Home Blog Page 543

Ford Everest โจทย์ยากที่ทำให้หลายค่ายเหนื่อย

0
Ford Everest
โจทย์ยากที่ทำให้หลายค่ายเหนื่อย

เปิดตัวกันไปนานและให้จองกันไปหลายพันคันแล้ว เหลือเพียงแค่เวลาส่งมอบเท่านั้น และเพื่อเป็นการยืนยันถึงการพัฒนายกระดับมาตรฐานให้ตลาดรถอเนกประสงค์ขนาดกลางมีความโดดเด่นทั้งด้านเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยและการออกแบบที่ชาญฉลาด เพื่อให้มั่นใจว่า Everest คันนี้เมื่อเผยโฉมออกมาแล้ว มันต้องดีทั้งภาพลักษณ์และสมรรถนะรวมถึงเทคโนโลยี

ว่าไปแล้ว Everest คันนี้ผ่านการสร้างสรรค์โดยทีมออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ที่ได้นำเอาประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในตลาดรถอเนกประสงค์ทั่วโลกของฟอร์ดมาใช้ จึงไม่น่าแปลกใจที่จะพบกับความโดดเด่นทั้งในด้านความทนทาน และความอเนกประสงค์ในการใช้งาน แน่นอนว่าในขณะนี้มีให้เลือกเพียง 3 รุ่น 2 เครื่องยนต์ ทั้งแบบขับเคลื่อนล้อหลังและขับเคลื่อน 4 ล้อ

ภายนอกที่ดูโฉบเฉี่ยวและแข็งแกร่งช่วยขับเน้นให้ดูดุดันไปในตัว กับไฟหน้าขนาดใหญ่ พร้อมไฟวิ่งกลางวันแบบ LED ในขณะที่ห้องโดยสารภายในค่ายฟอร์ดพิถีพิถันและดูเหมือนจะรู้ใจผู้ใช้ชาวไทยที่ชอบในเรื่องของความหรูหราสะดวกสบาย จึงเลือกใช้วัสดุที่มีคุณภาพสูงและเส้นสายรอบคันที่สอดประสานกันอย่างกลมกลืน ห้องโดยสาร 7 ที่นั่งดูประณีต นั่งสบายและใช้งานได้สะดวกมากมาย โดยเฉพาะในรุ่นท็อปที่มีหลังคาแบบพาโนรามิกมูนรูฟขนาดใหญ่ ประตูรถเปิด-ปิดด้วยไฟฟ้า รวมไปถึงเบาะนั่งแถวที่ 3 ที่ปรับพับด้วยไฟฟ้าเช่นกัน มีช่องเก็บของมาให้มากถึง 30 ช่อง รวมไปถึงช่องต่ออุปกรณ์ไฟฟ้าสำหรับเบาะหน้าและหลัง ที่พิเศษไปกว่านั้นฟอร์ดได้เนรมิตห้องโดยสารให้มีความเงียบปราศจากเสียงรบกวน แรงสั่นสะเทือน และความแข็งกระด้าง ด้วยเทคโนโลยีตัดเสียงรบกวนไว้ภายในตัวรถ รวมไปถึงมีการพัฒนาในส่วนของซีลกันเสียงและวัสดุดูดซับเสียงภายในห้องโดยสาร

เครื่องยนต์มีให้เลือกด้วยกัน 2 แบบ ซึ่งแน่นอนว่าหลายๆ คนจะให้ความสนใจไปที่เครื่องยนต์ดีเซล ดูราทอร์ค TDCI VG Turbo ขนาด 3.2 ลิตร แบบ 5 สูบที่ให้กำลังสูงสุด 200 แรงม้าและแรงบิดสูงสุด 470 นิวตัน-เมตร ในขณะที่อีกเครื่องหนึ่งนั้นมีขนาดย่อมลงมาหน่อยที่ 2.2 ลิตรให้กำลังสูงสุด 160 แรงม้าและแรงบิดสูงสุด 385 นิวตัน-เมตร ซึ่งจะมีอยู่ในรุ่นขับเคลื่อนสองล้อ  ในส่วนของระบบเกียร์อัตโนมัตินั้น ค่ายฟอร์ดมีการติดตั้งระบบซอฟต์ที่สามารถจดจำรูปแบบการขับขี่ของผู้ใช้งานแต่ละคนได้ โดยระบบนี้จะวิเคราะห์จากอัตราเร่งและลดความเร็ว การใช้เบรกและคันเร่ง และการใช้ความเร็วขณะเข้าโค้ง เพื่อเลือกเกียร์ให้เหมาะสมในทุกสถานการณ์

บนเส้นทางสายเชียงรายสู่น้ำตกแม่กรณ์และผ่านหมู่บ้านที่เป็นเส้นทางลูกรัง เป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์สมรรถนะในเรื่องของระบบต่างๆ ที่ฟอร์ดเอามาติดตั้งไว้ให้สำหรับการเดินทางที่สะดวกสบายมากขึ้น ซึ่งทางฟอร์ดได้เลือกใช้โครงสร้างแบบบอดี้ออนเฟรม ตัวถังจึงแข็งแกร่งเหมาะสำหรับการขับขี่แบบสมบุกสมบัน และเมื่อต้องเลือกใช้งานในระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ระบบเกียร์จะมีการแบ่งกำลังพร้อมระบบควบคุมการจ่ายแรงบิดแบบ on Demand ด้วยระบบ Terrain Management (TM) กับความสูงจากพื้นรถที่มากถึง 225 มม. ทำให้สามารถลุยน้ำได้ที่ความลึกสูงสุด 800 มม.

ว่ากันถึงระบบ TM มีการออกแบบมาพร้อมกับโหมดตั้งค่าการขับขี่ได้ถึง 4 รูปบบ เริ่มจากพื้นผิวทั่วไป พื้นหิมะ, โคลน, หญ้า, พื้นทราย และพื้นหินขรุขระ ซึ่งในแต่ละโหมดจะปรับเปลี่ยนการตั้งค่าอัตราเร่ง ระบบส่งกำลัง ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ระบบควบคุมการเกาะถนน

จากการขับทั้งในเส้นทางราบเรียบแบบถนนทั่วไปที่มีทั้งทางตรงและทางโค้ง ต่อด้วยเส้นทางลูกรังและทางออฟโรด ต้องยอมรับในเรื่องของความนุ่มนวลและการยึดเกาะถนนที่ให้ความมั่นใจในการขับขี่ได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ในส่วนของช่วงล่างของ Everest นั้นเป็นแบบคอยล์สปริงทั้งหน้าและหลัง พร้อมวัตต์ลิงก์ที่เพลาหลัง ทำให้การเดินทางเป็นไปด้วยความนุ่มนวล

ในส่วนของความอำนวยความสะดวกยามขับขี่ Ford ได้มีการติดตั้งระบบสั่งงานด้วยเสียง ซิงค์ 2 ที่เป็นระบบเชื่อมต่อการสื่อสารภายในรถรุ่นล่าสุดจาก Ford โดยที่ผู้ขับขี่สามารถใช้เสียงสั่งการอุปกรณ์เพื่อความบันเทิง ระบบปรับอากาศ และอุปกรณ์พกพาต่างๆ โดยมาพร้อมกับจอทัชสกรีนขนาด 8 นิ้วที่ใช้งานง่ายด้วยเมนูควบคุมที่แบ่งจอออกเป็น 4 มุม และใช้สีที่แตกต่างกัน นอกจากนั้นแล้วยังมีระบบตรวจจับรถในจุดบอด Blind Spot Information System (BLIS) พร้อมระบบตรวจจับรถขณะออกจากซองจอด

มาถึงเรื่องของระบบความปลอดภัยแล้ว Everest มีการติดตั้งระบบลดความเสี่ยงจากการพลิกคว่ำ Roll Stability Control และระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว ESP รวมถึงระบบช่วยจอดอัจฉริยะ ที่ช่วยให้การนำรถเข้าจอดเทียบข้างเป็นเรื่องง่าย โดยที่ผู้ขับขี่จะควบคุมเพียงแค่การเหยียบคันเร่ง เข้าเกียร์และเบรก โดยไม่จำเป็นต้องจับพวงมาลัย และนั่นคือความคุ้มค่าสุดๆ กับรถ Ford Everest ที่มาพร้อมกับราคา 1,599,000 บาท

Toyota Hilux vs Chevrolet Colorado รถกระบะยุคโซเชียล

0
Toyota Hilux vs Chevrolet Colorado
รถกระบะยุคโซเชียล

อุปกรณ์ครบและทันสมัย ห้องโดยสารสะดวกสบาย เครื่องยนต์แรงแต่ประหยัดน้ำมัน ขับขี่ง่ายในทุกสภาวะ

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าทั้งคู่เกิดปีเดียวกัน และเกิดในประเทศไทยเสียด้วย เรากำลังพูดถึงรถกระบะสองแบรนด์ Toyota Hilux และ Chevrolet Colorado ซึ่งมีที่มาจากแดนปลาดิบและเมืองลุงแซม โดยทั้งคู่เลือกที่จะให้กำเนิดลูกในประเทศไทย เพื่อขยายครอบครัวให้ครอบคลุมทุกภูมิภาคของโลก

Toyota Hilux และ Chevrolet Colorado ทั้งคู่แจ้งเกิดที่ฝ่ายทะเบียนในปี 2547 เหมือนกัน แต่สถานที่เกิดแตกต่างกัน โดย Colorado แจ้งเกิดที่จังหวัดระยอง ส่วน Hilux แจ้งเกิดที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งทั้งคู่ย้ายสัมมะโนครัวมาอยู่ประเทศไทยอย่างถาวร และได้รับสัญชาติไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ด้วยการทำยอดขายในประเทศ และส่งออกให้กับประเทศไทยอย่างน่าประทับใจ

บังเอิญอีกเหมือนกันที่ทั้งคู่แนะนำของใหม่ในปีเดียวกัน จึงอดใจไม่ไหวที่จะนำคนเกิดปีเดียวกันมาเจอกันอีกครั้ง ภายใต้รูปลักษณ์ใหม่หมดตั้งแต่หัวจรดท้าย โดย Toyota แจ้งเกิดกระบะ Hilux รุ่นที่ 8 ในชื่อ REVO ในขณะเดียวกัน Chevrolet แนะนำ Colorado รุ่นปรับโฉมใหม่ในชื่อ High-Country แบบนี้ต้องเจอกันหน่อย เพื่อให้ทางเลือกกับผู้บริโภค สำหรับตลาดรถกระบะไฮเอนด์แบบนี้

ย้อนรอยกันหน่อย

Chevrolet และ Toyota ในประเทศไทย มีประวัติศาสตร์ใกล้เคียงกัน เพียงแต่การลงหลักปักฐาน ค่ายรถจากแดนปลาดิบอาจนานกว่า เพราะ Toyota เพิ่งฉลอง 50 ปี ส่วนค่ายอเมริกันอย่าง Chevrolet เพิ่งฉลองปีที่ 10 ไปไม่นาน หากแต่ในตลาดรถกระบะ ทั้ง Colorado และ Hilux เกิดพร้อมกันและมาเจอกันอีกครั้งในปี 2558

