Home Blog Page 52

“มาสด้า” เปิดสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ “Joy Workplace” พื้นที่แห่งความสุขเพื่อคนทำงานยุคใหม่

0
Mazda 1

มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย เปิดตัวสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ บนชั้น 19 อาคาร เอแพค ทาวเวอร์ เอกมัย ใจกลางย่านธุรกิจของกรุงเทพมหานคร เพื่อให้สอดรับต่อการเปลี่ยนผ่านวัฒนธรรมองค์กรสู่ยุคใหม่ ภายใต้แนวคิด “Joy Workplace” โดยออกแบบพื้นที่สำนักงานให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการทำงานของบุคลากรรุ่นใหม่ เน้นการสร้างความสุขในการทำงานที่ริเริ่มจากภายในองค์กร เสริมบรรยากาศของความร่วมมือร่วมใจเป็นหนึ่งเดียว ภายใต้การทำงานเป็นทีมเวิร์ค ออกแบบพื้นที่ (Space) ให้เปิดโล่งเชื่อมถึงกัน (Collaboration) ให้มีส่วนร่วมพบปะพูดคุย กระตุ้นจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ เน้นส่งเสริมการเติบโตของบุคลากรในทุกมิติ การตกแต่งที่เรียบง่ายสไตล์มินิมอล มีความทันสมัย และบรรยากาศอันอบอุ่น นับเป็นก้าวสำคัญของมาสด้าในการยกระดับองค์กรให้พร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจในอนาคต เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์ความสุขไปยังลูกค้าทุกคน ตามปรัชญาของมาสด้า Joy Drives Lives ความสุขขับเคลื่อนชีวิต

Mazda 3

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า การย้ายสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การเปลี่ยนสถานที่ทำงงาน แต่คือการเปลี่ยนวิธีคิดและวิธีทำงานของบุคลากรในองค์กรทั้งหมด เพราะมาสด้ากำลังก้าวสู่การเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยการสร้างวัฒนธรรม เพื่อให้พนักงานมีความสุข มีความคล่องตัวสูง ผสานการมุ่งเน้นในการใช้ข้อมูล เพื่อส่งต่อความสุขไปถึงลูกค้าและพันธมิตรของเราอย่างแท้จริง ดังนั้น จึงถือเป็นอีกก้าวสำคัญภายใต้ความมุ่งมั่นของมาสด้าในการพัฒนาแบรนด์ให้เติบโตอย่างยั่งยืน และตอกย้ำภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมยานยนต์ระดับโลก

สำนักงานใหญ่แห่งใหม่ของมาสด้าได้รับการออกแบบ ภายใต้แนวคิด “Joy Workplace” ที่ริเริ่มจาก Inside Out ด้วยการให้ความสำคัญกับบุคลากรภายในองค์กรเป็นลำดับแรก โดยคำนึงถึง ประสิทธิภาพในการทำงานและความสุขของพนักงาน ผ่านการจัดสรรพื้นอย่างเหมาะสมกับการทำงานในทุกรูปแบบ อาทิ Joy Space พื้นที่ส่วนกลางสำหรับพักผ่อน พูดคุย และแลกเปลี่ยนความคิดสร้างสรรค์ Flexible Working Zones รองรับการทำงานร่วมกันแบบไฮบริด มีความยืดหยุ่นสูง และคล่องตัว เลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมระบบจัดการพลังงานและน้ำที่มีประสิทธิภาพ สิ่งเหล่านี้ จะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมในการทำงานให้พนักงานมีความสุข เพื่อส่งต่อประสบการณ์ความสุขเหล่านี้ไปยังลูกค้าและผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน

Mazda 4

บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด (สำนักงานใหญ่) ตั้งอยู่บนชั้น 19 อาคารเอแพค ทาวเวอร์ เลขที่ 1319 ถนนสุขุมวิท แขวงพระโขนงเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นโครงการมิกซ์ยูสที่สามารถเดินทางสะดวกเชื่อมต่อโดยตรงกับสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสเอกมัย เพิ่มความสะดวกในการเดินทางและการติดต่อประสานงานทางธุรกิจ โดยอาคารแห่งใหม่นี้เป็นอาคารอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิด “Workplace of the Future” โดยให้ความสำคัญกับความยั่งยืน เทคโนโลยีที่ทันสมัย และสุขภาวะของผู้ใช้อาคาร ที่ผ่านมาตรฐานระดับสากล โดยบริษัทฯ ได้เริ่มดำเนินงาน ณ สำนักงานใหญ่แห่งใหม่นี้ ตั้งแต่เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา

“นี่คืออีกหนึ่งก้าวสำคัญภายใต้กลยุทธ์การปรับเปลี่ยนธุรกิจของมาสด้า เพื่อส่งมอบประสบการณ์ความสุขที่เหนือกว่าการขับขี่ โดยเริ่มต้นจากบุคลากรภายในองค์กร เพราะมาสด้าเชื่อว่า “ความสุขที่แท้จริง” ต้องเริ่มจากภายในก่อนจะส่งต่อไปสู่ภายนอกองค์กร เพื่อให้มาสด้าเป็นแบรนด์ที่อยู่ในใจและสร้างความสุขที่ยั่งยืนให้กับลูกค้าทุกคนตลอดไป” นายธีร์ กล่าว

“เอ็มจี” ปิดไตรมาส 3 แกร่ง กวาดยอดขายรวม 18,065 คัน NEW MG4 ELECTRIC ครองอันดับ 1 ยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้า 3 เดือนต่อเนื่อง

0
NEW MG4 ELECTRIC 1

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย ได้รับเสียงตอบรับที่ดีอย่างต่อเนื่องด้วยยอดขายสะสมตั้งแต่เดือนมกราคมจนถึงปัจจุบันกว่า 18,065 คัน พร้อมพา NEW MG4 ELECTRIC ก้าวขึ้นเป็นผู้นำยอดจดทะเบียนในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าตลอดไตรมาส 3 (เดือนกรกฎาคมถึง เดือนกันยายน)

เอ็มจี สร้างความเชื่อมั่นต่อผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง ด้วยยอดขายที่เติบโตกว่า 40% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นยอดขายทั้งหมดกว่า 18,065 คัน (คิดจากเดือนมกราคม ถึงเดือน กันยายน 2568) โดยยานยนต์ไฟฟ้ามีสัดส่วนสูงกว่า 75% ไฮไลต์สำคัญในไตรมาสนี้คือกลยุทธ์การตลาดให้ลูกค้าเข้าถึงผลิตภัณฑ์ได้ง่ายขึ้น ถึง 4 รุ่น ได้แก่

NEW MG4 ELECTRIC 2

•NEW MG MAXUS THE LIFETIME e-MPV ได้แก่

NEW MG4 ELECTRIC 3
oMG MAXUS 7 ราคาเริ่มต้นเพียง 1,399,000 บาท

NEW MG4 ELECTRIC 4
oMG MAXUS 9 PLUS ราคา 1,799,000 บาท

NEW MG4 ELECTRIC 6

•NEW MG S5 EV รุ่น D+ มอบความคุ้มค่าในราคาเริ่มต้นเพียง 699,900 บาท

NEW MG4 ELECTRIC 7

•NEW MG3 HYBRID+ Racing Edition ราคาพิเศษ 499,900 บาท ไฮบริดตัวจี้ดที่แรงและประหยัด

นอกจากนี้ NEW MG4 ELECTRIC สามารถครองตำแหน่งอันดับ 1 ยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยต่อเนื่อง 3 เดือน รวมยอดจดทะเบียนทั้งสิ้น 3,499 คัน ส่วนหนึ่งมาจากระบบขับเคลื่อนล้อหลังพร้อม NEBULA PURE ELECTRIC PLATFORM ทำให้รถมีสมรรถนะการขับขี่ที่สนุก ในขณะที่ยอดจดทะเบียนรวมในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้ารวมทั้งสิ้น 6,384 คันในไตรมาส 3 ตอกย้ำความเป็นกลุ่มผู้นำตลาดอีวีของประเทศไทย ด้วยยานยนต์ไฟฟ้าที่ได้มาตรฐานความปลอดภัยระดับโลก พร้อมบริการหลังการขายที่ไว้ใจได้

