Home Blog Page 542

Toyota Hilux REVO Double Cab 4×4 2.8G ของดีมีเยอะ

0
Toyota Hilux REVO Double Cab 4×4 2.8G
ของดีมีเยอะ

กว่า 10 ปีที่ Hilux Vigo โลดแล่นบนท้องถนนเมืองไทย และก้าวสู่ความเป็นรถปิกอัพยอดนิยมที่มียอดขายดีเป็นอันดับ 1 ตลอดมา และเมื่อถึงเวลาของการปฏิวัติกันใหม่หมดเพื่อมาเป็น Hilux REVO ในครั้งนี้ มีอะไรหลายๆ อย่างที่พัฒนาขึ้นมาจากคำนิยามใหม่ของคำว่า Toughness สู่ความเป็นพื้นฐานของการพัฒนา Development Concept เพื่อให้ได้มาซึ่ง QDR อันประกอบไปด้วย Quality, Durability และ Reliability นำไปสู่เรื่องของความปลอดภัย, การประหยัดน้ำมัน, การขับขี่

เรื่องหน้าตาทั้งภายนอกและภายในไม่ต้องว่าความกันให้มาก เพราะ REVO คันนี้จัดมาให้กันแบบเต็มๆ ในครั้งนี้เราจะมาดูกันในเรื่องของการพัฒนาเทคโนโลยีในส่วนของเครื่องยนต์ตัวใหม่ รวมไปถึงเรื่องของเกียร์ การทดสอบในครั้งนี้มีโอกาสขับในรุ่นของ Double Cab 4×4 2.8 G เกียร์ธรรมดา ซึ่งต้องบอกว่าอยู่ในขั้นที่เรียกว่า ประทับใจทั้งเรื่องของสมรรถนะการขับขี่ และเรื่องของการยึดเกาะถนน

ว่ากันด้วยเครื่องยนต์ตัวใหม่ ซึ่งในครั้งนี้มีโอกาสได้ขับตัวเครื่องยนต์ 2.8 รหัส 1 GD-FTV เป็นเกียร์ธรรมดา ที่ต้องบอกว่าไม่ธรรมดาสำหรับการพัฒนาการทำงานของเครื่องยนต์และระบบคลัตช์ในเกียร์ธรรมดาลูกใหม่นี้ ทั้งนี้ในส่วนของระบบคลัตช์มีการปรับปรุงเพื่อให้เกิดความทนทานต่อการใช้งานและการเหยียบคลัตช์ที่นุ่ม ด้วยระบบ Powertrain  ซึ่งในส่วนของชุดจานกดคลัตช์ มีการออกแบบตัวลดแรงกดสปริงในส่วนของหวีคลัตช์ รวมถึงชุดแม่ปั๊มคลัตช์ตัวบนที่จะมีเซ็นเซอร์ตรวจจับระยะชักแม่ปั๊มคลัตช์ โดยที่จะมีสวิตช์ iMT (intelligent Manual Transmission) ในห้องโดยสาร

ซึ่งเกียร์ธรรมดาใน REVO นั้นเป็นเกียร์ 6 จังหวะตระกูล RC60 ที่ใช้ระบบการควบคุมตามความสัมพันธ์ของแรงบิดอัจฉริยะ iMT ที่สามารถเลือกได้ 2 Step รวมถึงมีระบบกลไกควบคุมการเข้าเกียร์ถอย และเพิ่มเซ็นเซอร์วัดรอบเพลาส่งกำลัง ทั้งนี้ในรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ จะใช้ระบบการควบคุมเกียร์ทรานสเฟอร์ 4WD และระบบ Diff Lock ที่ชุดเฟืองท้ายใหม่ โดยการปรับเปลี่ยนระบบขับเคลื่อนใน REVO นั้นจะเป็นสวิตช์หมุน เมื่อมีการเปลี่ยนระบบขับเคลื่อนในส่วนของเกียร์ทรานสเฟอร์จะมีชุดแอ็คคิวเอเตอร์คอยทำหน้าที่ควบคุมการเข้าเกียร์ทรานสเฟอร์ และในส่วนของ Diff Lock นั้นมีการวางตำแหน่งกลไกเลื่อนขบ Diff Lock เฟืองท้ายโดยโซลินนอยล์คอยส์

ส่วนพละกำลังของเครื่อง 1GD-FTV นั้นได้รับการจัดวางแบบ 4 สูบแถวเรียง 16 วาล์ว DOHC ติดตั้งเทอร์โบชาร์จเจอร์แบบแปรผันและอินเตอร์คูลเลอร์ 2755 ซี.ซี. ให้แรงม้ามากถึง 177 ในรอบเครื่องยนต์ที่ 3,400 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุดสำหรับรุ่นเกียร์ธรรมดา 6 สปีด ขับสี่นั้นอยู่ที่ 420 นิวตัน-เมตร ที่รอบเครื่องตั้งแต่ 1400-2600 รอบ/นาที ทั้งนี้ทางโตโยต้าได้พัฒนาในส่วนของเครื่องยนต์ที่เด่นๆ นั้นไล่กันตั้งแต่ฝาครอบวาล์วที่ผลิตจากเรซิน มีท่อลำเลียงน้ำมันเครื่องรวมเป็นชุดเดียวกันกับด้านในฝาครอบวาล์ว ส่วนฝาสูบผลิตจากอลูมิเนียมอัลลอยด์และเสื้อสูบนั้นหล่อขึ้นจากเหล็กหล่อ ในส่วนของกลไกวาล์วนั้นใช้โซ่ไทมิ่งและตัวตั้งอัตโนมัติเป็นตัวขับเพลาลูกเบี้ยวทั้งด้านไอดีและไอเสีย และใช้ตัวปรับระยะห่างของวาล์วแบบไฮดรอลิก รวมถึงการเลือกใช้ระบบ Locker Arm และ Lash Adjuster ที่ออกแบบเพื่อลดแรงเสียดทานระหว่างลูกเบี้ยวและกระเดื่องวาล์วในจังหวะของการเปิด-ปิด ส่วนในเรื่องของระบบไอดีและไอเสียนั้นมีการใช้ระบบประจุอากาศแบบเทอร์โบแปรผัน โดยมีอินเตอร์คูลเลอร์เป็นตัวระบายความร้อนของอากาศก่อนเข้ากระบอกสูบ โดยใช้มอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรงเป็นตัวขับการทำงานของลิ้นปีกผีเสื้อ

จากการพัฒนาในส่วนของเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังใหม่นั้น เมื่อได้ลองขับกันบนท้องถนนแบบใช้งานทั่วๆ ไป แล้ว สิ่งหนึ่งที่มองเห็นได้ชัดคือ พละกำลังมีมากขึ้นกว่าเดิมตอบสนองต่ออัตราเร่งได้ดี ในความเร็วที่ 120 กม./ชม. รอบเครื่องยนต์ยังคงอยู่ที่ 1,900 รอบ/นาที ซึ่งในส่วนของสวิตช์ iMT ที่ติดตั้งมาให้นั้น ช่วยให้การปรับเปลี่ยนจังหวะของเกียร์ในแต่ละตำแหน่งง่ายขึ้นลดอาการกระชาก นอกจากนั้นแล้วในส่วนความโดดเด่นอีกสิ่งหนึ่งที่มีมาให้คือเรื่องของระบบควบคุมเครื่องยนต์ ซึ่งเรียกว่า ระบบ Body Control with Torque Demand ซึ่งระบบนี้จะคอยควบคุมแรงบิดของเครื่องยนต์ไม่ให้สูงมากเกินไปเมื่อขับขี่บนถนนขรุขระเพื่อช่วยให้การขับขี่นุ่มนวล

และนี่คือเรื่องของการพัฒนาในส่วนของสมรรถนะการขับขี่ ที่ต้องบอกว่าสอบผ่านและได้รับคะแนนไปอย่างเต็มๆ ซึ่งเมื่อเทียบกับ Vigo แล้ว สามารถมองเห็นความแตกต่างในส่วนนี้ได้อย่างชัดเจน

All-New Kia Grand Canival ตัวเลือกใหม่ของครอบครัวใหญ่และนักธุรกิจ

0
ไม่บ่อยครั้งที่ผมจะได้สัมผัสแบบจัดเต็มกับรถยนต์ขนาดใหญ่สไตล์เอมพีวีที่นำเข้ามาจากแดนกิมจิ รถคันนี้มีชื่อว่า Kia Grand Canival  อยากรู้เหมือนกันใช่มั้ยครับว่ารถที่ใหญ่โตรโหฐานขนาดนี้จะให้ความรู้สึกในการขับขี่เป็นยังไง เครื่องยนต์จะแบกรับภาระจากรูปร่างท้วมๆไหวหรือไม่ นั่งสบายจริงหรือเปล่า หลายข้อสงสัยที่เกิดขึ้นในใจซึ่งต้องหาคำตอบให้ได้…ติดตามจากรายงาน

Kia Grand Canival เริ่มจำหน่ายที่ประเทศไทยในปี 1999 จวบจนถึงการเปิดตัวสู่สาธารณชนในล่าสุดซึ่งเป็นการพัฒนาในเจเนอเรชั่นที่ 3 ตัวรถดีไซน์รูปลักษณ์ได้โฉบเฉี่ยว ออกแบบให้สะท้อนถึงความทันสมัยด้วยนวัตกรรมล่าสุดจากแถบยุโรป ดีไซน์เรียบหรู แต่ยังคงสัญลักษณ์จมูกเสือ (Tiger Nose) และวางตำแหน่งไฟไว้อย่างเด่นชัด โคมไฟหน้าติดตั้งเลนส์โปรเจคเตอร์ให้แสงส่องสว่างพร้อมไฟตัดหมอกที่ฝังไว้ในกันชนได้อย่างลงตัว ด้านหลังดีไซน์เฉียบคม โคมไฟหลังสีแดงสดพร้อมไฟท้ายแบบแอลอีดี มีสปอยเลอร์มุมบนพร้อมไฟเบรคดวงที่สาม

ห้องโดยสารกว้างขวางแบบ 11 ที่นั่ง เบาะนั่งเป็นสีครีมตัดกับคอนโซลสีดำ ในส่วนของเบาะหน้าปรับได้ด้วยไฟฟ้า เบาะแถวหลังสามารถปรับแบนราบเพื่อให้ในการบรรทุกสัมภาระ มีประตูเลื่อนไฟฟ้าควบคุมและใช้งานง่ายด้วยสวิตช์ Start/Stop เช่นเดียวกับฝากระโปรงท้าย พวงมาลัยเป็นหนังแท้สลับกับลายไม้มีฮีทเตอร์ไว้ทำให้พวงมาลัยอุ่น คอนโซลกลางดีไซน์เรียบหรูติดตั้งระบบปรับอากาศอัตโนมัติ และวิทยุ, CD, MP3 พร้อมจอ DVD แสดงภาพจากกล้องมองหลังในกรณีถอยจอด ห้องโดยสารติดตั้งจอแอลซีดีขนาด 14 นิ้วให้ความบันเทิงตลอดการเดินทาง