ย้อนไปปี 2547 Toyota แนะนำกระบะ Hilux รุ่นที่ 7 ในชื่อ Vigo ภายใต้โครงการ IMV : Innovative International Multi-Purpose Vehicle พร้อมย้ายฐานการผลิตรถกระบะขนาด 1 ตันจากญี่ปุ่นมายังประเทศไทย สามารถสร้างยอดขายในประเทศได้มากกว่า 1,650,000 คัน ครองอันดับ 1 ในตลาดรถกระบะ 9 ปีซ้อน โดยยืนหยัดทำตลาดมานานแสนนาน มีการปรับเปลี่ยนรูปโฉมตามภาวะตลาด จากรุ่นแรก Vigo เพิ่มเติมอีกนิดเป็น Vigo Champ ยืดอายุมาจนถึงปี 2558 จึงได้เวลาเผยโฉมโมเดลใหม่ ภายใต้ชื่ออย่างเป็นทางการว่า Hilux REVO ที่มีการปรับเปลี่ยนใหม่ในทุกอย่างตั้งแต่แชสซีส์ไปจนถึงเครื่องยนต์และภายในห้องโดยสาร

 

กลับไปในปี 2547 ค่ายรถอเมริกัน Chevrolet ประกาศจุดยืนใหม่ในตลาดเมืองไทย โดยจับมือกับพันธมิตรคนสำคัญ Isuzu เพื่อร่วมกันผลิตรถกระบะโมเดลใหม่ในเมืองไทย ภายใต้ชื่อ Colorado ซึ่งประสบความสำเร็จมาแล้วในตลาดอเมริกัน พร้อมใช้โครงสร้างพื้นฐานและเครื่องยนต์จาก Isuzu เป็นการบุกตลาดใน ขั้นแรก ซึ่งก็ได้รับการตอบที่ดีจากรูปลักษณ์ภายนอกที่แปลกตาและดุดัน ในสไตล์กระบะอเมริกันพันธุ์แกร่ง จากนั้นในปี 2549 จึงได้เพิ่มเทคโนโลยีใหม่ Differential Lock และมีการปรับโฉมด้านหน้าและด้านหลังใหม่อีกครั้ง และในปี 2554 จึงนำเสนอโมเดลใหม่ ซึ่งเป็นกระบะ Chevrolet Colorado เต็ม 100% ด้วยเครื่องยนต์ใหม่ Duramax ให้กำลังมากถึง 180 แรงม้า จากนั้นจึงได้ขยับขยายเป็น 200 แรงม้าในปัจจุบัน

วิวัฒนาการของกระบะ Colorado และ REVO เดินทางมาในแนวเดียวกัน โดยชูเรื่องของเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย เป็นจุดขายในการทำตลาด ซึ่งได้รับการตอบที่ดีพอสมควรทั้งสองแบรนด์ เพราะทั้งคู่มีแฟนประจำกันอยู่แล้ว

นิยามไหนถูกใจ

การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ของ Chevrolet และ Toyota สร้างความเฮฮาในตลาดเป็นอย่างมาก ด้วยทุกคนคาดหวังจะได้เห็นกระบะในฝันที่ตนต้องการ ซึ่ง Colorado และ REVO ได้แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ตั้งแต่เริ่มต้นของข้อมูลไปจนถึงตัวผลิตภัณฑ์ แบรนด์ไหนน่าสนใจมากที่สุด

เริ่มจากกระบะ Chevrolet Colorado ที่มีการปรับปรุงใหม่ทุกๆ ด้าน พร้อมกับเพิ่มความสุขให้กับผู้บริโภคโดยเฉพาะเรื่องของความสบายที่มากด้วยเทคโนโลยี ด้วยการนำเสนอกระบะไฮเอนด์ที่มีชื่อว่า High-Country ภายใต้นิยามว่า “ให้คุณเป็นได้มากกว่า” โดดเด่นด้วยบุคลิก แบบอเมริกันพันธุ์แท้ ที่ได้รับการออกแบบสำหรับตลาดระดับบน เพื่อไลฟ์สไตล์การขับขี่ในเมือง และรองรับการใช้งานอย่างสมบุกสมบันนอกเมือง

“ลูกค้าจำนวนมากต้องการคุณสมบัติที่เหนือกว่าสำหรับรถกระบะ พวกเขาต้องการความโดดเด่นเหนือกว่าใคร ซึ่ง High-Country ไม่เพียงแต่เป็นรถกระบะที่มีคุณสมบัติยอดเยี่ยมเท่านั้น หากแต่ตอบสนองไลฟ์สไตล์ของลูกค้าได้อย่างสมบูรณ์แบบ พร้อมใช้งานได้ในทุกสถานการณ์” มาร์คอส เพอร์ตี้ กรรมการผู้จัดการจีเอ็ม ประเทศไทย และเชฟโรเลต เซลส์ ประเทศไทย กล่าว

สำหรับผู้นำตลาดอย่าง Toyota Hilux REVO นับเป็นรถกระบะที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง จากจุดเริ่มต้นในปี 2511 จนถึงปี 2558 โมเดลนี้เป็นรุ่นที่ 8 พร้อมการต่อยอดความสำเร็จในอดีต ด้วยแนวคิดว่า ปฏิวัติทุกมิติแห่งกระบะอนาคต” ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริงในทุกตารางนิ้ว เพื่อตอบสนองทุกความต้องการและความพึงพอใจของลูกค้าอย่างเหนือความคาดหมาย

“ทีมวิศวกรโตโยต้าได้สร้างสรรค์ Hilux REVO ด้วยแรงบันดาลใจในการออกแบบและพัฒนา เพื่อให้เป็นรถกระบะผู้กำหนดนิยามใหม่แห่งความแกร่ง สร้างประสบการณ์การขับขี่เฉกเช่นรถ SUV ระดับหรู สะท้อนภาพลักษณ์ตามแนวคิด “ยุคใหม่แห่งกระบะ ทุกตารางนิ้วต้อง Hilux” ซึ่ง Hilux รุ่นที่ 8 นับเป็นความภาคภูมิใจของโตโยต้า” มร.เคียวอิจิ ทานาดะ กรรมการผู้จัดการใหญ่โตโยต้า มอเตอร์ (ประเทศไทย) กล่าว

คุณชอบแนวคิดแบบไหนสำหรับความเป็นรถกระบะ ซึ่ง Colorado และ  REVO ซึ่งนายใหญ่สองค่ายได้นำเสนอให้รับทราบ ทั้งหมดนี้แล้วแต่ความชอบ เพราะทุกอย่างเป็นเรื่องดีๆ สำหรับ ผู้บริโภคชาวไทย

 

ความโดดเด่นที่แตกต่าง

จากแนวคิดมาถึงตัวผลิตภัณฑ์ทั้งสองแบรนด์ จะเห็นได้ถึงจุดขายที่บริษัทนำเสนอให้กับลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นการยกระดับความโดดเด่นทางเทคนิคและสุนทรียภาพแห่งรถกระบะของ Chevrolet หรือจะเป็นการปฏิวัติทุกรายละเอียดเพื่อสร้างประสบการณ์การขับขี่เฉกเช่นรถ SUV ระดับหรูของ Toyota

Chevrolet Colorado มอบสิ่งที่โดดเด่นแตกต่างจากรุ่นปกติของ High-Country คือ ไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์พร้อมกรอบโครเมี่ยมรมดำแบบสปอร์ต ปรับระดับทิศทางของแสง ด้วยสวิตช์ปรับระดับสูง-ต่ำ กระจังหน้าแบบ Dual Port-Grille สีเทาเข้มพร้อมกรอบโครเมี่ยม พร้อมสัญลักษณ์โบว์ไทด์ และไฟตัดหมอกหน้า ล้ออัลลอยด์ขนาด 18 นิ้วแบบ Two – Tone ใหม่ สปอร์ตบาร์สีเดียวกับตัวรถ พร้อมตราสัญลักษณ์ High-Country พร้อมติดตั้งราวหลังคาแนวขวาง

ส่วนห้องโดยสารแม้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงทั้งหมด แต่ได้ยกระดับให้หรูหรายิ่งขึ้น ด้วยเบาะหนังสีน้ำตาลใหม่ (Brown Stone) ซึ่งควบคุมด้วยระบบไฟฟ้า (เฉพาะเบาะนั่งด้านคนขับ) พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น ระบบเชื่อมต่อการสื่อสาร และความบันเทิง (My Link) ระบบเนวิเกเตอร์ ผ่านหน้าจอภาพแบบทัชสกรีนขนาด 7 นิ้ว กล้องมองหลังพร้อมเส้นช่วยกะระยะ (Dynamic Guideline)

สำหรับ Toyota ปฏิวัติรถกระบะ Hilux REVO เพื่อให้เป็นยุคใหม่แห่งกระบะในทุกตารางนิ้ว และทุกองศาคือความหรูหราเหนือระดับ ผสานความโฉบเฉี่ยวดุดัน ด้วยเส้นสายที่เป็นเอกลักษณ์ เริ่มตั้งแต่กระจังหน้าและกันชนหน้า สอดรับกับไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์ ไฟตัดหมอก ระบบควบคุมแสงสว่างอัตโนมัติ ไฟท้ายพร้อมไฟตัดหมอก กระจกมองข้างโครเมี่ยมพร้อมไฟเลี้ยว บันไดข้าง ล้ออัลลอยด์ขนาด 17 นิ้ว และเสาอากาศแบบสั้น

ส่วนห้องโดยสารสร้างมิติใหม่ด้วยขนาดที่ใหญ่ และให้ความหรูหราที่มากด้วยอุปกรณ์หลากหลาย คอนโซลหน้าจัดเต็มในทุกเรื่อง ตั้งแต่กล่องเก็บสัมภาระพร้อมระบบรักษาความเย็น ระบบเครื่องเสียงพร้อมเนวิเกเตอร์แบบหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว และจอภาพสำหรับกล้องมองหลัง พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นปรับได้ 4 ทิศทาง ระบบสตาร์ทอัจฉริยะ ช่องต่ออุปกรณ์ไฟฟ้ากระแสสลับ AC 220V ช่องปรับอากาศสำหรับเบาะหลัง และระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ เรียกว่าจัดเต็มกันทั้ง High-Country และ Hilux REVO เทคโนโลยีไหนที่คุณชอบบ้าง สำหรับเราชอบทุกอย่างที่ทำให้ชีวิตสบายและสะดวกขึ้น

 

