Home Blog Page 530

Testdrive:”JAQUAR F-PACE” เอสยูวีค่ายเสือดาวหน้าตาโดดเด่น เทคโนโลยีเด็ดดวง

0

ดูเหมือนว่าการกลับมาใหม่ของค่ายรถแบรนด์เสือดาวโดยการบริหารของอินซ์เคป (ประเทศไทย) จำกัด ในเครือของอินช์เคป พีแอลซี ผู้นำในธุรกิจตัวแทนจำหน่ายยานยนต์ พรีเมียมระดับโลก จะคึกคักและยิ่งใหญ่กว่าที่ผ่านมา ล่าสุดได้มีการจัดทดสอบสมรรถนะของเอสยูวีรุ่นธง Jaquar F-Pace รวมถึงรถแบรนด์ Land Rover อีกหลายรุ่น บนเส้นทาง กรุงเทพ-ภูเก็ต ระยะทางกว่า 800 กม. ซึ่งถือเป็นการทดสอบที่ได้ใกล้ชิดกับรถแบรนด์นี้อย่างชัดเจนที่สุดทริพหนึ่งก็ว่าได้ ผลการทดสอบนั้นเป็นอย่างไร ข้อมูลทั้งหมดพร้อมให้ทุกท่านได้รับชมครับ

ดาวเด่นของกิจกรรมในครั้งนี้คือ Jaquar F-Pace รถเอสยูวีสมรรถนะสูงที่แฝงด้วยดีเอ็นเอของรถสปอร์ตคันนี้ได้แรงบันดาลใจจากรุ่นเอฟ-ไทป์ (F-TYPE) ในสไตล์รูปลักษณ์อันบึกบึน ด้วยเส้นสายอันชัดเจนจากจากฝากระโปรงหน้าสู่โป่งหลัง จนสามารถคว้ารางวัล 2016 Car of the Year จาก The Auto Express ของอังกฤษเมื่อต้นปีที่ผ่านมา

Jaquar F-Pace มาในสัดส่วนความยาว 4,731 มม. กว้าง 2,874 มม. และ สูง 1,652 มม. โครงสร้างทำมาจากอลูมิเนียมน้ำหนักเบา แต่ให้ความแข็งแกร่งและคล่องตัว มีค่าสัมประสิทธิแรงเสียดทานต่ำเพียง 0.34

เติมแต่งการออกแบบด้วยเส้นสายที่เฉียบคม ดีไซน์กระจังหน้าให้ดุดันพร้อมติดตั้งตราสัญลักษณ์ บริเวณกันชนหน้าเจาะช่องขนาดใหญ่เสริมความบึกบึน

ไฟหน้า Full LED ทรงเรียวมีไฟกลางวันรวมไว้ในโคมเดียวกัน สำหรับโอเวอร์แฮงด้านหน้าสั้นทำให้มีทัศนวิสัยในการขับขี่ที่ดี ส่วนมุมมองด้านหลังออกแบบเรียบง่าย สะดุดตาด้วยโลโก้รูปเสือสีโครเมียมติดตั้งกลางตัวรถ ล้อแมกเป็นลาย 5 ก้านคู่ขนาด 22 นิ้ว

Jaquar F-Pace มาในสไตล์รถเอสยูวีขนาด 5 ที่นั่ง ให้ความสะดวกสบายในการโดยสารสูง และเป็นการผสมผสานกันอย่างหรูหราและลงตัว ระหว่างวัสดุกับการตกแต่ง เบาะนั่งโทนน้ำตาลตัดกับแผงข้างสีดำ เบาะหลังสามารถปรับเอนได้ด้วยไฟฟ้า และอีกหนึ่งประโยชน์จากการใช้โครงสร้างอลูมิเนียมนั่นคือการเพิ่มพื้นที่ในการบรรทุกสัมภาระให้มีขนาดความจุถึง 650 ลิตร

พวงมาลัยเป็นแบบสามก้านมีตราสัญลักษณ์อยู่ตรงกลาง พร้อมติดตั้งระบบมัลติฟังค์ชั่นควบคุมระบบเอนเตอร์เทนเมนท์ต่างๆรวมถึงระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติซึ่งใช้งานได้สะดวก

นอกจากห้องโดยสารภายในที่หรูหรา เทคโนโลยีสุดล้ำอย่างระบบอินโฟเทนเมนต์ InControl Touch Pro ก็ได้นำมาติดตั้งในรถคันนี้เช่นกัน ซึ่งแสดงผลผ่านจอความละเอียดสูงขนาด 12.3 นิ้วแสดงการทำงานของทุกระบบไว้ครบถ้วน อาทิ ระบบนำทางผ่านดาวเทียม และสามารถเชื่อมต่อได้ทุกการสื่อสารบนโลกออนไลน์ ด้วยการที่ใช้รถคันนี้เป็น Wi-fi hotspot ส่งสัญญานไปได้สูงสุดถึง 8 ตัว

คอนโซลกลางเป็นอีกหนึ่งแห่งที่น่าสนใจ นั่นคือการติดตั้งหน้าจอสัมผัสแบบแท็บเล็ตขนาด 10.2 นิ้ว ซึ่งใช้งานง่าย พร้อมภาพกราฟิกที่คมชัด ทำงานด้วยโปรเซสเซอร์ควอดคอร์และฮาร์ดดิสก์แบบ SSD

ระหว่างคอนโซลกลางและเท้าแขนเป็นที่อยู่ของเกียร์อัตโนมัติที่ปรับใช้แบบหมุนไปยังตำแหน่งเกียร์ที่ต้องการ ใกล้กันจะมีสวิตช์ปรับระบบขับขี่มีให้เลือกใช้งานถึง 3 รูปแบบ

ขุมพลังใน Jaquar F-Pace เป็นเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบขนาด 2.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 180 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 430 นิวตันเมตร พร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบ AWD ส่งกำลังเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ เคลมอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลา 8.7 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 208 กม./ชม.

ระบบช่วงล่างด้านหน้าเป็นแบบ Double Wishbone ต่อยอดมาจากรุ่น F-TYPE ส่วนด้านหลังเป็นแบบ Integral Link พร้อมระบบ Torque Vectoring นอกจากนี้ยังมีระบบตัวช่วยการขับขี่อีกมากมายซึ่งขอยกยอดไปพูดถึงในกิจกรรมการทดสอบช่วงต่อไปครับ

สำหรับกิจกรรมนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ได้ทดลองขับรถโลโก้เสือดาวแห่งเมืองผู้ดีบนระยะทางกว่า 800 กม. จากกรุงเทพ-ภูเก็ต
เรียกได้ว่าสัมผัสกันยันรู้ไส้รู้พุงกันเลยก็ว่าได้ ในส่วนของภาพลักษณ์คงไม่ขอพูดถึงเนื่องจากเสน่ห์ของเส้นสายและการออกแบบในสไตล์สวยคมอย่างไม่มีที่ติ

ระบบ Incontrol Touch Pro เป็นฟังค์ชั่นที่ใช้งานง่ายและมีความอัจฉริยะในตัวเอง หน้าจอที่ติดตั้งกลางคอนโซลแสดงรูปแบบมาได้อย่างตื่นตา แถมยังมีการประมวลผลแบบเดียวกับคอมพิวเตอร์สเปคสูงๆโดยแสดงภาพผ่านหน้าจอขนาด ทัชสกรีนขนาด 10.2 นิ้วความละเอียดสูง ให้ภาพคมชัด และข้อมูลการเดินทางในรูปแบบของเนวิเกเตอร์แสดงภาพแบบ 3 มิติ ใช้งานได้ง่ายไม่ซับซ้อน ทั้งยังเป็นแม่ข่ายในการกระจายสัญญาณอินเตอร์เนตให้ผู้ร่วมทางได้เพลินเพลินกับการท่องโลกออนไลน์ได้อย่างไม่ติดขัด

ว่ากันด้วยเรื่องของขุมพลังและช่วงล่าง เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบขนาด 2.0 ลิตร ที่สร้างกำลังได้ถึง 180 แรงม้า เมื่อได้ทดสอบสมรรถนะกันอย่างจริงจังพละกำลังอาจจะแบกน้ำหนักตัวรถไปเล็กน้อย เทอร์โบทำงานในรอบต้นตามแบบฉบับของเอสยูวีเครื่องยนต์ดีเซล แต่ความเร็วสูงสุดที่ทำได้ทะลุ 200 กม./ชม. เลยทีเดียว

ในเมื่อความเร็วสูง เสียงรบกวนที่เข้ามาภายในห้องโดยสารเป็นสิ่งที่น่าสนใจ เพราะรูปทรงของรถยนต์ในเซกเมนต์เอสยูวีส่วนใหญ่จะมีปัญหาเรื่องนี้ แต่สำหรับ Jaquar ก็ถือว่ามีเสียงลมเร็ดลอดเข้ามาเช่นกัน ส่วนหนึ่งมาจากช่องลมของกระจกมองข้าง ซึ่งเริ่มมีมาให้ได้ยินก็ต่อเมื่อความเร็วทะลุ 130 กม./ชม.ขึ้นไป

ระบบรองรับดีไซน์มาในรูปแบบแน่นหนึบ ช่วงล่างหน้า Double Wishbone ทำงานสัมพันธ์กับด้านหลังที่เป็นแบบ Integral Link แต่เมื่อใช้ความเร็วสูงหรือช่วงถนนที่ผิวไม่เรียบอาจทำให้รู้สึกถึงการดิ้นของช่วงล่างเล็กน้อย ในจุดนี้ทีมผู้ออกแบบได้นำระบบ Torque Vectoring เข้ามาช่วยควบคุมเพื่อให้เกิดการยึดเกาะถนนให้ได้เต็มประสิทธิภาพ รวมถึงมีโช๊คอัพระบบ Mono Tube ทำหน้าที่ตรวจวัดความเคลื่อนไหวของตัวรถและล้อ ทำให้เกิดแรงหน่วงอย่างเหมาะสม การควบคุมรถจึงทำได้ง่ายและมีประสิทธิภาพ

ในส่วนของระบบ Adaptive Dynamics แบ่งได้เป็น 3 รูปแบบ ตั้งแต่ Eco Comfort และ Sport แต่ละโหมดจะมีการทำงานต่างกันโดยทำหน้าที่ในการปลดปล่อยพลังของเครื่องยนต์ คันเร่ง และน้ำหนักของพวงมาลัย ในส่วนนี้ผู้ขับขี่สามารถเลือกปรับได้ตามความเหมาะสมของการใช้งานในแต่ละเส้นทาง

