Home Blog Page 519

“อีซูซุคาราวานสัญจร 2017” พาเที่ยวเส้นทาง Unseen กัมพูชา

0

กลุ่มอีซูซุ โดยบริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด จัด “อีซูซุคาราวานสัญจร” ประจำปี 2560 “เที่ยวดี ทำดี…ฉลอง 60 ปีอีซูซุ” เส้นทางต่างประเทศ : ไทย (จันทบุรี) – กำปอต – สีหนุวิลล์ สนับสนุนนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศของรัฐบาล รวมถึงการเดินทางโดยรถยนต์สู่ประเทศเพื่อนบ้าน เก็บเกี่ยวประสบการณ์ต่างแดน พร้อมชมวิถีชีวิตและซึบซับวัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวกัมพูชา โดยมีสมาชิกประชาคมอีซูซุให้ความสนใจเดินทางจากทั่วประเทศมารวมตัวกันอย่างพร้อมเพรียง รับฟังการบรรยายสรุปจากคุณพัฒนเดช อาสาสรรพกิจ ผู้อำนวยการจัดคาราวาน พร้อมลุ้นรับรางวัลมากมายจากอีซูซุ ก่อนเข้าพักผ่อนเพื่อต้อนรับการเดินทางไกลที่จะมาถึง ณ โรงแรมแซนด์ ดูนส์ เจ้าหลาว บีช รีสอร์ท จังหวัดจันทบุรี

สมาชิกประชาคมอีซูซุพร้อมพาหนะคู่ใจรวมตัวอีกครั้ง ณ บริษัท ประชากิจมอเตอร์เซลส์ จำกัด สำนักงานใหญ่ จังหวัดจันทบุรี โดยมี มร. เรียวตะ อิมาอิ ผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายขายดีลเลอร์ บี บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด และ ดร.กานต์เปรมปรีด์ ชิตานนท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี พร้อมด้วยคุณเกตน์สิรี สมบูรณ์ศิลป์ รองผู้อำนวยการ สำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานระยอง ร่วมให้การต้อนรับและตีธงปล่อยขบวนอีซูซุคาราวานสัญจรทั้ง 21 คัน มุ่งสู่จังหวัดตราด ใช้เวลา 2 ชั่วโมงบนถนนหลวงหมายเลข 3 มุ่งสู่ “ด่านบ้านหาดเล็ก อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด” เพื่อทำพิธีการผ่านแดนสู่เกาะกง ประเทศกัมพูชาอย่างราบรื่น อิ่มหน่ำกับอาหารกลางวันมื้อแรกในแบบกัมพูชา ณ ห้องอาหารของ “โรงแรมเกาะกงรีสอร์ท”



ออกเดินทางกันต่อแบบยาวๆ ตลอดบ่าย บนเส้นทางกว่า 264 กิโลเมตร กับประสบการณ์การจราจรในแบบกัมพูชา เริ่มจากการขับรถชิดขวา สวนทางกับรถรามากมายทั้งรถเล็กและรถใหญ่ ผ่านหลุมบ่อขนาดใหญ่ที่เกิดจากการซ่อมถนน สายฝนที่โปรยปรายเป็นระยะๆ รวมทั้งเส้นทางปราบเซียน 30 กิโลเมตรสุดท้ายที่แคบและลาดชัน ขึ้นและลงตามไหล่เขา แต่ด้วยสมรรถนะอันสุดยอดของรถปิกอัพ “อีซูซุดีแมคซ์ บลูเพาเวอร์” และรถอเนกประสงค์ “อีซูซุมิว-เอ็กซ์” ทำให้ขบวนรถทุกคันผ่านพ้นทุกๆ อุปสรรคต่างๆ มาได้สบายๆ ถึงจุดหมายปลายทาง “โบโกร์ ไฮแลนด์” ณ โรงแรมทานซัว โบโกร์ ไฮแลนด์ รีสอร์ท (Thansur Bokor Highland Resort) อย่างภาคภูมิใจ


เช้าอันสดใสกับอากาศที่เย็นสบายท่ามกลางเมฆหมอกลอยต่ำตลอดเส้นทางกับการท่องเที่ยว “โบโกร์ ไฮแลนด์” สถานที่ท่องเที่ยวเก่าแก่ที่สุดของกำปอต ห่างจากใจกลางเมืองกำปอตประมาณ 10 กิโลเมตร ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติมณีวงศ์ มีความสูง 1,080 เมตรจากระดับน้ำทะเล สมาชิกประชาคมอีซูซุแวะเยี่ยมเยือนสถานที่ท่องเที่ยวแห่งแรก “โบสถ์คาทอลิก” (Old Catholic Church) โบสถ์เก่าแก่ที่สร้างขึ้นโดยชาวฝรั่งเศสในสมัยที่เข้ามาขยายอาณานิคมในกัมพูชา ตัวอาคารถูกปกคลุมด้วยตะไคร่น้ำสีแดง ดูมีเสน่ห์ ด้านหลังโบสถ์ซึ่งเคยเป็นฐานป้อมปืนใหญ่ ปัจจุบันเป็นจุดชมวิวยอดฮิตที่สามารถมองเห็นวิวพาโนราม่าโดยรอบ ท่ามกลางความสดชื่นและสูดออกซิเจนได้เต็มปอด

ห่างออกไปเพียงเล็กน้อย เป็นที่ตั้งของ “วัดสัมเปาปรัม” (Sampov Pram Temple) หรือวัดสำเภาห้า ตั้งอยู่บนจุดสูงที่สุดของโบโกร์ ไฮแลนด์ เป็นวัดเก่าแก่ของชาวกัมพูชาสำหรับประกอบพิธีกรรมทางศาสนา สมาชิกได้สักการะพระพุทธรูปภายในโบสถ์และทำบุญร่วมกัน ก่อนแยกย้ายกันถ่ายภาพเซลฟี่บริเวณด้านหลังของวัดที่มองเห็นน้ำทะเลสีฟ้าใสและผืนป่าเขียวขจีที่ล้อมรอบอยู่

ต่อด้วยการเข้าสัมผัสความสดชื่นที่ “น้ำตกโปป๊กวิล” (Popokwil Waterfall) ซึ่งมีต้นกำเนิดจากเทือกเขาโบโกร์ สมาชิกต่างเพลิดเพลินกับน้ำตกใส เย็นสบาย ชื่นใจกันถ้วนหน้า ปิดท้ายด้วยการสักการะ “อนุสาวรีย์ยายมาว” (Lok Yeay Mao Monument) อนุสรณ์สถานที่มีตำนานเล่าขานมาอย่างยาวนาน ซึ่งชาวกัมพูชาให้การยอมรับและเลื่อมใสศรัทธาในความเชื่อเรื่องการขอพรให้เดินทางด้วยความปลอดภัย ดังนั้นประชาชนตามแนวชายฝั่งและนักท่องเที่ยวที่ผ่านไปมา มักหยุดรถเพื่อสักการะอยู่เสมอ สมาชิกคาราวานอีซูซุก็เช่นกัน ต่างภาคภูมิใจที่ได้มีโอกาสสักการะยายมาวอันเลื่องลือ พร้อมสนุกสนานกับการถ่ายภาพร่วมกันโดยมีสายหมอกบางๆ ลอยผ่านตลอดเวลา ก่อนอำลาลงจากเทือกเขาโบโกร์เพื่อรับประทานอาหารกลางวันกันที่ “ร้านอาหารตาอัว” (Ta Eou Restaurant)

ช่วงบ่ายตะลุยเส้นทางออกจากเมืองกำปอต ระยะทาง 106 กิโลเมตร สู่ “เมืองสีหนุวิลล์” หรือชื่อเดิม “กำปงโสม” เมืองพักตากอากาศชายทะเลอันมีชื่อเสียงของกัมพูชา เข้าพัก ณ “โรงแรมสุขะ บีช รีสอร์ท” (Sokha Beach Resort) โรงแรมสุดหรูริมชายหาดที่ทอดยาวสุดสายตา สัมผัสเม็ดทรายเล็กละเอียดและน้ำทะเลใสที่ยังคงความเป็นธรรมชาติท่ามกลางแดดอ่อนๆ ก่อนเข้าร่วมงานเลี้ยงรับรอง พร้อมเผยความประทับใจของสมาชิกกับคาราวานอีซูซุสัญจรในครั้งนี้

