Home Blog Page 545

Mercedes-AMG GT S สวย ดุ ดิบ

0
Mercedes-AMG GT S
สวย ดุ ดิบ

ด้วยความสวยโฉบเฉี่ยวกับรูปลักษณ์ที่สะกดใจ ดุดันด้วยเครื่องยนต์ที่ทรงพลัง เร้าใจด้วยเสียงกระหึ่มในทุกช่วงเวลา แข็งแกร่งด้วยช่วงล่างที่หนึบแน่น นี่คือคุณสมบัติของสปอร์ตแบรนด์หรูที่อยากให้คุณรู้จัก จริงเท็จประการใด ขอเชิญทุกท่านไปสัมผัสราชันเจ้าเสน่ห์ Mercedes-AMG GT S ด้วยกัน

14.9 ตัวเลขนี้อาจธรรมดาไปสำหรับคนกระเป๋าหนัก เพราะนี่คือราคาเริ่มต้นของ Mercedes AMG GT S และไม่ใช่คันสีเหลืองที่ปรากฏตรงหน้าท่านผู้อ่านด้วยนะครับ เพราะนี่เป็นสีพิเศษเฉพาะคนพิเศษ รวมถึงล้ออัลลอยลายสวยดุวงนี้อีกด้วย ซึ่งทำให้มูลค่ารถสปอร์ตสีเหลีองตราดาวสามแฉก โดดขึ้นเป็น 17 ล้านบาทเลยทีเดียว ส่งผลให้คุณเป็นดาวจรัสแสงบนถนนเมืองไทยทันที

ด้วยความเจิดจรัสของสีเหลืองและรูปลักษณ์ภายนอกที่โฉบเฉี่ยว ด้านหน้ายาวเหยียดเหมือนเรือหางยาว มัดกล้ามที่แข็งแกร่งและเหลี่ยมสันของความเป็นชายงาม เบ่งบานบนฝากระโปรงหน้าอย่างชัดเจน กระจังหน้ารูปแบบเดียวกับโมเดลอื่น ไฟหน้าขนาดใหญ่ชัดเจนพร้อมไฟ daylight ที่สวยงามและใช้ประโยชน์ได้ เมื่อมองด้านข้างจะเห็นคอกพิทเล็กๆ ช่องระบายอากาศพร้อมอักษรความแรง V8 Bi-Turbo เสา C ที่ลาดเอียงยาวไปถึงด้านท้าย จึงได้เห็นบั้นท้ายสั้นๆกะทัดรัดเพียง 1 ใน 3 ของด้านหน้า ไฟท้ายเรียวยาวขนานไปกับกันชนหลัง โดยรวมต้องบอกว่าทุกอย่างลงตัวในความเป็นสปอร์ตพันธ์แท้

ห้องโดยสารเรียบง่ายแต่แฝงความหรูไว้เล็ก ด้วยวัสดุที่สายตาจับจ้องและสัมผัสได้ ทำให้เห็นแสงแวววาวจากอลูมิเนียมในส่วนต่างๆมากเป็นพิเศษ เบาะนั่งแบบเข้ารูปกระชับตัวหุ้มด้วยหนังแบบ Nappa ไม่มีความนุ่มให้รู้สึกแต่ได้อารมณ์สปอร์ตเต็มๆ คอนโซลหน้าเรียบง่ายมีเพียงอุปกรณ์จำเป็นเท่านั้น เพียงแต่จัดให้อย่างพิเศษกับระบบเครื่องเสียงรอบทิศทางจาก Burmester และจอภาพ คอนโซลกลางเป็นเหมือนกำแพงกั้นฝั่งซ้าย-ขวา พร้อมอาวุธติดตั้งอย่างพร้อมสรรพ ทั้งการเปลี่ยนบุคลิกใหม่ให้เร้าใจขึ้นในโหมดสปอร์ต ซึ่งสอดคล้องกับปุ่มปรับโช๊คอัพตามสมรรถนะการขับขี่ ระบบ Start/Stop และอื่นๆ คันเกียร์ขนาดเล็กถูกติดตั้งไว้ที่ปลายทาง รวมถึงปุ่ม P เพื่อการจอดรถ ซึ่งอยู่ต่อจากระบบควบคุมและสั่งงานด้วย touchpad เรียกว่าครบที่จะใช้งาน

Mercedes-AMG GT S ใช้เครื่องยนต์เบนซิน V8 Bi-Turbo ขนาด 4.0 ลิตร 510 แรงม้ากับแรบิด 650 นิวตันเมตรที่ 1,750-4,750 รอบต่อนาที พอเพียงหรือเพียงพอกับน้ำหนักตัว 1,645 กก.ระบบเกียร์อัตโนมัติ 7 จังหวะ ไม่ต้องรอให้รำคาญไปลองของกันดีกว่า ทันทีที่กดปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ สุ้มเสียงกระหึ่มเหมือนต้องการแสดงศักยภาพ ดึงคันเกียร์เล็กๆจุ๋มจิ๋มลง สัญญาณไฟลงไปที่อักษร D แสดงว่าทุกอย่างพร้อมจะโลดแล่น รอเพียงเท้ากดคันเร่งเท่านั้น พร้อมกันหรือยังครับ

ทันทีที่ปล่อยเท้าออกจากเบรกและกระแทกคันเร่ง ตัวรถกระโจนเหมือนม้าศึกที่พร้อมออกลุย กดคันเร่งต่อเนื่องตัวพุ่งทะยานหนีรถคันหลังแบบไม่เห็นเงา จึงเป็นที่มาของความเร็วจาก 0-100 กม./ชมภายในเวลาเพียง 3.8 วินาที สุ้มเสียงจากเครื่องยนต์กึกก้องทะลวงโสตประสาทได้อย่างเร้าใจ กระตุ้นต่อมอะดรีนาลีนให้ร้อนแรงยิ่งขึ้น เมื่อเห็นตัวเลขความเร็วทะลุหลัก 150 กม./ชม.แบบไม่รู้สึกตัว นี่แค่เพียงบทเริ่มต้นเท่านั้นเอง เราสานต่อกันอย่างไม่ลดทอนด้วยการเรียกอัตราเร่งมาใช้งาน ขุมพลังตอบสนองอย่างรวดเร็วและกระชับ แต่มีความดุดันให้ได้อารมณ์ตลอดการเร่งแซง จะได้ยินเสียงคำรามจากเครื่องยนต์ พร้อมพละกำลังที่ออกมาอย่างใหญ่โตในทุกๆรอบ แต่ให้ความสงบในจังหวะการเปลี่ยนเกียร์ มีกระตุกเล็กๆให้ได้อารมณ์สปอร์ตกันบ้าง

พละกำลังของเครื่องยนต์เหลือเฟือที่จะสร้างอารมณ์สปอร์ต อัตราเร่งแซงหายห่วงและเริ่มต้นอย่างรวดเร็วด้วย เพียงคุณกดคันเร่งระหว่าง 1,700-2,000 รอบต่อนาที เจ้า GT S จะทำหน้าที่รถสปอร์ตเต็มขั้น โดยไม่ต้องกังวลหรือวิตกว่าจะไม่ผ่านรถคันหน้าแต่ประการใด ขอเพียงมีระยะทางสั้นๆเท่านั้นเป็นพอ เพราะด้วยกำลังของเครื่องยนต์ 510 แรงม้ากับแรงบิด 650 นิวตันเมตร เท่านี้ก็เพียงพอสำหรับการเร่งแซงรถทุกคันที่ขวางทางด้านหน้า

ไม่เพียงเท่านั้น GT S ยังมีความหนึบแน่นในการเกาะถนน และออกจะแข็งเอาเรื่องเสียด้วยซ้ำ เพราะคุณจะไม่รู้จักคำว่านุ่มนวลเมื่ออยู่ในรถคันนี้ ซึ่งนั่นเป็นเรื่องดีในการขับขี่แบบโฉบเฉี่ยว ในความเร็วสูงให้ความรู้สึกที่เรียบและเงียบ เหมือนล้อถูกดด้วยแม่เหล็กขนาดใหญ่กับถนน เหมือนกับเมื่อต้องเข้าโค้งทุกอย่างเอาอยู่ และให้ความนิ่งเหมือนรถจอดนิ่งขนานไปโค้ง ลงตัวในการควบคุมของพวงมาลัย ที่สั่งการได้อย่างแม่นยำในการใช้งาน ระบบเบรกทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ไว้ใจได้อย่างปลอดภัย

ไม่มีอะไรมากมายสำหรับ GT S สปอร์ตพันธ์ดุคันใหม่ของดาวสามแฉก นอกจากความหลงใหลและความทรงจำที่ประทับใจ เมื่อได้โลดแล่นอย่างเร้าใจเต็มอารมณ์สปอร์ตในรถคันนี้

Toyota All New Fortuner พัฒนาการเพื่อให้เป็นรถที่สามารถวิ่งไปได้ในทุกที่

0
Toyota All New Fortuner
พัฒนาการเพื่อให้เป็นรถที่สามารถวิ่งไปได้ในทุกที่

หลังจากที่ปล่อยให้รอคอยกันมานาน ในที่สุด All New Fortuner ก็ได้เผยโฉมพร้อมให้จับจองกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในความใหม่ของเจ้ารถคันนี้ มีหลายสิ่งที่น่าสนใจและบ่งบอกให้รู้ถึงความตั้งใจที่จะให้เป็นรถอเนกประสงค์ที่พร้อมตอบสนองต่อการเดินทางไปไหนมาไหนได้ในทุกที่่ แม้ว่าจะต้องต่อสู้กับคู่แข่งในตลาดที่แต่ละคันต่างก็มีจุดดีจุดเด่นที่คล้ายๆ กันและต่างกันไปตามแนวทางของรถแต่ละคัน และแน่นอนว่า สำหรับ Toyota All New Fortuner มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับรุ่นเก่า เรามาดูกันครับว่า มีอะไรที่น่าสนใจสำหรับรถคันนี้กันบ้าง

ว่ากันถึงเรื่องรูปลักษณ์ภายนอกแล้ว ต้องบอกว่ามีการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่หน้าจรดท้าย ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของกระจังหน้าที่ออกแบบให้รับกับกันชนหน้าได้อย่างลงตัวดูโฉบเฉี่ยว และดุดันขึ้น Bumperหนาขึ้น  ในส่วนของไฟหน้าเป็นแบบ Bi-Beam LED โปรเจคเตอร์ กระจกมองข้างมาพร้อมไฟเลี้ยวและระบบ Welcome Light ไฟตัดหมอกมีมาให้ทั้งด้านหน้าและด้านหลังรวมไปถึงไฟท้าย LED แบบ Light Guiding สปอยเลอร์หลังพร้อมไฟเบรกดวงที่ 3 แบบ LED และเสารับสัญญาณวิทยุแบบ Shark Fin

สำหรับภายในนั้น มีการออกแบบให้ดูหรูหราขึ้น ทั้งในส่วนของวัสดุที่นำมาใช้ รวมไปถึงอุปกรณ์ที่ช่วยให้การขับขี่สะดวกสบายขึ้น เบาะนั่งเป็นแบบหนังสีน้ำตาลช่วยทำให้ดูภูมิฐาน ในส่วนของเบาะนั่งด้านผู้ขับขี่ปรับตำแหน่งด้วยไฟฟ้า 8 ทิศทาง มีระบบ Push Start  รวมไปถึงระบบ Start/Stop ที่จะตัดการทำงานของเครื่องยนต์อัตโนมัติเมื่อรถจอดนิ่งสนิท และจะติดเครื่องยนต์เมื่อมีการเหยียบคันเร่งเพื่อเดินหน้า โดยเมื่อเครื่องยนต์หยุดการทำงานเครื่องปรับอากาศจะยังคงส่งลมเย็นอย่างต่อเนื่อง มาตรวัดเป็นแบบเรืองแสง Optitron พร้อมจอแสดงข้อมูลการขับขี่ MID โดยที่หน้าจอเป็นแบบ TFT พวงมาลัยหุ้มหนังพร้อมสวิตช์ควบคุมเครื่องเสียงและข้อมูลการขับขี่ ช่องให้ความเย็นสำหรับแช่เครื่องดื่มบริเวณคอนโซลหน้าฝั่งผู้โดยสาร นอกจากนั้นแล้วยังมีระบบนำทาง พร้อมเครื่องเล่น DVD หน้าจอแบบสัมผัสขนาด  7 นิ้ว รองรับ T-Connect และการเชื่อมต่อแบบบลูทูธ ระบบปรับอากาศแบบอัตโนมัติแยกอิสระหน้า/หลัง รวมไปถึงช่องเสียบอุปกรณ์ USB/iPOD และ AUX รวมถึงช่องต่ออุปกรณ์ไฟฟ้ากระแสไฟฟ้า DC 12 Volte และกระแสไฟฟ้า AC 220 Volte

