Home Blog Page 528

มินิ ประเทศไทย เตรียมอวดโฉมรถยนต์ 2 รุ่นใหม่ล่าสุด ครั้งแรกในประเทศไทย ที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 38

0

มินิ ประเทศไทย เตรียมอวดโฉม มินิ คันทรีแมน โฉมใหม่ เจเนอเรชั่นที่สอง และ มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์กส์ คลับแมน ใหม่ ด้วยดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ตามแบบฉบับรถยนต์มินิ พร้อมความสะดวกสบายในการขับขี่ที่เหนือกว่า ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 38 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 มีนาคม – 9 เมษายน พ.ศ. 2560 นี้ ณ อิมแพค เมืองทองธานี

มินิ คันทรีแมน โฉมใหม่

มินิ คันทรีแมน  เจเนอเรชั่นที่สอง จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการใน 3 รุ่นด้วยกัน ได้แก่ มินิ คูเปอร์ คันทรีแมน มินิ คูเปอร์ เอส คันทรีแมน และมินิ คูเปอร์ เอส คันทรีแมน ไฮทริม ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยี มินิ Twinpower Turbo


ด้วยขนาดความยาวที่มากขึ้นกว่ารุ่นเดิมถึง 20 เซนติเมตร ความกว้างที่เพิ่มขึ้นอีก 3 เซนติเมตร และฐานล้อที่ยาวขึ้น 7.5 เซนติเมตร ทำให้มินิ คันทรีแมน โฉมใหม่ มีขนาดที่ใหญ่ขึ้น ประกอบด้วย 5 ที่นั่งแบบเต็มตัว และช่องเก็บสัมภาระที่มีความจุเพิ่มขึ้น เพื่อความสะดวกสบายยิ่งขึ้นของผู้โดยสาร บริเวณช่องเก็บสัมภาระด้านหลังยังมี MINI Picnic Bench ซึ่งสามารถกางออกเป็นที่นั่งปิกนิกบริเวณท้ายรถได้ ส่วนฝากระโปรงท้ายควบคุม การปิดเปิดด้วยระบบไฟฟ้าเพียงใช้เท้าไปจ่อที่บริเวณใต้กันชนท้ายเมื่อมีกุญแจรถอยู่กับตัวเท่านั้น หรือเปิดจากรีโมตคอนโทรลและปิดด้วยปุ่มที่ฝากระโปรงท้าย

หน้าจอขนาด 8.8 นิ้ว ที่อยู่บริเวณกลางแผงคอนโซลรถมาพร้อมระบบสัมผัส (ทัชสกรีน) เป็นครั้งแรก พร้อมฟังก์ชั่นต่างๆ ที่อำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ขับขี่ ไม่ว่าจะเป็น MINI Country Timer ที่ช่วยตรวจจับการขับขี่บนพื้นถนนที่ท้าทาย MINI Connected ที่เป็นเสมือนผู้ช่วยส่วนตัวในยามเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นแผนที่นำทาง แสดงพิกัดของรถ ดูการจราจร ซึ่งเชื่อมต่อกับระบบคอมพิวเตอร์ในรถยนต์ และสมาร์ทโฟน

มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์กส์ คลับแมน ใหม่

มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์กส์ คลับแมน โฉมใหม่ ผสมผสานความเร้าใจจากสนามแข่งกับความหรูหราเต็มเปี่ยมของมินิรุ่นล่าสุด ด้วยดีไซน์ที่โดดเด่นแต่ยังคงเอกลักษณ์สุดคลาสสิกไว้อย่างครบครัน ต่อยอดจากรถยนต์ต้นแบบเพื่อมอบสมรรถนะการขับขี่ในระดับรถแข่งพันธุ์แท้ พร้อมขุมพลังใหม่ที่ถือเป็นเครื่องยนต์ที่ทรงพลังที่สุดที่มินิเคยนำออกมาทำตลาด

นอกจากนี้ มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์กส์ คลับแมน ใหม่ ยังมีเอกลักษณ์รูปแบบเฉพาะตัว ไม่ว่าจะเป็น ชุด aerodynamics ล้ออัลลอยแบบ John Cooper Works Course Spoke two-tone ขนาด 19 นิ้ว พร้อมดีไซน์และแต่งในสไตล์ John Cooper Works ทั้งภายนอกภายใน พวงมาลัยหนังแท้พร้อมระบบมัลติฟังก์ชั่นรวมถึงเบาะสปอร์ตพิเศษ John Cooper Works ระบบแสดงผล Head-Up Display และจอขนาด 8.8 นิ้ว ที่อยู่บริเวณกลางแผงคอนโซลรถมาพร้อมระบบสัมผัส (ทัชสกรีน) ใหม่ล่าสุด

พบกับยนตรกรรมทุกรูปแบบจาก มินิ ประเทศไทย ได้ที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 38 ณ ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 3 เมืองทองธานี่ ระหว่างวันที่ 29 มีนาคม-9เมษายนนี้

Isuzu MU-X หน้าตาดี แถมใจดี วันนี้พาออกเดินทางไปกับโฉมใหม่ สวย หล่อ หรูหรา มีความมากประโยชน์

0

หลังจากที่ Isuzu MU-X  ใช้เครื่องยนต์ใหม่ Ddi Blue Power ทั้งขนาด 1.9 และ 3.0   ออกสู่ตลาดเมื่อเดือนมีนาคมปี2559   MU-X  ก็ขึ้นยืนเป็นพระเอกที่โดดเด่นในตลาดรถยนต์อเนกประสงค์ วันเวลาผ่านไปได้เพียง1 ปี MU-X  รับการปรับปรุงโฉมใหม่ ในโอกาสเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 60 ปีการดำเนินกิจการของ Isuzu ในไทยครั้งนี้เป็นการปรับให้หน้าตาดูดีขึ้นเป็นหลักพร้อมกับการเพิ่มเทคโนโลยี่ที่ช่วยให้การขับขี่สะดวกสบายและปลอดภัยมากขึ้น

รายละเอียดหลักคือ กระจังหน้าออกแบบใหม่เรียกว่า sport 3D สอดรับกับไฟหน้าดีไซน์ใหม่แบบ Bi-LED ปรับสูงต่ำอัตโนมัติ มีไฟ Daylight อยู่ในโคมเดียวกัน กันชนหน้าและหลังแบบใหม่ ไฟท้าย LED เป็นเส้นแนวนอนมองเห็นชัดและสวย ล้ออัลลอยล่ายใหม่ขนาด 18 นิ้ว มี Roof Spoiler เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งรายการ ส่วนภายในจะเป็นการปรับเปลี่ยนเพื่อให้หรูหรามากขึ้น ใช้วัสดุที่ดูมีคุณค่ามากขึ้น เช่นเบาะนั่งกึ่งหนังแท้ดีไซน์ใหม่ บริเวณคอนโซลหน้า แผงข้างประตู และที่พักแขนหุ้มวัสดุ Soft touch เติมลายไม้ที่แผงข้างประตู หัวเกียร์ และ  คอนโซลหน้า เติมเข้มด้วยชุดแต่งสีดำ พร้อมตัดขอบโครเมี่ยม ที่คอนโซลกลาง โดยรวมๆแล้วมีเสน่ห์ มีความความปรานีตมากๆ ระบบความบันเทิง iConnect  รวบรวม Entertainment ไว้ด้วยกันผ่านหน้าจอแบบสัมผัสขนาด 8 นิ้ว ใช้ร่วมกันทั้งเป็น Built in Navigator และ ระบบเสียงสเตริโอต่างๆที่สามารถเชื่อมต่อใช้งานแบบไร้สายหรือ ผ่านจุดเชื่อมต่อ USB กับ Smartphone ได้ เล่นเพลงจาก MP3 Flash Drive ได้หมด แถมมีจอหลังขนาด 10.5 นิ้วติดตั้งบนเพดานให้ผู้โดยสารด้านหลังได้ดูหนังอย่างสบายๆ

 

โดยรวมพอจะบอกได้ว่า The new Isuzu MU-X หน้าตาดูดี มีความหรูหรา พร้อมที่จะอำนวยความสะดวกในความบันเทิงตลอดการเดินทาง การปรับปรุงนี้เป็นไปทั้งรุ่นเครื่องยนต์ 1.9 และ 3.0แบบไม่น้อยหน้ากัน และเพื่อให้ได้รู้จักกับ The new Isuzu MU-X มากขึ้น ทีมงาน Isuzu จึงได้จัด Press trip ให้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันกับ MU-X   สองวัน บนเส้นทางท่องเที่ยวเชียงราย ผ่านเส้นทางหลากหลายทั้งเส้นทางเดินทางราบและขึ้นสู่ดอยตุงที่ต้องใช้กำลังเครื่องยนต์ พอสมควร

ผมเลือกที่จะทำความรู้จักกับ MU-X 3.0 Ddi Blue Power มากเป็นพิเศษ  เนื่องจากเคยรู้จักทักทายกับ MU-X 1.9 Ddi Blue Powerมาก่อนหน้านี้ จนหายข้องใจไปแล้วในความที่เป็นเครื่องยนต์เล็กแต่ไม่ทำให้ผิดหวังในเรื่องของสมรรถนะ ครั้งนี้จึงต้องทักทายกับเครื่องใหญ่ 3.0 Ddi Blue Power  และหาเหตุผลว่าทำไม่ต้องเลือกเครื่องใหญ่ในเมื่อเครื่องเล็กก็เพียงพออยู่แล้ว

MU-X 3.0 Ddi Blue Power และ รุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อหลัง เป็นรุ่นที่เราใช้ในการเดินทางครั้งนี้ แต่เขาก็มีรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อเป็นตัวท๊อปสุดแต่ไม่ได้อยู่ในขบวนเดินทางในครั้งนี้  MU-X 3.0ใช้เครื่องยนต์ขนาดกำลัง 177 แรงม้า ผ่านเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ที่ถ่ายทอดกำลังได้นุ่มนวล และปรับจังหวะการใช้งานได้ตรงความต้องการเป็นอย่างดี ความที่เป็นเครื่องใหญ่กว่า 1.9 จะได้ประโยชน์มากขึ้นก็ในช่วงการเดินทาง เพราะน้ำหนักรถไม่ได้เพิ่มขึ้นมากมายนักจาก 1,910 กก.เพิ่มขึ้นประมาณ 100 กก.โดยประมาณ ไม่แบกน้ำหนักมาก ใช้งานสบายด้วยความเร็วสม่ำเสมอที่ 110 กม./ชม.เครื่องยนต์ทำงานเพียงประมาณ 1,800 รอบต่อนาที ใกล้เคียงอย่างมากกับรุ่น 1.9 ที่เคยลองขับมาก่อนหน้านี้ แต่จะไปช่วยในเรื่องของการเร่งแซงที่ต้องการอัตราเร่งที่กระชับมากขึ้น 3.0 จะทำหน้าที่ได้อย่างดีทันอกทันใจ แบบไม่ต้องออกแรงมากนัก รวมทั้งในช่วงที่ต้องการกำลังขึ้นทางลาดชัน แรงบิดที่มีมากถึง 380 นิวตัน/เมตรที่รอบต่ำ ทำหน้าที่ได้เป็นอย่างดี และเมื่อมีระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน HDC (Hill Decent Control) มาช่วยนี่บอกได้เลยว่า มีผลมากเพราะทำให้การขับลงจากเขามั่นใจได้มากขึ้น โดยเฉพาะช่วงหนึ่งของการเดินทางที่จาก ดอยตุงขึ้นไปบนดอยช้างมูบ ซึ่งค่อนข้างชันบางช่วงประมาณกว่า 45 องศาขึ้นอย่างต่อเนื่อง กำลังเครื่องยนต์พาเราขึ้นได้อย่างสบายๆ ในขณะที่ขาลงนั้น HDC จะช่วยให้ควบคุมความเร็วได้โดยใช้เบรกน้อยลง ตรงนี้สำคัญมากและทำให้มั่นใจปลอดภัยมากขึ้น

การเดินทางกับ MU-X 3.0 เห็นได้ชัดว่าไม่เครียด ตัวช่วยที่สำคัญคือ ช่วงล่างที่รองรับกันเป็นอย่างดี โดยเฉพาะชุดหลัง 5ลิงก์ พร้อมเหล็กกันโคลงช๊อกอัพแก๊ส ไม่มีอาการยวบโยนให้รู้สึกโดยเฉพาะในย่านที่อยากจะลองความเร็วนั้น มั่นใจได้ บอกได้เลยว่าเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นที่ทำให้การเดินทางกับ MU-X 3.0มีความสุขและมั่นใจได้อย่างแท้จริง