Grand Canival ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังจากเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบรหัส R 2.2 CRDi-VGT ขนาด 2,199 ซี.ซี. ให้กำลังสูงสุด 197 แรงม้า ที่ 3,800 รอบ/นาที แรงบิด 45 กก.-ม. ที่ 1,750-2,750 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะที่มาพร้อมกับระบบทริปทรอนิกส์ และสปอร์ตโหมด ทำงานร่วมกับระบช่วงล่างหน้าเป็นแบบแมคเฟอร์สันสตรัท โข๊คอัพแก๊ส คอยสปริง พร้อมเหล็กกันโคลง ช่วงล่างหลังเป็นแบบมัลติลิงค์และโคอัพแก๊ส

หลังจากที่ได้สัมผัสกับรถคันนี้ผมพอจะจำกัดใจความได้ว่าเป็นรถที่ขับสบายๆสไตล์การเดินทางแบบชิวชิว รูปลักษณ์ต้องบอกว่าสอบผ่านฉลุยซึ่งเป็นผลพวงจากการออกแบบที่ทันสมัยในโรงงานผลิตจากทวีปยุโรป หน้ากระจังขนาดใหญ่ โดดเด่น และมีประโยชน์ในการดักลมเพื่อระบายความร้อนไปที่เครื่องยนต์ การเข้า-ออกห้องโดยสารทำได้สะดวกสบาย แถมยังเพลิดเพลินตลอดการเดินทางด้วยระบบเอนเตอร์เทนเมนท์ที่ติดตั้งมาจากโรงงานผู้ผลิต วิสัยทัศน์การขับขี่มีมุมมองที่กว้างไกลจากขนาดความสูงของตัวรถ ตอนแรกที่เห็นก็คาดเดาไปว่าวงเลี้ยวต้องกว้างแน่ๆเพราะมิติตัวรถที่มีขนาดความยาว 5,115 มม. กว้าง 1,985 มม. และสูง 1,740 มม. แต่พอถึงการทดสอบจริงมีวงเลี้ยวแคบเพียง 5.6 ม. ซึ่งไม่หนีกับรถในเชกเมนต์ของกระบะหรือซีดานจากบางค่ายเสียด้วยซ้ำ

เรื่องที่น่าชื่นชมต่อไปคือเรื่องของขุมพลัง เครื่องยนต์ดีเซลที่ติดตั้งถึงจะมีขนาดความจุเพียง 2.2 ลิตร แต่ก็สามารถสร้างกำลังได้ถึง 197 แรงม้า  นำพาร่างกายที่กำยำของ Grand Carnival ให้เป็นรถที่ขับสนุกได้ในระดับหนึ่ง และเมื่อความสูงตัวรถเอมพีวีเป็นจุดด้อยที่จะทำให้รถต้านลม ซึ่งทำให้เกิดอาการโคลงและร่อน การดีไซน์ช่วงล่างของรถประเภทนี้ถือว่าเป็นโจทย์ที่ยาก ประเด็นนี้ขอปรบมือให้วิศวกรผู้ออกแบบ เพราะเท่าที่สัมผัส ช่วงล่างของรถคันนี้ให้ความนุ่มนวลและหนึบในเวลาเดียวกัน ส่วนเรื่องอาการโคลงหรือร่อนแทบจะไม่รู้สึก

สิ่งที่ต้องชื่นชมมีหลายประเด็นครับ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีอะไรให้ตำหนิ น่าเสียดายที่ความสะดวกสบายของรถคันนี้จัดมาไม่เต็ม สิ่งที่ขาดหายคือระบบไฟฟ้าในการปรับเปลี่ยนเบาะนั่งของผู้โดยสาร ส่วนเบาะนั่งแถวหลังสุดอาจจะเล็กไปสักนิด แต่ถ้าใช้งานในกรณีเฉพาะกิจที่จำเป็นคงจะเลี่ยงไม่ได้

Suzuki Ciaz อีโค่คาร์ร่างใหญ่

0
สร้างยอดจำหน่ายถล่มทลายไปกับ Swift รถในกลุ่มอีโคคาร์แบบแฮตช์แบ็ก 5 ประตู ล่าสุด ซูซูกิ มอเตอร์ ประเทศไทย  ก็ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในรูปแบบของรถอีโคคาร์แบบซีดานในชื่อ Ciaz ซึ่งถือเป็นรถรุ่นสุดท้ายสำหรับโครงการรถคันแรก พร้อมจัดกิจกรรมทดสอบรถยนต์เส้นทางกรุงเทพฯ-ตราด เพื่อให้สื่อมวลชนได้ทดลองขับ ขุนศึกน้องใหม่ในสังเวียนของรถอีโคคาร์คันนี้มีอะไรเด็ดมาดูกันเลยครับ

Ciaz มากับรูปลักษณ์แบบรถซีดาน 4 ประตูที่ออกแบบตัวรถให้มีขนาดใหญ่ด้วยความยาว 4,490 มม. กว้าง 1,730 มม. และสูง 1,475 มม. ซึ่งถ้านำมาเทียบกับรถในกลุ่ม B CAR ขนาด 1,500 ซี.ซี. ของหลายๆ ค่าย อาจจะใกล้เคียงหรือเป็นต่อจากเรื่องความยาวที่ช่วยให้การทรงตัวที่ดีขึ้นรวมถึงมีรัศมีวงเลี้ยวแคบเพียง 5.4 เมตร ดีไซน์ภายนอกเน้นไปที่ความหรู สง่างาม เติมแต่งวัสดุโครเมี่ยมไปที่กระจังหน้าพร้อมโลโก้ตัวนูน มือจับประตู และฝากระโปรงท้าย โคมไฟหน้าเป็นแบบโปรเจคเตอร์ซึ่งมีไฟตัดหมอกทรงกลมที่มุมกันชน ท้ายรถเป็นอะไรที่ดูลงตัวเด่นด้วยโคมไฟขนาดใหญ่สีแดงทับทิมและขาว ฝากระโปรงท้ายเชิดสูงเป็นการดีไซน์ช่วยในเรื่องของอากาศพลศาสตร์ ทำให้รถคันนี้มีค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานต่ำเพียง 0.29 รวมถึงติดตั้งล้ออัลลอยด์ขนาด 15 นิ้ว หุ้มยางไซส์ 185/65 จากเหตุผลในเรื่องของความนุ่มนวลและประหยัดเชื้อเพลิง

ห้องโดยสารเป็นเรื่องที่สื่อมวลชนจากทุกสำนักคอมเมนต์แบบเดียวกันคือ กว้างขวาง และ นั่งสบาย ตกแต่งคอลโซนหน้าด้วยสีดำตัดกับเส้นสีเงินทั่วทั้งคัน พวงมาลัยเป็นแบบสามก้านหุ้มหนังมีปรับเครื่องเสียงและปุ่มรับสายสัญญาณโทรศัพท์ มาตรวัดดีไซน์สปอร์ตเป็นแบบเรืองแสงสีขาวติดตั้งระบบ MID (Multi Information Display) นอกจากทำหน้าที่วัดระยะทางทั่วๆ ไป ยังสามารถตรวจเหลือน้ำมันที่เหลืออยู่ภายในถัง และระยะทางที่จะใช้งานได้จากน้ำมันที่คงเหลือ ใกล้ๆ กันมีสวิตช์ Keyless Push พร้อมกุญแจแบบ Keyless Entry เบาะผู้โดยสารแถวหลังออกแบบได้ดีหากไม่สูงเกิน 200 ซม. การันตีได้ว่าไม่มีทางที่จะนั่งแล้วหัวเข่าไปกระทบกับเบาะของผู้โดยสารตอนหน้า แต่ก็มีเรื่องที่น่าตำหนิซึ่งอาจจะเป็นปัญหาสำหรับบางคน เนื่องจากไม่สามารถปรับหัวหมอนรวมถึงพับเบาะเพื่อขยายช่องเก็บสัมภาระได้

ขุมพลังของ Ciaz ใช้แบบเดียวกับที่ประจำการอยู่ใน Swift เป็นเครื่องยนต์เบนซินรหัส K12B ขนาดความจุ 1,242 ซี.ซี. ให้กำลังสูงสุด 91 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 118 นิวตัน-เมตร ที่ 4,800 รอบ/นาที ระบบส่งกำลังมีให้เลือกทั้งแบบเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ และ เกียร์อัตโนมัติแบบ CVT ซึ่งได้รับการปรับแต่งโปรแกรมให้มีการตอบสนองที่ดีขึ้นและยังเปลี่ยนเกียร์ได้นุ่มนวลกว่าเดิม มาพร้อมกับช่วงล่างหน้าระบบแม็กเฟอร์สันสตรัทพร้อมคอยล์สปริง และด้านหลังแบบทอร์ชั่นบีม พร้อมคอยล์สปริงเช่นกัน

ในเรื่องของรูปลักษณ์และอุปกรณ์ภายในคงไม่ต้องอธิบายหรือให้ทัศนะอะไรมากมาย ส่วนที่พูดถึงคงต้องเป็นเรื่องของเครื่องยนต์และระบบช่วงล่างที่ทางทีมวิศวกรจากซูซูกิ ได้ปรับเซ็ตให้มีการตอบสนองยิ่งขึ้นกว่าเดิม การทดสอบในครั้งนี้มีระยะทางรวมกว่า 300 กม. จากกรุงเทพฯ ไปยัง จ.ตราด ด้วยเส้นทางหลากหลายรูปแบบ สิ่งที่รับรู้ได้ว่าแตกต่างไปจาก Swift คือการตอบสนองของเครื่องยนต์ที่ให้อัตราเร่งได้ดีรวมถึงการเปลี่ยนเกียร์ที่นุ่มนวล ย่านความเร็วที่ใช้ทั่วไปคือตั้งแต่ 90-120 กม./ชม.ทำได้โดยไม่ต้องเค้นพลังจากเครื่องยนต์มากนัก ความเร็วปลายทำได้กว่า 160 กม./ชม. ระบบช่วงล่างที่ปรับเซ็ตใหม่มีความแน่นและหนึบมากกว่าแฮตช์แบ็กร่วมค่ายอย่างชัดเจน แต่ก็มีจุดบกพร่องเล็กน้อยในเรื่องของรอบความเร็วที่ยังสูงไปนิดทำให้เสียงเครื่องยนต์ดังเล็ดรอดเข้ามาในห้องโดยสารในบางขณะ ทั้งนี้ทางบริษัทผู้ผลิตได้เคลมตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองทะลุ 20 กม./ลิตร ถือว่าเป็นตัวเลขการประหยัดเชื้อเพลิงที่มากลบเสียงของเครื่องยนต์ไปได้ไม่มากก็น้อย และด้วยราคาค่าตัวที่เริ่มต้นเพียง 484,000 บาท ในรุ่น GA เกียร์ธรรมดา และจบที่ราคา 625,000 บาท ในรุ่นท็อป GLX รถคันนี้จะเป็นทางเลือกล่าสุดสำหรับผู้ที่กำลังเลือกซื้อรถในกลุ่มอีโคคาร์ รวมถึงอาจจะแย่งกลุ่มเป้าหมายจากผู้ที่กำลังจะซื้อรถในกลุ่ม B เซ็กเมนต์ได้แน่นอน