สมาชิกรถอีซูซุหมายเลข 06 คุณวุฒิ หลวงพิทักษ์ คุณลุงที่พกอารมณ์ขันมาตลอดทาง บอกว่า “มากัน 4 คนครับ เป็นครั้งแรกที่ได้มาเที่ยวกัมพูชาครับ สถานที่เที่ยวสวย เส้นทางก็ดี มากับอีซูซุทุกครั้ง มีความสุขทุกครั้ง”


สมาชิกรถอีซูซุหมายเลข 07 คุณวาทินี เซอร์นา พลขับสาว กล่าวว่า “มากัน 4 พี่น้องหญิงล้วนกับ 1 หลานชาย ขับมากับขบวนคาราวานอีซูซุแบบสบายๆ เพราะชอบขับรถทางไกลอยู่แล้ว อยากชวนเพื่อนๆ มาร่วมท่องเที่ยวคาราวานอีซูซุด้วยกัน สนุกดีค่ะ”


สมาชิกรถอีซูซุหมายเลข 10 คุณชลวิทย์ จิรประภากร ครั้งแรกกับคาราวานสัญจรอีซูซุ บอกความประทับใจว่า “อยากขับท่องเที่ยวแบบคาราวานไปแถบประเทศเพื่อนบ้านมานานแล้ว เลือกที่จะมากับอีซูซุครับ จึงซื้อรถอีซูซุมิว-เอ็กซ์ เพื่อมาร่วมคาราวานโดยเฉพาะเลย เป็นการฝึกขับรถในต่างแดนไปในตัว ประทับใจทั้งเส้นทางและสมรรถนะการขับขี่ของอีซูซุมากๆ ครับ”


สมาชิกรถอีซูซุหมายเลข 11 คุณสุวิทย์ เชี่ยวนาวิน เผยว่า “ผมประทับใจสีหนุวิลล์ ซึ่งเป็นเมืองตากอากาศชายทะเลที่สวยงามมาก การมาเที่ยวครั้งนี้สำคัญตรงที่ได้มีโอกาสพาคุณพ่อมาฉลองอายุครบ 100 ปีที่กัมพูชาด้วย ได้พาท่านมาเยือนสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงามในขณะที่ท่านยังแข็งแรง ซึ่งคุณพ่อก็ชอบมาก และยิ้มแย้มตลอดการเดินทางเลยครับ”


สมาชิกรถอีซูซุหมายเลข 14 คุณจำรัส สุมาลี กล่าวว่า “ผมชอบขับรถเที่ยวครับ พาลูกสาวคือน้องข้าวหอมมาคาราวานอีซูซุเป็นครั้งแรก อยากปลูกฝังไลฟ์สไตล์แบบนี้ให้น้องครับ” น้องข้าวหอมเสริมว่า “นั่งรถเที่ยวแล้วได้เห็นวิถีชีวิตชาวบ้านของกัมพูชา ได้เห็นธรรมชาติข้างทาง เพลินดีคะ”

“HYUNDAI H-1 LIMITED II” เพิ่มความหรูหราและออฟชั่น จำนวนจำกัดเพียง 200 คัน เปิดตัวครั้งแรกในงาน Big Motor Sale 2017

0

บริษัท ฮุนได มอเตอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด ฉลองครบรอบ 10 ปี แนะนำรถใหม่ “H-1 LIMITED II” รุ่นพิเศษที่ได้รับการตกแต่งด้วยอุปกรณ์และออฟชั่นพิเศษเพิ่มเติมจากรุ่นยอดนิยมอย่าง “เอช-วัน อีลีท” ให้มีความโดดเด่น หรูหรา และมีเอกลักษณ์มากยิ่งขึ้น สามารถตอบโจทย์กลุ่มลูกค้ากลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่ชื่นชอบรถยนต์อเนกประสงค์ขนาดใหญ่ที่มีความหรูหรา มีระดับและมากด้วยอรรถประโยชน์ใช้สอย

H-1 LIMITED II ออกแบบและพัฒนาให้มีเอกลักษณ์ เน้นความหรูหราและมีสไตล์ แตกต่างจากรุ่นอื่นๆ รูปลักษณ์ภายนอกมากับสีขาว Creamy White ซึ่งเป็นสีพิเศษที่ไม่มีจำหน่ายในรุ่น H-1 Series ติดตั้งอุปกรณ์ตกแต่งที่ถูกออกแบบให้ดูสปอร์ต ไม่ว่าจะเป็นกระจังหน้าโครเมียมรมดำ คิ้วไฟส่องสว่างเวลากลางวันแบบโครเมียมดำ รวมถึงคิ้วป้ายทะเบียนด้านหลังแบบโครเมียมรมดำ เพิ่มความสปอร์ต เข้ม และดูหรูหราด้วยล้ออัลลอย สีพิเศษไฮเปอร์ แบล็ค ขนาด 17 นิ้ว ด้านหลังติดตั้งโลโก้ LIMITED II พร้อมสัญลักษณ์ฉลองครบรอบ 10 ปีของฮุนได

H-1 LIMITED II ยังได้รับการติดตั้งหลังคามูนรูฟ เปิด – ปิดด้วยระบบไฟฟ้าพร้อมที่บังแดดสำหรับผู้โดยสารตอนหน้าและตอนหลัง สามารถเปิดได้ทั้งสองบานซึ่งเป็นครั้งแรกที่ฮุนไดนำออฟชั่นนี้มาติดตั้งในประเภทรถยนต์อเนกประสงค์ขนาดใหญ่

ตกแต่งภายในด้วยลายไม้สีน้ำตาลเข้ม เบาะนั่งโดยสารสีเทาแบบ Perforated Leather ชุดอุปกรณ์เพื่อความบันเทิงได้มีการติดตั้งเครื่องเสียง Pioneer หน้าจอขนาด 7 นิ้ว เล่นแผ่น DVD ได้ รองรับ Apple Car Play พร้อมหน้าจอขนาด 10.1 นิ้ว ติดตั้งบริเวณหลังหัวหมอนของเบาะคู่หน้าสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง และสามารถแยกเป็นแบบ Dual Zone คนขับกับผู้โดยสารด้านหน้าสามารถฟังวิทยุหรือเพลงจาก USB ได้ ขณะเดียวกันผู้โดยสารด้านหลังก็สามารถชมหนังจาก DVD และรับฟังเสียงจากหูฟังได้อีกด้วย

ขุมพลังใช้เครื่องยนต์ ดีเซล 2.5 ลิตร 4 สูบ 16 วาล์ว คอมมอนเรลไดเร็คท์อินเจ็คชัน CRDI พร้อมเทอร์โบแปรผัน VGT และอินเตอร์คูลเลอร์ ที่ให้กำลังสูงสุด 175 แรงม้า และ แรงบิดสูงสุด 441 นิวตัน-เมตร ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 5 จังหวะแบบมีระบบ Sequential Shift

นอกจากนี้ยังติดตั้งอุปกรณ์อำนวยความสะดวกมาด้วยอย่างครบครัน อาทิ ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ, กระจกมองหลังตัดแสงอัตโนมัติ, ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ, กล้องมองหลังที่ช่วยให้การถอยจอดสะดวกยิ่งขึ้น, ไฟสำหรับส่องสว่างภายในห้องโดยสารด้านหลัง ปรับได้ 6 สี เป็นต้น

H-1 LIMITED II มีจำหน่ายในจำนวนจำกัดเพียง 200 คัน และเปิดตัวด้วยราคาเพียง 1,649,000 บาทโดยเปิดรับจองเป็นครั้งแรกในงาน BIG Motor Sale 2017 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 19 – 27 สิงหาคม 2560 ณ ศูนย์แสดงสินค้าไบเทค บางนา

ทั้งนั้ในงาน BIG Motor Sale 2017 ฮุนไดยังได้นำรถอเนกประสงค์ขนาดใหญ่รุ่นอื่นๆมาจัดแสดงพร้อมข้อเสนอพิเศษ ได้แก่ ฮุนไดเอช-วัน รุ่นเดอลุกซ์, อีลิท และทัวริ่ง และ ฮุนไดแกรนด์สตาร์เร็กซ์ รุ่นวีไอพี และ พรีเมี่ยม ซึ่งทุกรุ่นสามารถตอบโจทย์การใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ

