Home Blog Page 518

“เวสปิอาริโอ” เผยโฉม “เวสป้า พีเอ็กซ์ ทัวร์ริ่ง อิดิชั่น” รุ่นฉลองครบรอบ 40 ปี

0

บริษัท เวสปิอาริโอ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถสกู๊ตเตอร์พรีเมี่ยมชั้นนำ “พิอาจิโอ” และ “เวสป้า” พร้อมทั้งมอเตอร์ไซค์ระดับตำนาน “อาพริเลีย” และ “โมโต กุซซี่” สัญชาติอิตาเลี่ยนแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย สร้างความตื่นเต้นให้ตลาดสองล้อในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง และเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่หลากหลายรวมถึงเป็นการขอบคุณสาวกเวสป้าที่ให้การต้อนรับการมาถึงของรถสกู๊ตเตอร์พรีเมี่ยมเวสป้า พีเอ็กซ์ 125 อย่างอบอุ่น โดยการเปิดตัวอย่างเป็นทางการด้วยสุดยอดสกู๊ตเตอร์พรีเมี่ยมสุดคลาสสิกในตำนาน “เวสป้า พีเอ็กซ์ ทัวร์ริ่ง อิดิชั่น (Vespa PX Touring Edition)” ที่ครองใจสาวกเวสป้ามาตั้งแต่ยุค 70 ให้ทุกการเดินทางท่องเที่ยวเปรียบเสมือนต้องมนต์เสน่ห์แบบเหนือกาลเวลาตามแบบฉบับความเป็นแบรนด์ไอคอนของคนทั่วโลก พร้อมกันนี้ บริษัทฯ ได้เผยโฉมตัวแทนคนรุ่นใหม่ผู้รักและชื่นชอบเวสป้าคนล่าสุด “กรรณ สวัสดิวัตน์ ณ อยุธยา” เพื่อร่วมเฉลิมฉลองในโอกาสครบรอบ 40 ปีของการผลิตเวสป้า รุ่นพีเอ็กซ์ และความสำเร็จของรุ่นนี้ทั้งในระดับโลกและระดับประเทศ

คุณพรนฎา เตชะไพบูลย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เวสปิอาริโอ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “หลังจากการนำ เวสป้า พีเอ็กซ์ 125 (Vespa PX 125) ซึ่งนำเข้าจากประเทศอิตาลีกลับมาจำหน่ายอีกครั้งในงานมอเตอร์ เอ็กซ์โป เมื่อปลายปีที่แล้ว (2559) บริษัทฯ ได้รับเสียงตอบรับจากแฟนพันธุ์แท้เวสป้าอย่างล้นหลาม โดยปัจจุบัน จำหน่ายรวมแล้วกว่า 1,000 คัน ภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว และในวันนี้เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองที่รถสกู๊ตเตอร์พรีเมี่ยมเวสป้า พีเอ็กซ์ อยู่คู่และส่งมอบความสุขให้กับนักขี่ทั่วโลกครบ 40 ปี เราจึงนำสัญลักษณ์แห่งการขับเคลื่อนที่เป็นทั้งสัญลักษณ์แห่งดีไซน์และความคลาสสิกเหนือกาลเวลา “เวสป้า พีเอ็กซ์ ทัวร์ริ่ง อิดิชั่น (Vespa PX Touring Edition)” ซึ่งผลิตมาจำนวนจำกัดสำหรับตลาดในประเทศไทยเพียง 200 คันเท่านั้น มาในสีพิเศษ “สีฟ้าเงิน Azzurro 70” โดยถือเป็นโอกาสพิเศษครั้งสุดท้ายสำหรับสาวกเวสป้าที่หลงใหลในความงดงามอันเป็นเอกลักษณ์นี้ร่วมเฉลิมฉลองและเป็นเจ้าของสกู๊ตเตอร์พรีเมี่ยมระดับตำนานนี้ด้วยกัน”

คุณพรนฎา กล่าวเสริม “สำหรับการเปิดตัวเวสป้า พีเอ็กซ์ ทัวร์ริ่ง อิดิชั่น ในครั้งนี้ ยังมีอีกหนึ่งความพิเศษ ได้แก่ การเปิดตัวสาวกเวสป้าคนล่าสุดที่จะมาเป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ผู้รักและชื่นชอบการขับขี่เวสป้าเพื่อบอกเล่าถึงการเดินทางอันเป็นเอกลักษณ์ โดยได้ กรรณ สวัสดิวัตน์ ณ อยุธยา ที่มีบุคลิกและสไตล์อันโดดเด่นและชัดเจนในมาดเซอร์แต่แฝงไปด้วยความคลาสสิก เพื่อตอกย้ำแคมเปญใหม่ “NOT FOR EVERYONE. IS IT FOR YOU?” ที่ได้เปิดตัวไปเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้เตรียมจัดปรากฏการณ์สุดยิ่งใหญ่ และความเซอร์ไพรซ์ต่างๆ อีกมากมายเพื่อสร้างประสบการณ์การเดินทางอันน่าตื่นเต้นให้แก่สาวกเวสป้าและแฟนคลับของกรรณแบบข้ามปีกันอีกด้วย”

เวสป้า พีเอ็กซ์ ทัวร์ริ่ง อิดิชั่น มาพร้อมดีไซน์สุดคลาสสิกเหนือกาลเวลาด้วยรายละเอียดการออกแบบที่เน้นความเรียบง่าย โดยสานต่อแรงบันดาลใจจากเวสป้ารุ่น พีเอ็กซ์ ในตำนานที่ถือกำเนิดมาตั้งแต่ยุค 70 และยังคงครองใจและเป็นที่รักของสาวกเวสป้าตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน สะดุดตาด้วยสีพิเศษ “สีฟ้าเงิน Azzurro 70”

