Home Blog Page 515

“Lexus NX” Urban X-Over รุ่นปรับโฉม ตอบโจทย์ความต้องการคนเมืองยุคใหม่

0

เลกซัสกรุ๊ป บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด แนะนำ Lexus NX Urban X-Over (เออเบิน ครอสโอเวอร์) ระดับหรู ปรับโฉมภายใต้แนวคิด “The urbaNXplorer” เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของคนเมืองยุคใหม่ ที่มีวิถีชีวิตไม่ซ้ำใคร ชอบเดินทางออกไปค้นหาประสบการณ์ใหม่ๆ เพื่อนำมากำหนดและสร้างรูปแบบของการใช้ชีวิตด้วยตัวเอง

Lexus NX ถือเป็นรถรุ่นที่ขายดีที่สุดของเลกซัสในประเทศไทย นับตั้งแต่เปิดตัวในปี พ.ศ.2557 จนถึงปัจจุบัน ด้วยยอดจำหน่ายรวมภายในประเทศกว่า 1,400 คัน พร้อมการันตีถึงความนิยมด้วยยอดจำหน่ายสะสม ทั่วโลก กว่า 400,000 คัน

Lexus NX รุ่นปรับโฉมใหม่สะท้อนความโดดเด่นเฉพาะตัว พร้อมสุนทรียภาพในการขับขี่กับรูปลักษณ์สไตล์สปอร์ต ที่มาพร้อมกับเครื่องยนต์เต็มสมรรถนะ เปี่ยมไปด้วยพลังแห่งการขับขี่และเทคโนโลยีความปลอดภัยเหนือระดับ Lexus Safety System Plus (LSS+) ผสานกับการออกแบบภายในที่สะท้อนถึงความตั้งใจในการผลิตจากช่างฝีมือระดับสูงของญี่ปุ่น (Takumi Craftsmanship) ซึ่งได้รับการยอมรับในด้านความปราณีต ทำให้ Lexus NX เป็นรถยนต์ประกอบสำเร็จจากประเทศญี่ปุ่นที่แตกต่างอย่างมีเอกลักษณ์และพร้อมที่จะสร้างนิยามใหม่ของ ยนตกรรม Urban X-Over สุดหรู

โดดเด่นด้วยกระจังหน้า Spindle Grille ดีไซน์ใหม่ สะกดทุกสายตาด้วยไฟหน้าแบบ LED 3-Eye Projector-Type และไฟ Daytime running lights สง่างามกว่าด้วยไฟเลี้ยวใหม่ แบบ Sequential Turning Lamps อีกทั้งชุดไฟท้ายรูปตัว L เอกลักษณ์เฉพาะของเลกซัส สะดวกยิ่งขึ้นด้วยประตูหลังเปิดปิดไฟฟ้าอัตโนมัติ ที่มาพร้อมกับระบบ Kick Sensor

ภายในห้องโดยสารสะดวกสบาย ด้วยหน้าจอแสดงผลข้อมูล Electro Multi Vision (EMV) ขนาด 10.3 นิ้ว และระบบปฏิบัติการ Remote Touch Interface (RTI) ให้ทุกการควบคุมทำได้ง่ายขึ้น เหนือกว่าด้วยการขับขี่ที่เร้าใจกับโหมดการขับขี่รูปแบบใหม่ Customize Mode พร้อมเพิ่มทางเลือกแห่งความหรูหราด้วยวัสดุหุ้มเบาะ สี Ochre และผสานเทคโนโลยีความปลอดภัยเหนือระดับ Lexus Safety System Plus (LSS+)

Lexus NX รุ่นปรับโฉม มาพร้อมกับระบบเครื่องยนต์ 2 ทางเลือก เพื่อตอบสนองความต้องการที่แตกต่าง ไม่ว่าจะเป็น ระบบไฮบริด 2.5 ลิตร ในรุ่น NX300h เต็มสมรรถนะและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วยระบบ Lexus Hybrid Drive อัจฉริยะ และขุมพลังเครื่องยนต์เทอร์โบ 4 สูบแถวเรียง ขนาด 2.0 ลิตร ในรุ่น NX300 ให้สมรรถนะแรงเต็มพลังในทุกระดับความเร็ว

ระบบความปลอดภัยที่สมบูรณ์แบบด้วย Pre-crash Safety System เมื่อสัญญาณเรดาร์ซึ่งทำงานพร้อมกับกล้องตรวจพบความเป็นไปได้ที่อาจจะเกิดการปะทะขึ้นกับสิ่งกีดขวางด้านหน้า ระบบจะส่งสัญญาณเตือนคนขับและสั่งการให้ระบบช่วยเบรกทำงานโดยอัตโนมัติ

รวมถึงระบบ Adaptive Radar Cruise Control ช่วยรักษาระยะห่างระหว่างรถของคุณกับรถคันหน้าอย่างเหมาะสม นอกจากนี้ยังมี Lane Keeping Assist (LKAทำการส่งสัญญาณสั่นเตือนที่พวงมาลัย พร้อมกับแจ้งเตือนบนจอแสดงผลข้อมูลการขับขี่ในทันทีเมื่อตรวจพบว่ารถยนต์มีการขับข้ามเลนโดยไม่มีการเปิดสัญญาณไฟเลี้ยว และระบบ Adaptive High Beam System (AHS)ช่วยปรับไฟสูง-ต่ำอย่างอัจฉริยะ เมื่อกล้องหน้ารถตรวจพบว่ามีรถยนต์วิ่งอยู่ด้านหน้าหรือวิ่งสวนมา เพื่อช่วยให้ลดการรบกวนรถคันอื่น แผงควบคุม LED 11 ชิ้นที่ทำงานแยกอิสระ จะทำหน้าที่ปรับไฟจากไฟสูงเป็นไฟต่ำอัตโนมัติทันทีสำหรับดวงที่ส่งผลกระทบต่อรถคันอื่น และเมื่อรถร่วมทางคันดังกล่าวออกพ้นจากระยะ ไฟดวงดังกล่าวจะกลับมาเป็นไฟสูงอีกครั้งโดยอัตโนมัติ

Lexus NX มีให้เลือกทั้งหมด 11 สีได้แก่

White Nova Glass Flake

Sonic Quartz

Mercury Gray Mica

Platinum Silver Metallic

Sonic Titanium Black

Graphite Black Glass Flake

Red Mica Crystal Shine

Amber Crystal Shine

Sparkling Meteor Metallic

Lava Orange Crystal Shine

Lexus NX รุ่นปรับโฉมใหม่ ตั้งราคาจำหน่ายไว้ดังนี้
NX300 รุ่น F SPORT แบบขับเคลื่อน 4 ล้อ 4,450,000 บาท
NX 300 รุ่น Grand Luxury 3,440,000 บาท
NX300h รุ่น F SPORT 4,050,000 บาท
NX 300h รุ่น Premium 3,550,000 บาท
NX 300h รุ่น Grand Luxury 3,140,000 บาท
NX 300 h รุ่น Luxury 2,930,000 บาท

เพื่อตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ชีวิตที่เหนือกว่า สำหรับลูกค้าที่ซื้อรถยนต์เลกซัสทุกรุ่นจากผู้แทนจำหน่ายเลกซัสอย่างเป็นทางการรับสิทธิ์เป็นสมาชิก Lexus Club รวมทั้งสิทธิพิเศษจาก Lexus Privilege ผ่าน Mobile Application “Lexus Elite Club” พร้อมรับข้อเสนอสุดพิเศษ และสิทธิ์ในการเข้าร่วมกิจกรรมสุดเอกซ์คลูซีฟให้กับลูกค้าคนสำคัญตลอดทั้งปu และอุ่นใจในทุกการเดินทางด้วย ด้วยการรับประกันคุณภาพ 4 ปี ไม่จำกัดระยะทาง และการบริการจากเลกซัส เซอร์วิส คอร์เนอร์ ในศูนย์บริการโตโยต้าที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการด้วยมาตรฐานเลกซัส ทั้ง 15 แห่ง ทั่วประเทศ

“บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย” เปิดตัว “บีเอ็มดับเบิลยู 330e (Iconic)” พร้อมประกาศสถิติยอดขายสูงสุดในช่วง 9 เดือนแรก

0

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เผยโฉมรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู 330e (Iconic) สมาชิกใหม่ในตระกูลปลั๊กอิน ไฮบริด ตอกย้ำนวัตกรรมเหนือระดับแห่งยานยนต์อย่างต่อเนื่องให้แก่แฟนๆ พร้อมประกาศความสำเร็จในการสร้างสถิติยอดขายรวม 9 เดือนแรกในปี 2560 สูงสุดเป็นประวัติการณ์

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เปิดเผยถึงความสำเร็จครั้งสำคัญจากช่วง 9 เดือนแรกของปี 2560 ที่ผ่านมา ด้วยสถิติยอดขายรวมจนถึงเดือนกันยายน จากบีเอ็มดับเบิลยู และ มินิ มากถึง 7,702 คัน หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตปีที่ 30% ซึ่งถือเป็นสถิติยอดขายใน 3 ไตรมาสแรกของปีที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ พร้อมด้วยสถิติใหม่ด้วยยอดขายในเดือนกันยายน 2560 เพียงเดือนเดียว ถึง 1,003 คัน ซึ่งสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 40%

ส่วนในระดับโลกก็ประสบความสำเร็จอย่างยอดเยี่ยมอีกเช่นกัน ด้วยยอดขาย 239,764 คันในเดือนกันยายน ซึ่งเพิ่มขึ้น 0.8% จากเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา และนับเป็นส่วนหนึ่งของสถิติยอดขายใหม่จาก 3 ไตรมาสแรกของปี 2560 ที่ 1,811,234 คัน ซึ่งสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 3.7%

มร. สเตฟาน ทอยเชอร์ต ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “การเติบโตของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทยในปี 2560 เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความสำเร็จอย่างต่อเนื่องของเราในตลาดยานยนต์พรีเมียม และยังสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อบีเอ็มดับเบิลยู ด้วยสถิติยอดขายสูงสุดในช่วง 9 เดือนแรกนี้ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย จะยังคงมุ่งมั่นเดินหน้าต่อยอดความสำเร็จด้วยการสร้างสรรค์และนำเสนอยนตรกรรมพรีเมียมระดับโลกอย่างไม่หยุดยั้ง ด้วยรถยนต์และรถมอเตอร์ไซค์อีกหลากหลายรุ่นที่เราเตรียมเปิดตัวออกสู่ตลาดในช่วงที่เหลือของปีนี้ ซึ่งเรามั่นใจว่าปี 2560 นี้ จะต้องเป็นอีกหนึ่งปีที่ยอดเยี่ยมสำหรับบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก”

ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวเพิ่มเติม “และเพื่อเริ่มต้นการเข้าสู่ไตรมาสสุดท้ายของปีนี้พร้อมกับไฮไลท์อีกหลายรุ่น บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย มีความภูมิใจที่จะนำเสนอ บีเอ็มดับเบิลยู 330e (Iconic) เป็นอีกหนึ่งรุ่นที่จะตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของลูกค้าชาวไทย สำหรับ บีเอ็มดับเบิลยู 330e (Iconic) เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในตระกูลบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 3 ซึ่งเป็นหนึ่งในรุ่นที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในตลาดประเทศไทย โดยมาพร้อมกับเทคโนโลยีปลั๊กอิน ไฮบริด ที่มอบมาตรฐานคุณภาพชั้นเยี่ยม ทั้งในด้านการขับขี่และความประหยัดน้ำมัน การเปิดตัวบีเอ็มดับเบิลยูรุ่นล่าสุดนี้ เป็นการตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ในการต่อยอดความสำเร็จด้วยผลงานยนตรกรรมพรีเมียมระดับโลกอย่างไม่หยุดยั้ง”

บีเอ็มดับเบิลยู 330e (Iconic) เป็นสปอร์ตซีดานพันธุ์แท้ที่ออกแบบมาเพื่อที่สุดแห่งสุนทรียภาพการขับขี่ ประหยัดน้ำมันอย่างเหนือชั้นด้วยเทคโนโลยี iPerformance

ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังเบนซิน 4 สูบและเทคโนโลยีบีเอ็มดับเบิลยู TwinPower Turbo ที่ทรงพลัง สามารถส่งกำลังสูงสุดได้ถึง 135 กิโลวัตต์ / 184 แรงม้า พร้อมแรงบิด 290 นิวตันเมตร ส่วนมอเตอร์ไฟฟ้ามอบกำลังเพิ่มเติมสูงสุดอีก 65 กิโลวัตต์ / 89 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร ที่ทำงานประสานกันกับระบบส่งกำลังแบบอัตโนมัติ 8 จังหวะ พร้อมให้สมรรถนะที่ตอบสนองได้ทันใจในเสี้ยววินาที ทั้งยังมีอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่ต่ำเพียง 55.6 กิโลเมตรต่อลิตร และลดระดับมลภาวะในการขับขี่กับอัตราการปล่อย CO2 ที่ 42 กรัมต่อกิโลเมตรเท่านั้น แต่ยังคงความทรงพลังในสไตล์สปอร์ตด้วยอัตราเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 6.1 วินาที และความเร็วสูงสุดที่ 225 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

แบตเตอรี่ไฟฟ้าแรงดันสูงใน บีเอ็มดับเบิลยู 330e (Iconic) สามารถชาร์จได้กับปลั๊กไฟบ้านทั่วไป โดยใช้เวลาในการชาร์จให้เต็มประมาณ 3 ชั่วโมง หรือหากชาร์จด้วยอุปกรณ์ บีเอ็มดับเบิลยู ไอ วอลล์บ็อกซ์ เพียว (BMW i Wallbox Pure) ที่ทั้งปลอดภัย ใช้งานง่าย และรวดเร็วด้วยกำลังไฟถึง 3.7 กิโลวัตต์ (16 แอมป์ / 230 โวลท์) จะสามารถชาร์จแบตเตอรี่ให้เต็มได้ในเวลาไม่ถึง 2 ชั่วโมงครึ่ง


บีเอ็มดับเบิลยู 330e (Iconic) ราคาเริ่มต้นที่ 2,259,000 บาท พร้อม BSI Standard ให้บริการบำรุงรักษา 3 ปี / 60,000 กม. และการรับประกัน 3 ปี ไม่จำกัดระยะทาง โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์สไตล์สปอร์ตที่สะดุดตา โฉบเฉี่ยวด้วยล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว ลาย Double-Spoke พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นหุ้มหนังแบบสปอร์ต ภายในตกแต่งด้วยวัสดุผิวหน้าอลูมิเนียมแต่งลายเส้นทางยาวพร้อมแถบโครเมียม เบาะนั่งปรับไฟฟ้าและระบบจำตำแหน่งสำหรับคนขับ จอภาพขนาด 6.5 นิ้ว พร้อมข้อเสนอและสิทธิประโยชน์ทางการเงินจากบีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชี่ยล เซอร์วิสให้เลือกสรร

