Home Blog Page 521

“เมอร์เซเดส-เบนซ์” เปิดตัว “The GLA” คอมแพ็คเอสยูวีน้องเล็กสายลุย พร้อมตัวแรง “Mercedes-AMG GLA 45 4MATIC”

0

บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด รุกตลาดรถหรูรับครึ่งปีหลัง เปิดตัวรถยนต์ The GLA คอมแพ็คเอสยูวีระดับพรีเมี่ยมโฉมใหม่ล่าสุด ที่มอบสัมผัสความเป็นรถยนต์อเนกประสงค์ ในดีไซน์อันปราดเปรียว โฉบเฉี่ยว แต่แฝงด้วยสมรรถนะแบบสปอร์ต ดุดันมากกว่าที่เคย พร้อมเผยโฉมรถยนต์ Mercedes-AMG GLA 45 4MATIC ที่มาเติมเต็มความต้องการของผู้ที่ชื่นชอบความเร็วและแรงโดยเฉพาะ

สำหรับ The GLA โฉมใหม่ ได้รับการพัฒนาและปรับปรุงด้านอากาศพลศาสตร์อย่างใส่ใจในทุกรายละเอียด ผ่านการทดลองภายในอุโมงค์ลมที่โรงงานประกอบรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ในเมืองซินเดลฟิงเก้น ประเทศเยอรมนี โดยรูปลักษณ์ที่ลู่ลมของ The GLA โฉมใหม่ส่งผลให้มีอัตราการสิ้นเปลืองพลังงานที่ต่ำลง

The GLA ยังคงเอกลักษณ์ของดีไซน์อันเร้าอารมณ์ในแบบฉบับรถยนต์คอมแพ็ค ที่ผสานกับความสปอร์ต อเนกประสงค์ และสมรรถนะอันดีเยี่ยม เหมาะทั้งการขับภายในเมืองและนอกเมืองได้เป็นอย่างดี โดยทั้ง GLA 200 Urban และ GLA 250 AMG Dynamic มาพร้อมกับการยกตัวถังให้สูงขึ้น เพื่อช่วยเพิ่มประสบการณ์การขับขี่แบบออฟโร๊ดให้ดีขึ้น

กันชนแบบใหม่ มากับระบบไฟหน้าแบบ LED High Performance โดดเด่นด้วยคุณสมบัติการส่องสว่าง พร้อมอุณหภูมิแสงที่ใกล้เคียงกับแสงอาทิตย์ ติดตั้งระบบ Adaptive highbeam Assist ช่วยปรับไฟสูงอัตโนมัติ รวมถึง ไฟ daytime สำหรับการขับขี่เวลากลางวันแบบ LED

ในรุ่น GLA 200 Urban จะมาพร้อมกับไฟตัดหมอกหน้าและล้ออัลลอย แบบ 5 ก้าน ขนาด 18”

สำหรับรุ่น GLA 250 AMG Dynamic มาพร้อมกับหลังคาพาโนรามิคซันรูฟ เลื่อนเปิด-ปิด ด้วยไฟฟ้า, ระบบเปิด-ปิดบานประตูท้ายอัตโนมัติและชุดแต่ง AMG bodystyling ได้แก่กันชน หน้า-หลัง และสเกิร์ตข้าง ดิสก์เบรกหน้าแบบมีช่องระบายความร้อน, สัญลักษณ์ Mercedes-Benz บนคาลิปเปอร์เบรกหน้า และล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตจาก AMG แบบ Multi – spoke ขนาด 19”

ภายในรุ่น GLA 250 AMG Dynamic โดดเด่นไปกับระบบมัลติมีเดียรุ่นใหม่ อาทิ หน้าจอขนาด 8 นิ้วและชุดมาตรวัด มีระบบกุญแจแบบ KEYLESS-GO และระบบ HANDFREE ACCESS สำหรับเปิดประตูท้ายได้ แต่งเบาะนั่งหุ้มหนัง ARTICO สลับ DINAMICA microfibre สีดำ ตกแต่งด้วยด้ายสีแดง ชุดคันเร่งและแป้นเบรกแบบสปอร์ต

ส่วน GLA 200 Urban ตกแต่งด้วยเบาะนั่งหุ้มหนัง ARTICO

ทั้ง 2 รุ่น มากับเบาะนั่งสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารด้านหน้าปรับระดับด้วยระบบไฟฟ้าพร้อมหน่วยบันทึกความจำ เบาะนั่งด้านหลังสามารถพับได้ทั้ง 1:3 / 2:3 และสามารถปรับองศาได้ พร้อมกล่องเก็บของ ตาข่ายสัมภาระซ้าย-ขวา และช่องจ่ายไฟขนาด 12 โวลต์

คอนโซลกลางมีระบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติ THERMOTRONIC เป็นแบบ 2 โซน และ วิทยุ-ซีดี MB Audio 20 ติดตั้งระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์เคลื่อนที่ (BlueTooth), รองรับการใช้งานระบบนำทาง (Pre-installation SD-Card Navigation) พร้อมฟังก์ชันเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือระบบปฏิบัติการ iOS (Apple CarPlay), MB Apps, และไฟเรืองแสงล้อมรอบห้องโดยสารแบบ 12 สี รวมถึงกาบบันไดเรืองแสงพร้อมสัญลักษณ์ Mercedes-Benz

The GLA มากับขุมพลัง 2 ขนาด ในรุ่น GLA 200 Urban ติดตั้งเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ ขนาด 1.6 ลิตร 4 สูบแถวเรียง 156 แรงม้า ที่ 5,300 รอบ/นาที แรงบิด 250 นิวตันเมตร ที่ 1,250-4,000 รอบ/นาที

ส่วน GLA 250 AMG Dynamic ใช้เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 2.0 ลิตร 4 สูบแถวเรียง 211 แรงม้าที่ 5,500รอบ/นาที แรงบิด 350 นิวตันเมตร ที่ 1,200- 4,000รอบ/นาที และ The GLA ทั้งสองรุ่น ใช้ส่งกำลังร่วมกันนั่นคือ ระบบเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด แบบ7G-DCT

ระบบความปลอดภัยและเทคโนโลยีเติมเต็มมากับ The GLA ทั้ง 2 รุ่น คือ การติดตั้งระบบช่วยเบรกแบบแอคทีฟ (Active Brake Assist) เป็นระบบความปลอดภัยมาตรฐาน รวมถึงติดตั้งอุปกรณ์อื่นๆ อาทิ ถุงลมนิรภัยด้านหน้า 2 ตำแหน่ง ด้านข้าง 2 ตำแหน่ง ม่านถุงลมนิรภัยด้านข้าง ป้องกันศีรษะ 4 ตำแหน่งสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร เข็มขัดนิรภัยแบบ 3 จุด 5 ที่นั่ง กล้องแสดงภาพด้านหลังสำหรับถอยรถ, โปรแกรมควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ ESP® (Electronic Stability Program), ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี ASR (Acceleration skid control), ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก ABS (Anti-lock braking system), ระบบเบรก ADAPTIVE BRAKE พร้อมฟังก์ชั่น HOLD และ Hill-Start Assist, ไฟเบรกกระพริบฉุกเฉิน (Adaptive brake light), ระบบรักษาระดับความเร็ว (cruise control) และจำกัดความเร็ว (SPEEDTRONIC), ระบบเตือนเพื่อนำรถเข้าศูนย์บริการ (ASSYST service interval indicator), ระบบเตือนแรงดันยาง (tyre pressure loss warning system) และระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้าขณะขับขี่ (ATTENTION ASSIST)

Mercedes-AMG GLA 45 4MATIC

อีกหนึ่งรุ่นเป็นคอมแพคเอสยูวีแต่งเต็มมาจากโรงงาน ในชื่อ Mercedes-AMG GLA 45 4MATIC ซึ่งค่ายผู้ผลิตมุ่งมั่นพัฒนาด้วยการใช้โครงสร้างรถยนต์หลากหลายรุ่นของเมอร์เซเดส-เบนซ์ผสานกับนวัตกรรมด้านสมรรถนะของเอเอ็มจีอย่างต่อเนื่อง โดยปรับปรุงทั้งรูปลักษณ์และคุณสมบัติทางเทคนิคไปอีกขั้นหนึ่ง