โดยสรุป ผมพอใจอย่างมากกับ MU-X 3.0 Ddi Blue Power ในเรื่องหน้าตาที่เปลี่ยนแปลงไป แต่ที่ต้องบอกว่าเป็นจุดเด่นคือ ความยืดหยุ่นของเครื่องยนต์ที่ให้ทั้งความประหยัดและ สมรรถนะในเวลาที่ต้องการใช้อย่างไม่การออมแรง และช่วงล่างที่รองรับได้ดีเหลือเกินนั้นทำให้ MU-X ก้าวข้ามพื้นฐานความเป็น PPV มาเป็น SUV ได้สมบูรณ์แบบ

ภูวนาถ เผ่าจินดา

 

 

 

Isuzu MU-X 3.0 Ddi Blue Power

เครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ 16 วาล์ว DOHC

คอมมอนเรลเทอร์โบอินเตอร์คูลเลอร์

ความจุกระบอกสูบ (ซี.ซี.)2,999
กำลังสูงสุด(แรงม้า/รอบต่อนาที)177/3,600
แรงบิดสูงสุด (นิวตันเมตร/รอบต่อนาที)380/1,800-2,800
ระบบส่งกำลังอัตโนมัติ6 จังหวะ
ระบบขับเคลื่อนล้อหลัง
ระบบกันสะเทือน หน้า/หลังอิสระ ปีกนก2ชั้น คอยล์สปริง เหล็กกันโคลง ช๊อกอัพแก๊ส/5ลิงก์ พร้อมเหล็กกันโคลงช๊อกอัพแก๊ส
กว้าง/ยาว/สูง1,860/4,825/1,825
ราคา(บาท)1,374,000
ตัวแทนจำหน่ายบริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Rerun คลิปรายการ Auto World TV (19 มีนาคม 2560)

0

คลิปรายการ Auto World TV

วันอาทิตย์ที่ 19 มีนาคม 2560
เวลา 14.30 – 15.00 น. ทาง TNN 24
ดำเนินรายการโดย ภูวนาถ เผ่าจินดา
บรรณาธิการบริหาร นิตยสาร ออโต้บิลด์ ไทยแลนด์

“ซันยอง” พร้อมลุยมอเตอร์โชว์ 2017 เตรียมเผยโฉม New Stavic Turismo 2017 และ เปิดตัว Actyon Sports รถกระบะแดนกิมจิเป็นตัวชูโรง

0

นายวิรัตน์ ผลประดับ ประธาน กรรมการบริหาร บริษัท ซันยอง ประเทศไทย จำกัด เปิดเผยว่า รถอเนกประสงค์สุดยอด MPV หรู 11 ที่นั่ง ที่เป็นรถธงของบริษัทซึ่งได้รับการปรับโฉมใหม่ภายใต้ชื่อ New Stavic Turismo ใช้เทคโนโลยีสุดล้ำจาก Mercedes Benz พร้อมแล้วที่จะให้ลูกค้าได้สัมผัส และยลโฉม ภายในงาน อินเตอร์เนชั่นแนล บางกอกมอเตอร์โชว์ ซึ่งจะจัดให้มีขึ้นในระหว่างวันที่ 27 มีนาคม ถึงวันที่ 9 เมษายน ณ ชาเรนเจอร์ฮอลล์ เมืองทองธานี

“New Stavic Turismo” รถอเนกประสงค์ที่มีการผสมผสาน ความเอนกประสงค์และความแข็งแกร่ง คล่องตัวของรถแบบ SUV เข้ากับความสะดวกสบายและหรูหราในรูปแบบรถ MPV ไว้ได้อย่างลงตัว ที่ยังคงไว้ซึ่งความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวสำหรับความหรูหรา ความภูมิฐาน เฉกเช่นเดียวกันกับรถเก๋งชั้นเลิศ ที่คุณสัมผัสได้เมื่อแรกเห็น และยังสามารถตอบสนองความต้องการสำหรับการใช้งานในทุกรูปแบบยังคงเป็นรถยนต์เรือธงที่ซันยองใช้ในการทำตลาด และได้รับความนิยมมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปี 2017 นี้ สตาวิค ที่จำหน่ายในเมืองไทย จะเพิ่มอุปกรณ์อำนวยความสะดวกมากขึ้นถึง 7 รายการ พร้อมกับใช้ชื่อใหม่ที่มีคำต่อท้ายว่า “Turismo”

“Turismo” โดดเด่นด้วยรายการอุปกรณ์ใหม่ที่จะเพิ่มให้แก่ลูกค้าในราคาจำหน่ายเดิม ที่ 1.78 ล้านบาท มีรายการอุปกรณ์ที่เพิ่มขึ้นคุ้มค่ามากมาย เช่น หลังคาซันรูฟ ไฟหน้า ซีนอน HID ใหม่ กล้องมองภาพทั้งหน้าและหลัง จอมองภาพพร้อมวิทยุขนาด 7 นิ้ว พวงมาลัย มัลติฟังก์ชั่นมาพร้อมแพทเดิลชิฟใหม่ กับเกียร์อัตโนมัติ 5 จังหวะเทคโนโลยีจากเมอร์เซเดส เบนซ์ มาตรวัดลมยางอัตโนมัติจากภายในตัวรถ และ ถุงลมนิรภัยด้านข้างเพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้มากยิ่งขึ้น

ภายนอกโดดเด่นด้วยกระจังหน้ารูปแบบใหม่ที่ได้รับการออกแบบให้ดูสปอร์ต ส่วนด้านท้ายของตัวรถยังติดตั้งชุดสปอยเลอร์ที่มาพร้อมกับไฟเบรคดวงที่ 3 และสามารถบรรทุกสัมภาระขนาดใหญ่ได้อย่างลงตัวกับรางเหล็กหลังคาที่แน่นหนา ตามแบบฉบับไลฟสไตล์ของรถเอนกประสงค์ พร้อมเติมความหรูหราด้วยชุดเพาเวอร์ซันรูฟ

ภายในกว้างขวางโอ่โถงสะดวกสบายบรรจุผู้โดยสารได้ถึง 11 ที่นั่ง ให้ความเพลิดเพลินตลอดการเดินทางด้วยระบบเครื่องเสียงชั้นยอด Smart Audio ด้วยจอภาพแบบ Touch Screen ขนาด 7 นิ้ว เชื่อมกับสาระบันเทิงต่าง ๆ ด้วย USB หรือ HDMI แผงควบคุมการสั่งงานต่างๆ ได้รับการออกแบบสามารถให้ใช้งานได้อย่างง่ายดายและสะดวกสำหรับผู้ใช้รถ คอนโซลกลางแยกเป็นสัดส่วนง่ายต่อการจัดเก็บสัมภาระให้เป็นระเบียบ

“New Stavic Turismo” มาพร้อมกับขุมพลังเครื่องยนต์ คอมมอลเรลเทอร์โบดีเซล Xdi ขนาด 1,998 CC 4 สูบ ที่มีความเป็นอัจฉริยะเฉพาะตัว ให้กำลังแรงม้าถึง 155 แรงม้า แรงบิดสูงสุดที่ 360 นิวตันเมตร ใช้ระบบเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีดพร้อมระบบ E-Tronic มาตรฐานเดียวกันกับ Mercedes-Benz สามารถควบคุมการเปลี่ยนจังหวะเกียร์ได้ที่พวงมาลัย ใช้ระบบช่วงล่างด้านหน้าแบบอิสระปีกนกสองชั้น และด้านหลังเป็นแบบมัลติลิงค์ที่ให้การทรงตัวและการยึดเกาะถนนได้อย่างดีเยี่ยมมากยิ่งขึ้น

ให้ความคล่องตัวและเพิ่มความมั่นใจในการควบคุมรถด้วยพวงมาลัยเพาเวอร์ชนิดปรับความหนักเบาของพวงมาลัยตามความเร็วของรถพร้อมเพิ่มความปลอดภัยด้วยระบบกล้องช่วยมองภาพทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ทำให้การนำรถเข้าจอดเป็นไปอย่างง่ายดายและสะดวกสบาย มาพร้อมกับระบบ TPMS (Tire Pressure Monitor System) ที่จะคอยตรวจเช็คความดันลมยางทุกล้ออยู่ตลอดเวลาและจะส่งสัญญาณเตือนทันทีที่พบความผิดปกติของแรงดันลมยางทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยต่อการขับขี่ “New Stavic Turismo” ยังให้ความปลอดภัยในยามที่ต้องสัญจรในยามค่ำคืนด้วยระบบไฟส่องสว่างแบบซีนอนที่ให้ความสว่างครอบคลุมพื้นที่การมองให้เห็นชัดเจนไร้มุมอับที่ให้ความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนในยามค่ำคืนมากยิ่งขึ้น

“New Stavic Turismo” มีให้เลือกทั้งในระบบขับเคลื่อนแบบ 2 ล้อและในแบบ 4 ล้อ ที่เหมาะสำหรับผู้ใช้รถที่นิยมการท่องเที่ยวแบบ 0ff-Road ซึ่ง New Stavic Turismo 4WD จะให้การตอบสนองที่ดี สามารถลุยไปได้ในทุกสภาพถนน ด้วยการเปลี่ยนระบบขับขี่จาก ขับเคลื่อนสองล้อหลังไปเป็นขับเคลื่อนแบบ 4 ล้อได้อย่างง่ายดายเพียงการกดปุ่มเปลี่ยนระบบในรูปแบบ Shift on the Fly

นอกเหนือจากรถธง New Stavic Turismo แล้ว นายวิรัตน์ ผลประดับ ประธานกรรมการ บริษัท ซันยอง (ประเทศไทย) จำกัด เผยว่า ได้ตัดสินใจนำรถยนต์รุ่น Actyon Sports เข้าทำตลาดรถกระบะสำหรับการท่องเที่ยว เพื่อที่จะสร้างแบรนด์ซันยองในประเทศไทยให้ครบไลน์ผลิตภัณฑ์ ซึ่งรถธงอย่าง นิว สตาวิค ก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ลูกค้าให้ความสนใจรถประเภท MPV ซึ่งเป็นที่นิยมมากในตลาดเมืองไทย และสำหรับตลาดด้านรถกระบะก็เช่นกัน ซันยองจึงส่ง Actyon Sports มาเสริมกลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบการผจญภัยและมีสไตล์เฉพาะตัวด้วยรูปโฉมสปอร์ต และความอเนกประสงค์ที่ออกแบบไม่เหมือนใคร

Actyon Sports ที่นำเข้ามาจำหน่ายที่ประเทศไทย มีรูปโฉมที่โดดเด่นสปอร์ตยิ่งขึ้นในแบบรถกระบะ แต่ตอบสนองการขับเคลื่อนและช่วงล่างในแบบรถอเนกประสงค์ที่เน้นการให้ความนุ่มนวลในการขับขี่ ลุยได้ทุกการเดินทาง มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ 2.0 ลิตร 155 แรงม้า แรงบิดที่ 360 นิวตันเมตร มาเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อน ในขณะที่แรงบิดถูกปรับจูนให้รอบเครื่องเพียง1,500-2,800 รอบต่อนาที ส่งกำลังด้วย 2 ทางเลือกสำหรับลูกค้า ทั้งระบบเกียร์อัตโนมัติ และระบบเกียร์ธรรมดา 6 สปีด ที่ทั้ง 2 ยังผ่านมาตรฐานยูโร 5 และยังมีแบบขับเคลื่อน 2 และ 4 ให้เลือกใช้ตามความเหมาะสมด้วยมิติด้วยตัวถังขนาดกว้าง 1,910 ม.ม. ยาว 4,990 ม.ม. และสูง 1,790 ม.ม. เปิดราคาภายในงานเพียง 1,680,00 บาท


สำหรับโปรโมชั่นพิเศษภายในงานครั้งนี้ผู้ที่สั่งจองรถทุกรุ่นจะได้รับทันทีโปรโมชั่นฟรีบำรุงรักษานานถึง 3 ปี ช่วยให้ท่านสบายและไร้กังวล มอบให้ซันยองเป็นผู้รับผิดชอบดูแลในเรื่องการบำรุงรักษาแทนท่านไปตลอดระยะเวลา 3 ปี ซันยองทุกรุ่นรับประกันอะไหล่ทุกชิ้น 4 ปี และมีบริการรับส่งรถเพื่อเข้ารับบริการ พร้อมฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง

ราคาจำหน่ายรถยนต์ซันยอง ทุกรุ่นได้แก่ นิวสตาวิคตูริสโมท็อปเวอร์ชั่น ราคา 1,780,000 บาท, นิวสตาวิคทัวริสโม่ สแตนดาร์ดเวอร์ชั่น ราคา 1,680,000 บาท, ซันยองนิวสตาวิคตูริสโมแบบ 4WD ราคา 1,930,000 บาท, และ แอคยอน สปอร์ต ราคา 1,680,000

