Home Blog Page 544

NEW HONDA CIVIC กับสัมผัสแรกในประเทศไทย หล่อ เร็ว แรง มาพร้อมเครื่องยนต์ 1.5 DUAL VTC TURBO

0
NEW HONDA CIVIC กับสัมผัสแรกในประเทศไทย
หล่อ เร็ว แรง มาพร้อมเครื่องยนต์ 1.5 DUAL VTC TURBO

กระแสดังที่หลายท่านคงจะพอทราบถึงเรื่องราวความเป็นมาของซีดานรุ่นเรือธงจากค่ายฮอนด้า ซึ่งอีกไม่นานจะมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการเพื่อให้แฟนๆได้ยลโฉมและจับจองเป็นเจ้าของ ใช่แล้วครับ…สิ่งที่ผมกำลังจะนำเสนอ นั่นคือ NEW HONDA CIVIC ที่มาพร้อมกับเครื่องยนต์1.5 VTC TURBO แบบใหม่ล่าสุดภายใต้เทคโนโลยี EARTH DREAM

การท้าทายเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงจนเป็นปรากฏการณ์ใหม่ในวงการรถยนต์ ซึ่งค่ายฮอนด้าได้นิยามสั้นๆให้กับรถรุ่นนี้ว่านี่คือ “พรีเมี่ยมสปอร์ตซีดาน”ที่สมบูรณ์แบบ NEW HONDA CIVIC จะได้รับการพัฒนาด้านไหน และ มีอะไรโดดเด่น คำถามนี้ผมไปหาคำตอบมาให้ทุกท่านจากสนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ เชิญรับชมก่อนรถจริงจะเปิดตัวพร้อมจำหน่ายอย่างเป็นทางการได้เลยครับ

HONDA CIVIC ได้ออกสู่สายพานการผลิตในเจนเนอเรชั่นแรกตั้งแต่ปี ค.ศ. 1972  ความเป็นมากว่า 43 ปี ซึ่งมีการวางจำหน่ายไปยัง 170 ประเทศ โดยใช้ฐานการผลิตจากโรงงาน 9 แห่งทั่วโลก จวบจนเข้าสู่รุ่นปัจจุบันในเจนเนอเรชั่นที่ 10 ทั้งยังสร้างปรากฏการณ์ใหม่ด้วยการคว้า 6 รางวัล จาก 5 สถาบันชั้นนำ ทั้งในประเทศสหรัฐอเมริกาและแคนาดา หลังจากวางจำหน่ายเพียง 4 เดือน สิ่งที่ทำให้กวาดรางวัลมากมายในระยะเวลาไม่นานส่วนหนึ่งมาจากเทคโนโลยี  EARTH DREAM ซึ่งได้คิดค้นมาในปี 2554 และได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน กระทั่งวิศวกรจากค่ายฮอนด้าได้นำเทคโนโลยีนี้มาผสานรวมกับเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร กลเม็ดเด็ดดวงยังมีเรื่องของการติดตั้งระบบอัดอากาศแบบเทอร์โบชาร์จ ทำให้มีประสิทธิภาพในการทำงานทัดเทียมกับเครื่องยนต์ขนาด 2.4 ลิตร

เจาะลึกเครื่องยนต์ VTC TURBO

รหัสใหม่ของความแรงและประหยัด

ถึงแม้ว่าเครื่องยนต์ระบบ Variable Valve Timing And Lift Electronic Control จะสร้างชื่อให้กับฮอนด้ามาเป็นเวลานาน แต่การพัฒนาที่ไม่หยุดนิ่งทำให้ระบบอัดอากาศแบบเทอร์โบชาร์จเจอร์ถูกพัฒนามาเข้ามาเป็นตัวช่วย แถมยังมีประสิทธิภาพสูงทั้งอัตราเร่งและการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง โดยทางบริษัทผู้ผลิตเคลมไว้ว่า”ถึงแม้จะเป็นเครื่องยนต์ที่มีขนาดความจุเพียง 1.5 ลิตร แต่ก็สามารถเทียบเท่ากับเครื่องยนต์ขนาด 2.4 ลิตรได้อย่างสบายๆ โดยการทำงานของเครื่องยนต์เป็นการผสมรวม 3 เทคโนโลยีทันสมัยเข้าไว้ด้วยกัน ได้แก่

ระบบหัวฉีด ไดเรคท์ อินเจคชัน และท่อไอดีแบบตรง หัวฉีดไดเรคอินเจคชันจะทำการฉีดน้ำมันเชื้อเพลิงไปยังกระบอกสูบโดยตรง ซึ่งเป็นการช่วยลดอุณหภูมิภายในกระบอกสูบและการไหลของไอดีแบบตรง ส่งผลให้อากาศและเชื้อเพลิงผสมกันได้อย่างรวดเร็ว การเผาไหม้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เครื่องยนต์จึงทำงานได้ราบรื่นและต่อเนื่อง

ระบบการควบคุมการเปิด-ปิดวาล์วแบบคู่ (Dual VTC) ของท่อไอดี และท่อไอเสีย ระบบนี้จะช่วยให้การทำงานของ Valve Timing Control (VTC) ควบคุมจังหวะการเปิด-ปิดวาล์วของท่อไอดีและท่อไอเสียสอดคล้องกัน ทำให้เครื่องยนต์ทำงานเต็มประสิทธิภาพแม้ในขณะรอบเครื่องยนต์ต่ำ

เทอร์โบ ชาร์จเจอร์ ระบบอัดอากาศที่ได้รับการเพิ่มเติมระบบควบคุมช่องระบายไอเสียส่วนเกินด้วยไฟฟ้าซึ่งติดตั้งใบพัดขนาดเล็กเพื่อนำพลังงานไอเสียส่วนเกินกลับมาใช้ใหม่ ทำให้เครื่องยนต์สามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว

รู้ลึกถึง 3 องค์ประกอบหลักซึ่งเป็นที่มาของจุดเด่นในเครื่องยนต์เทคโนโลยีล่าสุดไปแล้ว สำหรับ NEW HONDA CIVIC ได้รับการติดตั้งขุมพลังขนาด 1.5 ลิตร VTEC TURBO ซึ่งเป็นการพัฒนาภายใต้เทคโนโลยีเอิร์ธดรีมให้กำลังสูงสุด 173 แรงม้า ที่ 5,500 รอบต่อนาทีด้วยแรงบิดสูงสุดที่ 220 นิวตัน-เมตร ที่ 5,500 รอบต่อนาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติซีวีที ซึ่งเพิ่มความสนุกในการขับขี่ด้วยระบบเกียร์แบบมีบวก/ลบ

รูปโฉมเฉี่ยวสไตล์ท้ายลาดแบบลูกผสม

ที่มาของคำว่า “พรีเมี่ยมสปอร์ตซีดาน”

นอกจากจุดเด่นในด้านของเครื่องยนต์เทอร์โบชาร์จ หากไม่พูดถึงความงามของรูปลักษณ์และห้องโดยสารภายในก็คงจะคาดเดากันลำบาก ภาพที่ทุกท่านเห็นคือรุ่น RS ซึ่งเป็นรุ่นท๊อพ แต่ในรุ่นสแตนดาร์ดอาจมีบางส่วนแปลกตาไป ซึ่งยังถือเป็นข้อมูลลับโดยทางผู้ผลิตยังไม่สามารถเผยได้ เอาเป็นว่าข้อมูลบางอย่างที่ผมนำมาเผยแพร่ค่อนข้างจะมั่นใจได้เลยว่าในรถรุ่นมาตรฐานจะมีอุปกรณ์พวกนี้ติดตั้งมาจากโรงงานแน่นอน

สิ่งที่ประทับใจที่เกิดขึ้นตั้งแต่แรกเห็น ความสวยงามของลายเส้นที่ออกแบบมาได้อย่างลงตัวและใกล้เคียงกับรถในสไตล์แฮทแบคเอาเสียมากๆ ไอเดียเก๋ๆบางอย่างเช่นแก้มด้านข้างมีไฟเลี้ยวติดตั้งไว้จนบางมุมมองไปคล้ายกับ NSX รถสปอร์ตระดับตำนานของค่ายฮอนด้า ชุดกระจังหน้ารวมถึงโคมไฟค่อนข้างคล้ายคลึงกับ HR-V  รายละเอียดของวัสดุแน่นนอนว่าเป็นไปตามยุคสมัย คือการนำหลอดแอลอีดีรวมถึงโปรเจคเตอร์เลนส์มาติดตั้ง อีกหนึ่งจุดที่สะดุดตาคือกล้องเพื่อตรวจสอบมุมอับสายตาที่ติดตั้งบริเวณกระจกมองข้างด้านซ้าย ท้ายรถอาจจะดูไม่ต่างจากรุ่นเดิมสักเท่าไหร่เพราะโคมไฟท้ายที่ใกล้เคียงรุ่นเดิม แต่เพิ่มเติมดีไซน์โคมไฟที่เลยไปถึงขอบบนกระโปรง ในส่วนของรูปลักษณ์และอุปกรณ์ภายนอกรถค่อนข้างจะชัดเจนว่าที่กล่าวถึงจะติดตั้งมากับ NEW CIVIC ทุกรุ่น

ห้องโดยสารกว้างขวางใกล้เคียงกับรถยนต์ในระดับ D Segment จนทำให้นึกถึงภายในของ ACCORD หลังจากลองอัดเข้าไปเต็มอัตราโดยมีทั้งคนขับและผู้โดยสารรวม 5 ที่นั่ง เบาะนั่งแถวหลังนั่งเต็มทั้ง 3 ตำแหน่งโดยเพื่อนๆนักข่าวร่างกายกำยำถึง 3 คน ต่างคอมเมนต์เป็นเสียงเดียวกันว่า “ไม่อึดอัด” และยังได้ทัศน์วิสัยการมองที่ดีขึ้นจากการออกแบบเบาะนั่งให้เตี้ยลง อุปกรณ์ที่โดดเด่นเริ่มจากจอ TFT บริเวณแผงแดชบอร์ดและจอทัชสรีนที่อยู่บริเวณคอนโซลกลาง รวมถึงยกระดับความหรูด้วยเบรคมือไฟฟ้า

“สมรรถนะเกินตัว”

นิยามนี้พูดได้ไม่ผิดเพี้ยน

สาธยายมาพอหอมปากหอมคอกับทีเด็ดใน NEW CIVIC 2016 ถึงเวลาลองของกันสักทีครับ อย่างที่เกริ่นไว้ตั้งแต่แรกว่าการทดสอบในครั้งนี้ ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ใช้สนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต เป็นสถานที่เปิดประสบการณ์ใหม่เพื่อให้คณะของเราได้สัมผัสเป็นครั้งแรก รถที่ได้ทำการทดสอบมีอยู่ 2 คันซึ่งเป็นรุ่นท๊อพในชื่อรุ่น“RS” และสื่อแต่ละสำนักมีโอกาสได้ลองขับคนละ 2 รอบสนาม ระยะทางรวมเกือบ 10 กม. จริงๆอาจจะดูว่าน้อยไปสักนิดสำหรับการทดสอบรถ 1 คัน แต่การขับในสนามแข่งคือการลองสมรรถนะอย่างเต็มกำลัง เค้นสมรรถนะกันสุดโต่ง แล้วยิ่งเป็นการทดสอบในสนามแข่งระดับโลกด้วยอีกต่างหาก ไม่มีทางที่จะขับแบบกินลม…ชมวิว แน่นอน

หลังจากรับฟังการบรรยายสรุปเรื่องรูปแบบการขับขี่รวมถึงจุดเด่นของสมรรถนะเครื่องยนต์ก็ถึงเวลาสำหรับการ “ลองของ” บริเวณพิทอินซึ่งใช้เป็นตำแหน่งปล่อยรถ ความเร็วจะถูกจำกัดไว้ไม่เกิน 60 กม./ชม.แต่พอตัดเข้าเส้นทางที่ใช้ขับจริง คันเร่งถูกกระแทกอย่างรุนแรงสร้างแรงดึงได้ดีในระดับหนึ่งแต่ก็ไม่ถึงกระชากจนหลังติดเบาะ ในช่วงทางตรงซึ่งเป็นจุดเด่นของสนามแห่งนี้มีความยาวกว่า 1 กม. ผมเหลือบตามาดูความเร็วซึ่งไปเตะอยู่ประมาณ 170 กม./ชม. ในขณะนั้นเหมือนจะไม่เร็วนัก เพราะทั้งสนามมีเพียง NEW HONDA CIVIC เพียงคันเดียวที่ขับอยู่บนแทรก อีกอย่างที่น่าจะทำให้เพลิดเพลินกับความเร็วนั่นคือเรื่องของการเก็บเสียงจากภายนอกรวมถึงเสียงของเครื่องยนต์ที่เร็ดรอดเข้ามาในตัวรถถือว่าซับเสียงได้ดี จากช่วงสุดทางตรงจะเป็นทางโค้ง แพดเดิลชิฟท์หลังพวงมาลัยมีบทบาทขึ้นมาทันที การเปลี่ยนเกียร์โดยใช้แพดเดิลชิฟท์เพื่อเป็นการชะลอรถโดย ENGINE BRAKE ทำได้ค่อนข้างจะนุ่มนวล บางครั้งต้องลดทีละ 2-3 ตำแหน่ง เพื่อลดความเร็วก่อนเข้าโค้งตามทฤษฏีของการขับรถในสนามแข่ง ปรุงแต่งทิศทางและกำลังเครื่องยนต์ด้วยการเบรคเป็นบางจังหวะ ก่อนจะเติมความเร็วเมื่อออกจากโค้ง ขณะที่ทิศทางได้ตามต้องการผมตัดสินใจกระแทกคันเร่งอย่างรุนแรงเพื่อสังเกตว่ารถจะเสียอาการมากน้อยเพียงใด ขอยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าระบบช่วงล่างนั้นได้ทำการปรับเซทมาเป็นอย่างดี อาการย้วยจากการออกโค้งสัมผัสได้น้อยมาก สปริงและโช๊คอัพทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่นุ่มและไม่แข็งจนเกินไป โดยรวมถือว่าเยี่ยมยอด แต่ที่ไม่ค่อยดีนักคือหมดเวลาสำหรับการทดลองเนื่องจากหมดโควต้าที่ทีมผู้จัดได้ให้ไว้เพียงท่านละ 2 รอบเท่านั้น

การที่ผมชื่นชมถึงการปรับเซทช่วงล่างที่ปรับมานั้น มาถึงบางอ้อก็เมื่อเปิดฝากระโปรงท้ายออก เหล็กแท่งยาวๆทำหน้าที่เชื่อมต่อระหว่างโช๊คอัพทั้งด้านซ้ายและขวา หรือรู้จักกันในชื่อ “สตรัทบาร์” เป็นอุปกรณ์ที่ทำให้คลายความสงสัย และมีการยืนยันว่าติดตั้งมากับรถทุกรุ่น นอกจากนี้ความอลังการของพื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้ายที่มีขนาดความจุทะลุ 500 ลิตร เป็นอะไรที่ถูกซ่อนไว้ได้อย่างกลมกลืน อีกฟังค์ชั่นที่ต้องโชว์คือกุญแจอิมโมบิไลเซอร์mujติดตั้งระบบสั่งการให้เครื่องยนต์สตาร์ทและดับเครื่องได้ด้วยวิธีกดปุ่มที่กุญแจรีโมท และจะทำงานก็ต่อเมื่อเกียร์อยู่ในตำแหน่งP แต่จะทำการเมื่อประตูลอคเท่านั้น โดยมีรัศมีทำการคลอบคลุมระยะไม่เกิน 10 เมตร และจะทำงานแค่ 10 นาที หลังจากนั้น เครื่องยนต์จะดับอัตโนมัติ

ข้อมูลที่จัดทำขึ้นถือเป็นการจัดเต็มกับกระแสดังของรถรุ่นเรือธงคันล่าสุดจากค่ายฮอนด้า มาถึงตอนนี้ชักเริ่มอยากเห็นตัวจริงกันแล้วใช่หรือไม่ อดทนรออีกสักนิด ไม่เกินกลางเดือนมี.ค. NEW CIVIC 2016 จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการแน่นอน โดยเครื่องยนต์มีให้เลือก 2 ขนาด คือ 1.8 ลิตร และ 1.5 VTC TURBO รวมถึงแยกออกเป็น 4 รุ่นย่อย ประสบการณ์ตรงที่ผมได้สัมผัสและข้อมูลลับที่ผมนำเสนอสามารถฟันธงได้ว่า…สาวกของรถรุ่นนี้ต้องไม่ผิดหวัง 

Honda BR-V สปอร์ตครอสส์โอเวอร์ใช้งานสะดวก ช่วงล่างเด็ดสะระตี่

0
Honda BR-V
สปอร์ตครอสส์โอเวอร์ใช้งานสะดวก ช่วงล่างเด็ดสะระตี่

“ฮอนด้าจัดหนัก โหมกระหน่ำตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี” ที่ผมใช้คำนี้เพราะสถานการณ์ต่างๆจากค่ายผู้ผลิตรายนี้เป็นตัวแปรได้อย่างชัดเจน หลังจากฮอนด้าปลุกกระแสตลาดเอสยูวีโดยสร้างยอดขายถล่มทลายในรุ่น HR-V ตลอดจนการนำ BR-V มาโชว์ตัวเรียกน้ำย่อยในงานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ผ่านมา ต่อด้วยเซอร์ไพรส์อย่างที่ไม่คาดคิดกับกิจกรรมการทดสอบ CIVIC TURBO ก่อนเปิดขายจริง และตามมาติดๆกับการเปิดตัวพร้อมจำหน่าย ACCORD MINOR CHANGE ตบท้ายด้วยการทดสอบ HONDA BR-V กิจกรรมทางการตลาดทั้งหมดที่ได้กล่าวถึงได้แสดงให้เห็นว่า บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิลส์ ประเทศไทย จำกัด ได้เดินหน้าเต็มกำลังเพื่อเข้าไปครองใจกลุ่มเป้าหมายในทุกเซกเมนต์ ซึ่งเร็วๆนี้ก็เตรียมมีข่าวดีกับรถยนต์ในเซกเมนต์ของซีดานรุ่นธง ที่จะเปิดตัวช่วงต้นเดือนหน้า

กลับมาเรื่องของกิจกรรมนี้กันก่อนครับ สำหรับกิจกรรมล่าสุดในรูปแบบของการทดสอบสมรรถนะของ HONDA BRV ได้จัดขึ้นที่จ.เชียงใหม่ บนเส้นทางที่เรียกได้ว่าเป็นการสนองตอบการใช้งานได้ทุกรูปแบบ แต่ไม่ต้องเดานะครับว่าเส้นทางเป็นแบบไหน ผมมีรูปเส้นทางสวยๆมาให้ทุกท่านรับชมสลับกับบทความการทดลองขับรถอเนกประสงค์สปอร์ตครอสสโอเวอร์รุ่นล่าสุด

