Home Blog Page 517

“Ford Everest Family Trip” พาลูกค้าขับเคลื่อนความสุข พร้อมเยี่ยมชมโครงการพระราชดำริ

0

ฟอร์ด ประเทศไทย ร่วมกับ EVEREST CLUB THAILAND และฟอร์ด เอ็มดับบลิว นครอินทร์-ราชพฤกษ์ จัดกิจกรรม “Ford Everest Family Trip” พากลุ่มลูกค้าฟอร์ด เอเวอเรสต์และครอบครัวกว่า 100 คน ท่องเที่ยวไปกับขบวนคาราวานฟอร์ด เอเวอเรสต์ กว่า 50 คัน เพื่อกระชับความสัมพันธ์อันดีระหว่างฟอร์ดและกลุ่มลูกค้า รวมถึงส่งเสริมการสร้างความรักความอบอุ่นภายในครอบครัว พร้อมร่วมสัมผัสประสบการณ์การการขับขี่อย่างเหนือระดับไปกับฟอร์ด เอเวอเรสต์ รถยนต์เอนกประสงค์ที่เปี่ยมไปด้วยสมรรถนะเพื่อการขับขี่ มอบความอุ่นใจ เสริมความปลอดภัยในทุกการเดินทาง ณ หาดชะอำ จังหวัดเพชรบุรี

กลุ่มลูกค้าฟอร์ด เอเวอเรสต์และครอบครัวกว่า 100 คน เริ่มต้นกิจกรรมที่ศูนย์ฟอร์ด เอ็มดับบลิว นครอินทร์-ราชพฤกษ์ และแวะรับประทานอาหารกลางวันที่ร้านครัวเจ้าพระยา ร้านอาหารทะเลชื่อดังประจำจังหวัดสมุทรสาคร จากนั้นจึงออกเดินทางไปยังจุดหมายหลัก คือ โครงการชั่งหัวมันตามพระราชดำริ เพื่อเยี่ยมชมโครงการหลวงอันเนื่องมาจากพระราชดำริในการจัดทำแปลงเกษตรตัวอย่างแบบบูรณาการ พร้อมเรียนรู้การปลูกพืชเกษตรอย่างยั่งยืนในพื้นที่แห้งแล้ง อีกทั้งร่วมกิจกรรมปล่อยปลาลงสู่ฝายในเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าและพันธุ์พืช เพื่อขยายการแพร่พันธุ์ของสัตว์น้ำและส่งเสริมความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งน้ำ จากนั้นจึงเข้าพักที่บ้านพันทาย รีสอร์ท และทำกิจกรรมสันทนาการสุดสนุกร่วมกัน ก่อให้เกิดความสุขและรอยยิ้มขึ้นมากมาย

 

ตลอดกิจกรรมลูกค้าฟอร์ด เอเวอเรสต์และครอบครัว ได้สัมผัสและประทับใจไปกับประสบการณ์การขับขี่อย่างเหนือระดับของรถยนต์เอนกประสงค์ที่เปี่ยมไปด้วยสมรรถนะเพื่อการขับขี่ ที่มาพร้อมเทคโนโลยีช่วยในการขับขี่อัจฉริยะ (Advanced-Driving Assist Technology) เพื่อมอบประสบการณ์ขับขี่อันเหนือชั้น ปลอดภัย และสะดวกสบายขึ้นอีกระดับ อาทิ ระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติ ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง ระบบเตือนการชนด้านหน้า ระบบแจ้งเตือนการขับขี่ และระบบช่วยจอดอัจฉริยะ เป็นต้น

นางสาวศุภรางศุ์ อนุชปรีดา ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว “กิจกรรม Ford Everest Family Trip ครั้งนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าขาดความร่วมมืออันดีจาก คุณจีระพงษ์ เจรียงโรจน์ ประธานกลุ่ม EVEREST CLUB THAILAND และพี่ๆ น้องๆ ภายในคลับ ที่ให้เกียรติฟอร์ด ประเทศไทยเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมในครั้งนี้ รวมถึงคุณวรศักดิ์ ชาญไพบูลย์รัตน์ กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด เอ็มดับบลิว นครอินทร์-ราชพฤกษ์ ที่ช่วยอำนวยความสะดวกและประสานงานเป็นอย่างดี เราเชื่อมั่นเสมอว่าลูกค้าของฟอร์ด คือบุคคลที่มีค่ายิ่งและมีความสำคัญสำหรับการเติบโตที่แข็งแกร่งและยั่งยืน ลูกค้าเปรียบเสมือนคนในครอบครัวและเป็นผู้ที่ได้ให้ความไว้วางใจและเชื่อมั่นในสินค้าและบริการ ในนามของฟอร์ด ประเทศไทย ขอขอบพระคุณทุกความไว้วางใจของลูกค้าที่เข้ามาเป็นครอบครัวฟอร์ด เอเวอเรสต์ และให้ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ได้ดูแลครอบครัวอันเป็นที่รักของทุกท่าน รวมถึงร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนพลังความสุขในครอบครัว”

นางสาวศุภรางศุ์ กล่าวเสริม “ฟอร์ดหวังว่าผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกท่านจะสนุกสนานไปกับกิจกรรมครอบครัวอันแสนอบอุ่นต่างๆ ที่ช่วยสร้างความรักความผูกพันให้เกิดขึ้นในสถาบันครอบครัว พร้อมประทับใจไปกับประสบการณ์การขับขี่ที่นุ่มนวล ปลอดภัย และสะดวกสบายกับฟอร์ด เอเวอเรสต์ ฟอร์ด ประเทศไทย หวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะมีโอกาสได้เข้าร่วมกิจกรรมที่เป็นประโยชน์และขับเคลื่อนความสุขของกลุ่มลูกค้าฟอร์ดในครั้งต่อๆไป”

“The New Porsche Cayenne Turbo” ขุมพลัง 550 แรงม้า จัดการอากาศพลศาสตร์ใหม่ พร้อมเบรกสมรรถนะสูง

0

เปิดตัวครั้งแรกของโลกภายในงานมหกรรมยานยนต์ the 67th International Motor Show ณ นครแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี The new Porsche Cayenne Turbo เจเนอเรชั่นที่ 3 รุ่นสูงสุดของคาเยนน์ (Cayenne) อีกครั้งกับการกำหนดบรรทัดฐานใหม่ให้แก่วงการ ยกระดับสมรรถนะสปอร์ต เครื่องยนต์ความจุ 4.0 ลิตร V8 เทอร์โบ 550 แรงม้า โดดเด่นด้วยประสิทธิภาพการขับขี่บังคับควบคุมเร้าใจจากนวัตกรรมเทคโนโลยีแห่งอนาคตที่อัดแน่นอยู่ภายใน อาทิ ระบบจัดการอากาศพลศาสตร์หรือ active aerodynamics มาพร้อมสปอยเลอร์หลังคาปรับอัตโนมัติ ระบบช่วงล่างถุงลมปรับระดับอัตโนมัติthree-chamber air suspension ยางหน้าหลังต่างขนาดและระบบเบรกสมรรถนะสูงรุ่นล่าสุด รวมถึงอุปกรณ์พิเศษเพิ่มเติมเพื่อรองรับความต้องการอีกหลากหลายรายการ อาทิ ระบบช่วยเลี้ยวล้อหลัง rear-axle steering หรือระบบควบคุมการทรงตัว electric roll stabilization ควบคุมด้วยแรงดันไฟฟ้า 48 โวลต์ มีอัตราเร่งจากจุดหยุดนิ่งไปยังความเร็ว 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ด้วยระยะเวลาเพียง 4.1 วินาที

ชิ้นส่วนตัวถังด้านหน้าที่ได้รับการออกแบบขึ้นเป็นพิเศษ โดดเด่นด้วยไฟหน้าแบบ LED พร้อมระบบ Porsche Dynamic Light System (PDLS) เสริมสัมผัสแห่งรูปทรงอันสง่างามและเปี่ยมไปด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัวให้แก่ คาเยนน์ เทอร์โบ (Cayenne Turbo) ได้เป็นอย่างดี

ในการขับขี่ยามค่ำคืนสร้างความแตกต่างเหนือระดับในสไตล์ยนตกรรมเทอร์โบรุ่นหัวแถวของ คาเยนน์ (Cayenne) ด้วยระบบไฟส่องสว่างเฉพาะรุ่น double-row front light modules มุมมองด้านข้างตัวรถสุดดุดันด้วยล้ออัลลอยขนาดใหญ่ถึง 21 นิ้ว ลาย Turbo ติดตั้งเป็นพิเศษเฉพาะรุ่นเทอร์โบ (Turbo) เท่านั้น ลงตัวกับซุ้มล้อที่ได้รับการขนาดและพ่นสีเดียวกับตัวรถ ปลายท่อไอเสียคู่เอกลักษณ์ของรุ่นเทอร์โบ (Turbo) คือจุดเด่นของมุมมองด้านท้ายรถ แผงประตูและชิ้นส่วนตัวถังด้านหลังพ่นสีเดียวกับตัวรถ

งานตกแต่งภายในห้องโดยสารเน้นย้ำความเป็นปัจเจกยานยนต์สไตล์สปอร์ตเต็มรูปแบบ เสริมบรรยากาศสุดเร้าอารมณ์พร้อมกับเพิ่มอรรถประโยชน์สุดสะดวกสบายทุกฟังก์ชั่นการทำงานผสานเข้ากับระบบเครือข่ายการควบคุมสมบูรณ์แบบ แสดงผลและสั่งการผ่านหน้าจอสัมผัสความละเอียดสูง ด้วยแนวคิดในการออกแบบนวัตกรรมใหม่อย่าง Porsche Advanced Cockpit ที่บ่งบอกความเป็นเรือธงด้วยอุปกรณ์มาตราฐานระดับคุณภาพระบบเครื่องเสียงรอบทิศทางจาก BOSE® Surround Sound System ให้พละกำลังขับสูงสุด 710 วัตต์ มอบสัมผัสแห่งประสบการณ์ความเป็นเลิศให้แก่ผู้ขับขี่และผู้ด้วยสารด้วยเบาะนั่งแบบสปอร์ต ปรับระดับด้วยระบบไฟฟ้า18 ทิศทาง หมอนรองศีรษะแบบฝังลงในตัวเบาะทุกตำแหน่งที่นั่งซึ่งเป็นเอกลักษณ์การใช้งานแบบใหม่ สะท้อนถึงภาพลักษณ์ยนตกรรมสปอร์ตในตำนานของปอร์เช่ 911 (Porsche 911) อย่างเด่นชัด ติดตั้งพวงมาลัยสปอร์ตอเนกประสงค์multi-function พร้อมระบบทำความร้อนดีไซน์พิเศษเฉพาะรุ่นเทอร์โบ (Turbo)

หัวใจหลักของพลังแห่งการขับเคลื่อน คาเยนน์ เทอร์โบ (Cayenne Turbo) คือ เครื่องยนต์ V8 รุ่นใหม่ล่าสุด ขนาดความจุกระบอกสูบ 4.0 ลิตร ติดตั้งระบบอัดอากาศเทอร์โบคู่ ให้พละกำลังสูงสุด 550 แรงม้า (404 กิโลวัตต์)มากกว่ารุ่นที่แล้วถึง 30 แรงม้า (22 กิโลวัตต์) พร้อมแรงบิดสูงสุดกว่า 770 นิวตันเมตร ที่เพิ่มขึ้นจากรุ่นที่แล้วถึง 20 นิวตันเมตร เชื่อมต่อด้วยเกียร์อัตโนมัติอัจฉริยะ 8 จังหวะ Tiptronic S ให้อัตราเร่งชั้นยอดและความเร็วสูงสุดอันน่าตื่นเต้น

