Home Blog Page 516

“ทีมแข่งบีอาร์จี เอ็มเอ็มเอสฯ” จ่อโพเดี้ยมสนามโคราช ลั่น “ช้าง เซอร์กิต” ต้องทำได้!!!

0

เกาะติดข่าวคราว ทีมแข่ง “บีอาร์จี เอ็มเอ็มเอส บ็อช คาร์ เซอร์วิส บาย คาร์ซาโนวา” ซึ่งสนามที่ผ่านมาทำได้เพียงจ่อขี้นโพเดี้ยม โดยในช่วงออกสตาร์ทที่ต้องแบบน้ำหนักตัว ส่งผลให้อันดับตกลงไป ก่อนจะไล่แซง กลับมาจบการแข่งขันในอันดับ 6 พลาดตำแหน่งบนโพเดี้ยมไปอย่างน่าเสียดาย ส่วนสนามต่อไปที่จะไปร่วมเป็นซัพพอร์ตเรซ ในรายการ “ช้าง ซูเปอร์ จีที เรซ 2017” ทีมแข่งบีอาร์จี เอ็มเอ็มเอสฯ พร้อมกลับมาผงาด

นายสมศักดิ์ ศรีรัตนประภาส ประธานกรรมการบริหาร บีอาร์จี กรุ๊ป ผู้จำหน่ายรถยนต์นำเข้าระดับชั้นแนวหน้าจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก และนายสุดเขต จันทร์เฉลี่ย ผู้จัดการทั่วไป MMS-Bosch Car Service ศูนย์บริการรถยนต์ครบวงจร เปิดเผยว่า “ทีมแข่ง บีอาร์จี เอ็มเอ็มเอส บ็อช คาร์ เซอร์วิส บาย คาร์ซาโนวา (BRG MMS BOSCH CAR SERVICE BY CARZANOVA) จะเข้าร่วมแข่งขันรายการโตโยต้ามอเตอร์สปอร์ต 2017 สนามที่ 4 ระหว่างวันที่ 7-8 ตุลาคม 2560 โดยเข้าร่วมเป็นซัพพอร์ตเรซรายการใหญ่ “ช้าง ซูเปอร์ จีที เรซ 2017”

สำหรับความพร้อมของทีมตอนนี้ทางบีอาร์จี และเอ็มเอ็มเอส บ๊อช คาร์ เซอร์วิส ได้เร่งซ่อมแซม และเตรียมความพร้อมรถแข่งเพื่อให้พร้อมกับสนามต่อไป โดยได้รับการสนับสนุนจากสปอร์นเซอร์ร่วม ทั้งฟิล์มกรองแสงรถยนต์-อาคาร ลามิน่า, ยางรถยนต์คอนติเนนทอล, น้ำมันหล่อลื่น Moty’s, เรือยอชต์หรูแครนชี่ จากประเทศอิตาลี และเว็บไซต์ Carzanova.com เว็บไซต์วาไรตี้เรื่องยานยนต์ อย่างเต็มที่ ทำให้ตอนนี้รถแข่งกลับมาพร้อมสมบูรณ์ รวมถึงตัวนักแข่งก็มีความมั่นใจมากขึ้น เชื่อว่าทีมแข่งฯ ของเราจะประสบความสำเร็จที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต”

ขณะที่ “แอมป์” ปรม พวงงาม บรรณาธิการบริหาร เว็บไซต์ คาร์ซาโนวา ดอทคอม นักแข่งทีมบีอาร์จี เอ็มเอ็มเอส ฯ ในรายการแข่งขันโตโยต้า มอเตอร์สปอร์ต 2017 รุ่นอัลติส หมายเลข 54 กล่าวว่า “สนามที่แล้วซึ่งได้ไปดวลศึกความเร็วกันบริเวณสนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา จังหวัดนครราชสีมา เมื่อกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา ทำผลงานค่อนข้างดีครับหลังจากมีการปรับจูนทีมเซอร์วิส และช่างเทคนิคของบีอาร์จีและเอ็มเอสเอสฯ ที่ได้ช่วยกันตรวจเช็ครถแข่งอย่างละเอียด อีกทั้งยังมีเครื่องมือที่ทันสมัย ทำให้รถแข่งสมบูรณ์มากๆ โดยสามารถทำสปีดต่อรอบระยะทาง 2.1 กม. ในระดับหัวแถว ส่วนเวลาต่อรอบก็ใช้เวลาเพียงแค่ 1.16 นาทีนิดๆ ซึ่งไม่ต่างจากนักแข่งอันดับต้นๆ ติดเพียงแค่เรื่องน้ำหนักตัวที่แม้จะฟิตลดน้ำหนักลงมาได้ถึง 5 กิโลกรัม แต่ก็ยังแบกน้ำหนักมากกว่าคนอื่นอีก 30 กว่ากิโลกรัม ทำให้ช่วงควอลิฟายทำเวลาออกสตาร์ตได้เพียงแค่ที่ 6 จากจำนวนรถแข่ง 14 คัน ส่วนผลการแข่งขันแม้จะโดนแซงไปในช่วงออกตัว แต่ก็สามารถแซงคืนมาจบที่ 6 ได้ พลาดตำแหน่งบนโพเดี้ยมไปอย่างน่าเสียดาย ส่วนสนามต่อไปที่กำลังจะมาถึงนี้ผมตั้งใจมากประกอบกับความพร้อมของทีมเซอร์วิสเชื่อว่าผลงานน่าจะเป็นได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ครับ”

สำหรับการแข่งขันสนามที่ 4 นี้จะแข่งร่วมกับรายการ “ช้าง ซูเปอร์ จีที เรซ 2017” ควอลิฟายวันเสาร์ที่ 7 ตุลาคม และแข่งช่วงเช้าของวันอาทิตย์ที่ 8 กันยายน ต่อด้วยสนามสุดท้าย วันที่ 9-10 ธันวาคม สนามกีฬาสมโภช 700 ปี จังหวัดเชียงใหม่

 

“มาสด้า2” ผงาดคว้าแชมป์ไทยแลนด์ ซูเปอร์ ซีรี่ส์ 2017

0

มาสด้า2 ประกาศศักดาความแรงบนสนามแข่งขันรถยนต์ทางเรียบรายการใหญ่ระดับประเทศ ผงาดคว้าแชมป์ไทยแลนด์ ซูเปอร์ ซีรี่ส์ 2017 เป็นครั้งแรก ด้วยความแรงของเจ้าจิ๋วตัวจี๊ดมาสด้า2 กับเครื่องยนต์สกายแอคทีฟคลีนดีเซล (SKYACTIV-D) ขนาด 1500 ซีซี ผนวกกับสไตล์การขับขี่อย่างดุเด็ดเผ็ดมันส์ระดับเทพของสองนักแข่งทั้ง “ไมเคิล ฟรีแมน” ที่ควบรุ่นซีดาน 4 ประตู หมายเลข 55 และ “มานะ พรศิริเชิด” ควบรุ่นแฮตช์แบค 5 ประตู หมายเลข 43 ที่เข้ามาช่วยเสริมความแกร่งให้กับทีม Mazda Innovation Motorsport สามารถพิชิตชัยชนะเหนือคู่แข่งด้วยการคว้าแชมป์ประจำปี ทั้งประเภทบุคคลและประเภททีมมาครองได้อย่างงดงาม

การแข่งขันรถยนต์ทางเรียบปีนี้ดุเดือดถึงพริกถึงขิงกว่าทุกๆ ปีที่ผ่านมา ต้องวัดกันถึงสนามสุดท้ายก่อนที่มาสด้าจะคว้าชัยไปครองเป็นครั้งแรก โดยผลการแข่งขันในสนามสุดท้าย คือ เรซที่ 7 และ 8 ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ จาก 6 สนามที่ผ่านมาทีมมาสด้าเก็บคะแนนประเภททีมนำมาเป็นอันดับหนึ่ง สนามนี้จึงเป็นโอกาสที่ดีในการเก็บคะแนนสะสม