ความสะดวกสบายในส่วนของการใช้งานอรรถประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของเบาะนั่งที่พับและปรับได้อย่างอิสระตามรูปแบบการใช้งาน ทั้งแบบ L-Space แบบ Tuble & Space-Up และแบบ Rear Space ในขณะที่ประตูท้ายสามารถเปิด/ปิดด้วยไฟฟ้าที่มาพร้อมกับระบบป้องกันการหนีบ ที่สามารถสั่งงานได้จากรีโมท/สวิตช์ภายในบริเวณที่นั่งคนขับ และบริเวณประตูท้าย นอกจากนั้นยังมีระบบควบคุมไฟหน้า เปิด/ปิด อัตโนมัติ พร้อมระบบไฟส่องสว่างขณะถึงที่หมาย Follow Me Home กล้องมองหลังช่วยในการถอยจอด ระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย Paddle Shift และระบบควบคุมความเร็วคงที่

บนเส้นทางสายเซาท์เทิร์นซีบอร์ดกับทางตรงๆ ยาวๆ ที่สามารถลองหาอัตราเร่งและสมรรถนะของ All New Fortuner ได้อย่างเต็มที่ สำหรับตัวที่ได้ลองนั้นเป็นรุ่น 2.8 V 4WD AT รุ่นท้อปนั่นเอง และด้วยโหมดการขับขี่ที่มีให้เลือกทั้งแบบ โหมด eco และโหมด power ให้เลือก จึงสามารถที่จะลองกันได้อย่างเต็มที่ แน่นอนว่าในโหมด eco นั้นการออกตัวหรือการเร่งแซงอาจจะดูอืดๆ ไปนิดในช่วงของการออกตัว แต่เมื่อความเร็วเริ่มไปแตะที่ 120 กม./ชม. ขึ้นไปความเร็วจะไหลลื่นขึ้นไปตามน้ำหนักของเท้าที่เหยียบลงไปบนคันเร่ง และเจ้ารถคันนี้สามารถที่จะทำความเร็วได้มากกว่า 190 กม./ชม. กับเครื่องยนต์ในตระกูล 1GD-FTV 4 สูบแถวเรียง 16วาล์ว DOHC VN Turbo Intercooler ที่มีกำลังสูงสุด 177 แรงม้าที่ 3,400 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุดที่ 450 นิวตัน-เมตร ในรอบกว้าง Flat Torque ที่ 1,600-2,400 รอบ/นาที กับเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด และ Paddle Shift ที่หลังพวงมาลัยสำหรับปรับขึ้น/ลง ตำแหน่งเกียร์ตามต้องการ

แชสซีส์ที่ใหญ่ขึ้น และระบบกันสะเทือนหน้าแบบอิสระปีกนกคู่พร้อมคอยล์สปริงและเหล็กกันโคลง รวมถึงระบบกันสะเทือนหลังแบบโฟร์ลิงค์คอยล์สปริง และเหล็กกันโคลง ทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยมในทางตรง การยึดเกาะถนนทำได้ดี รวมถึงในทางโค้ง ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้นสมรรถนะที่สามารถแสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่ดีนั้น มีองค์ประกอบในเรื่องของระบบป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ Active Safety คอยทำหน้าที่อยู่ด้วย โดยเฉพาะระบบ VSC (Vehicle Stability Control) ที่ทำหน้าที่คอยตรวจวัดระดับการทรงตัวของรถ และควบคุมรถให้ทรงตัวอย่างมั่นคง แม้ในทางโค้งหรือถนนที่เปียกลื่น ซึ่งหากพบจะสั่งการให้เครื่องยนต์ลดความเร็วอัตโนมัติ และเพิ่มแรงดันน้ำมันเบรกไปยังล้อเพื่อประคองการทรงตัวที่ลื่นไถลให้กลับสู่การทรงตัวที่สมดุล

ในทางออฟโรดก็เช่นกัน All New Fortuner ได้ใส่ระบบช่วยการขับขี่มาให้เพื่อช่วยให้สามารถเดินทางไปได้ในทุกที่ โดยในครั้งนี้ได้มีการทำสนามออฟโรดจำลองเพื่อให้ได้เห็นการทำงานของระบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของระบบซิกม่า โฟร์ โดยที่เมื่อต้องการเปลี่ยนระบบขับเคลื่อนจากสองล้อเป็นสี่ล้อสามารถที่จะหมุนสวิตช์เปลี่ยนระบบได้เลย shift on the fly ในความเร็วไม่เกิน 100 กม./ชม. และเมื่อต้องการปรับจาก 4H เป็น 4L ต้องหยุดรถและเลื่อนตำแหน่งเกียร์ไปที่ N แล้วเลื่อนสวิตช์

สนามออฟโรดจำลองได้สร้างเส้นทางให้ใกล้เคียงกับเส้นทางออฟโรดหนักๆ ไม่ว่าจะเป็นทางลาดชัน ทางเลน ทางเอียง เนินสลับซ้าย/ขวา และลูกระนาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบ A-TRC (Active Traction Control) ซึ่งระบบนี้จะทำหน้าที่ตรวจจับเมื่อพบว่ามีล้อใดเริ่มสูญเสียแรงขับเคลื่อน ระบบจะเพิ่มแรงเบรกในล้อที่ลื่นไถลและกระจายแรงขับเคลื่อนไปยังล้อที่มี Traction ที่ดีกว่าเพื่อการควบคุมฝ่าอุปสรรคไปได้ รวมถึงระบบ DAC (Down Hill Assist Control) ที่จะมีในรุ่นที่เป็นเกียร์อัตโนมัติเท่านั้น โดยที่ระบบนี้จะช่วยให้สามารถลุยไปในเส้นทางที่ลาดชัน โดยระบบจะควบคุมแรงดันเบรกอัตโนมัติทั้ง 4 ล้อ ทำให้ควบคุมรถในความเร็วต่ำ โดยไม่ต้องแตะเบรก

ในส่วนของระบบ Active Safety นั้นยังมีระบบ HAC (Hill-start Assist Control) ซึ่งระบบนี้จะเพิ่มแรงดันเบรกไปยังล้อทั้งสี่อัตโนมัติ ป้องกันรถไหลในจังหวะออกตัวบนทางลาดชัน ระบบควบคุมการส่ายของส่วนพ่วงท้าย TSC (Trailer Sway Control) โดยที่เซ็นเซอร์จะปรับแรงดันเบรก และกำลังของเครื่องยนต์ให้เหมาะสม เมื่อวิ่งบนทางขรุขระ หรือใช้งานลากจูง ระบบ TRC ระบบ VSC เบรก ABS , BA , EBD

สำหรับราคาในรุ่นนี้ อยู่ที่ 1,599,000 บาท ซึ่งน่าจะยืนราคานี้จนถึงปลายปี และถ้าต้องการสี White Pearl ต้องจ่ายเพิ่มอีก 12,000 บาท

MITSUBISHI ALL NEW PAJERO SPORT พีพีวีกระแสร้อน…สุดคุ้ม

0
เรื่องที่ทุกท่านกำลังจะรับชมยังคงเกาะกระแสร้อนของรถพีพีวีกับ MITSUBISHI ALL NEW PAJERO SPORT ที่หลังจากเปิดตัวสู่สาธารณชนเพียง 9 วัน สามารถกวาดจำหน่ายไปกว่า 2,200 คัน แน่นอนว่าการตอบรับจากผู้บริโภคที่ดีเกินคาด ต้องมาจากปัจจัยหลายๆอย่าง ที่ทำให้คำตอบของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ ประเทศไทย โดนใจผู้บริโภคชาวไทยเข้าอย่างจัง  ชักเริ่มอยากรู้กันแล้วใช่หรือไม่ครับว่ารถคันนี้มีทีเด็ดอะไร เรายินดีที่จะไปหาข้อมูลพร้อมการทดลองระบบต่างๆที่เป็นอาวุธลับมาให้รับชม…ติดตามไปพร้อมๆกันครับ

ถือเป็นครั้งแรกของโลกเลยก็ว่าได้ที่ได้เปิดให้มีการทดลองขับอย่างเป็นทางการกับ MITSUBISHI ALL NEW PAJERO SPORT การขับขี่ในครั้งนี้ได้จัดขึ้นที่ MITSUBISHI PROVING GROUD สนามทดสอบรถยนต์ของค่ายมิตซูบิชิ ที่สร้างไว้เพื่อพัฒนารถยนต์แห่งแรกนอกประเทศญี่ปุ่น ซึ่งจัดการทดสอบเรื่องระบบต่างๆที่เป็นอาวุธลับเด็ดๆ ไว้ถึง 3 สถานี แต่ก่อนที่จะเข้าเรื่องการทดสอบ มาชมตัวรถกันก่อนว่ามีอะไรเด่น

ALL NEW PAJERO SPORT เป็นรถที่มีดีไซน์โฉบเฉี่ยวตามคอนเซปท์ DYNAMIC SHIELD สะดุดตาด้วยกันชน หน้ากระจัง และ โคมไฟ ที่ออกแบบไว้อย่างกลมกลืน สะท้อนให้เห็นถึงความสปอร์ตที่ทันสมัย เติมแต่งความหรูหราอลังการด้วยไฟหน้าแบบ   Bi-LED  ที่มากับระบบปรับระดับลำแสงอัตโนมัติ พร้อมไฟกลางวัน เส้นสายด้านข้างจากโป่งล้อหน้าถึงด้านหลัง แสดงถึงมัดกล้ามที่ให้ความแข็งแกร่ง จุดเด่นอีกหนึ่งแห่งมาจากด้านท้ายรถที่เป็นเอกลักษณ์ กับไฟท้ายแนวตั้งที่ส่องสว่างชัดเจนจากหลอด SPECTRUM LED

ห้องโดยสารกว้างขวางและนั่งสบาย เบาะนั่งออกแบบตากสรีระร่างกายในสไตล์ ERGO DESIGH เบาะนั่งคู่หน้าปรับด้วยไฟฟ้าได้ 8 ทิศทาง ในรุ่น GLS-LTD จะหุ้มเบาะด้วยผ้าสีดำ ส่วนรุ่น GT และ GT PREMIUM จะหุ้มด้วยหนังแท้ ถึงแม้ว่าเบาะนั่งแถวที่สามจะเป็นจุดบกพร่องของรถพีพีวี แต่การแก้ไขปัญหานี้ขอชื่นชมทีมผู้ออกแบบที่ทำให้ทุกอย่างลงตัว เพราะนอกจากการเข้าไปยังตำแหน่งนี้จะทำได้ง่าย ไม่ยุ่งยากเพียงดึงปุ่มที่อยู่บริเวณพนักพิง เบาะนั่งแถวที่ 2 ก็จะทำการพับขึ้นเพื่อให้สะดวกต่อการเข้าออก ออกแบบเบาะนั่งแถวที่สามก็ไม่ถึงกับอึดอัดแต่อย่างใด ผมสามารถพูดได้เต็มปากเต็มคำว่าเป็นรถเอนกประสงค์ 7 ที่นั่ง ซึ่งนั่งสบายๆในทุกตำแหน่ง แถมยังเย็นฉ่ำตลอดการเดินทางเพราะมีช่องปรับอากาศส่งตรงไปทุกที่นั่ง

ถ้าคุณคิดว่าภายในของคันนี้ใช้รูปแบบร่วมกับกระบะร่วมค่าย ผมบอกได้เลยว่าคิดผิด เพราะไม่ได้มีส่วนละม้ายกับ TRITON เลยสักนิด ALL NEW PAJERO SPORT ยังต่อยอดอารมณ์สปอร์ต ความหรูหรา และ ทันสมัย จากภายนอกสู่ภายใน คอนโซลและแผงข้างเป็นสีดำเคลือบขอบวัสดุสีเทา พวงมาลัยเป็นแบบ 4 ก้าน ในรุ่น GT และ GT-PREMIUM ติดตั้งระบบควบคุมต่างๆไว้มากมาย ทั้งระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ สวิทช์ควบคุมเครื่องเสียง และ สวิทช์ควบคุมการเปลี่ยนเกียร์แบบแพดเดิลชิฟท์  นอกจากนี้ยังมีระบบปรับอากาศแยกการทำงาน ซ้าย-ขวา พร้อมให้ความบันเทิงจากจอทัชสกรีนขนาด   7   นิ้ว ซึ่งสามารถเล่น  CD และไฟล์ MP3 รวมถึงเชื่อมต่อผ่านข่อง   USB  และระบบ   Bluetooth  ทั้งยังติดตั้งระบบนำทางผ่านดาวเทียม นอกจากนี้ยังมีจอภาพแบบ WILD SCREEN  พร้อมเครื่องเล่น CD และ รีโมท รวมถึงระบบหูฟังแบบอินฟราเรด 2 ชุด สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง

All New Mitsubishi Pajero Sport  ติดตั้งเครื่องยนต์ดีเซล คอมมอนเรล ขนาด 2.4 ลิตร 181 แรงม้า ที่มากับเทคโนโลยี Mivec Clean Diesel โดดเด่นด้วยเสื้อสูบและฝาสูบอลูมินัมอัลลอย น้ำหนักเบา ทนทาน แข็งแกร่ง ทั้งยังมีระบบวาล์วแปรผัน MIVEC ช่วยให้เครื่องยนต์มีแรงบิดดีขึ้นในรอบต่ำ เพิ่มแรงม้าขึ้นด้วยขุมพลังของ VG Turbo ระบบส่งกำลังเป็นแบบเกียร์อัตโนมัติ 8 Speed automatic transmission with Sport mode + Idle Neutral Control (INC) and G Censor  พร้อมระบบขับเคลื่อนแบบ Super Selection 4WD Generation 2 ซึ่งเป็นเทคโนโลยีของระบบขับเคลื่อนสี่ล้อที่ทางมิตซูบิชิได้ทำการพัฒนาขึ้น ในรูปแบบปุ่มหมุน ผู้ขับขี่สามารถเปลี่ยนระบบขับเคลื่อนได้อย่างสะดวกสบาย จาก 2WD เป็น 4WD แบบ Full-time All Wheel Control และเมื่อต้องการขับขี่บนเส้นทางแบบ Off-road ยังสามารถเปลี่ยนระบบขับเคลื่อนเป็น 4HLC หรือ 4LLC ได้ตามความต้องการ

เกริ่นนำสำหรับข้อมูลคร่าวๆกันมาพอประมาณ ถึงเวลาที่จะได้ลองของจริงกับ ALL NEW PAJERO SPORT กันครับ ผมออกตัวไว้ก่อนว่าการทดลองขับครั้งนี้ยังไม่ได้เป็นการทดลองขับทางไกลแบบเต็มรูปแบบ แต่ก็พอเพียงสำหรับการเรียนรู้ถึงสมรรถนะเครื่องยนต์ ระบบช่วงล่าง และตัวช่วยเรื่องความสะดวกสบาย รวมถึงฟังค์ชั่นความปลอดภัยที่เป็นอาวุธลับ ซึ่งพอจะนิยามสั้นๆได้ว่า”เด็ด” พร้อมแล้วก็รับชมกันเลย

STATION PERFORMANCE

สำแดงสมรรถนะเครื่องยนต์และการยึดเกาะ

เริ่มต้นกันด้วยเรื่องของความเร็ว จากที่ได้พูดคุยกับผู้ฝึกสอนถึงกติกาสำหรับสถานีนี้ที่ได้จำกัดความเร็วไว้ไม่เกิน 100 กม./ชม. ไม่ต้องห่วงว่าความเร็วเพียงแค่นี้จะสัมผัสได้ถึงแก่นแท้ของเครื่องยนต์ดีเซลคอมมอนเรลขนาด 2.4 ลิตร 181 แรงม้า จับความรู้สึกกันง่ายๆหลังจากกระแทกคันเร่ง อาการพุ่งทะยานจากพละกำลังของเครื่องยนต์ทำได้ค่อนข้างจะชัดเจน ระหว่างการทดสอบยังมีอีกเรื่องซึ่งถือว่าเด่นไม่แพ้เรื่องอื่นๆ นั่นคือ การเก็บเสียงจากภายนอกที่เข้ามายังห้องโดยสารถึงแม้จะมีเสียงเร็ดรอดเมื่อครั้งเพิ่มรอบเครื่องยนต์แต่ก็ยังเป็นอะไรที่พอรับได้ และอีกเรื่องที่ชัดเจน คือระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ ซึ่งปรับเปลี่ยนได้นุ่มนวล การใช้งานระบบแพดเดิลชิฟท์ทำได้ง่ายและสะดวก หากต้องการออกจากระบบ ทำแค่เพียงกดปุ่มบวกค้างไว้ ระบบจะตัดการทำงานไปยังระบบเกียร์อัตมัติทันที

การเข้าโค้งด้วยความเร็วเป็นอีกรูปแบบของการทดสอบ หลายคนยังสงสัยกันว่ารถรูปทรงนี้อาจจะมีการโคลงหรือร่อนบ้างหรือไม่ตามหลักของแอโรไดนามิก การเข้าโค้งด้วยความเร็ว 70 กม./ชม. ไม่ได้ถือว่าเป็นความเร็วสูง แต่องศาและเส้นทางที่ถูกกำหนดไว้ถือว่ายากเอาการ การถ่ายสมดุลจากระบบช่วงล่างของ ALL NEW PAJERO SPORT ทำได้อย่างลงตัว รวมถึงการควบคุมจากพวงมาลัยไปยังระบบรองรับทำได้แม่นยำตามทิศทางที่กำหนด

STATION SAFETY

เรียนรู้เรื่องอาวุธลับ

จากที่ทำความคุ้นเคยจากการขับขี่ สถานีที่ 2 เป็นเรื่องของระบบตัวช่วยความปลอดภัยที่ต้องบอกว่าไม่ธรรมดา ไม่หนีรถยุโรปแบรนด์ดังสักเท่าไหร่ เริ่มต้นด้วยระบบ   BLIND SPOT WARNING หรือระบบสัญญาณเตือนจุดอับ ทดลองกันโดยมีรถอีกคันขับขนาบข้าง หากเปิดไฟเลี้ยวในขณะนั้น ระบบจะแสดงภาพขึ้นที่มุมกระจกมองข้างและส่งเสียงร้องมาในห้องโดยสาร ต่อด้วยระบบ FORWARD COLLISION MITIGATION SYSTEM คอยทำหน้าที่เตือนการชนทางด้านหน้าและช่วยชะลอความเร็ว หากเซ็นเซอร์ตรวจจับกับชิ้นส่วนโลหะ หรือ กระจกที่ทำมุมตั้งฉาก โดยจะส่งเสียงเตือนและทำการหยุดรถทันที (ระบบนี้จะทำงานในกรณีที่ใช้ความเร็วไม่เกิน 30 กม./ชม.) รวมถึงระบบ ULTRASONIC MISACCELERATION MITIGATION SYSTEM ซึ่งคอยทำหน้าที่ตัดกำลังเครื่องยนต์ชั่วขณะ เมื่อเหยียบคันเร่งอย่างรุนแรงและรวดเร็ว

นอกจากนี้ยังมีตัวช่วยเรื่องความสะดวกสบายกับระบบ MULTI AROUND MONITOR ซึ่งเป็นกล้องมองภาพรอบคันพร้อมแสดงเส้นทิศทางการเคลื่อนที่ของรถโดยใช้กล้องที่ติดตั้งไว้รอบตัวรถทั้ง 4 จุด ประมวลผลและส่งภาพมาที่จอทัชสกรีนในมุมมองแบบ   Bird Eye View

STATION COMFORTABLE

ออกรสชาติของระบบรองรับและเกียร์ขับสี่

อย่างที่บอกไว้ตั้งแต่แรกว่าสนามทดสอบแห่งนี้มีไว้พัฒนารถยนต์นอกประเทศญี่ปุ่นแห่งแรก เพราะฉะนั้นไม่ต้องห่วงว่าสภาพพื้นผิวของประเทศไทยจะเป็นอย่างไร ที่แห่งนี้ได้จำลองไว้ทุกรูปแบบ สถานีนี้จึงเป็นเรื่องของการรับรู้ถึงสมรรถนะของระบบช่วงล่างโดยเฉพาะ สภาพพื้นผิวของเส้นทางที่ได้ทำการจำลองไว้ทั้ง ลาดยางเรียบและเป็นลอน พื้นผิวขรุขระหลากหลายรูปแบบมีให้ลองครบ อาการที่สัมผัสได้ขณะอยู่หลังพวงมาลัยบอกได้อย่างไม่อายคือรับรู้ได้ทุกจังหวะ แต่ก็ไม่ใช่ในรูปแบบของม้ากระโดด โยกเยกไปมา ต้องยกยอดความดีให้กับระบบรองรับอิสระปีกนกสองชั้นพร้อมคอยย์สปริงและเหล็กกันโคลงที่ประจำการอยู่ด้านหน้า ส่วนด้านหลังใช้แบบทรีลิงค์ทอร์คอาร์ม พร้อมสปริงและเหล็กกันโคลง ที่รอบรับการกระแทกได้อย่างดีและแน่นหนึบในขณะเดียวกัน

ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อถือเป็นพระเอกอีกหนึ่งเรื่อง ถึงแม้ไม่ได้จำลองรูปแบบการลุยในสไตล์ออฟโร๊ด แต่การใช้งานระบบนี้ทำได้ไม่ยาก เพียงเอามือบิดสวิทช์ควบคุมที่อยู่บริเวณคอนโซลเกียร์จากตำแหน่ง 2H มาเป็น 4H 4HLC และ 4LLC ซึ่งสามารถทำได้ในขณะขับขี่ด้วยความเร็วไม่เกิน 100 กม./ชม. แถมอีกนิดกับทีเด็ดสุดท้ายคือเรื่องของวงเลี้ยว สำหรับผู้ที่เคยใช้รถขับเคลื่อนสี่ล้อแบบพาร์ทไทม์ เมื่อเข้าระบบขับเคลื่อนสี่ล้อเมื่อไหร่ ผมที่ได้อย่างที่ไม่ต้องคาดหวังคือวงเลี้ยวที่กว้างขึ้นกว่าเดิม แต่สำหรับ ALL NEW PAJERO SPORT ระบบขับเคลื่อน 2H และ 4H จะมีวงเลี้ยวที่แคบเท่ากันเพียง 5.6 ม.

 

Mazda2 Family ดีเซลกับเบนซิน…แบบไหนใช่เลย

0
หลายคนสงสัยกันเหลือเกินว่าทำไม Mazda2 ต้องมีถึง 2 เครื่องยนต์ หากเทียบกับรถยนต์ในโครงการ Eco Car ด้วยกัน นั่นจึงเป็นที่มาของการนำเสนอการเปรียบเทียบครั้งนี้ ระหว่างเครื่องยนต์เบนซินและเครื่องยนต์ดีเซล เพื่อให้คลายข้อข้องใจของทุกๆ คน

การเปิดเกมของ Mazda ในการนำเสนอ Mazda2 เครื่องยนต์ดีเซล 1.5 ลิตร 105 แรงม้า ในโครงการอีโคคาร์ เฟส 2 เป็นอะไรที่พิเศษสำหรับผู้บริโภคชาวไทย เพราะเป็นยนตรกรรมที่มีเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด เป็นเครื่องยนต์ดีเซลรุ่นแรกของรถญี่ปุ่นในตลาดเมืองไทย และเป็นรถยนต์อีโคคาร์ที่มีราคาสูงที่สุด แต่นั่นไม่ทำให้กระแสความนิยม Mazda2 เครื่องยนต์ดีเซลลดทอนลงแต่ประการใด ยังคงมียอดขายต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันทำได้ถึง 3,500 คัน ไม่น้อยทีเดียวสำหรับ Eco Car ราคาสูงคันนี้ เพราะเริ่มต้นที่ 675,000-790,000 บาท

Mazda ไม่หยุดเพียงเท่านั้น ยังสานต่อเจนตานารมย์ความเป็น SkyActiv อย่างต่อเนื่อง ด้วยการส่งผลิตภัณฑ์ตัวเสริมเพื่อเรียกยอดขายอีกรอบ ครั้งนี้เป็น Mazda2 เครื่องยนต์เบนซิน 1.3 ลิตร 93 แรงม้า พร้อมการติดตั้งเทคโนโลยีใหม่เทียบเท่ากับเครื่องยนต์ดีเซล เรียกว่าไม่น้อยหน้ากันเลย จึงโดดเด่นและเหนือระดับกว่าคู่แข่งในตลาด เพียงแต่อุปกรณ์อาจจะน้อยกว่าเท่านั้นเอง แต่เมื่อเทียบในแง่ราคาขายแล้ว เอาเรื่องเหมือนกัน เพราะด้วยราคาขายที่เปิดตัวเริ่มต้นที่ 550,000-665,000 บาท สูงตั้งแต่เริ่มต้นเลยทีเดียวเมื่อเทียบกับคู่แข่งในตลาด

