ i-SMART ฟรี เป็นระยะเวลา 5 ปี และได้รับความอุ่นใจกับการบริการแพสชั่น เซอร์วิส (Passion Service) ด้วยการรับประกันคุณภาพนาน 4 ปี หรือ 120,000 กิโลเมตร บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน (Roadside Assistance) และศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ (MG Call Centre) ตลอด 24 ชั่วโมง รวมไปถึงบริการเช็คระยะนอกสถานที่ (Mobile Services)
โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย เติมเต็มความดุดันพร้อมตอกย้ำความแกร่งของรถกระบะไฮลักซ์ รีโว่ ด้วยการปรับปรุงรูปโฉมใหม่ พร้อมเปิดตัวรุ่นตกแต่งพิเศษ “ร็อคโค” (Rocco) ที่ให้ความแกร่งเกินนิยาม
ไฮลักซ์ รีโว่ รุ่นปรับโฉมใหม่ ได้รับการออกแบบรูปลักษณ์ภายนอกใหม่ พัฒนาขึ้นภายใต้นิยาม “ตัวตนของคนจริง” เพื่อแสดงถึงความแข็งแกร่ง ดุดัน ด้วยกันชนหน้าดีไซน์ใหม่ พร้อมกระจังหน้าและกรอบไฟตัดหมอกที่มีทั้งแบบโครเมียมและสีดำ สอดรับกับสีภายในห้องโดยสารใหม่โทนสีดำ ตลอดจนอุปกรณ์มาตรฐานต่างๆ ที่มีการปรับเพิ่มให้ครอบคลุมทุกการใช้งาน

ทั้งนี้ยังได้เพิ่มรุ่นตกแต่งพิเศษในชื่อ “ไฮลักซ์ รีโว่ ร็อคโค่ (Hilux Revo ROCCO)” ซึ่งพัฒนาภายใต้แนวคิด “แกร่งเกินนิยาม” ทางเลือกใหม่เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบรถกระบะที่มีดีไซน์แตกต่างและโดดเด่น เปี่ยมด้วยสมรรถนะแข็งแกร่ง

ไฮลักซ์ รีโว่ ร็อคโค่ มากับเอกลักษณ์และความโดดเด่นจากชุดแต่งพิเศษรอบคัน โดยเน้นการตกแต่งด้วยโทนสีเทาและดำเงา เริ่มจากกระจัง กรอบไฟตัดหมอก รวมถึงเสกริ์ตใต้กันชนหน้า และชุดแต่งโป่งล้อ เปลี่ยนลวดลายของล้ออัลลอย 18 นิ้ว ในไสตล์สีดำดุ หุ้มยาง 265/60R18 All Terrain

นอกจากนี้ยังมีกระจกมองข้างและมือเปิดประตูสีดำเมทัลลิก กระบะหลังติดตั้งสปอร์ตบาร์พร้อมพื้นปูกระบะ ข้างตัวไปด้านท้ายรถรถคาดสติกเกอร์สีดำพร้อมสัญลักษณ์ “ROCCO”

ด้านท้ายรถมีมือเปิดฝาท้ายสีดำ พร้อมกุญแจล็อค และกันชนหลังสีเทาเมทัลลิกพร้อมชุดตกแต่งที่กันชนหลัง
![]()
อุปกรณ์ภายใน มีการปรับแต่งมาตรวัดเรืองแสงแบบ Optitron ดีไซน์เฉพาะรุ่น แผงคอนโซลตกแต่งด้วยสีดำเมทัลลิก, พวงมาลัย แผงข้าง ช่องปรับอากาศ และ หัวเกียร์ในรุ่นเกียร์อัตโนมัติ หุ้มหนังตกแต่งด้วยแถบสีดำเมทัลลิก เช่นเดียวกับฐานเกียร์ กรอบเสาประตูและแผงบุหลังคา ช่องเก็บของด้านบนมีตราสัญลักษณ์ HILUX

สำหรับ ไฮลักซ์ รีโว่ ร็อคโค่ รุ่นตกแต่งพิเศษ มีให้เลือกทั้งหมด 5 รุ่น รุ่นสมาร์ทแค็บ พรีรันเนอร์ 2.8 เกียร์ธรรมดา, รุ่นสมาร์ทแค็บ ขับเคลื่อน 4 ล้อ 2.8 เกียร์ธรรมดา, รุ่นดับเบิ้ลแค็บ พรีรันเนอร์ 2.8 เกียร์อัตโนมัติ, รุ่นดับเบิ้ลแค็บ ขับเคลื่อน 4 ล้อ 2.8 เกียร์ธรรมดา และรุ่นดับเบิ้ลแค็บ ขับเคลื่อน 4 ล้อ 2.8 เกียร์อัตโนมัติ
สำหรับการปรับแต่ง ไฮลักซ์ รีโว่ รุ่นปรับโฉมใหม่ มีรายละเอียดดังนี้
ไฮลักซ์ รีโว่ รุ่นพรีรันเนอร์และขับเคลื่อน 4 ล้อ (สมาร์ทแค็บ และดับเบิ้ลแค็บ)
| รุ่น | รูปลักษณ์ภายนอก | อุปกรณ์มาตรฐานที่มีการปรับ |
|
G |
ดีไซน์ใหม่ § กันชนหน้าสีเดียวกับตัวรถ § กระจังหน้าสีดำเงาและโครเมียม § กรอบไฟตัดหมอกสีดำเงาและโครเมียม
| § สีภายในสีดำ § ไฟตัดหมอกหน้าแบบ LED § แถบตกแต่งคอนโซลหน้าสีเงินและโครเมียม § เพิ่มยางกันโคลนหน้า |
| E Plus | § สีภายในสีดำ § ไฟตัดหมอกหน้าแบบ LED § เพิ่มยางกันโคลนหน้า | |
| E | § สีภายในสีดำ § เพิ่มยางกันโคลนหน้า | |
|
J Plus | § สีภายในสีดำ § เพิ่มไฟตัดหมอกหน้า § เพิ่มล้ออัลลอย 17 นิ้ว § เพิ่มไล่ฝ้ากระจกหลัง § เพิ่มยางกันโคลนหน้า | |
| J Plus (MY17) |
ไม่มีการเปลี่ยนแปลง | § สีภายในสีดำ § เพิ่มล้ออัลลอย 17 นิ้ว § เพิ่มไล่ฝ้ากระจกหลัง § เพิ่มยางกันโคลนหน้า |
ไฮลักซ์ รีโว่ รุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ (รุ่นมาตรฐาน / สมาร์ทแค็บ / ดับเบิ้ลแค็บ) และ ไฮลักซ์ รีโว่ รุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ (รุ่นมาตรฐาน)
| รุ่น | รูปลักษณ์ภายนอก | อุปกรณ์มาตรฐานที่มีการปรับ |
| G | § กระจังหน้าสีดำเงาและโครเมียม § กรอบไฟตัดหมอกดีไซน์ใหม่ § ชุดตกแต่งกันชนหน้า | § แถบตกแต่งคอนโซลหน้าสีเงินและโครเมียม |
| E | – | |
| J Plus | § เพิ่มไล่ฝ้ากระจกหลัง | |
| J Plus (MY17) |
ไม่มีการเปลี่ยนแปลง
| |
|
J (MY17) | § เพิ่มกระจกไฟฟ้าแบบขึ้น-ลง อัตโนมัติ และระบบป้องกันการหนีบเฉพาะด้านผู้ขับ § เพิ่มกระจกมองข้างปรับไฟฟ้า (พับด้วยมือ) § แผงประตูสีดำ บุผ้า § เพิ่มเซ็นทรัลล็อคแบบ speed auto lock § เพิ่มกุญแจรีโมทแบบ Jack knife § เพิ่มไฟแสดงตำแหน่งกุญแจ |