NEW MG4 ELECTRIC 6

นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า
“การเติบโตของ เอ็มจี ในปีนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์ เอ็มจี ซึ่งเกิดจากการให้ความสำคัญ ทั้งในด้านผลิตภัณฑ์ และเรื่องบริการหลังการขายเป็นพิเศษ เพราะเราอยากมอบความอุ่นใจระยะยาวให้กับลูกค้าทั่วประเทศ ผ่านเครือข่ายศูนย์บริการครบวงจรกว่า 125 แห่งทั่วประเทศ ความพร้อมของอะไหล่ในคลัง และการรับประกัน แบตเตอรี่แรงเคลื่อนสูง ชุดมอเตอร์ขับเคลื่อน และชุดควบคุมตลอดอายุการใช้งาน (LIFETIME WARRANTY) ในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่ง เอ็มจี ถือเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกตลาดอีวีในประเทศไทย เรามุ่งมั่นในการส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้าที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐานความปลอดภัยระดับโลก พร้อมบริการที่ครบวงจรและเข้าถึงง่ายเพื่อให้ลูกค้ามั่นใจในทุกการเดินทาง ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันให้ยอดขายของ เอ็มจี เติบโตขึ้นกว่า 40% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และส่งผลให้ NEW MG4 ELECTRIC สามารถครองอันดับ 1 ยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่องตลอดไตรมาสที่ผ่านมา

 

“ฟอร์ด” จัดฝึกขับขี่ออฟโรด ลุย 10 สถานีสุดเร้าใจแก่ลูกค้ารถฟอร์ด ในการแข่ง TRRC ที่กาญจนบุรี

0
‘Ford 4x4 Driving Skills Training’ 1

ฟอร์ด ประเทศไทย จัดกิจกรรมฝึกอบรมการขับขี่แบบออฟโรด ‘Ford 4×4 Driving Skills Training’ ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ แก่ลูกค้ารถยนต์ฟอร์ดรวมถึงผู้ที่ชื่นชอบมอเตอร์สปอร์ตและการใช้งานรถแบบสมบุกสมบัน เพื่อให้เรียนรู้ฟังก์ชั่นการใช้งาน และดึงสมรรถนะของรถมาใช้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ควบคู่กับการเน้นย้ำเรื่องความปลอดภัย พร้อมมอบประสบการณ์ออฟโรดสุดเร้าใจผ่านการฝึกขับในสนามออฟโรดที่มีความท้าทายหลายรูปแบบ และร่วมชมพิธีปล่อยตัวรถฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ หมายเลข 5 ที่ลงแข่งในรายการ ไทยแลนด์ แรลลี่ เรด แชมเปี้ยนชิพ 2568 หรือ TRRC (Thailand Rally Raid Championship) สนามที่ 3 ณ สนามกรังด์ปรีซ์ มอเตอร์ ปาร์ค จังหวัดกาญจนบุรี เมื่อวันที่ 4 ตุลาคมที่ผ่านมา

‘Ford 4x4 Driving Skills Training’ 2

ฟอร์ดเน้นย้ำการส่งมอบประสบการณ์ในการใช้งานรถฟอร์ดเพื่อเพิ่มความมั่นใจและความประทับใจผ่านการจัดกิจกรรมแก่ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาถือเป็นครั้งแรกที่ฟอร์ดได้จัดฝึกอบรมแบบออฟโรดระหว่างช่วงการแข่งขันรายการ TRRC สนามที่ 3 ที่จัดขึ้น ณ สนามกรังด์ปรีซ์ มอเตอร์ ปาร์ค จังหวัดกาญจนบุรี โดยมีลูกค้าฟอร์ดและคนที่ชื่นชอบการใช้งานรถแบบทางลุย หรือ ออฟโรดกว่า 70 คน เข้าร่วมกิจกรรมที่จัดขึ้น ประกอบด้วยการให้ความรู้เกี่ยวกับวิธีการขับขี่ออฟโรดและระบบความปลอดภัยจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ และลงสนามฝึกทักษะภาคปฏิบัติในช่วงบ่าย บนเส้นทางออฟโรดจำลองมากถึง 10 สถานี ณ สนาม Thailand 4×4 Academy ซึ่งเป็นสนามออฟโรดที่สร้างขึ้นมาเพื่อทดสอบสมรรถนะของรถขับเคลื่อนสี่ล้อโดยเฉพาะในสนามกรังด์ปรีซ์ มอเตอร์ ปาร์ค โดยเส้นทางออฟโรดจำลอง 10 สถานี ประกอบด้วย สถานีหลุมและหินสลับซ้ายขวา สถานีบ่อโคลน สถานีระนาดซุง สถานีเนินเอียงสไลด์ซ้าย-ขวา สถานีเนินดิน-เนินปูนสูงชัน สถานีฝายทดน้ำและลูกระนาดหินกรวด สถานีบ่อน้ำ สถานีเนินเอียง 45 องศาโค้งเสี้ยวพระจันทร์ สถานีน้ำตกกับสะพานซุง และสถานีบ่อทรายดูด เพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้สัมผัสทุกบททดสอบสมบุกสมบันที่คอออฟโรดตัวจริงอาจพบเจอได้ และสามารถพัฒนาทักษะการควบคุมรถในสถานการณ์จริงได้อย่างมั่นใจ

‘Ford 4x4 Driving Skills Training’ 3

‘Ford 4x4 Driving Skills Training’ 2

 

 

‘Ford 4x4 Driving Skills Training’ 6

‘Ford 4x4 Driving Skills Training’ 8

ขณะเดียวกันลูกค้าและผู้ที่ชื่นชอบรถฟอร์ดที่ร่วมกิจกรรม ยังได้มีโอกาสเข้าชม พิธีเปิดการแข่งขันรถกระบะ ครอสคันทรีสุดโหด ไทยแลนด์ แรลลี่ เรด แชมเปี้ยนชิป หรือ TRRC สนามที่ 3 ที่ฟอร์ด ไทยแลนด์ เรซซิ่ง ร่วมกับฟีลลิค อินโนเวชัน มอเตอร์สปอร์ตนำรถฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ หมายเลข 5 ขับโดย ไมเคิล ฟรีแมน และนำทางโดย ไชยยา ชมมาลี ลงแข่งบนเส้นทางสุดท้าทาย พิสูจน์สมรรถนะ ‘แกร่งจริงทุกคัน ดุดันทุกสถานการณ์’ ของรถกระบะสมรรถนะสูงที่ผลิตจากโรงงานบนสนามแข่ง ให้ลูกค้าคนรักฟอร์ดได้สัมผัสบรรยากาศความมันส์ของดีเอ็นเอ ‘ฟอร์ด เรซซิ่ง’ ถึงสนามแข่งจริง

‘Ford 4x4 Driving Skills Training’ 9

 

กิจกรรม Ford 4×4 Driving Skills Training เป็นส่วนหนึ่งของการตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านรถกระบะและรถยนต์อเนกประสงค์สมรรถนะสูงของฟอร์ด พร้อมสร้างความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับลูกค้า เพื่อให้ลูกค้าและผู้สนใจได้สัมผัสประสบการณ์ออฟโรดอย่างเต็มรูปแบบ ลูกค้าและผู้ที่สนใจสามารถติดตามข่าวสารและการรับสมัครร่วมกิจกรรมได้ทางเฟซบุ๊ก ฟอร์ด

บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย เปิดประตูสู่อนาคตโลกยานยนต์ กับต้นแบบแห่งการขับขี่ยุคใหม่ที่ชาญฉลาดและยั่งยืน บีเอ็มดับเบิลยู Vision Neue Klasse

0
ฺBMW Vision Neue Klasse 1

บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย พร้อมก้าวสู่ยุคใหม่ของโลกยานยนต์ด้วยวิสัยทัศน์แห่งอนาคตที่พร้อมให้ชาวไทยได้สัมผัสถึงกรุงเทพฯ กับการเผยโฉม บีเอ็มดับเบิลยู Vision Neue Klasse ยนตรกรรมต้นแบบสุดล้ำที่สะท้อนแนวคิดของนวัตกรรมการขับขี่ที่ชาญฉลาดและยั่งยืน โดยคำนึงถึงผู้ขับขี่เป็นศูนย์กลาง สำหรับผู้สนใจสามารถเข้าร่วมสัมผัสก้าวแรกสู่ยุคใหม่ของบีเอ็มดับเบิลยูได้ใน งาน BMW Road to Neue Klasse : The Neue New ที่จัดขึ้น ณ เซ็นทรัล เอ็มบาสซี ในวันที่ 8-12 ตุลาคม 2568 นี้

ฺBMW Vision Neue Klasse   2

บีเอ็มดับเบิลยู Vision Neue Klasse เป็นรถยนต์ที่สรรสร้างด้วยมุมมองใหม่ พลิกแนวคิดด้านการเดินทางในทุกมิติเพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่พลังงานไฟฟ้าที่เหนือชั้นกว่าเดิมและยั่งยืนกว่าที่เคย พร้อมนำพาสุนทรียภาพแห่งการขับขี่ที่เป็นหัวใจหลักของบีเอ็มดับเบิลยูให้ก้าวล้ำไปอีกขั้น นับตั้งแต่งานออกแบบที่เรียบง่ายแต่สง่างาม ไปจนถึงเทคโนโลยีดิจิทัลที่ผสมผสานโลกจริงกับโลกเสมือนเข้าด้วยกันอย่างลงตัว บีเอ็มดับเบิลยู Vision Neue Klasse เปี่ยมด้วยประกายของความคิดสร้างสรรค์ที่กลั่นกรองออกมาในรูปทรงที่คุ้นเคยของรถยนต์ซีดานทรงสปอร์ต แต่กลับถ่ายทอดประสบการณ์และความรู้สึกที่แตกต่างไปจากอดีตและปัจจุบันในแทบทุกด้าน