3 Pick-Up 4X4 แล้วแต่…..ความชอบ

0
รถปิกอัพในบ้านเรา หากเป็นตลาดแถวบนก็ไม่มีอะไรให้กังวล เครื่องแรง ตัวใหญ่ ประหยัดน้ำมัน ก็เพียงพอ แต่ถ้าเป็นแถวสองแล้ว นอกจากทุกอย่างที่มีในตัวบนแล้ว ลูกเล่น, ออพชั่น, สมรรถนะ ต้องเป็นตัวเสริมให้ช่วยในการทำตลาดให้มากขึ้น และนั่นคือสิ่งที่ผู้บริโภคจะได้รับกันแบบเต็มๆ

เมื่อเราต้องจับตัวท็อปที่เป็นสุดยอดของรถปิกอัพในบ้านเรามาประกบกัน เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้ มันจึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเป็นรถขับเคลื่อนสี่ล้อ เพราะรถในรุ่นนี้ต้องบอกกันเลยว่า เค้าจัดกันมาให้แบบเต็มๆ แม้ยอดจำหน่ายจะไม่สูงมากมายนัก แต่ผู้ใช้ในกลุ่มนี้ก็ยังคงมีอยู่และต้องการความคุ้มค่า คุ้มราคา ทั้งรูปลักษณ์ ความพึงพอใจทั้งภายนอกและภายใน สมรรถนะที่ต้องได้ทั้งในเรื่องของขุมกำลัง อัตราเร่ง ความสะดวกสบายต่อการขับขี่ ทั้งในแบบการใช้งานในเมืองและการต้องลุยในพื้นที่ทุรกันดาร

รถปิกอัพ 3 คัน แตกต่างกันไปตามอัตลักษณ์แต่การใช้งานหรือตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า เป็นอะไรที่จะต้องจัดกันมาให้แบบเต็มๆ ไม่มีกั๊ก เรียกได้ว่า จับเทคโนโลยีและความล้ำสมัย ทันสมัย มาใส่ให้มากที่สุดเท่าที่ค่าตัวจะไม่สูงมากจนเกินไป ซึ่งทั้ง 3 คัน อันประกอบไปด้วย Mazda BT-50 PRO, Mitsubishi Triton และ Nissan NP300 Navara ต่างก็มีจุดขายในตัวตน เรามาดูกันครับว่า ทั้ง 3 คันนั้นมีอะไรที่สามารถดึงดูดความสนใจของผู้ใช้กันได้บ้าง

หากจะพูดถึงหน้าตารูปโฉมกันแล้ว ต้องบอกว่า แล้วแต่ความชอบของแต่ละผู้คน แต่อย่างไรก็ตามในยุคปัจจุบันต้องดูใหญ่ไว้ก่อน พื้นที่ใช้สอยและความกว้างขวางเป็นสิ่งที่ช่วยให้ผู้ใช้ประทับใจได้เมื่อมีการกล่าวถึง และว่ากันด้วย ขนาดและมิติของทั้ง 3 คันแล้ว Mazda BT-50 PRO มาด้วยความยาวตลอดลำตัว 5,365 มม. กว้าง 1,850 มม. สูง 1,821 มม. ระยะฐานล้อ 3,220 มม. และระยะต่ำสุดจากพื้น 237 มม. ส่วนน้องใหม่ Mitsubishi Triton สั้นกว่าด้วยความยาว 5,280 มม. กว้าง 1,815 มม. สูง1,780 มม. ระยะฐานล้อ 3,000 มม. และระยะต่ำสุดจากพื้น 205 มม. ในขณะที่ Nissan NP300 นั้น จะสั้นที่สุดที่ 5,255 มม. กว้างกว่าที่ 1,850 มม. สูง 1,820 มม. ระยะฐานล้อ 3,150 มม. และระยะต่ำสุดจากพื้น 220 มม. โดยที่ Triton จะมีรัศมีวงเลี้ยวแคบที่สุดที่ 5.9 ม. ในขณะที่คู่แข่งทั้งสองคันจะอยู่ที่ 6.2 ม. รวมไปถึงค่าสัมประสิทธิแรงเสียดทานที่ต่ำสุดเพียง 0.42 เท่านั้น

ว่ากันตามรูปร่างและสัดส่วนแล้ว ดูเหมือนว่า BT-50 PRO จะให้หุ่นทรงที่ใหญ่โตกว่าเพื่อน ในขณะที่ NP300 จะดูสั้นไปนิด ต่ก็มีความกว้างความสูงมาทดแทน รวมไปถึงแร็คบนหลังคาที่ติดตั้งมาให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน รถทั้งสามคันมาพร้อมไฟตัดหมอกมาให้ วงล้ออะลูมินั่มขอบ 17 นิ้ว

ถ้าจะหันมาให้ความสนใจในเรื่องของภายในไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความกว้างขวางสะดวกสบาย พื้นที่ในการเหยียดแข้งเหยียดขาดูจะไม่ต่างกันเท่าไหร่ ส่วนเรื่องของอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่สามารถเรียกร้องความน่าสนใจแล้ว ชั่วโมงนี้ต้องยกให้กับ NP300 ที่เค้าจัดมาให้แบบเต็มๆ ไม่มีกั๊ก รวมไปถึง Triton ที่เอาใจลูกค้ากันแบบสุดๆ ทั้งเรื่องของเบาะนั่งที่ปรับด้วยไฟฟ้า ระบบกุญแจอัจฉริยะที่ปลดล็อกและสตาร์ทเครื่องยนต์โดยไม่ต้องใช้กุญแจ ระบบนำทาง ระบบควบคุมความเร็ว พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นที่ติดตั้งระบบควบคุมเครื่องเสียงไว้ให้ กล้องมองหลัง ในขณะที่ NP300 มีเพิ่มในส่วนของจอสามมิติขนาด 5 นิ้ว ที่มาตรวัดมาให้

ส่วน BT-50 PRO นั้น ภายในอาจเป็นรองคู่แข่ง เนื่องจากออกตัวมาก่อน แต่โดยภาพรวมแล้วไม่ถึงกับต้องอับอายเพราะด้วยการออกแบบและการวางเลย์เอาท์ในส่วนของผู้ขับขี่ที่โอบล้อมให้ผู้ขับขี่เป็นศูนย์กลาง เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการขับขี่ได้เป็นอย่างดี มีจอแสดงฟังก์ชั่นเอนกประสงค์ขนาด 3.5 นิ้ว

สวิตช์เลือกระบบขับเคลื่อนจากขับเคลื่อนสองล้อไปเป็นสี่ล้อ ทั้งสามคันพร้อมมอบความสะดวกสบายในการปรับเปลี่ยน โดยไม่ต้องไปโยกคันเกียร์สำหรับระบบขับเคลื่อนสี่ล้อเหมือนสมัยก่อน เพราะมีการติดตั้งสวิตช์ปรับเปลี่ยนมาให้ ดังนั้นแล้วในเรื่องลูกเล่นหรืออุปกรณ์เพิ่มความสะดวกสบาย ทั้ง Triton และ NP300 ดูจะได้เปรียบเพราะเปิดตัวทีหลัง โดยเฉพาะกล้องมองหลังที่ติดตั้งมาให้ด้วย ส่วนของ BT-50 แม้ว่าจะไม่มีแต่ก็เพิ่มสัญญาณเสียงขณะถอยจอดมาให้

มาดูกันที่พละกำลังกันบ้าง ทั้งสามคันมีการพัฒนาในเรื่องของเครื่องยนต์กันใหม่เพื่อรองรับกับระบบเกียร์ลูกใหม่ที่นำมาใส่ ไม่ว่าจะเป็นเกียร์ธรรมดา 6 สปีด หรือเกียร์อัตโนมัติที่มีทั้ง 5, 6 และ 7 สปีด ทั้งนี้ BT-50 PRO มาด้วยเครื่องยนต์ที่มีพิกัด ซี.ซี. มากสุดที่ 3,196 ซี.ซี. 5 สูบแถวเรียง DOHC 20 วาล์ว VN เทอร์โบ อินเตอร์คูลเลอร์ ให้แรงม้าสูงสุด 200 แรงม้า ที่ 3,000 รอบ/นาที และแรงบิดที่มากถึง 470 นิวตัน-เมตร ตั้งแต่รอบต่ำที่ 1,750- 2,500 รอบ/นาที พร้อมเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีดและระบบซีเควนเชียลคอนโทรล ที่ต้องบอกว่าตอบสนองต่อการขับขี่ได้เป็นอย่างดี เมื่อลองอัตราเร่งทั้งระบบขับเคลื่อนสองล้อและสี่ล้อ ถือได้ว่าน่าประทับใจ การปรับเปลี่ยนเกียร์ในแต่ละตำแหน่งให้ความนุ่มนวลและแม่นยำ

NP300 มาด้วยเครื่อง 2,488 ซี.ซี. 4 สูบแถวเรียง DOHC 16 วาล์ว พ่วงด้วยเทอร์โบอินเตอร์คูลเลอร์ รีดเค้นแรงม้าได้มากถึง 190 แรงม้า ที่ 3,600 รอบ/นาที และแรงบิดที่ 450 นิวตัน-เมตร ที่ 2,000 รอบ/นาที พร้อมเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีดพร้อมแมนวลโหมด ต้องบอกว่าแม้แรงม้าจะมีมามากแต่เมื่อต้องลองขับกันแบบจริงๆ จังๆ แล้ว ยังตอบสนองได้ไม่ดีเท่าที่ควร การเรียกรอบเพื่อดึงเอาอัตราเร่งขึ้นมาทำได้ช้า ซึ่งแน่นอนว่าการทำให้เครื่องยนต์ผ่านค่ามลพิษย่อมส่งผลในส่วนนี้ด้วยเหมือนกัน กับเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีดนั้นให้ความนุ่มนวลและราบรื่นรวมถึงต่อเนื่องได้เป็นอย่างดี

น้องใหม่มาแรงอย่าง Triton ต้องบอกว่าน่าประทับใจในระดับหนึ่งทีเดียว กับเครื่องยนต์ตัวใหม่ที่มีการพัฒนาในเรื่องของการเลือกใช้วัสดุน้ำหนักเบามาเป็นองค์ประกอบ การนำเอาระบบ MIVEC มาใช้งานควบคู่ไปกับ VG TURBO ทำให้เจ้า Triton ตอบสนองการขับขี่ได้เป็นอย่างดี อัตราเร่งที่น่าประทับใจ เครื่องยนต์ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 2,442 ซี.ซี. รีดพละกำลังจากม้าได้มากถึง 181 ตัว ที่ 3,500 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุดที่ 430 นิวตัน-เมตร ที่ 2,500 รอบ/นาที เป็นอะไรที่ต้องบอกว่าได้คะแนนในส่วนนี้มากทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของอัตราเร่ง การสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง เหนืออื่นใดเจ้า Triton คันนี้มีการบุซับเสียงที่ดีเยี่ยม เรียกได้ว่าไม่ได้ยินเสียงเครื่องยนต์เข้ามาภายในห้องโดยสารกันเลยทีเดียว