ตรวจระบบความปลอดภัยด้วย

ปัจจุบันเรื่องความปลอดภัยในรถยนต์ เป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นอย่างมาก ดังนั้นรถยนต์จึงพยายามที่จะใส่ระบบความปลอดภัยให้อย่างครบครัน รวมถึงเทคโนโลยีความปลอดภัยใหม่ให้กับรถทุกคัน รวมถึงรถกระบะรุ่นใหม่ที่จำหน่ายในเมืองไทยอีกด้วย ซึ่ง Chevrolet และ Toyota จัดความปลอดภัยระดับไหนให้ผู้บริโภคชาวไทย

Chevrolet Colorado High-Country และ Toyota Hilux REVO จัดเต็มตั้งแต่ระบบป้องกันไปจนถึงระบบปกป้อง แต่สิ่งหนึ่งที่พิเศษกว่ารถกระบะทั่วไป คือ ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน ระบบควบคุมการทรงตัว ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและกล้องมองหลัง อย่างไรก็ตาม Hilux REVO จะมีให้มากกว่าในเรื่องของถุงลมนิรภัย ที่มีให้ถึง 7 ตำแหน่งรอบคัน

กระบะสมัยนี้ไม่ธรรมดาแล้วครับ โดยเฉพาะกระบะราคาหลักล้านแบบสองคันนี้ จำเป็นจะต้องมีของไว้ป้องกันมากหน่อยเพื่อความปลอดภัยในการขับขี่ทุกเส้นทาง ตามที่บริษัทรถสองแบรนด์นี้ตั้งใจไว้

สมรรถนะและการขับขี่ 

รถกระบะสองคันนี้ทั้ง High-Country และ Hilux REVO ถือว่าเป็นคู่ดวลที่สูสีกันที่สุด เพราะใช้เครื่องยนต์ขนาดเดียวกัน ซึ่งปัจจุบันมีให้เลือกในตลาดน้อยมาก สำหรับขุมพลังขนาด 2.8 ลิตร ระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออีกด้วย นอกจากนี้ยังเป็นรถใหม่ที่เปิดตัวไม่นาน เรียกว่ายังสดเพิ่งเริ่มเปิดแผงขายกันในตลาดเลยทีเดียว สดใหม่ แบบนี้ต้องจัดไป

Chevrolet Colorado High-Country ใช้เครื่องยนต์ Duramax ที่มีการปรับปรุงใหม่ เพื่อให้เหมาะสมและลงตัวกับการใช้งานมากขึ้น ด้วยขุมพลัง 2.8 ลิตร 200 แรงม้ากับแรงบิด 500 นิวตัน-เมตร ระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด กำลังของเครื่องยนต์ต้องบอกเลยว่าดุดันมากๆ ออกจะดิบๆ เสียด้วยซ้ำ ทำให้การออกตัวอาจกระโชกโฮกฮาก จึงไม่ค่อยนุ่มนวลเท่าไร แต่ให้ความต่อเนื่องในทุกรอบของเครื่องยนต์ ส่งผลให้อัตราเร่งแซงเป็นไปแบบสบายๆ ไม่ต้องเค้นเพราะม้าทุกตัวพร้อมจะออกจากคอกอย่างฮึกโหม และคุณสามารถเติมคันเร่งได้ตลอดเวลาในทุกๆ รอบเครื่องยนต์ เพราะกำลังของเครื่องยนต์พร้อมรองรับอย่างมีประสิทธิภาพ

สมรรถนะของช่วงล่างอยู่ในเกณฑ์ที่ดี เหมาะสมกับความเป็นรถกระบะ มีความแข็งของช่วงล่างที่เหมาะสม ทำให้คุณควบคุมรถได้อย่างสบายใจ มีความหนึบที่น่าพอใจและไม่ กระเด้งจนน่ารำคาญ เรียกว่าใกล้เคียงกับรถ SUV แต่ยังมีอารมณ์ของรถกระบะให้ได้สัมผัสเล็กๆ พวงมาลัยหนักกำลังดีทั้งความเร็วต่ำและความเร็วสูง มีความแม่นยำในการควบคุมและไม่ใหญ่เกินไปสำหรับทุกๆ คนที่ใช้งาน อีกหนึ่งที่ต้องบอกว่าดีทีเดียว เป็นเรื่องของระบบเบรกที่ไว้ใจได้อย่างปลอดภัย

สำหรับ Toyota Hilux REVO พัฒนาทุกอย่างเพื่อให้การขับขี่มีความสุข ซึ่งก็ใช่เลยสำหรับการใช้งาน เพราะเครื่องยนต์ตัวใหม่ 2.8 ลิตร 177 แรงม้ากับแรงบิด 420 นิวตัน-เมตร และระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ตอบสนองได้อย่างร้อนแรงและนุ่มนวล ตั้งแต่การออกตัวที่รวดเร็วกว่าเดิม มีกำลังให้เติมอย่างล้นหลามในทุกๆ รอบ ไม่มีตกหล่นให้ต้องกังวลในการเร่งแซงแต่ประการใด เป็นรถกระบะที่มีอัตราเร่งที่เฉียบคมคันหนึ่ง สามารถเร่งแซงอย่างสบายใจด้วยกำลังของเครื่องยนต์อย่างแท้จริง โดยมีกองหนุนที่ดีอย่างระบบเกียร์ ช่วยเติมให้ทุกอย่างสมบูรณ์มากขึ้น

อย่างไรก็ตามเรื่องของช่วงล่างที่พัฒนาใหม่ ทำให้รถคันนี้มีความนิ่งที่ไว้ใจได้ในทุกสภาพถนน มีความแข็งแต่แอบแฝงความนุ่มเล็กๆ จึงได้ความเหมาะสมในการขับขี่และการโดยสาร โลดแล่นได้สบายตัวในความเร็ว และหนึบแน่นในการเข้าโค้ง เป็นการเปลี่ยนอารมณ์เดิมๆ ของรถกระบะได้อย่างประทับใจ เมื่อรวมกับความหนักของพวงมาลัยที่มั่นคง ยิ่งทำให้ทุกอย่างควบคุมได้ง่ายและสบายใจมากขึ้น เรื่องของเบรกก็เป็นอะไรที่วางใจได้

ทั้งสองคันให้ความสนุกในการขับขี่ได้ อย่างดี มีประสิทธิภาพการใช้งานที่ไว้ใจได้ สุดท้ายขึ้นอยู่ว่าคุณจะเลือกแบบไหน ระหว่างดุดันทรงพลังหรือนุ่มนวลแต่ร้อนแรง ตามสบายเลยครับ

BMW X5 vs X3 ขอตรวจ รหัสพันธุกรรม

0
BMW X5 vs X3ขอตรวจ รหัสพันธุกรรม

คันเดียวกันใช่หรือเปล่า? คำถามที่ไม่ต้องการคำตอบ เพียงแต่อยากรู้ว่าคันไหนคือ X5 และคันไหนคือ X3

ตระกูล X มาแล้ว และไม่ได้มาคันเดียวเสียด้วย ครั้งนี้ยกมาถึงสองหน่อ เพื่อให้ทุกคนได้ยลโฉมและเปรียบเทียบกันแบบเต็มๆ ถึงแม้จะคนละรหัสแต่มีอะไรที่เหมือนกันเกือบทุกอย่าง อาจจะเรียกว่าฝาแฝดก็ว่าได้ แต่เป็นแฝดคนละเบอร์ที่คลอดต่างวาระ แต่ทั้งคู่มี BMW เป็นแม่พันธุ์เหมือนกัน

สิ่งที่เรากำลังจะบอกกับผู้อ่าน AUTO BILD เป็นสิ่งที่คุ้นเคยและรู้จักกันอย่างดี ด้วยรหัสสั้นๆ ว่า X5 คันพี่และอีกคันเป็นน้องรหัส X3 ทั้งคู่เติบโตไล่เรียงกันจากบ้านใบพัดสี ฟ้า-ขาว โดย X5 กำเนิดเป็นคันแรก เป็นที่รักของใครหลายคนในหลายประเทศ จากนั้นอีกไม่นาน  X3 จึงได้ลืมตามาดูโลก สร้างเสน่ห์ให้ใครได้หลงใหลอย่างมากมาย ทั้งสองคันทำให้ใบพัดสีฟ้า-ขาว  ซึ่งเป็นผู้ให้กำเนิดปลาบปลื้มและปิติยินดีกับความสำเร็จของทั้งคู่สองสีพี่น้องอย่าง X5 และ X3 มีอะไรที่เหมือนกันบ้าง ทั้งคู่มีอะไรดีและน่าสนใจมากน้อยแค่ไหน ทำไมจึงเป็นที่หลงใหลของใครหลายคน เรามีคำตอบในการตรวจ DNA ของพี่น้องคู่นี้เหมือนกันตรงไหน

อย่างที่เกริ่นไว้ตั้งแต่แรกว่า รถสองคันนี้เป็นแฝดคนละฝา แต่มีอะไรที่เหมือนกันหลายอย่าง แล้วทั้งคู่มีอะไรที่เหมือนกันบ้าง เราขอบรรยายให้รับทราบกันพอสมควร สำหรับความเป็นแฝดของ X5 และ X3 ลำดับแรกคงเป็นเรื่องของหน้าตาหรือรูปลักษณ์ภายนอก ด้วยความที่มีแม่ BMW คนเดียวกัน ลูกคนแรกที่คลอดเป็น X5 จึงมีเส้นสายที่แข็งแกร่งตั้งแต่ด้านหน้าไปจรดด้านหลัง ซึ่งถูกถ่ายทอดมาถึงคนน้อง X3 เกือบทุกอณูและทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นกระจังหน้าทรงเดียวกัน หรือฝากระโปรงหน้าที่มีแบบพิมพ์เดียวกัน ด้านข้างของ X5 และ X3 ถูกวาดให้เป็นทรงเหลี่ยมที่มีมุมเอียงมุมลาดในระดับเดียวกัน ตั้งแต่เสา A จนถึงเสา C และนั่นทำให้ด้านท้ายของทั้งคู่มี รูปแบบเดียวกัน รวมถึงไฟท้ายและฝากระโปรงหลังอีกด้วย ซึ่งหากมองกันแบบผิวเผินคงต้องมีผิดกันบ้าง ถ้าไม่เอาเรื่องของขนาดตัวและน้ำหนักมาเกี่ยวข้อง

ไม่ใช่เพียงเรื่องของรูปลักษณ์เท่านั้น แต่ทั้งคู่ยังมีอะไรที่ใกล้เคียงกันอีกด้วย เพราะเมื่อเข้ามาในห้องโดยสารของ X5 หรือ X3 จะพบว่ารถสองคันนี้ใช้รูปแบบเดียวกัน มีการตกแต่งและจัดวางอุปกรณ์ต่างๆ เหมือนกัน ซึ่งจะเห็นได้อย่างชัดเจนจากคอนโซลหน้า แม้ว่า X5 จะเพิ่มระดับอีกชั้นให้กับคอนโซลหน้า หรือเพิ่มช่องแอร์เป็นสองชั้น แต่เส้นสายหรือการดีไซน์ไม่ต่างกับ X3 มากนัก รวมถึงมาตรวัดต่างๆ ระบบเครื่องเสียง ระบบปรับอากาศ คันเกียร์ ปุ่ม iDrive และปุ่มควบคุมต่างๆ บนคอนโซลกลาง ไม่เพียงเท่านั้นตัวเบาะของ X5 และ X3 ยังนำเสนอแบบเดียวกัน ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง พร้อมมีช่องแอร์ด้านหลังให้เย็นสบายเหมือนกันอีกด้วย แต่ที่แตกต่างและเห็นได้ชัด คือ จอภาพแบบ Tablet ของ X5 ที่ยกสูงขึ้นบนคอนโซลหน้า ซึ่งต่างจาก X3 ที่จอภาพถูกฝังไว้ในคอนโซลเลย