ในเรซที่ 7 สองนักแข่งสังกัดทีมมาสด้าลงควบมาสด้า2 ทำผลงานได้ดีทะยานผ่านเส้นชัยทั้งคู่ โดยมานะสร้างผลงานอันยอดเยี่ยมด้วยการคว้าแชมป์มาครองได้สำเร็จ ส่วนไมเคิลตามติดเข้ามาเป็นอันดับที่ 4 ต้องลุ้นกันต่อเนื่องในเรซสุดท้าย โดยตั้งเป้าหมายหลักก่อนลงสนามคือต้องคว้าแชมป์เท่านั้น

ทางด้านมานะยังแรงดีไม่มีตกยึดตำแหน่งโพเดียมได้สำเร็จ จบอันดับ 4 ส่วน ไมเคิล จบอันดับ 6 ถือเป็นการปิดท้ายรายการแข่งได้อย่างงดงาม สองนักแข่งแห่งค่ายมาสด้ากอดคอขึ้นโพเดียมรับถ้วยแชมป์ประจำปี โดย มานะ พรศิริเชิด คว้าแชมป์ประเภทบุคคลไปครอง ส่วน ไมเคิล ฟรีแมน ไม่น้อยหน้าครองอันดับ 3 อย่างสวยหรู และในประเภททีมมาสด้ายังกวาดคะแนนสูงสุดเป็นอันดับ 1 ในรุ่น Thailand Super Compact คลาส A ฝีมือการกวดของ 2 นักแข่งได้สร้างความฮือฮาไปทั้งวงการมอเตอร์สปอร์ตเมืองไทย

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ ผู้อำนวยอาวุโสฝ่ายการตลาด บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ดีเอ็นเอสายพันธุ์สปอร์ตไม่เคยเรือนหายไปจากมาสด้า แต่กลับช่วยสร้างเสริมเติมแต่ง มุ่งพัฒนาเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งดียิ่งขึ้น การคว้าแชมป์ทั้งประเภทบุคลและประเภททีมในครั้งนี้นับเป็นการประกาศศักดาความเป็นสายพันธุ์สปอร์ตอย่างยิ่งใหญ่ บนสนามทดสอบที่เปี่ยมด้วยความท้าทาย มาสด้าส่งรถ 2 สปอร์ตตัวจี๊ด อย่างมาสด้า2 ซึ่งเป็นรถรุ่นเล็กที่สุดของมาสด้า ที่มาพร้อมเครื่องยนต์คลีนดีเซล ขนาด 1500 ซีซี ให้ความแรงได้ดั่งใจสั่ง ทำการลงแข่งขันภายใต้ทีม Mazda Innovation Motorsport มาต่อเนื่อง ซึ่งผลการแข่งขันดีขึ้นเป็นลำดับ โดยในปีนี้รถทั้ง 2 คัน มีความสมบูรณ์มากที่สุดประกอบกับได้นักแข่งฝีมือฉกาจอย่าง มานะ พรศิริเชิด มาร่วมทีม และไมเคิลเองสามารถปรับการขับให้เข้ากับการเซ็ตรถของทีมได้เป็นอย่างดี ถือเป็นความลงตัวของทีมอย่างสมบูรณ์แบบ ทำให้ผลงานในปีนี้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้กับการคว้าแชมป์มาครองได้เป็นผลสำเร็จและเป็นครั้งแรกของทีม”

หากกล่าวถึงลีลาของ 2 นักแข่งในสนามล่าสุดเรซที่ 7 มานะออกสตาร์ทในอันดับที่ 2 ในการแข่งขันมีบางจังหวะเสียอันดับในบางรอบ แต่ด้วยฝีมือที่เหนือชั้น การสอดแทรกเข้าไลน์ การหาจังหวะเร่งแซง รวมทั้งการควบคุมพวงมาลัยที่แม่นยำของมานะ การกดคันเร่งเต็มสองเท้าทำให้กลับขึ้นนำเป็นจ่าฝูง ก่อนทะยานเข้าสู่เส้นชัยเป็นอันดับ 1 ได้สำเร็จ สะใจบรรดากองเชียร์เฮสนั่นแกรนด์สแตน ส่วนไมเคิลออกสตาร์ทในตำแหน่งที่ 4 แม้มีบางจังหวะที่เสียอันดับ แต่ยังสู้ไม่ถอยเร่งแซงกลับสู่อันดับเดิมได้สำเร็จ ก่อนเข้าเส้นชัยเป็นอันดับที่ 4 ในเรซนี้ ถึงแม้จะมีสายฝนที่โปรยปรายลงมาตลอดการแข่งขันเป็นอุปสรรคหลัก แต่ดูจะไม่ใช่ปัญหาสำหรับ 2 นักแข่งจากมาสด้า กลับเพิ่มสีสันความตื่นเต้นให้กับเรซนี้ให้ได้ลุ้นกันตัวโก่งยิ่งขึ้น

วันอาทิตย์ก่อนปิดฉาก ต้องลุ้นแชมป์กันต่อกับเรซสุดท้ายที่ต้องขับเขี้ยวกันมันส์หยด มานะออกสตาร์ทในอันดับที่ 5 ซึ่งในเรซนี้มานะถูกให้เพิ่มน้ำหนักตัวรถอีก 45 กิโลกรัม ตามกฎของการแข่งขัน แต่ไม่เป็นปัญหาต่อจิตใจอันแข็งแกร่ง มานะยังคงควบมาสด้า2 คู่ใจ ซิ่งทะยานสู่เส้นชัยในอันดับที่ 4 ขึ้นโพเดี้ยมได้สำเร็จ ส่วนไมเคิลออกสตาร์ทในอันดับที่ 2 ในระหว่างการขับเขี้ยวเกิดเสียหลัก รถหมุน แต่ใจยังสู้ไปต่อจนจบการแข่งขันในอันดับ 6

สรุปผลการแข่งขันไทยแลนด์ ซูเปอร์ ซีรี่ส์ 2017 ประเภท Thailand Super Compact คลาส A

สนามไมเคิล ฟรีแมน 

(อันดับ)

มานะ พรศิริเชิด

(อันดับ)

123
212
3121
441
524
627
741
864

การแข่งขันในปีนี้ มานะ แม้จะเป็นปีแรกที่เข้ามาร่วมทีมกับมาสด้าแต่ด้วยทักษะและประสบการณ์ความเชี่ยวชาญจึงปรับจูนเข้ากับรถแข่งมาสด้าได้อย่างรวดเร็ว สามารถพิชิตแชมป์ประจำปีนี้มาครองได้สำเร็จ ตามติดด้วยไมเคิลไม่น้อยหน้าคว้าอันดับ 3 มาได้เช่นกัน ส่งผลให้คะแนนรวมของประเภททีมคว้าอันดับ 1 บ่งบอกถึงการฟอร์มทีมที่เหนียวแน่น และการวางแผนที่ยอดเยี่ยมของทีม การการคว้าแชมป์ในครั้งนี้ถือเป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของมาสด้าในวงการมอเตอร์สปอร์ต ตอกย้ำความเป็นแบรนด์รถยนต์สายพันธ์สปอร์ตตัวจริง

“Ferrari 812 Superfast” ขุมพลัง V12 ความจุ 6.5 ลิตร 800 แรงม้า พร้อมให้จับจองในราคา 30 ล้านบาท

0

บริษัท คาวาลลิโน มอเตอร์ จำกัด ตัวแทนจำหน่าย และซ่อมบำรุงรถยนต์ เฟอร์รารี่แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย เปิดตัวรถยนต์ Ferrari เครื่องยนต์ 12 สูบ berlinetta รุ่นล่าสุด ในชื่อ 812 Superfast ซึ่งเป็นรถที่เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ของแบรนด์ นอกจากจะมาพร้อมกับนวัตกรรมใหม่ล่าสุดมากมายแล้ว ยังจะเป็นรุ่นที่มีความสำคัญเนื่องจากรถ V12 series นี้เป็นการเฉลิมฉลองการครบรอบ70ปีของตำนานม้าลำพองที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อปี1947

