Home Blog Page 547

Mercedes GLA200

0
Mercedes GLA200

จาก A กระจายออกมาหลากหลายรุ่นเพื่อให้การตลาดเป็นไปอย่างเร้าใจนั่นทำให้สายพันธุ์ A ถูกตัดแต่งพันธุกรรมเป็นรถยนต์นั่ง CLA จนมาถึง GLA ความต่างในรหัสจะมีความเหมือนในบรรทัดฐาน  A-Class หรือเปล่า เรามีคำตอบในการทดสอบ GLA200  อีกหนึ่งรหัสความหรูหราจาก Mercedes-Benz

หากมองในรูปลักษณ์ของ GLA ต้องบอกว่ามีความดุดัน สัดส่วนเส้นสายน่าเกรงขามเลยทีเดียว แม้จะมีกลิ่นอายของตระกูล A หลงเหลือบ้างก็ตาม แต่ด้วยบุคลิกและการวางตัว ทำให้รถคันนี้ฉีกแนวออกจาก A-Class ได้มากพอสมควร ซึ่งจะเห็นได้จากกระจังหน้าที่เข้มแข็งจากปรุงแต่ง เส้นสายด้านข้างที่มีความทะมัดทะแมง บั้นท้ายที่ดูทรงพลังและบึกบึน ประกอบกับการยกตัวถึงให้สูงขึ้น จึงเป็นเหมือนรถออฟโรดเล็กๆ คันหนึ่ง ทั้งหมดนี้ทำให้ GLA200 มีความเป็นชายมากกว่า A-Class หลายเท่านัก

อย่างไรก็ตามเมื่อก้าวเข้ามาห้องโดยสารซึ่งขึ้นลงสะดวกกว่า A-Class เนื่องจากความสูงที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง ภายในหรืออุปกรณ์ไม่แตกต่างจากรุ่น A-Class จึงคุ้นตาในการจัดวางหรือการใช้งานอุปกรณ์ต่างๆ iPad Mini ยังคงอยู่ที่คอนโซลหน้า ช่องแอร์วงกลม 3 ช่องตรงกลาง ระบบเครื่องเสียงหรือระบบปรับอากาศ จัดวางไว้ตรงกลางส่วนล่างของคอนโซล พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นทั้งหมดนี้มีเหมือนกับ A-Class ทุกอย่าง

รหัส GLA200 มาแนวทางเดียวกับ A180 คือใช้เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบขนาด 1,595 ซี.ซี. เป็นตัวขับเคลื่อน เพียงแต่กำลังที่ออกมานั้นแตกต่างกัน คือ 122 แรงม้า กับ 156 แรงม้า จึงทำให้สมรรถนะการขับขี่นั่นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ซึ่งใน GLA200 จะให้ความประทับใจมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการขับขี่หรือเรื่องของช่วงล่าง ทำตัวได้ดีคุ้มค่ากับราคาที่มากกว่า A180 พอสมควร

น้ำหนักตัวและขนาดตัวที่กะทัดรัด และพละกำลังระดับ 156 แรงม้า จึงได้ความจัดจ้านพอสมควร ทำให้การขับขี่รถคันนี้มีความคล่องตัวมากพอสมควร และเมื่อได้กำลังของเครื่องยนต์ที่สมน้ำสมเนื้อ ยิ่งทำให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างสวยหรูตามที่หวังไว้ ดีตั้งแต่การออกตัวที่กระฉับกระเฉง แม้ว่าจะกดคันเร่งเบาๆ ก็ตาม แต่กำลังที่ออกมานั้นเพียงพอที่จะทำรถคันนี้มาอยู่แถวหน้าได้อย่างภูมิใจ