สำหรับข้อเสนอพิเศษในงาน BIG Motor Sale 2017
ฮุนได แกรนด์ สตาร์เร็กซ์ วีไอพี และ พรีเมี่ยม ลูกค้าสามารถเลือกรับ
เงื่อนไขที่ 1 – ดอกเบี้ยพิเศษ 0.99% ผ่อนนานสูงสุด 48 เดือน (ชำระค่างวดต้นงวดเท่านั้น สำหรับเงินดาวน์ 30% ขึ้นไป)
เงื่อนไขที่ 2 – ฟรี ประกันภัยชั้น 1 นาน 1 ปี
ฮุนได เอช-วัน ทุกรุ่นฟรี ประกันภัยชั้น 1 นาน 1 ปี

***เงื่อนไขพิเศษนี้มีผลตั้งแต่วันนี้ จนถึง 31 ตุลาคม 2560

ผู้ที่สนใจสามารถเยี่ยมชมและทดลองขับ พร้อมรับข้อเสนอพิเศษได้ที่บู้ธรถยนต์ฮุนไดในงาน “BIG Motor Sale 2017” ณ ศูนย์แสดงสินค้าไบเทค บางนา ระหว่างวันที่ 19 – 27 สิงหาคม 2560 และที่โชว์รูมรถยนต์ฮุนไดทั่วประเทศ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.hyundai.co.th หรือ www.facebook.com/HyundaiThailand

Rerun คลิปรายการ Auto World TV (13 สิงหาคม 2560)

0

AUTO WORLD TV

วันอาทิตย์ที่ 13 สิงหาคม 2560
เวลา 11.00 – 11.30 น. ทาง TNN 24
ดำเนินรายการโดย ภูวนาถ เผ่าจินดา
บรรณาธิการบริหาร นิตยสาร ออโต้บิลด์ ไทยแลนด์

“ทาทา มอเตอร์ ประเทศไทย” ส่ง “ทาทา มอเตอร์ส ทีม ไทยแลนด์” ควบ ทาทา ซีนอน ลุยแรลลี่สุดโหดรายการ “เอเชีย ครอสคันทรี แรลลี่ 2017”

0

“ทาทา มอเตอร์ส ทีม ไทยแลนด์” ภายใต้การสนับสนุนของ ทาทา มอเตอร์ส ประเทศไทย ลงลุยศึก เอเชีย ครอสคันทรี แรลลี่ 2017 ราชัน ไตรรัตน์ กับ ศิณพพงศ์ ไตรรัตน์ สองนักแข่งชื่อดังมั่นใจใช้รถทาทา ซีนอน 150NX-PLORE 4WD ผ่านศึกแรลลี่สุดโหดนี้ได้สำเร็จอีกครั้ง ขณะที่ซีอีโอ ทาทา มอเตอร์ส พร้อมหนุนหลังทีมเต็มที่ หลังประสบความสำเร็จในการแข่งขันรายการนี้ในปีที่ผ่านมา

“ทาทา มอเตอร์ส ทีม ไทยแลนด์” (Tata Motors Team Thailand) ภายใต้การสนับสนุนของ บริษัท ทาทา มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ควบรถ ทาทา ซีนอน 150 เอ็นเอ็กซ์พลอร์ โฟร์วีลไดรฟ์ จำนวน 2 คัน ลงสนามในศึก “เอเชีย ครอสคันทรี แรลลี่ 2017” (Asia Cross Country Rally 2017) รายการแข่งขันรถยนต์และรถจักรยานยนต์ครอสคันทรีแรลลี่นานาชาติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเอเชีย โดยใช้เส้นทาง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา-กาญจนบุรี-นครสวรรค์-เพชรบูรณ์-ปากช่อง และสิ้นสุดการแข่งขันที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา รวมระยะทางทั้งสิ้นกว่า 2,000 กิโลเมตร โดยปีนี้ได้มีนักแข่งจาก 9 ชาติเข้าร่วมการแข่งขัน ได้แก่ ญี่ปุ่น ไต้หวัน อินโดนีเซีย อินเดีย สวีเดน นอร์เวย์ กัมพูชา เมียนมาร์ และไทยที่ร่วมการแข่งขัน

 

ราชัน ไตรรัตน์ นักแข่งมากประสบการณ์ ที่ขับรถหมายเลข 114 พร้อมบุตรชาย ศิณพพงศ์ ไตรรัตน์ ที่มีดีกรีเป็นอดีตแชมป์ประเทศไทย ในรถหมายเลข 121 มั่นใจว่าจะสามารถพา ทาทา มอเตอร์ส ทีม ไทยแลนด์ผ่านการแข่งขันแรลลี่สุดโหดตลอด 7 วันนี้ได้อย่างแน่นอน หลังจากที่ ราชัน ไตรรัตน์ ที่พาทีมคว้าอันดับ 3 ประเภททีมในรายการนี้เมื่อปี 2016

นายราชัน ไตรรัตน์ กล่าว “สำหรับการแข่งขันในปีนี้เรามีความมั่นใจมากกว่าเดิม จากความพร้อมของทีมในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นนักแข่ง รถแข่ง ทีมนำทาง ทีมเซอร์วิส รวมทั้งการสนับสนุนทีมอย่างเต็มที่ของ ทาทา มอเตอร์ส ประเทศไทย การแข่งรถเป็นเรื่องของทีมเวิร์คที่จะต้องประสานงาน ทุ่มเท ได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มความสามารถจากทุกฝ่าย เพื่อที่จะช่วยกันฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นมากมายตลอด 7 วัน ของการแข่งขัน และในขณะนี้ทีมเราก็มีทัศนคติที่ดี และมีความมั่นใจว่าเราจะสามารถพารถ ทาทา ซีนอน 150 เอ็นเอ็กซ์พลอร์ โฟร์วีลไดรฟ์ผ่านการแข่งขันสุดโหดในครั้งนี้ได้สำเร็จอีกครั้ง”

ด้าน ซานเจย์ มิชรา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทาทา มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศความพร้อมที่จะให้การสนับสนุนทีมอย่างเต็มที่เหมือนในปีที่ผ่านมา “เราค่อนข้างใหม่สำหรับวงการมอเตอร์ สปอร์ต ซึ่งในปีที่แล้วเป็นครั้งแรกที่บริษัทฯ ได้สนับสนุน ทาทา มอเตอร์ส ทีม ไทยแลนด์ ลงแข่ง และเราประสบความสำเร็จอย่างยอดเยี่ยม ในปีนี้ ทาทา มอเตอร์ส ทีม ไทยแลนด์มีความพร้อม มีเวลาในการเตรียมทีมมากกว่าเดิม ในขณะที่เราก็พร้อมให้การสนับสนุนทีมอย่างเต็มที่ตลอดการแข่งขัน ด้วยศักยภาพของนักแข่ง ทีมผู้นำทาง ทีมงานทุกๆ คน รวมทั้งความแข็งแกร่งทนทานของรถ ทาทา ซีนอน ที่ใช้ลงสนาม ทำให้เรามั่นใจว่าจะประสบความสำเร็จในการแข่งขันปีนี้ได้อีกเช่นเคย”

“Toyota Yaris ATIV” เปิดตัวครั้งแรกของโลก เพิ่มอุปกรณ์มาตรฐานเหนือระดับในราคาที่ถูกลง

0

รถยนต์ซับคอมแพคซีดานรุ่นใหม่ล่าสุด เปิดตัวครั้งแรกของโลกที่ประเทศไทย มากับรูปลักษณ์ดีไซน์ใหม่สไตล์สปอร์ต โฉบเฉี่ยว ภายในกว้างขวางสะดวกสบาย ให้สมรรถนะการขับขี่ที่คล่องตัว พร้อมเครื่องยนต์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ประหยัดน้ำมัน ติดตั้งระบบความปลอดภัยมาตรฐานเหนือรถระดับเดียวกัน แบ่งออกเป็น 5 รุ่น สำหรับรุ่นล่าง J ECO ราคาเพียง 469,000บาท ในขณะที่รุ่น S (ท๊อฟโมเดล) สนนราคา 619,000 บาท

