Auto World TV : Rerun คลิปรายการ Auto World TV (4 ธันวาคม 2559)
คลิปรายการ Auto World TV
ออกอากาศวันอาทิตย์ที่ 4 ธันวาคม 2559
เวลา 14.30 – 15.00 น. ทาง TNN 24
ดำเนินรายการโดย ภูวนาถ เผ่าจินดา
บรรณาธิการบริหาร นิตยสาร ออโต้บิลด์ ไทยแลนด์
Auto World TV : Rerun คลิปรายการ Auto World TV (27 พฤศจิกายน 2559)
คลิปรายการ Auto World TV
ออกอากาศวันอาทิตย์ที่ 27 พฤศจิกายน 2559
เวลา 14.30 – 15.00 น. ทาง TNN 24
ดำเนินรายการโดย ภูวนาถ เผ่าจินดา
บรรณาธิการบริหาร นิตยสาร ออโต้บิลด์ ไทยแลนด์
TOYOTA INNOVA CRYSTA ลบภาพเดิมๆ เพิ่มเติมความหรู นั่งสบาย สมรรถนะเกินตัว
ยนตกรรมอเนกประสงค์ในกลุ่ม (Premium Crossover MPV) นำเข้าทั้งคันจากอินโดเนเซีย ลบภาพเดิมจากรุ่นก่อนหน้าทิ้งไปให้หมด ก่อนที่จะอัดแน่นด้วยดีไซน์ทันสมัย พร้อมความสะดวกสบายครบครัน มากับสมรรถนะเกินตัวซึ่งให้ความประทับใจ และมั่นใจได้ตลอดการขับขี่ ล่าสุด TOYOTA INNOVA CRYSTA สามารถเข้าไปครองใจผู้ใช้รถชาวไทยและกวาดยอดจำหน่ายทะลุเป้าที่วางไว้ 600 คันไปเรียบร้อย
ข้อมูลหลังจากทดลองขับบนเส้นทางกรุงเทพ-เขาใหญ่ ทำให้พอสังเขปได้ว่ารถคันนี้มีความสมบูรณ์แบบกว่ารุ่นที่ผ่านมา เรียกได้ว่า “หนังคนละม้วน” เพราะเหตุใด และ ทำไม ซึ่งจะเป็นจริงอย่างว่าหรือไม่ www.autoworldthailand.com มีรายงาน
การกลับมาของยนตรกรรมในเซกเมนต์ MPV แน่นอนว่าต้องเกิดจากการพัฒนาให้ได้มาโดยมีความพอใจของผู้บริโภคเป็นเดิมพันเพื่อยึดตำแหน่งหัวแถว และดูเหมือนว่า All NEW TOYOTA INNOVA CRYSTA ซึ่งนำเข้าทั้งคันจากประเทศ อินโดเนเซีย จะตอบโจทย์ของปัญหาเหล่านั้นได้อย่างลงตัวยิ่งขึ้น จากการเป็นรถยนต์ที่ให้ความอเนกประสงค์ด้วยมิติตัวถังที่กว้างขวาง สะดวกสบาย ตามขนาดความยาว 4,735 มม. กว้าง 1,830 มม. และสูง 1,795 มม.
TOYOTA INNOVA CRYSTA มากับภาพลักษณ์ที่หรูหราผสมรวมกับความสปอร์ตของสเกริต์รอบคัน โดดเด่นด้วยไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์ติดตั้งหลอดแอลอีดีและไฟเดย์ไทม์รูปแบบคล้ายคลึงกับ Revo พร้อมกระจังหน้ารูปสี่เหลี่ยมคางหมูขนาดใหญ่ ติดตั้งสปอร์ตไลท์ไว้ที่มุมกันชนทั้ง 2 ฝั่ง
ประตูเปิดเข้าห้องโดยสารยังคงเป็นในรูปแบบเดิม ไม่ได้รับการติดตั้งระบบไฟฟ้าอย่าง Sienta แต่อย่างใด ในส่วนของมุมมองด้านหลังอาจดูเทอะทะไปสักนิด แต่ก็มีการนำไฟทับทิมขนาดใหญ่ติดตั้งไว้เกือบเต็มฝาท้าย ซึ่งทำให้ผู้ใช้รถใช้ถนนมองเห็นได้อย่างชัดเจน รถที่ใช้ในการทดสอบครั้งนี้ล้วนเป็นตัวท๊อพรุ่น 2.8 V ติดตั้งล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว ส่วนอีก 2 รุ่นย่อยคือ 2.8 G และ 2.0 E จะเป็นขนาด 16 นิ้ว
ภายในกว้างขวาง เสริมความหรูด้วยด้วยลายไม้และไฟส่องสว่างในห้องโดยสารแบบซ่อนฝ้า PREMIUM ILLUMINATION LED ใกล้เคียงกับรถยุโรปที่มีการตกแต่งในรูปแบบ Ambient Light
คอนโซลกลางดีไซน์หรู เสมือนยกชุดมาจากรถยนต์เซกเมนต์อื่นๆที่โตโยต้าผลิตขึ้น มีชุดมาตรวัดเรืองแสง Optitron พร้อมจอแสดงข้อมูลการขับขี่ MID หน้าจอสีแบบ TFT พวงมาลัยเป็นแบบมัลติฟังค์ชั่นหุ้มหนังพร้อมติดตั้งสวิทช์ควบคุมระบบต่างๆทั้งระบบความบันเทิง และครูสคอนโทรล รวมถึง Push Start เพื่อความสะดวก
เบาะนั่งนอกจากปรับเปลี่ยนได้หลากรูปแบบ สำหรับเบาะคนขับปรับด้วยไฟฟ้าได้ 8 ทิศทาง ในส่วนของแถวที่ 2 เป็นแบบ Captain Seatเพิ่มความสะดวกสบายด้วยที่พักแขนพร้อมติดตั้งระบบปรับพับเบาะจังหวะเดียว 1-Touch Tumble
เบาะแถวที่ 3 ในอดีตแทบจะใช้งานไม่ได้ หากจำเป็นต้องใช้งานจะเหมาะกับเด็กเล็กหรือคนที่มีความสูงไม่มากนัก เนื่องจากหัวเข่าจะไปชนกับเบาะนั่งแถวที่ 2 หรือไม่ก็ทำได้เพียงเป็นที่เก็บสัมภาระ แต่การปรับปรุงในครั้งนี้ จากมิติตัวรถที่ยาวขึ้นกว่าเดิม ทำให้ส่วนสูงกว่า 170 ซม.สามารถนั่งได้สบายโดยไม่มีปัญหาให้กวนใจหรือสร้างความเมื่อยล้าในการเดินทางไกล แถมยังเหลือพื้นที่ในการเก็บสัมภาระ
ระบบเครื่องเสียงใน TOYOTA INNOVA CRYSTA ควบคุมผ่านหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว พร้อมรองรับระบบดีวีดี เนวิเกเตอร์ และ T-CONNECT มาพร้อมช่องเสียบ USB เชื่อมต่อทุกความบันเทิงเต็มรูปแบบ ทั้งยังมีการเพิ่มวัสดุซับเสียงและแผ่นยางกันเสียงรอบคัน เพื่อเพิ่มสุนทรียในการเดินทางสะท้อนความเป็นรถอเนกประสงค์ได้อย่างลงตัว
แน่นอนว่าห้องโดยสารที่ถูกขยายใหญ่ขึ้น ทางวิศวกรจากค่ายผู้ผลิตจึงทำการเพิ่มเติมในส่วนของการกระจายความเย็น ติดตั้งระบบปรับอากาศแยกส่วนหน้า-หลัง แบบดิจิตอล ส่งลมเย็นไปให้กับผู้โดยสารทุกตำแหน่ง และในด้านความปลอดภัยของห้องโดยสาร TOYOTA INNOVA CRYSTA ได้รับการติดตั้งถุงลมนิรภัยถึง 7 จุด ซึ่งผ่านมาตรฐาน ASEAN NCAP ระดับ 5 ดาว
การทดสอบครั้งนี้รถทุกคันเป็นรุ่นท๊อพเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบแปรผัน รหัส 1GD-FTV ขนาด 2.8 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 174 แรงม้า เทคโนโลยีเดียวกับที่ใช้ใน REVO และ FORTUNER โดยปรับลดแรงบิดลงให้เหลือเพียง 360 นิวตันเมตร แต่อัพเกรดโปรแกรมจากกล่องอีซียูเพื่อให้ได้พละกำลังที่มาเร็วขึ้นในรอบเครื่องยนต์เพียง 1,200-3,400 รอบ/นาที
ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ โดยปรับแต่งส่วนของโอเวอร์ไดรฟ์ในตำแหน่งเกียร์ 5 และ 6 พร้อม Sequential Shift ที่เลือกลด หรือ เพิ่ม เพื่อการขับขี่ที่สนุกสนานในรูปแบบเกียร์ธรรมดา
สิ่งที่น่าสนใจและทำงานร่วมกับเครื่องยนต์คือโปรแกรมการขับขี่ในรูปแบบของ Drive Mode Switch ตอบสนองทั้งแบบประหยัด Eco Mode หรือเลือกเต็มสมรรถนะไปกับ Power Mode
ระบบช่วงล่างจัดว่าเด็ด ด้านหน้าเป็นแบบอิสระปีกนก 2 ชั้น ติดตั้งคอยล์สปริงพร้อมเหล็กกันโคลง ด้านหลังเป็นแบบโฟร์ลิงค์ มากับคอยล์สปริงพร้อมคานแข็ง ซึ่งพัฒนามาโดยเฉพาะ โดยเปลี่ยนลูกสูบในกระบอกโช๊คอัพให้มีขนาดใหญ่ และเปลี่ยนจุดยึดใหม่ที่เหมาะสมยิ่งขึ้น
ในส่วนของความปลอดภัย นอกจากและระบบถุงลมเสริมความปลอดภัย 7 จุด,โครงสร้างตัวถังนิรภัย GOA,ระบบเบรก ABS, ระบบควบคุมการทรงตัว VSC และระบบป้องกันล้อหมุนฟรี TRC ยังได้รับติดตั้งระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน Hill-start Assist Control รวมถึงกล้องมองหลังปรับมุมมองได้ 3 รูปแบบ
หลังจากบรีฟข้อมูลคร่าวๆ ก่อนเดินทางยังได้วอร์มอัพและสร้างความคุ้นเคยกับ TOYOTA INNOVA CRYSTA ในสนามทดสอบของ Toyota Driving Experience Park โดยจัดสถานีต่างๆไว้เพื่อทดสอบอัตราเร่ง การบังคับควบคุมในส่วนของระบบ VSC และ ทดลองระบบป้องกันล้อหมุนฟรีไปในขณะเดียวกัน ถือว่าเป็นการลองแบบจริงจังครั้งแรกบนสนามที่มีความปลอดภัยสูง เพราะคงไม่มีใครอยากลองบนถนนจริงแน่ๆ พื้นผิวที่ได้ทดสอบเป็นกระเบี้องที่มีน้ำเจิ่งนองเต็มพื้นที่ ระบบทั้ง 2 ทำงานร่วมกันอย่างสมเหตุสมผล หากเสียการทรงตัว และล้อหมุนฟรี เครื่องยนต์จะตัดการทำงานออกทันที แต่ยังเหลือกำลังพอให้รถเคลื่อนตัวไปได้
การบังคับควบคุมรถให้ไปตามทิศทางสำหรับขับขี่แบบสลาลอม พวงมาลัยไฟฟ้าที่ใช้กับ TOYOTA INNOVA CRYSTA อาจถุกปรับเซ็ตมาไม่เหมือนกับรุ่นก่อนๆ ซึ่งต้องสร้างความคุ้นเคยกันเล็กน้อย แต่ก็ใช่ว่าจะมีช่วงฟรีเยอะจนผิดวิสัยและทำให้ลดทอนการบังคับควบคุมที่แม่นยำแต่อย่างใด สรุปสั้นว่าความคมอาจลดลงไปบ้างซึ่งถือว่าพอรับได้
ด้านการทดลองในรูปแบบการเปลี่ยนช่องทางกะทันหัน รวมถึงสภาพพื้นผิวขรุขระ ผมเริ่มสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของช่วงล่างโดยเฉพาะ “โฟว์ลิงค์” และการอัพเกรดระบบรองรับ ระยะทางเพียงน้อยนิดแต่ก็ยังสามารถรับรู้ได้ถึงความนุ่มนวลและยึดเกาะ แม้สภาพพื้นผิวที่จำลองการขับขี่ในสภาพเส้นทางทุรกันดารยังไม่เป็นปัจจัยทำให้รถคันนี้แข็งกระด้าง หรือ โยนตัว
เสร็จสิ้นการทดลองในสนามทดสอบ ถึงเวลาที่ต้องใช้งานจริงบนถนนหลวง เส้นทางในครั้งนี้ผู้จัดงานเริ่มต้นการทดสอบจากบางนา โดยมีปลายทางอยู่ที่เขาใหญ่ ใช้เส้นทางหลวงมอเตอร์เวย์ ผ่านโรงงานโตโยต้าบ้านโพธิ์ มุ่งตรงสู่ปราจีนบุรี แล้วขึ้นอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ก่อนจบปลายทางที่โรงแรมดุสิตD2 บริเวณอำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เส้นทางทั้งหมดร่วม 300 กม.