สัมผัส ไฮลักซ์ รีโว่ รุ่นปรับโฉมใหม่ ครั้งแรก ในงาน ไทยแลนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์ เอ็กซ์โปร์ ครั้งที่ 34 ที่ ศูนย์แสดงสินค้าและนิทรรศการนานาชาติ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน – 11 ธันวาคม 2560 และ ที่โชว์รูมผู้แทนจำหน่าย โตโยต้า 470 แห่งทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 8-10 ธันวาคม 2560
ข้อเสนอพิเศษ…..ซื้อวันนี้ รับฟรีประกันภัยชั้น 1 Toyota Care ถึง 31 ธันวาคม ศกนี้
เอสยูวีรุ่นธงคันล่าสุดจากค่าย ซูม-ซูม มาพร้อมความเปลี่ยนแปลงสู่เจนเนอเรชั่นที่ 2 ตามแนวคิดการออกแบบที่เรียบง่ายแต่แฝงด้วยความโฉบเฉี่ยวสไตล์ KODO DESIGH โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีสกายแอคทีฟรุ่นล่าสุด ทั้งแรงและประหยัดน้ำมัน จนได้รับการยอมรับจากผู้ใช้รถทั่วโลก เปิดตัวด้วยกันทั้งหมด 5 รุ่น เริ่มจากราคา 1.29 ล้านบาท ในรุ่น 2.0 C ใช้เครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.0 ลิตร 165 แรงม้า จวบจนถึงตัวท๊อฟ รุ่น XDL เครื่องยนต์คลีนดีเซล ขนาด 2.2 ลิตร 175 แรงม้า ราคาจำหน่าย 1,770,000 บาท
ทยอยอวดโฉมพร้อมวางจำหน่ายทีละประเทศทั้งญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกาและอีกหลายประเทศทั่วโลก ล่าสุดก็ถึงคิวของประเทศไทยกับการเปิดตัว ALL-NEW MAZDA CX-5 เจนเนอเรชั่น 2 โดยโมเดลแรกนั้นกวาดยอดขายไปแบบถล่มทลายกว่า 1.5 ล้านคัน ในบ้านเราสามารถทำตัวเลขได้ถึง 18,000 คัน ตลอดระยะเวลาการขายกว่า 4 ปีเต็ม แสดงให้เห็นถึงเทคโนโลยีที่มาถูกทาง ทำให้ได้กระแสตอบรับจากลูกค้าชาวไทยอย่างท่วมทัน

ALL-NEW MAZDA CX-5 เจนเนอเรชั่นที่ 2 ถือเป็นการต่อยอดเทคโนโลยีจากจุดเด่น 5 ประการ ซึ่งได้หลอมรวมให้รถคันนี้เป็นที่สุดของที่สุด ภายใต้คอนเซ็ปต์ “MAKE ALL CHAPTERS REMARKABLE หรือ เป็นที่สุดในทุกบทบาท”
จุดเด่นแรกมาจากความสง่างามของการออกแบบภายใต้ “KODO DESIGH SOUL OF MOTION” หรือ จิตวิญญาณแห่งความพลิ้วไหว รูปลักษณ์โดยรวมนั้นแสดงถึงความงดงาม และ ทรงพลัง ผนวกกับความหรูหราและปราดเปรียวในสไตล์ยุโรป ไฟหน้าเล็กและเรียวมากกว่ารุ่นก่อน เป็นแบบโปรเจคเตอร์แอลอีดีพร้อมระบบปรับระดับและเปิด-ปิดแบบอัตโนมัติ หน้ากระจังเปลี่ยนจากลายขวางเป็นรูปแบบของตาข่ายมีโลโก้ขนาดใหญ่ที่ซ่อนเซ็นเซอร์ของระบบความปลอดภัยไว้อย่างกลมกลืน รุ่นท๊อฟ (XDL) จะมีซันรูฟไฟฟ้าเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน



ล้ออัลลอยเป็นอีกหนึ่งความชัดเจนที่ดูแปลกตาไปจากรุ่นเดิม รวมถึงไฟท้ายที่เรียวเล็กในรูปแบบแอลอีดี ซิกเนเจอร์ พร้อมเพิ่มเติมความสะดวกสบายให้กับการปิด-เปิดฝากระโปรงท้ายด้วยระบบไฟฟ้าใช้งานง่ายเพียงกดปุ่มหรือควบคุมด้วยรีโมทคอนโทรล


ภายในใช้วัสดุเกรดพรีเมียมพร้อมการดีไซน์อย่างประณีต คอลโซลหน้าเป็นแบบ METAL WOOD ผสานความสปอร์ตด้วยการตกแต่งคอนโซลกลางและหุ้มขอบช่องปรับอากาศด้วยวัสดุสีเงิน เบาะหนังสีดำเดินด้ายสีน้ำตาลและเบาะคู่หน้าปรับด้วยระบบไฟฟ้า แต่รุ่นก่อนหน้าสามารถปรับไฟฟ้าได้แค้เพียงเบาะผู้ขับขี่ เบาะหลังเพิ่มความสะดวกสบายโดยสามารถปรับเอนและพับได้ทั้ง 3 ส่วน ในรูปแบบ 40:20:40 บริเวณที่พักแขนมีช่องเสียบ USB 2 ช่อง ที่บริเวณพนักวางแขน พร้อมเพิ่มความเย็นให้กับผู้โดยสารแถว 2 ด้วยช่องแอร์บริเวณหลังที่พักแขนของคอนโซลกลาง



พวงมาลัยดีไซน์ใหม่ติดตั้งปุ่มควบคุมการทำงานในรูปแบบมัลติฟังค์ชั่น สำหรับในด้านของพลังเสียง มาสด้าได้เติมเต็มสุนทรียในการเดินทางให้กับ ALL-NEW MAZDA CX-5 รุ่น ด้วยชุดลำโพงระดับไฮเอนด์ของ BOSE SOUND SYSTEM พร้อมลำโพง 10 ตำแหน่ง ส่วนรุ่นอื่นๆจะติดตั้งลำโพง 6 ตำแหน่ง


จุดเด่นที่ได้รับการพัฒนาต่อยอดอีกหนึ่งประการนั่นคือระบบ MZD CONNECT ซึ่งล้ำหน้าไปกับเทคโนโลยีการเชื่อมต่อกับโลกออนไลน์ โดยสามารถอัพเดททุกข้อมูลการสื่อสารได้ตลอดการเดินทาง แสดงการทำงานผ่านจอทัชสกรีนดีไซน์ใหม่ขนาด 7 นิ้ว รวมถึงสั่งการด้วยเสียงแบบ Voice Command และ ปุ่มควบคุม Center Commander บริเวณคอนโซลกลางที่ใช้งานสะดวกและง่ายดาย ใกล้กันจะมีระบบเบรกมือไฟฟ้าพร้อมสวิตช์สั่งการระบบ AUTO HOLD เพื่ออำนวยความสะดวกสบาย


นอกจากนี้ยังปรับเปลี่ยนจอแสดงข้อมูลการขับขี่จากเดิมเป็นกระจกป๊อบอัพบริเวณเหนือพวงมาลัย เปลี่ยนมาเป็นแสดงผลบนกระจกหน้าในรูปแบบ WINDSHIELD ACTIVE DRIVING DISPLAY