ช่วงล่างเป็นแบบอิสระปีกนกคู่เหมือนกัน ให้สมรรถนะในการขับขี่ที่ใกล้เคียงกันทั้งแบบออนโรดและแบบออฟโรด ด้วยตัวช่วยพิเศษที่เป็นเทคโนโลยีช่วยให้การขับขี่ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของระบบป้องกันการลื่นไถล การขึ้นลงทางลาดชัน ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี เบรก ABS, BA, EBD เรียกได้ว่าทั้งสามคันในเรื่องของสมรรถนะการขับขี่นั้นคู่คี่สูสี อาจจะมีสมรรถนะการขับขี่ในเส้นทางออฟโรดที่ดีกว่าคงต้องเทคะแนนไปทาง Triton ที่เค้ามีระบบขับเคลื่อนสี่ล้อที่ดีกว่า

หากชั่วโมงนี้คิดจะซื้อ เรามาดูกันที่ราคาและแคมเปญกัน ซึ่งดูเหมือนว่า BT-50 PRO จะน่าสนใจที่สุดกับราคาค่าตัวที่ 998,000 บาท ถ้าซื้อหรือจองในช่วงนี้รับส่วนลดไปเลย 100,000 บาทพร้อมประกันภัยชั้น 1 ส่วน NP300 ถ้าเทียบราคาดิบกันแล้วถือว่าถูกสุดที่ตัวเลข 996,000 บาท และน้องใหม่ Triton ราคาดูสูงจนน่าตกใจเพราะตัวเลขขยับไปที่เจ็ดหลัก 1,008,000 บาท แต่เมื่อบวกลบคูณหารกันแล้ว ต่างกันที่หลักหมื่นนิดๆ เท่านั้นเอง

Honda HR-V ฉีกกฏ…ฉีกความรู้สึก

0
Honda HR-V
ฉีกกฏ…ฉีกความรู้สึก

 HR-V ชื่อนี้มาจากคำว่า Honda Renaissance Vehicle ซึ่งมีความหมายโดยรวมว่า การเกิดใหม่ของศิลปะที่เน้นความสำคัญของลักษณะตัวรถแบบมีเหตุมีผล ซึ่งการเกิดใหม่ (Renaissance) ของ HR-V จะมีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับในตลาดเมืองไทยหรือไม่ คำตอบอยู่ตรงนี้ครับ

คำว่า Renaissance ของ HR-V มีส่วนชิ้นงานใหม่ของศิลปะในการสร้างสรรค์บ้าง เมื่อมองถึงลักษณะของรูปลักษณ์ภายนอก เราจะเห็นเส้นสายต่างๆมากมายบนตัวรถ เริ่มจากด้านหน้าที่ฉีกตัวเองได้อย่างเด่นชัด แต่ยังมีเค้าโครงของกระจังหน้าจาก CR-V ให้ได้เห็น แต่ด้วยไฟหน้าที่ออกแบบสไตล์เก๋ง ช่องดักลมเล็กๆ ตรงฝากระโปรงหน้า และเส้นสายด้านข้างที่ลากยาวจากซุ้มล้อด้านหน้าไปถึงที่เปิดประตูหลัง เป็นอะไรเรียกความสนใจได้ดีทีเดียว ส่วนด้านหลังปราดเปรียวใช้ได้และไฟท้ายดูดี แต่ทั้งหมดนี้มีส่วนคล้ายกับหลายยี่ห้อ น่าเสียดายที่ไม่สามารถเปิดกระจกด้านหลังได้

พอสรุปได้ว่าการเกิดใหม่ครั้งนี้ของ HR-V โดนใจพอสมควรแต่ไม่โดนทั้งหมด มีเพียงส่วนหน้าและด้านข้างของรถที่ทำได้ดี แต่ส่วนหลังของรถมีความกลมกลืนกับคู่แข่งในตลาด ทำให้ยังไม่เป็นตัวเองมากนัก อย่างไรก็ตามรถคันนี้ได้สร้างศิลปะรูปแบบใหม่ขึ้นมา เพียงแต่ว่าองค์ประกอบของตัวรถยังไม่ครบถ้วนในความเป็น Renaissance

หากมาสำรวจภายในห้องโดยสาร เราจะได้พบเห็นความแปลกใหม่บริเวณคอนโซลกลาง และช่องแอร์ด้านหน้า ที่มีการออกแบบแนวใหม่ ฉีกกฎเดิมที่เคยเป็น Honda เพื่อก้าวสู่ยุค Renaissance อย่างแท้จริง ในส่วนคอนโซลหน้าเรียบๆ เหมือนกับรุ่นอื่นๆ เช่นเดียวอุปกรณ์ที่จัดให้อย่างครบถ้วนและสมัยใหม่ รวมถึงใช้งานได้ง่ายและสะดวกมากขึ้น พิเศษสำหรับรุ่นท็อปกับหลังคาแบบพาโนรามา

เบาะนั่งใช้วัสดุหนังแท้และหนังสังเคราะห์ นั่งสบายตัวไม่เมื่อยล้าในการขับขี่ เบาะหลังนั่งได้เพียง 2 คนกับเด็กๆ อีก 1 คน เพราะตรงกลางเบาะไม่ได้รองรับผู้ใหญ่ หากจะนั่งก็ได้แต่ไม่สบายเท่าไร อย่างไรก็ตามเบาะหลังมีพื้นที่วางขาที่เพียงพอ ไม่อึดอัดและโปร่งโล่งพอสมควรที่เหนือศีรษะ เบาะหลังพับได้ราบเรียบหรือ 60:40 แล้วแต่ความต้องการ เรียกว่าจัดให้ครบในความเป็นรถอเนกประสงค์

อีกหนึ่งที่อาจเป็น Renaissance คือ เรื่องของขุมพลังและระบบเกียร์ แม้ว่าจะใช้เครื่องยนต์ 1.8 ลิตร 141 แรงม้าก็ตาม แต่ทั้งหมดได้รับการปรับปรุงใหม่ เพื่อให้ลงตัวและสอดคล้องกับระบบเกียร์ตัวใหม่แบบ CVT ซึ่งทั้งหมดนี้สร้างความแปลกใจตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงตอนจบของจุดหมายปลายทาง เป็นอีกรุ่นที่สร้างความประทับใจได้ดีทีเดียว

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้นเพราะตั้งแต่สตาร์ทเครื่องยนต์ ด้วยการกดปุ่มเพียงครั้งเดียว กดคันเร่งเดินหน้าทุกอย่างไปได้สวย มีความกระตือรือร้นในการออกตัว ซึ่งทำได้อย่างรวดเร็วและกระชับ ต่อเนื่องกับจังหวะเปลี่ยนเกียร์ที่ลงตัว ทำให้ทุกจังหวะของเครื่องยนต์ มีอัตราเร่งที่ปราดเปรียวและแม่นยำ สร้างโอกาสในการเร่งแซงได้อย่างสบายใจ โดยไม่ต้องโหมแรงมากเกินไป และเมื่อใดที่คิกดาวน์ทุกอย่างยังไปด้วยดี ได้พละกำลังอย่างเต็มที่ในการเร่งแซงแต่ละครั้ง จึงไม่เหนื่อยหรือเก็งที่จะใช้งานในรอบสูงของเครื่องยนต์

ระบบเกียร์แบบ CVT รุ่นนี้ มีความกระฉับกระเฉงและไหลลื่นไปตามจังหวะ สอดคล้องกับเครื่องยนต์อย่างมีรประสิทธิภาพ จึงทำให้ทุกการขับขี่บนเส้นทาง เป็นไปตามที่ต้องการอย่างสวยหรู พวงมาลัยหนักแน่นสัมพันธ์กับความเร็ว ให้ความแม่นยำในการใช้งาน จับกระชับและความรู้สึกที่ในการควบคุม ส่งผลให้การขับขี่สุขใจสบายกายตลอดเส่นทาง

ในส่วนของช่วงล่างแม้จะเคยใช้ในรถ Honda หลายรุ่น แต่ดูเหมือนว่าการปรุงแต่งครั้งนี้ ดูจะลงตัวกับ HR-V เป็นอย่างมาก เพราะนุ่นกำลังดีแข็งอย่างเหมาะสม จึงโดยสารอย่างสบายกาย และมั่นใจได้กับสมรรถนะการขับขี่ สามารถรองรับการทำความเร็วหรือเข้าโค้งได้อย่างสบาย โดยไม่ออกอาการมากนัก เรียกว่าปลอดภัยไร้กังวลอย่างแท้จริง จึงเป็นรถที่เหมาะกับทุกๆคนอย่างแท้จริง

อาจกล่าวได้ว่ารถคันนี้ลงตัวในหลายๆ เรื่อง และอาจบอกได้ว่ามีราคาที่สูงพอสมควร แต่ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับความพอใจเป็นสำคัญ แต่เมื่อใดที่คุณได้ลองขับ คุณจะรู้ว่าสิ่งที่ดีกำเนิดใหม่เป็นอย่างไร

Mercedes GLC เหมาะสมทุกที่ไปได้ทุกทาง

0
เมื่อดาวสามแฉกต้องการสร้างฐานอำนาจใหม่ พร้อมกับรหัสบุกแนวรบในชื่อว่า GLC ซึ่งจะมารับหน้าที่และสานต่อการทำงานของ GLK โมเดลใหม่กับรหัสใหม่ เป็นอย่างไรบ้างมีคำตอบในการทดสอบรถคันนี้ใน 2 แบบ ทั้งบนถนนปกติและแบบออฟโรด สมรรถนะจะเป็นอย่างไร เรามีคำตอบ

เส้นทางในการขับขี่ครั้งไล่เรียงตั้งแต่เมือง Basel ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ สิ้นสุดที่เมือง Strasbourg ประเทศฝรั่งเศสเพื่อพักผ่อน 1 วัน ก่อนที่จะขับกลับเมือง Basel ประเทศสวิตเซอร์แลนด์อีกครั้ง และขึ้นเครื่องอีกครั้งเพื่อบินมาที่เมืองแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี และต่อเครื่องเพื่อบินกลับประเทศไทย ทั้งหมดนี้เพื่อสัมผัสประสบการณ์จริงบนถนนของยุโรป และเรียนรู้ข้อมูลต่างๆ ของรถคันนี้จากผู้ผลิตตัวจริงจากเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศเยอรมนี

งานครั้งนี้ค่ายดาวสามแฉกจัดรถให้ทดสอบกันแบบเต็มเหนี่ยว ครบทุกรสชาติความต้องการของผู้บริโภค โดยครั้งนี้มี Mercedes GLC ให้เลือกขับทั้งเครื่องยนต์เบนซินรหัส GLC250 ซึ่งมีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น อีกคันเป็นลูกผสมแบบไฮบริดรหัส GLC350 e ที่เหลือเป็นเครื่องยนต์ดีเซลรหัส GLC220d และ GLC250d  ซึ่งรหัสตัวหลังจะเป็นขุมพลังที่นำเข้ามาจำหน่ายในเมืองไทย ทั้งนี้เพื่อแข่งขันกับคู่แข่ง BMW X3 xDrive20d ส่วนผลลัพธ์ของการแข่งขันจะเป็นอย่างไรคงต้องรอกันอีกนิด เชื่อว่าปลายปีนี้ได้เจอกันแน่นอน

