Home Blog Page 541

The New Porsche 911 Carrera ครั้งแรกกับการทดลองขับเจ้าชายกบรุ่นล่าสุด

0
รถสปอร์ตคูเป้ 2+2 ที่นั่ง ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว  ติดตั้งเทคโนโลยีและระบบความปลอดภัยทันสมัย สมรรถนะโดดเด่นจากขุมพลังบอกเซอร์ 6 สูบนอนขนาด 3.0 ลิตรพ่วงระบบอัดอากาศ Bi-turbo charging ให้กำลังสูงสุด 370 แรงม้า พร้อมระบบเกียร์Porsche Doppelkupplung และแพ็คเกจ Sport Chrono Package อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. เพียง 4.2 วินาที

THE NEW PORSCHE 911 CARRERAเผยโฉมครั้งแรกในประเทศไทย ณ งาน บางกอก อินเอตร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 37 ที่ผ่านมา และเป็นครั้งแรกที่สื่อมวลชนจะได้ทดลองขับปอร์เช่ 911 คาร์เรร่า ใหม่ล่าสุด (The new 911 Carrera) เพื่อพิสูจน์สมรรถนะเครื่องยนต์สมรรถนะสูง พร้อมสัมผัสเทคโนโลยีชั้นนำ และระบบความปลอดภัย ในกิจกรรมงาน  “The New 911 Carrera Driving Experience 2016” ซึ่ง บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด ในฐานะผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ ปอร์เช่อย่างเป็นทางการ ได้จัดขึ้นที่ ลาน อเนกประสงค์ กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์

ว่าแล้วก็มาดูกันครับว่า สุดยอดรถสปอร์ตในฝันที่ใครหลายคนหมายปองจะมีสมรรถนะการขับขี่ที่เร้าใจขนาดไหน www.autoworldthailand.com จัดให้ด้วยความเต็มใจ

THE NEW PORSCHE 911 CARRERA มีความโดดเด่น ตั้งแต่ไฟหน้าติดตั้งไฟ Daytime แบบ 4 ดวง (Four point daytime running lights) จนไปถึงที่จับประตูและฝากระโปรงหลังได้รับการออกแบบใหม่รับกับไฟท้ายแบบใหม่ล่าสุดได้อย่างลงตัว พร้อมไฟเบรกแบบ 4 ดวง (Four point daytime brake lights) ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ในส่วนของล้อเป็นแมกลาย 5 ก้านคู่ขอบ 19 นิ้ว มีสปอยเลอร์หลังที่สังการเปิด/ปิด และท่อไอเสียคู่ออกกลางที่เลือกซุ้มเสียงดุดันได้จากสวิทช์ควบคุมบริเวณคอนโซลเกียร์

ห้องโดยสารดีไซน์ประณีต เบาะนั่งและพวงมาลัยเป็นงานแฮนด์เมด มาพร้อมระบบ PCM:Porsche Communication Management ซึ่งเป็นระบบสัมผัสและง่ายต่อการใช้งาน ทั้งยังมี Sport Chrono Package ฟังค์ชั่นเสริมที่สามารถเลือกติดตั้งได้ พร้อมกับโหมด Switch on บนพวงมาลัย ปรับเปลี่ยนโหมดการขับขี่ได้ 4 ระดับ คือ Normal, Sport, Sport Plus และ Individual พร้อม “Sport Respone button” ซึ่งจะทำให้เร่งเครื่องยนต์ถึง RED LINE ได้นานถึง 20 วินาที สำหรับการแซงด้วยความเร็วสูง สมองกลอิเลคทรอนิคส์จะควบคุมระบบเกียร์ให้ทำงานร่วมกับการจัดการเครื่องยนต์ เพื่อปรับเปลี่ยนพร้อมตอบสนองได้ในเวลาที่รวดเร็ว

อีกหนึ่งฟังค์ชั่นที่โดดเด่นของระบบ PCM คือช่วยค้นหาเส้นทางแบบออนไลน์ สั่งการได้ด้วยเสียงหรือ Voice Control ใช้งานผ่านระบบหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว คล้ายกับการใช้งานบนสมาร์ทโฟน

THE NEW PORSCHE 911 CARRERA ได้รับการปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่ในรูปแบบวางหลังที่เป็นเอกลักษณ์ ความจุ 3 ลิตร ติดตั้ง Bi-turbo charging ให้กำลังสูงสุด 370 แรงม้า พร้อมแรงบิด 450 นิวตันเมตรที่ 1,700-5,000 รอบต่อนาที ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์ Porsche Doppelkupplung:PDK อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในระยะเวลาเพียง 4.2 วินาที และประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงมากขึ้น 12% โดยอัตราสิ้นเปลืองจะลดลง 1 ลิตรต่อ 100 กม. บริโภคเชื้อเพลิงเพียง 7.4 ลิตรต่อ 100 กม. หรือประมาณ 13.51 กม./ลิตร

ระบบความปลอดภัยและตัวช่วยในการขับขี่จัดเต็มในระดับพรีเมียม อาทิ ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (automatic speed control), ระบบ Adaptive Cruise Control (ACC) ซึ่งเป็นอุปกรณ์เสริม มาพร้อมกับฟังก์ชั่น Coasting ทำงานร่วมกับระบบเกียร์ PDK เมื่อต้องขับขี่ในสถานการณ์รถติด คลัทซ์จะหยุดทำงานเพื่อประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง แต่ไม่สูญเสียกำลังเครื่องยนต์ นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งระบบเสริมที่สามารถเลือกติดตั้ง คือระบบช่วยเหลือในการเปลี่ยนช่องทาง (lane change assistant) ตรวจสอบรถด้านหลังด้วยตัวจับสัญญาณและใช้ไฟ LED ทั้งด้านซ้ายและขวาเพื่อเป็นการเตือนผู้ขับขี่ให้ระวังรถที่อาจวิ่งเข้ามาในระยะจุดบอดได้  ทั้งยังเพิ่มความปลอดภัยด้วยระบบหยุดวงจรไฟหรือเครื่องยนต์ ที่เสี่ยงต่อการเกิดไฟไหม้หรือความเสียหายหลังเกิดการชน (the post-collision braking system) ติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน

ถึงเวลาลองของแรง

แม้ว่ากิจกรรมนี้จะไม่ใด้จัดขึ้นในสนามทดสอบรถยนต์ แต่การประยุกต์ใช้พื้นที่ของลานอเนกประสงค์ในกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ก็สามารถทำให้ THE NEW PORSCHE 911 CARRERA ปลดปล่อยสัญชาตญาณของความเป็นรถสปอร์ตได้อย่างไม่มีข้อกังขา รูปแบบของการทดสอบในสถานการณ์ต่างๆถูกจำลองมาไว้บริเวณลานกว้างที่มีระยะทางตรงซึ่งทำความเร็วได้กว่า 120 กม.ชม. รูปแบบเส้นทางถ่ายทอดการควบคุมรถได้ไม่ต่างกับสถานการณ์จริงที่พบเจอในสนามแข่ง

ก่อนทำการทดสอบ INSTRUCTOR ผู้ฝึกสอนชี้แจงระบบต่างๆของรถคันนี้อย่างคร่าวๆก่อนที่จะพาไปสัญจรบนเส้นทางจริง รวมถึงรูปแบบการขับขี่ที่ถูกต้อง พร้อมขับให้สื่อมวลชนได้ทำความคุ้นเคยกับรถทั้งหมด 2 รอบสนาม

เมื่อเข้าใจรูปแบบและวิธีการทดสอบก็ถึงเวลาได้ลองของจริงไปกับรถสปอร์ตคูเป้ในตำนาน ก่อนอื่นที่ผมประทับใจมากก็คือเบาะนั่งแบบบักเก็ตซีท งานแฮนด์เมดซึ่งทำออกมาได้เนี๊ยบราวกับใช้เครื่องจักร ก่อนลองขับต้องทำความเข้าใจกับสวิทช์ควบคุมระบบต่างๆภายในห้องโดยสารว่าปุ่มไหนสำหรับใช้งานอะไร ทีเด็ดของความมันอยู่ที่สวิทช์ควบคุมเสียงจากท่อไอเสีย สามารถปรับการใช้งานได้ทั้งเสียงเบาแบบรถสแตนดาร์ด และซุ้มเสียงโหดดิบราวกับรถแข่ง รวมถึงแอบซ่าได้กับสวิทช์ควบคุมสปอยเลอร์หลังที่สั่งการได้แบบออโตเมติค ซึ่งจะดีดตัวออกจากด้านหลังเพื่อกดท้ายรถให้นิ่งตามหลักอากาศพลศาสตร์ หรือจะเปิดค้างไว้ตลอดเพื่อเพิ่มเติมในความสปอร์ตให้ตัวรถดูดุดัน

เริ่มขับอยากจริงจังคนละ 2 รอบสนาม จะมีใครบ้างที่จัดเต็มตั้งแต่ในรอบแรกที่ทำการทดสอบ ผมตอบได้เลยว่าคงไม่มี ซึ่งผมเองก็เป็นแบบนั้นเช่นกัน รูปแบบของสนามจากจุดสตาร์ทเป็นทางตรง มีจุดสกัดแบบสลับเลนก่อนจะไปยังจุดเบรคที่มีระยะค่อนข้างสั้น จากนั้นเป็นทางโค้งกว้างๆที่พอจะเติมคันเร่งให้รถพุ่งทะยานไปยังไพล่อนที่วางขวางก่อนจะหักหลบ และต่อไปยังโค้งๆแคบๆ ซึ่งมาจบยังจุดสตาร์ทพอดีถือเป็นการทดสอบเต็มหนึ่งรอบสนาม

หลังจากขับชิวๆเพื่อสำรวจเส้นทางจากรอบแรกเพื่อให้แน่ใจว่าจุดไหนอันตราย และช่วงไหนที่จัดได้เต็ม ก็ได้เวลาจัดเต็มกับ THE NEW PORSCHE 911 CARRERA จากจุดสตาร์ทผมกระแทกคันเร่งเต็มแรง รถพุ่งทะยานไปข้างหน้าแบบที่ว่าไม่สามารถยกหลังขึ้นจากเบาะได้ การถ่ายเทน้ำหนักไปยังล้อทั้ง 4 ทำได้อย่างน่าทึ่ง ฟิลลิ่งการออกตัวไม่ผิดแปลกไปจากรถขับเคลื่อนสี่ล้อสักเท่าไหร่ ความเร็วที่ออกจากจุดสตาร์ทจนถึงช่วงสลับเลน ผมเหลือบตาไปดูเกือบๆ 150 กม./ชม. พอมาถึงช่วงนี้ต้องถอนเท้าออกจากคันเร่งมาแตะที่เบรคเบาๆเพื่อควบคุมรถผ่านไพล่อน แล้วเติมคันเร่งอีกนิดเพื่อมุ่งไปหาจุดเบรก ผลที่ได้ออกมาน่าทึ่ง เพราะการหยุดรถทำได้ในระยะทางที่สั้นมาก สั้นแบบน่าใจหาย ก่อนที่จะเติมคันเร่งเพื่อเข้าโค้งกว้าง แล้วเดินคันเร่งต่อไปยังสิ่งกีดขวางเพื่อหักหลบ พอออกจากพื้นที่บริเวณนี้ได้ ความเร็วถูกเพิ่มขึ้นอีกครั้งเพื่อไปยังโค้งรูปตัวยูแคบๆ สังเกตไปที่มาตรวัด เข็มความเร็วชี้ไปที่ประมาณ 120 กม./ขม. แล้วจึงถอนคันเร่งเพื่อเข้าโค้งแคบ และแอบฟังเสียงยางที่สัมผัสกับพื้นถนนว่าจะมีเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าด อย่างที่ควรจะเป็นไหม แต่ผลลัพธ์ออกมากลับเงียบกริบ และควบคุมไปตามทิศทางที่ต้องการได้อย่างแม่นยำ

การทดสอบในครั้งนี้ใช้เวลาสำรวจและสัมผัสสมรรถนะเพียงน้อยนิด แต่สิ่งที่ผมได้คือการเปิดประสบการณ์ใหม่ให้กับตัวเองในการขับขี่และควบคุมความซ่าส์ของเจ้าชายกบคันล่าสุด ก่อนหน้าเคยได้ยินแต่คนพูดถึงว่า “ก่อนขับต้องไปเรียนรู้ว่า PORSCHE นั้นขับยังไง ถ้าไม่เคยขับหรือไม่คุ้นกับรถ จะทำให้ควบคุมได้อยาก” เริ่มแรกก็เกิดอาการประหม่าเล็กน้อย แต่พอได้นั่งหลังพวงมาลัยและลองขับ การปราบพยศของรถคันนี้ไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่เคยได้ฟังมา และถ้าคุณคุ้นเคยเมื่อไหร่ แน่นอนว่าความสนุกสุดมัน จากการเค้นขุมพลังบอกเซอร์ขนาด 3.0 ลิตร Bi-turbo charging จะทำให้หลังคุณยกไม่ขึ้นจากเบาะนั่ง ซุ้มเสียงเครื่องยนต์ที่คำรามผ่านท่อไอเสียพร้อมเสียงการจุดระเบิดแบบแบคไฟร์ในรถแข่ง แค่นี้ก็สามารถทำให้อะดีนารีนหลั่งออกอย่างท่วมท้นแล้วครับ

TESTDRIVE MAZDA CX-5 ประหยัด ขับสนุก มาพร้อมกับเทคโนโลยีเพื่อปลอดภัย (ภาพ+วีดีโอ)

0
ในขณะที่อุตสาหกรรมยานยนต์มีตัวเลขลดลงถึง 16 % เมื่อเทียบกับยอดจำหน่ายในปีที่ผ่าน แต่ตลาดรถยนต์นั่งในกลุ่มเอสยูวีของค่ายซูมซูมกลับพุ่งขึ้นกว่า 30 % ทั้งนี้เป็นเพราะ MAZDA มุ่งมั่นที่จะพัฒนาโปรดักส์เพื่อเข้าไปครองใจกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ซึ่งนับวันจะขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ดรรชนีชี้วัดนี้สังเกตง่ายๆจากยอดจำหน่ายรถยนต์ในงานบางกอกอินเตอร์เนชั่นแนลมอเตอร์โชว์ครั้งที่ผ่านมา ซึ่ง MAZDA กวาดยอดจำหน่ายไปได้กว่า 3,500 คัน สำหรับรถยนต์ในค่ายนี้จะมีรุ่น 2 ครองยอดขายมาเป็นอันดับหนึ่ง และสำหรับ CX-5 รถยนต์ในเซกเมนต์ SUV สะสมยอดขายอยู่ในฐานะรองแชมป์

การกลับมาใหม่ในรูปแบบไมเนอร์เชนจ์ของ MAZDA CX-5 ที่มาของต้นกำเนิดสุดยอดเทคโนโลยี SKYACTIVE ซึ่งถือเป็นความภาคภูมิใจจาก MAZDA และยังได้นำเทคโนโลยีของระบบต่างๆในรถคันนี้ไปพัฒนาให้กับรถยนต์ในค่ายแทบทุกเซกเมนต์ก็ว่าได้ รูปแบบใหม่ของ SKYACTIVE SUV จะมีอะไรน่าสนใจ และการขับขี่ยังคงสนุกสนานตามคอนเซปต์ที่ค่ายรถซูมซูมต้องการให้เป็นมากน้อยเพียงใด www.autoworldthailand.com มีคำตอบให้ทุกท่านนำไปพิจารณาครับ  

1 เดือนก่อนงานมอเตอร์โชว์ จะเริ่มขึ้น บริษัท มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย จำกัด ได้เปิดตัว MAZDA CX-5 ในรูปแบบไมเนอร์เชนจ์ หลังจากนำรถรุ่นนี้เปิดตัวสู่สาธารณชนครั้งแรกในประเทศญี่ปุ่นเมื่อปี 2012 ตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา CX-5 ได้การันตีด้วยรางวัลต่างๆมากมาย อาทิ รถยนต์ยอดเยี่ยมของประเทศญี่ปุ่น “Japan Car of The Year” ประจำปี 2555 – 2556, ได้รับคะแนนความปลอดภัยสูงสุดของโครงสร้างตัวถังสกายแอคทีฟ-บอดี้ “Top Safety Pick” จากสถาบันเพื่อความปลอดภัยบนถนนหลวงของประเทศสหรัฐอมริกา Insurance Institute for Highway Safety (IIHS)ในปี 2015 และรางวัลทางด้านความปลอดภัยผ่านมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดระดับ 5 ดาว จากยุโรป หรือ Euro NCAP จวบจนถึงเวลาปรับโฉมในรูปแบบ Minor Change ซึ่งเป็นไปตามแนวคิด “Achievement in Control ทุกความสำเร็จ…คุณควบคุมได้”มาดูกันก่อนครับว่าการเปลี่ยนแปลงของ SKYACTIVE SUV ใน MAZDA CX-5 มีอะไรบ้าง เริ่มจากรูปลักษณ์ภายนอกด้วยชุดกระจังหน้าแบบใหม่ในลุคของความเป็นพรีเมียมมากกว่ารุ่นเดิม เติมเต็มความสปอร์ตด้วยไฟหน้า Adaptive LED Headlamp และไฟ DAYTIME RUNNING LAMP ดีไซน์ใหม่ พร้อมติดตั้งระบบอัจฉริยะปรับองศาอัตโนมัติอย่างอิสระซ้าย-ขวา ตามสภาพการขับขี่บนถนน ให้ความปลอดภัยที่เหนือระดับ นอกจากนี้ยังมีไฟตัดหมอก และไฟท้าย LED แบบใหม่

ห้องโดยสารปรับแต่งเพิ่มเติมในส่วนของ แผงคอนโซลหน้า คอนโซลกลาง และแผงประตู เน้นการใช้สีเงินวาว และสีเงินซาตินโครม รวมถึงวัสดุหุ้มพวงมาลัย แผงหน้าปัดเป็นอีกหนึ่งส่วนที่ออกแบบโดยเน้นหลักการทำงานตามธรรมชาติสรีระของการเคลื่อนไหวของมนุษย์ จัดวางอุปกรณ์ทุกชิ้น ให้อยู่ในตำแหน่งศูนย์กลางที่ผู้ขับขี่ไม่ต้องละสายตาจากถนน

เบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้าพร้อมบันทึกความจำ 2 ตำแหน่ง ในส่วนของเบาะนั่งผู้โดยสารด้านหน้าปรับไฟฟ้าได้ด้วยเช่นกัน ระบบเชื่อมต่อMZD Connect รองรับระบบนำทางและ DVD ส่งภาพผ่านหน้าจอทัชสกรีนขนาด 7 นิ้ว พร้อมระบบเสียงระดับไฮเอนด์จาก BOSE ด้วยลำโพง 9 ตำแหน่ง คอนโซลกลางติดตั้งระบบเบรกมือไฟฟ้า ELECTRICAL PARKING BREKE (EPB) ใช้งานง่าย พร้อมสวิตช์ DRIVE SELECTION ที่ผู้ขับขี่สามารถปรับเลือกโหมดขับขี่ในโหมดสปอร์ตเพื่อสนองต่อสมรรถนะเมื่อต้องการเร่งแซง

MAZDA CX-5 คันที่ได้ทำการทดสอบมากับขุมพลังสกายแอคทีฟคลีนดีเซล ขนาด 2.2 ลิตร แบบแถวเรียง 4 สูบ 16 วาล์ว พร้อมระบบวาล์วไอเสียแปรผันอัจฉริยะ VVL (Variable Vavle Lift) และระบบเทอร์โบชาร์จแบบ 2 ชั้น สมรรถนะจากเครื่องยนต์บลอคนี้ให้กำลังสูงสุด 175 แรงม้า ที่ 4,500 รอบต่อนาที พร้อมแรงบิดสูงสุด 420 นิวตันเมตรที่ 2,000 รอบถ่ายทอดกำลังผ่านเกียร์อัตโยมัติสกายแอคทีฟ 6 จังหวะซึ่งรวมข้อดี ของเกียร์ทุกระบบเข้าไว้ด้วยกันโดยมีจุดเด่นในด้านการตอบสนองแม่นยำไม่ต่างไปจากเกียร์ธรรมดา

ระบบความปลอดภัยจัดเต็มกับเทคโนโลยีความปลอดภัยที่เหนือชั้นด้วย i-ACTIVSENSE ครบครัน ทั้งแบบเชิงป้องกันก่อนเกิดเหตุ (Active Safety) และความปลอดภัยเชิงปกป้อง (Passive Safety ประกอบด้วยทั้งหมด 8 ระบบ ได้แก่