Ferrari 812 Superfast สะท้อนให้เห็นถึงยุคใหม่ของเครื่องยนต์เฟอร์รารี่ V12 ต่อยอดมาจากรุ่นที่โด่งดังในอดีตเช่น F12 berlinetta และ F12 tdf รถรุ่นใหม่นี้ได้ถูกพัฒนามาเพื่อลูกค้าที่ต้องการรถยนต์เฟอร์รารี่ที่แรงและพิเศษที่สุด โดยเป็นรถสปอร์ทที่มีสมรรถนะสุดยอดทั้งบนถนนและในสนามแข่ง แต่ก็ยังมีความสะดวกสบายเพียงพอที่เจ้าของสามารถที่จะได้รับประสบการณ์ที่ครบถ้วน ออกแบบโดย Ferrari Styling Center และมีดีไซน์ที่เป็นนิยามใหม่สำหรับรถ V12 เครื่องวางหน้า ด้วยเส้นสายที่ให้ความสปอร์ท โดยรวมจะเน้นความเป็น fastback คือมีรูปทรงแบบ two-box และด้านท้ายที่สูงเหมือนรถ 365 GTB4 จากปี1969

การออกแบบด้านข้างนั้นช่วยทำให้ท้ายรถนั้นดูสั้นลง ในขณะที่ซุ้มล้อที่ใหญ่นั้นบ่งบอกถึงพลังอันมหาศาลจากเครื่องยนต์V12 ของ 812 Superfast ไฟหน้าแบบ LED นั้นถูกฝังเข้าไปในดีไซน์ของช่องดักลมบนฝากระโปรงหน้า และช่วยย้ำเน้นถึงพลังของV12เช่นกัน

ด้านท้ายของรถมีไฟทรงกลมสี่ดวงที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากวัฒนธรรมของ Ferrari ช่วยทำให้ Ferrari 812 Superfast มีท่าทางที่ดุดัน และทำให้ทั้งห้องโดยสารและสปอยเลอร์ดูต่ำลง  รูปทรงและหลักอากาศพลศาสตร์นั้นต้องไปด้วยกันอย่างไร้ที่ติซึ่งเป็นการแก้ใขปัญหาทางเทคนิคต่างๆ ด้วยนวัตกรรมใหม่ๆ โดยมีรูปทรงที่สวยงามทันสมัยด้วยเช่นกัน สองตัวอย่างก็คือ ด้านหน้ารถแบบ multi-function ที่มีการใช้อุปกรณ์aerodynamicsเช่นช่องลมแบบactiveที่ด้านใต้หน้ารถ และที่ด้านท้ายซึ่งมีการทำ aerodynamic by-pass เพื่อเพิ่มแรงกด (downforce)

ภายในห้องโดยสารออกแบบมาเพื่อที่จะแมทช์กับดีไซน์ภายนอกที่มีแนวextreme แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งพื้นที่และความสะดวกสบาย มีความสปอร์ตและแหวกแนวมากขึ้น แผงหน้าปัดนั้นโอบกว้างไปถึงช่องแอร์กลางเพื่อที่จะดูเหมือนงานแกะสลัก

เบาะนั่งมีความสปอร์ทและเข้ากับสรีระมากขึ้น มาพร้อมกับ ระบบ HMI ใหม่ พวงมาลัยใหม่ รวมไปถึง ปุ่มควบคุมต่างๆ ระบบ infotainment และ ระบบปรับอากาศใหม่


ด้านขุมพลัง V12 ความจุ 6.5ลิตร สามารถผลิตกำลังได้สูงสุดถึง 800 แรงม้า และเป็นมาตรฐานใหม่ในเซ็กเม้นท์ mid-front-engined sports car โดยพละกำลังสูงสุดที่ 8,500 รอบ ทำให้รถมีอัตราส่วนกำลังต่อความจุเครื่องยนต์ที่ 123แรงม้า/ลิตร บ่งบอกได้ถึงสมรรถนะระดับไฮเอ็นด์ที่มีเฉพาะในรถยนต์ V12 ของ Ferrari เท่านั้น


กำลังจากเครื่องยนต์นั้นผนวกเข้ากับเสียงจากท่อไอเสียอันสุดจะเร้าใจที่มาจากความจุที่เพิ่มขึ้น แรงบิดสูงสุดนั้นอยู่ที่ 718 นิวตัน-เมตร ที่ 7,000รตน. ซึ่งกำลัง 80% ของแรงบิดทั้งหมดสามารถเรียกใช้งานได้ตั้งแต่3,500รตน.เป็นต้นไป สมรรถนะเหล่านี้ส่วนหนึ่งได้มาจากการใช้หัวฉีด direct injection ที่มีแรงดันสูงถึง350บาร์ และยังเป็นครั้งแรกที่เครื่องยนต์สมรรถนะสูงถูกจับคู่กับ ท่อไอดีแบบผันแปรที่นำมาจากรถยนต์ F1 ซึ่งใช้เครื่องยนต์ NA

ระบบเกียร์เป็นแบบคลัทช์คู่ (dual clutch) มีอัตราทดเกียร์ที่เจาะจง และเมื่อผนวกกับระยะเวลาเปลี่ยนเกียร์ (ขึ้นและลง) ที่รวดเร็วขึ้น ทำให้การตอบสนองของคันเร่งนั้นฉับไวขึ้นด้วยเช่นกัน

Ferari 812 Superfast มีระบบควบคุมและชิ้นส่วนต่างๆที่ล้ำหน้า เป็นผลให้รถนั้นมีการควบคุมและการเกาะถนนที่ไร้คู่แข่ง ทั้งยังเป็น Ferrari คันแรกที่มีระบบ EPS (Electric Power Steering) เมื่อถูกนำมาใช้งาน ทำให้สามารถเข้าถึงศักยภาพสูงสุดของรถได้ นอกจากนี้การรวบรวมระบบควบคุมการทรงตัวอีเล็คโทรนิคทุกระบบเข้าด้วยกัน รวมไปถึงระบบ Side Slip Control (SSC) เวอร์ชั่น 5.0 ใหม่ล่าสุด ทำให้พลังที่เพิ่มขึ้นสามารถควบคุมได้ง่าย และ มีความสนุกสนานตื่นเต้นมากขึ้น

Ferari 812 Superfast มาพร้อมสีใหม่ Rosso Settanta ซึ่งเป็นสีที่ทำมาในโอกาสครบรอบ70 ปีของรถค่ายม้าลำพอง โดยบริษัท คาวาลลิโน มอเตอร์ จำกัด ตัวแทนจำหน่ายและซ่อมบำรุงรถยนต์ เฟอร์รารี่แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ตั้งราคาจำหน่ายไว้ที่ 30 ล้านบาท

ข้อมูลเทคนิค
ผู้จัดจำหน่าย บริษัท คาวาลลิโน มอเตอร์ จำกัด

ยี่ห้อ,รุ่นFerrari 812 Superfast
เครื่องยนต์ V12 – 65 องศา
ความจุ (ซีซี)6,496 ซีซี
กำลังสูงสุด (แรงม้า/รตน.)(800 แรงม้า) ที่ 8,500 รตน.
แรงบิดสูงสุด (นิวตันเมตร./รตน.)718 นิวตัน-เมตร ที่ 7,000 รตน.
ระบบถ่ายทอดกำลัง (จังหวะ)แบบคลัทช์คู่ (dual clutch)
ความเร็วสูงสุด>340 กม./ชม.
0-100 กม./ชม. 2.9 วินาที
ยาว กว้าง สูง (มม.)4,657/ 1,971/ 1,276
อัตราบริโภคเชื้อเพลิง14.9 ลิตร/100กม.
ราคา (บาท)30,000,000

 

 

Rerun คลิปรายการ Auto World TV (24 กันยายน 2560)

0

AUTO WORLD TV

วันอาทิตย์ที่ 24 กันยายน 2560
เวลา 11.00 – 11.30 น. ทาง TNN 24
ดำเนินรายการโดย ภูวนาถ เผ่าจินดา
บรรณาธิการบริหาร นิตยสาร ออโต้บิลด์ ไทยแลนด์

Rerun คลิปรายการ Auto World TV (17 กันยายน 2560)

0

AUTO WORLD TV

วันอาทิตย์ที่ 17 กันยายน 2560
เวลา 11.00 – 11.30 น. ทาง TNN 24
ดำเนินรายการโดย ภูวนาถ เผ่าจินดา
บรรณาธิการบริหาร นิตยสาร ออโต้บิลด์ ไทยแลนด์

