Home Blog Page 529

Honda MSX125SF โฉมใหม่ จัดเต็มเทคโนโลยีเบรก ABS ครั้งแรกของมินิสปอร์ตไบค์เมืองไทย

0

บริษัท เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด ผู้จัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้าในประเทศไทย เอาใจนักบิดผู้ชื่นชอบการขับขี่มินิสปอร์ตไบค์ เผยโฉม New Honda MSX125SF โฉมใหม่ ภายใต้คอนเซปต์ “Endorphins Clutcher ฟินไม่มีสะดุด สนุกทุกการคอนโทรล” มินิไบค์สายพันธุ์สปอร์ตที่มาพร้อมการออกแบบอันโฉบเฉี่ยวล้ำสมัย ชูสมรรถนะการควบคุมด้วยระบบคลัทช์มือที่ให้ความสนุก เร้าใจ ใช้งานในเมืองได้อย่างสะดวกคล่องแคล่ว พร้อมอัดแน่นเทคโนโลยีตวามปลอดภัยด้วยระบบเบรก ABS โดดเด่นลงตัวกับการจับคู่สีสันใหม่ เริ่มทยอยวางจำหน่ายตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ที่ศูนย์จำหน่ายและบริการ Honda Wing Center ทั่วประเทศ

นายสุชาติ อรุณแสงโรจน์ รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด ผู้จัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้าในประเทศไทย เปิดเผยว่า “ตลาดรถจักรยานยนต์ประเภทสปอร์ตไบค์ในเมืองไทยกำลังขยายสัดส่วนการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยหนึ่งในผลิตภัณฑ์ของฮอนด้าที่มีความโดดเด่นและได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี นั่นคือ รุ่น Honda MSX125SF ซึ่งหลังจากเปิดตัวโฉมแรกตั้งแต่ปี 2013 เป็นต้นมา มินิไบค์สายพันธุ์สปอร์ตรุ่นนี้ก็ครองความนิยมเป็นอันดับหนึ่ง ในกลุ่มรถสปอร์ตขนาดไม่เกิน 150 ซีซีโดยทันที รวมถึงล่าสุดในปีที่ผ่านมา ด้วยยอดขายรวมสูงสุดถึง 125,000 คัน”

นายสุชาติ กล่าวเพิ่มเติม “ในฐานะที่ฮอนด้าเป็นผู้นำตลาดจักรยานยนต์ในเมืองไทย 28 ปีซ้อน พร้อมให้คำยืนยันว่า บริษัทยังคงมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคชาวไทยอย่างดีที่สุดต่อไป และในปี 2017 นี้ ฮอนด้าจึงได้ยกระดับ New Honda MSX125SF ขึ้นมาใหม่ให้มีความสมบูรณ์และเหนือกว่าไปอีกขั้น ด้วยการเติมเต็มเทคโนโลยีระบบเบรก ABS นับเป็นครั้งแรกจากบิ๊กไบค์หรือรถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่สู่มินิสปอร์ตเมืองไทย ซึ่งทำให้ New Honda MSX125SF 2017 นอกจากจะมีรูปลักษณ์การออกแบบที่โฉบเฉี่ยวล้ำสมัย ให้สมรรถนะการขับขี่ที่สนุกสนานเร้าใจแล้ว ยังให้การควบคุมสั่งการทำงานหยุดรถได้อย่างมั่นใจ และมีความปลอดภัยเพิ่มขึ้นด้วย”

Honda MSX125SF 2017ได้รับการออกแบบภายใต้คอนเซปต์ “Endorphins Clutcher ฟินไม่มีสะดุด สนุกทุกการคอนโทรล” โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์มินิไบค์สายพันธุ์สปอร์ต มาพร้อมการจับคู่สีสันลวดลายใหม่, ฝาครอบเครื่องยนต์สีทอง, ไฟหน้าแบบ LED พร้อมไฟสูงแยกดวง, แผงหน้าปัดแบบฟูลดิจิตอล แสดงทุกสถานะการทำงานของตัวรถ, ฝาถังน้ำมันแบบติดกับตัวถังให้ความสะดวกขณะเติมน้ำมันเชื้อเพลิง, กุญแจแบบพับได้เพื่อความสะดวกสบายในการพกพา, ระบบช่วงล่างสไตล์สปอร์ต โช้คหน้าแบบหัวกลับ-หลังโช็คเดี่ยว ลงตัวกับขอบล้อสีเดียวกันขนาด 12 นิ้ว

ด้านขุมพลังเครื่องยนต์ 4 จังหวะ ขนาด 125 ซีซี. ระบบหัวฉีด PGM-FI ผ่านมาตรฐานไอเสียระดับ 6 และรองรับน้ำมัน E20 ตัดต่อการส่งกำลังด้วยระบบคลัทช์มือ ให้สมรรถนะการขับขี่ที่สนุก เร้าใจ และมีความคล่องตัว ขณะที่ความปลอดภัยเหนือกว่า ด้วยระบบเบรก ABS พร้อมดิสก์เบรกหน้า-หลัง

นอกจากการปรับโฉมครั้งใหม่ของ New Honda MSX125SF 2017 เอ.พี.ฮอนด้ายังได้นำเสนอเวอร์ชั่นพิเศษ The Ultimate Pink ที่มาพร้อมชุดแต่ง H2C ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 1,000 คัน เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ให้กับผู้รักการแต่งรถอีกด้วย

เอ.พี.ฮอนด้า พร้อมเริ่มทยอยวางจำหน่าย New Honda MSX125SF 2017 ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ที่ศูนย์จำหน่ายและบริการ Honda Wing Center ทั่วประเทศ โดยรุ่น Standard มีให้เลือก 4 สี ได้แก่ ดำ-ชมพู (สีใหม่) และดำ-น้ำเงิน (สีใหม่) ดำ-เหลือง แดง-ดำ ราคาแนะนำโดยประมาณเริ่มต้นที่ 70,500 บาท ส่วนรุ่น ABS มีให้เลือก 2 สี ได้แก่ แดง-เทา และดำ-เทา ราคาแนะนำโดยประมาณเริ่มต้นที่ 78,000 บาท ขณะที่รุ่นตกแต่งพิเศษ The Ultimate Pink ผลิตจำนวนจำกัด 1,000 คัน ราคาแนะนำโดยประมาณที่ 83,600 บาท ทั้งนี้

สำหรับผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม New Honda MSX125SF ปี 2017 โฉมใหม่ ได้ที่ www.aphonda.co.th

ยางรถยนต์ดีสโตน “Premium Tourer RA01”

0

Confident Smooth Ride : ขับขี่นุ่มนวลอย่างมั่นใจ

“ พรีเมียมทัวร์เร่อ : อาร์เอ ศูนย์หนึ่ง” คือกลุ่มผลิตภัณฑ์ยางรถยนต์ที่เน้นความนุ่มนวล ขับขี่สบาย ลดเสียงรบกวน โดยยังคงไว้ซึ่งประสิทธิภาพในการควบคุม เพื่อการขับขี่ที่ปลอดภัย ซึ่งเป็นจุดเด่นของผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม “ พรีเมียมทัวร์เร่อ”

มีตั้งแต่ขอบ 15 – 17 นิ้ว

WELD Limited Color by KC

0

WELD ถือเป็นอีกโมเดลที่ทาง KC ประสบความสำเร็จและได้รับความนิยมอย่างมากในตลาด ได้มีการทำสีพิเศษ(Limited) เอาใจผู้ใช้กลุ่มที่ชอบความแตกต่างแฝงความเท่ห์ไว้ในตัวด้วยลักษณะ ของล้อแม็กซ์สไตล์อเมริกัน ด้วยดีไซน์ 5 ก้านสีแดง “สวยทุกมิติ โดดเด่นทุกมุมมอง” ด้วยลักษณะของแม็กซ์ที่เป็นขอบลึกทั้งยังมีจุดเด่นที่งานกลึงขอบที่มีความเงา ที่เรียกได้ว่าเงาแบบสะดุดตา รวมถึงรายละเอียดดีเทลต่างๆไม่ว่าจะเป็นการ Milling ตัวหนังสือ สื่อได้ถึงความโดดเด่นไม่ซ้ำใครควบคู่กับความทันสมัย มาในขนาด 15×7.0”

https://www.facebook.com/kcapgroups/

Call Center – 062-8758696

Line – @kcgroup

และ ร้านค้าตัวแทนจำหน่ายล้อแม็ก KC ทั่วประเทศ

Testdrive: “HONDA CR-V i-DTEC DIESEL TURBO” ลองขับก่อนเปิดตัว ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต

0

ถือเป็นการอุ่นเครื่องสำหรับรถเอสยูวีกระแสแรง Honda CR-V 2017 ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่นาน www.autoworldthailand.com ได้เคยแจ้งรายละเอียดการเปิดตัวในไทย โดยมีฤกษ์งามยามดีตรงกับวันที่ 24 มีนาคม ซึ่งกำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