ทำความรู้จักกันหน่อย

อย่างที่กล่าวไว้ตอนแรกว่า  GLC คือชื่อใหม่ของ GLK และเป็นคู่แข่งของ X3 โดยตรง ซึ่งการเข้ามาครั้งนี้ต้องการเปิดตลาดที่เมืองไทยอย่างเต็มตัว ด้วยหวังจะทำยอดขายได้ดี และสร้างความประทับใจให้กับผู้บริโภคชาวไทย เฉกเช่นเดียวกับที่คู่แข่งเปิดตลาดและประสบความสำเร็จ การแนะนำตัวครั้งนี้จะได้รับเสียงตอบรับที่ดีแค่ไหน เราไปสำรวจรายละเอียดของตัวรถว่าเป็นเช่นไร

รูปลักษณ์ภายนอกของ Mercedes GLC มีเหลี่ยมมุมและสัดส่วนที่ลงตัว ผสมผสานระหว่างความหรูหราและความดุดัน ซึ่งเห็นได้จากกระจังหน้าแบบสามมิติ กันชนหน้า ช่องดักลม และไฟตัดหมอกด้านหน้า เส้นสายด้านหน้าแสดงสัญลักษณ์ถึงความแข็งแกร่ง และความเป็นตัวตนของดาวสามแฉกอย่างชัดเจน ด้วยโลโก้ตรงกลางบนลาย 2 แถบ ไฟหน้าแบบ LED Dynamic Headlamps

ด่านข้างของตัวรถมีเส้นสายเล็กๆ พอได้อารมณ์ พร้อมความลาดเอียงในเสา C และกระจกบานเล็ก ที่ทำให้ตัวรถดูยาวและกว้างขึ้น ล้ออัลลอยด์ลายซึ่งสอดรับกับด้านหลังที่มีกระจกบานใหญ่ รวมถึงไฟท้ายรูปทรงแบบเดียวกับ E-Class ที่เรียวงามและให้ความชัดเจนทุกมุมมอง รวมถึงท่อไอเสียปลายคู่สแตนเลสอันหรูหรา ทั้งหมดนี้ส่งผลให้บั้นท้ายของ GLC น่ามองและมีเสน่ห์เป็นอย่างยิ่ง น่าเสียดายไม่จัดแร็คหลังคาให้ด้วย ไม่งั้นจะดูดีและเป็นเลิศมากกว่านี้

โดยรวมต้องบอกว่าการมาของ GLC ครั้งนี้เพียบพร้อม ด้วยรูปลักษณ์ที่ดูดีและหรูหรา อาจดูไม่แข็งแกร่งบึกบึนเท่ากับคู่แข่ง X3 แต่เชื่อว่าภาพรวมต่างๆ ที่เห็นจากภายนอก และชื่อเสียงของดาวสามแฉก น่าจะทำให้แฟนๆ ชื่นชอบได้อย่างแน่นอน

มีอะไรข้างในบ้าง

ความหรูหราเป็นเรื่องที่มาพร้อมกับผลิตภัณฑ์ดาวสามแฉกอยู่เสมอ ซึ่งในผลิตภัณฑ์ตัวใหม่อย่าง GLC จะครบเครื่องเหมือนกับโมเดลอื่นๆ หรือไม่ ก้าวเข้ามาในห้องโดยสารด้วยกันเลยครับ

สิ่งแรกที่ได้เห็นหลังจากเข้ามาในห้องโดยสาร ต้องบอกเลยว่าทุกอย่างล้วนคุ้นเคย เพราะไม่ว่าจะเป็นคอนโซลหน้าหรืออุปกรณ์ต่างๆล้วนเหมือนกับรุ่น C-Class มีเพียงเรื่องการตกแต่งเท่านั้นที่แตกต่างออกไป หรือมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เหมาะสมกับความเป็นรถอเนกประสงค์พร้อมลุย วัสดุที่นำมาใช้ล้วนมึคุณภาพระดับ A เกือบทุกอย่าง สัมผัสแต่ละจุดล้วนสบายมือและนุ่มนวลน่าจับเป็นอย่างยิ่ง

อุปกรณ์ต่างๆ ที่จัดให้ในรถคันนี้ ล้วนให้ความชัดเจนในการใช้งานทั้งสิ้น เมื่อบวกกับการตกแต่งที่เน้นความหรู แต่ยังแฝงอารมณ์ความดุดันเล็กๆ ให้ได้รู้สึกบ้าง เบาะนั่งเป็นหนังนุ่มสบายกระชับ ระบบเครื่องเสียงที่มาอย่างครบถ้วนในแบบฉบับ MB Audio 20 ประกอบด้วยจอภาพขนาด 7 นิ้ว ช่องเชื่อมต่อ USB 2 ช่อง ช่องเชื่อมต่อ SD Card 1 ช่อง ระบบนำทางพร้อมแผนที่จาก Garmin Map Pilot ระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์แบบบลูทูธ และระบบเชื่อมต่อกับ iPod และ iPhone และยังมีระบบเปิด-ปิดฝาท้ายอัตโนมัติให้อีกด้วย

นอกจากนี้ด้วยตัวถังที่เพิ่มขึ้นจาก GLK ในหลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความยาวเพิ่มขึ้น 131 มม.ที่ตัวเลข  4,656 มม. ส่วนความกว้างมากขึ้น 50 มม.ที่ตัวเลข 1,890 มม. ฐานล้อยาวขึ้น 118 มม. ด้วยตัวเลข  2,873 มม. ทำให้ห้องโดยสารด้านหลังมีพื้นที่วางขามากขึ้นอีก 34 มม. จึงขึ้นลงและนั่งอย่างสบายขาเป็นที่สุด รวมถึงพื้นที่เก็บสัมภาระที่จุได้มากถึง 550-1,600 ลิตร และมากขึ้นหากพับเบาะนั่งด้านหลังแบบ 1/3 หรือ 2/3 ตามต้องการ

เรียกว่าหากถามหาความสบายหรูหรา รถคันนี้จัดเต็มความต้องการอย่างแน่นอน เพียงแต่ทุกอย่างมีให้อัตโนมัติแต่ทำไมไม่มีระบบกุญแจอัตโนมัติให้ด้วย จึงยังขาดความสะดวกสบายไปอีกนิดเดียวเอง

พละกำลังเท่านั้นที่สำคัญ

ตามที่บอกไว้ว่างานนี้ Mercedes จัดหนักในเรื่องเครื่องยนต์ ด้วยขุมพลังเบนซินรหัส GLC250 กับลูกผสมไฮบริด GLC350 e ที่เหลือเป็นเครื่องยนต์ดีเซลรหัส GLC220d และ GLC250d ซึ่งดีเซลทั้งสองคันเราได้ลองขับแต่จะของกล่าวถึงรหัส GLC250d เพราะรหัสนี้จะเป็นขุมพลังที่จะนำมาขายในเมืองไทย

การได้ขับขี่ GLC กับเครื่องยนต์ที่คุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เพราะเป็นเครื่องยนต์ขนาด 2.2 ลิตร ที่ให้กำลัง 204 แรงม้า เพียงแต่ครั้งนี้มาดีกว่าด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด ซึ่งเป็นของใหม่ที่ยังไม่เคยมีใช้ในโมเดลไหนที่จำหน่ายในเมืองไทย แม้กระทั่งรุ่นสุดยอดอย่าง S-Class และการมีระบบเกียร์ใหม่กับตัวช่วยที่จัดให้อย่างเต็มเปี่ยม พร้อมระบบขับเคลื่อนแบบ AWD ที่จะช่วยให้คุณมั่นใจในการขับขี่มากขึ้น นอกจากนี้หากคุณต้องการลุยอย่างจริงจังสไตล์ออฟโรด คุณสามารถเพิ่มออฟชั่นออฟโรดให้กับรถคุณได้ เพียงแต่ต้องจ่ายเงินเพิ่มอีกเล็กน้อยสำหรับคำว่า “ออฟโรด”

อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะมีระบบออฟโรดเข้ามาหรือไม่ แต่การไปทดสอบครั้งนี้เรามีเรื่องราวมานำเสนอให้กับผู้อ่าน สำหรับระบบที่ช่วยให้คุณขับลุยทางขรุขระ ปีนไต่ความสูงหรือลงทางลาดชันได้อย่างสบาย แม้คุณจะไม่ใช่มืออาชีพก็ตาม เพราะระบบนี้จะช่วยให้คุณผ่านทุกอย่างไปด้วยดี และง่ายเพียงปลายนิ้วสัมผัสเท่านั้น

ขุมพลังกับสมรรถนะที่จัดให้อย่างครบครันในการใช้งาน ทั้งแบบออนโรดและแบบออฟโรด น่าจะเป็นอะไรที่สร้างจุดขายให้กับรถคันนี้ได้อย่างน่าสนใจทีเดียว

กำลังการขับขี่เป็นเช่นไร

ด้วยความคุ้นเคยเป็นอย่างดีกับขุมพลัง 2.2 ลิตร จึงไม่ต้องเรียนรู้อะไรมากมาย เพียงแต่ต้องการรู้อะไรเพิ่มเติมกับการเปลี่ยนแปลง ระบบเกียร์อัตโนมัติใหม่และตัวถังใหม่ที่มีน้ำหนักมากขึ้น สิ่งเหล่านี้จะทำให้รถคันนี้ขับขี่เป็นอย่างไร

จากเส้นทางสายแรกที่ออกจากสนามบิน เป็นเส้นทางสไตล์ยุโรปแบบแคบและคดเคี้ยว ผสมผสานกับทางแบบไฮเวย์ที่ทำความเร็วได้อย่างเต็มที่แต่ไม่เกิน 150 กม./ชม หรืออาจมากกว่าตามที่เห็นสมควรในแต่ละช่วงเวลา ซึ่งบางครั้งโดไปถึง 190 กม./ชม. ทั้งหมดนี้ทำให้ได้รู้จักความหนึบที่พอเหมาะ และไม่แข็งกระด้างของช่วงล่างในรถคันนี้ เนื่องจากการปรับเซ็ตช่วงล่างของ GLC ทำได้อย่างลงตัว ทั้งความเร็วต่ำในเมืองหรือความเร็วสูงบนถนนไฮเวย์ เรียกว่าสบายใจในการขับขี่และการโดยสาร

เรื่องของกำลังในการขับขี่ต้องบอกว่า GLC ทำได้ดีทีเดียว มีแรงขับเคลื่อนที่รวดเร็วตั้งแต่ต้น คุรสามารถเดินคันเร่งได้ตามความต้องการ หากอย่างเร่งแซงก็ทำได้อย่างดีเยี่ยม ด้วยกำลังที่เพียงพอในทุกรอบความเร็ว สร้างอัตราเร่งได้รวดเร็วและง่ายที่จะแซงรถคันหน้า ด้วยรอบเครื่องยนต์เล็กๆ 1,500 รอบ/นาที และต่อเนื่องอย่างมีกำลังในทุกจังหวะ และหากต้องการความร้อนแรงที่เพิ่มขึ้น คุณสามารถสั่งการได้ทันที เพราะพละกำลังของเครื่องยนต์ทำงานได้รวดเร็ว ไม่เสียจังหวะในการใช้งานแต่อย่างใด จึงช่วยให้ทุกอย่างเป็นไปตามความต้องการ