อย่างที่บอกไว้ตอนต้นว่า HONDA BR-V ถูกนำมาโชว์ตัวให้กลุ่มเป้าหมายได้สัมผัสอย่างใกล้ชิดในงานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ผ่านมา และเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อช่วงปลายเดือนมกราคม จากวันนั้นจนถึงวันนี้ BR-V กวาดยอดจองไปแล้วกว่า 3,000 คัน ถือว่าเป็นกระแสที่ร้อนแรงเอาการ จวบจนกิจกรรมการทดสอบรถได้ถูกจัดขึ้นโดย ฮอนด้า ออโตโมบิลส์ ประเทศไทย เชิญสื่อมวลชนหลากสำนักเข้าร่วม ซึ่งได้นำ BRV รุ่น V แบบ 5 ที่นั่ง และรุ่น SV แบบ 7 ที่นั่ง จำนวน 3 คันเท่ากัน แบ่งการทดลองขับออกเป็นคันละ 2 คน สลับกันขับคนละประมาณ 60 กม. บนเส้นทาง ช้างคลาน-ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่

ก่อนทำการทดลองขับ ห้องประชุมหรูในโรงแรมเลอ เมอริเดียน ถูกจัดแจงให้เป็นห้องแห่งการเรียนรู้ถึงตัวรถ และ อุปกรณ์ต่างๆที่ติดตั้งมาในรถครอสส์โอเวอร์ซับคอมแพคคันนี้ มาดูกันก่อนครับว่า  HONDA BR-V มีอะไร

HONDA BR-V เป็นรถอเนกประสงค์สไตล์ครอสโอเวอร์ขนาดซับคอมแพค ในมิติความกว้าง 1,735 มิลลิเมตร ยาว 4,453 มิลลิเมตร และสูง 1,666 มิลลิเมตร ออกแบบตามแนวคิด Active Solid Motion สะท้อนถึงความแข็งแกร่ง และทรงพลัง ด้วยเส้นสายที่โฉบเฉี่ยวรอบคัน โดดเด่นด้วยช่วงล่างยกสูงในรูปแบบของรถเอสยูวีซึ่งมีความสูงใต้ท้องรถถึง 201 มิลลิเมตร  ไฟหน้าโปรเจคเตอร์มาพร้อมไฟหรี่แบบ LED และไฟท้ายแบบ LED ดีไซน์รูปตัว C ติดตั้งราวหลังคาสไตล์สปอร์ต (Roof Rail) เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่น

ไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์เลนส์มาพร้อมไฟหรี่แบบแอลอีดีและไฟตัดหมอกที่มุมกันชน

ราวหลังคาติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน

ห้องโดยสารมีความแตกต่างไปจากกัน ในรุ่น SV เป็นแบบเบาะนั่ง 3 แถว 7 ที่นั่งหุ้มด้วยหนังแท้ เบาะนั่งแถวที่ 2 พนักพิงปรับเอนได้ถึง 2 ระดับ สามารถปรับเลื่อน หน้า-หลัง ช่วยให้ผู้โดยสารแถวที่ 3 เข้า-ออกได้สะดวก เบาะนั่งแถวที่ 3 พนักพิงสามารถพับแยกแบบ 50:50 หรือพับตลบไปด้านหน้า 2 จังหวะ  เพิ่มเติมในส่วนของระบบปรับอากาศสำหรับผู้โดยสารด้านหลังเพื่อกระจายความเย็นได้อย่างทั่วถึงห้องโดยสารในรุ่น SV มีเบาะนั่ง 3 แถว ทุกที่นั่งหุ้มด้วยหนังแท้

สำหรับรุ่น V เบาะนั่งหุ้มด้วยผ้าทั้ง 5 ที่นั่ง เบาะนั่งแถวที่ 2 สามารถปรับพับแยกแบบ 60:40 พร้อมพับตลบจังหวะเดียว (One Motion)ระบบปรับอากาศเป็นแบบอัตโนมัติแต่ไม่มีในส่วนของผู้โดยสารตอนหลัง

รุ่น V ทั้ง 5 ที่นั่งหุ้มด้วยผ้า

BR-V เน้นความสะดวกสบายด้วยฟังก์ชั่นการใช้งานระดับพรีเมี่ยม ติดตั้งมาตรวัดเรืองแสงสีขาว พร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ MID ไฟแสดงผลการขับขี่แบบประหยัด และเทคโนโลยีอันล้ำสมัย ใช้งานง่ายเพียงปลายนิ้วสัมผัส เช่น ระบบสตาร์ทเครื่องยนต์อัจฉริยะ (One Push Ignition System) และระบบควบคุมประตูแบบอัจฉริยะ(Honda Smart Key System) พร้อมระบบปรับอากาศอัตโนมัติ ในรุ่น SV ติดตั้งระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 6.1 นิ้ว ทำหน้าที่แสดงภาพจากกล้องมองหลัง พร้อมฟังค์ชั่นรองรับระบบ iOS และ Android ซึ่งเชื่อมต่อภาพและเสียงได้อย่างง่ายดายผ่านช่องเชื่อมต่อ HDMI, USB และ AUX อีกทั้งระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์แบบไร้สาย ส่วนรุ่น V เป็นเครื่องเสียงแบบ 2 DIN แต่ไม่รองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนและไม่มีช่องเชื่อมต่อ HDMI

คอนโซลกลางออกแบบคล้ายคลึงกับ HONDA JAZZ

หน้าจอระบบสัมผัสและระบบสตาร์ทเครื่องยนต์อัจฉริยะมีเฉพาะในรุ่น SV

ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร SOHC i-VTEC 4 สูบ 16 วาล์ว 117 แรงม้าที่ 6,000 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 146 นิวตันเมตรที่ 4,700 รอบต่อนาที ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์ CVT ใหม่ พัฒนาภายใต้เอิร์ธดรีมเทคโนโลยี เคลมอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยนอกเมืองและในเมืองจากโรงงานผู้ผลิตอยู่ที่ 16.4 กม./ลิตร ทั้งยังรองรับพลังงานทางเลือก E85 มาพร้อมมาตรฐานความปลอดภัย อาทิ ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (ABS) พร้อมระบบกระจายแรงเบรก (EBD) ระบบควบคุมการทรงตัวขณะเข้าโค้ง (VSA) ระบบช่วยการออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน (HSA) ถุงลมคู่หน้า (Dual SRS)

เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร I-VTEC ให้กำลังสูงสุด 117 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที

ระบบรองรับพัฒนาต่อยอดมาจาก MOBILIO ด้านหน้าเป็นแมคเฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง ออกแบบมุมล้อสำหรับรถยกสูงสไตล์เอสยูวี ส่วนด้านหลังใช้ทอร์ชั่นบีมแบบ H Shape ที่ได้รับการพัฒนาสำหรับรถรุ่นนี้โดยเฉพาะ

เริ่มต้นด้วยเรื่องหนัก

200 กิโลกรัมคือโจทย์ที่ BR-V ต้องตอบ

การทดสอบครั้งนี้สนุกตั้งแต่เริ่มต้นครับ ผมได้คู่จิ้นร่างใหญ่ คุณเบิ้ม เดชพันธุ์ นามบุญสิงห์พล แห่ง Torque Magazine มาเป็นบัดดี้ตลอดการเดินทาง และรถที่ได้ทำการทดสอบคือ BR-V รุ่น V แบบ 5 ที่นั่ง การทดลองขับในครั้งนี้ผมได้เปรียบกว่าหลายๆคู่ เพราะแบกน้ำหนักบรรทุกไปเกือบๆ 200 กก.ไม่ต่างจากนั่งกัน 3 คนสักเท่าไหร่ ฉะนั้นก็เหมือนเป็นการพาเพื่อน 2 คนในร่างเดียวไปลองขับรถเที่ยวยังไงยังงั้น

คุณเบิ้ม เดชพันธุ์ นามบุญสิงห์พล แห่ง Torque Magazine คู่จิ้นของผมในทริพนี้

ในฐานะมือแรก หลังจากปรับท่านั่งในตำแหน่งที่เหมาะสมก็ได้เวลาที่ทดสอบกันอย่างจริงจัง เพราะระยะทางที่ทำให้ผมจะคุ้นเคยไปกับครอสโอเวอร์ขนาดซับคอมแพคคันนี้มีเพียง 60 กม. เริ่มต้นกันที่ถนนช้างคลานในตัวเมืองเชียงใหม่ ในชั่วโมงเร่งด่วน จำนวนประชากรผู้ใช้รถใช้ถนนที่เชียงใหม่ไม่ต่างไปจากกรุงเทพเมืองฟ้าอมรสักเท่าไหร่นัก เหลือบมามองเพื่อนร่างใหญ่ที่นั่งในตำแหน่งผู้โดยสาร ผมถึงกับแอบอมยิ้ม แต่เก็บอารมณ์ไว้ไม่แสดงให้เค้าเห็นเนื่องจากกลัวจะเสียความมั่นใจ คือแบบว่าทุกส่วนของร่างกายคุณเบิ้มปลิ้นออกจากเบาะนั่ง(ตรงนี้ผมแอบแซวและคาดว่าเจ้าตัวจะไม่โกรธ จนทำให้การทดสอบรถในครั้งต่อๆไปไม่กล้ามานั่งให้ผมขับอีก) อย่างไรก็ตามข้อดีจากร่างใหญ่ๆของคุณเบิ้มคือทำให้รถคันนี้แบกน้ำหนักเพิ่มขึ้นและจะเป็นการพิสูจน์สมรรถนะที่เกินกว่าโจทย์จากทางฮอนด้าที่ให้มา ประเด็นนี้ผมขอละเมิดแบบห้ามไม่ได้ เพราะน้ำหนักตัวผมเองก็เกือบจะ 80 กก. ส่วนคุณเบิ้มน่าจะทะลุ 120 กก. ศิริรวมน้ำหนักบรรทุกของรถคันนี้กว่า 200 กก.ตามที่ผมแจ้งไว้

รับหน้าที่เป็นนักขับมือแรกโดยมีบั๊ดดี้ร่างใหญ่นั่งอยู่ในตำแหน่งผู้โดยสาร

เกียร์ซีวีที ปรับใหม่

ประทับใจเมื่อได้ขับ

เส้นทางที่ใช้ทดลองขับผ่านเมืองเชียงใหม่ไปยังดอยสะเก็ด ในระยะแรกสิ่งที่ผมสัมผัสได้คือเรื่องของระบบเกียร์ CVT ซึ่งทางวิศวกรออกแบบได้ชี้แจงว่าเกียร์ลูกนี้ได้รับการออกแบบใหม่ทั้งเรื่องอัตราทด และโปรแกรมสั่งการจากสมองกลของเกียร์ ก็จริงอย่างที่ว่า เพราะถ้าเอาไปเทียบง่ายๆกับ HONDA JAZZ ซึ่งเป็นต้นทางของเครื่องยนต์และเกียร์ชุดนี้ บอกได้เลยว่าขับสนุกกว่าทั้งที่มีน้ำหนักตัวมากกว่า การออกตัวไม่ถึงกับพุ่งหรือกระโจนแบบรถเครื่องยนต์ใหญ่ แต่ไม่ถึงกับต้องรอรอบหรือมีแรงเฉื่อยมาค่อยต้าน

โฉมหน้าของเกียร์ซีวีทีที่ได้รับการปรับแต่งใหม่ทั้งเรื่องอัตราทดและโปรแกรมสั่งการจากสมองกลเกียร์

เครื่องยนต์ตอบโจทย์การใช้งาน

อาจไม่เหมาะถ้าอยากซ่าและซิ่ง

ออกจากความวุ่นวายในตัวเมือง มุ่งหน้าสู่เส้นทางป่าเขา ช่วงนี้ขอแอบลองใช้ความเร็วเพื่อเช็คว่าเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร ที่ให้แรงม้า 117 ตัว ที่ 6,000 รอบต่อนาที จะพาครอสโอเวอร์ร่างสันทัดที่มีน้ำหนักกว่า 1.2 ตันของ HONDA BR-V รวมถึงแบกน้ำหนักบรรทุกกว่า 200 กก. ของผมและคุณเบิ้มไปไหวขนาดไหน เริ่มต้นที่ความเร็วคงที่ 60 กม./ชม. ไต่ทะยานไปจนทะลุ 140 กม./ชม. ทำได้ไม่ถึงกับฉูดฉาด และจาก 140-160 กม./ชม.ต้องมาลุ้นกันสักพัก ถ้าคะแนนเต็ม 10 ผมให้ประมาณ 7-8 คะแนน ที่ชอบมากคือความเร็วในการใช้งานไม่เกิน 120 กม./ชม. ต้องบอกว่ารถคันนี้ทำได้ดีครับ แต่ถ้าจะให้ซิ่งหรือไปซ่ากับชาวบ้านคงเหนื่อยหน่อย

ทางตรงยาวๆใช้ในการทดลองพละกำลังเครื่องยนต์

ช่วงล่างทีเด็ด-ปรับเซ็ทลงตัว

ทำงานร่วมกับตัวช่วยการขับขี่ได้เป็นอย่างดี    

การทดสอบช่วงล่างแบบใหม่ในพื้นฐานของระบบแมคเฟอร์สันสตรัทพร้อมเหล็กกันโคลง และ ทอร์ชั่นบีมแบบ H Shape ตัวแปรอีกเรื่องคือความสูงของรถที่ถือเป็นจุดเด่นของ BR-V ประเด็นนี้ขอชื่นชมทีมวิศวกรออกแบบ เพราะพัฒนาช่วงล่างมาได้เยี่ยมยอด ข้อมูลของการปรับเซทช่วงล่างใหม่ คือ การออกแบบระบบภายในโช๊คอัพ รวมถึงค่า K ของสปริง และเหล็กกันโคลงที่ใหญ่กว่าระบบช่วงล่างของ MOBILIO ไม่ใช่ว่าผมกับคุณเบิ้มจะมีความเห็นตรงกันเพียง 2 คน สื่อฯที่ร่วมทดสอบทุกท่านต่างพูดเป็นเสียงเดียวกัน ไหนๆดีงามขนาดนี้ ผมกับบัดดี้ขอลองเข้าโค้งด้วยความเร็วกันสักนิด

ทางโค้งขึ้น-ลงภูเขา การทดสอบเพื่อให้รู้ว่าระบบช่วงล่างนั้นคือทีเด็ด

110 กม./ชม. คือความเร็วที่เรา 2 คนได้ใช้ตอนเข้าโค้งระหว่างทางไปดอยสะเก็ด ตรงนี้ค่อนข้างเสี่ยงแต่ด้วยความมั่นใจจึงขอลองของ คาดเดาไว้ว่ายังไงต้องมีเสียงยางเร็ดรอดเข้ามาให้ได้ยิน กลับกลายเป็นการยึดเกาะตามทิศทางที่ต้องการได้เป็นอย่างดี สภาพเส้นทางโค้งรวมถึงขึ้นและลงภูเขาลาดชัน ระบบควบคุมการทรงตัวขณะเข้าโค้ง (VSA)และระบบช่วยการออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน (HSA) ทำหน้าที่เป็นตัวช่วยในการขับขี่ได้ชัดเจน ส่งผลให้การขับขี่สะดวกสบายแม้บางช่วงที่ต้องขึ้นทางชันเครื่องยนต์อาจต้องแผดเสียงดังขึ้นบางก็ตาม

การทำงานของระบบ VSA ช่วยให้ควบคุมรถได้ง่ายและเป็นไปตามทิศทางที่ต้องการ

ทัศนะของชายร่างใหญ่

บัดดี้คู่ใจกับการทดสอบ HONDA BR-V

คุณเบิ้ม เดชพันธุ์ นามบุญสิงห์พล แห่ง Torque Magazine ได้ให้ทัศนะสำหรับการทดลองขับ HONDA BR-V ไว้ว่า รูปลักษณ์สวยงามเมื่อไปผสมรวมกับการออกแบบภายในด้วยวัสดุที่ดูดีมีราคาทำให้BR-V ดูหรูหราื ห้องโดยสารไม่ถึงกับกว้างมากนักเพราะเป็นการขยับขนาดมาจากพื้นฐานของรถซับคอมแพค ดีไซน์ใกล้เคียงกับ HONDA JAZZ พร้อมติดตั้งอุปกรณ์ครบครัน  จุดเด่นเป็นเรื่องระบบช่วงล่างที่ให้การยึดเกาะ ตอบสนองการขับขี่ด้วยความเร็วสูงและมั่นใจได้กับการเข้าโค้ง เกียร์ซีวีทีใหม่ไหลลื่นช่วยเรื่องการออกตัวได้เป็นอย่างดี ในส่วนที่ยังไม่ค่อยถูกใจคือเบาะผู้ขับขี่ไม่สามารถปรับระดับสูงต่ำได้ จึงเป็นปัญหาของคนที่มีส่วนสูง 180 ซม.ขึ้นไป เนื่องจากทัศน์วิสัยของการขับขี่ลดลงเหลือเพียง ¾ สำหรับส่วนที่เหลือจึงถูกเพดานบดบังมุมมองการขับขี่ไปบ้าง รวมถึงเรื่องของเสียงเครื่องยนต์เมื่อรอบสูงอาจจะดังไปสักนิด สรุปโดยรวมได้ว่า ความโดดเด่นของรถคันนี้กลบเกลื่อนจุดด้อยเพียงน้อยนิดได้อย่างไร้ข้อกังขา ในราคา 750,000 บาท ถือว่าคุ้มค่าเพื่อแลกมาซึ่งรถเอสยูวีไซด์ซับคอมแพคที่สนองการใช้งานได้ทุกรูปแบบ

MAZDA MX-5 โรดสเตอร์เปิดประทุน ขับสนุก เร้าใจ สไตล์ซูมซูม

0
นานๆทีผมจะมีโอกาสได้ทดลองขับรถสปอร์ตโรดสเตอร์เปิดประทุนสักครั้ง และรถคันที่จะทำการรีวิวให้ทุกท่านได้รับชมนั่นคือรถสปอร์ตระดับตำนานจากค่าย Mazda ในชื่อรุ่น MX-5 เจนเนอเรชั่นที่ 4 ซึ่งเปิดตัวไปเมื่องานมหกรรมยานยนต์ซึ่งจัดขึ้นในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ชักจะเริ่มอยากรู้ถึงความเป็นรถสปอร์ตโรดสเตอร์จากค่าย Zoom-Zoom กันแล้วใช่มั้ยว่ามีความน่าสนใจมากน้อยเพียงใด เริ่มเข้าสู่เรื่องราวของ MAZDA MX-5 ไปพร้อมๆกันเลยครับ