“Mercedes-Benz StarFest 2017” กิจกรรมทดสอบรถ พร้อมมอบสิ่งของและทุนการศึกษา

0

บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด สานต่อกิจกรรม “Mercedes-Benz StarFest 2017” ด้วยกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) ชวนคณะสื่อมวลชน ร่วมทำความดีถวายเป็นพระราชกุศล ด้วยการจัดขบวนคาราวานรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์เดินทางส่งมอบชุดเครื่องเขียนที่ประทับตราพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และเงินทุนการศึกษาแก่โรงเรียนตามจังหวัดต่างๆ

กิจกรรม ‘Mercedes-Benz StarFest 2017’ ได้แบ่งออกเป็น 4 ทริพ เริ่มจาก โรงเรียนโสตศึกษา จ.สุรินทร์, โรงเรียนบ้านแม่ไคร้ จ.เชียงใหม่, สถานคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กและครอบครัว ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.ขอนแก่น และสถานสงเคราะห์มูลนิธิหมู่บ้านเด็กตะวันฉาย จ.ภูเก็ต

ด้านกิจกรรมที่จัดขึ้นในจังหวัดขอนแก่น เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้นำคณะสื่อมวลชนออกเดินทางจาก กรุงเทพฯ-ขอนแก่น เป็นระยะทางกว่า 431 กิโลเมตร พร้อมการสัมผัสถึงดีไซน์ล้ำสมัย สมรรถนะอันยอดเยี่ยม และระบบความปลอดภัยชั้นเลิศ ของยนตรกรรมรุ่นล่าสุดในกลุ่ม Dream Car อย่าง C 250 Coupé AMG Dynamic, C 300 Cabriolet AMG Dynamic, Mercedes-AMG C 43 4MATIC Coupé และ Mercedes-AMG SLC 43 กลุ่ม Contemporary Luxury อย่าง E 220 d Estate AMG Dynamic รวมถึงยนตกรรมรุ่นอื่นๆภายใต้แบรนด์ “EQ – Electric Intelligence by Mercedes-Benz” อย่าง C 350 e AMG Dynamic และ S 500 e Executive จำนวนรวมกว่า 7 คันอีกด้วย

ก่อนเริ่มเดินทาง สื่อมวลชนได้ทำการจับฉลากเพื่อแบ่งรถยนต์ในกลุ่ม Dream Car ทั้ง 7 คัน

คันแรกที่ได้สัมผัสคือ Mercedes Benz C 300 Cabriolet AMG Dynamic ยนตรกรรมเปิดประทุนหลังคาผ้าใบที่ผสมผสานดีไซน์หรูหราโดดเด่นของรถยนต์ซาลูนตระกูล C-Class เข้ากับความสปอร์ตปราดเปรียวและเร้าใจของรถยนต์สไตล์ Coupé ไว้ได้อย่างลงตัว


ด้วยหลังคาที่เป็นผ้าใบทำให้ The new C 300 Cabriolet เป็นรถยนต์ที่มีน้ำหนักเบา รวมไปถึงการใช้วัสดุที่เป็นอลูมินัมอัลลอยในการประกอบทั้งสปอยเลอร์ ฝากระโปรงหน้า และฝากระโปรงหลังของตัวรถ โดยหลังคาสามารถกางเปิดหรือพับปิดได้ในเวลาเพียง 21วินาที ขณะที่รถวิ่งที่ความเร็วสูงสุด 50 กม./ชม.

ภายในห้องโดยสารบ่งบอกถึงความหรูหราในสไตล์ของรถยนต์ในตระกูล C-Class ได้เป็นอย่างดี ด้วยการเลือกใช้วัสดุชั้นดีมีคุณภาพสูง ไม่ว่าจะเป็นเบาะนั่งหุ้มหนังที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อรองรับกับทุกสรีระของผู้โดยสารรวมถึง ไฟห้องโดยสารปรับแต่งได้หลากหลาย

นอกจากนี้ยังมีพวงมาลัยสปอร์ตแบบมัลติฟังก์ชั่น (Multifunction Sports Steering Wheel) และยังมีระบบรักษาความปลอดภัยที่ออกแบบมาจากการวิจัยอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในชีวิตจริง เช่น ระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้าขณะขับรถ (ATTENTION ASSIST) และระบบช่วยเบรกแบบแอคทีฟ (Active Brake Assist) ที่จะทำหน้าที่ส่งสัญญาณเตือนเมื่อระยะห่างระหว่างรถคันข้างหน้าน้อยเกินไป และอีกมากมาย

เครื่องยนต์เป็นแบบเบนซิน 4 สูบ ขนาดความจุ 1,991 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 245 แรงม้า ที่ 5,500 รอบ พร้อมแรงบิด 370 นิวตันเมตร ที่1,300-4,000 รอบ ติดตั้งระบบส่งกำลังเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ (9G-TRONIC) ที่มีความโดดเด่นในด้านการเปลี่ยนเกียร์ที่นุ่มนวล

สำหรับการเดินทางระยะไกล ฟังค์ชั่น Dynamic Select ที่มีโหมดการขับขี่อันหลากหลาย ทำสัมผัสถึงการขับขี่แบบเร้าใจหรือการขับขี่แบบนุ่มสบายตลอดการเดินทางได้ในคันเดียว โดยระบบนี้มีโหมดการขับขี่ 4 แบบ คือ Individual ที่สามารถช่วยจดจำรูปแบบการขับขี่ของผู้ขับได้, Comfortช่วยให้ผู้ขับขี่รู้สึกผ่อนคลาย เหมาะกับการวิ่งบนถนนที่ลื่น, Sport เน้นการเพิ่มความเร้าใจในการขับขี่ให้มากยิ่งขึ้น


คันต่อมาคือ Mercedes Benz S 500 Executive ยนตรกรรมระดับพรีเมียมที่หรูหรา สง่างาม ผสมผสานแนวคิดการออกแบบที่ทันสมัย กระจังหน้าดีไซน์เป็น 3 มิติ มีฝากระโปรงแบบ Long Bonnet ด้านข้างสวยงามด้วยเส้นสายที่พริ้วไหว เส้นหลังคา หรือ Roof Line ลาดเทไปยังด้านท้าย


ห้องโดยสารหรู อลังการและคงเอกลักษณ์ของความเป็นผู้นำไว้อย่างคลาสสิค ผลิตจากวัสดุคุณภาพสูง ทั้งลายไม้และเบาะหนังแท้ รวมถึง Ambient Lighting ซึ่งเป็นไฟเรืองแสงล้อมรอบห้องโดยสารที่สามารถปรับได้ถึง 7 เฉดสี เบาะนั่งหุ้มหนัง Nappa แบบ Exclusive package ตัดเย็บลายเบาะแบบ diamond design หรูหรา นั่งสบาย

พลังหลักของ S 500 e มาจากเครื่องยนต์เบนซินรูปตัววีแบบ 6 สูบ อัดอากาศด้วยระบบเทอร์โบคู่ ขนาดความจุ 2,996 ซีซี ให้แรงม้าสูงสุดที่ 333 แรงม้า ที่ 5,250-6,000 รอบ/นาที และแรงบิด 480 นิวตันเมตร ที่ความเร็วรอบ 1,600-4,000 ต่อนาที ผสมรวมกับพลังมอเตอร์ไฟฟ้าที่ให้กำลังถึง 85 กิโลวัตต์ ขับเคลื่อนด้วยระบบส่งกำลังแบบเกียร์อัตโนมัติ 7G-TRONIC PLUS พร้อมระบบเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย

ความโดดเด่นของ S 500 e ซึ่งทำให้การเดินทางไกลสะดวกสบายมาจากระบบช่วงล่างแบบถุงลมที่นุ่มนวล และมั่นใจได้ตลอดการเดินทาง ระยะทางเกือบ 100 กม.ที่ได้ทดลอง ผมอาจจะโฟกัสไปที่ระบบ PLUG-IN HYBRID เพียงเล็กน้อยเท่านั้น เป้าหมายถูกเบนความสนใจไปที่ความสะดวกสบายของห้องโดยสาร แน่นอนว่าค่ายดาวสามแฉกนั้นไม่บกพร่องในหัวข้อนี้