“อีซูซุ” ฉลองครบรอบ 60 ปี เปิดตัวปิกอัพ “บลูเพาเวอร์” รุ่นใหม่

0

ปิกอัพเจ้าตลาด มากับความโฉบเฉี่ยว แต่งไฟหน้าใหม่ ปรับระดับแสงได้ในตัว เติมเต็มออฟชั่น Isuzu iConnect และ Built-in Navigator ทั้งยังติดตั้งระบบ “อีซูซุอินไซท์” ที่โหลดข้อมูลผ่าน Smartphone มี 8 สีให้เลือก พร้อม 3 สีใหม่ล่าสุด ปรับราคาขึ้น 3,000 – 30,000 บาท

อีซูซุ เผยโฉมสุดยอดนวัตกรรมปิกอัพรุ่นล่าสุด “ใหม่! อีซูซุดีแมคซ์ 1.9 และ 3.0 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์” ขีดสุดแห่งนวัตกรรมเปลี่ยนโลก ส่งท้ายปีทองแห่งความยิ่งใหญ่ ฉลองครบรอบ 60 ปีของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ด้วยเทคโนโลยีเพื่ออนาคตที่จะยกระดับการขับขี่ให้ถึงขีดสุดอีกครั้ง สานต่อความแรงของ “ปรากฏการณ์ อีซูซุบลูเพาเวอร์” ให้กระหึ่มต่อเนื่อง พร้อมจัดงานใหญ่เชิญชวนผู้ใช้รถในประเทศไทยร่วมสัมผัสความสำเร็จ 60 ปีของอีซูซุที่อยู่เคียงคู่สังคมไทย และรถปิกอัพรุ่นใหม่ล่าสุด ในวันเสาร์ที่ 11 พฤศจิกายน ศกนี้ ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1 อิมแพค เมืองทองธานี

กลุ่มตรีเพชร โดย มร.โทชิอากิ มาเอคาวะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เผยว่า “อีซูซุดีแมคซ์ บลูเพาเวอร์ เป็นรถปิกอัพที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง นับตั้งแต่เปิดตัวเมื่อปลายปี พ.ศ.2558 และสร้างปรากฏการณ์สำคัญยิ่งกับวงการรถยนต์เมืองไทย โดยได้รับการขนานนามว่า “ปรากฏการณ์ อีซูซุบลูเพาเวอร์” ด้วยความโดดเด่นของเครื่องยนต์ดีเซล ซูเปอร์คอมมอนเรล รุ่นล่าสุด “อีซูซุ 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ นวัตกรรมเปลี่ยนโลก!” ซึ่งพัฒนาภายใต้แนวคิด “The Power of Less” มาใช้ในรถปิกอัพครั้งแรกในโลก เป็นเครื่องยนต์ที่ล้ำหน้าสุด ให้กำลังเครื่องยนต์สูงสุด ค่ามลพิษต่ำสุด ประหยัดน้ำมันสูงสุด อีกทั้งยังได้ชื่อว่าเป็นรถที่มีการออกแบบที่ล้ำสมัยและลงตัวสูงสุด ทำให้ได้รับความนิยมและการตอบรับอย่างสูงจากผู้ใช้รถ”

ในปี พ.ศ.2560 ซึ่งเป็นวาระครบรอบ 60 ปีของการดำเนินธุรกิจอีซูซุในประเทศไทย อีซูซุพร้อมแล้วที่จะตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดรถปิกอัพเมืองไทยอีกครั้งด้วย “ใหม่! อีซูซุ ดีแมคซ์ 1.9 และ 3.0 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์” ขีดสุดแห่งนวัตกรรมเปลี่ยนโลก ที่พัฒนาให้สมบูรณ์แบบขึ้นในทุกๆ ด้าน ภายใต้แนวคิด Sharp/ Aggressive/ Solid เพื่อสะท้อนภาพลักษณ์นวัตกรรมยานยนต์ปิกอัพแห่งอนาคตทั้งภายนอกและภายใน ผ่านเส้นสายที่ต่อเนื่อง ทรงพลัง หรูหราและสง่างามยิ่งขึ้น ผสานความสปอร์ตและล้ำสมัย รวมทั้งบรรยากาศใหม่ภายในห้องโดยสารแต่ละรุ่นที่บ่งบอกเอกลักษณ์เฉพาะตัว ควบคู่กับการติดตั้งนวัตกรรมใหม่ๆ ที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้รถ อาทิ ครั้งแรกในวงการปิกอัพกับไฟหน้าใหม่แบบ Bi-LED พร้อม Multifunctional Daylight เทคโนโลยีสุดล้ำ อีกทั้งยังปรับระดับสูง-ต่ำของไฟหน้าได้ถึง 4 ระดับ ความบันเทิงเหนือระดับกับ ใหม่! Isuzu iConnect พร้อม Built-in Navigator และใหม่ล่าสุด “อีซูซุอินไซท์” ที่โหลดข้อมูลผ่าน Smartphone ได้ ต่อยอดความสะดวกสบายสูงสุดตามแบบฉบับอีซูซุ โดยตอกย้ำจุดยืนการเป็นหนึ่งเดียวของวงการปิกอัพที่ออกแบบบุคลิกรถแต่ละรุ่นให้แตกต่างอย่างชัดเจน

นอกจากนี้ยังได้เพิ่มสมรรถนะการบรรทุกใหม่ให้กับ “ใหม่! อีซูซุดีแมคซ์ บลูเพาเวอร์ สปาร์ค” โดยมีเกียร์ธรรมดา 6 สปีด พร้อมเกียร์โอเวอร์ไดร์ฟถึง 2 ตำแหน่ง คือ เกียร์ 5 และ 6 ให้เลือกในรุ่นเครื่องยนต์ อีซูซุ 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ ให้พร้อมตอบสนองการใช้งานเต็มประสิทธิภาพขั้นสุด ด้วยอัตราทดใหม่ ทรงพลัง ให้กำลังฉุดลากสูงยิ่งขึ้น ออกตัวดีแม้บรรทุกหนัก เป็นต้น”

“อีซูซุดีแมคซ์ 1.9 และ 3.0 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์” แต่ละรุ่นได้รับการเติมเต็มความสมบูรณ์แบบสู่ขีดสุดแห่งนวัตกรรมเปลี่ยนโลก อาทิ

ใหม่! อีซูซุดีแมคซ์ V-Cross MAX 4×4 ขีดสุดแห่งนวัตกรรมเปลี่ยนโลก สปอร์ตออฟโรดที่พร้อมตอบรับทุกความท้าทาย ดีไซน์ภายนอกใหม่! ผสานความแกร่งและสปอร์ตเป็นหนึ่งเดียว ดุดัน บึกบึนเต็มขั้น ด้วยโทนสีเทาดำ สไตล์สปอร์ตออฟโรดตัวจริง ไฟหน้าดีไซน์ใหม่แบบ Bi-LED พร้อม Multifunctional Daylight กระจังหน้าใหม่พร้อม Engine Hood Garnish พร้อมชุดแต่งรอบคัน MAX 4X4 ล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่แบบทูโทน ขนาด 18 นิ้ว ห้องโดยสารบรรยากาศใหม่! เพิ่มความสะดวกสบายให้ทุกสัมผัส หรูหราทุกรายละเอียด พร้อมสัญลักษณ์ V-Cross ที่เบาะนั่งกึ่งหนังแท้ทูโทนสีน้ำตาลเทาเดินด้ายสีส้ม

ใหม่! อีซูซุดีแมคซ์ บลูเพาเวอร์ รุ่น Hi-Lander ขีดสุดแห่งความโดดเด่นเหนือชั้นของนวัตกรรมปิกอัพยกสูง ทรงพลัง แต่ยังคงอารมณ์สปอร์ต ให้มิติรถดูสูง สง่างามยิ่งขึ้น เท่ สะดุดตาด้วยเส้นสายโฉบเฉี่ยวต่อเนื่อง ตอบรับกับกระจังหน้าโครเมี่ยมและชุดไฟหน้าดีไซน์ใหม่แบบ Bi-LED เทคโนโลยีไฟส่องสว่างใหม่ล่าสุดพร้อม Multifunctional Daylight ไฟส่องสว่างเวลากลางวัน พร้อมทำหน้าที่เป็นไฟหรี่เวลากลางคืน ล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ขนาด 18 นิ้ว พร้อมขีดสุดแห่งความหรูหรากับดีไซน์ห้องโดยสารใหม่ กว้างขวาง สะดวกสบายทุกรายละเอียด เบาะนั่งกึ่งหนังแท้สีน้ำตาล ครบครันด้วยฟังก์ชั่นล้ำสมัย ให้การเดินทางสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น

ใหม่! อีซูซุดีแมคซ์ บลูเพาเวอร์ รุ่น Cab 4 และ Spacecab ปรับลุคใหม่ สปอร์ต ทรงพลัง โฉบเฉี่ยวขั้นสุดในทุกมิติ ตอบรับทุกไลฟ์สไตล์ ไฟหน้าดีไซน์ใหม่แบบ Bi-LED พร้อม Multifunctional Daylight และกระจังหน้าโครเมี่ยมดีไซน์ใหม่ บรรยากาศห้องโดยสารใหม่! โทนสีเทาเข้ม เท่ ลงตัว เติมอารมณ์สปอร์ตไปอีกขั้น กว้างขวาง เติมเต็มความสะดวกสบายทุกสัมผัส พร้อมฟังก์ชั่นการใช้งานที่ง่ายดาย ตอบรับทุกการขับขี่

นอกจากนี้ยังเพิ่มฟังก์ชั่นล้ำสมัย เติมเต็มความสุนทรีย์ให้ทุกการเดินทางด้วยระบบความบันเทิงสมบูรณ์แบบ ใหม่! ISUZU iConnect พร้อม Built-in Navigator หน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว พร้อม Air Mirroring รองรับการเชื่อมต่อแบบ ไร้สายกับ Smartphone สะดวกสบายเพื่อไลฟ์สไตล์เหนือระดับ และ ใหม่ล่าสุด “อีซูซุอินไซท์” ที่พัฒนาไปอีกขั้นผ่านแอพพลิเคชั่นใหม่ สามารถดาวน์โหลดข้อมูลรายงานการขับขี่อีซูซุอินไซท์ผ่านสมาร์ทโฟน เพื่อประสิทธิภาพในการขับขี่ ทั้งด้านความปลอดภัย และประหยัดน้ำมัน

“ อีซูซุดีแมคซ์ 1.9 และ 3.0 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์” มีหลายรุ่นให้เลือกสรร ตอบสนองการใช้งานครอบคลุมหลากรูปแบบ โดยมี 8 สีให้เลือก พร้อม 3 สีใหม่ล่าสุด สำหรับราคาจะปรับเพิ่มขึ้น 3,000 – 30,000 บาท

ร่วมสัมผัสความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ตลอดระยะเวลา 60 ปีของอีซูซุที่อยู่เคียงคู่สังคมไทย พร้อมทั้งชมรถปิกอัพรุ่นล่าสุด “ใหม่! อีซูซุดีแมคซ์ 1.9 และ 3.0 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์” ได้ในวันเสาร์ที่ 11 พฤศจิกายน ศกนี้ ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1 อิมแพค เมืองทองธานี ตั้งแต่เวลา 11.00 – 19.00 น.

Audi TT Coupe 45 TFSI Quattro S Line สปอร์ตร่างจิ๋ว ขับสนุก สมรรถนะเกินตัว

0

รถสปอร์ตไซส์เล็ก กะทัดรัด ห้องโดยสารแต่งเรียบง่าย พร้อมเบาะทรงบักเกตซีท เครื่องยนต์เทอร์โบขนาด 2.0 ลิตร 230 แรงม้า ทำงานร่วมกับ 4 โหมดการขับขี่ ซึ่งเลือกขับสนุกได้ตามใจต้องการ ด้านการยึดเกาะมั่นใจไปกับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ Quattro

ไมซ์สเตอร์ เทคนิค จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถยนต์ Audi อย่างเป็นทางการในประเทศไทย รุกหนัก จัดกิจกรรมทดสอบรถยนต์ โดยนำรถทุกรุ่นที่มีจำหน่ายมาให้สื่อมวลชนสายยานยนต์ ร่วมทดสอบสมรรถนะและความโดดเด่นของยนตรกรรม ทั้ง Audi TT,Audi Q5,Audi Q7 และ The New A5 Coupe บนเส้นทาง กรุงเทพ-อยุธยา

หลังจากการจับฉลากเลือกรถ Audi TT สปอร์ตร่างเล็กได้เป็นรถที่ผมได้ครอบครองตลอดการเดินทาง ก่อนอื่นขอทำการสำรวจเล็กน้อยก่อนที่จะทดสอบอย่างเต็มรูปแบบ

จะว่าไปแล้วรูปทรงและหน้าตาของ Audi TT Coupe 45 TFSI Quattro S Line ก็ไม่ได้เปลื่ยนไปจากรุ่นเดิมเมื่อเกือบ 10 ปีก่อน เพียงนำมาแต่งองค์ เพิ่มเหลี่ยมสัน เติมความโฉบเฉี่ยวให้กับตัวรถ เสริมความดุด้วยชุดแต่ง S Line ที่มากับสปอยเลอร์ และ สเกริต์รอบคัน โคมไฟหน้ามากับความสปอร์ต โดดเด่นด้วยการใช้หลอดแอลอีดี ติดตั้งไฟกลางวันไว้ในโคมเดียวกัน พร้อมระบบ Cornering light ช่วยปรับทิศทางแสงไฟตามการเลี้ยวของพวงมาลัย รวมถึงติดตั้งระบบเปิด-ปิดไฟหน้าและ ที่ปัดน้ำฝนอัตโนมัติ

ด้านท้ายยังคงความโค้งมน โหด ดุ ด้วยท่อไอเสียคู่ มีสปอยเลอร์ช่วยด้านแอโรไดนามิคซุกซ่อนบริเวณฝากระโปรงท้าย จะยกตัวสูงขึ้นในแบบอัตโนมัติเมื่อความเร็วเกิน 120 กม./ชม. และจะลดระดับกลับมายังตำแหน่งเดิมในขณะที่ความเร็วต่ำกว่า 80 กม./ชม. ซึ่งเลือกสั่งการด้วยตัวเองโดยใช้สวิตช์บริเวณคอนโซลกลาง

Audi TT Coupe 45 TFSI Quattro S Line ไม่ได้เป็นรถสปอร์ตแบบ 2 ที่นั่ง เพราะมีเบาะนั่งสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง แต่จะมีขนาดค่อนข้างกระทะรัด ในส่วนเบาะนั่งคู่หน้าออกแบบสไตล์บักเกทซีทแนวสปอร์ต ผลิตจากวัสดุหุ้มหนัง สลับ Alcantara ปรับด้วยไฟฟ้าพร้อมระบบปรับดันหลังเบาะนั่ง 4 ทิศทาง

พวงมาลัยเป็นแบบสปอร์ต 3 ก้าน ท้ายตัด ติดตั้งระบบมัลติฟังก์ชัน และยังสามารถเลือกโหมดการขับขี่ (Audi drive select) ตามความเหมาะสมกับเส้นทางและลักษณะการขับขี่ เช่น comfort, auto, dynamic และ individual หรือการกำหนดเอง

คอนโซลกลางออกแบบเรียบง่าย แต่ดุดัน ระบบปรับอากาศเป็นแบบดิจิตอลติดตั้งสวิตช์ควบคุมบริเวณหน้าช่องทางลม หน้าจอการใช้งานระบบต่างๆถูกรวมไว้ที่ชุดแดชบอร์ดซึ่งเป็นจอดิสเพลย์แบบ Audi virtual cockpit ขนาด 12.3 นิ้ว ซึ่งนอกจากแสดงการทำงานระบบต่างๆ ยังแสดงผลของระบบเครื่องเสียง Audi sound system รองรับการเชื่อมต่อ Bluetooth ระบบ MMI Navigation plus with MMI touch รองรับ DVD, CD, MP3 และ SD card ช่องเชื่อมต่อ AUX-IN และ USB

Audi TT Coupe 45 TFSI Quattro S Line ติดตั้งเครื่องยนต์เบนซิน ดับเบิลโอเวอร์เฮดแคมชาฟท์ (DOHC) 4 สูบแถวเรียง 16 วาล์ว ขนาด 1,984 ซีซี พร้อมระบบจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงแบบฉีดตรง (direct injection) Turbocharge ให้กำลังสูงสุด 230 แรงม้าที่ 4500 – 6200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 370 นิวตันเมตร ที่ 1600 – 4300 ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ S tronic 6 จังหวะ ซึ่งมีระบบแพดเดิลชิฟท์ที่พวงมาลัย พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ตลอดเวลา (quattro permanent all-wheel drive) เคลมอัตราเร่ง 0-100 กม. / ชม.ในเวลา 5.3 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ 250 กม./ ชม.