โดดเด่นด้วยวัสดุโครงเหล็กแบบดั้งเดิมที่มอบความแข็งแรงทนทาน ให้ความรู้สึกอยากออกเดินทางในรูปแบบที่สะท้อนความเป็นตัวเอง มาพร้อมกับชิวด์สั้นบังลม สามารถบรรทุกสัมภาระด้วยตะแกรงโครเมี่ยมทั้งด้านหน้า-หลัง พิเศษยิ่งขึ้นด้วยการประดับเพลทเหล็กโลโก้เลขไทย “๔๐” ในตำแหน่งด้านหน้ารถ เป็นจำนวนทั้งสิ้น 200 คัน เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบสี่สิบปีของการผลิตและจัดจำหน่ายเวสป้ารุ่นดังกล่าว

ตกแต่งด้วยเพลทเหล็กลิมิเต็ดอิดิชั่น ต้องมนต์เสน่ห์ในทุกการเดินทางไปกับฟีเจอร์ดั้งเดิมในตำนานที่แฟนพันธุ์แท้เวสป้าต่างรอคอย อาทิ เครื่องยนต์ 2 จังหวะ เกียร์มือ 4 สปีด เบรกหลังที่เท้า ยางและล้ออะไหล่ที่ตัวถังด้านซ้าย โดยเวสป้า พีเอ็กซ์ ทัวร์ริ่ง อิดิชั่น วางจำหน่ายแล้ววันนี้ ในราคา 224,900 บาท สนใจข้อมูลเพิ่มเติมสอบถามได้จากตัวแทนจำหน่ายใกล้บ้าน

และเพื่อเพิ่มการเดินทางทุกขณะขับขี่ให้สนุกและโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์มากขึ้น เวสป้า พีเอ็กซ์ ทัวร์ริ่ง อิดิชั่น ทุกคันมาพร้อม
ชุดของพรีเมี่ยมพิเศษมากมายที่ได้รับการออกแบบมาอย่างเข้าชุดกันพร้อมด้วยโลโก้ครบรอบ 40 ปี ได้แก่ หมวกกันน็อค ธงติดรถ กระเป๋าสะพายข้าง แก้วน้ำ ตราประทับ ชุดเข็มกลัด และชุดโปสการ์ด

คุณพรนฎา กล่าวทิ้งท้าย “บริษัทฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากสาวกเวสป้าและนักสะสมที่ชื่นชอบเวสป้ารุ่นดังกล่าวนี้ และในเร็วๆ นี้ บริษัทฯ ได้เตรียมจัดกิจกรรมพิเศษต่างๆ อีกมากมาย เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ของผู้ขับขี่เวสป้า และยังคงมุ่งหวังสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างแฟนๆ เวสป้า และสานต่อชุมชนคนรักการเดินทางด้วยพรีเมี่ยมสกู๊ตเตอร์จากอิตาลีที่ถือเป็นแบรนด์ไอคอนระดับโลกอย่างเวสป้า เพื่อประสบการณ์การขับขี่สไตล์อิตาเลี่ยนอย่างแท้จริง”

ติดตามข่าวสารประชาสัมพันธ์ได้ที่ www.vespa.co.th หรือ www.facebook.com/vespathailand และอินสตาแกรม @vespathailand

“บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย” เผยโฉมมอเตอร์ไซค์ GS 4 รุ่นล่าสุด

0

บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย เสริมทัพมอเตอร์ไซค์ในตระกูล GS เปิดตัว 4 รุ่นใหม่ที่พร้อมสร้างความตื่นตาตื่นใจให้แก่นักบิดผู้รักการผจญภัย ได้แก่ บีเอ็มดับเบิลยู F 700 GS ใหม่ พร้อมโฉมใหม่ในรุ่น บีเอ็มดับเบิลยู F 800 GS บีเอ็มดับเบิลยู F 800 GS Adventure และบีเอ็มดับเบิลยู R 1200 GS Adventure Triple Black

มอเตอร์ไซค์ในตระกูล GS ทั้ง 4 รุ่นใหม่ ซึ่งได้เผยโฉมเนื่องในโอกาสการแข่งขันรอบคัดเลือก BMW Motorrad GS Trophy Southeast Asia Qualifier 2017 ในประเทศไทย ต่างเปี่ยมด้วยสมรรถนะที่ได้รับการพัฒนามาเพื่อตอกย้ำจิตวิญญาณแห่งการผจญภัยของมอเตอร์ไซค์ตระกูล GS สำหรับบีเอ็มดับเบิลยู F 800 GS บีเอ็มดับเบิลยู F 800 GS Adventure ใหม่นั้นมาพร้อมโหมดการขับขี่แบบใหม่ที่จะช่วยให้การขับขี่ในแบบออฟโร้ดมีความราบรื่นยิ่งขึ้น ในขณะที่ บีเอ็มดับเบิลยู F 700 GS Trophy Edition ใหม่ มีช่วงล่างในรูปแบบที่แตกต่างกันให้เลือกสรร ส่วนมอเตอร์ไซค์ในตระกูลเอ็นดูโร่ยอดฮิตอย่างบีเอ็มดับเบิลยู R 1200 GS Adventure นั้น หวนคืนบัลลังก์ด้วยสี Triple Black ที่เน้นย้ำคาแรกเตอร์อันดุดันของ บีเอ็มดับเบิลยู R 1200 GS Adventure ได้เป็นอย่างดี