หากใครถามว่ารถสองคันนี้เหมือนกันตรงไหน ตอบได้อย่างชัดเจนว่าเหมือนกันทุกสัดส่วนและทุกมิติ ตั้งแต่รูปลักษณ์ภายนอกไปจนถึงการออกแบบห้องโดยสาร รวมถึงการเลือกใช้อุปกรณ์ต่างๆ เพียงแต่ว่าพี่ใหญ่ X5 อาจมีของดีมากกว่าน้อง X3 เป็นเรื่องธรรมดาของลูกชายคนโต

หัวใจเดียวกันพลังใกล้กัน

นอกจากหน้าตาและอาภรณ์ที่ประดับใน X5 และ X3 ยังมีเรื่องของขุมพลังในการขับเคลื่อนรถสองคันนี้ ซึ่งทั้งคู่ใช้หัวใจรหัสเดียวกัน เพียงแต่มีการปรุงแต่งกำลังให้เหมาะสมกับขนาดตัว เพื่อให้การขับขี่ได้กำลังที่ชัดเจนในการใช้งาน ตั้งแต่เริ่มต้นไปจนถึงจุดหมายปลายทางที่ต้องการ

หัวใจที่ถูกนำมาใช้เป็นขุมพลังใน X5 และ X3 เป็นเครื่องยนต์รหัส TwinPower Turbo ตัวเก่งที่การันตีในทุกโมเดล รวมถึงยังมีขนาดของเครื่องยนต์เดียวกันอีกด้วย เพราะทั้งคู่มากับขุมพลังขนาด 2.0 ลิตร เพียงแต่ของที่ปล่อยออกมานั้นแตกต่างกันไป โดย X5 ได้กำลังสูงสุด 218 แรงม้าและแรงบิดสูงสุด 450 นิวตัน-เมตร ส่วน X3 ได้กำลังสูงสุด 190 แรงม้ากับแรงบิดสูงสุด 400 นิวตัน-เมตร โดยที่มีรอบเครื่องยนต์ใกล้เคียงกันในระดับ 4,000-4,400 รอบ/นาที และเริ่มต้นแรงบิดที่ใกล้เคียงกัน ซึ่ง X5 เริ่มที่ 1,500 รอบ/นาที ส่วน X3 เริ่มที่ 1,750 รอบ/นาที แต่ไปจบที่ตัวเลขเดียวกัน 2,500 รอบ/นาที

อย่างไรก็ตามนั่นไม่ได้ทำให้ทั้งคู่แตกต่าง โดยเฉพาะเรื่องการขับขี่ เพราะยังสามารถทำความเร็วได้สูงสุดใกล้เคียงกันอีกด้วย โดย X5 ทำได้ 220 กม./ชม. ในขณะที่ X3 ทำได้แค่ 210 กม./ชม. ซึ่งรวมถึงอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. อีกด้วย เพราะ X5 สามารถเร่งได้เร็วสุดในเวลา 8.2 วินาที ส่วน X3 ทำได้ในเวลาที่เร็วกว่าเล็กน้อยเพียง 8.1 วินาที แสดงให้เห็นว่าน้ำหนักน้อยย่อมเร็วกว่า แต่ถ้ายืดระยะยาวๆ ใหญ่กว่าย่อมได้เปรียบ

พละกำลังที่เหมือนกันและมีขนาดเดียวกัน อาจมีความแตกต่างกันในเรื่องกำลังที่ออกมา แต่ไม่ได้ทำให้ทั้งคู่หนีห่างกันเท่าไร ยังคงเดินเคียงข้างกันได้ตลอดเส้นทาง ดังคำกล่าวที่ว่า “พี่ย่อมไม่ทิ้งน้องอยู่แล้ว”

 

สมรรถนะและการขับขี่

ในเมื่อใช้ขุมพลังขนาดเดียวกันแล้ว หลายคนอาจสงสัยว่าสมรรถนะการขับขี่จะแตกต่างกันหรือไม่ ในขั้นต้นรายละเอียดของข้อมูลแจ้งแล้วว่า กำลังที่ออกมาต่างกันเพียง 18 แรงม้าเท่านั้น ความเร็วก็ไม่หนีกันเท่าไร เรียกว่าเบียดกันจนหายใจรดต้นคอเลยทีเดียว จริงหรือไม่ AUTO BILD มีคำตอบ

แม้ว่า X5 จะมากับรหัสข้างตัวถังว่า xDrive 25d ส่วน X3 ใช้รหัสว่า xDrive 20d แต่ทั้งคู่ใช้ขุมพลัง TwinPower Turbo ขนาด 2.0 ลิตรเหมือนกัน แต่กำลังที่ออกมานั้นแตกต่างกันเล็กน้อย ซึ่งไม่ได้ทำให้สมรรถนะการขับขี่รถสองคันนี้เสียดุลแต่อย่างใด ยังคงทำหน้าที่ได้อย่างร้อนแรงตั้งแต่ต้นจนจบ เพียงแต่ว่าพี่คนโตอย่าง X5 อาจมีกำลังมากกว่าเล็กน้อยในเรื่องของอัตราเร่งแซง ซึ่งจะแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนในการใช้งาน อย่างไรก็ตามรถสองคันนี้ใช้ระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีดเช่นเดียวกัน นั่นทำให้ทุกอย่างไปได้อย่างสวยหรูและลื่นไหลอย่างสบายใจ

หากมาว่ากันอย่างตรงไปตรงมา ต้องบอกว่าในการขับขี่ X5 อาจสบายกว่า X3 เล็กน้อยเพราะด้วยกำลังที่ออกมาในแต่ละช่วงเวลา สามารถสร้างอัตราเร่งได้อย่างร้อนแรง มีกำลังอย่างล้นหลามในการเร่งแซงแต่ละครั้ง ซึ่งรอบเครื่องยนต์มาเร็วตั้งแต่ 1,500 รอบ/นาที ทำให้ทุกอย่างไปได้อย่างงดงาม อย่างไรก็ตามใช่ว่า X3 จะด้อยกว่ารุ่นพี่ เพราะให้อัตราเร่งตีนต้นได้อย่างเฉียบคมและรวดเร็ว เพียงแต่รอบเครื่องยนต์อาจเริ่มในรอบสูงกว่าที่ 1,750 รอบ/นาที ซึ่งนั่นไม่ได้ทำให้ความเร็วตีนต้นช้าแต่อย่างใด เพราะตัวเลขอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ทำได้ 8.1 วินาที เป็นสิ่งการันตีได้อย่างดี

นอกเหนือจากการขับขี่ที่ให้กำลังได้ใกล้เคียงกันแล้ว ซึ่งอาจไม่เห็นถึงความต่างมากนักในการใช้งาน ซึ่งรวมถึงสมรรถนะการขับขี่อีกด้วย เพราะอย่างที่บอกไว้ตั้งแต่แรก โมเดล X5 กับ X3 มาจากพิมพ์เดียวกัน ดังนั้นแทบทุกอย่างที่เป็นช่วงล่าง ทั้งสองคันใช้ระบบเดียวกัน เพียงแต่ X3 จะใช้ระบบการขับขี่แบบ xDrive นั่นทำให้รถคันนี้โลดแล่นไปได้ทุกที่ ทั้งทางเรียบ ทางฝุ่นหรือทางขรุขระ ที่เป็นทรายหรือหลุ่มบ่อ รวมถึงการปีนไต่ทางลาดชันอีกด้วย ส่วนเรื่องการเกาะถนนไม่ต้องห่วง ทั้ง X5 และ X3 ให้ความหนึบที่มั่นคงในการเกาะถนน ในขณะที่ใช้ความเร็วสูงหรือต้องเข้าโค้งแบบแรงๆ ทั้งสองคันไว้ใจได้อย่างแน่นอน

เป็นอันว่าการขับขี่และสมรรถนะในการใช้งาน ทั้ง X5 และ X3 ไม่ได้แตกต่างกัน อาจสร้างความรู้สึกเล็กน้อยในเรื่องของอัตราเร่ง รวมถึงความแข็งของช่วงล่างที่ดูเหมือนว่า X3 จะมีนิดๆ ให้รู้สึก นั่นแหละคนเป็นน้องก็จะแข็งๆ เป็นเรื่องปกติ ไม่เหมือนคนพี่ที่จะเรียบร้อยและสุภาพมากกว่า

Moke รถเล็กในตำนาน

0
Moke
รถเล็กในตำนาน

เส้นทางกรุงเทพฯ – ชะอำ – หัวหิน เป็นเป้าหมายสำหรับ Weekend ของใครหลายคนโดยเฉพาะหน้าร้อน บรรยากาศทะเลจะย้อมอารมณ์ร้อนให้ผ่อนคลายได้เป็นอย่างดี ผมก็เป็นหนึ่ีงคนที่ใช้ทะเลเป็นที่พึ่งในหลายๆ โอกาส รวมทั้งครั้งนี้ที่มี Moke ร่วมขับเคลื่อนเติมเต็มบรรยากาศสนุกสบายไปด้วย ทำให้เส้นทางไปสู่เป้าหมายมีสีสันมากมาย

ใช่แล้ว Moke คือชื่อรถยนต์คันเล็กหน้าตาเหมือนรถจี๊ปทหารขนาดย่อม คันที่ผมพามาขับชิลล์ๆ ในครั้งนี้ ว่าไปแล้ว Moke เป็นรถยนต์ที่มีตำนานมายาวนานและน่าสนใจ