การเปลี่ยนแปลงที่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ได้นำเสนอผ่านสื่อมวลชนเป็นครั้งแรกในประเทศไทยและในโลก เป็นการเปิดตัวรถยนต์ซับคอมแพคซีดานรุ่นล่าสุดในนาม Yaris Ativ ซึ่งเป็นการแปลงโฉมในโมเดลแฮทแบคให้กลายเป็นรถ 4 ประตู โดยมีที่มาของชื่อรุ่นจากคำว่า “SMART” และ “ACTIVE” ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างองค์ประกอบสำคัญสองประการ ได้แก่ ความล้ำสมัยและความคล่องแคล่วปราดเปรียว และยังสะท้อนถึงนวัตกรรมและความสร้างสรรค์ และทางค่ายผู้ผลิตมีความมั่นใจว่า ATIV จะเป็นตัวเปลี่ยนเกมทางการตลาดรถยนต์นั่งในเมืองไทย

Yaris ATIV ออกแบบภายนอกให้มีดีไซน์ทันสมัย กระจังหน้าโครเมียมรมดำชายล่างตกแต่งด้วยแถบสีแดง ไฟหน้าเป็นแบบ Projector รมดำแต่งด้วยวงแหวนสีแดง พร้อมติดตั้งระบบเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ และไฟส่องสว่างเวลากลางวัน รวมถึงไฟตัดหมอกหน้าที่มุมกันชน

กระจกมองข้างสีดำเปียโนแบล็คพร้อมไฟเลี้ยวตกแต่งด้วยแถบสีแดง มีมือจับประตูโครเมียมพร้อมระบบเปิดประตูอัจฉริยะ Smart Entry ทั้งยังได้รับการติดตั้งเสาอากาศแบบครีบฉลาม

ด้านท้ายมีตราสัญลักษณ์ “ATIV” มากับไฟท้ายรมดำแบบ LED Light Guidingพร้อมไฟเบรกดวงที่ และรีเฟลคเตอร์ สำหรับล้ออัลลอยใช้ขนาด 15 นิ้ว ดีไซน์ปราดเปรียว

ห้องโดยสารดีไซน์ล้ำสมัยเน้นการออกแบบที่กว้างขวาง สะดวกสบาย พร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่ครบครัน เบาะนั่งคู่หน้าเป็นทรงสปอร์ต ที่เก็บของอเนกประสงค์ข้างคนขับหุ้มหนังบริเวณฝาปิด มีที่วางแก้วคอนโซลด้านหน้า พร้อมไฟส่องสว่าง พิเศษด้วยกระจกบังลมหน้าแบบกันเสียงรบกวน Acoustic Glass ลดเสียงรบกวนขณะขับขี่ตั้งแต่เริ่มสตาร์ทเครื่องยนต์

พวงมาลัยหุ้มหนังตกแต่งด้วยด้ายสีแดงพร้อมแถบเมทัลลิกติดตั้งสวิตช์ควบคุมเครื่องเสียง, โทรศัพท์และควบคุมจอแสดงข้อมูลการขับขี่ มาตรวัดเรืองแสงเป็นแบบ Optitron แสดงค่าต่างๆได้ชัดเจนทุกรายละเอียด ในรุ่น G และ E มีหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่อัจฉริยะMID ส่วนรุ่น S เป็นจอสี(TFT) ขนาด 4.2 นิ้ว หัวเกียร์และฐานเกียร์ใช้สีดำเปียโนแบล็ค

ในส่วนของภาคบันเทิงมีเครื่องเล่นวิทยุ DVD/ CD/ MP3/ MP4/ WMA หน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้วทำหน้าที่แสดงภาพจากลก้องมองหลัง พร้อมช่องต่อ USB/ HDMI/ Micro SD card/ ซึ่งสามารถเชื่อมต่อโทรศัพท์แบบไร้สาย Bluetooth รองรับบริการพิเศษจาก T-Connect ขับกล่อมเสียงเพลงผ่านลำโพงรอบทิศทาง 6 ตำแหน่ง กระจายความเย็นทั่วห้องโดยสารด้วยระบบปรับอากาศอัตโนมัติ พร้อมจอ LCD และยังมีระบบสตาร์ทเครื่องยนต์อัจฉริยะ (Push Start) เพื่อความสะดวกสบายในการสตาร์ทรถ

ขุมพลังยังคงใช้เครื่องยนต์รหัส 3NR-FE แบบ4 สูบ DOHC 16 วาล์ว DUAL VVT-i ขนาดความจุ 1,200 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 86 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที พร้อมแรงบิดสูงสุด 108 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที รองรับน้ำมันเชื้อเพลิง E20 เคลมอัตราสิ้นเปลืองไว้ที่ 20กม./ลิตร

ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ Super CVT-i พร้อม Shift Lock พร้อมปรับปรุงช่วงล่างแบบจัดเต็มทั้งคอยล์สปริงและโช๊คอัพใหม่ ระบบกันสะเทือนด้านหน้าเป็นอิสระแบบแมคเฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง ด้านหลังใช้แบบทอร์ชั่นบีม และคอยล์สปริงพร้อมเหล็กกันโคลง เพื่อความนุ่มนวลทุกสภาพภนน

Toyota Yaris Ativ ได้รับการติดตั้งมาตรฐานความปลอดภัยที่เหนือชั้น เริ่มจากโครงสร้างนิรภัย GOA ถุงลมเสริมความปลอดภัยระบบ มีมาให้ถึง 7 ตำแหน่ง เบาะนั่งคู่หน้าเป็นแบบ WIL (Whiplash Injury Lessening) ลดการบาดเจ็บของกระดูกต้นคอเมื่อถูกชนชนจากด้านหลัง เข็มขัดนิรภัยคู่หน้ามาพร้อมระบบกลไกดึงกลับและผ่อนแรงดึงอัตโนมัติ

นอกจากนี้ยังได้รับการติดตั้งระบบควบคุมการทรงตัว VSC (Vehicle Stability Control) ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี TRC (Traction Control ระบบกระจายแรงเบรก EBD (Electronic Brake-force Distribution)ระบบเบรก ABS (Anti-lock Braking System) และเสริมแรงเบรก BA (Brake Assist) และระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HAC (Hill Start Assist Control) รวมถึง ระบบป้องกันการโจรกรรม (Theft Deterrent System) ทำงานร่วมกับ กุญแจแบบ Immobilizer และเปลี่ยนจากการแถมยางอะไหล่เป็น ชุดซ่อมยางฉุกเฉินพร้อมที่ปั๊มลม

Toyota Yaris ATIV มีให้เลือกทั้งหมด 7 สี 

Dark Blue Mica Metallic (สีใหม่ )


Gray Metallic


Silver Metallic


Quartz Brown Metallic


Super White


Attitude Black Mica


Red Mica Metallic

พร้อมสีภายในให้เลือกสองสี (สีดำในทุกรุ่น และสีเบจเฉพาะในรุ่น G และ E)

สำหรับราคาค่าตัว บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ได้แบ่งราคาออกเป็น 5 รุ่น
รุ่น S เกียร์อัตโนมัติ ราคา 619,000บาท
รุ่น G เกียร์อัตโนมัติ ราคา 599,000บาท
รุ่น E เกียร์อัตโนมัติ ราคา 549,000บาท
รุ่น J เกียร์อัตโนมัติ ราคา 519,000บาท
รุ่น J ECO เกียร์อัตโนมัติ ราคา 469,000บาท

ร่วมสัมผัส Yaris ATIV อย่างเป็นทางการได้ในงาน BIG Motor Sale ตั้งแต่วันที่ 19 – 27 สิงหาคม นี้ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุม ไบเทค บางนา กรุงเทพฯ และพบกับกิจกรรมพิเศษที่โชว์รูม โตโยต้า ทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 25-27 สิงหาคม นี้

“มิตซูบิชิ มอเตอร์ส” ส่ง ‘เอ็กซ์แพนเดอร์’ ลุยตลาดอินโดฯ ก่อนกระจายไปยังประเทศในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้