ALH (Adaptive LED Headlamps) ระบบไฟหน้า LED อัจฉริยะช่วยปรับการทำงานของไฟสูง-ต่ำ แยกกันอย่างอิสระทั้งซ้าย-ขวาให้เหมาะสมกับระยะห่าง และตำแหน่งของรถคันหน้าโดยอัตโนมัติ

LDWS (Lane Departure Warning System) ระบบเตือนเมื่อรถเบี่ยงออกนอกเลน โดยจะส่งสัญญาณเตือนเมื่อรถอาจเบี่ยงออกนอกเลนโดยไม่ได้ตั้งใจ เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ อันเกิดจากความเหนื่อยล้าของผู้ขับขี่

LAS (Lane-keep Assist System) ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน ช่วยคนขับในการควบคุมรถเมื่อรถเบี่ยงออกนอกเลนโดยไม่ได้ตั้งใจ ลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ และช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการเดินทาง

SCBS (Smart City Brake Support) ระบบช่วยหยุดรถอัตโนมัติ ลดโอกาสการเกิดอุบัติเหตุจากการชนปะทะด้านหน้าเมื่อขับด้วยความเร็วต่ำ

SBCS-R (Smart City Brake Support-Reverse) ระบบช่วยหยุดรถอัตโนมัติขณะถอยหลัง ลดโอกาสการเกิดอุบัติเหตุจากการชนปะทะขณะขับถอยหลังด้วยความเร็วต่ำ

DAA (Driver Attention Alert) ระบบช่วยเตือนเมื่อเหนื่อยล้าขณะขับขี่ ระบบจะช่วยส่งสัญญาณเตือนหากตรวจพบความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุเนื่องจากความเหนื่อยล้าของผู้ขับ

ABSM (Advanced Blind Spot Monitoring) ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลนช่วยให้ผู้ขับปลอดภัยขณะเปลี่ยนเลนโดยระบบจะส่งสัญญาณเตือนหากตรวจพบรถในเลนด้านข้างที่กำลังแซงขึ้นมาจากทางด้านหลังและอยู่ในจุดที่ผู้ขับอาจมองไม่เห็น

RCTA (Rear Cross Traffic Alert) ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลังระบบจะส่งสัญญาณเตือนขณะขับรถถอยหลัง หากตรวจพบความเสี่ยงที่อาจส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุกับรถที่กำลังเคลื่อนที่เข้ามาทางด้านหลัง

นอกจากนี้ยังมี ABS ทั้ง 4 ล้อ พร้อม EBD ที่ช่วยกระจายแรงเบรก, ถุงลงนิรภัยคู่หน้า ด้านข้าง และม่านถุงลมนิรภัย, DSC (Dynamic Stability Control ช่วยควบคุมเสถียรภาพ และการทรงตัวของรถ, HLA (Hill Launch Assist ช่วยในการออกตัวรถขณะอยู่บนทางลาดชัน และ TCS (Traction Control System ช่วยป้องกันรถเลื่อนไถล

ได้เวลาลองของใหม่กับ MAZDA CX-5

การทดสอบในครั้งนี้ มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้จัดให้สื่อมวลชนได้สัมผัสกับ SKYACTIVE SUV บนเส้นทางกรุงเทพ-จันทบุรี รวมระยะทางไป-กลับ ร่วม 600 กม. จากโรงแรมมิราเคิลแกรนด์ บนถนนวิภาวดีรังสิต ผ่านถนนรามอินทรา ตัดเข้ามอเตอร์เวย์ พร้อมกันลัดเลาะเลียบริมทะเลบริเวณถนนเฉลิมบูรพาชลทิศ แล้วจึงต่อไปยังจุดหมายปลายทางที่หาดเจ้าหลาว จังหวัดจันทบุรี

ห้องโดยสารเงียบ

เก็บเสียงดี อุปกรณ์ใช้งานสะดวก

สิ่งแรกที่รับรู้ได้ถึงการเปลี่ยนแปลงและสื่อมวลชนจากทุกสำนักต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า การเก็บเสียงภายในห้องโดยสารเป็นเรื่องที่โดดเด่น ซึ่งมอบสุนทรียแห่งการขับขี่ได้ตรงประเด็น ปรับปรุงในส่วนของการเก็บเสียงที่ลดลงจากเดิมถึง 13 % หรือ 1.2 เดซิเบล จากการที่ใช้วัสดุซับเสียงคุณภาพสุงและเพิ่มความหนาของกระจกประตูหลังมากกว่ารุ่นเดิม 0.4 มม. จนทำให้เสียงภายนอกที่เร็ดรอดเข้ามามีน้อยมาก รวมถึงเสียงจากเครื่องยนต์ดีเซลที่ต้องยอมรับว่าดังกว่าเครื่องยนต์เบนซินไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์ที่ผลิตมาค่ายไหนก็ตาม แต่วิศวกรจากค่ายซูมซูมได้ใส่ใจในรายละเอียด จนทำให้ลืมไปว่ารถที่ได้ทำการทดสอบนั้นเป็นเครื่องยนต์ดีเซล ขณะเดียวกันอุปกรณ์ต่างๆที่อยู่ภายในห้องโดยสารถูกจัดวางให้ใช้งานง่ายไม่ต้องละสายตาไปจากถนนมากมายนัก

SKYACTIVE-D

เครื่องยนต์ขับสนุก ช่วงล่างนุ่มหนึบ

สมรรถนะของเครื่องยนต์ SKYACTIVE-D ซึ่งมาพร้อมวาล์วแปรผันที่ไปเลือกคบกับระบบอัดอากาศแบบเทอร์โบ ในความจุขนาด 2,191 ซีซี ให้กำลังสูงสุดถึง 175 แรงม้าที่ 4,500 รอบ  และแรงบิด 420 นิวตันเมตร ที่ 2,000 รอบ พาน้ำหนัก 1,673 กก. ของ CX-5 ซึ่งรวมกับน้ำหนักบรรทุกของผู้โดยสารทั้ง 3 ท่านกว่า 300 กก. รวมทั้งสิ้นเกือบๆ 2 ตัน ไปได้อย่างสบายๆแถมยังประหยัดเชื้อเพลิงอยู่ในขั้นว่าดีเยี่ยม โดยอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยอยู่ที่ 14-18 กม.ลิตร ในระหว่างช่วงการทดสอบที่ย่านความเร็ว 120 กม./ชม. ใช้รอบเครื่องยนต์เฉลี่ยที่ 2,200-2,400 รอบ โดยกำลังจากเครื่องยนต์ถูกส่งผ่านไปยังเกียร์อัตโนมัติ SKYACTIVE-DRIVE แบบ 6 จังหวะ ที่ปรับเปลี่ยนเกียร์ได้อย่างนุ่มนวล ทั้งยังเลือกสนุกได้กับระบบ บวก/ลบ ที่คันเกียร์  ระบบรองรับแบบ SKYACTIVE-CHASSIS ออกแบบมาได้นุ่มหนึบ ส่งผลให้ความตึงเครียดในขณะขับขี่ลดลง และเพิ่มเติมมาด้วยความสนุก ขับสบาย สะท้อนถึงที่มาในสไตล์ซูมซูมได้เป็นอย่างดี

   i-ACTIVSENSE

ขีดสุดของเทคโนโลยีอัจฉริยะ

ช่วงของการสัมผัสกับ i-ACTIVSENSE ทั้ง 8 ฟังค์ชั่นซึ่งต้องบอกไว้ว่าทำได้อย่างไม่ยาก ระบบช่วยหยุดรถอัตโนมัติ Smart City Brake Support สร้างขึ้นเพื่อลดโอกาสการเกิดอุบัติเหตุจากการชนด้านหน้าเมื่อขับขี่ด้วยความเร็วต่ำ ทำงานที่ความเร็วไม่เกิน 50 กม./ชม. และ ระบบช่วยหยุดรถอัตโนมัติขณะถอยหลัง  Smart City Brake Support-Reverse ป้องกันอุบัติเหตุจากการชนปะทะขณะขับถอยหลังด้วยความเร็วต่ำ เซนเซอร์จะสั่งการให้รถหยุดเมื่อมีวัตถุเคลื่อนที่เข้ามายังระยะทำการที่เซนเซอร์ตรวจจับได้

สำหรับระบบที่สัมผัสโดยตรงในขณะขับขี่ซึ่งถือว่าเป็นการยกระดับเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยอย่าง  ระบบเตือนเมื่อรถเบี่ยงออกนอกเลน Lane Departure Warning System ทำหน้าที่ส่งสัญญาณเตือนเมื่อรถเบี่ยงออกนอกเลนทำงานร่วมกับ ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน Lane-keep Assist System ซึ่งระบบจะประมวลผลและควบคุมพวงมาลัยกลับมาในช่องทางที่เหมาะสมช่วยคนขับในการควบคุมรถเมื่อรถเบี่ยงออกนอกเลนโดยไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งเป็นความชาญฉลาดของสมองกลร่วมกับเซ็นเซอร์อัจฉริยะที่ติดตั้งบริเวณกระจกหน้า

ระบบช่วยเตือนเมื่อเหนื่อยล้าขณะขับขี่ Driver Attention Alert ระบบจะช่วงส่งสัญญาณเตือนหากตรวจพบความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุเนื่องจากความเหนื่อยล้าของผู้ขับ

ระบบเตือนเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน ABSM Advanced Blind Spot Monitoring ระบบนี้ใช้เรดาร์ตรวจจับ หากตรวจพบรถยนต์กำลังแซงขึ้นมาจากทางด้านหลังและอยู่ในจุดที่ผู้ขับอาจมองไม่เห็น จะทำการเตือนเมื่อโดยส่งสัญญาณเตือนไปที่กระจกมองข้าง

และระบบที่ขอพูดถึงเป็นสิ่งสุดท้ายคือ ระบบไฟหน้า LED อัจฉริยะ Adaptive LED Headlamps เป็นเทคโนโลยีล่าสุดทำหน้าปรับการทำงานของไฟสูง-ต่ำ แยกกันอย่างอิสระทั้งซ้าย-ขวาให้เหมาะสมกับระยะห่าง และตำแหน่งของรถคันหน้าโดยอัตโนมัติ และช่วยไม่ให้การทำงานของไฟสูงไปรบกวนรถคันอื่น และเมื่อใช้ความเร็วสูง มอเตอร์ของระบบจะปรับลำแสง ช่วยให้การมองเห็นทำได้ไกลกว่าเดิม รวมถึงสังเกตุสิ่งกีดขวางได้อย่างไม่ลำบาก

MAZDA CX-5

SKYACTIVE SUV เทคโนโลยีเหนือระดับ ตอบโจทย์ทุกการใช้งาน

มาถึงบทสรุปภาพรวมของ MAZDA CX-5 ในเรื่องของรูปลักษณ์ดูแล้วอาจจะใกล้เคียงกับรุ่นเดิม ที่โดดเด่นจะเป็นเรื่องของชุดไฟ LED ซึ่งได้รับการออกแบบใหม่รอบคัน ห้องโดยสารมีทีเด็ดในส่วนของการเก็บเสียงซึ่งเป็นการปรับปรุงในส่วนของสุนทรียภาพในการขับขี่ ระบบต่างๆที่มีให้มาเรียกได้ว่าจัดเต็มและเป็นการติดตั้งด้วยเทคโนโลยีระดับสูง ทั้งนี้ไม่ใช่เพียงจะอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้และผู้โดยสารที่อยู่ในรถ ยังเป็นการทำให้ผู้ใช้รถใช้ถนนได้รับความปลอดภัย ส่วนเรื่องของอัตราเร่งและสมรรถนะการยึดเกาะประเด็นนี้หายห่วง เพราะเท่าที่สื่อมวลชนทุกคนที่ได้ทำการทดสอบ ทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า”ขับสนุกและควบคุมง่าย”


ทดลองขับ SUZUKI ERTIGA เอมพีวี 7 ที่นั่ง ทางเลือกใหม่ เพื่อคนที่คุณรัก

0
ทดลองขับ SUZUKI ERTIGA
เอมพีวี 7 ที่นั่ง ทางเลือกใหม่ เพื่อคนที่คุณรัก

ซูซูกิ มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ถือโอกาสเปิดตัวควบคู่ไปกับการทดสอบ สำหรับ SUZUKI ERTIGA รถเอนกประสงค์ 7 ที่นั่ง นำเข้าทั้งคันจากประเทศอินโดนีเซีย โดดเด่นด้วยการปรับโฉมใหม่เพื่อให้มีรูปลักษณ์ที่เข้มขึ้นในสไตล์สปอร์ต พร้อมรีดน้ำหนักลงกว่าเดิมถึง 70 กิโลกรัม ซึ่งเป็นผลพวงจากวิวัฒนาการของการผลิต เพิ่มความสะดวกสบายด้วยช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารแถว 2 และ 3 เพื่อความสะดวกสบายในขณะเดินทางตามคอนเซปต์ “ทางที่คุณเลือก เพื่อคนที่คุณรัก”

หลังจากกวาดยอดจำหน่ายรวมกว่า 21,000 คัน ในปีที่ผ่านมาซึ่งเป็นตัวเลขการเติบโตกว่าปีก่อนถึง 5.5 % โดยมีรถธงอยู่ในเซกเมนต์ของอีโค่คาร์ ทั้งรุ่น Swift, Ciaz, และ Celerio แต่สำหรับ Ertiga เป็นรถเพียงรุ่นเดียวที่อยู่ในเซกเมนต์ของรถเอนกประสงค์ และจากการที่ตลาดรถเอนกประสงค์ภายในประเทศเติบโตขึ้นแบบก้าวกระโดดเป็นผลให้ค่ายรถยนต์ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญซึ่งซูซูกิ มอเตอร์ ประเทศไทยก็พร้อมที่จะชักธงรบกับค่ายคู่แข่งด้วยการนำเสนอโปรดักส์ใหม่และขยายศูนย์บริการ โดยตั้งเป้าไว้ที่ 110 แห่งจากเดิมซึ่งมีเพียง 99 แห่งทั่วประเทศ โดยจะแล้วเสร็จพร้อมเปิดให้บริการภายในปีนี้

ผมขอเล่าความถึงที่มาที่ไปของรถคันนี้ก่อนที่จะเข้าสู่การทดสอบแล้วกันครับ Ertiga เป็นรถมินิ เอมพีวีที่ใช้แพลมฟอร์มเดียวกันกับ Swift แต่ด้วยวิวัฒนาการของการผลิตจากแดนอิเหนา ทำให้ Ertiga โมเดลล่าสุดออกมาสู่สาธารณชนในรูปแบบของรถ 7 ที่นั่ง ซึ่งมีน้ำหนักตัวเบาลงกว่ารุ่นเดิมถึง 70 กก. ทั้งยังได้รับการปรับโฉมให้ดูโฉบเฉี่ยว โดยแบ่งรุ่นย่อยออกเป็น 2 รุ่น ในชื่อ DREZA และ GL ซึ่งมีความแตกต่างในด้านรูปลักษณ์อย่างชัดเจนความแตกต่างในขนาดมิติของ Ertigaใหม่อยู่ที่ความยาวของตัวรถ รุ่น GL มีความยาว 4,265 มม. และ รุ่น Dreza จะยาวกว่า 60 มม.ซึ่งเป็นความยาวที่เพิ่มมาจาก Roof end Spoiler รูปลักษณ์ที่ดูสปอร์ตโฉบเฉี่ยวในรุ่น Dreza สัมผัสได้ตั้งแต่แรกเห็น โดยทีมผู้ออกแบบปรับเปลี่ยนแผงหน้าใหม่ยกชุด ตั้งแต่โคมไฟ หน้ากระจัง และกันชน รวมถึงสเกริต์ข้างและสปอยเลอร์ สลัดภาพเดิมๆในรุ่นที่แล้วออกไปอย่างสิ้นเชิง จะเหลือเค้าโคลงของรุ่นก่อนเพียงแค่ชิ้นส่วนไฟท้าย แต่ก็ได้เติมแต่งด้วยแผงทับทิมและตราสัญลักษณ์แถบโครเมียม ส่วนในรุ่น GL อาจจะออกแบบดูเรียบง่ายไปสักนิดและยังมีหลายๆส่วนที่คล้ายคลึงกับรุ่นเดิม จุดที่ปรับแต่งได้ชัดเจนที่สุดคือไฟหน้าและกันชนที่ฝังไฟตัดหมอกมีความใหญ่ขึ้น อีกหนึ่งจุดที่ต่างกันคือล้ออัลลอย ในรุ่น DREZA ออกแนวสปอร์ต ส่วนรุ่น GL เป็นลาย 5 ก้าน ซึ่งทั้ง 2 รุ่นเลือกใช้ล้อขนาดเดียวกันและหุ้มด้วยยาง 185/65 R15

ห้องโดยสารเป็นแบบ 7 ที่นั่งทั้ง 2 รุ่น ในส่วนของ Dreza แต่งแบบทูโทนหุ้มเบาะนั่งด้วยผ้าสีเทา สำหรับ GL หุ้มผ้าสีเบจ เบาะนั่งแถวที่ 2 เลื่อนปรับเลื่อนหน้า-หลังได้กว้างกว่ารุ่นเดิม พร้อมติดตั้งระบบปรับอากาศให้กับผู้โดยสารบริเวณแถว 2 และ 3 ชุดคอนโซลและแผงมาตรวัดยังคงรูปแบบของรุ่นก่อนไว้อย่างลงตัว จะมีที่ได้รับการตกแต่งเพิ่มก็เพียงลายไม้ที่แผงข้างและขอบล่างชายคอนโซลในรุ่น Dreza ส่วนอุปกรณ์เพื่อความสะดวกสบายยังอยู่ครบ อาทิ ระบบเครื่องเสียงแบบ 2 DIN พร้อมเครื่องเล่นวิทยุ ซีดี รวมถึงกุญแจรีโมท และกระจกไฟฟ้า

Ertiga ทั้งสองรุ่นขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซินรหัส K14B แบบ 4 สูบ 16 วาล์ว ขนาดความจุ 1,373 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 92 แรงม้าที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 130 นิวตันเมตรที่ 4,000 รอบต่อนาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติแบบ 4 จังหวะ รองรับการขับขี่ด้วยช่วงล่างหน้าระบบแม็กเฟอร์สันสตรัทพร้อมคอยล์สปริง ส่วนด้านหลังเป็นระบบทอร์ชั่นบีม ทำงานร่วมกับคอยล์สปริงเช่นกัน รวมถึงติดตั้งระบบความปลอดภัย อาทิ ถุงลมนิรภัยคู่หน้า ระบบป้องกันล้อล๊อค ABS และ กระจายแรงเบรค EBD มารพ้อมเข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่ง และสัญญาณเตือนขณะถอยหลังในรถทั้ง 2 รุ่น

มาถึงช่วงของการทดลองขับ เส้นทางในครั้งนี้เริ่มจากอ.เมือง จ.พิษณุโลก ผ่านอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย แล้วจึงกลับเข้ามายังจ.พิษณุโลก รวมระยะทางกว่า 300 กม. ถึงแม้ Ertiga จะเป็นการปรับปรุงแบบไมเนอร์เชนจ์ ที่เปลี่ยนลุดส์รูปลักษณ์ภายนอกและตกแต่งภายในใหม่ โดยใช้เครื่องยนต์และระบบช่วงล่างเดิม แต่ความโดดเด่นจากวิวัฒนาการด้านการผลิตที่ทำให้ตัวรถมีนน.เบาลง 70 กก. จุดนี้ส่งผลให้การควบคุมทำได้คล่องตัวยิ่งขึ้นทั้งที่เป็นรถแบบรูปทรงกล่องซึ่งอาจจะมีปัญหาต่อการต้านลมก็ตามที พวงมาลัยออกแบบมาให้เบาแรง แต่ได้มาซึ่งการควบคุมที่กระชับ ฉับไว ส่งผลให้ขับขี่ไปในทิศทางที่ต้องการได้อย่างแม่นยำ ในด้านของสมรรถนะเครื่องยนต์รหัส K 14 B ซึ่งให้กำลังสูงสุดเพียง 92 แรงม้าที่ 6,000 รอบต่อนาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะ ส่วนตัวผมชอบมากกว่า CVT ที่อยู่ใน Swift เสียอีก เพราะไม่ต้องเค้นรอบให้สูง แรงบิดถูกส่งออกตามรอบเครื่องยนต์ที่ต้องการ ช่วงทางตรงยาว ความเร็วสามารถทำได้ 160 กม./ชม. อย่างสบายๆ นอกจากนี้ทางค่ายผู้ผลิตได้เคลมตัวเลขความประหยัดไว้ที่ 15.4 กม./ลิตร มากกว่ารุ่นเดิมที่ทำได้เพียง 14.9 กม./ลิตร