มร. มาร์คุส เกลเซอร์ ผู้อำนวยการ บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย กล่าวว่า “การเปิดตัวมอเตอร์ไซค์รุ่นใหม่ถึง 4 รุ่น ยังถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ทั้งยังเป็นข้อพิสูจน์ของความสำเร็จของเราในตลาดบิ๊กไบค์ประเทศไทย โดยในครั้งนี้ เราได้เสริมความแข็งแกร่งของมอเตอร์ไซค์ในตระกูล F ซีรี่ส์ ในด้านของประสิทธิภาพการขับขี่แบบออฟโรด ในขณะที่ บีเอ็มดับเบิลยู R 1200 GS Adventure ใหม่ จะสร้างความประทับใจให้กับผู้ขับขี่อย่างแน่นอน ด้วยสมรรถนะเหนือระดับและเทคโนโลยีล้ำสมัย”

บีเอ็มดับเบิลยู F 700 GS F 800 GS Trophy Edition และ F 800 GS Adventure ใหม่
บีเอ็มดับเบิลยู F 700 GS ราคา: 485,000 บาท (ราคารวม VAT)
บีเอ็มดับเบิลยู F 700 GS Trophy Edition ราคา: 510,000 บาท (ราคารวม VAT)
บีเอ็มดับเบิลยู F 800 GS Trophy Edition ราคา: 575,000 บาท (ราคารวม VAT)
บีเอ็มดับเบิลยู F 800 GS Adventure ราคา: 699,000 บาท (ราคารวม VAT)
มอเตอร์ไซค์บีเอ็มดับเบิลยู GS ในซีรีส์ F เป็นตัวแทนจิตวิญญาณแห่งอิสรภาพของนักบิด เปี่ยมด้วยสมรรถนะอันปราดเปรียวทั้งบนท้องถนนและเส้นทางออฟโรด สำหรับในรุ่นล่าสุดนี้ บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราดได้พัฒนามอเตอร์ไซค์เอนดูโร่พันธุ์แท้นี้ให้เหนือชั้นยิ่งขึ้นไปอีก ด้วยเครื่องยนต์ขนาด 798 ซีซี ที่ปรับลดอัตราการปล่อยมลภาวะตามมาตรฐาน EU4

ระบบคันเร่งไฟฟ้าแบบใหม่ มาพร้อมกับโหมดการขับขี่แบบ “Rain” และ “Road” สำหรับการขับขี่บนพื้นผิวที่ชื้นหรือแห้ง สำหรับรุ่น F 700 GS และรุ่น F 800 GS Trophy Edition และยังมีอีกสองโหมดจากระบบ Riding Modes Pro ให้ลูกค้าเลือกแต่งได้เป็นพิเศษเฉพาะในรุ่น F 800 GS Adventure คือโหมด “Enduro” และ “Enduro Pro”

สำหรับบีเอ็มดับเบิลยู F 700 GS ใหม่นั้น มีจำหน่ายในสองรุ่นย่อยคือ รุ่นธรรมดาและรุ่น GS Trophy Edition (สีขาวเท่านั้น) ที่มาพร้อมกับช่วงล่างที่สูงขึ้น พร้อมระบบ ESA (Electronic Suspension Adjustment) หรือการปรับช่วงล่างด้วยระบบไฟฟ้า และระบบ ASC (Automatic Stability Control) ขณะที่รุ่นธรรมดามีให้เลือกสองสีด้วยกัน ได้แก่สีแดง Racing Red และสีเทา Singapore Grey metallic matt

ส่วนบีเอ็มดับเบิลยู F 800 GS Trophy Edition ใหม่ ตกแต่งให้สะดุดตาด้วยสติ๊กเกอร์ลาย GS Trophy ในรุ่นสีขาว เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองการแข่งขัน GS Trophy ในครั้งนี้ พร้อมกับการ์ดป้องกันเครื่องยนต์และแครชบาร์

และรุ่น F 800 GS Adventure ใหม่ที่ถือเป็นตำนานแห่งตระกูลเอนดูโร่ มาพร้อมช่วงล่างที่สูงขึ้นกว่ารุ่น F 800 GS ที่วางขายในประเทศไทย 70 มิลลิเมตร ถังน้ำมันเพิ่มความจุมากขึ้น 8 ลิตร อีกทั้งยังมีระบบทำความร้อนที่แฮนด์และไฟเลี้ยว LED เพิ่มเข้ามาในอุปกรณ์มาตรฐาน

บีเอ็มดับเบิลยู R 1200 GS Adventure Triple Black ใหม่ ราคา: 1,085,000 บาท (ราคารวม VAT)

บีเอ็มดับเบิลยู R 1200 GS Adventure กลับมาอีกครั้งของเหล่าสาวกบิ๊กไบค์ตามคำเรียกร้องในสีดำ Triple Black ที่เปี่ยมด้วยเอกลักษณ์อันโดดเด่นสะดุดตา พร้อมลุยกับทุกการผจญภัย ด้วยความจุถังน้ำมัน 30 ลิตร ขับเคลื่อนแบบออฟโรดด้วยเครื่องยนต์บ๊อกเซอร์สองสูบ 4 จังหวะ ระบบหล่อเย็นด้วยอากาศและน้ำ มอบกำลังสูงสุดถึง 125 แรงม้าพร้อมแรงบิดสูงสุดที่ 125 นิวตันเมตร