0

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น เปิดตัวยนตรกรรมชั้นนำระดับโลก ‘เอ็กซ์แพนเดอร์’ (XPANDER) รถครอสโอเวอร์ เอ็มพีวี วันนี้ที่ มหกรรมรถยนต์นานาชาติ ไกคินโด อินโดนีเซีย อินเตอร์เนชั่นแนล ออโต้ โชว์ ครั้งที่ 25 จัดแสดงที่กรุงจาการ์ต้า ประเทศอินโดนีเซีย โดยชื่อ ‘เอ็กซ์แพนเดอร์’ สื่อให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น ในการสร้างประสบการณ์ใหม่ในการขับขี่ของลูกค้าให้มีความสมบูรณ์แบบและสนุกสนานมากยิ่งขึ้น

มร. โอซามุ มาซุโกะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า “เอ็กซ์แพนเดอร์ ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อยกระดับบทบาทของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ในตลาดรถเอสยูวี และเอ็มพีวีซึ่งกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งในอินโดนีเซีย และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส พร้อมแล้วที่จะตอบสนองต่อความต้องการและการเติบโตของตลาดนี้ ด้วยการส่งมอบ ยนตกรรมที่เหนือกว่าให้กับลูกค้าของเรา”

 

‘เอ็กซ์แพนเดอร์’ คือการผสมผสานความสามารถในการใช้งานที่หลากหลายของรถเอ็มพีวี เข้าไว้กับสมรรถนะที่โดดเด่นตามแบบฉบับของรถเอสยูวี กลายเป็นนิยามใหม่ของมิตซูบิชิ ที่มีความแกร่ง ความโอ่โถง รูปลักษณ์ที่โดดเด่น ความสะดวกสบาย รวมถึงสไตล์และฟังก์ชั่นการใช้งาน หลอมรวมกันเป็นรถครอสโอเวอร์ เอ็มพีวี ซึ่งครบครันทั้งความสบายในการขับขี่ที่มาพร้อมสมรรถนะ และดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยว พร้อมพื้นที่ที่กว้างขวางด้วยห้องโดยสาร 7 ที่นั่ง และพื้นที่เก็บสัมภาระขนาดใหญ่

‘เอ็กซ์แพนเดอร์’ ผลิตขึ้นที่ โรงงานใหม่ของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น ในประเทศอินโดนีเซีย เมืองเบกาซิ จังหวัดชวาตะวันตก ซึ่งมีแผนการผลิตอยู่ที่จำนวน 80,000 คัน ต่อปี และจะเริ่มจำหน่ายในตลาดอินโดนีเซีย เร็วๆนี้ พร้อมทั้งยังมีแผนที่จะส่งออกไปจำหน่ายยังประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และภูมิภาคอื่นๆ ในช่วงต้นปี 2561

“The New Isuzu MU-X Privileged Press Trip” 1 วันกับการขับ MU-X เที่ยวเมืองกรุง

0

เปิดประสบการณ์การขับขี่ “The New Isuzu MU-X” รถยนต์นั่งอเนกประสงค์สุดหรูที่ปรับโฉมใหม่ให้สปอร์ตทันสมัย ภายใต้นิยาม Signature of Privilege พร้อมร่วมกิจกรรมเติมเต็มความสุขให้กับผู้พิการทางสติปัญญา อิ่มอร่อยกับอาหารสไตล์ฟิวชั่นฟู๊ด ปิดท้ายด้วยการเปิดประสบการณ์ใหม่กับการเรียนรู้กีฬา ขี่ม้าประเภท Dressage หรือศิลปะการบังคับม้าอย่างถูกวิธี สนุกสนานตามแบบฉบับกิจกรรม “The New Isuzu MU-X Privileged Press Trip”


การเดินทางกับ “The New Isuzu MU-X” ที่ได้รับการปรับโฉมครั้งใหญ่ภายใต้นิยาม Signature of Privilege มากับลุคสปอร์ต ทันสมัย สะท้อนเอกลักษณ์ความเป็นตัวตนที่แตกต่าง โดดเด่นยิ่งขึ้น ด้วยกระจังหน้าดีไซน์ใหม่ แบบ Sport 3D พร้อมไฟหน้าใหม่แบบ Bi-LED ปรับระดับสูง-ต่ำอัตโนมัติ ที่รวมไฟ Daylight อยู่ในโคมเดียวกัน ทั้งยังมีเส้นนำแสง LED Guiding Light โฉบเฉี่ยวทันสมัยแบบรถยนต์นระดับหรู รวมถึงกันชนหน้า – หลังดีไซน์ใหม่ พร้อมไฟท้าย LED แบบ Sharp Horizon

ห้องโดยสารออกแบบใหม่สีทูโทน Sandstone Beige มากับเบาะนั่งกึ่งหนังแท้ดีไซน์ Sport Cut นุ่มนวลนั่งสบาย พร้อมการออกแบบภายในจากแนวคิด Isuzu Universal Design ด้วยระบบความบันเทิง iConnect พร้อม Built-in Navigator แสดงการทำงานผ่านหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อแบบไร้สายกับ Smartphone สำหรับการเชื่อมต่อ USB รองรับทั้ง Smartphone เครื่องเล่น MP3 และ Flash Drive ให้ความเพลิดเพลินตลอดเส้นทาง


The New Isuzu MU-X Privileged Press Trip ออกเดินทางจากบริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด ถนนวิภาวดีรังสิต มุ่งหน้าสู่จุดหมายแรก ณ มูลนิธิช่วยคนปัญญาอ่อนแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ซึ่งได้รับพระมหากรุณาธิคุณ โปรดเกล้าฯ จากสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ทรงรับไว้ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ปัจจุบันมูลนิธิฯ จัดให้บริการแก่คนแก่พิการทางสติปัญญาและครอบครัวโดยให้การฟื้นฟูสมรรถภาพด้านการแพทย์ การศึกษา การฝึกอาชีพ การสังคมและสวัสดิการสังคมต่าง ๆ เพื่อให้ได้มีการพัฒนาตามศักยภาพ สามารถช่วยเหลือตนเองได้ โดยจัดเป็นศูนย์กระตุ้นพัฒนาการจัดการด้านการศึกษาจัดฝึกอาชีพ โดยมีหน่วยงานที่ให้บริการ 10 แห่งตั้งอยู่ในส่วนกลาง 6 แห่ง ในส่วนภูมิภาค 4 แห่ง

นอกจากนั้น ยังให้บริการลงสู่ชุมชนต่าง ๆ ในทุกจังหวัดของประเทศ โดยอีซูซุ และคณะสื่อมวลชนยังได้ร่วมบริจาคเงิน และสิ่งของโดยมีนางสายสม วงศาสุลักษณ์ ประธานมูลนิธิฯ เป็นผู้รับมอบ


เสร็จจากภารกิจแรก เป้าหมายต่อไปคือ ร้าน เควนท์ แบงคอก (Quaint Bangkok) ตั้งอยู่ที่ซอยสุขุมวิท 61 ร้านอาหารแห่งนี้ โดดเด่นด้วยการออกแบบตกแต่งทั้งภายใน และภายนอก ด้วยการผสมผสานดีไซน์ต่าง ๆ ไว้ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น Art Deco, Art Nuvo, Industrial และ Loft

ในส่วนของอาหารทางร้านได้เลือกใช้วัตถุดิบคุณภาพดีที่สุด ที่ปรับรสชาติให้กลมกล่อม ไม่ว่าจะเป็นอาหารว่างอย่าง เคสดีญ่าไก่ อาหารเม็กซิกันที่มีส่วนประกอบหลักคือ แป้งทอทิย่าสองแผ่นประกบกันโดยข้างในสอดไส้ชีส และเนื้อไก่ น่ารับประทาน และจานเด็ดอย่าง ปีกไก่ทอดสมุนไพร ที่ทอดได้กรอบนอกชุ่มใน หอมกรุ่นด้วยสมุนไพรนานาชนิด

สำหรับอาหารจานหลักก็อร่อยไม่แพ้กัน อาทิ สปาเก็ตตี้ต้มยำทะเล ผัดไทกุ้งทอดโบราณ หรือจะเป็นเบอร์เกอร์เนื้อซอสน้ำตก ที่นำเอาเสต็กเนื้อชิ้นโต มาแล่บางๆ และคลุกเคล้ากับซอสน้ำตกแบบอีสานสไตล์ มาผสานกับขนมปังแฮมเบอร์เกอร์ได้อร่อยลงตัว