Mercedes-AMG GLA 45 4MATIC ได้รับการปรับแต่งด้านอากาศพลศาสตร์ด้วยอุปกรณ์ภายนอกใหม่ๆ เช่น ฝากระโปรงหน้ารูปแบบใหม่และปลายขอบ สปอยเลอร์หลังคาที่ปรับแต่งให้ลู่ลมยิ่งขึ้นนั้น มิได้เพียงแต่จะช่วยลดแรงต้านที่ตัวรถ แต่ยังช่วยเพิ่มทั้งสมรรถนะและความสมดุลย์ขณะขับขี่

นอกจากนี้ลวดลายของช่องรับอากาศด้านหน้ายังมากับดีไซน์ใหม่พร้อมติดตั้งระบบไฟหน้าแบบ LED High Performance พร้อมระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Adaptive Highbeam Assist)

เสริมดุด้วยชุดแต่ง AMG Night Package, AMG Aerodynamic package อาทิ กันชนหน้าและกันชนหลังสีดำแบบไฮ-กลอส โดยช่องรับอากาศจะช่วยให้อากาศสามารถไหลเวียนเข้าไปในห้องเครื่องได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น บนหลังคาติดตั้งพาโนรามิค ซันรูฟ เลื่อนเปิด-ปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้า

ด้านท้ายรถที่มาพร้อมกับดิฟฟิวเซอร์ลวดลายใหม่บริเวณกันชนหลัง การเลือกใช้วัสดุเก็บขอบสีดำปลายขอบ สปอยเลอร์หลังคาที่ปรับแต่งเพื่อยกระดับประสบการณ์การขับขี่โดยเฉพาะ สำหรับล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตจาก AMG เป็นแบบ 10 ก้าน ขนาด 20”

ดีไซน์ภายในโดดเด่นด้วยเบาะที่นั่งหุ้มหนังแบบสปอร์ต เบาะนั่งสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารด้านหน้าปรับระดับด้วยระบบไฟฟ้า พร้อมหน่วยบันทึกความจำ และฮีทเตอร์ ติดตั้งชุดคันเร่งและแป้นเบรกแบบสปอร์ต

มีพวงมาลัยแบบพิเศษ AMG Performance Steering Wheel Nappa / DINAMICA ตกแต่งภายในด้วย AMG Design trim in black / red แบบ CARBON FIBRE ที่คมเข้มดุดัน มาพร้อมกับเข็มขัดนิรภัยสีแดงที่เข้ากับสีเบาะ กาบบันไดเรืองแสงประตูหน้าแบบ AMG และ AMG DYNAMIC SELECT

ติดตั้งอุปกรณ์มัลติมีเดีย อย่าง วิทยุ-ซีดี MB Audio 20, หน้าจอแบบยกตัว ขนาด 8 นิ้ว พร้อมเพิ่มความรื่นรมย์ตลอดการขับขี่ด้วยเครื่องเสียงแบบ Harman Kardon® Logic 7® surround sound system ที่ให้เสียงรอบทิศทาง, ระบบสำหรับเชื่อมต่อโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Bluetooth), ระบบนำทาง GARMIN MAP PILOT

Mercedes-AMG GLA 45 AMG แต่ละคันได้รับการปรับแต่งขุมพลังด้วยช่างเพียง 1 ท่าน พร้อมกับลงลายเซ็นประทับไว้ที่ฝาครอบเครื่องยนต์ ด้วยการโมดิฟายเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบขนาด 2.0 ลิตร แต่มีแรงม้าสูงถึง 381 แรงม้าที่ 6,000 รอบ/นาที ให้แรงบิด 475 นิวตันเมตรที่ 2,250-5,000 รอบ/นาที พร้อมระบบเกียร์อัตโนมัติ AMG SPEEDSHIFT DCT 7-speed และรระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ AMG Performance 4MATIC

ติดตั้งระบบกันสะเทือนแบบอากาศพร้อมระบบควบคุมระดับ ADS (Adaptive Damping System) เพื่อรองรับการขับขี่ในทุกสภาพถนน และระบบความปลอดภัยอื่นๆ อย่างครบครัน อาทิ ระบบช่วยเบรกแบบแอคทีฟ (Active Brake Assist) และไฟเบรกกระพริบอัตโนมัติเมื่อเบรกฉุกเฉิน (Adaptive Brake Light), กล้องแสดงภาพด้านหลังสำหรับถอยรถ, ระบบช่วยการนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ (Parking Pilot), ระบบเบรก AMG High Performance Braking System ประสิทธิภาพสูง เพื่อเพิ่มความเร้าใจและปลอดภัยขณะขับขี่ที่ความเร็วสูง, ระบบ DYNAMIC SELECT ที่มีโหมดการขับขี่อันหลากหลาย

บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ตั้งราคาจำหน่าย The GLA ทั้ง 3 รุ่นไว้ดังนี้

GLA 200 Urban ราคา 2,090,000 บาท (ราคาเดิม)

GLA 250 AMG Dynamic ราคา 2,390,000 บาท (ราคาเดิม)

GLA 45 4MATIC ราคา 4,840,000 บาท (ปรับจากรุ่นก่อน 150,000 บาท)

Rerun คลิปรายการ Auto World TV (16 กรกฎาคม 2560)

0

AUTO WORLD TV

วันอาทิตย์ที่ 16 กรกฎาคม 2560
เวลา 11.00 – 11.30 น. ทาง TNN 24
ดำเนินรายการโดย ภูวนาถ เผ่าจินดา
บรรณาธิการบริหาร นิตยสาร ออโต้บิลด์ ไทยแลนด์

Mazda DNA SkyActiv Caravan : East-West Economic Corridor เส้นทาง สายฝนและความประทับใจ #ตอนจบ

0

การเดินทางของรถยนต์สายพันธ์สปอร์ต Mazda เริ่มต้นอีกครั้ง เพื่อหลอมรวมอารยธรรมลุ่มน้ำโขงเป็นหนึ่งเดียว บนเส้นทางสายเศรษฐกิจ ไทย-ลาว-เวียดนาม และพม่า รวมระยะทางกว่า 2,900 กิโลเมตร จะเป็นอย่างไรเมื่อทุกก้าว คือ การพัฒนาและกล้าที่แตกต่าง

จากทริปแรกมาสู่ทริปสองและต่อด้วยทริป 3 กรุงเทพฯ ประเทศไทยไปถึงเมืองย่างกุ้ง ประเทศพม่าด้วยเครื่องบิน เพื่อมารับไม้ต่อจากทริปสอง เพื่อเดินทางกลับเข้าสู่ประเทศไทยที่ด่านอำเภอแม่สอด ด้วยระยะทางกว่า 453 กม.และจบทริปการเดินทางที่กรุงเทพฯด้วยระยะทาง 480 กม. ซึ่งรวมระยะทางทั้งหมดประมาณ 933 กม.ซึ่งทั้ง 2 วันเราได้ชื่นชมอารยธรรม วิถีชีวิตของชาวพม่า และประเพณีวัฒนธรรมต่างๆ รวมถึงความเขียวขจีของพื้นไม้นานาชนิดสองข้างทางที่ขบวนคาราวานวิ่งผ่าน เป็นอะไรที่น่าจดจำและสัมผัสได้ถึงธรรมชาติอย่างแท้จริง

วันแรกในเมืองย่างกุ้ง ประเทศพม่า เราไปชมสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงในเมืองย่างกุ้ง เริ่มจากการไปขอพรจากเทพทันใจ เพื่อขอในสิ่งที่เราต้องการเพียงหนึ่งอย่าง ซึ่งได้รับความสนใจมากพอสมควรสำหรับผู้ร่วมขบวนคาราวานครั้งนี้ แม้ว่าวันนี้ผู้คนจะไม่มากเท่าไร เพราะสายฝนที่ตกพร่ำๆ แต่ก็ยังมีผู้ศรัทธาเข้ามาอย่างต่อเนื่อง จากนั้นไปนมัสการเจดีย์โบดาทาวน์ ซึ่งเป็นที่บรรจุอัฐฺของพระพุทธเจ้า ที่นี่เราจะได้เห็นชาวพม่านั่งสมาธิและสำรวมกายวาจาใจเป็นจำนวนมาก ใช้เวลาที่นี่ประมาณ 1 ชั่วโมงนิดๆ ก่อนที่จะไปที่วัดเจ๊าฑัตยี ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีพระนอนองค์ใหญ่ที่ตาหวานที่สุด