ฺBMW Vision Neue Klasse  3

มร. เรเน่ แกร์ฮาร์ด ประธานและซีอีโอ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เผยว่า “บีเอ็มดับเบิลยู Vision Neue Klasse เป็นมากกว่าแค่รถยนต์ต้นแบบที่มีนวัตกรรมแปลกใหม่ แต่เป็นภาพสะท้อนถึงแก่นแท้ของความเป็นบีเอ็มดับเบิลยู สืบทอดจิตวิญญาณของรถยนต์ Neue Klasse รุ่นดั้งเดิมจากช่วงทศวรรษ 1960 และต่อยอดมาสู่เทคโนโลยีแห่งอนาคตในยุคของการขับขี่อย่างยั่งยืนด้วยพลังงานไฟฟ้า วิสัยทัศน์ของเราสำหรับรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ที่กำลังจะมาถึง ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่ประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่าเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงกระบวนการออกแบบและผลิตรถยนต์ทุกรุ่น ทุกคัน ทุกรายละเอียด ที่ล้วนมุ่งขับเคลื่อนพันธกิจหลักของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ปให้เป็นจริง ด้วยยานยนต์ที่ตอบโจทย์ของ ผู้ใช้งานจริงได้มากกว่า ชาญฉลาดกว่า และสานต่อความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมได้มากกว่าที่เคย”

รูปลักษณ์ที่สะดุดตาของบีเอ็มดับเบิลยู Vision Neue Klasse นับเป็นการเปิดตัวแนวทางการออกแบบใหม่ของบีเอ็มดับเบิลยู ด้วยงานออกแบบที่สื่อถึงความสปอร์ตและปราดเปรียว ควบคู่ไปกับความนุ่มนวลที่สง่างาม บรรยากาศที่โปร่งสบายของตัวรถถูกขับเน้นขึ้นไปอีกด้วยสีตัวถัง Joyous Bright ซึ่งเป็นสีขาวสว่าง แต่งประกายโทนเหลืองอ่อนๆ ตัดกับโทนสีเข้มของชิ้นส่วนตกแต่งที่ทำจากวัสดุผสมลายหินอ่อน (Composite Marble) ด้านข้างตัวรถ มีเส้นสายทอดตามแนวยาวเพียงเส้นเดียว ช่วยดึงสายตาให้สังเกตเห็นจุดศูนย์ถ่วงของตัวรถที่อยู่ในระดับต่ำ เสริมความปราดเปรียวในการขับขี่ไปอีกขั้น ขณะที่ซุ้มล้อกว้างช่วยเสริมความโดดเด่นบนท้องถนน และสื่อถึงพละกำลังเต็มพิกัดจากระบบการขับขี่พลังงานไฟฟ้าแบบขับเคลื่อนสี่ล้อ

ฺBMW Vision Neue Klasse  4

ด้านหน้าของ Vision Neue Klasse สดใหม่ด้วยการนำเอกลักษณ์ของบีเอ็มดับเบิลยูอย่างกระจังหน้าทรงไตคู่ มาตีความด้วยมุมมองที่แตกต่าง โดยกระจังหน้าดีไซน์ใหม่ถูกหลอมรวมเป็นชิ้นเดียวกับไฟหน้า ซึ่งประกอบไปด้วยไฟดวงเล็กจำนวนมาก โดยแต่ละดวงสามารถตั้งค่าการส่องสว่างได้แยกจากกัน ติดตั้งอยู่ใต้ผิวหน้าที่เป็นกระจกให้เกิดเป็นดีไซน์ที่จับทุกสายตาด้วยความลึกจากชิ้นส่วนที่เล่นระดับ ส่วนไฟส่องสว่างในเวลากลางวัน (Daytime Running Lights) มาในรูปแถบไฟเฉียงบริเวณด้านข้าง ทำมุมตัดกับชุดไฟหน้าหลัก แนวคิดการออกแบบชุดไฟหน้านี้ยังถูกนำไปปรับใช้กับไฟท้าย ซึ่งประกอบขึ้นจากชิ้นส่วนที่ผลิตจากการพิมพ์แบบสามมิติ เพื่อสร้างรูปลักษณ์ที่มีมิติและความลึกในลักษณะเดียวกัน

ฺBMW Vision Neue Klasse  5
ห้องโดยสารของบีเอ็มดับเบิลยู Vision Neue Klasse ให้บรรยากาศที่เปิดกว้าง สว่าง พร้อมต้อนรับทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสารทุกคน ด้วยพื้นผิวที่สะอาดตาในทุกองค์ประกอบ ปราศจากการตกแต่งด้วยโครเมียมหรือหนัง ทั้งช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสร้างรูปโฉมที่ล้ำสมัยเหนือกาลเวลาไปพร้อมกัน แผงคอนโซลหน้ามาในโทนสีสว่าง
เข้ากันกับพวงมาลัยทรงตัดขอบบน-ล่างและจอแสดงผล Central Display แบบ OLED ที่ติดตั้งอยู่ตรงกลางได้เป็นอย่างดี ทั้งยังกลมกลืนไปกับดีไซน์ของคันเกียร์และจุดชาร์จสมาร์ทโฟนแบบไร้สาย หัวใจสำคัญของห้องโดยสาร

ฺBMW Vision Neue Klasse  6

โฉมใหม่นี้คือ เทคโนโลยี BMW Panoramic Vision ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบควบคุม BMW iDrive รุ่นใหม่ โดยเทคโนโลยีนี้สามารถฉายข้อมูลสำคัญไปยังระดับสายตาของผู้ขับขี่ ด้วยพื้นที่การแสดงผลที่ทอดยาวไปตลอดความกว้างของกระจกหน้ารถ ทั้งยังเปิดให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารเบาะหน้าสามารถโต้ตอบกับข้อมูลที่แสดงผลอยู่ จึงเกิดเป็นประสบการณ์การใช้งานร่วมกันที่ไม่เหมือนใคร โดยสามารถถ่ายโอนเนื้อหาจากจอแสดงผลกลางไปยัง BMW Panoramic Vision ได้อย่างอิสระ

ฺBMW Vision Neue Klasse  7

ในด้านการขับขี่ บีเอ็มดับเบิลยู Vision Neue Klasse ถือเป็นก้าวกระโดดครั้งสำคัญด้านนวัตกรรม ด้วยเทคโนโลยี BMW eDrive เจนเนอเรชันที่ 6 ซึ่งประกอบด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูงในรูปแบบการขับเคลื่อนสี่ล้อ เซลล์แบตเตอรี่แบบกลมที่พัฒนาขึ้นใหม่ จัดเก็บพลังงานได้หนาแน่นกว่าแบตเตอรี่รุ่นปัจจุบันถึง 20% โดยรวมแล้ว ระบบ
ส่งกำลังของรถยนต์ต้นแบบรุ่นนี้สามารถเพิ่มระยะการขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้าได้สูงสุด 30% ชาร์จแบตเตอรี่ได้เร็วขึ้นสูงสุด 30% และเสริมประสิทธิภาพการใช้พลังงานของตัวรถในภาพรวมให้สูงขึ้น 25%

ฺBMW Vision Neue Klasse   9

นอกจากระบบส่งกำลังแล้ว บีเอ็มดับเบิลยู Vision Neue Klasse ยังขับเคลื่อนด้วยชุดควบคุมอิเล็กทรอนิกส์สมรรถนะสูงจำนวน 4 ชุดที่ทำหน้าที่ควบคุมฟังก์ชันสำคัญต่างๆ ของตัวรถ โดยเมื่อนับรวมกันแล้ว ชุดควบคุมทั้ง 4 มีสมรรถนะในการคิดคำนวณที่สูงกว่าระบบในรถยนต์รุ่นปัจจุบันถึง 20 เท่าตัว ทั้งนี้ หนึ่งใน 4 ชุดควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ใน Vision Neue Klasse มีชื่อว่า “Heart of Joy” และเป็นชุดควบคุมที่ทำหน้าที่ควบคุมการส่งกำลังและการควบคุมตัวรถ นับตั้งแต่มอเตอร์ไฟฟ้า เบรก การหมุนเวียนพลังงาน และฟังก์ชันบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับพวงมาลัย โดย “Heart of Joy” จะทำการคำนวณและวิเคราะห์ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการขับขี่จากทุกระบบ ทุกฟังก์ชัน และช่วยยกระดับประสบการณ์การขับขี่ให้ยิ่งเหนือชั้น ด้วยการประมวลผลข้อมูลที่รวดเร็วกว่าที่เคย และสามารถตอบสนองต่อผู้ขับขี่ได้โดยตรงยิ่งขึ้น

อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญของนวัตกรรมดิจิทัลใน บีเอ็มดับเบิลยู Vision Neue Klasse คือระบบการเดินสายไฟเชื่อมโยงชิ้นส่วนต่างๆ ของตัวรถ ซึ่งผ่านการออกแบบและพัฒนามาให้ลดความซับซ้อนลงในทุกมิติ ออกมาเป็นสถาปัตยกรรม

การเดินสายไฟแบบแบ่งโซน (Zonal Wiring Harness Architecture) ซึ่งช่วยลดความยาวของสายไฟ ลง 600 เมตร และลดน้ำหนักสายไฟลงไปอีก 30% เมื่อเทียบกับรถยนต์รุ่นก่อนๆ ชุดสายไฟต่างๆ ในระบบนี้จะถูกแบ่งออกเป็นโซน ตามตำแหน่งภายในตัวรถ ทั้งด้านหน้ารถ กลางตัวรถ ท้ายรถ และบริเวณหลังคา โดยชุดควบคุมอิเล็คทรอนิกส์สมรรถนะสูงทั้ง 4 จะใช้การเชื่อมต่อข้อมูลแบบความเร็วสูงบริหารจัดการและรวบรวมข้อมูลจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดในโซนนั้นๆ จึงทำให้การเดินสายไฟเชื่อมโยงอุปกรณ์ทั้งหมดแบ่งออกตามโซนได้อย่างชัดเจน สามารถลดทั้งความยาว ความหนา และน้ำหนักของสายไฟที่นำมาใช้ได้

ฺBMW Vision Neue Klasse  8

“การนำยนตรกรรมต้นแบบรุ่นสำคัญนี้มาจัดแสดงในกรุงเทพฯ นับเป็นการเปลี่ยนวิสัยทัศน์ของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ให้กลายเป็นคำมั่นสัญญาที่มั่นคงยิ่งขึ้น ให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงและสัมผัสได้ด้วยตนเอง นวัตกรรมล่าสุดที่อยู่ในบีเอ็มดับเบิลยู Vision Neue Klasse จะเป็นส่วนหนึ่งของรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ที่จะเข้าสู่สายการผลิตและเปิดตัวออกสู่ตลาด
ทั่วโลกในอีกไม่นาน” มร. แกร์ฮาร์ด กล่าวเสริม

ขอเชิญทุกท่านร่วมสัมผัสยานยนต์ต้นแบบแห่งอนาคต บีเอ็มดับเบิลยู Vision Neue Klasse ด้วยตัวเองที่โซน “Road to Neue Klasse” ณ ชั้น G เซ็นทรัล เอ็มบาสซี ตั้งแต่วันที่ 8 ถึง 12 ตุลาคมนี้ โดยสามารถลงทะเบียนเพื่อเข้าชมและเลือกวัน-เวลาที่ต้องการได้ ที่นี่ นอกจากนี้ ผู้สนใจยังสามารถเพลิดเพลินไปกับงานออกแบบสุดพิเศษที่ได้รับแรงบันดาลใจจากวิสัยทัศน์แห่งอนาคตของบีเอ็มดับเบิลยู โดยไม่ต้องลงทะเบียนล่วงหน้า

GWM จัดใหญ่ “TANK FEST 2025 and TOP RANK TANK MOD” ฉลองส่งมอบ NEW GWM TANK 300 DIESEL 5,000 คัน เฟสติวัลรวมพลคนรัก TANK ที่รวมสายออฟโรดและสายรถแต่งไว้ในงานเดียว 18 ตุลาคมนี้!

0
GWM Thailand 1

GWM (Thailand) ยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงานที่ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานทั่วทุกมุมโลก ด้วยแนวคิด “ครอบคลุมทุกการใช้งาน (All Scenarios) ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมทุกพลังงาน (All Powertrains) สู่การตอบสนองทุกกลุ่มผู้ใช้งานอย่างแท้จริง (All Users)” จากความสำเร็จของตระกูลรถออฟโรดทั้ง GWM TANK 300 และ GWM TANK 500 ที่ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามตั้งแต่เปิดตัว สู่จำนวน TANKER หรือผู้ใช้จริงที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด เพื่อเป็นการขอบคุณลูกค้าชาวไทยทั่วประเทศและเนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองการส่งมอบ NEW GWM TANK 300 DIESEL ครบ 5,000 คัน ปลุกกระแสคนรักรถ GWM TANK และการตกแต่ง รวมถึงเอาใจสายซิ่ง สายลุย และสายโหด GWM จึงจัดมหกรรมเฟสติวัลสุดยิ่งใหญ่ “TANK FEST 2025 and TOP RANK TANK MOD” ครั้งแรกในไทย เนรมิตพื้นที่ขนาดมหึมาเกือบ 50,000 ตารางเมตร ให้เป็นลานกิจกรรมสุดเร้าใจ เปิดพื้นที่สำหรับแฟนพันธุ์แท้ GWM TANK ทั้งสายออฟโรดและสายชิลล์ผู้ที่ชื่นชอบการแต่งรถให้เป็นพื้นที่ได้ปล่อยของ ปลดปล่อยจินตนาการ และความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างไร้ขีดจำกัด ผ่านกิจกรรมความสนุกที่อัดแน่นในทุกตารางนิ้ว ทั้งเวทีประกวดและจัดแสดงรถแต่ง การแข่งขันการขับขี่ออฟโรดสุดครีเอทีฟ สนามเทสต์สมรรถนะ GWM TANK กิจกรรมความสนุกอีกมากมาย พร้อมรับของที่ระลึกติดไม้ติดมือกลับบ้าน การันตีความอร่อยตลอดวันด้วยสตรีทฟู้ดกับ Food truck เจ้าดังจำนวนมาก รับชมการแสดงดนตรีคลอเคล้าบรรยากาศจากวงดนตรีชื่อดังตั้งแต่เช้าจรดเย็น พร้อมตบท้ายด้วยคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดังยามค่ำคืน สำหรับผู้ที่สนใจทุกคนเข้าร่วมงานฟรีแบบไม่มีค่าใช้จ่าย จะมาคนเดียว มาเป็นคู่ เป็นแก๊งค์ หรือยกขบวนทั้งครอบครัว ปักหมุดแล้วมาเจอกัน วันเสาร์ที่ 18 ตุลาคม 2568 ณ ESC Park รังสิต จ.ปทุมธานี และวันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 2568 สำหรับผู้ที่สนใจทดลองขับ GWM

GWM Thailand 2

ในงานนี้ GWM (Thailand) ได้แสดงถึงวัฒนธรรม GWM TANK ที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง ทั้ง GWM TANK 300 และ GWM TANK 500 รวมถึงจัดการประกวดรถแต่งครั้งใหญ่ ที่สะท้อนถึงจิตวิญญาณของผู้ใช้ GWM TANK ทั่วประเทศ ที่ต้องการบ่งบอกสไตล์และตัวตนของตนเองที่ไม่ซ้ำใครผ่านการตกแต่งรถ กับกิจกรรมการแข่งขันการแต่งรถประเภท Performance หรือการเน้นสมรรถนะ และการแต่งรถประเภท Appearance ที่เน้นไปที่การแต่งเพื่ออวดโฉม อวดไอเดียความสวยงามในสไตล์ที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะสายออฟโรด GWM อยากชวนให้ได้สัมผัสของจริง พิสูจน์ด้วยตาเนื้อกับความเร้าใจของการแข่งขันการขับขี่บนสนามออฟโรดในเมืองที่สร้างสรรค์ขึ้นอย่างสุดครีเอทีฟ พร้อมจุดถ่ายภาพเพื่อชาวโซเชียลที่ไม่ควรพลาด รวมถึงยังมีโซนเกม โซน DIY และพื้นที่สำหรับเด็ก ๆ อีกด้วย ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ชาว TANKER ทั่วประเทศและผู้ที่รักการผจญภัยต้องไม่พลาดเช็คอินที่ “TANK FEST 2025 and TOP RANK TANK MOD” มหกรรมสุดยิ่งใหญ่เพื่อทุกคนอย่างแท้จริง สนุกได้ครบ จบในงานเดียว