R 1200 GS Adventure Triple Black ยังมาพร้อมกับนวัตกรรมล้ำสมัยอีกมากมายเช่นในรุ่นเดิม เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ขับขี่ ไม่ว่าจะเป็น ระบบ Dynamic ESA (Electronic Suspension Adjustment) หรือการปรับช่วงล่างด้วยระบบไฟฟ้ารุ่นใหม่ล่าสุด ที่สามารถปรับเปลี่ยนระหว่างโหมดการขับขี่แบบ Pro ต่างๆ ให้เหมาะสมกับสภาพเส้นทาง ระบบช่วยเปลี่ยนเกียร์โดยไม่ต้องบีบคลัตช์ Gear Shift Assistant Pro และระบบการขับขี่แบบไร้กุญแจ หรือ Keyless Ride และอื่นๆ อีกมากมาย

BMW M5 ซีดานทรงพลัง เครื่องยนต์ V8 Bi-turbo 4.4 ลิตร 600 แรงม้า 0-100 ใน 3.4 วินาที

0

สมรรถนะร้อนแรงด้วยเครื่องยนต์ V8 Bi-turbo 4.4 ลิตรเวอร์ชั่นที่ปรับปรุงใหม่ทำให้ BMW M5 ใหม่ที่จะเปิดตัวในงานแฟรงค์เฟริ์ตมอเตอร์โชว์ปี 2017 มีพละกำลังแรงม้าสูงถึง 600 แรงม้าระหว่างรอบเครื่องยนต์ที่ 5,600 ถึง 6,700 รอบต่อนาทีขณะที่แรงบิดสูงถึง 750 นิวตันเมตรสามารถทำอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 3.4 วินาที ความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม. หรือ 305 กม./ชม.

หากปลดระบบจำกัดความเร็วสูงสุดออกซึ่งพละกำลังที่ทำให้ M5 ใหม่นี้ถูกจัดว่าเป็นรถยนต์สายพันธ์ M5 ที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่เคยมีมาถูกส่งไปยังล้อขับเคลื่อนผ่านเกียร์อัตโนมัติ Steptronic 8 สปีดรุ่นใหม่โดยมีโหมดการขับขี่ให้เลือก 4 โหมด Efficient, Sport และ Sport Plus ส่วนระบบขับเคลื่อนเป็นแบบขับเคลื่อน 4 ล้อ M xDrive พร้อมโหมดการทำงานแบบ 4WD, 4WD Sport และ 2WD ขณะที่ผู้ขับขี่สามารถเพิ่มประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจมากขึ้นด้วยการยกเลิกการทำงานของระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว

การออกแบบภายนอก BMW M5 ใหม่ยังคงมีกระจังหน้าเป็นแบบไตคู่ที่เป็นสัญลักษณ์สำคัญของรถยนต์ BMW ส่วนไฟหน้าและแผงดิฟฟุสเซอร์ด้านล่างเป็นแบบใหม่สอดคล้องกับรถยนต์สายพันธ์ M ที่จำหน่ายอยู่ในปัจจุบันเช่น M2 ทางด้านหลังไฟท้ายใหม่, แผงดิฟฟุสเซอร์ขยายใหญ่ขึ้นส่วนปลายท่อไอเสียแบบ 4 ท่อมีให้เห็นเหมือนเดิม BMW M5 ใหม่ใช้ล้อขนาด 19 นิ้วเป็นอุปกรณ์ติดตั้งมาตรฐานโดยมีล้อขนาด 20 นิ้วเป็นข้อเสนอพิเศษเช่นเดียวกับเบรกคาร์บอนเซรามิค

ภายในห้องโดยสาร พวงมาลัย, เบาะนั่งและวัสดุหุ้มเบาะแบบใหม่ให้อารมณ์แบบสปอร์ตมากยิ่งขึ้น สำหรับพวงมาลัยและคอนโซลกลางมีการตกแต่งด้วยคาร์บอนไฟเบอร์เน้นความโดดเด่นด้วยการเดินขอบด้วยสีแดง

ทั้งนี้ราคาจำหน่ายของ M5 ใหม่ในยุโรปเริ่มต้นที่ 117,900 ยูโร เริ่มส่งมอบในฤดูใบไม้ผลิปี 2018 สำหรับ BMW M5 First Edition สีแดง BMW Individual Frozen Dark Red Metallic มีจำนวนจำกัดเพียง 400 คันเท่านั้นโดยราคาเพิ่มขึ้นจากรุ่นสแตนดาร์ด 19,500 ยูโร

Rerun คลิปรายการ Auto World TV (3 กันยายน 2560)

0

AUTO WORLD TV

วันอาทิตย์ที่ 3 กันยายน 2560
เวลา 11.00 – 11.30 น. ทาง TNN 24
ดำเนินรายการโดย ภูวนาถ เผ่าจินดา
บรรณาธิการบริหาร นิตยสาร ออโต้บิลด์ ไทยแลนด์

“Ferrari Portofino” ซูเปอร์คาร์หลังคาแข็ง ตัวแทน “Ferrari California T”

0

โมเดลแรกของ Ferrari California เปิดตัวมาในปี 2008 ต่อมาในปี 2014 โดยเครื่องยนต์เทอร์โบเข้ามามีบทบาทในซูเปอร์คาร์ของค่ายม้าลำพอง ทำให้มีการปรับเปลี่ยนชื่อโมเดลใหม่เป็น California T ซึ่ง T หมายถึง Turbo นั่นเอง มาในปี 2017 หน้าที่ของ California T ได้สิ้นสุดลงโดย Ferrari ได้มอบหมายให้โมเดลใหม่ Portofino เข้ามารับหน้าที่สืบสานความเป็นซูเปอร์คาร์หลังคาแข็งที่สามารถพับเก็บได้นี้แทน สำหรับชื่อ Portofino มาจากชื่อเมืองเล็ก ๆ ริมฝั่งทะเลที่มีความสวยงามมีเสน่ห์เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือในประเทศอิตาลี

Ferrari Portofino ใช้โครงสร้างใหม่ที่เบาและแข็งแกร่งกว่าที่ใช้อยู่ใน Califortnia T ซึ่งเมื่อนำมาใช่ร่วมกับเครื่องยนต์ V8 bi-turbo 3.9 ลิตร 600 แรงม้า แรงบิด 760 นิวตันเมตรทำให้สมรรถนะของ Portofino ร้อนแรงสะใจขาซิ่งมากขึ้นโดยสามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 3.5 วินาที ความเร็วสูงสุดที่ 320 กม./ชม.

นอกจากแชสสีย์ใหม่แล้ว Ferrari Portofino ยังมาพร้อมกับระบบ Electronic Rear Differential เจนเนอเรชั่นที่ 3 และระบบพวงมาลัยไฟฟ้าใหม่เพื่อให้มีประสิทธิภาพในการยึดเกาะถนนและการบังคับควบคุมที่ดีเยี่ยมมากยิ่งขึ้น

ภายในห้องโดยสารมีจอดิสย์เพลย์ขนาด 10.2 นิ้วใหม่ล่าสุดของ Ferrari, พวงมาลัยที่เป็นดีไซน์ใหม่, ระบบปรับอากาศที่พัฒนาขึ้นใหม่ล่าสุด, ระบบแสดงข้อมูลผู้โดยสารและเบาะนั่งปรับได้ 18 ทิศทางด้วยระบบไฟฟ้าพร้อมการปรับรูปแบบของพนักพิงหลังใหม่เพื่อเพิ่มพื้นที่สำหรับการวางขาของผู้โดยสารในเบาะนั่งด้านหลัง

สำหรับ Ferrari Portofino จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงานแฟรงค์เฟริ์ตมอเตอร์โชว์ 2017 เดือนกันยายนนี้

“ฟอร์ด เรนเจอร์” อาสาพาไปแกร่ง พิสูจน์สมรรถนะ ลุยทางโหด โดยผู้ใช้ตัวจริง

0

ฟอร์ด ประเทศไทย จัดกิจกรรมคาราวาน “ฟอร์ด เรนเจอร์ อาสา พาไปแกร่ง” เชิญกลุ่มลูกค้าผู้ขับขี่ ฟอร์ด เรนเจอร์ ตัวจริงเดินทางไปพิสูจน์สมรรถนะการขับขี่แบบออฟโรดและประสิทธิภาพการใช้งานอย่างสมบุกสมบันอันเหนือชั้นของฟอร์ด เรนเจอร์ รถกระบะสายพันธุ์แกร่งที่มาพร้อมเครื่องยนต์อันทรงพลัง เพิ่มขีดสุดของสมรรถนะในการขับขี่แบบออฟโรด ตอบโจทย์การใช้งานที่สมบุกสมบันในทุกรูปแบบ

ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ร่วมทดสอบขุมพลังเครื่องยนต์ 3.2 ลิตร ดีเซลดูราทอร์ค ทีดีซีไอ วีจี เทอร์โบ (Duratorq TDCi VG Turbo) แบบ 5 สูบ ที่ให้กำลังสูงสุดถึง 200 แรงม้าและแรงบิดสูงถึง 470 นิวตันเมตร รวมถึงประสิทธิภาพการขับขี่แบบออฟโรดอย่างเหนือชั้นจากฟอร์ด เรนเจอร์ ที่มาพร้อมการใช้งานต่างๆ ทั้งคุณสมบัติและเทคโนโลยีที่ถูกออกแบบมาเป็นพิเศษ เพื่อช่วยเหลือผู้ขับขี่เมื่อขับอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบออฟโรด อาทิ โหมดการตั้งค่าแบบอัตราทดต่ำ (4×4 Low) และ ระบบล็อคเฟืองท้ายแบบ Electronic Locking Rear Differential (LRD) ที่ช่วยเพิ่มพลังขับเคลื่อนให้ดียิ่งขึ้นบนพื้นผิวเฉพาะที่ขรุขระ และระบบควบคุมความเร็วขณะลงเขา (Hill Descent Control) ที่ช่วยควบคุมการขับลงเขาที่เสริมแรงเบรกในระดับความเร็วต่อเนื่อง เมื่อต้องขับลงเนินที่สูงชัน

นอกจากนั้น ฟอร์ด เรนเจอร์ ยังสามารถลุยน้ำที่มีความลึกสูงสุดถึง 800 มิลลิเมตร โดยช่วงล่างและด้านหน้ารถได้รับการออกแบบให้สามารถกระจายแรงดันจากน้ำได้อย่างดี ผู้ขับขี่จึงสามารถขับรถข้ามแอ่งน้ำใหญ่ได้อย่างไม่ต้องกังวล

วันต่อมาผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้เดินทางไปทำกิจกรรมเพื่อสังคมต่างๆ ที่เขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ เช่น การปั้นลูกกระสุนด้วยดินผสมเมล็ดพันธุ์ เพื่อพลิกฟื้นและสร้างป่าที่อุดมสมบูรณ์ การสร้างฝายธรรมชาติและโป่งเทียม เพื่อคืนความชุ่มชื่นสู่ผืนป่า