 

เมื่อไปถึงวัดเจ๊าฑัตยีไม่รอช้าที่จะไปชมพระนอนองค์ใหญ่ เพื่อจะได้เห็นว่าทำไมจึงตาหวานที่สุด และเราก็ได้เห็นประจักษ์ต่อหน้าอย่างชัดเจน ในความอ่อนช้อยและละมุนบนใบหน้า รวมถึงดวงหน้าที่หวานเชิญชวนให้ไปสักการะ เราซาบซึ้งความอัศจรรย์และแคลงใจในความเป็นพระนอนที่ตาหวานเป็นที่สุด ก่อนจะส่งสายตาร่ำลาอย่างนอบน้อมและเคารพ ในความช่างคิดของบรรพบุรุษชาวพม่าเป็นอย่างมาก

จากนั้นเราไปยังสถานที่ที่มีชื่อเสียงมากที่สุด และคนไทยรู้จักเป็นอย่างดี ใช่แล้วเรากำลังจะเดินทางไปที่พระมหาธาตุเจดีย์ชเวดากอง ซึ่งบรรจุพระเกศาธาตุทั้ง 8 เส้นของพระพุทธเจ้า และพระบริโภคของพระอดีตพระพุทธเจ้าทั้ง 3 องค์ เจดีย์ทั้งเล็กและใหญ่รวมถึงพระพุทธรูปต่างๆ เรียงรายรอบองค์พระมหาธาตุเจดีย์ชเวดากอง ทำให้อิดคิดถึงความยิ่งใหญ่ของประเทศพม่าในอีดตที่ผ่านมา แต่ปัจจุบันไม่เหลือเค้าอดีตเหล่านั้นเลย นอกเหนือจากอารยธรรมที่ทิ้งไว้เท่านั่นเอง ปิดท้ายวันแรกกับการเลือกซื้อของที่ตลาดสก๊อต-ตลาดโบยกออกซาน ท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรายต้อบรับเราอย่างชุ่มช่ำ

วันที่สองของการเดินทางมีเป้าหมายที่อำเภอแม่สอด ประเทศไทย โดยมีระยะทางประมาณ 453 กม.เวลา 08.00 น.ฤกษ์งามยามดีขบวนคาราวาน Mazda DNA SkyActiv Caravan : East-West Economic Corridor เคลื่อนขบวนอย่างช้าๆผ่านตัวเมืองที่มีการจราจรคับคั่ง และเป็นจสไตล์เฉพาะชาวพม่าอีกด้วย

กว่าจะผ่านตัวเมืองเล่นเอาเหนื่อนเหมือนกัน เครื่องยนต์ พวงมาลัยและสมรรถนะของช่วงล่างจากเทคโนโลยี SkyActiv ทำให้ผ่านทุกอย่างไปได้อย่างสวยงามและปลอดภัย จากตัวเมืองย่างกุ้งเข้าสู่ชนบท ที่มีบ้านและทิวทัศน์สลับกันไปเป็นระยะๆ สภาพถนนที่เปลี่ยนไปเป็นถนนที่ชำรุดบางจุด ทำให้เราต้องใช้ความสามารถมากหน่อย แต่ด้วยความสามารถที่มากกว่าของ SkyActiv ในรถยนต์Mazda3 ช่วยให้ผ่านอุปสรรคเหล่านั้นไปได้อย่างสะดวก

ขบวนวิ่งผ่านบ้านพักอาศัยของชาวพม่า ผ่านเมืองเมียววดีไปสู่ก๊อกกะเร็กและมะละแหม่ง เส้นทางเป็นถนนที่แคบเพียง 2 เลนและมีไหล่ทางที่สูงอีกด้วย เนื่องจากชำรุดและการเซาะของน้ำ รวมถึงเป็นเส้นทางหลักที่ชาวพม่าใช้เดินทางเป็นประจำ ที่มีทั้งรถยนต์ส่วนตัว รถยนต์โดยสาร และรถบรรทุก ร่วมเส้นทางเป็นจำนวนมาก ทำให้การเดินทางในช่วงนี้ต้องใช้เวลานนานเป็นพิเศษ และขบวนขาดหายเป็นข่วงๆ ทำให้ไม่สามารถทำเวลาได้ตามที่ต้องการ แต่ก็ไปถึงร้านอาหารกลางวันตามนัดหมายเกือบบ่ายโม่งกว่าๆ อิ่มหน่ำสำราญแล้วเป้าหมายต่อไป คือ ด่านอำเภอแม่สอด

เส้นทางยังเป็นเหมือนเดิม แคบและไหล่ทางสูง สลับชึ้นเขาลงเขาเล็กน้อยพอหอมปาก และทดสอบสมรรถนะของ Mazda3 SkyActiv ซึ่งก็ทำได้อย่างไร้ปัญหา กระชับและสบายตัวทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร บนเส้นทางเราต้องผ่านอดีตที่มีเรื่องราว คือ สะพานข้ามแม่น้ำสะต๊อก ที่ซึ่งพระนเรศวรได้ยิงพระแสงข้ามแม่น้ำสะต้อแห่งนี้ สายน้ำสีน้ำตลาดไหลเชี่ยวและกว้างพอสมควร ทำให้มองเห็นภาพในอดีตว่าเป็นเช่นไร พระองค์ท่านต้องลำบากและอดทนมากกว่าจะมาถึงที่นี่ได้ ต้องเป็นยอดคนที่มีควสามมุ่งมั่นเป็นอย่างมาก ถึงจะทำภาระกิจได้สำเร็จ นี่แหละพระมหากษัตรย์ที่ยิ่งใหญ่ของไทย “พระนเรศวรมหาราช”

การเดินทางไปต่อท่ามกลางสายฝนโปรยปรายเล็กๆ สลับกับแสงแดดที่ร้อนแรงสาดส่องลงมา ความเย็นของระบบปรับอากาศและเสียงเพลงจากเครื่องเสียงใน Mazda3 ช่วยผ่อนคลายความร้อนได้อย่างดี เส้นทางมุ่งสู่แม่น้ำสาละวินยังคงแคบและชำรุดเหมือนเดิม สะพานข้ามแม่น้ำสาละวินเล็กๆ ขบวนพวกเราผ่านไปอย่างปลอดภัย เพื่อไปต่อยังที่หมายปลายทางด่านอำเภอแม่สอด เรามาถึงอย่างปลอดภัยและทำพิธีการตรวจคนเข้าเมือง เพื่อจบสิ้นภาระกิจของทริป ก่อนจะมุ่งหน้าเข้าสู่โรงแรมเพื่อพักผ่อน และเตรียมเดินทางกลับกรุงเทพฯในวันรุ่งขึ้น เพื่อร่วมปิดภาระกิจร่วมกับเพื่อนอีก 2 ทริป เป็นอันจบสิ้นการเดินทางอย่างสมบูรณ์แบบของ Mazda DNA SkyActiv Caravan : East-West Economic Corridor อย่างสวยหรูและประทับใจ 

 

“ซูซูกิ” ไม่ลืมเครือข่าย ร่วมสนับสนุนงาน “ZookiMELT 2017” ปีที่ 17

0

บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมสนับสนุนการจัดกิจกรรม “ZookiMELT 2017” งานรวมตัวของกลุ่มผู้ใช้รถขับเคลื่อนสี่ล้อของซูซูกิทุกรุ่นในประเทศไทย ในวันที่ 8-9 กรกฎาคม 2560 ณ จังหวัดสระบุรี ซึ่งจัดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 17 มีสมาชิกเข้าร่วมมากกว่า 235 คัน ตอกย้ำถึงความใส่ใจของบริษัทที่ให้ความสำคัญกับลูกค้าผู้ใช้รถยนต์ซูซูกิทุกรุ่นตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน

นายวัลลภ ตรีฤกษ์งาม กรรมการบริหารด้านการขายและการตลาด บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “งาน “ZookiMELT” นับเป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีของกลุ่มผู้รักรถซูซูกิขับเคลื่อนสี่ล้อในหลายประเทศทั่วโลก สำหรับในประเทศไทยก็ได้ทำการจัดงานต่อเนื่องเป็นปีที่ 17 ติดต่อกัน โดยมีสมาชิกเข้าร่วมมากถึง 235 คัน แสดงให้เห็นถึงความรักความผูกพันธ์ของผู้บริโภคกับแบรนด์ซูซูกิได้เป็นอย่างดี”