ถ่ายทอดพลังขับเคลื่อนสู่พื้นถนนอย่างสมบูรณ์แบบด้วยระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ active all-wheel drive และระบบPorsche Traction Management (PTM) คาเยนน์ เทอร์โบใหม่ (The new Cayenne Turbo) สามารถเร่งออกตัวจากจุดหยุดนิ่งไปยังความเร็ว 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายในระยะเวลาเพียง 4.1 วินาที (3.9 วินาที เมื่อติดตั้งชุดแต่งเพิ่มสมรรถนะ Sport Chrono) และสามารถเร่งความเร็วสูงสุดได้ถึง 286 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

เอกลักษณ์หนึ่งของขุมพลังเครื่องยนต์ยุคใหม่ คือ ระบบอัดอากาศเทอร์โบชาร์จเจอร์ติดตั้งบริเวณกึ่งกลางกระบอกสูบรูปตัว V หรือ“central turbo layout” ท่อไอเสียระหว่างห้องเผาไหม้และชุดอัดอากาศเทอร์โมที่สั้นลง ส่งผลให้เครื่องยนต์มีการตอบสนองเพิ่มมากขึ้นซึ่งหมายความว่าด้วยลักษณะการวางตำแหน่งของเทอร์โบแบบใหม่ ช่วยให้เครื่องยนต์มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นนั่นเอง นอกจากนี้ยังช่วยให้เกิดข้อดีจากขนาดของโครงสร้างที่เล็กลง ทำให้สามารถติดตั้งเครื่องยนต์ในตำแหน่งที่ต่ำลงกว่าเดิม ผลลัพธ์ก็คือสมรรถนะการบังคับควบคุมที่เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น สามารถเข้าโค้งความเร็วสูงได้อย่างแม่นยำ เฉียบคม จากจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำลง

โครงสร้างตัวถังและระบบรองรับที่มีน้ำหนักเบาเป็นพิเศษ คือส่วนผสมสุดลงตัว 3 อย่างได้แก่ ความแม่นยำเที่ยงทรงของรถสปอร์ตสายพันธุ์แท้ ความนุ่มนวลสะดวกสบายในสไตล์รถซาลูนเปี่ยมสมรรถนะ และสุดท้ายคือ ศักยภาพในการท้าทายอุปสรรคบนเส้นทางทุรกันดารซึ่งเป็นคุณลักษณะของยานยนต์ off-road ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้จากการทำงานของระบบช่วงล่างถุงลมอัตโนมัติ three-chamber air suspension พร้อมระบบปรับความหนืดโช้คอัพไฟฟ้า PASM เสริมขีดความสามารถให้แก่ตัวรถอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน


แนวคิดใหม่สำหรับการติดตั้งยางหน้าและหลังต่างขนาดเป็นมาตราฐานด้วยยางรถยนต์คู่หน้าขนาด 285/40 และยางรถยนต์คู่หลังขนาด 315/35 ถ่ายทอดจากการออกแบบพัฒนารถสปอร์ตสมรรถนะสูง โดยมีวัตถุประสงค์ในการเพิ่มเสถียรภาพและการส่งกำลังทั้งในแนวราบและแนวดิ่ง ชุดสปริงถุงลมนวัตกรรม three air chambers ใหม่ล่าสุด ถูกนำมาประยุกต์ใช้ร่วมกับระบบปรับความสูงใต้ท้องรถเพื่อเพิ่มสมรรถนะในการบุกตะลุยเส้นทาง off-road ได้ตามความต้องการ

นอกจากนี้ระบบดังกล่าวพร้อมรองรับการทำงานถึง 5 ลักษณะ สำหรับการเดินทางบนถนนปกติหรือนอกเส้นทางถนนผสานการทำงานร่วมกับอุปกรณ์พิเศษอย่าง ระบบช่วยเลี้ยวล้อหลัง rear-axle steering ระบบควบคุมการทรงตัวด้วยอิเล็กทรอนิกส์ Porsche Dynamic Chassis Control (PDCC) roll stabilization ควบคุมด้วยไฟฟ้าแรงดันสูง 48 โวลต์และระบบ Porsche Torque Vectoring Plus (PTV+) จึงไม่น่าแปลกใจที่ Cayenne Turbo จะให้สมรรถนะในการขับขี่และบังคับควบคุมเทียบเท่ากับรถสปอร์ตพันธุ์แท้ แต่ในขณะเดียวกัน ก็พร้อมตอบสนองต่อการใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างเหมาะสมในการเข้าโค้งที่ได้รับการพัฒนาขึ้น เช่นเดียวกับความนุ่มนวลสะดวกสบายยามโดยสารเดินทาง

The new Cayenne Turbo ถือได้ว่าเป็นยนตกรรมสปอร์ต SUV รุ่นแรกที่ได้รับการติดตั้งชุดสปอยเลอร์หลังคาปรับระดับอัตโนมัติ ซึ่งเป็นชิ้นส่วนสำคัญของระบบจัดการอากาศพลศาสตร์ active aerodynamics ด้วยศักยภาพในการปรับตำแหน่งองศาการทำงานเพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในแต่ละสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มแรงกดให้แก่ตัวถังด้านท้ายรถและในตำแหน่ง airbrake ช่วยลดระยะทางที่ใช้ในการชะลอความเร็วของระบบเบรกในขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูง เมื่อเบรกเต็มที่จากความเร็ว 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง


สุดยอดยนตกรรม SUV จาก PORSCHE สามารถหยุดสนิทด้วยระยะทางที่สั้นกว่าเดิมถึง 2 เมตร ระบบจัดการอากาศพลศาสตร์ชั้นยอด ประสานการทำงานร่วมกับระบบเบรกสมรรถนะสูงชั้นเยี่ยม ใหม่ล่าสุดด้วย Porsche SurfaceCoated Brake (PSCB) ติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตราฐานเพื่อเสริมประสิทธิภาพให้แก่ระบบเบรก ด้วยการเคลือบสาร ทังสเตน คาร์ไบด์ (Tungsten Carbide) ลงบนพื้นผิวของจานเบรกเหล็กหล่อทำหน้าที่เพิ่มแรงเสียดทานให้แก่จานเบรกเพื่อลดระยะทางที่ใช้ชะลอความเร็ว รวมไปถึงลดการสึกหรอและลดฝุ่นผงที่เกิดขึ้นจากการใช้งานไปพร้อมกัน นั่นหมายถึงความสะอาดสวยงามของวงล้ออัลลอยที่เป็นประโยชน์ทางอ้อมอีกด้วยทั้งนี้ระบบเบรกที่มีสมรรถนะการทำงานสูงสุด ยังคงเป็นระบบเบรกเซรามิก PorscheCeramic Composite Brake (PCCB) ซึ่งสามารถติดตั้งเป็นอุปกรณ์พิเศษ

“The New Lexus CT200h” ออกแบบพิถีพิถัน โดดเด่นด้วยนวัตกรรม Full Hybrid และอัดแน่นเทคโนโลยีความปลอดภัย

0

เลกซัสกรุ๊ป บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด แนะนำ สุดยอดยนตกรรมไฮบริดแฮทช์แบค ระดับหรู เลกซัส CT200h รุ่นปรับโฉมใหม่ มาพร้อมความสมบูรณ์แบบที่เหนือระดับยิ่งขึ้น โดดเด่นด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยีของการขับขี่แบบ “Full Hybrid” ให้สมรรถนะเต็มประสิทธิภาพ ผสานกับเอกลักษณ์การออกแบบที่เน้นความปราณีตพิถีพิถัน พร้อมด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยเหนือระดับ Lexus Safety System+ สร้างนิยามใหม่ของ ยนตกรรมไฮบริดแฮทช์แบค ระดับพรีเมียม ภายใต้แนวคิด “Live Play Fun”

Lexus CT200h รถยนต์ไฮบริดแฮทช์แบคที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากกลุ่มลูกค้าทั่วโลกด้วยยอดขายสะสมมากกว่า 300,000 คัน สำหรับประเทศไทยได้ถูกแนะนำสู่ลูกค้าครั้งแรกในปี พ.ศ. 2554 และเป็นรถคอมแพคห้าประตูรุ่นแรกที่เหมาะกับการขับขี่ในเมืองด้วยขนาดที่คล่องตัว ประหยัดน้ำมันและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยระบบไฮบริดเต็มรูปแบบ โดดเด่นด้วยการออกแบบภายในที่สะท้อนให้เห็นถึงความปราณีตและความหรูหรา เพื่อความรื่นรมย์ในการขับขี่

การปรับปรุงโฉมในครั้งนี้ New Lexus CT200h มาพร้อมกับรูปลักษณ์ที่โดดเด่น สะกดทุกสายตา ด้วยกระจังหน้า Spindle Grille ดีไซน์ใหม่ออกแบบให้รับกับไฟตัดหมอกที่สะท้อนเอกลักษณ์เฉพาะ ไฟหน้าแบบแอลอีดีพร้อมไฟ Daytime running lights อีกทั้งชุดไฟท้ายรูปตัว L รวมถึงล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ขนาด 16 นิ้ว

New Lexus CT200h สะท้อนความเหนือระดับผ่านองค์ประกอบเนื้อสีพิเศษ คมชัดทุกเส้นสาย พร้อมเพิ่มทางเลือกสำหรับลูกค้าด้วยการแนะนำ 3 คู่สีใหม่ สำหรับเฉดสีทูโทน ในเกรด Luxury และ Premium ตัวรถสี Sonic Quartz ที่จับคู่กับหลังคาสี Sonic Titanium หรือตัวรถสี Red Mica Crystal Shine ที่จับคู่กับหลังคาสี Mercury Gray Mica และตัวรถสี Graphite Black Glass Flake ที่จับคู่กับหลังคาสี Sonic Titanium ได้อย่างลงตัว

ภายในสะดวกสบาย เด่นด้วยคุณภาพของวัสดุหุ้มเบาะที่คัดสรรพิเศษพร้อมทางเลือกใหม่ สี Dark Camel ในรุ่น Luxury Fabric สี Orche ในรุ่น Luxury Leather & Premium และสี Flare Red ในรุ่น F SPORT ทั้งยังได้รับการติดตั้งจอแสดงผลข้อมูล Electro Multi Vision (EMV) ขนาดใหญ่ที่ให้การควบคุมทำได้ง่ายขึ้น

เครื่องยนต์เป็นเทคโนโลยีแห่งอนาคตในระบบ Atkinson Cycle รหัส 2ZR-FXE 4 สูบ ขนาด 1.8 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 99 แรงม้า (PS) ที่ 5,200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 142 นิวตันเมตร ที่ 2,800 – 4,400 รอบ/นาที ทำงานร่วมกับมอเตอร์ซิงโครนัสแบบแม่เหล็กถาวร แรงดันไฟฟ้าสูงสุด 650 โวลต์ กำลังสูงสุด 60 กิโลวัตต์ (82 แรงม้า) และ แรงบิดสูงสุด 207 นิวตัน-เมตร ซึ่งเมื่อรวมทั้ง 2 ระบบ จะได้เป้น 136 แรงม้า พัฒนาระบบเกียร์ให้เป็นแบบ ส่งกำลังแบบแปรผันต่อเนื่อง ควบคุมด้วยระบบอิเลคทรอนิก (ECVT) พร้อมระบบลดระดับเกียร์แบบ Two-speed

สามารถเลือกรูปแบบการขับขี่ได้ถึง 4 โหมด ทั้งโหมด EV ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า โหมด Normal สำหรับการขับขี่แบบปกติ โหมด Eco เพื่อความประหยัด โหมด Sport ใช้ในการขับขี่ที่สปอร์ตเร้าใจ


เทคโนโลยีความปลอดภัยเหนือระดับที่อัดแน่นใน Lexus Safety System+ อาท ระบบช่วยรักษาช่องทางวิ่ง Lane Keep, ระบบป้องกันก่อนการชน Pre-crash safety system, ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน Adaptive Cruise Control