หลังจบกิจกรรมอนุรักษ์ธรรมชาติ ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้เดินทางไปรับประทานอาหารกลางวันท่ามกลางธรรมชาติ ณ ป่าทุ่งนา เพื่อดื่มด่ำกับอาหารพื้นเมืองท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติอันสงบร่มรื่ม ก่อนเดินทางกลับกรุงเทพ ตลอดระยะทางกว่า 150 กิโลเมตร ไปกลับกรุงเทพฯ – กาญจนบุรีนั้น คณะเดินทางยังได้ใช้เทคโนโลยีช่วยขับขี่อัจฉริยะมากมายที่ติดตั้งมากับรถฟอร์ด เรนเจอร์ อาทิ ระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติ ระบบการเตือนการชนด้านหน้า ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางและระบบแจ้งเตือนการขับขี่ ซึ่งได้รับการคิดค้นและพัฒนามาเพื่อมอบความปลอดภัยสูงสุด มอบความอุ่นใจบนทุกเส้นทาง

นางสาวศุภรางศุ์ อนุชปรีดา ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว “ฟอร์ด ประเทศไทย มีความมุ่งมั่นที่จะตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่หลากหลาย รวมถึงการใช้งานแบบสมบุกสมบันในทุกรูปแบบ ฟอร์ด มั่นใจว่า ฟอร์ด เรนเจอร์ จะสามารถตอบสนองความต้องการของผู้ชับขี่ที่ชื่นชอบการขับแบบออฟโรดได้อย่างลงตัว สมกับนิยามกระบะเกิดมาแกร่ง นอกจากนี้ ฟอร์ด เรนเจอร์ ยังครบครันทั้งสมรรถนะการขับขี่ ฟังก์ชั่นเพื่อการใช้งาน และเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัย”

“BMW Z4 Concept” สปอร์ตคาร์ค่ายใบพัด มาพร้อมความงดงามจากนอกจรดใน

0

BMW ปล่อยให้สาวกรถยนต์ตระกูล Z เฝ้ารอคอยการมาถึง Z เจนเนอเรชั่นใหม่อย่างยาวนานในที่สุดการรอคอยใกล้จะสิ้นสุดลงแล้วโดย BMW ได้นำ Z4 Concept ซึ่งเป็นกระจกเงาบานใหญ่ที่สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางการออกแบบ Z4 เจนเนอเรชั่นใหม่ที่มีกำหนดจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการภายในปี 2018 ที่จะถึงนี้ขึ้นแท่นโชว์ความงดงามเฉียบคมทั้งภายนอกและภายในในงานแฟงค์เฟริ์ตมอเตอร์โชว์ 2017

หลังจากนำไปโชว์ให้แฟน ๆ ในสหรัฐอเมริกาได้ยลโฉมกันไปก่อนหน้านี้ในงาน Pebble Beach Concours d’ Elegance ที่รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกาเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดย Adrian van Hooydonk, Senior Vice President BMW Group Design กล่าวถึงคอนเซปท์คาร์คันนี้ว่าจากด้านหน้าที่ดุดันทรงพลังไปจนถึงด้านหลังที่เรียบง่ายแต่แฝงด้วยรูปแบบสปอร์ตที่ชัดเจนเส้นสายเพียงไม่กี่เส้นความงดงามที่เกิดขึ้นบนพื้นผิวเพียงพอที่จะทำให้เกิดการรับรู้ได้ถึงพละกำลังและความเร้าใจ

BMW Z4 Concept ได้แรงบันดาลใจในการออกแบบมาจากรถยนต์โรดสเตอร์ในอดีตที่ผ่านมาของ BMW แต่ทุกสิ่งที่มีอยู่ในคอนเซปท์คาร์คันนี้ไม่ได้เป็นอะไรที่ยึดติดกับรูปแบบย้อนยุคแต่อย่างใดเช่นการออกแบบกรอบไฟหน้าแนวตั้งที่แตกต่างไปจากกรอบไฟหน้าแนวนอนที่เป็นรูปแบบปกติทั่วไปหรือแถบคาดในกระจังหน้ารูปไตคู่ที่เปลี่ยนเป็นรูปแบบของตาข่ายที่สลับซับซ้อนสวยงามเป็นต้น

ขณะที่การออกแบบด้านหน้าให้ความรู้สึกถึงความเป็นสปอร์ตคาร์ที่ดุดันทรงพลังด้วยครีบสปอยเลอร์และช่องดักอากาศขนาดใหญ่มาก ด้านข้างมีครีบระบายอากาศพร้อมแนวเส้นด้านบนและด้านล่างที่แนวเส้นด้านบนเริ่มจากด้านบนของครีบระบายอากาศยกระดับในแนวทะแยงมุมไปจนถึงกรอบไฟท้ายส่วนแนวเส้นด้านล่างทำแนวเชื่อมต่อระหว่างด้านหลังของซุ้มล้อหน้าไปจนถึงด้านหน้าของซุ้มล้อหลัง

ห้องโดยสารภายในระหว่างที่นั่งผู้ขับขี่กับผู้โดยสารด้านหน้าให้ความรู้สึกเหมือนนั่งอยู่ในรถคนละคันโดยด้านผู้ขับขี่ตกแต่งด้วยโทนสีดำและเมทัลลิคที่คอนโซลหน้ามีแผงหน้าปัดดิจิตอลและจอดิสย์เพลย์ระบบอินโฟเทนเม้นท์ที่วางตำแหน่งในระดับความสูงเดียวกันและการทำมุมที่เอียงเข้าหาผู้ขับขี่ทำให้ผู้ขับขี่สามารถรับรู้ถึงรายละเอียดต่างๆ ได้อย่างชัดเจนตกแต่งด้วยโทนสีน้ำตาลเข้ากับสีส้ม Energetic Orange Frozen ของสีตัวรถด้านนอก