ด้านความปลอดภัยมีทั้งระบบป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ หรือ active safety เช่น ดิสค์เบรก 4 ล้อ ระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรก ABS (Anti-lock braking system) ระบบกระจายแรงเบรก EBD (Electronic brake distribution) โดยจะถ่ายทอดแรงยังเบรกแต่ละล้อเป็นอิสระแตกต่างกันตามความเหมาะสม

นอกจากนี้ยังมีระบบป้องกันล้อหมุนฟรี ASR (Anti-slip regulation) ทำให้มั่นใจว่ารถจะไม่เสียการทรงตัวแม้จะอยู่ในสภาพเส้นทางที่ไม่ดี เช่น เปียก ลื่น มีระบบควบคุมการทรงตัว ESC (Electronic control system with stabilization function) ที่จะคอยควบคุมรถให้ยึดเกาะถนนในทุกสภาพเส้นทาง โดยการเลือกส่งกำลังหรือตัดกำลังในแต่ละล้อตามความเหมาะสมในแต่ละสถานการณ์
ด้านอุปกรณ์เพื่อลดความรุนแรงของอุบัติเหตุ (passive safety) มีถุงลมนิรภัยคู่หน้า 2 ตำแหน่งสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ทั้งยังติดตั้งถุงลมนิรภัยด้านข้าง ม่านถุงลมนิรภัยด้านข้าง เข็มขัดนิรภัยพร้อมระบบเตือนหากไม่คาด

Audi TT ยังเพิ่มความสะดวกสบายในการใช้งาน เช่น ระบบเบรกมือไฟฟ้า นอกจากจะง่ายต่อการควบคุมแล้ว ยังช่วยลดความเกะกะในพื้นที่ห้องโดยสาร รวมถึงยังมี ระบบล็อกเบรกขณะหยุดนิ่ง (Audi hold assist) ผู้ขับขี่ที่ไม่ต้องเหยียบเบรกตลอดเวลา เพราะระบบจะล็อคเบรกให้อัตโนมัติเมื่อรถหยุดนิ่ง โดยไม่ต้องเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ และเมื่อต้องการเดินทางต่อก็แค่เหยียบคันเร่งเท่านั้น

การทดสอบเริ่มต้นขึ้นที่สำนักงานใหญ่บนถนนเพชรบุรีตัดใหม่ มุ่งหน้าสู่จ.พระนครศรีอยุธยา โดยใช้ทางด่วนสายบางปะอิน ด้านของขุมกำลังจากเครื่องยนต์ สบายใจหายห่วงเพราะขุมกำลัง 2.0 ลิตร แสดงกำลัง 230 แรงม้า สามารถนำพาตัวรถที่มีนน.เพียง 1,335 กิโลกรัม ไปได้อย่างสบาย กระแทกคันเร่งเมื่อไหร่ เทอร์โบก็พร้อมจะรีดแรงม้าซึ่งให้แรงบิดมาเต็มกำลังที่ 370 นิวตันเมตร จนสะท้อนมายังตำแหน่งผู้ขับขี่และผู้โดยสารในรูปแบบของหลังติดเบาะ

พละกำลังทั้งหมดถ่ายเทลงพื้นด้วยระบบ quattro permanent all-wheel drive ซึ่งจะถ่ายเทกำลังไปยังล้อหน้าและล้อหลังตามสถานการณ์ที่แตกต่างกันไป ทั้งนี้เพื่อได้มาซึ่งการยึดเกาะถนนและสมรรถนะการขับขี่ที่สนุกสนาน

ในด้านการขับขี่กับโหมด Audi drive select ซึ่งออกอรรถรสมาหลากรูปแบบเริ่มต้นที่ Comfort โหมดนี้สำหรับการใช้งานปกติ ไม่รีดสมรรถนะมากมาย พวงมาลัยน้ำหนักเบา เสียงท่อไอเสียไม่กระหึ่ม เหมาะสำหรับการขับขี่ในชีวิตประจำวันในการจราจรที่พลุกพล่าน

โหมด AUTO เป็นรูปแบบการใช้งานกึ่งๆสปอร์ต สมองกลจะทำการสั่งการร่วมกับการใช้คันเร่ง ซึ่งหากเหยียบคันเร่งด้วยความรุนแรงหรือขับขี่โดยใช้ความเร็ว สิ่งที่สัมผัสได้คือนำหนักพวงมาลัยที่หนักขึ้นตามรอบความเร็ว และ เสียงเครื่องยนต์ที่ส่งผ่านมายังท่อไอเสียจะให้สุ้มเสียงที่เร้าใจยิ่งขึ้น

โหมด Dynamic ออกแบบเพื่อการใช้งานแบบเต็มกำลัง เรี่ยวแรงที่เครื่องยนต์สร้างออกมาได้เท่าไหร่ ใช้งานได้เต็มพิกัด พวงมาลัยแน่นขึ้น เสียงท่อไอเสียเพิ่มเสียงเร้าใจในทุกรอบความเร็ว สมองกลสั่งงานให้เครื่องยนต์ทำงานเต็มระบบ ขับสนุก เร็ว และ แรง ตามสไตล์รถสปอร์ต

โหมด individual เป็นการดีไซน์รูปแบบการขับขี่ด้วยตัวเอง ซึ่งต้องทำงานร่วมกับช่วงล่างที่เป็นชุดแต่งของทาง AUDI แต่ใน Audi TT Coupe 45 TFSI Quattro S Line ยังไม่มีการติดตั้งระบบช่วงล่างนี้ จึงไม่ได้ทดสอบโหมดนี้เท่าที่ควร

ทั้ง 4 โหมดได้ถูกออกแบบมาเพื่อการใช้งานที่แตกต่างกันออกไป หากต้องการสมรรถนะสูง ขับสนุก ให้ปรับไปที่ Dynamic หากอยากขับสบายๆหรือใช้งานในชีวิตประจำวัน โหมด Comfort ก็ถือว่าตอบสนองได้อย่างเพียงพอ แต่ถ้าเลือก Auto ระบบก็จะทำการวิเคราะห์และสั่งการเครื่องยนต์ตามคำสั่งที่ถูกส่งมาจากคันเร่ง สำหรับ individual ถ้าได้ชุดชอคอัพและสปริงที่เป็นออฟชั่นพิเศษจะทำให้คุณออกแบบการขับขี่ได้ตามใจต้องการ

บทสรุปของ Audi TT Coupe 45 TFSI Quattro S Line ถือเป็นสปอร์ตร่างเล็กที่มีสมรรถนะเกินตัว รูปลักษณ์ยังมีกลิ่นอายของเวอร์ชั่นแรก โดยทำการปรับความคม เสริมความดุให้กับเส้นสาย พร้อมเติมเต็มหลักอากาศพลศาสตร์ด้วยชุดแต่ง S Line ภายในอาจจะไม่ตอบโจทย์สำหรับการใช้งานทั้ง 4 ที่นั่ง สมรรถนะเครื่องยนต์เร็ว แรง เร้าใจ เลือกปรับโหมดการขับขี่ให้สนุกไปกับ Audi drive select ซึ่งดีไซน์รูปแบบให้ปลดปล่อยสมรรถนะแตกต่างกันไป แต่ก็มั่นใจได้กับการยึดเกาะที่เป็นการพัฒนาอย่างต่อเนื่องด้วยระบบ quattro permanent all-wheel drive


ค่าตัวของรถคันนี้อยู่ที่ 3,199,000 บาท ซึ่งถือเป็นราคาที่คุ้มค่า ในขณะเดียวกัน ไมซ์สเตอร์ เทคนิค จำกัด กำลังเดินหน้าขยายศูนย์บริการเพิ่มเพื่อให้รองรับกับยอดจำหน่ายที่กวาดไปหลายร้อยคันในงานมอเตอร์โชว์ที่ผ่านมา นั่นคือการสะท้อนถึงการดำเนินธุรกิจอย่างจริงจังเพื่อให้ค่ายสี่ห่วงกลับมาเฉิดฉายในเมืองไทยอีกครั้ง

เรียบเรียง และ ทดสอบโดย ณัฐเทพ เผ่าจินดา

ฮอนด้า เอ็นเอสเอ็กซ์-จีที” คว้าอันดับ 3 ศึก ช้าง ซูเปอร์ จีที เรซ 2017 ด้าน “ฮอนด้า เรซซิ่ง 2017” เชือดเฉือนกันสนุก

0

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศผลการแข่งขันในเวทีมอเตอร์สปอร์ตระดับโลก “ช้าง ซูเปอร์ จีที เรซ 2017” เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา กับผลงานยอดเยี่ยมของรถแข่ง ฮอนด้า เอ็นเอสเอ็กซ์-จีที จากทีม เคฮิน เรียล เรซซิ่ง หมายเลข 17 ขับโดย โคอุได ซึคาโคชิ และทาคาชิ โคกูเระ ที่ผงาดคว้าอันดับ 3 ได้ขึ้นโพเดียมฉลองชัยอย่างยิ่งใหญ่ ขณะเดียวกัน ผลการแข่งขันซัพพอร์ต เรซ รายการ ฮอนด้า เรซซิ่ง 2017 ซึ่งจัดขึ้นทั้งหมด 3 เรซ 4 รุ่น ในสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา นักขับที่ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม คว้าชัยชนะมาครองได้ทั้ง 3 เรซ ได้แก่ รุ่น ฮอนด้า โปร คาร์ จักรพันธ์ ต๊ะวี รถหมายเลข 33, รุ่น ฮอนด้า แจ๊ซ ซูเปอร์ คัพ ภัทรพล วงษ์ไพร รถหมายเลข 39, และรุ่น ฮอนด้า บริโอ้ คัพ ฐนโรจน์ ธนาสิทธิ์นิธิเกตุ รถหมายเลข 18

การแข่งขันรถยนต์ทางเรียบเบอร์หนึ่งของญี่ปุ่นรายการ ซูเปอร์ จีที 2017 มีคิวดวลความเร็วสนามที่ 7 ของฤดูกาลในเมืองไทย ระหว่างวันที่ 6-8 ตุลาคมที่ผ่านมา ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ ภายใต้รายการ “ช้าง ซูเปอร์ จีที เรซ 2017” ซึ่งนับเป็นปีที่ 4 ติดต่อกันที่ไทยมีโอกาสเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันรายการนี้ ไฮไลต์สำคัญคือการแข่งขัน ช้าง ซูเปอร์ จีที เรซ 2017 ซึ่งมีรถแข่ง ฮอนด้า เอ็นเอสเอ็กซ์-จีที ลงชิงชัยในรุ่น จีที 500 ถึง 5 คัน ได้แก่

หมายเลข 8 จากทีม ออโตแบ็ค เรซซิ่ง ทีม อากูริ ขับโดย โทโมกิ โนจิริ และทาคาชิ โคบายาชิ

หมายเลข 16 จากทีม มูเก็น ขับโดย ฮิเดกิ มูโตะ และไดสุเกะ นาคาจิม่า

หมายเลข 17 จากทีม เคฮิน เรียล เรซซิ่ง ขับโดย โคอุได ซึคาโคชิ และทาคาชิ โคกูเระ

หมายเลข 64 จากทีม เอปสัน นากาจิม่า เรซซิ่ง ขับโดย แบร์ทรองด์ บาเยตต์ และโคสุเกะ มัตสึอุระ

หมายเลข 100 จากทีม คูนิมิตซึ ขับโดย นาโอกิ ยามาโมโตะ และทาคูยะ ไอซาวะ

โดยทีมที่ใช้รถแข่ง ฮอนด้า เอ็นเอสเอ็กซ์-จีที ทำผลงานในการแข่งขันได้อย่างยอดเยี่ยม ได้แก่ โคอุได ซึคาโคชิ และทาคาชิ โคกูเระ ช่วยกันพารถแข่ง เคฮิน เอ็นเอสเอ็กซ์-จีที หมายเลข 17 คว้าอันดับ 3 ด้วยเวลารวม 1 ชั่วโมง 43 นาที 18.794 วินาที ตามหลังแชมป์ 30.120 วินาที เท่านั้น

ตามด้วย รถแข่งหมายเลข 100 จากทีม คูนิมิตซึ ขับโดย นาโอกิ ยามาโมโตะ และทาคูยะ ไอซาวะ เข้าเส้นชัย
ในอันดับ 7 ด้วยเวลารวม 1 ชั่วโมง 44 นาที 3.386 วินาที เฉือนอันดับ 8 ซึ่งเป็นรถแข่ง ฮอนด้า เอ็นเอสเอ็กซ์ จากทีม เอปสัน นากาจิม่า เรซซิ่ง หมายเลข 64 เพียง 12.580 วินาที ส่วนรถแข่งฮอนด้า เอ็นเอสเอ็กซ์-จีที หมายเลข 8 จบการแข่งขันในอันดับ 11 และหมายเลข 16 จบการแข่งขันในอันดับ 13

ขณะเดียวกัน ฮอนด้า เรซซิ่ง ก็ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ที่แฟนๆ ความเร็วให้ความสนใจอย่างมาก โดยแข่งขันกันถึง
3 เรซ ที่มีระยะทางต่อรอบ 4.554 กิโลเมตร ใน 4 รุ่น ได้แก่ ฮอนด้า โปร โมดิฟาย, ฮอนด้า โปร คาร์, ฮอนด้า แจ๊ซ ซูเปอร์ คัพ, ฮอนด้า บริโอ้ คัพ และขับเคี่ยวกันอย่างเข้มข้นทุกๆ เรซ