เพื่อเป็นการตอกย้ำและสร้างความมั่นใจต่อลูกค้าซันยอง ภายในปีนี้ ทางบริษัทฯ ได้วางแผนและตั้งเป้าที่จะขยายเครือข่ายและศูนย์บริการให้ครอบคลุมเพิ่มมากขึ้น โดยกำหนดที่จะเปิดโชว์รูมและศูนย์บริการ เพิ่มอีก 6 แห่ง ทั่วประเทศ โดยครอบคลุมทั้งภาคใต้ ภาคกลาง แลละภาคอีสานขึ้นที่ อุบลราชธานี อุดรธานี สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต หาดใหญ่ และนครสวรรค์ นายวิรัตน์กล่าว

ในโอกาสนี้ บริษัท ซันยอง (ประเทศไทย) จำกัด ขอเรียนเชิญแขกผู้มีเกียรติ และสื่อมวลชนทุกท่าน ร่วมพิธีแถลงข่าวของบู๊ธ SSANGYONG ในวันอังคารที่ 28 มีนาคม พ.ศ.2560 เวลา 12.00-12.15 น. ซึ่งท่านจะได้พบกับความเพลิดเพลินและของที่ระลึกมากมายรอต้อนรับท่านผู้เกียรติ

“ค่ายตราดาว” ยกทัพยนตรกรรมหรูกว่า 32 คัน ลุยงานมอเตอร์โชว์ พร้อมเปิดตัว The new E-Class Coupé และแนะนำแบรนด์ EQ ยนตรกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม

0
Mercedes-Benz E-Klasse Coupé; 2016; Exterieur: designo kashmirweiß magno, Edition 1, AMG Line, Night Paket // Mercedes-Benz E-Class Coupé; 2016; exterior: designo cashmir white magno, Edition 1, AMG Line, night package,

บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด สานต่อความเป็นผู้นำแห่งวงการอุตสาหกรรมยานยนต์หรู เปิดตัวสุดยอดยนตรกรรมหรูในกลุ่มดรีมคาร์ (Dream Car) รุ่นล่าสุด ในตระกูล E-Class ให้ครบครัน อย่าง The new E-Class Coupé สปอร์ตคูเป้ 2 ประตู 4 ที่นั่ง รูปลักษณ์สวยหรู ผสานกับเครื่องยนต์ทรงพลังสไตล์สปอร์ต และระบบกันสะเทือนที่ช่วยให้การขับขี่ราบรื่น พร้อมตอกย้ำความเป็นหนึ่งด้านนวัตกรรมยานยนต์เพื่อสิ่งแวดล้อม ด้วยการเปิดตัวแบรนด์ใหม่ “EQ – Electric Intelligence by Mercedes-Benz” ที่มาเติมเต็มทุกแนวคิดเกี่ยวกับการเดินทางแห่งอนาคต และการใช้ชีวิตอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างครบวงจร รวมทั้งจัดทัพนำขบวนยนตรกรรมหรูกว่า 32 คัน ครบครันในทุกเซ็กเมนต์ มาจัดแสดงภายในงาน “บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์ โชว์ ครั้งที่ 38” ระหว่างวันที่ 29 มีนาคม ถึง 9 เมษายน 2560 นี้ ณ ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ อิมแพค เมืองทองธานี

มร. ไมเคิล เกรเว่ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “บริษัทฯ ดำเนินงานภายใต้ความมุ่งมั่นที่จะนำเสนอ “สิ่งที่ดีที่สุด” ให้กับลูกค้าในวันนี้และวันข้างหน้า ซึ่งหลังจากที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ได้เปิดตัว The E-Class รถยนต์อัจฉริยะในกลุ่ม Contemporary Luxury Sedan และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีด้วยยอดขายจากทั่วโลกมากกว่า 250,000 คัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทย รถยนต์ The E-Class รุ่นประกอบในประเทศที่เปิดตัวไปเมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา ได้รับการตอบรับจากกลุ่มลูกค้าเป็นอย่างดีด้วยเช่นกัน ดังนั้นในปีนี้ ทางบริษัทฯ มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะนำเสนอรถยนต์รุ่นล่าสุดในตระกูล The E-Class อย่าง The new E-Class Coupé สุดยอดยนตกรรมสปอร์ตคูเป้ ที่ได้เปิดตัวไปในงาน “North America International Auto Show 2017” ที่จัดขึ้นที่เมืองดีทรอยต์ ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 8-22 มกราคมที่ผ่านมาโดยรถยนต์รุ่นนี้ มาพร้อมเทคโนโลยีที่ ล้ำสมัย ดีไซน์อันงดงามและโดดเด่นไม่เหมือนใคร ซึ่งตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้นำเทรนด์ใหม่ๆเข้ามาในสังคม มีสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ชื่นชอบการขับขี่แบบสปอร์ต และหากต้องเลือกรถคู่ใจสักคัน พวกเขาก็จะเลือกรถที่มีความทันสมัย มีดีไซน์อันโฉบเฉี่ยว ตอบโจทย์ความต้องการทั้งในด้านสมรรถนะ และสุนทรียะในการขับขี่ได้เป็นอย่างดี”

มร.ไมเคิล กล่าวเพิ่มเติมว่า “เมอร์เซเดส-เบนซ์ถือเป็นผู้นำอันดับหนึ่งด้านยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้าที่ครบครันมากที่สุด ทางบริษัทฯ จึงมีความภาคภูมิใจที่จะนำแบรนด์ “EQ – Electric Intelligence by Mercedes-Benz” (อีคิว – อีเลคทริค อินเทลลิเจนซ์ บาย เมอร์เซเดส-เบนซ์) แบรนด์เทคโนโลยีใหม่ภายใต้แบรนด์เมอร์เซเดส-เบนซ์เข้ามาเปิดตัวในประเทศไทย หลังจากการเปิดตัวครั้งแรกในงาน Paris Motor Show 2016 เมื่อปลายปีที่ผ่านมา โดยแบรนด์ “EQ – Electric Intelligence by Mercedes-Benz” ได้รับการพัฒนามาจากแนวคิดของการเติมเต็มทั้งทางด้านสุนทรียะในการ ขับขี่ผสานกับความชาญฉลาดของยานพาหนะ (Emotion and Intelligence) ของแบรนด์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ทางบริษัทฯ มีความมุ่งมั่นที่จะผลักดันให้แบรนด์ดังกล่าวมาทำหน้าที่เติมเต็มทุกแนวคิดเกี่ยวกับการเดินทางแห่งอนาคต และการใช้ชีวิตอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างครบวงจร ซึ่งเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ได้วางรากฐานไว้เพื่อเป็นแนวทางการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องไปจนถึงปี 2025 ซึ่งรถยนต์ที่อยู่ภายใต้แบรนด์ “EQ – Electric Intelligence by Mercedes-Benz” นี้ครอบคลุมไปถึงรถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าและรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดทุกคัน สำหรับในประเทศไทยเมอร์เซเดส-เบนซ์ได้นำเสนอรถยนต์เทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริดหลากหลายรุ่นทั้งในกลุ่ม Contemporary Luxury Sedan และ SUV กว่า 9 รุ่น ได้แก่ C 350 e Avantgarde, C 350 e Exclusive, C 350 e AMG Dynamic, C 350 e Estate, S 500 e Executive, S 500 e Exclusive, S 500 e AMG Dynamic, GLE 500 e 4MATIC Exclusive และ GLE 500 e 4MATIC AMG Dynamic พร้อมทั้งมีแผนที่จะติดตั้งอุปกรณ์ชาร์จไฟภายในครัวเรือน (Wallbox) ที่ผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการทั้ง 32 แห่งทั่วประเทศ ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ และโรงแรมระดับ 5 ดาวในประเทศไทย เพื่อมอบความสะดวกสบายให้แก่ลูกค้าทุกท่าน”

มร.ฟรังค์ ชไตน์อัคเคอร์ รองประธานบริหารฝ่ายขายและการตลาด บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “สำหรับงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์ โชว์ ครั้งที่ 38 นี้ ทางเมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้จัดวางพื้นที่ในการแสดงยนตรกรรมกว่า 2,160 ตารางเมตร โดยมี ไฮไลท์มากมาย อาทิ การจัดแสดงยนตรกรรมรุ่นใหม่ ที่เข้ามาเติมเต็มพอร์ทโฟลิโอรถยนต์ตระกูล E-Class ให้ครบครันมากยิ่งขึ้น โดยปัจจุบันรถยนต์ตระกูล E-Class มีให้เลือกทั้งในรูปแบบซาลูนที่ประกอบในประเทศไทยในรุ่น E 220 d Avantgarde, E 220 d Exclusive, E 220 d AMG Dynamic ซึ่งเปิดตัวไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา และรูปแบบเอสเตทอย่าง E 220 d Estate AMG Dynamic รวมถึงรุ่นล่าสุด The new E-Class Coupé รุ่น E 300 Coupé AMG Dynamic ยนตรกรรมสปอร์ตคูเป้ที่เปิดตัวภายในงาน ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างความโฉบเฉี่ยวของดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ ความปราดเปรียวของรถยนต์สปอร์ตคูเป้สมรรถนะสูง และเทคโนโลยีอันล้ำสมัยที่ได้รับการส่งต่อมาจากซีดานในตระกูล E-Class ที่โดดเด่นด้วยเครื่องยนต์อันทรงพลังและดีไซน์เรียบหรูที่ดึงเสน่ห์ของความเป็นเมอร์เซเดส-เบนซ์ออกมาได้อย่างเต็มที่ ทุกองค์ประกอบของรถยนต์สอดรับกันเป็นหนึ่งเดียวอย่างสมบูรณ์แบบตามหลัก Sensual Purity นับเป็นก้าวใหม่ที่สำคัญสำหรับเมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่มีการพัฒนาในด้านการออกแบบอยู่เสมอ

The new E-Class Coupé
สำหรับ ดีไซน์ภายนอกมีพื้นฐานมาจากซีดานของตระกูล E-Class ที่ได้รับการปรับโฉมรูปลักษณ์ให้ดูเร้าใจมากยิ่งขึ้น ด้านหน้าโดดเด่นด้วยกระจังหน้าแบบสปอร์ตที่ลาดต่ำลง สัญลักษณ์ดาวสามแฉกตรงกลาง และกระจกไร้ขอบทั้ง 4 บาน ซึ่ง 2 บานด้านหลังถูกปรับแต่งให้ยาวเรียวมากขึ้น ฝากระโปรงได้รับการออกแบบให้ดูยาวและเสริมความแข็งแกร่งด้วย power dome ในขณะที่ช่วงท่อนหลังยกตัวขึ้นอย่างทรงพลัง

The new E-Class Coupé มาพร้อมขนาดตัวถังที่ใหญ่ขึ้น โดยมีฐานล้อที่กว้างถึง 113.1 นิ้ว ขนาดความยาวตัวถัง 190 นิ้ว ความกว้าง 73.2 นิ้ว (ไม่รวมกระจกมองข้าง) และ ความสูง 56.3 นิ้ว ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่ารุ่นก่อนหน้า ทั้งในด้านความยาวฐานล้อที่เพิ่มขึ้น 4.4 นิ้ว ความยาวตัวถังที่เพิ่มขึ้น 4.8 นิ้ว ความกว้าง 2.9 นิ้ว และความสูง 1.3 นิ้ว ซึ่งทำให้ The new E-Class Coupé มีพื้นที่วางขาด้านหลัง หมอนรองศีรษะด้านหลัง และความกว้างของเบาะทั้งด้านหน้าและด้านหลังที่เพิ่มมากขึ้น เพิ่มสุนทรียภาพในการเดินทางให้แก่ผู้โดยสารได้มากกว่าเดิม

ดีไซน์ภายใน เป็นการผสมผสานระหว่างความโฉบเฉี่ยวของรถสปอร์ต และความเรียบหรูในแบบของเมอร์เซเดส-เบนซ์ The new E-Class Coupé โดดเด่นด้วยเบาะหนังแบบเดี่ยวที่เป็นเอกลักษณ์ของรถยนต์คูเป้จำนวน 4 ที่นั่ง ที่มอบความกว้างขวางและสะดวกสบายสูงสุดแก่ผู้โดยสาร มาพร้อมกับชุดหน้าจอความละเอียดสูง COMAND® ขนาด 12.3 นิ้ว ที่สามารถเลือกหน้าจอได้ 3 แบบตามชอบคือ Classic, Sport และ Progressive นอกจากนี้ยังสามารถเพิ่มสุนทรียภาพของการเดินทางด้วยระบบไฟในห้องโดยสารที่ปรับสีได้ถึง 64 สี

ด้านความปลอดภัยและเทคโนโลยี สำหรับ The new E-Class Coupé นั้นประกอบด้วยระบบรักษาความปลอดภัยและเทคโนโลยีมากมายที่ช่วยให้การขับขี่สะดวกสบายขึ้น อาทิ ระบบ DYNAMIC SELECT ที่มีโหมดการขับขี่ให้เลือกถึง 5 แบบ คือ ECO, Comfort, Sport, Sport+ และ Individual, ระบบ PRE-SAFE Sound, ระบบช่วยการนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ (Parking Pilot including Active Parking Assist), ระบบแผนที่นำทาง (COMAND® Navigation), แผงควบคุมระบบสัมผัสบนพวงมาลัย (Touch Control Button) ที่ใช้ง่าย และมีลักษณะคล้ายกับหน้าจอสมาร์ทโฟน มาพร้อมกับหน้าจอความละเอียดสูงขนาด 12.3 นิ้ว