Jaquar F-Pace ยังมีระบบที่น่าสนใจไปไม่น้อยกว่ากันและถือเป็นอาวุธลับของรถคันนี้คือ All Surface Progress Control (ASPC) ระบบนี้ออกแบบมาเพื่อควบคุมคันเร่งและเบรกอัตโนมัติ เพื่อให้รถเคลื่อนที่ไปอย่างนุ่มนวล โดยจะทำงานในความเร็วไม่เกิน 30 กม./ชม.ซึ่งจะใช้งานได้อย่างเหมาะสมก็ต่อเมื่ออยู่ในสภาพพื้นผิวในสไตล์ออฟโรดทุกรูปแบบ

กล่าวโดยสรุปสำหรับ Jaquar F-Pace ในด้านของรูปลักษณ์นอกจากมีความสวยสะดุดตา ในเรื่องของการต้านลมหรือที่เรียกกันว่าค่าสัมประสิทธิแรงเสียดทานต่ำเพียง 0.34 ห้องโดยสารออกแบบหรูหรา ใช้วัสดุคุณภาพสูงและพิถีพิถันในการติดตั้ง ระบบ Incontrol Touch Pro ถือเป็นความก้าวล้ำทางด้านเทคโนโลยีในรูปแบบเดียวกับคอมพิวเตอร์ซึ้งใช้ในการประมวลผลรวมถึงแสดงค่าผ่านหน้าจอสัมผัสได้อย่างชัดเจน

ด้านเครื่องยนต์น่าจะมีสมรรถนะที่สูงกว่านี้อีกสักนิด อัตราเร่งยังไม่รวดเร็วทันใจเท่าที่ควรนัก แต่ก็ถือว่าเพียงพอต่อการใช้งานในชีวิตประจำวัน

ระบบช่วงล่างให้การยึดเกาะเป็นที่น่าพอใจในระดับหนึ่ง ถึงแม้ว่าด้านหลังอาจมีอาการบ้างเล็กน้อยในขณะความเร็วสูง แต่ออฟชั่นต่างๆซึ่งคอยส่งเสริมให้ระบบรองรับทำงานได้ดีขึ้นอย่าง Torque Vectoring และตัวเลือกการขับขี่ในโหมด Adaptive Dynamics ทำหน้าที่ร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ และอาวุธลับที่เรียกว่าระบบ All Surface Progress Control จะช่วยให้ขับขี่ในสถานการณ์คับขันได้ดียิ่งขึ้น

บริษัท อินซ์เคป (ประเทศไทย) จำกัด ตั้งราคาจำหน่าย Jaquar F-Pace ไว้ที่ 5,499,000 บาท ซึ่งถ้านำมาเทียบกับคู่แข่งจากหลายๆค่ายยังถือว่าค่อนข้างสูง แต่เทคโนโลยีต่างๆที่ให้มา รวมถึงแฟนพันธุ์แท้ของรถค่ายนี้ คงจะไม่พลาดที่จะจับจองเป็นเจ้าของแน่นอน

เรียบเรียงข้อมูลและทดสอบโดย ณัฐเทพ เผ่าจินดา

ขอขอบคุณภาพเพิ่มเติมจาก Netcarshow

 

TATA Xenon Double Cab 150NX-TREME 4×2 พิสูจน์ความแกร่ง และ สมบุกสมบัน ตะลุยเมียนมาร์บนเส้นทางกว่า 3,500 กม.

0

ทาทา มอเตอร์ส ส่งรถกระบะ ซีนอน ดับเบิล แค็บ 150 เอ็นเอ็กซ์ทรีม 4×2 ฝ่าเส้นทางสมบุกสมบันกว่า 3,500 กม. ในประเทศเมียนมาร์ ผ่านอีกหนึ่งบทพิสูจน์ความพร้อม ความแข็งแกร่งทนทานของรถกระบะทาทา ก่อนกลับสู่กรุงเทพฯ ในสภาพสมบูรณ์ รวมระยะทางทั้งหมดกว่า 4,000 กม.

บริษัท ทาทา มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ส่งรถกระบะ ทาทา ซีนอน ดับเบิล แค็บ 150 เอ็นเอ็กซ์ทรีม 4×2 (TATA Xenon Double Cab 150NX-TREME 4×2) ร่วมคาราวาน ออโต้แจม ฝ่าเส้นทางอันสมบุกสมบันในรัฐฉานประเทศเมียนมาร์ โดยออกจาก อ.แม่สอด จังหวัดตาก สู่เมืองเมียวดี พะอาน เนบิดอว์ ตองอู กะลอว์ ทะเลสาบอินเล ตองจี ปินตยา จนถึงเมืองมัณฑเลย์ รวมเส้นทางในเมียนมาร์กว่า 3,500 กิโลเมตร และกว่า 4,000 กิโลเมตร จากระยะทางทั้งหมดในการเดินทางครั้งนี้จนกระทั่งกลับมาถึงกรุงเทพฯ

นับเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ความพร้อม ความแข็งแกร่งทนทานของรถกระบะทาทา ซีนอน บนเส้นทางอันสมบุกสมบัน หลากหลายรูปแบบในประเทศเมียนมาร์ ไม่ว่าจะเป็นทางลาดยางในท้องถิ่นเมียนมาร์ที่เล็กแคบ เป็นคลื่น มีผิวถนนที่ไม่สมบูรณ์ มีฝุ่นและเส้นทางเลาะขุนเขาในการข้ามเมือง ที่มีทั้งความชัน ลื่น เนื่องจากเมียนมาร์เป็นเป็นประเทศที่กำลังได้รับการพัฒนาด้านเส้นทางคมนาคมทั่วประเทศ มีการก่อสร้าง ซ่อมแซม ขยายถนนในเส้นทางต่างๆ

การขับขี่ทั้งเส้นทางในท้องถิ่นหรือตามแนวเขาสูงกว่า 3,000 ฟุต มีอุปสรรคมากยิ่งขึ้น ทั้งจากความไม่สมบูรณ์ของผิวถนน ฝุ่นลูกรัง และเม็ดหินกรวดจากการก่อสร้าง ที่ทำให้สภาพถนนลื่น มีทัศนวิสัยที่ยากต่อการขับขี่ การนำ ทาทา ซีนอน ดับเบิล แค็บ 150 เอ็นเอ็กซ์ทรีม 4×2 ไปร่วมคาราวานในครั้งนี้ จึงเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ที่ให้เห็นถึงความสมบูรณ์และความแข็งแกร่งของรถกระบะ ทาทา ซีนอน อย่างแท้จริง

นายซานเจย์ มิชรา กรรมการผู้จัดการบริษัท ทาทา มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “นี่เป็นอีกครั้งที่เราแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่ง ทนทาน ของรถกระบะทาทา ซีนอน ทุกรุ่น หลังจากที่กระบะ TATA Xenon Double Cab 150NX-PLORE 4WD ของเราเคยประสบความสำเร็จในการแข่งขันบนเส้นทางสุดโหดของเอเชียครอสคันทรีแรลลี่ 2016 ที่ผ่านมา”

นายซานเจย์ กล่าวเพิ่มเติม “ครั้งนี้เป็นการเดินทางบนเส้นทางอันสมบุกสมบันของ กระบะ TATA Xenon Double Cab 150NX-TREME 4×2 ที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า รถกระบะทาทา ซีนอน ที่ใช้เครื่องยนต์และชิ้นส่วนมาตรฐานเหมือนรถที่เราจำหน่ายในตลาดของเรา มีความแข็งแกร่ง ทนทาน ปลอดภัย อย่างแท้จริง”

การส่ง TATA Xenon Double Cab 150NX-TREME 4×2 ไปร่วมทริปในประเทศเมียนมาร์ครั้งนี้ เป็นการตอกย้ำให้เห็นถึงความพร้อมของสมรรถนะรถกระบะทาทาทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นความแข็งแรงของระบบช่วงล่าง เนื่องจากสภาพของถนนทั้งในประเทศเมียนมาร์หรือว่าในอินเดีย คุณภาพยังไม่สูงเท่ากับถนนในประเทศไทย

นายซานเจย์ กล่าวเสริมTATA Xenon จึงได้รับการออกแบบให้มีความแข็งแกร่งมากเป็นพิเศษ เพื่อให้มีความทนทานสามารถรองรับสภาพถนนอันสมบุกสมบันทุกรูปแบบ อีกทั้งยังมีเครื่องยนต์ที่ให้สมรรถนะสูง การยึดเกาะถนนดี มีความสะดวกสบายในการขับขี่ และประหยัดเชื้อเพลิง ท่านสามารถวางใจได้ว่า รถกระบะทาทาสามารถพาท่านไปได้ทุกที่ได้อย่างสะดวกสบาย ปลอดภัย แม้ว่าจะต้องใช้งานหนักเดินทางไกลเป็นระยะทางหลายพันกิโลเมตร เหมือนกับการเดินทางร่วมคาราวานในประเทศเมียนมาร์ครั้งนี้”

สำหรับ TATA Xenon Double Cab 150NX-TREME 4×2 ใช้เครื่องยนต์ Dicor ดีเซล คอมมอนเรล แบบ 4 สูบ 16 วาล์ว ขนาด 2.2 ลิตร พร้อมระบบอัดอากาศเทอร์โบแปรผันอินเตอร์คูลเลอร์ ให้กำลังสูงสุดที่ 150 แรงม้า ที่ 4,000 รอบ/นาที พร้อมแรงบิดสูงสุด 320 นิวตันเมตร ต่อเนื่อง ที่ 1,500-3,000 รอบ/นาที ใช้ระบบส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา 5 สปีด ระบบกันสะเทือนหน้าแบบอิสระปีกนกสองชั้น ทอร์ชั่นบาร์ เหล็กกันโคลง และช็อคอัพ ส่วนด้านหลังเป็น แหนบแผ่นซ้อนแบบโค้งคว่ำ (Parabolic) พร้อมช็อคอัพ

“มิตซูบิชิ ไทรทัน ลิมิเต็ด เอดิชั่น” กระบะขับ 2 รุ่นตกแต่งพิเศษ แรงด้วยเครื่องยนต์ ไมเวค คลีน ดีเซล ขนาด 2.4 ลิตร 181 แรงม้า