GWM Thailand 3

เวยน์ โจว กรรมการผู้จัดการ GWM (Thailand) กล่าวว่า “กระแสตอบรับที่อบอุ่นจากลูกค้าช่าวไทยที่มีต่อ GWM TANK ทำให้ชุมชนชาว TANKER เติบโตอย่างก้าวกระโดด แข็งแกร่ง และยั่งยืนอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญของเราที่ต้องการสร้างการเติบโตและสานสัมพันธ์ผู้ใช้งาน GWM TANK ของเราในระยะยาวเพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีกว่าและเหนือกว่า ผ่านมหกรรมเฟสติวัลครั้งใหญ่ครั้งแรกในไทย กับงาน “TANK FEST 2025 and TOP RANK TANK MOD” ขณะเดียวกัน ในงานนี้เราได้เตรียมเซอร์ไพรส์และปฏิวัติวงการรถกระบะในไทย ด้วย NEW GWM POER SAHAR DIESEL ที่จะเผยโฉมเป็นครั้งแรกในงานนี้อีกด้วย ผมขอเชิญชวน TANKER และชาวไทยทุกท่านไม่ว่าจะใช้รถรุ่นใดแบรนด์ใดก็สามารถมาร่วมสนุกกันในงานนี้ได้เช่นกันครับ”

 

“กลุ่มตรีเพชร” เพิ่มพื้นที่สีเขียว เดินหน้าโครงการ “Tri Petch Group Saves the Earth

0
กลุ่มตรีเพชร 1

กลุ่มตรีเพชร โดย บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เดินหน้าจัดกิจกรรมส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 9 ตอกย้ำการเป็นนิติบุคคลที่ดีและสร้างสังคมที่ยั่งยืน ภายใต้โครงการ “Tri Petch Group Saves the Earth” ในปีนี้ได้จัดกิจกรรมเชิญชวนผู้บริหารและพนักงานกลุ่มตรีเพชร ร่วมบริจาคยางรถยนต์ที่ไม่ใช้แล้ว พร้อมปลูกต้นไม้ และยิงเมล็ดพันธุ์ปลูกป่า ณ อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี

มร. ทาคาชิ ฮาตะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มตรีเพชร และกรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด กล่าวว่า “กลุ่มตรีเพชรรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้กลับมาจัดกิจกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมขึ้นที่อุทยานแห่งชาติน้ำตกเจ็ดสาวน้อย อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรีอีกครั้ง โครงการ “Tri Petch Group Saves the Earth” เป็นโครงการต่อเนื่องโดยริเริ่มขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2559 ผ่านการปรับปรุงระบบพลังงานและทรัพยากรต่าง ๆ ให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และยังเสริมสร้างความตระหนักรู้ของพนักงานและส่งเสริมวัฒนธรรมเรื่องความยั่งยืน (Sustainability) ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ในปีนี้เราได้มีผู้บริหารและพนักงานกลุ่มตรีเพชรกว่า 80 คน ร่วมกันฟื้นฟูผืนป่าด้วยการปลูกต้นไม้จำนวน 200 ต้น และยิงเมล็ดพันธุ์ในพื้นที่ที่เข้าถึงได้ยากจำนวน 3,000 เมล็ด พร้อมบริจาคยางรถยนต์ที่ไม่ใช้งานแล้ว จำนวน 90 เส้น ให้แก่ค่ายหัตถวุฒิ เพื่อสนับสนุนหลักการการนำกลับมาใช้ใหม่ พร้อมทั้งเป็นการช่วยสนับสนุนพันธมิตรในชุมชนอีกด้วย

กลุ่มตรีเพชร 2

ทั้งนี้ บริษัทได้จัดกิจกรรมในรูปแบบ “Low-Carbon CSR” ที่คำนึงถึงการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในทุกขั้นตอน ให้ความสำคัญกับการใช้วัสดุที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อย ลดการใช้ทรัพยากรที่ไม่จำเป็น เพื่อลดการเกิดขยะ และจัดการกับขยะที่เกิดขึ้นอย่างเหมาะสมด้วยการรีไซเคิล

กลุ่มตรีเพชร 3

กลุ่มตรีเพชร 4

กลุ่มตรีเพชร 5

กลุ่มตรีเพชร 6

กลุ่มตรีเพชรเชื่อมั่นว่ากิจกรรมในครั้งนี้จะช่วยสร้างสรรค์สิ่งแวดล้อมที่ดี อีกทั้งมีส่วนช่วยสร้างและพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน ผลักดันให้ประเทศไทยเดินหน้ามุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนตามที่ได้ตั้งไว้”

“มาสด้า” มอบรางวัลอันทรงเกียรติให้ผู้จำหน่ายยอดเยี่ยมประจำปี Driven to Distinction ขับเคลื่อนสู่ความเป็นหนึ่งด้วยความแตกต่างเหนือระดับ

0
มาสด้า 1

มาสด้าจัดงาน Mazda Dealer of Excellence Awards 2024 เพื่อเชิดชูความสำเร็จของผู้จำหน่ายที่มีผลการดำเนินงานยอดเยี่ยมตลอดปี 2567 ภายใต้ธีม “Driven to Distinction ขับเคลื่อนสู่ความเป็นหนึ่ง ด้วยความแตกต่างเหนือระดับ” ถ่ายทอดความเป็นเลิศอันเกิดจากการร่วมแรงร่วมใจเป็นหนึ่งเดียวกัน ตั้งมั่นด้วยปณิธานอันแน่วแน่คือการส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า พร้อมมอบรางวัลทีมงานฝ่ายขายและฝ่ายบริการยอดเยี่ยมแห่งปี หรือ Mazda Guild Sales and Servies Awards 2024 ให้กับทีมงานของผู้จำหน่ายที่มีผลการดำเนินงานดีที่สุดตลอดปีที่ผ่านมา เพื่อสร้างขวัญกำลังใจ และแทนคำขอบคุณที่เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจ ด้วยการส่งมอบการบริการที่เป็นเลิศให้กับลูกค้ามาสด้าในประเทศไทย โดยงานฯ จัดขึ้นที่โรงแรม โฟร์ซีซั่นส์ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา กรุงเทพฯ เมื่อเร็ว ๆ นี้ โดยมีผู้บริหารจากมาสด้า เซลส์ ประเทศไทย ผู้จำหน่ายมาสด้าทั่วประเทศ และทีมงานของผู้จำหน่ายเข้าร่วมงาน เพื่อร่วมแสดงความยินดี ภายใต้บรรยากาศที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นและเป็นกันเอง

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ประสบการณ์ความสุขในการขับขี่และความสุขในดำเนินชีวิตทุกด้าน คือสิ่งที่มาสด้ามุ่งมั่นเพื่อส่งมอบให้กับลูกค้าทุกคน ในช่วงที่ผ่านมา มาสด้าได้นำแนวคิด Brand Value Management และ Retention Business Model มาใช้เป็นแนวทางในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากผู้จำหน่ายทั่วประเทศ ส่งผลให้แบรนด์มาสด้าสามารถก้าวขึ้นสู่การเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ลูกค้าชื่นชอบ และมีจำนวนลูกค้าครอบครัวมาสด้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าตลอดทั้งปีที่ผ่านมาจะต้องเผชิญกับความท้าทายมากมาย ทั้งการแข่งขันที่รุนแรง ความคาดหวังของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลง และความจำเป็นในการปรับตัวสู่โลกธุรกิจใหม่ ๆ แต่สิ่งที่ทำให้มาสด้ายืนหยัดและเติบโตในประเทศไทยได้อย่างแข็งแกร่ง คือความร่วมมือร่วมใจเป็นหนึ่งเดียวกันของทุกภาคส่วน ควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่นในแบรนด์ ความเชื่อมั่นในพันธมิตร และความมุ่งมั่นระยะยาว ที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไป สิ่งสำคัญคือการทำงานร่วมกันโดยมีลูกค้าเป็นศูนย์กลางในทุกบริบท เพราะ “แบรนด์ คือ ประสบการณ์” และผู้จำหน่ายมาสด้าคือผู้ถ่ายทอดประสบการณ์อันทรงคุณค่าเหล่านั้นไปสู่ลูกค้า

มาสด้า 2

ทั้งนี้ ผู้จำหน่ายมาสด้า ทีมงานขาย และทีมงานบริการหลังการขาย ถือเป็นกำลังสำคัญยิ่งในการถ่ายทอดคุณค่าหลักของแบรนด์ไปสู่ลูกค้า นั่นคือ การส่งมอบประสบการณ์ความสุขในการเป็นเจ้าของรถยนต์มาสด้าให้กับลูกค้าในประเทศไทย ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดที่มาสด้ามุ่งมั่นในการทำงานและสร้างอนาคตที่ยั่งยืน มาสด้าและผู้จำหน่ายมาสด้าทุกคนจะยังคงเดินหน้าผลักดันกลยุทธ์ในด้านต่าง ๆ อย่างเต็มกำลัง เพื่อให้มั่นใจได้ทุก ๆ ครั้งที่ลูกค้ามีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์ลูกค้าจะได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด และมั่นใจได้ว่าลูกค้าจะได้รับความสุขจากการเป็นเจ้าของรถยนต์มาสด้าตลอดไป ภายใต้ปรัชญา Joy Drives Lives ความสุขขับเคลื่อนชีวิต