ประเด็นต่อมาคือการพัฒนาของ SKYACTIVE TECHNOLOGY ในรูปแบบของขุมพลัง 2 ทางเลือกได้แก่ SKY ACTIV-D ใช้เครื่องยนต์ดีเซลคอมมอนเรลอิเลคทรอนิคไดเร็คอินเจคชั่นแบบแถวเรียง 4 สูบ 16 วาล์ว พร้อมระบบวาล์วไอเสียแปรผันอัจฉริยะ VVT ขนาด 2.2 ลิตร ติดตั้งระบบเทอร์โบชาร์จแบบ 2 ชั้น ให้กำลังสูงสูด 175 แรงม้าที่ 4,500 รอบ พร้อมแรงบิด 420 นิวตันเมตรที่ 2,000 รอบต่อนาที ซึ่งจะประจำการอยู่ใน ALL-NEW MAZDA CX-5 รุ่น XD และ XDL แต่จะแตกต่างในด้านของระบบขับเคลื่อน รุ่น XD จะขับเคลื่อนด้วย 2 ล้อหน้า ส่วน XDL จะเป็นระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัตโนมัติ i-ACTIV AWD

ขุมกำลังอีกหนึ่งทางเลือกนั่นคือ SKY ACTIV-G ในรูปแบบของเครื่องยนต์เบนซินแบบแถวเรียง 4 สูบ 16 วาล์ว พร้อมระบบวาล์วแปรผันคู่อัจฉริยะ Dual S-VT ขนาด 2.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 165 แรงม้าที่ 6,000 รอบ พร้อมแรงบิด 210 นิวตันเมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที ปรับจูนเพื่อรองรับน้ำมันเชิ้อเพลิงอี 85 โดยเครื่องยนต์บล๊อคนี้จะประจำการอยู่ในรุ่น 2.0 C,2.0 S และ 2.0 SP ซึ่งมาพร้อมสวิตช์ DRIVE SELECTION เพื่อเลือกขับขี่ในโหมด SPORT เมื่อต้องการเร่งแซงหรือให้อัตราเร่งที่เพิ่มขึ้น

ขุมพลังทั้ง 2 ทางเลือกส่งกำลังผ่านระบบ SKYACTIV-DRIVE ในรูปแบบของเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ พร้อมแมนนวลโหมด ACTIVE MATIC ชูจุดเด่นในด้านการเปลี่ยนเกียร์ที่ราบรื่น ให้อัตราเร่งต่อเนื่องและตอบสนองแม่นยำ

SKYACTIVE TECHNOLOGY ยังรวมไปถึงระบบช่วงล่าง SKYACTIVE-CHASSIS ด้านหน้าเป็นแบบอิสระแมคเฟอร์สันสตรัทพร้อมเหล็กกันโคลง ส่วนด้านหลังเป็นแบบอิสระมัลติลิงค์ พร้อมติดตั้งเหล็กกันโคลงด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้ยังมีการปรับปรุงโครงสร้างตัวถังใหม่ภายใต้ชื่อ SKYACTIV-BODY ผลิตจากเหล็กกล้าคุณภาพสูง แต่เบา และ แกร่ง เพิ่มความแข็งแรงตรงรอยต่อระหว่างระบบรองรับและห้องโดยสาร ในขณะที่ปรับรูปร่างของจุดเชื่อมต่อในแต่ละจุดให้ใหญ่ขึ้น เพิ่มความหนาของแผ่นเสริมชิ้นส่วนของระบบรองรับทั้งฝั่งซ้ายและขวา ฐานของเสาเอใหญ่และแกร่งขึ้น ส่งผลให้มีความแข็งแรงต่อแรงบิดตัวเพิ่มขึ้น 15 % เมื่อเทียบกับ CX-5 เจนเนอเรชั่นแรก

ทั้งนี้ยังมีการปรับสมรรถนะด้านเสียง การสั่นสะเทือน และความแข็งกระด้าง ด้วยการลดเสียงรบกวนในย่านความถี่ต่ำ รวมถึงการวิเคราะห์การสั่นสะเทือนในทุกจุดของรถ ได้แก่ ยาง ล้อ ระบบกันสะเทือน และ ตัวถัง เพื่อสภาพแวดล้อมภายในห้องโดยสารที่เงียบสงบซึ่งช่วยให้ผู้โดยสารเพลิดเพลินไปกับการสนทนาที่ปราศจากความเครียดขณะขับขี่ นอกจากนี้ยังมีการลดค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานลงถึง 6 % เมื่อเทียบกับ CX-5 รุ่นก่อนหน้า
SKYACTIV-VEHICLE DYNAMIC เป็นอีกจุดเด่นที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องมาจากรถมาสด้าหลายๆโมเดลรวมถึง CX-5 ในเจนเนอเรชั่นแรก ตลอดจนพัฒนามาถึง ALL-NEW MAZDA CX-5 มีวัตถุประสงค์เพื่อผสานรถทั้งคันตลอดจนเครื่องยนต์ ระบบเกียร์ โครงสร้างตัวถัง c]tงระบบช่วงล่าง โดยให้ทุกอย่างทำงานประสานกันอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อส่งมอบความสุขในการขับขี่ภายใต้แนวคิด JINBA-ITTAI ซึ่งมุ่งหวังให้ผู้ขับกับรถรวมเป็นหนึ่งเดียว และผู้โดยสารจะสัมผัสถึงความรู้สึกสบายตลอดการเดินทาง

เทคโนโลยี SKYACTIV-VEHICLE DYNAMIC สะท้อนมายังระบบควบคุมสมรรถนะการขับขี่อัจฉริยะ G-VECTORING CONTROL ทำหน้าที่ในการควบคุมสมรรถนะในการขับขี่ให้แม่นยำและสมดุลโดยประมวลผลจากการบังคับพวงมาลัย ความเร็วของรถ รวมถึงน้ำหนักของเท้าที่กดลงบนคันเร่ง จากนั้นระบบจะควบคุมแรงบิดของเครื่องยนต์พร้อมถ่ายเทน้ำหนักที่เหมาะสมไปยังแต่ละล้อเพื่อการยึดเกาะถนน และควบคุมรถได้แม่นยำ

จุดเด่นประเด็นสุดท้ายคือเรื่องของเทคโนโลยี i-ACTIVESENSE เป็นการยกระดับความปลอดภัยเชิงป้องกันและปกป้องเพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุรอบคัน ซึ่ง ALL NEW MAZDA CX-5 ได้อัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยพร้อมตัวช่วยการขับขี่ในรูปแบบต่างๆ ประกอบด้วย
ALH (Adaptive LED Headlamps) ระบบไฟหน้า LED อัจฉริยะ ปรับการทํางานของไฟ สูง – ต่ำ แยกอิสระ ซ้าย – ขวา โดยอัตโนมัติ ให้เหมาะสมกับสภาพถนน ระยะห่างจากตําแหน่งของรถคันหน้า หรือรถที่วิ่งสวนมา เพิ่มทัศนวิสัยในการขับขี่ยามค่ำคืน และช่วยให้การทํางานของไฟสูง ไม่ไปรบกวนรถคันอื่น