นอกจากนี้ในเรื่องของอัตราเร่งยังให้ความต่อเนื่องที่น่าประทับใจ ด้วยการเร่งแซงที่ฉับไวและแม่นยำ สามารถตอบสนองการขับขี่ได้ในทุกจังหวะ เดินคันเร่งกันได้อย่างเต็มที่ และหากต้องการความร้อนแรงที่เพิ่มขึ้น คุณสามารถสั่งการได้ทันที เครื่องยนต์ไม่มีการอิดออดหรือรอให้เสียจังหวะ จึงทำให้ทุกอย่างเป็นไปตามความต้องการ ไม่เพียงเท่านั้นยังได้ระบบเกียร์ที่ลงตัวอีกด้วย จึงเป็นอะไรที่สอดประสานกันอย่างมีประสิทธิภาพ ได้กำลังในการขับขี่เต็ม 156 แรงม้าอย่างแท้จริง

อีกหนึ่งที่แตกต่างจาก A-Class เป็นเรื่องของระบบช่วงล่าง เพราะ GLA200 ทำตัวได้นิ่งและสบายใจในการเดินทางทุกเส้นทาง ขับขี่ในเมืองให้ความนุ่มที่สบายตัว ไม่มีเรื่องของความแข็งที่กระด้างแต่อย่างใด และเมื่อใช้ความเร็วสูงความนุ่มที่กระชับของช่วงล่าง ช่วยให้รถคันนี้เกาะถนนได้อย่างหนึบเหนียวทีเดียว ให้ความลงตัวในการควบคุมรถที่หนักแน่นอย่างไว้ใจได้ เป็นช่วงล่างที่ผสานความอ่อนกับความแข็งได้อย่างประทับใจ เรียกว่าเอาจุดดีของการขับขี่มาผสมกับจุดเด่นที่เลื่องชื่อของตนเองได้อย่างลงตัวและดีสุดๆ

บอกได้เลยว่าไม่ผิดหวัง มีแต่ความประทับใจแม้ว่าจะทำให้นึกถึงตระกูล A อยู่บ้าง แต่เมื่อใดรถได้ออกตัวหรือได้ทำความเร็วแล้ว ทำให้ลืมเรื่องแย่ๆ ที่เกิดขึ้นในอดีตได้ มิน่าถึงได้บอกว่ายิ่งเข้าใกล้ยิ่งเร้าใจ มันเป็นแบบนี้นี่เอง

Mercedes AMG GT S & GLE Class Coupe

0
Mercedes AMG GT S & GLE Class Coupe

งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 36 ที่ผ่านมา  บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ประเทศไทย เปิดตัว  รถ ใหม่พร้อมๆ กัน 5 รุ่นใหม่ล่าสุด   ได้แก่ The new CLA Shooting Brake รถยนต์สปอร์ตคอมแพ็คแบบ 5 ประตู, The new C-Class BlueTEC HYBRID ยนตรกรรมหรูที่มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซลไฮบริดและผ่านการประกอบในประเทศไทยไทย (CKD),The new V-Class รถยนต์อเนกประสงค์ขนาด 6 ที่นั่ง, The new GLE-Class Coupe  และ Mercedes-AMG GT S รถยนต์สปอร์ตรุ่นที่ 2 ในกลุ่ม AMG ภายใต้แบรนด์Mercedes-AMG ล่าสุด

2 ดาวเด่นที่เจิดจรัสสุดๆได้แก่Mercedes-AMG GT S  และ The New GLE 450 AMG 4 MATIC Coupe ซึ่งเป็นรถใหม่แกะกล่องที่ลืมตามองดูโลกได้ไม่นานนัก โอกาสนี้เราจะไปกินลมชมวิว กับรถทั้ง 2 คันบนเกาะภูเก็ต เก็บบรรยากาศสวยๆ อารมณ์ดีๆ หลังพวงมาลัยมาฝาก