MAZDA MX-5 มีความเป็นมาที่ยาวนานกว่า 25 ปี โดยกินเนสเวิล์ดเรคคอร์ดได้บันทึกไว้ว่าเป็นรถสปอร์ตที่ขายดีที่สุดในโลกด้วยยอดผลิตกว่า 900,000 คันทั่วโลก จากการผลิตทั้งหมด 3 เจนเนอเรชั่น และตระเวนล่าถ้วยรางวัลจากสถาบันทั่วโลกกว่า 200 ใบ

อันที่จริงแล้วเส้นทางของ MX-5 เจนเนอเรชั่นที่ 4 ได้มีมาตั้งแต่เดือนกันยายนของปีที่ผ่านมา บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้เชิญให้บอสใหญ่ของเรา (คุณภูวนาถ เผ่าจินดา) เข้าร่วมเรียนรู้ถึงสไตล์การออกแบบและทดลองขับในรุ่นเครื่องยนต์ SKYACTIV G ขนาด 1.5 ลิตร เกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ ที่ฮิโรชิม่า ประเทศญี่ปุ่น ก่อนเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 32 สำหรับเวอร์ชั่นที่นำมาจำหน่ายในไทยมีสิ่งที่ผิดแปลกไปจากการทดสอบที่ฮิโรชิม่าคือเรื่องของ เครื่องยนต์และระบบเกียร์ ซึ่ง MX-5 ที่ผลิตมาขายในบ้านเรานั้นได้ติดตั้ง เครื่องยนต์เบนซิน SKYACTIV-G  ขนาด 2,000 ซีซี 160 แรงม้า เกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ ที่มาพร้อมเทคโนโลยี SKYACTIV แบบเต็มระบบ

CODO DESIGN

ที่สุดของนวัตกรรมการออกแบบแห่งยุคสมัย

ต่อเนื่องจากการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ กิจกรรมทดสอบ MAZDA MX-5 จึงได้ผุดขึ้นบนเส้นทางสั้นๆในจังหวัดนครราชสีมา จากคีรีมายารีสอร์ทแอนด์สปา-อ่างเก็บน้ำลำพระเพลิง ระยะทางรวม 90 กิโลเมตร ซึ่งเป็นเส้นทางทดสอบที่สวยงาม เหมาะกับการเปิดประทุนโชว์เท่ ตามคอนเซปต์สปอร์ตโรดสเตอร์ระดับตำนานแห่งค่าย ZOOM-ZOOM ที่เน้นถึงการขับขี่ที่สนุก เร้าใจ ทุกการเดินทาง

ทีมวิศวกรผู้ออกแบบ MAZDA MX-5 ได้บรรจงสร้างอย่างพิถีพิถันตามคอนเซปต์ Codo Design ด้วยสรีระที่สวยงามทุกสัดส่วนโดยมีรางวัล Japan Car of The Year 2015-2016 เป็นสิ่งการันตี รูปลักษณ์ภายนอกสะท้อนให้เห็นความพร้อมที่จะเคลื่อนไหวแม้ในขณะที่หยุดนิ่ง และยังคงความเป็นรถสปอร์ตเปิดประทุน แบบ Front-mid engine ขับเคลื่อนล้อหลังอย่างลงตัว จุดเด่นที่น่าสนใจคือการรีดน้ำหนักให้เบากว่า MX-5 เจนเนอเรชั่นที่ 3 กว่า 100 กก. ด้วยการเปลี่ยนวัสดุและออกแบบโครงสร้างที่กระทัดรัดขึ้น โดยนำอลูมิเนียมที่แข็งแกร่งและทนทานมาเป็นวัสดุหลัก ได้แก่ ฝากระโปรงหน้า-หลัง, โป่งล้อหน้าทั้งซ้ายและขวา, โครงสร้างหลังคารวมถึงโครงสร้างเบาะนั่งและด้านหลังของเบาะนั่ง, โครงกันชนหน้า-หลัง, นอกจากนี้ยังนำไปพัฒนาเป็นชิ้นส่วนของระบบช่วงล่าง อาทิ  ปีกนกด้านหน้า คาลิเปอร์เบรกหน้า-หลัง และโครงสร้างเสริมความแข็งแรงใต้ท้องรถ ส่งผลให้ MX-5 ใหม่มีอัตราส่วนการกระจายน้ำหนักหน้า-หลัง 50:50 ซึ่งให้สมดุลในการขับขี่เป็นไปตามคอนเซปต์ของสปอร์ตโรดสเตอร์ที่ขับสนุก

JINBA-ITTI

ผสมผสานเป็นหนึ่งเดียวระหว่างรถกับคน

ห้องโดยสารเป็นแบบสปอร์ต 2 ที่นั่งหลังคาผ้าใบเปิดประทุน ควบคุมด้วยกลไกง่ายๆ สามารถเปิดและปิดได้ โดยไม่ต้องลงจากตัวรถ นอกจากนี้ยังพับเก็บโดยไม่เป็นอุปสรรคต่อที่เก็บสัมภาระท้ายรถ ภายในฝากระโปรงท้ายยังสามารถบรรทุกกระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่ได้ถึง 2 ใบ

สำหรับเบาะนั่งเป็นทรงบักเกตซีทปรับปรุงตามคอนเซปต์ JINBA-ITTI ใช้โครงสร้าง S-fit ผลิตจากวัสดุที่พัฒนาขึ้นใหม่ซึ่งเป็นแบบตาข่ายและแผ่นยูรีเทน ช่วยลดน้ำหนักและความหนาของเบาะนั่ง เพื่อได้มาซึ่งการควบคุมที่ดี ให้ความรู้สึกของการผสมรวมเป็นหนึ่งเดียวระหว่างรถและผู้ขับขี่ ด้วยการวางตำแหน่งคนขับใกล้กับจุดศูนย์ถ่วงของรถและใกล้กับพื้นผิวถนน รวมถึงติดตั้งแป้นเบรคให้อยู่ตรงตำแหน่งที่พอดีกับเท้าขวา ส่งผลให้ทัศนวิสัยการขับขี่ที่สบาย ทั้งยังง่ายต่อการใช้อุปกรณ์ต่างๆภายในรถ อาทิ ระบบ MZD Connect พร้อมหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว และปุ่ม Center Commander พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นควบคุมเครื่องเสียงและระบบโทรศัพท์ พร้อมระบบ Bluetooth และระบบสั่งงานด้วยเสียงจากชุดเครื่องเสียง BOSE รอบทิศทาง 9 ลำโพง พร้อมลำโพงแบบฝังในหมอนรองศีรษะ

SKYACTIV TECHNOLOGY

นำมาของซึ่งการขับขี่ที่สนุกเร้าใจ

เทคโนโลยี SKY ACTIV ได้เข้ามามีบทบาทต่อการออกแบบในส่วนของเครื่องยนต์รวมถึงการจัดวางตำแหน่งที่เหมาะสม บทสรุปของการขับขี่ที่สนุกสนานจึงเป็นที่มาของการร่นตำแหน่งเครื่องยนต์ไปด้านหลัง 15 มิลลิเมตร และต่ำลง 13 มิลลิเมตร โดยเครื่องยนต์จะวางอยู่ด้านหลังแนวล้อหน้า ช่วยลดแรงเหวี่ยงด้านข้าง และลดแรงเฉื่อยที่เกิดจากน้ำหนักบรรทุกได้เป็นอย่างดี

MAZDA MX-5 ที่จำหน่ายในบ้านเราได้รับการติดตั้งเครื่องยนต์บล๊อคเดียวกับMAZDA 3 โดยนำเทคโนโลยี SKYACTIV-G แบบเบนซิน 4 สูบ 16 วาล์ว ขนาด 2,000 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 160 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 20.38 กก.-ม. ที่ 4,600 รอบต่อนาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ Activematic ซึ่งมาพร้อมโหมด Sport และ PaddleShift ทั้งยังรองรับเชื้อเพลิง อี20 ได้อีกด้วย

ลองของกับสปอร์ตโรดสเตอร์ระดับตำนาน

พัฒนาการล่าสุดแห่งเทคโนโลยีจากค่ายซูมซูม

เกริ่นถึงที่มาของ MAZDA MX-5 กันพอสังเขป ถึงเวลาที่ผมกับรถจะเรียนรู้ซึ่งกันและกันแบบแนบชิด ด้วยระยะทางทดสอบประมาณ 90 กม. จากคีรีมายา-อ่างเก็บน้ำลำพระเพลิง ดูแล้วเหมือนจะไม่มีอะไรมากมายนัก แต่การทดสอบในครั้งนี้ถือว่าเหมาะสมกับการขับสปอร์ตโรดเสตอร์แบบเปิดประทุน บนเส้นทางที่เสมือนจำลองโค้งจากสนามแข่งยังไงยังงั้น

เริ่มจากการขึ้นนั่งหลังพวงมาลัย พอปรับท่านั่งได้ตามต้องการเป็นที่เรียบร้อย รถเคลื่อนตัวออกจากจุดสตาร์ท ผ่านไปยังชุมชนต่างๆที่อยู่เรียงรายสองข้างทาง ช่วงนี้ขับเปิดประทุนชิวๆกินลมรับแสงแดดอ่อนๆยามเย็น พร้อมเชื่อมต่อเพลงในโทรศัพท์ผ่านระบบ MZD CONNECT แผดเสียงผ่านลำโพง BOSE ให้ชาวบ้านข้างทางหมั่นไส้เล่นๆ ส่วนที่ไม่คิดจะแตะต้องเป็นเรื่องของระบบปรับอากาศ เนื่องจากช่วงที่ทำการทดสอบ เป็นวันและเวลาเดียวกันกับที่เกิดปรากฏการณ์ extreme weather change ทำให้อุณหภูมิขณะนั้นอยู่ที่ 18-20 องศาโดยประมาณ

ช่วงแรกที่ได้ลองขับยังไม่ถืออะไรเป็นชิ้นเป็นอันสักเท่าไหร่เนื่องจากต้องขับผ่านชุมชนที่คนพลุกพล่าน ผมเพียงได้แต่สังเกตุที่มาของการดีไซน์ระบบต่างๆ หนึ่งในนั้นคือเรื่องของ JINBA-ITTI ซึ่งตรงตามคอนเซปต์ที่ว่า “ทั้งคนและรถรวมเป็นหนึ่ง” สิ่งที่โปรดปรานนอกจากการได้สัมผัสถึงฟิลลิ่งที่รับรู้ได้จากทั้งเบาะนั่งและพวงมาลัย เป็นเรื่องของทัศนวิสัยในการขับขี่ถือว่าเป็นการบ้านที่ทีมวิศวกรสื่ออกมาได้ค่อนข้างจะลงตัว มุมมองที่ผู้ขับขี่สามารถเล็งได้ทุกเหลี่ยม กะระยะได้ง่าย ทำให้การได้ขับขี่ที่สนุก

พอหลุดช่วงชุมชนจึงได้เริ่มเติมคันเร่งเพื่อเพิ่มความเร็ว สำหรับอัตราเร่งต้องบอกว่ามาเร็วพอสมควรทั้งที่ไม่ใช่เครื่องยนต์ที่อัดอากาศด้วยระบบเทอร์โบชาร์จ ส่วนหนึ่งเป็นผลพวงมาจากเครื่องยนต์รุ่นนี้ประจำการอยู่ในรถ MAZDA 3  ซึ่งมีนำหนักตัวเกือบๆ 1,400 กิโลกรัม ในขณะที่ MX-5 มีน้ำหนักเพียง 1,080 กิโลกรัม อีกส่วนหนึ่งคือเรื่องการปรับปรุงอัตราส่วนกำลังอัด ซึ่งเครื่องยนต์ SKYACTIV-G รุ่นนี้เปลี่ยนแปลงจาก 14.0:1 ให้มาเป็น 13.0:1 ทำให้รถสปอร์ตโรดสเตอร์คันนี้ไต่ความเร็วขึ่นต่อเนื่อง รวมถึงเปิดโหมด Sport ช่วยเพิ่มรอบเครื่องยนต์ เสียงคำรามจากท่อไอเสียแบบ 4-2-1 เริ่มดังเร้าใจขึ้นเรื่อยๆ

ด้วยสภาพเส้นทางที่คดเคี้ยวผมตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้ระบบเกียร์แพดเดิลชิฟท์ที่พวงมาลัย เพื่อทำหน้าที่ Engine Brake ไปในตัว การปรับลดตำแหน่งเกียร์เพื่อช่วยเบรกสำหรับ MX-5 ทำได้ค่อนข้างนุ่มนวลกว่าที่คิดไว้เยอะ มาถึงการทดลองระบบช่วงล่างกับการเข้าโค้งด้วยความเร็ว ระบบช่วงล่างอิสระทั้ง 4 ล้อ ทางวิศวกรได้ติดตั้งอาวุธลับอย่างระบบควบคุมเสถียรภาพ(DSC)และระบบป้องกันล้อหมุนฟรี(TRC) ไว้ที่ล้อหลังซึ่งเป็นส่วนควบให้การควบคุมรถทำได้ง่ายขึ้นเป็นอย่างมาก ถ้าจะให้ตำหนิคือเรื่องของการเซทช่วงล่างทั้งโช๊คอัพและสปริงซึ่งออกมาในรูปแบบนุ่มนวลไปสักนิด แต่เรื่องความหนึบนั้นพูดได้เลยว่าหายห่วง

สรุปโดยรวมได้ความว่า ถ้ารถคันนี้เป็นหนึ่งในรถที่คุณต้องการ สนนราคาค่าตัวที่ 2.7 ล้านบาท แลกมากับการขับรถที่สนุก เร้าใจ แถมเท่ได้ด้วยรูปทรงรถแบบเปิดประทุน คุณก็ควรที่จะเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวผู้ใช้ MAZDA ได้อย่างสบายๆ และรถระดับตำนานอย่าง MX-5 ไม่ทำให้คุณผิดหวังแน่นอน

ISUZU D-Max 1.9 DDi BLUE POWER เล็ก…แต่ยิ่งใหญ่

0
Isuzu เป็นผู้นำรายแรกที่ใส่เครื่องยนต์ดีเซลขนาดเล็กที่สุดมาใส่ในรถปิกอัพ คำถาม ตามมาเริ่มตั้งแต่ จะมีแรงหรือ ?  ทรงตัวดีมั้ย? มาจนถึงราคาเหมาะสมมั้ย? วันนี้เราขนเสื้อหนาวไปลอง D-Max 1.9 DDi BLUE POWER ในสนามแข่งรถที่ญี่ปุ่นท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บต่ำ 10 องศา หาคำตอบมาให้ครบหมด

หลังจาก Isuzu เปิดตัวเป็นทางการให้กับ D-Max 1.9 DDi BLUE POWER ในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2558 ก่อนที่จะเข้าไปสร้างกระแสต่อเนื่องในงาน Motor Expo 2015  และเดินสายเปิดรับจองทั่วประเทศ ปรากฏว่า การตอบรับดีมากๆ สร้างปรากฎการณ์สวนกระแสจังหวะที่ตลาดรถยนต์ยังอยู่ในช่วงสับสนจะขึ้นจะลง เพราะมีปัจจัยสองทิศทางลบคือ เศรษฐกิจยังไม่เอื้ออำนวย บวกคือแรงกระตุ้นจากการปรับโครงสร้างภาษีใหม่ที่ใช้พิกัด อัตราการปล่อยไอเสีย คาร์บอนไดออกไซด์ เข้ามาเกี่ยวข้องโดยตรง D- Max ใหม่ใช้โอกาสที่ดีที่สุด ชิงความเป็นผู้นำใช้เครื่องยนต์เล็ก 1.9 DDi ที่ระบุว่ามีค่าการคายคาร์บอนไดออกไซด์ต่ำที่สุด161 กรัม/กม. น้อยที่สุดในบรรดารถปิกอัพทั้งหมดในตลาด ซึ่งจะทำให้ได้เปรียบในเรื่องของราคาและเป็นจุดขายที่ทำให้ได้ยอดจองช่วงปลายปีเข้ามามากมาย

ความข้องใจของเครื่องยนต์ 1.9 DDi ก็ยังอยู่ในความคิด ก่อนการตัดสินใจของใครอีกหลายๆ คน ถึงแม้ Isuzu จะจัดกิจกรรมทดสอบสมรรถนะความทนทานของ D-Max เครื่องยนต์เล็กนี้ด้วยการทดสอบสุดโหดไปแล้วก็ตาม โดยการทดสอบนั้นทำขึ้นก่อนจะเปิดตัวรถเป็นทางการเป็นการทดสอบ วิ่งต่อเนื่องทั้งวันทั้งคืนโดยไม่ดับเครื่องยนต์เป็นเวลากว่า 85 ชั่วโมง บนเส้นทางผ่านทุกสภาพภูมิประเทศของ 3 ประเทศรวมระยะทางประมาณ 5,755 กม. จากกรุงเทพฯ ผ่านสปป.ลาว ไปสิ้นสุดที่เมืองอุรุมชี เขตปกครองพิเศษซินเจียง สาธารณรัฐประชาชนจีน ผู้ร่วมทดสอบมีทั้งเจ้าของรถ Isuzu ที่เคยเข้าร่วมการแข่งขัน Isuzu Insight Big Challenge 2015 และมีคณาจารย์สักขีพยานจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า พระนครเหนือร่วมเดินทาง และได้ผลสรุกว่า D-Max 1.9 DDi สอบผ่าน ปฏิบัติภารกิจได้ลุล่วง ถึงจุดหมายปลายทางครบทุกคัน

ปฐมบทของการทดสอบ D-Max 1.9 DDi เริ่มต้นไปแล้ว ถึงเวลาที่ต้องหาคำตอบว่า D-Max 1.9 DDi จะมีแรงหรือ? ทรงตัวดีมั้ย? ตามที่โปรยเรื่องไว้แล้ว