MRCC (Mazda Radar Cruise Control) ระบบควบคุมความเร็วรถอัตโนมัติ พร้อมปรับระยะห่างที่ปลอดภัยจากรถคันหน้า หากพบรถคันหน้าที่มีความเร็วน้อยกว่า ระบบจะทำการปรับลดความเร็วลงตามความเร็วของรถคันหน้าและรักษาระยะห่างกับรถคันหน้าให้เหมาะสมโดยอัตโนมัติ โดยผู้ขับสามารถปรับระยะห่างจากรถคันหน้าได้จากสวิตช์ที่พวงมาลัย ทั้งนี้ ระบบจะกลับไปใช้ความเร็วเดิมที่กำหนดไว้โดยอัตโนมัติเมื่อตรวจสอบแล้วว่าไม่มีรถอยู่ด้านหน้า
LDWS (Lane Departure Warning System) ระบบเตือนเมื่อรถเบี่ยงออกนอกเลน ระบบจะส่ง สัญญาณเตือนไฟกะพริบบนหน้าปัด พร้อมส่งเสียง เตือน เมื่อตรวจพบการเบี่ยงออกนอกเลนโดยไม่ได้ ตั้งใจ ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุและเพิ่ม ความมั่นใจในการขับขี่
DAA (Driver Attention Alert) ระบบช่วยเตือนเมื่อผู้ขับเหนื่อยล้าขณะขับขี่ ช่วยเพิ่ม ความปลอดภัยยิ่งขึ้น โดยเฉพาะขณะขับรถทางไกล ระบบจะติดตามพฤติกรรมและสมาธิในการขับขี่ หากตรวจพบความผิดปกติของพฤติกรรมการขับขี่ หรือขับขี่ติดต่อกันนาน ระบบจะขึ้นข้อความแนะนําให้หยุดพัก
LAS (Lane-keep Assist System) ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน ในกรณีที่ตรวจพบ การเบี่ยงออกนอกเลนโดยไม่ได้ตั้งใจ ระบบจะส่ง สัญญาณเตือนหรือเตือนโดยการสั่นที่พวงมาลัย และช่วยปรับทิศทางพวงมาลัยให้รถกลับเข้าสู่เลน ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุุ และเพิ่มความ ปลอดภัยในการเดินทาง ไฟต่ำมุมกว้าง เพิ่มทัศนวิสัยในการขับขี่
SBS (Smart Brake Support) ระบบเตือนการชนด้านหน้าและช่วยเบรกอัตโนมัติ ระบบจะตรวจจับระยะห่างระหว่างรถของคุณและรถคันหน้า หากพบว่ามีความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุจาก การชนรถคันหน้า ระบบจะส่งสัญญาณเตือนและเสียง เตือนอย่างต่อเนื่อง ถ้าผู้ขับไม่ได้ทําการเบรก ระบบ จะช่วยทําการเบรกโดยอัตโนมัติ เพื่อลดโอกาสในการ ชนรถคันหน้า
ABSM (Advanced Blind Spot Monitoring) ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลนช่วยให้ผู้ขับปลอดภัยขณะเปลี่ยนเลน โดยระบบจะส่ง สัญญาณเตือน หากตรวจพบรถในเลนด้านข้างที่ กําลังแซงขึ้นมาจากทางด้านหลังและอยู่ในจุดที่ผู้ขับ อาจมองไม่เห็น
SCBS (Smart City Brake Support) ระบบช่วยหยุดรถอัตโนมัติ หากระบบตรวจสอบพบว่า ไม่สามารถเลี่ยงการชนได้ ระบบจะช่วยทําการเบรก โดยอัตโนมัติ เพื่อลดโอกาสเกิดอุบัติเหตุจากการชน ปะทะด้านหน้า เมื่อขับด้วยความเร็วต่ำ
SCBS-R (Smart City Brake Support-Reverse) ระบบช่วยหยุดรถอัตโนมัติขณะถอยหลัง ช่วยลด ความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุจากการชนขณะขับถอยหลังด้วยความเร็วต่ำ
RCTA (Rear Cross Traffic Alert) ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง ระบบจะส่งสัญญาณเสียงเตือน พร้อมไฟกะพริบเตือน ที่กระจกมองข้างขณะขับรถถอยหลัง หากตรวจพบ ความเสี่ยงที่อาจส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุุกับรถที่กำลัง เคลื่อนที่เข้ามาด้านหลัง
ระบบเข็มขัดนิรภัยแบบ Pretensioner and Load Limiter เข็มขัดนิรภัยเบาะคู่หน้าแบบดึงรั้งกลับและผ่อนแรงอัตโนมัติ ผสานการทำงานร่วมกับระบบถุงลมนิรภัย โครงสร้างตัวถังสกายแอคทีฟ พร้อมถุงลมและม่านถุงลมนิรภัย
HLA (Hill Launch Assist) ระบบช่วยออกตัวรถขณะอยู่บนทางลาดชัน กล้องมองหลังพร้อมเส้นกะระยะขณะถอยหลัง
เมื่อเหยียบเบรกกะทันหัน สัญญาณไฟเตือน ฉุกเฉินจะกะพริบอย่างรวดเร็วเพื่อเตือนรถคันหลังรถคันหลังสามารถลดความเร็วเมื่อเห็นสัญญาณไฟเตือนฉุกเฉินจากรถคันหน้า เมื่อผู้ขับขี่ถอนเท้าจากแป้นเบรก สัญญาณไฟเตือนฉุกเฉินจะดับโดยอัตโนมัติ เมื่อผู้ขับขี่เหยียบเบรกอย่างกะทันหันจนรถหยุดนิ่งสัญญาณไฟเตือนฉุกเฉินยังคงกะพริบเพื่อเตือนรถคันหลัง
ESS (Emergency Signal System) สัญญาณไฟกะพริบอัตโนมัติเมื่อเบรกรถในภาวะฉุกเฉิน เพื่อส่งสัญญาณเตือนรถคันหลัง ทุกรุ่น
ABS 4 ล้อ พร้อม EBD ช่วยกระจายแรงเบรก
ถุงลมนิรภัยคู่หน้า ด้านข้าง และม่านถุงลมนิรภัย
DSC: Dynamic Stability Control ช่วยควบคุมเสถียรภาพและการทรงตัวของรถ
HLA: Hill Launch Assist ช่วยการออกตัวของรถขณะอยู่บนทางลาดชัน
TCS: Traction Control System ช่วยป้องกันรถลื่นไถล
ALL NEW MAZDA CX-5 มีให้เลือกทั้งหมด 6 สี ได้แก่
สีแดง โซล เรด คริสตัล Soul Red Crystal

สีเทา แมชชีน เกรย์ Machine Gray

สีขาว สโนว์เฟลก ไวท์ เพิร์ล Snowflake White Pearl

สีเงิน โซนิค ซิลเวอร์ Sonic Silver

สีฟ้า ดีพ คริสตัล บลู Deep Crystal Blue

สีดำ เจ็ท แบล็ก Jet black

ALL-NEW MAZDA CX-5 ตั้งราคาจำหน่ายไว้ดังนี้
รุ่น 2.0 C เครื่องยนต์เบนซิน ราคาจำหน่าย 1,290,000 บาท
รุ่น 2.0 S เครื่องยนต์เบนซิน ราคาจำหน่าย 1,400,000 บาท
รุ่น 2.0 SP เครื่องยนต์เบนซิน ราคาจำหน่าย 1,530,000 บาท
รุ่น XD เครื่องยนต์คลีนดีเซล ราคาจำหน่าย 1,560,000 บาท
รุ่น XDL เครื่องยนต์คลีนดีเซล ราคาจำหน่าย 1,770,000 บาท