เริ่มตั้งแต่เป็นรถในค่ายเป็น British Motor Corporation (BMC) เป็นรถยนต์เชื้อชาติอังกฤษ และร่วมบ้านเดียวกับ MINI เมื่อครั้งแรกที่ค่ายนี้ผลิต Moke ออกมาเมื่อปี 1964 ก็ใช้พื้นฐานเดียวกับ MINI โดยออกแบบให้กับกองทัพเป็นรถใช้งานทั่วไปขนาดเล็ก จึงมีหน้าตาออกไปทางจี๊ปอเมริกัน แต่ในที่สุดก็สบช่องทางในการทำตลาดทั่วไปเป็นรถขับเล่นชายหาด หรือเป็นรถใช้งานทั่วไปแบบมี Lifestyle เฉพาะตัวเองก็ประสบความสำเร็จเป็นรถในตำนานอีกคันหนึ่งของบ้าน BMC โดยมีการ ใช้ชื่อ MINI Moke ในการจำหน่ายและยังใช้ชื่อ Moris MINI Moke,  Austin MINI Moke หรือ Leyland Moke ด้วย ซึ่งทั้งหมดเป็นชื่อรถยนต์ในบ้าน BMC  ขึ้นอยู่ว่าจะไปขายที่ไหนและชื่อไหนเป็นที่รู้จักในพื้นที่นั้นมากกว่ากัน เช่นในกรณี Leyland Moke เป็น การผลิตขึ้นที่ออสเตรเลียตั้งแต่ปี 1966 แต่หลังจากบ้าน BMC แตกขายกิจการแบรนด์รถต่างๆ ของตัวเองไปยังบริษัทรถยนต์อื่น Moke เองมีการเปลี่ยนแปลงหยุดการผลิตไปเป็นเวลานาน จนในที่สุดในปี 2012 “The Moke is back” เมื่อศิลปินหนุ่มชาวอังกฤษ Michael Young จับมือกับ Chery Motor ของจีน นำ Moke กลับมาสู่การผลิตอีกครั้งหนึ่งที่น่าสนใจคือ ทำการเปิดตัว Moke อย่างเป็นทางการในงาน Motor Expo บ้านเราเมื่อปี 2014 ที่ผ่านมานี่เอง โดยผ่านผู้แทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการคือ BRG Group ของไทยนี่เอง

สืบประวัติกันมาขนาดนี้ยิ่งทำให้อารมณ์สัมผัส Moke มีเสน่ห์มากยิ่งขึ้น Moke ในวันใหม่นี้มีฐานการผลิตอยู่ที่ออสเตรเลียยังคงใช้พื้นฐาน Moke ดั่งเดิม ดีไซน์เดิม เพียงแต่ Michael Young เติมสีสันที่สดใสเพิ่มมากขึ้น เป็นรถหลังคาเปิด หรือจะเรียกว่าเป็นรถทรงเปลือยก็ว่าได้ มีผ้าใบไว้คลุมกันแดดติดกับโรลล์บาร์ ซึ่งน่าจะถอดออกรับลมรับแดดมากกว่า เก้าอี้ 4 ที่นั่งเฉพาะตัวของใครของมัน มีตำแหน่งเก้าอี้คนขับเลื่อนเข้าออกได้เพื่อปรับตำแหน่งให้ผู้ขับ เท่านั้นแล้วก็สตาร์ทเครื่องออกไปขับเล่นได้เลย เกียร์ธรรมดา 5 สปีด ทำให้ได้ความรู้สึกของการขับรถกลับมาอีกครั้ง หลังจากที่ต้องปรับความคุ้นเคยที่ติดอยู่กับเกียร์อัตโนมัติมานาน จนแทบจะลืมเหยียบคลัตช์ แต่ในที่สุด Moke ก็ทำให้รู้สึกจริงๆ ว่าการขับรถนั้นสนุกได้เท่าที่อยากจะสนุก ถึงแม้เครื่องยนต์จะเป็นเครื่องยนต์เบนซินขนาดเล็ก 1 ลิตร 4 สูบ DOHC มีกำลัง 50 แรงม้ามาตรฐานยูโร 4 ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ของ Chery ขับเคลื่อนล้อหน้า ทำความเร็วได้ถึง 110 กม./ชม. แต่นั่นก็เกินพอสำหรับภารกิจขับสนุกกินลมชมวิวแน่นอน ที่สำคัญ Moke ขับง่ายทุกอย่างเป็นแมนวลหมด เหมือนกับขี่จักรยานที่เราได้รับรู้ถึงการควบคุม การตอบสนองโดยตรง ความที่เป็นรถที่มีจุดศูนย์ถ่วงต่ำทำให้ การทรงตัวดี และสะท้อนสภาพถนนกลับมาถึงตัวได้โดยตรง ทำความรู้จักกันสักพักก็จะมั่นใจได้ทุกโค้งยิ่งออกลุยทรายชายหาดยิ่งจะสนุกไปกันใหญ่

ความเป็นรถขับสนุกนี่เอง เป็นจุดขายของ Moke เมื่อกลับมาสู่ตลาดรถยนต์อีกครั้งหนึ่ง เพราะเขามีเป้าหมายพื้นที่การขายเฉพาะประเทศที่มีชายหาดสวยๆ เท่านั้น ใครอยากมีไว้ในรีสอร์ทของตัวเองสักคันก็เชิญ

 

Mazda2 SkyActiv D

0
Mazda2 SkyActiv D

ไม่ธรรมดาจริงๆ สำหรับซูม-ซูมคันนี้ได้เรื่องได้ราวทีเดียวในการขับขี่ แต่ยังมีกระแสที่ถกเถียงกันบ้างเล็กน้อย ในเรื่องของราคาและอุปกรณ์บางอย่าง แต่สมรรถนะการขับขี่ทุกคนยอมรับใน Mazda2 SkyActiv D คันนี้ จริงหรือไม่เรามีบทพิสูจน์แบบเต็มๆ
อีกครั้ง

การทดสอบครั้งนี้มีให้ลองกันถึง 2 แบบทั้งแบบซีดาน และรุ่น 5 ประตู ซึ่งครั้งนี้เราเน้นไปที่รุ่น 4 ประตูเป็นหลัก เพราะที่ผ่านมาได้นำเสนอรุ่น 5 ประตูไปแล้ว มาดูกันสิว่ารถยอดนิยมแบบ 4 ประตู จาก Mazda2 จะโดนใจลูกค้าคนไทยมากน้อยแค่ไหน ตั้งแต่หน้าตาไปจนถึงสมรรถนะการขับขี่ และความสะดวกสบายในการใช้งานอุปกรณ์ต่างๆ

ภาพลักษณ์ของรุ่น 4 ประตู ดูปราดเปรียว โฉบเฉี่ยวกว่ารุ่นเดิมมาก ตั้งแต่ด้านหน้าไปจนถึงบั้นท้าย ต้องยอมรับว่า Kodo ดีไซน์ครั้งนี้โดนใจ โดยเฉพาะเส้นสายจากท่วงท่าของเสือชีตาร์ ให้ความรู้สึกที่สมบูรณ์แบบและประทับใจ ลงตัวกับความเป็น Mazda2 SkyActiv D คันนี้ แม้ว่าหลายส่วนในตัวรถจะย่อส่วนจาก Mazda3 ก็ตาม แต่เมื่อทุกอย่างมาเป็น Mazda2 ต้องบอกว่าทำใจไม่ได้ที่อยากจะเป็นเจ้าของ แม้ว่าจะมีเรื่องของราคาขายเป็นอุปสรรคในการตัดสินใจ เนื่องจากเป็น Eco Car นั่นเอง

อย่างไรก็ตามเมื่อใจชอบ อะไรก็ไม่ใช่ปัญหาในการตัดสินใจ เพราะเชื่อว่ารถคันนี้ยังมีอะไรดีหลายอย่าง ด้วยเทคโนโลยี SkyActiv และเครื่องยนต์ดีเซลรายแรกของญี่ปุ่น ซึ่งอยู่ในรถเล็กนอกเหนือจาก MINI ที่ราคาขายโดดไปถึงหลัก 3 ล้านบาท ขุมพลังดีเซลขนาด 105 แรงม้า จะสร้างสรรค์สิ่งสวยงามได้เหมือน Kodo ดีไซน์หรือไม่ เป็นสิ่งที่หลายคนอยากทราบ

ขุมพลังดีเซลขนาด 1.5 ลิตร 105 แรงม้ากับระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด เริ่มต้นได้ดีแม้เสียงเครื่องยนต์จะดังพอสมควร แต่เมื่ออยู่ในห้องโดยสารทุกอย่างเงียบ เป็นการเก็บเสียงที่น่าประทับใจ ภายในยังมีการตกแต่งที่น่าสนใจ แม้ว่ารุ่นต่ำอาจสะดุดใจบ้าง เนื่องจากจอภาพขนาดเล็ก 2 นิ้วที่วางบนคอนโซลหน้ารกสายตาไปนิดเมื่อเทียบกับจอภาพขนาดใหญ่ในรุ่นท็อป นอกจากนี้การตกแต่งด้วยแถบสีแดงในรุ่นซีดาน เป็นอะไรที่ขัดกับความรู้สึกนิดๆ แต่ก็แปลกตาแปลกใจดีเหมือนกัน เพราะสีแดงแบบนี้น่าจะอยู่ในรุ่น 5 ประตูที่คำว่า Sport พ่วงท้าย

เดินหน้ากันต่อกับขุมพลัง SkyActiv D ออกตัวได้ดี มีความจี๊ดจาดกระชากใจพอสมควร เป็นแถวหน้าได้ตลอดเวลาที่ออกตัว ต่อเนื่องด้วยอัตราเร่งที่กระฉับกระเฉง ร้อนแรงตลอดเวลาที่กดคันเร่ง และต่อเนื่องอย่างเร้าใจโดยไม่มีการลดทอน เป็นความร้อนแรงที่เสมอต้นเสมอปลาย เรียกเป็นมาทุกจังหวะของการเร่งแซง ทำให้ง่ายที่จะแซงรถคันหน้าในรอบสูงได้ และเป็นพละกำลังที่อัดแน่นอย่างแท้จริง
จึงช่วยให้เป็นไปอย่างปลอดภัยและสบายใจในการขับขี่

กำลังของเครื่องยนต์ดีเซล 1.5 ลิตรให้อะไรดีๆ ได้มากกว่าเครื่องยนต์เบนซิน โดยเฉพาะอัตราเร่งแซงที่ต้องบอกว่า ทำได้เหมือนกับเครื่องยนต์ 2.0 ลิตรทีเดียว เป็นการทำงานที่ไว้ใจได้ตั้งแต่ต้น, กลาง และปลาย สามารถส่งกำลังได้อย่างลงตัว ซึ่งลงตัวกับเกียร์ 6 สปีดที่ให้จังหวะอย่างแม่นยำ ทำให้ ทุกๆ ช่วงของเพลง SkyActiv D เป็นไปอย่างไพเราะและมีประสิทธิภาพ รื่นเริงใจตลอดการขับขี่ทุกช่วงเวลา

อย่างไรก็ตามช่วงล่างที่จัดมาอย่างหนักแน่น และอาจจะกระด้างไปด้วยซ้ำ หากใครที่ไม่ชอบความรู้สึกแบบนี้ เนื่องจากช่วงล่างแข็งและ หนึบในการเกาะถนน เพียงแต่การดูดซับแรกสะเทือนยังทำได้ไม่ดีเท่าไร ทำให้รู้สึกได้ถึงความกระด้างที่เกิดขึ้น เมื่อต้องขับผ่านถนน
ลูกระนาดหรือความเร็วต่ำในเมือง ส่งผลต่อการโดยสารด้านหลังอย่างเต็มๆ อย่างไรก็ตามนี่เป็นช่วงล่างที่โดนใจ สำหรับคนที่ชอบความมันส์อย่างแท้จริง