ในด้านความปลอดภัยเชิงป้องกัน New Lexus CT200h ได้ออกแบบฝากระโปรงที่ดูดซับแรงกระแทก และที่ปัดน้ำฝน ให้ช่วยลดอาการบาดเจ็บ ในกรณีที่เกิดการชนคนเดินเท้า พร้อมเสริมถุงลมคู่หน้า Twin-chamber Passenger Car ให้ความปลอดภัยสูงสุดสำหรับผู้โดยสารตอนหน้าและลดผลกระทบสูงสุดในกรณีเกิดการชน โดยการันตีความปลอดภัยขั้นสูงสุดจาก Euro NCAP และ NCAP (USA) ที่ระดับ 5 ดาว และ J-NCAP (Japan) ที่ระดับ 6 ดาว

เลกซัสกรุ๊ป บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด นำเข้า New Lexus CT200h ซึ่งมีสีให้เลือกทั้งหมด 12 สี และแบ่งออกเป็น 4 รุ่น ได้แก่ CT200h Luxury Fabric ราคา 1,999,000 บาท, CT200h Luxury Leather ราคา 2,345,000 บาท, CT200h Premium ราคา 2,630,000 บาท และ CT200h F Sport จำหน่ายในราคา 2,965,000 บาท สำหรับสีทูโทน ราคาจะเพิ่มขึ้น 20,000 บาท

“โตโยต้า ยาริส ใหม่” ปรับโฉมเฉี่ยว เหนือชั้นเรื่องความปลอดภัย ราคาเพิ่มเพียง 10,000 บาท

0

แฮทช์แบค 5 ประตู รูปลักษณ์โฉบเฉี่ยว มีสไตล์ ปรับโฉมใหม่ทั้งภายนอกและภายใน ยกระดับความปลอดภัยเหนือชั้นกว่าคู่แข่ง ทั้งถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่งและตัวช่วยการขับขี่ อาทิ ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี (Traction Control) และ ระบบควบคุมการทรงตัว (Vehicle Stability Control) สมรรถนะขับสนุกไปกับเครื่องยนต์ขนาด 1.2 ลิตร เกียร์อัตโนมัติซีวีที ทุกรุ่นปรับราคาจำหน่ายเพิ่มขึ้นจากรุ่นก่อนเพียง 10,000 บาท

หลังจากที่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ได้แนะนำรถยนต์ โตโยต้า ยาริส คอมแพคแฮทช์แบ็ครุ่นยอดนิยมเข้าสู่ตลาดประเทศไทยเป็นครั้งแรกในเดือนมกราคมปี พ.ศ. 2549 ซึ่งได้รับการยอมรับเป็นอย่างดีมาโดยตลอด และในเดือนตุลาคมปี พ.ศ. 2556 โตโยต้า ได้เปิดตัว ยาริส เจนเนอเรชั่นที่ 2 ด้วยความโดดเด่นของเครื่องยนต์ขนาด 1.2 ลิตร ตอบสนองความนิยมรถเครื่องยนต์ขนาดเล็กในประเทศไทยทำให้สามารถครองใจลูกค้าชาวไทย ด้วยยอดขายสะสมมากกว่า 150,000 คัน

สำหรับ โตโยต้า ยาริส โมเดลล่าสุดถือเป็นการปรับโฉมในรูปแบบของ Big Minorchange ซึ่งเป็นการปรับปรุงครั้งใหญ่รอบคันทั้งภายนอกและภายใน โดยมีต้นทางมาจาก ยาริส เอทีฟ ที่เปิดตัวไปก่อนหน้าเพียงเดือนเศษ

โตโยต้า ยาริส ใหม่ มากับรูปลักษณ์ของรถในสไตล์แฮทแบค 5 ประตู ซึ่งมากับขนาดมิติตัวถังในขนาดเดิม ตามความยาว 4,145 มม. กว้าง 1,730 มม. และสูง 1,500 มม.โฉบเฉี่ยวด้วยรูปลักษณ์ใหม่ที่ดูแปลกตาไป

มุมองด้านหน้ามีส่วนคล้ายกับรูปลักษณ์ของ ยาริส เอทีฟ กระจังหน้าโครเมียมรมดำ เจาะรูให้ความสปอร์ตในรูปแบบรังผึ้ง ไฟหน้าเป็นแบบ Projector พร้อมติดตั้งระบบเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ และมีไฟส่องสว่างเวลากลางวันติดตั้งบริเวณกันชน รวมถึงไฟตัดหมอกที่มุมกันชนทั้ง 2 ฝั่ง

โคมไฟท้ายเป็นอีกหนึ่งจุดที่ได้รับการปรับเปลี่ยนด้วยการใช้หลอดแบบแอลอีดีรวมไปถึงไฟเบรกดวงที่สาม ใกล้กันจะมีเสาอากาศแบบครีบฉลามเข้ากับยุคสมัย และอีกหนึ่งส่วนที่ได้รับการปรับเปลี่ยนคือลวดลายของล้ออัลลอย แต่ยังใช้ขนาดเดิมคือ 15 นิ้ว

ห้องโดยสารภายในตอบโจทย์การใช้งานทุกไลฟ์สไตล์และยังได้รับการติดตั้งวัสดุซับเสียงเพื่อสุนทรียในการเดินทาง ทั้งยังปรับเปลี่ยนให้ดูภูมิฐานสไตล์สปอร์ตด้วยการนำขอบสีเงินมาตกแต่งบริเวณขอบคอนโซลกลางและช่องลมระบบปรับอากาศ เบาะนั่งเปลี่ยนจากสีดำ-ส้ม มาเป็น ดำ-น้ำเงิน สอดรับกับมาตรวัดเรืองแสงแบบ Optitron ซึ่งเปลี่ยนแสงสว่างจากสีส้มมาเป็นสีน้ำเงินเช่นกัน ในขณะที่เบาะนั่งด้านหลังปรับและพับได้แบบ 60:40 เพื่อขยายพื้นที่การเก็บสัมภาระ

พวงมาลัยยังคงเป็นแบบมัลติฟังค์ชั่นมีสวิทช์ควบคุมระบบเครื่องเสียงและปุ่มรับโทรศัพท์ที่เชื่อมต่อกับระบบบลูทูธ

ในส่วนของคอนโซลกลางได้รับการเปลี่ยนแปลงชัดเจน ด้านบนเป็นเครื่องเล่นวิทยุระบบดิจิตอลซึ่งรองรับการทำงานของ CD/MP3/WMA พร้อมช่องต่อ USB/AUX ระบบปรับอากาศเดิมทีเป็นแบบมือหมุนแต่ปรับเปลี่ยนให้เป็นแบบอัตโนมัติพร้อมจอแสดงผลแบบแอลซีดี บริเวณคอนโซลเกียร์เป็นแบบเดียวกับ ยาริส เอทีฟ ซึ่งสามารถผลักคันเกียร์มาที่โหมด S เพื่อการขับขี่ที่สนุกสนาน

ขุมพลังยังคงใช้เครื่องยนต์รหัส 3NR-FE แบบ4 สูบ DOHC 16 วาล์ว DUAL VVT-i ขนาดความจุ 1,200 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 86 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที พร้อมแรงบิดสูงสุด 108 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที รองรับน้ำมันเชื้อเพลิง E20

ระบบส่งกำลังเป็นเกียร์อัตโนมัติ Super CVT-i พร้อม Shift Lock ในด้านการยึดเกาะได้รับปรับปรุงช่วงล่างแบบจัดเต็มทั้งคอยล์สปริงและโช๊คอัพใหม่ ระบบกันสะเทือนด้านหน้าเป็นอิสระแบบแมคเฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง ด้านหลังใช้แบบทอร์ชั่นบีม และคอยล์สปริงพร้อมเหล็กกันโคลง เพื่อความนุ่มนวลทุกสภาพภนน

โตโยต้า ยาริส ใหม่ ได้รับการติดตั้งมาตรฐานความปลอดภัยที่เหนือชั้น เริ่มจากโครงสร้างนิรภัย GOA ถุงลมเสริมความปลอดภัยมีมาให้ถึง 7 ตำแหน่ง เบาะนั่งคู่หน้าเป็นแบบ WIL (Whiplash Injury Lessening) ลดการบาดเจ็บของกระดูกต้นคอเมื่อถูกชนชนจากด้านหลัง เข็มขัดนิรภัยคู่หน้ามาพร้อมระบบกลไกดึงกลับและผ่อนแรงดึงอัตโนมัติ

นอกจากนี้ยังมีระบบควบคุมการทรงตัว VSC (Vehicle Stability Control) ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี TRC (Traction Control ระบบกระจายแรงเบรก EBD (Electronic Brake-force Distribution)ระบบเบรก ABS (Anti-lock Braking System) และเสริมแรงเบรก BA (Brake Assist) และระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HAC (Hill Start Assist Control) รวมถึง ระบบป้องกันการโจรกรรม (Theft Deterrent System) ทำงานร่วมกับ กุญแจแบบ Immobilizer และเปลี่ยนจากการแถมยางอะไหล่เป็น ชุดซ่อมยางฉุกเฉินพร้อมที่ปั๊มลมเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน

โตโยต้า ยาริส ใหม่ มีสีให้เลือกทั้งหมด 7 สี ได้แก่
สีเขียวมะนาว Citrus Mica Metallic


สีส้ม Orange Metallic

สีแดง Red Mica Metallic

สีขาว Super White


สีเงิน Silver Metallic


สีเทา Gray Metallic


สีดำ Attitude Black Mica

โตโยต้า ยาริส ใหม่ แบ่งออกเป็น 4 รุ่น โดย บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ตั้งราคาจำหน่าย รุ่น G เกียร์อัตโนมัติ ไว้ที่ 609,000 บาท ,รุ่น E เกียร์อัตโนมัติ ราคา 559,000 บาท,รุ่น J เกียร์อัตโนมัติราคา529,000 บาท และ รุ่น J ECO เกียร์อัตโนมัติ ตั้งราคาจำหน่ายไว้ที่ 479,000บาท ซึ่งทุกรุ่นปรับราคาจำหน่ายจากเดิมเพียงรุ่นละ 10,000 บาท

“ฟอร์ด” พาเที่ยววิถีชุมชนจังหวัดสุราษฎร์ธานี ทำกิจกรรมจิตอาสา และอบรม “ฉลาดขับ ประหยัด ปลอดภัย”

0

ฟอร์ด ประเทศไทย ร่วมกับ ฟอร์ด มิตรแท้ สุราษฏร์ จัดทริป “ฟอร์ด…เกิดมาแกร่ง” เป็นเวลา 2 วัน 1 คืน ให้สื่อมวลชนจังหวัดสุราษฎร์ธานีได้ร่วมเดินทางไปกับรถกระบะพันธุ์แกร่ง ฟอร์ด เรนเจอร์ ในเส้นทางท่องเที่ยวแบบวิถีชุมชน พร้อมร่วมกิจกรรมเพื่อสังคมกับการอนุรักษ์ป่าชายเลนและฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ของไทย ตลอดจนการปลูกฝังจิตสำนึกด้านการขับขี่อย่างปลอดภัย เพื่อช่วยลดอุบัติเหตุโดยรวมบนท้องถนน

ฟอร์ด ได้นำคณะผู้เข้าร่วมกิจกรรมออกเดินทางจากโชว์รูมและศูนย์บริการ ฟอร์ด มิตรแท้ สุราษฏร์ มุ่งหน้าสู่ชุมชนบางใบไม้ เพื่อศึกษาวิถีชุมชนและภูมิปัญญาท้องถิ่น ณ ศูนย์เรียนรู้การทำน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์สกัดเย็น สวนลุงสงค์ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์โอทอปอันเลื่องชื่อของจังหวัดสุราษฎร์ธานี