Mercedes-AMG GT S 

รถสปอร์ตพันธุ์ดุ ขับสนุก…ช่วงล่างหนึบ

Mercedes-AMG GT S คันนี้เป็น 1 ใน 5 รุ่น ของกลุ่ม Dream Car ที่บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ประเทศไทย จำกัด เปิดตัวในงาน บางกอกอินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 36 ที่ผ่านมา ด้วยราคาค่าตัวอยู่ที่ 14.9 ล้านบาท เรียกว่าเป็นรุ่นลิมิเต็ดอิดิชั่นซึ่งสำนัก AMG ได้บรรจงสร้างให้เป็นรถยนต์สปอร์ตรุ่นที่ 2โมดิฟายขนาดเครื่องยนต์ V8 สูบ 4.0 ลิตร ทวินเทอร์โบให้กำลังสูงถึง510 แรงม้า พร้อมแรงบิดมหาศาลที่ 650 นิวตันเมตร ที่ 1,750-4,750 แค่รู้สเปคของเครื่องยนต์ก็เกิดอาการประหม่าขึ้นมาทันที แถมยังมีข้อมูลแจ้งว่า แค่สีภายนอกมีสนนราคาในการทำสูงถึง 600,000 บาท แน่นอนว่ารถสปอร์ตจากค่ายดาวสามแฉกคันนี้ต้องเป็นอะไรที่ไม่ธรรมดา

รูปพรรณสัณฐานของรถคันนี้ใครไม่เหลียวมองก็คงเป็นพวกที่ไม่สนโลกอย่างแท้จริง เพราะทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่พบเห็นถึงกับมองแบบเหลียวหลัง ห้องโดยสารก็เป็นทีเด็ดอีกอย่างซึ่งเป็นมนต์สะกดให้ผู้ที่เข้าไปนั่งภายในต้องใช้เวลาชื่นชมความอลังการ รูปแบบการตกแต่งเบาะนั่งที่เป็นแบบบัคเกตซีทพร้อมพวงมาลัยรูปทรงเดียวกับของรถแข่งฟอร์มูล่า-วัน เป็นแบบหนังกำมะหยี่ อีกสิ่งหนึ่งที่ผู้ผลิตไม่มองข้ามคือฟังค์ชั่นต่างๆ ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่ได้สนุกไปกับ AMG RIDE CONTROL ที่เลือกฟิลลิ่งการขับขี่ได้ถึง 3 โหมดพร้อมตัวช่วยการขับขี่อีกเพียบซึ่งทำความเข้าใจกับสวิตช์ควบคุมระบบต่างๆ ได้ไม่ยาก

ลองของจริงกันสักหน่อยแบบไม่เค้นกำลังเครื่องยนต์มากมายนัก ขับขี่ตามเส้นทางพื้นราบและมีโค้งให้ลองระบบช่วงล่างว่าจะหนึบแน่นขนาดไหน เริ่มกันด้วยโหมด ComFort ระบบนี้ออกแบบมาเพื่อขับชิลล์ๆ ในสไตล์นุ่มนวล กดคันเร่งไปเรื่อยๆ พวงมาลัยไม่หนักอย่างที่คิด ระบบส่งกำลังปรับเปลี่ยนไปตามลำดับของรอบเครื่องยนต์ ต่อจากนั้นจึงลองโหมด SPORT ฟังก์ชั่นนี้ได้มีการเปลี่ยนแปลงทั้งน้ำหนักของพวงมาลัย และความหนึบของระบบช่วงล่างเรียกได้ว่ากระชับและมั่นใจยิ่งขึ้นกว่าโหมดแรก มาถึงโหมด Sport + ต้องบอกว่าระบบนี้เตรียมพร้อมไว้ซิ่งเท่านั้น

พวงมาลัยพร้อมช่วงล่างแน่นขึ้นชัดเจนเพื่อเพิ่มความมั่นใจในการขับขี่ กระแทกคันเร่งแบบเต็มแรงพร้อมฟังเสียงคำรามจากเครื่องยนต์ที่แผดเสียงดังสนั่น พร้อมกระชากใจด้วยเสียงแบล็คไฟล์ในขณะที่ถอนคันเร่งและเปลี่ยนเกียร์ แผงแดชบอร์ดด้านหน้ารถแสดงตำแหน่งเกียร์ไว้ที่เลข 5 เท่ากับยังเหลืออีก 2 เกียร์ที่เครื่องยนต์ยังไม่นำพาไปถึง แต่เข็มไมล์แสดงความเร็วไปแตะๆ อยู่ที่ 200 กม./ชม. จึงเป็นเหตุให้ถอนคันเร่งและเปลี่ยนโหมดกลับไปยัง ComFort อีกครั้ง