ทำไมต้องเปรียบเทียบ

หลายคนถามว่าจะซื้อ Mazda2 แบบไหนดี ระหว่างเครื่องยนต์ดีเซลและเครื่องยนต์เบนซิน แนะนำให้ใช้ดีเซลก็บ่นว่าแพงเกินไป แนะนำให้ใช้เบนซินก็บ่นว่ากำลังจะไหวไหม สารพัดเรื่องที่เป็นคำถาม แต่คำตอบไม่ชัดเจนและไม่ถูกใจ ทำให้ต้องพิสูจน์และรายงานผลให้รับทราบ

การเปรียบเทียบครั้งนี้เราทำกันทุกเรื่อง ตั้งแต่เรื่องของพละกำลังในการใช้งาน สามารถใช้งานได้ดีในเมืองหรือเดินทางไกลได้อย่างมั่นใจแค่ไหน สมรรถนะในการขับขี่เป็นอย่างไร ให้ความปลอดภัยและไว้ใจมากน้อยแค่ไหน และความประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง ทำได้ดีตามที่ให้ข้อมูลไว้หรือไม่ เพราะเราเชื่อว่า 3 หัวข้อหลักที่นำเสนอ น่าจะเป็นอะไรที่โดนใจผู้บริโภคมากที่สุด โดยเฉพาะเรื่องของความประหยัด ซึ่งเป็นส่วนสำคัญสำหรับรถยนต์ในโครงการ Eco Car และ Mazda2 สามารถทำได้ดีแค่ไหน

Mazda2 ที่นำมาเปรียบเทียบครั้งนี้มีทั้งหมด 4 คัน เป็นเครื่องยนต์ดีเซล 2 คันทั้งแบบซีดาน 4 ประตูและแฮตช์แบ็ก 5 ประตู ราคาขาย 790,000 บาท ตามด้วยเป็นเครื่องยนต์เบนซิน 2 คันทั้งแบบซีดาน 4 ประตูและแฮตช์แบ็ก 5 ประตู ราคา 665,000 บาท ทั้งหมดเป็นรุ่นท็อปที่มีอุปกรณ์การใช้งานครบครันเหมือนกัน

กติกาการเปรียบเทียบครั้งนี้ ทำตัวตามปกติและปฎิบัติตามกฎหมายกำหนดทุกเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องของความเร็ว ซึ่งการทดสอบครั้งนี้เราใช้ความเร็วไม่เกิน 120 กม./ชม.และอาจเพิ่มขึ้นตามจังหวะการเร่งแซงในแต่ละครั้ง โดยทุกคนต้องยืนพื้นความเร็วไว้ที่ 120 กม./ชม. เป็นหลัก เพื่อหาค่าเฉลี่ยความเป็นไปได้และดีที่สุด เราเติมน้ำมันเต็มถังทุกคันเหมือนกันหมด ก่อนที่จะเริ่มทดสอบเปรียบเทียบ

ปฎิบัติภารกิจตามหมาย

เราเริ่มต้นการเปรียบเทียบเทียบ ด้วยการเติมน้ำมันที่สถานีบริการน้ำมันเชลส์ ถนนสุวินทวงศ์ โดยเครื่องยนต์ดีเซลใช้น้ำมันเชลส์ วี-เพาเวอร์ ไนโตร+ ดีเซล จำหน่ายในราคา 29.38 บาท/ลิตร ส่วนเครื่องยนต์เบนซินใช้น้ำมันเชลส์ วี-เพาเวอร์ ไนโตร+ แก๊สโซฮอล์ 95 จำหน่ายในราคา 32.62 บาทต่อลิตร ซึ่งเมื่อเติมเต็มถังกันทุกคัน ลองเช็คปริมาณน้ำมันในถังกับระยะทางที่รถวิ่งได้ ต้องฉงนกับตัวเลขที่ออกมา โดยเครื่องยนต์เบนซินให้ตัวเลขไว้ที่ 345 กม. ส่วนเครื่องยนต์ดีเซลให้ตัวเลขไว้ที่ 735 กม. เพียงเริ่มต้นดีเซลก็เป็นต่อเบนซินแล้ว

เราเลือกเส้นทางการทดสอบครั้งนี้ จากสถานีบริการน้ำมันเชลส์สุวินทวงศ์วิ่งออกวงแหวนเพื่อขึ้นทางด่วนลอยฟ้า จนสุดทางที่ชลบุรีโดยมีเป้าหมายที่หาดบางแสนเป็นเส้นชัย ในระหว่างทางเราทำการทดสอบสมรรถนะของรถไปในด้วย เพื่อให้ผู้อ่านได้ผลประโยชน์สูงสุด ซึ่งต่องบอกว่า Eco Car ของ Mazda ตอบโจทย์ได้ค่อนข้างดี แม้ว่าตัวครื่องยนต์เบนซินอาจไม่โดดเด่นเท่าไร แต่ก็มีความเหมาะสมในความเป็น Eco Car ส่วนเครื่องยนต์ดีเซลนั้นครบเครื่องในทุกเรื่อง เป็นคำตอบสุดท้ายที่อยากนำเสนอ

จากที่บอกไว้ตั้งแต่แรกว่าเราใช้ความเร็ว 120 กม./ชม. เป็นมาตรฐาน มีการเติมความเร็วกันบ้างเพื่อหาความเร็วสูงสุด ซึ่งเครื่องยนต์เบนซินนั้นทำได้ระดับ 160 กม./ชม. ส่วนเครื่องยนต์ดีเซลทำความเร็วได้สูงสุด 180 กม./ชม. ต้องบอกว่าเป็นความเร็วแบบสบายๆ ตามเส้นทางที่กำหนด ไม่ได้เค้นกันมากมาย แต่เป็นการไหลลื่นไปตามความเร็วของเกียร์และกำลังเครื่องยนต์ ซึ่งเครื่องยนต์ทั้งสองตัวทำงานได้ดี มีความลงตัวกับจังหวะของเกียร์ แต่อัตราเร่งแซงเครื่องยนต์เบนซินอาจด้อยไปนิด ดูเหมือนต้องการกำลังเพิ่มอีกนิด เพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปด้วยดีและสบายใจ ซึ่งแตกต่างจากเครื่องยนต์ดีเซล ซึ่งมาอย่างรวดเร็วและแรงเต็มกำลัง เติมกำลังได้อย่างร้อนแรงทุกช่วงเวลา

ความเร็วที่ยืนพื้น 120 กม./ชม.ทำให้ได้เห็นสัดส่วนของ Mazda2 อย่างชัดเจน บั้นท้ายงามสมสัดส่วน กลมกลึงในทุกมิติ ไฟท้ายเรียวงาม บอกได้เลยว่าครั้งนี้ Mazda2 แบบ 4 ประตู มีเส้นสายที่ลงตัวและงดงามกว่า 5 ประตู เหมือนเป็นสปอร์ตคูเป้เลยทีเดียว ส่วน 5 ประตูดูอวบๆ และว่างไปนิด โดยเฉพาะฝากระโปรงท้ายที่โป่งนูน จึงดูเหมือนคนอ้วนลงพุงไปนิดไม่ปราดเปรียวและสง่างามเหมือนรุ่น 4 ประตู

สมรรถนะการขับขี่

Mazda2 ทั้งสองเครื่องยนต์ ถูกออกแบบให้ประหยัดน้ำมันเป็นสำคัญ แต่ก็ไม่ลืมคอนเซ็ปต์ซูม-ซูมตามความเชื่อมมั่นที่ว่า “รถที่ดีต้องขับสนุก” ซึ่งทั้งสองเครื่องยนต์ตอบโจทย์ได้ค่อนข้างดี มีประสิทธิภาพตามที่ตั้งใจไว้ โดนเฉพาะสมรรถนะในการขับขี่

จากที่บอกไว้ตอนแรกว่าเครื่องยนต์เบนซิน 1.3 ลิตร ยังทำงานได้ไม่โดดเด่นนัก แม้ว่าการออกตัวจะใช้ได้ แต่ในเรื่องของอัตราเร่งแซง ยังทำงานไม่สมบูรณ์แบบเท่าไร เพราะดูเหมือนว่ากำลังเครื่องยนต์กับระบบเกียร์ ไม่ประสานงานกันเท่าที่ควร ผลลัพธ์ที่ออกมาจึงไม่ได้กำลังอย่างเต็มที่ ไม่สามารถเร่งเติมได้ตามต้องการ ต้องไปให้ถูกจังหวะของการทำงาน จึงจะได้ความเหมาะสมที่มีประสิทธิภาพ เพราะเครื่องยนต์เบนซินตัวนี้ ต้องทำแบบค่อยเป็นค่อยไป ปล่อยให้ทุกอย่างไหลลื่นไปตามจังหวะของเครื่องยนต์และระบบเกียร์ คุณจะได้อะไรที่สบายใจในการขับขี่

สำหรับเครื่องยนต์ดีเซล 1.5 ลิตร ตอบสนองการขับขี่ได้ค่อนข้างดีตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่มีเรื่องให้เสียอารมณ์ในระหว่างทาง เป็นรถที่มีอัตราเร่งที่จัดจ้าน สามารถเติมคันเร่งได้ทุกช่วงเวลา จึงได้การเร่งแซงที่ร้อนแรงในทุกๆ รอบ กำลังเครื่องยนต์กับระบบเกียร์ ทำงานประสานกันอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ทุกอย่างเป็นเรื่องที่ดีและง่ายในการใช้งาน ในรอบต่ำร้อนแรงและในรอบสูงยังเร้าใจอีกด้วย เรียกว่าสนุกได้ตลอดเวลาในการขับขี่

อย่างไรก็ตามรถยนต์ Mazda2 ทั้งสองเครื่องยนต์ มีสมรรถนะการขับขี่ที่ไว้ใจได้ โดยเฉพาะความสามารถในการเกาะถนน ช่วงล่างทำได้อย่างหนึบแน่นและมั่นคง ให้ความไว้ใจได้ในการทำความเร็ว หรือการวิ่งเข้าโค้งอย่างมั่นใจ โดยไม่มีปัญหาให้ต้องวิตกหรือกังวลแต่ประการใด เป็นรถที่ควบคุมได้ดั่งใจและเอาอยู่ในทุกครั้งที่ขับขี่ พวงมาลัยให้ความสมดุลในการขับขี่ และให้ความแม่นยำในการควบคุม เรียกว่าครบเครื่องที่จะใช้งานได้ทุกๆ วันและทุกเส้นทาง

เสร็จสิ้นภารกิจไม่ลับ

จากจุดเริ่มต้นที่ถนนสุวินทวงศ์ไปจนถึงจุดหมายปลายทางที่หาดบางแสน จังหวัดชลบุรี ด้วยระยะทางในการทดสอบประมาณ 120 กม. เราได้ตัวเลขในการทดสอบครั้งนี้อย่างชื่นมื่นเป็นที่สุด เพราะใกล้เคียงกับความเป็นจริงในการใช้งานมากที่สุด

จำนวนรถ 4 คันการขับขี่ต่างกัน แต่มีมาตรฐานเดียวกันคือ ทำความเร็วตามกฎหมายกำหนด 120 กม./ชม. และเปิดแอร์ระดับ 3 กับอุณหภูมิที่เย็นฉ่ำสวนทางกับอากาศร้อนข้างนอกระดับ 40 องศา ซึ่งเป็นไปตามการใช้งานในชีวิตประจำวันทุกๆ วัน มีรถติดให้ได้เหยียบเบรกบ่อยครั้ง เมื่อวิ่งในเส้นทางวงแหวนก่อนที่จะจ่ายเงินที่ด่านเก็บเงิน และยังมีรถจำนวนมากให้ได้ใช้ความคล่องตัวของ Mazda2 รวมถึงการเร่งแซงในหลายจังหวะอีกด้วยเรียกว่าครบครันของการขับขี่รถยนต์ในแต่ละวัน