นายธีร์ กล่าวเสริมว่า “พิธีมอบรางวัลในวันนี้ ไม่ใช่เพียงเพื่อมาอยู่กันพร้อมหน้าเพื่อรับรางวัลแห่งความสำเร็จเท่านั้น แต่นี่คือการรวมพลังของคนที่มีใจรักในแบรนด์มาสด้า เชื่อมั่นในศักยภาพ มีปณิธานร่วมกันพร้อมที่จะก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน และสะท้อนถึงความร่วมมือ ความไว้วางใจ และความทุ่มเทร่วมกัน เพื่อสร้างสรรค์ความสำเร็จนี้ขึ้นมา ผมขอแสดงความชื่นชมและยกย่องผู้ที่ได้รับรางวัลในวันนี้ เพราะผู้จำหน่ายทุกท่านคือแรงบันดาลใจ และเป็นพลังสำคัญที่ทำให้เรามั่นใจว่า เส้นทางธุรกิจของมาสด้าจะมั่นคงและยั่งยืนไปด้วยกันไม่ใช่แค่ในวันนี้ แต่รวมถึงวันข้างหน้าที่เรายังมีเป้าหมายร่วมกันรอเราอยู่ เพราะความสุขของทุกคน ทั้งของผู้จำหน่าย ลูกค้า และทีมงานทุกท่าน คือความสุขของทุกคน เพราะเราคือครอบครัวมาสด้า”

สำหรับรางวัลอังทรงเกียรติ Mazda Dealer of Excellence Awards 2024 แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ประกอบด้วย รางวัลสูงสุด คือ ประเภท Gold จำนวน 5 รางวัล, รางวัลประเภท Silver จำนวน 5 รางวัล และรางวัลประเภท Bronze จำนวน 5 รางวัล นอกจากนี้ ภายในงานฯ ยังได้มีพิธีมอบรางวัล Guild Awards ประเภทฝ่ายขายและฝ่ายบริการหลังการขายยอดเยี่ยม ให้กับทีมงานของผู้จำหน่ายที่ปฏิบัติงานด้วยความเป็นเลิศอีกด้วย สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความร่วมแรงร่วมใจของผู้จำหน่ายและทีมงาน ที่ทำงานร่วมกันอย่างแข็งขันภายใต้ปณิธานเดียวกัน “One Mazda One Team” เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าในประเทศไทย ภายใต้บรรยากาศแห่งความอบอุ่น เป็นกันเอง ซึ่งมีทั้งบุคลากรจากมาสด้า เซลส์ และผู้จำหน่ายมาสด้า ร่วมงานกันอย่างคับคั่ง

มาสด้า 3

ผู้จำหน่ายมาสด้าที่ได้รับรางวัลผู้จำหน่ายยอดเยี่ยม ประจำปี 2567

รางวัล รายชื่อผู้จำหน่าย
ระดับ Gold บริษัท บิซ มอเตอร์ส จำกัด
กลุ่มบริษัท มาสด้า ชลบุรี จำกัด (มหาชน)
กลุ่มบริษัท พระราม 7 กรุ๊ป จำกัด
กลุ่มบริษัท 14 ออโต้กรุ๊ป จำกัด
บริษัท กฤษฎา ออโต้ จำกัด
ระดับ Silver กลุ่มบริษัท อนุภาษธุรกิจและการค้าภูเก็ต จำกัด
กลุ่มบริษัท มาสด้าเชียงใหม่ จำกัด
บริษัท เจริญศรีนครพนม (2012) จำกัด
บริษัท เคพีออโต้คลองหลวง จำกัด
กลุ่มบริษัท พระนคร เซลส์ แอนด์ เซอร์วิส จำกัด
ระดับ Bronze บริษัท ชูเกียรติยนต์ จำกัด
กลุ่มบริษัท ช.เอราวัณออโตเซลส์ จำกัด
กลุ่มบริษัท แอลบาทรอส ออโต้ จำกัด
กลุ่มบริษัท วี แอนด์ พี มอเตอร์เซลส์ จำกัด
กลุ่มบริษัท ชูเกียรติยนต์ หาดใหญ่ จำกัด

 

MOTOR EXPO 2025 รวมใจสานสายสัมพันธ์สื่อมวลชน ครั้งที่ 15

0
Motor Expo 1

ขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ ประธานจัดงาน ชลัทชัย ปภัสร์พงษ์ รองประธานจัดงาน ควบคุมงานด้านการบริหารงานทั่วไป งาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 42” จัดกิจกรรม “รวมใจสานสายสัมพันธ์สื่อมวลชน – MOTOR EXPO ครั้งที่ 15” เพื่อกระชับสัมพันธ์ และขอบคุณสื่อมวลชนทุกท่านที่ให้การสนับสนุนมาอย่างต่อเนื่อง ณ เดอะ แบงเควท ฮอลล์ แอท นาทอง เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2568

Motor Expo 2

Motor Expo 3

Motor Expo 4

Motor Expo 8

สรยท. ประกาศรายชื่อรถเข้าเกณฑ์รถยอดเยี่ยมประจำปี 2568

0
สรยท. 1

สมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย หรือ สรยท. ประกาศรายชื่อรถยนต์ รถยนต์ไฟฟ้า และรถจักรยานยนต์ที่ผ่านเกณฑ์การพิจารณาตามกรอบกติกาใหม่สำหรับทั้ง 3 รางวัลที่จะมอบให้ในปีนี้ออกมาแล้ว หลังจากที่ได้รับการพิจารณาจากคณะอนุกรรมการคัดเลือกรถประจำปี 2568 ซึ่งประกอบไปด้วยสื่อมวลชนอาวุโสและผู้ทรงคุณวุฒิที่คร่ำหวอดอยุ่ในสายข่าวยานยนต์ร่วมพิจารณาคุณสมบัติรถยนต์แต่ละรุ่นที่จะผ่านเข้ารอบตามเงื่อนไขที่กำหนดอย่างครบถ้วน ก่อนที่จะได้รถยนต์ รถยนต์ไฟฟ้า และรถจักรยานยนต์ที่ผ่านเกณฑ์รวมทั้งสิ้น 45 รุ่น ซึ่งประกอบด้วยรางวัล รถยนต์ยอดเยี่ยมประจำปี 2568 (Thailand Car Of The Year 2025), รถยนต์ไฟฟ้ายอดเยี่ยมประจำปี 2568 (Thailand EV Of The Year 2025) และรถจักรยานยนต์ยอดเยี่ยมประจำปี 2568 (Thailand Motorcycle Of The Year 2025)

สรยท. 2

นายสุรศักดิ์ จรินทร์ทอง นายกสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย (สรยท.) หรือ Thai Automotive Journalists Association (TAJA) กล่าวว่า “ในปีนี้ ทางสมาคมฯ และคณะอนุกรรมการคัดเลือกรถยอดเยี่ยมประจำปี 2568 มีมติเป็นเอกฉันท์ให้มีการแก้ไขกฎระเบียบและ/หรือข้อบังคับที่จะใช้พิจารณารถที่ผ่านเกณฑ์ในรอบแรกใหม่ จากเดิมรถที่จะเข้าผ่านเข้ารอบต้องเป็นรถโฉมใหม่ (Model Change) เท่านั้น ภายใต้ระเบียบฉบับแก้ไขเพิ่มเติมใหม่นี้ให้รวมไปถึงรถยนต์ที่ปรับโฉม (Minor Change) ด้วย แต่ในปีนี้คณะอนุกรรมการคัดเลือกรถยอดเยี่ยมประจำปี 2568 ได้เพิ่มความเคร่งครัดในการพิจารณาคัดเลือกทั้งในส่วนรถยนต์สันดาป, รถยนต์ไฟฟ้า และรถจักรยานยนต์ โดยจะใช้สัดส่วนรถยนต์สันดาป รถยนต์ไฟฟ้า 65% และรถจักรยานยนต์ 55% ตามลำดับ ดังนั้น จึงมีความมั่นใจได้ว่า รถยนต์ที่ผ่านเกณฑ์พิจารณาในรอบแรกนี้ แม้จะเป็นรถยนต์ปรับโฉมแต่ก็เป็นการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเพิ่มอุปกรณ์ด้านความปลอดภัย และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบายในจำนวนมากพอที่เข้ากฎระเบียบใหม่”

 

ในกลุ่มรถยนต์ Thailand Car Of The Year 2025 นั้นจะมีรถยนต์ที่ผ่านเกณฑ์จำนวน 20 รุ่นจาก 15 แบรนด์ ซึ่งประกอบไปด้วย