เวลาที่ได้ทดลองขับ Mercedes-AMG GT S ไม่นานสักเท่าไหร่ แต่ก็เป็นอะไรที่พอเพียงสำหรับรถสปอร์ตพันธุ์ดุ  หลังจากลองกระแทกคันเร่งและสังเกตเข็มความเร็วที่พุ่งทะยานกับระยะเวลาอันน้อยนิดที่เครื่องยนต์สร้างพลังออกมาพร้อมกับเสียงแบล็คไฟล์ที่ดังทุกครั้งในช่วงเปลี่ยนเกียร์ ทำให้เริ่มสับสนว่าMercedes-AMG GT S คันนี้ คือรถสปอร์ตหรือรถแข่งกันแน่

The New GLE 450 AMG4 MATIC Coupe

เอสยูวีหรูสไตล์สปอร์ตคูเป้

หลังจากลองที่สุดของสายพันธุ์สปอร์ตจากค่ายดาวสามแฉก คิวต่อมาก็ถือว่าเป็นไฮไลท์ไม่แพ้คันแรก สำหรับ The New GLE 450 AMG 4 MATIC Coupe ซึ่งเป็นรถรุ่นใหม่และเปิดตัวให้โลกรู้ไปในงาน 2015 New York International Auto Show ก่อนจะมาโชว์โฉมพร้อมขายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ที่ผ่านมาโดยอาจจะเป็นตัวแทนของ M- Class ในอนาคต และแน่นอนว่าถูกจัดวางให้อยู่ในพิกัดเดียวกับBMW X6 ที่ถือเป็นมวยตรงรุ่นก็ว่าได้

ด้วยรูปทรงซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างรถเอสยูวีและคูเป้มาไว้ด้วยกัน ผนวกกับสมรรถนะความแรงของเครื่องยนต์ที่ไม่แพ้รถสปอร์ต จึงได้มาซึ่งนิยามของคำว่า “เอสยูวีสปอร์ตคูเป้” แถมได้รับการแต่งซิ่งจากสำนัก  AMG ทั้งในเรื่องของบอดี้พาร์ท และ เครื่องยนต์ ซึ่งแน่นอนว่ารถคันนี้ต้องมีอะไรที่พิเศษกว่ารุ่นปกติ

นอกจากรูปโฉมที่ดูสุขุม ภายในดีไซน์เรียบหรูจนน่าหลงใหลมากับความกว้างขวาง และสะดวกสบาย ออกแบบให้มี 5 ที่นั่ง ซึ่งสามารถเลือกปรับและพับเบาะนั่งด้านหลังได้แบบ 1/3 หรือ 2/3 และสิ่งที่ต้องทึ่งนั่นคือระบบ Dynamic Select ที่เลือกขับขี่ 5 แบบ คือ Individual ที่ช่วยจดจำการขับขี่ตามสไตล์ของผู้ใช้, Comfort ฟิลลิ่งใกล้เคียงกับรถซีดาน, Slippery สำหรับพื้นผิวที่ลื่นหรือใช้ในขณะฝนตก, รวมถึง Sport และ Sport+ เพื่อการขับขี่ที่เร้าใจและสนุกยิ่งขึ้น

AMG จัดเต็มขุมพลังให้ The New GLE 450 AMG 4 MATIC Coupe คันนี้ โดยโมดิฟายเครื่องยนต์เบนซินแบบ V6 ทวินเทอร์โบขนาด 2,996 ซี.ซี. กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 367 แรงม้า ที่ 5,500-6,000 รอบ/นาที แรงบิด 520 นิวตัน-เมตร ที่ความเร็ว 1,800-4,000 รอบ/นาทีพร้อมเกียร์อัตโนมัติแบบ 9G-TRONIC ขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ Permanent all-wheel drive