0

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด รุกหน้าตลาดรถกระบะขับเคลื่อน 2 ล้ออย่างต่อเนื่อง ตอกย้ำความเป็นผู้นำรถกระบะพันธุ์ใหม่ด้วยการเผยโฉม “มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ ลิมิเต็ด เอดิชั่น” รุ่นตกแต่งพิเศษ ทรงพลังด้วยสุดยอดนวัตกรรมเครื่องยนต์ “ไมเวค คลีน ดีเซล ขนาด 2.4 ลิตร” แรงขึ้นแต่ประหยัดกว่าเดิม 20% ด้วยเสื้อสูบและฝาสูบอลูมินัมอัลลอย นอกจากนี้ “มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ ลิมิเต็ด เอดิชั่น” ยังพลิกโฉมความเข้มด้วยอุปกรณ์ตกแต่งทั้งภายนอกและภายใน สูงสุด 11 รายการ ตอบโจทย์ทุกการใช้งานของผู้บริโภคยุคปัจจุบันทั้งเพื่อการพาณิชย์ และด้านต่างๆ

มร. โมะริคาซุ ชกกิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “มิตซูบิชิ ไทรทัน เป็นที่รู้จักในตลาดตั้งแต่เปิดตัวในฐานะกระบะสายพันธุ์เข้ม ด้วยเครื่องยนต์ ‘ไมเวค คลีน ดีเซล ขนาด 2.4 ลิตร’ โดดเด่นด้วยเสื้อสูบ และฝาสูบอลูมินัมอัลลอย ที่ให้พละกำลังมากกว่า แต่กินน้ำมันน้อยลง 20% ล่าสุดบริษัทฯ ได้เพิ่มความเข้มให้กับกระบะพันธุ์ใหม่ ด้วยการเปิดตัว ‘มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ ลิมิเต็ด เอดิชั่น’ รุ่นพิเศษตกแต่งภายนอกด้วยโทนสีดำ พร้อมเสริมอุปกรณ์พิเศษภายในห้องโดยสารอย่างครบครัน”

ขุมพลังของ “มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ ลิมิเต็ด เอดิชั่น” เป็นเครื่องยนต์ไมเวค คลีน ดีเซล ขนาด 2.4 ลิตร พร้อมเสื้อสูบและฝาสูบอลูมินัมอัลลอย ที่น้ำหนักเบา แกร่ง และระบายความร้อนได้ดีกว่า เสริมด้วยระบบควบคุมการเปิด-ปิด วาล์วไอดีแบบแปรผัน “ไมเวค” และ “วีจี เทอร์โบ” ให้พละกำลังสูงถึง 181 แรงม้า แรงบิดสูงถึง 430 นิวตันเมตร ให้ผู้ขับเร่งแรงไปกับเครื่องยนต์ที่มีอัตราเร่งเร้าใจ

 

ประหยัดน้ำมันสูงสุดในรถกระบะขับเคลื่อน 2 ล้อยกสูง กับอัตราบริโภคเชื้อเพลิงเพียง 15.2 กิโลเมตร/ลิตร ทำให้ “มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่” เป็นรถกระบะที่มีอัตราบริโภคเชื้อเพลิงที่ดีที่สุดในระดับเดียวกัน การันตีด้วยการรับรองจาก Eco Sticker* และกล้ารับประกันคุณภาพนานที่สุด 5 ปี พร้อมฟรีค่าแรงเช็คระยะ 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน)

มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ ลิมิเต็ด เอดิชั่น รุ่นดับเบิ้ลแค็บ พลัส และ เมกะแค็บ พลัส ตกแต่งด้วยอุปกรณ์พิเศษภายนอกด้วยสีดำรอบคันทั้ง กระจังหน้าสีดำ, ขอบกันชนหน้าด้านบนสีดำ, ล้ออัลลอยสีดำ ขนาด 17 นิ้ว, โป่งซุ้มล้อสีดำ, บันไดข้างสีดำ, กันชนหลังสีดำ และฐานไฟหน้าสีดำ เสริมความเข้ม เร้าใจ ให้กับทุกมุมมองของกระบะสายพันธุ์เข้ม

เฉพาะ มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ ลิมิเต็ด เอดิชั่น รุ่น ดับเบิ้ลแค็บ พลัส และ เมกะแค็บ พลัส ที่เพิ่มอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบายด้วย กระจกมองหลังปรับลดแสงสะท้อนอัตโนมัติ พิเศษสำหรับรุ่น ดับเบิ้ลแค็บ พลัส ที่เหนือกว่าด้วยการติดตั้งอุปกรณ์เฉพาะรุ่น ประกอบไปด้วย กระจกกรองแสง พร้อมเบาะคนขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง และจอเพดานหลังขนาด 10.2 นิ้ว ภายในห้องโดยสาร เพื่อความปลอดภัย และความสะดวกสบายที่สุด

มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ ลิมิเต็ด เอดิชั่น กระบะพันธุ์เข้ม กล้าขีดสุด ผลิตจำนวนจำกัด พร้อมทางเลือกสีตัวถัง 2 สี คือ สีดำ และสีขาวมุก สำหรับรายละเอียดอื่นๆมีดังต่อไปนี้

– มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ เมกะแค็บ พลัส ลิมิเต็ด เอดิชั่น เกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ สีดำ ราคา 743,000 บาท และสีขาว ราคา 750,000 บาท
– มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ ดับเบิ้ลแค็บ พลัส ลิมิเต็ด เอดิชั่น เกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ สีดำ ราคา 864,000 บาท และสีขาว ราคา 871,000 บาท
– มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ ดับเบิ้ลแค็บ พลัส ลิมิเต็ด เอดิชั่น เกียร์อัตโนมัติ 5 จังหวะ สีดำ ราคา 909,000 บาท และสีขาว ราคา 916,000 บาท

สำหรับผู้ซื้อ “มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ ลิมิเต็ด เอดิชั่น” รับข้อเสนอ “มิตซูบิชิ ออกให้สูงสุด 75,000 บาท”** สำหรับลูกค้าที่รับรถยนต์ภายในวันที่ 30 เมษายน 2560 สำหรับผู้ที่สนใจใน “มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ ลิมิเต็ด เอดิชั่น” สามารถสัมผัสประสบการณ์ยนตรกรรมกระบะพันธุ์เข้ม และทดลองขับได้ที่ ผู้จำหน่ายมิตซูบิชิที่ได้รับการแต่งตั้งทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

อีซูซุจัดงาน “ISUZU ONE MAKE RACE 2017” เฟ้นหาเจ้าความเร็วทางเรียบ สนามแรก 3-5 มีนาคมนี้ ณ สนามพีระอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต

0

กลุ่มตรีเพชร โดย บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด ร่วมกับ ฟาอีส ยูไนเต็ด มอเตอร์สปอร์ต ยางรถยนต์ TOYO และแบตเตอรี่ 3K ส่งทัพรถแข่งอีซูซุรวมกว่า 30 คัน ลงสนามในการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบ “ISUZU ONE MAKE RACE 2017” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 นำปิกอัพ “ISUZU D-MAX 1.9 Ddi BLUE POWER” สานต่อปฏิบัติการสุดเร้าใจ และเป็นครั้งแรกสำหรับการแข่งขันที่ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1,900 ซี.ซี. มาปรับแต่งความแรงด้วยกล่องอัจฉริยะจาก ECU – SHOP ให้พลังแรงถึง 215 แรงม้า แรงบิด 530 นิวตันเมตร ประสานความเข้มดุดันของรุ่น ISUZU SUPER FULL RACE ที่มีความแรงกว่า 500 แรงม้า ท้าประลองความเป็นเจ้าแห่งความเร็วในสนามดังระดับประเทศ ชิงถ้วยประทานจากพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ และเงินรางวัลรวมกว่า 330,000 บาท

มร. โทชิอากิ มาเอคาวะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด กล่าวว่า “รายการ “ISUZU ONE MAKE RACE” เป็นการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง ตรีเพชรฯ ขอขอบคุณคณะผู้จัดการแข่งขัน และนักแข่งรายการ “ISUZU ONE MAKE RACE 2017” ทุกท่านที่เลือกรถปิกอัพ “อีซูซุดีแมคซ์” ให้เป็นรถแข่งคู่ใจในการแข่งขันพิเศษครั้งนี้ติดต่อกันถึง 8 ปีซ้อน ซึ่งได้ตอกย้ำภาพลักษณ์รถปิกอัพ “ISUZU D-MAX BLUE POWER” ในฐานะรถแข่งที่เพียบพร้อมด้วยสมรรถนะอันเหนือชั้น ทั้งในด้านความเร็วและความแรง ซึ่งได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางจากนักแข่งทั้งมืออาชีพและมือสมัครเล่นในวงการกีฬามอเตอร์สปอร์ตเมืองไทย”

มร. โทชิอากิ มาเอคาวะ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ปีนี้รถ “อีซูซุดีแมคซ์” ได้ลงแข่ง 2 ประเภท ได้แก่ ประเภท ISUZU D-MAX 1.9 Ddi BLUE POWER ONE MAKE RACE ซึ่งถือเป็นครั้งแรกสำหรับการแข่งขันที่ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1,900 ซี.ซี. มาปรับแต่งความแรงด้วยกล่องอัจฉริยะจาก ECU – SHOP ทำให้ได้แรงม้าสูงถึง 215 แรงม้า แรงบิด 530 นิวตันเมตร ซึ่งจะทำให้การแข่งขันครั้งนี้สนุกเร้าใจมากยิ่งขึ้น และประเภท ISUZU SUPER FULL RACE ที่มาพร้อมความเข้มดุดันด้วยพลังที่มากกว่า 500 แรงม้า พร้อมกันนี้ยังใช้รถ ISUZU D-MAX 1.9 Ddi BLUE POWER SAFETY CAR นำขบวนรถแข่งเข้าสู่สนามแข่งในทุกรุ่นการแข่งขัน ตอกย้ำสมรรถนะความแกร่ง เร็วแรง ตลอดจนมาตรฐานความปลอดภัยเป็นเยี่ยมของรถอีซูซุ เป็นการชิงชัยเจ้าแห่งความเร็วทางเรียบเพื่อรางวัลเกียรติยศ ถ้วยประทานจากพระองค์เจ้าโสมสวลีพระวรราชาทินัดดามาตุ และในปีนี้ยังได้นักแข่งหน้าใหม่ คุณแอนด์ดรูว์ โคร์นิน นักแสดงมากความสามารถเข้าร่วมการแข่งขันประเภท ISUZU D-MAX 1.9 Ddi BLUE POWER ONE MAKE RACE ซึ่งจะมาสร้างสีสันให้กับการแข่งขันอีกด้วย”