สิ่งที่โดดเด่นซึ่งจะไม่พูดถึงไม่ได้นั่นคือความกว้างขวางของห้องโดยสาร เบาะนั่งแถวหน้าคงไม่ต้องพูดถึง เพราะปรับระดับได้ตามสรีระ ไฮไลท์คือ แถวที่ 2 หากวัดจากคนนั่งที่มีส่วนสูงกว่า 180 ซม. ยังไงก็ไม่อึดอัด ทั้งยังเลื่อนเข้า-ออกโดยคันโยกใต้เบาะที่แทบไม่ต้องออกแรงดึง พนักพิงสามารถปรันเอนนอนได้สบาย เพราะผมเองก็หลับคาเบาะไปได้เกือบ 1 ตื่น เบาะนั่งแถวที่ 3 สำหรับเด็ก และสตรี อาจจะไม่ใช่ปัญหาของส่วนนี้ แต่ในกรณีนี้ถ้าเป็นบุรุษเพศ ร่างกายกำยำ อาจจะดูอึดอัดไปสักนิด ซึ่งก็ไม่ใช่ว่าจะนั่งไม่ได้เลย และไม่ต้องกังวลเรื่องศรีษะจะติดเพดาน เพราะ Ertifga ได้รับการออกแบบให้ภายในดูสูงโปร่ง อีกเรื่องที่ขาดไม่ได้คือช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารทั้ง 2 แถว ซึ่งเป็นการส่งต่อความเย็นจากด้านหน้าโดยเพิ่มโบว์เออร์อีก 1 ชุด บริเวณเพดาน รถที่ทำการทดสอบในครั้งนี้ไร้ซึ่งฟิลม์กรองแสง หนำซ้ำอากาศภายนอกตัวรถยังแจ้งมาที่แผงมาตรวัดอยู่ที่ 34 องศา แต่ลมเย็นๆก็ช่วยทำให้เกิดสุนทรีย์แห่งการขับขี่ ไม่ต้องทนร้อนกับการกระจายความเย็นที่ไม่ทั่วถึงจากมิติห้องโดยสารที่มีความใหญ่โตและกว้างขวางนั่นเอง

BMW xDrive Xperience 2016 ลองขับรถหรูให้รู้ว่าลุยได้

0
หลายท่านที่เป็นเจ้าของและกำลังให้ความสนใจเป็นเจ้าของรถเอนกประสงค์หรูจากค่ายบีเอมดับเบิลยู เรื่องนี้จะตอบโจทย์ให้ท่านได้รู้ถึงอรรถประโยชน์จากรถค่ายใบพัดฟ้า-ขาว ครบทุกรุ่น ซึ่งประกอบไปด้วย X1, X3, X4, X5 และ X6 ที่นำมาให้สื่อมวลชนได้ทดลองลุยบนเส้นทางสมบุกสมบัน

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย จัดกิจกรรม BMW xDrive Xperience 2016 เพื่อเป็นการตอกยุถึงประสิทธิภาพของรถยนต์เอนกประสงค์สไตล์สปอร์ตหรือ SAV-Sport Activity Vehicle  โดยรถยนต์ตระกูล X ทุกรุ่นได้แก่ X1, X3, X4, X5 และ X6 มาทำการทดลองระบบขับเคลื่อนโดยจำลองเส้นทางในรูปแบบออฟโรดที่สมบุกสมบันเพื่อพิสูจน์ให้เป็นที่ประจักษ์ว่า”รถหรูก็ลุยได้” ซึ่งจัดขึ้นที่สนามไทย โปโล แอนด์ อีเควสเทรียน คลับ พัทยา จ.ชลบุรี

ก่อนที่จะเข้าถึงเรื่องการทดสอบ พระเอกในงานนี้มี รถถึง 2 รุ่น ที่พึ่งเปิดตัวไปไม่นาน นั่นคือ BMW X1 sDrive 18d xLine และ X5 Xdrive40E มาให้ได้ทดลองขับด้วยเช่นกัน แต่เป็นการขับในระยะสั้นซึ่งยังไม่สามารถคาดหวังถึงผลการทดสอบได้ อนาคตอีกไม่นาน เรานำรถทั้ง 2 รุ่นนี้มาทำการทดสอบและจะรีวิวให้ทุกท่านได้ชมอีกครั้ง

อุ่นเครื่องกับระบบ xDrive

มาทำความรู้จักกับระบบขับเคลื่อนที่ติดตั้งในรถของค่ายใบพัดว่ามีรูปแบบการทำงานอย่างไร  สำหรับ xDrive เป็นระบบขับเคลื่อน 4 ล้อตลอดเวลา การขับขี่บนถนนปกติ ระบบจะกระจายกำลังไปที่ล้อหน้าและล้อหลังตามอัตราส่วน  40:60 และแปรผันตามสภาพเส้นทางและลักษณะการขับขี่  บางสถานการณ์ระบบจะส่งกำลังทั้งหมดไปยังล้อหน้าหรือหลัง เพื่อให้การยึดเกาะทำได้เต็มประสิทธิภาพ อาทิ การออกตัวบนทางลาดชัน หรือสภาพเส้นทางที่ลื่น  แต่ในขณะที่ใช้ความเร็วต่ำหรือขับขี่ตามสภาพการใช้งานปกติ  xDrive จะปรับเปลี่ยนให้เป็นรูปแบบของการส่งกำลังเพื่อให้รถมีความคล่องตัว

ความอัจฉริยะของ xDrive ยังครอบคลุมไปถึงเรื่องของการควบคุมรถไปตามทิศทางที่ต้องการ หากระบบตรวจพบว่ารถกำลังจะเกิดอาการ หน้าดื้อหรือ Understeer สมองกลจะปรับลดกำลังที่ส่งไปยังล้อหน้าโดยอัตโนมัติ ในกรณีท้ายปัดหรือ Oversteer กำลังที่ส่งไปยังล้อคู่หลังจะถูกทอนและเพิ่มกำลังไปที่ล้อหน้า โดยที่ผู้ขับขี่ไม่จำเป็นที่จะต้องแก้อาการดังกล่าว  ส่วนการขับบนทางคดเคี้ยวหรือใช้ความเร็วสูง ระบบจะถ่ายทอดกำลังทั้งหมดของเครื่องยนต์ลงสู่พื้นถนน โดยไม่สูญเสียไปกับการลื่นไถลและ ทำงานร่วมกับระบบ Dynamic Stability Control (DSC) โดยใช้เซนเซอร์ประมวลผลและตรวจสอบความเร็วในการหมุนของแต่ละล้อ ถ้าหากตรวจพบว่าถ้าล้อฝั่งใดหมุนเร็วผิดปกติ ระบบจะสั่งการให้ลดความเร็วและหยุดรถอัตโนมัติเพื่อลดอาการลื่นไถล

ลองของจริงบนสภาพทางจำลอง

หลังจากเรียนรู้ข้อมูลคร่าวๆจากวิทยากรก็ถึงเวลาที่จะลองของจริง โดยเป็นการทดลองขับในสถานีย่อยๆ ประกอบด้วยพื้นลื่น เป็นพื้นที่ทาน้ำมันพืช เมื่อเร่งออกตัวระบบจะทำงาน ช่วยให้ควบคุมทิศทางได้ และเนินสลับ เมื่อล้อใดล้อหนึ่งลอยขึ้น ระบบจะตัดการส่งกำลังไปยังล้อนั้น แล้วส่งกำลังไปยังล้อฝั่งตรงข้าม เพื่อให้มีแรงขับเคลื่อนต่อไปได้

เนินเอียงมีลุ้น

หลังจากวอร์มอัพในสถานีเล็กๆที่จัดไว้ ต่อมาคือการขับผ่านเนินเอียง ก่อนทดลองขับ ทริคเล็กๆจากอินสตัคเตอร์ได้แนะนำว่ารักษาความเร็วให้ต่อเนื่อง ระบบ xDriveจะทำงานจนสุดทางเส้นทางที่เซนเซอร์ตรวจจับเจอความลาดเอียงของเส้นทาง สำหรับการจำลองพื้นที่ลาดเอียงเพื่อใช้ในการทดสอบนั้น อยู่ที่ประมาณ 25-30 องศาเลยทีเดียว แต่ระบบก็นำพาให้ผ่านพ้นอย่างปลอดภัย

รวมสถานการณ์โหดไว้บนภูเขา

ถึงเวลาลองของจริงหลังจากเริ่มการขับขี่แบบเบสิคที่ผ่านๆมา สถานีภูเขามีการสร้างสถานการ์จริงให้ก้าวผ่านและนำพารถไปยังจุดหมายปลายทางได้ ที่นี่ X3 และ X5 รุ่นละ 2 คัน พร้อมผู้ฝึกสอนนั่งขนาบข้างตามไปสอนอย่างใกล้ชิด X5 ที่ผมนำมาใช้งานบนสถานการณ์ที่จำลองไว้เพื่อย่อยอาหารโดยแท้ เริ่มจากการปีนขอนไม้ทรงกลมที่มีขนาดพอดีกับล้อ รถไปได้สบายๆแต่คนที่อยู่ในรถกกับหัวสั่นหัวคลอนกันเลยทีเดียว  เพิ่มความยากอีกนิดกับสถานีปีนขอนไม้ที่วางสลับฟันปลาแถมมีการทาน้ำมันพืช ไม่มีรถคันไหนที่จะผ่านสบายๆโดยไม่แฉลบออกนอกเส้นทาง X 5 ก็เช่นกัน  แต่เหมือนการควบคุมพวงมาลัยทำได้ง่ายดาย จึงทำให้รถกลับเข้ามายังทิศทางที่ต้องการได้รวดเร็วและแม่นยำ ต่อด้วยการลุยน้ำ ผมจินตนาการไปว่าถ้าดินอุ้มน้ำจนเละเป็นโคลน ระยะทางประมาณ 50 ม.ต่อให้ออฟโรดคันใหญ่ยักษ์ก็ผ่านลำบาก น้ำระดับความลึกเกือบท่วมล้อจะโหดเกินไปสำหรับรถหรูคันนี้ แตในฝจคิดว่านี่คือรถทดลองขับ ในเมื่อเค้านำมาให้ลองก็ต้องลอง กระโจนลงบ่อพร้อมเลี้ยงรอบความเร็วไว้ประมาณ 2000-2500 รอบ แล้วก็ผ่านไปจนได้ พักท้องไส้ไปกับการลุยน้ำ ก็มาถึงเส้นทสงแห่งการย่อยอาหารต่อ นั่นคือ การขับลงทางลาดชันที่มีสภาพเส้นทางเป็นหิน ในขณะนี้ช่วงล่างทั้งระบบทำงานหนักมากลองช่วยมันสักนิดด้วยการขับแบบ 2 เท้าค่อยๆหยอดผ่านหินแหลมคมจนพ้นทาง

Hill Descent Control  เป็นระบบที่ต้องยกให้เป็นพระเอกเพราะสามารถปรับความเร็วในการไหลลงทางลาดชันได้ง่ายๆมีสวิตช์เปิด-ปิดระบบที่ข้างคันเกียร์ พร้อมปุ่มควบคุมบนพวงมาลัย ระบบจะทำงานเมื่อปล่อยคันเร่งลงทางลาดชัน และจะช่วยเบรกหน่วงความเร็วให้โดยอัตโนมัติ โดยมีไฟสัญลักษณ์ขึ้นโชว์ที่ชุดแดชบอร์ด นอกจากการขับลงเนิน ระบบนี้ทำงานรไปถึงการขึ้นเนินชัน เบรกให้รถหยุดนิ่ง ยกเท้าออกจากแป้นเบรก ระบบจะคงแรงดันน้ำมันเบรกต่อเนื่องให้อีก 3 วินาที เพื่อให้มีเวลายกเท้าจากเบรกไปกดคันเร่ง ช่วยให้รถไม่ไหลถอยหลังขณะออกตัว

ทรายนุ่มก็ตะกุยไปได้

เสร็จสิ้นจากการลุยป่าฝ่าดง การขับบนพื้นทรายเป็นด่านสุดท้ายของวัน ด้วยสภาพพื้นผิวที่มีทรายหนาปกคลุม  ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ กลับมาใช้งานอีกครั้ง วอร์มเบาๆด้วยการขับอ้อมไพลอนบนเส้นทางเลข 8 ครูฝึกบอกสถานีนี้เป็นหน้าที่ของ X3 เริ่มต้นด้วยการขับช้าๆ วนออกจากไพลอนแล้วเติมคันเร่งเต็มที่จนท้ายรถเริ่มขวาง หรือที่เรียกว่า Power Slide การควบคุมรถบนพื้นทรายง่ายกว่าที่คิด ระบบ xDrive ทำงานราบลื่น การหมุนพวงมาลัยเป็นธรรมชาติไม่มีการฝืน ยิ่งขับยิ่งสนุก

ปิดท้ายกับGYMKANA สุดมัน

ปิดท้ายกิจกรรมด้วยการขับในรูปแบบ Gymkhana บนผืนทราย  เส้นทางอาจจะซับซ้อนเล็กน้อย เพิ่มจากการอ้อมไพลอนเป็นเลข 8 ให้มีทั้งการขับแบบสลาลอมและหมุนวนไพลอนแบบวงกลม เพียงแค่จำเส้นทางได้ ก็ทำเวลาออกมาได้ดี ผมเริ่มสนุกกับการแก้อาการโอเวอร์เสตียร์ จนลืมดูเวลาที่ต้องทำให้ได้เร็วกว่า เพื่อนสื่อที่เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ ผลสรุปเวลารวม ห่างจากผู้ชนะเกือบ 2 วินาที แห้วรางวัลติดไม้ติดมือกลับบ้านจนได้

สำหรับ BMW xDrive Xperience 2016 ถือเป็นกิจกรรมที่สนุก แถมยังได้ลองระบบเทคโนโลยีอัจฉริยะในรถหรูที่ทำให้คลายข้อข้องใจและไม่เคยมีโอกาสได้ทดสอบในรูปแบบการลุยกับรถจากค่ายบีเอมดับเบิลยู โอกาสหน้าผมอาจจะนำรถทดสอบมาลองลุยใหม่ให้รู้ซึ้งถึงขีดจำกัดว่า รถหรูก็สามารถลุยได้ไม่อายรถเอสยูวีจากจากค่ายอื่นๆ

 

NEW HONDA CIVIC กับสัมผัสแรกในประเทศไทย หล่อ เร็ว แรง มาพร้อมเครื่องยนต์ 1.5 DUAL VTC TURBO

0
NEW HONDA CIVIC กับสัมผัสแรกในประเทศไทย
หล่อ เร็ว แรง มาพร้อมเครื่องยนต์ 1.5 DUAL VTC TURBO

กระแสดังที่หลายท่านคงจะพอทราบถึงเรื่องราวความเป็นมาของซีดานรุ่นเรือธงจากค่ายฮอนด้า ซึ่งอีกไม่นานจะมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการเพื่อให้แฟนๆได้ยลโฉมและจับจองเป็นเจ้าของ ใช่แล้วครับ…สิ่งที่ผมกำลังจะนำเสนอ นั่นคือ NEW HONDA CIVIC ที่มาพร้อมกับเครื่องยนต์1.5 VTC TURBO แบบใหม่ล่าสุดภายใต้เทคโนโลยี EARTH DREAM

การท้าทายเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงจนเป็นปรากฏการณ์ใหม่ในวงการรถยนต์ ซึ่งค่ายฮอนด้าได้นิยามสั้นๆให้กับรถรุ่นนี้ว่านี่คือ “พรีเมี่ยมสปอร์ตซีดาน”ที่สมบูรณ์แบบ NEW HONDA CIVIC จะได้รับการพัฒนาด้านไหน และ มีอะไรโดดเด่น คำถามนี้ผมไปหาคำตอบมาให้ทุกท่านจากสนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ เชิญรับชมก่อนรถจริงจะเปิดตัวพร้อมจำหน่ายอย่างเป็นทางการได้เลยครับ

HONDA CIVIC ได้ออกสู่สายพานการผลิตในเจนเนอเรชั่นแรกตั้งแต่ปี ค.ศ. 1972  ความเป็นมากว่า 43 ปี ซึ่งมีการวางจำหน่ายไปยัง 170 ประเทศ โดยใช้ฐานการผลิตจากโรงงาน 9 แห่งทั่วโลก จวบจนเข้าสู่รุ่นปัจจุบันในเจนเนอเรชั่นที่ 10 ทั้งยังสร้างปรากฏการณ์ใหม่ด้วยการคว้า 6 รางวัล จาก 5 สถาบันชั้นนำ ทั้งในประเทศสหรัฐอเมริกาและแคนาดา หลังจากวางจำหน่ายเพียง 4 เดือน สิ่งที่ทำให้กวาดรางวัลมากมายในระยะเวลาไม่นานส่วนหนึ่งมาจากเทคโนโลยี  EARTH DREAM ซึ่งได้คิดค้นมาในปี 2554 และได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน กระทั่งวิศวกรจากค่ายฮอนด้าได้นำเทคโนโลยีนี้มาผสานรวมกับเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร กลเม็ดเด็ดดวงยังมีเรื่องของการติดตั้งระบบอัดอากาศแบบเทอร์โบชาร์จ ทำให้มีประสิทธิภาพในการทำงานทัดเทียมกับเครื่องยนต์ขนาด 2.4 ลิตร

เจาะลึกเครื่องยนต์ VTC TURBO

รหัสใหม่ของความแรงและประหยัด

ถึงแม้ว่าเครื่องยนต์ระบบ Variable Valve Timing And Lift Electronic Control จะสร้างชื่อให้กับฮอนด้ามาเป็นเวลานาน แต่การพัฒนาที่ไม่หยุดนิ่งทำให้ระบบอัดอากาศแบบเทอร์โบชาร์จเจอร์ถูกพัฒนามาเข้ามาเป็นตัวช่วย แถมยังมีประสิทธิภาพสูงทั้งอัตราเร่งและการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง โดยทางบริษัทผู้ผลิตเคลมไว้ว่า”ถึงแม้จะเป็นเครื่องยนต์ที่มีขนาดความจุเพียง 1.5 ลิตร แต่ก็สามารถเทียบเท่ากับเครื่องยนต์ขนาด 2.4 ลิตรได้อย่างสบายๆ โดยการทำงานของเครื่องยนต์เป็นการผสมรวม 3 เทคโนโลยีทันสมัยเข้าไว้ด้วยกัน ได้แก่

ระบบหัวฉีด ไดเรคท์ อินเจคชัน และท่อไอดีแบบตรง หัวฉีดไดเรคอินเจคชันจะทำการฉีดน้ำมันเชื้อเพลิงไปยังกระบอกสูบโดยตรง ซึ่งเป็นการช่วยลดอุณหภูมิภายในกระบอกสูบและการไหลของไอดีแบบตรง ส่งผลให้อากาศและเชื้อเพลิงผสมกันได้อย่างรวดเร็ว การเผาไหม้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เครื่องยนต์จึงทำงานได้ราบรื่นและต่อเนื่อง

ระบบการควบคุมการเปิด-ปิดวาล์วแบบคู่ (Dual VTC) ของท่อไอดี และท่อไอเสีย ระบบนี้จะช่วยให้การทำงานของ Valve Timing Control (VTC) ควบคุมจังหวะการเปิด-ปิดวาล์วของท่อไอดีและท่อไอเสียสอดคล้องกัน ทำให้เครื่องยนต์ทำงานเต็มประสิทธิภาพแม้ในขณะรอบเครื่องยนต์ต่ำ

เทอร์โบ ชาร์จเจอร์ ระบบอัดอากาศที่ได้รับการเพิ่มเติมระบบควบคุมช่องระบายไอเสียส่วนเกินด้วยไฟฟ้าซึ่งติดตั้งใบพัดขนาดเล็กเพื่อนำพลังงานไอเสียส่วนเกินกลับมาใช้ใหม่ ทำให้เครื่องยนต์สามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว

รู้ลึกถึง 3 องค์ประกอบหลักซึ่งเป็นที่มาของจุดเด่นในเครื่องยนต์เทคโนโลยีล่าสุดไปแล้ว สำหรับ NEW HONDA CIVIC ได้รับการติดตั้งขุมพลังขนาด 1.5 ลิตร VTEC TURBO ซึ่งเป็นการพัฒนาภายใต้เทคโนโลยีเอิร์ธดรีมให้กำลังสูงสุด 173 แรงม้า ที่ 5,500 รอบต่อนาทีด้วยแรงบิดสูงสุดที่ 220 นิวตัน-เมตร ที่ 5,500 รอบต่อนาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติซีวีที ซึ่งเพิ่มความสนุกในการขับขี่ด้วยระบบเกียร์แบบมีบวก/ลบ

รูปโฉมเฉี่ยวสไตล์ท้ายลาดแบบลูกผสม

ที่มาของคำว่า “พรีเมี่ยมสปอร์ตซีดาน”

นอกจากจุดเด่นในด้านของเครื่องยนต์เทอร์โบชาร์จ หากไม่พูดถึงความงามของรูปลักษณ์และห้องโดยสารภายในก็คงจะคาดเดากันลำบาก ภาพที่ทุกท่านเห็นคือรุ่น RS ซึ่งเป็นรุ่นท๊อพ แต่ในรุ่นสแตนดาร์ดอาจมีบางส่วนแปลกตาไป ซึ่งยังถือเป็นข้อมูลลับโดยทางผู้ผลิตยังไม่สามารถเผยได้ เอาเป็นว่าข้อมูลบางอย่างที่ผมนำมาเผยแพร่ค่อนข้างจะมั่นใจได้เลยว่าในรถรุ่นมาตรฐานจะมีอุปกรณ์พวกนี้ติดตั้งมาจากโรงงานแน่นอน

สิ่งที่ประทับใจที่เกิดขึ้นตั้งแต่แรกเห็น ความสวยงามของลายเส้นที่ออกแบบมาได้อย่างลงตัวและใกล้เคียงกับรถในสไตล์แฮทแบคเอาเสียมากๆ ไอเดียเก๋ๆบางอย่างเช่นแก้มด้านข้างมีไฟเลี้ยวติดตั้งไว้จนบางมุมมองไปคล้ายกับ NSX รถสปอร์ตระดับตำนานของค่ายฮอนด้า ชุดกระจังหน้ารวมถึงโคมไฟค่อนข้างคล้ายคลึงกับ HR-V  รายละเอียดของวัสดุแน่นนอนว่าเป็นไปตามยุคสมัย คือการนำหลอดแอลอีดีรวมถึงโปรเจคเตอร์เลนส์มาติดตั้ง อีกหนึ่งจุดที่สะดุดตาคือกล้องเพื่อตรวจสอบมุมอับสายตาที่ติดตั้งบริเวณกระจกมองข้างด้านซ้าย ท้ายรถอาจจะดูไม่ต่างจากรุ่นเดิมสักเท่าไหร่เพราะโคมไฟท้ายที่ใกล้เคียงรุ่นเดิม แต่เพิ่มเติมดีไซน์โคมไฟที่เลยไปถึงขอบบนกระโปรง ในส่วนของรูปลักษณ์และอุปกรณ์ภายนอกรถค่อนข้างจะชัดเจนว่าที่กล่าวถึงจะติดตั้งมากับ NEW CIVIC ทุกรุ่น

ห้องโดยสารกว้างขวางใกล้เคียงกับรถยนต์ในระดับ D Segment จนทำให้นึกถึงภายในของ ACCORD หลังจากลองอัดเข้าไปเต็มอัตราโดยมีทั้งคนขับและผู้โดยสารรวม 5 ที่นั่ง เบาะนั่งแถวหลังนั่งเต็มทั้ง 3 ตำแหน่งโดยเพื่อนๆนักข่าวร่างกายกำยำถึง 3 คน ต่างคอมเมนต์เป็นเสียงเดียวกันว่า “ไม่อึดอัด” และยังได้ทัศน์วิสัยการมองที่ดีขึ้นจากการออกแบบเบาะนั่งให้เตี้ยลง อุปกรณ์ที่โดดเด่นเริ่มจากจอ TFT บริเวณแผงแดชบอร์ดและจอทัชสรีนที่อยู่บริเวณคอนโซลกลาง รวมถึงยกระดับความหรูด้วยเบรคมือไฟฟ้า

“สมรรถนะเกินตัว”

นิยามนี้พูดได้ไม่ผิดเพี้ยน

สาธยายมาพอหอมปากหอมคอกับทีเด็ดใน NEW CIVIC 2016 ถึงเวลาลองของกันสักทีครับ อย่างที่เกริ่นไว้ตั้งแต่แรกว่าการทดสอบในครั้งนี้ ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ใช้สนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต เป็นสถานที่เปิดประสบการณ์ใหม่เพื่อให้คณะของเราได้สัมผัสเป็นครั้งแรก รถที่ได้ทำการทดสอบมีอยู่ 2 คันซึ่งเป็นรุ่นท๊อพในชื่อรุ่น“RS” และสื่อแต่ละสำนักมีโอกาสได้ลองขับคนละ 2 รอบสนาม ระยะทางรวมเกือบ 10 กม. จริงๆอาจจะดูว่าน้อยไปสักนิดสำหรับการทดสอบรถ 1 คัน แต่การขับในสนามแข่งคือการลองสมรรถนะอย่างเต็มกำลัง เค้นสมรรถนะกันสุดโต่ง แล้วยิ่งเป็นการทดสอบในสนามแข่งระดับโลกด้วยอีกต่างหาก ไม่มีทางที่จะขับแบบกินลม…ชมวิว แน่นอน

หลังจากรับฟังการบรรยายสรุปเรื่องรูปแบบการขับขี่รวมถึงจุดเด่นของสมรรถนะเครื่องยนต์ก็ถึงเวลาสำหรับการ “ลองของ” บริเวณพิทอินซึ่งใช้เป็นตำแหน่งปล่อยรถ ความเร็วจะถูกจำกัดไว้ไม่เกิน 60 กม./ชม.แต่พอตัดเข้าเส้นทางที่ใช้ขับจริง คันเร่งถูกกระแทกอย่างรุนแรงสร้างแรงดึงได้ดีในระดับหนึ่งแต่ก็ไม่ถึงกระชากจนหลังติดเบาะ ในช่วงทางตรงซึ่งเป็นจุดเด่นของสนามแห่งนี้มีความยาวกว่า 1 กม. ผมเหลือบตามาดูความเร็วซึ่งไปเตะอยู่ประมาณ 170 กม./ชม. ในขณะนั้นเหมือนจะไม่เร็วนัก เพราะทั้งสนามมีเพียง NEW HONDA CIVIC เพียงคันเดียวที่ขับอยู่บนแทรก อีกอย่างที่น่าจะทำให้เพลิดเพลินกับความเร็วนั่นคือเรื่องของการเก็บเสียงจากภายนอกรวมถึงเสียงของเครื่องยนต์ที่เร็ดรอดเข้ามาในตัวรถถือว่าซับเสียงได้ดี จากช่วงสุดทางตรงจะเป็นทางโค้ง แพดเดิลชิฟท์หลังพวงมาลัยมีบทบาทขึ้นมาทันที การเปลี่ยนเกียร์โดยใช้แพดเดิลชิฟท์เพื่อเป็นการชะลอรถโดย ENGINE BRAKE ทำได้ค่อนข้างจะนุ่มนวล บางครั้งต้องลดทีละ 2-3 ตำแหน่ง เพื่อลดความเร็วก่อนเข้าโค้งตามทฤษฏีของการขับรถในสนามแข่ง ปรุงแต่งทิศทางและกำลังเครื่องยนต์ด้วยการเบรคเป็นบางจังหวะ ก่อนจะเติมความเร็วเมื่อออกจากโค้ง ขณะที่ทิศทางได้ตามต้องการผมตัดสินใจกระแทกคันเร่งอย่างรุนแรงเพื่อสังเกตว่ารถจะเสียอาการมากน้อยเพียงใด ขอยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าระบบช่วงล่างนั้นได้ทำการปรับเซทมาเป็นอย่างดี อาการย้วยจากการออกโค้งสัมผัสได้น้อยมาก สปริงและโช๊คอัพทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่นุ่มและไม่แข็งจนเกินไป โดยรวมถือว่าเยี่ยมยอด แต่ที่ไม่ค่อยดีนักคือหมดเวลาสำหรับการทดลองเนื่องจากหมดโควต้าที่ทีมผู้จัดได้ให้ไว้เพียงท่านละ 2 รอบเท่านั้น

การที่ผมชื่นชมถึงการปรับเซทช่วงล่างที่ปรับมานั้น มาถึงบางอ้อก็เมื่อเปิดฝากระโปรงท้ายออก เหล็กแท่งยาวๆทำหน้าที่เชื่อมต่อระหว่างโช๊คอัพทั้งด้านซ้ายและขวา หรือรู้จักกันในชื่อ “สตรัทบาร์” เป็นอุปกรณ์ที่ทำให้คลายความสงสัย และมีการยืนยันว่าติดตั้งมากับรถทุกรุ่น นอกจากนี้ความอลังการของพื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้ายที่มีขนาดความจุทะลุ 500 ลิตร เป็นอะไรที่ถูกซ่อนไว้ได้อย่างกลมกลืน อีกฟังค์ชั่นที่ต้องโชว์คือกุญแจอิมโมบิไลเซอร์mujติดตั้งระบบสั่งการให้เครื่องยนต์สตาร์ทและดับเครื่องได้ด้วยวิธีกดปุ่มที่กุญแจรีโมท และจะทำงานก็ต่อเมื่อเกียร์อยู่ในตำแหน่งP แต่จะทำการเมื่อประตูลอคเท่านั้น โดยมีรัศมีทำการคลอบคลุมระยะไม่เกิน 10 เมตร และจะทำงานแค่ 10 นาที หลังจากนั้น เครื่องยนต์จะดับอัตโนมัติ

ข้อมูลที่จัดทำขึ้นถือเป็นการจัดเต็มกับกระแสดังของรถรุ่นเรือธงคันล่าสุดจากค่ายฮอนด้า มาถึงตอนนี้ชักเริ่มอยากเห็นตัวจริงกันแล้วใช่หรือไม่ อดทนรออีกสักนิด ไม่เกินกลางเดือนมี.ค. NEW CIVIC 2016 จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการแน่นอน โดยเครื่องยนต์มีให้เลือก 2 ขนาด คือ 1.8 ลิตร และ 1.5 VTC TURBO รวมถึงแยกออกเป็น 4 รุ่นย่อย ประสบการณ์ตรงที่ผมได้สัมผัสและข้อมูลลับที่ผมนำเสนอสามารถฟันธงได้ว่า…สาวกของรถรุ่นนี้ต้องไม่ผิดหวัง 

Honda BR-V สปอร์ตครอสส์โอเวอร์ใช้งานสะดวก ช่วงล่างเด็ดสะระตี่

0
Honda BR-V
สปอร์ตครอสส์โอเวอร์ใช้งานสะดวก ช่วงล่างเด็ดสะระตี่

“ฮอนด้าจัดหนัก โหมกระหน่ำตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี” ที่ผมใช้คำนี้เพราะสถานการณ์ต่างๆจากค่ายผู้ผลิตรายนี้เป็นตัวแปรได้อย่างชัดเจน หลังจากฮอนด้าปลุกกระแสตลาดเอสยูวีโดยสร้างยอดขายถล่มทลายในรุ่น HR-V ตลอดจนการนำ BR-V มาโชว์ตัวเรียกน้ำย่อยในงานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ผ่านมา ต่อด้วยเซอร์ไพรส์อย่างที่ไม่คาดคิดกับกิจกรรมการทดสอบ CIVIC TURBO ก่อนเปิดขายจริง และตามมาติดๆกับการเปิดตัวพร้อมจำหน่าย ACCORD MINOR CHANGE ตบท้ายด้วยการทดสอบ HONDA BR-V กิจกรรมทางการตลาดทั้งหมดที่ได้กล่าวถึงได้แสดงให้เห็นว่า บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิลส์ ประเทศไทย จำกัด ได้เดินหน้าเต็มกำลังเพื่อเข้าไปครองใจกลุ่มเป้าหมายในทุกเซกเมนต์ ซึ่งเร็วๆนี้ก็เตรียมมีข่าวดีกับรถยนต์ในเซกเมนต์ของซีดานรุ่นธง ที่จะเปิดตัวช่วงต้นเดือนหน้า

กลับมาเรื่องของกิจกรรมนี้กันก่อนครับ สำหรับกิจกรรมล่าสุดในรูปแบบของการทดสอบสมรรถนะของ HONDA BRV ได้จัดขึ้นที่จ.เชียงใหม่ บนเส้นทางที่เรียกได้ว่าเป็นการสนองตอบการใช้งานได้ทุกรูปแบบ แต่ไม่ต้องเดานะครับว่าเส้นทางเป็นแบบไหน ผมมีรูปเส้นทางสวยๆมาให้ทุกท่านรับชมสลับกับบทความการทดลองขับรถอเนกประสงค์สปอร์ตครอสสโอเวอร์รุ่นล่าสุด

อย่างที่บอกไว้ตอนต้นว่า HONDA BR-V ถูกนำมาโชว์ตัวให้กลุ่มเป้าหมายได้สัมผัสอย่างใกล้ชิดในงานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ผ่านมา และเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อช่วงปลายเดือนมกราคม จากวันนั้นจนถึงวันนี้ BR-V กวาดยอดจองไปแล้วกว่า 3,000 คัน ถือว่าเป็นกระแสที่ร้อนแรงเอาการ จวบจนกิจกรรมการทดสอบรถได้ถูกจัดขึ้นโดย ฮอนด้า ออโตโมบิลส์ ประเทศไทย เชิญสื่อมวลชนหลากสำนักเข้าร่วม ซึ่งได้นำ BRV รุ่น V แบบ 5 ที่นั่ง และรุ่น SV แบบ 7 ที่นั่ง จำนวน 3 คันเท่ากัน แบ่งการทดลองขับออกเป็นคันละ 2 คน สลับกันขับคนละประมาณ 60 กม. บนเส้นทาง ช้างคลาน-ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่

ก่อนทำการทดลองขับ ห้องประชุมหรูในโรงแรมเลอ เมอริเดียน ถูกจัดแจงให้เป็นห้องแห่งการเรียนรู้ถึงตัวรถ และ อุปกรณ์ต่างๆที่ติดตั้งมาในรถครอสส์โอเวอร์ซับคอมแพคคันนี้ มาดูกันก่อนครับว่า  HONDA BR-V มีอะไร

HONDA BR-V เป็นรถอเนกประสงค์สไตล์ครอสโอเวอร์ขนาดซับคอมแพค ในมิติความกว้าง 1,735 มิลลิเมตร ยาว 4,453 มิลลิเมตร และสูง 1,666 มิลลิเมตร ออกแบบตามแนวคิด Active Solid Motion สะท้อนถึงความแข็งแกร่ง และทรงพลัง ด้วยเส้นสายที่โฉบเฉี่ยวรอบคัน โดดเด่นด้วยช่วงล่างยกสูงในรูปแบบของรถเอสยูวีซึ่งมีความสูงใต้ท้องรถถึง 201 มิลลิเมตร  ไฟหน้าโปรเจคเตอร์มาพร้อมไฟหรี่แบบ LED และไฟท้ายแบบ LED ดีไซน์รูปตัว C ติดตั้งราวหลังคาสไตล์สปอร์ต (Roof Rail) เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่น

ไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์เลนส์มาพร้อมไฟหรี่แบบแอลอีดีและไฟตัดหมอกที่มุมกันชน

ราวหลังคาติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน

ห้องโดยสารมีความแตกต่างไปจากกัน ในรุ่น SV เป็นแบบเบาะนั่ง 3 แถว 7 ที่นั่งหุ้มด้วยหนังแท้ เบาะนั่งแถวที่ 2 พนักพิงปรับเอนได้ถึง 2 ระดับ สามารถปรับเลื่อน หน้า-หลัง ช่วยให้ผู้โดยสารแถวที่ 3 เข้า-ออกได้สะดวก เบาะนั่งแถวที่ 3 พนักพิงสามารถพับแยกแบบ 50:50 หรือพับตลบไปด้านหน้า 2 จังหวะ  เพิ่มเติมในส่วนของระบบปรับอากาศสำหรับผู้โดยสารด้านหลังเพื่อกระจายความเย็นได้อย่างทั่วถึงห้องโดยสารในรุ่น SV มีเบาะนั่ง 3 แถว ทุกที่นั่งหุ้มด้วยหนังแท้

สำหรับรุ่น V เบาะนั่งหุ้มด้วยผ้าทั้ง 5 ที่นั่ง เบาะนั่งแถวที่ 2 สามารถปรับพับแยกแบบ 60:40 พร้อมพับตลบจังหวะเดียว (One Motion)ระบบปรับอากาศเป็นแบบอัตโนมัติแต่ไม่มีในส่วนของผู้โดยสารตอนหลัง

รุ่น V ทั้ง 5 ที่นั่งหุ้มด้วยผ้า

BR-V เน้นความสะดวกสบายด้วยฟังก์ชั่นการใช้งานระดับพรีเมี่ยม ติดตั้งมาตรวัดเรืองแสงสีขาว พร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ MID ไฟแสดงผลการขับขี่แบบประหยัด และเทคโนโลยีอันล้ำสมัย ใช้งานง่ายเพียงปลายนิ้วสัมผัส เช่น ระบบสตาร์ทเครื่องยนต์อัจฉริยะ (One Push Ignition System) และระบบควบคุมประตูแบบอัจฉริยะ(Honda Smart Key System) พร้อมระบบปรับอากาศอัตโนมัติ ในรุ่น SV ติดตั้งระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 6.1 นิ้ว ทำหน้าที่แสดงภาพจากกล้องมองหลัง พร้อมฟังค์ชั่นรองรับระบบ iOS และ Android ซึ่งเชื่อมต่อภาพและเสียงได้อย่างง่ายดายผ่านช่องเชื่อมต่อ HDMI, USB และ AUX อีกทั้งระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์แบบไร้สาย ส่วนรุ่น V เป็นเครื่องเสียงแบบ 2 DIN แต่ไม่รองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนและไม่มีช่องเชื่อมต่อ HDMI

คอนโซลกลางออกแบบคล้ายคลึงกับ HONDA JAZZ

หน้าจอระบบสัมผัสและระบบสตาร์ทเครื่องยนต์อัจฉริยะมีเฉพาะในรุ่น SV

ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร SOHC i-VTEC 4 สูบ 16 วาล์ว 117 แรงม้าที่ 6,000 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 146 นิวตันเมตรที่ 4,700 รอบต่อนาที ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์ CVT ใหม่ พัฒนาภายใต้เอิร์ธดรีมเทคโนโลยี เคลมอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยนอกเมืองและในเมืองจากโรงงานผู้ผลิตอยู่ที่ 16.4 กม./ลิตร ทั้งยังรองรับพลังงานทางเลือก E85 มาพร้อมมาตรฐานความปลอดภัย อาทิ ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (ABS) พร้อมระบบกระจายแรงเบรก (EBD) ระบบควบคุมการทรงตัวขณะเข้าโค้ง (VSA) ระบบช่วยการออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน (HSA) ถุงลมคู่หน้า (Dual SRS)

เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร I-VTEC ให้กำลังสูงสุด 117 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที

ระบบรองรับพัฒนาต่อยอดมาจาก MOBILIO ด้านหน้าเป็นแมคเฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง ออกแบบมุมล้อสำหรับรถยกสูงสไตล์เอสยูวี ส่วนด้านหลังใช้ทอร์ชั่นบีมแบบ H Shape ที่ได้รับการพัฒนาสำหรับรถรุ่นนี้โดยเฉพาะ

เริ่มต้นด้วยเรื่องหนัก

200 กิโลกรัมคือโจทย์ที่ BR-V ต้องตอบ

การทดสอบครั้งนี้สนุกตั้งแต่เริ่มต้นครับ ผมได้คู่จิ้นร่างใหญ่ คุณเบิ้ม เดชพันธุ์ นามบุญสิงห์พล แห่ง Torque Magazine มาเป็นบัดดี้ตลอดการเดินทาง และรถที่ได้ทำการทดสอบคือ BR-V รุ่น V แบบ 5 ที่นั่ง การทดลองขับในครั้งนี้ผมได้เปรียบกว่าหลายๆคู่ เพราะแบกน้ำหนักบรรทุกไปเกือบๆ 200 กก.ไม่ต่างจากนั่งกัน 3 คนสักเท่าไหร่ ฉะนั้นก็เหมือนเป็นการพาเพื่อน 2 คนในร่างเดียวไปลองขับรถเที่ยวยังไงยังงั้น