ฮอนด้า เรซซิ่ง ออกสตาร์ทการแข่งขันเรซแรกในช่วงเช้าวันเสาร์ที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา ท่ามกลางสายฝนที่เทลงมาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้การแข่งขันเต็มไปด้วยความเข้มข้น โดยแชมป์ในรุ่นใหญ่อย่าง โปร โมดิฟาย เป็นของ อานนท์ รอดประเสริฐ ที่เข้าป้ายเป็นคันแรกด้วยเวลา 15 นาที 33.834 วินาที ตามด้วย เศรษฐศิษฐ์ บุณยเกียรติ เข้าป้ายในอันดับ 2 ตามหลังแชมป์ 4.687 วินาที ส่วนอันดับ 3 ได้แก่ ภาสฤทธิ์ พรหมสมบัติ ตามหลังแชมป์ 5.107 วินาที

ขยับเข้าสู่การแข่งขันเรซที่ 2 ซึ่งดวลความเร็วในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน ซึ่งในเรซนี้แชมป์ของรุ่น โปร โมดิฟาย ตกเป็นของ ภาสฤทธิ์ พรหมสมบัติ ที่เข้าเส้นชัยเป็นคันแรกด้วยเวลา 15 นาที 26.019 วินาที กลับมาเฉือนเอาชนะ อานนท์ รอดประเสริฐ แชมป์เรซแรก ด้วยเวลาเพียง 1.868 วินาที ส่วนอันดับ 3 เป็นของ เศรษฐศิษฐ์ บุณยเกียรติ ตามหลังแชมป์ 2.590 วินาที

เรซสุดท้ายของ ฮอนด้า เรซซิ่ง ออกสตาร์ทในช่วงเช้าตรู่ของวันอาทิตย์ที่ 8 ตุลาคมที่ผ่านมา ปรากฏว่าแชมป์ใน
รุ่นใหญ่อย่าง โปร โมดิฟาย ตกเป็นของ อานนท์ รอดประเสริฐ ที่ควบรถแข่งเข้าป้ายเป็นคันแรก หลังทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมตลอด 7 รอบการแข่งขัน ด้วยเวลา 14 นาที 24.488 วินาที โดยมี ภาสฤทธิ์ พรหมสมบัติ ตามเข้าป้ายในอันดับ 2 ตามหลังแชมป์ 4.699 วินาที ส่วนอันดับ 3 เป็นของ เศรษฐศิษฐ์ บุณยเกียรติ ตามหลังแชมป์ 17.398 วินาที

สำหรับการแข่งขันในรุ่นอื่นๆ มีนักขับที่ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม นำเข้าป้ายแบบม้วนเดียวจบ คว้าชัยชนะ
มาครองได้ทั้ง 3 เรซ ได้แก่ รุ่น ฮอนด้า โปร คาร์ จักรพันธ์ ต๊ะวี รถหมายเลข 33, รุ่น ฮอนด้า แจ๊ซ ซูเปอร์ คัพ ภัทรพล วงษ์ไพร รถหมายเลข 39 และรุ่น ฮอนด้า บริโอ้ คัพ ฐนโรจน์ ธนาสิทธิ์นิธิเกตุ รถหมายเลข 18

นอกจากนี้ ภายในงาน ฮอนด้ายังได้จัดกิจกรรมพิเศษ Honda Civic Turbo Track Experience ซึ่งเป็นการรวบรวมผู้ใช้ ฮอนด้า ซีวิค เทอร์โบ ที่ชื่นชอบรถสไตล์สปอร์ต โฉบเฉี่ยว ที่มีสมรรถนะการขับขี่ที่สนุกเร้าใจ โดยมีผู้ให้ความสนใจกว่า 30 คัน จัดขบวนมารวมตัวกันที่บุรีรัมย์ นับเป็นโอกาสที่ผู้ที่ชื่นชอบรถฮอนด้าได้เข้ามามีส่วนร่วมในงานแข่งรถระดับโลกอย่างรายการซูเปอร์ จีที โดยซีวิคทั้ง 30 คันนี้ได้วิ่งโชว์ในสนาม เพื่อเปิดโอกาสให้แฟนกีฬามอเตอร์สปอร์ตสัมผัสรถที่แต่งในสไตล์สปอร์ตได้อย่างใกล้ชิด และที่บริเวณลานกิจกรรมด้านนอกยังมีบูทฮอนด้าที่มีโซนกิจกรรมอีกมากมาย

งานนี้ยังมีกิจกรรมอีกมากมายที่ให้แฟนๆ กีฬามอเตอร์สปอร์ตได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรม Pit Walk ที่เปิดโอกาสให้ผู้ชมลงไปเดินในบริเวณที่เก็บรถของทีมแข่งข้างสนาม (Paddock) พร้อมได้ถ่ายรูปใกล้ชิดกับนักแข่ง และรับของที่ระลึกจากเรซควีนของแต่ละทีม รวมถึงกิจกรรม Grid Walk ซึ่งเป็นการเดินชมรถซูเปอร์ จีที และการทำงานของทีมวิศวกรในการเตรียมความพร้อมรถแข่งทุกคันที่จุดสตาร์ทในสนามแข่ง นับเป็นกิจกรรมที่มีแฟนกีฬามอเตอร์สปอร์ตให้ความสนใจเข้าร่วมอย่างคับคั่ง พร้อมกระทบไหล่บรรดาสาวสวย Racing Queens อย่างใกล้ชิดอีกด้วย

สรุปผลการแข่งขัน ฮอนด้า เรซซิ่ง 2017 (ซัพพอร์ต เรซ “ช้าง ซูเปอร์ จีที เรซ 2017”)

เรซ 1อันดับ 1อันดับ 2อันดับ 3
ฮอนด้า โปร โมดิฟายอานนท์ รอดประเสริฐ

15 นาที 33.834 วินาที

เศรษฐศิษฐ์ บุณยเกียรติ

+4.687 วินาที

ภาสฤทธิ์ พรหมสมบัติ

+5.107 วินาที

ฮอนด้า โปร คาร์จักรพันธ์ ต๊ะวีเดชาพร พฤกษ์กรวุฒิชยะพล โยธา
ฮอนด้า แจ๊ซ ซูเปอร์ คัพภัทรพล วงษ์ไพรจิระภัทร สุจิตภารการพิทยาพูลสมบัติ ดำเนินชวนิจ
ฮอนด้า บริโอ้ คัพฐนโรจน์ ธนาสิทธิ์นิธิเกตุพฤกษ์ธกานต์ สุวัฒนกรดนุวัฒน์ วรกิตติชัย

 

เรซ 2อันดับ 1อันดับ 2อันดับ 3
ฮอนด้า โปร โมดิฟายภาสฤทธิ์ พรหมสมบัติ

15 นาที 26.019 วินาที

อานนท์ รอดประเสริฐ +1.868 วินาทีเศรษฐศิษฐ์ บุณยเกียรติ

+2.590 วินาที

ฮอนด้า โปร คาร์จักรพันธ์ ต๊ะวีเดชาพร พฤกษ์กรวุฒิสิทธิรณ พรหมสมบัติ
ฮอนด้า แจ๊ซ ซูเปอร์ คัพภัทรพล วงษ์ไพรจิระภัทร สุจิตภารการพิทยาอัทธนีย์ ตั้งตรงเวชกิจ
ฮอนด้า บริโอ้ คัพฐนโรจน์ ธนาสิทธิ์นิธิเกตุพฤกษ์ธกานต์ สุวัฒนกรพงศ์พล นารายพิทักษ์

 

เรซ 3อันดับ 1อันดับ 2อันดับ 3
ฮอนด้า โปร โมดิฟายอานนท์ รอดประเสริฐ

14 นาที 24.488 วินาที

ภาสฤทธิ์ พรหมสมบัติ

+4.699 วินาที

เศรษฐศิษฐ์ บุณยเกียรติ

+17.398 วินาที

ฮอนด้า โปร คาร์จักรพันธ์ ต๊ะวีณัฐพล แก้วกาญจนเศรษฐ์สิทธิรณ พรหมสมบัติ
ฮอนด้า แจ๊ซ ซูเปอร์ คัพภัทรพล วงษ์ไพรจิระภัทร สุจิตภารการพิทยาอัทธนีย์ ตั้งตรงเวชกิจ
ฮอนด้า บริโอ้ คัพฐนโรจน์ ธนาสิทธิ์นิธิเกตุพงศ์พล นารายพิทักษ์พฤกษ์ธกานต์ สุวัฒนกร

 

 

เรื่องราวแห่งราชยานยนต์ในรัชกาลที่ 9

0

น้อมรำลึกถึงพระองค์ท่าน ผ่านเรื่องราว ราชยานยนต์ในรัชกาลที่9 ขอบคุณ นพ. สมคนึง ตันฑ์วรกุล กรรมการสมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย เก็บข้อมูลเรื่องราวทั้งหมดมาเล่าให้ฟัง

“มิตซูบิชิ” จัดคาราวานกระชับความสัมพันธ์ 130 ปี ไทย – ญี่ปุ่น

0

130 ปีก่อน ความสัมพันธ์อันดีระหว่างชาวญี่ปุ่นและชาวไทย ได้เริ่มต้นอย่างเป็นทางการในรูปแบบของความสัมพันธ์ทางการทูตเมื่อมีการลงนาม “หนังสือปฏิญญาว่าด้วยทางพระราชไมตรี และการค้าขายระหว่างประเทศสยามกับประเทศญี่ปุ่น” อันที่จริงความสัมพันธ์ดังกล่าวได้เริ่มต้นตั้งแต่สมัยสุโขทัยเรื่อยมาจนกระทั่งสมัยอยุธยา และในโอกาสที่ความสัมพันธ์นี้ครบรอบ 130 ปี มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ได้จัดกิจกรรมคาราวานทดสอบรถยนต์เพื่อร่วมกระชับความสัมพันธ์ดังกล่าว พร้อมให้สื่อมวลชนเรียนรู้ประวัติศาสตร์ระหว่าง 2 ประเทศ และสัมผัสนวัตกรรมยานยนต์ 4 รุ่นประกอบด้วย

มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต ใหม่ สร้างประสบการณ์ให้ผู้ร่วมเดินทางท่องเที่ยวอย่างมั่นใจ ด้วยอุปกรณ์ความปลอดภัยขั้นสูงครบครัน ทั้งอุปกรณ์เชิงป้องกันก่อนเกิดเหตุและเชิงปกป้องเมื่อเกิดเหตุ อาทิ ACC ระบบล็อคความเร็วแบบแปรผันอัตโนมัติ FCM ระบบเตือนการชนด้านหน้าตรงพร้อมระบบช่วยชะลอความเร็ว UMS ระบบตัดกำลังเครื่องยนต์ชั่วขณะเมื่อเหยียบคันเร่งอย่างรุนแรงและรวดเร็ว และถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่ง นอกจากนั้นผู้โดยสารตอนหลังยังเพลิดเพลินไปกับระบบเครื่องเสียงเหนือชั้นด้วย จอภาพแบบ Wide Screen สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง พร้อมเครื่องเล่น DVD รีโมทคอนโทรล และหูฟังอินฟราเรด 2 ชุด

มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ มอบสมรรถนะแห่งการขับขี่เหนือระดับด้วยเครื่องยนต์ MIVEC Clean Diesel ขนาด 2.4 ลิตร เสื้อสูบและฝาสูบอลูมินัมอัลลอย ให้พละกำลังสูงสุด 181 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 430 นิวตันเมตร พร้อมลุยทุกสภาพถนนด้วยระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ Super Select 4WD II และระบบล็อคเฟืองท้าย ควบคุมด้วยระบบไฟฟ้า ใช้งานง่ายเพียงปลายนิ้วสัมผัส

สำหรับการขับขี่ที่คุ้มค่าและประหยัดน้ำมันต้องยกให้กับ มิตซูบิชิ แอททราจ ใหม่ และ มิตซูบิชิ มิราจ ใหม่ ที่ขับเคลื่อนโดย เครื่องยนต์เบนซิน DOHC MIVEC 12 วาล์ว ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ CVT พร้อมระบบ INC และ G-Sensor เคลมอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงสูงสุด 23.3 กิโลเมตร/ลิตร ใน แอททราจ ใหม่ และ 23.8 กิโลเมตร/ลิตร ใน มิราจ ใหม่

จุดหมายแรกของการเดินทางในครั้งนี้คือ หมู่บ้านญี่ปุ่น ซึ่งก่อตั้งขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 17 บริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยาในจังหวัดอยุธยา โดยมีมร. นางามาสะ ยามาดะ เป็นผู้นำของหมู่บ้าน โดยส่วนใหญ่มีอาชีพเป็นพ่อค้าและนักรบ

สมัยที่อยุธยารุ่งเรื่องถึงขีดสุด มีการค้าขายกับนานาชาติ หลายประเทศรวมทั้งญี่ปุ่น จนเป็นชุมชนญี่ปุ่นเกิดขึ้นในไทย ยามาดะ นางามาซะ หรือ ออกญาเสนาภิมุข ผู้นำและหัวหน้าหมู่บ้านสมัยนั้น ได้ตั้งกองอาสาญี่ปุ่นขึ้น และช่วยปราบกบฎ จนได้รับการแต่งตั้งให้เป็นถึงเจ้าเมือง นครศรีธรรมราช

ชุมชนชาวญี่ปุ่นในอยุธยาน่าจะมีขึ้นตั้งแต่สมัยพระนเรศวร เป็นชุมชนเล็กๆ ของพ่อค้าเรือสำเภาญี่ปุ่นที่ตั้งคลังสินค้า ไว้คอยสำเภาจากญี่ปุ่นในฤดูกาลปีต่อไป ก่อนหน้านี้สยามกับญี่ปุ่นต่างติดต่อทำการค้าระหว่างกันโดยมีอาณาจักรริวกิว หรือปัจจุบันคือ หมู่เกาะโอกินาวา เป็นตัวแทนการค้า รวมทั้งตัวแทนการค้ากับจีน

 

หมู่บ้านญี่ปุ่น ตั้งอยู่ฝั่งตะวันออก ริมแม่น้ำเจ้าพระยาตอนใต้ของเกาะเมือง ฝั่งตรงกันข้ามแม่น้ำ เป็นบ้านโปรตุเกส ส่วนติดกับด้านเหนือมีคลองเล็กๆ คั่นเป็นบ้านอังกฤษ และบ้านฮอลันดา ประมาณว่าในช่วงเฟื่องฟูทางการค้าอยุธยา-ญี่ปุ่นนั้น บ้านญี่ปุ่นมีประชากรอยู่ราว 1,000-1,500 คน