  Brand-Model Launch Date
1 BMW 220 Gran Coupe M Sport Pro 3/7/25
2 BMW X3 18/2/25
3 BYD Seal 5 DMi 8/8/25
4 Changan Deepal S05 REEV 24/3/25
5 Ford Ranger MS-RT 22/11/24
6 GWM Poer Sahar 28/11/24
7 GWM Haval H6 PHEV 24/3/25
8 Hyundai Santa Fe 15/7/25
9 Hyundai Palisade 22/10/24
10 Jaecoo 7 SHS PHEV 24/3/25
11 Isuzu D-Max 2.2 MaxForce 20/11/24
12 Isuzu Mu-X 2.2 MaxForce 20/11/24
13 Mazda BT-50 2.2 28/11/24
14 Mercedes Maybach S580e 25/11/24
15 Mini Countryman S 28/11/24
16 Mitsubishi XForce HEV 20/3/25
17 Nissan Serena S Hybrid 28/11/24
18 Suzuki Fronx 25/9/25
19 Toyota Yaris Ativ HEV GR Sport 21/8/25
20 Toyota Camry HEV 10/10/24

**การคัดเลือกรถเข้าสู่รอบสุดท้ายจะมีจำนวนทั้งสิ้น 10 คัน**

 

ในกลุ่มรถยนต์ Thailand EV Of The Year 2025 นั้นจะมีรถยนต์ที่ผ่านเกณฑ์จำนวน 14 รุ่นจาก 9 แบรนด์ ซึ่งประกอบไปด้วย

  Brand-Model Launch Date
1 AION UT 24/3/25
2 AION V 28/11/24
3 BMW iX1L eDrive20L M Sport 3/7/25
4 BYD Sealion 7 28/11/24
5 BYD Denza D9 1/11/24
6 Changan Deepal S05 BEV 24/3/25
7 Changan Deepal E07 28/11/24
8 Jaecoo 5EV 19/8/25
9 Junyeo JY Air 19/11/24
10 Mercedes G580 EV 21/11/24
11 Mercedes-Maybach EQS SUV 27/11/24
12 MG S5 EV 25/3/25
13 MG IM6 18/3/25
14 Toyota BZ4X 21/8/25

**การคัดเลือกรถเข้าสู่รอบสุดท้ายจะมีจำนวนทั้งสิ้น 7 คัน**

 

ในกลุ่มรถยนต์ Thailand Motorcycle Of The Year 2025 นั้นจะมีรถจักรยานยนต์ที่ผ่านเกณฑ์จำนวน 11 รุ่นจาก 7 แบรนด์ ซึ่งประกอบไปด้วย

  Brand-Model Launch Date
1 BMW R1300GSA 25/3/25
2 Cyclone Panda 150 18/2/25
3 Harley-Davidson Low Rider ST 7/6/25
4 Harley-Davidson Street BOB 7/6/25
5 Honda PCX160 9/1/25
6 Honda Wave 125 8/8/25
7 Royal Enfield Guerilla 450 29/11/24
8 Triumph PSpeed Twin 900 24/3/25
9 Yamaha New Aerox 9/9/25
10 Yamaha All New N Max Techmax 6/2/25
11 Yamaha PG-1 21/7/25

**การคัดเลือกรถเข้าสู่รอบสุดท้ายจะมีจำนวนทั้งสิ้น 6 คัน**

 

สำหรับการลงคะแนนรอบแรกจะลงคะแนนโดยสมาชิกสามัญของสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย หรือ สรยท. โดยมีระยะเวลาในการโหวตตั้งแต่วันที่ 7-15 ตุลาคม 2568 หลังจากนั้นจะมีการนับคะแนนในวันที่ 17 ตุลาคม 2568 โดยคณะอนุกรรมการคัดเลือกรถประจำปี 2568 และจะมีการประกาศรายชื่อรถยนต์ รถยนต์ไฟฟ้า และรถยนต์จักรยานยนต์ที่เข้ารอบสุดท้ายในวันที่ 21 ตุลาคม 2568 นี้ ก่อนที่จะมีการจัดทดสอบเพื่อให้คณะกรรมการที่ได้รับการคัดเลือกได้ลงคะแนนอีกครั้งในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 ณ ศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติ (ATTRIC) ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา และจะมีพิธีจัดงานมอบรางวัลอย่างยิ่งใหญ่และสมเกียรติในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568

“ฮอนด้า” จัดหนักส่งท้ายปี รับสิทธิพิเศษเพิ่มเติมสูงสุด 70,000 บาท สำหรับ City Series พร้อมหลากหลายข้อเสนอคุ้มค่า ตั้งแต่ 1 ต.ค. – 11 ธ.ค. 2568

0
ฮอนด้า 1

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด จัดหนักส่งท้ายปีผ่าน แคมเปญ “Honda Pro OH! MY GOOOOOD PLUS+” โปรใหม่ จัดใหญ่เต็ม MAX City ซี๊ดดด Deal รับสิทธิพิเศษเพิ่มเติมสูงสุด 70,000 บาท สำหรับลูกค้าที่สนใจรถยนต์ซิตี้คาร์ยอดนิยมอย่าง Honda City และ Honda City Hatchback ทั้งขุมพลัง TURBO และขุมพลังฟูลไฮบริด e:HEV และรุ่นพิเศษ Honda City Hatchback DRIVAL Limited Edition โดยเน้นความคุ้มค่าและมอบทางเลือกที่หลากหลาย “ตรงใจ เลือกได้เอง” สำหรับลูกค้าที่จองฮอนด้า ซิตี้ รุ่นใดก็ได้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม – 11 ธันวาคม 2568 และรับรถภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2568

ฮอนด้า 2

ไฮไลต์ข้อเสนอสำหรับ Honda City และ Honda City Hatchback รุ่น TURBO ราคาเริ่มต้นเพียง 599,000 บาท
⮚ทางเลือกใหม่! รับสิทธิพิเศษเพิ่มเติม มูลค่า 70,000 บาท สำหรับรุ่น TURBO พร้อมเลือกรับ
oดอกเบี้ย 0% พร้อมฮอนด้า อัลติเมท แคร์
oหรือเลือกรับ ประกันภัย 2 ปี พร้อมฮอนด้า อัลติเมท แคร์
โดยมาพร้อมหลากหลายข้อเสนอคุ้มค่าให้ลูกค้าเป็นเจ้าของ Honda City และ Honda City Hatchback รุ่น TURBO ได้ง่ายขึ้น ได้แก่
⮚ดอกเบี้ยพิเศษ 0%* พร้อมรับ Honda Exclusive Care 5 ปี มูลค่าสูงสุด 69,000 บาท ประกอบด้วย
oฟรี ประกันภัย 1 ปี*
oฟรี แพ็กเกจเช็กระยะ (ค่าแรง ค่าอะไหล่) 5 ปี หรือ 100,000 กม.*
oฟรี ฮอนด้า อัลติเมท แคร์ ขยายเวลารับประกันคุณภาพรถยนต์ใหม่และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินนอกสถานที่ 24 ชั่วโมง อีก 2 ปี หรือ 40,000 กิโลเมตร รวมเป็น 5 ปี หรือ 140,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)*
⮚โปรแกรม ดับเบิ้ล สไมล์ พลัส (Double Smile Plus) ผ่อนเบา ดาวน์สบาย เลือกผ่อนได้ ตามสไตล์ที่คุณชอบ
oสำหรับ Honda City Hatchback (เกรด S+) ฮอนด้าช่วยผ่อน 7 ปี รวมมูลค่าสูงสุด 104,400 บาท*
oผ่อนเบาเริ่มต้นเพียงเดือนละ 3,281 บาท* หรือเลือก ดาวน์ต่ำเพียง 10%*
oพร้อม ฟรี! ประกันภัย 1 ปี*และฮอนด้า อัลติเมทแคร์

ไฮไลต์ข้อเสนอสำหรับ Honda City e:HEV และ City Hatchback e:HEV ราคาเริ่มต้น 729,000 บาท
สัมผัสประสบการณ์ขับขี่ของระบบฟูลไฮบริด e:HEV – The EXCITING Hybrid ใน Honda City e:HEV และ Honda City Hatchback e:HEV ที่ให้ทั้งความแรง ขับสนุก อัตราเร่งทันใจ สมูททุกจังหวะขับขี่ และให้อัตราประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยม ซึ่งมาพร้อมข้อเสนอพิเศษ ดังนี้

⮚ทางเลือกใหม่! รับสิทธิพิเศษเพิ่มเติม มูลค่า 50,000 บาท พร้อมเลือกรับ
oดอกเบี้ย 0% พร้อมฮอนด้า อัลติเมท แคร์
oหรือเลือกรับ ประกันภัย 2 ปี พร้อมฮอนด้า อัลติเมท แคร์

