Home Blog Page 523

ซูบารุ ฟอเรสเตอร์ 2.0i-S ปรับโฉมใหม่เพื่อเติมเต็มลุคสปอร์ต

0

เอสยูวีรุ่นสร้างชื่อ ปรับโฉมเฉี่ยว เติมเต็มความสปอร์ต ดุดัน ทั้งภายนอกและภายใน มาพร้อมขุมพลังสูบนอนขนาด 2.0 ลิตร 150 แรงม้า เกียร์อัตโนมัติซีวีที และระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบ Full Time Symmetrical AWD มากับฟังค์ชั่น X MODE ตัวช่วยอัจฉริยะใช้ในการลุย

ซูบารุ ฟอเรสเตอร์ 2.0i-S ยังคงใช้มิติตัวรถเดียวกับรุ่นก่อนด้วยขนาดความยาว 4,595 มม., กว้าง 1,795 มม. และสูง 1,735 มม. มากับน้ำหนัก 1,535 กก. รูปลักษณ์ภายนอกตกแต่งใหม่ให้ทันสมัย และ ดุดัน ติดตั้งชุดกระจัง มาพร้อมสปอยเลอร์หน้าและหลังแบบใหม่

ไฟหน้ามีระบบ SRH หรือ Steering Responsive Headlights โดยจะปรับลำแสงไปตามทิศทางและความเร็วของการหมุนพวงมาลัย มีไฟกลางวันหรือไฟDaytime แบบแอลอีดีบริเวณมุมด้านล่างของกันชน พร้อมสปอตไลต์ทรงกลม และพ่นสีกระจกมองข้างสีเทาดำแบบ Gun Metal

ภายในหุ้มแผงคอลโซลคาร์บอนไฟเบอร์ดีไซน์ใหม่ มาพร้อมเบาะนั่งหนังกลับแท้เย็บด้ายแดง อัดแน่นด้วยอุปกรณ์ครบครัน โดดเด่นด้วยการออกแบบเพดานสูงให้ความรู้สึกโล่งสบาย เปลี่ยนกระจกรอบคันให้หนาขึ้นพร้อมติดตั้งวัสดุซับเสียงทั่วห้องโดยสาร ชุดคอนโซลกลางดีไซน์สวยงามด้วยวัสดุสีดำเงาและสีเงิน รวมถึงแผงข้าง และกรอบช่องแอร์ ในส่วนคอนโซลเกียร์ตกแต่งสีดำเงาขลิบขอบสีโครเมียมพร้อมสวิตช์สั่งการเปิด-ปิดระบบ X Mode

พวงมาลัยเป็นแบบมัลติฟังค์ชั่นปรับได้ 4 ทิศทาง ติดตั้งสวิตช์ควบคุมเครื่องเสียง การรับสายโทรศัพท์ ครูสคอนโทรล และสวิตช์สั่งการระบบข้อมูลการขับขี่ ชุดแดชบอร์ดเป็นมาตรวัดทรงกลม ออกแบบเรียบหรู ระบบปรับอากาศเป็นแบบแยกส่วนสามารถปรับอุณหภูมิได้ทั้งฝั่งซ้าย และ ขวา มีหน้าจอสัมผัสซึ่งปรับแต่งเสียงสำหรับระบบให้ความบันเทิง ทำงานร่วมกับระบบ Siri Eyes Free ซึ่งเชื่อมต่อกับเครือข่ายสมาร์ทโฟนจากแอปเปิ้ล รวมถึงทำหน้าที่ควบคุมระบบนำทางด้วยการแสดงภาพจากกล้องมองหลังแบบมีเส้นกะระยะ

ฟังค์ชั่นที่ติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานเริ่มตั้งแต่ระบบ Easy Entry ทำงานร่วมกับรีโมทคอนโทรลเพื่อล็อกและปลดล็อกรถ ปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ เบาะคู่หน้าปรับไฟฟ้า ฝั่งผู้ขับมีหน่วยความจำ 2 ตำแหน่ง หน้าจอเอนกประสงค์แบบใหม่แสดงข้อมูลของระบบขับเคลื่อน อัตราสิ้นเปลือง ซึ่งสามารถปรับตั้งค่าได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส ประตูบานท้ายเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้าพร้อมหน่วยความจำ ซึ่งสั่งการจากสวิตช์ในรถและที่รีโมทคอนโทรล

ขุมพลังใช้เป็นแบบเครื่องยนต์เบนซินสูบนอนในชื่อ Subaru Boxer ขนาดความจุ 2.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 150 แรงม้าที่ 6,200 รอบต่อนาที แรงบิด 198 นิวตันเมตร ที่ 4,200 รอบต่อนาที ส่งกำลังผ่านเกียร์ LINEARTRONIC CVT พร้อมโหมด Manual +/- 6 จังหวะ และติดตั้งแพดเดิลชิฟท์ที่พวงมาลัย

ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อเป็นแบบ Full Time Symmetrical AWD เสริมตัวช่วย X MODE และระบบควบคุมการลงทางลาดชันเพื่อใช้ในสถานการณ์คับขัน รองรับด้วยระบบช่วงล่างหน้าแบบอิสระ แม็กเฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง ด้านหลังเป็นอิสระ ปีกนก 2 ชั้น พร้อมเหล็กกันโคลง

ซูบารุ ฟอเรสเตอร์ 2.0i-S มี 5 สีให้เลือก ประกอบด้วย Pure White, Silver Metallic, Dark Grey Metallic, Sepia Bronze Metallic และ Obsidian Black Metallic จำหน่ายในราคา 1,598,000 บาท

เผยโฉม BMW R nineT Urban G/S พร้อมประกาศการแข่งขัน GS Trophy Southeast Asia Qualifier 2017

0

บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย เผยโฉมบีเอ็มดับเบิลยู R nineT Urban G/S มอเตอร์ไซค์โรดสเตอร์ที่ผสมผสานดีไซน์ของมอเตอร์ไซค์สุดคลาสสิคเข้ากับเทคโนโลยีล้ำสมัยและความเชี่ยวชาญอันซับซ้อน ในงานเปิดตัวสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ณ The House on Sathorn โรงแรม W กรุงเทพฯ พร้อมประกาศการแข่งขันรอบคัดเลือก GS Trophy Southeast Asia Qualifier 2017 ใน การเฟ้นหาสุดยอดนักบิดเอ็นดูโร่จากทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อร่วมชิงชัยในการแข่งขัน International GS Trophy 2018 ที่ประเทศมองโกเลีย

มร. มาร์คุส เกลเซอร์ ผู้อำนวยการ บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย กล่าวว่า “BMW R nineT Urban G/S เป็นโมเดลที่มีสไตล์เป็นเอกลักษณ์แต่ยังคงคาแรคเตอร์ที่เราคุ้นเคย นับเป็นส่วนผสมระหว่างเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดและลุคสุดคลาสสิคที่สมบูรณ์แบบ จึงสืบทอดเจตนารมณ์ของมอเตอร์ไซค์ GS รุ่นก่อนหน้า โดยยังสามารถรักษาจิตวิญญาณออฟโรดจากอดีต และให้ความสำคัญอย่างไม่แพ้กันต่อปัจจุบันด้วยการผสมผสานเทคโนโลยีล้ำสมัยไว้ในตัว”


BMW R nineT ที่เปิดตัวโดยบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ไปในปี 2013 เป็นมากกว่าโรดสเตอร์ที่ออกแบบตามมอเตอร์ไซค์รุ่นคลาสสิค โดยบีเอ็มดับเบิลยู R nineT ได้ผสมผสานดีไซน์สุดคลาสสิคของมอเตอร์ไซค์เข้าไว้กับเทคโนโลยีอันทันสมัย ที่รังสรรค์ผ่านความเชี่ยวชาญอันซับซ้อนมาตั้งแต่เริ่มแรก

BMW R nineT Urban G/S โดดเด่นด้วยสไตล์ที่แตกต่าง แต่ยังคงเอกลักษณ์สุดคลาสสิคได้อย่างทัดเทียม ด้วยระยะเวลามากกว่า 35 ปี ที่อักษรย่อ GS กับชื่อบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด สื่อความหมายเทียบ เท่ากับความรู้สึกของอิสรภาพ และความหลงใหลในการผจญภัยด้วยรถมอเตอร์ไซค์ ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่บน ท้องถนนหรือการขับขี่ออฟโรด ยิ่งไปกว่านั้น บีเอ็มดับเบิลยู R nineT Urban G/S ยังได้ดึงเอารหัสพันธุกรรมของบีเอ็มดับเบิลยู R 80 G/S รุ่นแรกในตำนานจากยุค 80 พร้อมปรับแต่งให้เข้ากับยุคสมัยด้วยเทคโนโลยีปัจจุบัน ภายใต้รูปลักษณ์เอ็นดูโร่สุดคลาสสิคของมอเตอร์ไซค์บีเอ็มดับเบิลยูที่มาคู่กับเครื่องยนต์บ๊อกเซอร์