160 กิโลเมตรโดยประมาณคือเส้นทางที่ได้ควบคุมรถคันนี้อย่างเต็มอิ่ม ทั้งในสภาพการจราจรของเมืองหลวงที่หนาแน่น รวมถึงการสัญจรไปมาที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่ใช้รถใช้ถนนต่างจังหวัด มาดูกันที่การบังคับควบคุมก่อนอันดับแรก เพราะจะเอาฟิลลิ่งจากสนามทดสอบมาเป็นบรรทัดฐานคงไม่เหมาะสมกับสภาพการใช้งานจริง
น้ำหนักของพวงมาลัยในรอบต้นถือว่าหน่วงไปนิด แต่พอรอบกลางเริ่มเข้าที่และกระชับ รวมถึงเบามือกว่าเดิม แน่นอนว่าการออกแบบบางส่วนมาจากวิศวกรของประเทศอินโดเนเซีย เพราะฉะนั้นรูปแบบนี้ชาวอิเหนาอาจจะถูกใจ แต่ถ้าเป็นคนไทยก็ใช่ว่าจะรับไม่ได้ อย่างที่บอกไว้ถ้าหากคุ้นชินกับการควบคุม คุณก็จะบังคับรถคันนี้ได้แม่นยำและไปตามทิศทางที่กำหนดได้อย่างสบายๆ
มาถึงเรื่องของอัตราเร่ง เครื่องยนต์ที่ได้รับการปรับแต่งและถุกนำมาวางในบอดี้ของรถเอมพีวีที่เน้นความอเนกประสงค์สำหรับครอบครัวหรือนักธุรกิจสมัยใหม่ ไม่จำเป็นต้องเร็ว หรือ แรงมากนัก เพียงแค่สนองต่อความต้องการของผุ้ขับขี่ได้ดี และมีอัตราสิ้นเปลืองที่คุ้มค่า
ขุมพลังดีเซลรหัส1GD-FTV ขนาด 2.8 ลิตร ที่ประจำการอยู่ใน TOYOTA INNOVA CRYSTA ถือว่าได้รับการอัพเกรดมาได้อย่างโดนใจ รอบเครื่องยนต์เพียง 2,000 รอบ สามารถทำความเร็วซึ่งแสดงบนแผงหน้าปัดได้ถึง 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และทำอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยได้กว่า 14 กิโลเมตรต่อลิตร ในช่วงเร่งแซงถึงแม้ว่าจะเป็นระบบคันเร่งไฟฟ้าแต่ก็ไม่ต้องรอรอบ สามารถคิกดาวน์ได้โดยมีการประมวลผลจากกล่องอีซียูที่แม่นยำ หรือจะใช้โหมดขับขี่ที่ Drive Mode Switch โดยเลือก Power Mode เครื่องยนต์ก็จะสำแดงฤทธิ์เดชในรูปแบบห้าวหานได้อย่างน่าหวั่นเกรง
ช่วงล่างและระบบรองรับ…หากใครได้ลองเป็นต้องติดใจ การเข้าโค้งด้วยความเร็วสูงหรือกระโดดคอสะพาน การยึดเกาะรวมถึงการยืด-ยุบของโช๊คอัพและสปริง ได้รับการออกแบบมาอย่างมีประสิทธิภาพ นักทดสอบรถในเมืองไทยแทบทุกรายที่เข้าร่วมทดสอบต่างพูดเป็นเสียงเดียวกัน “โฟร์ลิงค์” ที่ได้รับการติดตั้งในส่วนช่วงล่างด้านหลังทำงานได้สัมพันธ์กับปีกนกคู่หน้า จนเป็นที่มาของการยึดเกาะและนุ่มหนึบ ประเด็นสำคัญซึ่งทำให้คลายความเหนื่อยล้าและมีความสุขกับการขับขี่สำหรับการเดินทางไกล
สิ่งที่อยากรู้อีกหนึ่งเรื่องคือเสียงลมที่เร็ดรอดเข้าสู่ห้องโดยสาร ซึ่งถือเป็นจุดอ่อนของรถในเซกเมนต์นี้ แทบทุกรุ่น และทุกค่าย ต่างหลีกเลี่ยงไม่ได้กันทั้งนั้น เช่นเดียวกับ TOYOTA INNOVA CRYSTA แต่เสียงที่เร็ดรอดเข้ามานั้นเริ่มมีในช่วงรอบความเร็ว 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สาเหตุมาจากกระจกมองข้างที่ออกแบบมาค่อนข้างใหญ่ สำหรับผมนั้นถือว่ารับได้ เพราะไม่บ่อยครั้งที่จะทำความเร็วเกินนี้ ถ้าไม่จงใจฟังหรือปิดเครื่องเสียงที่ขับกล่อม คงแทบจะจับผิดไม่ได้เลยทีเดียว
สุดท้ายถึงเวลาทดสอบในฐานะผู้โดยสาร เบาะนั่งแถว 3 ที่หลายคนเข็ดขยาด แต่ด้วยการเพิ่มมิติของตัวรถให้มีความยาวขึ้น ความสูงกว่า 170 เซนติเมตร ตามมาตรฐานชายไทย ก็ไม่ถือเป็นปัญหาเพราะยังเหลือพื้นที่ให้ขายาวๆได้ผ่อนคลาย ไม่นิ่งอยุ่กับที่ตลอดระยะทางเกือบ 50 กิโลเมตร ส่วนเบาะนั่งแถว 2 ไม่ได้เป็นแถวยาวแบบ 3 ที่นั่งอย่างที่หลายคนคิด ตรงกลางระหว่างเบาะนั่งถุกออกแบบให้เว้นว่าง เพื่อการเข้าออกแถว 3 ได้อย่างสะดวก โดยปรับและพับในรูปแบบ Touch Tumble เพียงดึงใต้เบาะเพียงครั้งเดียว ด้านหลังเบาะหน้า ยังมี Seat Back Table ที่สามารถนำโน้ตบุคมานั่งทำงาน หรือจะใช้ประโยชน์ในการวางสิ่งของ อาหาร หรือ ขวดน้ำ ก็สามารถทำได้อย่างสะดวกสบาย
ทีนี้ก็ถึงเวลาปรับเบาะเอนนอนเพื่อพักสายตาโดยมีพลขับวัยเก๋ารับหน้าที่เป็นสารถีขับต่อบนเขาใหญ่ ที่โค้งเยอะพร้อมกับสายฝนโปรยปราย ไปจนถึงจุดหมายปลายทางที่โรงแรมดุสิตD2โดยสวัสดิภาพ
TOYOTA INNOVA CRYSTA ได้รับการพัฒนาจากทีมผุ้สร้างชาวอินโดเนเซีย มั่นใจได้ว่าสามารถตอบโจทย์ให้กับผู้ใช้รถชาวไทยแน่นอน เพราะสมรรถนะที่เกินตัวรวมถึงทีเด็ดจากระบบรองรับ จะทำให้ลืมภาพเดิมๆของรุ่นก่อนหน้าอย่างไร้ข้อกังขา สิ่งที่อยากให้ปรับปรุงนอกจากการออกแบบไฟท้ายที่ดูเทอะทะไปสักนิด และแผงข้างประตูที่ดูขัดตาไปสักหน่อย ในเรื่องของการควบคุมพวงมาลัยที่ต้องสร้างความคุ้นชิน ผมไม่ขอเรียกว่าเป็นปัญหา ส่วนเรื่องอื่นๆนอกจากนี้ ถือว่าเป็นสิ่งที่ทำรถคันนี้สอบผ่านสบายๆ
โตโยต้าส่ง 2 นักแข่งไทย เปิดประสบการณ์ต่างแดน ร่วมแข่งขันรถยนต์ทางเรียบในแดนปลาดิบ คว้าอันดับ 6 และ 11 ท่ามกลางสภาพอากาศย่ำแย่
บริษัท โตโยต้า มอเตอร์(ประเทศไทย) ส่ง สุพงศ์ ขำต้นวงษ์ และ นิวัฒน์ กลิ่นจำปา 2 นักแข่งรถชาวไทย เข้าร่วมเทศกาลแข่งขันรถยนต์ทางเรียบระดับอินเตอร์รายการ “TOYOTA Gazoo Racing Netz Cup Vitz Race 2016 ” ณ สนามออโตโปลิส อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศญี่ปุ่น ก่อนคว้าอันดับ 6 และ 11 ท่ามกลางทัศนวิสัยที่มีหมอกหนาทึบปกคลุม