Isuzu ให้ทีมงานขนส่งรถ D-Max 1.9 DDi ที่ผลิตจากโรงงานในประเทศไทย ซึ่งเป็นฐานการผลิตหลักของรถปิกอัพ Isuzu ที่ไม่เพียงแต่จะขายในบ้านเราเท่านั้นแต่เป็นโรงงานผลิตส่งออกไปจำหน่ายทั่วโลกรวมทั้งกลับมาที่ญี่ปุ่นด้วย D-Max 1.9 DDi ทั้งแบบ 4 ประตู แค็ปโฟร์ และแบบสเปซแค็ป ขับเคลื่อนด้วยเกียร์ธรรมดา 6 สปีด และ มี D-Max 1.9 DDi แบบเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ซึ่งจะเปิดตัวสู่ตลาดอย่างเป็นทางการในเดือนมีนาคม โอกาสนี้จึงนำรถแบบ Preproduction ยังไม่ได้เป็นคันที่ผลิตออกมาจากสายการผลิตจำหน่ายเนื่องจากยังต้องปรับปรุงรายละเอียดบางส่วนมาให้ทดลองขับไปก่อน นำมาถึงญี่ปุ่นและส่งตรงมาที่สนามแข่งรถ Autopolis International Race Course  สนามแข่งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ระดับนานาชาติ ตั้งอยู่ที่จังหวัดโออิตะ บนเกาะคิวชู เกาะใหญ่ทางใต้สุดของญี่ปุ่น สนามแข่งรถมาตรฐานแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อรองรับการแข่งขันได้ถึงระดับฟอร์มูล่า-วัน สภาพสนามมีมาตรฐานสูงออกแบบตามสภาพภูมิประเทศที่อยู่บนแนวเทือกเขาสูงจากระดับน้ำทะเลกว่า 3,000 เมตร และออกแบบเซอร์กิตให้ทุกโค้งมีความหมายต่อการทำความเร็วและให้ความท้าทายตื่นเต้นเป็นยิ่งนัก เส้นทางในแทร็คมีความลดหลั่นตามภูมิประเทศจุดสูงสุดและจุดต่ำสุดต่างระดับกันถึง 150 เมตรทำให้การทดลองขับ D-Max 1.9 DDi ได้รับรู้สมรรถนะทั้งเครื่องยนต์และช่วงล่างได้อย่างสมบูรณ์

D-Max 1.9DDi ที่เตรียมมาให้ทดสอบนี้เป็นตัวจริงที่ขายในบ้านเราเพียงแต่ย้ายสถานที่มาทดลองขับในญี่ปุ่นแทน โดยรวมเครื่องยนต์ใหม่นี้ใช้รหัส RZ4E-TC ให้กำลังสูงสุด 150 แรงม้า ที่ 3,600 รอบ/นาที เพิ่มขึ้นจากรุ่นเดิมขนาด 2.5 Ddi VGS Turbo ขนาด  2,500 ซี.ซี. ประมาณ 10% แรงบิดสูงสุด 350 นิวตัน-เมตร ที่ 1,800-2,600 รอบ/นาที เพิ่มขึ้นจากรุ่นเดิม 9% เป็นเครื่องยนต์ที่พัฒนาการดีขึ้นจากรุ่นเดิมทุกมิติ ในทางผลงานที่ออกมาคือ น้ำหนักเบาขึ้น ถึง 60 กก. หรือกว่า 20% ส่งผลให้อัตราเร่งดีขึ้น 8% ประหยัดน้ำมันขึ้น 19% และค่ามลพิษต่ำสุด 161 กรัม/กม. ดีขึ้นถึง21% จากข้อมูลของ Isuzu ระบุเรื่องที่น่าสนใจอีกอย่างคือ เครื่องยนต์ใหม่นี้มีค่าบำรุงรักษาน้อยลงจากการออกแบบชิ้นส่วนเครื่องยนต์ใหม่หลายจุดเช่น กระเดื่องวาล์วแบบเป็นแบบลูกกลิ้งพร้อมระบบปรับตั้งระยะวาล์วอัตโนมัติทำให้ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการปรับตั้งวาล์วตลอดอายุการใช้งาน

ชุดขับเคลื่อนเพลาลูกเบี้ยวด้วยเฟืองและโซ่ ไม่ต้องบำรุงรักษาตลอดอายุการใช้งาน สายพานหน้าเครื่องแบบเส้นเดียว พร้อมปรับตั้งอัตโนมัติ กรองน้ำมันเครื่องแบบเปลี่ยนเฉพาะไส้กระดาษ และเปลี่ยนน้ำเครื่องเพียง 5.6 ลิตรน้อยที่สุดในรถปิกอัพระดับเดียวกันและการออกแบบหัวฉีดใหม่สามารถบำรุงรักษาได้โดยไม่ต้องเปิดฝาครอบวาล์ว

ผมได้ลองขับD-Max1.9DDi ในตัวถัง 4 ประตู เกียร์ธรรมดา 6 สปีด ในสนามแข่งที่มีความยาวสนาม เต็มรอบ 4.67 กม. เริ่มตั้งแต่ตำแหน่งและจังหวะเปลี่ยนเกียร์นั้น สะดวกช่วงเกียร์สั้นเพียงพลักเบาๆ ก็เปลี่ยนตำแหน่งได้ง่ายๆ และถ่ายทอดกำลังออกมาได้ตามที่ต้องการ การตอบสนองของเครื่องยนต์เป็นไปด้วยดี ที่น่าสนใจคือ เสียงของเครื่องยนต์นั้นเงียบอย่างเห็นได้ชัด เทียบเคียงกับรถยนต์นั่งที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลได้ไม่แตกต่าง เครื่องยนต์มีกำลังเพียงพอที่จะปล่อยอัตราเร่งเมื่อออกจากโค้งแต่ละครั้งโดยไม่รู้สึกจะอ่อนแรง ในบางครั้งที่ยังใช้เกียร์ 3 เข้าโค้งลึกๆ แล้วออกมาที่ความเร็วต่ำกว่า 40 กม./ชม. ยังสามารถเร่งออกจากโค้งได้อย่างต่อเนื่องไม่ถึงกับจะรู้สึกอัดอัดตรงนี้เห็นได้ชัดถึงกำลังเครื่องยนต์ที่มีแรง มีอัตราเร่งที่ดีกว่าเครื่องยนต์ 2.5 ลิตรเดิมแน่นอน ที่น่าสนใจคือ การควบคุมบังคับรถทำได้ง่ายมาก เข้าใจได้ว่าเป็นผลจากการลดน้ำหนักเครื่องยนต์ลงไปถึง 60 กก. และขนาดเครื่องยนต์ที่เล็กลงนั้นถูกจัดวางในตำแหน่งที่เยื้องเข้าข้างในห้องเครื่องมากขึ้น ทำให้มีความสมดุลของน้ำหนักมากขึ้น และนั่นจึงส่งผลถึงการทรงตัวที่มีเสถียรภาพ และถือเป็นจุดเด่นที่สุดอีกอย่างหนึ่งของ D-Max1.9DDi แน่นอน

สำหรับรุ่นเกียร์อัตโนมัติ มาอยู่ในการทดสอบครั้งนี้ด่้วยถึงแม้จะไม่สมบูรณ์เต็ม 100% แต่ในหนึ่งรอบสนามเท่าที่ได้สัมผัส การทำงานของเกียร์อัตโนมัติรุ่นใหม่ 6 จังหวะนี้ ทำหน้าที่ได้ดี จังหวะการเปลี่ยนเกียร์มีความต่อเนื่องลื่นไหลไม่มีรอยสะดุดในรอยต่อระหว่างเกียร์ ในขณะเดียวกันก็ฉลาดที่จะปรับจังหวะการเปลี่ยนทั้งขึ้นและลงตามพฤติกรรมการขับในขณะนั้นได้ดีพอสมควร ทำให้ไม่ต้องกังวลกับการเปลี่ยนเกียร์ คือปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเกียร์ไปเลย แล้วมาสนุกกับการจับจังหวะเข้าโค้ง-ออกโค้ง ผลสรุปคือ ได้ขับรถกระบะในสนามแข่งอย่างสนุกสนานอย่างที่ไม่คิดว่าจะได้รับความรู้สึกนี้มาก่อน

คำตอบของทุกคำถามที่ตั้งประเด็นไว้นั้นถูกตอบอย่างตรงประเด็นได้ครบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องมีแรงพอหรือไม่? คำตอบคือมีและมากพอที่จะตอบสนองได้อย่างมั่นใจ การทรงตัวดีมั้ย? ตอบได้ว่า เสถียรภาพการทรงตัวที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน เข้าโค้งได้มั่นใจขึ้น ส่วนเรื่องราคานั้นตอบได้ด้วยราคาค่าตัวที่น่าสนใจชัดเจนเช่นเดียวกัน

ครบทุกคำถามสำหรับ Isuzu D- Max DDi BLUE POWER คันนี้

ข้อมูลทางเทคนิค Isuzu   D Max 1.9 DDi Blue Power

เครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ 16 วาล์ว คอมมอนเรล เทอร์โบไดเรคอินเจคชั่น
ความจุกระบอกสูบ(ซี.ซี.)1,900
กระบอกสูบ x ช่วงชัก (มม.)80 x 94.4
อัตราส่วนกำลังอัด16:5
ระบบส่งกำลังเกียร์ธรรมดา 6สปีด
กำลังสูงสุด(แรงม้า ที่รอบ/นาที) 150/3,600
แรงบิดสูงสุด(นิวตันเมตร ที่รอบ/นาที) 350/1,800-2,600
ยาว/กว้าง/สูง (มม.) 5,200  x 1,860 x1,795
ความยาวฐานล้อ (มม.) 3,095
ระยะห่างระหว่างล้อ หน้า/หลัง (มม.) 1,570/ 1,570
ระบบกันสะเทือนหน้าอิสระปีกนก2 ชั้น คอยล์สปริง เหล็กกันโคลง และ โช๊คอัพแก๊ส
ระบบกันสะเทือนหลังแหนบแผ่นรูปครึ่งวงรี โช๊คอัพแก๊ส
ระบบเบรก หน้า/หลังดิสก์เบรกมีครีบระบายความร้อน/ ดรัมเบรก
ล้อและยางอัลลอย 16 นิ้ว/235/70R16
ความจุถังน้ำมัน(ลิตร)76
ราคา(บาท)840,000
ผู้จำหน่ายบริษัท ตรีเพชร อีซูซุเซลส์ จำกัด

เมอร์เซเดส-เบนซ์ปล่อยของ S 500 E และ C 350 E ปลั๊กอินไฮบริด…หรู แรง ประหยัด

0
เมอร์เซเดส-เบนซ์ปล่อยของ
S 500 E และ C 350 E ปลั๊กอินไฮบริด…หรู แรง ประหยัด

กระแสดังที่ผู้ใช้รถยนต์ทั่วโลกกำลังให้ความสนใจกับรถยนต์ระบบไฟฟ้าที่แรงได้ดั่งใจ แถมยังคงไว้ในเรื่องของความประหยัด ทั้งหมดเกิดขึ้นจริงเมื่อค่าย เมอร์เซเดส-เบนซ์ นำระบบ Plugin-Hybrid มาติดตั้งไว้ในซีดานหรูรุ่น S 500 E และ C 350 E ซึ่งในอีกไม่กี่วันข้างหน้า รถทั้ง 2 รุ่นจะถูกส่งตรงขึ้นโชว์บนโพเดี้ยม ณ โชว์รูมสาขาที่มีอยู่ทั่วประเทศ

ความโดดเด่นของ S 500 E และ C 350 E ระบบ Plugin-Hybrid จะมีความน่าสนใจเพียงไร กิจกรรมทดสอบรถยนต์ทั้ง 2 รุ่น บนเส้นทางเชียงราย-เชียงใหม่ ที่ค่ายดาวสามแฉกจัดให้สื่อมวลชนได้ร่วมทดลองขับก่อนเปิดตัวอย่างเป็นทางการ จะเป็นคำตอบให้ผู้ที่กำลังสนใจกระแสดัง และกลุ่มเป้าหมายที่รอซื้อรถประเภทนี้ได้อย่างแน่นอน

แง้มไว้สักนิด…ขับเคลื่อนด้วยพลังไฟฟ้าทำระยะทางได้กว่า 30 กม. ความเร็วเกิน 120 กม./ชม.ในราคาที่ไม่ไกลเกินเอื้อม!!!

MERCEDES S 500 E

หรู ประหยัด รักสิ่งแวดล้อม

Mercedes-Benz S 500 e รถยนต์ซีดานระดับพรีเมี่ยมติดตั้งเทคโนโลยีล่าสุดของเครื่องยนต์ไฮบริดในรูปแบบของ PLUG-IN HYBRID  มาพร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกชั้นเลิศ สะท้อนภาพลักษณ์อันหรูหราของรถยนต์ตระกูลเอส-คลาสเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว มีให้เลือก 2 ดีไซน์ด้วยกัน คือ Exclusive และ AMG Premium โดยยังคงสมรรถนะที่เหนือชั้น พร้อมด้วยการปล่อย CO2 ที่ลดเหลือเพียง 62 กรัม/กิโลเมตร

รูปโฉมของรถรุ่นนี้เป็นแบบเดียวกับ S CLASS โมเดลล่าสุด โดยยังคงความหรูหรา สง่างาม ผสมผสานแนวคิดการออกแบบที่ทันสมัย กระจังหน้าดีไซน์เป็น 3 มิติ มีฝากระโปรงแบบ Long Bonnet ด้านข้างสวยงามด้วยเส้นสายที่พริ้วไหว เส้นหลังคา หรือ Roof Line ลาดเทไปยังด้านท้าย S 500 E แบ่งได้ อีก 2 รุ่นย่อย คือ Exclusive และ AMG Premium ซึ่งจะแตกต่างกันที่ชุดแต่งรอบคัน สัญลักษณ์บนคาลเปอร์เบรค รวมถึงขนาดและลวดลายของล้อแมก ในรุ่น Exclusive ใช้ 19 นิ้ว ส่วน AMG Premium ขนาด 20 นิ้ว

ห้องโดยสารหรู อลังการและคงเอกลักษณ์ของความเป็นผู้นำไว้อย่างคลาสสิค ผลิตจากวัสดุคุณภาพสูง ทั้งลายไม้และเบาะหนังแท้ รวมถึง Ambient Lighting ซึ่งเป็นไฟเรืองแสงล้อมรอบห้องโดยสารที่สามารถปรับได้ถึง 7 เฉดสี รุ่น AMG Premium จะได้รับการตกแต่งพิเศษด้วยลายไม้ designo high-gloss sunburst brown myrtle wood แบบ 2 โทนสี (two-tone) เบาะนั่งหุ้มหนัง Nappa แบบ Exclusive package ตัดเย็บลายเบาะแบบ diamond design พร้อมด้วยผ้าหลังคา และแผงบังแดดด้านหน้าหุ้มด้วย DINAMICA microfiber

ขุมพลังหลักของ  S 500 e มาจากเครื่องยนต์เบนซินรูปตัววีแบบ 6 สูบ อัดอากาศด้วยระบบเทอร์โบคู่  ขนาดความจุ 2,996 ซีซี ให้แรงม้าสูงสุดที่ 333 แรงม้า ที่ 5,250-6,000 รอบ/นาที และแรงบิด 480 นิวตันเมตร ที่ความเร็วรอบ 1,600-4,000 ต่อนาที ผสมรวมกับพลังมอเตอร์ไฟฟ้าที่ให้กำลังถึง 85 กิโลวัตต์ ขับเคลื่อนด้วยระบบส่งกำลังแบบเกียร์อัตโนมัติ 7G-TRONIC PLUS พร้อมระบบเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.ที่ 5.2 วินาที ความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม.

นอกจากนี้ S 500 e ได้รับการติดตั้งแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน ขนาดความจุ 8.7 กิโลวัตต์ น้ำหนักประมาณ 114 กิโลกรัม ไว้ที่ใต้เพลาขับด้านหลัง ซึ่งมีระบบหล่อเย็นจากน้ำ และฝาป้องกันการกระแทกผลิตจากแผ่นโลหะปิดทับไว้เพื่อความปลอดภัย ความโดดเด่นของแบตเตอรี่ชุดนี้คือสามารถชาร์ตไฟให้เต็มได้ภายในเวลาประมาณ 4 ชั่วโมง ส่งผลให้ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าหรือ EV เพียงอย่างเดียวได้ไกลถึง 31 กิโลเมตร

MERCEDES C 350 e

ซีดานเรือธง พ่วงระบบไฟฟ้าเทียบชั้นรุ่นใหญ่

Mercedes-Benz C 350 e รถยนต์รุ่นที่ 2 ในตระกูล The new C-Class ที่ใช้เทคโนโลยีไฮบริดต่อจากรุ่น C 300 BlueTEC Hybrid รวมถึงเป็นรถยนต์รุ่นที่สองของเมอร์เซเดส-เบนซ์ที่ใช้เทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริด มาพร้อมกับบอดี้ที่มีให้เลือกทั้งในแบบซีดานและเอสเตท โดดเด่นในเรื่องความประหยัดด้วยอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงในโหมดไฮบริดทางบริษัทผู้ผลิตแจ้งว่าสามารถทำได้มากถึง 47.5 กิโลเมตร/ลิตรC 350 E  ยังคงรูปลักษณ์ที่โดดเด่น เร้าใจ และปราดเปรียว ตามแบบฉบับของ The new C-Class ซึ่งมีกระจังหน้าแบบคลาสสิคมาพร้อมกับโลโก้ดาวสามแฉก C 350 e Exclusive จะมีฟังก์ชั่น AIRPANEL ซึ่งเปิด-ปิดอัตโนมัติ ช่วยเสริมในเรื่องของ AERODYNAMIC มีไฟหน้าแบบ LED Intelligent Light System          ที่มาพร้อมกับระบบไฟส่องสว่างอัจฉริยะ ในรุ่น C 350 e AMG DYNAMIC และ C 350 e ESTATE AMG DYNAMIC ติดตั้งซันรูฟไฟฟ้า ล้อแมกของ C 350 e Exclusive ใช้ขนาด 18 นิ้ว สำหรับ C 350 e AMG DYNAMIC และ C 350 e ESTATE AMG DYNAMIC จะเป็นลวดลายสปอร์ตขนาด 19 นิ้ว รวมถึงคาลิเปอร์เบรกมีตราสัญลักษณ์ เมอร์เซเดส-เบนซ์

ห้องโดยสารดีไซน์หรู แผงคอนโซลกลางสร้างเป็นชิ้นเดียวกับพนักวางแขนออกแบบอย่างทันสมัย มี touchpad ช่วยให้ผู้ใช้ควบคุมการทำงานของอุปกรณ์เครื่องเสียง อาทิ วิทยุ-ซีดี MB Audio 20 ที่บริเวณคอนโซลได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส ห้องโดยสารตกแต่งด้วยไฟเรืองแสง ambient lighting แบบ 3 สีในรุ่น C 350 e AMG DYNAMIC และ C 350 e ESTATE AMG DYNAMIC ติดตั้งพวงมาลัยมัลติฟังค์ชั่น เบาะหนังแท้ รวมถึงแป้นคันเร่งพร้อมแป้นเบรคแบบสปอร์ต