หลังจากจดหมายเชิญฉบับนี้ได้ถูกร่อนออกไปยังสื่อมวลชนทุกสำนัก บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ก็สร้างเซอร์ไพรส์ครั้งใหม่โดยการพาสื่อมวลชนเข้าร่วมทดลองขับ HONDA CR-V 2017 ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ i-DTEC DIESEL TURBO และ ความอเนกประสงค์ในรูปแบบของรถ 7 ที่นั่ง ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต มาดูกันครับว่ารถกระแสแรงคันล่าสุดจากค่าย ฮอนด้า จะมีความเด็ดดวงขนาดไหน

ก่อนอื่นต้องขออกตัวก่อนว่าทาง ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ยังไม่ได้เผยข้อมูลทั้งหมดของ HONDA CRV แต่ในต่างประเทศนั้นเปิดตัวมาได้สักระยะหนึ่ง จากภาพรวมน่าจะไม่มีอะไรต่างกัน สำหรับ HONDA CR-V 2017 เป็นการพัฒนาในเจนเนอเรชั่นที่ 5 มุ่งเน้นให้เป็นยนตรกรรมอเนกประสงค์ระดับพรีเมียมที่หรูหรา และเปี่ยมไปด้วยสมรรถนะซึ่งมาพร้อมเทคโนโลยีเหนือระดับ

HONDA CR-V 2017 มากับมิติตัวถังใหญ่สุดตั้งแต่รถรุ่นนี้ได้ผลิตออกมาจำหน่าย มีความยาว 4,587 มม. กว้าง 1,855 มม. และ สูง 1,689 มม. มีระยะฐานล้อ 2,660 ซึ่งหากเทียบกับ CR-V โมเดลที่ผ่านมาจะมีความยาวขึ้น 5 มม.กว้างขึ้น 35 มม. และสูงขึ้น 39 มม. ในขณะที่ฐานล้อได้รับการขยายให้กว้างกว่าเดิมถึง 40 มม. ไฟหน้าเป็นแบบฟูลแอลอีดี มีไฟเดย์ไทม์รวมไว้ในโคมเดียวกัน หน้ากระจังแต่งด้วยโครเมียม และมีไฟตัดหมอกแบบแอลอีดีฝังไว้มุมกันชน

ด้านท้ายรถดีไซน์งดงามและดูมีระดับ ด้วยการติดตั้งไฟท้ายแบบแอลอีดีแยกเป็น 2 ส่วน ระหว่างแนวตั้งเลาะตามเส้นสายของตัวรถ อีกส่วนติดตั้งไว้ที่ฝากระโปรงท้าย ซึ่งได้มีการติดตั้งระบบเปิด/ปิด ฝาท้ายแบบไฟฟ้าพร้อม Jam Protection เป็นอุปกรณ์มาตรฐานใน HONDA CR-V 2017 ทุกรุ่น

ห้องโดยสารหรูแต่งด้วยลายไม้ เปลี่ยนจาก 5 ที่นั่งกลายเป็น 7 ที่นั่ง พร้อมดีไซน์ภายในใหม่หมดโดยมีจุดเด่นไปอยู่ที่เกียร์แบบไม่มีด้าม ใช้งานในรูปแบบปุ่มกดไฟฟ้า มาตรวัดเป็นดิจิตอลแสดงผลการทำงานระบบต่างๆรวมถึงระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ E-DPS ซึ่งได้รับการพัฒนาล่าสุด พวงมาลัยเป็นแบบมัลติฟังค์ชั่นพร้อมติดตั้งสวิตช์ควบคุมการเปลี่ยนเกียร์แพดเดิลชิฟท์

คอนโซลกลางมีจอมอนิเตอร์ระบบทัชสกรีนขนาด 7 นิ้วไว้คอยสั่งการระบบเครื่องเสียงและระบบนำทางผ่านดาวเทียม พร้อมติดตั้งระบบปรับอากาศแบบดิจิตอล โดยมีช่องลมแยกส่วนสำหรับทุกที่นั่ง สำหรับเบาะนั่งแถว 3 ใช้วิธีส่งความเย็นด้วยช่องแอร์บนเพดาน

ขุมพลังถือว่าเป็นไฮไลท์สำหรับ HONDA CR-V 2017 ด้วยการชูเทคโนโลยีระดับสูงจากเครื่องยนต์ i-DTEC ในรุปแบบดีเซล เทอร์โบ 4 สูบ ขนาด 1.6 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 160 แรงม้า ที่ 4,000 รอบต่อนาที และ แรงบิดสูงสุดที่ 350 นิวตันเมตร ที่ 2,000 รอบต่อนาที

จุดเด่นของขุมพลังรุ่นนี้อยู่ที่ระบบเทอร์โบชาร์แบบ 2 จังหวะ( 2 Stage Turbocharger) ซึ่งถือเป็นการทำงานแบบอัจฉริยะ จังหวะแรกทำงานด้วย High Pressure Turbo ดูดอากาศและลำเลียงส่งต่อไปยัง Low Pressure Turbo ซึ่งทำงานร่วมกันตั้งแต่รอบต้นเพื่อใช้ในการออกตัว และ High Pressure Turbo ได้รับการติดตั้ง VGT:Variable Geometry Turbocharger ช่วยให้มีอัตราเร่งที่ทันใจและลดการสูญเสียกำลังของเครื่องยนต์โดยไม่จำเป็น ทั้งยังเพิ่มประสิทธิภาพในการประหยัดเชื้อเพลิง โดยค่ายผู้ผลิตได้เคลมอัตราสิ้นเปลืองไว้ 18.9 กม./ลิตร

เมื่อประสิทธิภาพเครื่องยนต์ที่สูงขึ้น ระบบส่งกำลังแบบอัตโนมัติ 9 จังหวะจึงได้ถูกพัฒนาให้ทำงานร่วมกับขุมพลังรุ่นล่าสุดได้อย่างลงตัว โดยมีจุดเด่นในด้านของการเปลี่ยนเกียร์อย่านุ่มนวลและลดเสียงรบกวนขณะขับขี่

ด้านของการยึดเกาะ วิศวกรจากฮอนด้าได้พัฒนาช่วงล่างด้านหน้าแบบแมคเฟอร์สันสตรัท ให้มีการยึดเกาะที่สูงขึ้น และในส่วนของด้านหลังใช้ชื่อระบบว่า E-Type Multilink ซึ่งเป็นช่วงล่างแบบอิสระเพื่อความนุ่มนวล

ข้อมูลคร่าวๆแบบยังไม่ลงลึกไปยังดีเทลต่างๆ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของ HONDA CR-V i-DTEC DIESEL TURBO สำหรับรายละเอียดแบบจัดเต็มคงต้องรอวันเปิดตัวอย่างเป็นทางการ แต่กิจกรรมในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงมายลโปรดักส์ใหม่จากค่ายฮอนด้า แท้จริงแล้วคือการทดลองขับขุมพลังดีเซล เทอร์โบ รุ่นล่าสุด ในสนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต

การทดลองขับในสนามแข่งพอจะสังเขปถึง 2 ประเด็นหลักในการพัฒนาด้าน “ขุมพลัง” และ ”สมรรถนะช่วงล่าง” เมื่อโอกาสมาถึงก็ขอลองให้รู้ว่าสิ่งที่วิศวกรฮอนด้าได้พัฒนาเทคโนโลยีใหม่ให้กับรถโมเดลนี้จะถูกใจผู้ใช้รถชาวไทยมากน้อยเพียงใด

อันดับแรกผมขอโฟกัสไปยังระบบช่วงล่าง เพราะรถเอสยูวีที่มีความสูงมักประสบปัญหาในด้านการยึดเกาะถนน แต่การออกแบบสมรรถนะช่วงล่างของ HONDA CR-V ทำได้ค่อนข้างประทับใจ หากนำมาเทียบกับเจนเนอเรชั่นที่ 4 จะสัมผัสได้ถึงความแตกต่างจากช่วงล่างที่ลบอาการย้วยของรถสูง เปลี่ยนให้มาเป็นการยึดเกาะและโยนตัวน้อยมากขณะเข้าโค้งด้วยความเร็วสูงในสไตล์เรซซิ่งไลน์ ความรู้สึกในการนั่งเบาะแถว 2 ไม่ถึงกับหัวคลอนไปตามการเลี้ยวของพวงมาลัย