คุณเบิ้ม เดชพันธุ์ นามบุญสิงห์พล แห่ง Torque Magazine คู่จิ้นของผมในทริพนี้

ในฐานะมือแรก หลังจากปรับท่านั่งในตำแหน่งที่เหมาะสมก็ได้เวลาที่ทดสอบกันอย่างจริงจัง เพราะระยะทางที่ทำให้ผมจะคุ้นเคยไปกับครอสโอเวอร์ขนาดซับคอมแพคคันนี้มีเพียง 60 กม. เริ่มต้นกันที่ถนนช้างคลานในตัวเมืองเชียงใหม่ ในชั่วโมงเร่งด่วน จำนวนประชากรผู้ใช้รถใช้ถนนที่เชียงใหม่ไม่ต่างไปจากกรุงเทพเมืองฟ้าอมรสักเท่าไหร่นัก เหลือบมามองเพื่อนร่างใหญ่ที่นั่งในตำแหน่งผู้โดยสาร ผมถึงกับแอบอมยิ้ม แต่เก็บอารมณ์ไว้ไม่แสดงให้เค้าเห็นเนื่องจากกลัวจะเสียความมั่นใจ คือแบบว่าทุกส่วนของร่างกายคุณเบิ้มปลิ้นออกจากเบาะนั่ง(ตรงนี้ผมแอบแซวและคาดว่าเจ้าตัวจะไม่โกรธ จนทำให้การทดสอบรถในครั้งต่อๆไปไม่กล้ามานั่งให้ผมขับอีก) อย่างไรก็ตามข้อดีจากร่างใหญ่ๆของคุณเบิ้มคือทำให้รถคันนี้แบกน้ำหนักเพิ่มขึ้นและจะเป็นการพิสูจน์สมรรถนะที่เกินกว่าโจทย์จากทางฮอนด้าที่ให้มา ประเด็นนี้ผมขอละเมิดแบบห้ามไม่ได้ เพราะน้ำหนักตัวผมเองก็เกือบจะ 80 กก. ส่วนคุณเบิ้มน่าจะทะลุ 120 กก. ศิริรวมน้ำหนักบรรทุกของรถคันนี้กว่า 200 กก.ตามที่ผมแจ้งไว้

รับหน้าที่เป็นนักขับมือแรกโดยมีบั๊ดดี้ร่างใหญ่นั่งอยู่ในตำแหน่งผู้โดยสาร

เกียร์ซีวีที ปรับใหม่

ประทับใจเมื่อได้ขับ

เส้นทางที่ใช้ทดลองขับผ่านเมืองเชียงใหม่ไปยังดอยสะเก็ด ในระยะแรกสิ่งที่ผมสัมผัสได้คือเรื่องของระบบเกียร์ CVT ซึ่งทางวิศวกรออกแบบได้ชี้แจงว่าเกียร์ลูกนี้ได้รับการออกแบบใหม่ทั้งเรื่องอัตราทด และโปรแกรมสั่งการจากสมองกลของเกียร์ ก็จริงอย่างที่ว่า เพราะถ้าเอาไปเทียบง่ายๆกับ HONDA JAZZ ซึ่งเป็นต้นทางของเครื่องยนต์และเกียร์ชุดนี้ บอกได้เลยว่าขับสนุกกว่าทั้งที่มีน้ำหนักตัวมากกว่า การออกตัวไม่ถึงกับพุ่งหรือกระโจนแบบรถเครื่องยนต์ใหญ่ แต่ไม่ถึงกับต้องรอรอบหรือมีแรงเฉื่อยมาค่อยต้าน

โฉมหน้าของเกียร์ซีวีทีที่ได้รับการปรับแต่งใหม่ทั้งเรื่องอัตราทดและโปรแกรมสั่งการจากสมองกลเกียร์

เครื่องยนต์ตอบโจทย์การใช้งาน

อาจไม่เหมาะถ้าอยากซ่าและซิ่ง

ออกจากความวุ่นวายในตัวเมือง มุ่งหน้าสู่เส้นทางป่าเขา ช่วงนี้ขอแอบลองใช้ความเร็วเพื่อเช็คว่าเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร ที่ให้แรงม้า 117 ตัว ที่ 6,000 รอบต่อนาที จะพาครอสโอเวอร์ร่างสันทัดที่มีน้ำหนักกว่า 1.2 ตันของ HONDA BR-V รวมถึงแบกน้ำหนักบรรทุกกว่า 200 กก. ของผมและคุณเบิ้มไปไหวขนาดไหน เริ่มต้นที่ความเร็วคงที่ 60 กม./ชม. ไต่ทะยานไปจนทะลุ 140 กม./ชม. ทำได้ไม่ถึงกับฉูดฉาด และจาก 140-160 กม./ชม.ต้องมาลุ้นกันสักพัก ถ้าคะแนนเต็ม 10 ผมให้ประมาณ 7-8 คะแนน ที่ชอบมากคือความเร็วในการใช้งานไม่เกิน 120 กม./ชม. ต้องบอกว่ารถคันนี้ทำได้ดีครับ แต่ถ้าจะให้ซิ่งหรือไปซ่ากับชาวบ้านคงเหนื่อยหน่อย

ทางตรงยาวๆใช้ในการทดลองพละกำลังเครื่องยนต์

ช่วงล่างทีเด็ด-ปรับเซ็ทลงตัว

ทำงานร่วมกับตัวช่วยการขับขี่ได้เป็นอย่างดี    

การทดสอบช่วงล่างแบบใหม่ในพื้นฐานของระบบแมคเฟอร์สันสตรัทพร้อมเหล็กกันโคลง และ ทอร์ชั่นบีมแบบ H Shape ตัวแปรอีกเรื่องคือความสูงของรถที่ถือเป็นจุดเด่นของ BR-V ประเด็นนี้ขอชื่นชมทีมวิศวกรออกแบบ เพราะพัฒนาช่วงล่างมาได้เยี่ยมยอด ข้อมูลของการปรับเซทช่วงล่างใหม่ คือ การออกแบบระบบภายในโช๊คอัพ รวมถึงค่า K ของสปริง และเหล็กกันโคลงที่ใหญ่กว่าระบบช่วงล่างของ MOBILIO ไม่ใช่ว่าผมกับคุณเบิ้มจะมีความเห็นตรงกันเพียง 2 คน สื่อฯที่ร่วมทดสอบทุกท่านต่างพูดเป็นเสียงเดียวกัน ไหนๆดีงามขนาดนี้ ผมกับบัดดี้ขอลองเข้าโค้งด้วยความเร็วกันสักนิด

ทางโค้งขึ้น-ลงภูเขา การทดสอบเพื่อให้รู้ว่าระบบช่วงล่างนั้นคือทีเด็ด

110 กม./ชม. คือความเร็วที่เรา 2 คนได้ใช้ตอนเข้าโค้งระหว่างทางไปดอยสะเก็ด ตรงนี้ค่อนข้างเสี่ยงแต่ด้วยความมั่นใจจึงขอลองของ คาดเดาไว้ว่ายังไงต้องมีเสียงยางเร็ดรอดเข้ามาให้ได้ยิน กลับกลายเป็นการยึดเกาะตามทิศทางที่ต้องการได้เป็นอย่างดี สภาพเส้นทางโค้งรวมถึงขึ้นและลงภูเขาลาดชัน ระบบควบคุมการทรงตัวขณะเข้าโค้ง (VSA)และระบบช่วยการออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน (HSA) ทำหน้าที่เป็นตัวช่วยในการขับขี่ได้ชัดเจน ส่งผลให้การขับขี่สะดวกสบายแม้บางช่วงที่ต้องขึ้นทางชันเครื่องยนต์อาจต้องแผดเสียงดังขึ้นบางก็ตาม

การทำงานของระบบ VSA ช่วยให้ควบคุมรถได้ง่ายและเป็นไปตามทิศทางที่ต้องการ

ทัศนะของชายร่างใหญ่

บัดดี้คู่ใจกับการทดสอบ HONDA BR-V

คุณเบิ้ม เดชพันธุ์ นามบุญสิงห์พล แห่ง Torque Magazine ได้ให้ทัศนะสำหรับการทดลองขับ HONDA BR-V ไว้ว่า รูปลักษณ์สวยงามเมื่อไปผสมรวมกับการออกแบบภายในด้วยวัสดุที่ดูดีมีราคาทำให้BR-V ดูหรูหราื ห้องโดยสารไม่ถึงกับกว้างมากนักเพราะเป็นการขยับขนาดมาจากพื้นฐานของรถซับคอมแพค ดีไซน์ใกล้เคียงกับ HONDA JAZZ พร้อมติดตั้งอุปกรณ์ครบครัน  จุดเด่นเป็นเรื่องระบบช่วงล่างที่ให้การยึดเกาะ ตอบสนองการขับขี่ด้วยความเร็วสูงและมั่นใจได้กับการเข้าโค้ง เกียร์ซีวีทีใหม่ไหลลื่นช่วยเรื่องการออกตัวได้เป็นอย่างดี ในส่วนที่ยังไม่ค่อยถูกใจคือเบาะผู้ขับขี่ไม่สามารถปรับระดับสูงต่ำได้ จึงเป็นปัญหาของคนที่มีส่วนสูง 180 ซม.ขึ้นไป เนื่องจากทัศน์วิสัยของการขับขี่ลดลงเหลือเพียง ¾ สำหรับส่วนที่เหลือจึงถูกเพดานบดบังมุมมองการขับขี่ไปบ้าง รวมถึงเรื่องของเสียงเครื่องยนต์เมื่อรอบสูงอาจจะดังไปสักนิด สรุปโดยรวมได้ว่า ความโดดเด่นของรถคันนี้กลบเกลื่อนจุดด้อยเพียงน้อยนิดได้อย่างไร้ข้อกังขา ในราคา 750,000 บาท ถือว่าคุ้มค่าเพื่อแลกมาซึ่งรถเอสยูวีไซด์ซับคอมแพคที่สนองการใช้งานได้ทุกรูปแบบ

MAZDA MX-5 โรดสเตอร์เปิดประทุน ขับสนุก เร้าใจ สไตล์ซูมซูม

0
นานๆทีผมจะมีโอกาสได้ทดลองขับรถสปอร์ตโรดสเตอร์เปิดประทุนสักครั้ง และรถคันที่จะทำการรีวิวให้ทุกท่านได้รับชมนั่นคือรถสปอร์ตระดับตำนานจากค่าย Mazda ในชื่อรุ่น MX-5 เจนเนอเรชั่นที่ 4 ซึ่งเปิดตัวไปเมื่องานมหกรรมยานยนต์ซึ่งจัดขึ้นในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ชักจะเริ่มอยากรู้ถึงความเป็นรถสปอร์ตโรดสเตอร์จากค่าย Zoom-Zoom กันแล้วใช่มั้ยว่ามีความน่าสนใจมากน้อยเพียงใด เริ่มเข้าสู่เรื่องราวของ MAZDA MX-5 ไปพร้อมๆกันเลยครับ

MAZDA MX-5 มีความเป็นมาที่ยาวนานกว่า 25 ปี โดยกินเนสเวิล์ดเรคคอร์ดได้บันทึกไว้ว่าเป็นรถสปอร์ตที่ขายดีที่สุดในโลกด้วยยอดผลิตกว่า 900,000 คันทั่วโลก จากการผลิตทั้งหมด 3 เจนเนอเรชั่น และตระเวนล่าถ้วยรางวัลจากสถาบันทั่วโลกกว่า 200 ใบ

อันที่จริงแล้วเส้นทางของ MX-5 เจนเนอเรชั่นที่ 4 ได้มีมาตั้งแต่เดือนกันยายนของปีที่ผ่านมา บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้เชิญให้บอสใหญ่ของเรา (คุณภูวนาถ เผ่าจินดา) เข้าร่วมเรียนรู้ถึงสไตล์การออกแบบและทดลองขับในรุ่นเครื่องยนต์ SKYACTIV G ขนาด 1.5 ลิตร เกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ ที่ฮิโรชิม่า ประเทศญี่ปุ่น ก่อนเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 32 สำหรับเวอร์ชั่นที่นำมาจำหน่ายในไทยมีสิ่งที่ผิดแปลกไปจากการทดสอบที่ฮิโรชิม่าคือเรื่องของ เครื่องยนต์และระบบเกียร์ ซึ่ง MX-5 ที่ผลิตมาขายในบ้านเรานั้นได้ติดตั้ง เครื่องยนต์เบนซิน SKYACTIV-G  ขนาด 2,000 ซีซี 160 แรงม้า เกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ ที่มาพร้อมเทคโนโลยี SKYACTIV แบบเต็มระบบ

CODO DESIGN

ที่สุดของนวัตกรรมการออกแบบแห่งยุคสมัย

ต่อเนื่องจากการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ กิจกรรมทดสอบ MAZDA MX-5 จึงได้ผุดขึ้นบนเส้นทางสั้นๆในจังหวัดนครราชสีมา จากคีรีมายารีสอร์ทแอนด์สปา-อ่างเก็บน้ำลำพระเพลิง ระยะทางรวม 90 กิโลเมตร ซึ่งเป็นเส้นทางทดสอบที่สวยงาม เหมาะกับการเปิดประทุนโชว์เท่ ตามคอนเซปต์สปอร์ตโรดสเตอร์ระดับตำนานแห่งค่าย ZOOM-ZOOM ที่เน้นถึงการขับขี่ที่สนุก เร้าใจ ทุกการเดินทาง

ทีมวิศวกรผู้ออกแบบ MAZDA MX-5 ได้บรรจงสร้างอย่างพิถีพิถันตามคอนเซปต์ Codo Design ด้วยสรีระที่สวยงามทุกสัดส่วนโดยมีรางวัล Japan Car of The Year 2015-2016 เป็นสิ่งการันตี รูปลักษณ์ภายนอกสะท้อนให้เห็นความพร้อมที่จะเคลื่อนไหวแม้ในขณะที่หยุดนิ่ง และยังคงความเป็นรถสปอร์ตเปิดประทุน แบบ Front-mid engine ขับเคลื่อนล้อหลังอย่างลงตัว จุดเด่นที่น่าสนใจคือการรีดน้ำหนักให้เบากว่า MX-5 เจนเนอเรชั่นที่ 3 กว่า 100 กก. ด้วยการเปลี่ยนวัสดุและออกแบบโครงสร้างที่กระทัดรัดขึ้น โดยนำอลูมิเนียมที่แข็งแกร่งและทนทานมาเป็นวัสดุหลัก ได้แก่ ฝากระโปรงหน้า-หลัง, โป่งล้อหน้าทั้งซ้ายและขวา, โครงสร้างหลังคารวมถึงโครงสร้างเบาะนั่งและด้านหลังของเบาะนั่ง, โครงกันชนหน้า-หลัง, นอกจากนี้ยังนำไปพัฒนาเป็นชิ้นส่วนของระบบช่วงล่าง อาทิ  ปีกนกด้านหน้า คาลิเปอร์เบรกหน้า-หลัง และโครงสร้างเสริมความแข็งแรงใต้ท้องรถ ส่งผลให้ MX-5 ใหม่มีอัตราส่วนการกระจายน้ำหนักหน้า-หลัง 50:50 ซึ่งให้สมดุลในการขับขี่เป็นไปตามคอนเซปต์ของสปอร์ตโรดสเตอร์ที่ขับสนุก

JINBA-ITTI

ผสมผสานเป็นหนึ่งเดียวระหว่างรถกับคน

ห้องโดยสารเป็นแบบสปอร์ต 2 ที่นั่งหลังคาผ้าใบเปิดประทุน ควบคุมด้วยกลไกง่ายๆ สามารถเปิดและปิดได้ โดยไม่ต้องลงจากตัวรถ นอกจากนี้ยังพับเก็บโดยไม่เป็นอุปสรรคต่อที่เก็บสัมภาระท้ายรถ ภายในฝากระโปรงท้ายยังสามารถบรรทุกกระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่ได้ถึง 2 ใบ

สำหรับเบาะนั่งเป็นทรงบักเกตซีทปรับปรุงตามคอนเซปต์ JINBA-ITTI ใช้โครงสร้าง S-fit ผลิตจากวัสดุที่พัฒนาขึ้นใหม่ซึ่งเป็นแบบตาข่ายและแผ่นยูรีเทน ช่วยลดน้ำหนักและความหนาของเบาะนั่ง เพื่อได้มาซึ่งการควบคุมที่ดี ให้ความรู้สึกของการผสมรวมเป็นหนึ่งเดียวระหว่างรถและผู้ขับขี่ ด้วยการวางตำแหน่งคนขับใกล้กับจุดศูนย์ถ่วงของรถและใกล้กับพื้นผิวถนน รวมถึงติดตั้งแป้นเบรคให้อยู่ตรงตำแหน่งที่พอดีกับเท้าขวา ส่งผลให้ทัศนวิสัยการขับขี่ที่สบาย ทั้งยังง่ายต่อการใช้อุปกรณ์ต่างๆภายในรถ อาทิ ระบบ MZD Connect พร้อมหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว และปุ่ม Center Commander พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นควบคุมเครื่องเสียงและระบบโทรศัพท์ พร้อมระบบ Bluetooth และระบบสั่งงานด้วยเสียงจากชุดเครื่องเสียง BOSE รอบทิศทาง 9 ลำโพง พร้อมลำโพงแบบฝังในหมอนรองศีรษะ

SKYACTIV TECHNOLOGY

นำมาของซึ่งการขับขี่ที่สนุกเร้าใจ

เทคโนโลยี SKY ACTIV ได้เข้ามามีบทบาทต่อการออกแบบในส่วนของเครื่องยนต์รวมถึงการจัดวางตำแหน่งที่เหมาะสม บทสรุปของการขับขี่ที่สนุกสนานจึงเป็นที่มาของการร่นตำแหน่งเครื่องยนต์ไปด้านหลัง 15 มิลลิเมตร และต่ำลง 13 มิลลิเมตร โดยเครื่องยนต์จะวางอยู่ด้านหลังแนวล้อหน้า ช่วยลดแรงเหวี่ยงด้านข้าง และลดแรงเฉื่อยที่เกิดจากน้ำหนักบรรทุกได้เป็นอย่างดี

MAZDA MX-5 ที่จำหน่ายในบ้านเราได้รับการติดตั้งเครื่องยนต์บล๊อคเดียวกับMAZDA 3 โดยนำเทคโนโลยี SKYACTIV-G แบบเบนซิน 4 สูบ 16 วาล์ว ขนาด 2,000 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 160 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 20.38 กก.-ม. ที่ 4,600 รอบต่อนาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ Activematic ซึ่งมาพร้อมโหมด Sport และ PaddleShift ทั้งยังรองรับเชื้อเพลิง อี20 ได้อีกด้วย

ลองของกับสปอร์ตโรดสเตอร์ระดับตำนาน

พัฒนาการล่าสุดแห่งเทคโนโลยีจากค่ายซูมซูม

เกริ่นถึงที่มาของ MAZDA MX-5 กันพอสังเขป ถึงเวลาที่ผมกับรถจะเรียนรู้ซึ่งกันและกันแบบแนบชิด ด้วยระยะทางทดสอบประมาณ 90 กม. จากคีรีมายา-อ่างเก็บน้ำลำพระเพลิง ดูแล้วเหมือนจะไม่มีอะไรมากมายนัก แต่การทดสอบในครั้งนี้ถือว่าเหมาะสมกับการขับสปอร์ตโรดเสตอร์แบบเปิดประทุน บนเส้นทางที่เสมือนจำลองโค้งจากสนามแข่งยังไงยังงั้น

เริ่มจากการขึ้นนั่งหลังพวงมาลัย พอปรับท่านั่งได้ตามต้องการเป็นที่เรียบร้อย รถเคลื่อนตัวออกจากจุดสตาร์ท ผ่านไปยังชุมชนต่างๆที่อยู่เรียงรายสองข้างทาง ช่วงนี้ขับเปิดประทุนชิวๆกินลมรับแสงแดดอ่อนๆยามเย็น พร้อมเชื่อมต่อเพลงในโทรศัพท์ผ่านระบบ MZD CONNECT แผดเสียงผ่านลำโพง BOSE ให้ชาวบ้านข้างทางหมั่นไส้เล่นๆ ส่วนที่ไม่คิดจะแตะต้องเป็นเรื่องของระบบปรับอากาศ เนื่องจากช่วงที่ทำการทดสอบ เป็นวันและเวลาเดียวกันกับที่เกิดปรากฏการณ์ extreme weather change ทำให้อุณหภูมิขณะนั้นอยู่ที่ 18-20 องศาโดยประมาณ