โดยสื่อมวลชนได้เรียนรู้เกี่ยวกับการทำแปลงเกษตรเศรษฐกิจพอเพียง และสนุกสนานไปกับการทำน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นและขนมจาก จากคุณสมประสงค์ ศรีเทพ ประธานกลุ่มน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น จังหวัดสุราษฎร์ธานี เจ้าของสวนลุงสงค์ แล้วจึงเดินทางไปรับประทานอาหารกลางวัน ที่ร้านภูณิศา ในอำเภอพุนพิน อีกหนึ่งร้านอาหารชื่อดังประจำจังหวัดที่เต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ของธรรมชาติ ทั้งทิวทัศน์ที่งดงามของแม่น้ำตาปีที่ทอดยาวขนาบข้างและบรรยากาศเขียวขจีของแนวเทือกเขาสีเข้มโดยรอบ

 

จากนั้น คณะผู้เข้าร่วมกิจกรรมจึงออกเดินทางไปสัมผัสความงามของธรรมชาติ ณ แหล่งเรียนรู้ทรัพยากรป่าชายเลน ตำบลลีเล็ด พร้อมร่วมกิจกรรมจิตอาสาด้วยการล่องเรือปลูกกล้าต้นจากตามแนวป่าชายเลน เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์ป่าชายเลนและเพิ่มจำนวนทรัพยากรป่าไม้ของไทย

นางสาวศุภรางศุ์ อนุชปรีดา ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าวว่า “ฟอร์ดมีความยินดีที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางในเส้นทางการท่องเที่ยวแบบวิถีชุมชนของจังหวัดสุราษฎร์ธานีในครั้งนี้ ซึ่งการเดินทางไปชมภูมิปัญญาท้องถิ่น ตลอดจนทำกิจกรรมเพื่อสังคมปลูกป่าชายเลนนั้น ต้องผ่านเส้นทางที่มีความท้าทาย สมบุกสมบัน เราจึงได้นำรถกระบะพันธุ์แกร่งอย่าง ฟอร์ด เรนเจอร์ ซึ่งมาพร้อมเครื่องยนต์ที่ทรงพลัง และเทคโนโลยีช่วยในการขับขี่อัจฉริยะมาเป็นพาหนะในการเดินทาง เพื่อพิสูจน์ถึงความแกร่งของเรนเจอร์สำหรับทุกเส้นทางการขับขี่ทั้งทางเรียบและออฟโรด ทั้งถนนลูกรังขรุขระ และทางบุกป่าฝ่าเขาที่สมบุกสมบัน และความแกร่งด้านสมรรถนะการบรรทุกของฟอร์ด เรนเจอร์ ด้วยกระบะขนาดใหญ่ที่สามารถรองรับการบรรทุกได้มากและรับน้ำหนักได้สูงถึง 1.3 ตัน ในการบรรทุกกล้าต้นจากและอุปกรณ์ เพื่อนำไปทำกิจกรรมอนุรักษ์ป่าชายเลน”

ตลอดระยะทางกว่า 287 กิโลเมตร ระหว่างกิจกรรมทั้ง 2 วัน คณะสื่อมวลชนยังได้ใช้เทคโนโลยีช่วยขับขี่อัจฉริยะมากมายที่ติดตั้งมากับรถฟอร์ด เรนเจอร์ อาทิ ระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติ ระบบการเตือนการชนด้านหน้า ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง และระบบแจ้งเตือนการขับขี่ ซึ่งได้รับการคิดค้นและพัฒนาขึ้น เพื่อมอบความปลอดภัยสูงสุดและความอุ่นใจในทุกเส้นทางการเดินทาง

นางสาวศุภรางศุ์ กล่าวเสริม “ในฐานะบริษัทผลิตรถยนต์มาตรฐานระดับโลก ฟอร์ดให้ความสำคัญกับกิจกรรมจิตอาสา เพื่อตอบแทนสิ่งดีๆ คืนสู่สังคมอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการรณรงค์สร้างการรับรู้และจิตสำนึกด้านการขับขี่ปลอดภัยในโครงการฝึกอบรม Ford Driving Skills for Life (DSFL) หรือ “ฉลาดขับ ประหยัด ปลอดภัย” ที่ฟอร์ดได้ทำต่อเนื่องมาเป็นเวลา 10 ปี โดยฟอร์ดมุ่งหวังที่จะช่วยป้องกันและลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุโดยรวมบนท้องถนน”

กิจกรรมฝึกอบรม Ford Driving Skills for Life (DSFL) หรือ “ฉลาดขับ ประหยัด ปลอดภัย” เป็นโครงการเพื่อสังคมของฟอร์ดที่จัดขึ้นทั่วโลก โดยในปีนี้ถือเป็นการฉลองครบรอบ 10 ปี ของโครงการดังกล่าวในประเทศไทย ผู้เข้าร่วมกิจกรรมต่างได้เรียนรู้เทคนิคการขับรถยนต์อย่างถูกต้องทั้งในภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ อาทิ ท่านั่งในการขับรถและวิธีการจับพวงมาลัยอย่างถูกต้อง การควบคุมรถขณะเกิดเหตุฉุกเฉิน และเกร็ดความรู้การขับขี่อย่างปลอดภัยอื่นๆ อีกมากมาย

Rerun คลิปรายการ Auto World TV (10 กันยายน 2560)

0

AUTO WORLD TV

วันอาทิตย์ที่ 10 กันยายน 2560
เวลา 11.00 – 11.30 น. ทาง TNN 24
ดำเนินรายการโดย ภูวนาถ เผ่าจินดา
บรรณาธิการบริหาร นิตยสาร ออโต้บิลด์ ไทยแลนด์

ไฮไลท์หลากค่ายรถยุโรป ในงาน Frankfurt Motor Show 2017

0

ประเทศเยอรมันถือเป็นเจ้าแห่งเทคโนโลยีที่สรรสร้างยนตรกรรมหลากแบรนด์จนสร้างชื่อเสียงและเป็นต้นทางของเทรนด์การผลิตรถยนต์เพื่อจำหน่ายสู่ตลาดโลก การรวมตัวของเหล่าค่ายผู้ผลิตรถยนต์จึงถือกำเนิดเป็นประจำ โดยใช้งานแสดงยนตรกรรมเป็นเวทีปล่อยของ ซึ่ง Frankfurt Motor Show 2017 ก็ถือเป็นงานประชันดาวเด่นดวงใหม่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ที่เหล่าผุ้ผลิตได้นำมาจัดแสดงให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าชม

ทีเด็ดของค่ายรถยุโรป ซึ่งแต่ละแบรนด์ล้วนมีนวัตกรรมใหม่ๆมาจัดแสดง มาชมกันว่าไฮไลท์ในงานนี้มีอะไรบ้าง

Audi Aicon Concept

เริ่มกันที่ค่ายสี่ห่วง เทคโนโลยีการขับเคลื่อนอัตโนมัติระดับ 5 ที่รถยนต์สามารถขับเคลื่อนด้วยตัวเองโดยไม่จำเป็นต้องมีผู้ขับขี่แต่อย่างใด Audi นำมาแสดงให้เห็นใน Aicon คอนเซปท์คาร์คันนี้ซึ่งเมื่อไม่จำเป็นต้องมีผู้ขับขี่ภายในห้องโดยสารทีมงานออกแบบจึงสามารถถ่ายทอดจินตนาการได้อย่างเต็มที่ดังเช่นภายในห้องโดยสารของ Aicon ที่ Audi บอกว่าเหมือนกับอยู่ในห้องโดยสารระดับเฟริสต์คลาสของเครื่องบินโบอิ้ง 747 ที่ขาดแต่เพียงห้องน้ำเท่านั้น เบาะนั่งออกแบบให้เหมือนกับเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งบ้านมากกว่าเป็นเบาะนั่งในรถยนต์ทั่วไปเบาะคู่หน้าสามารถปรับตำแหน่งได้ 360 องศาเพื่อปรับเปลี่ยนบรรยากาศภายในห้องโดยสารให้เป็นห้องประชุม, ห้องสันทนาการเพื่อความบันเทิงไม่ว่าจะเป็นการชมภาพยนตร์, การหาความเพลิดเพลินในโลกโซเชี่ยวมีเดียจากหน้าจอดิสย์เพลย์รวมถึงกระจกบังลมที่สามารถใช้เป็นจอภาพยนตร์หรือจอวีดีโอเทเลคอนเฟอร์เร้นซ์ และเมื่อรถยนต์สามารถเคลื่อนที่ได้เองโดยไม่ต้องใช้ผู้ขับขี่อุปกรณ์ต่างๆ

สำหรับการบังคับควบคุมระบบขับเคลื่อนก็ไม่จำเป็นต้องมีด้วยเช่นกันซึ่งนำไปสู่การเกิดขึ้นของนวัตกรรมใหม่ ๆ อีกมากมายเช่นเมื่อไม่มีผู้ขับขี่การมองเห็นสภาพต่างๆ ภายนอกก็ไม่ใช่สิ่งจำเป็นสำหรับผู้อยู่ภายในห้องโดยสารด้วยเช่นกันโดย Aicon ก็ยังคงมีรูปแบบของการส่องสว่างแบบดิจิตัลที่ถ่ายทอดข้อมูลต่าง ๆ ลงบนพื้นถนนเพื่อให้รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติคันอื่นรับรู้ได้และการทำหน้าที่คล้ายกับดวงตาที่สายตาจับจ้องไปยังคน, วัตถุต่าง ๆ หรือรถยนต์คันอื่นแม้ในขณะที่กำลังเคลื่อนที่อยู่ก็ตาม

ในยามค่ำคืนเลเซอร์และเซนเซอร์ต่าง ๆ จะเข้ามาทำหน้าที่แทนไฟสูงเพื่อให้รถรับรู้ถึงสภาพแวดล้อมภายนอกขณะที่ไฟต่ำยังคงถูกใช้เพื่อให้คนเดินเท้ารับรู้ได้ถึงการมีรถยนต์กำลังเคลื่อนที่ใกล้เข้ามาเป็นต้น

ถึงแม้ Audi Aicon จะเน้นไปเรื่องของความสะดวกสบายในการเดินทางเมื่อใช้ระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติแต่เรื่องของสมรรถนะในการเดินทาง Audi ก็ไม่ได้มองข้ามโดย Aicon ใช้ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อตลอดเวลามีมอเตอร์ไฟฟ้า 4 ตัวติดตั้งที่เพลาหน้าและหลังแรงม้ารวม 350 แรงม้าความเร็วสูงสุด 128 กม./ชม. เดินทางได้เป็นระยะทาง 7-800 กิโลเมตรสำหรับการชาร์จไฟเต็มที่ 1 ครั้งและเมื่อต้องการพลังงานไฟฟ้าเพิ่มเติมสามารถค้นหาเส้นทางไปสถานีเติมพลังได้เองโดยใช้เวลาเพียง 30 นาทีสำหรับการชาร์จไฟประมาณ 80%