พละกำลังที่มาอย่างรวดเร็วและเสมอต้นเสมอปลาย ทำให้ได้อัตราเร่งที่น่าพอใจในทุกๆ รอบ แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้รถคันนี้น่าสนใจมากขึ้น เห็นจะเป็นเรื่องของระบบเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด ซึ่งทำงานได้อย่างรวดเร็วและให้ความกระชับในการทำงาน มีความต่อเนื่องโดยไม่สะดุดและให้ความลื่นไหลในทุกจังหวะของการขับขี่ เป็นอะไรที่ให้คุณสบายใจและปลอดภัยในการขับขี่ทุกเส้นทาง ตามความเร็วที่เพิ่มขึ้นในแต่ละช่วงเวลาของการขับขี่

ไหวมั้ยกับเส้นทางออฟโรด

แม้ว่าจะเป็นการขับขี่ช่วงสั้นๆ ในแบบออฟโรด แต่ทั้งหมดนี้เพื่อให้ได้รู้จักระบบการทำงานอย่างชัดเจนของแพ็กเกจเสริมออฟโรดว่า…ทำงานอย่างไรและใช้อย่างไรให้เป็น เพื่อความสบายในการลุยได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

ขั้นแรกเริ่มจากการกดปุ่มการทำงานเข้าสู่ระบบออฟโรดอย่างแท้จริง ซึ่งระบบจะโชว์การทำงานให้เห็นบนจอภาพ ตัวรถจะถูกยกขึ้นอัตโนมัติประมาณ 15 มม.เพื่อการปีนไต่ทางลาดชันได้สะดวกขึ้น ซึ่งเป็นด่านแรกที่ได้เจอในการขับขี่ครั้งนี้ โดยกำลังของเครื่องยนต์ทำงานเพียงเล็กน้อยก็สามารถไต่ขึ้นได้ ซึ่งทั้งหมดนี้จะแสดงภาพให้เห็นที่จอภาพ เพื่อให้คุณได้ควบคุมพวงมาลัยได้อย่างแม่นยำ ไปในทิศทางที่ถูกต้องและปลอดภัย รวมถึงการลงทางลาดชันโดยไม่ต้องเหยียบเบรก ระบบจะช่วยดึงตัวรถให้เคลื่อนตัวลงอย่างช้าๆ โดยไม่มีอาการสะดุดอย่างรุนแรงให้ได้รู้สึก แต่ทั้งหมดจะเป็นไปอย่างเรียบๆ และสบายๆ ทำให้ตัวรถเคลื่อนตัวลงอย่างงามสง่า

ด่านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหลุ่มบ่อเอียงซ้ายเอียงขวา รถคันนี้ผ่านไปได้อย่างนิ่มนวล แค่เพียงกดคันเร่งเบาๆเท่านั้น ระบบขับเคลื่อนจะทำงานและส่งกำลังไปที่ล้อแต่ละล้ออย่างเพียงพอ เพื่อให้ตัวรถเคลื่อนตัวไปได้ตามที่ต้องการ ไม่เพียงเท่านั้นรถคันนี้สามารเอียงตัวทำมุมได้สูงสุดถึง 35 องศา และนั่นทำให้คุณขับขี่ผ่านทางแคบแบบเอียงตัวได้อย่างสบาย โดยที่ไม่มีปัญหาการกระทบตัวรถแต่อย่างใด

อาจกล่าวได้ว่าระบบออฟโรดของ Mercedes GLC คันนี้ ครอบคลุมการทำงานทุกรูปแบบ จึงทำให้ทุกอย่างเป็นอะไรที่ง่าย และไม่ยุ่งยากเลยสักนิด คุณจึงเป็นมืออาชีพได้อย่างเต็มภาคภูมิ

Mitsubishi Triton Single Cab 4X4 ขวัญใจชาวไร่…ตัวจริง

0
Mitsubishi Triton Single Cab 4X4
ขวัญใจชาวไร่…ตัวจริง

การแบ่งเค้กก้อนโตจากสังเวียนของรถเพื่อการพาณิชย์ถือว่าเป็นเรื่องไม่ง่ายเลยสักนิด หากไม่มีทิศทางที่ชัดเจน หรือ หาจุดอ่อนเพื่อปรับให้เป็นจุดแข็ง ทางออกนั่นคือการเพิ่มตัวเลือกเพื่อช่องทางสำหรับขึ้นนำบนบัลลังก์แชมป์ ซึ่งแน่นอนว่าต้องตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ทุกคำตอบแบบไร้ข้อกังขา

ใช่ว่าทุกค่ายรถยนต์ที่ผลิตรถในเซ็กเมนต์นี้จะไม่ให้ความสำคัญกับรถพิคอัพแบบหัวเดียวที่ใช้ในเชิงพาณิชย์หรือการบรรทุกสัมภาระ กลเม็ดเด็ดๆ อย่างเช่น ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ เพื่อไว้ใช้งานสมบุกสมบันในพื้นที่ทุรกันดาน ถูกลืมจนเลือนหายไปจากตลาด ประเด็นนี้จึงทำให้ Mitsubishi Triton Mega Cab 4X4 ได้ถือกำเนิดอย่างเป็นทางการแบบไร้คู่แข่ง

Triton Mega Cab 4X4 รถพิคอัพตอนเดียวโดดเด่นด้วยการออกแบบรูปลักษณ์ภายนอกแตกต่างไปจากเดิมโดยเฉพาะกระจังหน้าสีดำ และไฟเลี้ยวสีส้ม มีกันกระแทกด้านล่างช่วยป้องกันความเสียหายที่จะเกิดกับเครื่องยนต์ในการใช้งานบนพื้นที่ทุรกันดาร เอาใจกลุ่มผู้บริโภคด้วยกระบะท้ายขนาดใหญ่ในมิติความยาว 2,265 มม., กว้าง 1,470 มม., สูง 475 มม. มีขอเกี่ยวด้านนอกรอบกระบะ ดีไซน์เฉพาะทางเพื่อการบรรทุกสัมภาระหรือผูกยึดสินค้าให้ปลอดภัย

ถึงแม้ว่าจะเป็นตัวถังแบบปิกอัพตอนเดียว แต่ก็ไม่ละเลยเรื่องของอุปกรณ์ความสะดวก Triton Mega Cab 4X4 มีระบบเซ็นทรัลล็อกและกระจกไฟฟ้า รวมถึงมือจับบริเวณเสา A- Pillar ช่วยให้เข้า/ออกสะดวกสบายพร้อมถุงลมนิรภัยคู่หน้าแบบ SRS เพื่อความปลอดภัย ทั้งยังติดตั้งระบบปรับอากาศและเครื่องเล่นวิทยุ, CD, MP3  พร้อมช่อง USB  เพื่อความเพลิดเพลินตลอดการเดินทาง

หัวใจหลักของสมรรถนะแกร่งมาจากเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบแปรผันพร้อมอินเตอร์คูลเลอร์รหัส 4D56 แบบ 4 สูบ 16 วาล์วแถวเรียง ขนาด 2,477 ซี.ซี. ให้กำลังสูงสุด 178 แรงม้า ที่ 4,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 4,000 นิวตัน-เมตร ที่ 2,000 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะพร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อที่ซ่อนอาวุธลับเป็นแบบลิมิเต็ดสลิฟไว้ในเฟืองท้าย ระบบกันสะเทือนหน้าใช้แบบอิสระปีกนก 2 ชั้นพร้อมคอยล์สปริง หลังเป็นแบบแหนบแผ่นพร้อมโช้กอัพไขว้

การทดสอบครั้งนี้มีโจทย์ยากอยู่ที่การเดินทางเข้าพื้นที่ทุรกันดารบริเวณแหล่งท่องเที่ยวเขาพะเนินทุ่ง ในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน แน่นอนว่าขุมพลังตัวนี้สร้างกำลังได้ดีหลังจากได้ทดลองบนถนนหลวงลาดยางมะตอย ผ่านเส้นทางคดเคี้ยว ขึ้นเขา และโค้งยาวๆ เครื่องยนต์และระบบกันสะเทือนได้โชว์ศักยภาพอย่างเต็มที่ จนต้องทึ่งไปกับความแรงและเกาะหนึบ แม้ในบางช่วงการทดสอบจะต้องลุยทางชันด้วยระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ที่สามารถใช้งานร่วมกับเกียร์เดิมได้โดยความเร็วไม่เกิน 100 กม./ชม. ปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ก็ผ่านพ้นไปอย่างง่ายดาย แถมยังมีอาวุธลับเป็นเฟืองท้ายแบบลิมิเต็ดสลิฟที่คอยตะกุยบนพื้นผิวการใช้งานแบบสมบุกสมบันได้เป็นอย่างดี

แม้ว่ารถคันนี้จะอัดแน่นไปด้วยจุดเด่นสำหรับการใช้งานเพื่อให้ผู้บริโภคคุ้มค่า แต่แน่นอนว่ายังเรื่องด้อยที่ปรากฏ อาทิ วงเลี้ยวที่กว้าง 5.9 เมตร ซึ่งไม่ถือว่าเป็นประเด็นที่ไม่สำคัญมากนักสำหรับรถประเภทนี้ และต้องบอกว่า มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) ได้แหวกกฎการใช้งานของรถปิกอัพเพื่อการพาณิชย์ได้อย่างลงตัว และจำหน่ายในราคาประหยัดเพียง 612,000 บาท

BMW X4 20d อารมณ์ล้วนๆ อย่างอื่นไม่เกี่ยว

0
X1, X3, X5, X6 อะไรหายไปลองทายเล่นๆ สิครับ ใช่แล้วครับ X2 กับ X4 หายไปแต่ตอนนี้ X4 มาแล้ว ส่วน X2 คงต้องรอกันหน่อย แล้วของใหม่แบบ X4 จะเข้าท่าเหมือนรุ่นพี่และรุ่นน้องหรือเปล่า มีคำตอบให้รับทราบ

ขุนศึกตระกูล X ดูจะเป็นอะไรที่ลงตัวกับค่ายใบพัดสีฟ้า-ขาว ลูกค้าให้ความสนใจจำนวนมาก โดยเฉพาะ X1 และ X3 ส่วน X5 กับ X6 ไปได้ดีเช่นกันสำหรับของขาลุยรุ่นใหญ่ ส่วนการมาของ X4 จะไปขัดขาหรือขวางทางรุ่นน้องรุ่นพี่ในตระกูลหรือไม่ เป็นเรื่องที่น่าคิดเหมือนกัน เพราะด้วยสัดส่วนแล้วต้องบอกว่าใกล้เคียงกับ X3 อย่างมาก ในขณะที่ราคานั้นแตกต่างกันถึงหลักล้าน แบบนี้น้องใหม่อย่าง X4 จะไปรอดไหม