ปัจจุบันได้เปลี่ยนมาเป็นศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์อยุธยาซึ่งได้รับการจัดสวนแบบญี่ปุ่น สร้างขึ้นตามโครงการที่นักวิชาการไทย และนักวิชาการญี่ปุ่น ปรับขยายมาจากข้อเสนอเดิมของสมาคมไทย-ญี่ปุ่น และจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเคยเสนอปรับปรุงบริเวณที่เคยเป็นหมู่บ้านญี่ปุ่นให้จัดสร้างเป็นพิพิธภัณฑ์หมู่บ้านญี่ปุ่น เป็นการเสนอให้จัดตั้งเป็นศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์อยุธยา ทำหน้าที่เป็นสถาบันวิจัย และพิพิธภัณฑสถาน เกี่ยวกับราชอาณาจักรอยุธยาโดยรวม ด้วยงบประมาณช่วยเหลือแบบให้เปล่า จากรัฐบาลญี่ปุ่นเป็นเงิน ๙๙๙ ล้านเยน (๑๗๐ ล้านบาท) เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติในพระบรมราชวโรกาส ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ ๖๐ พรรษา และเพื่อเป็นที่ระลึกในโอกาส ที่มิตรภาพระหว่างประเทศญี่ปุ่น กับราชอาณาจักรไทยได้สถาพรยืนนานมาครบ ๑๐๐ ปี


ทั้งนี้ยังมีชาวญี่ปุ่นอีกท่านหนึ่งที่มีชื่อเสียงในหมู่บ้านดังกล่าวซึ่งก็คือ คุณหญิงมารี กีมาร์ เดอ ปีนา ลูกครึ่งญี่ปุ่น – โปรตุเกส ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็น “ท้าวทองกีบม้า” หลังรับราชการในพระราชวังในตำแหน่งหัวหน้าห้องเครื่องต้น ซึ่งเชื่อกันว่าท่านเป็นผู้ให้กำเนิดต้นตำรับขนมไทยทั้งทองหยิบ ทองหยอด และฝอยทอง ทำให้ชาวไทยขนานนามท่านเป็น “ราชินีแห่งขนมไทย”

หลังออกจากหมู่บ้านญี่ปุ่น มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ได้พาสื่อมวลชนไปสัมผัสนวัตกรรมยานยนต์ มิตซูบิชิ ทั้ง 4 รุ่น ชมทัศนียภาพรอบๆเมืองหลวงของไทยในอดีต ก่อนจะไปทำบุณ ณ วัดหน้าพระเมรุ

วัดหน้าพระเมรุ ตั้งอยู่บริเวณริมคลองสระบัวด้านเหนือของคูเมือง (แม่น้ำลพบุรีเก่า) ตรงข้ามกับพระราชวังหลวง มีชื่อเดิมว่า “วัดพระเมรุราชการาม” ไม่ปรากฏหลักฐานว่าใครเป็นผู้สร้างและสร้างในสมัยใด พิจารณาได้ว่า น่าจะเป็นวัดสร้างขึ้นตรงที่ถวายพระเพลิงกษัตริย์องค์ใดองค์หนึ่ง ในต้นสมัยอยุธยา เป็นวัดเดียวในกรุงศรีอยุธยาที่ไม่ถูกพม่าทำลาย และยังคงสภาพที่ดีมาก เพราะพม่าได้ไปตั้งกองบัญชาการอยู่ที่วัดนี้

พระอุโบสถเป็นแบบอยุธยาซึ่งมีเสาอยู่ภายใน แต่น่าจะมาเพิ่มเสารับชายคาที่หลังในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ พระประธานในอุโบสถซึ่งสร้างปลายสมัยอยุธยา เป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องหล่อสำริดขนาดใหญ่ที่สุดที่ปรากฏและมีความงดงามมาก ด้านหลังพระอุโบสถยังมีอีกองค์หนึ่งแต่เล็กกว่า คือ พระศรีอริยเมตไตรย์

สิ่งสำคัญที่ปรากฏภายในวัดนี้ คือ พระอุโบสถและพระพุทธรูปประธานทรงเครื่องใหญ่ ซึ่งคงสร้างขึ้นราวรัชกาลของพระเจ้าปราสาททอง หน้าบันของพระอุโบสถเป็นไม้แกะสลักปิดทองที่แสดงรูปพระนารายณ์ทรงครุฑแวดล้อมด้วยเหล่าเทวดา คติดังกล่าวเป็นที่นิยมในสมัยโบราณที่ถือว่าพระมหากษัตริย์ทรงเป็นสมมติเทพ คือเป็นพระนารายณ์อวตาร ดังนั้น หน้าบันของโบสถ์ วิหาร หรือปราสาทราชวังที่พระมหากษัตริย์ทรงสร้างหรือทรงบูรณะก็มักจะทำรูปพระนารายณ์ทรงครุฑเป็นสำคัญ อันมีความหมายว่าวัดแห่งนี้เป็นวัดหลวง ทางทิศตะวันออกของพระอุโบสถมีวิหารน้อยที่สร้างขึ้นโดยพระยาชัยวิชิต (เผือก) ในสมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โดยมีรูปแบบลอกเลียนมาจากพระอุโบสถ แต่ลดขนาดให้เล็กลงกับทั้งเปลี่ยนหน้าบันให้เป็นลายพรรณษาตามความนิยมของศิลปะในช่วงนั้น ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปแบบทวาราวดีขนาดใหญ่ซึ่งอัญเชิญมาจากวัดมหาธาตุ อยุธยา

ข้าง ๆ พระอุโบสถ ยังมีวิหารน้อยหรือวิหารเขียน ซึ่งมีภาพจิตรกรรมเล่าเรื่องการค้าสำเภาและพุทธชาดกต่าง ๆ แล้วยังมีพระพุทธรูปนั่งห้อยพระบาทสมัยทวารวดีขนาดใหญ่ สลักจากหินปูนสีเขียวแก่ เรียกว่า “หลวงพ่อคันธารราฐ” ซึ่งมีอยู่ไม่กี่องค์ในเมืองไทยเวลานี้ ความเก่าแก่นั้นกล่าวได้ว่าเก่าแก่สมัยสุโขทัย ไล่เลี่ยกับยุคสมัยของบูโรพุทโธ หรือบรมพุทโธ บนเกาะชวาในอินโดนีเซียเมื่อกว่า 1,000 ปีมาแล้ว

ทำบุญเสริมศิริมงคลให้กับตัวเองเป็นที่เรียบร้อย สถานที่ต่อไปคือ พิพิธภัณฑ์ล้านของเล่น เกริก ยุ้นพันธ์ เกิดขึ้นมาจากแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ของ รศ. เกริก ยุ้นพันธ์ ท่านเป็น อาจารย์ประจำสาขาวิชาวรรณกรรมสำหรับเด็ก ที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และยังเป็นนักวาดภาพประกอบ และคนทำหนังสือสำหรับเด็ก มีผลงานหนังสือภาพจำนวนมากมาย และเคยได้รับรางวัลนอมา(NOMA) จาก ประเทศญี่ปุ่น ในปี พ.ศ. 2525 ซึ่งจากรางวัลนี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นให้เกิดความคิดอยากสร้างพิพิธภัณฑ์ของเล่น ขึ้นในเมืองไทย

ภายในจัดแบ่งพื้นที่ออกเป็น 2 ส่วน คือส่วนด้านนอกอาคารพิพิธภัณฑ์ ซึ่งจัดเป็นสวน พักผ่อน ร่มรื่น เต็มไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่นานาพันธุ์ มีของเล่นเป็นม้าโยก ตั้งเรียงรายอยู่ด้านหน้า และบริเวณ สวนให้ น้องๆ หนูๆ ได้สนุกสนานกับการเล่นดังกล่าว รวมทั้งนักท่องเที่ยวที่เป็นผู้ใหญ่อย่างเราๆ ได้ย้อนอดีตใน วัยเยาว์อีกครั้ง หากใครมาที่นี่แล้วหิวบริเวณด้านหน้าก็มีร้านอาหาร “ร้านข้าวแกงบ้านอาจารย์เกริก”ซึ่งจะขาย ก๋วยเตี๋ยวข้าวแกง และมีเครื่องดื่มกาแฟโบราณ ไอศกรีม

ส่วนที่สองคืออาคารพิพิธภัณฑ์ซึ่งเป็นอาคารรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าหลังใหญ่ 2 ชั้น สูงโปร่งทาสีขาวทั้งหลัง มีประตู หน้าต่าง แบบบ้านสมัยเก่าทาสีฟ้าดูสดใส ภายในแบ่งเป็นสองชั้น เมื่อก้าวเข้าไปสู่ตัวพิพิธภัณฑ์ด้านใน ก็จะพบ กับสิ่งของจัดแสดงไว้มากมาย โดยใช้เวลาร่วม 20 กว่าปีในการสะสม

ชั้นล่างของอาคารจัดแสดงของเล่นไทยยุคเก่าในสมัยสุโขทัย อยุธยา และสมัยรัตนโกสินทร์ มีทั้งตุ๊กตาดินเผา กระปุก ออมสินดินเผา ฯลฯ และมีพวกข้าวของเครื่องใช้คนไทยยุคโบราณ ตั้งแต่ 100 ปีย้อยลงมาถึง 30 ปีที่แล้ว มีของโชว์มากมาย และมีการจัดแสดงใส่ตู้โชว์อย่างเป็นระเบียบสวยงาม ของโบราณที่ชวนชมมีมากมาย อาทิ เครื่องเงิน ภาพพิมพ์โบราณ เครื่องรางของขลัง เครื่องแก้วอายุหลายร้อยปี ปิ่นโตเก่าลายสวยงาม งานทองเหลือง วิทยุโบราณ สิ่งพิมพ์ยุคแรกของคนไทย หนังสือเก่า เครื่องเรือนโบราณ โปสการ์ด จดหมายในยุคแรกที่เริ่มมี การไปรษณีย์ ฯลฯและที่ชั้นล่างนี้ยังมีการจัดแสดงภาพวาดลวดลายสวยงามน่ารัก ที่เป็นฝีมือของอ.เกริกนอกจากนี้ยังมีส่วนของร้านขายของที่ระลึกด้วย มีทั้งสมุดโน๊ต แก้วน้ำ เสื้อ กระเป๋า และของเล่นสังกะสีที่ทำเลียน แบบของเล่นสมัยเก่าก็มีให้ซื้อเป็นของที่ระลึกติดไม้ติดมือกลับบ้านกัน

ในส่วนของชั้นสอง ก็จะได้พบกับโมเดลการ์ตูนขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นอุลตร้าแมน ซุปเปอร์แมน สไปเดอร์แมน เจ้าหนูอะตอม และอีกหลากหลายตัวที่คอยยืนต้อนรับทุกคนอยู่ และก็จะได้พบกับเหล่าของเล่นจำนวนมากมาย ที่ถูกจัดแสดงไว้ในตู้กระจก อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยดูละลานตาไปหมด จัดแสดงเป็นหมวดหมู่ ไร่เรียงไป ตั้งแตของเล่นสมัยเก่าไปจนถึงของเล่นสมัยใหม่ โดยมีพวกของเล่นสมัยเก่าให้ดูเป็นจำนวนมากและหลากรูปแบบ อาทิ ของเล่น สังกะสีสารพัดรูปแบบ มีทั้งหุ่นยนต์สังกะสีที่มีกลไก รถยนต์-เรือ-รถไฟสังกะสีที่มีสีสันสวยงาม มีตุ๊กตาเซลลูลอยด์ สารพัดแบบ ตุ๊กตาสัตว์ไขลาน ของเล่นที่ทำจากดิน ไม้ ผ้า ของเล่นที่ใช้ถ่าน และอีกหลาก หลายของเล่นที่หาดูได้ยากแต่ที่นี่มีให้ดู รวมไปถึงมีของเล่นสมัยใหม่ที่เด็กๆ ชื่นชอบให้ได้ดูกันด้วย และก็ยังมี พระ เข็มตรา เหรียญเงินตราของเก่า สะสมให้ดูด้วย เรียกว่าได้มีความสุขกับการได้ชื่นชมกับเหล่าของเล่นและ ข้าวของเครื่องใช้สมัยโบราณ ที่มีคุณค่าอยู่ในตัวกันอย่างเต็มอิ่ม

หลังจากเสร็จสิ้นกับการไปเรียนรู้ประวัติศาสตร์ที่มีความเกี่ยวข้องกับชนชาติอาทิตย์อุทัย คณะคาราวานก็ได้มุ่งหน้าไปยังร้านอาหารแพกรุงเก่าเพื่อรับประทานอาหารเย็นในบรรยากาศริมแม่น้ำพร้อมเมนูแนะนำหลากหลาย ก่อนที่จะแยกย้ายกลับมายังกรุงเทพมหานคร ถือเป็นอันจบทริพคาราวานกระชับความสัมพันธ์ 130 ปี ไทย – ญี่ปุ่น อย่างสมบูรณ์แบบ

“อีซูซุคาราวานสัญจร 2560” เส้นทางที่ 4 เยือนสุโขทัยเมืองประวัติศาสตร์ เที่ยวชมธรรมชาติในเส้นทางพิจิตร – พิษณุโลก

0

บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด จัดกิจกรรมสุดสนุกส่งท้ายสายฝน รวมประชาคม อีซูซุกว่า 120 ชีวิต ร่วมเดินทางท่องเที่ยวในบรรยากาศชื่นฉ่ำแสนสำราญใจ ใน “อีซูซุคาราวานสัญจร” เส้นทางที่ 4 (พิจิตร – พิษณุโลก) เติมเต็มกลิ่นไอธรรมชาติ พร้อมสัมผัสมนต์เสน่ห์ของสถานที่ท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์และประวัติศาสตร์อันเลื่องชื่อของภาคกลางตอนบนของเมืองไทย

การเดินทางของกิจกรรม “อีซูซุคาราวานสัญจร” เส้นทางที่ 4 นี้ เริ่มต้นออกสตาร์ทกันที่ โชว์รูมอีซูซุพิจิตร (1999) จำกัด โดยได้รับเกียรติจากคุณพิษณุ เสนาวิน รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร คุณชัยรัตน์ ฟักภู่ พนักงานการตลาด 5 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานนครสวรรค์ และ มร.ยูตะ ทานากะ ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายขายดีลเลอร์ บี บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด พร้อมด้วยอาจารย์พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ ผู้อำนวยการจัดคาราวานฯ ร่วมพิธีเปิดพร้อมตีธงปล่อยขบวนรถอีซูซุทั้ง 28 คัน เพื่อมุ่งหน้าสู่จังหวัดสุโขทัย

 

ปักหมุดเดินทางที่หมายแรก ณ ทุ่งทะเลหลวง แผ่นดินศักดิ์สิทธิ์รูปหัวใจอันเป็นที่ตั้งของโครงการแก้มลิงทุ่งทะเลหลวง ซึ่งเกิดจากแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ที่ต้องการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งซ้ำซากให้ชาวสุโขทัยไม่ต้องระทมทุกข์อีกต่อไป จนเกิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวอันเลื่องชื่อ ด้วยความพิเศษที่เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่รูปหัวใจหนึ่งเดียวในสยาม และยังมีการรวมดินจาก 843 หมู่บ้าน ซึ่งเป็นจำนวนหมู่บ้านทั้งหมดในจ. สุโขทัย มาทำพิธีบุญกลั่นดินเพื่อปลุกเสกเป็นฐานพระมณฑปของ “พระพุทธรัตนสิริสุโขทัย” อันเป็นศูนย์รวมใจของชาวสุโขทัยทั้งเมือง