การแข่งขัน TOYOTA Gazoo Racing Netz Cup Vitz Race 2016 ณ สนามออโตโปลิส อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศญี่ปุ่น จัดว่าเป็นรายการใหญ่ที่ได้รับความนิยม โดยจะคัดเลือกตัวแทนนักแข่งจำนวนทั้งสิ้น 90 คน จากแต่ละภูมิภาคของประเทศญี่ปุ่น ภาคละ 10 – 15 คน เพื่อเข้าร่วมแข่งขันในรอบชิงชนะเลิศ โดยทั้งหมดใช้รถ Toyota Vitz หรือที่รู้จักกันแพร่หลายสำหรับประเทศไทยในชื่อรุ่น Toyota Yaris เครื่องยนต์ที่ใช้เป็นขนาด 1,500 ซีซี ซึ่งไม่มีใครได้เปรียบและเสียเปรียบเนื่องจากมีกติกาที่เข้มงวดและไม่สามารถปรับแต่งอะไรได้ นอกจากช่วงล่างและล้อแมก
สำหรับรอบควอลิฟายเพื่อหาตำแหน่งออกสตาร์ท สุพงศ์ ขำต้นวงษ์ ทำเวลาต่อรอบได้ดีสุดสามารถออกสตาร์ทอันดับ 6 ส่วน นิวัฒน์ กลิ่นจำปา ออกสตาร์ทในตำแหน่งที่ 11 โดยมีรถเข้าร่วมแข่งขันทั้งสิ้น 17 คัน และทำการแข่งขันทั้งหมด 9 สนามเนื่องจากสภาพอากาศที่เป็นตัวแปรสำคัญจึงทำให้การแข่งขันเลื่อนเวลาออกไปจากเดิมกว่า 4 ชม. สืบเนื่องจากฝนและหมอกปกคลุมหนาแน่น ก่อนสภาพอากาศจะพร้อมทำการแข่งขันก็ล่วงเลยเวลาเป็นช่วงเย็น ในสภาพอากาศที่ไม่ค่อยจะสู้ดีสักเท่าไหร่นัก
การแข่งขันเริ่มต้นขึ้นทั้งในสภาพอากาศที่มีหมอกปกคลุม รถแข่งทั้ง 17 คันเข้ากริดสตาร์ทหลังจากวอร์มอัพเป็นเวลายาวนานถึง 3 รอบ สุพงศ์ ขำต้นวงศ์ ซึ่งอกสตาร์ทในอันดับ 6 สามารถไต่อันดับขึ้นมาเป็นอันดับ 5 ก่อนจะโดนนักแข่งประเทศเจ้าบ้านเสียบโค้งในเอาคืนในรอบที่ 7 ทำให้จบการแข่งขันในอันดับ 6 สำหรับ นิวัฒน์ กลิ่นจำปา ซึ่งออกสตาร์ทในอันดับที่ 11 ยังคงรักษาตำแหน่งไว้อย่างเหนียวแน่นเนื่องจากตัวแปรของสภาพอากาศจึงไม่สามารถบู๊อย่างดุเดือดในสไตล์ของตัวเอง และจบการแข่งขันในอันดับที่ 11 ตามเดิม
คุณ สุทธิพงษ์ สมิตชาติ ประธานบริษัททีอาร์ดี ไทยแลนด์ จำกัด ในบานะผู้จัดการทีม โตโยต้า มอเตอร์ สปอร์ต ที่นำพา 2 นักแข่งไทยเข้าร่วมการแข่งขัน กล่าวว่า สำหรับการแข่งขันในครั้งนี้เป็นการนำพานักแข่งไทยที่ผ่านการคัดเลือกจากรายการ โตโยต้า มอเตอร์สปอร์ต จากเมืองไทย ในรูปแบบของการเปิดประสบการณ์ต่างแดน และเข้าร่วมมาตลอดเป็นระยะเวลาหลายปี ซึ่งทุกครั้งจะเป็นการแข่งขันในสนาม Fuji Speed Way Curcuit แต่ในครั้งนี้ วันที่ใช้ในการแข่งขันตรงกับตารางการแข่งขันในประเทศจึงต้องพา 2 นักขับมาร่วมแข่งขันในรอบคัดเลือกที่สนาม Autopolis แทน แต่ก็พอใจกับผลการแข่งขันของนักแข่งไทยทั้ง 2 คน ซึ่งถ้าสภาพอากาศเปิดโดยหมอกไม่ลงจัดขนาดนี้ ผลงานของทั้ง 2 น่าจะดีขึ้นเพราะตอนซ้อมทั้ง 2 นักแข่งทำเวลามาเป็นอันดับ 2 และ อันดับ 6
สำหรับกิจกรรมภายในสนามยังมีงานแสดงเทคโนโลยี สมรรถนะรถยนต์ และกิจกรรมจากบูธ ต่างๆ ซึ่งถือเป็นโอกาสดีสำหรับนักแข่งรถของไทย ที่จะได้เปิดประสบการณ์ ทั้งในสนามแข่งและในด้านเทคโนโลยียานยนต์เพื่อนำมาพัฒนาฝีมือและทักษะต่อไป
New TR Tranformer II ลองลุยรุ่นแต่งเต็ม กับภารกิจที่เหนือกว่า “รถตรวจการณ์”
TR TRANFORMER II หรือรถยนต์ที่ทุกท่านกำลังสนใจอยู่ในขณะนี้ เป็นการดัดแปลงรูปโฉมใหม่ โดยฝีมือคนไทยซึ่งได้ร่วมกับสถาบันออกแบบจากประเทศอังกฤษตกแต่งใหม่ในรูปแบบของรถตรวจการณ์ ซึ่งการขับขี่ไปไหนมาไหนมีแต่ผู้คนเหลียวมองและให้ความสนใจ โดยภาพรวมคล้ายคลึงกับรถของทหารที่ใช้ในการปฏิบัติภารกิจราชการ และอาจมีส่วนคล้ายกับ HAMMER รถลุยแดนมะกัน ซึ่งพูดได้ว่าเป็นต้นทางก่อนที่จะได้รับการปรับแต่ง
ก่อนหน้านี้ทีมงาน www.autoworldthailand.com เคยได้เข้าร่วมกิจกรรมทดลองขับ TR TRANFORMER II เมื่อไม่นานมานี้ แต่ก็ยังติดใจอยุ่ไม่น้อยกับสมรรถนะในการลุยเพื่อสะท้อนถึงคำว่ารูปแบบของรถตรวจการณ์ ภารกิจนี้จึงถือกำเนิดพร้อมกับการนำเอารถรุ่นแต่งเต็มของ TR TRANFORMER II ไปใช้เป็นพาหนะ
TR TRANFORMER II คันที่ทุกท่านเห็นได้รับการตกแต่งเพิ่มความดุพร้อมอุปกรณ์ช่วยเหลือสำหรับการลุยหนัก รูปลักษณ์ที่ได้รับการปรับแต่งจากรุ่นแรกลบเหลี่ยมสันจากเดิมไปพอสมควร โดยได้แรงบันดาลใจมาจากภาพยนตร์ฮอลลีวู๊ดยอดนิยมเรื่อง IRON MAN มีไฟหน้าแบบแอลอีดีให้ความโดดเด่น มาพร้อมกันชนหน้าฝีมือไทยประดิษฐ์ ทำสีเดียวกับตัวรถพร้อมติดตั้งวินซ์สำหรับลากจูงเมื่อต้องลุยหนักในพื้นที่ทุรกันดาน
รถคันนี้ถือว่าเป็นคันที่ได้รับการตกแต่งเต็มพิกัดในด้านอุปกรณ์ช่วยเหลือเพิ่มเติมในส่วนของสน๊อคเกิลไว้ใช้สำหรับภารกิจลุยโดยเฉพาะ พร้อมติดตั้งชุดยกเพื่อเพิ่มความสูงให้กับตัวรถ รวมถึงล้อและยางออเทอร์เรนสำหรับใช้งานได้ทุกสภาพเส้นทาง นอกจากนี้มุมมองด้านท้ายยังคงให้ความแกร่ง ทั้งไฟท้ายดวงกลมคู่ ฝาหลังเปิดแบบเต็มบานและติดตั้งยางอะไหล่โชว์ไว้อย่างดุดัน
ห้องโดยสารดีไซน์หลังคาทรงสูงแบบ Hi Roof ที่กว้างขวาง โปร่ง โล่งสบาย ในรูปแบบของรถ 5 ที่นั่ง พร้อมมีพื้นที่บรรทุกสัมภาระมากกว่า รถ PPV ทั่วไป ภานในยังคงรูปแบบของ Hilux Revo ไว้ครบครัน ตกแต่งภายในด้วยสีเมทัลลิก ชุดแดชบอร์ดเป็นจอแสดงผลข้อมูลการขับขี่ MID ขนาด 4.2 นิ้วคอนโซลฝั่งผู้โดยสารมีช่องเก็บของพร้อมระบบรักษาความเย็น ขับกล่อมความบันเทิงด้วยเครื่องเสียงพร้อมระบบนำทางผ่านดาวเทียม แสดงการทำงานโดยหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว กระจายความเย็นทั่วห้องโดยสารจากระบบปรับอากาศอัตโนมัติพร้อมแอร์บนเพดาน
ขุมพลังของ TR Transformer II เป็นเครื่องยนต์ดีเซลแบบ 4 สูบ พร้อมติดตั้งระบบอัดอากาศแบบ VN TURBO ที่หยิบยกมาจาก Toyota รุ่น 2.8 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 177 แรงม้า ที่ 3,400 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 420 นิวตันเมตร ที่ 1,400-2,600 รอบต่อนาที ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ
TR TRANFORMER II คันนี้ได้มีการอัพเกรดสมรรถนะของช่วงล่างไปแล้วหลายอย่าง แต่เดิมเป็นแบบอิสระปีกนกคู่พร้อมคอยล์สปริงและเหล็กกันโคลง ด้านท้ายเป็นแบบแหนบซ้อน สำหรับความปลอดภัยติดตั้งถุงลมนิรภัย 3 ตำแหน่ง แบ่งเป็นด้านหน้า 2 ตำแหน่ง และ บริเวณเข่าคนขับอีก 1 ตำแหน่ง รวมถึงติดตั้งระบบเบรก ABS และ เข็มขัดนิรภัยพร้อมระบบดึงกลับและผ่อนแรงดึงอัตโนมัติ
เส้นทางสำหรับภารกิจลุยในครั้งนี้อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพ ปลายทางคืออ่างเก็บน้ำห้วยปรือ จ.นครนายก ซึ่งตอบโจทย์ได้ทุกรูปแบบ เพราะมีทางฝุ่นสำหรับการขับขี่ในสไตล์ครอสสคันทรี รวมถึงทางลุยในรูปแบบออฟโรด แต่ก็ไม่ถึงกับโหดหนักถึงขั้นต้องใช้อุปกรณ์เสริมอย่าง”วินซ์” ที่ติดมากับรถ
ถึงเวลาที่ได้ใช้ ”เกียร์ฝาก” ภาษาที่ชาวออฟโรดเรียกกันง่ายๆ สำหรับการใช้ระบบขับเคลื่อนในเส้นทางลุย จาก ”ขับสอง” มาเป็น “ขับสี่” ทางลูกรังก่อนเข้าไปในบริเวณของอ่างเก็บน้ำ สภาพเส้นทางเป็นแบบดินฝุ่น พื้นผิวนุ่ม ทำให้ลื่นไถลได้ง่าย ตำแหน่งเกียร์ถูกเปลี่ยนมาที่ตำแหน่ง 4H เพื่อเพิ่มการยึดเกาะ ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อรุ่นใหม่ๆ ไม่จำเป็นจะต้องจอดรถสนิทแล้วค่อยเปลี่ยนตำแหน่ง ลองที่ความเร็วประมาณ 20-30 กม./ชม.ก็ยังสามารถทำได้และสะดวกเพียงใช้มือบิด
ระยะทางในการทดลองบนสภาพทางฝุ่นประมาณ 5 กม. อาการดิ้นของช่วงล่างยังคงสัมผัสได้เป็นบางขณะ การที่รถคันนี้ได้อัพเกรดมาในระดับหนึ่ง จาการเปลี่ยนช๊อคอัพและสปริง รวมถึงเพิ่มความสูงให้กับตัวรถ บนถนนหลวงที่เป็นปูนหรือลาดยาง อาจจะแข็งกระด้างไปบ้าง แต่ในสภาพพื้นผิวที่เป็นดินลูกรังแบบนี้ ถือว่าเป็นการตอบโจทย์ได้ตรงจุด เพราะรถทั่วไปอาจต้องขับขี่แบบค่อยๆเป็นค่อยๆไป แต่ TR TRANFORMER II ที่ได้รับการตกแต่งเต็มพิกัดคันนี้ พูดได้ว่าขับสบายและสนุก
มาถึงเส้นทางรอบอ่างเก็บน้ำ มีทั้งทางลูกรัง และเป็นลานดินกว้างริมตลิ่งที่มีน้ำท่วมขังสูงประมาณเกือบมิดล้อ เรื่องสนุกซึ่งเสี่ยงเหนื่อยได้บังเกิดขึ้น
หลังจากชื่นชมทัศนียภาพบนขอบอ่างเก็บน้ำ หลายคนอาจจะไม่รู้จักที่นี่มากนัก เพราะเลยไปอีกไม่ไกลก็จะถึงกับเขื่อนขุนด่านปราการชล อ่างเก็บน้ำแห่งนี้มีชื่อว่า “หนองปรือ” เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง ตั้งอยู่ใกล้กับ”คลองมะเดื่อ” ธารน้ำที่มีต้นสายอยู่บนอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ในช่วงฤดูฝน น้ำจะล้นตลิ่งทำให้เกิดแอ่งน้ำเล็กๆ ความลึกขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำ แต่ในขณะที่นำ TR TRANFORMER II ไปลองลุย ความลึกของระดับน้ำจะอยู่ประมาณ 50 ซม. เทียบง่ายๆคือระดับน้ำเกือบติดกับใต้ท้องรถ
ณ จุดนี้ถือว่านำรถลุยมาลองได้สบาย แต่ก็ต้องเป็นรถที่ได้รับการติดตั้งอุปกรณ์เสริมอย่าง”วินซ์” เพราะหากเกิดติดหล่มโคลน ทั่วบริเวณจะมีต้นไม้ใหญ่ไว้เป็นหลักในการดึงรถขึ้น ซึ่งจะไม่เป็นภาระทำให้คนอื่นต้องลำบากไปด้วย
การขับในรูปแบบออฟโร๊ดบนเส้นทางดินโคลนที่มีน้ำขังแบบนี้ “เกียร์ 4L” ถือเป็นตัวช่วยในการก้าวข้ามอุปสรรคไปได้อย่างดี อีกอย่างหนึ่งคือการสำรวจพื้นที่ หากเป็นทางบังคับซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ แนะนำว่าให้พิจารณาเส้นทางให้ดีก่อนที่จะขับผ่าน แต่ลานดินริมอ่างเก็บน้ำหนองปรือแห่งนี้ เป็นเพียงน้ำที่เอ่อล้นตลิ่ง สภาพพื้นดินจึงยังไม่นุ่มเข้าขั้นดินโคลน จะมีก็เพียงบางจุด แต่ก็พอให้ถอยเข้าถอยออกและหลุดอุปสรรคนั้นมาได้แบบไม่ยากเย็น และไม่ต้องเหนื่อยกับการลากวินซ์แต่อย่างใด
ภารกิจลุยในครั้งนี้ผ่านไปได้สบายๆ โดย TR TRANFORMER II ที่เป็น Super Hero สำหรับการเดินทางในครั้งนี้ทำให้ผมประจักษ์ว่า แม้จะเป็นรถทรงกล่องที่ดูเทอะทะไปสักนิด แต่ด้วยความแปลกใหม่ จึงทำให้สะกดสายตาผู้พบเห็นและเรียกเรทติ้งบนถนนได้ดีมาก ส่วนในการลุยนั้นต่องบอกว่าหายห่วง เพราะขุมพลังและสมรรถนะที่เหลือเฟือจากต้นทางเดิม เมื่อได้รับการปรุงแต่งหน้าตา รูปลักษณ์ และยังมีส่วนให้รถมีน้ำหนักเพิ่มมากยิ่งขึ้น แต่ในภารกิจลุยในรูปแบบของรถตรวจการณ์เอนกประสงค์นั้น ก็ไม่ได้ด้อยลงและมั่นใจได้เมื่อต้องใช้รถคคันนี้ไปเป็นพาหนะสำหรับสภาพเส้นทางทุกรูปแบบ
เปิดประสบการณ์ขับรถ สุดขั้วโลก #Finish ต่อยอด Crossover กับ Mazda SkyActiv (เรื่องโดย วินิจฉัย ชลานุเคราะห์)
จะบอกว่า นี้เป็นอีกครั้งหนึ่งในชีวิต ที่ผมได้สัมผัสกับประสบการณ์ใหม่อย่างแท้จริง ของมนุษย์ใกล้เส้นศูนย์สูตร ที่ได้ขับรถขึ้นไปใกล้จุดขั้วโลกเหนือมากที่สุด และครั้งนี้ก็เป็นการพิสูจน์ถึงรถที่ผลิตในไทยได้ขึ้นไปลองสมรรถนะในเขตโลก ที่อุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็งและ Mazda กล้าที่จะไป
โพสที่แล้ว คุณเปี๊ยก “วัชระ ธรรมศรี” ได้เล่าเรื่องราวประสบการณ์ในช่วงการเดินทาง จากมองโกเลีย อูลาบบาตาร์ (Ulaanbaatar) ข้ามเข้าสู่รัสเซียในเขตไซบีเรีย อันหนาวเหน็บช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วง มุ่งหน้าปลายทางช่วงแรกที่โนโวซีบิรสค (Novosibirsk) ระยะทางกว่า 3,000 กม. ไปแล้ว จากนี้แหละเป็นหน้าที่ของผม รับไม้ต่อ จากโนโวซีบิรสค สู่มอสโกว์ ระยะทางกว่า 3,500 กม.