นายวัลลภ กล่าวเพิ่มเติม “การเข้าร่วมสนับสนุนการจัดงาน “ZookiMELT 2017” เป็นการยืนยันถึงความใส่ใจและให้ความสำคัญกับลูกค้าของซูซูกิทุกท่านอย่างสูงสุด ซึ่งบริษัทฯ พร้อมที่จะมอบบริการที่ดีที่สุดและเหนือความคาดหวังให้กับลูกค้า เสมือนกับคู่คิดของชีวิตลูกค้าที่มีความน่าเชื่อถือและเป็นส่วนหนึ่งที่สร้างความสุข ทั้งยังมุ่งหวังให้ลูกค้ามีมุมมองที่ดียิ่งขึ้นต่อ แบรนด์ ซึ่งเป็นการตอกย้ำว่าบริษัทฯ มีความมุ่งมั่นและพัฒนาอย่างต่อเนื่องในการสร้างความพึงพอใจสูงสุดต่อลูกค้า ตามสโลแกนของซูซูกิที่ว่า “Way of Life”

ทั้งนี้ งาน “ZookiMELT 2017” จัดขึ้นเมื่อวันที่ 8-9 กรกฎาคม 2560 ที่ผ่านมา ณ จังหวัดสระบุรี โดยในปีนี้มีสมาชิกเข้าร่วม 235 คัน ซึ่งในอดีตเคยทำสถิติการรวมตัวของคนรักรถซูซูกิขับเคลื่อนสี่ล้อได้มากที่สุดในโลกถึง 400 คัน ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ทางกลุ่มฯ ได้จัดกิจกรรมช่วยเหลือสังคมมาอย่างต่อเนื่องและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม

ภายในงาน นอกจากจะเป็นการรวมตัวของคนรักรถยนต์ซูซูกิขับเคลื่อนสี่ล้อเพื่อพบปะสังสรรค์พูดคุยแล้วนั้น ยังมีการจัดการแข่งขันออฟโรดเพื่อสร้างความสนุกสนานของสมาชิกภายในกลุ่ม รวมถึงยังได้มีการออกร้านของกลุ่มสมาชิก เพื่อซื้อ-ขาย แลกเปลี่ยนอะไหล่และชิ้นส่วนอุปกรณ์ต่าง ๆ สร้างความสัมพันธ์อันดีภายในกลุ่มให้เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

 

“The Happiness Journey with Suzuki CIAZ” แข่งขับประหยัด 137 กม. ใช้เชื้อเพลิงเพียง 23.6 กม./ลิตร สุดท้ายได้แค่ “แชมป์ว่าว”

0

การทดสอบรถยนต์ในครั้งนี้อาจจะเปลี่ยนรูปแบบไปบ้าง จากเดิมทดลองให้รู้ถึงสมรรถนะการขับขี่ในทุกๆด้าน ทั้งรูปลักษณ์ การใช้งาน ความสะดวกสบาย รวมถึงในเรื่องของขุมพลัง ซึ่งทั้งหมดได้รู้แจ้งไปแล้วเมื่อประมาณ 1ปีที่ผ่านมา แต่ครั้งนี้เป็นขับ Suzuki Ciaz เพื่อพิสูจน์สมรรถนะความประหยัด โดยมีชิ่อว่า “The Happiness Journey with Suzuki CIAZ” ซึ่งเป็นกิจกรรมแห่งการค้นหาตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองเชื่อเพลิง งานนี้มีลุ้นครับ แต่ก็ดันต้องมาตกม้าตายตอนจบ เพราะอะไรถึงทำให้ภารกิจล่ม ตามต่อได้ในรายงาน

“The Happiness Journey with Suzuki CIAZ” กิจกรรมการทดสอบรถยนต์ Suzuki CIAZ ในรูปแบบของการหาตัวเลขอัตราสิ้นเปลือง จัดขึ้นทั้งหมด 5 เส้นทาง เริ่มตั้งแต่จ.เชียงใหม่ แล้วไปจบทริพสุดท้ายที่จ.ภูเก็ต โดยมีกติกาบังคับชัดเจน ซึ่งผู้จัดงานได้ออกกฎมาอย่างรัดกุมเพื่อไม่ให้เกิดข้อครหาในภายหลัง

กติกามีอยู่ว่ารถทุกคันที่เข้าร่วมจะมีผู้โดยสารท่านละ 3 คน (รวมสัมภาระ) เติมเชื้อเพลิงเต็มถังในปริมาณเท่ากันหรือใกล้เคียงกัน ในส่วนของระบบปรับอากาศและก้านเซ็ทระยะทางจะถูกแพคปิดมิดชิด รถทุกคันจะถูกเตรียมไว้เพื่อใช้ในการแข่งขัน เข้าเส้นชัยก่อนกำหนดไม่มีผลต่อการแข่งขัน แต่หากเข้าหลังจากเวลาที่กำหนดถือว่าถูกตัดสิทธิ์และแพ้ฟาล์วซึ่งถือคำตัดสินของกรรมการเป็นที่สิ้นสุด

ในส่วนของเส้นทางทั้งหมดมีอยู่ 5 เส้นทาง ทริพแรกเริ่มจาก เชียงใหม่-พิษณุโลก แต่ทริพนี้จะเป็นการเดินทางจากพิษณุโลก-นครสวรรค์ ระยะทางรวม 137 กิโลเมตร ในเวลา 120 นาที โดยมีการกำหนดเส้นทางไว้ชัดเจน ซึ่งสภาพโดยรวมเป็นพื้นราบ ไม่มีช่วงเนิน โค้ง หรือขึ้น ลง ภูเขา เท่ากับว่าตัวแปรของเส้นทางแทบจะถูกตัดออกจากการเป็นปัญหาต่อการแข่งขัน

ผมขันอาสารับเป็นสารถีโดยให้เพื่อนๆสื่อมวลชนที่เข้าร่วมเป็นสมาชิกประจำรถอีก 2 ท่านคอยสังเกตเส้นทาง รวมถึงระยะทางที่เหลือในการแข่งขัน ออกสตาร์ทจากโรงแรมโยเดียซึ่งอยู่ใกล้กับบริเวณวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรวิหาร ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธชินราชซึ่งเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองที่ผุ้คนเมืองสองแควเคารพสักการะ

รถทั้ง 5 คันที่เข้าร่วมการแข่งขันขับขี่ไปตามเส้นทางที่ผู้จัดกำหนดไว้คือจากพิษณุโลก มุ่งสู่พิจิตร เพื่อไปจบการแข่งขันที่เมืองปากน้ำโพ ด้วยความเป็นรถอีโค่คาร์ในรูปแบบซีดานกลุ่ม B Segment ออกแบบตัวรถให้มีขนาดใหญ่ด้วยความยาว 4,490 มม. กว้าง 1,730 มม. และสูง 1,475 มม.ซึ่งถ้านำมาเทียบกับรถในกลุ่ม B CAR ขนาด 1,500 cc ของหลายๆ ค่าย อาจจะใกล้เคียงหรือเป็นต่อจากเรื่องความยาวและยังช่วยในเรื่องของอากาศพลศาสตร์ด้วยค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานต่ำเพียง 0.29 จึงทำให้อีโค่คาร์ในรูปแบบซีดานคันนี้มีการต้านลมต่ำ

ห้องโดยสารถือเป็นจุดเด่นเพราะ กว้างขวาง และ นั่งสบาย รวมถึงคณะกรรมการปรับเซทระบบปรับอากาศไว้ที่อุณหภูมิ 23 องศา จนทำให้เพื่อนสมาชิกที่เข้าร่วมเผลอหลับไปตั้งแต่ออกเดินทางเพียงนานนัก ส่วนผมขอขับด้วยวิธีเลี้ยงรอบความเร็วไว้ไม่เกิน 1700 รอบ ซึ่งเข็มความเร็วแสดงที่ประมาณ 90 กม./ชม. พร้อมฟังบทเพลงแก้เหงาจากเครื่องเล่นวิทยุที่มากับช่องเสียบ USB MP3 รวมถึงเชื่อมต่อบลูทูธผ่านโปรแกรม Apple Carplay