วิวัฒนาการของเทคโนโลยีที่ได้รับการพัฒนาใหม่ในประเด็นต่างๆทั้ง 5 หัวข้อที่กล่าวมาในข้างต้น รวมถึงรายการส่งเสริมการขายที่จะเป็นกลยุทธ์ในการตัดสินใจซื้อของกลุ่มเป้าหมาย จะส่งผลให้ ALL NEW MAZDA CX-5 เข้าไปครองใจสาวกแห่งค่ายซูม-ซูมได้แน่นอน โดยผู้บริหารของบริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ตั้งเป้ายอดขายไว้ 7,200 คันต่อปี คงสามารถกวาดยอดจำหน่ายได้ไม่ยากเย็น
เอสยูวีระดับพรีเมียม สง่างามและทรงพลังด้วย 2 ขุมกำลังทางเลือก ในรุ่นเครื่องยนต์ T8 เป็นแบบ Twin Engine AWD Plug-in Hybrid ให้กำลังสูงสุด 407 แรงม้า พร้อมชุดแต่ง R-Desigh รอบคัน สำหรับเครื่องยนต์รหัส D4 เป็นแบบดีเซลคอมมอนเรลทวินเทอร์โบให้กำลังสูงสุด 190 แรงม้า เปิดราคาเริ่มต้นที่ 3.09 ล้านบาท ฟรีบริการหลังการขาย Volvo Premium Service Package (VPSP) 5 ปีเต็ม
Volvo XC60 เป็นรถเอสยูวีระดับพรีเมี่ยมขนาดกลางที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงและมียอดขายดีที่สุดกว่า 1 ล้านคันทั่วโลกในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา โดยวิศวกรจากวอลโว่ได้มุ่งมั่นต่อการสร้างรถยนต์ที่มอบความเพลิดเพลินในการขับขี่ต่อทุกประสาทสัมผัส นับแต่ภาพถนนเบื้องหน้าที่มีทิวทัศน์ตื่นตาตื่นใจ ความสงบและรื่นรมย์ของผู้โดยสารภายในรถ ความรู้สึกปลอดภัย และขับขี่ได้อย่างมั่นใจ
สำหรับโมเดลล่าสุดของ The New Volvo XC60 เน้นให้เป็นรถที่ตอบสนองต่อไลฟสไตล์คนเมืองซึ่งมาพร้อมความคล่องตัวอย่างแท้จริง โดยวางกลุ่มเป้าหมายไปที่ลูกค้าระดับพรีเมี่ยม ผู้ที่ประสบความสำเร็จในชีวิต รักอิสระในการเดินทาง ชื่นชอบความท้าทายและค้นหาสิ่งใหม่ๆ ซึ่งจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการต่อสาธารณชนอีกครั้งในงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 34 หรือ MOTOR EXPO 2017

The New Volvo XC60 มาพร้อมการออกแบบเส้นสายรอบคันที่ผสานความสง่างามเข้ากับความทรงพลังได้อย่างลงตัว โครงสร้างตัวรถออกแบบจาก Scalable Product Architecture (SPA) ประกอบด้วยฝากระโปรงหน้ารถที่เพรียวยาว ซุ้มล้อที่ดูแข็งแกร่งให้ความรู้สึกทรงพลังแต่พิถีพิถัน โดยลายเส้นที่แข็งแกร่งเหล่านี้ได้รับอิทธิพลจากรถคูเป้คอนเซ็ปต์ของวอลโว่


โดดเด่นด้วยรูปทรงไฟหน้าแอลอีดีที่จำลองรูปทรงของ “ค้อนธอร์” (Thor’s Hammer) เทพเจ้าแห่งสายฟ้า ที่ยาวขึ้นจนผนวกกับกระจังหน้าสวยหรูพร้อมโลโก้ Iron Mark อันเป็นเอกลักษณ์ของวอลโว่ รวมถึงเส้นสายของไฟท้ายที่โดดเด่นทำให้The New Volvo XC60 เป็นรถที่สง่างาม ทรงพลัง และมีเอกลักษณ์

ความพิเศษของ The New Volvo XC60 อยู่ในรุ่น T8 Twin Engine AWD – R-Design ที่ได้รับการติดตั้งอุปกรณ์ R-Design สไตล์สปอร์ตมาจากโรงงาน ซึ่งประกอบด้วย กระจังหน้า R-Design สีดำเงา ท่อไอเสีย R-Design แบบคู่ กรอบกระจกมองข้าง R-Design สีเงินด้าน ล้อแม็คขนาด 19 นิ้ว ลาย diamond cut ที่ดูโฉบเฉี่ยว

การออกแบบภายในสะท้อนให้เห็นถึงแนวคิด “Designed Around You” ที่ยึดหลักการออกแบบภายใน 3 ประการ ได้แก่ 1.สัดส่วน 2.การใช้เทคโนโลยีที่ชาญฉลาด และ 3.การแสดงออกถึงที่สุดของความหรูหราแบบสแกนดิเนเวียน
ดีไซน์ห้องโดยสารสะท้อนถึงศิลปะงานฝีมือที่ละเอียดอ่อนโดยใช้วัสดุที่สวยงาม ใส่ใจและพิถีพิถันในทุกๆรายละเอียด นอกจากนั้นยังมีการตกแต่งด้วยวัสดุที่เป็นโลหะผสมผสานกับลายไม้และใช้แสงจากธรรมชาติส่องสว่าง ทำให้ห้องโดยสารดูกว้างขวางโอ่อ่า มีปุ่มปรับทิศทางลมตกแต่งด้วยโลหะจัดวางไว้อย่างหรูหราและกลมกลืนกับช่องปรับอากาศที่เป็นแนวตั้ง

พวงมาลัยหนัง แป้นเหยียบคันเร่งและเบรก เป็นชุดแต่งจาก R-Design เบาะหนัง รวมถึงรีโมทคอนโทรลหุ้มด้วยหนังแท้Nappa รองรับกับสรีระร่างกายซึ่งให้ความรู้สึกโอบกระชับ ปลอดภัย และมั่นใจในทุกการเดินทาง


The New Volvo XC60 ได้รับการติดตั้งจอแสดงผลแบบสัมผัสขนาด 9 นิ้ว พร้อมแผงคอนโซลที่ออกแบบได้อย่างมีเอกลักษณ์ มีธงชาติสวีเดนตกแต่งอยู่ที่ขอบของแผงหน้าปัดด้านล่างของช่องปรับอากาศด้านซ้าย ระบบควบคุมอากาศภายในแบบ Clean Zone ที่ทำหน้าที่ดักจับ กรองมลภาวะและฝุ่นละอองอันตรายจากอากาศภายนอก เพื่อให้ผู้โดยสารได้รับอากาศบริสุทธิ์และสดชื่นเสมือนอากาศในแถบประเทศสแกนดิเนเวีย

รถคันนี้สามารถเชื่อมต่อกับโลกออนไลน์ด้วยเทคโนโลยี Sensus Connect ซึ่งสามารถสื่อสารผ่านสัญญาณดาวเทียม และเป็นระบบแรกของโลกที่สามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์สื่อสารเคลื่อนที่ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ iOS เช่น iPhone ด้วย Apple CarPlay และ Android Auto ที่ติดตั้งมากับตัวรถ โดยบังคับควบคุมที่ปุ่มสัมผัสบนแกนพวงมาลัยรถ และสั่งการได้ด้วยเสียง Voice Control ของผู้ขับขี่

The New Volvo XC60 T8 Twin Engine AWD รุ่น R-Design ยังได้รับการติดตั้งเครื่องเสียงติดรถยนต์ขั้นเทพจาก Premium Sound by Bowers & Wilkins ซึ่งเป็นสเตอริโอรอบทิศทางให้คุณภาพเสียงคมชัด มีมิติ และสมจริง มาพร้อมกับแอมพลิฟายเออร์ขนาด 1,400 วัตต์ 12-แชนเนล คลาส-ดี และลำโพง 19 ตัวรอบห้องโดยสาร สามารถเลือกฟังได้ 3 โหมด ได้แก่ Studio Individual Stage และ Gothenburg Concert Hall ที่สร้างสรรค์ประสบการณ์การได้ยินเหมือนนั่งอยู่ใน Gothenburg Concert Hall


ด้านขุมกำลัง The New Volvo XC60 T8 Twin Engine AWD Plug-in Hybrid เป็นเครื่องยนต์ที่ผสานการทำงานของ เทอร์โบชาร์จ (Turbocharger) และซูเปอร์ชาร์จ (Supercharger) ให้กำลังสูงสุด 320 แรงม้า ที่ 5,700 รอบ/นาที แรงบิด 400 นิวตันเมตร ที่ 2,200-5,400 ต่อนาที พร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลัง 87 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุดที่ 240 นิวตันเมตร และเมื่อรวมกำลังของเครื่องยนต์เบนซินเข้ากับมอเตอร์ไฟฟ้า ทำให้เครื่องยนต์ที่มีพละกำลังแรงถึง 407 แรงม้า และแรงบิดสูงถึง 640 นิวตันเมตร ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.ในเวลาเพียง 5.3 วินาที สิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ย 47.6 กิโลเมตรต่อลิตร