เราเดินทางอ้อมทวีปจากสุวรรณภูมิ สู่มอสโกว์ ในยุโรป แล้วย้อนกลับมาเอเชียอีกที สู่โนโวซีบิรสค ทำให้เรางุนงงกับเรื่องเวลาท้องถิ่นภายในวันเดียวพอดู มอสโกว์ช้ากว่าเรา 4 ชม. แต่เมื่อถึงโนโวซีบิรสค เวลาเท่ากับเมืองไทย นี่แหละคือความกว้างของของประเทศนี้ ก่อนที่เราจะได้พบกับ Group A เพื่อรับไม้ต่อ
เป็นความโชคดีที่ตลอดทั้งวันนั้น เราได้เที่ยวชมเมืองโนโวซีบิรสค ซึ่งถือว่าเป็นเมืองหลวงของเขตไซบีเรีย เป็นเมืองใหญ่อันดับ 3 ของรัสเซีย มีอนุสาวรีย์ของมหาบุรุษเลนิน ตั้งตระหง่านอยู่ในสวนสาธารณะ ที่มีโรงละครโอเปร่า ตั้งอยู่ในนั้นด้วยโนโวซีบิรสค ถือเป็นชุมทางรถไฟใหญ่ที่สุดในเขตไซบีเรียมีเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับรถไฟสายทรานไซบีเรีย
ในเย็นวันนั้นเหล่าเพื่อนสื่อ Group A ก็มาถึง เขาเหล่านั้นได้เล่าประสบการณ์ที่ผ่านมาให้ฟัง ถึงความหนาวเหน็บของการเดินทางที่ผ่านมามันช่างน่าสนใจ และเป็นการเตรียมพร้อมในช่วงการเดินทางของเรา
การเดินทางในรัสเซีย เขตไซบีเรีย ทวีปเอเชีย
เช้าตรู่วันที่ 12 ตุลาคม เราได้พบกับฝูง Mazda SkyActiv Crossover ทั้ง CX-3 และ CX-5 ทุกคันยังอยู่ในสภาพปกติ รถทุกคันถูกจัดเตรียมมาในแบบมาตรฐานโรงงาน มีการเปลี่ยนของเหลวในระบบหล่อเย็น เพื่อป้องกันไม่ให้ของเหลวนั้นแข็งในสภาวะอากาศในรัสเซีย ที่มีอุณหภูมิอยู่ระดับจุดเยือกแข็ง แต่ก็เจอปัญหาเล็กๆ น้อยๆ จนได้ เพราะน้ำฉีดกระจกที่ผสมสารป้องกันการแข็งตัวได้หมดลง แล้วเอาน้ำธรรมดาใส่เข้าไป เช้านั้นอุณหภูมิอยู่ที่ -3 องศา แล้วแถมมีฝนตกลงมาอีก ทำให้ช่วงแรกของการเดินทาง เราขาดน้ำฉีดกระจกไประยะหนึ่ง แต่พอในห้องเครื่องอุ่นขึ้น น้ำฉีกกระจกก็กลับมาใช้ได้
เราเดินทางจากโนโวซีบิรสค ไปออมสค (Omsk) ระยะทางราว 720 กม. ถนนส่วนใหญ่เมื่อออกนอกเมืองแล้วจะเป็นเลนสวนทาง ต้องบอกว่าเจ้า CX-3 และ CX-5 ที่ใช้เครื่องยนต์ SkyActive G ที่เป็นเครื่องก๊าซโซลีน และระบบเกียร์ SkyActiv Drive กำลังม้า 156 ตัว ใน CX-3 และ 165 ตัว ใน CX-5 มันชั่งทำให้การแซงรถท้องถิ่นในรัสเซีย เป็นเรื่องที่ง่ายดาย ระบบเกียร์ออโต้ 6 สปีด SkyActive มันชั่งรู้ใจเราไปหมด มันจึงทำให้การเดินทางในครั้งนี้รู้สึกปลอดภัย
ในวันที่ 13 ที่เราเดินทางจาก ออมสคสู่ตูเมน (Tyumen) ระยะทาง 640 กม. ถือว่าเป็นวันที่อากาศเลวร้ายที่เดียว หลังจากที่ออกจากออมสคไม่เท่าไหร่หิมะก็เทกระหน่ำลงมา จนข้างทางที่ดูเขียวๆ เหลืองๆ กลายเป็นสีขาวโพลนทั้งหมด แน่นอนครับ บนถนนก็ถูกปกคลุมไปด้วยหิมะบางๆ ความลื่นไถลก็เข้ามาเยือนขบวนจึงต้องลดความเร็วลงมาพอควร ก็ยางที่ใส่รถทุกคัน มันคือยางถนนปกติ Hi Terrain ที่อย่างเก่งก็ได้แค่ฝน เจอหิมะเขาไป ก็ไถลๆ ลื่นๆ อยู่พอควร แต่ระบบ Traction Control System และในส่วนของเบรค ABS รวมถึง EBD ก็ช่วงให้เราฝ่าการตกกระหน่ำของหิมะไปได้อย่างปลอดภัย แต่ต้องบอกว่า ในวันที่ 13 ตุลาคม เป็นการเดินทางด้วยความเศร้า และคลอด้วยน้ำตาตลอดวัน

เช้าวันที่ 14 เราชาวทริป Mazda SkyActiv Crossover “Only The Sky is The Limit” ออกมายืนถวายความอาลัยแด่พ่อหลวงของเรา ก่อนที่จะเดินทางสู่เยกาเตริมบุรก (Yakaterinburg) ระยะทางเพียง 331 กม. เราเจอหิมะตกลงมาพอควร แต่ระยะทางกว่า 70 กม. สุดท้ายก่อนเข้าเมือง สภาพถนนทางลัดทีเราผ่าน มันคือทางโคลนตื้นๆ หลุมบ่อที่เต็มไปหมด ผมถึงกับถามทางทีมงาน Trans Asia ว่า จงใจให้มาทางนี้ หรือหลง ก็ได้รับคำตอบว่า ไม่หลง…จงใจมา แต่ไม่คิดว่ามันจะแชะขนาดนี้ ก็มีอีกอารมณ์ที่ทำให้เราได้เห็นสมรรถนะในการลุย ของเจ้า CX-3 และ CX-5 กระเด้งกระดอน ไถลไป-ไถลมา อยู่เกือบ 2 ชั่วโมง ก็ดีนะ นี้เป็นเมืองสุดท้ายแล้วที่เป็นทวีปเอเชีย

ก้าวเข้าสู่รัสเซีย ฝั่งทวีปยุโรป
เมืองเยกาเตรินบุรก ถือเป็นเมืองสำคัญของรัสเซีย เป็นเมืองที่แบ่งเขตระหว่างทวีปยุโรป และเอเชีย แต่ก่อนที่เราจะไปที่เส้นแบ่งเขตของทั้ง 2 ทวีป เราได้ไปที่โบสถ์หยดเลือดที่ตั้งอยู่ในเมืองนั้น เป็นสถานที่ๆราชวงศ์โรมานอฟ ถูกนำมาประหารชีวิตที่นี่ ในช่วงรัสเซียปฏิวัติสังคม ออกจากเมืองไม่เท่าไหร่ ก็ถึงเส้นแบ่งเขตทวีปยุโรปและเอเชีย วันนั้นอากาศอยู่ที่ -4 องศาตลอดทั้งวัน แต่ในช่วงกลางคืนลงถึง – 8 องศา ถือว่าหนาวมากสำหรับคนไทย
การเดินทางวันนี้เรามุ่งหน้าไปที่เมืองเปียรม หรือ เปรอม (Perm) ออกเสียงยากเป็นบ้า ตามภาษาแม่ของเขา เป็นเมืองทางผ่านที่ไม่ค่อยจะมีอะไรมากนัก แต่เมืองต่อไปที่เราเดินทางไปถึง คือ คาซาน (Kazan) การเดินทางทางจากเปียรมมาที่คาซาน เราเริ่มได้สัมผัสกับความเป็นฤดูใบไม้ร่วงจริงๆ 2 ข้างทาง มีแต่ต้นไม่สีเหลืองและส้ม เต็มไปหมด
คาซานเป็นเมืองที่มีชาวรัสเซียที่เป็นมุสลิมค่อนข้างมาก อยู่ในเขตสาธารณรัฐตาตาร์สถาน มีแม่น้ำโวลกาและแม่น้ำคาซานคา ไหลมารวมกัน มีสถานที่ที่สำคัญคือ พระราชวังเครมลิน แห่งคาซาน ภายในพระราชวัง มีทั้งโบสถ์ของมุสลิม และโบสถ์ของคริสเตียน นิกายออร์ทอดอซ์ ที่นี้เป็นสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียลทั้งหมด
ในวันที่ 17 ตุลาคม เราก็มาถึง เมื่อง นิซนี นอฟโกรอด (Nizhny Novgorod) เมืองนี้จราจรเริ่มแออัดมากขึ้น เป็นเมืองใหญ่ แต่ด้วยที่เจ้า CX-3 และ CX-5 มีขนาดค่อนข้างกะทัดรัดการมุดหาทางไป จึงทำได้ง่าย มันคล่องตัวทีเดียว เมืองนี้เป็นเมืองเกิดของนักประพันธ์ อเลกไซย์ แมกซิมอวิช เปชคอฟ หรือที่เรารู้จักคือ แม็กซิม กอร์กี ช่วงเวลาหนึ่งก็ใช้ชื่อว่า เมืองกอร์กีมาแล้ว เมืองนี้อากาศเริ่มอุ่นขึ้น ต่ำสุดในเวลากลางคืนเหลือเพียง 0 องศาเท่านั้น ในเวลากลางวันก็อยู่ที่ 6 – 7 องศา
และในวันที่ 18 ซึ่งเป็นวันที่ 7 ของการเดินทางเราและฝูง Mazda SkyActiv Crossover ก็มาถึงมอสโกว์ เมืองหลวงแห่งประเทศรัสเซีย เราพยายามพาเจ้า CX-3 และ CX-5 ไปแชะภาพใกล้มหาวิหารเซนต์เบซิล มากที่สุด เท่าที่จะทำได้ เพราะเขาห้ามแต่ก็ยังได้รับน้ำใจจากตำรวจรัสเซียให้เราพอได้ชักภาพ โดยไม่จับเรา ปลายทางของการเดินทางในครั้งนี้ ระยะทางมากกว่า 3,500 กม. เป็นบทพิสูจน์ว่า รถ Mazda ที่ประกอบในประเทศไทย ถ้าอยากจะไปที่ไหนก็ไปได้ และเช่นกัน สื่อมวลชน สายยานยนต์ของไทยจะไปขับรถที่ไหนก็ไปได้ จากสโลแกนที่ว่า “มีท้องฟ้าเท่านั้น ที่จำกัดเราไว้ ” Only The Sky is The Limit”
เปิดประสบการณ์ขับรถ สุดขั้วโลก ตอนที่ 1 ต่อยอด Crossover กับ Mazda SkyActiv (เรื่องโดย วัชระ ธรรมศรี)
มาปีนี้ 2559 มาสด้าจัดทริปกิจกรรมต่อยอดจากปีที่แล้วด้วยการระดมขุนพล SkyActiv Crossover 2 รุ่นคือ CX-5 กับ CX-3 รวม 8 คัน ไปขับเปิดประสบการณ์กันแบบสุดขั้วโลกอีกครั้งหนึ่ง โดยการออกสตารท์จากเมืองอูลันบาตอร์ประเทศมองโกเลีย (จุด finish เมื่อปีที่แล้ว) ไปยังกรุงมอสโคว์ประเทศรัสเซียรวมระยะทางประมาณอีก 7,000 กิโลเมตร หากรวมจากปี 2558 กับปีนี้แล้วก็จะอยู่ที่ราวๆ 10,000 กิโลเมตรเลยทีเดียว
สำหรับครั้งนี้มาสด้าจัดแบ่งทีมขับออกเป็น 2 ชุดโดยสื่อมวลชนชุดแรกจะไปขับจากอูลันบาตอร์ประเทศมองโกเลียมุ่งหน้าเข้าไซบีเรียแล้วไปจบที่เมืองโนโวซีบรีคส์ฃ(Novosibirsk) ประเทศรัสเซีย ส่วนทีมที่ 2 จะบินไปรับไม้ต่อที่โนโวซีบรีคส์แล้วขับต่อไปจบกันแบบสุดขั้วโลกที่กรุงมอสโคว์ประเทศรัสเซียนั่นแหละครับ
ผมอยู่ในทีมของชุดแรกที่เดินทางไประหว่างวันที่ 4 – 12 ตุลาคม ออกเดินทางกันตอนตี 1 ครึ่งของเช้าวันที่ 5 ไปลงที่สนามบินกรุงปักกิ่งตอนเช้ามืดแล้วต่อเครื่องอีก 4 ชั่วโมง ไปอูลันบาตอร์ไปถึงสนามบินเจงกิสข่าน (CHINGGIS KHAAN) ประมาณสิบเอ็ดโมง
Crossover เปิดบันทึก ล้อหมุน
กับประสบการณ์สุดขั้วโลก !