เส้นทางไม่ถือเป็นอุปสรรคต่อขุมพลังเครื่องยนต์เบนซินรหัส K12B ขนาดความจุ 1,242 ซีซี มีกำลังสูงสุด 91 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 118 นิวตันเมตรที่ 4,800 รอบต่อนาที ติดตั้งระบบส่งกำลัง เกียร์อัตโนมัติแบบ CVT รวมถึงมีฟังค์ชั่น ครูสคอนโทรล ซึ่งการขับขี่ในรูปแบบนี้ไม่ควรใช้เป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติจะคอยเพิ่มรอบเครื่องยนต์ให้กลับไปอยู่ในย่านความเร็วที่ปรับเซทไว้ ทำให้ระบบการฉีดเชื้อเพลิงใม่คงที่ ส่งผลให้เกิดการสิ้นเปลืองมากกว่าการควบคุมคันเร่งให้สม่ำเสมอตลอดการเดินทาง

บางช่วงของเส้นทางบริเวณ จ.พิจิตรมายังจ.นครสวรรค์ มีการซ่อมผิวถนน อุปสรรคนี้ถือว่าหลีกเลี่ยงไม่ได้ และไม่มีการยกขาออกจากคันเร่ง ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของช่วงล่างหน้าแบบแม็กเฟอร์สันสตรัทพร้อมคอยล์สปริง และ ด้านหลังแบบทอร์ชั่นบีม พร้อมคอยล์สปริงได้มีส่วนในการรองรับแรงกระแทกจากสภาพเส้นทางที่อยู่ในขั้นตอนของการซ่อมบำรุง

ผ่านช่วงการซ่อมผิวถนน เพื่อสมาชิกก็เริ่มตื่นจากภวังค์และกลับมาช่วยดูเส้นทางรวมถึงเช็คอัตราการสิ้นเปลืองที่แสดงอยู่ที่จอ Multi Information Display ซึ่งในขณะนั้นแสดงอยู่ที่ ประมาณ 25 กม./ลิตร กับระยะทางที่เหลืออีกไม่ถึง 100 กม. และเหลือเวลาในการแข่งขันอีกประมาณ 60 นาที

ทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่นจนกระทั่งเหลือเวลา 15 นาที กับระยะทางอีกประมาณ 10 กม. เส้นทางก่อนเข้าเส้นชัยจะเป็นถือเป็นปัญหาหนัก นั่นคือการจราจรในเมืองปากน้ำโพ ทั้งรถท้องถิ่น สิบล้อ รถพ่วง ประเดประดังมาแน่นถนน แม้เป็นช่วงเวลาใกล้เที่ยงก็ตามที ตัวเมืองปากน้ำโพยิ่งหนักเข้าไปใหญ่ อาจเป็นเพราะมีถนนหลักที่ใช้ขึ้นสายเหนือมาประจบกันที่นี่ จึงทำให้การจราจรหนาแน่นและเคลื่อนตัวไปได้ช้า ยิ่งช่วง 5 กม.สุดท้ายก่อนถึงจุดสิ้นสุดการแข่งขัน เป็นอะไรที่กดดันมากๆ ทั้งการจราจร และวินัยการขับรถของผุ้ใช้รถใช้ถนน แต่ก็เอาเป็นว่ามาถึงปลายทางได้อย่างปลอดภัย

สวิตช์ Keyless Push ถูกสั่งการให้ปิดการทำงาน ทุกอย่างสิ้นสุดลงที่ร้าน เฮือนธารา ริมแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณตัวเมืองนครสวรรค์ ตัวเลขแสดงอัตราสิ้นเปลืองที่ทำได้ในครั้งนี้อยู่ที่ 23.6 กม./ลิตร แต่ทว่าเวลาที่ใช้ในการแข่งขันทั้งหมด 120 นาที แต่ผมทำเวลาเกินไป 2 นาที เท่ากับว่าการแข่งขันตลอดระยะทาง 137 กิโลเมตร ถือเป็นโมฆะ และไม่มีการบันทึกสถิติตัวเลขการประหยัดเชื้อเพลิงแต่อย่างใด

สำหรับผลการแข่งขันของ “The Happiness Journey with Suzuki CIAZ” รถคันที่ได้แชมป์ ทำเวลาไปได้ 22.8 ถึงแม้ว่าค่าเฉลี่ยอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงของรถคันที่ผมขับจะทำเวลาได้ดีกว่าผู้ชนะเลิศ แต่เมื่อกติการะบุไว้ชัดเจนในส่วนของเวลาที่ใช้แข่งขัน ซึ่งในส่วนนี้เป็นสิ่งที่ทำให้ถูกตัดสิทธิ์ สุดท้ายเลยกลายว่าได้ครองตำแหน่ง ”แชมป์ว่าว” อย่างเต็มภาคภูมิ

ความคิดเห็น

กิจกรรมนี้ถือว่าเป็นการขับขี่ในรูปแบบประหยัดที่ได้สะท้อนออกมาในรูปแบบการใช้งานจริง ด้วยระยะทางที่กำหนดไว้ทำให้ต้องใช้ความเร็วประมาณ 90 กม./ชม. ซึ่งเป็นย่านความเร็วที่เหมาะสมสำหรับการใช้งานในเมือง จนทำให้ผลการแข่งขันออกมาเป็นตัวเลขประหยัดเชื้อเพลิงที่น่าสนใจ ซึ่งทำให้ Suzuki Ciaz เป็นรถอีโค่คาร์ที่แม้ใช้งานในรูปแบบเดินทางไกลก็ถือว่าเหมาะสม ส่วนผมนั้นก็ถูกต้องแล้วที่คว้าตำแหน่ง “แชมป์ว่าว” ไปครองได้สำเร็จ

 

ข้อมูลเทคนิค

ผู้จัดจำหน่าย บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์(ประเทศไทย) จำกัด

ยี่ห้อ,รุ่น

              Suzuki Ciaz

เครื่องยนต์

เบนซิน 4 สูบ แถวเรียง 16 วาลว์ รหัส K12B

ความจุ (ซีซี)

1,242

กำลังสูงสุด (แรงม้า/รตน.)

91/6,000

แรงบิดสูงสุด (นิวตันเมตร./รตน.)

118/4,800

ระบบถ่ายทอดกำลัง (จังหวะ)

อัตโนมัติซีวีที

ขับเคลื่อน (ล้อ)

ล้อหน้า

ระบบรองรับ(หน้า/หลัง)

แม็กเฟอร์สันสตรัทพร้อมคอยล์สปริง,ด้านหลังแบบทอร์ชั่นบีมพร้อคอยล์สปริง

ยาว กว้าง สูง (มม.)

4,490×1,730×1,475

ระยะฐานล้อ(มม.)

2,650

ความสูงจากพื้น (มม.)

160

ระบบห้ามล้อ

ดิสก์ แบบมีครีบระบายความร้อน/ดุม

ราคา(บาท)

625,000

 

 

 

PORSCHE 911 GT2 RS สปอร์ตพันธุ์ดุ พละกำลัง 700 แรงม้า ช่วงล่างสไตล์รถสนามเต็มตัว

0

ปอร์เช่ 911 เวอร์ชั่นรถถนนที่เร็วและแรงที่สุดในประวัติศาสตร์พร้อมทะยานออกสู่สายตาสาธารณชน 911 จีที 2 อาร์เอส (911 GT2 RS) รุ่นใหม่ล่าสุด ได้รับการเผยโฉมเป็นครั้งแรกของโลก ในงานแสดงยานยนต์ Goodwood Festival of Speed ซึ่งถูกจัดขึ้นที่สหราชอาณาจักร

ยนตกรรมเปี่ยมสมรรถนะคันดังกล่าว ติดตั้งเครื่องยนต์สูบนอน ไบเทอร์โบ อันเป็นหัวใจหลักที่ให้พละกำลังสูงสุดถึง 700 แรงม้า (515 กิโลวัตต์) น้ำหนักตัวรถรวมน้ำมันเชื้อเพลิงเต็มถังเพียง 1,470 กิโลกรัม ผลลัพธ์ดังกล่าวทำให้รถสปอร์ต 2 ที่นั่งคันนี้ ให้อัตราเร่ง สุดเร้าใจ จากจุดหยุดนิ่งไปยังความเร็ว 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายในระยะเวลาเพียง 2.8 วินาทีเท่านั้น พร้อมนำพารถ คูเป้ขับเคลื่อนล้อหลังพุ่งทะยานทะลุความเร็วสูงสุดกว่า 340 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยีจากความเชี่ยวชาญในวงการมอเตอร์สปอร์ตที่อัดแน่นอยู่ภายใน ตอกย้ำพัฒนาการล่าสุดที่ผลักดันให้ 911 จีที 2 อาร์เอส (911 GT2 RS) ใหม่ มีพละกำลังมากกว่ารุ่นเดิมซึ่งติดตั้งเครื่องยนต์ขนาดความจุ 3.6 ลิตร ถึง 80 แรงม้า (59 กิโลวัตต์) และสร้างแรงบิดมหาศาลถึง 750 นิวตันเมตร (เพิ่มขึ้นจากรุ่นเดิม 50 นิวตันเมตร)