ทั้งยังสามารถวิ่งด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าอย่างเดียว (Pure mode) ได้ไกลถึง 44.92 กิโลเมตร

ในส่วนของขุมกำลังดีเซล รหัส D4 ใช้เครื่องยนต์ดีเซลคอมมอนเรล ทวินเทอร์โบพร้อมเทคโนโลยีหัวฉีด i-Art ให้กำลังสูงสุด 190 แรงม้า ที่ 4,250 รอบต่อนาที ให้กำลังแรงบิด 400 นิวตันเมตร ที่ 1,750-2,500 รอบต่อนาที อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 8.4 วินาที อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ย 17.9 กม./ลิตร ปล่อย CO2 เพียง 146 กรัมต่อกิโลเมตร

The New Volvo XC60 นับเป็นหนึ่งในยนตรกรรมที่ปลอดภัยสูงสุดเท่าที่วอลโว่เคยผลิตมา โดยมากับระบบช่วยในการขับขี่ใหม่ล่าสุดอย่างระบบช่วยบังคับรถหักเลี้ยวหลบ (Steer Assist) ออกแบบมาเพื่อช่วยเหลือหรือสนับสนุนผู้ขับขี่ในการบังคับเลี้ยวรถหลบโดยอัตโนมัติเพื่อลดโอกาสเสี่ยงต่ออุบัติเหตุการชน ระบบนี้จะทำงานอัตโนมัติในทันทีที่ระบบเบรกอัตโนมัติไม่สามารถจะลดโอกาสเสี่ยงต่อการชนได้ทันท่วงที ซึ่งตัวรถจะช่วยให้ผู้ขับเลี้ยวหลบเหตุการณ์คับขันเฉพาะหน้า

ระบบช่วยบังคับรถหักเลี้ยวหลบนี้ถูกเพิ่มเข้าไว้ในระบบ City Safety เจนเนอเรชั่นใหม่ซึ่งเป็นระบบที่ช่วยหลีกเลี่ยงการชนรถยนต์ ผู้ใช้รถใช้ถนน และสัตว์ขนาดใหญ่ ระบบ Steer Assist จะช่วยบังคับหักเลี้ยวหลบทำงานที่ความเร็วระหว่าง 50 – 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
วอลโว่ได้บรรจุระบบแจ้งเตือนจุดอับสายตา หรือ Blind Spot Information with Steer Assist ช่วยป้องกันการถูกชนท้ายโดยรถที่อยู่ในจุดอับสายตาจากด้านหลังในขณะที่กำลังเปลี่ยนเลน ด้วยการบังคับพวงมาลัยให้รถกลับเข้ามาอยู่ในเลนอีกครั้ง

นอกจากนี้ยังเสริมระบบ Oncoming Lane Mitigation ซึ่งจะช่วยในการบังคับพวงมาลัยเพื่อหักหลบรถที่กำลังวิ่งสวนมาทางด้านหน้า ระบบจะเตือนผู้ขับขี่ซึ่งอาจเผอเรอขับรถออกนอกช่องทางจราจร และจะช่วยบังคับพวงมาลัยเพื่อให้รถกลับเข้าสู่ช่องทางเดินรถโดยอัตโนมัติ ระบบนี้ทำงานในช่วงความเร็ว 60-140 กม./ชม.
ทั้ง 3 ระบบใหม่นี้แสดงถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาระบบความปลอดภัย และถือเป็นอีกก้าวสำคัญที่จะนำไปสู่การผลิตรถยนต์รถที่สามารถขับเคลื่อนเองโดยอัตโนมัติอย่างเต็มตัวในเร็ววัน ซึ่งในปัจจุบันจะเห็นว่ารถยนต์วอลโว่ตระกูล 90 ทั้งหมด รวมถึง XC60 ใหม่ จะได้รับการติดตั้งระบบช่วยในการขับขี่กึ่งอัตโนมัติ (Pilot Assist) ที่สามารถทำงานได้ที่ความเร็วรถสูงสุดถึง 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
The New Volvo XC60 ใหม่ มีสีภายนอกและภายใน ดังนี้
| ภายนอก | สีภายใน/สีเบาะ | |
| R-Design | ใหม่! สีฟ้าเข้มพรีเมี่ยมเมทัลลิค (Bursting Blue Premium Metallic) | R-Design /Nubuck Fine Nappa Perforated Leather
|
| สีขาว (Ice white Solid) | ||
| สีเทาเมทัลลิค (Osmium Grey Metallic) | ||
| สีดำเมทัลลิค (Onyx Black Metallic) | ||
| Momentum | ใหม่! สีน้ำตาล เมทัลลิค (Maple Brown Metallic) | Leather/Charcoal |
| สีเงินเมทัลลิค (Bright Silver Metallic) | Leather/Charcoal | |
| สีขาว (Ice white Solid) | ใหม่! Leather/Maroon Brown | |
| สีเทาเมทัลลิค (Osmium Grey Metallic) | ใหม่! Leather/Maroon Brown | |
| สีดำเมทัลลิค (Onyx Black Metallic) | ใหม่! Leather/Maroon Brown |
The New Volvo XC60 | ราคา |
เครื่องยนต์เบนซิน T8 Twin Engine AWD R-Design (ปลั๊กอิน ไฮบริด) | 3.59 ล้านบาท |
เครื่องยนต์เบนซิน T8 Twin Engine AWD Momentum (ปลั๊กอิน ไฮบริด) | 3.29 ล้านบาท |
เครื่องยนต์ดีเซล D4 AWD Momentum | 3.09 ล้านบาท |
สำหรับรถลูกค้าที่จองวอลโว่ XC60 ใหม่ ตั้งแต่วันที่ 8 พฤศจิกายน ถึง 11 ธันวาคม 2560 นี้ จะได้รับบริการหลังการขาย 5-Year Volvo Premium Service Package (VPSP) เป็นเวลา 5 ปีเต็ม ประกอบด้วย
-VOLVO WARRANTY 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร
-VOLVO MAINTENANCE 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร
-VOLVO ASSISTANCE 5 ปี
พบกับ the New Volvo XC60 ที่จะมาเปิดตัวอย่างเป็นทางการพร้อมให้ทดลองขับครั้งแรกที่งาน มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 34 ระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน – 11 ธันวาคม 2560 ณ อิมแพค ชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ 02-305-4499 หรือ WWW.VOLVOCARS.COM/TH
“บิ๊กเน” เนวิน ชิดชอบ บอสใหญ่ สนามช้างฯ จับมือ “แอ๊ด คาราบาว” จัดงาน ฉลองครบรอบ 15 ปีสุดยิ่งใหญ่ รวมพลไบค์เกอร์ทั่วฟ้าเมืองไทย “Commander City Presented by Chang” ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ เมื่อวันที่ 4 พ.ย.ที่ผ่านมา จัดเต็มทั้งของรางวัลและคอนเสิร์ตจากศิลปินร็อคระดับตำนาน พร้อมมอบเงิน 3 แสนบาท สมทบทุนสร้างห้องไอซียูให้กับโรงพยาบาลบุรีรัมย์