การแข่งขันรถยนต์ทางเรียบรายการ ISUZU ONE MAKE RACE 2017 แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ประเภท ISUZU D-MAX 1.9 Ddi BLUE POWER ONE MAKE RACE จำนวน 22 คัน และประเภท ISUZU SUPER FULL RACE จำนวน 7 คัน พร้อมกันนี้ยังเปิดให้มีการชิงชัยของนักแข่งในรูปแบบตัวแทนจังหวัดต่อจังหวัด เพื่อเป็นการสร้างสีสันและความรักในมาตุภูมิของนักแข่งพร้อมกองเชียร์

เริ่มประเดิมสนามแรกในวันที่ 3-5 มีนาคม ศกนี้ ณ สนามพีระอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต พัทยา จ.ชลบุรี และจะทำการแข่งขันแบบออนทัวร์ต่อเนื่องเพื่อเก็บคะแนนในแต่ละสนาม และจัดลำดับผู้เข้าแข่งขันในการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศอีกครั้งหนึ่ง ในช่วงปลายปี 2560 เพื่อค้นหาที่สุดแห่งเจ้าความเร็วบนสนามทางเรียบ ชิงถ้วยประทานจากพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ พร้อมเงินรางวัลรวมกว่า 330,000 บาท โดยมีกำหนดการแข่งขันทั้ง 6 สนาม ดังนี้

•สนามที่ 1 วันที่ 3-5 มีนาคม 2560 – สนามพีระอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต พัทยา
•สนามที่ 2 วันที่ 9-11 มิถุนายน 2560 – สนามพีระอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต พัทยา
•สนามที่ 3 วันที่ 4-6 สิงหาคม 2560 – สนามแก่งกระจานเซอร์กิต เพชรบุรี
•สนามที่ 4 วันที่ 1-3 กันยายน 2560 – สนามพีระอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต พัทยา
•สนามที่ 5 วันที่ 3-5 พฤศจิกายน 2560 – สนามพีระอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต พัทยา
•สนามที่ 6 วันที่ 8-10 ธันวาคม 2559 – สนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต บุรีรัมย์

ติดตามเส้นทางพิสูจน์ความมันและความแรงสะใจของรถปิกอัพ “อีซูซุดีแมคซ์” ทั้ง 2 รุ่นในการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบ “ISUZU ONE MAKE RACE 2017” แต่ละสนามอย่างใกล้ชิดได้ตลอดปี พร้อมชมการถ่ายทอดสดทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT พร้อมกันนี้ยังจะมีการ Live Streaming ตลอดการแข่งขันอีกด้วย ติดตามข้อมูลการแข่งขันเพิ่มเติมได้ที่ www.isuzu-tis.com และ www.facebook.com/allnewisuzudmax

Toyota tank : รถน่ารักมากประโยชน์จาก TSL

0

Tank หรือ Roomy นี่เป็นรถยนต์ kie Car ส่งตรงจากญี่ปุ่น ที่มีพื้นที่ใช้สอยในห้องโดยสารสะดวกสบาย เข้าออกง่ายนั้งเล่นสบาย หน้าตาดี ที่ไม่มีให้เลือกแบบทั่วๆ

การที่มีผู้นำเข้ารถยนต์อิสระอยู่ในธุรกิจรถยนต์บ้านเรามาเนิ่นนานนั้นก็เป็นประโยชน์ให้กับผู้บริโภค ตรงที่มีทางเลือกรถยนต์มากขึ้นเพราะมีข้อจำกัดในการบริหารน้อยกว่า บริษัทรถยนต์ผู้แทนจำหน่ายโดยตรง ลูกค้าอยากจะได้รถอะไร แบบไหน มีอุปกรณ์พิเศษอะไรบ้าง ผู้นำเข้าอิสระก็สรรหามาให้ได้หมด เช่นเดียวกันกับครั้งนี้ TSL Auto Corporation นำเสนอรถใหม่เข้าสู่ตลาดอีกรุ่นหนึ่งคือ Toyota Tank และ Roomy ซึ่งเป็นรถรุ่นแบบเดียวกันเพียงแต่เปลี่ยนหน้าตาส่วนกระจังหน้าให้เลือกตามความชอบ รถเล็กทรงกล่องแบบนี้นำเข้าสำเร็จรูปโดยตรงจากญี่ปุ่นเป็นรถที่เรียกว่า Kie Car ที่ได้รับความนิยมมาก และเป็นรถที่ผลิตจำหน่ายเฉพาะในญี่ปุ่นเท่านั้น รถแบบนี้เราจึงไม่มีโอกาสได้เห็นบริษัทผู้จำหน่ายโดยตรงนำเข้ามาขายอย่างแน่นอน TSL นำเข้ามาขายครั้งนี้ก็ถือว่าเป็นโอกาสสำหรับทางเลือกใหม่อีกแล้ว

มาทำความรู้จักกับ Toyota Tank กัน รถคันนี้ TSL จัดรถมาให้ดูให้ขับเล่น บอกได้เลยว่าเห็นรถปุ๊บก็รู้สึกชอบทันที ความที่หน้าตาน่ารักเหมือนรถการ์ตูน ประมาณว่าเอาไฟฉายย่อส่วนมาฉายใส่ Alphard  ออกมาเป็นเจ้า Tank คันนี้และอีกคันก็ย่อส่วน Vellfire กลายมาเป็น Roomy  รถเล็กคันนี้เป็นรถทรงกล่องหน้าสั้นนิดเดียวเพราะใช้พื้นที่น้อยสำหรับวางเครื่องยนยต์ขนาดเล็กไม่ถึง 1 ลิตรเต็ม แค่ 996 ซีซี เท่านั้น แต่มีเทอร์โบทำให้มีกำลังถึง 98แรงม้า เป็นอย่างไรเดี๋ยวได้รู้กัน ส่วนของกล่องใหญ่เป็นห้องโดยสารล้วนๆ ประตูหลังเปิดแบบสไลด์ข้างทั้งซ้ายขวาขึ้นลงได้อย่างสะดวกแถมยังเป็นระบบไฟฟ้าเปิดได้สะดวกมาก มือจับประตูก็มีปุ่มระบบ onetouch เปิดปิดล๊อคด้วย เปิดประตูแล้วยังมีราวจับให้ยึดเวลาขึ้นลง อำนวยความสะดวกให้เด็กและผู้สูงอายุอีก

    ภายในห้องโดยสารเราไปดูกันในส่วนเบาะนั่งตอนหลังก่อน จะเห็นว่าเป็นเบาะใหญ่นั่งยืดขาได้สบายๆสำหรับ 3 คน เป็นเบาะแบบ2ชิ้น แบ่งเป็นสัดส่วน 60/40 พับเพิ่มพื้นที่ในห้องสัมภาระด้านหลังได้ทั้งสองหรือแยกพับก็ได้ พื้นที่กระจกมีมากพอที่จะทำให้ผู้โดยสารด้านหลังสามารถมองได้กว้างไม่อึดอัดกระจกข้างประตูยังมีม่านบังแดดมาให้อีกด้วย เรียกว่าเก็บรายละเอียดให้ครบ

เอาละที่นี้มาถึงตำแหน่งผู้ขับ ถึงแม้จะดูเล็กแต่ก็นั่งสบาย ดีไซน์ทันสมัยพวงมาลัยแบบ Multifunction ดูข้อมูลรถเปิดปิดเสียงเปลี่ยนคลื่นวิทยุได้สะดวก มีจอดิสเพลย์เหนือคอนโซลกลาง แสดงข้อมูลรถและ แสดงภาพจากกล้อง 360 องศา ทั้งกล้องหน้ากล้องหลังและกล้องบนเห็นรอบคันรถ ส่วนเครื่องเสียงจะผ่านจอเครื่องเสียงโดยเฉพาะเป็นของ Pioneer ที่มีระบบNavigation มาพร้อมกันด้วย ระบบคุมความเร็วคงที่มาให้ใช้งานด้วย ระบบปรับอากาศเป็นแบบอัตโนมัติตั้งระดับความเย็นได้ทั่วถึง

   สตาร์ทเครื่องยนต์ด้วยระบบกดปุ่มเพียงเท่านั้น Tank ก็พร้อมทำหน้าที่ ถึงแม้เครื่องยนต์จะเล็ก เป็นเครื่องยนต์ เบนซิน 996 ซีซี แต่ก็มีกำลังพอเอาตัวรอดได้เพราะมีเทอร์โบมาช่วย ขับเคลื่อนผ่านเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT ทำให้สามารถพา Tank ที่มีน้ำหนักรถเพียง 1,100 กก. ไปได้อย่างคล่องตัว อัตราเร่งก็ทำได้ดีตอบสนองแบบทันอกทันใจ สำหรับความเป็นรถทรงกล่องนี้ได้เครื่องยนต์ขนาดนี้บอกได้เลยว่า เพียงพอแล้ว ที่น่าสนใจคือในตำแหน่งนั่งด้านหลังสำหรับการเดินทางนั้นไม่กระด้าง และไม่โยนตัว นั่งไปได้อย่างสบาย

Tank เป็นรถที่ตอบโจทก์ภารกิจความต้องการของครอบครัวเล็กๆที่มีเด็กน้อย หรือจะเอาใจให้ผู้สูงอายุนั่งก็ถือว่าลงตัวดี ถ้าไม่อยากใช้รถใหญ่มากนัก Tank จะมีความคล่องตัวสำหรับภารกิจเป็นอย่างยิ่ง

“TATA XENON SC150NX-PERT 4X2 Cab Chassis” ทางเลือกแห่งความคุ้มค่าเพื่อการประกอบธุรกิจ

0

ทาทา มอเตอร์ส เพิ่มทางเลือกใหม่ให้กับลูกค้า จัดจำหน่าย TATA Xenon Single Cab 150NX-PERT 4×2 Cab Chassis เพื่อช่วยลดต้นทุน เพิ่มความคุ้มค่าในการนำรถทาทาไปประกอบธุรกิจ ให้ลูกค้านำไปติดตั้งท้ายกระบะตามลักษณะการใช้งาน ประหยัดเวลา ประหยัดต้นทุน