ขุมพลังที่ได้รับการถ่ายทอดพื้นฐานจากเครื่องยนต์ขนาดความจุ 3.8 ลิตร ซึ่งประจำการในปอร์เช่ 911 เทอร์โบ เอส (911 Turbo S) เดิม มีพละกำลังสูงสุดที่ 580 แรงม้า (427 กิโลวัตต์) ได้รับการปรับแต่งเพื่อวัตถุประสงค์หลักสำหรับการเพิ่มสมรรถนะความแรงด้วยการขยายขนาดของระบบอัดอากาศเทอร์โบชาร์จเจอร์ เพิ่มปริมาณอากาศที่ส่งเข้าสู่ห้องเผาไหม้ ติดตั้งระบบระบายความร้อนใหม่ ให้ประสิทธิภาพอันยอดเยี่ยมภายใต้สภาวะการทำงานที่เน้นพละกำลังเต็มพิกัดและ มีอุณหภูมิสูงกว่าเดิม ด้วยระบบพ่นละอองน้ำระบายความร้อนให้แก่อุปกรณ์แอร์คูลเลอร์ เพื่อให้มั่นใจว่าอุณหภูมิอากาศจะได้รับการควบคุมให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และให้การทำงานที่สมบูรณ์แบบแม้ในสภาพการณ์ที่รีดเค้นสมรรถนะอย่างเต็มกำลัง

ผสานระบบเกียร์อัตโนมัติอัจฉริยะคลัทช์คู่ 7 จังหวะ PDK ที่ผ่านการปรับจูนในรูปแบบของรถแข่ง GT ส่งผลให้การถ่ายทอดพลังขับเคลื่อนของ จีที 2 อาร์ เอส (GT2 RS) ใหม่ เป็นไปอย่างรวดเร็วต่อเนื่องไร้ที่ติ ยิ่งไปกว่านั้นด้วยความ ยอดเยี่ยมของระบบระบายไอเสียที่ได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่ ผลิตจากวัสดุไทเทเนียมที่มีน้ำหนักเบาเป็นพิเศษ สามารถลดน้ำหนักส่วนเกินลงได้อีกถึง 7 กิโลกรัม เมื่อเปรียบเทียบกับระบบระบายไอเสียรุ่นมาตรฐานที่ติดตั้งใน 911 เทอร์โบ (911 Turbo) พร้อมให้เสียงการทำงานที่เร้าอารมณ์ เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ สำหรับการร่วมเฉลิมฉลองการเปิดตัวยนตกรรมสปอร์ตสมรรถนะสูง ในโอกาสเดียวกันนี้ Porsche Design ได้เผยโฉมนาฬิการุ่นพิเศษ โดยถูกออกแบบให้เชื่อมโยงกับโลกแห่งการแข่งขันกีฬาความเร็ว นาฬิกา 911 จีที 2 อาร์เอส (911 GT2 RS) ได้รับการผลิตขึ้นเพื่อผู้ครอบครองยนตกรรมปอร์เช่รุ่นใหม่ สามารถสั่งจองนาฬิกาดังกล่าวพร้อมกับขั้นตอนการสั่งซื้อรถยนต์ปอร์เช่รุ่น GT ผ่านศูนย์บริการ Porsche Centre ได้ตั้งแต่ 30 มิถุนายน 2560 เป็นต้นไป

หัวใจหลักของกีฬาประลองความเร็ว มีความหมายถึงการเจาะลึกในทุกรายละเอียดโดยไม่ขาดตกบกพร่อง และแน่นอนว่าในโลกของยนตกรรมซูเปอร์สปอร์ต ย่อมต้องสามารถแสดงศักยภาพการขับขี่ในทางโค้งได้ด้วยความเหนือระดับยิ่งกว่า ปอร์เช่ 911 จีที 2 อาร์เอส (911 GT2 RS) ใหม่ คือเครื่องพิสูจน์ที่ชัดเจน ต้องยกความยอดเยี่ยมดังกล่าวให้กับระบบ ช่วงล่างที่ปราดเปรียว แม่นยำ จากการทำงานของระบบช่วยเลี้ยวล้อหลัง rear-axle steering และยางรถยนต์สมรรถนะสูง Ultra-High Performance (UHP) เฉกเช่นเดียวกับยางของรถสปอร์ต GT ชั้นนำ

สำหรับยนตกรรมรุ่นเรือธงตัวใหม่ย่อมต้องได้รับการติดตั้งอุปกรณ์สุดพิเศษ อาทิ ระบบควบคุมการทรงตัวด้วยอิเลกทรอนิกส์ PSM ซึ่งถูกปรับแต่งมาอย่างละเอียด พร้อมรูปแบบการขับขี่ Sport Mode เพื่อรองรับสไตล์การบังคับควบคุมที่เน้นสมรรถนะสูงสุด ประสานประสิทธิภาพจากชิ้นส่วนตัวถังที่ทำหน้าที่จัดสรรกระแสอากาศทั้งเข้าและออกจากตัวรถ รวมทั้งปีกหลังทรงสูงซึ่งมีส่วนสำคัญทั้งในเรื่องอากาศพลศาสตร์และดีไซน์ที่ดุดันน่าเกรงขาม

วงล้อขนาดใหญ่ (265/35 ZR 20 คู่หน้า และ 325/30 ZR 21 คู่หลัง) ให้ความมั่นใจในการเบรกและให้แรงยึดเกาะสูงเมื่อเข้าโค้ง นอกจากนี้ปอร์เช่ 911 จีที 2 อาร์เอส (911 GT2 RS) ใหม่ ยังได้รับการติดตั้งระบบเบรก Porsche Ceramic Composite Brakes (PCCB) เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ปีกตัวถังด้านหน้า ครีบระบายอากาศภายในซุ้มล้อ ครอบกระจกมองข้างดีไซน์สปอร์ต ช่องดักอากาศบริเวณด้านข้างและชิ้นส่วนด้านหลังของตัวถังรถ ทั้งหมดผลิตขึ้นด้วยวัสดุ carbon-fiber reinforced plastic (CFR) เช่นเดียวกับชิ้นงานตกแต่งภายในห้องโดยสารอีก หลายจุด ฝากระโปรงหน้าคาร์บอน ขณะที่หลังคารถสร้างขึ้นจากวัสดุแมกนีเซียม เพื่อลดน้ำหนักลงให้มากที่สุดเท่าที่จะ ทำได้ ชิ้นส่วนตัวถังทั้ง 2 มีส่วนช่วยเสริมให้ภาพรวมของตัวรถดูปราดเปรียวยิ่งขึ้น

ไม่มีคำว่าสิ้นสุดเมื่อกล่าวถึงคำว่าประสิทธิภาพ – ไม่เว้นแม้แต่กับยอดยนตกรรมอย่างปอร์เช่ 911 จีที 2 อาร์เอส (911 GT2 RS) ใหม่ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทีมวิศวกรของปอร์เช่ต่างทุ่มเทแรงกายแรงใจ เพื่อให้ได้มาซึ่งชุดแต่งเพิ่มสมรรถนะ Weissach package โดยสามารถลดน้ำหนักรวมของตัวรถลงได้อีกกว่า 30 กิโลกรัม ชุดแต่งดังกล่าวประกอบด้วยอุปกรณ์เพิ่มเติม ที่ผลิตจากวัสดุ carbon-fiber reinforced plastic และไทเทเนียม อาทิ โครงหลังคาและเหล็กกันโคลงรวมทั้งชุดลูกหมาก ทุกจุดทั้งบริเวณช่วงล่างด้านหน้าและด้านหลัง ล้วนได้รับการสร้างขึ้นจากคาร์บอน วงล้อผลิตจากวัสดุแมกนีเซียมโดย มีวัตถุประสงค์เพื่อลดน้ำหนักทั้งในแง่ของน้ำหนักรวมและน้ำหนักใต้สปริงหรือ unsprung weight ส่งผลโดยตรงต่อคุณสมบัติในการบังคับควบคุมที่เป็นเลิศของระบบช่วงล่างและตัวถัง ฝากระโปรงท้ายและส่วนต่อเนื่องของหลังคาและกระจกบานหลังผลิตจากวัสดุคาร์บอนลวดลายเดียวกับเส้นคาดกลางแนวตัวรถ เพื่อภาพลักษณ์อันสมดุลกลมกลืนเป็น หนึ่งเดียว