เครื่องยนต์ที่ใช้ขับเคลื่อนเป็นแบบเบนซิน 4 สูบแถวเรียง ความจุกระบอกสูบ 1,991 ซีซี กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 211 แรงม้า ที่ 5,500 รอบ/นาที ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลัง 60 กิโลวัตต์ ในรุ่นซีดานมีแรงบิด 350 นิวตันเมตร ที่ความเร็วรอบ 1,200-4,000 ต่อนาที อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. อยู่ที่ 5.9 วินาที ความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม. ส่วนในรุ่นเอสเตทมีแรงบิด 300 นิวตันเมตร ที่ความเร็วรอบ 1,200-4,000 ต่อนาที อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. อยู่ที่ 6.2 วินาที ความเร็วสูงสุด 246 กม./ชม. ขับเคลื่อนด้วยระบบส่งกำลังแบบเกียร์อัตโนมัติ 7G-TRONIC PLUS พร้อมระบบเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย และเลือกสนุกกับการขับขี่ได้ถึง 5 รูปแบบ คือ Individual (I), Sport+ (S+),Sport (S),Comfort (C) และ Economy (E)

C 350 e .ใช้ระบบ ปลั๊กอินไฮบริดเช่นเดียวกันกับ S 500 E โดยติดตั้งแบตเตอรี่ ลิเธียม-ไอออน ขนาดความจุ 6.38 กิโลวัตต์ น้ำหนักประมาณ 100 กิโลกรัม ไว้ที่ใต้เพลาขับด้านหลัง มีระบบหล่อเย็นจากน้ำ และฝาป้องกันการกระแทกที่ผลิตจากแผ่นโลหะปิดทับไว้ ซึ่งแบตเตอรี่ที่ใช้ใน C 350 e ชาร์ตไฟให้เต็มได้ในเวลาเพียง 3 ชั่วโมง โดยขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า หรือ EV เพียงอย่างเดียวได้ระยะทางไกลถึง 33 กิโลเมตร

PLUG-IN HYBRID

บอกสั้นๆว่า”เด็ด”

นอกจากสมรรถนะที่เร็วและแรงจากขุมพลังของเครื่องยนต์ผสมกับการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้า หัวใจสำคัญของการลดอัตราการใช้พลังงานในรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ไฮบริด คือ นำพลังงานที่เกิดจากการเหยียบแป้นเบรกหรือปล่อยให้รถเคลื่อนที่โดยไม่อาศัยพลังงานจากเครื่องยนต์ มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ระบบจะนำพลังงานเก็บไว้ในแบตเตอรี่ และจะดึงพลังงานมาใช้เมื่อผู้ขับขี่ขับเคลื่อนด้วยระบบพลังงานไฟฟ้าหรือเมื่อต้องการเร่งความเร็ว

PLUG-IN HYBRID ที่ติดตั้งใน S 500 E และ C 350 E แบ่งการทำงานได้มากถึง 4 รูปแบบ โดยใช้งานผ่านจอแสดงผลบริเวณแดชบอร์ดและจอมอนิเตอร์ที่บริเวณคอนโซลกลาง ซึ่งทั้ง 4 รูปแบบประกอบไปด้วย

HYBRID การทำงานในฟังค์ชั่นนี้จะเป็นการขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า โดยระบบจะเน้นไปที่การใช้งานมอเตอร์ไฟฟ้าในการขับเคลื่อนให้มากที่สุด  และใช้เครื่องยนต์ขับเคลื่อนเท่าที่จำเป็น หากกระแสไฟในแบตเตอรี่มีปริมาณต่ำกว่า 20 % ระบบจะใช้เครื่องยนต์ในการขับเคลื่อนเท่านั้น และถ้าผู้ขับขี่ปรับเกียร์อัตโนมัติเป็นโหมดสปอร์ต (S) ระบบจะสั่งการให้ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เพียงอย่างเดียวโดยที่มอเตอร์ไฟฟ้าไม่ทำงาน

E-MODE ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว บริษัทผู้ผลิตได้เคลมไว้ว่าทำความเร็วได้มากถึง 140 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในระยะทางสูงสุด 33 กิโลเมตรโดยไม่มีการคายไอเสีย การทำงานของระบบนี้สามารถครอบคลุมการใช้งานได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับผู้ขับขี่ต้องไม่กดแป้นคันเร่งจนเกินแรงต้าน หากกดแป้นคันเร่งเกินแรงต้านเมื่อใดเครื่องยนต์จะเข้ามาทำหน้าที่ในการขับเคลื่อนรถยนต์ทันที

E-SAVE ในขณะที่เริ่มต้นใช้โหมดนี้ ระดับกระแสไฟฟ้าที่มีอยู่ในแบตเตอรี่ high-volt จะถูกบันทึกค่าไว้ จากนั้นการขับเคลื่อนจะใช้เครื่องยนต์เป็นหลัก ส่วนมอเตอร์ไฟฟ้าจะถูกใช้น้อยที่สุด เพื่อรักษาระดับกระแสไฟฟ้าในแบตเตอรี่ให้มีปริมาณเท่าเดิมกับตอนเริ่มต้น ตัวอย่างเช่น ถ้าวางแผนการเดินทางล่วงหน้า ว่ากำลังจะต้องเดินทางเข้าเมืองที่มีการจราจรหนาแน่น หลังจากชาร์จแบตเตอรี่ high-volt จนเต็มแล้ว ควรเลือก E-SAVE ในการเริ่มต้นเดินทางก่อนที่จะเข้าเมือง เมื่อขับถึงในเมืองก็จะมีปริมาณกระแสไฟสูงสุดที่จะกลับมาใช้ฟังค์ชั่น E-MODE สำหรับการเดินทางในเมืองได้อย่างเต็มที่

CHARGE โหมดนี้จะใช้การขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เพียงอย่างเดียว แบตเตอรี่ high-volt จะรักษาระดับการชาร์จให้อยู่ในระดับปานกลาง และไม่มีการใช้มอเตอร์ไฟฟ้าในการขับเคลื่อน เพื่อให้การชาร์จกระแสไฟฟ้าเข้าไปเก็บไว้ในแบตเตอรี่ high-volt อย่างต่อเนื่องและสมบูรณ์   แรงหมุนของเครื่องยนต์ถูกแปลงเป็นพลังงานไฟฟ้าเพื่อสะสมไว้ในแบตเตอรี่ และแปลงค่าเป็นพลังงานจลน์ที่เกิดจากการชะลอความเร็วหรือการเบรกซึ่งแปรเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้าและเก็บสะสมไว้ในแบตเตอรี่ เมื่อชาร์จไฟเต็ม ระบบจะปรับไปที่การทำงานในรูปแบบ E-SAVE โดยอัตโนมัติ

นอกจากนี้ยังมี ระบบควบคุมรถอัจฉริยะ ที่จะทำงานโดยอัตโนมัติเพื่อปรับการทำงานของเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าให้เหมาะสมที่สุด เพื่อการขับขี่ที่ประหยัดพลังงานและช่วยให้รถ สามารถเก็บพลังงานสำรองได้ โดยระบบจะตรวจจับแรงกดที่แป้นคันเร่งเพื่อส่ง สัญญาณเตือนให้ผู้ขับขี่ผ่อนแรงกดที่แป้นคันเร่งตามความเหมาะสม หากรถยนต์ ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าและผู้ขับขี่เหยียบแป้นคันเร่งจนถึงจุดที่มีการตั้งค่าไว้ ระบบจะสลับการทำงานไปใช้เครื่องยนต์ให้อัตโนมัติ โดยระบบการจัดการพลังงานนี้ทำงานด้วยข้อมูล 2 ประเภท คือ ข้อมูลเส้นทาง ผ่านการตรวจจับอัตโนมัติ หรือใช้ค่าจากโหมดการทำงานของระบบ Plug-In HYBRID 4 แบบ, ข้อมูลจากผู้ขับขี่ผ่านการตรวจจับจากโหมดการปรับเปลี่ยนเกียร์อัตโนมัติ 3 แบบ ตามที่ผู้ขับขี่เลือกใช้

S 500 E

รถหรูไซส์ใหญ่ ถูกใจเจ้าสัว

สำหรับสภาพเส้นทางที่ใช้ในกิจกรรมทดสอบครั้งนี้มีระยะทางเกือบ 200 กม. จากจังหวัดเชียงรายย้อนลงมาที่จังหวัดเชียงใหม่ แน่นอนว่าไม่สามารถหลีกเลี่ยงทางโค้งขึ้นและลงภูเขาได้แน่นอน ช่วงแรกเป็นการทดลองความหหรูหรากับ S 500 E ซึ่งผมต้องออกตัวไว้ก่อนว่าไม่ค่อยตรงกับความต้องการของนักขับอย่างผมสักเท่าไหร่ เพราะรถคันนี้ออกแบบมาตามคอนเซปต์ที่ให้ความหรูหรา ซึ่งน่าจะเหมาะสมกับนักธุรกิจ หรือ เจ้าสัวที่ต้องการรถยนต์ที่โอ่อ่า นั่งสบาย จากระบบช่วงล่างแบบถุงลมที่นุ่มนวล และมั่นใจได้ตลอดการเดินทาง ระยะทางเกือบ 100 กม.ที่ได้ทดลอง ผมอาจจะโฟกัสไปที่ระบบ PLUG-IN HYBRID เพียงเล็กน้อยเท่านั้น เป้าหมายถูกเบนความสนใจไปที่ความสะดวกสบายของห้องโดยสาร แน่นอนว่าค่ายดาวสามแฉกนั้นไม่บกพร่องในหัวข้อนี้

C 350 e

หล่อ หรู ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์

ไฮไลท์ที่ผมรอคอยคือการได้ขับ C 350 e ซึ่งก็ต้องบอกว่าไม่ผิดหวัง โหมดการขับขี่สนุกๆที่มีให้เลือก 5 รูปแบบ ผมมองข้ามไปเพราะก่อนหน้านี้เคยลองในรถหลายๆรุ่นของค่ายดาวสามแฉกมาแล้ว หลังจากสลับรถที่จุดแวะพักช่วงอำเภอเวียงป่าเป้า จ.เชียงราย ระยะทางที่เหลืออีกประมาณ 100 กม. ผมขอลองของกับระบบ Plug-in HYBRID เพียงอย่างเดียวเท่านั้น

หลังจากเชคพลังงานไฟฟ้าส่วนที่เหลือ ค่อนข้างมั่นใจว่าการเดินทางด้วยระบบ E-MODE น่าจะถึงปลายทางแถวถ.ช้างคลาน จ.เชียงใหม่ ได้อย่างสบายๆเส้นทางยังคงเป็นแบบเดิมคือมีทั้งทางลาดชันและโค้งลัดเลาะตามไหล่เขาสลับไปมา ความเร็วที่ใช้อยู่ที่ประมาณ 80-120 กม./ชม. มีไม่กี่ครั้งที่ระบบถูกตัดกลับไปใช้พลังงานจากเครื่องยนต์ในช่วงขึ้นเขา เนื่องจากพลาดเหยียบคันเร่งหนักเกินไป แต่โดยสรุประยะทางเกือบ 100 กม. พลังงานจากเครื่องยนต์ซึ้งใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงน่าจะถูกใช้งานไปไม่ถึง 2 ลิตร ถ้าเทียบเป็นเงินคงไม่เกิน 50 บาท ในขณะที่ C 300 Bluetech Hybrid ซึ่งค่ายดาวสามแฉกเปิดตลาดไปเมื่อ 2 ปีก่อน สามารถขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวจะทำระยะทางได้เพียง 1 กิโลเมตร และทำความเร็วสูงสุดได้แค่ 35 กิโลเมตรต่อชั่วโมงทีเด็ดต่อมาคือเรื่องของการชาร์จไฟเข้าแบตเตอรี่ เมอร์เซเดสได้ออกแบบปลั๊กไฟให้สามารถใช้กับระบบไฟบ้านโดยไม่ต้องแปลงหัวจ่ายหรืออแดพเตอร์แต่อย่างใด การชาร์จแต่ละครั้งกินเวลาเพียง 4 ชั่วโมง ในรุ่น S 500 e และ C 350 e ใช้เวลาชาร์จไฟเพียง 3 ชั่วโมงเท่านั้น

ชักจะเริ่มอยากรู้แล้วใช่มั้ยครับว่าทั้ง S 500 e และ  C 350 e ตั้งราคาค่าตัวไว้ที่เท่าไหร่ อย่างที่ผมบอกไว้ตั้งแต่แรกว่าราคาที่ค่ายดาวสามแฉกตั้งไว้ไม่ไกลเกินเอื้อมจริงๆ

The S 500 e Exclusive ราคา 6,390,000 บาท

The S 500 e AMG Premium ราคา 6,990,000 บาท

The C 350 e Exclusive ราคา 2,990,000 บาท

The C 350 e AMG Dynamic ราคา 3,340,000 บาท

The C 350 e Estate AMG Dynamic ราคา 3,690,000 บาท

Buyer guide:SUV SUBCOMPACT หลังจากปรับโครงสร้างภาษี…รถยนต์เซกเมนต์นี้ค่ายไหนมีอะไรเด็ด

0
ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่ารถในคลาสอเนกประสงค์ขนาดเล็กได้รับการตอบรับจากผู้ใช้ในบ้านเรากันมากมายทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นเจ้าตลาดที่มาแรงอย่าง Honda HR-V, Nissan Juke, Ford Eco Sport และน้องใหม่มาแรงอย่าง Mazda CX-3 อีกทั้งยังมีการปรับโครงสร้างภาษีใหม่ ซึ่งแต่ละค่ายกำลังพิจารณากันอย่างละเอียดว่ารุ่นไหนควรจะปรับราคาเป็นเท่าไหร่ สำหรับ BuYer Guide ของรถยนต์ในเซกเมนต์นี้รวมถึงราคาหลังจากปรับโครงสร้างภาษี เรามีรายละเอียดที่น่าสนใจของรถแต่ละคันมานำเสนอ

Ford Eco Sport

เต็มที่กับเทคโนโลยีอัจฉริยะพร้อมความอเนกประสงค์

ถือเป็นเจ้าแรกที่เปิดตลาดเซ็กเมนต์นี้ ที่มาด้วยดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยว ทั้งการออกแบบที่ดูทันสมัยจากภายนอกและภายในที่ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ด้วยความเป็นรถยนต์นั่งแบบอเนกประสงค์ที่มีความยืดหยุ่น และตอบสนองการใช้งานจริง ทั้งนี้ Eco Sport มีการออกแบบให้ผู้ขับขี่อยู่ในตำแหน่งที่มีทัศนะวิสัยที่ดีด้วยการปรับตำแหน่งผู้ขับขี่ให้อยู่ในตำแหน่งที่สูงขึ้น พร้อมห้องโดยสารที่ทันสมัย รวมถึงอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบาย และพื้นที่ใช้สอยที่กว้างขวางเพียงพอสำหรับผู้ใหญ่ 5 คน

การออกแบบภายนอกโดดเด่นกันตั้งแต่กระโปรงหน้ารถที่กว้างเชื่อมต่อกับเส้นด้านข้างตัวถัง ไฟหน้าที่เรียวบางทอดตัวยาวเป็นกรอบด้านบนของกระจังหน้ารูปสี่เหลี่ยมคางหมู เส้นสายด้านข้างตัวถังที่เป็นจุดเชื่อมระหว่างแนวกระจกและขอบประตูทอดตัวในแนวเฉียงขึ้นจากด้านหน้าจรดท้าย โดยที่เสากลางได้รับการออกแบบให้เป็นสีดำขับเน้นกระจกด้านข้างดูผสานเป็นชิ้นเดียวกัน ด้านหลังดูกว้างด้วยกระจกขนาดใหญ่ที่โอบรอบจากด้านหนึ่งไปยังอีกด้าน พร้อมไฟท้าย โดยมียางอะไหล่และฝาครอบท้ายติดตั้งอยู่บนฝาประตูท้ายเปิดแบบบานสวิงไปด้านข้าง

ภายในห้องโดยสารออกแบบมาเพื่อให้ผู้ขับขี่ง่ายต่อการบังคับแผงหน้าปัดด้วยการปรับตำแหน่งผู้ขับขี่ให้อยู่ในตำแหน่งที่สูงขึ้น สามารถปรับได้ถึง 6 ระดับ พร้อมการปรับช่วงเอวให้เหมาะกับผู้ขับแต่ละคน ในส่วนของเบาะหลังออกแบบให้สามารถปรับเอนได้ตามใจชอบ รวมถึงปรับ/พับเก็บเพื่อเพิ่มพื้นที่บรรทุกด้านท้ายรถ แยกพับได้แบบ 60/40 ในส่วนของอุปกรณ์การใช้งานต่างๆ ได้รับการจัดวางในตำแหน่งที่เหมาะสม มาพร้อมระบบการเชื่อมต่อฟอร์ด ซิงค์ ที่เป็นระบบสั่งงานด้วยเสียง รวมถึงปุ่มซิงค์ที่ควบคุมเครื่องเสียงและระบบโทรศัพท์ โดยติดตั้งอยู่บนพวงมาลัย และเทคโนโลยีบลูทูธในฟอร์ดซิงค์ที่สามารถเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือได้ถึง 12 เครื่องผ่านระบบการเชื่อมต่อแบบแพร์ริ่ง Pairing ในส่วนของพื้นที่เก็บสัมภาระนั้น Eco Sport มีมาให้มากถึง 20 ช่องภายในรถ รวมถึงกล่องเก็บของรักษาความเย็นที่สามารถจุเครื่องดื่มได้ 6 กระป๋อง ในส่วนของพื้นที่เก็บสัมภาระนั้นเมื่อพับเบาะหลังมาชนกับเบาะหน้าแล้วจะมีความจุถึง 705 ลิตร

ขุมพลังเป็นเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบขนาด 1.5 ลิตรพร้อมระบบวาล์วแปรผันแคมชาฟท์แบบอิสระคู่ (Ti-VCT) ให้กำลัง 110 แรงม้า ที่ 6,300 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 142 นิวตัน-เมตร ที่ 4,400 รอบ/นาที มีเกียร์ให้ลือกทั้งแบบอัตโนมัติ พาวเวอร์ชิฟท์ 6 สปีดและเกียร์ธรรมดา 5 สปีด ระบบพวงมาลัยพาวเวอร์แบบไฟฟ้า มาพร้อมระบบชดเชยน้ำหนักบนพวงมาลัยที่ช่วยให้การจอดรถในที่แคบคล่องตัวขึ้น

ให้ความสะดวกสบายด้วยระบบต่างๆ มากมาย ไล่กันตั้งแต่หลังคาซันรูฟแบบปรับไฟฟ้า ระบบเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ รวมถึงระบบปัดน้ำฝน ในเรื่องของความปลอดภัยมีมาให้ทั้ง ระบบช่วยออกตัวขณะจอดบนทางลาดชัน ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว ถุงลมนิรภัยคู่หน้า เบรก ABS ไฟเบรกฉุกเฉินเมื่อลดความเร็วกะทันหัน ระบบควบคุมการแกว่งของล้อ