บริษัท ทาทา มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เพิ่มทางเลือกใหม่ให้กับลูกค้า ด้วยการนำเสนอรถกระบะตอนเดียว ทาทา ซีนอน ซิงเกิ้ล แค็บ 150 เอ็นเอ็กซ์เพิร์ธ แค็บ แชสซีส์ ขับเคลื่อน 2 ล้อ (TATA Xenon Single Cab 150NX-PERT 4×2 Cab Chassis) พร้อมระบบเพลาท้ายแบบ HD เฮฟวี่ ดิวตี้ เสริมความมั่นใจให้ทุกงานบรรทุกได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

นายซานเจย์ มิชรา กรรมการผู้จัดการบริษัท ทาทา มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เผยถึงแนวคิดทางเลือกในครั้งนี้ว่า “เรานำเสนอ TATA Xenon Single Cab 150NX-PERT 4×2 Cab Chassis ให้กับตลาด เนื่องจากเราเล็งเห็นว่า การใช้กระบะในเชิงพาณิชย์ของลูกค้าในประเทศไทยมีหลากหลายรูปแบบมาก ซึ่งการจำหน่ายรถแชสซีส์เปล่า จะช่วยให้ลูกค้าสามารถประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย ลดต้นทุนทางธุรกิจไปได้มาก ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของต้นทุนในการซื้อรถกระบะทาทา ไม่มีค่าใช้จ่ายและสูญเสียเวลากับการถอดกระบะเดิมออก เพื่อที่จะเปลี่ยนรูปแบบของกระบะบรรทุกให้เหมาะสมกับลักษณะของธุรกิจ โดยสามารถนำรถแชสซีส์เปล่าแบบนี้ไปติดตั้งได้เอง ซึ่งจะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับลูกค้าของเราทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดย่อมหรือธุรกิจขนส่งขนาดใหญ่ ขณะเดียวกัน รถรุ่นนี้ยังใช้เพลาท้ายแบบเฮฟวี่ดิวตี้ เพื่อรองรับการบรรทุกได้อย่างเต็มที่ สร้างทางเลือกให้ลูกค้าของเราสามารถนำไปใช้งานได้หลากหลายรูปแบบอย่างแท้จริง”

เฟรมแชสซีส์ ของ TATA Xenon Single Cab 150NX-PERT 4×2 Cab Chassis ทำด้วยเหล็กกล้าคุณภาพสูง มีความแข็งแกร่งอันเป็นจุดเด่นของรถกระบะทาทาทุกรุ่นพร้อมเพลาท้ายแบบเฮฟวี่ดิวตี้ ที่สามารถรองรับการบรรทุกได้เต็มประสิทธิภาพ มีความปลอดภัย โครงสร้างตัวถังแบบ Impact Zone ใช้เหล็กหนาพิเศษ และคานนิรภัยกันกระแทกด้านข้าง กุญแจรีโมทแบบ Integrated Key และระบบกุญแจป้องกันการโจรกรรม Immobilizer

เครื่องยนต์ที่ใช้เป็นแบบดีเซล คอมมอนเรล แบบ 4 สูบ 16 วาล์ว ขนาด 2.2 ลิตร (Dicor Euro4) จ่ายเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีดไดเร็คอินเจคชั่น พร้อมระบบอัดอากาศเทอร์โบแปรผันอินเตอร์คูลเลอร์ ให้กำลังสูงสุดที่ 150 แรงม้า ที่ 4,000 รอบ/นาที พร้อมแรงบิดสูงสุด 320 นิวตันเมตร ต่อเนื่อง ที่ 1,500-3,000 รอบ/นาที ใช้ระบบส่งกำลังแบบ 5 สปีด โอเวอร์ไดร์ฟ ระบบกันสะเทือนหน้าแบบอิสระปีกนกสองชั้น ทอร์ชั่นบาร์ เหล็กกันโคลง และช็อคอัพ ส่วนด้านหลังเป็น แหนบแผ่นซ้อนแบบโค้งคว่ำ (Parabolic) พร้อมช็อคอัพ พวงมาลัยแบบลูกปืน พร้อมพาวเวอร์ผ่อนแรง

บริษัท ทาทา มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ตั้งราคาจำหน่าย TATA XENON SC150NX-PERT 4X2 Cab Chassis ไว้ที่ 484,900 บาท

“Porsche Panamera Turbo S E-Hybrid” ทายาทลำดับที่ 2 ของรถสปอร์ตซาลูนขุมพลังไฮบริด

0

ปอร์เช่เดินหน้าอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาตำแหน่งผู้นำในฐานะยนตกรรมสมรรถนะสูง ด้วยการเปิดตัว พานาเมร่าเทอร์โบ เอส อี-ไฮบริด (Panamera Turbo S E-Hybrid) ใหม่ล่าสุด นับเป็นโอกาสอันดีที่บริษัทผู้ผลิตรถสปอร์ตชั้นนำของโลก เปิดผ้าคลุมเผยโฉมยานยนต์พลังขับเคลื่อน plug-in hybrid ในตำแหน่งเรือธงของรถยนต์สปอร์ตซาลูนประจำค่าย ออกสู่สายตาสาธารณชนเป็นครั้งแรกของโลกในงานมหกรรมยานยนต์สุดยิ่งใหญ่ Geneva Motor Show 2017

ขุมพลังเครื่องยนต์ V8 ขนาดความจุ 4.0 ลิตร ซึ่งประจำการอยู่ใน Panamera Turbo ได้รับการติดตั้งผสานการทำงานอย่างกลมกลืน ลงตัวกับมอเตอร์ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูง ผลลัพธ์ที่ได้คือพละกำลังสูงสุดกว่า 680 แรงม้า/500 กิโลวัตต์ พร้อมตอบสนองทันทีที่เหยียบคันเร่ง แรงบิดมหาศาลระดับ 850 นิวตันเมตร พุ่งทะยานอย่างเต็มสมรรถนะเมื่อเข็มวัดรอบเครื่องยนต์ตวัดพ้นรอบเดินเบา นั่นหมายถึงอัตราเร่งจากจุดหยุดนิ่งไปยังความเร็ว 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใช้เวลาเพียง 3.4 วินาทีเท่านั้น สำหรับความเร็วสูงสุดทะลุเพดานไปถึง 310 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้อย่างไม่ยากเย็น

กระบวนการจัดการพลังงานระดับอัจฉริยะของ Panamera ที่มาพร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ all-wheel drive คันนี้ ได้รับการถ่ายทอดมาจากรถซูเปอร์สปอร์ตอย่าง PORSCHE 918 Spyder จากการทดสอบโดยใช้มาตรฐานของ New European Driving Cycle จะได้ตัวเลขอัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยที่ประหยัดอย่างไม่น่าเชื่อ เพียง 34.4 กิโลเมตรต่อลิตร หรือ 2.9 ลิตรต่อระยะทาง 100 กิโลเมตร ยิ่งไปกว่านั้น Panamera ขับเคลื่อนด้วยการใช้พลังงานไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว เป็นระยะทางสูงสุดได้ถึง 50 กิโลเมตร ซึ่ง Panamera Turbo S E-Hybrid คืออัตลักษณ์และตัวแทนที่ตอกย้ำให้เห็นถึงความมุ่งมั่นทุ่มเทในการพัฒนายานพาหนะที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าจากปอร์เช่

ผลจากความสำเร็จอย่างงดงามหลังจากการเปิดตัว Panamera 4 E-Hybrid ซึ่งได้รับการติดตั้งเครื่องยนต์เบนซิน V6 ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า จึงไม่รีรอที่จะแสดงศักยภาพเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อน hybrid ล้ำอนาคตที่เปี่ยมไปด้วยสมรรถนะชั้นเลิศให้เป็นที่ประจักษ์อีกครั้งด้วยการผสานพลังมอเตอร์ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูง ให้กำลังสูงสุด 136 แรงม้า เป็นหนึ่งเดียวกับเครื่องยนต์ V8 ให้กำลังสูงสุด 550 แรงม้า ด้วยอุปกรณ์ de-coupler ซึ่งติดตั้งอยู่ภายใน Porsche hybrid module ควบคุมการทำงานด้วยระบบ electromechanically ผ่านชุดคลัทช์ไฟฟ้า electric clutch actuator (ECA) ผลคืออัตราการตอบสนองที่รวดเร็วยิ่งขึ้น แต่ยังคงความนุ่มนวลไม่เปลี่ยนแปลง

ภายใต้แนวคิดเดียวกันในการออกแบบพัฒนาปอร์เช่ พานาเมร่า เจเนอเรชั่นที่ 2 ทุกคัน ระบบเกียร์อัตโนมัติอัจฉริยะ คลัทช์คู่ 8 จังหวะ Porsche Doppelkupplung (PDK) เปลี่ยนอัตราทดได้อย่างแม่นยำฉับไว เพียงเสี้ยววินาที ถ่ายทอดพละกำลังจากเครื่องยนต์ไปยังระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ adaptive all-wheel drive อย่างเหมาะสมในทุกสถานการณ์ผ่านระบบ Porsche Traction Management (PTM) ทั้งหมดนี้คือแนวคิด E-Performance ซึ่งขับเน้นสมรรถนะอันยอดเยี่ยมให้แก่ยนตกรรมสปอร์ตซาลูนสุดหรู

Panamera Turbo S E-Hybrid คือยนตกรรมแกรนทัวริ่งระดับผู้นำที่กำหนดบรรทัดฐานใหม่ให้กับรถยนต์ระดับเดียวกัน ซึ่งได้รับการติดตั้งระบบช่วงล่างแบบถุงลม air suspension เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ส่งมอบประสิทธิภาพการทรงตัวและการยึดเกาะที่มั่นคงสไตล์สปอร์ตเต็มรูปแบบ โดยยังคงไว้ซึ่งความนุ่มนวล สะดวกสบายตอบรับทุกลักษณะการใช้งาน ให้ทุกการขับขี่และเดินทางเป็นประสบการณ์แห่งสมรรถนะเหนือระดับที่ได้รับจากยอดยนตกรรมสปอร์ตซาลูนคันนี้เท่านั้น

มอเตอร์ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูง ได้รับพลังงานจากแบตเตอรี่ liquid-cooled lithium-ion ซึ่งมีความจุถึง 14.1 กิโลวัตต์/ชั่วโมงโดยสามารถชาร์จพลังงานกลับจนกระทั่งเต็มความจุของแบตเตอรี่ภายในระยะเวลา 6 ชั่วโมง เมื่อใช้สายชาร์จแบบ 10A 230-V ในกรณีที่เลือกใช้อุปกรณ์พิเศษ สายชาร์จแบบ on-board ขนาด 7.2 กิโลวัตต์ 32A 240-V แทนที่อุปกรณ์มาตรฐานขนาด 3.6 กิโลวัตต์ จะสามารถชาร์จพลังงานกลับไปยังแบตเตอรี่จนเต็มความจุได้ภายในเวลาเพียง 2.4 ชั่วโมงเท่านั้น ขั้นตอนการชาร์จพลังงานจะได้รับการจับเวลาด้วยระบบ Porsche Communication Management (PCM)