เมื่อทดสอบไปสักระยะหนึ่งโดยใช้ความเร็วไม่เกิน 100 กม./ชม. ชุดแดชบอร์ดมีภาพกราฟฟิกแสดงการทำงานของระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ E-DPS ซึ่งเปลี่ยนวิธีควบคุมการส่งกำลังไปยังล้อหลังด้วยระบบไฟฟ้า ทำงานรวดเร็วพร้อมกับเพิ่มแรงบิดไปที่ล้อหลัง ซึ่งนอกจากจะให้การควบคุมที่แม่นยำ ยังช่วยประมวลผลการขับขี่พร้อมปรับแรงบิดไปที่ล้อหน้าและล้อหลังให้เกิดสมดุล เมื่อช่วงล่างใหม่ทำงานร่วมกับระบบขับเคลื่อนที่พัฒนาด้วยเทคโนโลยีล่าสุด จึงทำให้ควบคุมไปในทิศทางที่ต้องการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ขุมพลังของเครื่องยนต์ i-DTEC ซึ่งเป็นแบบดีเซล เทอร์โบ 4 สูบ ขนาด 1.6 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 160 แรงม้า ที่ 4,000 รอบต่อนาที และ แรงบิดสูงสุดที่ 350 นิวตันเมตร ที่ 2,000 รอบต่อนาที สามารถแบกรับภาระในเรื่องน้ำหนักตัวรถได้อย่างสบาย การทำงานของเทอร์โบเป็นไปในรูปแบบของความสัมพันธ์กัน แม้ว่าจะได้รับการติดตั้งเทอร์โบ 2 ลูก แต่ก็มีหน้าที่การทำงานคนละสัดส่วน เทอร์โบแรงดันสูงจะลำเลียงอากาศมายังเทอร์โบแรงดันต่ำทำงานร่วมกันตั้งแต่รอบต้นเพื่อให้อัตราเร่งที่ดี โดยตั้งระดับการอัดอากาศไว้ที่ 30 ปอนด์ต่อตารางเมตร และประโยชน์ที่ได้จากการติดตั้งระบบเทอร์โบชาร์จแบบ 2 จังหวะคือรช่วยให้ลดการสูญเสียกำลัง เมื่อความเร็วคงที่ เทอร์โบทั้ง 2 ลูกนี้ก็จะทำงานแบบผสมผสานกัน ส่งผลให้เพิ่มประสิทธิภาพในการประหยัดเชื้อเพลิงได้อีกด้วย

ระบบเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ ออกแบบให้มีอัตราทดที่ช่วยลดภาระการทำงานของเครื่องยนต์ ให้อัตราเร่งที่ดีตั้งแต่การออกตัว รวมถึงการเปลี่ยนเกียร์ทำได้นุ่มนวล เมื่อต้องการเร่งแซง สมองกลจะคำนวณอัตราทดเพื่อเปลี่ยนเกียร์แบบก้าวกระโดดจากเกียร์ 9 มายังเกียร์ 5 และจากเกียร์ 7 มาเกียร์ 4 โดยไม่ต้องไล่เกียร์ตามที่เคยเป็นมาในอดีต

แต่เมื่อเข้าโหมดสปอร์ตรอบเครื่องยนต์และการปล่อยตำแหน่งเกียร์แตกต่างไปจากโหมดมาตรฐานเล็กน้อย ระบบแพดเดิลชิฟท์เป็นตัวช่วยให้รถคันนี้ขับสนุกมากยิ่งขึ้น แต่สำหรับการขับขี่ในสนามแข่งที่ต้องใช้ความเร็วสูง ระบบนี้อาจจะไม่ตอบโจทย์สักเท่าไหร่ เนื่องจากเกียร์ที่เปลี่ยนได้นุ่มนวลจนลดบทบาทของ Engine Brake ไปอย่างมาก สมองกลจะทำการประมวลผลระหว่างรอบความเร็วและองศาของมุมล้อให้สมดุลขณะเข้าโค้ง ถ้าจะเอารถคันนี้มาใช้ขับในสนามแข่งคงไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้อง แต่สำหรับการใช้ในชีวิตประจำวันความนุ่มนวลของระบบเกียร์ 9 จังหวะจะทำให้เพิ่มสุนทรีย์แห่งการขับขี่ได้แน่นอน

เมื่อใช้ความเร็วสูง น้ำหนักของพวงมาลัยจะปรับตามรอบและเพิ่มความหนืดในการหมุนพวงมาลัย ทำให้เพิ่มความมั่นใจในการควบคุมรถไปยังทิศทางที่ต้องการ แต่เมื่อความเร็วทะลุ 130 กม./ชม. อาจมีเสียงลมเร็ดลอดเข้าห้องโดยสารจากทางด้านท้ายรถ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของรถในสไตล์เอสยูวี แต่ก็ไม่ถึงกับดังจนเป็นที่รำคาญแต่อย่างใด

กล่าวโดยสรุปสำหรับ HONDA CR-V i-DTEC DIESEL TURBO ในด้านของขุมพลังถือว่าเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่น่าสนใจและมีดีในด้านการประหยัดเชื้อเพลิง สมรรถนะโดยรวมของเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร เทอร์โบ เมื่อนำมาติดตั้งในรถเอสยูวีก็ไม่ได้บกพร่องแต่อย่างใด อาจจจะไม่ห้าวหาญมากนักเพราะถูกควบคุมด้วยเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ

ซึ่งถ้ามองถึงความเป็นรถอเนกประสงค์ในสไตล์รถเอสยูวีที่ใช้ในชีวิตประจำวัน รถคันนี้ตอบโจทย์ได้อย่างไร้ข้อกังขา ช่วงล่างถือเป็นจุดเด่นที่เปลี่ยนไปคนละเรื่องกับรุ่นก่อนและมั่นใจได้กับทุกการขับขี่

อันที่จริงแล้วนอกจาก HONDA CR-V จะติดตั้งเครื่องยนต์ 1.6 ลิตร I-DTEC DIESEL TURBO  ยังมีเครื่องยนต์ให้เลือกอีกขนาดคือแบบเบนซิน 2.4 ลิตร ทั้งยังมีออฟชั่นอีกหลายอย่างรวมถึงราคาจำหน่ายที่ไม่ได้รับการเปิดเผย ซึ่งต้องรอวันที่ 24 มีนาคมนี้ แล้วผมจะรีบนำรายละเอียดทั้งหมดมานำเสนอให้ทุกท่านได้รับชมกันอีกครั้ง

เรียบเรียงข้อมูลและทดสอบโดย ณัฐเทพ เผ่าจินดา

Rerun คลิปรายการ Auto World TV (12 มีนาคม 2560)

0

คลิปรายการ Auto World TV

วันอาทิตย์ที่ 12 มีนาคม 2560
เวลา 14.30 – 15.00 น. ทาง TNN 24
ดำเนินรายการโดย ภูวนาถ เผ่าจินดา
บรรณาธิการบริหาร นิตยสาร ออโต้บิลด์ ไทยแลนด์

Testdrive: “MG GS 1.5T” ร่างเดิม เครื่องยนต์ใหม่ สมรรถนะโดนใจ ในราคาไม่ถึงล้านบาท

0

เกือบ 1 ปีที่ MG GS ได้เข้ามาทำตลาดบ้านเรา แล้วก็ถึงเวลาที่จะปรับปรุงผลิตภัณฑ์ใหม่ โดยเพิ่มทางเลือกในรูปแบบของเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบขนาด 1.5 ลิตร พร้อมปรับแต่งรูปลักษณ์และสมรรถนะ ความน่าสนใจอีกเรื่องคือ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ตั้งราคาจำหน่ายไว้ไม่ถึง 1 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าสนใจไม่น้อยสำหรับผู้บริโภคที่กำลังมองหารถยนต์ประเภทเอสยูวีไว้ใช้งานในชีวิตประจำวัน หลายท่านอยากรู้ว่ารถคันนี้ตอบโจทย์ให้ได้มากขนาดไหน ติดตามชมข้อมูลและบทสรุปของการทดสอบได้เลยครับ…”Autoworldthailand” ยินดีจัดให้!!!

MG GS 1.5 T ถือเป็นรถธงทางเลือกใหม่ที่ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เพิ่มชอยท์ให้กับผู้บริโภค เปิดตัวอย่างเป็นทางการไปเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา โดยยังคงใช้โครงสร้างตัวถังนิรภัยซึ่งแข็งแกร่งด้วยเทคโนโลยี FSF – Full Space Frame ในขณะที่มิติตัวรถอยู่เท่าเดิม คือ ความยาว 4,500 มม. กว้าง 1,855 มม. แต่มีส่วนสูงน้อยกว่าเดิม 10 มม.