BMW R nineT Urban G/S มาพร้อมกับเครื่องยนต์บ๊อกเซอร์ ระบายความร้อนด้วยอากาศและน้ำมัน ขนาดเครื่องยนต์ความจุ 1,170 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 81 กิโลวัตต์หรือ 110 แรงม้า สั่งงานด้วยเกียร์ 6 สปีด โดยถูกออกแบบให้ลดอัตราการปล่อยมลภาวะตามเกณฑ์ EU4 pollutant class ระบบไอเสียสแตนเลสมาพร้อมกับท่อไอเสียที่วางตำแหน่งไว้ด้านซ้าย สะท้อนสไตล์คลาสสิคอันคุ้นตา

BMW R nineT Urban G/S มาพร้อมกับล้อแบบซี่ลวด ล้อหน้าขนาดใหญ่กว่า 19 นิ้ว และยางออฟโร้ด 120/70 ZR 19 ตอบโจทย์ลุคสไตล์เอ็นดูโร่ที่เป็นที่รู้จักกันดีของมอเตอร์ไซค์รุ่นคลาสสิค เข้าคู่อย่างสมบูรณ์แบบกับล้อหลัง 17 นิ้ว พร้อมยาง 170/60 ZR 17 มอเตอร์ไซค์บีเอ็มดับเบิลยูบ๊อกเซอร์รุ่นนี้ ยังมาพร้อมกับออปชั่นยางออฟโรดดอกลึก (รุ่นมาตรฐาน: ยางถนน) รวมไปถึงล้อซี่ลวด (filigree wired-spoke wheels) ที่ช่วยยกระดับสไตล์อันคลาสสิคให้เด่นชัดยิ่งขึ้นด้วยคาลิเปอร์ 4 ลูกสูบ สายเบรกหุ้มโลหะ และดิสเบรกที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 320 มิลลิเมตร จึงทำให้ระบบเบรก ABS ประสิทธิภาพสูงทำการลดความเร็วได้อย่างดีเยี่ยมและมั่นคง

สามเหลี่ยมแห่งสรีรศาสตร์จาก Urban G/S ช่วยให้ผู้ขี่รู้สึกคล่องตัว เสริมความมั่นใจบนท้องถนน ไม่ว่าจะเป็นแฮนด์ที่ยกสูงขึ้นเล็กน้อย พื้นผิวที่นั่งที่ยาวและลึกขึ้น ที่พักเท้าหลังที่มีขนาดกว้างขึ้น ล้วนส่งผลให้เกิด ประสบการณ์การขับขี่ที่ผ่อนคลายและเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจยิ่งกว่า ด้านความสูงมาตรฐานของที่นั่งประจำซีรีส์นี้อยู่ที่ 850 มม.

R nineT Urban G/S มีรูปลักษณ์ที่ถอดแบบมาจากมอเตอร์ไซค์รุ่นพี่ ทั้งยังคงคอนเซ็ปต์โทนสีเอาไว้โดยไม่ได้ปรับเปลี่ยนแต่อย่างใด เช่นเดียวกับเมื่อ 35 ปีที่แล้ว ถังน้ำมันและบังโคลนด้านหน้ายังมาใน สีขาว Lightwhite non-metallic อันโดดเด่น เข้าคู่กับหน้ากากไฟหน้า ที่ออกแบบมาตามสไตล์มอเตอร์ไซค์บีเอ็มดับเบิลยู GS ของยุคนั้น

R nineT Urban G/S ยังมาพร้อมกับการตกแต่งแบบดั้งเดิม ด้วยสองโทนสีน้ำเงินบนถังน้ำมัน และที่นั่งสำหรับสองคนสีแดงสว่าง ซึ่งเป็นการตีความคู่สีที่สื่อถึงบีเอ็มดับเบิลยูมอเตอร์สปอร์ตในปีก่อนๆ นอกจากนั้นเฟรมสีดำยังสะท้อนภาพในอดีตได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

แผงหน้าปัดถูกออกแบบให้เข้ากับหน้ากากไฟหน้าอย่างกลมกลืน ประกอบด้วยมาตรวัดความเร็วทรงกลมแบบอนาล็อก ไฟสัญลักษณ์ และหน้าจอ LCD สองแถว รายละเอียดหรูหรายังเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของ R nineT Urban G/S ที่รวมไปถึงอะไหล่อลูมิเนียมต่างๆ เช่น fork bridge แคลมป์จับแฮนด์อลูมิเนียม และอื่นๆ อีกมากมาย

ไม่ว่าคุณจะต้องการลุคแบบออฟโรดหรือความรู้สึกแบบย้อนยุค R nineT Urban G/S สามารถนำเสนอความเป็นไปได้อย่างแทบไม่มีที่สิ้นสุด โดยสามารถนำอานหลังออกเพื่อปรับแต่งให้เหลือเพียงที่นั่งเดียว ทั้งยังมีชุดแต่งออริจินัลจากบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ที่คัดสรรมาให้เลือก ไม่ว่าจะเป็นแครชบาร์ กันล้มป้องกันเครื่องยนต์ และกระจังครอบไฟหน้า

BMW R nineT Urban G/S พร้อมจำหน่ายแล้ววันนี้ ในราคา 975,000 บาท ณ ผู้จำหน่ายบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราดทั่วประเทศ

มร. มาร์คุส เกลเซอร์ กล่าวเสริม “บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย ยังมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งในการประกาศการแข่งขัน GS Trophy Southeast Asia Qualifier 2017 โดยการแข่งขันรอบคัดเลือกนี้จะค้นหาสุดยอดนักบิดจากไทยเพียงหนึ่งเดียว เพื่อเข้าร่วมทีมตัวแทนจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปแข่งขันในรายการ International GS Trophy 2018 ที่ประเทศมองโกเลีย ซึ่งนอกจากจะเป็นการประชันความเร็วแล้ว การแข่งขันมอเตอร์ไซค์ระดับสูงนี้ยังเป็นบททดสอบในด้านทักษะการขับขี่ ทีมเวิร์ค และความแข็งแกร่งของร่างกายและจิตใจอีกด้วย”

International GS Trophy เป็นการแข่งขันมอเตอร์ไซค์เอ็นดูโร่ระดับโลกซึงจัดขึ้น 2 ปีครั้ง โดยผู้เข้าแข่งขันจะต้องเอาชนะบททดสอบที่หลากหลายด้วยมอเตอร์ไซค์บีเอ็มดับเบิลยู GS ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่ในสภาพพื้นผิวอันท้าทายหรือทักษะการทำงานเป็นทีม โดยการแข่งขันรอบคัดเลือกระดับภูมิภาคตลอดทั้งปี 2017 จะนำทางไปสู่การแข่งขันระดับนานาชาติใน International GS Trophy 2018 สำหรับในประเทศไทยนั้น การแข่งขัน GS Trophy Qualifier 2017 รอบคัดเลือก จะจัดขึ้นในวันที่ 1-2 กันยายน พ.ศ. 2560 ณ คีรีมายา รีสอร์ท เขาใหญ่ โดยรับสมัครสิงห์นักบิด GS เพียง 100 คน เพื่อคัดเลือกตัวแทนจากประเทศไทยเพียง 1 คน ไปเข้าร่วมทีมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในการแข่งขัน International GS Trophy 2018 ที่ประเทศมองโกเลีย พร้อมเตรียมสัมผัสภูมิประเทศตระการตาและหลากหลายบททดสอบเอ็นดูโร่แสนท้าทาย ผู้สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและสมัครผ่านทางออนไลน์ได้ที่ www.bmw-motorrad.co.th/gstrophy2017 หรือผ่านทาง Line ที่ @gstrophysea2017 หรือที่เบอร์โทร 097-202-7239 วันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 09.00 – 18.00 น. ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์

ขับ “มิตซูบิชิ มิราจ ใหม่” แวะกินผลไม้ เที่ยวสวนละไม จ.ระยอง

0

ทริพนี้เป็นการเข้าร่วมเดินทางทดสอบสมรรถนะของรถยนต์อีโค่คาร์ จากค่ายมิตซูบิชิ ทั้ง “มิราจ” และ “แอททราจ” ที่ได้รับการตกแต่งใหม่ ทั้งในด้านการเติมเต็มภาพลักษณ์สไตล์สปอร์ต รวมถึงเพิ่มเติมประโยขน์การใช้งานจากออฟชั่นที่นำมาติดตั้งในตัวรถเป็นครั้งแรก แต่มีอะไรที่ได้รับการติดตั้งใหม่ และสมรรถนะการขับขี่จะน่าประทับใจขนาดไหน ติดตามได้เลยครับ