The new E 300 Coupé มาพร้อมกับเครื่องยนต์ 4 สูบ แถวเรียง 1,991 ซีซี เทอร์โบคู่ ให้กำลังสูงสุด 245 แรงม้า ที่ 5,500 รอบ และ ระบบเกียร์อัตโนมัติชุดใหม่ 9G-TRONIC ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเปลี่ยนเกียร์ได้อย่างรวดเร็ว ควบคุมแรงเหวี่ยงจากการทำงานของเครื่องยนต์ให้ต่ำลง ช่วยให้สมรรถนะการขับขี่นุ่มนวลและ มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ส่วนที่ 2 คือการจัดแสดงยนตรกรรมภายใต้แบรนด์ “EQ – Electric Intelligence by Mercedes-Benz” เมอร์เซเดส-เบนซ์กำลังก้าวเข้าสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่ไม่ปล่อยไอเสียเลย และ “EQ – Electric Intelligence by Mercedes-Benz” จะทำให้เราก้าวไปไกลกว่านั้น เนื่องด้วยการนำเสนอทั้งผลิตภัณฑ์ บริการ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ซึ่งผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ “EQ – Electric Intelligence by Mercedes-Benz” จะมีความหลากหลาย ทั้งรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ได้รับการผลิตขึ้นเพื่อตอบทุกโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคโดยเฉพาะ อุปกรณ์ชาร์จไฟภายในครัวเรือน (Wallbox) และบริการชาร์จไฟฟ้า (Charging service) เป็นต้น โดยในปีนี้ทางเมอร์เซเดส-เบนซ์ได้นำรถยนต์ที่อยู่ภายใต้แบรนด์ “EQ – Electric Intelligence by Mercedes-Benz” มาจัดแสดงภายในงาน ได้แก่ C 350 e Estate, C 350 e Exclusive, C 350 e AMG Dynamic, S 500 e Exclusive, S 500 e AMG Dynamic และ GLE 500 e AMG Dynamic”

นอกจากนี้เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังได้เตรียมขนขบวนสุดยอดยนตรกรรมรวมทั้งสิ้นกว่า 32 คัน ครบครันในทุกเซ็กเมนต์ ไม่ว่าจะเป็น Compact Cars, Contemporary Luxury Sedans, Dream Cars, และ SUVs อาทิ E 220 d Avantgarde, E 220 d Exclusive, E 220 d AMG Dynamic ที่ได้เปิดตัวไปเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา และ The CLA-Class Shooting Brake, The SLC-Class, The GLC-Class Coupé, Mercedes-Maybach, The S-Class Cabriolet, The CLS-Class, The GLS-Class, The G-Class, The SL-Class, The GLE-Class Coupé และ The GLA-Class พร้อมจุดบริการลูกค้า และบริการหลังการขายเพื่อรองรับทุกความต้องการของลูกค้าที่เข้ามาเยี่ยมชมบูธของเมอร์เซเดส-เบนซ์

ข้อเสนอพิเศษสำหรับลูกค้า
นอกเหนือจากขบวนรถยนต์มากมายที่นำมาจัดแสดงในงาน “บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์” เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังเตรียมข้อเสนอพิเศษสุดเพื่อเป็นการขอบคุณแก่ลูกค้า ดังนี้

แคมเปญ MercedesCard
•สมัครบัตรเครดิตเมอร์เซเดสการ์ดใบใหม่วันนี้ รับ Cash back สูงสุด 6,000 บาท* (ตรวจสอบเงื่อนไข ณ จุดขาย)
•สำหรับผู้ถือบัตรเมอร์เซเดสการ์ด – เมื่อจองรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ภายในงานผ่านบัตรเมอร์เซเดสการ์ด 100,000 บาทขึ้นไป รับ Cash Back สูงสุดมูลค่า 2,800 บาท

ข้อเสนอสุดพิเศษจากเมอร์เซเดส-เบนซ์ ลีสซิ่ง
สำหรับลูกค้าที่ซื้อรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์รุ่น S 500 e Executive, S 500 e Exclusive, SLC 300 AMG Dynamic และ C 300 Cabriolet AMG Dynamic มีข้อเสนอสุดพิเศษ 2 โปรแกรม โดยสามารถเลือกได้อย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น คือ
•โปรแกรมเช่าซื้อ (Hire Purchase) ลูกค้าจะได้รับอัตราดอกเบี้ยพิเศษที่ 0.99% สำหรับระยะเวลา 48 เดือน พร้อมฟรีประกันภัย 1 ปี
•โปรแกรม mySTAR หรือ Finance Lease ลูกค้าจะได้รับฟรีประกันภัย 3 ปี หรือ 2 ปี (ตามรุ่นรถยนต์)
พบกับข้อเสนอสุดพิเศษจากเมอร์เซเดส-เบนซ์ ลีสซิ่งได้ตั้งแต่วันนี้ ถึง 30 เมษายน 2560

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ขอเชิญท่านพบกับขบวนสุดยอดยนตรกรรมรุ่นใหม่ล่าสุดและยนตรกรรมหลากหลายรุ่น ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยียานยนต์เพื่อสิ่งแวดล้อม ในงาน “บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 38 ระหว่างวันที่ 29 มีนาคม ถึง 9 เมษายน 2560 ณ ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ อิมแพค เมืองทองธานี

“วอลโว่” เตรียมรถใหม่เปิดตัวในงานมอเตอร์โชว์ครั้งที่ 38 ดัน V 90 เสริมทัพกลุ่มพรีเมี่ยมคาร์

0

“วอลโว่” สร้างความโดดเด่นอย่างต่อเนื่องในรถตระกูล 90 หลังจากเปิดตัว XC90 และ S90 เมื่อปี 2559 ที่ผ่านมา ล่าสุดเปิดปี 2560 สร้างกระแสความฮือฮาอีกครั้งกับการเปิดตัว V90 D4 Inscriptionใหม่ เคาะราคาอย่างเป็นทางการภายในงานมอเตอร์โชว์ เสริมทัพรถตระกูล 60 กับความสปอร์ตด้วยการเปิดตัว XC60 D4 Dynamic Edition และเปิดตัวรถสมรรถนะสูง S60 T5 Polestar Performance และ V60 T5 Polestar Performance วอลโว่ผู้นำด้านความปลอดภัยอันดับ 1 ขอมอบข้อเสนอสุดพิเศษ ด้วยอัตราดอกเบี้ยเพียง 1% พร้อม ฟรี ประกันภัยชั้น 1 นาน 1 ปี ระหว่างวันที่ 29 มีนาคม – 9 เมษายน 2560 ณ อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพค เมืองทองธานี

วอลโว่ V90 ถือเป็นเอนกประสงค์สุดหรูรุ่นล่าสุดของรถยนต์ตระกูล 90 ถัดจากการเปิดตัวสองรุ่นก่อนหน้านี้ นั่นก็คือรถเอสยูวีสุดหรู XC90 ที่ได้รับรางวัลมาแล้วทั่วโลก และS90 รถพรีเมี่ยมซีดาน ที่เพิ่งจะเปิดตัวไปไม่นานนี้ V90 นับเป็นการสานต่อตำนานรถเอสเตทที่เยี่ยมยอดและยาวนานของวอลโว่ที่เริ่มขึ้นเมื่อกว่า 60 ปีที่แล้วกับรุ่น Duett โดยวอลโว่ V90 ใหม่นี้ได้รุดหน้าไปไกลกว่านั้นในด้านความสวยงามการออกแบบที่เรียบโก้ วัสดุทั้งภายในและภายนอก รวมถึงความประณีตในการประกอบ สะท้อนรสนิยมผู้ขับขี่ที่เป็นเลิศ

นางสาวแอนเนท แอนเดอร์สัน กรรมการผู้จัดการ บริษัท วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า “หลังจากที่เราได้เปิดตัวรถวอลโว่ใหม่ในตระกูล 90 ไปถึงสองรุ่นในปีที่แล้วทั้งรถเอสยูวีสุดหรู XC90 ที่เปิดตัวไปเมื่อเดือนมีนาคม และ S90 รถพรีเมี่ยมซีดานที่เพิ่งจะเปิดตัวไปเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ในครั้งนี้วอลโว่พร้อมเสริมทัพรถยนต์ตระกูล 90 อย่างต่อเนื่องด้วยการเปิดตัวรถเอสเตทเอนกประสงค์สุดหรู V90 ซึ่งเป็นรถในตระกูล 90 รุ่นล่าสุด และได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากทั่วโลก ทั้งนี้เพื่อเป็นการตอกย้ำความแข็งแกร่งของแบรนด์ในตลาดรถหรูและเพื่อเป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์ของวอลโว่ในตลาดรถหรูและสอดคล้องไปกับทิศทางของแบรนด์กับสโลแกนที่ว่า “ก้าวไปไกลกว่า..เพื่อคุณ” (We go forward, for you) อีกด้วย”

วอลโว่ V90 ใหม่ ยังเจริญรอยตามความสง่างามของรุ่นที่เราเปิดตัวและประสบความสำเร็จไปก่อนหน้านี้อย่าง XC90 และ S90 โดยยังคงไว้ซึ่งเส้นสายดั้งเดิมที่เป็นแบบฉบับของวอลโว่ อาทิ ดีไซน์ไฟหน้าแอลอีดีทรงค้อนแห่งเทพเจ้าธอร์ “Thor’s Hammer” หน้ากระจังใหม่ โลโก้สัญลักษณ์ธาตุเหล็ก Iron Mark และการสะกดคำว่าวอลโว่ อย่างบรรจงบนด้านท้ายรถ สิ่งที่โดดเด่นในรถเอสเตทคันนี้คือการปรับส่วนท้ายให้เป็นพื้นที่บรรทุกสัมภาระ พร้อมกับเสริมไฟท้าย L Shape ที่ได้แรงบันดาลใจจากรถต้นแบบ Volvo Concept Estate และเสริมหลังคาพาโนรามิค ซันรูปเพื่อเพิ่มความกว้างขวางภายในห้องโดยสาร


รถพรีเมี่ยมซีดาน V90 ใหม่ถูกสร้างขึ้นบนแพลตฟอร์มของ Scalable Product Architecture (SPA) ซึ่งมีความยืดหยุ่น สามารถใช้เป็นพื้นฐานในการพัฒนารถโมเดลใหม่ๆ ได้หลากหลายรุ่น ทั้งยังพร้อมกับเทคโนโลยีการขับขี่กึ่งอัตโนมัติ และระบบความปลอดภัยที่ล้ำสมัยที่สุดในตลาด อาทิ ระบบการตรวจจับสัตว์ใหญ่ (Large Animal Detection) ระบบป้องกันการตกถนน Run Off Road Mitigation ผสานการเชื่อมต่อผ่านเทคโนโลยีการเชื่อมต่อของวอลโว่ หรือ Sensus Connect ที่สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนระบบ iOS ด้วยระบบ Apple CarPlay และเสริมทัพประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับเข้าไปอีกขั้นด้วยระบบเครื่องเสียง “Premium Sound โดย Bowers & Wilkins”


วอลโว่ V90 ได้ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านความปลอดภัยในวงการรถยนต์อีกครั้งด้วยเทคโนโลยี City Safety ซึ่งปัจจุบันเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในรถยนต์วอลโว่ ทุกรุ่นโดยประสานการทำงานของเบรกอัตโนมัติกับระบบป้องการชนเพื่อให้ครอบคลุมอุบัติเหตุหลากสถานการณ์และช่วยให้คุณปลอดภัย

ทั้งนี้ระบบ City Safety ได้รับการพัฒนาขึ้นไปอีกขั้นในวอลโว่ V90 ด้วยการเสริมระบบการตรวจจับสัตว์ใหญ่ (Large Animal Detection) ที่ออกแบบมาเพื่อป้องกันหรือหลีกเลี่ยงการปะทะกับสัตว์ใหญ่ และยังเสริมความปลอดภัยด้วยระบบป้องกันการตกถนน Run Off Road Mitigation ที่ช่วยให้พวงมาลัยทำงานโดยอัตโนมัติเพื่อให้ท่านคงแล่นอยู่บนถนน