รุ่นสุดท้ายที่ได้ลองคือ Mercedes Benz E 220 d Estate AMG Dynamic รถตรวจการณ์ที่การผสานความสะดวกสบาย ความปลอดภัย และความสง่างามของรถยนต์แบบซาลูน เข้ากับประสิทธิภาพของการใช้งานในชีวิตประจำวันของรถยนต์แบบ เอสเตท ได้อย่างลงตัว ดีไซน์ภายนอกมาพร้อมกับเส้นสายหลังคาลาดเอียงเสริมลุคที่ดูสปอร์ต โฉบเฉี่ยว พร้อมชุดแต่งรอบคันแบบ AMG Bodystyling

ห้องโดยสารภายในตกแต่งด้วยเบาะหนัง Nappa พร้อมด้วยระบบไฟเรืองแสงล้อมรอบห้องโดยสารด้วยเทคโนโลยี Full LED ปรับเปลี่ยนได้ถึง 64 สี, ระบบเครื่องเสียง Burmester® ติดตั้งระบบเสียงรอบทิศทางแบบ DSP Amplifier พร้อมลำโพง 13 ตัว, กล้องแสดงภาพรอบทิศทาง 360˚ camera และหลังคาแบบพาโนรามิคซันรูฟ

เครื่องยนต์เป็นแบบดีเซล 4 สูบ เทอร์โบพร้อมอินเตอร์คูลเลอร์ ขนาด 1,950 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 194 แรงม้าที่ 3,800 รอบ ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ (9G-TRONIC) ถึงแม้ว่าจะเป็นเครื่องยนต์ดีเซลแต่ก็ไม่ได้มีอัตราเร่งที่ด้อยไปกว่ารถอีกหลายรุ่นที่เข้าร่วมการเดินทาง เพราะอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม.ทำได้ในเวลาเพียง 7.7 วินาที และความเร็วสูงสุดทะลุ 220 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

รถยนต์รุ่นนี้ยังได้รับการออกแบบให้มีพื้นที่บรรจุสัมภาระอันกว้างขวางที่มีความจุถึง 670-1,820 ลิตร พร้อมด้วยเบาะที่นั่งผู้โดยสารด้านหลังที่สามารถพับลงได้แบบ 40:20:40 ได้อย่างรวดเร็วและง่ายดายเพื่อให้สอดคล้องกับปริมาณและรูปแบบสัมภาระของผู้ใช้ในแต่ละครั้ง

นอกจากนี้ยังสามารถปรับพนักพิงของที่นั่งด้านหลังให้เอียงเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมประมาณ 10 องศา พร้อมกับอุปกรณ์ติดตั้งมาตรฐานKEYLESS-GO Comfort package พร้อมฟังก์ชันเปิดบานประตูท้ายอัตโนมัติ HANDS FREE ACCESS รวมถึงแผ่นปิดที่เก็บสัมภาระด้านท้าย แบบดึงกลับ-เลื่อนเปิดขึ้นอัตโนมัติ

ลองรถเสร็จก็ถึงเวลาที่จะนำ ชุดอุปกรณ์เครื่องเขียน และสิ่งของอุปโภคบริโภคต่างๆรวมถึงทุนการศึกษา ไปส่งมอบให้กับสถานคุ้มครองสวัสดิภาพเด็ก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดขอนแก่น

ส่วนใหญ่ผู้ที่มาอยู่ในสถานคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กแห่งนี้ จะมีที่มาต่างกันทั้งที่มีความประพฤติตนไม่สมควรแก่วัย เด็กที่ได้รับการเลี้ยงดูไม่เหมาะสม ถูกทารุณทำร้ายทั้งทางร่างกายและจิตใจ

การเดินทางในครั้งนี้ นอกจากการได้ทดลองขับรถยนต์ทั้ง 3 รุ่น สื่อมวลชนที่เข้าร่วมเดินทางยังได้อิ่มบุญจากการส่งมอบทั้งเงินและสิ่งของบริจาค เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายของสถานคุ้มครองสวัสดิภาพเด็ก และถือเป็นการทำสาธารณกุศลที่จบลงอย่างมีความสุขทั้งผุ้ให้ และ ผุ้รับ

“Volvo XC40” เอสยูวีไซส์เล็ก รุ่นแรกของรถแดนไวกิ้ง

0

วอลโว่ คาร์ส ผู้ผลิตรถระดับพรีเมี่ยมได้เสริมทัพรถเอสยูวีด้วยการเปิดตัววอลโว่ XC40 ใหม่ รถเอสยูวีระดับ พรีเมี่ยมขนาดเล็กวันนี้ในเมืองมิลาน ประเทศอิตาลี

การมาถึงของ XC40 ใหม่ ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ทำให้วอลโว่ คาร์ส มีรถประเภทเอสยูวีให้เลือกถึงสามรุ่นทั่วโลก ซึ่งรถประเภทรถเอสยูวีถือเป็นรถที่มีการเจริญเติบโตเร็วที่สุดในตลาดยานยนต์ ช่วยปูทางด้านการเติบโตของยอดขายและการทำผลกำไร

XC40 ใหม่เป็นรถยนต์วอลโว่ รุ่นแรกที่มีโครงสร้างตัวถังรถตามแพลตฟอร์มใหม่ที่เรียกว่า Compact Modular Architecture (CMA) ซึ่งจะเป็นต้นแบบสำหรับรถรุ่นอื่นๆ ในตระกูล 40 รวมถึงรถที่ใช้พลังงานไฟฟ้าทั้งหมด ทั้งนี้แพลตฟอร์มแบบ CMA เป็นผลงานทางวิศวกรรมที่พัฒนาร่วมกับบริษัท Geely โดย CMA ช่วยทำให้บริษัทมีการจัดการด้านการผลิตที่ดีขึ้น

ฮาคาน ซามูเอลสัน (Håkan Samuelsson) ประธานและซีอีโอบริษัท วอลโว่ คาร์ส กล่าวว่า “XC40 ใหม่นี้คือก้าวแรกของเราในเซ็กเม้นท์รถเอสยูวี ขนาดเล็ก เพื่อสร้างแบรนด์วอลโว่ ให้เป็นที่แพร่หลายมากยิ่งขึ้นและนำพาเรามุ่งไปสู่ทิศทางและโอกาสใหม่ในการทำตลาด วอลโว่ น้องใหม่นี้แสดงถึงความสดใหม่ ความคิดสร้างสรรค์และความแตกต่างจากรถที่เราเคยมีอยู่ นี่คือสาเหตุที่เราเลือก เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี เป็นที่เปิดตัว XC40 คันนี้ เพราะมิลานเป็นศูนย์กลางด้านแฟชั่น ศิลปะ การออกแบบและไลฟ์สไตล์ของยุโรป”

ในด้านเทคโนโลยี XC40 ได้บูรณาการระบบความปลอดภัย การเชื่อมต่อ และความบันเทิง ที่ต่างได้เคยคว้ารางวัลมานับไม่ถ้วนจากรุ่นพี่ตระกูล 90 และ 60 ใหม่ลงมาในเซ็กเม้นท์เอสยูวีขนาดเล็ก และเช่นเดียวกับรถรุ่นพี่ วอลโว่ XC40 จะเน้นเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เราคิดค้นขึ้น ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านั้นจะสร้างความเปลี่ยนแปลงและผลกำไรให้เกิดขึ้นกับแบรนด์

XC40 เป็นหนึ่งในรถเอสยูวีพรีเมี่ยมขนาดเล็กที่มีเทคโนโลยีความปลอดภัยครบครันและดีที่สุดในตลาด อาทิ ระบบช่วยในการขับขี่กึ่งอัตโนมัติ (Pilot Assist) ระบบป้องกันการชน (City Safety) ระบบป้องกันรถยนต์วิ่งออกนอกช่องทาง (Run-off Road protection and mitigation) ระบบแจ้งเตือนเมื่อมีรถวิ่งเข้ามาทางด้านข้างขณะถอยหลังออกจากที่จอด (Cross Traffic alert) ที่มาพร้อมกับการช่วยเบรก และกล้องรอบทิศทาง 360 องศาที่ช่วยให้ผู้ขับนำรถเข้าจอดได้ทุกที่แม้จะคับแคบ