หลังผ่านพิธีการสนามบินเจงกีสข่านเสร็จสรรพ ทีมงานของทรานเอเชียฯ โดยคุณกิตติ นิลถนอม แม่งานใหญ่ที่เป็นผู้นำในการเดินทางครั้งนี้ก็มารอรับอยู่หน้าสนามบินพร้อมกับฝูงบิน Mazda SkyActiv 8 คัน รถทีมงานอีก 2 คัน รวมเป็น 10 พอดี ทั้งหมดจอดเรียงรายรอคณะสื่อมวลชนอย่างพร้อมเพียงอยู่ด้านหน้าของสนามบิน
รถ 8 คันเป็น CX- 3 จำนวน 6 คัน เป็น SKYACTIV-G 2.0 ลิตร 156 แรงม้า และอีก 2 คันเป็น CX-5เครื่องยนต์ SKYACTIV-G 2.0L 165 แรงม้า ทั้งหมด 8 คันเป็นเกียร์อัตโนมัติ
ท่ามกลางอุณหภูมิเย็นยะเยือกราวศูนย์องศาของสายๆ วันนั้นคณะของเราเร่งมือจัดสัมภาระใส่ท้ายรถกันอย่างเร่งรีบเพื่อหนีความหนาวเหน็บที่ไม่คุ้นเคย คันของผมถูกจัดให้เป็นรถ CX-3 สีบรอนซ์ มีสมาชิกรวม 3 คน ลำดับรถอยู่ที่เบอร์ 02 กระเป๋าเดินทางรวม 3 ใบมีแฮนด์แบ็กอีก 2 ใบถูกจับใส่ท้ายรถอย่างไม่ค่อยเป็นระเบียบนักแต่ก็สามารถใส่ได้ทั้งหมด
การที่รถทุกคันของมาสด้าถูกนำส่งจากเมืองไทยไปทางรถไฟล่วงหน้าและเป็นรถผลิตขายในบ้านเราจึงเป็นรถพวงมาลัยขวา แต่รถที่โน่นเขาจะเป็นพวงมาลัยซ้าย เพราะฉะนั้นการขับในต่างบ้านต่างเมืองจึงต้องระมัดระวังกันมากขึ้นเพราะเลนการขับขี่บ้านเขาจะขับตรงกันข้ามกันกับบ้านเรา หน้าปัทรถทุกคันถูก Set 0 กันหน้าสนามบิน เมื่อทุกคนพร้อมเราก็เริ่มออกเดินทางกัน โดยมีรถเบอร์ 00 เป็นผู้นำทาง ตามด้วย 01–08 แล้วมีเจ้าหน้าที่ของทรานเอเชียเป็นเบอร์ 09 ขับปิดท้ายขบวน
เป้าหมายแรกที่ไปคือร้านอาหารกลางวันที่จะไปทานกันซึ่งห่างจากสนามบินราวๆ 20 กิโลเมตร ร้านแห่งนี้แม้จะขับออกมาไม่ไกลจากเมืองมากนัก แต่ตามสภาพภูมิประเทศเราก็จะเห็นเป็นทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ เห็นกองหิมะทิ้งร่องรอยหลงเหลืออยู่พร้อมกับความหนาวเหน็บที่ลบ 1 ให้พวกเราได้สัมผัสกัน ด้วยความที่เป็นวันแรกของการเดินทาง ระยะทางที่ขับวันนี้จึงไม่มากนัก ทีมงานจัดให้พวกเราไปพักกันที่เมือง Sukhbatar อันเป็นเมืองอยู่ติดชายแดนมองโกเลียกับรัสเซีย เมืองนี้ห่างจากสนามบินราวๆ 330 กิโลเมตร
Sukhbatar เป็นเมืองเล็กๆ อยู่ใจกลางเมืองอูลานบาตอร์ เมืองนี้จะมีลานจัตุรัสเป็น landmark เมื่อมีงานพาเหรดขององค์กรหรือหน่วยงานต่างๆ มักจะมาจัดขึ้นบริเวณนี้ ที่นี่จะมีรูปปั้นของ Damdin Sukhbaatar ซึ่งเป็นผู้นำการปฏิวัติในปี ค.ศ. 1921 ตั้งอยู่กลางจัตุรัส แล้วจะมีรูปปั้นของเจงกิสข่านตั้งอยู่ใกล้ๆ กัน คณะของเรานอนกันที่นี่หนึ่งคืนเพื่อเตรียมความพร้อมที่จะเดินทางไปเมือง Ulan Ude อีกประมาณ 350 กิโลเมตรในวันรุ่งขึ้น ที่สำคัญคือคณะของเรากว่า 30 คน จะต้องทำเรื่องยื่นเอกสารต่างๆ นานา ผ่านแดนออกจากประเทศมองโกเลียเพื่อเข้าไปยังประเทศรัสเซียอีกด้วย
ผ่านด่าน ผ่านแดน
8 ชั่วโมงแห่งการรอคอย
วันนี้เริ่มออกเดินทางกันแต่เช้า จากโรงแรมที่พักมาถึงด่านระยะทางไม่ถึง 30 กิโลเมตร ฝูง SkyActiv มาถึงด่านกันประมาณเก้าโมงครึ่ง รถทั้ง 10 คันจอดเข้าแถวรอเจ้าหน้าที่กันอยู่หน้าด่าน รอกันเป็นชั่วโมงแล้วทั้งหมดทุกคนก็ถูกเรียกเข้าไปในอาคารเพื่อแสตมป์พาสปอร์ตขาออกจากมองโกเลีย
แรกๆ ก็นึกว่าจะเร็วที่ไหนได้เจอลูกไม้มองโกลเล่นแง่เล่นง่ามกันจนรู้สึกหัวเสีย ให้รื้อรถ รื้อกระเป๋า ยกกระเป๋ามาเข้าเครื่องเอ็กซ์เรย์ ตรวจเอกสาร ตรวจพาสปอร์ตฯ ให้ทำโน่นนั่นนี่สรุปสุดท้ายจ่ายไป 200 USD เป็นอันจบ จากนั้นก็มาที่ด่านขาเข้าประเทศรัสเซีย ที่นี่ใช้เวลากันพักใหญ่เช่นกันจนพิธีการต่างๆ นานา สำเร็จลุล่วงในเวลาประมาณ 17.40 น. รวมที่เราชาวคณะรอกันอยู่ที่ด่านทั้งขาออกจากมองโกเลียและขาเข้าประเทศรัสเซียทั้งสิ้น 8 ชั่วโมงพอดี ออกจากด่านมาก็เริ่มจะมืด อากาศยิ่งเย็นลงเรื่อยๆ สัก -2, -3 องศาระยะทางอีก 300 กิโลเมตรจึงจะถึงที่หมาย คณะเราไม่รีรอโอ้เอ้รีบหวด CX-3 กับ CX-5 ออกจากที่ตั้งมุ่งหน้าสู่ Ulan Ude ถึงที่พักราวๆ สองทุ่มเศษๆ จากนั้นก็ทานข้าวพักผ่อนกัน
เมือง Ulan Ude ถือว่าเป็นเมืองที่เป็นศูนย์กลางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมมากเมืองหนึ่งของรัสเซีย ด้วยความโดดเด่นและเก่าแก่ของบรรดาอาคารร้านค้า คฤหาสน์ ที่แต่ละหลังล้วนแต่ได้รับการตกแต่งด้วยไม้และหินแกะสลักที่มีความสวยงามไม่เหมือนที่ใด สำหรับการท่องเที่ยวในเมือง เมือง Ulan Ude นั้น สถานที่ท่องเที่ยวก็คือบริเวณย่านจัตุรัสกลางเมือง ซึ่งอยู่ห่างจากที่พักของคณะเราประมาณ 100 เมตรเท่านั้นเอง

ที่นี่จะเป็นที่ตั้งของ รูปหล่อศีรษะที่ใหญ่ ที่สุดในโลกของวลาดิมีร์ เลนิน (Vladimir Lenin) ผู้นำนักปฏิวัติมาร์กซิส คนแรกของสหภาพสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียต โดยรูปหล่อถูกสร้างขึ้นเมื่อปี 1970 ตั้งอยู่เหนือจัตุรัส ด้วยความสูง 7.7 เมตร (25 ฟุต) และมีน้ำหนักมากถึง 42 ตัน ได้ไปเที่ยวชมกันอยู่พักใหญ่ พวกเราจึงเดินทางกันต่อวันนี้เป้าหมายของเราคือทะเลสาบ “ไบคาล“ (Baikal) เป็นทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในโลกขนาดกว้างประมาณ 50 กิโลเมตร ยาวกว่า 650 กิโลเมตรและความลึกอยู่ที่ประมาณ 1.6 กิโลเมตรครับ
จาก Ulan Ude ไป Baikal ระยะทางประมาณ 530 กิโลเมตร หากรวมเวลาที่แวะพักทานอาหารกลางวันและเข้าห้องน้ำระหว่างทางกันแล้วสักค่ำๆ ทุ่ม-สองทุ่มฝูง SkyActiv ฝูงนี้ก็คงถึงที่พักทะเลสาบ Baikal แน่ อากาศยังคงติดลบหนาวเหน็บเย็นยะเยือกเหมือนเช่นเคย เจ้า Vodka เครื่องดื่มปรับอุณหภูมิเหมือนจะเป็นเพื่อนแท้รักษาความหนาวให้กับใครต่อใครหลายคนระหว่างทางในทริปนี้ ระยะทางกว่า 500 กิโลเมตร วิ่งบนทางลาดยาง วิวทิวทัศน์สองข้างทางเป็นทุ่งโล่งกว้าง คู่ขนานไปกับเส้นทางรถไฟสายทรานไซบีเรียที่มีความยาวราวหมื่นกิโลเมตร ยาวที่สุดในโลกอีกเช่นกัน ช่างเพลิดเพลินเสียนี่กระไร

ปักธงครึ่งทางกับ Skyactiv
พันห้าร้อยกว่ากิโลเมตร สู่ Novosibirsk
เช้าวันที่ 9 ตุลาคม หลังเสร็จภารกิจประจำวัน ช่วงสายๆ ราวเก้าโมงครึ่งเราก็ออกเดินทางกันต่อ วันนี้เป้าหมายของเราคือเมืองกราสโนยาร์ส Krasnoyarsk เมืองที่สร้างมาเมื่อปี 1682 หรือราวๆ 330 ปีมาแล้วเป็นเมืองที่ใช้สำหรับเนรเทศนักโทษการเมืองให้มาอยู่กัน แต่ตอนนี้กลายเป็นเมืองอุตสาหกรรมไปเสียแล้วทั้งเหล็ก อะลูมิเนียม ก็จะผลิตกันที่นี่ ระยะทางประมาณเกือบ 700 กิโลเมตร ซึ่งวันนี้ก็เป็นอีกวันที่พวกเราใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่แต่ในรถ ชมวิวทิวทัศน์สองข้างทางบ้างชมบ้านเรือ ชมโบสถ์ ชมพิพิธภัณฑ์กันไปเรื่อย บางช่วงบางจังหวะก็นอนหลับคารถปล่อยให้คนขับทำหน้าที่ไปก็มี จะมีได้พักยืดเส้นยืดสายหน่อยก้อตอนทานข้าวกลางวันหรือแวะเติมน้ำมัน ดื่มกาแฟ เข้าห้องน้ำที่ปั้มระหว่างทางเท่านั้น
คณะเราแวะ
พักกันที่เมืองนี้อีก 1 คืน รุ่งเช้าเดินทางกันต่อเพื่อไปพักที่เมืองเคโมโรโว่ (Kemorovo) ระยะทางอีกราว 530 กิโลเมตร การเดินทางวันนี้ก็เหมือนกับทุกวันที่ผ่านมาแหละครับขับรถกันอย่างเดียว แวะทานข้าว แวะเข้าห้องน้ำ ยืดเส้นยืดสายดื่มชากาแฟกันไปตามเรื่อง
วันสุดท้าย
จากเคโมโรโว่มุ่งหน้าสู่เมือง Novosibirsk วันนี้ระยะสั้นหน่อยเหลือ 270 กิโลเมตร เมืองนี้เป็นเมืองใหญ่สุดของไซบีเรีย มีสนามบิน มีโรงละคร มีพิพิธภัณฑ์ เป็นเมืองที่สตาลินเขามุ่งมั่นจะให้เป็นเมืองอุตสาหกรรมขนาดใหญ่อีกเมืองนึงเชียว
เรามาถึงที่จุด Finish เมืองนี้ช่วงบ่ายนิดหน่อย ณ ที่แห่งนี้เป็นจุดนัดพบกันระหว่างทีมขับคณะของเรากรุ๊ป A ที่จะส่งมอบกุญแจให้กับทีมขับสื่อมวลชนกรุ๊ป B อีกกว่า 20 ชีวิตเพื่อมารับไม้ต่อขับฝูงบินของ Mazda CX-3 กับ CX-5 SkyActiv ฝูงนี้เดินทางไปให้สุดขั้วโลกจาก Novosibirsk ไปจบที่กรุงมอสโคว์ ประเทศรัสเซียระยะทางรวมอีกเกือบ 4,000 กิโลเมตร ถือเป็นการเดินทางสุดขั้วโลกครั้งประวัติศาสตร์ของรถ Mazda Crossover ที่ต้องบันทึกไว้อีกครั้งหนึ่งหลังจากที่ได้บุกตะลุยทะเลทรายโกบีไปแล้วเมื่อปีที่ผ่านมา

“Only the sky is the limit”
ไม่มีอะไรหยุดยั้งเขาได้จริงๆ!