นอกจากนี้ระบบ IntelliSafe ซึ่งเป็นเสมือนศูนย์ความปลอดภัยของรถวอลโว่ จะทำหน้าที่ดูแลและสั่งการระบบความปลอดภัยย่อยทั้งที่เป็นแบบแอ็คทีฟ (ก่อนเกิดเหตุ) และแพ็สซีฟ (หลังเกิดเหตุ) จึงช่วยวอลโว่ เป็นผู้นำด้านการขับรถโดยไร้ผู้ขับ (autonomous drive) อีกด้วย สำหรับ V90 ใหม่นี้เราได้มีระบบ Pilot Assist หรือระบบขับขี่กึ่งอัตโนมัติ ที่ทำงานได้ถึงความเร็ว 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมงบนถนนที่มีเส้นจราจรที่ชัดเจน ทั้งนี้ระบบ Pilot Assist เป็นอีกก้าวหนึ่งที่จะให้วอลโว่ บรรลุวิสัยทัศน์ Vision 2020 ที่ตั้งเป้าไว้ว่า ไม่ควรมีผู้ใดได้รับบาดเจ็บสาหัสหรือเสียชีวิตในรถยนต์วอลโว่รุ่นใหม่อีกต่อไป

รถวอลโว่คันใหม่ทุกคันตอนนี้สามารถเชื่อมต่อผ่านเทคโนโลยีการเชื่อมต่อของวอลโว่ หรือ Sensus Connect แผงคอนโซลสมัยก่อนจะเต็มไปด้วยปุ่มต่างๆ แต่ในรถรุ่นใหม่จะถูกทดแทนด้วยหน้าจอแบบสัมผัสที่ใช้งานง่ายขนาด 9 นิ้วและยังสามารถควบคุมผ่านปุ่มที่พวงมาลัยและคำสั่งเสียง ช่วยให้การเข้าถึงฟังก์ชั่นและฟีเจอร์ต่างๆ ง่ายดายและรวดเร็ว ด้วยการผสานฟังก์ชั่น ระบบการนำทางและแอพพลิเคชั่นความบันเทิงภายในรถ เช่น TuneIn และ Local Search เป็นต้น Sensus Connect เป็นระบบแรกของโลกที่สามารถทำงานกับ Apple CarPlay ที่ช่วยเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ระบบ iOS เช่น iPhone กับซอฟท์แวร์ที่มาพร้อมกับรถ ทำให้สามารถแสดงหน้าจอ iPhone บนหน้าจอขนาด 9 นิ้วได้ นอกจากนี้ล่าสุดยังสามารถเชื่อมต่อกับระบบ Auto Andriod ได้อีกด้วย

V90 รุ่นใหม่ยังมาพร้อมกับระบบเครื่องเสียงที่ดีที่สุดในโลกระบบหนึ่ง “Premium Sound โดย Bowers & Wilkins” ระบบเสียงชั้นนำชุดนี้มาพร้อมกับแอมพลิฟายเออร์ 1400 วัตต์ คลาส D ระบบขยายเสียง 12 แชนเนล ลำโพงจำนวน 19 ตัว และมีซับวูฟเฟอร์แยกออกมาอีกหนึ่งตัว ทำให้เสียงเบสมีความนุ่มลึกมากยิ่งขึ้น ระบบซับวูฟเฟอร์นี้จะประกอบด้วยเทคโนโลยีพิเศษสุดอย่าง ‘Room Transformation’ ที่เป็นผลงานการพัฒนาร่วมกับ Dirac Research ซึ่งเป็นทีมผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์ระบบเสียงของสวีเดน เทคโนโลยีนี้จะช่วยสร้างห้องเฉพาะสำหรับเสียงขึ้นใหม่ภายในรถยนต์ โดยมีรูปแบบของเสียง ให้เลือกถึง 3 รูปแบบ ได้แก่ Studio, Individual Stage และ Gothenburg Concert Hall ที่สร้างสรรค์ประสบการณ์การได้ยินเหมือนใน Gothenburg Concert Hall

วอลโว่ V90 D4 Inscription ขับเคลื่อนด้วยระบบเครื่องยนต์ Drive-E และเครื่องยนต์ดีเซลแบบคอมมอนเรล พร้อมเทอร์โบคู่และเทคโนโลยี i-Art ของวอลโว่ โดยบล็อกเครื่องยนต์พื้นฐานที่คว้ารางวัลมาแล้วทั่วโลกและออกแบบโดยวอลโว่ เองเป็นขนาด 2.0 ลิตร 4 สูบ ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีดเพื่อสมรรถนะเครื่องยนต์ ค่าไอเสีย และ การประหยัดเชื้อเพลิงที่เหนือกว่า สำหรับรุ่นเครื่องยนต์ดีเซลจะเป็นรุ่น V90 D4 ซึ่งมีกำลังแรงสูงสุด 190 แรงม้าที่ 4,250 รอบต่อนาทีกับแรงบิดสูงสุด 400 นิวตัน-เมตรที่ช่วง 1,750 ถึง 2,500 รอบต่อนาที ช่วยให้มีแรงเร่งออกตัวจากความเร็ว 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายในเวลาเพียง 8.2 วินาที แต่จิบเชื้อเพลิงน้อยนิดเพียง 19.6 กิโลเมตรต่อลิตร และมีค่าการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เพียง 133 กรัมต่อกิโลเมตร


วอลโว่ V90 จะมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการพร้อมราคาภายในงานมอเตอร์โชว์ ระหว่างวันที่ 29 มีนาคม – 9 เมษายน 2560 อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพค เมืองทองธานี นอกจากนี้ภายในงานยังเสริมทัพลูกเล่นและความน่าสนใจใหม่ๆให้กับรถวอลโว่ตระกูล 60 ด้วยการเปิดตัวรูปโฉมใหม่ของ XC60 D4 Dynamic Edition และชุดแต่งพร้อมการเพิ่มสมรรถนะความแรงและเร็วของ วอลโว่ S60 T5 Polestar Performance และวอลโว่ V60 T5 Polestar Performance

สำหรับ XC60 Dynamic Edition ที่จะเปิดตัวภายในงานมอเตอร์โชว์ครั้งนี้ ท่านจะได้พบกับวอลโว่ XC60 ในรูปโฉมที่ทรงพลังสไตล์สปอร์ตยิ่งขึ้น โดยใช้โทนสีดำเข้ามาตกแต่งตัวรถทั้งภายในและภายนอก ประกอบด้วย

การตกแต่งภายนอก
oกันชนและแผงกระจังหน้าแบบใหม่
oใต้กันชนท้ายแบบใหม่
oท่อไอเสียรถแบบกลม
oล้ออัลลอยแบบใหม่ – 18 นิ้ว สีดำเงา (Leda Glossy)
oสัญลักษณ์ของ “Dynamic Edition”
oมีให้เลือก 3 สี ได้แก่ ดำ (Onyx Black) ขาว (Ice White) และ เทา (Osmium Grey)

การตกแต่งภายใน
oพวงมาลัยสีดำทรงสปอร์ต
oแผงประตูสีดำ
oหนังหุ้มเบาะสีดำ
oแผงควบคุมส่วนกลางตกแต่งด้วยอลูมิเนียม


วอลโว่ XC60 Dynamic Edition มาพร้อมกับเครื่องยนต์ 1,969 ซีซี ขุมพลัง 190 แรงม้าที่ 4,250 รอบต่อนาที แรงบิด: 400 นิวตันเมตรที่ 1,750 – 2,500 รอบต่อนาที เกียร์อัตโนมัติเดินหน้า 8 สปีดพร้อมเกียร์ทรอนิค (Geartronic) สมรรถนะโดยรวม คือ อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.ในเวลาเพียง 8.1 วินาที ความเร็วสูงสุด 210 กม./ชม. อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยในเมืองและนอกเมือง 16.4 กม./ลิตร

ไม่เพียงเท่านี้ อีกปรากฎการณ์ที่วอลโว่จะมาตอกย้ำภาพในความคิดของทุกคนนอกจากรูปโฉมที่โฉบเฉี่ยวแล้วเรายังมาพร้อมกับความแรงและเร็ว กับการเปิดตัววอลโว่ S60 T5 Polestar Performance และวอลโว่ V60 T5 Polestar Performance สมรรถนะสูงแบบครบครันทำให้รถยนต์สัญชาติสวีเดนรายนี้ไม่เป็นสองรองใครในเรื่องความแรงและเร้าใจ ท่านเจ้าของรถวอลโว่ S60 และ V60 จะได้รับการเพิ่มสมรรถนะและปรับเปลี่ยนโฉมของรถ ซึ่งครอบคลุมช่วงล่าง (คอยล์สปริง โช๊คอัพ) ระบบไอดี ระบบไส้กรอง ระบบไอเสีย และล้ออัลลอยขนาด 8X19” พร้อมกับยาง Bridgestone Potenza ขนาด 235/40 R19 96W , สตรัทบาร์หน้าโดยทุกชิ้นส่วนได้รับการพัฒนาและทดสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วนเพื่อเสริมสร้างประสบการณ์ขับขี่ นอกจากนี้ ชุด Complete Performance Package ยังมีชิ้นส่วนที่ออกแบบมาเพื่อเสริมสร้างรูปโฉมของรถทั้งภายนอกและภายใน เช่น สปอยเลอร์หลัง สเกิร์ตหลังสีดำเงา กระจกส่องข้างสีดำ ชุดแต่งกาบข้างประตู ชุดขอบประตูพร้อมตราสัญลักษณ์ รวมไปถึง ชุดหัวเกียร์ และ แป้นคันเร่งและคันเบรกแบบสปอร์ตจาก Polestar


การเพิ่มสมรรถนะแบบ Polestar โฉมใหม่สำหรับเครื่องยนต์ Drive-E เพื่อประสบการณ์การขับขี่ใหม่ไม่เหมือนใครจากวอลโว่ ผลลัพธ์ของการเพิ่มสมรรถนะทำให้แรงม้ามากยิ่งขึ้นจากเดิม 220 แรงม้า ที่ 5500 รอบต่อนาที แรงบิด 350 นิวตันเมตร ที่ 1500-4000 รอบต่อนาทีเป็น 245 แรงม้า ที่ 5500 รอบต่อนาที แรงบิด 350 นิวตันเมตร ที่ 1500-4800 รอบต่อนาที อัตราเร่งทำเวลาได้ดีขึ้น การตอบสนองของคันเร่งมีประสิทธิภาพมากขึ้น ความรวดเร็วและแม่นยำในการเปลี่ยนเกียร์ดีเยี่ยม รถสามารถทรงตัวได้ดีในเวลาเข้าโค้งด้วยความเร็ว ทำให้การขับขี่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

สำหรับแคมเปญมอเตอร์โชว์ (27 มีนาคม – 9 เมษายน 2560)
เมื่อซื้อรถยนต์วอลโว่รุ่น S60 T5, S60 D4, XC60 T5, XC60 D4, V40 D4 Cross Country, V60 T5 , V60 D4 เราขอมอบข้อเสนอพิเศษ
-อัตราดอกเบี้ยพิเศษ 1%
-ฟรี ประกันภัยชั้น1 ฟรี นาน 1ปี
-ฟรี บริการบำรุงรักษาฟรี (Volvo Maintenance) 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร
-ฟรี บริการรับประกันคุณภาพ (Volvo Warranty) 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร และ
-ฟรี บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน (Volvo Assistance) ตลอด 24 ชั่วโมง ระยะเวลา 3 ปี

พบกับ “วอลโว่” ที่สุดแห่งยนตกรรมสุดหรูผสานที่สุดแห่งความปลอดภัยระดับโลก ได้ที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 38 ระหว่างวันที่ 29 มีนาคม – 9 เมษายน 2560 อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพค เมืองทองธานี ที่บูธ A16 สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ 02-305-4499 หรือ WWW.VOLVOCARS.COM/TH
ที่มาของภาพ:วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) จำกัด,Netcarshow.com

ครม.อนุมัติงบ จัดแข่ง MOTO GP ที่สนามช้างฯ เซ็นสัญญาต่อเนื่อง 3 ปีเต็ม

0

“โมโตจีพี” เตรียมบุกไทย พร้อมเซ็นสัญญา 3 ปีเต็ม โดยคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา นำเสนอให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน ตั้งแต่ ปี 2561-2562-2563 ภายใต้การดำเนินงานของการกีฬาแห่งประเทศไทย ซึ่งจะใช้ สนามข้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ เป็นสนามประลองความเร็ว

แฟน 2 ล้อมีเฮ หลังจากที่ลุ้นกันมานาน เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบอนุมัติให้งบประมาณกว่า 400 ล้านบาท ให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน โมโตจีพี เป็นเวลา 3 ปี จากการผลักดันของ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยมีเงินสมทบจากภาคเอกชนร่วมลงขันเพื่อให้การแข่งขันมอเตอร์สปอร์ตระดับโลกเกิดขึ้นในประเทศไทย