XC40 ปฏิวัติการเก็บของในรถด้วยการออกแบบภายในใหม่ที่แยบยลและชาญฉลาดเพื่อให้ผู้ขับขี่ได้ใช้ประโยชน์ของพื้นทั้งในประตูและใต้ที่นั่ง และพิเศษกว่านั้น XC40 ยังมาพร้อมช่องเก็บโทรศัพท์มือถือพร้อมระบบชาร์จแบบไร้สาย อีกทั้งยังมีตะขอที่พับเก็บได้สำหรับแขวนถุงใส่ของขนาดย่อม และถังขยะที่ถอดออกได้ตรงคอนโซลกลาง

ในขณะนี้ XC40 มีเครื่องยนต์ให้เลือก 2 แบบ คือ เครื่องยนต์ดีเซล D4 และเครื่องยนต์เบนซิน T5 4-สูบ Drive-E และในอนาคตจะมีเครื่องยนต์ไฮบริดและเครื่องยนต์ไฟฟ้าเพิ่มเติมเข้ามาเป็นทางเลือกด้วย นอกจากนี้ XC40 จะเป็นรถยนต์รุ่นแรกที่ใช้เครื่องยนต์แบบ 3-สูบใหม่ของวอลโว่

 

“ยามาฮ่า” มอบโชคร้านซ่อมอิสระทั่วประเทศ ครั้งที่ 1 ในแคมเปญ “อะไหล่แท้ แจกจริง ปี 5”

0

มร.ทาคายูกิ คุโรกาวะ (คนกลาง) ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายอะไหล่ พร้อมผู้บริหารระดับสูง บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ร่วมจับรางวัลมอบโชคให้แก่ร้านซ่อมรถจักรยานยนต์อิสระทั่วประเทศในแคมเปญ “อะไหล่แท้ แจกจริง ปี 5” ครั้งที่ 1 โดยให้สิทธิ์ร้านที่ซื้อผลิตภัณฑ์ อะไหล่ และอุปกรณ์ตกแต่งรถจักรยานยนต์แท้จากยามาฮ่า ส่งไปรษณียบัตรมาร่วมลุ้นรับรางวัล

การจับรางวัลในครั้งที่ 1 นี้ ยามาฮ่าแจกรถจักรยานยนต์ยามาฮ่า รุ่น GT125 จำนวน 1 รางวัล จี้ทองคำ YAMAHA หนัก 1 สลึง จำนวน 10 รางวัล และรางวัลอื่นๆ อีกกว่า 300 รางวัล รวมมูลค่ากว่า 3 แสนบาท ณ สถาบันฝึกอบรมขับขี่รถจักรยานยนต์ยามาฮ่า (YRA) และสามารถตรวจสอบรายชื่อผู้โชคดีได้ทาง www.yamaha-motor.co.th โดยการจับรางวัลครั้งที่ 2 จะมีขึ้นในวันที่ 15 ธันวาคม 2560

สำหรับแคมเปญ “อะไหล่แท้ แจกจริง ปี 5” เป็นการสนับสนุนให้ร้านซ่อมรถจักรยานยนต์อิสระใช้ผลิตภัณฑ์ และอะไหล่แท้จากยามาฮ่าในการให้บริการแก่ลูกค้า

โดยให้สิทธิ์แก่ผู้ที่เป็นเจ้าของร้านซ่อมรถจักรยานยนต์อิสระทั่วประเทศที่ซื้อผลิตภัณฑ์ อะไหล่รถจักรยานยนต์ อุปกรณ์ตกแต่งรถจักรยานยนต์น้ำมันเครื่องยามาลู้ป หรือสินค้าวาย-เทค ภายใต้เครื่องหมายการค้ายามาฮ่า จากบริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด โดยเขียนชื่อร้านค้า และชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ พร้อมติดสติ๊กเกอร์ Yamaha Genuine Parts & Accessories ลงบนไปรษณียบัตร และส่งมาที่บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด เลขที่ 64 หมู่ 1 ถนนบางนา-ตราด กม.21 ตำบลศีรษะจรเข้ใหญ่ อำเภอบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ 10570 และวงเล็บมุมซองว่า (อะไหล่แท้ ปี5)

ระยะเวลาการเล่น
วันที่ 1 มิถุนายน – 4 ธันวาคม 2560 หรือตั้งแต่วันที่ได้รับอนุญาต

กำหนดจับรางวัล
จับครั้งที่ 1 วันที่ 8 กันยายน 2560 ประกาศผลวันที่ 22 กันยายน 2560
จับครั้งที่ 2 วันที่ 15 ธันวาคม 2560 ประกาศผลวันที่ 27 ธันวาคม 2560

ประกาศผลทาง www.yamaha-motor.co.th

สถานที่จับรางวัล บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด สำนักงานใหญ่ ตั้งอยู่ เลขที่ 64 หมู่ 1 ถนนบางนา-ตราด กม.21 ตำบลศีรษะจรเข้ใหญ่ อำเภอบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ 10570

มูลค่ารางวัล จับ 2 ครั้ง รวมกัน
รางวัลที่ 1 รถจักรยานยนต์ยามาฮ่า รุ่น GT125 จำนวน 2 รางวัล มูลค่ารางวัลละ 44,500 บาท รวมมูลค่า 89,000 บาท
รางวัลที่ 2 จี้ทองคำYAMAHA หนัก 1 สลึง จำนวน 20 รางวัล มูลค่ารางวัลละ 6,000 บาท รวมมูลค่า 120,000 บาท
รางวัลที่ 3 เสื้อ YAMAHA RACING TEAM จำนวน 200 รางวัล มูลค่ารางวัลละ 800 บาท รวมมูลค่า 160,000 บาท
รางวัลที่ 4 กระเป๋าเป้ YAMAHA จำนวน 400 รางวัล มูลค่ารางวัลละ 500 บาท รวมมูลค่า 200,000 บาท
รวมของรางวัลตลอดรายการ จำนวน 622 รางวัล รวมมูลค่าทั้งสิ้น 569,000 บาท (ห้าแสนหกหมื่นเก้าพันบาทถ้วน)

“โตโยต้า มอเตอร์ สปอร์ต 2017” สนาม 3 ณ สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา จ.นครราชสีมา

0

การแข่งขันรถยนต์ทางเรียบรายการ “โตโยต้า มอเตอร์สปอร์ต 2017 … FAST FUN FEST ‘LIVE EXPERIENCE’ ดุเดือดอย่างต่อเนื่องในสนามที่ 3 เมื่อวันที่ 16 – 17 กันยายน ที่ผ่านมา ณ สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา จ.นครราชสีมา โดยมี นายสุรศักดิ์ สุทองวัน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด พร้อมด้วย นายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา นายเจริญชัย สุวรรณศรี ผู้อำนวยการสำนักงานการกีฬาแห่งประเทศไทย ภาค3 และ ผู้แทนจำหน่ายโตโยต้าจังหวัดนครราชสีมา ร่วมเปิดการแข่งขันท่ามกลางพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดนครราชสีมา ที่ให้ความสนใจเข้าร่วมชมการแข่งขันอย่างเนืองแน่น

ผลการแข่งขัน “โชเอะ โอดะ” จาก “ADVICS RACING TEAM CEF” โชว์ฟอร์มเยี่ยม คว้าแชมป์ “วีออส วันเมคเรซ ดิวิชั่น 1” ขณะที่ “Clement Leung” ครองแชมป์ “วีออส วันเมคเรซ ดิวิชั่น 2” ในส่วนของทางด้าน “วีออส วันเมคเรซ เลดี้คัพ” “ธัญชนก เจริญสุขะวัฒนะ” สามารถคว้าแชมป์ 3 สนามรวด รวมถึง “ธีรเวทย์ พุกพิบูลย์” ที่คว้าแชมป์รายการ “โคโรลล่า อัลติส วันเมคเรซ” และ “สะมอ ขอนพุดซา” คว้าแชมป์ในรายการ “ไฮลักซ์ รีโว่ วันเมคเรซ” ไปครองได้สำเร็จ


“วีออส วันเมคเรซ เลดี้คัพ”