พื้นที่ภายในห้องโดยสารของปอร์เช่ 911 จีที 2 อาร์เอส (911 GT2 RS) ใหม่ ได้รับการตกแต่งอย่างสวยงามโดดเด่นด้วย วัสดุ Alcantara สีแดง หนังแท้สีดำคุณภาพชั้นเลิศ และชิ้นส่วนอุปกรณ์ที่ผลิตจากคาร์บอนติดตั้งเป็นมาตรฐาน พวงมาลัยสปอร์ตของ GT2 RS มาพร้อมแป้นเปลี่ยนเกียร์ shift paddles เพื่อความรวดเร็วฉับไวสูงสุด

ผู้ขับขี่และผู้โดยสารสามารถสัมผัสกับประสบการณ์สปอร์ตจากตัวรถอย่างเต็มอารมณ์ความรู้สึก ผ่านเบาะนั่ง full bucket seats หุ้มด้วยคาร์บอน เช่นเดียวกับปอร์เช่ 911 ทุกคัน ระบบติดต่อสื่อสารและความบันเทิง Porsche Communication Management (PCM) ได้รับการติดตั้งรวบรวมไว้บริเวณคอนโซลกลาง ประกอบด้วย วิทยุ ระบบนำทางผ่านดาวเทียม และระบบติดต่อสื่อสาร รวมไปถึง Connect Plus module* และ Porsche Track Precision app* ซึ่งถูกติดตั้งเป็นมาตรฐาน พร้อมเชื่อมต่อรายละเอียดข้อมูลและแสดงผลการทำงานของระบบต่างๆ ของตัวรถไปยังโทรศัพท์มือถือ

สามารถเลือกติดตั้งชุดแต่งโครโน (Chrono Package) เป็นอุปกรณ์พิเศษเพื่อเพิ่มเติมฟังก์ชั่นการทำงานของระบบ PCM ให้มีประสิทธิภาพของหน้าจอแสดงผลที่สูงขึ้น บันทึกข้อมูลและประมวลผลระยะเวลาการวิ่งในสนาม รวมทั้งฟังก์ชั่นนาฬิกา จับเวลาบนแผงหน้าปัทม์ทั้งในรูปแบบของเข็มอนาล๊อกและตัวเลขดิจิตอล ยิ่งไปกว่านั้น ชุดแต่งโครโนของ 911 จีที 2 (911 GT2 RS) ยังมาพร้อม lap trigger โดยใช้งานร่วมกับระบบ Porsche Track Precision app เพื่อเชื่อมต่อกับอุปกรณ์รับส่งสัญญาณภายนอก ซึ่งติดตั้งอยู่บริเวณจุดปล่อยตัว/เส้นชัย ฟังก์ชั่น lap trigger เปิดโอกาสให้ผู้ขับขี่สามารถบันทึกเวลา ต่อรอบที่ทำได้ด้วยความเที่ยงตรง

สามารถสั่งซื้อ ปอร์เช่ 911 จีที 2 (911 GT2 RS) และนาฬิการุ่นดังกล่าวได้ผ่านศูนย์บริการ Porsche Centre ใกล้บ้านท่าน ทั้งนี้ตัวรถและนาฬิกาสามารถปรับแต่งและผลิตได้ตามความต้องการ และสามารถส่งมอบถึงมือลูกค้าพร้อมกันทั้ง 2 ผลิตภัณฑ์

REPSOL OIL ผลงานเยี่ยมคว้าโพลเดียม ในรายการ โตโยต้า วันเมคเรซ สนาม บางแสนกรังค์ปรี 2017

0

ในปี 2017 นี้ทางผลิตภัณฑ์น้ำมันเครื่อง “Repsol Lubricants” ให้การสนับสนุนทีม “KYB Superclub Racing” ลงทำการแข่งขันในรายการ “โตโยต้า วันเมคเรซ” ตลอดปี 2017 แบ่งออกเป็นรุ่น วีออส วันเมคเรซ คลาซ ซี 3 คัน และรุ่น อัลติส วันเมคเรซ อีก 2 คัน ซึ่งในสนาม บางแสนกรังค์ปรีซ์ ทีม “KYB Superclub Racing” ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมคว้าถ้วยรางวัลมาได้ทั้ง 3 ใบ 

เมื่อวันที่ 1-2 กรกฏาคม 2560 ที่ผ่านมา มีการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบรายการ “โตโยต้า วันเมคเรซ” ในรายการบางแสนกรังค์ปรี 2017 ซึ่งถือว่าเป็นรายการใหญ่อีกรายการหนึ่งของเมืองไทยก็ว่าได้เนื่องจากเป็นการปิดเมืองบางแสนเพื่อทำการแข่งขันรถยนต์ ซึ่งทางผลิตภัณฑ์น้ำมันเครื่อง “Repsol Lubricants” ได้ให้การสนับสนุนทีม “KYB Superclub Racing” ร่วมทำการแข่งขันรายการนี้ด้วย โดยในรุ่น “วีออส วันเมคเรซ คลาซ ซี” มีรถลงทำการแข่งขันในสนามนี้ทั้งหมด 2 คันและสามารถรับถ้วยรางวัลทั้งสองคัน โดยคันแรกรถเบอร์ 31 ขับโดย ไกรวุธ จันทะคำแพง คว้าถ้วยรางวัลอันดับที่ 3 มาครองได้ ส่วนรถคันที่ 2 รถเบอร์ 99 ขับขี่โดย ดาวิเด โดริโก้ หรือดีเจเด สนามนี้ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมคว้าอันดับที่ 4 มาครองได้ และในรุ่น “อัลติส วันเมคเรซ” ส่งรถเข้าทำการแข่งขัน 2 คัน และสามารถคว้าถ้วยรางวัลมาหนึ่งใบคือรถหมายเลข 87 ขับโดย นิวัฒน์ กลิ่นจำปา คว้าถ้วยรางวัลอันดับ 4 ประจำสนามนี้มาครองได้

 

 

โดยทีมนี้ได้ใช้น้ำมันเครื่อง “Repsol Lubricants เบอร์ 0 W30” ทำให้เครื่องยนต์ลื่นขึ้น ออกตัวได้ดี อัตราเร่งดีขึ้น ความร้อนคงที่ ลดภาระการสึกหรอของเครื่องยนต์ได้ดี ซึ่งน้ำมันเกรดนี้เหมาะกับรถบ้านทั่วๆ ไป ทำให้ประสพความสำเร็จในการแข่งขัน

สามารถติดตามข่าวสารของน้ำมันเครื่อง “Repsol Lubricants” ได้ที่แฟนเพจเฟสบุ๊ค Repsol Lubricants Thailand หรือที่เว็ปไซค์ www.repsoloil.co.th 

“BMW 430i Coupe M Sport” และ “BMW 430i Convertible M Sport” เปิดตัวครั้งแรกในไทยที่งาน “PERFORMANCE MOTORS XPO 2017”

0

เพอร์ฟอร์แมนซ์ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) ผู้แทนจำหน่าย บีเอ็มดับเบิลยู อย่างเป็นทางการ จัดงาน PERFORMANCE MOTORS XPO 2017 พร้อมเปิดตัว BMW 430i Coupe M Sport และ BMW 430i Convertible M Sport โฉมใหม่เป็นครั้งแรกในประเทศไทย