จากการที่ ครม.อนุมัติให้มีการจัดงานฯ ทางฝ่ายจัดการแข่งขันในเมืองไทยก็จะดำเนินการเจรจาสัญญากับ ดอร์น่า สปอร์ต ฝ่ายลิขสิทธิ์ของ โมโตจีพี โดยจะถูกบรรจุเข้าไปเป็นหนึ่งใน 20 สนาม ของตารางแข่งขันฤดูกาลหน้า ซึ่งจะใช้สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ ที่ผ่านการพิจารณาให้เป็นสนามแข่งขันรถยนต์และรถจักรยานยนต์ระดับ เกรดเอ ของ เอฟไอเอ็ม

ทั้งนี้ประเทศไทยได้ถูกบรรจุให้เป็นหนึ่งในตารางแข่งขัน โดยจะจัดในช่วงท้ายของฤดูกาล ราวเดือนตุลาคม ต่อจากการแข่งขันในโซนเอเชีย เช่นเดียวกับ โมเตกิ (ญี่ปุ่น), ฟิลลิป ไอส์แลนด์ (ออสเตรเลีย) และ เซปัง (มาเลเซีย) เดือนตุลาคมนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม บุรีรัมย์ อาจถูกบรรจุเข้าไปอยู่ในแพ็คเดียวกับ กาตาร์ ซึ่งจัดขึ้นในช่วงต้นฤดูกาลประมาณเดือนมีนาคม ทว่าในเงื่อนไขหลังนี้อาจเป็นไปได้ยาก เนื่องจากสนามช้างฯ เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน เวิลด์ ซูเปอร์ไบค์ แชมเปี้ยนชิพ สนาม 2 ในเดือนมีนาคมอยู่แล้ว

ที่มาของข่าว : www.motorsportlives.com

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เปิดตัวรถยนต์ 4 รุ่น ชูดาวเด่น M 760Li ลักซูรี่คาร์ เครื่องยนต์ 12 สูบ ขนาด 6.6 ลิตร 610 แรงม้า ลุยงานมอเตอร์โชว์

0

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เปิดตัวทัพรถยนต์รุ่นใหม่ นำโดย บีเอ็มดับเบิลยู 740Le xDrive Pure Excellence ที่มาพร้อมเทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo และมอเตอร์ไฟฟ้า บีเอ็มดับเบิลยู M760Li xDrive Model V12 Excellence พร้อมด้วยบีเอ็มดับเบิลยู 320d M Performance และบีเอ็มดับเบิลยู 320d GT Sport และ บีเอ็มดับเบิลยู 320d GT Luxury รุ่นปรับโฉมใหม่เตรียมให้ได้สัมผัสในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 38

มร. สเตฟาน ทอยเชอร์ต ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 7 ใหม่นี้ ถือเป็นอีกขั้นของนวัตกรรมด้านยนตรกรรมจากบีเอ็มดับเบิลยู ที่ได้รับการออกแบบเพื่อยกระดับสมรรถนะและความปราดเปรียวในการขับขี่ ด้วยการนำเทคโนโลยีจากบีเอ็มดับเบิลยู ตระกูล i มาสู่รุ่นแฟลกชิปของแบรนด์บีเอ็มดับเบิลยูนี้ ไม่ว่าจะเป็นการผสมผสาน BMW eDrive เข้ากับขุมพลัง BMW TwinPower Turbo หรือโครงสร้างตัวถังน้ำหนักเบาแบบ Carbon Core เพื่อคงความเป็นรถซีดานที่หรูหราและทรงประสิทธิภาพที่สุด นับเป็นมาตรฐานใหม่ของนวัตกรรมทางเทคโนโลยีในเซ็กเมนต์นี้”

มร. สเตฟาน กล่าวเพิ่มเติม “นอกจากนี้ เรายังนำสุดยอดแห่งนวัตกรรมของบีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 7 ใหม่ บีเอ็มดับเบิลยู M760Li xDrive Model V12 Excellence ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ 12 สูบอันทรงพลังด้วยเทคโนโลยี M TwinPower Turbo ในห้องเครื่อง ที่พร้อมจะทะยานไปด้วยอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชั่วโมง ภายในระยะเวลาเพียง 3.7 วินาทีเท่านั้น และเพื่อเป็นการมอบประสบการณ์ในการขับขี่คล่องแคล่วสไตล์สปอร์ต พร้อมด้วยเทคโนโลยีล้ำยุค เรายังได้แนะนำบีเอ็มดับเบิลยู 320d M Performance รุ่นพิเศษพร้อมชุดแต่ง M ในราคาที่คุ้มค่า พร้อมด้วยบีเอ็มดับเบิลยู 320d GT Sport และ 320d GT Luxury โฉมใหม่ ที่ได้รับการออกแบบโฉบเฉี่ยว โดดเด่นยิ่งขึ้น ครบเครื่องด้วยประโยชน์ใช้สอยและความหรูหรา”

บีเอ็มดับเบิลยู M760Li xDrive Model V12 Excellence ราคาจำหน่าย 12,499,000 บาท 

บีเอ็มดับเบิลยู M760Li xDrive Model V12 Excellence ได้กลายเป็นรุ่นแฟลกชิปอีกหนึ่งรุ่นของตระกูลบีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 7 ด้วยความประณีตหรูหราเหนือระดับ พร้อมขุมพลังในทุกช่วงเวลาการขับขี่จากเครื่องยนต์ 12 สูบ ผสานพลังเทคโนโลยี M Performance TwinPower Turbo จึงยกระดับสถานะของบีเอ็มดับเบิลยู M760Li xDrive Model V12 Excellence ให้เหนือชั้นยิ่งขึ้น

บีเอ็มดับเบิลยู M760Li xDrive Model V12 Excellence เปิดตัวขุมพลังใหม่ล่าสุด M Performance TwinPower Turbo พร้อมเครื่องยนต์ 12 สูบ เครื่องยนต์ V12 ภายใต้ตราประทับ “M Performance” มีปริมาตรกระบอกสูบขนาด 6.6 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 448 กิโลวัตต์/610 แรงม้า ที่ 5,500 ถึง 6,500 รอบต่อนาที พร้อมแรงบิดสูงสุด 800 นิวตันเมตรที่ 1,550 ถึง 5,000 รอบต่อนาที (อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงรวมอยู่ที่ 8.2 กิโลเมตรต่อลิตร และอัตราการปล่อย CO2 รวมที่ 291 กรัมต่อกิโลเมตร) ด้วยเทคโนโลยี M Performance TwinPower Turbo อันเหนือชั้น บีเอ็มดับเบิลยู M760Li xDrive Model V12 Excellence สามารถให้อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรภายในเวลาเพียง 3.7 วินาที จำกัดความเร็วสูงสุดที่ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ถ่ายโอนพลังงานผ่านระบบเกียร์ 8 สปีด Steptronic Sport ซึ่งถูกปรับแต่งตามคุณลักษณะของเครื่องยนต์ V12 โดยเฉพาะ

ระบบกันสะเทือนนวัตกรรม Executive Drive Pro คือบัตรผ่านของความปราดเปรียวอันเฉียบคมและความสะดวก สบายในการขับขี่ที่เหนือกว่า ระบบการรักษาเสถียรภาพรถแบบ Active roll ช่วยลดการสะเทือนของตัวรถให้ น้อยที่สุด ผสมผสานกับสมรรถนะจากยางรถยนต์ด้วยล้ออัลลอยพิเศษน้ำหนักเบาขนาด 20 นิ้ว เพื่อสร้าง ความคล่องแคล่วในการขับขี่ที่ยอดเยี่ยมที่สุดในคลาสรถยนต์เดียวกันให้กับบีเอ็มดับเบิลยู M760Li xDrive Model V12 Excellence โดยไม่ส่งผลกระทบต่อความสะดวกสบายและประสิทธิภาพในการขับขี่แม้แต่น้อย

ระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัจฉริยะ BMW xDrive ที่ถูกออกแบบเพื่อเน้นการขับขี่ที่ล้อหลัง ช่วยกระจายแรงขับเคลื่อนสู่ล้อทั้งสี่ขณะเข้าโค้งได้อย่างสมดุล ความคล่องแคล่วในการขับขี่และระบบความปลอดภัยยังเป็นคุณสมบัติเพิ่มเติมจากระบบเลี้ยวทั้งสี่ล้อ ช่วยเสริมการเข้าโค้งของเพลาล้อรถด้านหน้าได้อย่างแม่นยำ ด้วยการปรับมุมการเข้าโค้งของล้อหลังได้ตามแต่ละสถานการณ์ นอกจากนี้ ชุดเบรก M Sport ใหม่ ที่มากับคาลิปเปอร์สีน้ำเงินเมทัลลิคติดตราอักษร M ภายใต้ล้ออัลลอย W-Spoke ขนาด 20 นิ้ว เป็นการตีประทับให้กับคลังอาวุธอันปราดเปรียว ซึ่งพร้อมที่จะผ่อนกำลังหรือหยุดรถในทุกเวลาได้อย่างเหนือชั้น

บีเอ็มดับเบิลยู M760Li xDrive Model V12 Excellence มาพร้อมแถบโครเมียมพาดยาวตลอดช่วงหน้ากว้างของช่องดักอากาศ ในขณะที่กระจังหน้าไตสีเงินก็มาพร้อมกับแถบโครเมียมด้านหน้า และล้อมกรอบด้วยโครเมียมสว่าง ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับรายละเอียดตามจุดต่างๆ ของตัวรถที่ตกแต่งด้วยโครเมียมสว่างเช่นกัน พร้อมติดตรา “V12” ที่ขอบฝากระโปรงท้ายอีกด้วย

ภายในห้องโดยสารตกแต่งอย่างหรูหราด้วยไม้บริเวณพวงมาลัย และตัวอักษร V12 ที่จะปรากฎขึ้นบนหน้าปัดรถเมื่อผู้ขับขี่สตาร์ทเครื่องยนต์ ขอบประตูรถตกแต่งด้วยโลโก้ V12 เรืองแสง สร้างความตื่นตาตื่นใจพร้อมความรื่นรมย์ในการขับขี่ที่จะเกิดขึ้น โดยโลโก้ V12 ยังอวดโฉมอยู่บนคอนโซลและหน้าจอ Touch Command Panel บริเวณที่วางแขนของห้องผู้โดยสารด้านหลัง

เบาะด้านหน้าอันสะดวกสบายสามารถปรับเอนได้ด้วยระบบไฟฟ้าและฟังก์ชันจดจำตำแหน่งของผู้นั่ง เมื่อจับคู่เข้ากับพรมหนานุ่มพิเศษของห้องผู้โดยสารด้านหลัง จึงช่วยสร้างบรรยากาศแห่งความหรูหราอันเหนือชั้น ขณะที่ตัวเบาะ บริเวณข้างที่นั่ง พนักพิงศีรษะ ประตูด้านในรถ และที่วางแขนตรงกลางและด้านข้าง หุ้มด้วย หนังแกะคุณภาพเยี่ยม เติมเต็มบรรยากาศแห่งความหรูหราได้อย่างมีรสนิยม

เช่นเดียวกับบีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 7 โฉมใหม่รุ่นอื่นๆ จอมอนิเตอร์ระบบ iDrive แสดงผลบนหน้าจอและควบคุมด้วยการสัมผัส รวมถึงระบบการสั่งงานด้วย การเคลื่อนไหวในระบบ iDrive เป็นครั้งแรกของตระกูลบีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 7 รวมไปถึงตัวยึดโทรศัพท์มือถือบริเวณคอนโซลซึ่งสามารถชาร์จโทรศัพท์มือถือได้แบบไร้สาย ผ่านการเหนี่ยวนำกระแสไฟฟ้าได้เป็นครั้งแรกในรถยนต์

บีเอ็มดับเบิลยู 740Le xDrive Pure Excellence พร้อมเทคโนโลยีปลั๊กอิน ไฮบริด เปิดราคาจำหน่าย 6,699,000 บาท 

โดดเด่นด้วยนวัตกรรมด้านเทคโนโลยี BMW eDrive ในบีเอ็มดับเบิลยูตระกูล i นำมาสู่บีเอ็มดับเบิลยู 740Le xDrive Pure Excellence พร้อมโครงสร้าง Carbon Core และแบตเตอรี่ไฟฟ้าแรงดันสูง ผสานด้วยเทคโนโลยีเฉพาะ BMW TwinPower Turbo ขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้า ให้สุนทรียะแห่งการขับขี่เหนือระดับ และความหรูหราสะดวกสบายในการขับขี่ระยะไกล นอกจากนี้ ยังสามารถนำเทคโนโลยี Efficient Dynamics มารวมเข้ากับ ยนตรกรรมได้อย่างยอดเยี่ยมที่สุดในบรรดารถยนต์ภายใต้แบรนด์บีเอ็มดับเบิลยูด้วยกัน