ระยะทางประมาณ 120 กม. เราใช้เวลาประมาณ 2 ชม. ถึงที่หมาย ทำภารกิจถ่ายรูปรถทดสอบทั้ง 4 คัน และเมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้นเราจึงมุ่งหน้าสู่สถานีบริการน้ำมันเชลส์ที่ชลบุรี เพื่อวัดผลในการทดสอบเปรียบเทียบครั้งนี้ ด้วยการเติมน้ำมันแต่ละชนิดลงในรถแต่ละคัน ซึ่งผลที่ออกมานั้นต้องยอมรับโดยดุษฎีว่า ของดีย่อมดีจริง ไม่ได้ย้อมแมวหรือโม้แต่ประการใด เป็นไปตามที่เราคาดหมายกันไว้ โดยราคาน้ำมันเชลส์ที่จังหวัดชลบุรี จำหน่ายดังนี้ เชลส์ วี-เพาเวอร์ ไนโตร+ ดีเซล จำหน่ายในราคา 29.40 บาท/ลิตร และเชลส์ วี-เพาเวอร์ ไนโตร+แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 32.64 บาท/ลิตร แตกต่างจากราคาขายปลีกกรุงเทพฯเล็กน้อย

โดยผลที่ออกมาเป็นดังนี้ โดยเราเปรียบเทียบรุ่นต่อรุ่น คือ ในรุ่น 5 ประตูเครื่องยนต์ดีเซล เติมน้ำมันจำนวน 4.30 ลิตร 126 บาท เปรียบเทียบกับรุ่น 5 ประตูเครื่องยนต์เบนซินเติมน้ำมันจำนวน 7.66 ลิตร เป็นจำนวนเงิน 250 บาท สำหรับรุ่น 4 ประตูเครื่องยนต์ดีเซล เติมน้ำมันจำนวน 4.08 ลิตร เป็นจำนวนเงิน 120 บาท ส่วนรุ่น 4 ประตูเครื่องยนต์เบนซิน เติมน้ำมันจำนวน 7.05 ลิตร เป็นจำนวนเงิน 230 บาท เห็นตัวเลขแบบนี้พอจะรู้แล้วว่าเครื่องยนต์แบบไหนประหยัดที่สุด

เพื่อให้ชัดเจนมากที่สุดทีมงานได้คิดคำนวณ เพื่อหาค่าเฉลี่ยในการขับขี่ครั้งนี้ ซึ่งผลที่ได้รับต้องยอมรับว่า เทคโนโลยี SkyActiv เป็นอะไรที่มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงได้ดีอย่างน่าพอใจ เพราะตัวเลขที่ได้ในแต่ละคันนั้น เป็นตัวเลขที่เหมาะสมกับการขับขี่อย่างแท้จริง โดยรุ่น 5 ประตูเครื่องยนต์ดีเซลมีค่าเฉลี่ยในการขับขี่อยู่ที่ 28.37 กม./ลิตร ส่วนรุ่น 5 ประตูเครื่องยนต์เบนซินมีค่าเฉลี่ยในการขับขี่อยู่ที่ 15.40 กม./ลิตร สำหรับรุ่น 4 ประตูเครื่องยนต์ดีเซลมีค่าเฉลี่ยในการขับขี่อยู่ที่ 28.99 กม./ลิตร และรุ่น 4 ประตูเครื่องยนต์เบนซินมีค่าเฉลี่ยในการขับขี่อยู่ที่ 16.70 กม./ลิตร เป็นไงครับ Mazda2 ในโครงการ Eco Car สองโมเดลนี้…ถูกใจไหมครับ

Chevrolet Colorado High-Country คำตอบของทุกความต้องการ

0
Chevrolet Colorado High-Country
คำตอบของทุกความต้องการ

การกลับมาของกระบะอเมริกันพันธุ์แกร่งเพื่อตอบสนองทุกความต้องการของผู้ใช้งาน ทั้งรูปลักษณ์ที่ได้รับการเสริมหล่อ ห้องโดยสารภายในสไตล์หรูที่มาพร้อมฟังก์ชั่นสมาร์ทมีเดียเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน เครื่องยนต์สมรรถนะสูงและระบบความปลอดภัยที่เป็นการยกระดับสำหรับสังคมคนเมือง ซึ่งยังรองรับการใช้งานอยากสมบุกสมในทางฝุ่น

Chevrolet Colorado High-Country เป็นกระบะพันธุ์แกร่งที่ถ่ายทอดพันธุกรรมมาจากกระบะรุ่นท็อปของค่าย Chevrolet ที่จำหน่ายอยู่ในอเมริกาเหนือ ตอบโจทย์ผู้ใช้งานด้วยบุคลิกบึกบึน แต่งเต็มให้กับรูปโฉมด้วยโคมไฟหน้าสีเข้มมาพร้อมกระจังหน้าสีเทาอ่อนสลับดำและกันชนเสริมขนาดใหญ่ ติดตั้งแร็คหลังคาซึ่งเป็นโครงเหล็กแข็งแรงพร้อมกับสปอร์ตบาร์ประทับตรา High- Country  ฝาเปิดท้ายกระบะชุบโครเมี่ยมมันวาว ตัดกับสัญลักษณ์โบว์ไทป์สีทองอย่างลงตัว รวมถึงมีล้ออัลลอยด์ขนาด 18 นิ้ว ซึ่งเป็นการยกระดับให้รถรุ่นนี้สง่างามและเป็นรถกระบะระดับพรีเมี่ยมได้สมบูรณ์แบบ

High-Country แต่งภายในด้วยหนังแท้เกรดพรีเมี่ยมสี Brown Stone แผงคอนโซล แดชบอร์ด และพวงมาลัย สี Pieno Black ติดตั้งระบบสมาร์ทมีเดียที่สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน ถ่ายทอดเสียงเพลง, ภาพถ่าย, วิดีโอ และระบบนำทางผ่านจอทัชกรีนขนาด 7 นิ้ว ทำงานร่วมกับกล้องมองหลังโดยแสดงภาพในขณะเข้าเกียร์ถอยจอดพร้อมเส้นกะระยะและหน้าจอเปลี่ยนทิศทางตามการหมุนของพวงมาลัย อำนวยความสะดวกในการขับขี่ให้เป็นไปอย่างปลอดภัย

สำหรับเส้นทางการทดสอบในครั้งนี้มีระยะทางเกือบ 200 กม.จากจังหวัด กระบี่-ภูเก็ต แน่นอนว่าเป็นการทดสอบสมรรถนะหลากรูปแบบทั้งการใช้งานในเมืองและนอกเมืองซึ่งมีสภาพเส้นทางต่างกันไป เครื่องยนต์ดูราแม็กซ์ ดีเซลเทอร์โบ แบบ 4 สูบ เจเนอเรชั่นที่ 2 ขนาด 2.8 ลิตร ให้กำลัง 200 แรงม้าถ่ายทอดกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ ควบคุมการใช้งานโดยซอฟต์แวร์ที่พัฒนาจาก General Motor มาโดยเฉพาะ บางช่วงของการทดสอบจะใช้ความเร็วสูงเพื่อสัมผัสกับสมรรถนะความแรงซึ่งได้ชื่อว่าเป็นกระบะที่มีเครื่องยนต์สมรรถนะสูงสุดของเมืองไทย ผลที่ได้ออกมาคืออัตราเร่งที่รวดเร็วทันใจ พร้อมการเร่งแซงที่หายห่วงและยังมีกำลังเหลือๆ  ทุกครั้งที่เหยียบคันเร่ง เครื่องยนต์จะคิกดาว์นพร้อมกับพุ่งทะยานอย่างดุดัน แต่หากเลือกที่จะขับสนุกแบบเกียร์ธรรมดา Colorado High-Country มีโหมด บวก/ลบ ที่จะทำให้คุณได้เพลิดเพลินไปกับการขับขี่ทุกเส้นทาง

เครื่องยนต์แรงขนาดนี้ ระบบรองรับก็ต้องได้รับการปรับแต่งเป็นเรื่องธรรมดา สำหรับรถคันนี้ระบบรองรับด้านหน้าเป็นแบบอิสระปีกนก 2 ชั้นพร้อมคอยสปริงและโช้กอัพแก๊ส และหลังเป็นแบบแหนบไขว้พร้อมโช้กอัพที่ปรับแต่งให้มีการยึดเกาะยิ่งขึ้นจนรับรู้ได้ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะล้อที่เพิ่มขนาดมากับหน้าสัมผัสของยางที่กว้างขึ้น แต่ก็ยังมีความแข็งกระด้างอยู่เล็กน้อย ซึ่งหากเทียบกับกระบะรุ่นก่อนๆ ของ Chevrolet และคู่แข่งต่างค่าย ถือว่านุ่มนวลกว่าในระดับหนึ่ง

Toyota Hilux REVO Double Cab 4×4 2.8G ของดีมีเยอะ

0
Toyota Hilux REVO Double Cab 4×4 2.8G
ของดีมีเยอะ

กว่า 10 ปีที่ Hilux Vigo โลดแล่นบนท้องถนนเมืองไทย และก้าวสู่ความเป็นรถปิกอัพยอดนิยมที่มียอดขายดีเป็นอันดับ 1 ตลอดมา และเมื่อถึงเวลาของการปฏิวัติกันใหม่หมดเพื่อมาเป็น Hilux REVO ในครั้งนี้ มีอะไรหลายๆ อย่างที่พัฒนาขึ้นมาจากคำนิยามใหม่ของคำว่า Toughness สู่ความเป็นพื้นฐานของการพัฒนา Development Concept เพื่อให้ได้มาซึ่ง QDR อันประกอบไปด้วย Quality, Durability และ Reliability นำไปสู่เรื่องของความปลอดภัย, การประหยัดน้ำมัน, การขับขี่

เรื่องหน้าตาทั้งภายนอกและภายในไม่ต้องว่าความกันให้มาก เพราะ REVO คันนี้จัดมาให้กันแบบเต็มๆ ในครั้งนี้เราจะมาดูกันในเรื่องของการพัฒนาเทคโนโลยีในส่วนของเครื่องยนต์ตัวใหม่ รวมไปถึงเรื่องของเกียร์ การทดสอบในครั้งนี้มีโอกาสขับในรุ่นของ Double Cab 4×4 2.8 G เกียร์ธรรมดา ซึ่งต้องบอกว่าอยู่ในขั้นที่เรียกว่า ประทับใจทั้งเรื่องของสมรรถนะการขับขี่ และเรื่องของการยึดเกาะถนน

ว่ากันด้วยเครื่องยนต์ตัวใหม่ ซึ่งในครั้งนี้มีโอกาสได้ขับตัวเครื่องยนต์ 2.8 รหัส 1 GD-FTV เป็นเกียร์ธรรมดา ที่ต้องบอกว่าไม่ธรรมดาสำหรับการพัฒนาการทำงานของเครื่องยนต์และระบบคลัตช์ในเกียร์ธรรมดาลูกใหม่นี้ ทั้งนี้ในส่วนของระบบคลัตช์มีการปรับปรุงเพื่อให้เกิดความทนทานต่อการใช้งานและการเหยียบคลัตช์ที่นุ่ม ด้วยระบบ Powertrain  ซึ่งในส่วนของชุดจานกดคลัตช์ มีการออกแบบตัวลดแรงกดสปริงในส่วนของหวีคลัตช์ รวมถึงชุดแม่ปั๊มคลัตช์ตัวบนที่จะมีเซ็นเซอร์ตรวจจับระยะชักแม่ปั๊มคลัตช์ โดยที่จะมีสวิตช์ iMT (intelligent Manual Transmission) ในห้องโดยสาร

ซึ่งเกียร์ธรรมดาใน REVO นั้นเป็นเกียร์ 6 จังหวะตระกูล RC60 ที่ใช้ระบบการควบคุมตามความสัมพันธ์ของแรงบิดอัจฉริยะ iMT ที่สามารถเลือกได้ 2 Step รวมถึงมีระบบกลไกควบคุมการเข้าเกียร์ถอย และเพิ่มเซ็นเซอร์วัดรอบเพลาส่งกำลัง ทั้งนี้ในรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ จะใช้ระบบการควบคุมเกียร์ทรานสเฟอร์ 4WD และระบบ Diff Lock ที่ชุดเฟืองท้ายใหม่ โดยการปรับเปลี่ยนระบบขับเคลื่อนใน REVO นั้นจะเป็นสวิตช์หมุน เมื่อมีการเปลี่ยนระบบขับเคลื่อนในส่วนของเกียร์ทรานสเฟอร์จะมีชุดแอ็คคิวเอเตอร์คอยทำหน้าที่ควบคุมการเข้าเกียร์ทรานสเฟอร์ และในส่วนของ Diff Lock นั้นมีการวางตำแหน่งกลไกเลื่อนขบ Diff Lock เฟืองท้ายโดยโซลินนอยล์คอยส์