ฮอนด้า 4

โดยมาพร้อมหลากหลายข้อเสนอคุ้มค่าให้ลูกค้าเป็นเจ้าของ Honda City e:HEV และ Honda City Hatchback e:HEV ได้ง่ายขึ้น ได้แก่
⮚ดอกเบี้ยพิเศษ 0% พร้อม Honda Exclusive Care 5 ปี มูลค่าสูงสุด 145,000 บาท ประกอบด้วย
oฟรี ประกันภัย 1 ปี*
oฟรี รับประกันแบตเตอรี่ไฮบริด 10 ปี ไม่จำกัดระยะทาง*
oฟรี แพ็กเกจเช็กระยะ ค่าแรง ค่าอะไหล่ 5 ปี หรือ 100,000 กม.*
oฟรี ฮอนด้า อัลติเมท แคร์ ขยายเวลารับประกันคุณภาพรถยนต์ใหม่และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินนอกสถานที่ 24 ชั่วโมง อีก 2 ปี หรือ 40,000 กิโลเมตร รวมเป็น 5 ปี หรือ 140,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)*

⮚โปรแกรม ดับเบิ้ล สไมล์ พลัส (Double Smile Plus) ผ่อนเบา ดาวน์สบาย เลือกผ่อนได้ ตามสไตล์ที่คุณชอบ
oค่างวดเริ่มต้นเพียง 7,130 บาท* หรือเลือกดาวน์ต่ำเพียง 10%*
oรับประกันแบตเตอรี่ไฮบริด 10 ปี ไม่จำกัดระยะทาง*
ข้อเสนอสุดพิเศษสำหรับ Honda City Hatchback DRIVAL Limited Edition

⮚ทางเลือกใหม่! รับสิทธิพิเศษเพิ่มเติม มูลค่า 70,000 บาท พร้อมเลือกรับ
oดอกเบี้ย 0% พร้อมฮอนด้า อัลติเมท แคร์
oหรือเลือกรับ ประกันภัย 2 ปี พร้อมฮอนด้า อัลติเมท แคร์

โดยมาพร้อมหลากหลายข้อเสนอคุ้มค่า ได้แก่
⮚ดอกเบี้ยพิเศษ 0% พร้อม Honda Exclusive Care 5 ปี มูลค่าสูงสุด 145,000 บาท พร้อมสิทธิพิเศษเพิ่มเติม 20,000 บาท ประกอบด้วย
oฟรี ประกันภัย 1 ปี*
oฟรี รับประกันแบตเตอรี่ไฮบริด 10 ปี ไม่จำกัดระยะทาง*
oฟรี แพ็กเกจเช็กระยะ ค่าแรง ค่าอะไหล่ 5 ปี หรือ 100,000 กม.*
oฟรี ฮอนด้า อัลติเมท แคร์ ขยายเวลารับประกันคุณภาพรถยนต์ใหม่และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินนอกสถานที่ 24 ชั่วโมง อีก 2 ปี หรือ 40,000 กิโลเมตร รวมเป็น 5 ปี หรือ 140,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)*

⮚โปรแกรม ดับเบิ้ล สไมล์ พลัส (Double Smile Plus) ผ่อนเบา ดาวน์สบาย เลือกผ่อนได้ ตามสไตล์ที่คุณชอบ
oค่างวดเริ่มต้นเพียง 8,108 บาท* หรือเลือกดาวน์ต่ำเพียง 10%*
oรับประกันแบตเตอรี่ไฮบริด 10 ปี ไม่จำกัดระยะทาง*
สิทธิพิเศษเพิ่มเติม รวมมูลค่ากว่า 26,990 บาท* สำหรับ Honda City ทั้งขุมพลัง TURBO และ e:HEV และ Honda City Hatchback DRIVAL Limited Edition

⮚ลูกค้าเฉพาะกลุ่ม
oใหม่ นักเรียน/นักศึกษา ที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับอุดมศึกษา หรือวิทยาลัยอาชีวศึกษาต่างๆ รวมถึง นักเรียนนักศึกษาจบใหม่ ฯลฯ ที่มีอายุไม่เกิน 27 ปี เพียงโชว์บัตรนักเรียน/บัตรนักศึกษา หรือบัตรประชาชน อายุไม่เกิน 27 ปี ให้กับที่ปรึกษาการขายในวันจองรถยนต์ รับสิทธิพิเศษเพิ่มมูลค่า 5,000 บาท*
oสำหรับลูกค้าที่นำรถยนต์สันดาป หรือรถยนต์ไฮบริด หรือรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดคันเดิม ยี่ห้อฮอนด้า หรือยี่ห้อใดก็ได้มาขายและออกรถยนต์ ฮอนด้า ซิตี้ ที่โชว์รูมฮอนด้า รับสิทธิพิเศษเพิ่มเติม มูลค่า 15,000 บาท*
oสำหรับเจ้าของรถยนต์และรถจักรยานยนต์ฮอนด้าและครอบครัว (Honda Loyalty) รับส่วนลดดอกเบี้ย 0.15%* พิเศษเฉพาะสำหรับเจ้าของรถจักรยานยนต์ฮอนด้า รับเพิ่มบัตรเติมน้ำมันมูลค่า 3,000 บาท*
oเพื่อนแนะนำเพื่อน* ลูกค้าที่ออกรถจะได้รับบัตรเติมน้ำมันมูลค่า 3,000 บาทเพิ่มเติม สำหรับเพื่อนที่แนะนำจะได้รับคูปองส่วนลดเงินส่วน (e-Coupon) มูลค่า 3,000 บาท เพื่อใช้สำหรับการซื้อสินค้าและบริการที่ศูนย์บริการฮอนด้า
(ทั้งนี้ขอสงวนสิทธิ์ลูกค้าในการเลือกรับแคมเปญอย่างใดอย่างหนึ่ง ระหว่างแคมเปญสำหรับเจ้าของรถยนต์และรถจักรยานยนต์ฮอนด้าและครอบครัว หรือแคมเปญเพื่อนแนะนำเพื่อน เพื่อรับบัตรเติมน้ำมันมูลค่า 3,000 บาท)
oสำหรับลูกค้าข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ และ กลุ่มลูกค้าอาชีพพิเศษ สิทธิพิเศษ รับส่วนลดดอกเบี้ยพิเศษเพิ่ม 0.10%* จากดอกเบี้ยตามตารางส่งเสริมการขายประจำเดือน (เฉพาะกรณีทำสัญญาเช่าซื้อผ่านบริษัท ฮอนด้า ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด เท่านั้น)

⮚ฟรี กระเป๋าล้อลาก CAGGIONI รุ่น Trunk ขนาด 20 นิ้ว มูลค่า 3,990 บาท* เพียงจองตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 – 11 ธันวาคม 2568 และรับรถภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2568

ฮอนด้า 6

ลูกค้าที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับแคมเปญ Honda Pro OH! MY GOOOOOD PLUS+
โปรใหม่ จัดใหญ่เต็ม MAX City ซี๊ดดด Deal ได้ที่โชว์รูมและศูนย์บริการฮอนด้าทั่วประเทศ หรือศูนย์บริการข้อมูลฮอนด้า 24 ชั่วโมง (Honda Call Center) โทร. 0 2341 7777 หรืออ่านรายละเอียดที่ https://www.honda.co.th/promotions
●ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Honda City ดูรายละเอียดได้ที่ https://www.honda.co.th/city
●ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Honda City Hatchback ดูรายละเอียดได้ที่ https://www.honda.co.th/cityhatchback
อัปเดตทุกข่าวสาร ข้อมูลผลิตภัณฑ์ และกิจกรรมล่าสุด เพื่อให้คุณไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหวได้ที่
●เว็บไซต์: www.honda.co.th
●Facebook Official Account: Honda Thailand
●LINE Official Account: @honda-thailand
หมายเหตุ
*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

ข้อมูลเพิ่มเติม
●ฮอนด้า อัลติเมท แคร์ (Honda Ultimate Care) คือ การขยายเวลารับประกันคุณภาพรถยนต์ใหม่และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินนอกสถานที่ 24 ชั่วโมง อีก 2 ปี หรือ 40,000 กิโลเมตร รวมเป็น 5 ปี หรือ 140,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)
●Honda Exclusive Care คือ แคมเปญพิเศษสำหรับลูกค้าที่ซื้อรถยนต์ฮอนด้าใหม่ทุกรุ่น เพื่อมอบความมั่นใจในการใช้รถฮอนด้าในระยะยาว ประกอบไปด้วย
✔ฟรีประกันภัย 1 ปี
✔ฟรีแพ็กเกจเช็กระยะ ค่าแรง และค่าอะไหล่ตามตารางการบำรุงรักษา
✔ฟรีรับประกันอายุการใช้งานแบตเตอรี่ไฮบริดถึง 10 ปี ไม่จำกัดระยะทาง สำหรับรถยนต์ e:HEV ทุกรุ่น
✔สำหรับแบบ 5 ปี จะมีฟรี Honda Ultimate Care ขยายเวลารับประกันคุณภาพรถยนต์ใหม่ และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินนอกสถานที่ 24 ชั่วโมง ซึ่งปกติจะได้ 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร แต่ขยายเพิ่มให้อีกเป็น
5 ปี หรือ 140,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)