MG GS เอสยูวีเมืองผู้ดีกับภารกิจลุยโค้ง ณ เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์
www.autoworldthailand.com ยินดีให้ทุกท่านรับชมรายงานพิเศษ ขณะเดียวกันยังได้มีการแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวของ เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ ติดตามได้เลยครับ
ผมเคยได้สัมผัสกับ MG GS เมื่อครั้งที่ค่ายผู้ผลิตจัดกิจกรรมทดสอบขึ้นบนเส้นทาง กรุงเทพ-ปราณบุรี หลายคนที่เคยไปจะรับรู้ได้ว่าเส้นทางนี้อาจจะลองระบบช่วงล่าง European Tuning Suspension ได้ไม่หนำใจสักเท่าไหร่ เพราะส่วนใหญ่เป็นทางเรียบตรง ไม่ค่อยมีโค้งเขา และอีกเรื่องหนึ่งที่ทำให้ผมอยากนำรถคันนี้กลับมานั่นคือสมรรถนะที่คาใจของเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร เทอร์โบ ที่เร็วและแรง แต่ถ้านำรถคันนี้มาใช้ในการเดินทางไกลจะตอบโจทย์ให้กับผู้ใช้มากน้อยเพียงไร ประเด็นสำคัญอีกเรื่องคือการขอไปชาร์จพลังงาน และหาอากาศบริสุทธิ์ฟอกปอดให้เต็มอิ่มสักหนึ่งคืน สถานที่ที่ใช้ในการตอบโจทย์ครั้งนี้คือ “เขาค้อ” ใช่ครับ ที่นี้ตอบโจทย์ให้ผมได้ทุกเรื่อง ทั้งการทดลองรถ และ ชาร์จพลังให้ร่างกาย
เริ่มต้นการเดินทางยามเย็นของวันศุกร์ช่วงที่การจราจรในเมืองกรุงคลายตัว เส้นทางหลวงหมายเลข 1 หรือพหลโยธิน ค่อนข้างมีผู้คนสัญจรบางตา พอเลี้ยวตัดเข้าไปยังถนนหลวงหมายเลข 21 (สระบุรี-หล่มสัก) ถนนยิ่งโล่งเข้าไปใหญ่ จุดพัดแรกอยู่ที่อ.วิเชียรบุรี โดยมีเพื่อนเก่ารออยู่ที่ปลายทาง แน่นอนว่าผมแต่งตั้งให้เป็นไกด์กิตติมศักดิ์ไปโดยปริยาย คืนนี้ค้างแรมกันที่บ้านเพื่อนก่อนจะมุ่งสู่เขาค้อในเช้าของวันถัดไป
เช้าตรู่การเดินทางได้เริ่มขึ้น จากอ.วิเชียรบุรี มุ่งไปยัง เขาค้อ ใช้เวลาเดินทางประมาณเกือบ 2 ชั่วโมง กับระยะทางประมาณ 100 กม.เศษ ช่วงนี้ขอลองของกับ MG GS ก่อนจะเที่ยวแบบฟินๆไปกับสถานที่ต่างๆตามที่ไกด์กิตติมศักดิ์จะพาไป
ขุมพลัง 2.0 ลิตร เทอร์โบ
เร็ว แรง ได้ดั่งใจ
เส้นทางบนเขาค้อเริ่มขับสนุกและ MG GS ก็ได้ สำแดงเดชอย่างเต็มกำลังบริเวณอ.หล่มสัก ซึ่งมีทางโค้งชันค่อนข้างเยอะ ขุมพลังจากเครื่องยนต์เบนซิน เทอร์โบ 2.0 ลิตร 4 สูบ 16 วาล์ว ไดเรคอินเจคชั่น ให้กำลังสูงสุด 218 แรงม้าที่ 5,300 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 350 นิวตันเมตร ทำงานได้อย่างไร้ที่ติ
ตอนแรกผมอาจมีอคติกับระบบส่งกำลัง แต่มาถึงตรงนี้ความคุ้นชินทำให้สนิทสนมและรู้ใจกันเป็นอย่างดี เกียร์อัตโนมัติ TST – Twin Clutch Sportronic Transmission แบบ 6 สปีด ค่อนข้างแตกต่างไปจากระบบส่งกำลังที่เคยลอง อาการรอรอบเล็กน้อยสัมผัสได้บ้างเป็นบางโอกาส แต่ระยะทางกว่า 300 กม. ชักจะเริ่มชินกับระบบดังกล่าว และก็ไม่ถือเป็นจุดด้อยแต่อย่างใด
ความสนุกในการขับขี่ได้เข้ามาแทนที่ ระบบอัดอากาศแบบเทอร์โบชาร์จที่พร้อมจะทะยานไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว และรุนแรง ถือเป็นจุดเด่นให้กับ MG GS แต่ทีเด็ดอีกเรื่องที่ห้ามพลาด แถมยังมีส่วนช่วยให้ชขับขี่ในพื้นที่ของ เขาค้อ ได้อย่างสนุกคือระบบช่วงล่างแบบ European Tuning Suspension ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเด่นของรถสัญชาติอังกฤษแบรนด์นี้
European Tuning Suspension
ระบบช่วงล่างที่ช่วยให้ขับขี่สนุก
ระบบช่วงล่างแบบ European Tuning Suspension ออกแบบโดยตรงมาจากประเทศอังกฤษ ถือเป็นการสร้างงานคุณภาพ เพื่อให้รถคันนี้มีจุดเด่นขึ้นมาทันที โค้งมากมายอย่างเส้นทางขึ้นเขาค้อ ถือเป็นการทดสอบสมรรถนะของระบบช่วงล่างได้ดีจนทำให้รู้ว่าการโยนตัวของโครงสร้างที่มีน้ำหนักรวม 1,642 กก. ทำได้แบบลดการโคลงของตัวรถ โช๊คอัพที่ติดตั้งมาจากโรงงานทำหน้าที่ยืดยุบร่วมกับสปริงได้ดีพร้อมกับการบังคับควบคุมที่แม่นยำ
ในส่วนของผู้โดยสารอาจเกิดแรงเหวี่ยงเล็กน้อยแต่ก็พอรับได้ สิ่งที่สัมผัสได้ในฐานะผู้ขับขี่คือสมรรถนะโดดเด่นในด้านการยึดเกาะ และความใหญ่โตของห้องโดยสารทำให้เกิดความสะดวกสบายในการเดินทางไกล
เทคโนโลยี INKANET
ระบบอัจฉริยะพร้อมการเชื่อมต่อโลกออนไลน์
ยังมีความเพลิดเพลินจากเทคโนโลยีการสื่อสารอัจฉริยะ inkaNet (อินคาเน็ต) โดยสามารถโหลดแอพพลิเคชั่นมาไว้ในสมาร์ทโฟนทั้งระบบ ANDROID และ IOS ซึ่งมี 12 ฟังก์ชั่น ประกอบด้วย การโทรออก-รับสาย การรับ-ส่งข้อความ หรือแม้กระทั่งการแชร์สัญญาณอินเทอร์เน็ตไร้สายผ่านหน้าจอวิทยุ ตลอดจนระบบการนำทางรถยนต์ ระบบขอบเขตอิเล็กทรอนิกส์ การตรวจสอบสถานะของรถยนต์ การแจ้งอัตราสิ้นเปลืองน้ำมัน พร้อมการวางแผนการเดินทาง การควบคุมการทำงานของรถยนต์ การตรวจวิเคราะห์รถยนต์ การเตือนความผิดปกติของรถยนต์ และระบบเลขาฯส่วนตัว ระบบนำทางเนวิเกชั่นแสดงผลผ่านหน้าจอทัชสกรีนขนาด 8 นิ้ว และระบบเครื่องเสียงตอบสนองความบันเทิงผ่านลำโพง 8 ตัว รองรับมัลติมีเดียและการเชื่อมต่อไร้สายผ่านบลูทูธ พร้อมยูเอสบี (USB) และเอยูเอ็กซ์ (AUX)
สำหรับการขับขี่บนเส้นทางที่สนุกสุดๆอย่าง รูท 12 MG GS ถือว่าเป็นรถที่ใช้ในการตอบโจทย์ได้อย่างเหมาะสม มาถึงด้านของสถานที่ท่องเที่ยว สิ่งที่ผมอยากแนะนำให้ทุกท่านเข้าชมถือว่าเป็นไฮไลค์ใหม่ของเขาค้อ ก็ว่าได้ ซึ่งเปิดเป็นทางการไปเมื่อไม่นานมานี้ นั่นคือ “โครงการทุ่งกังหันลมเขาค้อ”
ทุ่งกังหันลมเขาค้อ
แลนด์มารค์สุดชิค ในวิถีฮิพสเตอร์
“ทุ่งกังหันลมเขาค้อ” ตั้งอยู่ในพื้นที่ของหมู่บ้านเพชรดำ มีเนื้อที่ทั้งหมด 350 ไร่ เนื่องจากจุดที่ตั้งเป็นที่ราบบนยอดเขา สูงกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ 1,050 ม. ซึ่งทำให้สามารถมองทิวทัศน์กว้างไกลไปถึงวัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว
หากใครได้มาเยือนจะมองเห็นกังหันลมขนาดใหญ่ ความสูงต้นละกว่า 100 ม. รวมทั้งสิ้นจำนวน 24 ต้น ไม่ว่าจะอยู่บริเวณไหนของเขาค้อ รวมถึงแคมป์สน ก็จะสามารถมองเห็น ”โครงการทุ่งกันหันลม” ได้โดยง่าย ที่นี่เปิดผลิตกระแสไฟฟ้าตั้งแต่เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา บริเวณหน้าทางเข้าจะมีการจำหน่ายของที่ระลึก รวมถึงมีเครื่องเล่นอาทิ รถล้อเลื่อนฟอร์มูล่าม้ง และ ชิงช้าชาวเขา