ขับดีขับสนุกไม่อยากลุกจากที่นั่ง ให้อารมณ์ความสปอร์ตๆ ได้อย่างถึงใจ เป็นรถเล็กที่มีกำลังเต็มประสิทธิภาพ มีอัตราเร่งที่ยอดเยี่ยม แบบนี้รับได้ไหมกับราคาขายที่สูงกว่าคำว่า 
Eco Car

Mercedes GLA200

0
Mercedes GLA200

จาก A กระจายออกมาหลากหลายรุ่นเพื่อให้การตลาดเป็นไปอย่างเร้าใจนั่นทำให้สายพันธุ์ A ถูกตัดแต่งพันธุกรรมเป็นรถยนต์นั่ง CLA จนมาถึง GLA ความต่างในรหัสจะมีความเหมือนในบรรทัดฐาน  A-Class หรือเปล่า เรามีคำตอบในการทดสอบ GLA200  อีกหนึ่งรหัสความหรูหราจาก Mercedes-Benz

หากมองในรูปลักษณ์ของ GLA ต้องบอกว่ามีความดุดัน สัดส่วนเส้นสายน่าเกรงขามเลยทีเดียว แม้จะมีกลิ่นอายของตระกูล A หลงเหลือบ้างก็ตาม แต่ด้วยบุคลิกและการวางตัว ทำให้รถคันนี้ฉีกแนวออกจาก A-Class ได้มากพอสมควร ซึ่งจะเห็นได้จากกระจังหน้าที่เข้มแข็งจากปรุงแต่ง เส้นสายด้านข้างที่มีความทะมัดทะแมง บั้นท้ายที่ดูทรงพลังและบึกบึน ประกอบกับการยกตัวถึงให้สูงขึ้น จึงเป็นเหมือนรถออฟโรดเล็กๆ คันหนึ่ง ทั้งหมดนี้ทำให้ GLA200 มีความเป็นชายมากกว่า A-Class หลายเท่านัก

อย่างไรก็ตามเมื่อก้าวเข้ามาห้องโดยสารซึ่งขึ้นลงสะดวกกว่า A-Class เนื่องจากความสูงที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง ภายในหรืออุปกรณ์ไม่แตกต่างจากรุ่น A-Class จึงคุ้นตาในการจัดวางหรือการใช้งานอุปกรณ์ต่างๆ iPad Mini ยังคงอยู่ที่คอนโซลหน้า ช่องแอร์วงกลม 3 ช่องตรงกลาง ระบบเครื่องเสียงหรือระบบปรับอากาศ จัดวางไว้ตรงกลางส่วนล่างของคอนโซล พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นทั้งหมดนี้มีเหมือนกับ A-Class ทุกอย่าง

รหัส GLA200 มาแนวทางเดียวกับ A180 คือใช้เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบขนาด 1,595 ซี.ซี. เป็นตัวขับเคลื่อน เพียงแต่กำลังที่ออกมานั้นแตกต่างกัน คือ 122 แรงม้า กับ 156 แรงม้า จึงทำให้สมรรถนะการขับขี่นั่นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ซึ่งใน GLA200 จะให้ความประทับใจมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการขับขี่หรือเรื่องของช่วงล่าง ทำตัวได้ดีคุ้มค่ากับราคาที่มากกว่า A180 พอสมควร

น้ำหนักตัวและขนาดตัวที่กะทัดรัด และพละกำลังระดับ 156 แรงม้า จึงได้ความจัดจ้านพอสมควร ทำให้การขับขี่รถคันนี้มีความคล่องตัวมากพอสมควร และเมื่อได้กำลังของเครื่องยนต์ที่สมน้ำสมเนื้อ ยิ่งทำให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างสวยหรูตามที่หวังไว้ ดีตั้งแต่การออกตัวที่กระฉับกระเฉง แม้ว่าจะกดคันเร่งเบาๆ ก็ตาม แต่กำลังที่ออกมานั้นเพียงพอที่จะทำรถคันนี้มาอยู่แถวหน้าได้อย่างภูมิใจ

นอกจากนี้ในเรื่องของอัตราเร่งยังให้ความต่อเนื่องที่น่าประทับใจ ด้วยการเร่งแซงที่ฉับไวและแม่นยำ สามารถตอบสนองการขับขี่ได้ในทุกจังหวะ เดินคันเร่งกันได้อย่างเต็มที่ และหากต้องการความร้อนแรงที่เพิ่มขึ้น คุณสามารถสั่งการได้ทันที เครื่องยนต์ไม่มีการอิดออดหรือรอให้เสียจังหวะ จึงทำให้ทุกอย่างเป็นไปตามความต้องการ ไม่เพียงเท่านั้นยังได้ระบบเกียร์ที่ลงตัวอีกด้วย จึงเป็นอะไรที่สอดประสานกันอย่างมีประสิทธิภาพ ได้กำลังในการขับขี่เต็ม 156 แรงม้าอย่างแท้จริง

อีกหนึ่งที่แตกต่างจาก A-Class เป็นเรื่องของระบบช่วงล่าง เพราะ GLA200 ทำตัวได้นิ่งและสบายใจในการเดินทางทุกเส้นทาง ขับขี่ในเมืองให้ความนุ่มที่สบายตัว ไม่มีเรื่องของความแข็งที่กระด้างแต่อย่างใด และเมื่อใช้ความเร็วสูงความนุ่มที่กระชับของช่วงล่าง ช่วยให้รถคันนี้เกาะถนนได้อย่างหนึบเหนียวทีเดียว ให้ความลงตัวในการควบคุมรถที่หนักแน่นอย่างไว้ใจได้ เป็นช่วงล่างที่ผสานความอ่อนกับความแข็งได้อย่างประทับใจ เรียกว่าเอาจุดดีของการขับขี่มาผสมกับจุดเด่นที่เลื่องชื่อของตนเองได้อย่างลงตัวและดีสุดๆ

บอกได้เลยว่าไม่ผิดหวัง มีแต่ความประทับใจแม้ว่าจะทำให้นึกถึงตระกูล A อยู่บ้าง แต่เมื่อใดรถได้ออกตัวหรือได้ทำความเร็วแล้ว ทำให้ลืมเรื่องแย่ๆ ที่เกิดขึ้นในอดีตได้ มิน่าถึงได้บอกว่ายิ่งเข้าใกล้ยิ่งเร้าใจ มันเป็นแบบนี้นี่เอง

Mercedes AMG GT S & GLE Class Coupe

0
Mercedes AMG GT S & GLE Class Coupe

งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 36 ที่ผ่านมา  บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ประเทศไทย เปิดตัว  รถ ใหม่พร้อมๆ กัน 5 รุ่นใหม่ล่าสุด   ได้แก่ The new CLA Shooting Brake รถยนต์สปอร์ตคอมแพ็คแบบ 5 ประตู, The new C-Class BlueTEC HYBRID ยนตรกรรมหรูที่มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซลไฮบริดและผ่านการประกอบในประเทศไทยไทย (CKD),The new V-Class รถยนต์อเนกประสงค์ขนาด 6 ที่นั่ง, The new GLE-Class Coupe  และ Mercedes-AMG GT S รถยนต์สปอร์ตรุ่นที่ 2 ในกลุ่ม AMG ภายใต้แบรนด์Mercedes-AMG ล่าสุด

2 ดาวเด่นที่เจิดจรัสสุดๆได้แก่Mercedes-AMG GT S  และ The New GLE 450 AMG 4 MATIC Coupe ซึ่งเป็นรถใหม่แกะกล่องที่ลืมตามองดูโลกได้ไม่นานนัก โอกาสนี้เราจะไปกินลมชมวิว กับรถทั้ง 2 คันบนเกาะภูเก็ต เก็บบรรยากาศสวยๆ อารมณ์ดีๆ หลังพวงมาลัยมาฝาก

Mercedes-AMG GT S 

รถสปอร์ตพันธุ์ดุ ขับสนุก…ช่วงล่างหนึบ

Mercedes-AMG GT S คันนี้เป็น 1 ใน 5 รุ่น ของกลุ่ม Dream Car ที่บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ประเทศไทย จำกัด เปิดตัวในงาน บางกอกอินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 36 ที่ผ่านมา ด้วยราคาค่าตัวอยู่ที่ 14.9 ล้านบาท เรียกว่าเป็นรุ่นลิมิเต็ดอิดิชั่นซึ่งสำนัก AMG ได้บรรจงสร้างให้เป็นรถยนต์สปอร์ตรุ่นที่ 2โมดิฟายขนาดเครื่องยนต์ V8 สูบ 4.0 ลิตร ทวินเทอร์โบให้กำลังสูงถึง510 แรงม้า พร้อมแรงบิดมหาศาลที่ 650 นิวตันเมตร ที่ 1,750-4,750 แค่รู้สเปคของเครื่องยนต์ก็เกิดอาการประหม่าขึ้นมาทันที แถมยังมีข้อมูลแจ้งว่า แค่สีภายนอกมีสนนราคาในการทำสูงถึง 600,000 บาท แน่นอนว่ารถสปอร์ตจากค่ายดาวสามแฉกคันนี้ต้องเป็นอะไรที่ไม่ธรรมดา

รูปพรรณสัณฐานของรถคันนี้ใครไม่เหลียวมองก็คงเป็นพวกที่ไม่สนโลกอย่างแท้จริง เพราะทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่พบเห็นถึงกับมองแบบเหลียวหลัง ห้องโดยสารก็เป็นทีเด็ดอีกอย่างซึ่งเป็นมนต์สะกดให้ผู้ที่เข้าไปนั่งภายในต้องใช้เวลาชื่นชมความอลังการ รูปแบบการตกแต่งเบาะนั่งที่เป็นแบบบัคเกตซีทพร้อมพวงมาลัยรูปทรงเดียวกับของรถแข่งฟอร์มูล่า-วัน เป็นแบบหนังกำมะหยี่ อีกสิ่งหนึ่งที่ผู้ผลิตไม่มองข้ามคือฟังค์ชั่นต่างๆ ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่ได้สนุกไปกับ AMG RIDE CONTROL ที่เลือกฟิลลิ่งการขับขี่ได้ถึง 3 โหมดพร้อมตัวช่วยการขับขี่อีกเพียบซึ่งทำความเข้าใจกับสวิตช์ควบคุมระบบต่างๆ ได้ไม่ยาก