เส้นทางที่ใช้ทดลองขับรถคันนี้มี 2 รูปแบบ คือบนพื้นผิวถนนที่ลาดยางและบนพื้นทรายริมชายหาดที่สะท้อนการใช้งานระบบขับเคลื่อน 4 ล้อให้เต็มสมรรถนะ โหมด Comfort เป็นไปอย่างสบายๆ ขับเพลินๆ แต่หากเลือกสนุกแบบหลังติดเบาะต้องปรับไปที่โหมด Sport และ Sport+ ที่จะทำให้ลืมว่ารถที่ขับอยู่คือรถครอสโอเวอร์ โดยจะทำงานร่วมกับช่วงล่างถุงลม AIRMATIC แบบปรับได้ ซึ่งตัวรถจะโหลดเตี้ยลงอัตโนมัติขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการยึดเกาะถนน ต่อจากนั้นคือการทดลองอีกโหมดที่น่าสนใจในฟังก์ชั่น Slippery ที่ออกแบบมาเพื่อให้เหมาะกับการใช้งานบนพื้นผิวที่ลื่น ด้วยการกระโจนลงหาดทรายและสร้างความคุ้นเคยเพื่อรับรู้ถึงความแตกต่าง สิ่งที่พบและสัมผัสได้คือการถ่ายกำลังไปยังล้อทั้ง 4 ที่ไม่เท่ากัน ทำให้ลดการลื่นไถลหรือฟรีทิ้ง และควบคุมรถได้ง่ายดาย

The New GLE 450 AMG 4 MATIC Coupe คันนี้นอกจากจะสะท้อนถึงความหรูหรา และสง่างามในสไตล์ของเอสยูวีสปอร์ตคูเป้ที่ให้การขับขี่ที่สนุก เร้าใจ จากเครื่องยนต์ทรงพลัง การควบคุมรถก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ โดยยกหน้าที่ให้กับระบบ Dynamic Select โหมดขับขี่รูปแบบต่างๆ ที่จะคอยอำนวยความสะดวกและมั่นใจได้ในทุกสภาพเส้นทาง

Toyota Camry ESport เติมความมันส์ให้ชีวิต

0

ไม่ใช่ครั้งแรกที่ค่าย โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย นำเข้ารถ Camry เข้ามาจำหน่ายในบ้านเรา เพราะก่อนที่จะมีการผลิตและประกอบ Camry ในไทยนั้น มันเคยอาละวาดบนท้องถนนเมืองไทยมาแล้ว และเป็นหนึ่งในรถที่ขายดิบขายดีไม่น้อยทีเดียว แม้ว่า Camry จะได้ชื่อว่าเป็นรถซีดานขนาดกลางที่มีความหรูหราและได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจนเป็นหนึ่งในรถที่ประสบความสำเร็จ แต่เมื่อทางโตโยต้าเพิ่มทางเลือกให้กับผู้ใช้ที่ยังชื่นชอบในเรื่องของความแรง ความสปอร์ตแล้ว และนี่คือคำตอบที่ต้องบอกว่า ใช่เลย

หลายๆ คนที่ได้พบเห็นเจ้า Camry ESport คันนี้ ต้องยอมรับว่ามันยังคงภาพลักษณ์ความหรูไว้ในเรื่องของหน้าตาที่ชวนให้คิดถึง Lexus กลายๆ ซึ่งแน่นอนว่ารถในตระกูล ESport นั้นเป็น DNA ใหม่ของโตโยต้าที่เน้นเรื่องภาพลักษณ์ที่โดดเด่นตามคอนเซ็ปต์ Look at me now จึงไม่น่าแปลกใจกับความโดดเด่นในเรื่องของการดีไซน์แบบสปอร์ตทั้งภายนอกและภายใน ที่เน้นเส้นสายให้ดูเฉียบคมแตกต่างไปจากรุ่นอื่นๆ แต่อย่างไรก็ตามความโดดเด่นที่แท้จริงในความเป็น ESport แล้วนั้น มันต้องคุยกันถึงเรื่องสมรรถนะทั้งความแรง ความสนุกสนานในการขับขี่ ที่สร้างความประทับใจโดยไม่ทิ้งเรื่องของความปลอดภัยอันเป็นจุดเด่นหลักของ Camry ด้วย