ผ่านพ้นไปแล้วกับกิจกรรมดีๆ ที่สนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต โดยนายเนวิน ชิดชอบ ประธานที่ปรึกษาสนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต ร่วมกับ “แอ๊ด คาราบาว” นายยืนยง โอภากุล ในฐานะประธานกลุ่มคอมมานเดอร์ ซิตี้ (Commander City) กลุ่มมอเตอร์ไซค์ฮาร์เลย์เดวิดสันระดับแนวหน้าของเมืองไทย จัดบิ๊กอีเว้นต์ฉลองครบรอบ 15 ปี “คอมมานเดอร์ ซิตี้ พรีเซนต์เต็ด บาย ช้าง” (Commander City Presented by Chang) รวมพลชาวบิ๊กไบค์ และฮาร์เลย์เดวิดสันจากทั่วประเทศ ได้รับเกียรติจากพ่อเมืองบุรีรัมย์ นายอนุสรณ์ แก้วกังวาล ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกกรรม ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต จ.บุรีรัมย์

ด้าน “แอ๊ด คาราบาว” โต้โผใหญ่กล่าวถึงการจัดงานครบรอบ 15 ปีของกลุ่มคอมมานเดอร์ ซิตี้ ในครั้งนี้ว่า “ปีนี้เป็นปีที่ 15 ของกลุ่มคอมมานเดอร์ ซิตี้ ซึ่งเราได้จัดงานฉลองครบรอบครั้งใหญ่ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต โดยมีพี่น้องชาวไบค์เกอร์จากทั่วประเทศเดินทางมาร่วมงานอย่างคับคั่ง พร้อมแจกโชคเป็นเจ้าของมอเตอร์ไซค์ฮาร์เลย์เดวิดสันรุ่นใหม่ถึง 2 คัน นอกจากนี้กลุ่มคอมมานเดอร์ ซิตี้ ยังได้มอบเงินจำนวน 3 แสนบาท ให้กับโรงพยาบาลบุรีรัมย์เพื่อนำไปสร้างห้องไอซียูสำหรับบริการประชน โดยมี แพทย์หญิงภัคภร ปริฐนัทธ์ รองผู้อำนวยการ ฝ่ายกิจกรรมพิเศษ โรงพยาบาลบุรีรัมย์เป็นผู้รับมอบ รวมถึงนำรายได้ส่วนหนึ่งจากการจัดงานมอบให้กับสาธารณประโยชน์อื่นๆ ด้วยเช่นกัน”


ทั้งนี้ภายในงานยังมีกับกิจกรรมมากมาย รวมถึงการออกบูทร้านขายสินค้าอะไหร่และของแต่งต่างๆ กว่าร้อยบูท, นอกจากนี้ยังมีไฮไลท์อยู่ที่การจัดการแข่งขัน “คอมมานเดอร์ซิตี้ แดร็กเดย์” (CommanderCity Drag Day) การแข่งรถทางตรงที่เปิดให้นักบิดฮาร์เลย์เดวิสันและบิ๊กไบค์ต่างๆ จากทั่วประเทศได้ร่วมประลองความเร็ว




ก่อนที่จะปิดท้ายอย่างสนุกสนานและประทับใจผู้ร่วมงาน ด้วยคอนเสิร์ตจากศิลปินร็อกระดับตำนานของเมืองไทยอย่าง “โป่ง หินเหล็กไฟ” ที่มาร่วมสร้างความสนุกพร้อมด้วยวงดนตรี อู๊ด เป็นต่อและการแสดงของวง “คาราบาว”ที่ ยกกันมาแบบเต็มวง



AUTO WORLD TV
วันอาทิตย์ที่ 5 พฤศจิกายน 2560
เวลา 11.00 – 11.30 น. ทาง TNN 24
ดำเนินรายการโดย ภูวนาถ เผ่าจินดา
บรรณาธิการบริหาร นิตยสาร ออโต้บิลด์ ไทยแลนด์
เปิดศึกนัดดวลล้ออภิมหาความมันส์กับการแข่งขันออฟโรดโทรฟี่ชิงแชมป์ประเทศไทย โค้งสุดท้ายสนาม 4 ระเบิดความมันส์อีกครั้ง ใจกลางอำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี เสาร์ – อาทิตย์ 25 – 26 พฤศจิกายนนี้ พร้อมชมความมันส์ผ่านช่อง 9 MCOT HD

เตรียมพบกับความมันส์ระดับประเทศของวงการ MOTOR SPORT กับศึกดวลวงล้อบนเส้นทางหฤโหดในการแข่งขันรายการ OFF ROAD TROPHY 2017 การแข่งขันรถยนต์ออฟโรดสุดมันส์ของเมืองไทยที่ผู้ชมทั่วประเทศรอคอย โดยเฉพาะการแข่งขันในปี 2017 นี้ที่มีการปรับเปลี่ยนรุ่นของรถแข่งเพื่อให้นักแข่งได้เพิ่มดีกรีของความมันส์ใน 4 รุ่น อาทิ รุ่นช่วงล่างแบบปีกนกที่รถยนต์ยี่ห้อดังขนกันมาลงชิงชัยอย่างคึกคัก, ส่วนรุ่น เที่ยวป่า OPEN ก็เปิดให้รถออฟโรดที่ใช้ในการท่องเที่ยวนำมาตกแต่งโมดิฟายเพื่อการแข่งขันกันอย่างสุดมันส์, รุ่น SUPER OPEN เป็นรุ่นที่มากด้วยดีกรีของนักแข่งระดับแชมป์ที่วัดใจกันด้วยฝีมือล้วนๆ และรุ่นหลุดโลก OPEN UNLIMITED ที่รถแข่งสามารถโมดิฟายได้อย่างเต็มที่ ชนิดไม่จำกัดขนาดเครื่องยนต์ แรงม้า และเทอร์โบ ซึ่งในรุ่นนี้ทำให้มีรถยนต์นำเข้าจากต่างประเทศลงชิงชัยกันเพิ่มมากขึ้นกว่าทุกปี และเต็มไปด้วยความสนุกสนาน

โดยการแข่งขันชิงแชมป์ประเทศไทยสนาม 4 นี้ จัดการแข่งขันกันที่ สนามบ้านโคกอุดม หลังตลาดเจริญทรัพย์ บนถนน สาย 304 อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี ในวันเสาร์ – อาทิตย์ที่ 25 – 26 พฤศจิกายน 2560 ที่จะถึงนี้ โดยสนามนี้ได้เพิ่มความมันส์ด้วยเนินบิน และเติมความเร้าใจด้วยทางตรงที่ยาวมากขึ้น เพื่อให้นักแข่งได้มีโอกาสใช้ความเร็วช่วงทางตรงเพื่อลุ้นแชมป์ประจำสนาม และเพื่อเก็บคะแนนสะสมแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน ในโค้งสุดท้ายก่อนปิดฤดูกาลการแข่งขันในช่วงต้นเดือนธันวาคม ชนิดผู้ชมที่ริมขอบสนามลุ้นกันชนิดนั่งไม่ติดเก้าอี้เลยทีเดียว

สำหรับการแข่งขันจะเริ่มต้นจากการตรวจสภาพและโชว์รถแข่งให้ผู้ชมได้สัมผัสแบบใกล้ชิด ติดขอบสนามในวันเสาร์ที่ 25 พฤศจิกายน ตั้งแต่ 15.00 น.เป็นต้นไปและการแข่งขันจะเริ่มต้นความมันส์ ในเช้าวันอาทิตย์ ที่ 26 พฤศจิกายน 2560 ตลอดทั้งวันตั้งแต่ 08.00 น. เป็นต้นไป โดยจะมีพิธีเปิดการแข่งขันในเวลา 13.00 น. และชมการแข่งขันรอบรองและรอบชิงชนะเลิศในเวลา 13.30 -17.30 น. นอกจากนี้ ท่านผู้ชมยังสามารถชมบันทึกการแข่งขันทางช่อง 9 MCOT HD (ช่อง30) ได้ในทุกความมันส์วันหยุดชดเชยวันรัฐธรรมนูญ วันจันทร์ที่ 11 ธันวาคม 2560 นี้ ตั้งแต่เวลา 13.00 น. เป็นต้นไป