นอกจากนี้ Panamera Turbo S E-Hybrid ยังได้รับการติดตั้งระบบปรับอากาศแบบ auxiliary air conditioning เพิ่มขีดความสามารถในการทำความเย็นหรือทำความอบอุ่นให้แก่ห้องโดยสารแม้ในขณะอยู่ระหว่างขั้นตอนการชาร์จ

PORSCHE Panamera Turbo S E-Hybrid ออกสตาร์ทด้วยรูปแบบการขับเคลื่อนจากพลังงานไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวด้วยโปรแกรม “E-Power” เป็นมาตรฐาน รถสปอร์ต 4 ประตูคันนี้ สามารถวิ่งในสภาวะยานยนต์ปราศจากมลพิษ หรือ zero emissions ได้ด้วยระยะทางสูงสุดถึง 50 กิโลเมตร แต่ในทันทีที่ผู้ขับขี่เรียกหาพละกำลังจากรถยนต์คันนี้ด้วยการเหยียบคันเร่งมากขึ้น หรือในขณะที่พลังงานในแบตเตอรี่ลดต่ำลงกว่าระดับที่กำหนด ก็จะปรับการทำงานไปยังโปรแกรมการขับขี่แบบ “Hybrid Auto” ซึ่งกำลังขับเคลื่อนจากจุดกำเนิดทั้ง 2 จะได้รับการนำมาใช้พร้อมกัน

Panamera Turbo S E-Hybrid กำลังจะได้รับการเผยโฉมเป็นครั้งแรกของโลกในงานมหกรรมยานยนต์สุดยิ่งใหญ่ Geneva Motor Show (จัดขึ้นระหว่างวันที่ 7 ถึง 19 มีนาคม 2017) ในโอกาสนี้ยนตกรรมแกรนทัวริ่ง 4 ประตูมาพร้อมทางเลือกที่สนองตอบความเหนือระดับยิ่งขึ้นจากความพิเศษในรุ่น Executive ซึ่งได้รับการขยายความยาวฐานล้อเพิ่มขึ้นถึง 150 มิลลิเมตร

ในส่วนของอุปกรณ์มาตรฐานที่ได้รับการติดตั้งใน Panamera Turbo S E-Hybrid ประกอบด้วย ระบบเบรก Porsche Ceramic Composite Brake (PCCB) ระบบควบคุมการทำงานของช่วงล่างด้วยอิเล็กทรอนิกส์ Porsche Dynamic Chassis Control Sport (PDCC Sport) ระบบ Porsche Torque Vectoring Plus (PTV Plus) พร้อมระบบ Power Steering Plus และล้ออัลลอยด์ขนาด 21 นิ้ว ดีไซน์ 911 Turbo

Testdrive:SuZuki Swift RX II อัพเกรดออฟชั่น และสมรรถนะ แต่จำหน่ายในราคาเดิม

0

ถึงเวลาที่ค่าย ซูซูกิ จะปรับโฉมให้กับอีโค่คาร์รุ่นธงในสไตล์ไมเนอร์เชนจ์ ซึ่งรถโมเดลนี้กวาดยอดจำหน่ายทั่วโลกไปแล้วกว่า 5 ล้านคัน การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ขนานนามตามชื่อเรียกรุ่น “Suzuki Swift RX II” โดยส่งเข้าสังเวียนรถเล็กกลุ่มอีโค่คาร์ ด้วยการคงราคาจำหน่ายเดิม แต่มีส่วนเพิ่มเติมเพื่อเสริมความสปอร์ตมากขึ้นกว่ารุ่นก่อน สมรรถนะการขับขี่บนระยะทางกว่า 200 กม.จะน่าประทับใจหรือไม่ ติดตามผลการทดสอบได้เลยครับ

Suzuki Swift RX II เป็นการปรับโฉมครั้งที่ 5 หลังจากที่อีโค่คาร์โมเดลนี้ได้กำเนิดในประเทศไทยเมื่อปี 2012 และสามารถกวาดยอดจำหน่ายทั่วโลกไปแล้วกว่า 5 ล้านคัน แต่ในครั้งนี้ คอนเซปต์การตกแต่งคือ “ล้ำ…ที่สไตล์ สุด…กับทุกฟังค์ชั่น” ยังคงเป็นการปรับแต่งไม่มากสักเท่าไหร่ ทั้งนี้ทีมงานซูซูกิได้ให้ข้อมูลชัดเจนว่าเป็นผลจากการสำรวจตามความต้องการของผู้บริโภค

รูปลักษณ์ของ Suzuki Swift RX II ยังถือว่าไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมสักเท่าไหร่นัก ความโดดเด่น สะดุดตา มาในรูปแบบของออฟชั่นที่ถูกติดตั้งเพิ่มเติม อาทิโคมไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์ HID ปรับระดับสูง-ต่ำอัตโนมัติ ไฟตัดหมอกเป็นอีกหนึ่งส่วนที่ได้ปรับใหม่มาพร้อมไฟ LED เปิด-ปิดตามการทำงานของไฟหรี่ ด้านบนหลังคามีเสาอากาศในรูปแบบของครีบฉลาม

ล้อแมกลาย 5 ก้านคู่สี Gun Metallic ขนาด 16 นิ้ว พร้อมยาง 185/55 R16 ถือเป็นสิ่งชูโรงที่ทำให้ Suzuki Swift RX II ดูสปอร์ต ดุดัน ขึ้นมาทันที แต่หากใครที่ติดตามรถยนต์โมเดลนี้จะสังเกตุได้ว่ารถคันนี้เป็นการผสมผสานระหว่าง Swift RX กับ Swift SEI และทำออกมาได้ค่อนข้างลงตัวทีเดียว

ภายในยังคงสไตล์เดิมๆไว้ครบถ้วน ทั้งลวดลายของเบาะนั่ง แผงข้าง รวมถึงคอนโซลกลาง จะมีก็แต่ระบบเกียร์แพดเดิลชิฟท์ที่ช่วยเพิ่มเติมอรรถรสในการขับขี่ให้สนุกสนานมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ออฟชั่นอย่างครูสคอนโทรลไม่ได้ถูกตัดออกไปแต่อย่างใด และกลับมีบทบบาทขึ้นมาทันทีสำหรับใช้ในการเดินทางไกลอย่างเช่นการทดสอบสมรรถนะในครั้งนี้

ขุมพลังใช้เป็นเครื่องยนต์รหัส K 12 แบบเบนซิน 4 สูบ ขนาดความจุ ขนาด 1.25 ลิตร ให้พละกำลังสูงสุด 91 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที พร้อมแรงบิดสูงสุด 118 นิวตันเมตร ที่ 4,800 รอบต่อนาที จับคู่ด้วยชุดเกียร์แบบ CVT และรองรับน้ำมัน E20 รวมถึงระบบช่วงล่างยังคงใช้ด้านหน้าแบบแมคเฟอร์สันสตรัท และด้านหลังเป็นแบบทอร์ชั่นบีม

สำหรับการทดสอบในครั้งนี้ทางบริษัท ซูซูกิ มอเตอร์(ประเทศไทย) จำกัด ได้จัดเส้นทางทดสอบระยะทางประมาณ 200 กม. จากกรุงเทพ มุ่งสู่ปลายทางที่จ.ระยอง ซึ่งถือเป็นระยะทางที่เหมาะสมสำหรับรถเล็กในกลุ่มอีโค่คาร์อย่าง Suzuki Swift RX II

ถ้าอ้างอิงจากการเป็นเจ้าของ Suzuki Swift หรือรถคันรักที่ผมครอบครองมากว่า 3 ปี ต้องบอกว่ารถคันนี้ถึงแม้รูปร่างหน้าตาจะไม่ได้แปลกไปจากเดิมสักเท่าไหร่ แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปนั่นคือเรื่องของสมรรถนะการยึดเกาะ หลังจากทดลองขับจากทม.มาถึงระยอง ความแตกต่างสำหรับรถที่เป็นเจ้าของ กับรถทดลองขับคันนี้คือการเฟริ์มของระบบช่วงล่าง ทั้งที่เมื่อเทียบสเปคดูแล้วแทบจะไม่มีความแตกต่าง

ความทรงจำเดิมๆในด้านช่วงล่างที่ค่อนข้างนุ่มจนออกแนวย้วย แต่พอได้มาขับ Suzuki Swift RX II ทำให้ลบความทรงจำเดิมออกไปในรูปแบบหนังคนละม้วน ช่วงล่างที่ติดตั้งมากับรถคันนี้เป็นอะไรที่ลงตัวกว่ารุ่นที่ผมใช้อย่างเห็นได้ชัด เดิมทีหากกระโดดคอสะพานจะออกแนวกระเด้งกระดอน จนทำให้ต้องอัพเกรดระบบโช๊คอัพ และสปริงใหม่ แต่พอมาเป็นรุ่นนี้ ความหนึบเป็นสิ่งที่เชิดหน้าชูตาให้กับอีโค่คาร์รุ่นล่าสุดจากค่ายซูซูกิได้เป็นอย่างดี และทำให้ขับขี่ได้อย่างมั่นใจ

ใครว่ารถเล็กจะเดินทางไกลลำบาก ต้องบอกว่าเป็นการคิดผิด เนื่องจากการทำงานของระบบช่วงล่างที่เปลี่ยนไป ออฟชั่นเสริมอย่างระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติหรือ Cruise Control มีส่วนช่วยให้การเดินทางไกลเป็นไปได้อย่างไม่เหนื่อยล้า และทำงานเริ่มต้นตั้งแต่ความเร็ว 45 กม./ชม.