BMW i Vision Dynamics
ผลงานต่อเนื่องจาก BMW Next 100 Vision ที่ปรากฏเด่นชัดบนแสตนด์ของ BMW คือ i Vision Dynamics ที่ได้รับการสร้างขึ้นเพื่อแสดงถึงทิศทางในอนาคตที่ BMW Group กำลังจะก้าวเดินไปข้างหน้าภายใต้กลยุทธ์ Next ซึ่งหมายถึงรถยนต์พลังงานไฟฟ้า และเป็นการยืนยันแนวทางการพัฒนารถยนต์ให้สอดรับกับกลยุทธ์นี้อย่างชัดเจน ดังนั้น i Vision Dynamics ที่เห็นอาจจะไม่ใช่แค่ Concept Car แต่เป็นไปได้ที่จะขึ้นสายการผลิตในอนาคตอันใกล้ตามที่ผู้บริหาร BMW ระบุว่าภายในปี 2025 จะมีรถพลังงานไฟฟ้ารูปแบบต่างๆออกสู่ตลาดไม่ต่ำกว่า 25 รุ่น

i Vision Dynamics เป็นรถสไตล์ 4 ประตูคูเป้ Gran Coupe เป็น segment ใหม่ เพิ่มจาก i8 และ i3 ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า สามารถวิ่งได้ไกลถึง 600 กิโลเมตรต่อการชาร์จไฟหนึ่งครั้ง ทำอัตราเร่งถึง 100 กม./ชม. ใน 4.0 วินาที และมีความเร็วสูงสุดเกินกว่า 200 กม./ชม. และเริ่มมีระบบขับเคลื่อนด้วยตัวเองแบบกึ่งอัตโนมัติ semi- autonomous เข้ามาใช้งานเป็นครั้งแรก มีระบบกล้องและเซ็นเซอร์รอบคัน ทำงานช่วยเหลือผู้ขับในรูปแบบต่างๆ มากมาย พร้อมระบบ Infotainment ที่เชื่อมต่อกับเครือข่ายไร้สายได้อย่างเต็มรูปแบบ

ความน่าสนใจของ i Vision Dynamics ไม่ได้อยู่ที่ระบบขับเคลื่อนและสมรรถนะที่พัฒนาไปไกลเท่านั้น แต่งานออกแบบยังบ่งบอกถึงความเป็น BMW ในวันต่อไปอย่างมาก มีความทันสมัยอย่างที่อาจจะดูแปลกตา แต่ยังคงยึดถือรูปทรงที่สื่อถึงพลศาสตร์ (Dynamics) จุดเด่นของการออกแบบคือ ด้านข้างตัวถังและกระจกหน้าต่างเรียบสนิทเป็นส่วนเดียวกัน ตั้งแต่หน้าจนถึงท้ายรถ เช่นเดียวกับกระจกหน้าจะเป็นชิ้นเดียวยาวคลุมหลังคาถึงท้าย ซึ่งแสดงถึงความล้ำสมัยและทำให้ผู้โดยสารทั้งหน้าและหลังมีทัศนวิสัยที่ปลอดโปร่งไม่ต่างกัน

ด้านหน้านั้น เอกลักษณ์ ไตคู่ ของ BMW ยังคงอยู่แต่เปลี่ยนรูปลักษณ์ไปให้นักออกแบบได้ทำงานอย่างบรรเจิดมากขึ้น เพราะไม่ต้องการช่องลมระบายอากาศแบบเดิมแล้ว จึงถูกปิดและเก็บซ่อนบรรดากล้อง และเซนเซอร์จำนวนมากเอาไว้ ไฟหน้า LED รูปแบบใหม่ ทำให้เกิดความทันสมัยอย่างยิ่ง คาดว่าไม่เกินปี 2020 เราจะได้เห็น BMW ในรูปแบบนี้บนโชว์รูม

BMW Concept X7 iPerformance

X6 ได้รับการยอมรับให้เป็นราชันย์แห่งรถยนต์สายพันธ์ SUV ของ BMW มาเป็นเวลานานแล้วแต่ตำแหน่งนี้กำลังจะเปลี่ยนมือจาก X6 ไปเป็น X7 ที่ BMW จะนำเสนอคอนเซปท์แนวคิดของ SUV โมเดลใหม่นี้ผ่านทาง BMW Concept X7 iPerformance ในงานแฟรงค์เฟิร์ตมอเตอร์โชว์ครั้งนี้

BMW Concept X7 iPerformance มาพร้อมกับระยะห่างฐานล้อที่ขยายยาวขึ้นเพื่อการเพิ่มขึ้นของเบาะนั่งแถวที่ 3 โดยมีเสียงเล่าลือว่าอาจจะมีเวอร์ชั่นที่อัพเกรดความหรูหราสะดวกสบายมากขึ้นโดยเป็นเวอร์ชั่น 4 ที่นั่ง อย่างไรก็ตามจากสิ่งที่เห็นอยู่ในคอนเซปท์คาร์คันนี้เมื่อเข้าสู่ความเป็นรถยนต์ผลิตจำหน่ายจริงซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นภายในปี 2018

บางสิ่งบางอย่างจะถูกปรับโทนลงไปบ้างขณะที่บางสิ่งจะถูกปรับเพิ่มมากขึ้นเพื่อความเหมาะสมเช่นกระจังหน้ารูปไตคู่ขนาดใหญ่ยักษ์จะถูกปรับลดขนาดลงขณะที่ชุดไฟหน้า, กระจกมองข้างและไฟท้ายจะขยายสัดส่วนให้ใหญ่ขึ้น

ภายในห้องโดยสารชุดแผงหน้าปัดจะไม่แตกต่างไปจากรถยนต์ BMW เวอร์ชั่นท๊อปที่จำหน่ายอยู่ในปัจจุบันเท่าใดนักแต่แน่นอนว่า BMW X7 จะอัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยี่ล้ำสมัยและความหรูหราระดับพรีเมี่ยมที่สุดเท่าที่ค่ายใบพัดเครื่องบินฟ้า-ขาวนี้มีให้ใช้ซึ่งว่ากันว่าความหรูหราเลิศล้ำมากกว่านี้หากจะหาจากรถยนต์ในเครือ BMW Group แล้วก็จะมีเพียง Rolls-Royce Cullinan ที่มีกำหนดจะออกจำหน่ายในปี 2018 เช่นเดียวกับ BMW X7 นี้เท่านั้น

รายละเอียดของขุมพลังที่ BMW เลือกนำมาใช้ใน X7 ใหม่นี้ยังไม่เป็นที่เปิดเผยออกมาแต่เมื่อพิจารณาถึงการใช้คำ iPerformance และการมีรูปแบบของฝาถังเชื้อเพลิงแบบพิเศษทำให้มีความเป็นไปได้สูงว่าชุดส่งกำลังของ X7 ใหม่จะเป็นแบบปลั๊ก-อิน ไฮบริดซึ่งในส่วนของมอเตอร์ไฟฟ้าน่าจะเป็นไปในทิศทางเดียวกับที่เห็นใน BMW 740e ส่วนเครื่องยนต์สันดาปภายในน่าจะเป็นเครื่องยนต์ขนาดใหญ่กว่าเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 2.0 ลิตรที่ใช้กับรถยนต์ซีดานทั่วไป อย่างไรก็ตามรายละเอียดอย่างเป็นทางการทั้งหมด BMW จะชี้แจงแถลงไขภายในงานอีกครั้งหนึ่ง

Mercedes-AMG Project One

Mercedes-AMG Project One ไฮเปอร์คาร์ระดับเทพของค่ายดาวสามแฉกเปิดตัวอย่างเป็นทางการในแฟรงค์เฟิร์ตมอเตอร์โชว์ 2017 หลังจากมีการปล่อยภาพทีเซอร์และรายละเอียดคร่าว ๆ ของชุดส่งกำลังออกมายั่วกิเลสนักเลงรถกระเป๋าหนักมาก่อนหน้านี้บ้างแล้วซึ่งตัวจริงของ Project One ก็ไม่สร้างความผิดหวังให้กับผู้ที่รอคอยแต่อย่างใด

ด้วยรูปร่างหน้าตาที่บ่งบอกถึงสมรรถนะร้อนแรงเป็นพิเศษ ความเฉียบคมของการออกแบบที่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับเรื่องของแอโร่ไดมานิคส์, ตัวถังคาร์บอนไฟเบอร์ทั้งหมด, ความโปร่งนูนของปีกข้างด้านหน้า, ความงดงามของบั้นท้ายพร้อมชุดไฟท้ายที่มีความกว้างเป็นพิเศษ และช่องดูดอากาศบนหลังคาที่นำอากาศไปช่วยในการระบายความร้อนให้กับเครื่องยนต์ V6 เทอร์โบชาร์จ 1.6 ลิตรที่ติดตั้งทางด้านหลังซึ่งเป็นเครื่องยนต์ที่ใช้กับรถแข่ง F1 ของ Mercedes นั่นเอง

นอกจากเครื่องยนต์นี้แล้วยังมีมอเตอร์ไฟฟ้าที่ติดตั้งอยู่ด้วยเพื่อเพิ่มพลังไฮบริดให้มากขึ้นโดยแรงม้าที่เกิดขึ้นที่ล้อคู่หลังนี้สูงถึง 500 แรงม้าขณะที่ยังมีมอเตอร์ไฟฟ้าอีก 2 ตัวติดตั้งที่ล้อหน้าแต่ละด้านแต่ละตัวมีพละกำลังแรงม้าที่ 161 แรงม้า และมอเตอร์ตัวที่ 4ติดตั้งอยู่กับเทอร์โบชาร์จพละกำลัง 161 แรงม้าเช่นกันรวมแล้วไฮเปอร์คาร์คันนี้มีพละกำลังแรงม้ากว่า 1,000 แรงม้า ระบบส่งกำลังใช้เกียร์ธรรมดากึ่งอัตโนมัติ 8 สปีดมีโหมดการทำงานแบบอัตโนมัติและแมนนวลที่เรียกใช้งานได้จากแป้นเกียร์ที่พวงมาลัย

ตัวเลขสมรรถนะที่น่าสนใจของ Mercedes-AMG Project One อยู่ที่อัตราเร่ง 0-200 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในเวลาที่ต่ำกว่า 6 วินาที ความเร็วสูงสุดเกินกว่า 350 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พลังงานไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวสามารถใช้เป็นพลังงานในการขับเคลื่อนได้เป็นระยะทาง 25 กิโลเมตร

ภายในห้องโดยสารเร้าใจด้วยรูปแบบของพวงมาลัยที่มาจากรถแข่ง F1 จอดิสยเพลย์สีตัวแรกทำหน้าที่เป็นแผงหน้าปัด จอที่สอง เป็นส่วนของระบบอินโฟเทนเม้นท์ เบาะนั่งสุดสปอร์ต Mercedes-AMG Project One จะผลิตในจำนวนจำกัดเพียง 275 คันตั้งราคาจำหน่ายไว้ที่ 2. 27 ล้านดอลล่าร์สหรัฐและดูเหมือนว่าทั้งหมดจะมีผู้จับจองเป็นเจ้าของเรียบร้อยแล้ว

Skoda Vision E Concept

Vision E ของ Skoda แบรนด์รถยนต์ของสาธารณรัฐเชคที่อยู่ในสังกัดของ Volkswagen Group ที่นำมาโชว์ตัวในแฟรงค์เฟิร์ตมอเตอร์โชว์ครั้งนี้เป็นโมเดลต้นแบบที่ต่อเนื่องมาจากต้นแบบคันแรกที่ถูกนำออกแสดงในงานเซี่ยงไฮ้ออโต้โชว์ที่ประเทศจีนเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาโดยการใช้ล้อลายใหม่, แถบไฟ LED ด้านหน้าและการเพิ่มกราฟฟิคที่ไฟท้ายและสัญลักษณ์ Vision E ที่ประตูห้องโดยสารด้านผู้ขับขี่ที่ถูกถอดออกไปเป็นดีไซน์ภายนอกที่เปลี่ยนแปลงไปขณะที่การปราศจากอุโมงค์กลางที่พื้นห้องโดยสารและการออกแบบตัวรถที่มีช่วงโอเวอร์แฮงค์ที่สั้นมากทั้งด้านหน้าและด้านหลังทำให้ทีมออกแบบสามารถสร้างสรรค์รูปแบบห้องโดยสารที่มีความโดดเด่นมากเป็นพิเศษในเรื่องของความกว้างขวางและความสะดวกสบายที่เป็นเอกลักษณ์ของรถยนต์ Skoda ได้อย่างเต็มที่