ต่อด้วยเดินทางไปสักการะ “พระอจนะ” ณ วัดศรีชุม บริเวณรอบนอกเขตอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย เพื่อเป็นการเบิกฤกษ์ท่องแดนมรดกโลกในช่วงสายของวันเดินทาง ก่อนจะยกเวลาช่วงบ่ายเพื่อไปดื่มด่ำกับเกร็ดความรู้ และเรื่องเล่าขานเกี่ยวกับเมืองสุโขทัย ราชธานีอันสำคัญแต่เก่าก่อนของประเทศไทย

ปัจจุบันอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยถูกอนุรักษ์ไว้อย่างสวยงามและร่มรื่น นักท่องเที่ยวสามารถแวะเข้ามาเยี่ยมชมได้โดยสะดวก แถมยังมีบริการรถรางนำเที่ยวสำหรับการมาเป็นหมู่คณะ และรถเช่าแบบวินเทจสุดเก๋ไก๋ ให้บริการพร้อมมัคคุเทศก์ประจำกลุ่ม หรือจะเลือกปั่นจักรยานเที่ยวชมแบบเพลินๆ อย่างอิสระ ก็มีคำบรรยายให้เรียนรู้เองได้ไม่ยากนัก

บ่ายคล้อย…แสงแดดเริ่มโรยรา ก็ได้เวลาที่ขบวนคาราวานจะออกเดินทางต่อสู่จังหวัดพิษณุโลก เพื่อร่วมสนุกกับความบันเทิงชุดใหญ่ที่อีซูซุเตรียมไว้ต้อนรับสมาชิกผู้ร่วมเดินทางทุกท่าน โดยเข้าพักที่โรงแรมภัทธารารีสอร์ท แอนด์ สปา ที่สุดแห่งสวรรค์นักเดินทางของเมืองพิษณุโลก บรรยากาศภายในงานเลี้ยงเต็มไปด้วยความสนุกสนานกับเกม และรับของรางวัลจากอีซูซุติดมือเป็นของที่ระลึกมากมาย ก่อนจะเพลิดเพลินกับอาหารรสเลิศ และดนตรีเพราะๆ จาก “คุณ ไมค์-ภัทรเดช สงวนความดี” นายฮ้อยเจ้าเสน่ห์ จากละครดัง “นายฮ้อยทมิฬ” ช่อง 7 HD มากระตุ้นความคึกคัก ปลุกเสียงหัวเราะให้ได้บริหารปอดให้ร่างกายได้สดชื่น ก่อนเข้านอนในยามค่ำคืน

ปลายฝนต้นหนาวเช่นนี้ การออกไปท่องเที่ยวคาราวานนับเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ใหม่ที่น่าลอง แล้วยิ่งได้ออกไปเที่ยวกับสมาชิกคอเดียวกัน ยิ่งสร้างความประทับใจให้เพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว ดั่งเช่นอีซูซุซูเปอร์แฟนอย่าง คุณสุชาติ วรรณวิทย์ สมาชิกคาราวานอีซูซุ รถเบอร์ 11 เผยว่า “ผมมีโอกาสได้ร่วมกิจกรรมอีซูซุคาราวานสัญจรกับอีซูซุมาตลอดครับ นานกว่า 10 ปี จัดทุกครั้ง สนุกทุกครั้ง เรียกได้ว่าคุ้มค่าที่ได้มาครับ ทั้งการดูแลต้อนรับและความปลอดภัยในการขับรถแบบคาราวาน เยี่ยมมากครับ เรื่องสมรรถนะของรถไม่ต้องห่วงเลยเพราะขับสบาย ประหยัดน้ำมัน อยากให้ผู้ที่กำลังมองหารถปิกอัพมาเลือกใช้อีซูซุดูครับ จะได้มาร่วมกิจกรรมสนุกๆ กับพวกผม”


คุณนิรมิตร แท่นประเสริฐกุล สมาชิกคาราวาน รถเบอร์ 21 “ผมเดินทางมาจากชะอำครับ ตั้งใจมาเที่ยวจังหวัดสุโขทัยครั้งแรกกับคาราวานอีซูซุเลย เพราะยังไม่เคยมาอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยมาก่อน ประทับใจสถานที่ท่องเที่ยวสวยงาม อากาศเย็นสบาย เรื่องการเดินทางยิ่งไม่ต้องห่วงเลยครับเพราะมากับอีซูซุอุ่นใจ รถขับง่าย สะดวก ปลอดภัย การดูแลดีครับ แถมยังได้ร่วมกันปลูกต้นไม้ช่วยกันอนุรักษ์ธรรมชาติอีกด้วย ครั้งนี้ได้เที่ยวแบบมากันเยอะๆ เป็นคาราวานสนุกดีครับ มีเพื่อนเที่ยว ได้เฮฮา ครอบครัวเราก็ชอบ ไม่ผิดหวังจริงๆ ครับ”


ครอบครัวคุณสราวุธ แก้วผ่อง สมาชิกคาราวาน รถเบอร์ 01 เผยถึงประสบการณ์เดินทางครั้งแรกกับอีซูซุว่า “ผมเพิ่งออกรถปิกอัพอีซูซุดีแมคซ์ ไฮแลนเดอร์ 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ มาครับ เลยสมัครมาร่วมคาราวานครั้งนี้ด้วยก็ขับมาจากกรุงเทพฯ เป็นครั้งแรกครับที่ได้ขับรถเที่ยวแบบคาราวาน ประทับใจครับ เจอเพื่อนๆ พี่ๆ ครอบครัวอีซูซุด้วยกันสนุกดี มาเที่ยวแถบโซนนี้ครั้งแรกก็ชอบเลย เส้นทางสวย เจอฝนบ้าง แต่ก็ยังขับสบาย ครั้งนี้อีซูซุพาไปเที่ยวหลายที่ครับ ถือว่าเป็นการมาพักผ่อนกับครอบครัวด้วย คุ้มค่ามากครับที่ตัดสินใจเลือกซื้อรถคันนี้ ได้รถดี ได้ประสบการณ์ดีติดมือมาด้วย”

กิจกรรม “อีซูซุคาราวานสัญจร” จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี จำนวน 4 เส้นทาง เพื่อเป็นการสนับสนุนการเดินทางท่องเที่ยวทางรถยนต์อย่างมีคุณค่าและปลอดภัย โดยที่ผ่านมาอีซูซุได้คัดสรรเส้นทางและสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นไฮไลท์ในภาคต่างๆ ทั่วไทยและประเทศเพื่อนบ้าน มาเพื่อขอบคุณในความไว้วางใจของลูกค้าอีซูซุ พร้อมทั้งร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศของรัฐบาล และเป็นการตอกย้ำถึงการเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศไทย รวมถึงส่งเสริมการสร้างกิจกรรมอันดีภายในครอบครัวอีกด้วย

ผู้ที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลการจัดกิจกรรม “อีซูซุคาราวานสัญจร” ปีหน้าได้ที่ โชว์รูมอีซูซุทั่วประเทศ และเว็บไซต์ www.isuzu-tis.com

Preview: All-New Mazda CX-5 ทุกมิติสวยคมบาดใจ เติมเทคโนโลยี่ให้ขับขี่มั่นใจอีกเพียบ

0

เปรียบเทียบ Mazda CX-5 รุ่นแรก(สีเทา)กับรุ่นที่สอง(สีแดงใหม่)

 

การมาถึงของ Mazda CX-5 เจเนอเรชั่นที่2

เทคโนโลยี่ Skyactiv เต็มรูปแบบ และ การออกแบบจากแนวคิด KODO Design การผสมผสานของเทคโนโลยี่และความสวยงาม  ถือเป็นการปฏิวัติครั้งใหญ่สุดของ Mazda ในด้านการพัฒนาวิศวกรรมยานยนต์ของพวกเขาเริ่มต้น ที่รถยนต์ Mazda CX-5 ซึ่งออกสู่ตลาดครั้งแรกเมื่อปี 2555 และส่งต่อไปถึง Mazda รุ่นต่างๆจนถึงปัจจุบัน เป็นที่ถูกใจของตลาดทั่วโลก 120 ประเทศ จนทำให้ยอดขาย Mazda ของเขาพุ่งทะยานไปกว่า 1.4 ล้านคัน ในจำนวนนั้นเป็น Mazda CX-5 กว่า 350,000 คัน

เมื่อต้นปี 2560 ที่ผ่านมา Mazda เปิดตัว CX-5 รุ่นที่ 2 เป็นที่เรียบร้อยและนำขึ้นจำหน่ายในโชร์รูมที่ญี่ปุ่น ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ พร้อมกับการขึ้นโชว์รูมในยุโรปและสหรัฐอเมริกาในเวลาต่อมา คำถามว่าเมื่อไรจะเปิดจำหน่ายในเมืองไทยจึงอบอวลอยู่ในโซเชี่ยลตลอดเวลาหลังจากได้เห็นโฉมหน้าของ CX-5 ใหม่ผ่านทางสื่ออินเตอร์เน็ตต่างๆ วันนี้มีคำตอบและมีรายละเอียดเบื้องต้นของ CX-5 ใหม่ มาถึงแล้ว

ไปกันที่ ปีนัง ประเทศมาเลเซีย เป็นสถานที่แนะนำให้ผมได้รู้จักกับ CX-5 ใหม่เป็นครั้งแรก เหตุผลที่เป็นที่นี่เพราะ โรงประกอบรถยนต์ Kurin Plant Malaysia  ที่ Mazda เข้ามาถือหุ้นไว้ร้อยละ 49 ร่วมกับเจ้าของเดิมคือ Sime Darby Group เป็นโรงงานที่เพิ่งขยับขยายครั้งใหญ่รองรับจำนวนการผลิตแบบเต็มพิกัดได้ถึง 70,000 คันต่อปี เพื่อใช้เป็นฐานการผลิตรถยนต์ Mazda ส่งจำหน่ายทั้งอาเซี่ยน ซึ่งรวมถึงประเทศไทย และโรงงานนี้ก็เป็นโรงงานที่ประกอบ  CX-5 รุ่นแรกที่จำหน่ายในบ้านเรานั่นเอง เมื่อขยายกำลังผลิตเพิ่มขึ้นมีสายการผลิตเฉพาะของ Mazda แล้ว CX-5 ใหม่ก็อยู่ในแผนการผลิตด้วยเช่นเดิมและเพิ่งจะกดปุ่มปล่อย Mazda  CX-5 ใหม่ออกจากสายพานการผลิตในเวลาเดียวกันกับที่จัดการแนะนำให้รู้จักกับ CX-5 ใหม่ นั่นเอง จึงถือเป็นของใหม่สดๆร้อนๆออกจากเตากันเลยทีเดียว

สำหรับการเปลี่ยนแปลงทีเกิดขึ้นกับ Mazda  CX-5 ใหม่ นั้นหลักใหญ่ใจความอยู่ที่การออกแบบใหม่หมดทั้งคัน มีสโลแกนติดตัวคือ “ความแข็งแกร่งอันปราณีต” หรือ “Refined Toughness” ที่ยังคงอยู่ภายใต้แนวคิด KODO Design มิติตัวถังไม่ได้แตกต่างจากเดิมมากนัก โดยรวมแล้วดูไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมากนักแต่ถ้าลงรายละเอียดจะเห็นได้ชัด และเมื่อเปรียบเทียบกับรุ่นแรกจะทำให้ดูเป็นการเปลี่ยนยุคไปจริงๆ เช่นเดียวกับภายในห้องโดยสารได้รับการออกแบบใหม่หมดเรียบหรูดูดีมีสไตล์

CX-5ใหม่ ได้รับการติดตั้งเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด G-Vectoring Control หรือ GVC ซึ่งเป็นระบบแรกภายใต้เทคโนโลยี SKYACTIV-VEHICLE DYNAMICS ช่วยให้สมรรถนะในการขับขี่ พฤติกรรมของการเคลื่อนไหวของรถ  สอดรับกับทั้งความรู้สึกและความคาดหวังของผู้ขับขี่ได้  ตลอดจนความสะดวกสบายในการโดยสารของผู้โดยสารทุกคน ซึ่งเป็นผลจากการทำให้สรีระของผู้โดยสารเกิดการเคลื่อนไหวให้น้อยที่สุด นอกจากนี้ห้องโดยสารที่เงียบขึ้นกว่าเดิม อีกทั้งเบาะนั่งด้านหลังก็ให้ความสบายและเกิดประโยชน์ใช้สอยที่ดีเยี่ยม

เพิ่มเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดของ Mazda  ที่ประกอบไปด้วย ระบบความปลอดภัย  i-ACTIVSENSE  ช่วยให้ผู้โดยสารมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น Active Driving Display ด้วยการแสดงข้อมูลต่างๆ ไว้บนกระจกหน้ารถช่วยให้การขับขี่ปลอดภัยยิ่งขึ้น และระบบเชื่อมต่อสื่อสาร MZD CONNECT

สำหรับเครื่องยนต์ทั้ง 2 แบบนั้นยังคงเป็นเครื่องยนต์เดิมที่ได้รับการ upgrade software ใหม่มีการตอบสนองในด้านอัตราเร่งที่ดีขึ้น แต่ยังคงมีกำลังสูงสุดเท่าเดิมคือ เครื่องยนต์เบนซิน 2.0 Skyactiv G 165แรงม้า  และ เครื่องยนต์ดีเซล   2.2 Skyactiv D 175 แรงม้า เช่นเดียวกับชุดกันสะเทือนรองรับมีการปรับขนาดช๊อคอัพ รองรับระบบ GVC ที่เพิ่มขึ้นมาด้วย

Mazda  CX-5 ใหม่ จากโรงงานมาเลเซียจะถูกส่งต่อมาเพื่อจำหน่ายในไทย 2 รุ่นด้วยกันคือเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 Skyactiv G  และ เครื่องยนต์ดีเซล   2.2 Skyactiv D โดยมีกำหนดจะเปิดตัวในราวกลางเดือน พฤศจิกายน 2560 นี้ และเข้าไปเป็นไฮไลท์ให้จับเนื้อต้องตัวกันในบูธของ Mazda ในงาน Motor Expo 2017 แน่นอน ส่วนราคาค่าตัวรอถึงเวลาเปิดตัวเป็นทางการคงได้รู้กันแต่เบื้องต้นเท่าที่สอบถามจากผู้บริหาร Mazda ไม่น่าจะปรับราคาสูงไปกว่ารุ่นปัจจุบันมากนัก

สัมผัสแรกกับ CX-5 ใหม่

อีกหนึ่งกิจกรรมที่ปีนังคือได้ทำความรู้จักกับ Mazda CX-5 มากขึ้นจากการทดลองขับช่วงสั้นๆ ในสนามทดสอบที่ set ขึ้นมาเพื่อให้ได้ทดลองความรู้สึกจากอาการของรถในสามเรื่องหลักคือ