ส่วนพละกำลังของเครื่อง 1GD-FTV นั้นได้รับการจัดวางแบบ 4 สูบแถวเรียง 16 วาล์ว DOHC ติดตั้งเทอร์โบชาร์จเจอร์แบบแปรผันและอินเตอร์คูลเลอร์ 2755 ซี.ซี. ให้แรงม้ามากถึง 177 ในรอบเครื่องยนต์ที่ 3,400 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุดสำหรับรุ่นเกียร์ธรรมดา 6 สปีด ขับสี่นั้นอยู่ที่ 420 นิวตัน-เมตร ที่รอบเครื่องตั้งแต่ 1400-2600 รอบ/นาที ทั้งนี้ทางโตโยต้าได้พัฒนาในส่วนของเครื่องยนต์ที่เด่นๆ นั้นไล่กันตั้งแต่ฝาครอบวาล์วที่ผลิตจากเรซิน มีท่อลำเลียงน้ำมันเครื่องรวมเป็นชุดเดียวกันกับด้านในฝาครอบวาล์ว ส่วนฝาสูบผลิตจากอลูมิเนียมอัลลอยด์และเสื้อสูบนั้นหล่อขึ้นจากเหล็กหล่อ ในส่วนของกลไกวาล์วนั้นใช้โซ่ไทมิ่งและตัวตั้งอัตโนมัติเป็นตัวขับเพลาลูกเบี้ยวทั้งด้านไอดีและไอเสีย และใช้ตัวปรับระยะห่างของวาล์วแบบไฮดรอลิก รวมถึงการเลือกใช้ระบบ Locker Arm และ Lash Adjuster ที่ออกแบบเพื่อลดแรงเสียดทานระหว่างลูกเบี้ยวและกระเดื่องวาล์วในจังหวะของการเปิด-ปิด ส่วนในเรื่องของระบบไอดีและไอเสียนั้นมีการใช้ระบบประจุอากาศแบบเทอร์โบแปรผัน โดยมีอินเตอร์คูลเลอร์เป็นตัวระบายความร้อนของอากาศก่อนเข้ากระบอกสูบ โดยใช้มอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรงเป็นตัวขับการทำงานของลิ้นปีกผีเสื้อ

จากการพัฒนาในส่วนของเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังใหม่นั้น เมื่อได้ลองขับกันบนท้องถนนแบบใช้งานทั่วๆ ไป แล้ว สิ่งหนึ่งที่มองเห็นได้ชัดคือ พละกำลังมีมากขึ้นกว่าเดิมตอบสนองต่ออัตราเร่งได้ดี ในความเร็วที่ 120 กม./ชม. รอบเครื่องยนต์ยังคงอยู่ที่ 1,900 รอบ/นาที ซึ่งในส่วนของสวิตช์ iMT ที่ติดตั้งมาให้นั้น ช่วยให้การปรับเปลี่ยนจังหวะของเกียร์ในแต่ละตำแหน่งง่ายขึ้นลดอาการกระชาก นอกจากนั้นแล้วในส่วนความโดดเด่นอีกสิ่งหนึ่งที่มีมาให้คือเรื่องของระบบควบคุมเครื่องยนต์ ซึ่งเรียกว่า ระบบ Body Control with Torque Demand ซึ่งระบบนี้จะคอยควบคุมแรงบิดของเครื่องยนต์ไม่ให้สูงมากเกินไปเมื่อขับขี่บนถนนขรุขระเพื่อช่วยให้การขับขี่นุ่มนวล

และนี่คือเรื่องของการพัฒนาในส่วนของสมรรถนะการขับขี่ ที่ต้องบอกว่าสอบผ่านและได้รับคะแนนไปอย่างเต็มๆ ซึ่งเมื่อเทียบกับ Vigo แล้ว สามารถมองเห็นความแตกต่างในส่วนนี้ได้อย่างชัดเจน

All-New Kia Grand Canival ตัวเลือกใหม่ของครอบครัวใหญ่และนักธุรกิจ

0
ไม่บ่อยครั้งที่ผมจะได้สัมผัสแบบจัดเต็มกับรถยนต์ขนาดใหญ่สไตล์เอมพีวีที่นำเข้ามาจากแดนกิมจิ รถคันนี้มีชื่อว่า Kia Grand Canival  อยากรู้เหมือนกันใช่มั้ยครับว่ารถที่ใหญ่โตรโหฐานขนาดนี้จะให้ความรู้สึกในการขับขี่เป็นยังไง เครื่องยนต์จะแบกรับภาระจากรูปร่างท้วมๆไหวหรือไม่ นั่งสบายจริงหรือเปล่า หลายข้อสงสัยที่เกิดขึ้นในใจซึ่งต้องหาคำตอบให้ได้…ติดตามจากรายงาน

Kia Grand Canival เริ่มจำหน่ายที่ประเทศไทยในปี 1999 จวบจนถึงการเปิดตัวสู่สาธารณชนในล่าสุดซึ่งเป็นการพัฒนาในเจเนอเรชั่นที่ 3 ตัวรถดีไซน์รูปลักษณ์ได้โฉบเฉี่ยว ออกแบบให้สะท้อนถึงความทันสมัยด้วยนวัตกรรมล่าสุดจากแถบยุโรป ดีไซน์เรียบหรู แต่ยังคงสัญลักษณ์จมูกเสือ (Tiger Nose) และวางตำแหน่งไฟไว้อย่างเด่นชัด โคมไฟหน้าติดตั้งเลนส์โปรเจคเตอร์ให้แสงส่องสว่างพร้อมไฟตัดหมอกที่ฝังไว้ในกันชนได้อย่างลงตัว ด้านหลังดีไซน์เฉียบคม โคมไฟหลังสีแดงสดพร้อมไฟท้ายแบบแอลอีดี มีสปอยเลอร์มุมบนพร้อมไฟเบรคดวงที่สาม

ห้องโดยสารกว้างขวางแบบ 11 ที่นั่ง เบาะนั่งเป็นสีครีมตัดกับคอนโซลสีดำ ในส่วนของเบาะหน้าปรับได้ด้วยไฟฟ้า เบาะแถวหลังสามารถปรับแบนราบเพื่อให้ในการบรรทุกสัมภาระ มีประตูเลื่อนไฟฟ้าควบคุมและใช้งานง่ายด้วยสวิตช์ Start/Stop เช่นเดียวกับฝากระโปรงท้าย พวงมาลัยเป็นหนังแท้สลับกับลายไม้มีฮีทเตอร์ไว้ทำให้พวงมาลัยอุ่น คอนโซลกลางดีไซน์เรียบหรูติดตั้งระบบปรับอากาศอัตโนมัติ และวิทยุ, CD, MP3 พร้อมจอ DVD แสดงภาพจากกล้องมองหลังในกรณีถอยจอด ห้องโดยสารติดตั้งจอแอลซีดีขนาด 14 นิ้วให้ความบันเทิงตลอดการเดินทาง

Grand Canival ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังจากเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบรหัส R 2.2 CRDi-VGT ขนาด 2,199 ซี.ซี. ให้กำลังสูงสุด 197 แรงม้า ที่ 3,800 รอบ/นาที แรงบิด 45 กก.-ม. ที่ 1,750-2,750 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะที่มาพร้อมกับระบบทริปทรอนิกส์ และสปอร์ตโหมด ทำงานร่วมกับระบช่วงล่างหน้าเป็นแบบแมคเฟอร์สันสตรัท โข๊คอัพแก๊ส คอยสปริง พร้อมเหล็กกันโคลง ช่วงล่างหลังเป็นแบบมัลติลิงค์และโคอัพแก๊ส

หลังจากที่ได้สัมผัสกับรถคันนี้ผมพอจะจำกัดใจความได้ว่าเป็นรถที่ขับสบายๆสไตล์การเดินทางแบบชิวชิว รูปลักษณ์ต้องบอกว่าสอบผ่านฉลุยซึ่งเป็นผลพวงจากการออกแบบที่ทันสมัยในโรงงานผลิตจากทวีปยุโรป หน้ากระจังขนาดใหญ่ โดดเด่น และมีประโยชน์ในการดักลมเพื่อระบายความร้อนไปที่เครื่องยนต์ การเข้า-ออกห้องโดยสารทำได้สะดวกสบาย แถมยังเพลิดเพลินตลอดการเดินทางด้วยระบบเอนเตอร์เทนเมนท์ที่ติดตั้งมาจากโรงงานผู้ผลิต วิสัยทัศน์การขับขี่มีมุมมองที่กว้างไกลจากขนาดความสูงของตัวรถ ตอนแรกที่เห็นก็คาดเดาไปว่าวงเลี้ยวต้องกว้างแน่ๆเพราะมิติตัวรถที่มีขนาดความยาว 5,115 มม. กว้าง 1,985 มม. และสูง 1,740 มม. แต่พอถึงการทดสอบจริงมีวงเลี้ยวแคบเพียง 5.6 ม. ซึ่งไม่หนีกับรถในเชกเมนต์ของกระบะหรือซีดานจากบางค่ายเสียด้วยซ้ำ

เรื่องที่น่าชื่นชมต่อไปคือเรื่องของขุมพลัง เครื่องยนต์ดีเซลที่ติดตั้งถึงจะมีขนาดความจุเพียง 2.2 ลิตร แต่ก็สามารถสร้างกำลังได้ถึง 197 แรงม้า  นำพาร่างกายที่กำยำของ Grand Carnival ให้เป็นรถที่ขับสนุกได้ในระดับหนึ่ง และเมื่อความสูงตัวรถเอมพีวีเป็นจุดด้อยที่จะทำให้รถต้านลม ซึ่งทำให้เกิดอาการโคลงและร่อน การดีไซน์ช่วงล่างของรถประเภทนี้ถือว่าเป็นโจทย์ที่ยาก ประเด็นนี้ขอปรบมือให้วิศวกรผู้ออกแบบ เพราะเท่าที่สัมผัส ช่วงล่างของรถคันนี้ให้ความนุ่มนวลและหนึบในเวลาเดียวกัน ส่วนเรื่องอาการโคลงหรือร่อนแทบจะไม่รู้สึก

สิ่งที่ต้องชื่นชมมีหลายประเด็นครับ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีอะไรให้ตำหนิ น่าเสียดายที่ความสะดวกสบายของรถคันนี้จัดมาไม่เต็ม สิ่งที่ขาดหายคือระบบไฟฟ้าในการปรับเปลี่ยนเบาะนั่งของผู้โดยสาร ส่วนเบาะนั่งแถวหลังสุดอาจจะเล็กไปสักนิด แต่ถ้าใช้งานในกรณีเฉพาะกิจที่จำเป็นคงจะเลี่ยงไม่ได้

Suzuki Ciaz อีโค่คาร์ร่างใหญ่

0
สร้างยอดจำหน่ายถล่มทลายไปกับ Swift รถในกลุ่มอีโคคาร์แบบแฮตช์แบ็ก 5 ประตู ล่าสุด ซูซูกิ มอเตอร์ ประเทศไทย  ก็ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในรูปแบบของรถอีโคคาร์แบบซีดานในชื่อ Ciaz ซึ่งถือเป็นรถรุ่นสุดท้ายสำหรับโครงการรถคันแรก พร้อมจัดกิจกรรมทดสอบรถยนต์เส้นทางกรุงเทพฯ-ตราด เพื่อให้สื่อมวลชนได้ทดลองขับ ขุนศึกน้องใหม่ในสังเวียนของรถอีโคคาร์คันนี้มีอะไรเด็ดมาดูกันเลยครับ

Ciaz มากับรูปลักษณ์แบบรถซีดาน 4 ประตูที่ออกแบบตัวรถให้มีขนาดใหญ่ด้วยความยาว 4,490 มม. กว้าง 1,730 มม. และสูง 1,475 มม. ซึ่งถ้านำมาเทียบกับรถในกลุ่ม B CAR ขนาด 1,500 ซี.ซี. ของหลายๆ ค่าย อาจจะใกล้เคียงหรือเป็นต่อจากเรื่องความยาวที่ช่วยให้การทรงตัวที่ดีขึ้นรวมถึงมีรัศมีวงเลี้ยวแคบเพียง 5.4 เมตร ดีไซน์ภายนอกเน้นไปที่ความหรู สง่างาม เติมแต่งวัสดุโครเมี่ยมไปที่กระจังหน้าพร้อมโลโก้ตัวนูน มือจับประตู และฝากระโปรงท้าย โคมไฟหน้าเป็นแบบโปรเจคเตอร์ซึ่งมีไฟตัดหมอกทรงกลมที่มุมกันชน ท้ายรถเป็นอะไรที่ดูลงตัวเด่นด้วยโคมไฟขนาดใหญ่สีแดงทับทิมและขาว ฝากระโปรงท้ายเชิดสูงเป็นการดีไซน์ช่วยในเรื่องของอากาศพลศาสตร์ ทำให้รถคันนี้มีค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานต่ำเพียง 0.29 รวมถึงติดตั้งล้ออัลลอยด์ขนาด 15 นิ้ว หุ้มยางไซส์ 185/65 จากเหตุผลในเรื่องของความนุ่มนวลและประหยัดเชื้อเพลิง