Skoda Vision E คันนี้ใช้มอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัวเป็นขุมพลังในการขับเคลื่อนสามารถทำความเร็วสูงสุดได้ 180 กิโลเมตรต่อชั่วโมงแรงม้าสูงสุด 306 แรงม้า ใช้งานได้เป็นระยะทาง 500 กิโลเมตรเมื่อชาร์จไฟเต็มความจุ 1 ครั้งซึ่งนอกจาก Vision E จะเป็นรถยนต์ที่ปราศจากการก่อให้เกิดไอเสียคันแรกของ Skoda แล้วยังมีคุณสมบัติพิเศษด้วยการใช้เทคโนโลยี่ขับเคลื่อนอัตโนมัติระดับ 3 ซึ่งหมายถึงสามารถที่จะเร่งแซง, ใช้อัตราเร่งและเบรก, การค้นหาพื้นที่ว่างสำหรับการจอดรถ, การเข้าจอดและออกจากพื้นที่จอดรถได้โดยอัตโนมัติ

Vision E ได้รับการวางตัวเป็นรถยนต์โมเดลแรกของ Skoda ที่เป็นรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบและเป็นหนึ่งในรถยนต์พลังงานไฟฟ้าของ Volkswagen Group ที่จะทยอยเข้าสู่ตลาดในอนาคตอันใกล้นี้ สำหรับ Skoda เองตั้งเป้าที่จะมีรถยนต์พลังงานไฟฟ้าไม่น้อยกว่า 5 โมเดลภายในปี 2025โดยใช้แพลทฟอร์มของ Volkswagen ซึ่งโมเดลแรกจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในปี 2020

Volkswagen I.D. Crozz II

แนวคิดด้านพลังงานที่เปลี่ยนแปลงมุ่งหน้าสู่การขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าภายในปี 2020 ของ Volkswagen ถูกนำแสดงให้เห็นอีกครั้งใน Volkswagen I.D. Crozz II รถยนต์ในสไตล์คอมแพคท์ครอสโอเวอร์ยกสูงที่ต่อยอดจาก I.D.Crozz แต่เพิ่มความน่าสนใจดึงดูดสายตามากขึ้นด้วยสีสันตัวรถแบบทูโทนที่พื้นผิวตัวรถส่วนใหญ่เป็นสีแดงเมทัลลิคขณะที่หลังคาเป็นสีเงิน, ชุดไฟหน้าใหม่, ประตูห้องโดยสารด้านหน้าเปิดแบบปกติทั่วไปขณะที่ประตูห้องโดยสารด้านหลังบานหนึ่งเปิดแบบบานเลื่อนซึ่งในอนาคต VW คาดหวังที่จะได้เห็นการเปิดประตูด้วยเสียงอีกด้วย

VW I.D. Crozz II ติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้าที่เพลาหน้าและหลังมีแรงม้ารวมสูงสุด 302 แรงม้าพร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อความเร็วสูงสุด 180 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ชาร์จไฟเต็มที่ 1 ครั้งสามารถใช้งานได้เป็นระยะทางประมาณ 500 กิโลเมตร ประสิทธิภาพในการบังคับควบคุม VW เคลมว่าอยู่ในระดับเดียวกับ VW Golf GTI จากการใช้ระบบอีเลคทรอนิคควบคุมการทำงานของโช้คอัพและการใช้ระบบกันสะเทือนด้านหลังแบบมัลติ-ลิ้งค์รุ่นใหม่

ทั้งนี้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าตระกูล I.D. ของ VW ที่จะผลิตจำหน่ายจริงภายในปี 2020 จะเป็นรุ่นตัวถังแบบ 5 ประตูแฮทช์แบคจากนั้นรุ่นผลิตจำหน่ายจริงของ I.D. Buzz จะตามมาในปี 2022 และโมเดลที่ 3 คาดว่าจะเป็นรถยนต์แบบครอสโอเวอร์ที่มีที่มาจาก I.D. Crozz II คันนี้นี่เอง

THE NEW AUDI A5 COUPE สปอร์ต คูเป้ เข้มดุดัน แรงเร้าใจ ภายในกว้างขวาง นำเข้าทั้งคัน

0

รถสปอร์ตคูเป้มากับจุดเด่นที่แตกต่างและเทคโนโลยีทันสมัย รูปลักษณ์สปอร์ต ดุดัน เทคโนโลยีระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ quattro ทรงประสิทธิภาพ เพิ่มอำนาจการควบคุมให้กับผู้ขับขี่ ขับสนุก ภายในกว้าง เบาะหลังนั่งสบาย และเป็นรถยนต์นำเข้าจากเยอรมนีทั้งคัน (CBU)

Audi A5 Coupe ใหม่ เป็นรถที่เต็มไปด้วยอารมณ์สปอร์ต ปราดเปรียว สง่างาม และมีหลักอากาศพลศาสตร์ที่ดีเยี่ยม ดีที่สุดในรถคลาสเดียวกัน ภายนอกออกแบบได้อย่างน่าทึ่ง ตัวถังดูบึกบึนแข็งแกร่ง และประตู 2 บาน ช่วยขับอารมณ์สปอร์ตออกมาชัดเจนด้วยสัดส่วนที่สมดุลกับตัวรถ นอกจากนี้การออกแบบให้มีระยะฐานล้อที่ยืดออกมากที่สุด โอเวอร์แฮงก์สั้น ฝากระโปรงยาว นอกจากความสวยงามแล้ว ยังส่งผลให้รถมีไดนามิคที่ดี

โครงสร้างของ Audi A5 Coupe ใหม่ มีความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นแต่มีน้ำหนักที่เบาลง มีฐานล้อหน้าที่กว้างเป็นพิเศษ โดยด้านหน้ากว้าง 1,587 มม. ด้านหลัง 1,568 มม. และความยาวช่วงล้อ 2,764 มม. ทั้งหมดนี้ช่วยการให้การออกแบบ และตำแหน่งติดตั้งระบบช่วงล่างทำได้ดี ส่งผลต่ออารมณ์ของรถที่ได้ทั้งความสปอร์ต และมีความสมดุล

มุมมองด้านข้าง เพิ่มความโดดเด่น สะดุดตาด้วยการให้มุมมองที่เป็น 3 มิติ โดดเด่น โดยเฉพาะเมื่อมีแสงมากระทบ ทำให้เกิดเป็นแสงและเงา มีมิติ และขับบุคลิกของรถให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ระหว่างซุ้มล้อหน้ากับประตู ติดตั้งชิ้นส่วนโครเมียมแบบ 3 มิติ ช่วยเพิ่มอารมณ์สปอร์ตเสริมบุคลิกให้ดูโดดเด่นมากขึ้น สอดคล้องกับรูปแบบกระจกมองข้าง ทั้งหมดนี้ช่วยให้อารมณ์สปอร์ตของรถมีความผสมผสาน เชื่อมโยง และกลมกลืนทั้งคัน หลังคาที่ลาดลงจากเสาเอไปยังด้านท้ายรถ ด้วยเส้นสายโค้งคลุมตัวถังที่มีความแข็งแกร่ง เสริมความหรูหราด้วยขอบอลูมิเนียมสีเงินแวววาวที่กรอบหน้าต่าง

รูปแบบกระจังหน้าแบบ 3 มิติ มีความกว้างมากกว่ารุ่นก่อนหน้า ทั้งนี้กระจังหน้าจะแตกต่างกันไปในแต่ละรุ่นย่อย มีทั้งสีดำด้าน สีเทาตัดขอบสีเงิน หรือดำไทเทเนียม ช่องดักลมด้านข้างเสริมมุมมองที่แข็งแกร่ง ขณะที่รุ่น S line มีแพคเกจอุปกรณ์ภายนอก คือ กระจังหน้าแบบรังผึ้งเพิ่มอารมณ์สปอร์ต ตกแต่งด้วยแถบอะลูมิเนียมสีเงินกระโปรงหน้ายกนูนขึ้นคล้ายกับเป็นโดม

นอกจากนี้เส้นสายที่คมกริบทั้งบนฝากระโปรงและด้านข้างตัวถัง เป็นการตอกย้ำความเป็น quattro ไฟหน้าแอลอีดี ออกแบบประณีต และถูกวางไว้ในแนวเดียวกับขอบบนของกระจังหน้า เช่นเดียวกับไฟท้ายแอลอีดี ที่มีรูปทรงที่สอดคล้องกัน

ภายในของ Audi A5 Coupe มีความประณีตในการออกแบบ ใช้วัสดุคุณภาพสูง เสริมความหรูหราผ่านอุปกรณ์ต่างๆ และตอบสนองอารมณ์ผู้โดยสารด้วยไฟภายในห้องโดยสารที่มีให้เลือกถึง 30 สี พื้นที่ห้องโดยสารก็เพิ่มขึ้นในเกือบทุกมิติ โดยความยาวเพิ่มขึ้น 17 มม.พื้นที่ช่วงไหล่ เพิ่ม 26 มม. พื้นที่ช่วงศีรษะ เพิ่มขึ้น 12 มม.และสำหรับผู้โดยสารด้านหลังก็นั่งได้สบายยิ่งขึ้นจากพื้นที่ช่วงเข่าที่เพิ่มเข้ามา 23 มม. ขณะที่ห้องเก็บสัมภาระมีปริมาตรเพิ่มขึ้นจากเดิม 10 ลิตร เป็น 465 ลิตร


ออดี้ใส่ใจกับทุกรายละเอียด เช่น พวงมาลัย ไม่ได้แค่ให้อารมณ์สปอร์ต จากรูปทรง 3 ก้าน และความสะดวกสบายด้วยระบบมัลติฟังก์ชันเท่านั้น แต่ยังออกแบบใหม่เพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่มองเห็นรายละเอียดของข้อมูลต่างๆ บนแผงหน้าปัดได้ดีขึ้น ทั้งนี้โครงสร้างของพวงมาลัยมีส่วนประกอบของแมกนีเซียมซึ่งช่วยให้ลด น้ำหนักลง ส่วนระบบปรับเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัยหรือ แพดเดิล ชิฟท์ ติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในรุ่นเกียร์อัตโนมัติทุกรุ่น

แนวคิดการลดน้ำหนัก มีผลมาถึงภายในห้องโดยสารด้วย เช่น โครงสร้างของเบาะนั่งด้านหน้าผลิตจากเหล็กทนแรงดึงสูง หรือโครงสร้างของเบาะหลังผลิตจากแมกนีเซียม รวมๆ แล้วเบาะนั่งสามารถลดน้ำหนักลงไปได้ 8 กิโลกรัม นอกจากนี้ พรม แป้นเบรกอลูมิเนียม และอื่นๆ ช่วยลดน้ำหนักลงได้อีก 4 กิโลกรัม

ภายในห้องโดยสารออกแบบได้อย่างทันสมัย และสะดวกสบายด้วยการแสดงข้อมูลแบบ Audi virtual cockpit พร้อมระบบนำทาง MMI พร้อมจอ TFT ความละเอียดสูง 1,440 x 540 พิกเซล ขนาดใหญ่ 12.3 นิ้ว ทำให้ได้ภาพที่คมชัด แสดงผลต่างๆ ทั้งระบบนำทาง ข้อมูลการขี่ ระบบความบันเทิง อุณหภูมิ โดยผู้ขับสามารถควบคุมหรือเลือกการทำงานจากปุ่มควบคุมบนพวงมาลัยได้


Audi A5 Coupe ใหม่ ยังให้ความบันเทิงเต็มที่ ด้วยระบบเสียง 3 มิติ จากเครื่องเสียงชั้นนำของโลกที่รู้จักกันดี Bang&Olufsen ให้มิติเสียงที่กว้าง ลึก และเป็นธรรมชาติ โดย Audi A5 Coupe เพิ่มลำโพงพิเศษเข้ามา 4 ตัว เพื่อให้ระบบเสียงสมบูรณ์แบบที่สุด โดย 2 ตัว ฝังไว้ที่เสา เอ และทั้งหมดนี้ช่วยเปลี่ยนห้องโดยสารให้เป็นเหมือนกับคอนเสิร์ต ฮอลล์ ซึ่งเบื้องหลังของระบบเสียง 3 มิตินี้ เกิดจากการร่วมมือกันพัฒนาระหว่างของออดี้กับ Fraunhofer Institute for Integrated Circuits (IIS) โดยใช้โปรแกรมเตอริโอ 5.1 คำนวณข้อมูลให้ได้สำหรับระบบเสียง 3 มิติออกมาอย่างสมบูรณ์

Audi A5 Coupe 40 TFSI และ Audi A5 Coupe 40 TFSI S line มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1,984 ซีซี 4 สูบ 16 วาล์ว แถวเรียง วาล์วแปรผัน ระบบจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงแบบฉีดตรง พร้อมเทอร์โบชาร์จ ให้กำลังสูงสุด 190 แรงม้า ที่ 4,200-6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 320 นิวตันเมตรที่ 1,450-4.200 รอบ/นาที ทำงานรวมกับเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด ขับเคลื่อนล้อหน้า อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.ในเวลา 7.3 วินาที ความเร็วสูงสุด 240 กม./ชม. ส่วนรุ่น Audi A5 Coupe 45 TFSI S line quattro ขับเคลื่อน 4 ล้อ เพิ่มกำลังเครื่องยนต์เป็น 252 แรงม้า ที่ 5,000-6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 370 นิวตันเมตรที่ 1,600-4,500 รอบ/นาที อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.ในเวลา 5.8 วินาที ความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม.