บีเอ็มดับเบิลยู 740Le xDrive Pure Excellence ให้กำลังสูงสุดที่ 190 กิโลวัตต์/258 แรงม้า ด้วยเทคโนโลยี BMW TwinPower นับเป็นขุมพลัง 4 สูบที่ทรงพลังที่สุด ระบบการขับขี่ไฟฟ้ามอบกำลังเพิ่มเติมสูงสุดอีก 83 กิโลวัตต์/113 แรงม้า พร้อมตอบสนองในเสี้ยววินาที โดยเมื่อใช้งานร่วมกัน เครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าชุดนี้จะมอบกำลังสูงถึง 240 กิโลวัตต์/326 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตร

ยิ่งไปกว่านั้น มอเตอร์ไฟฟ้ายังรับหน้าที่ส่งพลังด้วยการสำรองพลังงานขณะแตะเบรก หรือด้วยการเพิ่มค่าภาระเครื่องยนต์ตามระบบไฮบริดที่เลือกใช้ จากนั้นจึงดึงพลังเข้าสู่แบตเตอรี่แรงดันสูง และเมื่อขับขี่ด้วยระบบไฟฟ้าจะสามารถสร้างระยะทางสูงสุดได้ถึง 41 กิโลเมตร (ระยะทางสูงสุดอาจแตกต่างไปตามประเภทยางรถยนต์) มอเตอร์ไฟฟ้าถูกนำมารวมเข้ากับระบบเกียร์ 8 สปีด Steptronic อย่างสมบูรณ์ เพื่อตอกย้ำประสิทธิภาพขั้นสูงสุดของการขับขี่ด้วยระบบไฟฟ้าที่สร้างความปราดเปรียวขณะขับขี่ และการนำพลังงานส่วนเกินกลับมาใช้จากระบบเบรก

บีเอ็มดับเบิลยู 740Le xDrive Pure Excellence เดินตามรอยบีเอ็มดับเบิลยู X5 xDrive40e ในฐานะรถยนต์ รุ่นที่สองที่จ่ายพลังงานด้วยการขับเคลื่อนสี่ล้อ ทั้งในการขับขี่ด้วยระบบไฟฟ้า การขับขี่ด้วยเครื่องยนต์ หรือเมื่อขับขี่ทั้งสองระบบในเวลาเดียวกัน ระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัจฉริยะยังช่วยให้ยึดเกาะถนนได้อย่างดียิ่ง และให้เสถียรภาพอันเหนือชั้น รวมไปถึงความปราดเปรียวที่พร้อมรับมือทุกสภาวะอากาศและทุกสภาพถนนด้วยการจ่ายพลังงานระหว่างล้อหน้าและล้อหลังที่สมบูรณ์แบบ สามารถเร่งเครื่องได้อย่างทรงพลัง ให้อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรภายใน 5.3 วินาที โดยมีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงอยู่ที่ 45.5 กิโลเมตรต่อลิตร อัตราการปล่อย CO2 ที่ 49 กรัมต่อกิโลเมตร ในขณะที่อัตราการใช้พลังงานไฟฟ้าทั้งหมดของบีเอ็มดับเบิลยู 740Le xDrive Pure Excellence อยู่ที่ระหว่าง 13.9 ถึง 13.2 กิโลวัตต์ ต่อ 100 กิโลเมตร (ตัวเลขคำนวนจาก EU test cycle สำหรับรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด อาจแตกต่างไปตามประเภทยางรถยนต์)

ผู้ขับขี่สามารถกดปุ่ม eDrive บริเวณกลางคอนโซลเพื่อเปลี่ยนไปสู่การขับขี่ปลั๊กอินไฮบริดได้อย่างง่ายดาย และในการใช้งาน AUTO eDRIVE hybrid ซึ่งเป็นระบบการจัดการพลังงานอัจฉริยะ ช่วยเสริมประสิทธิภาพให้เครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าทำงานด้วยกันได้อย่างสูงสุดเต็มกำลัง เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่เป็นเลิศที่สุด

นอกจากนี้ยังสามารถปรับไปใช้โหมดไฟฟ้าล้วน MAX eDRIVE ด้วยการกดปุ่มเพียงครั้งเดียว โดยโหมดนี้จะเปลี่ยนไป ใช้พลังงานจากเครื่องยนต์ไฟฟ้าเท่านั้น แต่ยังสามารถดึงขุมพลังจากเครื่องยนต์มาใช้ได้ตลอดเวลาหากเหยียบคันเร่งจนสุด ด้วยโหมด MAX eDRIVE สามารถให้ความเร็วสูงสุดจากพลังงานไฟฟ้าที่ 140 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

บีเอ็มดับเบิลยู 740Le xDrive Pure Excellence ยังมาพร้อมกับสวิทช์ปรับโหมดขับขี่ที่ออกแบบใหม่ล่าสุด ซึ่งติดตั้งอยู่บนคอนโซล ผู้ขับขี่สามารถเปิดสวิทช์เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการขับขี่อันปราดเปรียวและสะดวกสบาย ยิ่งไปกว่านั้น สวิทช์ปรับโหมดขับขี่ยังเสนออีกหนึ่งทางเลือกด้วย ADAPTIVE mode ซึ่งสามารถตอบสนองต่อสไตล์การขับขี่และข้อมูลเส้นทางของผู้ขับขี่อย่างเห็นได้ชัด

ประสิทธิภาพชั้นเลิศที่มาพร้อมกับสุนทรียะในการขับขี่ ความสะดวกสบายสำหรับการเดินทางระยะไกล และความหรูหราเฉพาะตัว
มาตรฐานอันเหนือชั้น ยังรวมไปถึงไฟหน้า Adaptive LED กุญแจ BMW Display Key ระบบนำทางแบบ Professional และระบบปฏิบัติการ iDrive ที่รวมถึงฟังก์ชันทัชสกรีนบนหน้าจอ และ BMW Gesture Control การสั่งงานด้วยการเคลื่อนไหวของมือโดยไม่ต้องสัมผัสหน้าจอ

บริเวณห้องโดยสารด้านหน้าและด้านหลังมาพร้อมกับเบาะนั่งที่สะดวกสบาย ด้วยระบบระบายอากาศในเบาะและฟังก์ชันนวดเพื่อสุขภาพ และฟังก์ชั่นในการปรับเบาะให้อุ่นได้ พร้อมเติมเต็มที่สุดแห่งความสะดวกสบายสำหรับผู้โดยสารด้านหลังด้วยเบาะที่นั่ง Executive Lounge Seating และหลังคากระจกแบบ Sky Lounge Panorama

บีเอ็มดับเบิลยู 320d M Performance ราคา 2,499,000 บาท

บีเอ็มดับเบิลยู 320d M Performance รุ่นประกอบในประเทศ โดดเด่นและเฉียบคมยิ่งขึ้นด้วยชุดแต่ง M กับ front splitter สีดำด้าน กันชนหน้าและหลังติดสติ๊กเกอร์ Giugiaro สร้างความเร้าใจให้กับผู้ขับขี่ด้วยรูปลักษณ์แบบสปอร์ต ยังมาพร้อมกับกระจังหน้าไตสีดำเงาและฝาครอบรอบกระจกข้างแบบคาร์บอน ช่องระบายอากาศด้านหลังและสปอยเลอร์หลังมาในสีดำด้าน พร้อมกรอบประตูสีดำด้านที่ติดตราประทับ ‘M Performance’ ขณะที่ฉายแสงแอลอีดีด้วยโลโก้บีเอ็มดับเบิลยูบริเวณประตู

สร้างประสบการณ์อันเหนือชั้นให้แก่ผู้ขับขี่ก่อนเข้าสู่ตัวรถด้วยชุดกันชนหน้าที่มีช่องระบายอากาศดีไซน์ใหม่ เน้นย้ำถึงความกว้างของตัวรถ เช่นเดียวกับชุดกันชนหลังและไฟท้ายแอลอีดีที่ช่วยเสริมมาดความสปอร์ตของตัวรถ พร้อมไฟหน้าและไฟตัดหมอกแอลอีดีเพื่อทัศนวิสัยในการขับขี่ที่ดียิ่งขึ้นกุญแจอันเป็นเอกลักษณ์ของบีเอ็มดับเบิลยูมาในระบบ comfort access system ที่สามารถสั่งการอย่างง่ายดายได้ด้วยสัญญาณทางไกล พร้อมเซ็นเซอร์น้ำฝนที่สร้างทัศนวิสัยอันปลอดโปร่งในทุกเวลา

นอกจากนี้ยังมีระบบ cruise control ช่วยให้ผู้ขับขี่กำหนดความเร็วสูงสุดและสร้างความสะดวกสบายสำหรับการเดินทางไกลได้อย่างไร้กังวล ขณะที่กระจกมองหลังด้านในและกระจกข้างฝั่งคนขับยังช่วยป้องกันดวงตาของผู้ขับขี่ไม่ให้พร่ามัวด้วยฟังก์ชันป้องกันแสงจากไฟรถ

บีเอ็มดับเบิลยู 320d M Performance มาพร้อมกับขุมพลังระดับ 190 แรงม้าที่ 4,000 รอบต่อนาที ที่ประหยัดน้ำมันสูงสุดถึง 27 กิโลเมตรต่อลิตร พร้อมอัตราการปล่อย CO2 เพียง 99 กรัมต่อกิโลเมตร ระบบเกียร์ 8 สปีด Steptronic ใหม่ มีส่วนช่วยลดอัตราการปล่อยก๊าซ CO2 ด้วยประสิทธิภาพอัตราการทดเกียร์ที่กว้างขึ้น และตัวแปลงแรงบิดที่สูญเสียกำลังน้อยลงในขณะเปลี่ยนเกียร์ ช่วยลดการปล่อยก๊าซ CO2 ลงได้ราว 3 เปอร์เซ็นต์ พร้อมกับเกียร์อัตโนมัติ Steptronic Sport 8 สปีด และก้านเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย

บีเอ็มดับเบิลยู 320d GT Sport และ บีเอ็มดับเบิลยู 320d GT Luxury โฉมใหม่ ราคาจำหน่าย  2,999,000 บาท 

บีเอ็มดับเบิลยูต่อยอดความสำเร็จของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 3 เพิ่มนวัตกรรมล่าสุดให้แก่ บีเอ็มดับเบิลยู 320d GT Sport และ บีเอ็มดับเบิลยู 320d GT Luxury โฉมใหม่ ผสมผสานยนตรกรรมหรูหราแบบซีดานเข้ากับความโฉบเฉี่ยวสไตล์สปอร์ตอย่างแท้จริง และยังคงประสิทธิภาพเอนกประสงค์ของรถยนต์ในแนวทัวริ่งไว้อย่างครบถ้วน

มาพร้อมการออกแบบทั้งภายนอกและภายในที่โดดเด่นยิ่งขึ้น ด้วยไฟหน้าแอลอีดีและเทคโนโลยี BMW Selective Beam เพิ่มทัศนวิสัยและความปลอดภัยยามค่ำคืนบนถนนอันคดเคี้ยว รวมไปถึงระบบปรับการทำงานไฟสูง ไฟตัดหมอกแอลอีดี และไฟท้ายแอลอีดี ภายในตัวรถประกอบด้วยคอนโซลสีดำเงาและระบบ iDrive ใหม่ล่าสุดที่อำนวยความสะดวกให้ผู้ขับขี่ควบคุมฟังก์ชันต่างๆ ของรถได้โดยไม่เสียสมาธิจากการขับขี่บนถนน

สัมผัสยนตรกรรมรุ่นล่าสุดจากค่ายใบพัดฟ้า-ขาว ได้ที่งาน บางกอกอินเตอร์เนชั่นแนลมอเตอร์โชว์ครั้งที่ 38 ณ ชาเลนเจอร์ฮอลล์ เมืองทองธานี 28 มีนาคม – 9 เมษายนนี้ 

เชฟโรเลต โคโลราโด ไฮคันทรี สตอร์ม ตกแต่งใหม่เพื่อรูปลักษณ์สะดุดตา พร้อมชุดแต่งรอบคัน

0

“เชฟโรเลต” เผยโฉม “โคโลราโด ไฮคันทรี สตอร์ม” ย้ำความโดดเด่นด้านรูปลักษณ์ และแต่งเท่รอบคัน สร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวของรถกระบะที่มีดีมากกว่าความแกร่ง เตรียมเปิดตัวสู่สาธารณชนที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 38

มร. เวล ฟาร์กาลี กรรมการผู้จัดการ จีเอ็ม ประเทศไทย และเชฟโรเลต เซลส์ ประเทศไทย กล่าว “โคโลราโดได้เสียงตอบรับที่ดีเยี่ยมจากลูกค้า ซึ่งเป็นพลังขับเคลื่อนให้เราเดินหน้าลงทุนในตลาดรถกระบะต่อไป ด้วยสไตล์ที่โดดเด่น ศักยภาพที่ยอดเยี่ยม และการใช้งานที่สมบุกสมบัน เชฟโรเลต โคโลราโด ไฮคันทรี สตอร์มจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจ และเป็นรถกระบะที่ลูกค้าจะรู้สึกภาคภูมิใจในการครอบครองและขับขี่”