หน้าตาไม่ต้องพูดถึงโดดเด่นชวนมอง ด้วยชุดกระจังหน้าโครเมี่ยมรมดำแบบ Sport Type รวมไปถึงไฟหน้าโปรเจคเตอร์รมดำ ไฟท้ายที่มาพร้อมสปอยเลอร์หลังให้ความดุดัน เติมเต็มความเป็นสปอร์ตด้วยท่อไอเสียแบบคู่ ที่ต้องบอกว่ามันไม่ใช่เป็นเพียงแค่แฟชั่นให้ดูสปอร์ตเท่านั้น แต่มันยังสามารถเรียกม้ามาเพิ่มให้ได้อีกถึง 3 ตัวเลยทีเดียว ภายในเน้นสร้างอารมณ์ความสปอร์ตมากกว่าที่จะมาใส่ใจกับความหรูหรา แต่ยังคงความมีระดับได้เป็นอย่างดี แป้นเหยียบคันเร่งและเบรกต้องแบบสปอร์ตเท่านั้น พวงมาลัยต้องเป็นแบบหุ้มหนังและต้อง 3 ก้านที่มาพร้อมกับ Paddle Shift เบาะคู่หน้าทรงสปอร์ตนั่งสบายโอบกระชับ การตกแต่งสีภายในเป็นแบบสีดำทูโทน ตัดกับสีเงินลายสปอร์ต หลังคามูนรูฟ

ทันทีที่กดปุ่ม Push Start เข็มรอบเครื่องไต่ระดับไปตามน้ำหนักของเท้าที่เหยียบลงไปบนคันเร่ง เครื่องยนต์เดินราบเรียบที่ยังไม่สำแดงพิษสงความร้ายกาจออกมา ยังคงมีสภาพความเป็น Camry แต่เมื่อผลักคันเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีดพร้อม Sequential Shift  ไปยังตำแหน่ง D เท้าที่เริ่มลงน้ำหนักมากขึ้นไปที่คันเร่ง เราจะพบกับความประทับใจของเจ้าเครื่องยนต์ในตระกูล AR ที่ ESport เลือกใช้รุ่น 2 AR-FE Dual VVT-i ที่พร้อมตอบสนองในทันที กำลังสูงสุดที่มีมาให้นั้นสูงถึง 184 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 235 นิวตัน-เมตรที่ 4,100 รอบ/นาที ต่างทำหน้าที่เต็มกำลัง ต้องบอกว่าความประทับใจในความแรงของ ESport นั้นมาทันที โดยเฉพาะช่วงล่างที่ต้องบอกว่า หนึบแน่น ชวนให้นึกถึงรถหรูจากค่ายยุโรปไม่ใช่น้อย มันทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยมไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการยึดเกาะถนน การเปลี่ยนเลน และการเกาะโค้ง ชวนให้กลับมาเป็นคนวัยหนุ่มที่คึกคะนองได้ไม่น้อยทีเดียว

ในความเร้าใจความสนุกสนานต่อการขับขี่กับเครื่องยนต์ที่ตอบสนองพละกำลังได้อย่างทันท่วงทีและความหนึบแน่นมันได้สร้างความประทับใจให้ไม่น้อยทีเดียว และแน่นอนว่าในความแรงที่สั่งได้แบบนี้ย่อมต้องมีเรื่องของระบบความปลอดภัยที่สร้างความมั่นใจต่อการขับขี่ ที่ ESport ไม่พลาดที่จะนำมาติดตั้งไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของโครงสร้างนิรภัย GOA ระบบเบรก ABS ระบบควบคุมการทรงตัว VSC ระบบป้องกันล้อหมนุฟรี TRC และระบบกระจายแรงเบรก EBD  เสริมแรงเบรก BA รวมถึงระบบเตือนวัตถุเคลื่อนไหวด้านหลังรถ Rear Cross Traffic Alert ระบบเตือนมุมอับสายตา  Blind Spot Monitor ถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่ง และเบาะนั่งคู่หน้าแบบ WIL ที่ช่วยลดการบาดเจ็บของกระดูกต้นคอเมื่อเกิดจากการชน

ทั้งหมดที่กล่าวมานั้น ทำให้ ESport คันนี้ต้องใช้คำนิยมว่า Life is Thrilling ยนตรกรรมใหม่ที่จะเปลี่ยนชีวิตคุณให้ตื่นเต้นและเร้าใจยิ่งกว่าเดิม ซึ่งได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วบนเส้นทางสายกรุงเทพฯ – ชะอำ กับราคาน่าสนใจที่ 1,639,000 บาท

Roadtest Nissan NP300 Navara & Mitsubishi Triton ออฟโรดเล็กๆ ในสภาพเส้นทางจริง !!