สำหรับ quattro all–wheel drive ได้ชื่อว่าเป็นที่สุดของไดนามิค สมรรถนะ การขับขี่ปลอดภัย และการทรงตัวที่ดีเยี่ยม เป็นเวลากว่า 3 ทศวรรษแล้วที่ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อของออดี้สร้างชื่อเสียงมาโดยตลอด การทำงานของ quattro เมื่อขับขี่ปกติ ระบบจะจ่ายกำลังไปยังล้อหน้าและล้อหลังในสัดส่วน 40:60 ซึ่งทำให้การขับขี่ได้อารมณ์สปอร์ตของรถขับเคลื่อนล้อหลัง แต่หากมีเงื่อนไขอื่นๆ เกี่ยวข้องระบบพร้อมปรับการจ่ายกำลังให้เหมาะสม โดยสามารถจ่ายกำลังไปล้อหน้าได้สูงสุด 60% และด้านหลังสูงสุด 80% และหากล้อหนึ่ง ล้อใดเกิดอาการลื่น “Electronic Differential Lock” (EDL) จะเข้ามาควบคุมสั่งการให้เบรกทำงานที่ล้อนั้นๆ ทันที ทั้งนี้ Differential Lock จะทำงานเป็นอิสระ รวดเร็วและแม่นยำในการถ่ายทอดกำลังที่เหมาะสมในแต่ละล้อ ทั้งลดการจ่ายกำลังไปยังล้อที่ยึดเกาะไม่ดี พร้อมเพิ่มกำลังไปยังล้อที่มีแรงเสียดทานกับพื้นผิวถนนที่ดีกว่า ช่วยให้รถมีการยึดเกาะ และทรงตัวที่มั่นใจได้ตลอดเวลา

ช่วงล่างทั้งหน้าและหลังออกแบบใหม่เป็นแบบ 5 ลิงค์ ทำงานประสานกับพวงมาลัยได้อย่างลงตัว ช่วยให้การควบคุมรถมีประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งนี้ผู้ขับสามารถเลือกรูปแบบการทำงานของช่วงล่างให้ตรงกับการขับขี่ได้ และนอกจากปรับช่วงล่างแล้ว ระบบยังปรับในส่วนอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นน้ำหนักพวงมาลัย การตอบสนองของเครื่องยนต์ให้สอดคล้องกับการทำงานของช่วงล่างในแต่ละรูปแบบอีกด้วย

Audi A5 Coupe ใหม่ มี 4 รุ่นให้เลือก โดยรุ่น A5 Coupe 40 TFSI ราคา 3,299,000 บาท รุ่น A5 Coupe 40 TFSI S line (18”wheel) ราคา 3,699,000 บาท, รุ่น A5 Coupe 40 TFSI S line (19”wheel) ราคา 3,799,000 บาท และ รุ่น A5 Coupe 45 TFSI quattro S line ราคา 4,299,000 บาท

ทั้งนี้ บริษัท ออดี้ ประเทศไทย จำกัด ช่วยให้เป็นเจ้าของได้ง่ายขึ้นและยังลดภาระค่าใช้จ่ายในการใช้งาน ด้วยโปรแกรม Audi Protection ที่ให้การรับประกันรถใหม่ 5 ปี หรือระยะทาง 150,000 กิโลเมตร และการให้บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน Roadside Assistance ทั่วประเทศ 24 ชั่วโมง นาน 5 ปี

สนใจสามารถสอบถามข้อเสนอพิเศษต่างๆ หรือทดลองขับ Audi A5 Coupe ใหม่ ได้ที่โชว์รูม ถนนเพชรบุรี หรือติดต่อ 02 023 4888 (ฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์)

“อีซูซุ” จัดทริป “สัมผัสวิถีชีวิตพอเพียง” ไปกับ “อีซูซุ วี-ครอส 4×4 ความสุขออกแบบได้”

0

อีซูซุสานต่อแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงจัดทริปพิเศษ “อีซูซุ วี-ครอส 4×4 ความสุขออกแบบได้” นำสื่อมวลชนเที่ยวชมของดีจังหวัดระนอง “ก้อง วัลเลย์” วิสาหกิจชุมชนแปรรูปผลิตภัณฑ์กาแฟคั่วมือและท่องเที่ยวเชิงเกษตร เรียนรู้ขั้นตอนการทำกาแฟคุณภาพจากผู้ผลิตสู่ถ้วยกาแฟ และสัมผัสวิถีชีวิตพอเพียง ณ ฟาร์มสเตย์สุดน่ารัก “บ้านไร่ ไออรุณ” ที่น้อมนำศาสตร์พระราชา หลักปรัชญาแห่งความพอเพียงของรัชกาลที่ 9 มาใช้ในการออกแบบความสุขของการดำเนินชีวิต และพัฒนาบ้านเกิด

ทริพนี้ อีซูซุ ได้แบ่งสื่อมวลชนออกเป็น 2 กลุ่ม ต้อนรับด้วยอาหารเช้าสไตล์คนพื้นเมืองกับ 2 ร้านโรตีชื่อดัง “โรตีนิสรา” (โรตีหงาว) และ “บังกีโรตีอาหรับ” ที่มีเมนูเด็ด คือ โรตีทอดหอมกลิ่นนมเนยและหนานุ่มกำลังดีทานคู่กับแกงกะหรี่รสชาติเข้มข้น หรือจะราดนมโรยน้ำตาลแบบที่คุ้นเคยก็อร่อยถูกปาก รวมถึงไก่ทอดกรอบรสชาติดี เสิร์ฟพร้อมกาแฟ หรือชานมรสกลม กล่อม

หลังจากเอร็ดอร่อยกับอาหารเช้าสถานที่ต่อไปคือการไปไหว้พระทำบุญถวายสังฆทานเพื่อเป็นสิริมงคลของชีวิตที่ “วัดวารีบรรพต” หรือวัดบางนอน พุทธศาสนสถานแห่งนี้นอกจากจะมีพระพุทธไสยาสน์ที่ใหญ่ที่สุดในภาคใต้ด้วยขนาดความยาวถึง 22 เมตร ยังเป็นที่ตั้งของมหาทุติยเจดีย์ศรีบรรพต ที่มีรูปทรงคล้ายเจดีย์แบบพม่าจึงเป็นที่ศรัทธาของชาวพม่าที่อาศัยในจังหวัดระนอง และฝั่งพม่าที่มักจะข้ามมาทำบุญในวันพระ

นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งไฮไลท์ นั่นคือโรงแก้วพร้อมร่างของหลวงพ่อด่วน อดีตเจ้าอาวาสและพระเกจิชื่อดังแห่งเมืองระนอง ที่เกิดเหตุอัศจรรย์ไฟไม่ไหม้ศพและจีวร จนนำมาบรรจุในโลงแก้วเป็นเวลานานถึง 10 ปี

หลังจากอิ่มบุญกับการเสริมศิริมงคลก็เดินทางต่อไปปรับรสลิ้นลิ้มรสอาหารใต้และซีฟู๊ดมิ้อกลางวัน ณ ร้าน “เคียงเลซีฟู้ด” ย่านหมู่บ้านชาวประมงในเขตตำบลกะแดะ อำเภอกาญจนดิษฐ์ สัมผัสวิถีชีวิตริมสายน้ำที่มองเห็นแผ่นดินของประเทศพม่าได้อย่างชัดเจน

ถึงเวลาได้ทดลองขับรถปิกอัพ “อีซูซุ วี-ครอส 4×4” สู่อำเภอกระบุรีที่เต็มไปด้วยทางโค้งลัดเลาะขึ้นเขาท่ามกลางสายฝนที่ตกกระหน่ำ สลับกับช่วงโปรยปรายเบาๆ พร้อมแดดบาง ๆ สมกับฉายา “เมืองฝนแปด แดดสี่”

สภาพเส้นทางอาจจะไม่ถือว่าลำบากนัก เพราะเป็นการขับขี่บนถนนหลวง ซึ่งไม่จำเป็นที่จะต้องใช้ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อเนื่องจากไม่ได้ลุยหนักในสไตล์ออฟโรด แต่ฝนที่เป็นตัวแปร เมื่อมีระบบมาให้ลองจึงถือโอกาสใช้งานระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบ 4H เพื่อเพิ่มเติมสมรรถนะในการยึดเกาะถนน ทำให้มั่นใจได้กับการเดินทางที่มีสภาพดินฟ้าอากาศเป็นอุปสรรค

ระบบรองรับของ “อีซูซุ วี-ครอส 4×4” ถือเป็นความโดดเด่นกว่าแบรนด์คู่แข็ง เนื่องจากความนุ่มหนึบที่มาจากช่วงล่างด้านหน้าแบบอิสระ ปีกนก2ชั้น คอยล์สปริง เหล็กกันโคลง ช๊อกอัพแก๊ส ด้านหลังเป็นแหนบแผ่นรูปครึ่งวงรี โช๊คอัพแก๊ส จึงช่วยให้ลดความเหนื่อยล้าจากการเดินทางได้เป็นอย่างดี

เป้าหมายต่อไป ถือเป็นไฮไลท์ของการเดินทางครั้งนี้คือ ฟาร์มสเตย์น่ารักๆชื่อ “บ้านไร่ ไออรุณ” ของคุณเบส – วิโรจน์ ฉิมมี สถาปนิกหนุ่มอนาคตไกลที่มีรางวัลการประกวดออกแบบเป็นการันตี แต่กลับเลือกเดินทางวิถีเรียบง่าย ผันตัวเองมาพัฒนาบ้านเกิดที่อำเภอ กะเปอร์ จังหวัดระนอง พลิกฟื้นพื้นที่สวนรกให้กลายเป็นฟาร์มสเตย์ท่องเที่ยวเชิงเกษตรจนเป็นที่รู้จักและมีชื่อเสียงด้วยความมุ่งมั่นและเชื่อตามหลักคำสอนของรัชกาลที่ 9 ในเรื่องหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งสามารถนำไปใช้ได้จริง จนกระทั่งสามารถเติมเต็มความฝันของตนเองและครอบครัวได้ในที่สุด