หากอยากเพิ่มความสนุกสนานในการขับขี่ แพดเดิลชิฟท์ที่พวงมาลัย จะทำให้ลืมระบบเกียร์ ซีวีที ไปได้แน่นอน แต่ขั้นตอนการทำงานของแพดเดิลชิฟท์ ของรถค่ายนี้อาจไม่เหมือนกับค่ายคู่แข่ง เพราะระบบฯจะไม่สามารถปรับลดตำแหน่งเกียร์ได้อย่างอิสระ กล่าวคือสมองกลของรถจะประมวลผลความสัมพันธ์ระหว่างเกียร์กับความเร็ว แต่ในกรณีที่จะลดตำแหน่งเกียร์ให้กลายเป็น Engine Brake นั้นไม่สามารถทำได้ สาเหตุมาจากการป้องกันการสึกหรอของทั้งระบบเกียร์และของเหลวที่อยู่ภายในซึ่งจะช่วยยืดอายุการใช้งานให้กับชิ้นส่วนอะไหล่ดังกล่าว

อีกหนึ่งเรื่องที่มีผลต่อการใช้งานของผู้ใช้รถใช้ถนนคือระบบปรับทิศทางแสงตามความสูงของตัวรถ เซนเซอร์ในการตรวจจับจะติดตั้งไว้ใต้ท้องรถใกล้กับท่อไอเสีย หากมีน้ำหนักกดทับทำให้ด้านหน้าของรถเชิดขึ้น เซนเซอร์จะสั่งงานไปที่โปรเจคเตอร์เลนส์ปรับแสงให้อยู่ในตำแหน่งเดิมก่อนที่จะมีน้ำหนักกดทับ เพื่อไม่ให้แสงไฟส่องไปยังรถที่สวนทางมา

สรุปง่ายๆสำหรับ Suzuki Swift RX II ถือว่าเป็นการอัพเกรดออฟชั่นและสมรรถนะที่ดีขึ้นกว่าเดิม และถือว่าเป็นที่สุดของรถโมเดลนี้แน่นอน ความเปลี่ยนแปลงด้านรูปลักษณ์ที่เพิ่มเติมในส่วนของความสปอร์ตทั้งล้อแมกลายใหม่และชุดไฟหน้าแบบแอลอีดี รวมถึงสมรรถนะด้านการยึดเกาะที่ช่วยให้การเดินทางไกลไม่เมื่อยล้า ลบภาพเดิมๆของรถอีโค่คาร์ที่ถูกจัดให้ใช้งานในเมืองเป็นหลัก ทั้งนี้ ซูซูกิ มอเตอร์(ประเทศไทย) ยังยืนยันที่จะจำหน่ายในราคาเดิมเพียง 599,000 ผมพูดได้ว่า Suzuki Swift RX II นั้นมาถึงสุดทาง ซึ่งคุ้มค่าต่อผู้ที่กำลังจะซื้อไปใช้เป็นพาหนะประจำตัวเพราะออฟชั่นทุกอย่างมาครบตามคอนเซปต์ “ล้ำ…ที่สไตล์ สุด…กับทุกฟังค์ชั่น”

ในด้านหลังการขายที่หลายคนยังกล้าๆกลัวๆ อย่าพึ่งไปกังวล เพราะตามหัวเมืองใหญ่ๆทั่วประเทศจะมีโชว์รูมพร้อมศูนย์บริการซึ่งมีคลังอะไหล่ทุกรูปแบบไว้คอยลูกค้า รวมถึงเพิ่มความมั่นใจให้ผู้บริโภคด้วยการขยายศูนย์บริการจากปัจจุบัน 103 แห่ง ให้กลายเป็น 120 แห่ง ภายในสิ้นปีนี้ ทั้งหมดเป็นการสะท้อนถึงความมุ่งมั่นสำหรับผู้จำหน่ายรถยนต์ซูซูกิในประเทศไทย ที่เพิ่มความใส่ใจและจริงจังต่อสินค้าและการให้บริการ

เรียบเรียงข้อมูลและทดสอบโดย ณัฐเทพ เผ่าจินดา

MINI Countryman : MINI คันนี้ไม่ MINI แล้ว

0

SUV ชื่อ MINI  Countryman คันใหม่ เจเนอเรชั่นที่ 2 ไม่เป็น MINI ตามชื่ออีกแล้ว มันใหญ่ขึ้นมาก เพิ่มพื้นที่ในห้องโดยสารและห้องหลัง ที่สำคัญ  ALL4  ยังทำให้มีฤทธิ์เดชเดินทางไปได้ในทุกสภาพถนน กลายเป็นรถที่มากประโยชน์เสียจริงๆหรือนี่ ผมไปลองขับมาแล้ว ไปกันถึงบ้านเกิด MINI ที่อังกฤษทีเดียว ตามมาดูกันครับ

 

เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2560 BMW Group แถลงข่าวผลประกอบการประจำปี โดยพูดถึงยอดขายปีที่ผ่านมาว่าประสบความสำเร็จมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมาถึงเดือนแรกของปีนี้ยิ่งทำยอดขายได้มากเป็นประวัติการณ์ คือเพิ่มขึ้นถึง 22% โดยเฉพาะ MINI เดือนเดียวมียอดขายถึง 745 คัน ส่วนใหญ่ในจำนวนนั้นคือ MINI Countryman ขายดีมากมาโดยตลอดเมื่อประกอบในประเทศและทำราคาได้โดนตลาดเริ่มต้นเพียง 1.89 ล้านบาท ไปจนถึงรุ่น ดีเซล ALL4 2.6 ล้านบาทและยิ่งเป็นช่วงปลายอายุที่ต้องเร่งระบายให้หมดยิ่งเติมโปรโมชั่นอย่างสุดๆ จนมียอดขายมากที่สุดเท่าที่เคยทำมาอย่างที่ผู้บริหารMINI ได้ประกาศออกมา พร้อมกันนั้นก็ได้ประกาศแนะนำ MINI  Countryman เจเนอเรชั่นที่สองด้วยโดยจะเปิดตัวเป็นทางการในงาน มอเตอร์โชว์ที่จะถึงในวันที่ 29 มีนาคมนี้ที่ ชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี

MINI  Countryman ยังไม่ได้ประกาศราคาขายเป็นทางการแต่ที่แน่นอนคือจะเป็นรถนำเข้าก่อนในช่วงแรกซึ่งราคาคงจะต้องแตะๆแถว 3 ล้านบาทอย่างไม่ต้องสงสัย อยากได้ก่อนแบบจัดเต็มก็ต้องจองกันในงานกันเลย

แต่ก่อนอื่นขอบอกว่า ผมได้รับเชิญไปทำความรู้จักกับ MINI  Countryman ใหม่มาแล้ว เมื่อช่วงต้นปีที่ลอนดอน อังกฤษ ช่วงนั้น หนาวเย็นระดับ 0 องศาถึงติดลบในช่วงกลางคืนถึงเช้า และมีฝนโปรยลงมาบ้างเป็นระยะถือเป็นปกติ  ถ้าจะโชคดีหน่อยก็เพราะมีแดดให้เห็นบ้าง ผมคงจะโชคดีแน่นอน เพราะไม่เพียงแต่จะมีแดดเท่านั้น แต่เป็นแดดจ้าทีเดียวที่ต้อนรับเมื่อมาถึงสนามบินฮีทโรว์ การมาทำความรู้จักกับ MINI Countryman ใหม่ เจเนอเรชั่นที่สอง ที่เพิ่งเปิดตัวไปในงานลอสเอเจอริส ออโต้โชว์ เมื่อปลายปี 2559 ที่ผ่านมา ถือเป็นการมาเยี่ยมบ้านเกิด MINI กันเลยทีเดียว (ถึงแม้ในวันนี้จะโอนสัญชาติไปเป็นเยอรมันแล้วก็ตาม)เป็น MINI  Countryman รุ่นใหม่ที่ผู้บริหาร BMW Group นำมาให้ชมในโอกาสแถลงข่าวประจำปีนั่นเอง

MINI Countryman ถูกจัดเตรียมไว้รอสื่อมวลชนจากทั่วโลกมาทำความรู้จัก โดยใช้สถานที่ Hedsor House เป็นปราสาทหลังย่อมๆกลางฟาร์ม ปศุสัตว์ ห่างจาก ลอนดอนมาสัก 40 กม. โลเกชั่นสวยงามขนาดใช้เป็นโลเกชั่นถ่ายภาพยนตร์มาหลายเรื่องแล้ว ที่นี่นี่เองที่เขาจัดพื้นที่ในฟาร์มบางส่วนไว้ให้ทดลองขับบนเส้นทาง  Offroad ให้ทดสอบระบบ ALL4 และ มีเส้นทาง Onroad อีก 200 กว่าไมล์ ทั้งถนนในเมืองและทางด่วนพิเศษ ให้ได้ลองขับกันทุกสภาพถนน ซึ่งจะสรุปความสมารถของรถในช่วงหลัง

จาก Countryman รุ่นแรกที่ออกสู่ตลาดเมื่อปี 2010 มาสู่รุ่นสองนี้มีความเปลี่ยนแปลงมากมายทั้งทางกายภาพและการเสริมเติมเทคโนโลยี่เพื่อการขับขี่ที่ได้ประโยชน์มากยิ่งขึ้น  ในทางกายภาพนั้นว่าไปแล้วความที่ Countryman เป็นรุ่นที่ผ่าเหล่าผ่ากออกมาตั้งแต่แรก คือเป็น  Crossover เพียงรุ่นเดียวและมีหน้าตาที่แตกต่างไปจาก MINI รุ่นอื่นๆจนบางคนใช้คำว่า “แปลก” กับเขาเลยทีเดียว แต่ MINI ก็ยังยืนยันที่จะให้ความเป็นเอกลักษณ์กับ Countryman ต่อไปโดยไม่ได้ปรับหน้าตาให้เปลี่ยนไปจากรุ่นแรกมากนัก ไฟหน้าทรงตาโปนยังคงไว้แต่เพิ่ม LED และ Daytime Drivng light ให้ดูสวยงามตลาดทั้งวัน กรอบกระจังหน้าตัวยูนอนคว่ำยังอยู่และใหญ่ขึ้น ดูดุดันขึ้น แต่ก็เหมือนจะหน้าบึ้งขึ้นด้วยในเวลาเดียวกัน โอเวอร์แฮงหน้าสั้นๆเหมือนเดิมทำให้เลี้ยวได้คล่องตัวเหมือนเดิม