เปิดฉากสนามแข่ง ความยาว 2.1 กิโลเมตร กับนักแข่งสาวสวยทั้ง 11 คน กับ 20 รอบการแข่งขัน โดยครั้งนี้ “ธัญชนก เจริญสุขะวัฒนะ” อาศัยจังหวะช่วงชิงตำแหน่งผู้นำเบียดเอาชนะ“Rina Ito” สามารถคว้าแชมป์ 3 สนามรวด มีคะแนนสะสมนำเป็นอันดับ 1 โดยมี “Rina Ito” ตามมาในอันดับ ที่ 2 ส่วนอันดับที่ 3 ตกเป็นของนัก “กมลชนก บุญคร่ำ” จากทีม “SITTIPOL GROUP TEAM”

ผลการแข่งขัน “วีออส วันเมคเรซ เลดี้คัพ” สนามที่ 3 

อันดับหมายเลขชื่อนักแข่งทีม
139ธัญชนก เจริญสุขะวัฒนะ
224Rina ItoADVICS RACING TEAM CEF
399กมลชนก บุญคร่ำSITTIPOL GROUP TEAM
433Michie MimotoADVICS RACING TEAM CEF
538ทิพวรรณ ภู่ระยับ

“วีออส วันเมคเรซ ดิวิชั่น 1 ”

“วีออส วันเมคเรซ ดิวิชั่น1” ” มีรถลงแข่งขันทั้งสิ้น 12 คัน แข่งขัน 20 รอบสนาม โดยแชมป์สนามนี้ ตกเป็นของ “Shohei Oda” จากทีม“ADVICS RACING TEAM CEF” ในขณะที่อันดับ 2 เป็นของ “Victor Conrad Spliid Jensen” และอันดับที่ 3 เป็นของ “ธีรภัทร เอี่ยมจินดา”

ผลการแข่งขันรุ่น โตโยต้า วีออส ดิวิชั่น1

อันดับหมายเลขชื่อนักแข่งทีม
125Shohei OdaADVICS RACING TEAM CEF
243Victor Conrad Spliid Jensen
362ธีรภัทร เอี่ยมจินดา
431ไกรวุธ จันทะคำแพงKYB SUPERCLUB RACING
596พุทธมนต์ ธนะพาสุขC FON RACING TEAM

“วีออส วันเมคเรซ ดิวิชั่น 2 ”

ในขณะที่รุ่น “วีออส วันเมคเรซ ดิวิชั่น2” ” มีรถลงแข่งขันทั้งสิ้น 7 คัน แข่งขัน 20 รอบ โดย ” Clement Leung” คว้าแชมป์อันดับ1 โดยมี “Kelvin Kwok” คว้าอันดับที่ 2 ในขณะที่อันดับที่ 3 ตกเป็นของ “นาดิร ศิลาพงษ์” จากทีม“Toyota Racing School Team”

ผลการแข่งขันรุ่น โตโยต้า วีออส ดิวิชั่น2

อันดับหมายเลขชื่อนักแข่งทีม
139Clement Leung
235Kelvin Kwok
329นาดิร ศิลาพงษ์Toyota Racing School Team
444ธนพล นิ่มทัยสุขToyota Racing Star Team
522Kentaro TsuchitoriADVICS RACING TEAM CEF

 

“โคโรลล่า อัลติส วันเมคเรซ”

สนุกเร้าใจไปกับ “โคโรลล่า อัลติส วันเมคเรซ ” มีรถลงแข่งขันทั้งสิ้น 12 คัน แข่งขัน 22 รอบสนาม โดยแชมป์ตกเป็นของ “ธีรเวทย์ พุกพิบุลย์” นักแข่งอิสระ โชว์ฟอร์มสุดเฉียบ คว้าแชมป์ไปครอง โดยมี “โชคชัย จารุนงคราญ” ตามมาในอันดับ 2 และอันดับที่ 3 ตกเป็นของ “Kentaro Chiba” จากทีม ”ADVICS RACING TEAM CEF”

ผลการแข่งขัน “โคโรลล่า อัลติส วันเมคเรซ”

อันดับหมายเลขชื่อนักแข่งทีม
138ธีรเวทย์ พุกพิบุลย์
269โชคชัย จารุนงคราญ
33Kentaro ChibaADVICS RACING TEAM CEF
436สุพงศ์ ขำต้นวงษ์SIRISHIN BLAZE RACING TEAM
57ชัญญบุศย์ ธนะผาสุขCFON RACING TEAM

“ไฮลักซ์ รีโว่ วันเมคเรซ”

ปิดท้ายด้วยรุ่นไฮไลท์ของการแข่งขันที่ทุกคนรอคอยกับการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ในการแข่งขันรถกระบะทางเรียบ “ไฮลักซ์ รีโว่ วันเมคเรซ” กับเครื่องยนต์ 2,400 ซีซี บทพิสูจน์ของกระบะสายพันธุ์แกร่ง กับช่วงล่างที่หนึบและสมรรถนะที่แรงสุดขีด ที่มีรถลงแข่งขันทั้งสิ้น 16 คัน กับ 22 รอบ เริ่มต้นการแข่งขันหลังจากสัญญาณไฟออกสตาร์ทดับลง เหล่านักแข่งก็ต่างเร่งเครื่องเพื่อแย่งชิงไลน์ในการเข้าโค้งแรก ด้วยความหนึบจากช่วงล่างของไฮลักซ์ รีโว่ ทำให้ทุกคนผ่านเข้าไลน์ได้อย่างยอดเยี่ยม โดย “สะมอ ขอนพุดซา” สามารถยึดครองตำแหน่งผู้นำ พร้อมคว้าแชมป์ไปได้ในที่สุด ตามมาด้วย “ชินวุฒิ เหล่าชินชาติ” ในอันดับที่ 2 และ “ธกร โชควนิช” จากทีม “SIRISHIN BLAZE RACING TEAM” ในอันดับ 3

ผลการแข่งขันรุ่น โตโยต้า ไฮลักซ์ รีโว่ วันเมคเรซ

อันดับหมายเลขชื่อนักแข่งทีม
199สะมอ ขอนพุดซา
223ชินวุฒิ เหล่าชินชาติ
398ธกร โชควนิชSIRISHIN BLAZE RACING TEAM
439ชานนท์  รจนาGT.RESIDENCE PROSPEED COMPACT TEAM
54นฤชิต เกียรติมณีศรี

นอกเหนือจากการแข่งขันสุดเร้าใจแล้ว กิจกรรมของ โตโยต้า มอเตอร์สปอร์ต 2017 ยังมีทั้งความสนุกและความบันเทิงหลากหลายรูปแบบภายใต้แนวคิด Fast Fun Fest อาทิเช่น กิจกรรมอบรมขับขี่ปลอดภัยโดย TOYOTA RACING SCHOOL / Car Performance Show/ การแสดง WAKUDOKI DANCE CONTEST และ กิจกรรม MEET&GREET TOYTA RACING STAR TEAM พร้อมปิดท้ายด้วยคอนเสิร์ตสุดมันส์โดนใจวัยรุ่นจากศิลปินวง 25 Hour

สนามหน้าพบกับความมันส์เต็มรูปแบบอีกครั้ง “ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชันแนล เซอร์กิต บุรีรัมย์” 6- 8 ตุลาคม ศกนี้

“บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย” เปิดตัวบีเอ็มดับเบิลยู K 1600 B และ โชว์รูมเอ็มเอฟ มอเตอร์ราด

0

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เปิดตัว เปิดตัวบีเอ็มดับเบิลยู K 1600 B ชูจุดเด่นกับการออกแบบสไตล์แบ็กเกอร์ เครื่องยนต์บิ๊กไซดืแบบ 6 สูบ 160 แรงม้า ระบบควบคุมช่วงล่างแบบไฟฟ้าแบบ Dynamic ESA พร้อมขยายความแข็งแกร่งในธุรกิจบิ๊กไบค์ภายใต้บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด เปิดตัวโชว์รูมเอ็มเอฟ มอเตอร์ราด บนถนนพระราม 5 ขยายศักยภาพและตอบรับกระแสตลาดบิ๊กไบค์ที่ยังคงโตอย่างต่อเนื่อง ชูการให้บริการมาตรฐานระดับโลกที่เข้าใจนักขี่บิ๊กไบค์ในทุกแง่มุม ครอบคลุมทั้งการจำหน่าย สินค้าไลฟ์สไตล์ และการให้บริการหลังการขาย