ช่วงแรกที่ได้ลองขับยังไม่ถืออะไรเป็นชิ้นเป็นอันสักเท่าไหร่เนื่องจากต้องขับผ่านชุมชนที่คนพลุกพล่าน ผมเพียงได้แต่สังเกตุที่มาของการดีไซน์ระบบต่างๆ หนึ่งในนั้นคือเรื่องของ JINBA-ITTI ซึ่งตรงตามคอนเซปต์ที่ว่า “ทั้งคนและรถรวมเป็นหนึ่ง” สิ่งที่โปรดปรานนอกจากการได้สัมผัสถึงฟิลลิ่งที่รับรู้ได้จากทั้งเบาะนั่งและพวงมาลัย เป็นเรื่องของทัศนวิสัยในการขับขี่ถือว่าเป็นการบ้านที่ทีมวิศวกรสื่ออกมาได้ค่อนข้างจะลงตัว มุมมองที่ผู้ขับขี่สามารถเล็งได้ทุกเหลี่ยม กะระยะได้ง่าย ทำให้การได้ขับขี่ที่สนุก

พอหลุดช่วงชุมชนจึงได้เริ่มเติมคันเร่งเพื่อเพิ่มความเร็ว สำหรับอัตราเร่งต้องบอกว่ามาเร็วพอสมควรทั้งที่ไม่ใช่เครื่องยนต์ที่อัดอากาศด้วยระบบเทอร์โบชาร์จ ส่วนหนึ่งเป็นผลพวงมาจากเครื่องยนต์รุ่นนี้ประจำการอยู่ในรถ MAZDA 3  ซึ่งมีนำหนักตัวเกือบๆ 1,400 กิโลกรัม ในขณะที่ MX-5 มีน้ำหนักเพียง 1,080 กิโลกรัม อีกส่วนหนึ่งคือเรื่องการปรับปรุงอัตราส่วนกำลังอัด ซึ่งเครื่องยนต์ SKYACTIV-G รุ่นนี้เปลี่ยนแปลงจาก 14.0:1 ให้มาเป็น 13.0:1 ทำให้รถสปอร์ตโรดสเตอร์คันนี้ไต่ความเร็วขึ่นต่อเนื่อง รวมถึงเปิดโหมด Sport ช่วยเพิ่มรอบเครื่องยนต์ เสียงคำรามจากท่อไอเสียแบบ 4-2-1 เริ่มดังเร้าใจขึ้นเรื่อยๆ

ด้วยสภาพเส้นทางที่คดเคี้ยวผมตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้ระบบเกียร์แพดเดิลชิฟท์ที่พวงมาลัย เพื่อทำหน้าที่ Engine Brake ไปในตัว การปรับลดตำแหน่งเกียร์เพื่อช่วยเบรกสำหรับ MX-5 ทำได้ค่อนข้างนุ่มนวลกว่าที่คิดไว้เยอะ มาถึงการทดลองระบบช่วงล่างกับการเข้าโค้งด้วยความเร็ว ระบบช่วงล่างอิสระทั้ง 4 ล้อ ทางวิศวกรได้ติดตั้งอาวุธลับอย่างระบบควบคุมเสถียรภาพ(DSC)และระบบป้องกันล้อหมุนฟรี(TRC) ไว้ที่ล้อหลังซึ่งเป็นส่วนควบให้การควบคุมรถทำได้ง่ายขึ้นเป็นอย่างมาก ถ้าจะให้ตำหนิคือเรื่องของการเซทช่วงล่างทั้งโช๊คอัพและสปริงซึ่งออกมาในรูปแบบนุ่มนวลไปสักนิด แต่เรื่องความหนึบนั้นพูดได้เลยว่าหายห่วง

สรุปโดยรวมได้ความว่า ถ้ารถคันนี้เป็นหนึ่งในรถที่คุณต้องการ สนนราคาค่าตัวที่ 2.7 ล้านบาท แลกมากับการขับรถที่สนุก เร้าใจ แถมเท่ได้ด้วยรูปทรงรถแบบเปิดประทุน คุณก็ควรที่จะเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวผู้ใช้ MAZDA ได้อย่างสบายๆ และรถระดับตำนานอย่าง MX-5 ไม่ทำให้คุณผิดหวังแน่นอน

ISUZU D-Max 1.9 DDi BLUE POWER เล็ก…แต่ยิ่งใหญ่

0
Isuzu เป็นผู้นำรายแรกที่ใส่เครื่องยนต์ดีเซลขนาดเล็กที่สุดมาใส่ในรถปิกอัพ คำถาม ตามมาเริ่มตั้งแต่ จะมีแรงหรือ ?  ทรงตัวดีมั้ย? มาจนถึงราคาเหมาะสมมั้ย? วันนี้เราขนเสื้อหนาวไปลอง D-Max 1.9 DDi BLUE POWER ในสนามแข่งรถที่ญี่ปุ่นท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บต่ำ 10 องศา หาคำตอบมาให้ครบหมด

หลังจาก Isuzu เปิดตัวเป็นทางการให้กับ D-Max 1.9 DDi BLUE POWER ในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2558 ก่อนที่จะเข้าไปสร้างกระแสต่อเนื่องในงาน Motor Expo 2015  และเดินสายเปิดรับจองทั่วประเทศ ปรากฏว่า การตอบรับดีมากๆ สร้างปรากฎการณ์สวนกระแสจังหวะที่ตลาดรถยนต์ยังอยู่ในช่วงสับสนจะขึ้นจะลง เพราะมีปัจจัยสองทิศทางลบคือ เศรษฐกิจยังไม่เอื้ออำนวย บวกคือแรงกระตุ้นจากการปรับโครงสร้างภาษีใหม่ที่ใช้พิกัด อัตราการปล่อยไอเสีย คาร์บอนไดออกไซด์ เข้ามาเกี่ยวข้องโดยตรง D- Max ใหม่ใช้โอกาสที่ดีที่สุด ชิงความเป็นผู้นำใช้เครื่องยนต์เล็ก 1.9 DDi ที่ระบุว่ามีค่าการคายคาร์บอนไดออกไซด์ต่ำที่สุด161 กรัม/กม. น้อยที่สุดในบรรดารถปิกอัพทั้งหมดในตลาด ซึ่งจะทำให้ได้เปรียบในเรื่องของราคาและเป็นจุดขายที่ทำให้ได้ยอดจองช่วงปลายปีเข้ามามากมาย

ความข้องใจของเครื่องยนต์ 1.9 DDi ก็ยังอยู่ในความคิด ก่อนการตัดสินใจของใครอีกหลายๆ คน ถึงแม้ Isuzu จะจัดกิจกรรมทดสอบสมรรถนะความทนทานของ D-Max เครื่องยนต์เล็กนี้ด้วยการทดสอบสุดโหดไปแล้วก็ตาม โดยการทดสอบนั้นทำขึ้นก่อนจะเปิดตัวรถเป็นทางการเป็นการทดสอบ วิ่งต่อเนื่องทั้งวันทั้งคืนโดยไม่ดับเครื่องยนต์เป็นเวลากว่า 85 ชั่วโมง บนเส้นทางผ่านทุกสภาพภูมิประเทศของ 3 ประเทศรวมระยะทางประมาณ 5,755 กม. จากกรุงเทพฯ ผ่านสปป.ลาว ไปสิ้นสุดที่เมืองอุรุมชี เขตปกครองพิเศษซินเจียง สาธารณรัฐประชาชนจีน ผู้ร่วมทดสอบมีทั้งเจ้าของรถ Isuzu ที่เคยเข้าร่วมการแข่งขัน Isuzu Insight Big Challenge 2015 และมีคณาจารย์สักขีพยานจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า พระนครเหนือร่วมเดินทาง และได้ผลสรุกว่า D-Max 1.9 DDi สอบผ่าน ปฏิบัติภารกิจได้ลุล่วง ถึงจุดหมายปลายทางครบทุกคัน

ปฐมบทของการทดสอบ D-Max 1.9 DDi เริ่มต้นไปแล้ว ถึงเวลาที่ต้องหาคำตอบว่า D-Max 1.9 DDi จะมีแรงหรือ? ทรงตัวดีมั้ย? ตามที่โปรยเรื่องไว้แล้ว

Isuzu ให้ทีมงานขนส่งรถ D-Max 1.9 DDi ที่ผลิตจากโรงงานในประเทศไทย ซึ่งเป็นฐานการผลิตหลักของรถปิกอัพ Isuzu ที่ไม่เพียงแต่จะขายในบ้านเราเท่านั้นแต่เป็นโรงงานผลิตส่งออกไปจำหน่ายทั่วโลกรวมทั้งกลับมาที่ญี่ปุ่นด้วย D-Max 1.9 DDi ทั้งแบบ 4 ประตู แค็ปโฟร์ และแบบสเปซแค็ป ขับเคลื่อนด้วยเกียร์ธรรมดา 6 สปีด และ มี D-Max 1.9 DDi แบบเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ซึ่งจะเปิดตัวสู่ตลาดอย่างเป็นทางการในเดือนมีนาคม โอกาสนี้จึงนำรถแบบ Preproduction ยังไม่ได้เป็นคันที่ผลิตออกมาจากสายการผลิตจำหน่ายเนื่องจากยังต้องปรับปรุงรายละเอียดบางส่วนมาให้ทดลองขับไปก่อน นำมาถึงญี่ปุ่นและส่งตรงมาที่สนามแข่งรถ Autopolis International Race Course  สนามแข่งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ระดับนานาชาติ ตั้งอยู่ที่จังหวัดโออิตะ บนเกาะคิวชู เกาะใหญ่ทางใต้สุดของญี่ปุ่น สนามแข่งรถมาตรฐานแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อรองรับการแข่งขันได้ถึงระดับฟอร์มูล่า-วัน สภาพสนามมีมาตรฐานสูงออกแบบตามสภาพภูมิประเทศที่อยู่บนแนวเทือกเขาสูงจากระดับน้ำทะเลกว่า 3,000 เมตร และออกแบบเซอร์กิตให้ทุกโค้งมีความหมายต่อการทำความเร็วและให้ความท้าทายตื่นเต้นเป็นยิ่งนัก เส้นทางในแทร็คมีความลดหลั่นตามภูมิประเทศจุดสูงสุดและจุดต่ำสุดต่างระดับกันถึง 150 เมตรทำให้การทดลองขับ D-Max 1.9 DDi ได้รับรู้สมรรถนะทั้งเครื่องยนต์และช่วงล่างได้อย่างสมบูรณ์

D-Max 1.9DDi ที่เตรียมมาให้ทดสอบนี้เป็นตัวจริงที่ขายในบ้านเราเพียงแต่ย้ายสถานที่มาทดลองขับในญี่ปุ่นแทน โดยรวมเครื่องยนต์ใหม่นี้ใช้รหัส RZ4E-TC ให้กำลังสูงสุด 150 แรงม้า ที่ 3,600 รอบ/นาที เพิ่มขึ้นจากรุ่นเดิมขนาด 2.5 Ddi VGS Turbo ขนาด  2,500 ซี.ซี. ประมาณ 10% แรงบิดสูงสุด 350 นิวตัน-เมตร ที่ 1,800-2,600 รอบ/นาที เพิ่มขึ้นจากรุ่นเดิม 9% เป็นเครื่องยนต์ที่พัฒนาการดีขึ้นจากรุ่นเดิมทุกมิติ ในทางผลงานที่ออกมาคือ น้ำหนักเบาขึ้น ถึง 60 กก. หรือกว่า 20% ส่งผลให้อัตราเร่งดีขึ้น 8% ประหยัดน้ำมันขึ้น 19% และค่ามลพิษต่ำสุด 161 กรัม/กม. ดีขึ้นถึง21% จากข้อมูลของ Isuzu ระบุเรื่องที่น่าสนใจอีกอย่างคือ เครื่องยนต์ใหม่นี้มีค่าบำรุงรักษาน้อยลงจากการออกแบบชิ้นส่วนเครื่องยนต์ใหม่หลายจุดเช่น กระเดื่องวาล์วแบบเป็นแบบลูกกลิ้งพร้อมระบบปรับตั้งระยะวาล์วอัตโนมัติทำให้ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการปรับตั้งวาล์วตลอดอายุการใช้งาน

ชุดขับเคลื่อนเพลาลูกเบี้ยวด้วยเฟืองและโซ่ ไม่ต้องบำรุงรักษาตลอดอายุการใช้งาน สายพานหน้าเครื่องแบบเส้นเดียว พร้อมปรับตั้งอัตโนมัติ กรองน้ำมันเครื่องแบบเปลี่ยนเฉพาะไส้กระดาษ และเปลี่ยนน้ำเครื่องเพียง 5.6 ลิตรน้อยที่สุดในรถปิกอัพระดับเดียวกันและการออกแบบหัวฉีดใหม่สามารถบำรุงรักษาได้โดยไม่ต้องเปิดฝาครอบวาล์ว

ผมได้ลองขับD-Max1.9DDi ในตัวถัง 4 ประตู เกียร์ธรรมดา 6 สปีด ในสนามแข่งที่มีความยาวสนาม เต็มรอบ 4.67 กม. เริ่มตั้งแต่ตำแหน่งและจังหวะเปลี่ยนเกียร์นั้น สะดวกช่วงเกียร์สั้นเพียงพลักเบาๆ ก็เปลี่ยนตำแหน่งได้ง่ายๆ และถ่ายทอดกำลังออกมาได้ตามที่ต้องการ การตอบสนองของเครื่องยนต์เป็นไปด้วยดี ที่น่าสนใจคือ เสียงของเครื่องยนต์นั้นเงียบอย่างเห็นได้ชัด เทียบเคียงกับรถยนต์นั่งที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลได้ไม่แตกต่าง เครื่องยนต์มีกำลังเพียงพอที่จะปล่อยอัตราเร่งเมื่อออกจากโค้งแต่ละครั้งโดยไม่รู้สึกจะอ่อนแรง ในบางครั้งที่ยังใช้เกียร์ 3 เข้าโค้งลึกๆ แล้วออกมาที่ความเร็วต่ำกว่า 40 กม./ชม. ยังสามารถเร่งออกจากโค้งได้อย่างต่อเนื่องไม่ถึงกับจะรู้สึกอัดอัดตรงนี้เห็นได้ชัดถึงกำลังเครื่องยนต์ที่มีแรง มีอัตราเร่งที่ดีกว่าเครื่องยนต์ 2.5 ลิตรเดิมแน่นอน ที่น่าสนใจคือ การควบคุมบังคับรถทำได้ง่ายมาก เข้าใจได้ว่าเป็นผลจากการลดน้ำหนักเครื่องยนต์ลงไปถึง 60 กก. และขนาดเครื่องยนต์ที่เล็กลงนั้นถูกจัดวางในตำแหน่งที่เยื้องเข้าข้างในห้องเครื่องมากขึ้น ทำให้มีความสมดุลของน้ำหนักมากขึ้น และนั่นจึงส่งผลถึงการทรงตัวที่มีเสถียรภาพ และถือเป็นจุดเด่นที่สุดอีกอย่างหนึ่งของ D-Max1.9DDi แน่นอน

สำหรับรุ่นเกียร์อัตโนมัติ มาอยู่ในการทดสอบครั้งนี้ด่้วยถึงแม้จะไม่สมบูรณ์เต็ม 100% แต่ในหนึ่งรอบสนามเท่าที่ได้สัมผัส การทำงานของเกียร์อัตโนมัติรุ่นใหม่ 6 จังหวะนี้ ทำหน้าที่ได้ดี จังหวะการเปลี่ยนเกียร์มีความต่อเนื่องลื่นไหลไม่มีรอยสะดุดในรอยต่อระหว่างเกียร์ ในขณะเดียวกันก็ฉลาดที่จะปรับจังหวะการเปลี่ยนทั้งขึ้นและลงตามพฤติกรรมการขับในขณะนั้นได้ดีพอสมควร ทำให้ไม่ต้องกังวลกับการเปลี่ยนเกียร์ คือปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเกียร์ไปเลย แล้วมาสนุกกับการจับจังหวะเข้าโค้ง-ออกโค้ง ผลสรุปคือ ได้ขับรถกระบะในสนามแข่งอย่างสนุกสนานอย่างที่ไม่คิดว่าจะได้รับความรู้สึกนี้มาก่อน

คำตอบของทุกคำถามที่ตั้งประเด็นไว้นั้นถูกตอบอย่างตรงประเด็นได้ครบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องมีแรงพอหรือไม่? คำตอบคือมีและมากพอที่จะตอบสนองได้อย่างมั่นใจ การทรงตัวดีมั้ย? ตอบได้ว่า เสถียรภาพการทรงตัวที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน เข้าโค้งได้มั่นใจขึ้น ส่วนเรื่องราคานั้นตอบได้ด้วยราคาค่าตัวที่น่าสนใจชัดเจนเช่นเดียวกัน

ครบทุกคำถามสำหรับ Isuzu D- Max DDi BLUE POWER คันนี้

ข้อมูลทางเทคนิค Isuzu   D Max 1.9 DDi Blue Power

เครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ 16 วาล์ว คอมมอนเรล เทอร์โบไดเรคอินเจคชั่น
ความจุกระบอกสูบ(ซี.ซี.)1,900
กระบอกสูบ x ช่วงชัก (มม.)80 x 94.4
อัตราส่วนกำลังอัด16:5
ระบบส่งกำลังเกียร์ธรรมดา 6สปีด
กำลังสูงสุด(แรงม้า ที่รอบ/นาที) 150/3,600
แรงบิดสูงสุด(นิวตันเมตร ที่รอบ/นาที) 350/1,800-2,600
ยาว/กว้าง/สูง (มม.) 5,200  x 1,860 x1,795
ความยาวฐานล้อ (มม.) 3,095
ระยะห่างระหว่างล้อ หน้า/หลัง (มม.) 1,570/ 1,570
ระบบกันสะเทือนหน้าอิสระปีกนก2 ชั้น คอยล์สปริง เหล็กกันโคลง และ โช๊คอัพแก๊ส
ระบบกันสะเทือนหลังแหนบแผ่นรูปครึ่งวงรี โช๊คอัพแก๊ส
ระบบเบรก หน้า/หลังดิสก์เบรกมีครีบระบายความร้อน/ ดรัมเบรก
ล้อและยางอัลลอย 16 นิ้ว/235/70R16
ความจุถังน้ำมัน(ลิตร)76
ราคา(บาท)840,000
ผู้จำหน่ายบริษัท ตรีเพชร อีซูซุเซลส์ จำกัด

เมอร์เซเดส-เบนซ์ปล่อยของ S 500 E และ C 350 E ปลั๊กอินไฮบริด…หรู แรง ประหยัด

0
เมอร์เซเดส-เบนซ์ปล่อยของ
S 500 E และ C 350 E ปลั๊กอินไฮบริด…หรู แรง ประหยัด

กระแสดังที่ผู้ใช้รถยนต์ทั่วโลกกำลังให้ความสนใจกับรถยนต์ระบบไฟฟ้าที่แรงได้ดั่งใจ แถมยังคงไว้ในเรื่องของความประหยัด ทั้งหมดเกิดขึ้นจริงเมื่อค่าย เมอร์เซเดส-เบนซ์ นำระบบ Plugin-Hybrid มาติดตั้งไว้ในซีดานหรูรุ่น S 500 E และ C 350 E ซึ่งในอีกไม่กี่วันข้างหน้า รถทั้ง 2 รุ่นจะถูกส่งตรงขึ้นโชว์บนโพเดี้ยม ณ โชว์รูมสาขาที่มีอยู่ทั่วประเทศ

ความโดดเด่นของ S 500 E และ C 350 E ระบบ Plugin-Hybrid จะมีความน่าสนใจเพียงไร กิจกรรมทดสอบรถยนต์ทั้ง 2 รุ่น บนเส้นทางเชียงราย-เชียงใหม่ ที่ค่ายดาวสามแฉกจัดให้สื่อมวลชนได้ร่วมทดลองขับก่อนเปิดตัวอย่างเป็นทางการ จะเป็นคำตอบให้ผู้ที่กำลังสนใจกระแสดัง และกลุ่มเป้าหมายที่รอซื้อรถประเภทนี้ได้อย่างแน่นอน

แง้มไว้สักนิด…ขับเคลื่อนด้วยพลังไฟฟ้าทำระยะทางได้กว่า 30 กม. ความเร็วเกิน 120 กม./ชม.ในราคาที่ไม่ไกลเกินเอื้อม!!!