ที่เด่นสุดคือ ขนาดความยาวตัวรถที่เพิ่มขึ้นถึง 20 เซนติเมตรและกว้างขึ้นอีก 3 เซนติเมตรเป็นผลมาจากการขยายฐานล้อถึง 7.5 เซนติเมตร จากการที่ใช้เพลทฟอร์มร่วมกับ BMW X1 ซึ่งก่อนหน้านี้ MINI Clubman ก็เอามาใช้ไปก่อนแล้วนั่นเอง ตรงนี้นี่เองที่ทำให้ภายในห้องโดยสารมีพื้นที่มากขึ้นแบบสบายๆสำหรับ 5 ที่นั่งอย่างแท้จริง ห้องเก็บสัมภาระท้ายก็พลอยกว้างขึ้นไปด้วยมีความจุถึง 450 ลิตร แบบที่ยังไม่พับเบาะ ที่ห้องโดยสารด้านหลังนี่เองที่ครั้งนี้ MINI ใส่เบาะนั่ง แบบที่เรียกว่า Picnic Bench ที่เคยมีในอดีตกลับมาใช้ใหม่ ให้นั่งเล่นกันท้ายรถแบบสบายๆ  โดยที่ฝากระโปรงท้ายสามารถเปิดได้จากปุ่มควบคุมในรถ หรือ ใช้รีโมทเปิดหรือ ใช้เท้ากวาดใต้กันชนหลังในกรณีที่มือทั้งสองข้างต้องหิ้วสัมภาระก็สามารถทำได้

เข้ามาในห้องโดยสารความเป็น MINI ที่เคยเห็นยังคงรูปแบบที่ชัดเจนเช่นเดิมแต่มีความทันสมัยขึ้นจากหน้าจอขนาด 8.8 นิ้วแบบ touchscreen นำมาใช้ครั้งแรก สำหรับแสดงข้อมูลรถ ระบบเครื่องเสียง ระบบนำทาง ระบบติดต่อสื่อสารเชื่อมโยงอินเตอร์เน็ท อยู่ในกรอบวงกลมใหญ่กลางคอนโซลเช่นเดิมที่ครั้งนี้เดินไฟ LED แบบ ambient light เลือกปรับสีแสงได้  แน่นอนอุปกรณ์ทั้งหมดถูกออกแบบให้ล้อกับทรงกลมเป็นหลักเพื่อความเป็นเอกลักษณ์ คันเกียร์แบบอัตโนมัติยังมีหัวเกียร์ทรงกลมให้ดูเหมือนเกียร์ธรรมดา ที่น่าสนใจคือ MINI พยายามที่จะรักษาภาพความเป็นเชื้อชาติอังกฤษไว้อย่างจงใจเช่น สัญญลักษ์ของธงอังกฤษที่พวงมาลัย ลายกันลื่นในช่องเก็บของเป็นตารางสก๊อต ติดป้ายหนังประทับธงอักฤษที่เบาะเป็นต้น

สำหรับเครื่องยนต์ที่มีให้เลือกใช้นั้นมีทั้งเครื่องยนต์เบนซินเริ่มต้น 3 สูบ 136 แรงม้า แรงบิด 220 นิวตันเมตร ก้าวขึ้นมาเป็น Cooper S จะเป็นเครื่องยนต์ขนาด 1,998 ซีซี. 192 แรงม้า มีแรงบิด 280 นิวตันเมตร และเครื่องยนต์ดีเซลมีทั้งขนาด 1,995 ซีซี 150 แรงม้า 330 นิวตันเมตร และ Cooper SD 1,995 ซีซี 190 แรงม้า 400 นิวตันเมตร จะว่าไปแล้วก็เป็นเครื่องยนต์ที่ใช้ร่วมกันกับ BMW จนเป็นที่คุ้นเคยกันอยู่แล้ว แต่ที่น่าสนใจคือจะเป็นครั้งแรกของ MINI ทื่จะเริ่มต้นมี Plug-in Hybrid เริ่มจาก Cooper SE Countryman ALL4  เป็นรุ่นแรก ตามข้อมูลระบุว่าสามารถทำความเร็วในโหมดไฟฟ้าได้ถึง 125 กม./ชม. จากมอเตอร์ไฟฟ้าที่มีกำลัง 65 กิโลวัตต์ 88 แรงม้า โดยจะทำงานร่วมกับเครื่องยนต์เบนซิน 3 สูบ  136 แรงม้าผ่านเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ขับเคลื่อนล้อหน้าเป็นหลัก โดยมอเตอร์ไฟฟ้าจะทำหน้าที่ขับเคลื่อนที่ล้อหลังช่วยกันทำงานตามสภาะที่จำเป็นจากการสั่งงานผ่านสมองกลได้ผลทั้งการขับขี่ที่มีสมรรถนะและความประหยัดจากการทดสอบทำได้ ถึง 47.5 กม./ลิตร และมีค่าไอเสียเพียง 49 กรัมต่อกม.

ในบทการทดลองขับบนเส้นทาง Onroad  เราใช้ Cooper S ALL4 ในการเดินทาง เครื่องยนต์ 2 ลิตร192 แรงม้า มีตัวช่วยให้การเดินทางกับ MINI คันนี้สนุกเพิ่มขึ้นนอกเหนือจากความเป็น MINI ที่เรียกว่า ขับโกคาร์ท คือ พวงมาลัยแม่นยำ ควบคุมได้ง่าย การทรงตัวดี หนึบแน่น ซึ่งเหล่านี้มีอยู่แล้วถึงแม้จะเป็นรถแบบ Crossover ที่ไม่ตอบสนองอย่างชัดเจนเหมือน MINI ตัวเล็กทั้งหลายแต่คันนี้ก็ไม่ทำให้ผิดหวังเสียเลยทีเดียว แป้น Paddle Shift หลังพวงมาลัยเปลี่ยนเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีดที่ยังเป็นของ ZF ที่ทำงานถ่ายทอดกำลังได้ดีเหลือเกินทั้งนุ่มนวลและตรงตามความต้องการ มีโหมดการถ่ายทอดกำลังให้เลือก 3 โหมดคือ Green เป็น Ecomode ที่พลักการขับเคลื่อนไปที่ล้อหน้าเท่านั้นการเปลี่ยนจังหวะเกียร์จะสม่ำเสมอที่รอบเครื่องยนต์ไม่เกิน 2,000 รอบ/นาทีในแต่ละจังหวะ  Mid เป็นmode กลางปรับเปลี่ยนตามสภาพใช้งานตามปกติกดคันเร่งหนักจะเปลี่ยนลงไปเกียร์ต่ำลงให้รอบสูงขึ้น หรือถ้าขับปกติก็จะเปลี่ยนในรอบไม่เกิน 2,000 เช่นเดียวกัน และ Sport ใน mode นี้นอกจากจะเปลี่ยนเกียร์ในรอบสูงขึ้นแล้วยังเปิดเสียงเครื่องยนต์ให้เข้าห้องโดยสารได้ยินดังขึ้นเพิ่มความเร้าใจ พร้อมกับการตัดระบบช่วยเหลือบางรายการออกให้ขับด้วยตัวเองอย่างสนุกขึ้น

ทุกรายการทำได้อย่างน่าประทับใจจะมีที่ต้องปรับตัวอยู่บ้างคือแป้นเบรกที่ไม่รู้สึกคุ้นเคยมาก่อน เบรกไฟฟ้าตอบสนองเร็วจนหัวทิ่มอยู่พักใหญ่ และต้องจับจังหวะให้ดีจนถึงกับเกร็งกว่าจะทำความรู้จักเพื่อให้ใช้งานกันได้ดีก็ใช้เวลาทดลองเบรกแล้วเบรกอีกอยู่นานพอควร

ใน mode ของภารกิจ offroad ระบบ ALL4 จะทำหน้าที่เป็นระบบขับเคลื่อนแบบ 4 ล้อตลอดเวลาทำงานสัมพันธ์กับระบบ Dynamic Stability Control (DSC) แต่เมื่ออยู่ในภารกิจที่ต้องปรับเปลี่ยนก็จะทำการถ่ายน้ำหนักการขับเคลื่อนไปล้อหน้าและหลังตามความจำเป็น เช่นเมื่อเดินทางปกติจะให้การขับเคลื่อนล้อหน้าเป็นหลัก เมื่อรถมีการทรงตัวเปลี่ยนไปเช่นเข้าโค้งก็จะมีการถ่ายการขับเคลื่อนไปที่ล้อหลังมากขึ้น และอาจมากขึ้นถึง 100% ในสภาพที่ลื่นไถลกว่าปกติมากๆ  รวมถึงถ่ายเทไปแต่ละล้อตามความจำเป็นเช่นกรณีติดหล่มล้อใดล้อหนึ่งก็จะถ่ายไปล้อที่ไม่ติดให้ขับเคลื่อนต่อไปได้ ซึ่งทั้งหมดทำงานเห็นผลได้อย่างรวดเร็วฉับไวต่อสถานการณ์

โดยรวมแล้ว Countryman มีความใหม่มากๆ ในด้านการที่จะทำให้มีประโยชน์ใช้สอยมากยิ่งขึ้น สะดวกสบายมากยิ่งขึ้นให้สมกับความเป็น SUV รุ่นเดียวของ MINI

ความคิดเห็น

นอกเหนือจากความใหญ่จนดูไม่เป็นMINI อีกต่อไป ที่ทำให้เราได้พื้นที่ใช้สอยกว้างขวางสะดวกสบายมากขึ้น ทั้งๆก่อนหน้านี้รุ่นแรกก็ดูใหญ่เมื่อเทียบกับ MINI พออยู่แล้ว แต่ครั้งนี้มันใหญ่จนอยากจะเรียกว่า Macro มากกว่า ครั้งนี้ MINI ยังทำให้  Countryman เป็นรถที่มีขีดความสามารถในการบุกบั่นไปในทุกพื้นที่ได้มากขึ้นจากระบบ ALL4 ที่ทำงานได้ทันอกทันใจ  และไว้ใจได้การถ่ายทอดกำลังจากล้อไปล้อที่ต้องการกำลังมากกว่าทำได้รวดเร็วน่าพอใจ กลายเป็นว่า Countryman จะเป็นแบรนด์ใหม่ที่มีความแตกต่างไปจาก MINI กันไปเลยทีเดียว ถ้าเปิดตัวในไทยด้วยราคาใกล้เคียงกับรุ่นแรกที่เป็นรถประกอบในประเทศ เชื่อว่ารถที่จะถูกแย่งตลาดมากที่สุดก็จะเป็น BMW X1 นั่นเอง

ภูวนาถ เผ่าจินดา

Rerun คลิปรายการ Auto World TV (26 กุมภาพันธ์ 2560)

0

คลิปรายการ Auto World TV

วันอาทิตย์ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2560
เวลา 14.30 – 15.00 น. ทาง TNN 24
ดำเนินรายการโดย ภูวนาถ เผ่าจินดา
บรรณาธิการบริหาร นิตยสาร ออโต้บิลด์ ไทยแลนด์