หากคุณไม่เคยเห็น X4 ลองหลับตาแล้วนึกถึง X6 เพียงแต่รูปร่างจะเล็กกว่าเท่านั้นเอง แต่เส้นสายตั้งแต่ด้านหน้าจรดบั้นท้าย… ใช่เลยครับพิมพ์เดียวกัน และหากเทียบกับ X3 ต้องบอกว่าตั้งแต่เสา C ไปจนถึงเป็นส่วนท้ายของ X4 ที่มีความลาดเอียงเหมือนรถคูเป้ เป็นส่วนที่มีความต่างอย่างชัดเจนที่สุด ส่วนอื่นๆ ใกล้เคียงกันเกือบทุกอย่าง ซึ่งรวมถึงภายในห้องโดยสารอีกด้วย เพียงแต่การตกแต่งอาจแตกต่างกันเล็กน้อย แต่เรื่องของอุปกรณ์หรือวัสดุที่นำมาใช้ ใกล้เคียงกันแทบจะยกเอามาทั้งหมดก็ว่าได้

สำหรับการใช้งานหรือการโดยสาร มีความใกล้เคียงกันในส่วนของเบาะหน้า แต่เบาะหลังอาจรู้สึกอึดอัด แม้ว่าตัวรถจะมีความกว้างที่เท่ากัน แต่ความยาวของ X4 นั้นมากกว่า X3 เสียด้วยซ้ำ เพียงแต่ความสูงของตัวรถนี่เอง ที่ทำให้คุณอาจรู้สึกว่าตัวรถแคบ เพราะเหนือศีรษะมีพื้นที่เหลือน้อยมาก นั่นเป็นเพราะรูปทรงแบบคูเป้นั่นเอง คนตัวสูงใหญอาจมีปัญหากระทบบ้าง เนื่องจาก X4 มีความสูงตัวรถที่ 1,624 มม.ในขณะที่ X3มีความสูงถึง 1,678 มม. แต่ความเท่แล้วเรื่องเล็กๆ แบบนี้ แฟนๆ X4 ย่อมไม่สนใจอยู่แล้ว จริงไหมครับ

ไม่เพียงความเหมือนในเรื่องภายในเท่านั้น แต่ขุมพลังของ X4 เป็นพันธุ์เดียวกันอีกด้วย เพราะใช้เครื่องยนต์ตัวเก่งที่ปรุงแต่งใหม่ TwinPower Turbo 2.0 ลิตร ที่เพิ่มกำลังอีกนิดจาก 184 แรงม้าเป็น 190 แรงม้า ส่วนระบบเกียร์ยังคงเป็น 8 สปีดเช่นเดิม อะไรๆ ก็เดิมๆ ไม่ต่างจาก X3 มากนัก รวมถึงเรื่องของทำความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. หรือความเร็วสูงสุด ทั้งสองคันได้ตัวเลขที่ใกล้เคียงกัน 8.0 วินาทีกับ 212 กม./ชม. ถอดแบบถึงใจเหมือนกัน แล้วความรู้สึกในการขับขี่อย่างอื่นเป็นไง ต้องลองครับ

เครื่องยนต์ดีเซลตัวนี้เสียงดังใช้ได้ ถ้าปรับลดเสียงได้จะน่าฟังและเป็นปลื้มมากกว่านี้ แต่ต้องยอมรับว่าการออกตัว มีผลงานที่น่าพอใจดั่งตัวเลขที่แสดง 8.0 วินาที นั่นทำให้ทุกครั้งเราได้เห็นอะไรเป็นคันแรกเสมอ พละกำลังที่มีความต่อเนื่อง เป็นตัวช่วยให้ทุกอย่างไปได้สวยงาม ได้อัตราเร่งที่ฉับไวและรวดเร็ว เร่งแซงได้ในทุกจังหวะ ตั้งแต่รอบต่ำ รอบกลางหรือรอบสูง เครื่องยนต์ตอบสนองได้อย่างมั่นใจ และมีกำลังอย่างเหลือเฟือ ซึ่งช่วยให้คุณขับขี่อย่างสบายใจในทุกช่วงเวลาและในทุกเส้นทาง

ความรู้สึกที่อาจแตกต่างระหว่าง X4 กับ X3 คงเป็นเรื่องของความชัดเจน และบุคลิกของตัวรถ X4 จะได้อารมณ์ที่ปราดเปรียวกะทัดรัดมากกว่า X3 แม้ว่ามุมมองด้านหลังของ X4 จะคับแคบ เนื่องจากกระจกหลังที่เล็กและความลาดเอียงแบบคูเป้ มีส่วนที่ทำให้ทัศนวิสัยการมองเห็นค่อนข้างลำบากจริงๆ อีกทั้งช่วงล่างที่จัดมาอย่างลงตัว ทั้งความนุ่มที่เหมาะสมและความแข็งที่กำลังดี จึงได้ความหนึบที่เกาะถนนและสบายในการโดยสาร

อีกหนึ่งอารมณ์ที่ต้องบอกว่า ตัดสินใจลำบากหากจะต้องเป็นเจ้าของ เพราะ X4 ใกล้เคียงกับ X3 ในทุกๆ เรื่อง ยกเว้นความเท่ที่มีเสน่ห์ ประกอบกับราคาขายที่สูงกว่าอีกด้วย จึงเป็นอะไรที่ต้องพิจารณาเป็นพิเศษ และมีผู้ปกครองคอยให้คำแนะนำด้วย เพราะนี่ไม่ใช่รถทั่วไป

Mercedes-Benz E300 BlueTEC HYBRID ตอบโจทย์ความหรู มีระดับ และประหยัดเชื้อเพลิง

0
ถือเป็นการเปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ซึ่งไม่เกิดขึ้นบ่อยครั้งนักที่ค่ายรถหรูอย่าง เมอร์เซเดส-เบนซ์ จัดงานทดสอบสมรรถนะด้วยการขับขี่ระยะไกลข้ามประเทศ เพื่อตอกย้ำคุณภาพแห่งเทคโนโลยีเครื่องยนต์ดีเซลไฮบริด ทั้งด้านของสมรรถนะ การประหยัดเชื้อเพลิง และความสะดวกสบาย

กิจกรรมนี้มีชื่อว่า “Mercedes-Benz E 300 BlueTEC HYBRID Test Drive Challenge” โดยความร่วมมือของ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย และ มาเลเซีย ซึ่งเชิญสื่อมวลชนของทั้ง 2 ชาติเข้าร่วมพิสูจน์การประหยัดเชื้อเพลิงกับการขับ Mercedes รุ่น E 300 BlueTEC HYBRID ด้วยน้ำมัน 1 ถัง บนระยะทางกว่า 1,500 กม. เส้นทางกัวลาลัมเปอร์-กรุงเทพฯ

การชิงชัยระหว่างนักขับ 2 ประเทศ

รูปแบบการแข่งประหยัดเชื้อเพลิงตามกติกาสากล

พาหนะที่ใช้ในการแข่งขันครั้งนี้เป็นรถหรูจากค่ายดาวสามแฉกรุ่น E 300 BlueTEC HYBRID จำนวน 6 คัน แบ่งเป็นสื่อมวลชนจากประเทศไทย และ มาเลเซีย ชาติละ 3 คัน ขับขี่ด้วยความเร็วทั่วไปที่ใช้ในชีวิตประจำวันประมาณ 80-110 กม. เปิดระบบปรับอากาศตลอดการเดินทาง ขับข้ามประเทศจากกัวลาลัมเปอร์-กรุงเทพฯ ด้วยน้ำมันเพียง 1 ถัง ระยะทางกว่า 1,500 กม.แบ่งการขับขี่ออกเป็น 3 วัน เฉลี่ยวันละ 500 กม. มีจุดพักรถทุกๆ 200 กม. เพื่อเป็นพักผ่อนยืดเส้นคลายเมื่อยให้ผู้ขับขี่ รวมถึงเป็นการบันทึกผลการใช้เชื้อเพลิงในแต่ละช่วงทดสอบ

กัวลาลัมเปอร์-หาดใหญ่

สร้างความคุ้นเคยกับสภาพจราจรรถ และการใช้งานระบบช่วยเหลือต่างๆ

หลังจากทีมงานอธิบายถึงรูปแบบของการขับขี่ที่จะใช้ทดสอบ รถทั้ง 6 คันออกจากจุดสตาร์ทที่ Saujana Hotel ซึ่งอยู่ในแถบชานเมืองของกัวลาลัมเปอร์ มุ่งหน้าสู่ด่านตรวจคนเข้าเมือง ที่ อ.สะเดา จ.สงขลา ระยะทางรวม 540 กม. การขับรถในต่างแดนนับว่าเป็นเรื่องที่ต้องสร้างความคุ้นเคยกับวัฒนธรรมการใช้รถของคนในท้องถิ่น ที่สำคัญเส้นทางที่ยากจะคาดเดาไม่สามารถทำให้รับรู้ล่วงหน้าได้ว่าการจราจรจะติดขัดหรือมีสภาพเส้นทางเป็นเช่นไร พระเอกของวันแรกอยู่ที่ระบบเนวิเกเตอร์ที่คอยทำหน้าที่ในการนำทางพร้อมกับแสดงภาพแบบ 3 มิติ ช่วยให้ผ่อนคลายความกดดันไปได้ไม่น้อย ตัวแปรสำคัญยังมีเรื่องของการปิดด่านข้ามแดน เพราะหากไปไม่ทันเวลา ก็อาจเป็นเหตุให้การเดินทางล่าช้าไป 1 วัน จากที่ใช้ความเร็วเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 กม./ชม. จึงถูกปรับให้เป็น 110 กม./ชม. ไปโดยปริยาย แต่ทั้งหมดก็สามารถข้ามแดนมายังฝั่งไทยได้แบบฉิวเฉียด อัตราสิ้นเปลืองวันแรกจึงออกมาเป็นตัวเลขเฉลี่ยอยู่ที่ 5.2-5.8 ลิตร/100 กม.

สงขลา-ชุมพร

สภาพเส้นทางขึ้นเขา-ลงเนิน พิสูจน์ทั้งรถ และคน

สำหรับการแข่งขันวันที่ 2 ใช้เส้นทางจาก อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา มุ่งหน้าสู่ อ.เมือง จ.ชุมพร ระยะทาง 500 กม. สภาพเส้นทางเริ่มคุ้นเคยซึ่งสามารถคาดเดาสภาพการจราจรได้ง่าย แต่ปัญหาใหญ่ คือ สภาพทางที่เป็นหลุมบ่อ มีการซ่อมผิวทางเป็นช่วงๆ รวมถึงการขับขี่แบบขึ้น และลงเนินเขา ซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ จึงเป็นอุปสรรคที่ต้องฟันผ่าตลอดการเดินทาง วันนี้ได้เห็นการทำงานระบบ BlueTEC HYBRID อย่างชัดเจนในช่วงความเร็วต่ำ โดยแสดงผลการใช้งานผ่านชุดแดชบอร์ด ระบบนี้จะตัดการทำงานของเครื่องยนต์ดีเซลให้มาใช้พลังจากมอเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งจะทำงานในย่านความเร็วประมาณ 60-70 กม./ชม. นอกจากนี้ยังปรับระบบการทำงานของเกียร์อัตโนมัติ 7 จังหวะให้เป็นไปในรูปแบบการใช้งานของเกียร์ธรรมดาโดยปรับเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ที่พวงมาลัย เพื่อปรับอัตราทดให้เหมาะสมกับสภาพทางลาดชัน สำหรับตัวเลขการใช้งานวันนี้ลดลงมาอยู่ที่ 4.6-5.2 ลิตร/100 กม.ในขณะที่ใช้ความเร็วเฉลี่ยประมาณ 70-90 กม./ชม.