หากถามถึงความเปลี่ยนแปลงทางด้านรูปลักษณ์ อาจจะยังดูชินตาเพราะทุกอย่างที่รุ่นเครื่องยนต์ 2.0 T มี ค่ายผู้ผลิตก็ยกมาใส่ไว้ในรุ่น 1.5 T เกือบครบ เรียกได้ว่ายังคงไว้ซึ่งอุปกรณ์มาตรฐานที่สำคัญเกือบทุกชนิด ในส่วนของโคมไฟหน้า รุ่น 1.5 T จะเป็นแบบฮาโลเจนพร้อมไฟเดย์ไทม์ แต่ระบบควบคุมการเปิด/ปิด และปรับระดับสูงต่ำอัตโนมัติจะคงไว้เพื่อใช้งานได้สะดวก จะไม่มีก็เพียงหัวฉีดล้างไฟหน้าซึ่งไม่ถือเป็นประเด็นสำคัญต่อการใช้งานสักเท่าไหร่

“ซันรูฟ” ยังเป็นอุปกรณ์มาตรฐานที่ค่ายผู้ผลิตไม่ยกออกเนื่องจากออฟชั่นเสริมหล่อชนิดนี้เข้าไปครองใจผู้ใช้รถชาวไทยได้อย่างจัง นอกจากนี้ยังมีไฟตัดหมอกติดตั้งมาให้ทั้งด้านหน้าและหลัง รวมถึงระบบปัดน้ำฝนอัตโนมัติ

ถ้ามาดูกันอย่างลงลึกไปในรายละเอียด บอกได้เพียงว่าความแตกต่างของรูปลักษณ์ภายนอกมีแค่ลวดลายล้อแมกและขนาด ซึ่งในรุ่น 1.5 T จะเป็นขนาด 17 นิ้ว ส่วน 2.0 T จะใช้ขนาด 18 นิ้ว และอีกเรื่องคือกันชนท้ายซึ่งรุ่น 2.0 T จะเจาะช่องท่อไอเสียไว้ทั้ง 2 ฝั่ง ส่วนรุ่น 1.5 T จะดีไซน์ให้ท่อไอเสียออกที่ใต้กันชนและเปลี่ยนจาก 2 ท่อให้เหลือเพียงท่อเดียว

ภายในถูกลดออฟชั่นบางอย่างลงไป แต่ยังคงความโอ่อ่า และตกแต่งสไตล์สปอร์ตเช่นเดิม เบาะนั่งและแผงข้างหุ้มหนังแต่ถอดระบบไฟฟ้าของเบาะนั่งผุ้โดยสารออก พวงมาลัยยังคงไว้ในรูปแบบของมัลติฟังก์ชั่นรวมถึงระบบครูสคอนโทรล และมีระบบแพดเดิลชิฟท์ เบาะนั่งด้านหลังปรับและพับแยกส่วนได้แบบ 60:40 และปรับเอนได้ถึง 14 องศา สะดวกสบายด้วยกุญแจอัจฉริยะ ปุ่ม Push Start ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ และกระจกมองหลังปรับแสงอัตโนมัติ

Inkanet หรือเทคโนโลยีสื่อสารอัจฉริยะ ลิขสิทธิ์เฉพาะของ MG ถือเป็นจุดเด่นของทางค่ายและไม่ถูกตัดทอนรายละเอียดไปแต่อย่างใด สามารถโหลดแอพพลิเคชั่นมาไว้ในสมาร์ทโฟนทั้งระบบ ANDROID และ IOS ซึ่งมี 12 ฟังก์ชั่น อาทิ การโทรออก-รับสาย การรับ-ส่งข้อความ หรือแม้กระทั่งการแชร์สัญญาณอินเทอร์เน็ตไร้สายผ่าน ตลอดจนระบบการนำทางรถยนต์ รวมถึงการตรวจสอบและ วิเคราะห์รถยนต์ แสดงผลผ่านหน้าจอทัชสกรีนขนาด 8 นิ้ว

ระบบเครื่องเสียงตอบสนองความบันเทิงผ่านลำโพง 8 ตัว รองรับมัลติมีเดียและการเชื่อมต่อไร้สายผ่านบลูทูธ พร้อมยูเอสบี (USB) และเอยูเอ็กซ์ (AUX) นอกจากนี้ยังเติมเต็มความสะดวกด้วยกล้องมองหลังและเซ็นเซอร์ถอยจอด

ขุมพลังบล็อกใหม่ล่าสุด ซึ่งเป็นจุดเด่นของ MG GS 1.5 T มาในรูปแบบของเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 16 วาล์ว ความจุกระบอกสูบ 1,490 ซีซี อัดอากาศด้วยระบบเทอร์โบชาร์จ ให้กำลังสูงสุด 167 แรงม้าที่ 5,600 รอบ พร้อมแรงบิด 250 นิวตันเมตร ที่ 1,700-4,400 รอบ รองรับเชื้อเพลิงได้ตั้งแต่อี 10 ไปจนถึงอี 85

ระบบส่งกำลังใช้แบบคลัทช์คู่ Twin Clutch Sportonic 7 Speed ได้รับการพัฒนาล่าสุด เพื่อให้การเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์มีความนุ่มนวล พร้อมทดอัตราทดเฟืองท้ายใหม่ สำหรับเกียร์ 1,2,6 และ 7 เป็นขนาด 4.434 แต่ในช่วงเกียร์ 3,4 และ 5 รวมถึงเกียร์ถอยหลัง ใช้ขนาด 5.214 พิเศษในด้านสมรรถนะการออกตัว และช่วยให้ประหยัดเชื้อเพลิง

ระบบช่วงล่างใช้เป็นแบบเดียวกันทั้ง 2 รุ่น ด้านหน้าเป็นแบบอิสระแม็คเฟอร์สันสตรัทพร้อมเหล็กกันโคลง ด้านหลังแบบอิสระมัลติลิงค์พร้อมเหล็กกันโคลง ปรับแต่งด้านความหนืดในส่วนของน้ำมันโช๊คอัพและเพิ่มความแข็งให้กับค่า K ของขดสปริงให้มีความนุ่มหนึบยิ่งกว่ารุ่น 2.0 T

มาตรฐานความปลอดภัยยังคงอัดแน่นไปด้วย 13 เทคโนโลยีภายใต้ระบบ SYNCHRONIZED PROTECTION SYSTEM ที่ทำงานประสานเป็นหนึ่งเดียว ตั้งแต่การป้องกันล้อล็อกขณะเบรกฉุกเฉิน (ABS – Anti-lock Braking System) พร้อมระบบช่วยกระจายแรงเบรก (EBD – Electronic Brake Force Distribution) ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไถล (TCS – Traction Control System) ระบบควบคุมการเบรกขณะเข้าโค้ง (CBC – Curve Brake Control) ระบบควบคุมการทรงตัว (SCS – Stability Control System) ระบบป้องกันการไหลของรถโดยไม่ต้องเหยียบเบรกค้าง (AVH – Auto Vehicle Hold) ระบบทำความสะอาดจานเบรกอัจฉริยะ (BDC – Intelligent Brake Disc Cleaning) ระบบเพิ่มแรงดันไฮดรอลิคเบรกให้เหมาะสม (OHBV – Optimized Hydraulic Brake Servo) ระบบป้องกันการลื่นไถล เมื่อเกียร์ลดต่ำอย่างฉับพลัน (MSR – Motor Control Slide Retainer) ระบบเสริมแรงเบรกด้วยอิเล็กทรอนิกส์ (EBA – Electronic Brake Assist System) ตลอดจนระบบช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน (HAS – Hill-Start Assist) ระบบตรวจสอบความผิดปกติของลมยาง (TPMS – Tire Pressure Monitor System) และระบบเบรกมือไฟฟ้า (EPB – Electronic Parking Brake)

ทั้งหมดคือข้อมูลของตัวรถที่ได้ไล่เรียงทุกสัดส่วนและทุกมิติ โดยรวมแล้วถือว่าเป็นความคุ้มค่าที่ค่ายผู้ผลิตยืนยันที่จะใส่ออฟชั่นแบบจัดเต็มให้กับ MG GS 1.5 T ในขณะที่จำหน่ายในราคาเพียง 999,000 บาท สำหรับรุ่นท๊อพรหัส 1.5 X และ 890,000 บาท ในรหัส 1.5 D ซึ่งมีออฟชั่นต่างกันเพียงเล็กน้อย

มาว่ากันต่อในเรื่องของสมรรถนะเครื่องยนต์ใหม่ หลังจากได้ทดลองการขับขี่หลากรูปแบบทั้งการใช้งานในเมืองและนอกเมือง โดย บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด จัดกิจกรรมทดสอบขึ้นบนเส้นทางอุดรธานี-ขอนแก่น-กรุงเทพฯ ระยะทางรวมกว่า 600 กม.ซึ่งผลจะเป็นอย่างไรนั้นตามติดมาได้เลยครับ

เริ่มด้วยการทดสอบแรก สื่อมวลชนจะได้สัมผัสกับ MG GS 1.5 T ที่โชว์รูม เอ็มจี อุดรธานี มุ่งหน้าสู่ จ.ขอนแก่น ระยะทางประมาณ 100 กม. มีกิจกรรมให้เข้าร่วมนั่นคือการทดสอบความประหยัดของเครื่องยนตฺพิกัดใหม่ กำหนดเวลาในการเดินทางไว้ที่ 90 นาที การคำนวณเส้นทาง ระยะทาง และเวลาในการเดินทางถือเป็นเรื่องสำคัญ หากพลาดพลั้งเท่ากับถูกตัดสิทธิ์ออกจากการแข่งขัน ผลลัพธ์ที่ได้คือความเร็วประมาณ 80-90 กม./ชม. เมื่อนำมาเทียบกับสภาพเส้นทางและสภาพการจราจรบางช่วง ถือว่าค่อนข้างโหดพอสมควร