รถที่ใช้เดินทางในครั้งนี้มีด้วยกัน 2 รุ่น ได้แก่ มิตซูบิชิ มิราจ และ แอททราจ รุ่นปี 2017 โดยแบ่งออกเป็นรุ่นละ 3 คัน และให้ผู้เข้าร่วมทดสอบกระจายออกไปนั่งคันละ 3 คน สำหรับรถคันที่ผมได้ใช้เป็นพาหนะ คือ มิราจ รุ่นท๊อฟไลน์ หรือชื่ออย่างเป็นทางการ คือ มิตซูบิชิ มิราจ จีแอลเอส-แอลทีดี ซึ่งได้รับการปรับปรุงภาพลักษณ์ภายนอกให้ต่างไปจากเดิมคือในส่วนของโคมไฟและกันชนหน้าที่ตกแต่งชุดไฟแบบ แอลอีดี

ในส่วนของมุมมองท้ายรถได้รับดีไซน์กันชนหลังและออกแบบไฟท้ายใหม่ มาพร้อมกับสปอยเลอร์หลังคาซึ่งมีไฟเบรคดวงที่สาม นอกจากนี้ยังได้รับการติดตั้งล้ออัลลอยสีทูโทนขนาด 15 นิ้ว หุ้มยาง 175-55

ห้องโดยสารภายในได้รับการตกแต่งให้ดูสปอร์ตด้วยการใช้เบาะหนังสีดำเย็บด้ายแดง พร้อมกับเติมเต็มประโยชน์ใช้สอยในด้านของการติดตั้งระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ ครูสคอนโทรล บริเวณพวงมาลัย ที่คอนโซลกลางติดตั้งระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 6.5 นิ้ว ที่มากับฟีเจอร์ Apple Carplay และได้ทำการเปลี่ยนตำแหน่งของช่องต่ออุปกรณ์ USB ใหม่ เพื่อสะดวกต่อการใช้งาน

ขุมกำลังมาจากเครื่องยนต์เบนซินขนาด 3 สูบ ดับเบิลโอเวอร์เฮดแคมชาร์ฟ ไมเวค 12 วาล์ว ขนาดความจุ 1,193 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 78 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 100 นิวตันเมตรที่ 4,000 รอบ ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ INVECS-III CVT

ด้านความปลอดภัยนอกจากถุงลมนิรภัยคู่หน้า ระบบเบรกเอบีเอส ระบบเสริมแรงเบรก BA ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว และระบบป้องกันการลื่นไถล ยังมีในส่วนของความปลอดภัยเชิงปกป้องอย่างระบบเตือนการชนด้านหน้าพร้อมระบบช่วยชะลอวามเร็วที่ความเร็วต่ำ ระบบตัดกำลังเครื่องยนต์ชั่วณะ เมื่อเหยียบคันเร่งอย่างรุนแรงและรวดเร็วและระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน

กิจกรรมนี้เริ่มออกเดินทางจากร้านอาหารเบลคแอนด์พาร์ค ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิต์ มุ่งหน้าไปยังทางด่วนบูรพาวิถี ก่อนแวะพักรถช่วงเส้นเลี่ยงเมืองชลบุรี แล้วจึงเดินทางต่อไปยัง “สวนละไม” อาณาจักรผลไม้ท่ามกลางขุนเขา ณ จ.ระยอง

การเดินทางช่วงแรกจะใช้ทางด่วนซะส่วนใหญ่ รถ 1 คัน ผู้ร่วมเดินทางคันละ 3-4 ท่าน เนื่องจากรถในสไตล์อีโค่คาร์ เครื่องยนต์มีขนาดควาจุไม่ถึง 1.2 ลิตร เมื่อรวมกับน้ำหนักบรรทุกของผู้โดยสารอาจจะทำให้รถคันนี้ดูแบกรับภาระเยอพอสมควร และระบบช่วงล่างอาจจะนิ่มไปสักนิด และค่อนข้างหวิวเล็กน้อย สาเหตุน่าจะมาจากหน้ายางขนาด 175-55 ที่สัมผัสกับพื้นถนน ได้ค่อนข้างน้อย

เสียงลมที่เข้ามารบกวนในห้องโดยสารจะเริ่มมีมาเมื่อความเร็วสักประมาณ 110 กม./ชม.ส่วนนี้ถือว่าเป็นเสียงเร็ดรอดมาที่ความเร็วที่รับได้ และสำหรับการเดินทางไกล ตัวช่วยอย่าง ครูสคอนโทรล จึงเข้ามามีบทบาท เพื่อช่วยรักษาความเร็วและลดอาการเมื่อยล้าจากการขับขี่ได้พอประมาณ


รถคันนี้มีสิ่งที่โดดเด่นไม่แพ้คู่แข่ง นั่นคือความบันเทิงจากระบบเครื่องเสียงที่มาพร้อมกับฟีเจอร์ Apple Carplay ซึ่งสามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนระบบ IOS สามารถดาว์นโหลดบทเพลงไว้ฟังเพื่อความเพลิดเพลินได้ตลอดการเดินทาง

เราใช้เวลาเดินทางราว 2 ชั่วโมงครึ่ง จากศุนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิต์ ก็มาถึงยัง สวนละไม อาณาจักรผลไม้ นานาพันธุ์ ตั้งอยู่บนพื้นที่ 500 ไร่ ท่ามกลางขุนเขา ของ อ.วังจันทร์ จ.ระยอง โดยมีการจัดวางผังปลูกผลไม้แต่ละชนิดอย่างเป็นระบบ และมีผลไม้ไว้คอยต้อนรับนักท่องเที่ยว อาทิ ทุเรียน เงาะ มังคุด ส้มโอ ชมพู่ ลำไย สละแก้วมังกร ลองกอง มะเฟือง มะยงชิด องุ่น ซึ่งผู้มาเยือนจะสนุกกับบรรยากาศ และเพลิดเพลินไปกับการเก็บผลไม้สดๆ จากต้น ซึ่งมีรถบริการเข้าชมสวน พร้อมเจ้าหน้าที่ให้ความรู้และข้อมูลตลอดการรับชม

สำหรับการเดินทางทดสอบสมรรถนะของ มิตซูบิชิ มิราจ ใหม่ ในครั้งนี้ อาจมีความแตกต่างจากรูปลักษณ์ภายนอกไม่มากเท่าที่ควร แต่สิ่งที่เพิ่มเติมเข้ามานั่นคือความสปอร์ตจากชุดแต่ง และการทดสอบบนระยะทางไกลอาจไม่ได้ตอบโจทย์การเดินทางสำหรับรถในประเภทอีโค่คาร์ได้เท่าที่ควร แต่ฟีเจอร์ที่ได้รับการติดตั้งมาใหม่อย่าง Apple Carplay รวมถึงห้องโดยสารที่เก็บเสียงได้ค่อนข้างเงียบ ก็ทำให้เกิดสุนทรีย์แห่งการเดินทาง และผ่อนคลายได้ในอีกรูปแบบหนึ่ง

Rerun คลิปรายการ Auto World TV (25 มิถุนายน 2560)

0

AUTO WORLD TV

วันอาทิตย์ที่ 25 มิถุนายน 2560
เวลา 14.30 – 15.00 น. ทาง TNN 24
ดำเนินรายการโดย ภูวนาถ เผ่าจินดา
บรรณาธิการบริหาร นิตยสาร ออโต้บิลด์ ไทยแลนด์

“Audi R8 Coupé V10” จ่อคิวเข้าไทย ในราคาเริ่มต้น 18.999 ล้านบาท

0

บริษัท ไมซ์สเตอร์ เทคนิค จำกัด หรือ ออดี้ ประเทศไทย ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการให้เป็นผู้นำเข้าและจำหน่าย พร้อมจัดพิธีเปิดโชว์รูมรถยนต์ ออดี้ อย่างเป็นทางการไปเมื่อช่วงต้นปี และล่าสุด ออดี้ ประเทศไทย ได้สร้างสีสันให้กับวงการรถยนต์ของประเทศไทยอีกครั้งในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ด้วยการจัดกิจกรรมทดสอบขับบนเส้นทางสุดคลาสสิก กรุงเทพฯ-หัวหิน เพื่อเปิดโอกาสให้ทัพสื่อมวลชนได้สัมผัสกับยนตรกรรมจาก ออดี้ แบบใกล้ชิดกันครบทุกรุ่น เริ่มตั้งแต่ Audi Q2, Q3, Q7, A4, A5 Coupé จนถึงสปอร์ตคูเป้อย่าง TT Coupé ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 10 ปีที่ได้มีการจัดกิจกรรมลักษณะดังกล่าวนี้ด้วยรถยนต์ ออดี้ ในประเทศไทย