Ford Eco Sport ยังยืนยันที่จะใช้ราคาเดิม 844,000 บาท มีให้เลือก 6 สี ได้แก่ สีแดง, สีขาว, สีเงิน, สีเทาดำ, สีน้ำตาล และสีดำ

Honda HR-V EL 

สปอร์ตครอสโอเวอร์รุ่นยอดนิยม

ต้องยอมรับว่ารถยนต์จากค่ายฮอนด้ากับเจ้าตัว HR-V นี้ ได้รับการตอบรับจากผู้ใช้ในบ้านเราในระยะเวลาที่รวดเร็วและเป็นที่นิยม สามารถสร้างยอดขายกันแบบทะลุทะลวงกันเลยทีเดียว ซึ่งค่ายฮอนด้าต้องการเติมเต็มความต้องการของตลาดรถยนต์ในระดับกลาง ดังนั้นแล้วจึงเป็นยนตรกรรมที่ผสานความเป็นที่สุดในทุกๆ ด้าน หลังจากที่สร้างยอดขายในแผ่นดินเกิดที่ญี่ปุ่นกว่า 1 แสนคันนับจากเปิดตัวครั้งแรกในปี 2556 ภายใต้ชื่อ Honda Vezel

HR-V ได้รับการสร้างสรรค์เพื่อความเป็นสปอร์ตครอสโอเวอร์ ที่ผ่านการพัฒนาบนพื้นฐานของรถสปอร์ตอเนกประสงค์ โดยมีการเพิ่มความสปอร์ตปราดเปรียวเข้าไปในสไตล์คูเป้ ผสานกับฟังก์ชั่นการใช้งานแบบอเนกประสงค์สไตล์รถมินิแวน รูปลักษณ์ภายนอกนั้นได้รับการออกแบบให้ดูโดดเด่นในทุกมิติ กับรูปทรงตัวถังที่ดูปราดเปรียว แข็งแกร่ง ทรงพลัง ผ่านเส้นสายที่โฉบเฉี่ยวรอบคัน โดยที่มือจับเปิดประตูด้านหลังมาในแบบรถสไตล์คูเป้ ในส่วนของกระจังด้านหน้านั้นผ่านการออกแบบด้วยแนวคิด Solid Wing Face เติมความหรูด้วยหลังคาซันรูฟไฟฟ้าแบบพาโนรามา พร้อมระบบเปิด-ปิด แบบ One-Touch  ไฟหน้าพร้อมไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED รวมถึงไฟท้าย LED แบบ Tube

ภายในของ HR-V ออกแบบให้มีความกว้างขวาง โปร่งโล่งของพื้นที่เหนือแผงคอนโซล ผสานกับคอนโซลกลางแบบ 2 ชั้น ในแนวสปอร์ต พื้นที่ภายในที่กว้างขวางมาพร้อมกับความสะดวกสบายด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวก ทั้งระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว รองรับการสั่งงานด้วยเสียง Siri (สำหรับ iPhone 4s ขึ้นไป) ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ พร้อมแผงควบคุมแบบสัมผัส มาตรวัดเรืองแสงสามารถปรับเปลี่ยนได้ 7 สี พร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ และช่องเชื่อมต่อ USB 2 จุด พร้อมช่องเชื่อมต่อ HDMI และช่องจ่ายไฟสำรอง

พวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชั่น ระบบสตาร์ทเครื่องยนต์อัจฉริยะ One Push Ignition System และระบบควบคุมประตูแบบอัจฉริยะ Smart Key ห้องสัมภาระด้านท้ายมีขนาดใหญ่ ที่มาพร้อมกับเบาะนั่งอเนกประสงค์ที่ปรับพับได้ 3 รูปแบบ ทั้งแบบ Utility Mode, Tall Mode และ Long Mode ที่ตอบรับทุกการใช้งาน  ไฟในห้องโดยสารเป็นแบบ LED

ขุมพลังเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.8 ลิตร SOHC i-VTEC 4 สูบ 16 วาล์ว 141 แรงม้า ที่ 6,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 172 นิวตัน-เมตร ที่ 4,300 รอบ/นาที มาพร้อมกับเกียร์อัตโนมัติ CVT ใหม่ รองรับพลังงานทางเลือก E85 และตอบสนองทุกการขับขี่ด้วยระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัยแบบ 7 สปีด และระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ

อุปกรณ์มาตรฐานความปลอดภัยสำหรับ HR-V แล้ว ต้องบอกว่ามีมาให้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของระบบเบรกมือที่เป็นแบบไฟฟ้าอยู่ตรงคอนโซลกลาง ระบบ Auto Brake Hold ที่จะทำการหน่วงเบรกโดยอัตโนมัติหลังจากเหยียบเบรกให้รถหยุดนิ่ง ช่วยป้องกันไม่ให้รถเคลื่อนตัวโดยไม่จำเป็นต้องเหยียบเบรกค้างไว้ ระบบเบรก ABS พร้อม EBD ระบบควบคุมการทรงตัวขณะเข้าโค้ง ระบบช่วยการออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน สัญญาณไฟฉุกเฉินอัตโนมัติขณะเบรกกระทันหัน เสริมด้วยกล้องส่องภาพด้านหลังปรับมุมมองได้ 3 ระดับ และระบบถุงลม 6 ตำแหน่ง

หลังจากที่ปรับราคาตามโครงสร้างภาษีใหม่ จากเดิม HONDA HR-V EL จำหน่ายที่ราคา 1,045,000 บาท ปรับเพิ่มเป็น 1,099,000 บาท มีให้เลือก 5 สี ได้แก่ สีดำคริสตัล (มุก),  สีน้ำเงินมอร์ฟโฟ (มุก) ทั้ง 2 สีนี้เพิ่มเงิน 6,000 บาท สีขาวออร์คิด (มุก) เพิ่มเงิน 10,000 บาท สีเงินอลาบาสเตอร์ (เมทัลลิก)  และสีเทารูสแบล็ค (เมทัลลิก)

Nissan JUKE 1.6V 892,000 บาท

Unique Sport Crossover

กล่าวได้ว่าเป็นยนตรกรรมที่ได้รับการตอบรับจากลูกค้าทั่วโลก ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย และเป็นหนึ่งในรถที่ได้รับการตอบรับจากผู้ใช้ในบ้านเราในระยะเวลาที่รวดเร็วเช่นกัน ด้วยความโดดเด่นของรูปลักษณ์ สมรรถนะ อุปกรณ์อำนวยความสะดวก และที่สำคัญราคาที่จับจ้องได้

Juke  ได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิด Bold and Futuristic Design ที่ดูล้ำสมัย เท่และมีความดุดัน โดยในรุ่นล่าสุดนั้นเสริมความเท่ให้กับตัวรถด้วยไฟหรี่แบบ LED รูปทรงใหม่แบบ Boomerang Shape ดูสปอร์ตโฉบเฉี่ยว ขณะที่ไฟหน้าของตัวรถนั้นได้รับการปรับเปลี่ยนมาเป็นแบบโปรเจคเตอร์เลนส์ ซีนอนสไตล์ใหม่ ส่วนไฟท้ายเป็นแบบ LED และไฟเบรกดวงที่ 3 แบบ LED เช่นกัน กระจังหน้า, กันชนหน้าและกันชนท้ายมีการออกแบบใหม่ ให้ดูดุดันตามนิยามใหม่ Unique Sport Crossover ส่วนกระจกมองข้างมาพร้อมไฟเลี้ยวที่มีการออกแบบในสไตล์ Futuristic

ภายในดีไซน์ให้เหมือนค็อกพิทของรถแข่ง เสริมความรู้สึกสปอร์ตด้วยการตกแต่งสีแดง ในส่วนของเทคโนโลยีต่างๆ มีมาให้ด้วยฟังก์ชั่น I-CON หรือ Integrated-Control System พร้อมหน้าจอ Interface ที่จะแสดงผลของ 2 ระบบหลัก คือ Climate และ Driving-Mode ซึ่งผู้ขับขี่สามารถเลือกได้ 3 แบบคือ Eco Mode , Normal Mode และ Sport Mode ในส่วนของ I-CON นั้นได้มีการปรับปรุงหน้าจอให้ดูมีมิติและทันสมัยขึ้น โดยเพิ่ม EZ Talk ที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าคนรุ่นใหม่ ให้มีความสะดวกและปลอดภัย โดยที่สามารถสื่อสารกับเพื่อในกลุ่ม หรืออยู่บนท้องถนน เพียงใช้ 4 นิ้วสัมผัสหน้าจอ แล้วพูดผ่านระบบ เสมือนการใช้วิทยุสื่อสาร และยังมีระบบประมวลผลสัญญาณดิจิตอล Digital Signal Processing ช่วยเพิ่มระดับเสียงและความคมชัดในการดูหนังหรือฟังเพลง

ขุมพลังเครื่องยนต์เบนซินแบบ 4 สูบในรหัส HR16 พร้อมใช้เทคโนโลยีหัวฉีดคู่ Dual Injector System ให้กำลังสูงสุด 116 แรงม้า ที่ 5,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 154 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบ/นาที ส่งกำลังสู่ล้อคู่หน้าด้วยเกียร์อัตโนมัติอัตราทดแปรผันต่อเนื่อง XTRONIC CVT

ระบบความปลอดภัยมีในส่วนของถุงลมคู่หน้า ด้านข้างและม่านถุงลม กุญแจอัจฉริยะ Intelligent Key พร้อมระบบ Immobilizer สัญญาณเตือนกะระยะถอยหลัง กล้องมองหลัง ระบบเบรก ABS, EBD,BA มีสีให้เลือก 6 สีได้แก่ สีน้ำเงินแฟซิฟิค บลู, สีขาว ไวท์โซลิด, สีดำแบล็คโซลิด, สีแดงเบิร์นนิ่ง เรด,สีเทา ทไวไลท์ เกรย์และสีเงิน บริลเลี่ยน ซิลเวอร์

Mazda CX-3 2.0 SP 

Freestyle Crossover

ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีสำหรับ CX-3 ที่ไม่ได้แตกต่างไปจากรถ Mazda ในรุ่นอื่นๆ ที่ผ่านมา โดยมีรางวัลด้านการออกแบบยอดเยี่ยมแห่งปีจากประเทศเยอรมนี ปี 2015 เป็นตัวบ่งบอกคุณภาพ และเป็นยนตรกรรมที่ผ่านการออกแบบในเจเนอเรชั่นที่ 6 ของค่ายมาสด้า ภายใต้แนวคิดโคโดะ ดีไซน์

ความโดดเด่นของรูปลักษณ์ภายนอกที่ผ่านเส้นสายและดีไซน์ที่เฉียบคม ในขณะที่ภายในห้องโดยสารของ CX-3 ได้รับการผสมผสานลูกเล่นการออกแบบที่ให้ความหลากหลายสไตล์โทนเข้มสีดำ All Black พร้อมด้วยการคัดเลือกสรรวัสดุเกรดพรีเมี่ยม เบาะนั่งมาในสไตล์บักเก็ตซีต วัสดุหนังที่แต่งตะเข็บด้วยด้ายสีแดง แผงคอนโซลหน้าและคอนโซลกลางรวมถึงแผงประตูได้รับการตกแต่งด้วยสีเงินวาวและสีดำเงาสลับลวดลายคาร์บอนเคฟลาร์ อุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆ ได้รับการจัดวางในตำแหน่งที่สะดวกต่อการใช้งาน พนักพิงเบาะนั่งด้านหลังพับเก็บได้แบบ 60/40

CX-3 ได้รวบรวมเอาจุดเด่นของรถในค่ายๆ หลายต่อหลายรุ่นมารวมกันไว้ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของเทคโนโลยีเชื่อมต่อกับโลกโซเชียล MZD CONNECT ด้วยหน้าจอขนาดใหญ่บนคอนโซลหน้าที่ติดตั้งไว้ในระดับสายตา จอทัชสกรีนขนาด 7 นิ้ว พร้อมแมนูสั่งงานของระบบ MZD CONNECT และแสดงผลฟังก์ชั่นใช้งานอื่นๆ รวมถึงสามารถเรียกดูข้อมูลผ่านระบบสั่งการด้วยเสียง Voice Recognition หรือจะเลือกใช้งานในแบบ Center Commander ที่เป็นปุ่มหมุนตรงคอนโซลกลาง ใช้ได้ทั้งขณะรถวิ่งหรือจอดนิ่ง รวมถึง Active Driving Display

ขุมพลังเครื่องยนต์เบนซิน SKYACTIV-G 2.0 ลิตรให้กำลังสูงสุด 156 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 204 นิวตัน-เมตร ที่ 2,800 รอบ/นาที ทำงานร่วมกับ SKYACTIV-DRIVE เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีดพร้อมระบบ i-Stop ที่สั่งให้เครื่องยนต์หยุดการทำงานชั่วคราวเมื่อรถจอดนิ่ง ขณะที่อุปกรณ์อื่นๆ ภายในรถยังทำงานปกติ  และระบบ Drive Selection ที่สามารถเลือกโหมดการขับขี่ในโหมด Sport ได้เมื่อต้องการเร่งแซง

ในเรื่องของระบบความปลอดภัยแล้ว ถือว่าจัดมาให้เต็มสำหรับ CX-3 ด้วย i-ACTIVESENSE  ทั้งในด้านเชิงป้องกันและลดความเสี่ยงบนท้องถนน ประกอบด้วย ระบบปรับไฟหน้าสูงอัตโนมัติฒระบบเตือนเมื่อรถเบี่ยงออกนอกเลนโดยไม่ได้ตั้งใจ, ระบบช่วยเบรกอัจริยะ, ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน และระบบเตือนขณะถอยหลังหากพบความเสี่ยงที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุ เบรก ABS 4 ล้อ ถุงลมนิรภัยคู่หน้า ระบบควบคุมเสถียรภาพและการทรงตัวของรถ ระบบช่วยการออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน และระบบช่วยป้องกันการลื่นไถล

Mazda CX-3 เป็นรถยนต์อีกนึ่งรุ่นที่ยังคงใช้ราคาเดิมคือ 1,045,000 บาท มี 7 สีให้เลือก ได้แก่ สีน้ำตาล ไททาเนียม แฟลช, สีขาว เซรามิก ไวท์, สีขาว สโนว์เฟลท ไวท์เพิร์ล, สีน้ำเงินไดนามิก บลู,สีดำเจ็ทแบล็ก, สีเทาเมทิเออเกรย์ไมก้าและสีแดงโซลเรด

Volvo V40 T5 R-Limited แรงได้อย่างสบายใจ

0
จากวันวานของสโลแกน “ทุกชีวิตปลอดภัยในวอลโว่” ถูกเพิ่มเติมด้วยคำว่า “แรงเกินพิกัดแต่ไร้ซึ่งมลภาวะ” เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค โดยไม่ทิ้งจุดยืนและความมุ่งมั่นในการผลิตรถยนต์ ส่งผลให้วันนี้เราได้เห็นของใหม่ที่ไม่ใช่เพียงความปอลดภัยเท่านั้น แต่ยังเต็มเปี่ยมด้วยพละกำลังที่มากล้นในโมเดลต่างๆ

หนึ่งในความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ คือ  Volvo V40 T5 R-Limited โมเดลนี้ได้รับการปรุงแต่งอย่างพิเศษ ทั้งภายนอกและภายใน รวมถึงพละกำลังที่ได้รับการโมดิฟายเพิ่มขึ้นจากสำนักแต่ง Polestar ทั้งหมดนี้ทำให้เราได้ยลโฉมความแปลกใหม่ในรูปลักษณ์ภายนอก และพละกำลังที่เพิ่มขึ้นเป็น 245 แรงม้า ในราคาเพียง 1,999,000 บาท ซึ่งคุณเป็นเจ้าของได้อย่างสบายใจที่สุด ในความพิเศษนี้มีเพียง 28 คันเท่านั้น

เราได้นำความพิเศษของ V40 T5 R-Limited มานำเสนอกับผู้อ่านโดยเฉพาะ โดยทั้งหมดนี้จะเป็นจริงตามรายละเอียดหรือไม่ และความร้อนแรงของสมรรถนะเครื่องยนต์จะเป็นเช่นไร คำตอบอยู่ที่การทดสอบในครั้งนี้

V40 T5 R-Limited แตกต่างจากรุ่นปกติด้วยแผงกันกระแทกสีดำใต้กันชนหลัง พร้อมท่อไอเสียแบบคู่ ล้ออะลูมิเนียม Midir 7.5×18 นิ้ว Diamond Cut สีดำมันวาวขนาด 225/40 R18 ชุดฝาครอบกระจกมองข้างสีดำ สติ๊กเกอร์ข้ารถลายสปอร์ต สีภายนอกเป็นสีขาว ice white และติดสัญลักษณ์ R-Limited รวมถึงโลโก้ของ Polestar ด้วย ส่วนภายในเสริมด้วยแป้นคันเร่งแบบสปอร์ต และให้คุณเชื่อมต่อกับโลกอินเตอร์เนตแบบไม่ขาดตอนด้วย Sensus Connect เปลี่ยนเป็นระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีดพร้อมสปอร์ตโหมด และ Paddle Shift สุดท้ายกับใบการันตีความพิเศษนี้อีกด้วย

เครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร ที่เคยมีกำลัง 220 แรงม้า ถูกเปลี่ยนเป็น 245 แรงม้า คุณคิดว่าไงครับ พละกำลังที่เพิ่มขึ้นย่อมทำอะไรได้ดีขึ้น เป็นเรื่องปกติธรรมดาที่เราได้ยินบ่อยครั้ง แต่สำหรับคันนี้ต้องบอกว่าพิเศษจริงๆ เพราะร้อนแรงได้ใจตั้งแต่เริ่มต้นเลยทีเดียว กดคันเร่งแต่ละครั้งเหมือนโดนแรงผลักอย่างรุนแรง เป็นการจัดเต็มที่เร้าใจอย่างมาก รุนแรงตั้งแต่เริ่มต้นออกตัวเลยทีเดียว และในรอบปลายยังให้คุณได้ร้อนแรงอย่างไม่ลดทอนอีกด้วย เรียกว่าครบสูตรความแรงเกินพิกัดจริงๆ ทำให้คุณเร่งแซงคันหน้าได้อย่างสบายและหายห่วง