อิ่มอร่อยในมื้อกลางวันเป็นที่เรียบร้อย คณะสื่อมวลชนจึงได้เดินทางต่อไปยังสโมสรกีฬาขี่ม้าโกลด์เด้นฮอร์สไรดิ้งคลับ ซอยหมู่บ้านนักกีฬาแหลมทอง 12 ย่านกรุงเทพกรีฑา ซึ่งใช้เป็นที่ฝึกสอนหลักสูตรขี่ม้าระดับพื้นฐาน จนถึงระดับสูง โดยมีคุณอัญนา แจศิริ ผู้จัดการสโมสรฯ ให้การต้อนรับ


สโมสรแห่งนี้มีความโดดเด่นในเรื่องของการสอนขี่ม้าประเภท Dressage หรือ ศิลปะการบังคับม้า โดยคณะสื่อมวลชนได้ร่วมชมการโชว์ศิลปะการบังคับม้า นำโดย คุณสุวัชร์ บุญลือ ผู้ก่อตั้ง Golden Horse Riding Club ผู้เชี่ยวชาญกีฬาขี่ม้าประเภทศิลปบังคับม้า และนักกีฬาขี่ม้าทีมชาติไทย

เมื่อคณะสื่อมวลชนได้ชมโชว์ศิลปะการบังคับม้า ถึงเวลาร่วมเปิดประสบการณ์ใหม่ในการเรียนรู้กีฬาขี่ม้าอย่างถูกวิธี เริ่มต้นจากการเรียนรู้ธรรมชาติของม้า วิธีการเข้าใกล้ม้า ได้รู้จักกับเครื่องมือ และอุปกรณ์ขี่ม้าเบื้องต้น และทดลองขี่ม้า โดยมีครูสอนขี่ม้าที่เชี่ยวชาญดูแลอย่างใกล้ชิด

หลังจากนั้นจึงมาพักผ่อนพร้อมเครื่องดื่มเย็น ๆ ณ Dressage Café ภายในสโมสรกีฬาขี่ม้าโกลด์เด้นฮอร์สไรดิ้งคลับ เป็นการปิดท้าย

“The New Isuzu MU-X Privileged Press Trip” จบลงด้วยความประทับใจผ่านกิจกรรมสุดพิเศษที่อีซูซุได้คัดสรรมามอบให้สื่อมวลชน พร้อมสัมผัสกับสมรรถนะของรถยนต์อเนกประสงค์สุดหรู “The New Isuzu MU-X” และการเดินทางในแบบไลฟ์สไตล์ทริปใน 1 วัน ภายใต้นิยาม “Signature of Privilege”

 

“ฟอร์ด” กับประวัติศาสตร์ความเป็นมาของรถกระบะ “เกิดมาแกร่ง”

0

เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2460 ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี ได้เริ่มต้นการผจญภัยที่ผลิกโฉมอุตสาหกรรมยานยนต์ตลอดกาล โดยมีจุดเริ่มต้นการเดินทางที่รถฟอร์ดโมเดล ทีที (Model TT) รถกระบะที่พัฒนาต่อยอดมาจากรถยนต์รุ่นโมเดล ที (Model T) ที่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม และพัฒนาเติบโตอย่างต่อเนื่องตลอดศตวรรษที่ผ่านมา จนกลายมาเป็นแบรนด์รถกระบะที่ขายดีที่สุดในโลกในปัจจุบัน

ตลอดระยะเวลาหลายปี รถกระบะฟอร์ดเป็นพาหนะคู่ใจของชาวสวน ช่างก่อสร้าง ทหาร และนักแข่งรถ ด้วยความอเนกประสงค์ สมรรถนะอันเหนือชั้นและความน่าเชื่อถืออันเป็นแรงขับเคลื่อนให้ฟอร์ดกลายเป็นผู้นำด้านยอดขายตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษ

ความสำเร็จนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน แต่คือการเดินทางผ่านกาลเวลาที่ยาวนาน วิสัยทัศน์ นวัตกรรม และความมุ่งมั่นที่จะพัฒนารถกระบะที่ตอบสนองความต้องการและอยู่เหนือแม้แต่ความคาดหวังที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

ในปีพ.ศ. 2460 หรือ 9 ปีหลังการเปิดตัวรถ ฟอร์ดโมเดล ที ซึ่งเป้นช่วงที่ผู้บริโภคกำลังมองหายานพาหนะที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น และมีศักยภาพสูงกว่าที่เคยมีมา ด้วยความสามารถในการลากจูงน้ำหนักมากถึง 1 ตัน ฟอร์ด ทีที ได้เปลี่ยนโฉมการทำงานของผู้คนในยุคนั้น โดยเริ่มวางจำหน่ายเฉพาะตัวแชสซีส์ที่ผู้ซื้อต้องนำไปประกอบกับตัวรถด้วยตนเองและทำยอดขายไปเกือบ 1.3 ล้านชิ้น จนกระทั่งถูกแทนที่ด้วยรถกระบะฟอร์ดโมเดล เอ (Model A) และ เอเอ (Model AA) ซึ่งได้กลายมาเป็นหนึ่งในสมาชิกรุ่นบุกเบิกของครอบครัวรถกระบะของฟอร์ด

หลังจากนั้นไม่นาน ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี ออสเตรเลีย ได้รับจดหมายจากภรรยาของชาวสวนคนหนึ่ง เพื่อสอบถามถึงรถที่เธอและสามีสามารถขับไปโบสถ์ในวันอาทิตย์ แต่ยังสามารถบรรทุกหมูไปตลาดในวันจันทร์ได้เช่นกัน นั่นคือจุดกำเนิดของฟอร์ด ยูท (Ford Ute) ในปีพ.ศ. 2477 รถกระบะอเนกประสงค์ 2 ประตู ซึ่งได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของประเทศออสเตรเลีย และตัวแทนขององค์ประกอบหลักในประวัติศาสตร์อันยาวนานของบริษัท นั่นคือ การรับฟังและตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ฟอร์ดมุ่งความสนใจไปที่ดีไซน์รถกระบะในแถบอเมริกาเหนือ และได้เปิดตัวรถกระบะที่สร้างขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการเฉพาะเป็นครั้งแรกในปีพ.ศ. 2491 ซึ่งมาพร้อมโอกาสในการเพิ่มศักยภาพยานยนต์ของฟอร์ดอย่างมหาศาล

รถกระบะอเนกประสงค์แบบใหม่รุ่นแรกนั้นมีให้เลือกถึง 8 ขนาด นับตั้งแต่รุ่น F-1 ความจุ 0.5 ตัน ไปจนถึง F-8 ความจุ 3 ตัน ซึ่งถือเป็นต้นกำเนิดของ F-Series ที่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม จนครองตำแหน่งรถกระบะที่ขายดีที่สุดในสหรัฐอเมริกามาทุกปีนับตั้งแต่ปีพ.ศ. 2520 และยังเป็นรถที่ขายดีที่สุดในประเทศมานานถึง 35 ปีติดต่อกันอีกด้วย

ฟอร์ด ยังคงเดินหน้าสร้างสรรค์และพัฒนาคุณสมบัติที่หลากหลายเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าด้วยรถกระบะรุ่นใหม่ๆ ที่ตามมาหลังจากนั้น โดยมีการพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่องเป็นปัจจัยสำคัญของความสำเร็จที่ยาวนานนี้

ในปีพ.ศ. 2519 โฆษณารถกระบะฟอร์ดในนิตยสารใช้คำเรียบง่ายเพียง 3 คำเท่านั้น คือ เกิดมาแกร่ง (Built Ford Tough) วลีที่ได้กลายมาเป็นหัวใจของความมุ่งมั่นสร้างสรรค์รถกระบะที่แข็งแกร่ง เปี่ยมไปด้วยศักยภาพ ปลอดภัย และสมรรถนะสูง วลีนี้ยังเป็นข้อสรุปของสิ่งที่ลูกค้าทั่วโลกคาดหวังจากฟอร์ดอีกด้วย