โดย อีซูซุ เคยได้นำเรื่องราวของคุณเบสมาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างภาพยนตร์เทิดพระเกียรติชุดที่ 15 ชื่อชุด “ความสุขออกแบบได้” ซึ่งฉายในโรงภาพยนตร์ในกลุ่มเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ ทั่วประเทศ เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนไทย โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ได้ตระหนักถึงวิถีแห่งความพอเพียงที่เหมาะสมกับตนเอง การมีความเพียรที่สม่ำเสมอ เพื่อดำเนินตามวัตถุประสงค์ที่ตนมุ่งมั่น ไปจนประสบผลสำเร็จ

คุณเบสได้บอกเล่าที่มาของฟาร์มสเตย์แสนสวยที่แม้จะประสบความสำเร็จอย่างสูงในเวลาอันรวดเร็ว แต่ยังคงเน้นเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป ภายในระยะเวลา 1 ปี 8 เดือน จาก 2 หลังแรกมาสู่ 7 หลัง โดยบ้านหลังที่ 8 อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ซึ่งไม่เคยกู้ยืมเงินจากธนาคาร แต่ใช้การออมรายได้จากค่าห้องพักมาลงทุนเพิ่ม โดยเจ้าตัวย้ำเสมอว่า “ไม่ได้อยากทำใหญ่โต หรือร่ำรวยอะไร แค่อยากมีบ้านสวย ๆ มีเวลาอยู่กับครอบครัว และมีความสุขในบ้านเกิดของตัวเอง”

คุณเบส – วิโรจน์ ฉิมมี กล่าวว่า “ตอนที่จบออกมาทำงาน ผมกลับรู้สึกว่ากรุงเทพฯ ไม่ใช่พื้นที่ของเรา พอได้กลับมาบ้านเกิดเลยเกิดความคิดว่าไหนๆ ก็เรียนจบสถาปัตย์มาแล้ว มาทำฝันในวัยเด็กให้เป็นจริงดีกว่า บ้านทุกหลังใน “บ้านไร่ ไออรุณ” จึงมาจากความฝันในวัยเด็กของผมที่อยากมีบ้านสวย ๆ บวกกับสิ่งที่พ่อแม่มีอยู่ก่อนแล้ว คือ การเกษตร ทั้งครอบครัวเลยมาพัฒนาพื้นที่ตรงนี้ให้เป็นธุรกิจเล็กๆ ของครอบครัว สร้างบ้านที่ทำให้คนที่มาพักรู้สึกสนุก เติมเต็มความฝันในวัยเด็กที่อยากมีห้องใต้หลังคา บ้านต้นไม้ บ้านที่มีลำธารหน้าบ้าน ได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติ”

คุณเบส กล่าวเพิ่มเติม “ผมเชื่อมาเสมอว่า สิ่งที่จะผมทำจะดึงดูดคนที่มีความคิดแบบเดียวกันให้มาเจอกัน และทุกวันนี้มันเป็นแบบนี้จริงๆ คนมาพักเต็มทุกวัน ซึ่งไม่ใช่ครอบครัวผมเท่านั้นที่มีรายได้ แต่ยังช่วยให้ชาวบ้านได้มีงานทำ พัฒนาทั้งชุมชนและจังหวัด เกิดเทรนด์ใหม่ๆ ในการใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงในเชิงสร้างสรรค์ เพราะความพอเพียงไม่ได้หมายถึงการอยู่แบบยากจนหรือล้าหลัง หากนำความคิดสร้างสรรค์มาต่อยอดแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงจะก่อให้เกิดคำว่า “ยั่งยืน” ควบคู่ไปด้วย”

กิจกรรมในบ่านไร่ไออรุณดำเนินตามสไตล์ชิวๆ ปล่อยชีวิตไปช้าๆ กับธรรมชาติ และทุกมุมสวยๆ ของบ้านพักแต่ละหลังที่มาพร้อมเอกลักษณ์เฉพาะตัว อาจจะต้องใช้ทักษะในการปีนป่าย ทิศทางการเปิดประตูที่ไม่เหมือนปกติ

อีกกิจกรรมตามวิถีพอเพียงในรูปแบบพื้นบ้านคือการเก็บผักในแปลงและที่ขึ้นเองตามธรรมชาติเพื่อนำมาประกอบอาหาร นำดอกไม้ที่ขึ้นทั่วไปมาประดับเป็นอาหารตาให้กับอาหารสดรสเลิศของแม่ครัวที่เป็นเหล่าญาติๆ ของคุณเบส สำหรับคนที่ตื่นเช้านอกจากจะได้ชมสายหมอกที่ลอยอ้อยยิ่งเหนือยอดไม้แล้ว ยังสามารถไปชมวิถีชีวิตของชาวบ้านที่ตลาดเพื่อซื้อของสดมาจัดเตรียมเป็นอาหารเช้า นับเป็นความสุขที่เราทุกคนออกแบบเองได้โดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงของรัชกาลที่ 9 ที่ทุกคนสามารถทำตามได้

หลังจากดื่มด่ำกับธรรมชาติ ณ “บ้านไร่ ไออรุณ” ขบวนรถก็ได้เคลื่อนตัวไปยัง “ก้อง วัลเลย์” ไร่กาแฟเกษตรอินดี้ วิสาหกิจชุมชนแปรรูปผลิตภัณฑ์กาแฟคั่วมือและท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่ให้ความรู้และแนวคิดในการทำกาแฟคุณภาพของคนไทย “GONG COFFEE” ซึ่งส่งขายทั่วโลก และสามารถช่วยเหลือเกษตรกรไทยหลายหมื่นครอบครัว ผ่านการรับซื้อเมล็ดกาแฟคุณภาพสูงและให้เกษตรกรเป็นผู้กำหนดราคาขายเอง นำมาคัดเมล็ด คั่ว บด และบรรจุลงถุงที่มีมาตรฐาน

ความโดดเด่นของกาแฟที่นี่ คือการคั่วด้วยมือทุกเมล็ด นอกจากนี้คุณก้องยังเป็นผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้ต่างๆ ให้กับผู้มาเยือนซึ่งมีความสนใจในเรื่องกาแฟจากทั่วโลกอีกด้วย

หลังจากสื่อมวลชนได้ลองคั่วกาแฟด้วยตัวเองในกระทะทองเหลืองขนาดเล็ก ด้วยไม้พายที่ทำจากต้นอบเชยจนได้ที่แล้ว ก็ไปสู่ขั้นตอนการบดเมล็ดกาแฟนั้นด้วยเครื่องมือแบบดั้งเดิม คือใช้มือหมุน แล้วนำไปชงทั้งแบบดริป (Drip) ซึ่งเป็นที่นิยมในกลุ่มฮิปสเตอร์ที่รักในรสชาติกาแฟ และการชงแบบอัดความดัน (Pressure) เป็นการใช้กาสำหรับชงกาแฟตั้งบนเตา และรอให้น้ำเดือดเพื่อดันน้ำผ่านเมล็ดกาแฟบดและออกมาเป็นกาแฟพร้อมดื่ม

ไฮไลท์อีกเมนูของ “ก้อง วัลเลย์” คือ หมั่นโถวทอดในตำนานฝีมือคุณแม่ออกมาเป็นของว่างคู่กับกาแฟ หรือจะดื่มกับชาดอกกาแฟที่ 1 ปีจะเก็บได้แค่ 1 ครั้ง ในช่วงเดือนมกราคม ให้กลิ่นหอมละมุน รสชาติหวานนิดๆ หลังจากนั้นทุกคนยังได้ฝากท้องชิมอาหารมื้อกลางวันรสชาติดีที่ก้อง วัลเลย์อีกด้วย

ปิดท้ายการเดินทางด้วยอาหารเย็นรสเลิศ ณ ร้าน “ฟาร์มเฮ้าส์” ร้านอาหารในบรรยากาศโรงนาฝรั่ง ก่อนเดินทางไปยังสนามบินระนองเพื่อกลับเข้าสู่การดำเนินชีวิตประจำวันกันต่อไป

จบทริปพิเศษ “อีซูซุวี-ครอส 4×4: ความสุขออกแบบได้” สิ่งที่ได้กลับมาเต็มๆ นั่นคือ ความเข้าใจหลักการของ “ความสุข” และรู้ซึ้งอย่างถ่องแท้ถึงคำว่า “พอเพียง”

“ฟอร์ด” เผยโฉม “ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์” (ภาพ+คลิบวีดีโอ)

0

ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี ประกาศเปิดตัวรถกระบะสายพันธุ์แกร่งรุ่นใหม่ของฟอร์ด เรนเจอร์ ในตระกูลรถกระบะสำหรับการขับขี่แบบออฟโรด โดยจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิกในปี 2561 มีความโดดเด่นด้านการออกแบบเพื่อมอบสมรรถนะการใช้งานขั้นขีดสุด พร้อมความสามารถการขับขี่แบบออฟโรดอันเหนือชั้น ภายใต้ชื่อ “ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์”

ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ได้รับการออกแบบและพัฒนาเพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่อันสุดเร้าใจ ด้วยรูปลักษณ์ภายนอกที่บ่งบอกถึงความแกร่งจนต้องเหลียวมอง รวมถึงสมรรถนะและประสิทธิภาพการขับขี่แบบออฟโรดอย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อนในเซ็กเมนต์รถกระบะขนาดกลาง

ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ได้ถูกตั้งชื่อตาม ฟอร์ด เอฟ-150 แร็พเตอร์ รถกระบะที่ได้รับการยอมรับว่าแกร่งที่สุดของโลก โดยฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์จะสร้างเซ็กเมนต์ใหม่เฉพาะของตนเอง ท่ามกลางรถระบะออฟโรดเปี่ยมสมรรถนะคันอื่นๆ

เทรเวอร์ เวอร์ธิงตัน รองประธานฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ ฟอร์ด เอเชีย แปซิฟิก กล่าว “เรารู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมากที่ได้นำรถกระบะที่ได้รับการพัฒนาให้มีความแกร่งและชาญฉลาดที่สุดขึ้นอีกระดับสู่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และถือเป็นโอกาสอันยอดเยี่ยมที่แฟนๆ ของฟอร์ด เรนเจอร์จะได้ครอบครองรถกระบะรุ่นโปรดในเวอร์ชั่นที่เปี่ยมด้วยสมรรถนะอย่างแท้จริงเป็นครั้งแรก”

ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ สานต่อความสำเร็จของรถกระบะสายพันธุ์แกร่ง ฟอร์ด เรนเจอร์ รถกระบะรุ่นที่ขายดีที่สุดในหลายๆ ประเทศในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก โดยฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ได้นำเอาประสิทธิภาพการขับเคลื่อนบนเส้นทางออฟโรดอันเหนือชั้นตามแบบฉบับของ “แร็พเตอร์” มาใช้เป็นครั้งแรกในเรนเจอร์ ผนวกกับรูปลักษณ์อันแข็งแกร่ง ดุดัน และฟีเจอร์การขับขี่อันล้ำสมัย ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์จึงเป็นรถกระบะสายพันธุ์ใหม่ที่โดดเด่น

จามาล ฮามีดิ หัวหน้าวิศวกรออกแบบโปรแกรมระดับโลก แผนกรถยนต์สมรรถนะสูงของฟอร์ด กล่าว “การผสมผสานสมรรถนะการขับขี่แบบออฟโรดของ “แร็พเตอร์” เข้ากับความอเนกประสงค์ของ “ฟอร์ด เรนเจอร์” ถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญของทีมออกแบบและวิศวกรระดับโลกของฟอร์ด และยังช่วยเติมเต็มกลุ่มของรถยนต์สมรรถนะสูงเพิ่มเติมจาก ฟอร์ด จีที ฟอร์ด มัสแตง เชลบี้ ฟอร์ด โฟกัส อาร์เอส และฟอร์ด โฟกัส เอสที อีกด้วย”