ทั้งหมดนี้ทำให้คุณกดคันเร่งได้ตลอดเวลาเมื่ออยากเร่งแซง ซึ่งเครื่องยนต์ตอบสนองอย่างทันใจโดยไม่รอช้า นับเป็นการสั่งงานที่รอรับผลงานได้เลย ไม่เพียงเท่านั้นเสียงเครื่องยนต์ที่คำรามอย่างดุดัน แสดงความแข็งแกร่งให้ได้เห็นตลอดเวลาในการขับขี่ เมื่อรวมกับระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด ซึ่งทำงานได้ค่อนข้างชัดเจนและแม่นยำ ทำให้ทุกการเร่งแซงหรือเปลี่ยนจังหวะ จากรุกเป็นรับทำได้อย่างแน่นอน ส่งผลให้ทุกอย่างเป็นเรื่องที่ดี จึงเป็นอะไรที่ไม่ธรรมดาในการขับขี่อย่างแท้จริง

พละกำลังที่ค่อนข้างพิเศษนี้ คุณสามารถควบคุมได้ตามอารมณ์ เพราะมีโหมดให้คุณเลือกใช้งานตามสภาวะการณ์ต่างๆ ตั้งแต่โหมด Elegance ซึ่งหน้าจอจะแสดงผลเป็นสีดำ เป็นโหมดการขับขี่แบบทั่วไป ส่วนโหมด Eco จอแสดงผลด้วยโทนสีเขียว เพื่อช่วยให้คุณประหยัดมากขึ้น และหากต้องการความร้อนแรง จัดไปด้วยโหมด Performance จอแสดงผลจะเป็นสีแดง กระตุ้นต่อมอดรีนาลีนคุณให้เพิ่มขึ้นได้แน่นอน ไม่เพียงเท่านั้นยังมี Paddle Shift ที่หลังพวงมาลัย ช่วยให้คุณปรับเปลี่ยนเกียร์ได้ง่ายและปลอดภัยมากขึ้น

ช่วงล่างจัดเต็มในเรื่องของอารมณ์สปอร์ต เพื่อให้ตอบสนองความต้องการของผู้ขับขี่อย่างเต็มประสิทธิภาพ เพียงแต่การดูดซับแรงสะเทือน อาจจะทำงานไม่ประทับใจในความเร็วต่ำ เพราะยังมีความกระด้างที่สะเทือนให้ได้รู้สึก แต่ทั้งหมดนี้ไม่ใช่สาระสำคัญของสิ่งที่เกิดขึ้น นั่นคือความไว้ใจได้ในการเกาะถนน โดยเฉพาะในช่วงของการเข้าโค้ง รถคันนี้ทำได้อย่างมั่นคงและมีประสิทธิภาพจริงๆ

เมื่อรวมถึงความแม่นยำของพวงมาลัย เป็นอะไรที่ช่วยให้การขับขี่ง่ายและสะดวกขึ้น เพราะการปรับตัวของระบบพวงมาลัย จะเป็นไปตามหมวดการขับขี่ของแต่ละคน จะเร็วหรือเข้าโค้งหนักแน่น ทุกอย่างมีความสบายและแน่นอนในการควบคุม เพียงแต่ความเร็วต่ำอาจไม่คล่องตัวเท่าที่ควร ทำให้จังหวะการเปลี่ยนเลนหรือถอยรถเข้าจอด เป็นเรื่องที่ต้องออกแรงเพิ่มอีกสักนิด

เพียง 28 คันเท่านั้นสำหรับความพิเศษครั้งนี้ ซึ่งจะทำให้คุณแตกต่างจากคนอื่นอย่างชัดเจน และสร้างความร้อนแรงให้กับชีวิตได้อย่างเร้าใจเป็นที่สุด หากคุณได้ขับขี่ Volvo V40 T5 R-Limited คันนี้

 

Nissan X-Trail 2.0 Hybrid เพิ่มทางเลือก เปิดทางประหยัด กับสมรรถนะที่สูงขึ้น

0
เมื่อเครื่องยนต์ 2.0 เดิม ได้รับการปรุงแต่งให้ทำงานประสานสัมพันธ์กับมอเตอร์ไฟฟ้า จึงเป็นอะไรที่ดูน่าใช้ขึ้นกว่าเดิม แต่ด้วยความที่เป็นรถยนต์อเนกประสงค์พันธุ์แท้ ในราคาที่สมเหตุสมผล ทำให้ X-Trail เป็นหนึ่งในรถคลาส SUV น่าใช้และน่าสนใจ มันเป็นยานยนต์ที่ขับง่าย ไม่ว่าจะเป็นขุมพลังของเครื่องยนต์ ภายในที่ผ่านการออกแบบมาอย่างดี อุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่ใช้งานง่าย และเมื่อ X-Trail ถูกนำมาทำงานแบบลูกผสมในราคาที่ต้องร้อง ว้าว … มันจึงเป็นอะไรที่น่าสนใจไม่น้อยทีเดียว

ในความเป็นรถยนต์แบบไฮบริด ที่ค่ายนิสสันเคลมว่า เจ้า X-Trail Hybrid คันนี้มันเป็น Hybrid SUV ที่ล้ำสายพันธุ์ญี่ปุ่น และยังแรงเต็มสมรรถนะที่ให้พลังที่ดีเยี่ยม แม้ว่าจะเป็นเพียงเครื่องยนต์ 2.0 กับพละกำลังสูงสุด 144 แรงม้า แต่เมื่อมารวมเข้ากับมอเตอร์ไฟฟ้าแบบ Synchronous Electric Motor ที่ให้กำลังสูงสุด 41 แรงม้าและแรงบิดสูงสุด 160 นิวตัน-เมตรเมื่อมันทำงานร่วมกันแล้วสามารถที่จะถ่ายทอดกำลังสูงสุดได้มากถึง 179 แรงม้ากันเลยทีเดียว โดยที่มอเตอร์ไฟฟ้าตัวนี้จะทำงานผ่านแบตเตอรี่ไฮบริดแบบ Li-ion ที่ให้แรงดันไฟฟ้า 202 โวลต์ และความจุไฟฟ้า 887 วัตต์-ชั่วโมง

เป็นเรื่องธรรมดาของรถในระบบไฮบริด ที่เมื่อทำการสตาร์ทติดเครื่องยนต์จะให้เสียงที่เงียบ และเมื่อเหยียบคันเร่งลงไปการถ่ายทอดพละกำลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าจะปรับเปลี่ยนไปที่เครื่องยนต์ พละกำลังและอัตราเร่งของเจ้า X-Trail Hybrid คันนี้สามารถตอบสนองต่อการขับขี่ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะในรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ All Mode 4×4-i ที่สามารถจะเลือกระบบการขับเคลื่อนได้ 3 รูปแบบ ด้วยสวิตช์แบบโรเตอร์ ที่ตอบสนองได้ฉับไว ผ่านการส่งกำลังด้วยเกียร์ XTRONIC CVT พร้อมระบบ Manual Mode 7 สปีด

ในความเป็นอัจฉริยะของความเป็นไฮบริดใน X-Trail Hybrid นั้น จะมีเรื่องของระบบควบคุมแบบคลัตช์คู่ (คลัตช์สองตัวแยกกันทำงาน) ที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเพียง 1 ชุด (หนึ่งมอเตอร์ สองคลัตช์) แต่ทำหน้าที่อย่างเต็มประสิทธิภาพ พร้อมเป็นตัวกำเนิดไฟฟ้า โดยที่ระบบจะควบคุมความเร็วของมอเตอร์ไฟฟ้าอย่างรวดเร็ว ช่วยให้การส่งถ่ายกำลังเป็นไปอย่างราบรื่น ทั้งนี้ในส่วนของเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าทำงานแยกอิสระจากกัน และแน่นอนว่าเมื่อใดที่ต้องการอัตราเร่งกันแบบเต็มกำลัง ระบบไฮบริดจะผสานการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์เข้าด้วยกัน เพื่อให้ได้อัตราเร่งสูงสุด เช่นเดียวกันในขณะที่แบตเตอรี่มีระดับพลังงานที่ต่ำ ระบบจะทำการชาร์จแบตเตอรี่ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าจากการทำงานของเครื่องยนต์  รวมถึงระบบชาร์จไฟกลับในขณะที่ลดความเร็ว

แม้ X-Trail Hybrid จะไม่มีโหมด EV แต่กระนั้นก็ตามยามที่ถอนคันเร่งในความเร็วสูงตั้งแต่ 120 กม./ชม. ลงมา ระบบไฮบริดจะใช้กำลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าให้ทำงานแทนเครื่องยนต์ ซึ่งสามารถสังเกตุได้จากแผงหน้าปัดแสดงการหมุนเวียนของพลังงาน หรืออาจจะสังเกตได้จากรอบเครื่องยนต์ที่เข็มจะตกลงมาที่ 0 และมีตัวอักษร EV สีเขียวปรากฎขึ้นที่หน้าจอ ซึ่งไม่ได้หมายความว่า ระบบไฟฟ้าจะทำงานกันตั้งแต่เข็มไมล์บอกความเร็วเริ่มที่ 0 ไปจนถึง 120 กม./ชม. แต่จะทำงานเมื่อความเร็วจาก 120 กม./ชม. ลดลงมา ซึ่งถ้าเหยียบคันเร่งลงไประบบ EV ก็จะกลับไปทำงานที่เครื่องยนต์

อย่างไรก็ตามการขับรถในระบบไฮบริดนั้น ขึ้นอยู่กับสภาพการขับขี่ของผู้ขับขี่เป็นสำคัญ ซึ่งในความคุ้มค่าคุ้มราคาและดูน่าใช้นั้น นอกจากระบบไฮบริดที่มีมาให้แล้ว ในเรื่องของระบบความปลอดภัย Advanced Chassis Control เป็นระบบที่ช่วยทำให้การขับขี่ง่ายขึ้นและมั่นใจมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ARC, AEB, ATC, VDC, HAS และ HDC

จัดเต็มกับ SUBARU WRX STI สปอร์ตซีดานพันธุกรรมรถแข่งแรลลี่โลก

0
ต้องมาทำความเข้าใจกันก่อนว่า SUBARU WRX STI คันนี้ ไม่ใช่รุ่น IMPREZA  อย่างที่หลายๆคนเข้าใจ  แต่มีพื้นฐานที่ใกล้เคียงกันมากพอสมควร การจัดวางตำแหน่งทางการตลาดของรถคันนี้อาจจะคลุมเครือไปสักนิด ถ้าอยู่ในเซกเมนต์ของรถซีดานก็จะพูดได้ไม่เต็มปากเพราะอรรถประโยชน์นั่นมีเกินตัว ทั้งจากการออกแบบที่ดุดัน รวมถึงเครื่องยนต์สำแดงสมรรถนะดิบจนเลื่อนชั้นไปต่อกรกับรถสปอร์ตจากหลายๆค่ายได้อย่างสบายๆ

WRX STI เปิดตัวอย่างเป็นทางการในในบ้านเราเมื่อปีที่ผ่านมา  ด้วยรูปลักษณ์ที่เป็นการเรียกเรตติ้งคืนจาก IMPREZA 5 ประตู ซึ่งออกจะดูเรียบร้อยไปสักนิดหากนำมาเทียบกับ WRX โมเดลล่าสุด ที่ต้องหยิบยกมาพูดเพราะภาพลักษณ์ของ IMPREZA ยังคงวนเวียนทำให้คิดไม่ตกว่าทำไมถึงต้องแยกโมเดลนี้ออกมาโดยเฉพาะ แต่ก็ใช่ว่า IMPREZA จะหายไปจากไลน์ผลิตเพราะได้ข่าวมาว่ารถรุ่นเรือธงแห่งค่ายดาวลูกไก่กำลังอยู่ในช่วงขั้นตอนการผลิตก่อนที่จะมาเป็น Production Car ส่วน WRX STI คันนี้ทางทีมผู้สร้างถือเป็นการนำ DNA ของรถแข่งแรลลี่โลก มาถ่ายทอดให้กลุ่มเป้าหมายได้สัมผัสถึงประสบการณ์การขับขี่ในสไตล์ดุดันอย่างไร้ข้อกังขา

WRX STI ค่อนข้างจะแตกต่างไปจากรุ่นมาตรฐานซึ่งแน่นอนว่าเป็นสิ่งวิเศษและตอบโจทย์ให้กับขาซิ่งได้ดีเลยทีเดียว สิ่งที่ถูกปรับแต่งใหม่มาในรูปแบบของชุดแอโร่พาร์ทรอบคัน เริ่มตั้งแต่กันชนและกระจังหน้าในสไตล์ดุดัน โป่งข้างซุ้มล้อแบบมีช่องระบายความร้อน สัญลักษณ์ STIที่ด้านข้างรถ สปอยเลอร์หลังขนาดใหญ่ โชว์ดุด้วยปลายท่อไอเสียคู่ทั้งซ้ายและขวาพร้อมดิฟฟิวเซอร์ รวมถึงล้ออัลลอยด์ขนาด 18 นิ้วสี Dark Gun Metalic พูดง่ายๆถ้ามีสติกเกอร์คาดด้านข้าง รถคันนี้แทบจะไม่ต่างไปจากตัวแข่งที่อยู่ในรายการ World Rally Championship

ห้องโดยสารให้อารมณ์สปอร์ตอย่างชัดเจน ตกแต่งด้วยการผสมผสานของหนังแท้และกำมะหยี่เข้าไว้ด้วยกัน แฝงความดุดันกับด้ายสีแดงพร้อมปักสัญลักษณ์ STI ไว้หลายส่วนทั้งเบาะนั่ง พวงมาลัย และที่คอนโซล ในส่วนของเบาะนั่งเป็นแบบบักเกตซีทที่ไม่อึดอัด พวงมาลัยเป็นแบบ flat bottom (หรือ D-Shape) ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ติดตั้งมาจากโรงงาน ชุดแดชบอร์ด อุปกรณ์ภาคบันเทิง ใช้สีแดงเพื่อให้สอดคล้องกับสไตล์การตกแต่ง รวมถึงจอมัลติฟังก์ชั่นสามารถแสดงข้อมูลของตัวรถได้หลากหลายซึ่งใช้งานเป็นเกจวัดบูสต์เทอร์โบแบบดิจิตอลไปในตัว

ขุมพลังแห่งความแรงมาในรูปแบบของเครื่องยนต์เบนซินแบบ BOXER ขนาด 4 สูบ ความจุ 2.5 ลิตร อัดอากาศด้วยเทอร์โบพร้อมอินเตอร์คูลเลอร์ ให้กำลังสูงสุด 300 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 41.5 กก.-ม. ที่ 4,000 รอบ/นาทีส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ short throw พร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบ  Symmetrical All-Wheel-Drive

ระบบช่วงล่างด้านหน้าใช้เป็นแมคเฟอร์สันสตรัท ด้านหลังเป็นมัลติลิงค์ ติดตั้งเหล็กกันโคลงไว้ทั้งด้านหน้าและหลัง ในส่วนของโช๊คอัพและสปริงตกแต่งมาจากสำนัก STI แน่นอนว่าทุกอย่างต้องพิเศษกว่าปกติทั้งเพิ่มค่าความแข็งของสปริงและปรับเซทโช๊คอัพให้หนึบขึ้น ทั้งหมดถูกปรุงแต่งเพื่อให้เหมาะสมกับเครื่องยนต์สมรรถนะสูงรวมถึงการใช้งานระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ซึ่งได้รับการออกแบบมาให้มีการยึดเกาะถนนกว่ารุ่นมาตรฐาน

มาถึงช่วงลองของกับการทดสอบบนสนามแข่งซึ่งเตรียมการไว้ถึง 2 รูปแบบในสไตล์ GYMKANA และ QUARTERMILE

ช่วงทดสอบแรกในสถานี GYMKANA เสมือนเป็นการจำลองรูปแบบการขับขี่ที่เน้นไปในด้านของการควบคุมรถ แน่นอนว่าวิธีขับขี่รูปแบบนี้คือการเค้นสมรรถนะของช่วงล่างและควบคุมรถให้ได้ตามทิศทางที่ได้กำหนดไว้ ซึ่งต้องมีความแม่นยำในการบังคับรถมิฉะนั้นจะไปโดนอุปสรรคต่างๆที่กีดขวางเส้นทางอยู่ รูปแบบการขับขี่ในสไตล์สลาลอมต้องบอกว่าพวงมาลัยของ WRX STI ดีไซน์ออกแนวแมนๆ ถ้าใช้ความเร็วต่ำถือว่าค่อนข้างหนักเลยทีเดียว แต่การควบคุมก็ยังทำได้แม่นยำตามทิศทางที่สายตาพาไป พอหลุดจากช่วงสลาลอม จะเป็นการควบคุมแบบหมุนรอบไพล่อน ตรงนี้ค่อนข้างจะกลัวรถอันเดอร์สเตียร์ครับ ผมเลยดึงเบรกมือช่วยให้ท้ายออกไว้ก่อน แต่ก็ยังถือว่าทำค่อนข้างลำบาก เนื่องจากระบบ DCCD:Driver’s Control Differential นั้นฉลาดมาก พยายามปิดโหมดนี้ทั้งหมด แต่ระบบก็ยังช่วยให้รถไม่เสียอาการอยู่ดี ผลที่ออกมาก็คือยังไงก็มีอาการหน้าดื้ออยู่จนได้ ในมุมกลับกันถ้าหากใช้รถบนถนนหลวง DCCD จะช่วยเหลือในด้านความปลอดภัยเพราะการควบคุมจะทำได้ง่ายดายและแม่นยำ สำหรับในกรณีลงสนามแข่ง ผมถือว่ารถคันนี้ดูถูกความสามารถผมไว้ค่อนข้างมากทีเดียว

มาต่อกันสำหรับสถานีควอเตอร์ไมล์ ฟังค์ชั่น DCCD ยังไม่ได้รับการปลดล๊อคกลับเพิ่มระดับให้สุดความสามารถของระบบนี้ รวมถึงอาวุธลับอย่างระบบ SI DRIVE ที่ปรับให้เป็นโหมด Sport การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างเห็นได้ชัดทั้งซุ่มเสียงของขุมพลังบอกเซอร์ รวมถึงระบบช่วงล่างที่แน่นขึ้น รอบแรกที่ได้วิ่งบนแทร็ค เอาเป็นว่าขอลองขับแบบธรรมดาเพื่อทำความคุ้นเคยกับสภาพพื้นผิวและจับจังหวะการเปลี่ยนเกียร์ก่อนที่จะลองของแบบจัดเต็มไปจนถึงปลายเส้นชัย