ลองของจริงกันสักหน่อยแบบไม่เค้นกำลังเครื่องยนต์มากมายนัก ขับขี่ตามเส้นทางพื้นราบและมีโค้งให้ลองระบบช่วงล่างว่าจะหนึบแน่นขนาดไหน เริ่มกันด้วยโหมด ComFort ระบบนี้ออกแบบมาเพื่อขับชิลล์ๆ ในสไตล์นุ่มนวล กดคันเร่งไปเรื่อยๆ พวงมาลัยไม่หนักอย่างที่คิด ระบบส่งกำลังปรับเปลี่ยนไปตามลำดับของรอบเครื่องยนต์ ต่อจากนั้นจึงลองโหมด SPORT ฟังก์ชั่นนี้ได้มีการเปลี่ยนแปลงทั้งน้ำหนักของพวงมาลัย และความหนึบของระบบช่วงล่างเรียกได้ว่ากระชับและมั่นใจยิ่งขึ้นกว่าโหมดแรก มาถึงโหมด Sport + ต้องบอกว่าระบบนี้เตรียมพร้อมไว้ซิ่งเท่านั้น

พวงมาลัยพร้อมช่วงล่างแน่นขึ้นชัดเจนเพื่อเพิ่มความมั่นใจในการขับขี่ กระแทกคันเร่งแบบเต็มแรงพร้อมฟังเสียงคำรามจากเครื่องยนต์ที่แผดเสียงดังสนั่น พร้อมกระชากใจด้วยเสียงแบล็คไฟล์ในขณะที่ถอนคันเร่งและเปลี่ยนเกียร์ แผงแดชบอร์ดด้านหน้ารถแสดงตำแหน่งเกียร์ไว้ที่เลข 5 เท่ากับยังเหลืออีก 2 เกียร์ที่เครื่องยนต์ยังไม่นำพาไปถึง แต่เข็มไมล์แสดงความเร็วไปแตะๆ อยู่ที่ 200 กม./ชม. จึงเป็นเหตุให้ถอนคันเร่งและเปลี่ยนโหมดกลับไปยัง ComFort อีกครั้ง

เวลาที่ได้ทดลองขับ Mercedes-AMG GT S ไม่นานสักเท่าไหร่ แต่ก็เป็นอะไรที่พอเพียงสำหรับรถสปอร์ตพันธุ์ดุ  หลังจากลองกระแทกคันเร่งและสังเกตเข็มความเร็วที่พุ่งทะยานกับระยะเวลาอันน้อยนิดที่เครื่องยนต์สร้างพลังออกมาพร้อมกับเสียงแบล็คไฟล์ที่ดังทุกครั้งในช่วงเปลี่ยนเกียร์ ทำให้เริ่มสับสนว่าMercedes-AMG GT S คันนี้ คือรถสปอร์ตหรือรถแข่งกันแน่

The New GLE 450 AMG4 MATIC Coupe

เอสยูวีหรูสไตล์สปอร์ตคูเป้

หลังจากลองที่สุดของสายพันธุ์สปอร์ตจากค่ายดาวสามแฉก คิวต่อมาก็ถือว่าเป็นไฮไลท์ไม่แพ้คันแรก สำหรับ The New GLE 450 AMG 4 MATIC Coupe ซึ่งเป็นรถรุ่นใหม่และเปิดตัวให้โลกรู้ไปในงาน 2015 New York International Auto Show ก่อนจะมาโชว์โฉมพร้อมขายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ที่ผ่านมาโดยอาจจะเป็นตัวแทนของ M- Class ในอนาคต และแน่นอนว่าถูกจัดวางให้อยู่ในพิกัดเดียวกับBMW X6 ที่ถือเป็นมวยตรงรุ่นก็ว่าได้

ด้วยรูปทรงซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างรถเอสยูวีและคูเป้มาไว้ด้วยกัน ผนวกกับสมรรถนะความแรงของเครื่องยนต์ที่ไม่แพ้รถสปอร์ต จึงได้มาซึ่งนิยามของคำว่า “เอสยูวีสปอร์ตคูเป้” แถมได้รับการแต่งซิ่งจากสำนัก  AMG ทั้งในเรื่องของบอดี้พาร์ท และ เครื่องยนต์ ซึ่งแน่นอนว่ารถคันนี้ต้องมีอะไรที่พิเศษกว่ารุ่นปกติ

นอกจากรูปโฉมที่ดูสุขุม ภายในดีไซน์เรียบหรูจนน่าหลงใหลมากับความกว้างขวาง และสะดวกสบาย ออกแบบให้มี 5 ที่นั่ง ซึ่งสามารถเลือกปรับและพับเบาะนั่งด้านหลังได้แบบ 1/3 หรือ 2/3 และสิ่งที่ต้องทึ่งนั่นคือระบบ Dynamic Select ที่เลือกขับขี่ 5 แบบ คือ Individual ที่ช่วยจดจำการขับขี่ตามสไตล์ของผู้ใช้, Comfort ฟิลลิ่งใกล้เคียงกับรถซีดาน, Slippery สำหรับพื้นผิวที่ลื่นหรือใช้ในขณะฝนตก, รวมถึง Sport และ Sport+ เพื่อการขับขี่ที่เร้าใจและสนุกยิ่งขึ้น

AMG จัดเต็มขุมพลังให้ The New GLE 450 AMG 4 MATIC Coupe คันนี้ โดยโมดิฟายเครื่องยนต์เบนซินแบบ V6 ทวินเทอร์โบขนาด 2,996 ซี.ซี. กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 367 แรงม้า ที่ 5,500-6,000 รอบ/นาที แรงบิด 520 นิวตัน-เมตร ที่ความเร็ว 1,800-4,000 รอบ/นาทีพร้อมเกียร์อัตโนมัติแบบ 9G-TRONIC ขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ Permanent all-wheel drive

เส้นทางที่ใช้ทดลองขับรถคันนี้มี 2 รูปแบบ คือบนพื้นผิวถนนที่ลาดยางและบนพื้นทรายริมชายหาดที่สะท้อนการใช้งานระบบขับเคลื่อน 4 ล้อให้เต็มสมรรถนะ โหมด Comfort เป็นไปอย่างสบายๆ ขับเพลินๆ แต่หากเลือกสนุกแบบหลังติดเบาะต้องปรับไปที่โหมด Sport และ Sport+ ที่จะทำให้ลืมว่ารถที่ขับอยู่คือรถครอสโอเวอร์ โดยจะทำงานร่วมกับช่วงล่างถุงลม AIRMATIC แบบปรับได้ ซึ่งตัวรถจะโหลดเตี้ยลงอัตโนมัติขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการยึดเกาะถนน ต่อจากนั้นคือการทดลองอีกโหมดที่น่าสนใจในฟังก์ชั่น Slippery ที่ออกแบบมาเพื่อให้เหมาะกับการใช้งานบนพื้นผิวที่ลื่น ด้วยการกระโจนลงหาดทรายและสร้างความคุ้นเคยเพื่อรับรู้ถึงความแตกต่าง สิ่งที่พบและสัมผัสได้คือการถ่ายกำลังไปยังล้อทั้ง 4 ที่ไม่เท่ากัน ทำให้ลดการลื่นไถลหรือฟรีทิ้ง และควบคุมรถได้ง่ายดาย

The New GLE 450 AMG 4 MATIC Coupe คันนี้นอกจากจะสะท้อนถึงความหรูหรา และสง่างามในสไตล์ของเอสยูวีสปอร์ตคูเป้ที่ให้การขับขี่ที่สนุก เร้าใจ จากเครื่องยนต์ทรงพลัง การควบคุมรถก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ โดยยกหน้าที่ให้กับระบบ Dynamic Select โหมดขับขี่รูปแบบต่างๆ ที่จะคอยอำนวยความสะดวกและมั่นใจได้ในทุกสภาพเส้นทาง

Toyota Camry ESport เติมความมันส์ให้ชีวิต

0

ไม่ใช่ครั้งแรกที่ค่าย โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย นำเข้ารถ Camry เข้ามาจำหน่ายในบ้านเรา เพราะก่อนที่จะมีการผลิตและประกอบ Camry ในไทยนั้น มันเคยอาละวาดบนท้องถนนเมืองไทยมาแล้ว และเป็นหนึ่งในรถที่ขายดิบขายดีไม่น้อยทีเดียว แม้ว่า Camry จะได้ชื่อว่าเป็นรถซีดานขนาดกลางที่มีความหรูหราและได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจนเป็นหนึ่งในรถที่ประสบความสำเร็จ แต่เมื่อทางโตโยต้าเพิ่มทางเลือกให้กับผู้ใช้ที่ยังชื่นชอบในเรื่องของความแรง ความสปอร์ตแล้ว และนี่คือคำตอบที่ต้องบอกว่า ใช่เลย

หลายๆ คนที่ได้พบเห็นเจ้า Camry ESport คันนี้ ต้องยอมรับว่ามันยังคงภาพลักษณ์ความหรูไว้ในเรื่องของหน้าตาที่ชวนให้คิดถึง Lexus กลายๆ ซึ่งแน่นอนว่ารถในตระกูล ESport นั้นเป็น DNA ใหม่ของโตโยต้าที่เน้นเรื่องภาพลักษณ์ที่โดดเด่นตามคอนเซ็ปต์ Look at me now จึงไม่น่าแปลกใจกับความโดดเด่นในเรื่องของการดีไซน์แบบสปอร์ตทั้งภายนอกและภายใน ที่เน้นเส้นสายให้ดูเฉียบคมแตกต่างไปจากรุ่นอื่นๆ แต่อย่างไรก็ตามความโดดเด่นที่แท้จริงในความเป็น ESport แล้วนั้น มันต้องคุยกันถึงเรื่องสมรรถนะทั้งความแรง ความสนุกสนานในการขับขี่ ที่สร้างความประทับใจโดยไม่ทิ้งเรื่องของความปลอดภัยอันเป็นจุดเด่นหลักของ Camry ด้วย

หน้าตาไม่ต้องพูดถึงโดดเด่นชวนมอง ด้วยชุดกระจังหน้าโครเมี่ยมรมดำแบบ Sport Type รวมไปถึงไฟหน้าโปรเจคเตอร์รมดำ ไฟท้ายที่มาพร้อมสปอยเลอร์หลังให้ความดุดัน เติมเต็มความเป็นสปอร์ตด้วยท่อไอเสียแบบคู่ ที่ต้องบอกว่ามันไม่ใช่เป็นเพียงแค่แฟชั่นให้ดูสปอร์ตเท่านั้น แต่มันยังสามารถเรียกม้ามาเพิ่มให้ได้อีกถึง 3 ตัวเลยทีเดียว ภายในเน้นสร้างอารมณ์ความสปอร์ตมากกว่าที่จะมาใส่ใจกับความหรูหรา แต่ยังคงความมีระดับได้เป็นอย่างดี แป้นเหยียบคันเร่งและเบรกต้องแบบสปอร์ตเท่านั้น พวงมาลัยต้องเป็นแบบหุ้มหนังและต้อง 3 ก้านที่มาพร้อมกับ Paddle Shift เบาะคู่หน้าทรงสปอร์ตนั่งสบายโอบกระชับ การตกแต่งสีภายในเป็นแบบสีดำทูโทน ตัดกับสีเงินลายสปอร์ต หลังคามูนรูฟ