หนึ่ง เมื่อติดตั้งระบบ GVC เข้ามาช่วยเพิ่มเสถียรภาพในด้านการทรงตัว ลดอาการเหวี่ยง โครง ที่จะเกิดกับโดยสาร ความจริงก่อนหน้านี้เราได้รู้จักกับ GVC ที่ติดตั้งใน Mazda 3 , CX-3 และรับรู้ถึงประสิทธิผลเป็นอย่างดีมาแล้ว คือ ช่วยลดอาการเหวี่ยง โคลงลงได้ และให้ความมั่นใจในการเข้าโค้งดีขึ้น แต่สำหรับ CX-5 ใหม่ ความที่เป็น SUV ที่มีความสูงจากพื้นของตัวถังมากกว่า Mazda 3 , CX-3 อาการเหวี่ยง โคลงลดลงได้บ้าง ไม่เนียนเหมือน CX-3 แต่ก็น่าพอใจแล้ว

สอง ทดลองระบบเบรกที่ถูกเซทให้ลดอาการหน้าทิ่มที่ถูกถ่ายทอดอาการไปที่ผู้ขับและผู้โดยสาร เมื่อเบรกแรงๆ โดยให้ขับด้วยความเร็วประมาณ 70 กม./ชม แล้วเบรก แต่ไม่ถึงกับให้ ABS ต้องทำงาน อาการของรถในขณะนั้นจะมีการยุบตัวลดลงทั้งคันโดยเฉพาะด้านหลังถูกดึงลงมา ลดอาการหน้าทิ่มได้

สามเรื่องเสียงในห้องโดยสารครั้งนี้ CX-5 ใหม่ทำได้ดีมากขึ้น ถูกใจตั้งแต่ปิดประตูเสียงหนักแน่นหนีความเป็นรถญี่ปุ่นไปสู่ยุโรปได้สมบูรณ์มากขึ้น ภายในห้องโดยสารเงียบโดยเฉพาะเครื่องยนต์ดีเซลนั้นนอกจากเสียงของเครื่องยนต์จะเบาลงแล้ว เมื่ออยู่ในห้องโดยสารแทบจะไม่ได้ยินเสียงเครื่องยนต์เล็ดรอดเข้ามาทั้งขณะจอดและขณะขับ กดไลค์รัวๆให้ได้เลย

ผมสรุปได้เลยว่า Mazda CX-5 ใหม่นอกจากสวย ทันสมัย แบบเรียบง่ายแต่ดูดีทุกมุมมองแล้ว ยังได้เทคโยโลยี่ใหม่มาช่วย ผู้ขับในการเดินทางมากขึ้น อัตราเร่งดีขึ้น เช่นเดียวกับผู้โดยสารที่จะรู้สึกผ่อนคลาย มีความสุขในการเดินทางมากขึ้นเช่นเดียวกัน

ภูวนาถ เผ่าจินดา

 

มาดูรายละเอียดจากข้อมูลโรงงานของ Mazda CX-5 ใหม่มีดังนี้

 

 

รูปลักษณ์ภายนอก

Mazda มุ่งเน้นไปที่การพยายามสร้างรูปลักษณ์ที่ดูโดดเด่นและแข็งแกร่ง ซึ่งจะช่วยยกระดับบุคลิกภาพที่แตกต่างและหลักอากาศพลศาสตร์จากรุ่นเดิม การแสดงออกของการเคลื่อนไหวที่บริสุทธิ์จากด้านหน้าไปด้านหลังของตัวรถจะช่วยให้ความรู้สึกถึงอัตราเร่งที่คล่องแคล่วว่องไวและปราดเปรียว ด้วยรูปลักษณ์ที่บ่งบอกถึงลักษณะท่าทางและความสามารถในการเคลื่อนไหวไปข้างหน้า รูปลักษณ์ที่เรียบง่ายสะท้อนเงางามและจุดเด่นได้อย่างสวยงามลงตัว และรายละเอียดการออกแบบที่มีมิติ ทำให้   CX-5 ใหม่นี้มีรูปลักษณ์ภายนอกที่โดดเด่นมีเสน่ห์อันน่าหลงใหล

 

  • จากการปรับให้จุดศูนย์ถ่วงต่ำลง ตลอดจนการปรับระยะห่างของล้อคู่หน้าและระยะห่างของล้อคู่หลังให้กว้างขึ้น 10 มิลลิเมตร ทำให้สัดส่วนรูปทรงของ  CX-5ใหม่ เกิดมุมมองที่ทรงพลังมากขึ้น เสมือนรถกำลังยึดเกาะอยู่กับถนนไว้อย่างมั่นคง ในขณะที่เสา A ถูกปรับตำแหน่งไปยังด้านหลังประมาณ 35 มิลลิเมตร เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า และตำแหน่งของเพลาหน้าและเสาเอก็ถูกปรับให้สัมพันธ์กันอย่างเหมาะสม การเคลื่อนไหวอันทรงพลังถูกถ่ายทอดผ่านเส้นสายที่ทอดยาวจากด้านข้างจรดด้านท้ายของตัวรถ รวมไปถึงรูปทรงสี่เหลี่ยมคางหมูที่ขยายออกจากประตูท้ายลงไปสู่ล้อคู่หลังทั้ง 2 ข้าง ผลลัพธ์ที่ได้คือรูปลักษณ์อันทรงพลังที่ปรากฏจากทุกมุมมองได้ถูกสร้างขึ้นอย่างมั่นคงเหนือล้อทั้งสี่
  • ปรับปรุงการออกแบบให้มีรูปลักษณ์ที่ดูต่ำลงในแนวระนาบ ขยายรูปลักษณ์ด้านหน้าอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ให้เพรียวบางมากขึ้น โดยการวางตำแหน่งของโคมไฟหน้าให้ต่ำลงกว่าเดิม และออกแบบกระจังหน้าที่ช่วยเน้นให้เห็นถึงความกว้างผ่านเส้นสายที่แผ่ออกไปสู่โคมไฟหน้าอย่างมีเอกลักษณ์ อีกทั้งยังเลือกใช้รูปแบบสามมิติที่ได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถัน รวมไปถึงเส้นสายที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของกระจังหน้า เพื่อถ่ายทอดอย่างมีมิติเพิ่มความความโดดเด่น เสริมภาพลักษณ์ความเป็นสปอร์ตของการออกแบบด้านหน้าให้มากยิ่งขึ้น
  • การสะท้อนอันสวยงามจะปรากฏขึ้นที่ผิวของตัวรถเมื่อมองจากด้านหน้าไปยังด้านหลังของตัวรถ ความพยายามร่วมกันนี้เพื่อจะปรับแต่งรายละเอียดในทุกๆ จุดของการวางตำแหน่งและคุณลักษณะของความเป็นที่สุด รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงและการเคลื่อนไหวของจุดเด่นและการสะท้อนทำให้เกิดการเปลี่ยนสีที่สง่างา
  • สีภายนอก Soul Red Crystal เพิ่มแรงดึงดูดใจ นอกจากนี้ การพัฒนาลักษณะจำเพาะของสี Soul Red Crystal ซึ่งเป็นสีสันสดใสที่รวมจุดเด่นและความลึกที่บริสุทธิ์ไว้ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการรับพลังงานแห่งสุนทรียภาพ สี Soul Red Crystal รู้สึกได้ถึงความสดชื่นยิ่งขึ้น และมากกว่านั้นคือ ระดับความโปร่งใสที่สดชื่นยิ่งขึ้น

รูปลักษณ์ภายใน

เพื่อให้สอดคล้องกับภาษาหลัก คือ “ความแข็งแกร่งอันปราณีต” หรือ “Refined Toughness” เราจึงมุ่งมั่นสร้างรูปลักษณ์ภายในโดยเน้นไปที่ “บรรยากาศ (ambience)” “รูปแบบ (form)” และ “ผิวสัมผัส (texture)” เพื่อมุ่งไปสู่บรรยากาศที่คำนึงถึงผู้โดยสารเป็นหลัก Mazda ได้คำนึงถึงรูปแบบขององค์ประกอบทุกส่วนที่ล้อมรอบผู้โดยสารเพื่อสร้างรูปแบบพื้นฐานที่ให้ความรู้สึกอันน่าพึงพอใจและให้ความสะดวกสบายแก่ทุกคนที่โดยสารในรถ จากนั้นที่ออกแบบได้ออกแบบรูปลักษณ์ภายในที่ดีเลิศแสดงถึงทั้งความทนทานและคุณภาพของรถ SUV ทั้งยังให้ความสำคัญกับคุณภาพการประกอบในทุกรายละเอียด

– มาตรวัดทั้งหมดตรงด้านหน้าของคนขับจะอยู่ตรงศูนย์กลางของพวงมาลัย ทำให้เกิดความรู้สึกประทับใจกับความเร้าใจที่น่าตื่นเต้นเช่นเดียวกันกับบรรยากาศภายในห้องโดยสารที่โอ่อ่ากว้างขวางสะดวกสบาย

– การออกแบบเบาะนั่งให้มีมิติความลึกมากยิ่งขึ้น มาพร้อมกับช่องแอร์ที่ถูกออกแบบให้มีมิติความลึกเพื่อแสดงออกถึงความแข็งแกร่งของรถ SUV ที่เปี่ยมด้วยคุณภาพอันเป็นดีเลิศ

– ลวดลายบนแผงที่ถูกประดับประดาผสมผสานความอบอุ่นของลายไม้แบบธรรมชาติผสานกับความแข็งแกร่งและความทนทานของโลหะเพื่อสร้างความลุ่มลึกแบบใหม่

-หนังสีดำที่ให้สัมผัสนุ่มและเรียบเนียนถูกนำมาใช้ ในบริเวณที่ผู้โดยสารมักจะสัมผัสให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ รวมไปถึงการเลือกเย็บตะเข็บด้วยด้ายสีน้ำตาลอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้เข้ากับวัสดุและสีของเบาะ ทั้งนี้เพื่อถ่ายทอดความรู้สึกถึงงานฝีมือที่ดียิ่งกว่า

ห้องโดยสาร

การออกแบบที่คำนึงถึงผู้โดยสารทำให้มีความสะดวกสบายมากขึ้น (Human-Centered Design)

ออกแบบเพื่อคำนึงถึงผู้โดยสารเป็นหลักมาใช้ใน CX-5ใหม่ เพื่อปรับปรุงห้องโดยสารรุ่นปัจจุบันให้ดีขึ้น ผลลัพธ์ที่ได้คือความสะดวกสบายของห้องโดยสารที่ทำให้การเดินทางมีเกิดความสุนทรีและความสุขสำหรับทุกคน

สภาพแวดล้อมในการขับขี่และความสะดวกสบายของห้องโดยสาร

  • ห้องโดยสารด้านคนขับ (Cockpit Zone) ซึ่งประกอบไปด้วยปุ่มควบคุมต่างๆ ถูกออกแบบมาอย่างเหมาะสมกับการขับขี่ในอุดมคติโดยคำนึงถึงการเคลื่อนไหวอย่างเป็นธรรมชาติของมือและเท้าของผู้ขับขี่ในการใช้งาน นอกจากนี้คอนโซลกลางและคันเกียร์ถูกปรับให้มีตำแหน่งที่สูงขึ้นกว่ารุ่นปัจจุบันถึง 60 มิลลิเมตร เพื่อให้ผู้ขับขี่ใช้งานได้สะดวกมากยิ่งขึ้น
  • ตำแหน่งเสาเอที่เอียงไปทางด้านหลัง ช่วยขยายทัศนะวิสัยของการมองเห็นทางด้านขวาและด้านซ้ายของผู้ขับขี่ ในขณะที่กระจกมองข้างออกแบบใหม่ให้มีขนาดเล็กลงจะช่วยเพิ่มทัศนะวิสัยในแนวทแยงมุมในขณะเลี้ยวรถ นอกจากนี้ยังลดเส้นขอบหน้าต่างให้ต่ำลงกว่ารุ่นปัจจุบัน พร้อมทั้งใช้กระจกหน้าต่างบานประตูหลังแบบบานเดียว เพื่อให้มั่นใจได้ว่ามีเกิดมุมมองและทัศนะวิสัยด้านหลังที่ดีเยี่ยม
  • พนักพิงเบาะหน้าได้รับการปรับปรุงให้มีชิ้นส่วนรองรับและโครงสร้างที่แข็งแรงมากยิ่งขึ้นเพื่อให้สามารถรองรับเอวของผู้โดยสารได้อย่างเหมาะสม อีกทั้งยังช่วยลดการเคลื่อนไหวของศีรษะและร่างกายส่วนบนให้เกิดขึ้นน้อยที่สุด นอกจากนี้ยังใช้เบาะรองนั่งที่มีส่วนประกอบของยูรีเทนโฟมซึ่งช่วยลดแรงสั่นสะเทือนได้อย่างดีเยี่ยมเพื่อความสบายในการโดยสาร
  •  CX-5ใหม่  เป็นผลิตภัณฑ์ของมาสด้ารุ่นแรกที่ติดตั้งพนักพิงเบาะหลังแบบปรับเอนได้ 2 ระดับ อีกทั้งยังปรับระดับความสูงของเบาะรองนั่งให้ต่ำลง และออกแบบรูปทรงของเบาะรองนั่งให้เป็นรูปทรง 3 มิติ เพื่อให้สามารถสอดรับกับสรีระของร่างกายส่วนล่างของผู้โดยสาร พร้อมทั้งเพิ่มช่องแอร์ที่บริเวณคอนโซลกลาง ทั้งนี้เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้มากที่สุดสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง
  • ที่วางแก้วแบบปรับได้ 2 ตำแหน่ง บริเวณคอนโซลกลาง ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้ขับขี่และผู้โดยสารมากยิ่งขึ้น
  • พื้นที่เก็บสัมภาระมีขนาดความจุ 505 ลิตร (ตามมาตรฐาน DIN พร้อมบริเวณเก็บของขนาดเล็ก) ใกล้เคียงกับรุ่นปัจจุบันที่มีขนาดความจุ 500 ลิตร

การเชื่อมต่อระหว่างผู้โดยสารและอุปกรณ์ (Human Machine Interface, HMI)

  • หน้าจอแสดงผลข้อมูลการขับขี่ที่ด้านขวามือของชุดมาตรวัดเลือกใช้หน้าจอสีที่มีความละเอียดสูงแบบ TFT LCD ขนาด 6 นิ้ว
  •  CX-5 ใหม่ใช้จอแสดงข้อมูลการขับขี่ Active Driving Display ที่สามารถแสดงข้อมูลจากระบบนำทางผ่านดาวเทียมบนกระจกหน้ารถ
  • หน้าจอแสดงผลกลางขนาด 7 นิ้ว ถูกย้ายขึ้นไปอยู่ตำแหน่งบนสุดของแผงคอนโซลหน้าเพื่อลดการละสายตาของผู้ขับขี่ นอกจากนี้ยังเป็นครั้งแรกที่มาสด้าใช้เทคโนโลยีการเชื่อมต่อจอ LCD กับแผงสัมผัสแบบ Optical Bonding ซึ่งจะช่วยลดแสงสะท้อนทำให้ผู้ขับขี่มองเห็นหน้าจอได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