หนึ่งในรถตระกูลเกิดมาแกร่งที่ผลิตเพื่อการพาณิชย์เป็นรุ่นแรกๆ คือ ฟอร์ด เรนเจอร์ รถกระบะขนาดกลางรุ่นแรกของฟอร์ด ที่เปิดตัวในอเมริกาเหนือในปีพ.ศ. 2525

จากการเริ่มต้นออกแบบและผลิตในสหรัฐอเมริกา ชื่อเสียงของ ฟอร์ด เรนเจอร์ ในฐานะรถกระบะที่แกร่ง ชาญฉลาด และเปี่ยมสมรรถนะ ได้ขยายตัวไปอย่างรวดเร็วในหลายตลาดทั่วโลก และได้กลายเป็นรถกระบะขนาดกลางที่ขายดีที่สุดในยุโรป แอฟริกาใต้ นิวซีแลนด์ และอีกหลายตลาดในอาเซียน เช่น เวียดนาม กัมพูชา และพม่า

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ฟอร์ด ได้สร้างสรรค์นวัตกรรมและพัฒนาผลงานและความเชี่ยวชาญในตลาดรถกระบะอย่างต่อเนื่อง และการเปิดตัว ฟอร์ด แรพเตอร์ (Raptor) ด้วยรุ่น F-150 SVT Raptor ในปีพ.ศ. 2552 ยิ่งตอกย้ำจุดนี้ให้เด่นชัดขึ้นอีก

ด้วยแรงบันดาลใจจากรถแข่งในทะเลทราย ฟอร์ด แรพเตอร์ คือรถออฟโรดที่มาพร้อมสมรรถนะที่เหนือชั้น และยังล้ำหน้าในหลายแง่มุม ทั้งประสิทธิภาพเครื่องยนต์ ระบบกันสะเทือน เทคโนโลยีอันชาญฉลาด และขุมพลัง ที่ไม่เพียงเปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณเกิดมาแกร่งเท่านั้น แต่ยังตอกย้ำความแข็งแกร่งของฟอร์ดในฐานะผู้นำที่ปฏิวัติและพลิกโฉมรถกระบะในสายตาผู้บริโภคทั่วโลก

ตำแหน่งผู้นำนี้ยังรวมถึงการประกาศเปิดตัวรถกระบะในตระกูลเกิดมาแกร่งในประเทศจีน ซึ่งประเดิมด้วยการเปิดตัวรุ่น F-150 Raptor เมื่อต้นปี 2560 นอกจากนี้ยังยืนยันว่าจะเปิดตัว ฟอร์ด เรนเจอร์ ในประเทศจีน ซึ่งเป็นตลาดรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกในปี 2561 อีกด้วย

ถึงแม้การออกแบบ ขุมพลัง และสมรรถนะของรถกระบะฟอร์ดจะเปลี่ยนไปนับตั้งแต่ ฟอร์ดโมเดล ทีที รุ่นแรกเปิดตัวใน 100 ปีที่แล้ว แต่ความมุ่งมั่นของฟอร์ดในการมอบรถที่ตอบสนองและก้าวข้ามความต้องการของลูกค้ายังคงเป็นหัวใจหลักในความทำงานของฟอร์ดเช่นเดิม ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเพียงใดก็ตาม

สำหรับในประเทศไทย ฟอร์ด เรนเจอร์ ยังคงเดินตามเส้นทางของคำว่า ”เกิดมาแกร่ง” ด้วยการเป็นรถกระบะที่มีขุมพลังแรงพร้อมสมรรถนะและเทคโนโลยีเหนือระดับ ทำให้เข้าไปโดนใจผู้ใช้รถยนต์ชาวไทย พร้อมยอดจำหน่ายเติบโตอย่างต่อเนื่องและสูงกว่าปีที่ผ่านมาถึง 45 เปอร์เซ็นต์ หรือที่ 9,748 คัน

“คาราวานชานกรุง ครั้งที่ 2” รถโบราณกว่า 40 คัน รวมตัวขับเที่ยวเพลินๆที่อ.สามพราน

0

สมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย จัดงาน “คาราวานชานกรุง ครั้งที่ 2” รวมสมาชิกขับรถโบราณ และรถคลาสสิคที่หาชมยากกว่า 40 คัน เที่ยวชมศิลปวัฒนธรรม วิถีไทยบ้านสวน บริเวณอำเภอสามพราน

ขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ นายกสมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า “การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ร่วมกับสภาวัฒนธรรมอำเภอสามพราน และสมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย จัดงาน “คาราวานชานกรุง ครั้งที่ 2” ภายใต้แนวคิด “เที่ยวชมวัฒนธรรม งามเลิศล้ำศิลปะไทย สามพรานสราญใจ วิถีไทยบ้านสวนคลอง” เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในอำเภอสามพราน และบริเวณใกล้เคียง ผ่านความสวยงามของขบวนรถโบราณ และรถคลาสสิคที่พร้อมใจอวดโฉมให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสอย่างใกล้ชิดกว่า 40 คันตลอดการเดินทาง”

คาราวานเริ่มต้นจาก โรงพยาบาลธนบุรี 2 มุ่งหน้าสู่ วัดไร่ขิง ซึ่งเป็นจุดทำพิธีปล่อยขบวนรถโบราณอย่างเป็นทางการ แล้วเดินทางไปต่อที่ วัดเชิงเลน ชมสถาปัตยกรรมของวัดเก่าแก่ริมแม่น้ำท่าจีน ที่มีหน้าบันศาลาตรีมุขลายมังกรจีนและหงส์อันงดงาม รวมถึงวัตถุโบราณให้ศึกษาประวัติศาสตร์มากมาย

 

จากนั้น เคลื่อนขบวนไปชมวิถีชีวิต แหล่งการเรียนรู้ ด้านการเกษตรกรรม พร้อมมอบทุนการศึกษา และสิ่งของจำเป็นแก่ โรงเรียนบ้านฉาง ก่อนมุ่งหน้าสู่ ร้านอาหารร่มไม้บ้านสวน เพื่อมอบเกียรติบัตรให้แก่เจ้าของรถโบราณที่ร่วมกิจกรรม

นายกสมาคมฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า “สมาคมฯ ยินดีที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมการท่องเที่ยวในอำเภอสามพราน และหวังว่าจะได้ร่วมกิจกรรมในพื้นที่จังหวัดนครปฐมอีก ส่วนประชาชนทั่วไปที่พลาดชมกิจกรรมครั้งนี้ สามารถติดตามความงดงามของรถโบราณได้ที่ http://www.vintagecarclub.or.th และ https://www.facebook.com/vintagecarclub ”

“Volvo S 90” ซีดานแดนไวกิ้ง มากับเครื่องยนต์ใหม่ Twin Engine AWD Plugin Hybrid กินน้ำมันเฉลี่ย 55.5 กม./ลิตร

0

บริษัท วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) จำกัด แนะนำ Volvo S 90 รถยนต์หรูระดับพรีเมี่ยมในเซกเมนต์ซีดานที่มากับเครื่องยนต์ใหม่แบบ Twin Engine AWD Plugin Hybrid ให้กำลังสูงสุดถึง 407 แรงม้า อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 55.5 กิโลเมตรต่อลิตร จำหน่ายในราคา 3.39 ล้านบาท พร้อมรายการส่งเสริมการขายที่ยากจะปฎิเสธ

S90 นับเป็นรถธงรุ่นที่สองต่อจาก XC90 ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง ในรูปแบบของรถซีดานหรู 4 ประตู 5 ที่นั่ง สะท้อนเอกลักษณ์แห่งรสนิยมชั้นเลิศเหมาะกับนักธุรกิจชั้นนำ ผู้บริหารระดับสูง ผู้ที่ประสบความสำเร็จในชีวิตและความก้าวหน้าที่ต้องการความโก้หรูและทันสมัย ภายใต้แนวคิดการออกแบบ Designed Around You โดยคิดคำนึงถึงผู้ใช้เป็นหลัก โครงสร้างตัวรถออกแบบโดย Scalable Product Architecture (SPA) ซึ่งเป็นแพลทฟอร์มการออกแบบทางวิศวกรรมที่นำสมัยที่สุดของวอลโว่และได้นำมาใช้กับรถ Volvo ตระกูล  S90 รุ่นใหม่ทั้งหมด