สำหรับการเดินทางมายัง”โครงการทุ่งกังหันลมเขาค้อ” ถือเป็นการสัญจรที่สะดวกในรูปแบบถนนลาดยางตลอดเส้นทาง โดยใช้ทางหลวงหมายเลข 2196 หากมาจากแคมป์สนขับตรงเลยทุ่งสมอประมาณ 3 กม.เลี้ยวขวาเข้าหมู่บ้านเพชรดำก็จะเห็นกังหันลมขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ด้านบน
Pino Latte
ร้านกาแฟมีสไตล์ ใกล้วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว
ร้านกาแฟสุดฮิพพูดได้ว่าเปิดปุ๊บก็ดังปั๊บ เนื่องจากทำเลที่ตั้งมีทัศนียภาพที่สวยงาม แถมยังมองเห็นพระธาตุผาซ่อนแก้วได้ในระยะไม่ไกลนัก นอกจากร้านกาแฟ Pino Latte ยังมีบริการห้องพักให้เช่า ทั้งหมดมีอยู่ 5 หลัง หันหน้ามองวิวภูเขาเรียงราย ในช่วงเช้าจะมีทะเลหมอกให้ชมในบรรยากาศสุดโรแมนติค
ในส่วนของร้านกาแฟมีให้เลือกหลากเมนู สำหรับคอกาแฟนอกจากการดื่มด่ำกับวิวทิวทัศน์และการตกแต่งร้านในสไตล์โมเดริ์น รสชาติของกาแฟและเบเกอรี่ถือว่าเด็ดไม่แพ้ใคร
ร้านนี้หาไม่ยากเพราะอยู่ติดกับพระธาตุผาซ่อนแก้ว ขับรถตามถนนหมายเลข 12 สังเกตปากทางเข้าจะมีปั๊มน้ำมันปตท.หรือขับตามป้ายบอกทางไปยังพระธาตุผาซ่อนแก้วได้เลย
บ้านไร่ระเบียงหมอก
ที่พักสำหรับชาวคณะ สนนราคาย่อมเยา
สำหรับที่พักของทริพนี้ เป็นการนำเสนอผ่านไกด์กิตติมศักดิ์ซึ่งเป็นธุระจัดหาให้เสร็จสรรพ มีชื่อว่า “บ้านไร่ระเบียงหมอก” ที่นี่สามารถตอบโจทย์ในเรื่องสถานที่พักแรมของหมู่คณะได้เป็นอย่างดี ในลักษณะบ้านพักตากอากาศหลังใหญ่ มีทั้งแบบห้องแยก และห้องรวม ซึ่งมีห้องน้ำในตัว พักได้ตั้งแต่ 2-10 คน
“บ้านไร่ระเบียงหมอก” จัดเป็นที่พักซึ่งรายล้อมด้วยทิวทัศน์ของเขาค้อได้อย่างชัดเจน บ้านทุกหลังก่อสร้างไล่ระดับตามไหล่เขา ทุกหลังมีครัวพร้อมภาขนะให้ประกอบอาหารเพื่อปาร์ตี้ท่ามกลางขุนเขาในบรรยากาศสุดบรรยาย
ราคาค่าใช้จ่ายสำหรับมาพักแรมที่บ้านไร่ระเบียงหมอกอยู่ที่ 1,500-6,000 บาท ตั้งอยู่ใกล้กับจุดชมวิวทะเลหมอกทางไปน้ำตกศรีดิษฐ์ ห่างจากสามแยกวัดเขาค้อพัฒนาประมาณ 1 กม.
การเดินทางในครั้งนี้ทุกสิ่งอย่างเป็นไปตามความคาดหวัง ทั้งประทับใจไปกับการใช้งานของ MG GS ที่นอกจากสมรรถนะของเครื่องยนต์ ระบบช่วงล่างแบบ European Tuning Suspension ยังช่วยให้การขับขี่เป็นไปอย่างราบรื่น ทั้งทางขึ้นเขาที่ลาดชัน และทางโค้งที่ทำให้ได้อรรถรสในการทดสอบรถ สถานที่ท่องเที่ยวใหม่ๆของเขาค้อยิ่งทำให้เป็นการเติมเต็มวันพักผ่อนได้เป็นอย่างดี
ฤดูฝนผ่านพ้นไป ฤดูหนาวใกล้เข้ามา หากเพื่อนๆยังไม่มีที่ไป ลองตามรอยผมดูได้เลยครับ แต่บอกไว้ก่อนว่า 2 วัน 1 คืน อาจไม่ใช่การพักผ่อนเพื่อชาร์จแบตให้ร่างกายได้สักเท่าไหร่ เนื่องจากเขาค้อยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกหลายแห่ง รู้อย่างนี้แล้ว ลองหาวันว่าง นัดเพื่อนหรือพาครอบครัวไปพักผ่อน เอาแบบที่ไม่ต้องเดินทางไกล ขับรถให้เหนื่อย เขาค้อยังมีที่เที่ยวอีกหลายแห่งรอให้ทุกคนไปสัมผัส และยิ่งถ้าได้พาหนะดีดี ช่วงล่างเฟริ์มแบบ MG GS ทริพพักผ่อนแบบนี้จะถือเป็นการชาร์จพลังให้ร่างกายที่สมบูรณ์แบบครับ
จานดิสเบรกคอมแพ็ค (Compact Brake Rotor)
จานดิสเบรกคอมแพ็ค ผลงานวิจัยล่าสุดของฝ่ายวิจัยและพัฒนา บริษัท คอมแพ็ค อินเตอร์เนชั่นแนล (1994) จำกัด จากการพบว่าสาเหตุการเกิดเสียงดังและฝุ่นดำเป็นผลมาจากอัตราการกินจานดิสเบรกในช่วงอุณหภูมิต่ำและปัญหาในเรื่องการเบรกไม่อยู่ เบรกสั่นสู้เท้า อายุการใช้งานของจานดิสเบรกที่น้อยกว่าปกติและจานเบรกที่เป็นริ้วรอย เป็นเส้นๆ สาเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มาจากคุณภาพของจานดิสเบรกที่ไม่ได้มาตรฐานหรือการใช้จานดิสเบรกที่มีขนาดความหนาที่ต่ำกว่ามาตรฐานที่กำหนดซึ่งระบุความหนาต่ำสุดอยู่ที่ขอบของจานดิสเบรก
จานดิสเบรกคอมแพ็คออกแบบส่วนผสมของเนื้อเหล็กหล่อให้มีค่า Carbon Equivalent (%CE) ที่สูงกว่าจานดิสเบรกทั่วไปในท้องตลาดซึ่งส่งผลทำให้มีอายุการใช้งานของจานดิสเบรกที่เพิ่มขึ้น จานดิสเบรกมีการทนความร้อนและการระบายความร้อนได้ดีกว่า มีค่าความแข็งของจานดิสเบรกที่เหมาะสมทำให้มีอัตราการเกิดเสียงและสั่นที่ต่ำกว่าจานดิสเบรกทั่วไปรวมถึงอายุการใช้งานของผ้าดิสเบรกที่มากกว่าเมื่อเทียบกับการใช้คู่กับจานดิสเบรกทั่วไป
เมื่อเกิดปัญหาเกี่ยวกับระบบเบรก เช่น ปัญหาเสียงดัง เบรกสั่นสู้เท้า จานดิสเบรกเป็นริ้วรอยเป็นเส้นๆ และ อายุการใช้งานของจานดิสเบรกและผ้าดิสเบรกที่ต่ำกว่าปกติ คนส่วนใหญ่มักจะคิดว่าปัญหาดังกล่าวเกิดจากผ้าดิสเบรกเพียงอย่างเดียวโดยไม่ได้คิดว่าสาเหตุของปัญหาดังกล่าวอาจเกิดมาจากคุณภาพของจานดิสเบรกที่ไม่ได้มาตรฐานหรือการใช้งานดิสเบรกที่มีขนาดความหนาต่ำกว่ามาตรฐานที่กำหนด ดังนั้นเมื่อเกิดปัญหาดังกล่าวเราควรตอบสอบคุณภาพและสภาพการใช้งานของจานดิสเบรกเพิ่มเติมเพื่อเป็นข้อมูลประกอบในการวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้นซึ่งจะทำให้การวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหาดังกล่าวได้ถูกต้องและแน่นอนกว่าเดิม
คุณลักษณะเฉพาะของจานดิสเบรกคอมแพ็ค
1.เคลือบสารเฉพาะพิเศษสีดำที่ดุมล้อและขอบจานดิสเบรกเพื่อป้องกันสนิมและการกัดกร่อน
2.ส่วนผสมของเนื้อเหล็กหล่อที่มีค่า Carbon Equivalent (%CE) ที่สูงกว่าจานเบรกทั่วไป
3.มีการระบายความร้อนได้รวดเร็วเพื่อป้องกันปัญหาเบรกเฟด การแตกร้าวและให้ความรู้สึกในการเบรกที่นุ่มนวล
4.ทนความร้อนสูงมากกว่า 650 องศาเซลเซียส
5.ผ่านการถ่วงสมดุลทุกชิ้น 100% ด้วยระบบคอมพิวเตอร์และมีการเจียรเนื้อโลหะบางส่วนออกเพื่อปรับความสมดุลและป้องกันปัญหาเบรกสั่นสู้เท้า
6.มีคุณภาพในการผลิตชิ้นงานที่สม่ำเสมอให้ความแม่นยำที่แน่นอนเนื่องจากใช้มาตรฐานยุโรปในการผลิต
7.คุณภาพเนื้อเหล็กหล่อตามมาตรฐานยุโรป