MZD CONNECT

  •  CX-5ใหม่ ได้ติดตั้งระบบ MZD CONNECT ซึ่งเป็นระบบเชื่อมต่อในรถยนต์สมัยใหม่ที่ทำงานร่วมกับสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์มือถืออื่นๆ เพื่อให้ง่ายต่อการเชื่อมต่อระบบอินเทอร์เน็ต และเข้าถึงบริการเครือข่ายสังคมออนไลน์และฟังก์ชันการสื่อสารอื่น ๆ

ระบบ MZD CONNECT ประกอบไปด้วย ระบบเครื่องเสียง, การใช้งานโทรศัพท์แบบไร้สาย, ระบบติดต่อสื่อสารผ่านแอพพลิเคชั่น  Aha™ by HARMAN รวมไปถึงระบบนำทางผ่านดาวเทียมซึ่งใช้ข้อมูลจากเอสดีการ์ด

ระบบเครื่องเสียง

  • ระบบเสียงถูกปรับแต่งอย่างเหมาะสมเพื่อให้เข้ากับลักษณะของรถ SUV ด้วยเสียงที่คมชัดระดับไฮเอนด์พร้อมกับเสียงเบสที่หนักแน่นขึ้น ระบบเสียงใหม่ยังเพิ่มลำโพงทวีตเตอร์ที่ติดตั้งตรงบริเวณเสาเอ การวางลำโพงเสียงให้ใกล้กับโสตสัมผัสของผู้โดยสารจะทำให้เสียงชัดเจนขึ้น และเป็นธรรมชาติมากขึ้น
  • ระบบเสียงแบบพรีเมียมของ ลำโพง Bose® 10 ตัว ที่ถูกพัฒนาขึ้นร่วมกันระหว่างMazdaและ Bose ประกอบด้วยระบบชดเชยเสียงรอบทิศทาง AudioPilot™2 และระบบเสียงเซอร์ราวด์Centrepoint®2

 

 

สมรรถนะในการขับขี่

ความเพลิดเพลินในการขับขี่ที่ทุกคนสามารถสัมผัสได้

บนพื้นฐานของปรัชญาที่คำนึงถึงผู้โดยสาร ซึ่งมุ่งเน้นความมีชีวิตชีวาและกระตุ้นร่างกายและจิตวิญญาณผ่านประสบการณ์การขับขี่ที่สอดรับกับความรู้สึกของมนุษย์  Mazda พยายามสร้างรถยนต์ที่เสริมสร้างความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างรถกับคนขับ สำหรับ   CX-5 ใหม่ทุกสมรรถนะได้รับการปรับปรุงรอบด้าน ไม่เพียงแต่สำหรับผู้ขับขี่เท่านั้น แต่สำหรับทุกคนที่โดยสารอยู่ในรถ เพื่อให้ได้รับประสบการณ์ที่น่าพึงพอใจอย่างแท้จริง ความพยายามในการปรับแต่งระบบขับเคลื่อนและการควบคุมเสถียรภาพของตัวรถ ความสะดวกสบายในการขับขี่และความเงียบ ทำให้เกิดความมีชีวิตชีวาและความรู้สึกน่ารื่นรมย์ตลอดจนความสะดวกสบายสำหรับผู้โดยสารทุกคน

เครื่องยนต์และระบบส่งกำลัง

  • เครื่องยนต์หลากหลายรุ่นถูกเลือกสรรเพื่อนำมาใช้ให้เหมาะสมกับแต่ละตลาด สำหรับMazdaรุ่นนี้ใช้เครื่องยนต์คลีนดีเซล SKYACTIV-D 2.2 ลิตร และเครื่องยนต์เบนซินแบบฉีดตรง SKYACTIV-G 2.0 ลิตร จับคู่กับระบบเกียร์อัตโนมัติ SKYACTIV-DRIVE 6 สปีด ระบบส่งกำลังทั้งหมดนี้จะมอบอัตราเร่งที่ทรงพลังและตอบสนองได้อย่างเป็นธรรมชาติ พร้อมการประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยม และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
  • นอกจากนี้ยังมีระบบขับเคลื่อนแบบสี่ล้ออัตโนมัติ i-ACTIV AWD ของMazdaซึ่งช่วยป้องกันไม่ให้ล้อหน้าลื่นไถล ระบบนี้ใช้น้ำมันสังเคราะห์เพื่อลดการสูญเสียพลังงานตลอดช่วงอุณหภูมิในการทำงานด้วยการรักษาความหนืดให้ต่ำแม้ในอุณหภูมิที่เย็นจัด อีกทั้งยังลดความต้านทานโดยใช้บอลแบริ่งสำหรับชุดส่งกำลังในขณะออกตัวและชุดเฟืองท้ายด้านหลังทั้งหมด

SKYACTIV-VEHICLE DYNAMICS

  • CX-5ใหม่ ได้ติดตั้งระบบควบคุมสมรรถนะการขับขี่อัจฉริยะ (G-VECTORING CONTROL หรือ GVC) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ระบบแรกในอนุกรม SKYACTIV-VEHICLE DYNAMICS ของMazda ระบบจะทำงานโดยการปรับแรงบิดของเครื่องยนต์ให้ตอบสนองต่อการทำงานของพวงมาลัย ซึ่งเป็นการควบคุมแบบผสมผสานระหว่างแรงเร่งจากด้านข้างและด้านตามยาวของตัวรถ และปรับโหลดในแนวดิ่งที่กระทำลงบนล้อแต่ละล้อให้เหมาะสม GVC มีประโยชน์โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ SUV ซึ่งอาจจะมีแนวโน้มที่จะเกิดแรงกระทำจากด้านข้างรถอันเนื่องมาจากจุดศูนย์ถ่วงที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับรถยนต์นั่ง ช่วยให้ทั้งการตอบสนองและความมั่นคงของตัวรถดีขึ้น ในขณะที่ยังช่วยลดการโยกตัวออกไปด้านข้างของตัวผู้โดยสารและช่วยให้นั่งสบาย

SKYACTIV-CHASSIS

  • นอกเหนือจากการใช้ระบบพวงมาลัยพาวเวอร์แบบไฟฟ้าชนิดติดตั้งที่แกนพวงมาลัยแล้ว  CX-5 ใหม่ ยังใช้ชุดติดตั้งพวงมาลัยที่แข็งแรงมากขึ้น เพื่อช่วยเพิ่มการตอบสนองที่เป็นธรรมชาติและความแข็งแรงของระบบบังคับเลี้ยว
  • ระบบช่วงล่างของ CX-5 ใหม่ ด้านหน้าเป็นแบบแม็กเฟอร์สันสตรัท ส่วนระบบช่วงล่างด้านหลังเป็นแบบมัลติลิงค์ มีเส้นผ่านศูนย์กลางของลูกสูบในช็อคอัฟซอฟเบอร์คู่หน้ามีขนาดใหญ่ขึ้น และใช้บูชลูกยางที่มีของเหลวภายใน สำหรับช่วงล่างด้านหน้า เพื่อลดความรู้สึกว่าหน้าลอยตัวที่ทำให้ผู้ขับขี่รู้สึกได้ และลดการสั่นสะเทือนอันไม่พึงประสงค์ที่ทำให้ผู้โดยสารรู้สึกได้เมื่อรถเกิดอาการโคลง
  • ระบบเบรกเป็นแบบดิสก์เบรก พร้อมช่องระบายความร้อนที่ด้านหน้าและดิสก์เบรกไม่มีช่องระบายความร้อนในด้านหลัง นอกจากนี้ All-New CX-5 ยังเพิ่มฟังก์ชัน Auto-Hold ซึ่งจะช่วยให้ทำรถหยุดนิ่งอยู่กับที่แม้กระทั่งหลังจากที่ผู้ขับขี่ยกเท้าออกจากแป้นเบรก

SKYACTIV-BODY

  • ความแข็งแรงต่อแรงบิดตัวเพิ่มขึ้น 5% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้านี้ ช่วยลดการให้ตัวซึ่งอาจทำให้การตอบสนองต่อการบังคับเลี้ยวของผู้ขับขี่ช้าลง
  • ใช้เหล็กกล้าทนแรงดึงสูงพิเศษเพิ่มขึ้น ทั้งบริเวณเสาเอซึ่งใช้เหล็กกล้า 1,180 MPa และบริเวณเสาบี ส่วนด้านข้างซึ่งใช้เหล็กกล้า 980 MPa

สมรรถนะการลดเสียงสั่นสะเทือน – ความแข็งกระด้าง (NVH) และอากาศพลศาสตร์

  • เพื่อให้สภาพแวดล้อมของห้องโดยสารเกิดความเงียบสงบ ช่วยให้ผู้โดยสารเพลิดเพลินไปกับการสนทนาที่ปราศจากความตึงเครียดในขณะขับขี่ จึงมีความพยายามในการลดเสียงรบกวนจากพื้นถนนในย่านความถี่ต่ำ ซึ่งจะได้ยินเมื่อเดินทางบนถนนที่มีพื้นผิวขรุขระ รวมไปถึงเสียงลมและเสียงยางที่มีความถี่สูงเมื่อเดินทางด้วยความเร็วที่สูงขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับรุ่นก่อนหน้าที่ความเร็ว 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง All-New CX-5 ให้การสนทนาภายในห้องโดยสารในระดับที่ชัดเจนขึ้นประมาณ 10% และลดเสียงรบกวนลงได้ประมาณ 3 เดซิเบล เมื่อเดินทางบนพื้นผิวถนนที่ขรุขระ
  • ชิ้นส่วนทางอากาศพลศาสตร์ถูกติดตั้งบนตัวถังในตำแหน่งที่เหมาะสมเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด และรูปทรงแบบท่อของกระจังหน้าเปิดรับอากาศได้ดีช่วยทำให้มีสมรรถนะทางอากาศพลศาสตร์ดีเยี่ยม

ความปลอดภัย

i-ACTIVSENSE ได้รับการพัฒนาให้มีสมรรถนะความปลอดภัยระดับโลก

ความปลอดภัยเชิงป้องกันของมาสด้า (Mazda Proactive Safety*1) เป็นวิธีการที่ครอบคลุมการเพิ่มสภาวะที่ผู้ขับขี่สามารถขับรถได้อย่างปลอดภัยให้ได้มากที่สุดและมั่นใจได้อย่างดีเยี่ยม ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เกิดความเพลิดเพลินในการขับขี่อย่างแท้จริงกับลูกค้าทุกคน อุปกรณ์เสริมความปลอดภัยก่อนเกิดเหตุที่ถูกเพิ่มขึ้นมาใหม่จะช่วยให้เทคโนโลยีด้านความปลอดภัยขั้นสูงของ i-ACTIVSENSE*2 ของมาสด้าสามารถช่วยเตือนให้ผู้ขับขี่รับรู้ถึงสถานการณ์ความเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุ และลดโอกาสในการเกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน ยังรวมถึงการเริ่มใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อช่วยเสริมการรับรู้และการขับขี่ให้มีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังยกระดับอุปกรณ์เสริมความปลอดภัยขณะเกิดเหตุ โดยการปรับปรุงโครงสร้าง SKYACTIV-BODY ที่มีความแข็งแรงสูงให้มีประสิทธิภาพในการดูดซับแรงกระแทกจากหลายทิศทาง และเพิ่มการใช้เหล็กกล้าทนแรงดึงสูงพิเศษให้มากขึ้น ทั้งนี้เพราะมาสด้ามุ่งมั่นที่จะพัฒนารถยนต์ที่สามารถได้รับคะแนนในระดับสูงจากการทดสอบการชนทั่วโลก

*1: Mazda Proactive Safety เป็นปรัชญาความปลอดภัยของมาสด้ามีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มสภาวะที่ผู้ขับขี่สามารถขับรถได้อย่างปลอดภัยให้ได้มากที่สุด ในขณะที่ลดความเสี่ยงที่สามารถนำไปสู่การเกิดอุบัติเหตุ

*2: i-ACTIVSENSE เป็นเทคโนโลยีความปลอดภัยสมัยใหม่ที่ประกอบด้วยระบบที่ครอบคลุม โดยใช้อุปกรณ์ตรวจจับเช่น ชุดเรดาร์คลื่นสั้นระดับมิลลิเมตรและกล้องต่างๆ

ความปลอดภัยเชิงป้องกัน

  • CX-5ใหม่ ติดตั้งระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Mazda Radar Cruise Control, MRCC) ซึ่งจะปรับเปลี่ยนและรักษาระยะห่างที่ปลอดภัยจากรถคันข้างหน้าโดยอัตโนมัติ เพื่อลดภาระบางส่วนของผู้ขับขี่ ขณะเดินทางในระยะไกล

ความปลอดภัยปกป้อง

  • CX-5ใหม่ ใช้ SKYACTIV-BODY ที่มีความแข็งแรงสูงของมาสด้าซึ่งดูดซับและกระจายแรงกระแทกได้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อลดการเสียรูปของห้องโดยสาร นอกจากนี้ส่วนของเสาเอที่แข็งแรงขึ้นและการใช้วัสดุที่มีความแข็งแรงเพิ่มมากขึ้นแต่มีน้ำหนักเบาลงและทำให้เกิดความปลอดภัยในการชนในระดับที่สูงขึ้น
  • อุปกรณ์เสริมด้านความปลอดภัยที่หลากหลาย ช่วยให้เกิดความมั่นใจมากยิ่งขึ้นในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ โครงสร้างของเบาะหน้า ได้รับการปรับปรุงให้สามารถช่วยลดความรุนแรงจากการกระแทกที่จะเกิดขึ้นกับศีรษะ โดยการเพิ่มโฟมโพลีโพรพีลีนที่ด้านในของพนักพิงศีรษะ และปรับปรุงวิธีการติดตั้งของโครงสร้างพนักพิงหลังให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • โครงสร้างของฝากระโปรงและกันชนหน้าช่วยลดอาการบาดเจ็บที่บริเวณศีรษะหรือบริเวณเท้าของคนเดินถนนเมื่อเกิดการชน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ข้อมูลจำเพาะทางเทคนิค

ประเภทของตัวถังรถอเนกประสงค์ SUV
จำนวนที่นั่ง5 ที่นั่ง
ความยาง x ความกว้าง x ความสูง ทั้งหมด4,550 mm x 1,840 mm x 1,680 mm (ล้ออัลลอยขนาด 19”)

4,550 mm x 1,840 mm x 1,675 mm (ล้ออัลลอยขนาด 17”)

ระยะฐานล้อ2,700 mm
เครื่องยนต์SKYACTIV-D 2.2 (เครื่องยนต์สกายแอคทีฟคลีนดีเซล)

SKYACTIV-G 2.0 (เครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซิน)

ระบบส่งกำลังSKYACTIV-DRIVE เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด
ระบบกันสะเทือนหน้าอิสระแม็คเฟอร์สันสตรัท
ระบบกันสะเทือนหลังอิสระมัลติลิงค์
ระบบพวงมาลัยแร็คแอนด์พิเนียน
ระบบเบรก (หน้า / หลัง)ดิสก์เบรก พร้อมครีบระบายความร้อน / ดิสก์เบรก
ขนาดยาง225/55 R19

225/65 R17