นายธเนศร์ เพิ่มวุฒิวรนันท์ ผู้อำนวยการฝ่ายปฎิบัติการ เพอร์ฟอร์แมนซ์ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) กล่าวว่า “ในการจัดงาน Performance Motors Xpo 2017 ถือได้ว่าเป็นงานโชว์รถครั้งแรกที่ใหญ่ที่สุดของทาง เพอร์ฟอร์แมนซ์ มอเตอร์ โดยส่วนใหญ่งานจัดแสดงโชว์รถหลักๆ ที่เรามีคือ Motor Show ซึ่งจะมีการขึ้นในเดือนเมษายน , งาน BMW Expo จัดขึ้นในเดือนกันยายน และ งาน Motor Expo จัดขึ้นในเดือนธันวาคม ซึ่งทางบริษัทฯ เองนั้นก็ได้เล็งเห็นแล้วว่าน่าจะมีการจัดงาน Expo ใหญ่ๆ ขึ้นอีกสักครั้งเพื่อให้ครอบคลุม ในทุกๆ ไตรมาสของปี จึงจัดให้มีงาน Performance Motors Xpo เพิ่มอีกครั้ง”

นายธเนศร์ กล่าวเพิ่มเติม “ในส่วนของสถานที่จัดงาน ทางบริษัทฯได้เล็งเห็นแล้วว่าศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา เวสต์เกต ซึ่งเป็นประตูทางฝั่งตะวันตกและยังสามารถรองรับลูกค้าจำนวนมาก ทางด้านนี้เราจึงเลือกที่จะให้มีการจัดงานกิจกรรม Event ดีๆ เกิดขึ้นภายในฝากฝั่งนี้บ้าง สำหรับการคาดหวังในการจัดงานครั้งนี้ เนื่องจากเป็นการจัดงานใหญ่ครั้งแรกของทางบริษัทฯ อย่างแรกแรกอาจจะเป็นยอดขายที่ตั้งเป้าโดยประมาณสำหรับงานนี้อยู่ที่ประมาณ 80 คันและก็อยากทุกๆคนได้รู้จักงาน Performance Motors ได้เป็นที่รู้จักมากขึ้น”

BMW 430i Coupe M Sport

BMW 430i Coupe M Sport รถยนต์สไตล์สปอร์ตคุเป้ที่มาพร้อมความแรงจากขุมพลังบีเอ็มดับเบิลยู ทวินพาวเวอร์ เทอร์โบ เบนซิน 4 สูบ ให้กำลังสูงสุด 252 แรงม้าที่ 5,200 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 350 นิวตัน- เมตรที่ 1,450 รอบต่อนาที จึงทำให้เร่งความเร็วจากศูนย์ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 5.8 วินาที และมีความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สามารถประหยัดน้ำมันได้ถึง 15.6 กิโลเมตรต่อลิตร สนุกไปกับทุกช่วงการขับขี่กับเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ แบบ Steptronic Sport

BMW 430i Coupe M Sport ติดตั้งช่วงล่างแบบ M Sport ส่วนชุดตกแต่งพิเศษ M Sport ประกอบด้วยล้ออัลลอย M ขนาด 19 นิ้ว ลาย Double-spoke พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นหุ้มหนังแท้ดีไซน์ M เบาะหน้าแบบสปอร์ตหุ้มด้วยหนังแท้ Dakota

BMW 430i Coupe M Sport ราคา 3,799,000 บาท

BMW 430i Convertible M Sport

BMW 430i Convertible M Sport รถยนต์สปอร์ตเปิดประทุนที่มาพร้อมความหรูหราและสง่างาม ซึ่งยังได้ซ่อนความแรงที่มาพร้อมชุดแต่ง M Sport ประกอบด้วยล้ออัลลอย M ขนาด 19 นิ้ว ลาย Double-spoke เบาะหน้าแบบสปอร์ตหุ้มด้วยหนังแท้ Dakota

ขุมกำลังใช้แบบเดียวกับรุ่น 430i Coupe M Sport ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ บีเอ็มดับเบิลยู ทวินพาวเวอร์ เทอร์โบ เบนซิน 4 สูบ ให้กำลังสูงสุด 252 แรงม้าที่ 5,200 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 350 นิวตัน- เมตรที่ 1,450 รอบต่อนาที เร่งความเร็วจากศูนย์ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 6.3 วินาที และทำความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อัตราสิ้นเปลิองเชิ้อเพลิงอยู่ที่ 15.6 กิโลเมตรต่อลิตร และมีอัตราปล่อย CO2 เพียง 147 กรัมต่อกิโลเมตร ส่งกำลังเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ แบบ Steptronic Sport รวมถึงมีระบบการตัดการทำงานเครื่องยนต์โดยอัตโนมัติ

BMW 430i Convertible M Sport ราคา 4,299,000 บาท

นอกจากดาวเด่นทั้ง 2 รุ่น ภายในงานยังมีขบวนรถจากค่ายใบพัดที่มากับเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดพร้อมกับข้อเสนอสุดพิเศษดอกเบี้ย0% หรือผ่อนเริ่มต้นเพียงเดือนละ 29,000 บาท

งาน Performance Motors Xpo จัดขึ้นระหว่างวันที่ 10-16 กรกฎาคม 2560 ณ ลานกิจกรรม ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา เวสต์เกต ผู้ที่สนใจห้ามพลาด

“โตโยต้า” ส่ง “Camry 2.0 G Extremo” ลุยตลาด พร้อมติดตั้งชุดแต่งดีไซน์ใหม่ สปอร์ตหรูไม่ซ้ำใคร

0

บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด แนะนำ คัมรี 2.0G Extremo เพิ่มทางเลือกให้แก่ลูกค้าที่ชื่นชอบความโดดเด่นพิเศษ และ มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ได้รับการปรับปรุงและยกระดับความโดดเด่นด้านรูปลักษณ์ภายนอก เพิ่มอารมณ์สปอร์ตโฉบเฉี่ยว ด้วยชุดแต่งรอบคันพร้อมกระจังหน้าหรู ล้ำ สะกดทุกสายตา แต่ยังคงไว้ซึ่งสมรรถนะการขับขี่ที่คล่องตัวด้วยเครื่องยนต์ VVT-iW ที่มาพร้อมกับระบบการฉีดน้ำมันแบบ D-4S และเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีดพร้อม Sequential Shift จึงให้อัตราเร่งเต็มพลังถึง 167 แรงม้า กำลังสูงสุด 6,500 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 4,600 รอบต่อนาที รวมไปถึงระบบความปลอดภัยมาตรฐานระดับสากลที่ครบครัน

นายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า “เรามีความยินดีที่จะแนะนำคัมรี 2.0G Extremo ใหม่ที่พัฒนาเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าผู้ชื่นชอบยนตกรรมที่มาพร้อมความสมบูรณ์แบบทั้งในเรื่องของสมรรถนะ ดีไซน์ที่โดดเด่นและสะท้อนไลฟ์สไตล์เหนือระดับ ที่สำคัญคัมรี 2.0G Extremo ใหม่พร้อมสร้างความมั่นใจสูงสุดในการขับขี่ด้วยระบบความปลอดภัยอันเป็นจุดเด่นหลักของคัมรี”

 

สิ่งที่ปรับเปลี่ยนใน Toyota Camry 2.0G Extremo ได้แก่

ไฟหน้าแบบ LED Dual Projector รมดำ ส่องสว่างได้กว้างไกล ให้คุณภาพแสงที่ดีเยี่ยม ปลอดภัยสูงสุดทุกการเดินทาง

ภายนอกสปอร์ต โฉบเฉี่ยว ด้วยชุดแต่งรอบคัน สเกิร์ตกันชนหน้า ด้านข้าง กันชนหลังและ สปอยเลอร์หลัง ที่ได้รับการออกแบบใหม่อย่างมีสไตล์พร้อม ล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว ลายใหม่ ดีไซน์โฉบเฉี่ยว

ห้องโดยสารภายในสีดำ เพิ่มความทันสมัย ด้วยลายไม้ใหม่ Carbon Wood

Toyota Camry 2.0G Extremo มากับสีใหม่ 2 สี คือ สีขาวมุก…White Pearl Crystal และ สีดำ Attitude Black Mica ราคา 1,525,000 บาท ซึ่งสามารถเลือกชมได้ที่โชว์รูมผู้แทนจำหน่ายโตโยต้า 464 แห่งทั่วประเทศ

Rerun คลิปรายการ Auto World TV (9 กรกฎาคม 2560)

0

AUTO WORLD TV

วันอาทิตย์ที่ 9 กรกฎาคม 2560
เวลา 11.00 – 11.30 น. ทาง TNN 24
ดำเนินรายการโดย ภูวนาถ เผ่าจินดา
บรรณาธิการบริหาร นิตยสาร ออโต้บิลด์ ไทยแลนด์