OFF ROAD TROPHY คือการแข่งขันรถยนต์ออฟโรดในเมืองไทยที่ได้รับความนิยม มีเรตติ้งเป็นอันดับ 1 มาตลอด 16 ปี และเป็น “EXTREME MOTOR SPORT” รายการเดียวที่มีผู้ชมมากที่สุดของประเทศ มีรุ่นการแข่งขันทั้งหมด 4 รุ่น นับตั้งแต่ รุ่น SUPER UNLIMITED, รุ่น SUPER OPEN, รุ่นเที่ยวป่า OPEN และ รุ่นปีกนก โดยแต่ละปีจะทำการแข่งขันทั้งหมด 5 สนามทั่วไทย
ฐิติพงศ์ วโรกร นักบิดหนุ่มชาวไทยจากสังกัด คาวาซากิ ไทยแลนด์ เรซซิ่ง ทีม จารึกชื่อเป็นแชมป์ พีทีที บีอาร์ไอซี ซูเปอร์ไบค์ แชมเปี้ยนชิพ ในรุ่น ซูเปอร์ไบค์ 1,000 ซีซี. ประจำปี 2017 ได้สำเร็จเมื่อคว้าโพเดียมอันดับ 2 เก็บคะแนนสะสมการันตีเป็นผู้ชนะที่สนาม ช้าง อินเตอร์เนชันแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ สนามสุดท้ายของปีนี้
การแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์ประเทศไทย รายการ พีทีที บีอาร์ไอซี ซูเปอร์ไบค์ แชมเปี้ยนชิพ สนามที่ 4 และเป็นสนามสุดท้ายของปี 2017 แข่งขันกันที่สนาม ช้าง อินเตอร์เนชันแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ โดยวันอาทิตย์ที่ 5 พฤศจิกายน 2560 เป็นรอบชิงชนะเลิศ ซึ่งวันนี้นักแข่งทั้งหมดต้องต่อสู้กับสภาพอากาศที่ไม่เป็นใจ เพราะมีฝนตกลงมาทำให้การแข่งขันยากลำบากเล็กน้อย
เริ่มที่รุ่น ซูเปอร์สปอร์ต 600 ซีซี. (SS1) แข่ง 11 รอบสนาม สิ้นสัญญาณไฟ ประวัติ ญาณวุฒิ จาก ยามาฮ่า ไรเดอร์ คลับ เรซซิ่ง ทีม ออกตัวจาก โพล โพซิชั่น ได้เป็นอย่างดี โดยมี ภาสวิชญ์ ฐิติวรารักษ์ จาก THRC ไทย ฮอนด้า เรซซิ่ง กับ รัชดา นาคเจริญศรี นักบิดสาวหนึ่งเดียวของสนามจาก ยามาฮ่า TS เรซซิ่ง ทีม ไล่กดดันขึ้นมา ซึ่งเมื่อถึงช่วง 3 รอบสุดท้าย ภาสวิชญ์ กับ รัชดา ที่นำหัวแถวกลับพลาดเกี่ยวกันล้ม อย่างไรก็ตาม ภาสวิชญ์ ก็ยังเอารถกลับมาแข่งต่อได้อย่างรวดเร็ว ก่อนแซง ประวัติ อีกครั้งและเข้าเส้นชัยรับธงตาหมากรุกคันแรก เป็นแชมป์ของสนามนี้ ตามด้วย ประวัติ เข้าอันดับ 2 ส่วนอันดับ 3 คือ ธนู ไชยกุล จาก แมรี จี. ลิควิ มอลลี เรซซิ่ง ทีม
ถึงจะเข้าอันดับ 2 แต่ ประวัติ ญาณวุฒิ จาก ยามาฮ่า ไรเดอร์ คลับ เรซซิ่ง ทีม ก็จารึกชื่อตนเองเป็นแชมป์ ซูเปอร์สปอร์ต 600 ซีซี. ของรายการ พีทีที บีอาร์ไอซี ซูเปอร์ไบค์ แชมเปี้ยนชิพ ประจำปี 2017 ไปครองหลังเก็บคะแนนสะสมเพิ่มเติมเป็น 95 แต้ม ซึ่งนั่นก็ทำให้เจ้าตัวได้สิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์เอเชีย รายการ เอเชีย โรด เรซซิ่ง แชมเปี้ยนชิพ ฤดูกาล 2018 อีกด้วย

ถัดมาเป็นรุ่นของ ซูเปอร์สต๊อค 1,000 ซีซี. (ST1) แข่ง 11 รอบสนาม อานนท์ สังวาลย์ จาก ยามาฮ่า ไรเดอร์ คลับ เรซซิ่ง ทีม ออกตัวจากโพล โพซิชั่น แต่ก็รักษาตำแหน่งไว้ไม่ได้ถูก เบนจามิน ฟอร์ต จากสังกัด ลายพราง คาวาซากิ YSS โมตุล เรซซิ่ง ทีม แซงขึ้นไป ก่อนทิ้งห่างและเข้าเส้นชัยแบบม้วนเดียวจบ กลายเป็นเจ้าของแชมป์สนามนี้ ขณะที่อันดับ 2 คือ อานนท์ สังวาลย์ และอันดับ 3 เป็นของ โคลิน บัตเลอร์ จาก เอพี เรซซิ่ง
อย่างไรก็ตาม แม้จะพลาดคว้าชัยชนะ 4 เรซติด แต่ อานนท์ สังวาลย์ ก็เก็บคะแนนสะสมเพิ่มเป็น 95 แต้ม ส่งผลให้นักบิดหนุ่มชาวไทย กลายเป็นแชมป์ของรุ่น ซูเปอร์สต๊อค 1,000 ซีซี. ประจำปี 2017 ของรายการ พีทีที บีอาร์ไอซี ซูเปอร์ไบค์ แชมเปี้ยนชิพ ในที่สุด
สุดท้ายเป็นรุ่นของ ซูเปอร์ไบค์ 1,000 ซีซี. (SB1) แข่ง 11 รอบสนามเช่นกัน สิ้นสัญญาณไฟ ฐิติพงศ์ วโรกร นักบิดจาก คาวาซากิ ไทยแลนด์ เรซซิ่ง ทีม ออกตัวแซง อนุชา นาคเจริญศรี เจ้าของ โพล โพซิชั่น จากค่าย ยามาฮ่า ไรเดอร์ คลับ เรซซิ่ง ทีม ขึ้นมาเป็นผู้นำและเร่งเครื่องยืดห่างออกไป ทว่าผ่านไป 5 รอบ อนุชา ที่ไล่จี้ติดมาตลอดทางก็ฉวยจังหวะแซงทวงตำแหน่งผู้นำกลับมา และทิ้งระยะห่างวิ่งเข้าเส้นชัยคว้าแชมป์ประจำสนามนี้ ขณะที่ ฐิติพงศ์ เข้าอันดับ 2 แต่ก็ครอบครองแชมป์รุ่น ซูเปอร์ไบค์ 1,000 ซีซี. ประจำปีนี้ไป เมื่อเก็บคะแนนสะสมเป็น 95 แต้ม ส่วนอันดับ 3 คือ ชัยวิชิต นิสสกุล นักบิดจากค่าย คาวาซากิ ไทยแลนด์ เรซซิ่ง ทีม
สำหรับผลการแข่งขันครั้งนี้ ฐิติพงศ์ วโรกร เจ้าของแชมป์ ซูเปอร์ไบค์ 1,000 ซีซี. ประจำปี 2017 ก็จะได้สิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขัน เวิลด์ ซูเปอร์ไบค์ แชมเปี้ยนชิพ ฤดูกาล 2018 ด้วยเช่นกัน