0
หลังจากที่เคยลองกันบนเส้นทางปกติกันมาแล้ว รวมถึงทางขรุขระบ้างเล็กน้อย เราต่างเห็นพ้องต้องกันว่า สมรรถนะของรถปิกอัพในปัจจุบันนี้ไม่ธรรมดาเลยแม้แต่น้อย มันมีระบบต่างๆ เข้ามาช่วยเหลือให้การเดินทางเป็นไปอย่างสมบูรณ์ แต่เมื่อต้องมาลองกันบนเส้นทางวิบากหรือทางออฟโรดกันบ้าง พวกระบบต่างๆ ที่ให้มานั้นจะช่วยให้พ้นผ่านอุปสรรคของเส้นทางวิบากนี้ได้หรือไม่เรามาดูกัน…

สำหรับรถปิกอัพขับเคลื่อน 4 ล้อในปัจจุบันนี้ เราจะไม่เห็นคันเกียร์ด้ามที่สองสำหรับการปรับเปลี่ยนระบบขับเคลื่อนจาก 2 ล้อมาเป็น 4 ล้อ จาก 4H มาเป็น 4L กล่องสมองกลและระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น นั่นรวมไปถึงการปรับเปลี่ยนระบบขับเคลื่อนจาก 2 ล้อมาเป็นสี่ล้อ ที่เป็นระบบไฟฟ้าใช้เพียงแค่การหมุนสวิตช์ไปยังระบบที่ต้องการเพียงแค่นั้นก็เรียบร้อยแล้ว

Nissan NP300 Navara และ Mitsubishi Triton ที่เป็นรถปิกอัพขับเคลื่อน 4 ล้อทั้งสองคัน ถูกพามาตะลุยกันในเส้นทางทุรกันดารที่ต้องผ่านอุปสรรคในสภาพทางออฟโรดที่มีทั้งทางที่ขรุขระ ขึ้น-ลงเนิน ทางแคบ รวมไปถึงทางที่มีสภาพเป็นดินหนังหมู อุปสรรคเหล่านี้รออยู่เบื้องหน้าที่เป็นด่านสำคัญสำหรับการหาความสามารถที่แท้จริงของระบบต่างๆ ที่รถทั้งสองคันจัดมาให้

ทั้งสองคันมาด้วยเครื่องยนต์ที่ไม่ต่างกันมากนัก NP300 Navara ใช้เครื่องยนต์ 4 สูบแถวเรียง DOHC Commonrail Turbo Intercooler 2,488 ซี.ซี. ให้กำลังสูงสุด 190 แรงม้าที่ 3,600 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 450 นิวตัน-เมตรที่ 2,000 รอบ/นาที ในขณะที่ Triton มาด้วยเครื่องยนต 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว MIVEC VG Turbo Intercooler 2,442 ซี.ซี. ให้กำลังสูงสุด 181 แรงม้า ที่ 3,500 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 430 นิวตัน-เมตร ที่ 2,500 รอบ/นาที