อย่างไรก็ตาม BMW ยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดด้านวิศวกรรมของคอนเซปท์คาร์คันนี้ออกมาแต่ว่ากันว่าเมื่อขัดเกลาทุกอย่างจนเป็นที่น่าพอใจจนส่งขึ้นสายการผลิตจริงแล้ว กลุ่มเป้าหมายในสหรัฐอเมริกาจะได้รับข้อเสนอทางเลือกของขุมพลังเป็นเครื่องยนต์ 4 สูบ 195 และ 248 แรงม้าหรือเครื่องยนต์ 6 สูบเรียง 335 แรงม้าเช่นเดียวกับระบบส่งกำลังระหว่างเกียร์ธรรมดาหรือเกียร์อัตโนมัติ ส่วนในภาคพื้นอื่น ๆ คงต้องรอจนกว่า BMW จะเปิดเผยรายละเอียดอย่างเป็นทางการต่อไป

“ปอร์เช่ คาเยนน์ เจเนอเรชั่นที่ 3” กับการพิชิตบททดสอบในรูปแบบ “ร้อนสุดขั้ว…หนาวสุดขีด”

0

ปอร์เช่ คาเยนน์ เจเนอเรชั่นที่ 3 พร้อมแล้วสำหรับการเปิดเผยตัวตนเป็นครั้งแรก วิวัฒนาการล่าสุดของ ยนตกรรมสปอร์ต SUV สมรรถนะสูง ที่ประสบความสำเร็จอย่างยอดเยี่ยมมาโดยตลอด พิสูจน์จากยอดจำหน่ายมากกว่า 760,000 คัน นับตั้งแต่ปี 2002 เป็นต้นมา ในส่วนของทายาทรุ่นใหม่นี้ ได้ผ่านขั้นตอนการทดสอบที่เต็มไปด้วยกรรมวิธีอันสลับซับซ้อนและเปี่ยมไปด้วยความท้าทายในทุกศักยภาพจนถึงขีดสุด ไม่ว่าจะเป็นการทดสอบใช้งานจริงภายใต้สภาพแวดล้อมแสนหฤโหดในพื้นที่ต่างๆ ทั่วทุกมุมโลก เพื่อให้มั่นใจในคุณภาพและชื่อเสียงของ SUV สายพันธุ์แกร่งตามบรรทัดฐานระดับสูงสุดของปอร์เช่ พร้อมเผชิญแม้สภาวะอากาศที่มีอุณหภูมิตั้งแต่ -45 องศา จนถึง 50 องศา คาเยนน์รุ่น prototypes และรุ่นทดสอบ สามารถผ่านการใช้งานจริงด้วยระยะทางรวมทั้งหมดกว่า 4.4 ล้าน กิโลเมตร

ปอร์เช่ พร้อมฉลองการเปิดตัว คาเยนน์รุ่นใหม่ล่าสุด ครั้งแรกของโลกในวันที่ 29 สิงหาคม 2560 ทั้งนี้รถยนต์รุ่นดังกล่าวได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่อย่างสมบูรณ์แบบในทุกด้าน ทั้งในแง่ของการขับขี่และระบบตัวถัง รวมทั้งแนวคิดในการควบคุมและแสดงผลการทำงานซึ่งได้รับการออกแบบขึ้นใหม่โดยยึดหลักปรัชญาในการเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดไม่ว่าจะเป็นสมรรถนะสไตล์สปอร์ตและอรรถประโยชน์ในการใช้งานอย่างสะดวกสบาย

วัตถุประสงค์หลักของกระบวนการทดสอบอันแสนพิถีพิถันละเอียดถี่ถ้วนดังกล่าว เพื่อเสริมสร้างให้เกิดดุลยภาพชั้นเลิศระหว่างองค์ประกอบทั้งหมดที่รวบรวมขึ้นเป็นรถยนต์ ทั้งนี้อุปกรณ์บางส่วนได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นเพื่อติดตั้งลงใน คาเยนน์ โดยเฉพาะโครงการพัฒนา คาเยนน์ เจเนอเรชั่นล่าสุดเป็นการภายในด้วยสมญานามว่า E3 ย้อนกลับไปยังจุดกำเนิดของภารกิจที่เปี่ยมล้นไปด้วยความสำคัญครั้งนี้ เมื่อปี 2014 ในวันที่รถต้นแบบได้รับการสร้างขึ้น จนต่อเนื่องมาเป็นโปรโตไทป์และรถทดสอบก่อนการผลิต นอกเหนือจากโปรแกรมการจำลองสถานการณ์ที่ถูกนำมาใช้เพื่อเพิ่มความแม่นยำ การวิ่งทดสอบบนเส้นทางจริงยังคงมีความหมายและทรงคุณค่าต่อปอร์เช่อยู่เสมอ แน่นอนว่ากระบวนการดังกล่าวคือบททดสอบสุดท้ายที่ยนตกรรมรุ่นใหม่ ทุกคันจากบริษัทผู้ผลิตรถสปอร์ตสัญชาติเยอรมัน จะต้องฟันฝ่าไปให้ได้เสียก่อนที่จะได้รับการอนุมัติขึ้นสายการผลิต