บีเอ็มดับเบิลยู K 1600 B มาพร้อมกับการออกแบบสไตล์แบ็กเกอร์ ซึ่งเป็นดีไซน์ที่ได้รับความนิยมในประเทศสหรัฐอเมริกา พร้อมด้วยองค์ประกอบที่ลงตัวในฉบับของมอเตอร์ไซค์สไตล์ทัวริ่ง โดดเด่นและแตกต่างด้วยทรวดทรงที่ดูเพรียวลมและคล่องตัว ผสมผสานกับสัญญาณไฟท้ายที่ติดตั้งไว้เป็นส่วนหนึ่งของกระเป๋าสัมภาระทั้งสองข้างอย่างลงตัวตามฉบับอเมริกัน รวมไปถึง Floorboard ที่ทำให้ท่านั่งในการขับขี่สะดวกสบายยิ่งขึ้นอีกด้วย

บีเอ็มดับเบิลยู K 1600 B ใหม่ พร้อมโลดแล่นไปบนท้องถนนอย่างสง่างามด้วยเครื่องยนต์ 6 สูบ ที่มาพร้อมกับเครื่องฟอกไอเสียเชิงเร่งปฏิกิริยาแบบใหม่ และมีการปรับเปลี่ยนระบบให้ลดอัตราการปล่อยมลภาวะตามเกณฑ์ EU4 ส่วนในด้านสมรรถนะ สามารถให้พละกำลังได้สูงสุดถึง 118 กิโลวัตต์หรือ 160 แรงม้า ที่ 7,750 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงถึง 175 นิวตันเมตร ที่ 5,250 รอบต่อนาที พร้อมระบบควบคุมช่วงล่างแบบไฟฟ้า Dynamic ESA ที่ปรับความแข็งของช่วงล่างได้อัตโนมัติตามสภาพการขับขี่ ทั้งยังสามารถเลือกเปลี่ยนสไตล์การขับขี่ได้ระหว่างโหมด “Road” และ “Dynamic” เพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัส

นอกจากนี้ บีเอ็มดับเบิลยู K 1600 B ใหม่ ยังพกอุปกรณ์มาตรฐานอีกมากมายเพื่อเสริมประสบการณ์ในการขับขี้ให้คล่องตัวและราบรื่นยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นระบบ ABS Pro, ระบบ Dynamic Traction Control ระบบ Keyless Ride ชุดเครื่องเสียงพร้อมรองรับระบบนำทาง และบลูทูธ ระบบ Hill Start Control (HSC) ที่ช่วยให้สามารถสตาร์ทเครื่องบนทางลาดชันได้สะดวกยิ่งขึ้น ระบบ Gear Shift Assist Pro ที่เปลี่ยนเกียร์ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาคลัทช์ พร้อมทั้งระบบทำความร้อนที่แฮนด์ (Heated Grips) และอื่นๆอีกมากมาย ให้คุณได้โลดแล่นสู่จุดหมายในท่วงท่าที่ทั้งสบายตัวและสง่างาม ท้าทายทุกสายตา

บีเอ็มดับเบิลยู K 1600 B เปิดตัวด้วยสีใหม่ Black Storm Metallic ที่ผสมผสานกับสีดำในเฉดอื่นๆบนตัวถังได้อย่างลงตัว เพื่อขับเน้นรูปร่างของตัวรถให้ดูน่าเกรงขามยิ่งขึ้น พร้อมตั้งราคาจำหน่ายไว้ที่ 1,450,000 บาท

สำหรับการเปิดตัวโชว์รูมเอ็มเอฟ มอเตอร์ราด บนถนนพระราม 5 มร. สเตฟาน ทอยเชอร์ต ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับ เอ็มเอฟ มอเตอร์ราด ในการมอบที่สุดแห่งประสบการณ์บิ๊กไบค์และบริการพรีเมียมให้แก่ลูกค้าในย่านถนนพระราม 5 ความร่วมมือในครั้งนี้คือ ผลจากความสำเร็จอย่างต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ในประเทศไทย พร้อมแนวโน้มการเติบโตของตลาดบิ๊กไบค์ที่ยังคงเพิ่มสูงขึ้น เราจึงยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับ เอ็มเอฟ มอเตอร์ราด ในการขยายโชว์รูมและสร้างการเข้าถึงต่อลูกค้าในกรุงเทพฯ ได้อย่างครอบคลุมมากขึ้น ทั้งยังตอกย้ำความแข็งแกร่งของทั้งบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด และเอ็มเอฟ มอเตอร์ราด ในประเทศไทย โดยเรามีความเชื่อมั่นว่าจะได้รับผลตอบรับที่ดีจากกลุ่มลูกค้าเป้าหมายในพื้นที่นี้”

คุณสุทิวัส ชัยศิริวิเชียร ประธานกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มเอฟ มอเตอร์ราด จำกัด กล่าว “เอ็มเอฟ มอเตอร์ราด ได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 และด้วยความสามารถในการตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างตรงจุด ซึ่งเกิดจากความเข้าใจและรู้จักลูกค้าทุกคนเป็นอย่างดี เราจึงขยายการให้บริการในรูปแบบเอ็กซ์คลูซีฟ โชว์รูมของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด มาสู่ย่านพระราม 5 นี้ พร้อมด้วยทีมที่ชำนาญและเชี่ยวชาญในทุกๆ เรื่องที่เกี่ยวกับมอเตอร์ไซค์ พร้อมให้บริการแก่ลูกค้าที่มีความเฉพาะตัวในแต่ละบุคคล ภายใต้ความเป็น One Stop Service for Big Bike”

คุณสุทิวัสกล่าวเสริม “กลยุทธ์หลักของเอ็มเอฟ มอเตอร์ราด คือการให้ความสำคัญสูงสุดกับการให้บริการ เรามุ่งเน้นการทำความรู้จักและการทำความเข้าใจลูกค้าเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าอย่างตรงจุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบริการหลังการขายที่ตอกย้ำความเป็นตัวจริงเรื่องบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด นอกจากนั้นเรายังวางแผนขยายโชว์รูมเพิ่มเติมในอนาคตเพื่อต่อยอดความสำเร็จระหว่างบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด และเอ็มเอฟ มอเตอร์ราด ที่มีอย่างต่อเนื่องอีกด้วย”

โชว์รูมและศูนย์บริการครบวงจรเอ็มเอฟ มอเตอร์ราด พระราม 5 ซึ่งเป็นสาขาที่สองของ เอ็มเอฟ มอเตอร์ราด ครอบคลุมพื้นที่กว่า 2,400 ตารางเมตร ด้วยงบประมาณการลงทุนกว่า 40 ล้านบาท มีพนักงานและเจ้าหน้าที่พร้อมให้บริการกว่า 17 คน จึงสามารถมอบบริการทั้งด้านการขายและบริการหลังการขายที่ตรงตามมาตรฐานระดับโลกของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ในทุกด้าน โดยตัวอาคารและพื้นที่แสดงมอเตอร์ไซค์ที่ได้รับการออกแบบเพื่อยกระดับประสบการณ์ที่มีต่อแบรนด์ให้กับลูกค้า ในขณะที่โซนจัดแสดงสินค้าไลฟ์สไตล์และโซนรับรองลูกค้าได้รับการจัดวางและออกแบบโดยคำนึงถึงความสะดวกสบายสูงสุดของลูกค้าบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด เป็นหัวใจสำคัญ

เอ็มเอฟ มอเตอร์ราด มีพนักงานให้คำปรึกษาทางด้านการขายและบริการหลังการขาย ซึ่งได้รับการอบรมจากบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ตามมาตรฐานในระดับเดียวกันกับบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ทั่วโลก พร้อมให้คำปรึกษาเพื่อมอบความประทับใจเหนือระดับให้กับลูกค้าบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราดทุกท่าน

โชว์รูมเอ็มเอฟ มอเตอร์ราด พระราม 5 ตั้งอยู่ที่ 135/5 หมู่ 7 ถนนนครอินทร์ ต. บางคูเวียง อ. บางกรวย นนทบุรี 11130 โทรศัพท์ 02-449-4893-4 หรือสามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการ ศูนย์บริการ และกิจกรรมต่างๆ ของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราดได้ที่เว็บไซต์ www.bmw-motorrad.co.th หรือที่เฟสบุ๊คแฟนเพจ www.facebook.com/BMWMotorradTH