โดยผลการทดสอบในกิจกรรมดังกล่าวฯ เหล่าสื่อมวลชนต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่ารถยนต์ ออดี้ ทุกรุ่นมีรูปลักษณ์ดีไซน์ที่โดดเด่น เพียบพร้อมด้วยสมรรถนะการขับขี่ที่ดีเยี่ยม และยังมาพร้อมกับเครื่องยนต์ที่ทรงพลัง ทว่าอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ตลอดจนเทคโนโลยีต่างๆ ที่ช่วยให้การขับขี่และการโดยสารมีความสะดวกสบายและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Audi A5 Coupé, Q7 และ TT Coupé ส่วน ออดี้ รุ่นอื่นๆ ก็มีสมรรถนะและเทคโนโลยีที่เหนือกว่าคู่แข่งในตลาดด้วยเช่นเดียวกัน

นายกฤษณะกร เศวตนันทน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวว่า “จากเสียงตอบรับจากกิจกรรมทดสอบขับของเหล่าสื่อมวลชน ส่งผลให้คณะผู้บริหารและทีมงาน ออดี้ ประเทศไทย ทุกคนต่างมีความเชื่อมั่นและมั่นใจในการทำตลาดรถยนต์ ออดี้ ในประเทศไทย มากยิ่งขึ้น โดยได้มีการเตรียมแผนงานที่จะเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง กอปรกับทางบริษัทฯ ยังได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่ในทุกๆ ด้านจากสำนักงานใหญ่อย่าง ออดี้ เอจี ประเทศเยอรมนี ที่พร้อมจะผลักดันให้ ออดี้ ประเทศไทย เป็นศูนย์กลางของภูมิภาคในอนาคต จึงมีมติและอนุมัติให้มีการเปิดตัวรถเอนกประสงค์ เอสยูวี รุ่นใหม่ พร้อมทั้งยังอนุมัติให้มีการเพิ่มเครื่องยนต์ดีเซลเป็นอีกหนึ่งทางเลือกเพิ่มเติมให้แก่ลูกค้า ในรถยนต์บางรุ่นที่มีการจำหน่ายอยู่แล้วในปัจจุบันอีกอย่างน้อย 2-3 รุ่น”

นายกฤษณะกร กล่าวเสริม “สำหรับการทำตลาดผลิตภัณฑ์ในครึ่งปีหลังนี้ ทางบริษัทฯ มีแผนงานที่จะเปิดตัวรถรุ่นใหม่ และเน้นการทำตลาดสุดยอดซูเปอร์คาร์อย่าง Audi R8 Coupé เพิ่มมากขึ้น โดยที่ลูกค้าสามารถสั่งจองและรับซูเปอร์คาร์คันดังกล่าวฯ ได้ภายในสิ้นปีนี้ เพื่อตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นและความตั้งใจในการนำเสนอความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ รวมถึงเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้ารถยนต์ ออดี้ ในประเทศไทย โดยลูกค้าที่สั่งจองซุปเปอร์คาร์รุ่นดังกล่าวฯ ยังได้รับการประกันคุณภาพนาน 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร และบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน ROADSIDE ASSISTANCE 24 ชั่วโมง ตลอดระยะเวลา 5 ปี อีกด้วย”

Audi R8 Coupé แรงด้วยเครื่องยนต์ขนาด 5.2 ลิตร แบบ V10 ให้กำลังสูงสุด 540 แรงม้า (hp) แรงบิดสูงสุด 540 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์ S tronic 7 สปีด พร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ quattro โครงสร้างของตัวรถผลิตมาจาก Carbon-fiber Reinforced Polymer (CFRP) ซึ่งมีน้ำหนักเบา ช่วยรักษาน้ำหนักไว้ที่ 1,640 กิโลกรัม สามารถทำอัตราเร่งความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลา 3.5 วินาที ความเร็วสูงสุดที่ 320 กม./ชม. มีราคาแนะนำเริ่มต้นที่ 18.999 ล้านบาท

ด้วยความมุ่งมั่นในการดำเนินงานของ ออดี้ ประเทศไทย ผู้บริหารและทีมงานต่างทุ่มเทอย่างหนักเพื่อเตรียมความพร้อมทั้งในด้านกลยุทธ์และนโยบายของทุกส่วนงานภายใต้แนวคิด “Trustworthy Innovation” เพื่อให้ลูกค้า ออดี้ ชาวไทยทุกคนได้มั่นใจได้ว่า การบริหารงานและการให้บริการของ ออดี้ ประเทศไทย จะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อการสร้างและส่งมอบประสบการณ์ที่เปี่ยมด้วยคุณภาพสูงสุดให้แก่ลูกค้าทุกท่าน

“รอยัล เอนฟิลด์” ร่วมกับ “ซินโรจา มอเตอร์ไซเคิล” เปิดตัวรถจักรยานยนต์คัสตอม 2 คันที่เทศกาล วีลส์แอนด์เวฟส์ 2017

0

รอยัล เอนฟิลด์ ต่อยอดชื่อเสียงระดับตำนานด้านการตกแต่งและการแสดงออกด้วยการจับมือกับ ซินโรจา มอเตอร์ไซเคิล เปิดตัวหิมาลายัน แบรต และเซิร์ฟ เรเซอร์ ที่ใช้รุ่นคอนติเนนทัล จีที และหิมาลายันเป็นต้นแบบ

รอยัล เอนฟิลด์ แบรนด์รถจักรยานยนต์คลาสสิคสัญชาติอังกฤษที่เก่าแก่ที่สุดที่มีการผลิตต่อเนื่องยาวนานจนถึงปัจจุบัน เปิดตัวรถจักรยานยนต์คัสตอมใหม่ 2 คันที่งานเทศกาล วีลส์แอนด์เวฟส์ (Wheels and Waves) ครั้งที่ 5 ซึ่งเป็นงานแสดงรถจักรยานยนต์และกิจกรรมโต้คลื่นระดับแลนด์มาร์คของยุโรป จัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-18 มิถุนายน ที่ผ่านมา ในเมืองบีอาร์ริตซ์ ประเทศฝรั่งเศส

ในปีนี้ ได้จัดแสดงรถจักรยานยนต์รุ่นพิเศษ 2 คัน คือ “เซิร์ฟ เรเซอร์” (Surf Racer) และ “เจนเทิลแมน แบรต” (Gentleman Brat) รวมถึงรถจักรยานยนต์รุ่นอื่นๆ พร้อมอุปกรณ์เสริมอีกมากมาย เทศกาล Wheels and Waves คือแหล่งรวมทุกอย่างสำหรับจักรยานยนต์ การปรับแต่งมอเตอร์ไซค์ ทั้งยังเป็นแหล่งรวมตัวของนักขี่ ฮิปสเตอร์ และไลฟ์สไตล์ริมชายหาด โดยมีผู้ร่วมจัดงานและผู้เยี่ยมชมงานมากกว่า 15,000 คน ใน 4 สถานที่จัดงานตลอดระยะเวลา 5 วันเต็ม เทศกาลนี้กลายเป็นสะพานที่เชื่อมต่อความหลากหลายของโลกแห่งจักรยานยนต์เข้ากับวัฒนธรรมการเล่นสเก็ตและโต้คลื่นผ่านปรัชญา เสียงเพลง และสไตล์ที่โดดเด่น

สำหรับเทศกาล Wheels and Waves ในปีนี้ รอยัล เอนฟิลด์ ได้เผยมอเตอร์ไซค์คัสตอมใหม่ล่าสุดที่ร่วมมือกับสำนักแต่งรถซินโรจา มอเตอร์ไซเคิลส์ (Sinroja Motorcycles) ในเมืองเลสเตอร์ ประเทศอังกฤษ รถจักรยานยนต์ของรอยัล เอนฟิลด์นั้น ได้รับการยกย่องมาอย่างยาวนานว่าเป็นพื้นฐานสำหรับการตกแต่งและการแสดงออกถึงตัวตนของผู้ขี่ เอกลักษณ์การออกแบบที่มีสไตล์เรียบง่าย ไม่หวือหวาจนสร้างชื่อเสียงมาหลายทศวรรษนั้น ได้จุดประกายให้นักออกแบบสร้างสรรค์รถจักรยานยนต์ทั่วโลกให้แสวงหานวัตกรรมการตกแต่งรูปแบบใหม่ ซึ่งสอดคล้องกับปรัชญาการพัฒนารถจักรยานยนต์ที่รอยัล เอนฟิลด์ยึดถือมาอย่างยาวนานที่จะเป็นพื้นฐานรองรับการต่อยอดให้ผู้ขับขี่แต่ละคนแสดงออกซึ่งตัวตนที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