ห้องโดยสารเป็นเรื่องที่สื่อมวลชนจากทุกสำนักคอมเมนต์แบบเดียวกันคือ กว้างขวาง และ นั่งสบาย ตกแต่งคอลโซนหน้าด้วยสีดำตัดกับเส้นสีเงินทั่วทั้งคัน พวงมาลัยเป็นแบบสามก้านหุ้มหนังมีปรับเครื่องเสียงและปุ่มรับสายสัญญาณโทรศัพท์ มาตรวัดดีไซน์สปอร์ตเป็นแบบเรืองแสงสีขาวติดตั้งระบบ MID (Multi Information Display) นอกจากทำหน้าที่วัดระยะทางทั่วๆ ไป ยังสามารถตรวจเหลือน้ำมันที่เหลืออยู่ภายในถัง และระยะทางที่จะใช้งานได้จากน้ำมันที่คงเหลือ ใกล้ๆ กันมีสวิตช์ Keyless Push พร้อมกุญแจแบบ Keyless Entry เบาะผู้โดยสารแถวหลังออกแบบได้ดีหากไม่สูงเกิน 200 ซม. การันตีได้ว่าไม่มีทางที่จะนั่งแล้วหัวเข่าไปกระทบกับเบาะของผู้โดยสารตอนหน้า แต่ก็มีเรื่องที่น่าตำหนิซึ่งอาจจะเป็นปัญหาสำหรับบางคน เนื่องจากไม่สามารถปรับหัวหมอนรวมถึงพับเบาะเพื่อขยายช่องเก็บสัมภาระได้

ขุมพลังของ Ciaz ใช้แบบเดียวกับที่ประจำการอยู่ใน Swift เป็นเครื่องยนต์เบนซินรหัส K12B ขนาดความจุ 1,242 ซี.ซี. ให้กำลังสูงสุด 91 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 118 นิวตัน-เมตร ที่ 4,800 รอบ/นาที ระบบส่งกำลังมีให้เลือกทั้งแบบเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ และ เกียร์อัตโนมัติแบบ CVT ซึ่งได้รับการปรับแต่งโปรแกรมให้มีการตอบสนองที่ดีขึ้นและยังเปลี่ยนเกียร์ได้นุ่มนวลกว่าเดิม มาพร้อมกับช่วงล่างหน้าระบบแม็กเฟอร์สันสตรัทพร้อมคอยล์สปริง และด้านหลังแบบทอร์ชั่นบีม พร้อมคอยล์สปริงเช่นกัน

ในเรื่องของรูปลักษณ์และอุปกรณ์ภายในคงไม่ต้องอธิบายหรือให้ทัศนะอะไรมากมาย ส่วนที่พูดถึงคงต้องเป็นเรื่องของเครื่องยนต์และระบบช่วงล่างที่ทางทีมวิศวกรจากซูซูกิ ได้ปรับเซ็ตให้มีการตอบสนองยิ่งขึ้นกว่าเดิม การทดสอบในครั้งนี้มีระยะทางรวมกว่า 300 กม. จากกรุงเทพฯ ไปยัง จ.ตราด ด้วยเส้นทางหลากหลายรูปแบบ สิ่งที่รับรู้ได้ว่าแตกต่างไปจาก Swift คือการตอบสนองของเครื่องยนต์ที่ให้อัตราเร่งได้ดีรวมถึงการเปลี่ยนเกียร์ที่นุ่มนวล ย่านความเร็วที่ใช้ทั่วไปคือตั้งแต่ 90-120 กม./ชม.ทำได้โดยไม่ต้องเค้นพลังจากเครื่องยนต์มากนัก ความเร็วปลายทำได้กว่า 160 กม./ชม. ระบบช่วงล่างที่ปรับเซ็ตใหม่มีความแน่นและหนึบมากกว่าแฮตช์แบ็กร่วมค่ายอย่างชัดเจน แต่ก็มีจุดบกพร่องเล็กน้อยในเรื่องของรอบความเร็วที่ยังสูงไปนิดทำให้เสียงเครื่องยนต์ดังเล็ดรอดเข้ามาในห้องโดยสารในบางขณะ ทั้งนี้ทางบริษัทผู้ผลิตได้เคลมตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองทะลุ 20 กม./ลิตร ถือว่าเป็นตัวเลขการประหยัดเชื้อเพลิงที่มากลบเสียงของเครื่องยนต์ไปได้ไม่มากก็น้อย และด้วยราคาค่าตัวที่เริ่มต้นเพียง 484,000 บาท ในรุ่น GA เกียร์ธรรมดา และจบที่ราคา 625,000 บาท ในรุ่นท็อป GLX รถคันนี้จะเป็นทางเลือกล่าสุดสำหรับผู้ที่กำลังเลือกซื้อรถในกลุ่มอีโคคาร์ รวมถึงอาจจะแย่งกลุ่มเป้าหมายจากผู้ที่กำลังจะซื้อรถในกลุ่ม B เซ็กเมนต์ได้แน่นอน

3 Pick-Up 4X4 แล้วแต่…..ความชอบ

0
รถปิกอัพในบ้านเรา หากเป็นตลาดแถวบนก็ไม่มีอะไรให้กังวล เครื่องแรง ตัวใหญ่ ประหยัดน้ำมัน ก็เพียงพอ แต่ถ้าเป็นแถวสองแล้ว นอกจากทุกอย่างที่มีในตัวบนแล้ว ลูกเล่น, ออพชั่น, สมรรถนะ ต้องเป็นตัวเสริมให้ช่วยในการทำตลาดให้มากขึ้น และนั่นคือสิ่งที่ผู้บริโภคจะได้รับกันแบบเต็มๆ

เมื่อเราต้องจับตัวท็อปที่เป็นสุดยอดของรถปิกอัพในบ้านเรามาประกบกัน เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้ มันจึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเป็นรถขับเคลื่อนสี่ล้อ เพราะรถในรุ่นนี้ต้องบอกกันเลยว่า เค้าจัดกันมาให้แบบเต็มๆ แม้ยอดจำหน่ายจะไม่สูงมากมายนัก แต่ผู้ใช้ในกลุ่มนี้ก็ยังคงมีอยู่และต้องการความคุ้มค่า คุ้มราคา ทั้งรูปลักษณ์ ความพึงพอใจทั้งภายนอกและภายใน สมรรถนะที่ต้องได้ทั้งในเรื่องของขุมกำลัง อัตราเร่ง ความสะดวกสบายต่อการขับขี่ ทั้งในแบบการใช้งานในเมืองและการต้องลุยในพื้นที่ทุรกันดาร

รถปิกอัพ 3 คัน แตกต่างกันไปตามอัตลักษณ์แต่การใช้งานหรือตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า เป็นอะไรที่จะต้องจัดกันมาให้แบบเต็มๆ ไม่มีกั๊ก เรียกได้ว่า จับเทคโนโลยีและความล้ำสมัย ทันสมัย มาใส่ให้มากที่สุดเท่าที่ค่าตัวจะไม่สูงมากจนเกินไป ซึ่งทั้ง 3 คัน อันประกอบไปด้วย Mazda BT-50 PRO, Mitsubishi Triton และ Nissan NP300 Navara ต่างก็มีจุดขายในตัวตน เรามาดูกันครับว่า ทั้ง 3 คันนั้นมีอะไรที่สามารถดึงดูดความสนใจของผู้ใช้กันได้บ้าง

หากจะพูดถึงหน้าตารูปโฉมกันแล้ว ต้องบอกว่า แล้วแต่ความชอบของแต่ละผู้คน แต่อย่างไรก็ตามในยุคปัจจุบันต้องดูใหญ่ไว้ก่อน พื้นที่ใช้สอยและความกว้างขวางเป็นสิ่งที่ช่วยให้ผู้ใช้ประทับใจได้เมื่อมีการกล่าวถึง และว่ากันด้วย ขนาดและมิติของทั้ง 3 คันแล้ว Mazda BT-50 PRO มาด้วยความยาวตลอดลำตัว 5,365 มม. กว้าง 1,850 มม. สูง 1,821 มม. ระยะฐานล้อ 3,220 มม. และระยะต่ำสุดจากพื้น 237 มม. ส่วนน้องใหม่ Mitsubishi Triton สั้นกว่าด้วยความยาว 5,280 มม. กว้าง 1,815 มม. สูง1,780 มม. ระยะฐานล้อ 3,000 มม. และระยะต่ำสุดจากพื้น 205 มม. ในขณะที่ Nissan NP300 นั้น จะสั้นที่สุดที่ 5,255 มม. กว้างกว่าที่ 1,850 มม. สูง 1,820 มม. ระยะฐานล้อ 3,150 มม. และระยะต่ำสุดจากพื้น 220 มม. โดยที่ Triton จะมีรัศมีวงเลี้ยวแคบที่สุดที่ 5.9 ม. ในขณะที่คู่แข่งทั้งสองคันจะอยู่ที่ 6.2 ม. รวมไปถึงค่าสัมประสิทธิแรงเสียดทานที่ต่ำสุดเพียง 0.42 เท่านั้น

ว่ากันตามรูปร่างและสัดส่วนแล้ว ดูเหมือนว่า BT-50 PRO จะให้หุ่นทรงที่ใหญ่โตกว่าเพื่อน ในขณะที่ NP300 จะดูสั้นไปนิด ต่ก็มีความกว้างความสูงมาทดแทน รวมไปถึงแร็คบนหลังคาที่ติดตั้งมาให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน รถทั้งสามคันมาพร้อมไฟตัดหมอกมาให้ วงล้ออะลูมินั่มขอบ 17 นิ้ว

ถ้าจะหันมาให้ความสนใจในเรื่องของภายในไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความกว้างขวางสะดวกสบาย พื้นที่ในการเหยียดแข้งเหยียดขาดูจะไม่ต่างกันเท่าไหร่ ส่วนเรื่องของอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่สามารถเรียกร้องความน่าสนใจแล้ว ชั่วโมงนี้ต้องยกให้กับ NP300 ที่เค้าจัดมาให้แบบเต็มๆ ไม่มีกั๊ก รวมไปถึง Triton ที่เอาใจลูกค้ากันแบบสุดๆ ทั้งเรื่องของเบาะนั่งที่ปรับด้วยไฟฟ้า ระบบกุญแจอัจฉริยะที่ปลดล็อกและสตาร์ทเครื่องยนต์โดยไม่ต้องใช้กุญแจ ระบบนำทาง ระบบควบคุมความเร็ว พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นที่ติดตั้งระบบควบคุมเครื่องเสียงไว้ให้ กล้องมองหลัง ในขณะที่ NP300 มีเพิ่มในส่วนของจอสามมิติขนาด 5 นิ้ว ที่มาตรวัดมาให้

ส่วน BT-50 PRO นั้น ภายในอาจเป็นรองคู่แข่ง เนื่องจากออกตัวมาก่อน แต่โดยภาพรวมแล้วไม่ถึงกับต้องอับอายเพราะด้วยการออกแบบและการวางเลย์เอาท์ในส่วนของผู้ขับขี่ที่โอบล้อมให้ผู้ขับขี่เป็นศูนย์กลาง เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการขับขี่ได้เป็นอย่างดี มีจอแสดงฟังก์ชั่นเอนกประสงค์ขนาด 3.5 นิ้ว

สวิตช์เลือกระบบขับเคลื่อนจากขับเคลื่อนสองล้อไปเป็นสี่ล้อ ทั้งสามคันพร้อมมอบความสะดวกสบายในการปรับเปลี่ยน โดยไม่ต้องไปโยกคันเกียร์สำหรับระบบขับเคลื่อนสี่ล้อเหมือนสมัยก่อน เพราะมีการติดตั้งสวิตช์ปรับเปลี่ยนมาให้ ดังนั้นแล้วในเรื่องลูกเล่นหรืออุปกรณ์เพิ่มความสะดวกสบาย ทั้ง Triton และ NP300 ดูจะได้เปรียบเพราะเปิดตัวทีหลัง โดยเฉพาะกล้องมองหลังที่ติดตั้งมาให้ด้วย ส่วนของ BT-50 แม้ว่าจะไม่มีแต่ก็เพิ่มสัญญาณเสียงขณะถอยจอดมาให้