ระหว่างรอสัญญาณไฟบริเวณจุดสตาร์ท เครื่องยนต์ถูกเร่งไปที่ 4,500 รอบต่อนาที พอไฟแดงกระพริบก่อนที่จะเปลี่ยนมาเป็นไฟเขียว จังหวะชิงไหวชิงพริบจากสัญญาณไฟเพื่อให้ได้มาซึ่งตัวเลขที่ผมหวังว่าจะทำให้ดีที่สุด คลัชที่เหยียบไว้ได้ปล่อยออกตอนช่วงสัญญาณไฟเปลี่ยนสี ในขณะนั้น Symmetrical All-Wheel-Drive เมื่อทำงานร่วมกับฟังค์ชั่น DCCD การกระโจนออกจากจุดสตาร์ทจึงไม่ค่อยรุนแรงตามที่คิดไว้ แต่ก็ถือว่าเป็นเรื่องดีเพราะทำให้การออกตัวไม่เสียเวลาไปกับการฟรีทิ้งของยางที่สัมผัสกับพื้นแทรค เข็มวัดรอบไปฟาดที่เรดไลน์อย่างรวดเร็วพร้อมกับอาการสะดุดเพราะรอบตัด ทันใดนั้นจึงสับมาที่เกียร์ 2 ต่อด้วย 3 และ 4 จวบจนไปจบที่เกียร์ 5 ณ ปลายเส้นชัย เวลาที่ทำได้โดยการตรวจจับของเครื่องมือจับเวลาแสดงไว้ว่าความเร็ว 0-100 ทำได้ในเวลาเพียง 6.37 วินาที ส่วนระยะควอเตอร์ไมล์ 402 เมตร WRX STI ทำไว้ได้ 14.47 วินาที

อันที่จริงเวลาน่าจะออกมาดีกว่าตัวเลขที่กล่าวไว้ ตัวแปรนอกจากความสัปเพร่าที่เปลี่ยนเกียร์ไม่ตรงกับรอบความเร็ว ยังจะมีเรื่องของยางซึ่งผ่านการใช้งานอย่างหนักมาระยะหนึ่ง จนเป็นเหตุให้เวลาที่ได้ออกมาไม่ดีเท่าที่ควร แต่สำหรับผม การทดสอบทั้ง 2 รูปแบบ ที่นำมาพิสูจน์ถึง DNA ของรถแข่งแรลลี่โลก แค่นี้ก็เป็นอะไรที่สนุกสนาน ควบคุมง่าย เร็ว และ แรง ไปกับขุมพลัง 300 แรงม้า จะแค้นก็แต่ระบบต่างๆที่คอยดูถูกไม่ให้แสดงลวดลายการขับขี่ได้ตามแบบที่ต้องการ สำหรับการแก้ทางของรถคันนี้คงต้องกลับไปทำการบ้านมาใหม่ โอกาสหน้าผมสัญญาว่าจะหาโปรเจคสนุกๆมาลองพิสูจน์เจ้าเสือร้าย SUBARU WRX STI แน่นอน

ลองของใหม่กับ Mazda CX-3 เครื่องยนต์แรง..ช่วงล่างแน่น..เทคโนโลยีอัจฉริยะ

0
หลังจากเปิดตัวอย่างเป็นทางการไปได้ไม่นาน มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ก็ได้จัดกิจกรรมทดสอบสมรรถนะ Mazda CX-3 เครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.0 ลิตร ขึ้นเพื่อเป็นการตอกย้ำถึงประสิทธิภาพของรถยนต์อเนกประสงค์ในรูปแบบของ Freestyle Crossover ผ่านการขับขี่โดยสื่อมวลชนกว่า 100 ชีวิต ซึ่งในครั้งนี้  AUTOWORLDTHAILAND ก็ได้รับเกียรติให้เข้าร่วมสัมผัสและทดลองขับรถใหม่จากค่าย Zoom-Zoom ด้วยเช่นกัน

การทดสอบในครั้งนี้เป็นการขับขี่จากตัวเมืองเชียงใหม่ขึ้นสู่ยอดดอยอินทนนท์ แน่นอนว่าเส้นทางหลากหลายรูปแบบสะท้อนการใช้งานทั้งในเมืองและนอกเมืองถือเป็นบทพิสูจน์ความแกร่งของ Mazda CX3 ได้เป็นอย่างดี มาดูกันครับว่าคันนี้จะมีอะไรโดดเด่น

Mazda CX3 ออกแบบสไตล์ Kodo Desigh ด้วยคอนเซ็ปต์ “See The World In New Angle” หรือ “มองโลกมุมใหม่…อิสระไร้ขีดจำกัด” ได้รับแรงบันดาลใจมากจากการเคลื่อนไหวที่ทรงพลังของสิ่งมีชีวิตในธรรมชาติ มีรูปลักษณ์สง่างาม ปราดเปรียว แสดงออกถึงพละกำลัง เป็นรถยนต์ในเซกเมนต์ครอสส์โอเวอร์ที่มากับนิยาม “Freestyle Crossover” ด้วยมิติความยาว 4,275 ม. กว้าง 1,765 ม. และ สูง 1,550 ม. กระจังหน้าโดดเด่นด้วยการติดครีบรูปตัววี โคมไฟหน้า ไฟกลางวัน และไฟตัดหมอก เป็นแบบแอลอีดี มาพร้อมระบบเปิด/ปิดอัตโนมัติ ตกแต่งให้ดูสปอร์ตด้วยสเกริ์ตข้างสีโครเมียม สปอยเลอร์หลัง และ ปลายท่อไอเสียคู่ สำหรับรุ่นมาตรฐานในรหัส E และ C จะติดตั้งล้อแมกขนาด 16 นิ้ว ส่วนรหัส S และ SP จะเป็นล้อแม็กขอบ 18 นิ้ว

ห้องโดยสารออกแบบด้วยความประณีตสไตล์รถยุโรป ดีไซน์ใกล้เคียงกับรุ่น 2 เป็นอย่างมาก ทีมวิศวกรใส่ใจให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารโดยมุ่งเน้นไปที่ความสะดวกสบายและลดอาการเหนื่อยล้าจากการขับขี่ระยะไกล ออกแบบให้เบาะนั่งของผู้ขับขี่สูงขึ้นเล็กน้อย ส่งผลให้มีทัศน์วิสัยการขับขี่ที่ชัดเจน ห้องโดยสารขนาดกะทะรัดตอบโจทย์ตามคอนเซปต์ที่ใช้ออกแบบได้ค่อนข้างตรงตามวัตถุประสงค์ ตกแต่งภายในด้วยหนังแท้เย็บด้ายแดง แผงข้างและคอนโซลกลางหุ้มด้วยหนังแท้สีดำและแดง สะท้อนถึงความหรูหราที่ผสมรวมกับความสปอร์ตเข้าไว้ด้วยกัน

อุปกรณ์และฟังค์ชั่นการใช้งานเป็นอีกหนึ่งอย่างที่ถือว่าเด็ด ดีไซน์ตามแบบ Human-Machine Interface สอดคล้องกับสรีระศาสตร์เพื่อให้การใช้งานสะดวกสบาย ชุดมาตรวัดมีวัดรอบแบบอนาลอกและแสดงความเร็วแบบดิจิตอล บนคอนโซลมีระบบ Active Driving Display ติดตั้งเหนือพวงมาลัยในระดับสายตา แสดงข้อมูลความเร็ว และ ระบบนำทาง

คอนโซลกลางมีจอทัชสกรีนขนาด 7 นิ้วเรียกว่า Center Display ลิงค์กับระบบสั่งการ MZD Connect  เทคโนโลยีที่ให้ทั้งความบันเทิงและสามารถสื่อสารผ่านทางโลกออนไลน์ได้อย่างปลอดภัย ซึ่งยังเรียกดูข้อมูลผ่านระบบสั่งการด้วยเสียง Voice Recognition หลังตำแหน่งเกียร์ของระบบ Center Commander ที่ใช้งานง่ายเพียงหมุนหาเมนูที่ต้องการซึ่งช่วยให้ผู้ขับขี่ไม่ต้องละสายตาเนื่องจากจะแสดงผลไปยัง Center Display

มาถึงสมรรถนะเรื่องของพละกำลัง MAZDA CX3 ที่ทำการทดสอบในครั้งนี้ใช้เครื่องยนต์ Skyactive G ขนาด 2.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 156 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิด 204 นิวตันเมตรที่ 2,800 รอบต่อนาที ส่งกำลังผ่านระบบ Skyactive Drive ซึ่งเป็นเกียร์อัตโนมัติแบบ 6 จังหวะพร้อมแมนนวลโหมด

เข้าเรื่องกันเลยครับ เส้นทางที่ใช้ในการทดสอบในครั้งนี้ถือว่าจำลองการขับขี่มาไว้ครบถ้วน จากตัวเมืองเชียงใหม่ขึ้นยอดดอยอินทนนท์ ระยะทางไป-กลับ รวม 200 กม. การใช้งานที่หลากหลายนำไปสู่คำตอบว่า CX-3 จะตอบโจทย์ให้กับผู้ขับขี่ได้ประทับใจในด้านใดบ้าง…บทความต่อจากนี้ไปคือการรีวิวแบบจัดเต็ม

เรื่องของรูปลักษณ์เกริ่นนำกันไปพอหอมปากหอมคอ หลายๆท่านคงได้เห็นตามสื่อต่างๆว่า CX-3 มีความงดงามมากเพียงใด สิ่งที่ผมชื่นชอบรถคันนี้เริ่มจากการดีไซน์เบาะนั่งคนขับ โจทย์นี้วิศวกรแห่งค่าย ZOOM-ZOOM ให้คำตอบไว้อย่างแจ่มแจ้งและสัมผัสได้จริง ในการปรับเซทท่านั่งผมให้ความสำคัญมาเป็นอันดับต้นๆเพราะระยะทางที่ใช้ในการทดสอบถึง 200 กว่ากม. หนำซ้ำยังมีเส้นทางคดโค้ง ขึ้น/ลง ภูเขา แน่นอนว่าอาการเมื่อยล้าต้องมีแน่นอน รถหลายๆคันที่ผ่านมือผมไปอาจจะเซทท่านั่งกันบ่อยครั้งเพราะปรับเซทให้ลงตัวค่อนข้างที่จะลำบาก แต่ความใส่ใจในรายละเอียดตรงนี้ขอยกความดีให้กับทีมออกแบบที่สะท้อนความสะดวกสบายที่มาพร้อมกับทัศน์วิสัยในการขับขี่ที่กว้างไกล

ต่อจากเรื่องท่านั่งมาถึงเรื่องการบังคับควบคุม ต้องบอกว่าพวงมาลัยทำงานได้แม่นยำครับไม่ต้องห่วงว่าการพิสูจน์สมรรถนะครั้งนี้ผมจะละเลยประเด็นนี้ไป ลองคิดง่ายๆดูว่าทางโค้งขึ้นยอดดอยอินทนนท์มีมากขนาดไหน การบังคับรถให้ไปยังทิศทางที่ต้องการทำได้ดีและแม่นยำ น้ำหนักพวงมาลัยเมื่อใช้ความเร็วต่ำค่อนข้างเบา แต่หากใช้ความเร็วสูงพวงมาลัยจะปรับน้ำหนักให้หนักขึ้นเพื่อให้ขับขี่ได้อย่างมั่นใจ ยังมีอีกเรื่องที่ต้องพ่วงมาในหัวข้อนี้ นั่นคือ  LDWS (Lane Departure Warning System) ระบบเตือนเมื่อรถเบี่ยงออกนอกเลนโดยไม่ได้ตั้งใจ ระบบนี้จะทำงานต่อเมื่อเซนเซอร์อัจฉริยะตรวจจับว่ารถมีการเบี่ยงออกนอกเลน โดยจะส่งเสียงเตือนเข้ามายังห้องโดยสารซึ่งสามารถปรับความดังได้เพื่อเตือนในกรณีผู้ขับขี่เผลอเบี่ยงเลนโดยไม่เจตนาและป้องกันเมื่อผู้ขับขี่เกิดอาการเมื่อยล้าจนเป็นที่มาของการหลับใน

เทคโนโลยีอัจฉริยะซึ่งช่วยให้ผู้ขับขี่ปลอดภัยในการใช้งาน เริ่มกันด้วย I Stop System ระบบนี้จะช่วยหยุดการทำงานของเครื่องยนต์ในขณะที่เหยียบแป้นเบรคและรถติดซึ่งจะกลับมาใช้งานได้ใหม่อีกครั้งเมื่อยกขาออกมาจากแป้นเบรค ถ้าไม่ชอบระบบนี้ สามารถปิดการทำงานโดยสวิทช์ควบคุมอยู่ใต้ช่องแอร์ด้านขวามือ

อีกหนึ่งระบบที่ถือเป็นที่เด็ดคือ LDWS (Lane Departure Warning System) คอยเตือนเมื่อรถเบี่ยงออกนอกเลนโดยไม่ได้ตั้งใจเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ ประเมินผลจากกล้องด้านหน้ารถ หากคาดการณ์ว่ารถกำลังออกจากช่องทาง เสียงเตือนจะดังผ่านมาที่ลำโพงซึ่งสามารถปรับระดับความดังได้ตามต้องการ นอกจากนี้ยังมี SCBS (Smart City Brake Support) ระบบช่วยหยุดรถอัจฉริยะ ช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดอุบัติเหตุเมื่อขับด้วยความเร็วต่ำหรือในกรณีที่ขับรถในเมือง เซนเซอร์จะทำงานเมื่อความเร็วไม่เกิน 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งจะหยุดรถอัตโนมัติเมื่อวิเคราะห์แล้วว่ามีอัตราเสี่ยงที่จะเกิดการชนสูง นอกจากนี้ยังมีระบบ ABSM (Advanced Blind Spot Monitoring ระบบจะส่งสัญญาณเตือนหากตรวจพบรถที่อยู่ด้านข้างที่กำลังเร่งแซงและอยู่ในจุดบอดที่ผู้ขับขี่อาจมองไม่เห็น

มาถึงเรื่องการตอบสนองของขุมพลัง เครื่องยนต์ที่ใช้ในการทดสอบเป็นแบบ Sky Active G ขนาด 2.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 156 แรงม้าให้กำลังสูงสุด 156 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิด 204 นิวตันเมตรที่ 2,800 รอบต่อนาที ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ที่ใช้เทคโนโลยีเดียวกันกับรุ่น 3 คือมีอัตราส่วนกำลังอัด 14:1 สูงสุดในกลุ่มของรถที่อยู่ในเซกเมนต์เดียวกันรวมถึงมีระบบระบายไอเสียแบบ 4-2-1 การตอบสนองต่อการใช้งานค่อนข้างดีพอสมควร บนทางลาดชันสามารถขับขี่ได้อย่างมั่นใจ พละกำลังเหลือใช้ ตัวแปรอยู่ที่ระบบส่งกำลังที่ไม่จำเป็นต้องไปตามเทรนด์โลกอย่างเกียร์ CVT ระบบ Skyactive Drive  ของ Mazda เป็นเกียร์อัตโนมัติแบบ 6 จังหวะที่มาพร้อมแมนนวลโหมด นิสัยของระบบส่งกำลังนี้ตอบสนองต่ออัตราเร่งได้ดีและมีการเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ที่นุ่มนวล แต่ถ้าให้เบ่งพลังแบบรถเครื่องยนต์ใหญ่ๆคงจะไม่ใช่อย่างที่หลายๆคนคิด เนื่องจากวัตถุประสงค์ของการออกแบบที่มุ่งเน้นไปที่ความสะดวกสบาย แต่หากนำทั้งกำลังจากเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังมาผสมรวมกับระบบกันสะเทือนใช้ชื่อเรียกว่า Skyactive-Chassis ประกอบด้วยช่วงล่างด้านหน้าแบบอิสระแมคเฟอร์สันสตรัทพร้อมเหล็กกันโคลง ส่วนด้านหลังเป็นแบบกึ่งอิสระทอร์ชั่นบีม จุดเด่นที่ได้มาจากการขับขี่คือความแน่น หนึบ และ นุ่มนวล ฟิลลิ่งจะไม่ออกไปในแนวสปอร์ต แต่ก็มั่นใจได้ บางช่วงบางตอนต้องเข้าโค้งด้วยความเร็วเกิน 100 กม./ชม. เพื่อพิสูจน์ถึงการขับขี่ที่สนุกสนาน การควบคุมก็ยังทำได้อย่างมั่นใจ ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากการเซตระบบช่วงล่างรวมถึงการติดตั้งล้อและยางขนาด 18 นิ้วซึ่งมีหน้าสัมผัสที่กว้าง รวมถึงมิติของรถที่ดีไซน์ใม่ให้สูงจนเกินไป จึงทำให้การควบคุมทำได้ง่าย ขับสนุก และมั่นใจได้

สำหรับบทบาทของผู้โดยสาร เมื่อเจอสภาพถนนที่ผ่านทางโค้งคดเคี้ยว อาการเหวี่ยงของรถที่ส่งผลมายังผู้โดยสารน้อยมาก เพราะอาการโยนตัวจากภายในห้องโดยสารเป็นดีเทลที่ทีมผู้ออกแบบให้ความสำคัญและแสดงออกมาตามคอนเซปท์ Skyactiv-Body ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ทำให้ลดการเมื่อยล้าแถมยังทำให้อาการเมารถสำหรับเส้นทางในรูปแบบนี้ลดลงอย่างเห็นได้ชัด

สำหรับ Mazda CX-3 ที่ได้ทดสอบในครั้งนี้ถือว่ามีจุดเด่นหลายอย่างซึ่งทั้งหมดทำงานสอดคล้องกันได้เป็นอย่างดีทั้งในเรื่องของการดีไซน์และสมรรถนะของขุมพลัง หากนำไปเทียบกับคู่แข่งที่อยู่ในเซกเมนต์เดียวกันอาจตกเป็นรองในเรื่องของขนาดห้องโดยสารที่ค่อนข้างจะกะทัดรัดไปสักนิด และขาดสิ่งอำนวยความสะดวกอย่าง Paddle Shift และ Cruise control แต่ถ้าเปรียบมวยกันแล้วค่อนข้างได้เปรียบในเรื่องของเทคโนโลยีอัจฉริยะที่นำพามาซึ่งความปลอดภัย และ สะดวกสบาย ในส่วนของพละกำลัง แม้จะไม่ออกในแนวสปอร์ตมากนัก แต่ก็ตอบสนองต่อการใช้งานได้อย่างสอดคล้องทั้งเครื่องยนต์และระบบช่วงล่าง การควบคุมรถทำได้ง่ายและแม่นยำ ทั้งหมดนี้คือการถ่ายทอดนิยามของ KODO DESIGH ที่ MAZDA ได้ทำการบ้านมาเพื่อตอบโจทย์การใช้งานของกลุ่มเป้าหมายได้ตรงตามคอนเซปท์ที่ว่า”สร้างมารตรฐานสำหรับยุคใหม่”ได้อย่างโดนใจและตรงประเด็น