อรุณ โกปาล ประธานฝ่ายธุรกิจต่างประเทศ รอยัล เอนฟิลด์ อธิบายถึงวิถีชีวิตที่ผูกพันธ์กับรถจักรยานยนต์ของรอยัล เอนฟิลด์ว่า “รถจักรยานยนต์รอยัล เอนฟิลด์ได้กลายเป็นสื่อกลางสำหรับการแสดงออกถึงตัวตนของผู้ขับขี่และนักออกแบบตกแต่งทั่วโลก ปัจจุบันระบบนิเวศของการออกแบบและการแสดงออกของผู้ขับขี่มีขอบเขตที่กว้างขวางมากขึ้น ซึ่งรอยัล เอนฟิลด์มีความมุ่งมั่นที่จะเป็นศูนย์กลางของระบบนิเวศนี้ รถจักรยานยนต์ของเราไม่เพียงมอบโอกาสให้ผู้ขับขี่ได้แสวงหาหนทางใหม่เพื่อการเดินทางค้นหาตนเองเท่านั้น แต่รถจักรยานยนต์ที่มีความเรียบง่ายของเรายังจุดประกายให้สิงห์นักบิดสามารถเชื่อมโยงกับตัวรถได้อย่างใกล้ชิดผ่านการออกแบบ ตกแต่งตัวรถในเอกลักษณ์เพื่อสื่อความเป็นตัวของตัวเอง ซึ่งในตอนนี้ ชุมชนนักบิดและนักสร้างสรรค์รถคัสตอมสะท้อนวิถีชีวิตดังกล่าวผ่านการสร้างสรรค์ไอเดียที่เกี่ยวกับรถจักรยานยนต์ที่มีความเฉียบแหลมมากขึ้น”

เซิร์ฟ เรเซอร์
เซิร์ฟ เรเซอร์ (Surf Racer) คือการตีความรถจักรยานยนต์คอนติเนนทัล จีที รถสไตล์คาเฟ่เรเซอร์โดยมีหาดทรายและแสงแดดเป็นแรงบันดาลใจ เซิร์ฟ เรเซอร์ได้รับการสร้างสรรค์บนเค้าโครงของ รอยัล เอนฟิลด์ คอนติเนนทัล จีที และถูกปลดเปลื้องสู่แก่นแท้ของรถสไตล์คาเฟ่เรเซอร์ที่เป็นสไตล์การแข่งขันรถที่มีน้ำหนักเบามากแบบย้อนยุค

 

หัวใจของการขับเคลื่อนอยู่ที่เครื่องยนต์ลูกสูบเดี่ยว 535 ซีซี ที่ได้รับการปรับแต่งใหม่และเพิ่มแคมชาฟท์ที่มีระยะยกสูงขึ้น กระบอกสูบถูกกลึงเพื่อกำลังอัดที่สูงกว่าเดิมและใช้ท่อร่วมไอดีใหม่ อากาศจะถูกดูดผ่านชุดคาร์บูเรเตอร์เดลลอร์โต ขณะที่ก๊าซเสียจะถูกระบายออกสู่ท่อไอเสียใต้เบาะแบบ “ไอพ่น” เซิร์ฟ เรเซอร์ มีแฟริ่งครึ่งส่วนที่อยู่เหนือล้อขนาด 17 นิ้ว พร้อมช็อกอัพหัวกลับและช็อกอัพหลังใต้เครื่องยนต์ที่พร้อมจะเปลี่ยนนักบิดให้พุ่งทะยานได้อย่างรวดเร็วราวกระสุน

การออกแบบที่เรียบง่ายผสมผสานกับกราฟฟิกที่โดดเด่นสะดุดตาด้วยสไตล์ที่สวยงามด้วยกรรมวิธีแบบงานศิลปะสู่มรดกที่ถ่ายทอดมาจากการแข่งขัน พร้อมตอกย้ำความโดดเด่นด้วยการใช้วัสดุพรีเมียมและการตกแต่งขั้นสูงที่เป็นเอกลักษณ์ของซินโรจาทำให้รถรุ่นนี้เป็นยิ่งกว่ารสนิยมที่เหนือระดับ เซิร์ฟ เรเซอร์ คือเครื่องจักรที่สมบูรณ์แบบสำหรับการท้าทายกับช่วงเวลาอาทิตย์อัสดง

เจนเทิลแมน แบรต
เจนเทิลแมน แบรต (Gentleman Brat) คือรถจักรยานยนต์คัสตอมที่พัฒนาบนพื้นฐานของรุ่นหิมาลายัน รถจักรยานยนต์เพื่อการผจญภัยรุ่นใหม่ล่าสุดของรอยัล เอนฟิลด์ ด้วยเป้าหมายเพื่อฉีกกรอบไอเดียใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์การขับขี่ที่สนุกสนาน รถจักรยานยนต์คัสตอมเหมาะสำหรับทั้งการขับขี่ล้อคลื่นทะเลและการจอดอยู่หน้าร้านอาหารที่มีระดับริมชายหาด หิมาลายันคือยานพาหนะเพื่อการผจญภัย

เจนเทิลแมน แบรต ยังรักษาจิตวิญญาณการลุยไปได้ทุกที่ไว้เช่นเดิมแต่ถอดส่วนที่ไม่จำเป็นออกเพื่อให้เป็นเครื่องจักรที่ดูแน่น กะทัดรัด และมีความดิบ มาพร้อมล้อขนาด 16 นิ้ว และแก้มยางหนาขอบขาวที่เพิ่มภาพลักษณ์ความบึกบึน ตัวถังสีครีมสลับเทาเขม่ารวมความทนทานและความประณีตเข้าไว้ด้วยกัน ช่วงล่างได้รับการอัพเกรดใหม่เพื่อเพิ่มศักยภาพ ขณะที่การเติมแต่งรายละเอียดที่ไร้ที่ติ มาพร้อมหนังพรีเมียมและการตกแต่งด้วยอลูมิเนียมขึ้นรูปช่วยเพิ่มความหรูหราและแต่งเติมอารมณ์ขันได้อย่างลงตัว

“Ford Smart Navi Race” ตัวช่วยขับขี่ ปลอดภัย และ ทันสมัย

0

ฟอร์ด ประเทศไทย จัดกิจกรรม Ford Smart Navi Race ชวนสื่อมวลชนร่วมแข่งขันการค้นหาสถานที่แปลกใหม่ ไปกับ เทคโนโลยีช่วยในการขับขี่ใหม่ล่าสุด “ระบบแผนที่นำทางแบบสามมิติ” (Navigation System) ในฟอร์ด เรนเจอร์ ไวลด์แทรค และ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ รุ่นปี 2017 เพื่อสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่สะดวกสบายและปลอดภัยอย่างล้ำสมัย

 

ตลอดกิจกรรม Ford Smart Navi Race สื่อมวลชนได้สนุกสนานไปกับการแข่งขันค้นหาสถานแปลกใหม่ๆ จากคำใบ้ที่ได้รับ ด้วยการใช้ระบบแผนที่นำทางแบบสามมิติ (Navigation System) ที่มีกราฟฟิคสวยงาม ใช้งานง่าย ด้วยหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว บนระบบซิงค์ 3 และสามารถเลือกใช้คีย์บอร์ดและเสียงนำทางได้หลายภาษารวมทั้งภาษาไทย โดยมาพร้อมเมนูที่ใช้งานง่าย ตัวอักษรใหญ่ มองเห็นชัดเจน และมีการแบ่งหมวดหมู่อย่างเป็นระเบียบ เพื่อช่วยให้การค้นหาสถานที่ต่างๆ เป็นไปได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว

ระบบแผนที่นำทาง จะแสดงผลตึกแบบ 3 มิติ ในเมืองใหญ่ เพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่เข้าใจถึงตำแหน่งที่อยู่ได้ง่ายขึ้น อีกทั้ง คำนวณระยะเวลาการเดินทางตั้งแต่เริ่มต้นไปจนถึงจุดหมายให้ พร้อมแสดงป้ายนำทาง การเลี้ยวของช่องจราจร และแนะนำช่องทางให้ผู้ขับขี่ได้ทราบล่วงหน้า ทั้งนี้ ผู้ใช้งานสามารถเลือกเส้นทางที่ต้องการหลีกเลี่ยงและกำหนดจุดแวะพักได้ เพื่อความประหยัดเวลา ปลอดภัย และสะดวกสบายสูงสุด

นอกจากระบบแผนที่นำทางแล้ว สื่อมวลชนยังได้ทดสอบเทคโนโลยีช่วยขับขี่อัจฉริยะ (Advanced-Driving Assist Technology) อื่นๆ อีกมากมายในฟอร์ด เรนเจอร์ ไวลด์แทรค และ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ รุ่นปี 2017