ขั้นตอนการทดสอบอย่างเต็มรูปแบบ ถูกนำมาใช้ในลักษณะของการผสมผสานระหว่างการวัดผลการตอบสนองของชิ้นส่วนแต่ละชิ้น พร้อมกับการทดสอบเสถียรภาพการทำงานและคำนึงถึงอรรถประโยชน์ที่รองรับการใช้งานของผู้ขับขี่เป็นหลัก จุดมุ่งหมายที่สำคัญที่สุดคือการสร้างความมั่นใจในคุณภาพสูงสุดตามมาตรฐานเฉพาะของปอร์เช่

นอกเหนือจากนั้น การทดสอบดังกล่าวยังรวมไปถึงการตรวจวัดความทนทานระยะยาวของชิ้นส่วนด้วยเครื่องมือ Hydro-puls อุปกรณ์ทดสอบด้วยระบบไฮดรอลิก ทำหน้าที่สร้างแรงสั่นสะเทือนเสมือนให้เกิดขึ้นกับแชสซีสและโครงสร้างตัวถังของรถยนต์ ขอบข่ายของการทดสอบสามารถเปรียบเทียบได้กับการทำงานในสถานการณ์จริงของรถยนต์ที่วิ่งบนท้องถนนปกติและเส้นทาง offroad ปอร์เช่ได้ใช้กรรมวิธีการทดสอบดังกล่าวภายในศูนย์พัฒนา Weissach Development Centre โดยเป็นการทดสอบความแข็งแกร่งทั้งภายในและภายนอกสถานที่ รถยนต์จะถูกกำหนดให้อยู่ภายใต้สถานการณ์จำลองที่สุดแสนทรหด แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับการขับขี่จริงในชีวิตประจำวันของลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางในสภาพการจราจรหนาแน่นของเขต เมืองใหญ่ เส้นทางทุรกันดารในชนบท หรือแม้แต่ถนนความเร็วสูงบนมอเตอร์เวย์ รถยนต์ต้องวิ่งระหว่างการทดสอบเป็นระยะทางรวมมากกว่า 240,000 กิโลเมตร ภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น


เพื่อการจำลองสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยแรงกดดันจนถึงขีดสุด รถยนต์ต้นแบบอันเป็นตัวแทนของ คาเยนน์ รุ่นใหม่ทุกคันจะต้องผ่านการทดสอบในสถานที่ต่างๆ รอบโลก และที่จะขาดไปเสียไม่ได้สำหรับยนตกรรมสายพันธุ์สปอร์ตจากปอร์เช่ ทุกคันคือการวิ่งทดสอบบนสนามแข่งความเร็วสูง: ในประเทศเยอรมัน Hockenheimring และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง สถานที่อันเป็นตำนานแห่งโลกความเร็วอย่าง Nürburgring-Nordschleife คือสนามที่ถูกใช้ในการทดสอบ สำหรับประเทศอิตาลี รถทดสอบจะต้องได้รับการทดลองอย่างหนักหน่วงและยาวนานบนเส้นทางวิ่งความเร็วสูงที่มีระยะทาง 12.6 กิโลเมตรของสนาม Nardò อุปกรณ์ตรวจวัด เซนเซอร์ และเครื่องมืออิเล็คทรอนิกส์สารพัดชนิด รับหน้าที่ในการพิสูจน์คุณภาพและเสถียรภาพของรถยนต์ไม่ว่าจะต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว ตั้งแต่ 50 องศาเซลเซียสในทะเลทรายซึ่งเป็นอาณาบริเวณของดูไบ (สหรัฐอาหรับเอมิเรต) หน้าผาสูงชันซึ่งปกคลุมด้วยฝุ่นควันใน Death Valley (สหรัฐอเมริกา) รวมทั้งความหนาวยะเยือกที่ระดับอุณหภูมิติดลบ 45 องศาเซลเซียส บนพื้นน้ำแข็งและหิมะกว้างใหญ่สุดสายตาใน อลาสก้า (สหรัฐอเมริกา)


ปอร์เช่ คาเยนน์ เจเนอเรชั่นที่ 3 พร้อมรับมือกับสภาพการจราจรและการขับขี่ที่ต้องเคลื่อนตัวสลับกับการหยุดนิ่งตลอดเวลาท่ามกลางอากาศร้อนจัดและเต็มไปด้วยความชื้นของเมืองใหญ่ในประเทศจีน พุ่งทะยานไปบนสนามทดสอบระดับโลกในประเทศสวีเดน ฟินแลนด์ และสเปน บุกตะลุยทุกหนทาง offroad ทั่วทั้ง แอฟฟริกาใต้ ญี่ปุ่นและนิวซีแลนด์ ทั้งหมดนี้คือบททดสอบความแข็งแกร่งเพื่อให้ได้มาซึ่งที่สุดของยนตกรรมสปอร์ต SUV จากปอร์เช่

Rerun คลิปรายการ Auto World TV (27 สิงหาคม 2560)

0

AUTO WORLD TV

วันอาทิตย์ที่ 27 สิงหาคม 2560
เวลา 11.00 – 11.30 น. ทาง TNN 24
ดำเนินรายการโดย ภูวนาถ เผ่าจินดา
บรรณาธิการบริหาร นิตยสาร ออโต้บิลด์ ไทยแลนด์

Rerun คลิปรายการ Auto World TV (20 สิงหาคม 2560)

0

AUTO WORLD TV

วันอาทิตย์ที่ 20 สิงหาคม 2560
เวลา 11.00 – 11.30 น. ทาง TNN 24
ดำเนินรายการโดย ภูวนาถ เผ่าจินดา
บรรณาธิการบริหาร นิตยสาร ออโต้บิลด์ ไทยแลนด์