โคโลราโด ไฮคันทรี สตอร์ม มากับรูปลักษณ์ที่สะดุดตา และสมรรถนะที่ยอดเยี่ยมทำให้รถกระบะรุ่นนี้มีความสมบูรณ์แบบ สำหรับการเดินทางในแต่ละวันหรือการใช้งานอย่างสมบุกสมบัน ชุดตกแต่ง “สตอร์ม” ได้ถูกพัฒนาบนพื้นฐานของกระบะรุ่นโคโลราโด ไฮคันทรี โดดเด่นด้วยอุปกรณ์ตกแต่งสีดำทุกชิ้น ไม่ว่าจะเป็นสปอร์ตบาร์ให้ความเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นเหนือใคร ล้ออัลลอยสีดำดีไซน์สปอร์ตขนาด 18 นิ้ว มือจับเปิดประตู มือจับเปิดฝาท้าย เส้นขอบหน้าต่าง และกันชนท้ายพร้อมเซ็นเซอร์ถอยหลัง

อุปกรณ์ตกแต่งได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถันช่วยยกระดับภาพลักษณ์ความดุดันบึกบึนด้วยสีดำทั้งหมด ได้แก่ สติกเกอร์บนฝากระโปรงหน้าพร้อมโลโก้ High Country สติกเกอร์ STORM ตกแต่งด้านข้างตัวรถลายสปอร์ต และกระจกมองข้างสีดำ

โคโลราโด ไฮคันทรี สตอร์ม ยังยกระดับ “สีน้ำเงิน” ให้มีความสง่างามขึ้นอีกขั้นด้วยสีตัวถังใหม่ “Blue Me Away” สีน้ำเงินเมทัลลิกที่กำลังได้รับความนิยมและชุดตกแต่งสตอร์ม ซึ่งเป็นการผสมผสานกันอย่างลงตัวบนรถกระบะโคโลราโด นอกจากนี้ โคโลราโด ไฮคันทรี สตอร์มยังมีสีแดง Pull Me Over Red สีดำ Black Meet Kettle Metallic สีขาว Summit White สีเทาเมทัลลิก Satin Steel Grey Metallic และสีน้ำตาลเมทัลลิก Auburn Brown Metallic

ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดูราแม็กซ์ 4 สูบ ดีเซลเทอร์โบ 2.5 ลิตร ด้วยระบบเทอร์โบแปรผันหรือ VGT (Variable Geometry Turbocharger) ช่วยให้เครื่องยนต์ดูราแม็กซ์ 2.5 ลิตรรุ่นนี้มีพละกำลัง 180 แรงม้า (132 กิโลวัตต์) ที่ 3,600 รอบต่อนาที แรงบิด 440 นิวตันเมตร (325 ฟุต-ปอนด์) ที่รอบต่ำ 2,000 รอบต่อนาที เครื่องยนต์ที่ผ่านมาตรฐานไอเสียยูโร 4 รุ่นนี้ส่งกำลังด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด มีทั้งระบบขับเคลื่อนสองล้อและขับเคลื่อนสี่ล้อ

ด้านความปลอดภัยยังคงมีความสำคัญสูงสุดซึ่งสะท้อนปรัชญานี้ด้วยระบบความปลอดภัยแบบแอคทีฟและแพสซีฟ ทั้งถุงลมนิรภัยคู่หน้าสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ตลอดจนถุงลมนิรภัยป้องกันหัวเข่าสำหรับผู้ขับขี่ ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและการลื่นไถล Traction Control System (TCS), ระบบช่วยเบรกกะทันหัน Panic Brake Assist (PBA), ระบบกระจายแรงเบรก Electronic Brake Force Distribution (EBD), ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว Electronic Stability Control (ESC), ระบบป้องกันการพลิกคว่ำ Anti-Rolling Protection (ARP), ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางชัน Hill Descent Control (HDC) และระบบป้องกันการไหลของรถเมื่อขึ้นทางชัน Hill Start Assist (HSA) โคโลราโด ไฮคันทรี สตอร์มยังมีระบบแจ้งเตือนเมื่อออกจากช่องจราจร ระบบแจ้งเตือนการชนด้านหน้า ระบบช่วยเหลือการจอดด้านหน้าและหลัง และระบบตรวจวัดและแจ้งเตือนแรงดันลมยาง

โคโลราโด ไฮคันทรี สตอร์ม มาพร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบายที่ครบครัน ระบบช่วยเหลือการจอดด้านหน้าและกล้องมองหลังช่วยให้การขับขี่ในที่คับแคบมีความสะดวกง่ายดายมากขึ้น มีเซ็นเซอร์ตรวจจับน้ำฝน ไฟหน้าเปิด/ปิดอัตโนมัติ และฟังก์ชั่นรีโมทสตาร์ทครั้งแรกในรถระดับเดียวกัน รถกระบะรุ่นล่าสุดนี้ยังมีเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยอย่างระบบเชฟโรเลต มายลิงค์ อินโฟเทนเมนท์ การเชื่อมต่อแอปเปิล คาร์เพลย์ และสิริอายส์ฟรี ขณะที่ฟังก์ชั่นอื่นๆ ยังรวมถึงกระจกหน้าต่างคู่หน้าที่เลื่อนลงเล็กน้อยเพื่อช่วยในการปิดประตู

“เชฟโรเลต” จะเปิดตัว โคโลราโด ไฮคันทรี สตอร์ม สู่สาธารณชนและประกาศราคาจำหน่ายที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 38 ระหว่างวันที่ 29 มีนาคม ถึง 9 เมษายน 2560 นี้

TAMO RACEMO สปอร์ตคูเป้รุ่นแรกของ ทาทา มอเตอร์ส

0

“TAMO RACEMO” ปรากฏสู่สายตาชาวโลกเป็นครั้งแรกในงาน เจนีวา อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 87 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นรถสปอร์ตคูเป้ 2 ประตู รุ่นแรกของอินเดียที่ผสมผสานระบบดิจิตอล พร้อมมอบประสบการณ์การเชื่อมโยงระบบดิจิตอลกับรถยนต์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

จากองค์ประกอบสำคัญด้านกลยุทธ์ในการผลิตรถยนต์นั่งส่วนบุคคลรุ่นใหม่ๆ ทำให้ ทาทา มอเตอร์ส ออกมาแนะนำแบรนด์ “ทาโม่” ซึ่งจะเป็นแบรนด์ที่บ่มเพาะการสร้างสรรค์นวัตกรรม เทคโนโลยีอันล้ำหน้า การสร้างต้นแบบทางธุรกิจ และพันธมิตรเพื่อที่จะคิดค้นยานยนต์แห่งอนาคต ด้วยการปฏิบัติงานที่คล่องตัว การลงทุนที่คุ้มค่าเพื่อนำเสนอเทคโนโลยีและแนวคิดใหม่ๆได้อย่างรวดเร็ว

การปรากฏตัวของแบรนด์ TAMO ครั้งแรกของโลกในครั้งนี้ เปิดฉากด้วยการนำเสนอนวัตกรรมยานยนต์อย่าง “RACEMO” รถสปอร์ตคูเป้ ซึ่งเป็นนวัตกรรมยานยนต์รุ่นแรกที่จะออกมาท้าทายการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่กำลังจะมาถึงในอนาคต

TAMO RACEMO ได้รับการออกแบบเส้นสายบนตัวถังโดยการผสมผสานดีไซน์อันเร้าใจของรถอิตาลีกับแนวคิดในสไตล์อินเดียได้เข้ากันอย่างลงตัว ซึ่งเป็นรถยนต์อินเดียรุ่นแรกของโลกที่พัฒนามาเป็น “Phygital Car” คือการผสมผสานระหว่างโลกรถยนต์กับโลกดิจิตอลเข้าไว้ด้วยกัน โดยสื่อถึงความกล้าลองเสี่ยงทำอะไรใหม่ๆ ความหลงใหลในการผจญภัย และการมีชีวิตอยู่กับโลกดิจิตอล ทำให้ ทาโม เรซโม่ เป็นรถยนต์รุ่นแรกของอินเดียสำหรับผู้ที่หลงใหลในเทคโนโลยี และเป็นรถยนต์รุ่นแรกที่มีระบบเชื่อมต่อการสื่อสารในรถยนต์ที่ได้รับการพัฒนาจากบริษัทพันธมิตรอย่างไมโครซอฟท์

TAMO RACEMO มีเทคโนโลยีการสื่อสารอันน่าตื่นตาตื่นใจอย่าง ระบบคลาวด์ (Cloud) สำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลของรถ เทคโนโลยีด้านภูมิศาสตร์และแผนที่ และเพิ่มโปรแกรมการเชื่อมต่อระหว่างผู้ขับขี่กับอุปกรณ์ต่างๆ มากยิ่งขึ้น ทำให้เป็นรถยนต์ที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับเทคโนโลยีการติดต่อสื่อสาร

นายกุนเทอร์ บุทเช็ค ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ทาทา มอเตอร์ส กล่าวว่า “เราเปิดตัวแบรนด์ใหม่อย่าง ทาโม่ เพื่อที่จะแสดงให้เห็นถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ รูปแบบใหม่ทางธุรกิจ และพันธมิตรใหม่ของเรา เรซโม่เป็นนวัตกรรมแรกจาก ทาโม่ และทำให้เรารู้สึกตื่นเต้นไปกับการก้าวกระโดดไปสู่อนาคตในรูปแบบที่คาดไม่ถึง เป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นใน ทาทา มอเตอร์ส ซึ่งรถเรซโม่จะเป็นเหมือนสนามทดสอบ สำหรับรถรุ่นต่างๆ ภายใต้แบรนด์ทาโม่ที่จะขับเคลื่อนอนาคตของโลกการสื่อสารยุคใหม่ในอินเดียเลยทีเดียว โดยสไตล์และการออกแบบของเรซโม่จะมอบเทคโนโลยีและประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้ขับขี่ และเรซโม่จะเพิ่มเติมบุคลิกใหม่ให้กับลูกค้าของเรา และการมีเรซโม่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในโลกดิจิตอลของลูกค้า ก็จะช่วยสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ และกระตุ้นให้ผู้คนมีความสนใจในแบรนด์บริษัทแม่อย่าง ทาทา มอเตอร์ส มากขึ้นอีกด้วย”

TAMO RACEMO ได้รับการออกแบบมาจาก ศูนย์การออกแบบ ทาทา มอเตอร์ส ในเมืองตูริน ประเทศอิตาลี เป็นรถที่มีความลงตัวระหว่างสมรรถนะสูง กับความเหมาะสมในการใช้งานจริง ด้วยกำลังระดับ 190 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 210 นิวตันเมตร จากเครื่องยนต์เบนซิน 3 สูบ รีโวทรอน (Revotron) ขนาด 1.2 ลิตร พร้อมระบบอัดอากาศเทอร์โบอินเตอร์คูลเลอร์ ปริมาตรกระบอกสูบ 1,198 ซีซี. ใช้ระบบส่งกำลังด้วยเกียร์กึ่งอัตโนมัติ 6 สปีด พร้อมแพดเดิลชิฟท์บนพวงมาลัย สามารถทำความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ภายในเวลาที่ต่ำกว่า 6 วินาที

ระบบช่วงล่างเป็นแบบอิสระปีกนกสองชั้นทั้ง 4 ล้อ ใช้ล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้วที่ด้านหน้า และขนาด 18 นิ้วที่ด้านหลัง พร้อมใช้ยางหน้ากว้างแบบเรซซิ่ง ขนาด 205/50 R17 ที่ล้อหน้า และ 235/45 R18 ที่ล้อหลัง ส่วนระบบเบรกเป็นดิสก์เบรกทั้ง 4 ล้อ พร้อมระบบ ABS และ EBD พวงมาลัยเป็นระบบไฟฟ้า และใช้ไฟหน้าเป็นแบบ Bi-LED

TAMO RACEMO ยังสามารถเชื่อมต่อฟีเจอร์ต่างๆ ได้อย่างหลากหลาย รวมทั้งสามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ว่าควรต้องนำรถเข้ารับการตรวจเช็คเมื่อไร สามารถตรวจเช็คข้อมูลต่างๆ ของตัวรถ เช่น อัตราสิ้นเปลือง เส้นทาง ระยะทางที่วิ่ง วิเคราะห์ข้อมูลของรถ ฯลฯ ผ่านทางคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟน ด้วยการใช้เทคโนโลยี Cloud-Based ของไมโครซอฟท์ นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยี IoT (Internet of Thing) ที่สามารถสั่งการอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ จากตัวรถ ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้ได้รับการออกแบบติดตั้งโดยไมโครซอฟท์ อัซซูเร่ ( Microsoft Azure) และเทคโนโลยีล้ำสมัยเหล่านี้จะเป็นส่วนหนึ่งของ TAMO RACEMO