ไม่ว่าจะเป็น ระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติ (Adaptive Cruise Control) ที่คอยควบคุมความเร็วแบบอัตโนมัติ เพื่อให้รถอยู่ห่างจากรถคันหน้าในระยะที่ปลอดภัยตามความเร็วที่ตั้งไว้ ระบบเตือนการชนด้านหน้า (Forward Collision Warning System) ที่ช่วยลดความเสียหายจากการกระแทกหรือหลีกเลี่ยงโอกาสการชน ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง (Lane Keeping System) ที่ทำงานร่วมกับกล้องที่ติดตั้งบริเวณหน้ารถ รวมไปถึง ระบบแจ้งเตือนการขับขี่ (Driver Alert System) ซึ่งจะส่งสัญญาณแจ้งเตือนเมื่อตรวจพบว่าผู้ขับขี่มีอาการเหนื่อยล้า ทำให้มั่นใจได้ว่าทุกการขับขี่จะเป็นไปอย่างปลอดภัยไร้กังวล

ระหว่างการเดินทาง สื่อมวลชนได้มีโอกาสเยี่ยมชม “ช่างชุ่ย” อาณาจักรศิลปะอันกว้างใหญ่ ที่รวบรวมทั้งอาร์ตแกลเลอรี่ โรงละคร โรงฉายหนังขนาดย่อม คาเฟ่ ร้านอาหาร ร้านหนังสือ และสถานที่แห่งความคิดสร้างสรรค์ไว้มากมาย พร้อมพูดคุยกับ คุณลิ้ม สมชัย ส่งวัฒนา ผู้ก่อตั้งช่างชุ่ย ถึงความเป็นมาของดินแดนแห่งความสร้างสรรค์อันไร้ขีดจำกัดนี้

ต่อมาสื่อมวลชนได้ใช้ระบบแผนที่นำทาง เพื่อค้นหาสถานที่ปริศนาสุดท้ายของกิจกรรม ซึ่งคือ โครงการ Yarden Yenakart ที่รวมทั้งร้านอาหารสไตล์ไทย – อิตาเลียน แสนอร่อยอย่างร้านอากาศ บิสโทร แอนด์ บาร์ (AKART Bistro & Bar) และร้านคาเฟ่สุดเก๋ อย่าง Coffee Craftsman x Yarden เข้าไว้ด้วยกัน โดยที่นี่ตกแต่งด้วยการผสมผสานสถาปัตยกรรมทั้งแบบเก่าและร่วมสมัยไว้ในร้านอาหารสไตล์บ้านไม้เก่าอันแสนเงียบสงบ แถวเย็นอากาศ ย่านสาทร จากนั้นคณะสื่อมวลชนจึงเดินทางกลับโรงแรม W Bangkok Hotel

นางสาวศุภรางศุ์ อนุชปรีดา ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว “กิจกรรม Ford Smart Navi Race นี้ จัดขึ้น เพื่อแนะนำเทคโนโลยีช่วยในการขับขี่ใหม่อย่างระบบแผนที่นำทางแบบสามมิติ ที่ติดตั้งในฟอร์ด เรนเจอร์ ไวลด์แทรค และ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ รุ่นปี 2017 รวมถึงฟีเจอร์ช่วยขับขี่อัจฉริยะอื่นๆ ทั้งนี้ เทคโนโลยีต่างๆ เหล่านี้ ได้ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของฟอร์ดในการนำเสนอรถที่เปี่ยมด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยระดับโลก เพื่อให้ผู้บริโภคคนไทยได้สัมผัสในราคาที่จับต้องได้ และฟอร์ดยังมุ่งมั่นสร้างสรรนวัตกรรมใหม่ๆ ในรถกระบะเกิดมาแกร่งอย่างฟอร์ด เรนเจอร์ และรถเอสยูวีที่สร้างมาเพื่อเป็นที่หนึ่งอย่างฟอร์ด เอเวอเรสต์ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเรามั่นใจว่าเทคโนโลยีใหม่ที่นำเสนอนี้ จะทำให้ผู้บริโภคได้สัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสะดวกสบายและปลอดภัยอย่างเหนือระดับ พร้อมตอบโจทย์ทุกความต้องการของผู้ขับขี่คนไทยได้เป็นอย่างดี”

“อีซูซุคาราวานสัญจร 2560” ล่องใต้สัมผัสเสน่ห์ฝั่งทะเลอันดามัน

0

กลุ่มตรีเพชรเดินหน้าจัดกิจกรรม “อีซูซุคาราวานสัญจร” ประจำปี 2560 เส้นทางแรกตรัง-พังงา นำเหล่าสมาชิก “ประชาคมอีซูซุ” ร่วมค้นหาเสน่ห์ของการท่องเที่ยวในรูปแบบคาราวานรถยนต์ท่องไปตามตามเส้นทางฝั่งทะเลอันดามัน

สำหรับงานในปีนี้เน้นแนวคิด “เที่ยวดี ทำดี…ฉลอง 60 ปี อีซูซุ” โดยได้รับเกียรติจาก คุณภาคภูมิ อินทรสุวรรณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง มร.อาร์. อิมาอิ ผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายขายดีลเลอร์ บี บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด และ คุณกรุณา เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานตรัง กล่าวต้อนรับและตีธงปล่อยขบวนคาราวานรถอีซูซุหลากรุ่นจำนวน 31 คัน ที่มาพร้อมสมาชิกรวมกว่า 100 ชีวิต ณ โชว์รูมอีซูซุ บริษัท อีซูซุอันดามันเซลส์ จำกัด สาขาตรัง

จุดแวะพักแรก คือ “สถานีรถไฟกันตัง” สถานีสุดทางของทางรถไฟสายใต้ ฝั่งทะเลอันดามัน ที่เพิ่งฉลองครบรอบ 100 ปีไปเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของจังหวัดตรังจากกรมศิลปากร ตั้งแต่ พ.ศ. 2539 ปัจจุบันการรถไฟแห่งประเทศไทยและเทศบาลเมืองกันตังได้ปรับปรุงให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

ตัวสถานียังชวนให้รำลึกถึงอดีตอันรุ่งเรืองผ่านอาคารไม้ชั้นเดียวทรงปั้นหยา ทาสีเหลืองมัสตาร์ดสลับน้ำตาล คู่สีหลักที่คุ้นตาของสถานีรถไฟดั้งเดิม พร้อมจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ในอดีตที่ยังคงหลงเหลืออยู่ โดยภาพรวมแล้วยังรักษาเอกลักษณ์เดิมตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 ไว้ได้เป็นอย่างดี

ถัดออกไปอีกเพียง 10 กว่ากิโลเมตรก็เดินทางถึง “วนอุทยานบ่อน้ำร้อนกันตัง” พื้นที่ส่วนพรุน้ำร้อนที่ได้ปรับปรุงเป็นบ่อน้ำร้อนจำนวน 3 บ่อ แต่ละบ่อมีอุณหภูมิของน้ำ 70 องศา 40 องศา และ 20 องศา ซึ่งเปิดให้นักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไปได้เข้ามาแช่เท้า หรือลงแช่น้ำร้อนเพื่อสุขภาพ ให้ความรู้สึกผ่อนคลายเช่นเดียวกับการแช่ออนเซนของญี่ปุ่น

น้ำแร่ที่นี่มีจุดเด่น คือ มีส่วนผสมของกำมะถันน้อยมากไม่ถึง 1% จึงแทบจะไม่มีกลิ่น แต่มีแคลเซียมมากถึง 75% ซึ่งเป็นเพียงแห่งเดียวของประเทศไทย เหมาะสำหรับการนำไปบำบัดผู้ที่ป่วยเป็นโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต เนื่องจากแคลเซียมช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตได้ดี และมีการนำน้ำแร่ไปทำเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพสำหรับให้บริการแก่นักท่องเที่ยวที่มาเยือนด้วย

ภาคบ่ายหลังจากอิ่มหนำสำราญกับอาหารใต้รสเด็ดมื้อกลางวัน ณ ร้านปากน้ำกระบี่ซีฟู้ด ชาวคาราวานได้มาเรียนรู้วิชาพืชสวนกันที่ “ศูนย์การเรียนรู้ท่องเที่ยวเชิงเกษตร” จังหวัดกระบี่ โดยแบ่งกลุ่มเข้าชมแปลงสาธิตการปลูกดอกหน้าวัว และร่วม Workshop ปลูกสับปะรดสีที่สวยงามแปลกตา

ก่อนจะมุ่งหน้าสู่ “ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล” ฐานทัพเรือพังงา โครงการอนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเลด้านฝั่งทะเลอันดามัน ซึ่งจะเข้าดูแลตั้งแต่การสำรวจ เก็บเพาะฟักไข่เต่าบริเวณเกาะหูยง อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน และนำมาอนุบาลต่ออีกประมาณ 6 เดือนก่อนที่จะนำไปปล่อยในทะเล ซึ่งจะทำให้มีอัตราการรอดของเต่า 80 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป

แม้การเยือนในครั้งนี้จะเหลือเต่าที่โตพอจะให้ปล่อยคืนสู่ท้องทะเลเพียงจำนวนหนึ่ง แต่ชาวคาราวานยังได้ร่วมกิจกรรมทำความสะอาดคราบแบคทีเรียที่ติดตามกระดอง พร้อมทั้งทายาเพื่อให้เต่าตัวน้อยๆ เติบโตอย่างแข็งแรง และพร้อมกลับสู่ธรรมชาติต่อไป

จากนั้นจึงเคลื่อนทัพคาราวานต่อไปยังที่พัก โรงแรมเซ็นทารา บีช รีสอร์ท เขาหลัก ท่ามกลางบรรยากาศของฟ้าสวย แดดใส หาดทรายและท้องทะเลที่สวยงาม เพื่อร่วมงานเลี้ยงรับรองพิเศษที่แสนอบอุ่นและเป็นกันเองในแบบของอีซูซุ โดยมีนางเอกสาวหน้าหวาน เบลลา ราณี มาเป็นแขกรับเชิญพิเศษ พร้อมการแสดง Juggling Show ที่สนุกสนานและน่าตื่นตาตื่นใจ และลุ้นรับรางวัลกลับบ้านกันไปอย่างถ้วนหน้า

ชัยวัฒน์-วรรณพร จิตตคาม รถหมายเลข 02 หนึ่งในแฟนพันธุ์แท้คาราวานอีซูซุ เผยว่า “ผมได้มาร่วมคาราวานกับอีซูซุครั้งแรกเมื่อประมาณ 15 ปีที่แล้ว ประทับใจทุกเรื่องไม่ว่าจะเป็นการดูแล อาหาร ที่พัก ยิ่งค่าสมัครกับสิ่งที่ตอบแทนให้กับลูกค้าประเมิณค่าไม่ได้เลย ราคาเท่านี้มาเองก็มาไม่ได้ ทั้งเที่ยว ทั้งมีกิจกรรมดีๆ ขนาดนี้ จากนั้นก็มาร่วมทุกปีเท่าอายุลูกผม เริ่มขับมาตั้งแต่อีซูซุดีแมคซ์รุ่นแรก มิว-7 รุ่นแรก และล่าสุดออกรุ่นใหม่ The New Isuzu MU-X เลยลองชวนกลุ่มเพื่อนมาเที่ยวด้วยกัน นั่งรถคันเดียวกัน ทั้งที่ไม่มั่นใจว่า 7 คนจะนั่งกันพอไหม แต่พอนั่งจริงก็สบายนะ จากตรังมาพังงาไม่รู้สึกอึดอัดเลย ถ้ามาคาราวานแบบนี้ไม่ว่าจะอีกกี่ปีๆ ผมก็จะมา รถรุ่นใหม่ออกมาผมก็ยังยินดีที่จะเลือกใช้อีซูซุตลอดไป”

“อีซูซุคาราวานสัญจร” เป็นกิจกรรมลูกค้าสัมพันธ์ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง จัดขึ้นเพื่อขอบคุณลูกค้าอีซูซุทั่วประเทศไปพร้อมกับสนับสนุนนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศของรัฐบาล รวมถึงการเดินทางในฐานะประตูสู่ประเทศเพื่อนบ้าน ถ้าไม่อยากพลาด สามารถสมัครและสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ฝ่ายสื่อสารการตลาด-บี โทร.02-966-2127-9 โดยอีก 3 เส้นทาง ได้แก่

oเส้นทางที่ 2 ยโสธร – นครพนม วันที่ 15-16 กรกฎาคม 2560
oเส้นทางที่ 3ไทย (จันทบุรี) – กัมพูชา (กำปอด – สีหนุวิลส์) วันที่ 10-13 สิงหาคม 2560
oเส้นทางที่ 4 พิจิตร – พิษณุโลก วันที่ 23-24 กันยายน 2560

MERCEDES GLC COUPE (CKD) ครอสโอเวอร์หรู ชูจุดเด่นด้านราคา และสมรรถนะการลุย

0

บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัวยนตรกรรมเอสยูวี ประกอบในประเทศรุ่นล่าสุด “GLC 250 d 4MATIC Coupé” รถยนต์ความอเนกประสงค์ ที่ผสานความสปอร์ต และโฉบเฉี่ยวของรถยนต์คูเป้เข้าไว้ด้วยกัน พร้อมเสริมทัพเอาใจลูกค้าที่ชื่นชอบความแรง ในกลุ่ม Mercedes-AMG สไตล์ครอสโอเวอร์สมรรถนะสูง อย่าง Mercedes-AMG GLC 43 4MATIC Coupé

GLC 250 d 4MATIC Coupé (CKD)
ยนตรกรรมที่ผสานความอเนกประสงค์ของรถยนต์สไตล์เอสยูวีและความสปอร์ต โฉบเฉี่ยว ของรถยนต์คูเป้เข้าไว้ด้วยกัน โดดเด่นด้วยการขับเคลื่อนแบบ 4 ล้อ ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ได้อย่างลงตัว โดยให้เลือกสรรถึง 2 แบบ คือ GLC 250 d 4MATIC Coupé AMG Dynamic และ GLC 250 d 4MATIC Coupé AMG Plus

ดีไซน์ภายนอกของทั้ง 2 รุ่น มาพร้อมกระจังหน้าขนาดใหญ่ มีสัญลักษณ์โลโก้เมอร์เซเดส-เบนซ์ขนาดใหญ่ตรงกลาง ไฟหน้าแบบ LED Intelligent Light System และไฟ daytime สำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED fibre-optic

เส้นหลังคาและลายเส้นด้านข้างถูกออกแบบให้ลาดเอียงไปทางด้านท้าย เน้นดีไซน์เรียบหรู ทันสมัย เสริมโครงสร้างตัวรถให้ดูทรงพลังและสง่างามไปพร้อมกัน

ด้านท้ายเพิ่มความแข็งแกร่งดุดันด้วยปลายท่อไอเสียเสริมโครเมียม 2 ท่อ พร้อมด้วยชุดแต่ง AMG bodystyling (กันชนหน้า-หลัง), ล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตจาก AMG แบบ multi-spoke ขนาด 20 นิ้ว ระบบกันสะเทือนแบบ DYNAMIC BODY CONTROL, หลังคาซันรูฟ เลื่อนเปิด-ปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้า

ภายในของ The GLC-Class Coupé มาพร้อมห้องโดยสารที่โดดเด่น อย่างแดชบอร์ดและคอนโซลกลางมีขอบลายเส้นที่ดูไหลลื่น โดยแผงคอนโซลมีขนาดใหญ่และออกแบบให้เป็นชิ้นเดียว วางทอดตัวยาวจากช่องลมระบบปรับอากาศบริเวณตรงกลางของแผงหน้าปัดลงมาจนถึงพนักวางแขนบริเวณกึ่งกลางระหว่างเบาะที่นั่งของผู้ขับขี่กับผู้โดยสารตอนหน้า เส้นสายบริเวณแผงคอนโซลที่ดูเรียบง่ายแต่เร้าอารมณ์ช่วยให้ห้องโดยสารดูกว้างขวาง เรียบง่าย และ ล้ำสมัยยิ่งขึ้น

GLC 250 d 4MATIC Coupé ทั้ง 2 แบบยังมาพร้อมกับพวงมาลัยนิรภัยพร้อมเพาเวอร์ปรับน้ำหนักตามความเร็วรถ พร้อมเสริมความรู้สึกสปอร์ตให้มากขึ้น เมื่อเลือกใช้โหมดของระบบ กันสะเทือนแบบ COMFORT, SPORT และ SPORT+, ระบบกุญแจแบบ KEYLESS-GO, ฟังก์ชัน ECO start/stop, ระบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติ THERMATIC แบบ 2 โซน,

เบาะนั่งสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารด้านหน้าปรับระดับด้วยระบบไฟฟ้าพร้อมบันทึกหน่วยความจำ โดยเบาะนั่งด้านหลังสามารถพับได้ทั้ง 1:3/2:3 ตามความต้องการเพื่อเพิ่มพื้นที่ในการจัดเก็บของที่เพิ่มขึ้น ซึ่งรถยนต์รุ่นนี้มีพื้นที่จัดเก็บสัมภาระที่กว้างขวางด้วยความจุ 500-1,400 ลิตร ซึ่งนับเป็นความจุที่มากที่สุดเมื่อเทียบกับรถยนต์กลุ่มเดียวกัน