MG GS 1.5 T ที่ใช้ในการทดสอบประกอบด้วยสื่อมวลชนคันละ 3 ท่าน พอคำนวณระยะทางได้ก็ออกเดินทาง จากจุดเริ่มต้น จนถึงปลายทางที่ปั๊มน้ำมันตรงข้ามมหาวิทยาลัยขอนแก่น ใช้เวลาไป 89 นาที ซึ่งหากใช้ความเร็วช้าไปกว่าที่คำนวณ ก็จะทำให้ถึงช้าและถูกตัดสิทธิจากกิจกรรมนี้ไปโดยปริยาย ผลที่ได้ออกมาค่อนข้างเป็นที่น่าพอใจ โดยสามารถคว้ารางวัลรองชนะเลิศ จากตัวเลข 17.5 กม./ลิตร ในขณะผู้ที่คว้ารางวัลชนะเลิศทำอัตราสิ้นเปลืองไปได้ 17.8 กม./ลิตร

ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นถึงสมรรถนะการประหยัดน้ำมันในการขับขี่ในเมืองได้เป็นอย่าง ทั้งนี้ สมรรถนะที่รอการพิสูจน์ จากขอนแก่น-กรุงเทพยังคงต้องดำเนินต่อไปในเช้าวันรุ่งขึ้น

บนเส้นทางกว่า 500 กม. สำหรับการทดลองขับ MG GS 1.5 T ความเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นตั้งแต่แรกที่คุมพวงมาลัย หากนำสมรรถนะมาเทียบกับรุ่น 2.0 T ความแตกต่างคือพวงมาลัยนั้นเบาขึ้นอย่างชัดเจน แต่ก็ปรับความหนืดในช่วงความเร็วสูงได้อย่างลงตัว ต่างไปจากรุ่นเดิมที่ออกแบบมาค่อนข้างหนืดมือ และอาจจะหนักไปนิดสำหรับกำลังของสตรีเพศ

คันเร่งไฟฟ้าเป็นอีกหนึ่งจุดที่วิศวกรของค่ายเอ็มจีได้ปรับปรุงให้ดีขึ้น เพราะในรุ่น 2.0 T ต้องบอกว่า คันเร่งไฟฟ้า ถือเป็นจุดอ่อน เพราะต้องรอประมาณเกือบ 1 วินาที ตัวรถถึงจะพุ่งทะยานออกไปข้างหน้า ในขณะที่ 1.5 T ยังคงมีอาการให้สัมผัสได้เล็กน้อย ซึ่งต่างกันโดยสิ้นเชิงกับ MG GS รุ่นแรกที่นำเข้ามาจำหน่ายในเมืองไทย

ในเมื่อเครื่องยนต์มีขนาดเล็กลง แรงม้าน้อยกว่าเดิม ความจุกระบอกสูบเพียง 1,490 ซีซี ให้แรงม้าสูงสุดที่ 167 แรงม้า เมื่อนำมาเทียบกับรุ่น 2.0 T เป็นเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร 218 แรงม้า จะเห็นได้ว่ามีความแตกต่างกันค่อนข้างมาก แต่ผู้ผลิตแก้เกมส์โดยการปรับแต่งระบบอัดอากาศให้มีบูสต์อยู่ที่ 0.9-1.4 บาร์ เมื่อกดคันเร่งอย่างรวดเร็ว พละกำลังทั้ง 167 แรงม้า กับ แรงบิด 250 นิวตันเมตรที่ 1,700-4,400 รอบ ก็สำแดงฤทธิ์เดชออกมาในรูปแบบของหลังติดเบาะได้ไม่ยากนัก อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใช้เวลา 9.7 วินาที ในขณะที่ความเร็วสูงสุดทำได้ทะลุ 180 กม./ชม.

ระบบเกียร์กับเฟืองท้ายต้องชื่นชมสักนิดเพราะปรับปรุงให้ลงตัวมากยิ่งขึ้น ซึ่งอยู่ในพื้นฐานของระบบเกียร์ Twin Clutch Sportonic พัฒนาให้เป็น 7 จังหวะ ในขณะที่รุ่น 2.0 T ใช้เป็น 6 จังหวะ ผลที่ได้จากการพัฒนาในครั้งนี้ทำให้ระบบส่งกำลังปรับเปลี่ยนได้นุ่มนวลขึ้น รอยต่อของเกียร์แคบลง ให้ฟิลลิ่งที่ดีกว่าเดิม ส่วนอัตราเฟืองท้ายที่มี 2 ขนาด กล่าวคือ เกียร์ 1,2,6 และ 7 เป็นขนาด 4.434 แต่ในช่วงเกียร์ 3,4 และ 5 รวมถึงเกียร์ถอยหลัง ใช้ขนาด 5.214 เทคโนโลยีนี้มีในรถสปอร์ตและเอสยูวีขับเคลื่อนสี่ล้อที่ต้องการแรงบิดสูงๆเพื่อการออกตัวหรือตะกุยพื้นผิวในถิ่นทุรกันดาน แต่ MG GS 1.5 T ซึ่งมีเพียงระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ จึงได้นำความอัจฉริยะของระบบเฟืองท้ายแบบนี้มาติดตั้งเพื่อให้มีสมรรถนะในการออกตัวและประหยัดเชื้อเพลิงในการเดินทาง

ช่วงล่างเป็นอีกหนึ่งส่วนที่ได้รับการปรับปรุง แม้ว่าจะปรับเพียงค่าความหนืดของโช๊คอัพและสปริง แต่ฟิลลิ่งที่ได้กลับมากกว่าที่คิด นุ่มกำลังพอดีแต่ในโค้งก็ให้การยึดเกาะได้อย่างมั่นใจแม้จะเข้าโค้งด้วยการใช้ความเร็วสูงก็ตาม นอกจากนี้ตัวช่วยหลายอย่างที่ติดตั้งมาให้ ถือเป็นต่อคู่แข่งอีกหลาย อาทิ ระบบควบคุมการเบรกขณะเข้าโค้ง (CBC – Curve Brake Control) ระบบควบคุมการทรงตัว (SCS – Stability Control System) ระบบป้องกันการไหลของรถโดยไม่ต้องเหยียบเบรกค้าง (AVH – Auto Vehicle Hold) ระบบทำความสะอาดจานเบรกอัจฉริยะ (BDC – Intelligent Brake Disc Cleaning)

อัตราสิ้นเปลืองเมื่อใช้งานปกติ ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 13 กม./ลิตร ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ยังรับได้ เนื่องจากการทดสอบสมรรถนะในครั้งนี้ บ่อยครั้งมักสนุกจนเลยเถิด ความเร็วที่ทดสอบบางช่วงอาจไปถึง 140 กม./ชม. เนื่องจากเครื่องยนต์ตอบสนองได้ดี ควบคุมรถได้อย่างมั่นใจ

ข้อติติงมีในส่วนของแพดเดิลชิฟท์ ซึ่งมีมุมมองต่างกันออกไป ระบบนี้จะทำงานก็ต่อเมื่อปรับคันเกียร์ไปอยู่ในตำแหน่ง S แพดเดิลชิฟท์จึงจะทำงาน ซึ่งต่างจากหลายค่ายที่แพดเดิลชิฟท์สามารถทำงานได้ทันทีทั้งที่เกียร์อยู่ในตำแหน่ง D ข้อข้องใจนี้วิศวกรจากค่ายผู้ผลิตให้คำตอบมาว่าเป็นการยืดอายุการใช้งานของระบบเกียร์ แต่สำหรับผม ในกรณีฉุกเฉิน หากระบบทำงานได้ทันท่วงที โดยไม่ต้องเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ ก็จะทำให้เสี้ยววินาทีที่เกิดความเสี่ยงลดลงตามไปด้วย

บทสรุปของการทดสอบ MG GS 1.5 T บนเส้นทางกว่า 500 กม. สำหรับรูปลักษณ์ภายนอกและห้องโดยสารภายในถือว่าไม่ได้รับการเปลี่ยนแปลงสักเท่าไหร่ แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือเครื่องยนต์และสมรรถนะการควบคุม ที่แม้จะมีการปรับลดขนาดเครื่องยนต์ลงมาจาก 2.0 ลิตร ให้เป็นขนาด 1.5 ลิตร และลดทอนแรงม้าลงม้าเกือบ 50 ตัว การปรุงแต่งสมรรถนะยังคงไว้ซึ่งความสนุกและมั่นใจได้กับทุกเส้นทาง พวงมาลัยเบาและควบคุมง่ายขึ้น รวมถึงคันเร่งไฟฟ้าตอบสนองได้ดีกว่าเดิม และกลุ่มเป้าหมายของ MG GS 1.5 T ได้มุ่งไปที่สตรีเพศมากขึ้น จึงทำให้ทั้งหมดถูกปรุงแต่งให้ใช้งานได้สะดวกสบาย