มาดูกันที่พละกำลังกันบ้าง ทั้งสามคันมีการพัฒนาในเรื่องของเครื่องยนต์กันใหม่เพื่อรองรับกับระบบเกียร์ลูกใหม่ที่นำมาใส่ ไม่ว่าจะเป็นเกียร์ธรรมดา 6 สปีด หรือเกียร์อัตโนมัติที่มีทั้ง 5, 6 และ 7 สปีด ทั้งนี้ BT-50 PRO มาด้วยเครื่องยนต์ที่มีพิกัด ซี.ซี. มากสุดที่ 3,196 ซี.ซี. 5 สูบแถวเรียง DOHC 20 วาล์ว VN เทอร์โบ อินเตอร์คูลเลอร์ ให้แรงม้าสูงสุด 200 แรงม้า ที่ 3,000 รอบ/นาที และแรงบิดที่มากถึง 470 นิวตัน-เมตร ตั้งแต่รอบต่ำที่ 1,750- 2,500 รอบ/นาที พร้อมเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีดและระบบซีเควนเชียลคอนโทรล ที่ต้องบอกว่าตอบสนองต่อการขับขี่ได้เป็นอย่างดี เมื่อลองอัตราเร่งทั้งระบบขับเคลื่อนสองล้อและสี่ล้อ ถือได้ว่าน่าประทับใจ การปรับเปลี่ยนเกียร์ในแต่ละตำแหน่งให้ความนุ่มนวลและแม่นยำ

NP300 มาด้วยเครื่อง 2,488 ซี.ซี. 4 สูบแถวเรียง DOHC 16 วาล์ว พ่วงด้วยเทอร์โบอินเตอร์คูลเลอร์ รีดเค้นแรงม้าได้มากถึง 190 แรงม้า ที่ 3,600 รอบ/นาที และแรงบิดที่ 450 นิวตัน-เมตร ที่ 2,000 รอบ/นาที พร้อมเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีดพร้อมแมนวลโหมด ต้องบอกว่าแม้แรงม้าจะมีมามากแต่เมื่อต้องลองขับกันแบบจริงๆ จังๆ แล้ว ยังตอบสนองได้ไม่ดีเท่าที่ควร การเรียกรอบเพื่อดึงเอาอัตราเร่งขึ้นมาทำได้ช้า ซึ่งแน่นอนว่าการทำให้เครื่องยนต์ผ่านค่ามลพิษย่อมส่งผลในส่วนนี้ด้วยเหมือนกัน กับเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีดนั้นให้ความนุ่มนวลและราบรื่นรวมถึงต่อเนื่องได้เป็นอย่างดี

น้องใหม่มาแรงอย่าง Triton ต้องบอกว่าน่าประทับใจในระดับหนึ่งทีเดียว กับเครื่องยนต์ตัวใหม่ที่มีการพัฒนาในเรื่องของการเลือกใช้วัสดุน้ำหนักเบามาเป็นองค์ประกอบ การนำเอาระบบ MIVEC มาใช้งานควบคู่ไปกับ VG TURBO ทำให้เจ้า Triton ตอบสนองการขับขี่ได้เป็นอย่างดี อัตราเร่งที่น่าประทับใจ เครื่องยนต์ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 2,442 ซี.ซี. รีดพละกำลังจากม้าได้มากถึง 181 ตัว ที่ 3,500 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุดที่ 430 นิวตัน-เมตร ที่ 2,500 รอบ/นาที เป็นอะไรที่ต้องบอกว่าได้คะแนนในส่วนนี้มากทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของอัตราเร่ง การสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง เหนืออื่นใดเจ้า Triton คันนี้มีการบุซับเสียงที่ดีเยี่ยม เรียกได้ว่าไม่ได้ยินเสียงเครื่องยนต์เข้ามาภายในห้องโดยสารกันเลยทีเดียว

ช่วงล่างเป็นแบบอิสระปีกนกคู่เหมือนกัน ให้สมรรถนะในการขับขี่ที่ใกล้เคียงกันทั้งแบบออนโรดและแบบออฟโรด ด้วยตัวช่วยพิเศษที่เป็นเทคโนโลยีช่วยให้การขับขี่ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของระบบป้องกันการลื่นไถล การขึ้นลงทางลาดชัน ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี เบรก ABS, BA, EBD เรียกได้ว่าทั้งสามคันในเรื่องของสมรรถนะการขับขี่นั้นคู่คี่สูสี อาจจะมีสมรรถนะการขับขี่ในเส้นทางออฟโรดที่ดีกว่าคงต้องเทคะแนนไปทาง Triton ที่เค้ามีระบบขับเคลื่อนสี่ล้อที่ดีกว่า

หากชั่วโมงนี้คิดจะซื้อ เรามาดูกันที่ราคาและแคมเปญกัน ซึ่งดูเหมือนว่า BT-50 PRO จะน่าสนใจที่สุดกับราคาค่าตัวที่ 998,000 บาท ถ้าซื้อหรือจองในช่วงนี้รับส่วนลดไปเลย 100,000 บาทพร้อมประกันภัยชั้น 1 ส่วน NP300 ถ้าเทียบราคาดิบกันแล้วถือว่าถูกสุดที่ตัวเลข 996,000 บาท และน้องใหม่ Triton ราคาดูสูงจนน่าตกใจเพราะตัวเลขขยับไปที่เจ็ดหลัก 1,008,000 บาท แต่เมื่อบวกลบคูณหารกันแล้ว ต่างกันที่หลักหมื่นนิดๆ เท่านั้นเอง

Honda HR-V ฉีกกฏ…ฉีกความรู้สึก

0
Honda HR-V
ฉีกกฏ…ฉีกความรู้สึก

 HR-V ชื่อนี้มาจากคำว่า Honda Renaissance Vehicle ซึ่งมีความหมายโดยรวมว่า การเกิดใหม่ของศิลปะที่เน้นความสำคัญของลักษณะตัวรถแบบมีเหตุมีผล ซึ่งการเกิดใหม่ (Renaissance) ของ HR-V จะมีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับในตลาดเมืองไทยหรือไม่ คำตอบอยู่ตรงนี้ครับ

คำว่า Renaissance ของ HR-V มีส่วนชิ้นงานใหม่ของศิลปะในการสร้างสรรค์บ้าง เมื่อมองถึงลักษณะของรูปลักษณ์ภายนอก เราจะเห็นเส้นสายต่างๆมากมายบนตัวรถ เริ่มจากด้านหน้าที่ฉีกตัวเองได้อย่างเด่นชัด แต่ยังมีเค้าโครงของกระจังหน้าจาก CR-V ให้ได้เห็น แต่ด้วยไฟหน้าที่ออกแบบสไตล์เก๋ง ช่องดักลมเล็กๆ ตรงฝากระโปรงหน้า และเส้นสายด้านข้างที่ลากยาวจากซุ้มล้อด้านหน้าไปถึงที่เปิดประตูหลัง เป็นอะไรเรียกความสนใจได้ดีทีเดียว ส่วนด้านหลังปราดเปรียวใช้ได้และไฟท้ายดูดี แต่ทั้งหมดนี้มีส่วนคล้ายกับหลายยี่ห้อ น่าเสียดายที่ไม่สามารถเปิดกระจกด้านหลังได้

พอสรุปได้ว่าการเกิดใหม่ครั้งนี้ของ HR-V โดนใจพอสมควรแต่ไม่โดนทั้งหมด มีเพียงส่วนหน้าและด้านข้างของรถที่ทำได้ดี แต่ส่วนหลังของรถมีความกลมกลืนกับคู่แข่งในตลาด ทำให้ยังไม่เป็นตัวเองมากนัก อย่างไรก็ตามรถคันนี้ได้สร้างศิลปะรูปแบบใหม่ขึ้นมา เพียงแต่ว่าองค์ประกอบของตัวรถยังไม่ครบถ้วนในความเป็น Renaissance

หากมาสำรวจภายในห้องโดยสาร เราจะได้พบเห็นความแปลกใหม่บริเวณคอนโซลกลาง และช่องแอร์ด้านหน้า ที่มีการออกแบบแนวใหม่ ฉีกกฎเดิมที่เคยเป็น Honda เพื่อก้าวสู่ยุค Renaissance อย่างแท้จริง ในส่วนคอนโซลหน้าเรียบๆ เหมือนกับรุ่นอื่นๆ เช่นเดียวอุปกรณ์ที่จัดให้อย่างครบถ้วนและสมัยใหม่ รวมถึงใช้งานได้ง่ายและสะดวกมากขึ้น พิเศษสำหรับรุ่นท็อปกับหลังคาแบบพาโนรามา

เบาะนั่งใช้วัสดุหนังแท้และหนังสังเคราะห์ นั่งสบายตัวไม่เมื่อยล้าในการขับขี่ เบาะหลังนั่งได้เพียง 2 คนกับเด็กๆ อีก 1 คน เพราะตรงกลางเบาะไม่ได้รองรับผู้ใหญ่ หากจะนั่งก็ได้แต่ไม่สบายเท่าไร อย่างไรก็ตามเบาะหลังมีพื้นที่วางขาที่เพียงพอ ไม่อึดอัดและโปร่งโล่งพอสมควรที่เหนือศีรษะ เบาะหลังพับได้ราบเรียบหรือ 60:40 แล้วแต่ความต้องการ เรียกว่าจัดให้ครบในความเป็นรถอเนกประสงค์

อีกหนึ่งที่อาจเป็น Renaissance คือ เรื่องของขุมพลังและระบบเกียร์ แม้ว่าจะใช้เครื่องยนต์ 1.8 ลิตร 141 แรงม้าก็ตาม แต่ทั้งหมดได้รับการปรับปรุงใหม่ เพื่อให้ลงตัวและสอดคล้องกับระบบเกียร์ตัวใหม่แบบ CVT ซึ่งทั้งหมดนี้สร้างความแปลกใจตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงตอนจบของจุดหมายปลายทาง เป็นอีกรุ่นที่สร้างความประทับใจได้ดีทีเดียว

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้นเพราะตั้งแต่สตาร์ทเครื่องยนต์ ด้วยการกดปุ่มเพียงครั้งเดียว กดคันเร่งเดินหน้าทุกอย่างไปได้สวย มีความกระตือรือร้นในการออกตัว ซึ่งทำได้อย่างรวดเร็วและกระชับ ต่อเนื่องกับจังหวะเปลี่ยนเกียร์ที่ลงตัว ทำให้ทุกจังหวะของเครื่องยนต์ มีอัตราเร่งที่ปราดเปรียวและแม่นยำ สร้างโอกาสในการเร่งแซงได้อย่างสบายใจ โดยไม่ต้องโหมแรงมากเกินไป และเมื่อใดที่คิกดาวน์ทุกอย่างยังไปด้วยดี ได้พละกำลังอย่างเต็มที่ในการเร่งแซงแต่ละครั้ง จึงไม่เหนื่อยหรือเก็งที่จะใช้งานในรอบสูงของเครื่องยนต์

ระบบเกียร์แบบ CVT รุ่นนี้ มีความกระฉับกระเฉงและไหลลื่นไปตามจังหวะ สอดคล้องกับเครื่องยนต์อย่างมีรประสิทธิภาพ จึงทำให้ทุกการขับขี่บนเส้นทาง เป็นไปตามที่ต้องการอย่างสวยหรู พวงมาลัยหนักแน่นสัมพันธ์กับความเร็ว ให้ความแม่นยำในการใช้งาน จับกระชับและความรู้สึกที่ในการควบคุม ส่งผลให้การขับขี่สุขใจสบายกายตลอดเส่นทาง

ในส่วนของช่วงล่างแม้จะเคยใช้ในรถ Honda หลายรุ่น แต่ดูเหมือนว่าการปรุงแต่งครั้งนี้ ดูจะลงตัวกับ HR-V เป็นอย่างมาก เพราะนุ่นกำลังดีแข็งอย่างเหมาะสม จึงโดยสารอย่างสบายกาย และมั่นใจได้กับสมรรถนะการขับขี่ สามารถรองรับการทำความเร็วหรือเข้าโค้งได้อย่างสบาย โดยไม่ออกอาการมากนัก เรียกว่าปลอดภัยไร้กังวลอย่างแท้จริง จึงเป็นรถที่เหมาะกับทุกๆคนอย่างแท้จริง

อาจกล่าวได้ว่ารถคันนี้ลงตัวในหลายๆ เรื่อง และอาจบอกได้ว่ามีราคาที่สูงพอสมควร แต่ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับความพอใจเป็นสำคัญ แต่เมื่อใดที่คุณได้ลองขับ คุณจะรู้ว่าสิ่งที่ดีกำเนิดใหม่เป็นอย่างไร