ในส่วนของระบบมัลติมีเดียจัดเต็ม อาทิ ระบบวิทยุ-ซีดี MB Audio 20, ระบบสำหรับเชื่อมต่อโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบ Bluetooth, ระบบควบคุมและสั่งงานด้วย touchpad และระบบรองรับการใช้งานอุปกรณ์เพื่อความบันเทิงสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง, ระบบแผนที่นำทาง (SD-Card Navigation System), ระบบเสียงรอบทิศทาง Burmester®, ระบบแสดงผลข้อมูลการขับขี่บนกระจกบังลมหน้า (Head-up display) โดย GLC 250 d 4MATIC Coupé AMG Plus ตกแต่งด้วยเบาะนั่งหุ้มหนังแบบสปอร์ต พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันแบบสปอร์ตท้ายตัด ชุดคันเร่งและแป้นเบรกแบบสปอร์ต เบาะนั่งหุ้มหนังแบบสปอร์ต และพรมปูพื้นพร้อมสัญลักษณ์ AMG

ขุมพลังที่ใช้ในรถทั้งสองรุ่นเป็นแบบดีเซล ขนาดความจุ 2,143 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 204 แรงม้า ที่ 3,800 รอบนาที พร้อมแรงบิด 500 นิวตันเมตรที่ 1,600-1,800 รอบต่อนาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 9 G Tronic ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 7.6 วินาที

นอกจากนี้ รถยนต์รุ่นนี้ยังมาพร้อมกับระบบส่งกำลังที่รองรับระบบ DYNAMIC SELECT ซึ่งมีโหมดการขับขี่ 5 แบบ คือ ECO ที่ช่วยปรับการขับขี่เข้าสู่ระบบประหยัดน้ำมัน, INDIVIDUAL ที่สามารถบันทึกรูปแบบการขับขี่ที่ผู้ขับขี่กำหนดไว้ได้, COMFORT ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่รู้สึกผ่อนคลาย สะดวกสบายเหมือนขับรถซาลูน, SPORT และ SPORT+ เน้นการเพิ่มความเร้าใจให้กับการขับขี่มากยิ่งขึ้น

ความปลอดภัยและเทคโนโลยี ของ The GLC Coupé มาพร้อมกับ“Mercedes-Benz Intelligent Drive” ระบบการช่วยเหลือและระบบความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพ โดยระบบดังกล่าวมีพื้นฐานมาจากแนวคิดการปกป้องก่อนเกิดเหตุและหลังเกิดเหตุเข้าไว้ด้วยกันภายใต้ระบบควบคุมอัจฉริยะเพียงหนึ่งเดียวที่ทำงานสอดประสานกัน ไม่ว่าจะเป็น ระบบป้องกันก่อนเกิดเหตุ PRE-SAFE® system, โปรแกรมควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ (Electronic Stability Program – ESP®) พร้อมระบบรักษาสมดุลของตัวรถเมื่อมีลมปะทะด้านข้าง (Crosswind Assist), ระบบเบรก ADAPTIVE BRAKE พร้อมฟังก์ชั่น HOLD และ Hill-Start Assist, ไฟเบรกกระพริบฉุกเฉิน (Adaptive brake light), ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (Anti-lock braking system – ABS), ระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้าขณะขับรถ (ATTENTION ASSIST), ระบบรักษาความเร็ว (Cruise Control) และจำกัดความเร็ว (SPEEDTRONIC), เซ็นเซอร์ช่วยในการนำรถเข้าจอด (PARKTRONIC), กล้องแสดงภาพรอบทิศทาง, ระบบช่วยการนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ (Active Parking Assist), ระบบเตือนเพื่อนำรถเข้าศูนย์บริการ (ASSYST service interval indicator), ระบบเตือนแรงดันยาง (Tyre pressure loss warning system) เป็นต้น พร้อมทั้งระบบช่วยเบรกแบบแอคทีฟ ABA (Active Brake Assist system) ที่เพิ่มขึ้นมาสำหรับรถยนต์ The GLC-Class Coupé รุ่นประกอบในประเทศโดยเฉพาะ

Mercedes-AMG GLC 43 4MATIC Coupé

อีกหนึ่งรุ่นคือตัวแรงอย่าง Mercedes-AMG GLC 43 4MATIC Coupé ที่มาพร้อมระบบส่งกำลัง AMG Performance 4MATIC และความสปอร์ตโฉบเฉี่ยว ด้วยชุดตกแต่ง AMG bodystyling (กันชนหน้า-หลัง), ล้ออัลลอย ดีไซน์สปอร์ตจาก AMG แบบ 5 ก้านขนาด 21 นิ้ว, AMG Spoiler-lip (สปอยเลอร์ด้านหลังบนฝากระโปรงท้าย), ปลายท่อไอเสีย 2 ท่อ (4-pipe look), ท่อไอเสียแบบ AMG Sports exhaust system, ดิสก์เบรกแบบมีช่องระบายความร้อน, คาลิปเปอร์เบรกสีเทาพร้อมสัญลักษณ์ AMG และช่วงล่างแบบ AMG sports Suspension Based on AIR BODY CONTROL ซึ่งมาช่วยเสริมความดุดันให้กับรถยนต์รุ่นนี้ได้เป็นอย่างดี

ภายในโดดเด่นด้วยเบาะนั่งหุ้มหนังแบบสปอร์ต โดยเบาะนั่งสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารด้านหน้าปรับระดับด้วยระบบไฟฟ้า พร้อมหน่วยบันทึกความจำ รวมถึงติดตั้งชุดคันเร่งและแป้นเบรกแบบสปอร์ต, พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันแบบสปอร์ตท้ายตัด, พวงมาลัยนิรภัยพร้อมพาวเวอร์ ปรับน้ำหนักตามความเร็วรถ, กาบบันไดเรืองแสงประตูหน้าแบบ AMG และ AMG DYNAMIC SELECT

ด้านอุปกรณ์มัลติมีเดียได้รับการติดตั้ง วิทยุ-ซีดี MB Audio 20, ระบบเสียงรอบทิศทาง Burmester®, ระบบควบคุมและสั่งงานด้วย touchpad, ระบบสำหรับเชื่อมต่อโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Bluetooth), ระบบนำทาง รวมถึงหลังคาพาโนรามิคซันรูฟ เลื่อนเปิด-ปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้า

Mercedes-AMG GLC 43 4MATIC Coupé ใช้ขุมพลังเบนซิน V6 ทวินเทอร์โบ อินเตอร์คูลเลอร์ ขนาด 2,996 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 367 แรงม้า ที่ 5,500 -6,000 รอบต่อนาที พร้อมแรงบิด 520 นิวตันเมตร ที่ 2,500-4,500 รอบต่อนาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 9 G Tronic ทำอัตราเร่ง 0-100 ในเวลาเพียง 4.9 วินาที

ด้านความปลอดภัยและเทคโนโลยี มาพร้อมกับระบบ DYNAMIC SELECT ที่มีโหมดการขับขี่อันหลากหลาย ซึ่งทำให้ผู้เป็นเจ้าของสามารถสัมผัสถึงการขับขี่แบบเร้าใจหรือการขับขี่แบบนุ่มสบายตลอดการเดินทางได้ในคันเดียว โดย DYNAMIC SELECT มีโหมดการขับขี่ 4 แบบ คือ INDIVIDUAL ที่สามารถช่วยจดจำรูปแบบการขับขี่ของผู้ขับได้, CONFORT ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่รู้สึกผ่อนคลาย สะดวกสบายเหมือนขับรถซาลูน, SLIPPERY เหมาะกับการวิ่งบนถนนที่ลื่น, SPORTเน้นการเพิ่มความเร้าใจในการขับขี่ให้มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ รถรุ่นนี้ยังได้ติดตั้งระบบกันสะเทือนแบบอากาศพร้อมระบบควบคุมระดับ ADS (Adaptive Damping System) เพื่อรองรับการขับขี่ในทุกสภาพถนน และระบบความปลอดภัยอื่นๆ อย่างครบครัน

บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ จำกัด ตั้งราคาขาย GLC 250 d 4MATIC Coupé AMG Dynamic และ GLC 250 d 4MATIC Coupé AMG Plus ราคา 3,990,000 บาท สำหรับ Mercedes-AMG GLC 43 4MATIC Coupé ราคา 5,790,000 บาท และ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั้ง 32 แห่งทั่วประเทศ

Rerun คลิปรายการ Auto World TV (18 มิถุนายน 2560)

0

AUTO WORLD TV

วันอาทิตย์ที่ 18 มิถุนายน 2560
เวลา 14.30 – 15.00 น. ทาง TNN 24
ดำเนินรายการโดย ภูวนาถ เผ่าจินดา
บรรณาธิการบริหาร นิตยสาร ออโต้บิลด์ ไทยแลนด์