ในการเปลี่ยนระบบขับเคลื่อนจาก 2 ล้อมาเป็น 4 ล้อนั้น ทั้งสองคันใช้ระบบไฟฟ้าด้วยการหมุนสวิตช์ปรับเปลี่ยนในขณะที่รถกำลังเคลื่อนที่ได้ในความเร็วไม่เกิน 100 กม./ชม. และแน่นอนว่าเมื่อถึงเวลาที่ต้องลุยกันแบบจริงๆ จังๆ แล้ว โหมดที่ช่วยให้การขับขี่เพื่อผ่านพ้นอุปสรรคให้ง่ายขึ้นนั้น ต่างก็มีมาให้คล้ายๆ กัน โดยที่ในส่วนของ NP300 Navara นั้น มีระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว VDC เฟืองท้ายแบบลิมิเต็ดสลิป LSD ระบบช่วยการออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน HSA และระบบช่วยควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน HDC ส่วน Triton นั้นใช้ชื่อที่เรียกแตกต่างออกไปไม่ว่าจะเป็นระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว ASTC ที่จะทำงานประสานกับระบบ ASC ที่ควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวในสภาวะที่รถเสียสมดุลเพื่อป้องกันการลื่นไถลออกนอกเส้นทาง ATC ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไถลช่วยควบคุมการหมุนของล้อทั้ง 4 ได้อย่างสมดุล ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HSA ระบบเฟืองท้ายลิมิเต็ดสลิปแบบ Hybrid LSD ที่ช่วยส่งกำลังงานระหว่างล้หลังซ้ายและขวาให้รถผ่านอุปสรรคต่างๆ บนเส้นทางออฟโรดได้

ทั้งสองคันมีสวิตช์สำหรับการเปิด-ปิดการใช้งานในส่วนของระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว  และเมื่อเข้าสู่เส้นทางอุปสรรคสวิตช์ในส่วนนี้ยังคงเปิดใช้งานอยู่เช่นเดิม บททดสอบแรกเป็นการวิ่งในเส้นทางลูกรังที่เมื่อเราลองใช้ความเร็วสูงในเส้นทางที่คดเคี้ยวโดยที่ยังคงอยู่ในระบบขับเคลื่อน 2 ล้ออยู่ รถทั้งสองคันยังสามารถควบคุมการขับขี่บนเส้นทางได้เป็นอย่างดี ในขณะที่เส้นทางเริ่มมีทางขรุขระทั้งร่อง หลุม และก้อนหินที่วางเรียงรายกัน การขับเคลื่อน 2 ล้อยังคงทำหน้าที่ได้เป็นอย่างดี จนเมื่อถึงเวลาที่ต้องลุยกันอย่างเป็นจริงเป็นจังกับสภาพเส้นทางที่เป็นดินหนังหมู การปรับเปลี่ยนระบบขับเคลื่อนจากสองล้อเป็นสี่ล้อ และเป็น 4L เริ่มจะต้องนำมาใช้ ในสภาพทางแบบนี้จำเป็นที่จะต้องใช้ความเร็วที่ต่ำเพียงแตะคันเร่งเบาๆ แล้วให้ลิมิเต็ดสลิปและระบบป้องกันล้อหมุนฟรีทำงาน

อาการดีดดิ้นและลื่นไถลเริ่มเกิดขึ้น ร่องดอกยางที่เป็นแบบ All Terrain ถูกแทนที่ด้วยดินเหนียวที่อัดเข้ามาจนเต็มร่องดอกยางจนกลายสภาพเป็นยางสลิค การที่จะขับให้ผ่านพ้นอุปสรรคนี้ต้องใช้เวลานานพอสมควร ซึ่งขึ้นอยู่กับทักษะการขับขี่เป็นองค์ประกอบ แน่นอนว่าหากยางที่ใช้เป็นยางประเภท Mud Terrain การขับผ่านอุปสรรคในช่วงนี้นับว่ายังง่ายกว่าและไม่ต้องใช้เวลามากจนเกินไป

สำหรับการปีนป่ายเพื่อตะกายขึ้นไปวางตำแหน่งล้อบนก้อนหินที่ลื่นไถล เป็นไปอย่างง่ายดาย รถทั้งสองคันต่างทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งต้องบอกว่ากับเส้นทางออฟโรดเล็กๆ ในครั้งนี้เป็นเพียงบทพิสูจน์ของระบบช่วยเหลือต่างๆ ที่รถทั้งสองคันจัดมาให้ และแน่นอนว่ามันสามารถสอบผ่านได้เป็นอย่างดี แม้ว่าในบางช่วงอาจต้องใช้เวลากันบ้างนิดหน่อย แต่สุดท้ายแล้ว ทั้งสองคันก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า มันสามารถขับให้ได้ผ่านให้ถึง