ด้านราคา บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดราคามาอย่างน่าประทับใจ ในรุ่นท๊อฟ 1.5 T X จำหน่ายเพียง 999,000 บาท และรุ่นมาตรฐาน 1.5 T D 890,000 บาท นับว่าเป็นต่ออยู่พอสมควรเนื่องจากคู่แข่งหลายค่าย ตั้งราคาจำหน่ายรถในกลุ่มนี้ไว้ทะลุ 1 ล้านบาททั้งสิ้น หากยังกังวลเรื่องศูนย์บริการ การเดินทางในครั้งนี้ผ่านหลายจังหวัด ซึ่งทุกแห่งล้วนมีโชว์รูมและศูนย์บริการไว้คอยต้อนรับลูกค้าทุกท่าน ทีนี้ก็เหลือเพียงคุรเท่านั้นที่จะกล้าสัมผัสกับความแปลกใหม่ในสไตล์รถเอสยูวีพลังเทอร์โบสัญชาติอังกฤษหรือไม่…ลองดูแล้วคุณจะชอบครับ

เรียบเรียงข้อมูลและทดสอบโดย ณัฐเทพ เผ่าจินดา

รถเล็กคันนี้ ขับดีที่สุด แน่น หนึบ มั่นใจ ไปกับเทคโนโลยี่ใหม่ GVC

0

หลังจากที่ Mazda เปิดตัวแนะนำ Mazda 3 ยุคปรับโฉมใหม่ที่มาพร้อมกับการเปิดตัว GVCระบบ G-VECTORING CONTROL software program ที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อให้รถ Mazda มีเสถียรภาพในการขับขี่ดียิ่งๆขึ้น และเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยี่ที่วิศกร Mazda ภาคภูมิใจอย่างมากเช่นเดียวกันกับเมื่อครั้งทำการปฏิวัติตัวเองด้วยการนำเสนอ Skyactiv เป็นแกนนำเทคโนโลยี่หลักในการพัฒนา Mazda ทุกรุ่นและประสบความสำเร็จอย่างมากมาย หรูหราอลังการไปเลยทีเดียว

วันนี้เป็นคิวของ Mazda 2 ที่ได้รับการปรับโฉมอีกเล็กน้อยและพัฒนาให้เข้าสู่การมีระบบ GVC และเติม i-ACTIVSENSE ระบบเพิ่มความปลอดภัยให้ผู้ขับขี่อีกขั้นหนึ่ง เรียกว่าใส่รุ่นพี่แล้วก็ใส่ในรุ่นน้องตามออกมาทันที ส่วนจะมีดีอย่างไรมาดูกัน

เริ่มจากภายนอกอาจจะไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงมากนัก กระจังหน้าปรับเบาๆ เติมไฟ LED  เปลี่ยนเสาอากาศมาเป็นแบบครีบฉลามและล้ออัลลอยสีใหม่

ส่วนภายในห้องโดยสาร Two-tone Color Decoration โดดเด่นทุกมุมมองด้วยการตกแต่งแบบทูโทน เบาะนั่งตัดเย็บลายใหม่เป็นสีดำล้วน สลับลายผ้าแบบมีดีไซน์ จอสกรีนใส แสดงข้อมูลการขับขี่ที่สำคัญ พวงมาลัยดีไซน์ใหม่ให้ความกระชับมือ ตกแต่งด้วยโครเมี่ยม พร้อมปุ่มควบคุมการทำงานที่พวงมาลัย ระบบการเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย ระบบควบคุมความเร็วคงที่มีให้ใช้ในรุ่นท๊อป

จุดเด่นที่เห็นได้ชัดในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ คือ การสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับตลาดอีโคคาร์ ด้วยเทคโนโลยี SKYACTIV-VEHICLE DYNAMICS ที่มาพร้อมกับ G-VECTORING CONTROL หรือระบบควบคุมสมรรถนะการขับขี่อัจฉริยะ

ครั้งแรกกับเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัย i-ACTIVSENSE ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (Advanced Blind Spot Monitoring) ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาในขณะถอยหลัง (Rear Cross Traffic Alert) นอกจากนี้ยังมีระบบ MZD CONNECT: CONNECTIVITY AT YOUR FINGERTIPS เพื่อการเชื่อมต่ออย่างไร้ขีดจำกัดทุกที่ ทุกเวลา รับ-ส่งข้อความ SMS สัญญาณ Bluetooth พร้อม Infotainment ที่มีให้เลือกมากมายในแอพพลิเคชั่น AHA by HARMAN รวมถึงระบบนำทาง Navigator

Mazda 2 ยังคงใช้เครื่องยนต์เบนซิน SKYACTIV-G 1.3 ลิตร กำลังสูงสุด 93 แรงม้า และเครื่องยนต์ดีเซล SKYACTIV-G 1.5 ลิตร กำลังสูงสุด 105 แรงม้า ทั้งสองเครื่องยนต์ใช้ระบบเกียร์อัตโนมัติสกายแอคทีฟ 6 สปีดเหมือนกัน มีให้เลือกทั้งแบบ 4 ประตู และแบบ 5 ประตู

เราใช้เวลากับ Mazda 2 ใน 1 วันเต็มกับการขับทั้งเครื่องยนต์เบนซินและเครื่องยนต์ดีเซล อันที่จริงเราคุ้นเคยกันดีกับสมรรถนะจากเครื่องยนต์ทั้ง 2 แบบของ Mazda 2 ดีอยู่แล้ว และเป็นที่น่าพอใจอยู่แล้วด้วย เครื่องยนต์เบนซินกำลังน้อยกว่าแต่นุ่มนวลเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด Skyactiv ถ่ายทอดกำลังได้อย่างน่าเชื่อถือ ถ้าต้องการให้กระฉับกระเฉงมากขึ้นก็เพียงปรับโหมดที่แป้นเกียร์เป็น Sport เท่านั้นก็จะเพิ่มรอบเครื่องยนต์ให้สูงขึ้นในจังหวะเปลี่ยนเกียร์ และ Shift down รวดเร็วเมื่อผ่อนคันเร่งหรือเบรกแล้วรอเลือกตำแหน่งเกียร์ที่เหมาะสมเพื่อการพุ่งทะยานต่อไป ตรงนี้ทำได้เหมาะกับความต้องการมาก

ในขณะที่เครื่องยนต์ดีเซลนั้นยังคงบุคลิกของความรวดเร็วทันอกทันใจเช่นเดิมไว้ที่ดีกว่าเดิมคือความเงียบของเสียงในห้องโดยสารจากการเพิ่ม3 เทคโนโลยี่ใหม่เข้าไปคือ High Precision DE Boost Control ช่วยเพิ่มการควบคุมแรงบิดให้แม่นยำขึ้น จากการปรับและควบคุมแรงดันของการฉีดน้ำมันให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น Natural Sound Smoother ลดเสียงน๊อคของเครื่องยนต์ จากการใส่แดมเปอร์ลงไปในช่องว่างของสลักลูกสูบลดเสียงไปได้3.5 กิโลเฮิร์ตซ์  Natural Sound Frequency Control เข้ามาจัดระเบียบคลื่นเสียงด้วยการปรับแต่งเวลาจุดระเบิดให้เกิดคลื่นต่ำหักลบกับคลื่นความถี่สูงสุดที่เกิดขึ้น

และเมื่อรวมกับมาตรการเพิ่มวัสดุซับเสียงใต้ฝากระโปรงทั้งส่วนบนและล่างของห้องเครื่อง ที่แผงควบคุม เพิ่มวัสดุซับเสียงที่ส่วนบนของบล๊อคลูกสูบและส่วนกั้นใต้เทอร์โบชาร์จ รวมถึงในส่วนอื่นเช่นที่ประตูท้ายและบริเวณด้านข้างของท้ายรถ รวมถึงช่องเก็บยางอะไหล่ทำให้ Mazda 2 เก็บเสียงในห้องโดยสารได้อย่างดีและดีมากๆ ยิ่งในรุ่นเบนซินซึ่งมีมาตรการเดียวกันแต่ไม่มีเสียงจากเครื่องยนต์มากเท่าจึงยิ่งเงียบมากกว่า แม้แต่เสียงเปิดปิดประตูยังได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นจากการปรับโครงสร้างด้านในประตูให้ขยับขึ้นไปด้านบนมากขึ้นนั่นเอง