ชุมพร-กรุงเทพฯ

ถึงปลายทางแบบไม่ต้องลุ้น แถมน้ำมันยังเหลือ

ระยะทางที่เหลือสำหรับการแข่งขันในวันสุดท้ายประมาณ 500 กม. กับน้ำมันเกือบๆ ครึ่งถัง เส้นทางในวันนี้ค่อนข้างจะสะท้อนการใช้งานแบบชีวิตคนเมืองได้เป็นอย่างดี เนื่องจากเป็นการขับขี่บนพื้นราบผ่านเมืองใหญ่ที่มีการจราจรพลุกพล่าน ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติหรือ Cruise Control ตัวช่วยสำหรับการขับขี่ระยะทางไกลถูกเปิดใช้งานโดยควบคุมความเร็วอยู่ที่ 100-110 กม./ชม. อุปสรรคของการเดินทางสุดท้ายอยู่ในช่วงก่อนเข้าสู่เส้นชัยประมาณ 60 กม. เพราะมีการซ่อมแซมผิวทางจราจรบนถนนพระราม 2 รวมถึงสภาพการจราจรที่ติดขัด ต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษและทำให้เวลาคลาดเคลื่อนไปจากกำหนดการพอสมควร แต่รถทั้ง 6 คันก็มายังจุดหมายปลายทางที่โชว์รูม เมโทร ออโต้เฮาส์ ได้โดยสวัสดิภาพและยังมีน้ำมันคงเหลืออยู่ในถังทุกคัน ค่าเฉลี่ยการใช้เชื้อเพลิงสำหรับการเดินทางวันสุดท้ายอยู่ที่ 4.0-4.6 ลิตร/100 กม. ใช้ความเร็วเฉลี่ยที่ 90-100 กม./ชม.

ปิดฉากการขับขี่ระยะไกล

ผู้ชนะทำสถิติ 4.3 ลิตร/100 กม.

ปิดฉากกิจกรรม “Mercedes-Benz E 300 BlueTEC HYBRID Test Drive Challenge” กับการขับขี่ระยะทางไกลตลอดเวลา 3 วัน ระยะทางกว่า 1,500 กม. ได้จบลงด้วยดีโดยที่รถทั้ง 6 คันมีน้ำมันคงเหลืออยู่ในถังและสามารถขับต่อได้ระยะทางอีกเกือบ 100 กม. สำหรับผู้ชนะเลิศการพิสูจน์สมรรถนะในครั้งนี้ ทำตัวเลขการประหยัดเชื้อเพลิงทั้ง 3 วันเฉลี่ยได้ 4.3 ลิตร/100 กม. ระยะทางรวม 1,486 กม.

การเดินทางในครั้งนี้เป็นการขับขี่ระยะไกลแบบขับรถข้ามประเทศ แน่นอนว่าตลอด 3 วัน กับระยะทางกว่า 1,500 กม.ที่ได้คลุกวงในกับ Mercedes E 300 BlueTEC HYBRID โดยเฉพาะการพิสูจน์สมรรถนะของระบบ BlueTEC HYBRID ซึ่งทำงานแบบลูกผสมระหว่างเครื่องยนต์ดีเซลกับมอเตอร์ไฟฟ้า ช่วยให้การประหยัดเชื้อเพลิงทำได้เฉลี่ยกว่า 20 กม./ลิตร ในย่านความเร็ว 70-110 กม/ชม. โดยใช้รอบเครื่องยนต์ไม่เกิน 1,500 รอบต่อนาที สะท้อนการใช้งานจริงในชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี ตัวช่วยต่างๆ ที่มาพร้อมเทคโนโลยีทันสมัยติดตั้งแบบคุณภาพคับแก้ว ซึ่งเรียนรู้และทำความเข้าใจได้ง่าย รถหรู เทคโนโลยีทันสมัยคันนี้ตอบโจทย์การประหยัดเชื้อเพลิงที่เป็นกระแสร้อนในโลกยนตรกรรมสำหรับวันนี้ได้อย่างโดนใจ

TR TRANSFORMER MAX บึกบึนอย่างมีสไตล์

0
บริษัทไทยรุ่งยูเนี่ยนคาร์ จำกัด(มหาชน) จัดกิจกรรมทดสอบรถรุ่นเรือธงของค่ายรถไทยทำ โดยนำรถอเนกประสงค์รุ่น TR TRANFORMER หลายเวอร์ชั่นจำนวน 10 คัน รวมถึงรุ่น MAX ซึ่งเป็นรถที่ได้รับการพัฒนาล่าสุดมาให้สื่อมวลชนได้ทดลองขับบนเส้นทาง กรุงเทพฯ – กุยบุรี

1 ในรถทั้ง 10 คัน ที่ได้นำมาทดสอบและยังถือเป็นไฮไลท์เด่นประจำทริพนั่นคือ TR TRANFORMER MAX แบบ 11 ที่นั่ง ได้รับการปรับปรุงและพัฒนาเป็นเจเนอเรชั่นที่ 4 ด้วยรูปแบบของรถตรวจการณ์ที่ต่อยอดมาจากการผลิตรถเพื่อใช้ในแวดวงทหารและหน่วยงานราชการ จนกลายเป็นยนตรกรรมไทยทำที่สามารถใช้งานในชีวิตประจำวัน ปัจจุบันได้พัฒนาให้ลงตัวและดูดีมากขึ้นกว่ารุ่นเดิม

รูปโฉมยังคงเอกลักษณ์ของรถทรงกล่องที่มีสไตล์เฉพาะตัวพร้อมการปรับเปลี่ยนเพื่อความโดดเด่น เริ่มจากหลังคาทรงสูงแบบ Hi Roof ตัวถังยกสูง แบบรถยนต์ Off Road สามารถวิ่งลุยน้ำได้ไม่น้อยกว่า 50 ซม.ประตูท้ายดีไซน์ใหม่เปิด/ปิดแบบจังหวะเดียว พร้อมแต่งชุดโป่งรอบคันซึ่งทั้งหมดมาจากการออกแบบด้วยระบบคอมพิวเตอร์ตามมาตรฐานสากล ในส่วนของตัวถังผ่านการชุบกันสนิมด้วยประจุไฟฟ้าและพ่นสีแบบเดียวกับค่ายผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่

ห้องโดยสารเป็นสิ่งที่น่าทึ่งเพราะกว้างขวางและนั่งสบาย ด้วยการปรับแต่งให้เป็นไปในรูปแบบของรถตรวจการณ์ 11 ที่นั่ง โดยเบาะนั่ง 2 แถวหน้าเป็นแบบ 5 ที่นั่ง ส่วนเบาะนั่งตอนที่ 3 ทำเป็นม้านั่งยาว จุได้ถึง 6 คน และพับเก็บได้เพื่อบรรทุกสัมภาระ  พร้อมติดตั้งระบบปรับอากาศเพื่อช่วยส่งความเย็นกระจายไปทั่วห้องโดยสาร อุปกรณ์ที่ใช้ติดตั้งส่วนใหญ่มาจากโตโยต้า อาทิ มาตรวัดเรืองแสงแบบ Optitron ดีไซน์ใหม่ พวงมาลัย 4 ก้าน แบบปรับระดับได้  ซึ่งมีปุ่มควบคุมเครื่องเสียง และปุ่มรับ-วางสายโทรศัพท์ เครื่องเสียงเป็นแบบ 2 DIN DVD 1 แผ่น พร้อมจอสัมผัสขนาด 6.1 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อ USB และ AUX รวมถึงมีช่องเก็บของอเนกประสงค์

เครื่องยนต์ที่อยู่ใน Tr Transformer ก็เป็นของโตโยต้าเช่นกัน มีอยู่ด้วยกัน 2 ขุมพลัง แบบดีเซลคอมมอนเรลเทอร์โบ ได้แก่ เครื่องยนต์รหัส 2KD-FTV(VNT) แบบเครื่องยนต์ 4 สูบ แถวเรียง DOHC 16 วาลว์ VN เทอร์โบ อินเตอร์คูลเลอร์ ขนาด 2,494 ซีซี  ให้กำลังสูงสุด 14- แรงม้า ที่ 3.400 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุดที่ 343 นิวตันเมตรที่1,600-2,800 รอบ/นาที และเครื่องยนต์รหัส 1KD-FTV(I/C)  แบบเครื่องยนต์ 4 สูบ แถวเรียง DOHC 16 วาลว์ VN เทอร์โบ อินเตอร์คูลเลอร์ ขนาด 2,982 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 171 แรงม้า ที่ 3,600 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 343 นิวตันเมตร ที่ 1,400-3,400 รอบ/นาที   ซึ่งมีระบบส่งกำลังทั้งเกียร์ธรรมดาและอัตโนมัติแบบ 5 จังหวะ มาพร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ

อีกหนึ่งเรื่องที่น่าประทับใจคือระบบช่วงล่างระบบกันสะเทือนแบบอิสระปีกนกคู่ พร้อมคอยล์สปริงและเหล็ก กันโคลง และระบบตัดต่อกำลังอัตโนมัติ ระบบกันสะเทือนหลังเป็นแบบแหนบซ้อนและโช้คอัพทรงกระบอกติดตั้งทแยงมุมกัน รวมถึงติดตั้งชุดยกให้ตัวรถสูงขึ้นอาจเพราะน้ำหนักตัวรถที่เพิ่มเข้ามา ทำให้การยึดเกาะถนนเป็นไปอย่างดีเยี่ยม ไม่พบอาการโคลงหรือร่อนแต่อย่างใด แม้สภาพเส้นทางที่ใช้ในการทดสอบจะมีทั้งทางโค้งและขึ้น/ลงทางลาดชันก็ตาม

สำหรับ TR TRANFORMER MAX อาจจะมีน้ำหนักตัวสูงถึง 2,300 – 2,350 กก. แต่เครื่องยนต์ที่ติดตั้งมาก็ถือว่าก็เพียงพอกับการแบกน้ำหนักตัวรถที่หนักกว่า 2 ตัน สิ่งที่เกิดขึ้นชัดเจนจากที่รถมีน้ำหนักมากขนาดนี้ ก็คือแรงหน่วงของน้ำหนักตัวรถตอนเร่งสปีดก็จะมีอาการช้าไปนิด เรื่องเสียงลมปะทะซึ่งเป็นปัญหากับ Transformer มาตั้งแต่เจเนอเรชั่นแรก พอมาถึงรุ่นที่ 4 ต้องบอกเลยว่าไทยรุ่งฯแก้ไขเรื่องนี้มาเป็นอย่างดี แต่ก็ยังพอมีเสียงลมเร็ดรอดมาให้ได้ยินเป็นบางครั้ง ส่วนรูปลักษณ์และช่วงล่างที่ได้รับการปรับแต่งมานั้นต้องบอกว่าได้ทั้งหล่อ เท่ และ ลุยได้ในเวลาเดียวกัน