MERCEDES S 500 E

หรู ประหยัด รักสิ่งแวดล้อม

Mercedes-Benz S 500 e รถยนต์ซีดานระดับพรีเมี่ยมติดตั้งเทคโนโลยีล่าสุดของเครื่องยนต์ไฮบริดในรูปแบบของ PLUG-IN HYBRID  มาพร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกชั้นเลิศ สะท้อนภาพลักษณ์อันหรูหราของรถยนต์ตระกูลเอส-คลาสเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว มีให้เลือก 2 ดีไซน์ด้วยกัน คือ Exclusive และ AMG Premium โดยยังคงสมรรถนะที่เหนือชั้น พร้อมด้วยการปล่อย CO2 ที่ลดเหลือเพียง 62 กรัม/กิโลเมตร

รูปโฉมของรถรุ่นนี้เป็นแบบเดียวกับ S CLASS โมเดลล่าสุด โดยยังคงความหรูหรา สง่างาม ผสมผสานแนวคิดการออกแบบที่ทันสมัย กระจังหน้าดีไซน์เป็น 3 มิติ มีฝากระโปรงแบบ Long Bonnet ด้านข้างสวยงามด้วยเส้นสายที่พริ้วไหว เส้นหลังคา หรือ Roof Line ลาดเทไปยังด้านท้าย S 500 E แบ่งได้ อีก 2 รุ่นย่อย คือ Exclusive และ AMG Premium ซึ่งจะแตกต่างกันที่ชุดแต่งรอบคัน สัญลักษณ์บนคาลเปอร์เบรค รวมถึงขนาดและลวดลายของล้อแมก ในรุ่น Exclusive ใช้ 19 นิ้ว ส่วน AMG Premium ขนาด 20 นิ้ว

ห้องโดยสารหรู อลังการและคงเอกลักษณ์ของความเป็นผู้นำไว้อย่างคลาสสิค ผลิตจากวัสดุคุณภาพสูง ทั้งลายไม้และเบาะหนังแท้ รวมถึง Ambient Lighting ซึ่งเป็นไฟเรืองแสงล้อมรอบห้องโดยสารที่สามารถปรับได้ถึง 7 เฉดสี รุ่น AMG Premium จะได้รับการตกแต่งพิเศษด้วยลายไม้ designo high-gloss sunburst brown myrtle wood แบบ 2 โทนสี (two-tone) เบาะนั่งหุ้มหนัง Nappa แบบ Exclusive package ตัดเย็บลายเบาะแบบ diamond design พร้อมด้วยผ้าหลังคา และแผงบังแดดด้านหน้าหุ้มด้วย DINAMICA microfiber

ขุมพลังหลักของ  S 500 e มาจากเครื่องยนต์เบนซินรูปตัววีแบบ 6 สูบ อัดอากาศด้วยระบบเทอร์โบคู่  ขนาดความจุ 2,996 ซีซี ให้แรงม้าสูงสุดที่ 333 แรงม้า ที่ 5,250-6,000 รอบ/นาที และแรงบิด 480 นิวตันเมตร ที่ความเร็วรอบ 1,600-4,000 ต่อนาที ผสมรวมกับพลังมอเตอร์ไฟฟ้าที่ให้กำลังถึง 85 กิโลวัตต์ ขับเคลื่อนด้วยระบบส่งกำลังแบบเกียร์อัตโนมัติ 7G-TRONIC PLUS พร้อมระบบเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.ที่ 5.2 วินาที ความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม.

นอกจากนี้ S 500 e ได้รับการติดตั้งแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน ขนาดความจุ 8.7 กิโลวัตต์ น้ำหนักประมาณ 114 กิโลกรัม ไว้ที่ใต้เพลาขับด้านหลัง ซึ่งมีระบบหล่อเย็นจากน้ำ และฝาป้องกันการกระแทกผลิตจากแผ่นโลหะปิดทับไว้เพื่อความปลอดภัย ความโดดเด่นของแบตเตอรี่ชุดนี้คือสามารถชาร์ตไฟให้เต็มได้ภายในเวลาประมาณ 4 ชั่วโมง ส่งผลให้ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าหรือ EV เพียงอย่างเดียวได้ไกลถึง 31 กิโลเมตร

MERCEDES C 350 e

ซีดานเรือธง พ่วงระบบไฟฟ้าเทียบชั้นรุ่นใหญ่

Mercedes-Benz C 350 e รถยนต์รุ่นที่ 2 ในตระกูล The new C-Class ที่ใช้เทคโนโลยีไฮบริดต่อจากรุ่น C 300 BlueTEC Hybrid รวมถึงเป็นรถยนต์รุ่นที่สองของเมอร์เซเดส-เบนซ์ที่ใช้เทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริด มาพร้อมกับบอดี้ที่มีให้เลือกทั้งในแบบซีดานและเอสเตท โดดเด่นในเรื่องความประหยัดด้วยอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงในโหมดไฮบริดทางบริษัทผู้ผลิตแจ้งว่าสามารถทำได้มากถึง 47.5 กิโลเมตร/ลิตรC 350 E  ยังคงรูปลักษณ์ที่โดดเด่น เร้าใจ และปราดเปรียว ตามแบบฉบับของ The new C-Class ซึ่งมีกระจังหน้าแบบคลาสสิคมาพร้อมกับโลโก้ดาวสามแฉก C 350 e Exclusive จะมีฟังก์ชั่น AIRPANEL ซึ่งเปิด-ปิดอัตโนมัติ ช่วยเสริมในเรื่องของ AERODYNAMIC มีไฟหน้าแบบ LED Intelligent Light System          ที่มาพร้อมกับระบบไฟส่องสว่างอัจฉริยะ ในรุ่น C 350 e AMG DYNAMIC และ C 350 e ESTATE AMG DYNAMIC ติดตั้งซันรูฟไฟฟ้า ล้อแมกของ C 350 e Exclusive ใช้ขนาด 18 นิ้ว สำหรับ C 350 e AMG DYNAMIC และ C 350 e ESTATE AMG DYNAMIC จะเป็นลวดลายสปอร์ตขนาด 19 นิ้ว รวมถึงคาลิเปอร์เบรกมีตราสัญลักษณ์ เมอร์เซเดส-เบนซ์

ห้องโดยสารดีไซน์หรู แผงคอนโซลกลางสร้างเป็นชิ้นเดียวกับพนักวางแขนออกแบบอย่างทันสมัย มี touchpad ช่วยให้ผู้ใช้ควบคุมการทำงานของอุปกรณ์เครื่องเสียง อาทิ วิทยุ-ซีดี MB Audio 20 ที่บริเวณคอนโซลได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส ห้องโดยสารตกแต่งด้วยไฟเรืองแสง ambient lighting แบบ 3 สีในรุ่น C 350 e AMG DYNAMIC และ C 350 e ESTATE AMG DYNAMIC ติดตั้งพวงมาลัยมัลติฟังค์ชั่น เบาะหนังแท้ รวมถึงแป้นคันเร่งพร้อมแป้นเบรคแบบสปอร์ต

เครื่องยนต์ที่ใช้ขับเคลื่อนเป็นแบบเบนซิน 4 สูบแถวเรียง ความจุกระบอกสูบ 1,991 ซีซี กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 211 แรงม้า ที่ 5,500 รอบ/นาที ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลัง 60 กิโลวัตต์ ในรุ่นซีดานมีแรงบิด 350 นิวตันเมตร ที่ความเร็วรอบ 1,200-4,000 ต่อนาที อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. อยู่ที่ 5.9 วินาที ความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม. ส่วนในรุ่นเอสเตทมีแรงบิด 300 นิวตันเมตร ที่ความเร็วรอบ 1,200-4,000 ต่อนาที อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. อยู่ที่ 6.2 วินาที ความเร็วสูงสุด 246 กม./ชม. ขับเคลื่อนด้วยระบบส่งกำลังแบบเกียร์อัตโนมัติ 7G-TRONIC PLUS พร้อมระบบเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย และเลือกสนุกกับการขับขี่ได้ถึง 5 รูปแบบ คือ Individual (I), Sport+ (S+),Sport (S),Comfort (C) และ Economy (E)

C 350 e .ใช้ระบบ ปลั๊กอินไฮบริดเช่นเดียวกันกับ S 500 E โดยติดตั้งแบตเตอรี่ ลิเธียม-ไอออน ขนาดความจุ 6.38 กิโลวัตต์ น้ำหนักประมาณ 100 กิโลกรัม ไว้ที่ใต้เพลาขับด้านหลัง มีระบบหล่อเย็นจากน้ำ และฝาป้องกันการกระแทกที่ผลิตจากแผ่นโลหะปิดทับไว้ ซึ่งแบตเตอรี่ที่ใช้ใน C 350 e ชาร์ตไฟให้เต็มได้ในเวลาเพียง 3 ชั่วโมง โดยขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า หรือ EV เพียงอย่างเดียวได้ระยะทางไกลถึง 33 กิโลเมตร

PLUG-IN HYBRID

บอกสั้นๆว่า”เด็ด”

นอกจากสมรรถนะที่เร็วและแรงจากขุมพลังของเครื่องยนต์ผสมกับการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้า หัวใจสำคัญของการลดอัตราการใช้พลังงานในรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ไฮบริด คือ นำพลังงานที่เกิดจากการเหยียบแป้นเบรกหรือปล่อยให้รถเคลื่อนที่โดยไม่อาศัยพลังงานจากเครื่องยนต์ มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ระบบจะนำพลังงานเก็บไว้ในแบตเตอรี่ และจะดึงพลังงานมาใช้เมื่อผู้ขับขี่ขับเคลื่อนด้วยระบบพลังงานไฟฟ้าหรือเมื่อต้องการเร่งความเร็ว

PLUG-IN HYBRID ที่ติดตั้งใน S 500 E และ C 350 E แบ่งการทำงานได้มากถึง 4 รูปแบบ โดยใช้งานผ่านจอแสดงผลบริเวณแดชบอร์ดและจอมอนิเตอร์ที่บริเวณคอนโซลกลาง ซึ่งทั้ง 4 รูปแบบประกอบไปด้วย

HYBRID การทำงานในฟังค์ชั่นนี้จะเป็นการขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า โดยระบบจะเน้นไปที่การใช้งานมอเตอร์ไฟฟ้าในการขับเคลื่อนให้มากที่สุด  และใช้เครื่องยนต์ขับเคลื่อนเท่าที่จำเป็น หากกระแสไฟในแบตเตอรี่มีปริมาณต่ำกว่า 20 % ระบบจะใช้เครื่องยนต์ในการขับเคลื่อนเท่านั้น และถ้าผู้ขับขี่ปรับเกียร์อัตโนมัติเป็นโหมดสปอร์ต (S) ระบบจะสั่งการให้ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เพียงอย่างเดียวโดยที่มอเตอร์ไฟฟ้าไม่ทำงาน

E-MODE ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว บริษัทผู้ผลิตได้เคลมไว้ว่าทำความเร็วได้มากถึง 140 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในระยะทางสูงสุด 33 กิโลเมตรโดยไม่มีการคายไอเสีย การทำงานของระบบนี้สามารถครอบคลุมการใช้งานได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับผู้ขับขี่ต้องไม่กดแป้นคันเร่งจนเกินแรงต้าน หากกดแป้นคันเร่งเกินแรงต้านเมื่อใดเครื่องยนต์จะเข้ามาทำหน้าที่ในการขับเคลื่อนรถยนต์ทันที

E-SAVE ในขณะที่เริ่มต้นใช้โหมดนี้ ระดับกระแสไฟฟ้าที่มีอยู่ในแบตเตอรี่ high-volt จะถูกบันทึกค่าไว้ จากนั้นการขับเคลื่อนจะใช้เครื่องยนต์เป็นหลัก ส่วนมอเตอร์ไฟฟ้าจะถูกใช้น้อยที่สุด เพื่อรักษาระดับกระแสไฟฟ้าในแบตเตอรี่ให้มีปริมาณเท่าเดิมกับตอนเริ่มต้น ตัวอย่างเช่น ถ้าวางแผนการเดินทางล่วงหน้า ว่ากำลังจะต้องเดินทางเข้าเมืองที่มีการจราจรหนาแน่น หลังจากชาร์จแบตเตอรี่ high-volt จนเต็มแล้ว ควรเลือก E-SAVE ในการเริ่มต้นเดินทางก่อนที่จะเข้าเมือง เมื่อขับถึงในเมืองก็จะมีปริมาณกระแสไฟสูงสุดที่จะกลับมาใช้ฟังค์ชั่น E-MODE สำหรับการเดินทางในเมืองได้อย่างเต็มที่

CHARGE โหมดนี้จะใช้การขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เพียงอย่างเดียว แบตเตอรี่ high-volt จะรักษาระดับการชาร์จให้อยู่ในระดับปานกลาง และไม่มีการใช้มอเตอร์ไฟฟ้าในการขับเคลื่อน เพื่อให้การชาร์จกระแสไฟฟ้าเข้าไปเก็บไว้ในแบตเตอรี่ high-volt อย่างต่อเนื่องและสมบูรณ์   แรงหมุนของเครื่องยนต์ถูกแปลงเป็นพลังงานไฟฟ้าเพื่อสะสมไว้ในแบตเตอรี่ และแปลงค่าเป็นพลังงานจลน์ที่เกิดจากการชะลอความเร็วหรือการเบรกซึ่งแปรเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้าและเก็บสะสมไว้ในแบตเตอรี่ เมื่อชาร์จไฟเต็ม ระบบจะปรับไปที่การทำงานในรูปแบบ E-SAVE โดยอัตโนมัติ

นอกจากนี้ยังมี ระบบควบคุมรถอัจฉริยะ ที่จะทำงานโดยอัตโนมัติเพื่อปรับการทำงานของเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าให้เหมาะสมที่สุด เพื่อการขับขี่ที่ประหยัดพลังงานและช่วยให้รถ สามารถเก็บพลังงานสำรองได้ โดยระบบจะตรวจจับแรงกดที่แป้นคันเร่งเพื่อส่ง สัญญาณเตือนให้ผู้ขับขี่ผ่อนแรงกดที่แป้นคันเร่งตามความเหมาะสม หากรถยนต์ ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าและผู้ขับขี่เหยียบแป้นคันเร่งจนถึงจุดที่มีการตั้งค่าไว้ ระบบจะสลับการทำงานไปใช้เครื่องยนต์ให้อัตโนมัติ โดยระบบการจัดการพลังงานนี้ทำงานด้วยข้อมูล 2 ประเภท คือ ข้อมูลเส้นทาง ผ่านการตรวจจับอัตโนมัติ หรือใช้ค่าจากโหมดการทำงานของระบบ Plug-In HYBRID 4 แบบ, ข้อมูลจากผู้ขับขี่ผ่านการตรวจจับจากโหมดการปรับเปลี่ยนเกียร์อัตโนมัติ 3 แบบ ตามที่ผู้ขับขี่เลือกใช้

S 500 E

รถหรูไซส์ใหญ่ ถูกใจเจ้าสัว

สำหรับสภาพเส้นทางที่ใช้ในกิจกรรมทดสอบครั้งนี้มีระยะทางเกือบ 200 กม. จากจังหวัดเชียงรายย้อนลงมาที่จังหวัดเชียงใหม่ แน่นอนว่าไม่สามารถหลีกเลี่ยงทางโค้งขึ้นและลงภูเขาได้แน่นอน ช่วงแรกเป็นการทดลองความหหรูหรากับ S 500 E ซึ่งผมต้องออกตัวไว้ก่อนว่าไม่ค่อยตรงกับความต้องการของนักขับอย่างผมสักเท่าไหร่ เพราะรถคันนี้ออกแบบมาตามคอนเซปต์ที่ให้ความหรูหรา ซึ่งน่าจะเหมาะสมกับนักธุรกิจ หรือ เจ้าสัวที่ต้องการรถยนต์ที่โอ่อ่า นั่งสบาย จากระบบช่วงล่างแบบถุงลมที่นุ่มนวล และมั่นใจได้ตลอดการเดินทาง ระยะทางเกือบ 100 กม.ที่ได้ทดลอง ผมอาจจะโฟกัสไปที่ระบบ PLUG-IN HYBRID เพียงเล็กน้อยเท่านั้น เป้าหมายถูกเบนความสนใจไปที่ความสะดวกสบายของห้องโดยสาร แน่นอนว่าค่ายดาวสามแฉกนั้นไม่บกพร่องในหัวข้อนี้

C 350 e

หล่อ หรู ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์

ไฮไลท์ที่ผมรอคอยคือการได้ขับ C 350 e ซึ่งก็ต้องบอกว่าไม่ผิดหวัง โหมดการขับขี่สนุกๆที่มีให้เลือก 5 รูปแบบ ผมมองข้ามไปเพราะก่อนหน้านี้เคยลองในรถหลายๆรุ่นของค่ายดาวสามแฉกมาแล้ว หลังจากสลับรถที่จุดแวะพักช่วงอำเภอเวียงป่าเป้า จ.เชียงราย ระยะทางที่เหลืออีกประมาณ 100 กม. ผมขอลองของกับระบบ Plug-in HYBRID เพียงอย่างเดียวเท่านั้น

หลังจากเชคพลังงานไฟฟ้าส่วนที่เหลือ ค่อนข้างมั่นใจว่าการเดินทางด้วยระบบ E-MODE น่าจะถึงปลายทางแถวถ.ช้างคลาน จ.เชียงใหม่ ได้อย่างสบายๆเส้นทางยังคงเป็นแบบเดิมคือมีทั้งทางลาดชันและโค้งลัดเลาะตามไหล่เขาสลับไปมา ความเร็วที่ใช้อยู่ที่ประมาณ 80-120 กม./ชม. มีไม่กี่ครั้งที่ระบบถูกตัดกลับไปใช้พลังงานจากเครื่องยนต์ในช่วงขึ้นเขา เนื่องจากพลาดเหยียบคันเร่งหนักเกินไป แต่โดยสรุประยะทางเกือบ 100 กม. พลังงานจากเครื่องยนต์ซึ้งใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงน่าจะถูกใช้งานไปไม่ถึง 2 ลิตร ถ้าเทียบเป็นเงินคงไม่เกิน 50 บาท ในขณะที่ C 300 Bluetech Hybrid ซึ่งค่ายดาวสามแฉกเปิดตลาดไปเมื่อ 2 ปีก่อน สามารถขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวจะทำระยะทางได้เพียง 1 กิโลเมตร และทำความเร็วสูงสุดได้แค่ 35 กิโลเมตรต่อชั่วโมงทีเด็ดต่อมาคือเรื่องของการชาร์จไฟเข้าแบตเตอรี่ เมอร์เซเดสได้ออกแบบปลั๊กไฟให้สามารถใช้กับระบบไฟบ้านโดยไม่ต้องแปลงหัวจ่ายหรืออแดพเตอร์แต่อย่างใด การชาร์จแต่ละครั้งกินเวลาเพียง 4 ชั่วโมง ในรุ่น S 500 e และ C 350 e ใช้เวลาชาร์จไฟเพียง 3 ชั่วโมงเท่านั้น

ชักจะเริ่มอยากรู้แล้วใช่มั้ยครับว่าทั้ง S 500 e และ  C 350 e ตั้งราคาค่าตัวไว้ที่เท่าไหร่ อย่างที่ผมบอกไว้ตั้งแต่แรกว่าราคาที่ค่ายดาวสามแฉกตั้งไว้ไม่ไกลเกินเอื้อมจริงๆ

The S 500 e Exclusive ราคา 6,390,000 บาท

The S 500 e AMG Premium ราคา 6,990,000 บาท

The C 350 e Exclusive ราคา 2,990,000 บาท

The C 350 e AMG Dynamic ราคา 3,340,000 บาท

The C 350 e Estate AMG Dynamic ราคา 3,690,000 บาท

Buyer guide:SUV SUBCOMPACT หลังจากปรับโครงสร้างภาษี…รถยนต์เซกเมนต์นี้ค่ายไหนมีอะไรเด็ด