ทันทีที่กดปุ่ม Push Start เข็มรอบเครื่องไต่ระดับไปตามน้ำหนักของเท้าที่เหยียบลงไปบนคันเร่ง เครื่องยนต์เดินราบเรียบที่ยังไม่สำแดงพิษสงความร้ายกาจออกมา ยังคงมีสภาพความเป็น Camry แต่เมื่อผลักคันเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีดพร้อม Sequential Shift  ไปยังตำแหน่ง D เท้าที่เริ่มลงน้ำหนักมากขึ้นไปที่คันเร่ง เราจะพบกับความประทับใจของเจ้าเครื่องยนต์ในตระกูล AR ที่ ESport เลือกใช้รุ่น 2 AR-FE Dual VVT-i ที่พร้อมตอบสนองในทันที กำลังสูงสุดที่มีมาให้นั้นสูงถึง 184 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 235 นิวตัน-เมตรที่ 4,100 รอบ/นาที ต่างทำหน้าที่เต็มกำลัง ต้องบอกว่าความประทับใจในความแรงของ ESport นั้นมาทันที โดยเฉพาะช่วงล่างที่ต้องบอกว่า หนึบแน่น ชวนให้นึกถึงรถหรูจากค่ายยุโรปไม่ใช่น้อย มันทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยมไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการยึดเกาะถนน การเปลี่ยนเลน และการเกาะโค้ง ชวนให้กลับมาเป็นคนวัยหนุ่มที่คึกคะนองได้ไม่น้อยทีเดียว

ในความเร้าใจความสนุกสนานต่อการขับขี่กับเครื่องยนต์ที่ตอบสนองพละกำลังได้อย่างทันท่วงทีและความหนึบแน่นมันได้สร้างความประทับใจให้ไม่น้อยทีเดียว และแน่นอนว่าในความแรงที่สั่งได้แบบนี้ย่อมต้องมีเรื่องของระบบความปลอดภัยที่สร้างความมั่นใจต่อการขับขี่ ที่ ESport ไม่พลาดที่จะนำมาติดตั้งไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของโครงสร้างนิรภัย GOA ระบบเบรก ABS ระบบควบคุมการทรงตัว VSC ระบบป้องกันล้อหมนุฟรี TRC และระบบกระจายแรงเบรก EBD  เสริมแรงเบรก BA รวมถึงระบบเตือนวัตถุเคลื่อนไหวด้านหลังรถ Rear Cross Traffic Alert ระบบเตือนมุมอับสายตา  Blind Spot Monitor ถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่ง และเบาะนั่งคู่หน้าแบบ WIL ที่ช่วยลดการบาดเจ็บของกระดูกต้นคอเมื่อเกิดจากการชน

ทั้งหมดที่กล่าวมานั้น ทำให้ ESport คันนี้ต้องใช้คำนิยมว่า Life is Thrilling ยนตรกรรมใหม่ที่จะเปลี่ยนชีวิตคุณให้ตื่นเต้นและเร้าใจยิ่งกว่าเดิม ซึ่งได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วบนเส้นทางสายกรุงเทพฯ – ชะอำ กับราคาน่าสนใจที่ 1,639,000 บาท

Roadtest Nissan NP300 Navara & Mitsubishi Triton ออฟโรดเล็กๆ ในสภาพเส้นทางจริง !!

0
หลังจากที่เคยลองกันบนเส้นทางปกติกันมาแล้ว รวมถึงทางขรุขระบ้างเล็กน้อย เราต่างเห็นพ้องต้องกันว่า สมรรถนะของรถปิกอัพในปัจจุบันนี้ไม่ธรรมดาเลยแม้แต่น้อย มันมีระบบต่างๆ เข้ามาช่วยเหลือให้การเดินทางเป็นไปอย่างสมบูรณ์ แต่เมื่อต้องมาลองกันบนเส้นทางวิบากหรือทางออฟโรดกันบ้าง พวกระบบต่างๆ ที่ให้มานั้นจะช่วยให้พ้นผ่านอุปสรรคของเส้นทางวิบากนี้ได้หรือไม่เรามาดูกัน…

สำหรับรถปิกอัพขับเคลื่อน 4 ล้อในปัจจุบันนี้ เราจะไม่เห็นคันเกียร์ด้ามที่สองสำหรับการปรับเปลี่ยนระบบขับเคลื่อนจาก 2 ล้อมาเป็น 4 ล้อ จาก 4H มาเป็น 4L กล่องสมองกลและระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น นั่นรวมไปถึงการปรับเปลี่ยนระบบขับเคลื่อนจาก 2 ล้อมาเป็นสี่ล้อ ที่เป็นระบบไฟฟ้าใช้เพียงแค่การหมุนสวิตช์ไปยังระบบที่ต้องการเพียงแค่นั้นก็เรียบร้อยแล้ว

Nissan NP300 Navara และ Mitsubishi Triton ที่เป็นรถปิกอัพขับเคลื่อน 4 ล้อทั้งสองคัน ถูกพามาตะลุยกันในเส้นทางทุรกันดารที่ต้องผ่านอุปสรรคในสภาพทางออฟโรดที่มีทั้งทางที่ขรุขระ ขึ้น-ลงเนิน ทางแคบ รวมไปถึงทางที่มีสภาพเป็นดินหนังหมู อุปสรรคเหล่านี้รออยู่เบื้องหน้าที่เป็นด่านสำคัญสำหรับการหาความสามารถที่แท้จริงของระบบต่างๆ ที่รถทั้งสองคันจัดมาให้

ทั้งสองคันมาด้วยเครื่องยนต์ที่ไม่ต่างกันมากนัก NP300 Navara ใช้เครื่องยนต์ 4 สูบแถวเรียง DOHC Commonrail Turbo Intercooler 2,488 ซี.ซี. ให้กำลังสูงสุด 190 แรงม้าที่ 3,600 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 450 นิวตัน-เมตรที่ 2,000 รอบ/นาที ในขณะที่ Triton มาด้วยเครื่องยนต 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว MIVEC VG Turbo Intercooler 2,442 ซี.ซี. ให้กำลังสูงสุด 181 แรงม้า ที่ 3,500 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 430 นิวตัน-เมตร ที่ 2,500 รอบ/นาที

ในการเปลี่ยนระบบขับเคลื่อนจาก 2 ล้อมาเป็น 4 ล้อนั้น ทั้งสองคันใช้ระบบไฟฟ้าด้วยการหมุนสวิตช์ปรับเปลี่ยนในขณะที่รถกำลังเคลื่อนที่ได้ในความเร็วไม่เกิน 100 กม./ชม. และแน่นอนว่าเมื่อถึงเวลาที่ต้องลุยกันแบบจริงๆ จังๆ แล้ว โหมดที่ช่วยให้การขับขี่เพื่อผ่านพ้นอุปสรรคให้ง่ายขึ้นนั้น ต่างก็มีมาให้คล้ายๆ กัน โดยที่ในส่วนของ NP300 Navara นั้น มีระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว VDC เฟืองท้ายแบบลิมิเต็ดสลิป LSD ระบบช่วยการออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน HSA และระบบช่วยควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน HDC ส่วน Triton นั้นใช้ชื่อที่เรียกแตกต่างออกไปไม่ว่าจะเป็นระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว ASTC ที่จะทำงานประสานกับระบบ ASC ที่ควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวในสภาวะที่รถเสียสมดุลเพื่อป้องกันการลื่นไถลออกนอกเส้นทาง ATC ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไถลช่วยควบคุมการหมุนของล้อทั้ง 4 ได้อย่างสมดุล ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HSA ระบบเฟืองท้ายลิมิเต็ดสลิปแบบ Hybrid LSD ที่ช่วยส่งกำลังงานระหว่างล้หลังซ้ายและขวาให้รถผ่านอุปสรรคต่างๆ บนเส้นทางออฟโรดได้

ทั้งสองคันมีสวิตช์สำหรับการเปิด-ปิดการใช้งานในส่วนของระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว  และเมื่อเข้าสู่เส้นทางอุปสรรคสวิตช์ในส่วนนี้ยังคงเปิดใช้งานอยู่เช่นเดิม บททดสอบแรกเป็นการวิ่งในเส้นทางลูกรังที่เมื่อเราลองใช้ความเร็วสูงในเส้นทางที่คดเคี้ยวโดยที่ยังคงอยู่ในระบบขับเคลื่อน 2 ล้ออยู่ รถทั้งสองคันยังสามารถควบคุมการขับขี่บนเส้นทางได้เป็นอย่างดี ในขณะที่เส้นทางเริ่มมีทางขรุขระทั้งร่อง หลุม และก้อนหินที่วางเรียงรายกัน การขับเคลื่อน 2 ล้อยังคงทำหน้าที่ได้เป็นอย่างดี จนเมื่อถึงเวลาที่ต้องลุยกันอย่างเป็นจริงเป็นจังกับสภาพเส้นทางที่เป็นดินหนังหมู การปรับเปลี่ยนระบบขับเคลื่อนจากสองล้อเป็นสี่ล้อ และเป็น 4L เริ่มจะต้องนำมาใช้ ในสภาพทางแบบนี้จำเป็นที่จะต้องใช้ความเร็วที่ต่ำเพียงแตะคันเร่งเบาๆ แล้วให้ลิมิเต็ดสลิปและระบบป้องกันล้อหมุนฟรีทำงาน

อาการดีดดิ้นและลื่นไถลเริ่มเกิดขึ้น ร่องดอกยางที่เป็นแบบ All Terrain ถูกแทนที่ด้วยดินเหนียวที่อัดเข้ามาจนเต็มร่องดอกยางจนกลายสภาพเป็นยางสลิค การที่จะขับให้ผ่านพ้นอุปสรรคนี้ต้องใช้เวลานานพอสมควร ซึ่งขึ้นอยู่กับทักษะการขับขี่เป็นองค์ประกอบ แน่นอนว่าหากยางที่ใช้เป็นยางประเภท Mud Terrain การขับผ่านอุปสรรคในช่วงนี้นับว่ายังง่ายกว่าและไม่ต้องใช้เวลามากจนเกินไป

สำหรับการปีนป่ายเพื่อตะกายขึ้นไปวางตำแหน่งล้อบนก้อนหินที่ลื่นไถล เป็นไปอย่างง่ายดาย รถทั้งสองคันต่างทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งต้องบอกว่ากับเส้นทางออฟโรดเล็กๆ ในครั้งนี้เป็นเพียงบทพิสูจน์ของระบบช่วยเหลือต่างๆ ที่รถทั้งสองคันจัดมาให้ และแน่นอนว่ามันสามารถสอบผ่านได้เป็นอย่างดี แม้ว่าในบางช่วงอาจต้องใช้เวลากันบ้างนิดหน่อย แต่สุดท้ายแล้ว ทั้งสองคันก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า มันสามารถขับให้ได้ผ่านให้ถึง