มาถึงจุดเด่นที่เด่นมากๆคือ ผลที่ได้จากการใส่โปรแกรม GVC เข้าไปสั่งให้มีการปรับแรงบิดของเครื่องยนต์ให้แปรไปตามการสั่งของพวงมาลัย เพื่อควบคุมให้แรงจีที่เกิดขึ้นทั้งแนวดิ่งและแนวนอนมีความสัมพันธ์กัน ในทางปฏิบัติคือเมื่อเกิดการเลี้ยวไม่ว่าจะมากหรือน้อยแรงจีที่เกิดขึ้นจะถ่ายเทไปที่ล้อแต่ละตำแหน่งไม่เท่ากัน GVC จะสั่งให้แรงบิดของเครื่องยนต์ลงไปสู่ล้อนั้นๆมากขึ้นด้วย เช่นเมื่อเข้าโค้งทันทีที่หมุนพวงมาลัย แรงจีถูกถ่ายไปที่ล้อหน้า การรับน้ำหนักที่ล้อหน้าจะมากขึ้น เมื่อเข้าโค้งแล้วจึงถ่ายไปที่ ด้านข้างและเมื่อออกจากโค้งจะถ่ายไปที่ล้อหลัง ทั้งหมดทำงานประสานเข้าด้วยกัน แม้แต่ในทางตรงซึ่งผิวถนนมักไม่เรียบเสมอก็มีการสั่งให้ปรับน้ำหนักไปตาการแปรเปลี่ยนของแรงจีที่เกิดขึ้นด้วยทำให้พวงมาลัยนิ่ง มีเสถียรภาพมากขึ้น

GVC เห็นผลได้ชัดเจนกับ Mazda2 โดยเฉพาะเมื่อช่วงล่างได้รับการเซ็ตขึ้นใหม่ ปรับโครงสร้าง แดมเปอร์ทั้งหน้าและหลัง ทำให้มีสภาพการทรงตัวที่ดีอย่างเห็นได้ชัด การยึดเกาะถนนเยี่ยมมาก การควบคุมพวงมาลัยแม่นยำ เอาเป็นว่าเวลานี้พูดได้เลยว่าเป็นรถเล็ก ซับคอมแพค ที่มีการขับขี่ ควบคุมได้ดีเยี่ยมที่สุด

วินิจจัย ชลานุเคราะห์ บรรยาย Mazda3 ในบทรายงานทดลองขับว่า “สิ่งที่ดีที่สุดคือ พวงมาลัย และระบบรองรับ” ถึงกับบอกว่า Mazda3 หนีความเป็นรถญี่ปุ่นขึ้นไปเทียบกับรถยุโรปได้อย่างสบายๆ ผมก็จะบอกว่า  Mazda2 เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน ได้อย่างนั้นมาเต็มๆ แต่ความที่เป็นรถเล็กกว่า ผมจะบอกเพิ่มไปว่านี่เป็นรถเล็กที่ขับสนุกที่สุด มั่นใจได้มากที่สุด จริงๆครับ

ภูวนาถ เผ่าจินดา รายงาน

“ฮอนด้า ซีวิค แฮทช์แบ็ค” เอกลักษณ์ใหม่แห่งความสปอร์ต ผสานขุมพลัง VTEC TURBO

0

ซีดานรูปโฉมเฉี่ยว ดีไซน์ทันสมัย เติมเต็มความสปอร์ตในสไตล์รถแฮทแบคระดับพรีเมี่ยม ภายใต้แนวคิด “Exciting Hatch!” ผสานขุมพลัง VTEC TURBO ขนาด 1.5 ลิตร 173 แรงม้า ให้กำลังเทียบเท่าเครื่องยนต์ขนาด 2.4 ลิตร แต่มีอัตราสิ้นเปลืองพอกับเครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร พร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน ในราคา 1,169,000 บาท

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ต่อยอดความสำเร็จด้วยการยกระดับ ฮอนด้า ซีวิค เจเนอเรชั่นที่ 10 ซี่งมียอดจองสะสมแล้วกว่า 35,000 คัน นับตั้งแต่เปิดตัว สำหรับรูปโฉมใหม่ในสไตล์ของรถแฮทช์แบ็ก 5 ประตู ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์แห่งความสปอร์ตพรีเมียม ที่พร้อมเติมเต็มทุกการใช้งานให้มีความหลากหลายมากขึ้น ด้วยดีไซน์การออกแบบที่สปอร์ต และโฉบเฉี่ยวในทุกมุมมอง

ฮอนด้า ซีวิค แฮทช์แบ็ค พัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด “Exciting Hatch!” เน้นการออกแบบในสไตล์ล้ำสมัย โดยใช้โครงสร้างเดียวกันกับรุ่นซีดาน ตัวถังส่วนหน้า และระยะฐานล้อเป็นแบบเดียวกัน แต่ระยะตัวถังตั้งแต่เสากลาง หรือ B-Pillar ไปจนถึงด้านท้ายของตัวรถได้รับการออกแบบใหม่ โดยแนวเส้นหลังคาด้านท้ายจะมีความสูงมากกว่ารุ่นซีดาน เพื่อเพิ่มพื้นที่บรรทุกสัมภาระด้านท้ายให้กว้างยิ่งขึ้น ในขณะที่ระยะโอเวอร์แฮงค์ด้านท้ายของตัวรถสั้นลง

ภาพรวมของตัวรถเมื่อมองจากด้านข้างถูกออกแบบให้กว้าง และต่ำลงในสไตล์สปอร์ต ตัวถังกว้างขึ้น 30 มิลลิเมตร เตี้ยลง 20 มิลลิเมตร ทำให้แนวหลังคามีความลู่ลม รวมถึงออกแบบให้บริเวณช่วงล้อมีขนาดใหญ่ และกว้างมากขึ้น ช่วยให้เกิดการทรงตัวที่ดี

รูปลักษณ์ยังคงเน้นไปที่ความสปอร์ตและหรูหราด้วยเส้นสายคมชัด ดุดันด้วยกระจังหน้า-หลังดีไซน์รังผึ้ง แบบใหม่ เช่นเดียวกับไฟหน้าสไตล์สปอร์ตพร้อมไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED และรวมถึงไฟท้ายรูปทรงตัว C แบบ LED ดีไซน์ต่างไปจากรุ่นซีดานอย่างชัดเจน

 

นอกจากนี้ความโดดเด่นที่ถือเป็นเอกลักษณ์มาจากรูปทรงด้านท้ายในสไตล์แฮทช์แบ็ก 5 ประตู ซึ่งให้ความโฉบเฉี่ยว รวมถึงสปอยเลอร์ฝากระโปรงท้ายดีไซน์ล่าสุดออกแบบได้อย่างกลมกลืน

 

ห้องโดยสารยังคงความสะดวกสบาย และกว้างขวาง ตอบรับทุกความต้องการที่หลากหลายด้วยพื้นที่บรรทุกสัมภาระด้านท้ายที่จุได้ถึง 414 ลิตร

พนักพิงของเบาะหลังแตกต่างไปจากรุ่นซีดานคือสามารถปรับพับแยกได้แบบ 60:40 ซึ่งหากปรับพับเบาะที่นั่งด้านหลังลงทั้งหมด จะช่วยเพิ่มพื้นที่ความจุได้มากยิ่งขึ้น ทั้งยังติดตั้งม่านปิดสัมภาระที่สามารถเลือกปิดเก็บได้ทั้งซ้ายหรือขวา เพื่อป้องกันการมองเห็นสัมภาระที่อยู่ด้านท้าย

 

ทั้งยังได้รับการติดตั้งอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบายที่ครบครัน อาทิ ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว แบบ Advanced Touch ควบคุมฟังก์ชั่นความบันเทิง พร้อมระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์แบบไร้สาย (Bluetooth) และช่องเชื่อมต่อ USB ที่รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay (เฉพาะสมาร์ทโฟนบางรุ่น)

มาตรวัดพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบดิจิตอลเป็นจุดเด่นที่ยังคงไว้ซึ่งอารมณ์สปอร์ต สามารถแสดงผลฟังก์ชั่นการใช้งานที่หลากหลาย และยังมีระบบสตาร์ทเครื่องยนต์พร้อมเครื่องปรับอากาศด้วยกุญแจรีโมท (Engine Remote Start) ที่สามารถสั่งการได้จากระยะไกล เพื่อช่วยอุ่นเครื่อง พร้อมปรับอุณหภูมิภายในห้องโดยสารให้เย็นสบายล่วงหน้าก่อนออกเดินทาง

ขุมพลังเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร DOHC VTEC TURBO พร้อมด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติ CVT ใหม่ ซึ่งทั้งเครื่องยนต์และระบบเกียร์ดังกล่าวได้รับการพัฒนาภายใต้เทคโนโลยีเอิร์ธดรีม ให้กำลังสูงสุด 173 แรงม้า ที่ 5,500 รอบต่อนาที ด้วยแรงบิดสูงสุดที่ 220 นิวตัน-เมตร ที่ 1,700 – 5,500 รอบต่อนาที ซึ่งให้กำลังเทียบเท่าเครื่องยนต์ขนาด 2.4 ลิตร แต่มีอัตราการประหยัดน้ำมันเทียบเท่าเครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร

ในด้านของเทคโนโลยีความปลอดภัยอัดแน่นเต็มพิกัด อาทิ กล้องส่องภาพด้านหลังปรับมุมมอง 3 ระดับ ระบบเบรกมือไฟฟ้า (Electric Parking Brake) ระบบ Auto Brake Hold สัญญาณไฟฉุกเฉินอัตโนมัติขณะเบรกกะทันหัน (ESS) และระบบล็อกรถอัตโนมัติเมื่อกุญแจรีโมทอยู่ห่างจากตัวรถ (Walk Away Auto Lock) เป็นต้น

ฮอนด้า ซีวิค แฮทช์แบ็ก มีให้เลือกทั้งหมด 5 สี ได้แก่ สีใหม่ คือ สีดำมิดไนท์เบอร์กันดี (มุก) นอกจากนี้ยังมี สีขาวออร์คิด (มุก) สีดำคริสตัล (มุก) สีเทาโมเดิร์นสตีล (เมทัลลิก) สีเงินลูนาร์ (เมทัลลิก)

ฮอนด้า ซีวิค แฮทช์แบ็ก ใหม่ จะเริ่มเปิดตัวสู่สาธารณชนตั้งแต่วันที่ 21 มีนาคมนี้ เป็นต้นไป โดย บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ตั้งราคาจำหน่ายไว้ที่ 1,169,000 บาท สำหรับ สีขาวออร์คิด (มุก) เพิ่ม 10,000 บาท สีดำมิดไนท์เบอร์กันดี (มุก) และสีดำคริสตัล (มุก) เพิ่ม 6,000 บาท

Rerun คลิปรายการ Auto World TV (5 มีนาคม 2560)

0

คลิปรายการ Auto World TV

วันอาทิตย์ที่ 5 มีนาคม 2560
เวลา 14.30 – 15.00 น. ทาง TNN 24
ดำเนินรายการโดย ภูวนาถ เผ่าจินดา
บรรณาธิการบริหาร นิตยสาร ออโต้บิลด์ ไทยแลนด์

“เอ.พี.ฮอนด้า”แนะนำบิ๊กไบค์ “All New CBR1000RR” ดึง “นิกกี้ เฮเด้น” อดีตแชมป์ MOTO GP ร่วมเปิดตัวสุดยิ่งใหญ่

0

บริษัท เอ.พี. ฮอนด้า ผู้จัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้าบิ๊กไบค์ในประเทศไทย ตอกย้ำภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำสายพันธุ์สปอร์ตตัวจริงด้วยการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ ได้แก่ All New Honda CBR1000RR และ All New Honda CBR1000RR SP เปลี่ยนโฉมใหม่ภายใต้แนวคิด “Total Control’” โดดเด่นทั้งในด้านขุมพลังของเครื่องยนต์ที่ถ่ายทอดจากสนามแข่งและที่สุดแห่งการควบคุม เสริมด้วยเทคโนโลยีการขับขี่กับชุดอุปกรณ์ควบคุม อิเล็กทรอนิคที่จะช่วยเพิ่มความสนุกเร้าใจในการขับขี่ได้มากยิ่งขึ้น พร้อมดึง นิกกี้ เฮเด้น สุดยอดนักบิดชาวอเมริกันเจ้าของดีกรีแชมป์โลกโมโต จีพี ปี 2006 และสเตฟาน แบรดเดิล แชมป์โลกโมโตทู ปี 2011 สังกัดทีม Red Bull Honda World Superbike มาร่วมเปิดตัวสุดยอดยนตกรรมสายพันธุ์สปอร์ตให้คนไทยได้สัมผัสเป็นครั้งแรกในประเทศไทย 

นายสุชาติ อรุณแสงโรจน์ รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด ผู้จัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้าบิ๊กไบค์ในประเทศไทย เปิดเผยว่า “ความนิยมรถบิ๊กไบค์ในเมืองไทยมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มประเภทรถสปอร์ตที่มีสัดส่วนอยู่ที่ประมาณ 15 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับกลุ่มรถประเภทอื่น ซึ่งแน่นอนกลุ่มประเภทรถสปอร์ตของฮอนด้าก็ต้องเป็นรถในตระกูล CBR ที่มีชื่อเสียงในด้านสมรรถนะและการควบคุมรถ ที่ได้รับความนิยมมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะ CBR1000RR ที่มีจุดกำเนิดตั้งแต่ปี 1992 และมีแนวคิดการพัฒนาคือ การนำเครื่องยนต์ที่มีสมรรถนะสูง และ การควบคุมการขับขี่ที่ง่าย เข้ามาไว้ด้วยกัน ซึ่งฮอนด้าได้ยึดถือแนวคิดการออกแบบนี้มาจนถึงปัจจุบัน”

All New Honda CBR1000RR เป็นรถซุปเปอร์สปอร์ตที่ถ่ายทอดเทคโนโลยีจากสนามแข่งสู่การขับขี่ท้องถนนได้อย่างสมบูรณ์ที่สุดอีกรุ่นหนึ่ง น้ำหนักที่เบาลง และสามารถควบคุมได้ง่ายและแม่นยำยิ่งขึ้น ประกอบกับสีสันและดีไซน์ที่ดูสปอร์ตโฉบเฉี่ยวสไตล์เรซซิ่งไบค์


All New Honda CBR1000RR ทั้ง 2 รุ่นมาพร้อมเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง ขนาด 1000ซีซี. ที่ถูกออกแบบให้มีน้ำหนักเบาด้วยอัตราส่วนกำลังอัดที่ 13.0 และสามารถทำกำลังสูงสุดได้ 141 กิโลวัตต์ที่ 13,000 รอบต่อนาที

เพิ่มประสิทธิภาพด้วยเทคโนโลยีที่ช่วยให้การขับขี่สนุกมากยิ่งขึ้นไม่ว่าจะเป็น TBW & APS เทคโนโลยีคันเร่งไฟฟ้า (Throttle by Wire) ที่ทำงานประสานกับเซ็นเซอร์ APS ที่ฝังอยู่ใน Handlebar grip เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานที่ตอบสนองกับแรงบิดของผู้ขับขี่ได้อย่างดีที่สุด, Power Selector ระบบการตั้งค่าการขับขี่ โดยผู้ขับขี่เลือกตั้งค่ากำลังจากเครื่องยนต์ให้เหมาะสมกับแรงบิดของคันเร่ง, HSTC (Honda Selectable Torque Control) ระบบควบคุมแรงบิดแบบเลือกได้ของฮอนด้า เพื่อตรวจจับความเร็วล้อด้านหน้าและด้านหลัง ช่วยให้การควบคุมรถได้อย่างราบรื่น และ Engine Brake Control ซึ่งสามารถปรับเลือกได้ตามโหมดขับขี่ที่ที่ตั้งไว้เป็นค่ามาตรฐานหรือผู้ใช้สามารถตั้งค่าเองได้ตามต้องการ

สะท้อนภาพลักษณ์รถสปอร์ตได้อย่างลงตัวด้วยชุดไฟหน้า ไฟท้ายและไฟเลี้ยวแบบ LED และท่อไอเสียดีไซน์ใหม่ที่ทำจากไทเทเนียมทำให้มีน้ำหนักเบาแต่ยังคงความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ในแบบฉบับของ CBR1000RR มีสองสีให้เลือกด้วยกัน ได้แก่ สีแดง (Victory Red) และ สีดำ (Mat Ballistic Black Metallic)

สำหรับรุ่น All New CBR1000RR SP พร้อมกับชุดสีดีไซน์ใหม่แบบ Tri-color (Victory Red) โดยถังน้ำมันได้ถูกทำขึ้นจากวัสดุที่มีน้ำหนักเบาอย่างไทเทเนียม ทำให้รถรุ่นนี้มีน้ำหนักเบากว่ารุ่นปัจจุบันถึง 17 กิโลกรัม และยังอัดแน่นด้วยสุดยอดเทคโนโลยีจากสนามแข่ง ไม่ว่าจะเป็น ระบบ Quick shifter ที่สามารถเปลี่ยนเกียร์ได้โดยไม่ต้องบีบคลัทช์ ระบบโช๊ค Ohlins ทั้งหน้า-หลัง ที่สามารถปรับด้วยระบบไฟฟ้า และระบบเบรคคู่หน้าเป็นคาลิปเปอร์เบรค Monoblock 4 POT จาก Brembo เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดนี้เพื่อช่วยเพิ่มการควบคุมรถสำหรับการ ขับขี่ในสนามแข่งได้สนุกยิ่งขึ้น

ฮอนด้า บิ๊กไบค์พร้อมวางจำหน่าย All New Honda CBR1000RR และ All New Honda CB1000RR SP ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 38 ที่จะถึงนี้ สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมของรถ All New CBR1000RR ทั้ง 2 รุ่น ได้ที่เว็ปไซต์ www.hondabigbike.com และ www.facebook.com/hondabigbikeTH