0
ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่ารถในคลาสอเนกประสงค์ขนาดเล็กได้รับการตอบรับจากผู้ใช้ในบ้านเรากันมากมายทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นเจ้าตลาดที่มาแรงอย่าง Honda HR-V, Nissan Juke, Ford Eco Sport และน้องใหม่มาแรงอย่าง Mazda CX-3 อีกทั้งยังมีการปรับโครงสร้างภาษีใหม่ ซึ่งแต่ละค่ายกำลังพิจารณากันอย่างละเอียดว่ารุ่นไหนควรจะปรับราคาเป็นเท่าไหร่ สำหรับ BuYer Guide ของรถยนต์ในเซกเมนต์นี้รวมถึงราคาหลังจากปรับโครงสร้างภาษี เรามีรายละเอียดที่น่าสนใจของรถแต่ละคันมานำเสนอ

Ford Eco Sport

เต็มที่กับเทคโนโลยีอัจฉริยะพร้อมความอเนกประสงค์

ถือเป็นเจ้าแรกที่เปิดตลาดเซ็กเมนต์นี้ ที่มาด้วยดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยว ทั้งการออกแบบที่ดูทันสมัยจากภายนอกและภายในที่ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ด้วยความเป็นรถยนต์นั่งแบบอเนกประสงค์ที่มีความยืดหยุ่น และตอบสนองการใช้งานจริง ทั้งนี้ Eco Sport มีการออกแบบให้ผู้ขับขี่อยู่ในตำแหน่งที่มีทัศนะวิสัยที่ดีด้วยการปรับตำแหน่งผู้ขับขี่ให้อยู่ในตำแหน่งที่สูงขึ้น พร้อมห้องโดยสารที่ทันสมัย รวมถึงอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบาย และพื้นที่ใช้สอยที่กว้างขวางเพียงพอสำหรับผู้ใหญ่ 5 คน

การออกแบบภายนอกโดดเด่นกันตั้งแต่กระโปรงหน้ารถที่กว้างเชื่อมต่อกับเส้นด้านข้างตัวถัง ไฟหน้าที่เรียวบางทอดตัวยาวเป็นกรอบด้านบนของกระจังหน้ารูปสี่เหลี่ยมคางหมู เส้นสายด้านข้างตัวถังที่เป็นจุดเชื่อมระหว่างแนวกระจกและขอบประตูทอดตัวในแนวเฉียงขึ้นจากด้านหน้าจรดท้าย โดยที่เสากลางได้รับการออกแบบให้เป็นสีดำขับเน้นกระจกด้านข้างดูผสานเป็นชิ้นเดียวกัน ด้านหลังดูกว้างด้วยกระจกขนาดใหญ่ที่โอบรอบจากด้านหนึ่งไปยังอีกด้าน พร้อมไฟท้าย โดยมียางอะไหล่และฝาครอบท้ายติดตั้งอยู่บนฝาประตูท้ายเปิดแบบบานสวิงไปด้านข้าง

ภายในห้องโดยสารออกแบบมาเพื่อให้ผู้ขับขี่ง่ายต่อการบังคับแผงหน้าปัดด้วยการปรับตำแหน่งผู้ขับขี่ให้อยู่ในตำแหน่งที่สูงขึ้น สามารถปรับได้ถึง 6 ระดับ พร้อมการปรับช่วงเอวให้เหมาะกับผู้ขับแต่ละคน ในส่วนของเบาะหลังออกแบบให้สามารถปรับเอนได้ตามใจชอบ รวมถึงปรับ/พับเก็บเพื่อเพิ่มพื้นที่บรรทุกด้านท้ายรถ แยกพับได้แบบ 60/40 ในส่วนของอุปกรณ์การใช้งานต่างๆ ได้รับการจัดวางในตำแหน่งที่เหมาะสม มาพร้อมระบบการเชื่อมต่อฟอร์ด ซิงค์ ที่เป็นระบบสั่งงานด้วยเสียง รวมถึงปุ่มซิงค์ที่ควบคุมเครื่องเสียงและระบบโทรศัพท์ โดยติดตั้งอยู่บนพวงมาลัย และเทคโนโลยีบลูทูธในฟอร์ดซิงค์ที่สามารถเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือได้ถึง 12 เครื่องผ่านระบบการเชื่อมต่อแบบแพร์ริ่ง Pairing ในส่วนของพื้นที่เก็บสัมภาระนั้น Eco Sport มีมาให้มากถึง 20 ช่องภายในรถ รวมถึงกล่องเก็บของรักษาความเย็นที่สามารถจุเครื่องดื่มได้ 6 กระป๋อง ในส่วนของพื้นที่เก็บสัมภาระนั้นเมื่อพับเบาะหลังมาชนกับเบาะหน้าแล้วจะมีความจุถึง 705 ลิตร

ขุมพลังเป็นเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบขนาด 1.5 ลิตรพร้อมระบบวาล์วแปรผันแคมชาฟท์แบบอิสระคู่ (Ti-VCT) ให้กำลัง 110 แรงม้า ที่ 6,300 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 142 นิวตัน-เมตร ที่ 4,400 รอบ/นาที มีเกียร์ให้ลือกทั้งแบบอัตโนมัติ พาวเวอร์ชิฟท์ 6 สปีดและเกียร์ธรรมดา 5 สปีด ระบบพวงมาลัยพาวเวอร์แบบไฟฟ้า มาพร้อมระบบชดเชยน้ำหนักบนพวงมาลัยที่ช่วยให้การจอดรถในที่แคบคล่องตัวขึ้น

ให้ความสะดวกสบายด้วยระบบต่างๆ มากมาย ไล่กันตั้งแต่หลังคาซันรูฟแบบปรับไฟฟ้า ระบบเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ รวมถึงระบบปัดน้ำฝน ในเรื่องของความปลอดภัยมีมาให้ทั้ง ระบบช่วยออกตัวขณะจอดบนทางลาดชัน ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว ถุงลมนิรภัยคู่หน้า เบรก ABS ไฟเบรกฉุกเฉินเมื่อลดความเร็วกะทันหัน ระบบควบคุมการแกว่งของล้อ

Ford Eco Sport ยังยืนยันที่จะใช้ราคาเดิม 844,000 บาท มีให้เลือก 6 สี ได้แก่ สีแดง, สีขาว, สีเงิน, สีเทาดำ, สีน้ำตาล และสีดำ

Honda HR-V EL 

สปอร์ตครอสโอเวอร์รุ่นยอดนิยม

ต้องยอมรับว่ารถยนต์จากค่ายฮอนด้ากับเจ้าตัว HR-V นี้ ได้รับการตอบรับจากผู้ใช้ในบ้านเราในระยะเวลาที่รวดเร็วและเป็นที่นิยม สามารถสร้างยอดขายกันแบบทะลุทะลวงกันเลยทีเดียว ซึ่งค่ายฮอนด้าต้องการเติมเต็มความต้องการของตลาดรถยนต์ในระดับกลาง ดังนั้นแล้วจึงเป็นยนตรกรรมที่ผสานความเป็นที่สุดในทุกๆ ด้าน หลังจากที่สร้างยอดขายในแผ่นดินเกิดที่ญี่ปุ่นกว่า 1 แสนคันนับจากเปิดตัวครั้งแรกในปี 2556 ภายใต้ชื่อ Honda Vezel

HR-V ได้รับการสร้างสรรค์เพื่อความเป็นสปอร์ตครอสโอเวอร์ ที่ผ่านการพัฒนาบนพื้นฐานของรถสปอร์ตอเนกประสงค์ โดยมีการเพิ่มความสปอร์ตปราดเปรียวเข้าไปในสไตล์คูเป้ ผสานกับฟังก์ชั่นการใช้งานแบบอเนกประสงค์สไตล์รถมินิแวน รูปลักษณ์ภายนอกนั้นได้รับการออกแบบให้ดูโดดเด่นในทุกมิติ กับรูปทรงตัวถังที่ดูปราดเปรียว แข็งแกร่ง ทรงพลัง ผ่านเส้นสายที่โฉบเฉี่ยวรอบคัน โดยที่มือจับเปิดประตูด้านหลังมาในแบบรถสไตล์คูเป้ ในส่วนของกระจังด้านหน้านั้นผ่านการออกแบบด้วยแนวคิด Solid Wing Face เติมความหรูด้วยหลังคาซันรูฟไฟฟ้าแบบพาโนรามา พร้อมระบบเปิด-ปิด แบบ One-Touch  ไฟหน้าพร้อมไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED รวมถึงไฟท้าย LED แบบ Tube

ภายในของ HR-V ออกแบบให้มีความกว้างขวาง โปร่งโล่งของพื้นที่เหนือแผงคอนโซล ผสานกับคอนโซลกลางแบบ 2 ชั้น ในแนวสปอร์ต พื้นที่ภายในที่กว้างขวางมาพร้อมกับความสะดวกสบายด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวก ทั้งระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว รองรับการสั่งงานด้วยเสียง Siri (สำหรับ iPhone 4s ขึ้นไป) ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ พร้อมแผงควบคุมแบบสัมผัส มาตรวัดเรืองแสงสามารถปรับเปลี่ยนได้ 7 สี พร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ และช่องเชื่อมต่อ USB 2 จุด พร้อมช่องเชื่อมต่อ HDMI และช่องจ่ายไฟสำรอง

พวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชั่น ระบบสตาร์ทเครื่องยนต์อัจฉริยะ One Push Ignition System และระบบควบคุมประตูแบบอัจฉริยะ Smart Key ห้องสัมภาระด้านท้ายมีขนาดใหญ่ ที่มาพร้อมกับเบาะนั่งอเนกประสงค์ที่ปรับพับได้ 3 รูปแบบ ทั้งแบบ Utility Mode, Tall Mode และ Long Mode ที่ตอบรับทุกการใช้งาน  ไฟในห้องโดยสารเป็นแบบ LED

ขุมพลังเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.8 ลิตร SOHC i-VTEC 4 สูบ 16 วาล์ว 141 แรงม้า ที่ 6,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 172 นิวตัน-เมตร ที่ 4,300 รอบ/นาที มาพร้อมกับเกียร์อัตโนมัติ CVT ใหม่ รองรับพลังงานทางเลือก E85 และตอบสนองทุกการขับขี่ด้วยระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัยแบบ 7 สปีด และระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ

อุปกรณ์มาตรฐานความปลอดภัยสำหรับ HR-V แล้ว ต้องบอกว่ามีมาให้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของระบบเบรกมือที่เป็นแบบไฟฟ้าอยู่ตรงคอนโซลกลาง ระบบ Auto Brake Hold ที่จะทำการหน่วงเบรกโดยอัตโนมัติหลังจากเหยียบเบรกให้รถหยุดนิ่ง ช่วยป้องกันไม่ให้รถเคลื่อนตัวโดยไม่จำเป็นต้องเหยียบเบรกค้างไว้ ระบบเบรก ABS พร้อม EBD ระบบควบคุมการทรงตัวขณะเข้าโค้ง ระบบช่วยการออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน สัญญาณไฟฉุกเฉินอัตโนมัติขณะเบรกกระทันหัน เสริมด้วยกล้องส่องภาพด้านหลังปรับมุมมองได้ 3 ระดับ และระบบถุงลม 6 ตำแหน่ง

หลังจากที่ปรับราคาตามโครงสร้างภาษีใหม่ จากเดิม HONDA HR-V EL จำหน่ายที่ราคา 1,045,000 บาท ปรับเพิ่มเป็น 1,099,000 บาท มีให้เลือก 5 สี ได้แก่ สีดำคริสตัล (มุก),  สีน้ำเงินมอร์ฟโฟ (มุก) ทั้ง 2 สีนี้เพิ่มเงิน 6,000 บาท สีขาวออร์คิด (มุก) เพิ่มเงิน 10,000 บาท สีเงินอลาบาสเตอร์ (เมทัลลิก)  และสีเทารูสแบล็ค (เมทัลลิก)

Nissan JUKE 1.6V 892,000 บาท

Unique Sport Crossover

กล่าวได้ว่าเป็นยนตรกรรมที่ได้รับการตอบรับจากลูกค้าทั่วโลก ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย และเป็นหนึ่งในรถที่ได้รับการตอบรับจากผู้ใช้ในบ้านเราในระยะเวลาที่รวดเร็วเช่นกัน ด้วยความโดดเด่นของรูปลักษณ์ สมรรถนะ อุปกรณ์อำนวยความสะดวก และที่สำคัญราคาที่จับจ้องได้

Juke  ได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิด Bold and Futuristic Design ที่ดูล้ำสมัย เท่และมีความดุดัน โดยในรุ่นล่าสุดนั้นเสริมความเท่ให้กับตัวรถด้วยไฟหรี่แบบ LED รูปทรงใหม่แบบ Boomerang Shape ดูสปอร์ตโฉบเฉี่ยว ขณะที่ไฟหน้าของตัวรถนั้นได้รับการปรับเปลี่ยนมาเป็นแบบโปรเจคเตอร์เลนส์ ซีนอนสไตล์ใหม่ ส่วนไฟท้ายเป็นแบบ LED และไฟเบรกดวงที่ 3 แบบ LED เช่นกัน กระจังหน้า, กันชนหน้าและกันชนท้ายมีการออกแบบใหม่ ให้ดูดุดันตามนิยามใหม่ Unique Sport Crossover ส่วนกระจกมองข้างมาพร้อมไฟเลี้ยวที่มีการออกแบบในสไตล์ Futuristic

ภายในดีไซน์ให้เหมือนค็อกพิทของรถแข่ง เสริมความรู้สึกสปอร์ตด้วยการตกแต่งสีแดง ในส่วนของเทคโนโลยีต่างๆ มีมาให้ด้วยฟังก์ชั่น I-CON หรือ Integrated-Control System พร้อมหน้าจอ Interface ที่จะแสดงผลของ 2 ระบบหลัก คือ Climate และ Driving-Mode ซึ่งผู้ขับขี่สามารถเลือกได้ 3 แบบคือ Eco Mode , Normal Mode และ Sport Mode ในส่วนของ I-CON นั้นได้มีการปรับปรุงหน้าจอให้ดูมีมิติและทันสมัยขึ้น โดยเพิ่ม EZ Talk ที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าคนรุ่นใหม่ ให้มีความสะดวกและปลอดภัย โดยที่สามารถสื่อสารกับเพื่อในกลุ่ม หรืออยู่บนท้องถนน เพียงใช้ 4 นิ้วสัมผัสหน้าจอ แล้วพูดผ่านระบบ เสมือนการใช้วิทยุสื่อสาร และยังมีระบบประมวลผลสัญญาณดิจิตอล Digital Signal Processing ช่วยเพิ่มระดับเสียงและความคมชัดในการดูหนังหรือฟังเพลง

ขุมพลังเครื่องยนต์เบนซินแบบ 4 สูบในรหัส HR16 พร้อมใช้เทคโนโลยีหัวฉีดคู่ Dual Injector System ให้กำลังสูงสุด 116 แรงม้า ที่ 5,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 154 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบ/นาที ส่งกำลังสู่ล้อคู่หน้าด้วยเกียร์อัตโนมัติอัตราทดแปรผันต่อเนื่อง XTRONIC CVT

ระบบความปลอดภัยมีในส่วนของถุงลมคู่หน้า ด้านข้างและม่านถุงลม กุญแจอัจฉริยะ Intelligent Key พร้อมระบบ Immobilizer สัญญาณเตือนกะระยะถอยหลัง กล้องมองหลัง ระบบเบรก ABS, EBD,BA มีสีให้เลือก 6 สีได้แก่ สีน้ำเงินแฟซิฟิค บลู, สีขาว ไวท์โซลิด, สีดำแบล็คโซลิด, สีแดงเบิร์นนิ่ง เรด,สีเทา ทไวไลท์ เกรย์และสีเงิน บริลเลี่ยน ซิลเวอร์

Mazda CX-3 2.0 SP 

Freestyle Crossover

ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีสำหรับ CX-3 ที่ไม่ได้แตกต่างไปจากรถ Mazda ในรุ่นอื่นๆ ที่ผ่านมา โดยมีรางวัลด้านการออกแบบยอดเยี่ยมแห่งปีจากประเทศเยอรมนี ปี 2015 เป็นตัวบ่งบอกคุณภาพ และเป็นยนตรกรรมที่ผ่านการออกแบบในเจเนอเรชั่นที่ 6 ของค่ายมาสด้า ภายใต้แนวคิดโคโดะ ดีไซน์

ความโดดเด่นของรูปลักษณ์ภายนอกที่ผ่านเส้นสายและดีไซน์ที่เฉียบคม ในขณะที่ภายในห้องโดยสารของ CX-3 ได้รับการผสมผสานลูกเล่นการออกแบบที่ให้ความหลากหลายสไตล์โทนเข้มสีดำ All Black พร้อมด้วยการคัดเลือกสรรวัสดุเกรดพรีเมี่ยม เบาะนั่งมาในสไตล์บักเก็ตซีต วัสดุหนังที่แต่งตะเข็บด้วยด้ายสีแดง แผงคอนโซลหน้าและคอนโซลกลางรวมถึงแผงประตูได้รับการตกแต่งด้วยสีเงินวาวและสีดำเงาสลับลวดลายคาร์บอนเคฟลาร์ อุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆ ได้รับการจัดวางในตำแหน่งที่สะดวกต่อการใช้งาน พนักพิงเบาะนั่งด้านหลังพับเก็บได้แบบ 60/40

CX-3 ได้รวบรวมเอาจุดเด่นของรถในค่ายๆ หลายต่อหลายรุ่นมารวมกันไว้ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของเทคโนโลยีเชื่อมต่อกับโลกโซเชียล MZD CONNECT ด้วยหน้าจอขนาดใหญ่บนคอนโซลหน้าที่ติดตั้งไว้ในระดับสายตา จอทัชสกรีนขนาด 7 นิ้ว พร้อมแมนูสั่งงานของระบบ MZD CONNECT และแสดงผลฟังก์ชั่นใช้งานอื่นๆ รวมถึงสามารถเรียกดูข้อมูลผ่านระบบสั่งการด้วยเสียง Voice Recognition หรือจะเลือกใช้งานในแบบ Center Commander ที่เป็นปุ่มหมุนตรงคอนโซลกลาง ใช้ได้ทั้งขณะรถวิ่งหรือจอดนิ่ง รวมถึง Active Driving Display

ขุมพลังเครื่องยนต์เบนซิน SKYACTIV-G 2.0 ลิตรให้กำลังสูงสุด 156 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 204 นิวตัน-เมตร ที่ 2,800 รอบ/นาที ทำงานร่วมกับ SKYACTIV-DRIVE เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีดพร้อมระบบ i-Stop ที่สั่งให้เครื่องยนต์หยุดการทำงานชั่วคราวเมื่อรถจอดนิ่ง ขณะที่อุปกรณ์อื่นๆ ภายในรถยังทำงานปกติ  และระบบ Drive Selection ที่สามารถเลือกโหมดการขับขี่ในโหมด Sport ได้เมื่อต้องการเร่งแซง

ในเรื่องของระบบความปลอดภัยแล้ว ถือว่าจัดมาให้เต็มสำหรับ CX-3 ด้วย i-ACTIVESENSE  ทั้งในด้านเชิงป้องกันและลดความเสี่ยงบนท้องถนน ประกอบด้วย ระบบปรับไฟหน้าสูงอัตโนมัติฒระบบเตือนเมื่อรถเบี่ยงออกนอกเลนโดยไม่ได้ตั้งใจ, ระบบช่วยเบรกอัจริยะ, ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน และระบบเตือนขณะถอยหลังหากพบความเสี่ยงที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุ เบรก ABS 4 ล้อ ถุงลมนิรภัยคู่หน้า ระบบควบคุมเสถียรภาพและการทรงตัวของรถ ระบบช่วยการออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน และระบบช่วยป้องกันการลื่นไถล

Mazda CX-3 เป็นรถยนต์อีกนึ่งรุ่นที่ยังคงใช้ราคาเดิมคือ 1,045,000 บาท มี 7 สีให้เลือก ได้แก่ สีน้ำตาล ไททาเนียม แฟลช, สีขาว เซรามิก ไวท์, สีขาว สโนว์เฟลท ไวท์เพิร์ล, สีน้ำเงินไดนามิก บลู,สีดำเจ็ทแบล็ก, สีเทาเมทิเออเกรย์ไมก้าและสีแดงโซลเรด