ด้านหน้าของ S90 ได้รับการปรับโฉมหน้าใหม่ให้แฝงด้วยความมั่นใจในแบบฉบับของวอลโว่ โดยมีการออกแบบที่โดดเด่นมีเอกลักษณ์ อันได้แก่ รูปทรงไฟหน้าที่จำลองแบบ “ค้อนแห่งเทพเจ้าธอร์” (Thor Hammer) แบบแอลอีดีผนวกกับกระจังหน้าสวยหรูพร้อมตราโลโก้ Iron Mark รูปแบบใหม่ของวอลโว่

S90 ตกแต่งภายในโดยเน้นความหรูหรา มีแผงหน้าปัดแสดงผลกราฟฟิกขนาดใหญ่ 12.3 นิ้ว พิถีพิถันแม้กระทั่งปุ่มปรับทิศทางของช่องลมแอร์แนวตั้งที่ขัดเกลาเคลือบด้วยโลหะรูปทรงเพชร ระบบกรองอากาศ Clean Zone ที่ดักละอองฝุ่น

แม้จะเป็นรถยนต์นั่งซีดาน 4 ประตูคันใหญ่ แต่ก็ไม่ลืมคุณสมบัติด้านอรรถประโยชน์ เช่น ช่องเก็บของรอบห้องโดยสาร ที่คอนโซลกลาง และที่วางแขนกลางเบาะหลัง พนักพิงเบาะหลังแยกพับราบได้ 60/40 เพิ่มเนื้อที่บรรทุกสัมภาระ ขณะเดียวกันก็สามารถนั่งโดยสารฝั่งใดฝั่งหนึ่งของเบาะหลัง

ระบบความปลอดภัย Intellisafe ควบรวมระบบความปลอดภัยทั้งเชิงป้องกันและปกป้อง ไม่ว่าจะเป็นระบบ Pilot Assist เจนเนอร์เรชั่นที่ 2 เป็นระบบช่วยในการขับขี่กึ่งอัตโนมัติ ทำงานที่อัตราความเร็วสูงสุด 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และไม่ต้องอาศัยรถคันหน้าอีกต่อไป

นอกจากนี้ S90 ยังติดตั้งระบบความปลอดภัยอันเป็นนวัตกรรมของโลก คือ ระบบป้องกันรถยนต์วิ่งออกนอกช่องทาง (Run-Off Road Mitigation) ทำงานในย่านความเร็ว 65-140 กม./ชม. รวมทั้งระบบ City Safety ที่มาพร้อมกับเซนเซอร์ตรวจจับสัตว์ขนาดใหญ่ (Large Animal Detection) ซึ่งเป็นครั้งแรกของโลกที่นำระบบเหล่านี้ติดตั้งในรถยนต์นั่งซีดาน เพื่อการขับขี่ที่ปลอดภัยตลอดการเดินทางทั้งกลางวันและกลางคืน นับเป็นก้าวสำคัญไปสู่วิสัยทัศน์ของวอลโว่ที่ว่า “ในปีค.ศ. 2020 จะต้องไม่มีผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บสาหัสในรถวอลโว่รุ่นใหม่”

วอลโว่ใหม่ทุกรุ่นรวมถึง S 90 ได้รับการติดตั้งอุปกรณ์เชื่อมสัญญาณสั่งการและสื่อสารผ่านดาวเทียม เรียกชื่อเฉพาะว่า Sensus Connect ระบบแรกของโลกที่เชื่อมต่อกับ Apple CarPlay และรองรับอุปกรณ์สื่อสารเคลื่อนที่ในเครือข่าย iOS เช่น iPhone และระบบ Android Auto ได้โดยซอฟท์แวร์ที่มากับตัวรถ บังคับควบคุมที่ปุ่มสัมผัสบนแกนพวงมาลัยรถ และ การสั่งการด้วยเสียง Voice Control ของผู้ขับขี่ แสดงข้อมูลบนหน้าจอแสดงผลขนาด 9.0 นิ้ว ทันสมัย สะดวกสบาย และเสริมขับขี่ปลอดภัย


ไม่เพียงเท่านั้น S90 ยังติดตั้งเครื่องเสียงติดรถยนต์ “Premium Sound by Bowers & Wilkins” ในรุ่น Inscription ระบบเสียงชั้นนำชุดนี้มาพร้อมกับแอมพลิฟายเออร์ 1,400 วัตต์ 12-แชนเนล คลาส-ดี และลำโพง 19 ตัวรอบห้องโดยสาร สามารถเลือกฟังได้ 3 โหมด ได้แก่ Studio, Individual Stage, และ Gothenburg Concert Hall ที่สร้างสรรค์ประสบการณ์การได้ยินเหมือนนั่งอยู่ใน Gothenburg Concert Hall

Volvo S90 Twin Engine AWD Plugin Hybrid เป็นเครื่องยนต์ที่ผสานการทำงานของเทอร์โบชาร์จ (Turbocharger) และซูเปอร์ชาร์จ (Supercharger) ให้กำลังสูงสุด 320 แรงม้า ที่ 5,700 รอบ/นาที แรงบิด 400 นิวตันเมตร ที่ความเร็วรอบ 2,220-5,400 ต่อนาที พร้อมมอเตอร์ไฟฟ้า 87 แรงม้า แรงบิดสูงสุดจากมอเตอร์ไฟฟ้าที่ 240 นิวตันเมตร และเมื่อรวมกับกำลังเครื่องยนต์เบนซินกับมอเตอร์ไฟฟ้า จึงได้เครื่องยนต์ที่มีพละกำลังแรงถึง 407 แรงม้า เรียกพลังจากแรงบิดสูงถึง 640 นิวตัน-เมตร ให้อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.ได้ในเวลาเพียง 4.8 วินาที อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ย 55.5 กิโลเมตรต่อลิตร และปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) เพียง 41 กรัมต่อกิโลเมตรเท่านั้น

ในกรณีที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าอย่างเดียว (Pure mode) ทำระยะทางได้ไกลถึง 52 กิโลเมตร และสามารถเสียบปลั๊กชาร์จแบตเตอรี่สูงสุดที่ 16A ใช้เวลาเพียง 2.5 ชั่วโมงในการเติมไฟให้เต็ม

อีกหนึ่งทางเลือกได้แก่ S90 D4 Momentum เครื่องยนต์ดีเซลคอมมอนเรล ทวินเทอร์โบพร้อมเทคโนโลยีหัวฉีด
i-Art ให้กำลังสูงสุด 190 แรงม้า ที่ 4,250 รอบต่อนาที ให้กำลังแรงบิด 400 นิวตันเมตร ที่ 1,750-2,500 รอบต่อนาที อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 8.2 วินาที อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ย 20.4 กม./ลิตร ปล่อย CO2 เพียง 129 กรัมต่อกิโลเมตร

Volvo S90 มาพร้อมกับระบบส่งกำลัง Drive-E powertrains ทั้งเครื่องยนต์ดีเซล D4 และ T8 Twin Engine AWD Plug-in Hybrid


สำหรับราคาและรุ่นย่อย บริษัท วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ตั้งค่าตัวดังต่อไปนี่

รุ่นราคา
Volvo S90 T8 Twin Engine AWD (Plug-in hybrid) – Inscription3.79 ล้านบาท
Volvo S90 T8 Twin Engine AWD (Plug-in hybrid) – Momentum3.39 ล้านบาท
Volvo S90 D4 – Momentum3.09 ล้านบาท

 

ลูกค้าที่ซื้อรถยนต์วอลโว่ใหม่ทุกคันจะได้รับ Volvo Maintenance บริการบำรุงรักษาฟรี 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร และ Volvo Warranty บริการรับประกันคุณภาพ 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร และ Volvo Assistance บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน ตลอด 24 ชั่วโมง 3 ปี มอบเป็นมาตรฐานสำหรับวอลโว่ทุกรุ่นด้วย

พบกับ S90 ที่สุดแห่งยนตกรรมอันสมบูรณ์แบบที่ทั่วโลกกำลังจับตามอง ได้ที่ โชว์รูมวอลโว่ทั่วประเทศ สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ 02-305-4499 หรือ WWW.VOLVOCARS.COM/TH